คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 376/2563
#644518
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชัยวรดิศ กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — นางสาวกวีณา วงศ์วิจิตกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เมทินี ชโลธร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 374/2563
#681919
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกนกกาญจน์ ศรียา
จำเลย — นายภิญโญ สุนทรวิภาต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 373/2563
#644354
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกัลญา แสงศรีอานุภาพ
จำเลย — นางสาวปิยรัตน์ เตรณานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
เมทินี ชโลธร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 372/2563
#644340
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — บริษัทนาวาอินแลนด์ทรานสปอร์ต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 370/2563
#644069
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เอียน ริชาร์ด วู้ดแมน บราวน์
จำเลย — นาย ธัญสิทธิ์ เจริญรัตนพัชร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 368/2563
#681921
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายพนิดา ชินสุวพลา
จำเลย — นายวีระ ชัยสุขสังข์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2563
#643987
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โจทก์ร่วม — นาง อาภรณ์ บัวทอง
จำเลย — นาย จำนง ศักดา
จำเลยร่วม — นาง อาภรณ์ บัวทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 364/2563
#644789
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรทิพย์ ทองสุขศรี
จำเลย — นายกัมปนาท คำวาปี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2563
#663659
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ และถึงแม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 10,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานระหว่างพักรักษาตัวเป็นเงิน 9,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 14,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) เสียด้วย และให้ยกคำร้องของผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า นาย อ. ผู้เสียหาย นายอนัย และนางบัวสอน มารดาผู้เสียหายเป็นราษฎรบ้านม่วง หมู่ที่ 5 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนจำเลยและนายณัฐพล บุตรชายเป็นราษฎรบ้านโนนกระแต หมู่ที่ 11 ตำบลนาส่วง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2559 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหาย นายอนัย นายบุญมี และนายทรงศักดิ์ นั่งดื่มสุราและรับประทานอาหารอยู่ที่หน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์จากบริเวณกระท่อมนาริมสระน้ำที่เกิดเหตุด้านทิศตะวันออกผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์ไปซื้อน้ำแข็ง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านของนายทรงศักดิ์กลับไปที่เกิดเหตุ นายอนัยขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายตามไปพบจำเลยและนายณัฐพลอยู่ในที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงที่ท้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายและนายอนัยเบิกความหลังเกิดเหตุปีเศษ น่าจะเข้าใจหรือจำรายละเอียดเหตุการณ์คลาดเคลื่อนไป ผู้เสียหายและนายอนัยไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายและนายอนัยมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยเบิกความว่าไม่ได้เป็นผู้แทงผู้เสียหายนั้น ชั้นสอบสวนจำเลยมีทนายความ จำเลยให้การปฏิเสธ โดยไม่ให้รายละเอียด ส่วนนายณัฐพลให้การชั้นสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุทั้งสี่คนห้ามกันและยื้อกันไปมาจนล้มลงด้วยกันทั้งสี่คน มีดที่ถืออยู่ในมือจึงแทงเข้าหน้าท้องด้านขวาโดยนายณัฐพลไม่ได้ตั้งใจ แม้จะเป็นไปในทำนองเดียวกับที่นายณัฐพลเบิกความในชั้นพิจารณาว่าเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย แต่เป็นการให้การหลังเกิดเหตุกว่า 2 เดือน นายณัฐพลมีเวลาคิดไตร่ตรองปรุงแต่งคำให้การ ทั้งคำให้การและคำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับร่องรอยบาดแผลของผู้เสียหายที่มีรอยลากยาวเป็นเส้นโค้งสลับไปมาจากบริเวณหน้าอกด้านซ้ายมาที่บริเวณลำตัวด้านขวาที่น่าจะเกิดจากการที่ผู้เสียหายยื้อแย่งมีดกันกับจำเลยในระยะประชั้นชิดเช่นที่ผู้เสียหายเบิกความ ไม่ใช่ในลักษณะที่ผู้เสียหายพุ่งเข้ามาจะทำร้ายนายณัฐพล จึงถูกนายณัฐพลใช้อาวุธมีดแทงในขณะที่ผู้เสียหายนอนหงาย นายณัฐพลคร่อมอยู่ด้านบนมีนายอนัยยืนอยู่ด้านหลังดึงนายณัฐพลไว้เช่นที่นายณัฐพลเบิกความ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่นายณัฐพลขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วผ่านกลุ่มผู้เสียหายที่กำลังนั่งดื่มสุรา ผู้เสียหายเดินออกไปที่ถนนเพื่อจะโบกให้นายณัฐพลหยุดรถจักรยานยนต์ นายณัฐพลไม่หยุด แต่ขับรถจักรยานยนต์กลับไปที่กระท่อมนาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จำเลยฟัง ฝ่ายจำเลยและฝ่ายผู้เสียหายเป็นราษฎรคนละหมู่บ้านกัน ระหว่างนั้นนายอนัยและผู้เสียหายซึ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์ขับรถจักรยานยนต์ตามมา แล้วเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ผู้เสียหายและนายณัฐพลจะชกต่อยทำร้ายกัน จำเลยซึ่งเป็นบิดาของนายณัฐพลจึงเข้าห้ามและใช้มีดแทงทำร้ายผู้เสียหายก็ด้วยความรักความห่วงใยบุตร เมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยก็ไม่ได้แทงซ้ำอีก มูลเหตุของเรื่องไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่เกิดจากความเข้าใจผิดกัน ทั้งผู้เสียหายมีบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุปลายแหลม ไม่ทะลุช่องท้อง นอนรักษาในโรงพยาบาล วันที่ 8 ถึง 10 พฤษภาคม 2559 บาดแผลทุเลาใน 7 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน แสดงว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บไม่รุนแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไป โดยการรอการลงโทษจำคุก แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดในทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยไว้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีส่วนแพ่งย่อมฟังได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อผู้เสียหายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ สำหรับค่าสินไหมทดแทนมีเพียงใดนั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้มานั้น เหมาะสมแล้ว แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในคดีส่วนแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมความประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
ผู้ร้อง — นาย อ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายยุทธนา รังษีกาญจน์ส่อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวันชัย บัวเทียน
ชื่อองค์คณะ
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 360/2563
#668246
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน

451,972,265.83 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน

221,873,561.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า

ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องฟ้องเคลือบคลุมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เห็นว่า

แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็มิได้หยิบยกประเด็นข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยเพื่อตัดฟ้องโจทก์

กรณีจึงมีผลเท่ากับว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมอันเป็นการสมประโยชน์แก่โจทก์ที่นำคดีมาฟ้องอยู่แล้ว

ทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็มิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบอย่างไร

ประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่

จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความจะมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้

โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา

225 วรรคหนึ่ง,

252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค

มาตรา 51 ปัญหานี้แม้โจทก์จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่เมื่อเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคก็ไม่อาจวินิจฉัยได้

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า

ที่ศาลชั้นต้นกำหนดภาระพิสูจน์และหน้าที่นำสืบตกแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เปิดบัญชีเงินฝากและฝากเงินไว้กับธนาคารศรีนคร จำกัด

(มหาชน) รวม 10 บัญชี ต่อมา ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)

กระทำการทุจริตถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวทั้งสิบบัญชีโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย

จำเลยต่อสู้คดีว่า ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)

ไม่ได้ถอนเงินจากบัญชีทั้งสิบของโจทก์โดยทุจริต แต่โจทก์เบิกถอนเงินเองโดยการโอนเงินไปยังบัญชีอื่น

เพื่อหักชำระหนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารดังกล่าวและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์เพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชี

โจทก์มอบสมุดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์มีภาระหนี้กับธนาคารดังกล่าวโดยยินยอมให้นำเงินในบัญชีมาหักชำระหนี้ได้

โจทก์อ้างว่าฝากเงินต่อเนื่องเป็นเวลา

8 ปี ไม่เคยถอนเงิน แต่มีรายการถอนเงินอย่างต่อเนื่อง

โจทก์ไม่ตรวจสอบเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ เห็นว่า

ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)

จำเลยต่างเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการรับฝากเงินแก่ประชาชนเป็นการทั่วไป

โดยธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับฝากเงินและทำธุรกรรมทางการเงินโดยตรงกับโจทก์ตั้งแต่ช่วงปี

2534 ถึงปี 2540 ส่วนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับโอนกิจการมา

ดังนี้ขั้นตอนการให้บริการด้านสมุดเงินฝาก งานบัญชี ธุรกรรมทางการเงิน

รวมทั้งวิธีการบันทึกหลักฐานการรับฝากเงินและเบิกถอนเงิน

ตลอดจนการทำหลักฐานเอกสารด้านบัญชีการโอนกิจการระหว่างธนาคารดังกล่าว

จึงเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยตรงของฝ่ายจำเลย

ที่จำเลยต่อสู้คดีว่าโจทก์เบิกถอนเงินเองโดยโอนไปยังบัญชีอื่นเพื่อหักชำระหนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารดังกล่าวและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์เพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชี

และเป็นการหักชำระหนี้ที่โจทก์มีต่อธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)

นั้นจำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค

พ.ศ.2551 มาตรา 29 ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดภาระการพิสูจน์และหน้าที่นำสืบตกแก่โจทก์

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับประเด็นความรับผิดของจำเลยนั้น เห็นว่า

พยานจำเลยทั้งสองปากเป็นพนักงานธนาคารมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลบัญชีของลูกค้า

คำเบิกความของพยานทั้งสองเป็นการเบิกความในหน้าที่ประจำที่ทำอยู่ตามขั้นตอนงานบัญชี ตรงตามเอกสารของฝ่ายจำเลยทุกฉบับ

จึงมีความน่าเชื่อถือที่จะรับฟัง นอกจากนี้จำเลยมีต้นฉบับเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายเพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของโจทก์ตามเช็คเงินสดมายืนยันอันบ่งชี้ได้ว่าจำเลยเบิกถอนเงินตามคำสั่งของโจทก์

หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยเบิกถอนเงินของโจทก์ออกไปโดยทุจริตไม่

ทั้งนายธวัชชัยยังเบิกความยืนยันว่าโจทก์ถอนเงินสดและขอให้โอนเงินในบัญชีของโจทก์ไปยังบัญชีบริษัทซี.วี.

ดับบลิว จำกัด และบริษัทพีรกานต์แมนชั่น จำกัด ที่โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ

พยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวข้างต้นแสดงได้ว่าธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)

ได้เบิกถอนเงินสดของโจทก์ไปโดยชอบ ส่วนพยานโจทก์

โจทก์อ้างตนเองเบิกความเฉพาะรายการฝากเงินในส่วนที่เป็นรายการฝากเงินของตัวโจทก์เอง

แต่รายการเบิกถอนเงินสด โอนเงินสด โอนหักบัญชีตามพยานเอกสารของจำเลย

ที่ทนายจำเลยถามค้าน โจทก์ตอบคำถามค้านทำนองว่าไม่รู้ ไม่รับรอง ไม่ยืนยันลายมือชื่อ

ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)

ทำเองฝ่ายเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นหักล้างพยานเอกสารของจำเลยและเป็นการขัดแย้งกับเอกสารของจำเลย

อีกประการหนึ่งโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการกู้เงินกับธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เพื่อทำธุรกิจมีเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาท

แต่เมื่อเงินในบัญชีของโจทก์ที่อ้างว่าถูกถอนออกไปจากบัญชีทั้งสิบบัญชีตั้งแต่ช่วงปี

2534 ถึง 2541 โจทก์กลับไม่ได้ตรวจสอบยอดเงินที่หายไปจำนวนมาก

จนระยะเวลาล่วงเลยมากว่า 10 ปี จึงมาติดตามทวงถาม นับเป็นการผิดวิสัยผู้ประกอบธุรกิจที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก

ข้อนำสืบของโจทก์จึงเลื่อนลอยขาดน้ำหนักที่จะรับฟัง

พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักการรับฟังยิ่งกว่า

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า

รายการเบิกถอนเงินของจำเลยออกจากบัญชีทั้งสิบของโจทก์

จำเลยได้ทำรายการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีทั้งสิบของโจทก์โดยถูกต้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินฝากตามฟ้องแก่โจทก์

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

สำหรับฎีกาของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความนั้น

เห็นว่า เมื่อฎีกาโจทก์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ได้

ดังนั้นถึงหากวินิจฉัยฎีกาของจำเลยประเด็นข้อนี้ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้

กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป

พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายเจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
ประมวญ รักศิลธรรม
จรัญ รัตตมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 359/2563
#644508
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด
ผู้ร้อง — นายคีตวุฒิ นับแสง ผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ ๑
จำเลย — สหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 358/2563
#644006
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 358/2563
#644785
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทเสนาโฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 356/2563
#644279
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นพดล วงศ์โอษฐ์
จำเลย — บริษัท โฮมเอ็มเอ็มเอ็ม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 356/2563
#644622
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นางสาวพิรดาหรือพัฒน์นรี ศรีวิวัฒน์ ที่ ๑ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นันทวัน เจริญชาศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 355/2563
#644663
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้เช่ารถแท็กซี่ มีรถแท็กซี่ให้เช่ามากถึง 60 คัน จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ประกอบกิจการให้เช่ารถแท็กซี่รายใหญ่ จำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถแท็กซี่คันเกิดเหตุจากโจทก์ซึ่งจดทะเบียนประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน อันเป็นรถยนต์สาธารณะตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ซึ่งอยู่ในความควบคุมของนายทะเบียนและผู้ตรวจการขนส่งทางบก โดยมีชื่อและตราสัญลักษณ์ของโจทก์ติดอยู่ที่ประตูรถด้านหน้าทั้งสองข้าง แล้วจำเลยที่ 2 นำรถแท็กซี่ไปให้จำเลยที่ 1 เช่าขับรับส่งคนโดยสารในนามของโจทก์เพื่อประโยชน์แก่กิจการของตน ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกับโจทก์ แม้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18871/2557 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกันในการประกอบกิจการขนส่งคนโดยสารรถแท็กซี่คันเกิดเหตุ ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 ระบุว่า ผู้เช่าซื้อจะไม่นำทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปให้เช่า จำเลยที่ 2 ย่อมต้องทราบดีว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถนำรถที่ตนเช่าซื้อจากโจทก์ให้ผู้อื่นหรือจำเลยที่ 1 เช่าได้ การที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถแท็กซี่ของโจทก์เพื่อนำออกให้เช่าโดยที่โจทก์ได้จดทะเบียนรถแท็กซี่เป็นรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารตามกฎหมายแล้ว ทั้งจำเลยที่ 2 ใช้ชื่อและตราสัญลักษณ์ของโจทก์ที่ติดอยู่ด้านข้างรถแท็กซี่นำไปให้จำเลยที่ 1 เช่าขับรถส่งคนโดยสารเพื่อประโยชน์แก่กิจการของตน ส่วนโจทก์ก็ได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งคนโดยสารด้วย เพราะโจทก์สามารถให้เช่าซื้อรถยนต์ได้มากขึ้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกันในการประกอบกิจการขนส่งคนโดยสาร โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้ผูกนิติสัมพันธ์กันแต่เฉพาะนิติกรรมการเช่าซื้อเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 นำรถแท็กซี่คันเกิดเหตุไปให้จำเลยที่ 1 เช่าขับรับคนโดยสาร จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับโจทก์เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนในการประกอบกิจการรับขนคนโดยสารด้วย จำเลยที่ 2 กับโจทก์จึงต้องร่วมกันรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 641,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 641,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนเงิน 320,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการให้เช่าซื้อรถยนต์ โจทก์เป็นเจ้าของรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทว 3308 กรุงเทพมหานคร โดยจดทะเบียนประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้เช่ารถแท็กซี่ มีรถแท็กซี่ให้เช่า 60 คัน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าซื้อรถแท็กซี่ดังกล่าวจากโจทก์แล้วนำไปให้จำเลยที่ 1 เช่าขับรับส่งคนโดยสาร รถแท็กซี่ที่เช่าซื้อมีชื่อโจทก์ เลขทะเบียนรถยนต์ และตราสัญลักษณ์ของโจทก์ที่ประตูรถด้านหน้าทั้งสองข้าง เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2554 จำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่คันดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนนายพุทธชาติได้รับอันตรายสาหัส นายพุทธชาติฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1415/2554 ต่อศาลชั้นต้น ให้ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนในการประกอบกิจการรับขนคนโดยสาร โจทก์จึงต้องรับผิดต่อนายพุทธชาติซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตน และโจทก์ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่นายพุทธชาติร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 489,691 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาให้แก่นายพุทธชาติ 600,000 บาท โจทก์จึงฟ้องไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 641,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้เช่ารถแท็กซี่ มีรถแท็กซี่ให้เช่ามากถึง 60 คัน จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ประกอบกิจการให้เช่ารถแท็กซี่รายใหญ่ จำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถแท็กซี่คันเกิดเหตุจากโจทก์ซึ่งจดทะเบียนประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน อันเป็นรถยนต์สาธารณะตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ซึ่งอยู่ในความควบคุมของนายทะเบียนและผู้ตรวจการกรมการขนส่งทางบกภายใต้บังคับของกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมีชื่อและตราสัญลักษณ์ของโจทก์ติดอยู่ที่ประตูรถด้านหน้าทั้งสองข้าง แล้วจำเลยที่ 2 นำรถแท็กซี่ไปให้จำเลยที่ 1 เช่าขับรับส่งคนโดยสารในนามของโจทก์เพื่อประโยชน์แก่กิจการของตน ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกับโจทก์ แม้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18871/2557 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกันในการประกอบกิจการขนส่งคนโดยสารรถแท็กซี่คันเกิดเหตุ ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 ระบุว่า ผู้เช่าซื้อจะไม่นำทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปให้เช่า จำเลยที่ 2 ย่อมต้องทราบดีว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถนำรถที่ตนเช่าซื้อจากโจทก์ให้ผู้อื่นหรือจำเลยที่ 1 เช่าได้ การที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถแท็กซี่ของโจทก์เพื่อนำออกให้เช่าโดยที่โจทก์ได้จดทะเบียนรถแท็กซี่เป็นรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารตามกฎหมายแล้ว ทั้งจำเลยที่ 2 ใช้ชื่อและตราสัญลักษณ์ของโจทก์ที่ติดอยู่ด้านข้างรถแท็กซี่นำไปให้จำเลยที่ 1 เช่าขับรถส่งคนโดยสารเพื่อประโยชน์แก่กิจการของตนดังที่วินิจฉัยข้างต้น ส่วนโจทก์ก็ได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งคนโดยสารด้วย เพราะโจทก์สามารถให้เช่าซื้อรถยนต์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบกิจการให้เช่ารถแท็กซี่ ซึ่งปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้เช่าซื้อรถแท็กซี่ไปจากโจทก์รวม 6 คัน พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกันในการประกอบกิจการขนส่งคนโดยสาร โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้ผูกนิติสัมพันธ์กันแต่เฉพาะนิติกรรมการเช่าซื้อเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกันเกี่ยวกับการประกอบกิจการขนส่งคนโดยสารรถแท็กซี่คันเกิดเหตุ เมื่อจำเลยที่ 2 นำรถแท็กซี่คันเกิดเหตุไปให้จำเลยที่ 1 เช่าขับรับขนคนโดยสาร จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับโจทก์เชิดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตนในการประกอบกิจการรับขนคนโดยสารด้วย จำเลยที่ 2 กับโจทก์จึงต้องร่วมกันรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่นายพุทธชาติแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ตามส่วนเท่า ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) และมาตรา 296 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 20,625 บาท รวมเป็นเงิน 320,625 บาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 427 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายสมชัย สงวนนภาพร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 355/2563
#681881
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเดชธนา เพ็ชรธนาภา
จำเลย — บริษัทลินฟ้อกซ์ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 354/2563
#644273
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอสไอเอสดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 351/2563
#644373
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถวิล พรหมจันทร์
จำเลย — นางสาวหรือนางเปรมกมล สมิท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 349/2563
#681900
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนุชลี ดีคำ
จำเลย — นางชัชฎา ศรีวิราช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา