คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2563
#644078
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นาย นรงค์ จันทร์แดง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 320 -ที่ 321/2563
#644558
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนวลจันทร์ สายสมรรถชัย กับพวก
จำเลย — บริษัทปรีชากรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 320/2563
#644282
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จำรัส คชสาร
จำเลย — บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — นาย กฤษฎา จันทร์มณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 318/2563
#644005
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ควาน อิน ฮาคิม หรือเคียง อิน คิม
จำเลย — นาย ณัฐวุฒิ เอกวานิช กับพวกรวม 6 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 317/2563
#643917
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดราชบุรี
โจทก์ร่วม — นาย จรูญ หงส์ศุภางค์พันธุ์
จำเลย — นาง ปราณี ใสเขียนวงษ์
จำเลยร่วม — นาย จรูญ หงส์ศุภางค์พันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 316 -ที่ 317/2563
#644511
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอติเรก จิระพงศ์
จำเลย — นางยุวดี จันทวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 313/2563
#644261
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อุไร วิจิตโรทัย กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — บริษัท มิราจ พร็อพเพอร์ตี้ พลัส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 311/2563
#643555
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิม ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ฎีกา และต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษา ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้รับคำให้การจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคในคดีเดิมสิ้นผลไป เท่ากับว่าศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทมาก่อน ดังนั้น คำฟ้องในคดีนี้จึงยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นกระบวนพิจารณาซ้ำได้ กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,174,228.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,159,531 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยให้ทำความสะอาดอาคาร 17 และพื้นที่บริเวณรอบ ๆ อาคาร ถนน ลานจอดรถ รวมทั้งที่ทำการของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศ. ตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นงวด งวดละ 1 เดือน รวม 12 เดือน เดือนละ 143,850 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 แต่ก่อนฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 จำเลย (ในคดีนี้) เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ (ในคดีนี้) เป็นจำเลยอ้างว่าผิดสัญญาจ้างทำความสะอาดอาคาร ขอให้ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว เห็นว่า จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ขาดนัดยื่นคำให้การ และฟังว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้วพิพากษาให้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ (จำเลยในคดีนี้) ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.293/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ. 1125/2558 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคก็วินิจฉัยว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่นกัน คดีอยู่ระหว่างจำเลย (โจทก์คดีนี้) รอศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1125/2558 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อน คือ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1125/2558 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ฎีกา และต่อมาปรากฏจากสารบบความของศาลฎีกาว่า ในคดีก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2824/2562 ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้รับคำให้การจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวย่อมมีผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคในคดีก่อนสิ้นผลไป เท่ากับว่าศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังมิได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทมาก่อน คำฟ้องในคดีนี้จึงยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นกระบวนพิจารณาซ้ำได้ กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาในคดีนี้แล้ว
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัย ศ.
จำเลย — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
ประมวญ รักศิลธรรม
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 311/2563
#656686
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิม ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ฎีกา และต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษา

ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้รับคำให้การจำเลย

(โจทก์ในคดีนี้) และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป

ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคในคดีเดิมสิ้นผลไป เท่ากับว่าศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทมาก่อน

ดังนั้น คำฟ้องในคดีนี้จึงยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นกระบวนพิจารณาซ้ำได้

กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,174,228.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,159,531 บาท

นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยให้ทำความสะอาดอาคาร 17 และพื้นที่บริเวณรอบ ๆ อาคาร ถนน ลานจอดรถ รวมทั้งที่ทำการของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศ. ตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นงวด

งวดละ 1

เดือน รวม 12

เดือน เดือนละ 143,850

บาท นับตั้งแต่วันที่ 1

ตุลาคม 2556

ถึงวันที่ 30

กันยายน 2557 แต่ก่อนฟ้องคดีนี้

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 จำเลย (ในคดีนี้) เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ (ในคดีนี้)

เป็นจำเลยอ้างว่าผิดสัญญาจ้างทำความสะอาดอาคาร

ขอให้ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว เห็นว่า จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ขาดนัดยื่นคำให้การ

และฟังว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้)

เป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้วพิพากษาให้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ (จำเลยในคดีนี้)

ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.293/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ. 1125/2558 ของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคก็วินิจฉัยว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่นกัน

คดีอยู่ระหว่างจำเลย (โจทก์คดีนี้)

รอศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551

ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา

ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า

ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1125/2558 ของศาลชั้นต้นหรือไม่

เห็นว่า คดีก่อน คือ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1125/2558 ของศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ฎีกา และต่อมาปรากฏจากสารบบความของศาลฎีกาว่า

ในคดีก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2824/2562

ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้รับคำให้การจำเลย (โจทก์ในคดีนี้)

และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป

ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวย่อมมีผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคในคดีก่อนสิ้นผลไป

เท่ากับว่าศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังมิได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทมาก่อน

คำฟ้องในคดีนี้จึงยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นกระบวนพิจารณาซ้ำได้

กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 144

ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค

พ.ศ.2551

มาตรา 7 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง

ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ต่อไป

ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาในคดีนี้แล้ว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
จำเลย — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
ประมวญ รักศิลธรรม
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 311/2563
#644337
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนูวิทย์ คงคะสินธุ์
จำเลย — นายตัน แซมกระโทก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 309/2563
#644137
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเชีย อีโค เอิร์ท จำกัด
จำเลย — เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 308/2563
#642912
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความตกลงท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาในคดีที่ ส. สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ฟ้องบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยร่วมกันขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท หากผลคดีดังกล่าวเป็นอย่างไร ให้ถือตามผลคดีนั้น คู่ความมิได้ตกลงกันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นข้อวินิจฉัยตามคำท้า คำท้าดังกล่าวต้องถือว่าคู่ความมีเจตนาถือเอาผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเป็นข้อวินิจฉัยในประเด็นที่ได้ท้ากัน เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาปรากฏว่าในคดีที่ท้ากันศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. รับโอนทรัพย์พิพาทมาโดยชอบ ถือว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทตรงตามคำท้าที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงท้ากันแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 โจทก์ทั้งสองและจำเลยจึงต้องผูกพันตามคำท้าที่ตกลงกันตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 โจทก์ทั้งสองย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 90368 และ 90369 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน 106,666.66 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 90368 และ 90369 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสองและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 30,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองและค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2556) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสุรชัย สามีจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90368 และ 90369 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แล้วผิดนัดชำระหนี้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ฟ้องนายสุรชัยกับพวกให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นายสุรชัยกับพวกร่วมกันชำระหนี้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด วันที่ 26 กันยายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตามมาตรา 76 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 แต่ไม่มีผู้ซื้อ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองเป็นของตนตามบทบัญญัติดังกล่าว นายสุรชัยฟ้องบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5515/2549 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและให้โอนกลับคืนมาเป็นของนายสุรชัย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์นายสุรชัยเด็ดขาด และต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้นายสุรชัยเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายสุรชัยยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5515/2549 ว่า การพิจารณาคดีต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของนายสุรชัยในคดีล้มละลายและไม่ประสงค์เข้าว่าคดีแทนสุรชัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีดังกล่าวจากสารบบความ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด และเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2556 บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง วันที่ 10 มิถุนายน 2556 นายสุรชัยฟ้องบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 1 เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556 ของศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงท้ากันตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2559 ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556 พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายสุรชัยเด็ดขาด การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5515/2549 ของศาลชั้นต้นว่า การพิจารณาคดีต่อไปไม่เป็นประโยชน์ต่อกองทรัพย์สินของนายสุรชัย ไม่ประสงค์เข้าว่าคดีแทนนายสุรชัย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ใช้ดุลพินิจเข้าว่าคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายสุรชัยลูกหนี้แล้ว ดังนั้น การขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างย่อมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวจะดำเนินการ ประกอบกับขณะนายสุรชัยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไปแล้วไม่อาจเป็นคู่ความได้ นายสุรชัยจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2562 ท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยต้องผูกพันตามคำท้าที่ตกลงกันหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556 ไม่ได้วินิจฉัยว่า กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของใคร และข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณามิได้ระบุว่าให้ถือเอาผลคดีของศาลชั้นต้น จึงต้องหมายถึงผลคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่อาจนำผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมาวินิจฉัยตามคำท้าได้ ชอบที่ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานอื่นของคู่ความต่อไป เห็นว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า คดีนี้และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556 ของศาลชั้นต้นมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่า การรับโอนทรัพย์พิพาทของโจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ คู่ความจึงตกลงท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท หากผลคดีดังกล่าวเป็นอย่างไร ให้ถือตามผลคดีนั้น และให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะในเรื่องค่าเสียหาย โดยคู่ความไม่ติดใจในประเด็นอื่น ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวคู่ความมิได้ตกลงกันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556 เป็นข้อวินิจฉัยตามคำท้า คำพิพากษาศาลชั้นต้นอาจถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียได้ จึงต้องแปลเจตนาของคู่ความว่าประสงค์ให้ถือเอาผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเป็นข้อวินิจฉัยในประเด็นที่ท้ากัน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนั้นแล้ว นายสุรชัยยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อมา ดังนั้นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556 ของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุด นอกจากนี้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยท้ากัน จึงไม่อาจนำผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีนี้ได้ แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาปรากฏว่าคดีแพ่งที่คู่ความตกลงท้ากันนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว โดยวินิจฉัยว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนทรัพย์พิพาทมาโดยชอบตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 นายสุรชัยไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาท คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของนายสุรชัยอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2562 ท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ถือว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทตรงตามคำท้าที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 โจทก์ทั้งสองและจำเลยจึงต้องผูกพันตามคำท้าที่ตกลงกันตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว คดีนี้จึงต้องฟังว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาโดยชอบ เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด และต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฟ. กับพวก
จำเลย — นาง ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชัย เดชชุติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายฐนยศ คีรีนารถ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แก้ว เวศอุไร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 308/2563
#681860
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่

90368 และ 90369 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน

106,666.66 บาท

แก่โจทก์ทั้งสอง

และค่าเสียหายเดือนละ 40,000

บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่

90368 และ 90369

พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสองและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

กับให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 30,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองและค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 15,000 บาท

นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2556) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสุรชัย

สามีจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90368 และ 90369

พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แล้วผิดนัดชำระหนี้

บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ฟ้องนายสุรชัยกับพวกให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นายสุรชัยกับพวกร่วมกันชำระหนี้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด

(มหาชน) หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด วันที่ 26 กันยายน 2545

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา

จำกัด (มหาชน) ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตามมาตรา 76

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544

แต่ไม่มีผู้ซื้อ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองเป็นของตนตามบทบัญญัติดังกล่าว

นายสุรชัยฟ้องบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5515/2549

ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและให้โอนกลับคืนมาเป็นของนายสุรชัย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์นายสุรชัยเด็ดขาด

และต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้นายสุรชัยเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายสุรชัยยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5515/2549 ว่า การพิจารณาคดีต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของนายสุรชัยในคดีล้มละลายและไม่ประสงค์เข้าว่าคดีแทนสุรชัย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีดังกล่าวจากสารบบความ

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์

จำกัด และเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2556 บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด

ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง วันที่ 10 มิถุนายน 2556

นายสุรชัยฟ้องบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด

โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 1 เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่

2246/2556 ของศาลชั้นต้น

ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงท้ากันตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 6

พฤศจิกายน 2556 ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2559 ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556

พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายสุรชัยเด็ดขาด การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงในคดีแพ่งหมายเลขดำที่

5515/2549 ของศาลชั้นต้นว่า การพิจารณาคดีต่อไปไม่เป็นประโยชน์ต่อกองทรัพย์สินของนายสุรชัย

ไม่ประสงค์เข้าว่าคดีแทนนายสุรชัย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ใช้ดุลพินิจเข้าว่าคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายสุรชัยลูกหนี้แล้ว ดังนั้น การขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างย่อมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวจะดำเนินการ

ประกอบกับขณะนายสุรชัยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10

มิถุนายน 2556 ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไปแล้วไม่อาจเป็นคู่ความได้ นายสุรชัยจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่

4478/2562 ท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า

โจทก์ทั้งสองและจำเลยต้องผูกพันตามคำท้าที่ตกลงกันหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่

2246/2556 ไม่ได้วินิจฉัยว่า

กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของใคร

และข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณามิได้ระบุว่าให้ถือเอาผลคดีของศาลชั้นต้น

จึงต้องหมายถึงผลคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว

ไม่อาจนำผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมาวินิจฉัยตามคำท้าได้

ชอบที่ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานอื่นของคู่ความต่อไป เห็นว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า

คดีนี้และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556

ของศาลชั้นต้นมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่า

การรับโอนทรัพย์พิพาทของโจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ คู่ความจึงตกลงท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท

หากผลคดีดังกล่าวเป็นอย่างไร ให้ถือตามผลคดีนั้น

และให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะในเรื่องค่าเสียหาย

โดยคู่ความไม่ติดใจในประเด็นอื่น ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่

6 พฤศจิกายน 2556 ตามข้อตกลงในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวคู่ความมิได้ตกลงกันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่

2246/2556 เป็นข้อวินิจฉัยตามคำท้า

คำพิพากษาศาลชั้นต้นอาจถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียได้

จึงต้องแปลเจตนาของคู่ความว่าประสงค์ให้ถือเอาผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเป็นข้อวินิจฉัยในประเด็นที่ท้ากัน

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนั้นแล้ว

นายสุรชัยยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อมา ดังนั้นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2246/2556

ของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุด

นอกจากนี้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยท้ากัน

จึงไม่อาจนำผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีนี้ได้

แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาปรากฏว่าคดีแพ่งที่คู่ความตกลงท้ากันนั้น

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว โดยวินิจฉัยว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนทรัพย์พิพาทมาโดยชอบตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

พ.ศ.2544 มาตรา 76 นายสุรชัยไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาท

คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของนายสุรชัยอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2562 ท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562

ถือว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทตรงตามคำท้าที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 138 โจทก์ทั้งสองและจำเลยจึงต้องผูกพันตามคำท้าที่ตกลงกันตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว

คดีนี้จึงต้องฟังว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาโดยชอบ

เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์

จำกัด และต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด

ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท

มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฟ. กับพวก
จำเลย — นาง ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชัย เดชชุติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายฐนยศ คีรีนารถ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แก้ว เวศอุไร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 306/2563
#644309
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว กาญจนา สุขโต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 306/2563
#644614
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฟง ซู ชัน จัสติน
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
น้ำเพชร ปานะถึก
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2563
#663574
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เป็นกฎหมายที่ประสงค์จะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้วางมัดจำ ศาลจึงสามารถนำบทบัญญัติมาตรานี้มาปรับใช้กับสัญญาทั่ว ๆ ไปที่มีการให้สิ่งใดเป็นมัดจำได้ หาจำกัดเฉพาะสัญญาที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เท่านั้นไม่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อบทบัญญัติมาตรา 7 ส่วนท้าย บัญญัติไว้ว่า "...ถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้" จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะปรับลดมัดจำที่สูงเกินส่วนลงหรือไม่ก็ได้ มิได้บังคับศาลให้ต้องลดมัดจำเสมอไป ประกอบกับใน ป.พ.พ. มาตรา 377 ซึ่งเป็นบทกฎหมายทั่วไป ได้บัญญัติในเรื่องมัดจำไว้ว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย" และมาตรา 378 บัญญัติไว้ว่า "มัดจำนั้น ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ท่านให้เป็นไปดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ (1) ให้ส่งคืน หรือจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนในเมื่อชำระหนี้ (2) ให้ริบ ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบ หรือถ้ามีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น (3)..." การปรับลดมัดจำจึงต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของมาตรา 377 ที่ต้องการให้มัดจำเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา รวมทั้งต้องคำนึงถึงว่าฝ่ายที่วางมัดจำมีส่วนผิดหรือไม่ด้วย ซึ่งก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในแต่ละคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,603,498 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ 373,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนาย ณ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยและจำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 850,000 บาท แก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมา 100 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยร่วม เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2554 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5265 และ 5267 จากจำเลย หลังจากนั้นมีการเลิกสัญญากัน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5265, 5266 และเลขที่ 5267 จากจำเลย ในราคา 3,900,000 บาท หลังจากนั้นมีการเลิกสัญญากัน ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงกันอีก แต่หลังจากนั้นมีการเลิกสัญญากัน และเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2556 โจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในราคา 3,900,000 บาท โจทก์วางมัดจำไว้จำนวน 1,700,000 บาท ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงและชำระค่าที่ดินที่เหลือในวันที่ 31 มกราคม 2556 แต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงได้ เนื่องจากโจทก์ไม่มีเงินชำระค่าที่ดิน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าการฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง ดังนั้น เมื่อตามคำให้การของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาปรับใช้กับคดีนี้เป็นการชอบหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เป็นกฎหมายที่ประสงค์จะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้วางมัดจำ ศาลจึงสามารถนำบทบัญญัติมาตรานี้มาปรับใช้กับสัญญาทั่ว ๆ ไปที่มีการให้สิ่งใดเป็นมัดจำได้ หาจำกัดเฉพาะสัญญาที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เท่านั้นไม่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อบทบัญญัติมาตรา 7 ส่วนท้าย บัญญัติไว้ว่า "...ถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้" จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะปรับลดมัดจำที่สูงเกินส่วนลงหรือไม่ก็ได้ มิได้บังคับศาลให้ต้องลดมัดจำเสมอไป ประกอบกับในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ซึ่งเป็นบทกฎหมายทั่วไป ได้บัญญัติในเรื่องมัดจำไว้ว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย" และมาตรา 378 บัญญัติไว้ว่า "มัดจำนั้น ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ท่านให้เป็นไปดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ (1) ให้ส่งคืน หรือจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนในเมื่อชำระหนี้ (2) ให้ริบ ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบ หรือถ้ามีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น (3)..." การปรับลดมัดจำจึงต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของมาตรา 377 ที่ต้องการให้มัดจำเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา รวมทั้งต้องคำนึงถึงว่า ฝ่ายที่วางมัดจำมีส่วนผิดหรือไม่ด้วย ซึ่งก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในแต่ละคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและเลิกสัญญากันหลายครั้ง ซึ่งสาเหตุที่ต้องเลิกสัญญาและทำสัญญากันใหม่นั้นได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากพันตำรวจตรีเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นสามีโจทก์ว่า เพราะโจทก์ไม่มีเงินพอที่จะชำระราคาที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่จำเลย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์เองเป็นฝ่ายผิดสัญญาตลอดมา ในส่วนของมัดจำที่โจทก์วางไว้ตามสัญญาแต่ละฉบับก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยและจำเลยร่วมโดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยยอมให้โจทก์นำมัดจำที่วางไว้ตามสัญญาครั้งก่อน ๆ ที่เลิกกันมารวมเป็นมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำกันใหม่เป็นผลให้โจทก์ชำระค่ามัดจำในวันทำสัญญาฉบับสุดท้ายเพียง 700,000 บาท เท่านั้น การที่จำเลยยอมให้โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายฉบับใหม่แทนฉบับเดิมและยอมให้โจทก์นำมัดจำตามสัญญาครั้งก่อน ๆ ที่เลิกกันแล้วมารวมเป็นมัดจำตามสัญญาที่ทำกันใหม่ทั้ง ๆ ที่จำเลยสามารถริบมัดจำตามสัญญาครั้งก่อน ๆ ได้เช่นนี้ นับเป็นการให้โอกาสและเป็นคุณแก่โจทก์อย่างมากแล้ว แต่โจทก์กลับไม่นำพาที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้กับจำเลย กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะลดมัดจำที่ถึงแม้จะสูงเกินส่วนลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 378
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาง ส.
จำเลยร่วม — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายธนู พุ่มพวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 301/2563
#663886
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทไบรท์ซี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 299/2563
#644833
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บางกอก บูเลอวาร์ด รามอินทรา
จำเลย — นางสาวผุสดี ฟักเฟื่องบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 285/2563
#656685
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 91, 339, 340 ตรี, 371

พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง

และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7,

8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ 40,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371

พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72

วรรคสาม, 72 ทวิ

วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน จำคุก 15 ปี

ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน

หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ

ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 16 ปี 6 เดือน

ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี

ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงิน 40,000 บาท

แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม

2560 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะนายสัญญา ผู้เสียหาย

ซึ่งประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ขับรถจักรยานยนต์ ไปซื้ออาหารที่ตลาดนัดหน้าอำเภอเคียนซา

มีคนร้ายสวมหมวกไหมพรมปิดถึงหน้าผากยืนอยู่ริมถนนหน้าโรงเรียนเคียนซาเรียกผู้เสียหายให้หยุดรถ

แล้วว่าจ้างผู้เสียหายให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้านกำนันขาว

ระหว่างทางผู้เสียหายแวะจอดรถจักรยานยนต์หน้าร้านฮีโร่ยานยนต์ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์

คนร้ายจึงขอยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อขับไปดูแบตเตอรี่ที่ร้านจำหน่ายแบตเตอรี่ซึ่งอยู่ห่างประมาณ

500 เมตร ผู้เสียหายให้คนร้ายยืมรถจักรยานยนต์ไปและยืนรออยู่หน้าร้านฮีโร่ยานยนต์ ต่อมาประมาณ 10 นาที คนร้ายขับรถจักรยานยนต์กลับมา จากนั้นผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มีคนร้ายนั่งซ้อนท้ายไปตามถนนปลายหริกและถนนเซาเทิร์นสาย

44 มุ่งหน้าไปทางจังหวัดกระบี่เพื่อไปส่งคนร้ายที่บ้านกำนันขาว

เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มาถึงที่เกิดเหตุ

คนร้ายใช้อาวุธจี้ด้านหลังผู้เสียหายแล้วเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป

ต่อมาเวลา 16.20 นาฬิกา ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกสมนึก

พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเคียนซา วันที่ 2 มกราคม 2561

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ในความผิดฐานอื่น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า

จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่

สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี

จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว

เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค

8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน

ผู้เสียหายมีโอกาสเห็นคนร้าย 2 ครั้ง ครั้งแรก ขณะคนร้ายยืนเรียกรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้วว่าจ้างให้ผู้เสียหายไปส่งที่บ้านกำนันขาว

และครั้งที่สอง ขณะคนร้ายพูดขอยืมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อขับไปดูแบตเตอรี่

โดยผู้เสียหายเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า ผู้เสียหายเห็นคนร้ายทั้งสองครั้งในระยะ 1 เมตร ดังนี้

แม้คนร้ายจะสวมใส่หมวกไหมพรมปิดถึงหน้าผาก แต่ก็มิได้บังใบหน้าแต่อย่างใด เชื่อว่าผู้เสียหายมีโอกาสเห็นและจดจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลย

ประกอบกับหลังเกิดเหตุ 8 วัน

เมื่อผู้เสียหายพบจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรเคียนซา

ผู้เสียหายก็แจ้งต่อร้อยตำรวจเอกธานี ผู้จับกุมจำเลยว่า

จำเลยเป็นคนร้ายที่ชิงทรัพย์ผู้เสียหายไป ตามคำเบิกความของผู้เสียหายและบันทึกคำให้การของร้อยตำรวจเอกธานี

อันเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่น ๆ

ที่คัดค้านว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายเป็นเพียงรายละเอียดไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยข้างต้น

จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยมีและใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์หรือไม่

ผู้เสียหายเบิกความว่า

เมื่อจอดรถจักรยานยนต์

จำเลยลงจากรถและใช้อาวุธมีดหรืออาวุธปืนซึ่งผู้เสียหายไม่เห็นจี้ที่หลังผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์

แล้วบอกผู้เสียหายให้ลงจากรถจักรยานยนต์และไม่ให้ผู้เสียหายหันมามอง

พร้อมพูดว่า ถ้าหันมามองจะยิง แต่ผู้เสียหายให้การชั้นสอบสวนว่า เมื่อผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์แล้ว

คนร้ายลงจากรถและชักอาวุธปืนจี้ด้านหลังผู้เสียหาย ผู้เสียหายหันไปมองจึงเห็นว่าคนร้ายถืออาวุธปืนลูกโม่สีขาว ยาวประมาณ 4

นิ้ว ในมือขวา จากนั้นคนร้ายพูดขู่ว่า อย่าหันหน้ามาทางนี้ หันไปทางกระบี่

ถ้าหันมาจะฆ่าให้ตาย แตกต่างกัน

เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยใช้อาวุธจี้หลังผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายนั่งคร่อมอยู่บนรถจักรยานยนต์

การที่ผู้เสียหายจะหันไปมองอาวุธที่อยู่ด้านหลังในระยะประชิดตัวและในลักษณะเอี้ยวตัวย่อมไม่สามารถมองเห็นได้อย่างถนัดนัก

ประกอบกับผู้เสียหายเบิกความและให้การตรงกันว่า

เมื่อหันไปมอง คนร้ายก็ร้องห้ามในทันทีว่าไม่ให้หันไปมอง เชื่อว่าผู้เสียหายต้องเกิดความกลัวและไม่กล้าหันมองไปอีก

ผู้เสียหายจึงมีเวลาหันไปมองอาวุธที่จำเลยใช้จี้หลังผู้เสียหายในระยะเวลาอันสั้นมาก

ทำให้สงสัยว่าผู้เสียหายมีโอกาสเห็นอาวุธที่คนร้ายใช้จี้หลังผู้เสียหายว่าเป็นอาวุธปืนดังที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวนหรือไม่

หรือเป็นเพียงความเข้าใจของผู้เสียหายเองว่าเป็นอาวุธปืน

จึงฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายเห็นอาวุธที่จำเลยใช้จี้ชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายว่าเป็นอาวุธปืน

ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนได้จากจำเลย

พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า

จำเลยมีและใช้อาวุธปืนชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 227 วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 339 วรรคแรก เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์เป็นที่สงสัยว่า จำเลยมีและใช้อาวุธปืนในการชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหรือไม่ดังวินิจฉัยข้างต้น

ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน

หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225

เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 วรรคแรก ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 225 ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเวียงสระ
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นางชนิดาภา ปราบปราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสหวิทย์ ธรรมสานุกุล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 284/2563
#643889
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางสาว กันยาหรือต้า สุแสงตา กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา