คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 347/2563
#643892
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสุราษฎ์ธานี
จำเลย — นาย นันทศักดิ์หรือน็อต หนักแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 346/2563
#643780
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดระยอง
จำเลย — นาย โทน ฮ๋วยชวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 344/2563
#681930
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางน้ำทิพย์ ช.สรพงษ์หรือสิงห์ธรรม กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายดิเรก สิงห์ธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 343/2563
#644794
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็น.อี.อโกร อินดัสทรี จำกัด
จำเลย — นายเจริญ พลพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 340/2563
#644274
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ
จำเลย — บริษัท สินไพศาล เอส. เอส. ที. ฟาร์ม จำกัด กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 340/2563
#681924
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมหมาย ศรีสุข
จำเลย — นางแต้ว เฉลียวรัมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2563
#644271
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง ดวงใจ ประสาทสิทธิ์ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337 -ที่ 338/2563
#642915
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องและได้นำเงินจำนวน 529,846.58 บาท มาวางที่ศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ขอให้ศาลระงับการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับเพื่อการชำระหนี้หากคดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต่อมาเมื่อคดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 4 ต้องรับผิด โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ขอรับเงินที่จำเลยที่ 4 นำมาวางศาลดังกล่าวไปในวันที่ 22 เมษายน 2553 จำนวน 201,390.48 บาท และ 234,723.06 บาท ตามลำดับ คงเหลือเงินในวันดังกล่าว 105,843.04 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้จำเลยที่ 4 ผู้มีสิทธิได้รับเงินที่เหลือทราบ หากจำเลยที่ 4 ทราบแล้วไม่มารับเงินภายในห้าปี เงินดังกล่าวจึงจะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายและทำให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่คดีนี้หลังจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 รับเงินแล้วปรากฏว่ามีเงินคงเหลือ ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้จำเลยที่ 4 ผู้มีสิทธิรับเงินทราบ เงินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 (เดิม) และยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทั้งสองสำนวนเรียกตามเดิม

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา และวันที่ 9 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 4 ได้นำเงินจำนวน 529,846.58 บาท มาวางศาลเพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาแต่ขอให้ศาลระงับการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2552 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 157,352 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 181,808.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 1 จำนวน 4,000 บาท แทนโจทก์ที่ 2 จำนวน 4,000 บาท คดีเป็นอันถึงที่สุด เนื่องจากศาลไม่รับรองให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2553 โจทก์ทั้งสองได้มาขอรับเงินชำระหนี้ที่จำเลยที่ 4 วางไว้ต่อศาล โดยโจทก์ที่ 1 รับไปเป็นเงินจำนวน 201,390.48 บาท โจทก์ที่ 2 รับไปเป็นเงินจำนวน 234,723.06 บาท

วันที่ 16 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 4 ยื่นคำแถลงขอรับเงินวางศาลเพื่อชำระหนี้ที่เหลือจากที่โจทก์ทั้งสองได้รับไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลงเนื่องจากมีการนำส่งเงินดังกล่าวเป็นรายได้แผ่นดินไปแล้ว

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 มีว่า เงินวางศาลของจำเลยที่ 4 ที่คงเหลือภายหลังจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 รับไปแล้ว เป็นเงินค้างจ่ายที่จำเลยที่ 4 ต้องเรียกเอาภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 (เดิม) หรือไม่ เห็นว่า วันที่ 9 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องและได้นำเงินจำนวน 529,846.58 บาท มาวางที่ศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ขอให้ศาลระงับการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับเพื่อการชำระหนี้หากคดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต่อมาเมื่อคดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 4 ต้องรับผิด โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ขอรับเงินที่จำเลยที่ 4 นำมาวางศาลดังกล่าวไปในวันที่ 22 เมษายน 2553 จำนวน 201,390.48 บาท และ 234,723.06 บาท ตามลำดับ คงเหลือเงินในวันดังกล่าว 105,843.04 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้จำเลยที่ 4 ผู้มีสิทธิได้รับเงินที่เหลือทราบ หากจำเลยที่ 4 ทราบแล้วไม่มารับเงินภายในห้าปี เงินดังกล่าวจึงจะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายและทำให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่คดีนี้หลังจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 รับเงินแล้วปรากฏว่ามีเงินคงเหลือ ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้จำเลยที่ 4 ผู้มีสิทธิรับเงินทราบ ตามบันทึกข้อความของนักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการของศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 ตุลาคม 2560 เงินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 (เดิม) และยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้ยกคำแถลงขอรับเงินคืนของจำเลยที่ 4 ตามศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 4 รับเงินที่วางศาลเพื่อชำระหนี้แล้วคงเหลือจำนวน 105,843.04 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสาวสมรศรี ตีระวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337 -ที่ 338/2563
#681861
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า

โจทก์ที่ 2

ส่วนจำเลยที่ 1

ถึงที่ 5

ทั้งสองสำนวนเรียกตามเดิม

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่

19 กรกฎาคม 2550 ให้จำเลยที่ 1

ที่ 2 และที่ 4

ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา และวันที่

9 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 4

ได้นำเงินจำนวน 529,846.58

บาท มาวางศาลเพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาแต่ขอให้ศาลระงับการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2552 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่

1 ที่ 2 และที่ 4

ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 1

จำนวน 157,352 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ

7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ที่

2 และที่ 4

ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 2

จำนวน 181,808.08

บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548

เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 1 จำนวน 4,000 บาท แทนโจทก์ที่ 2 จำนวน 4,000 บาท

คดีเป็นอันถึงที่สุด เนื่องจากศาลไม่รับรองให้จำเลยที่

1 ที่ 2 และที่ 4

ฎีกา ต่อมาวันที่ 22

เมษายน 2553

โจทก์ทั้งสองได้มาขอรับเงินชำระหนี้ที่จำเลยที่ 4 วางไว้ต่อศาล โดยโจทก์ที่ 1 รับไปเป็นเงินจำนวน 201,390.48 บาท โจทก์ที่ 2

รับไปเป็นเงินจำนวน

234,723.06

บาท

วันที่

16 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 4

ยื่นคำแถลงขอรับเงินวางศาลเพื่อชำระหนี้ที่เหลือจากที่โจทก์ทั้งสองได้รับไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลงเนื่องจากมีการนำส่งเงินดังกล่าวเป็นรายได้แผ่นดินไปแล้ว

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4

ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 มีว่า เงินวางศาลของจำเลยที่ 4 ที่คงเหลือภายหลังจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2

รับไปแล้ว เป็นเงินค้างจ่ายที่จำเลยที่ 4

ต้องเรียกเอาภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 323 (เดิม) หรือไม่ เห็นว่า

วันที่ 9

มีนาคม 2552

จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องและได้นำเงินจำนวน 529,846.58 บาท

มาวางที่ศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษา

แต่ขอให้ศาลระงับการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1

และที่ 2

ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับเพื่อการชำระหนี้หากคดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่

4 ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ที่

1 และที่ 2 ต่อมาเมื่อคดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 4 ต้องรับผิด โจทก์ที่ 1 และที่

2

ได้ขอรับเงินที่จำเลยที่ 4

นำมาวางศาลดังกล่าวไปในวันที่ 22

เมษายน 2553

จำนวน 201,390.48

บาท และ 234,723.06

บาท ตามลำดับ คงเหลือเงินในวันดังกล่าว 105,843.04 บาท

ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้จำเลยที่ 4 ผู้มีสิทธิได้รับเงินที่เหลือทราบ

หากจำเลยที่ 4

ทราบแล้วไม่มารับเงินภายในห้าปี

เงินดังกล่าวจึงจะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายและทำให้ตกเป็นของแผ่นดิน

แต่คดีนี้หลังจากโจทก์ที่ 1

และที่ 2

รับเงินแล้วปรากฏว่ามีเงินคงเหลือ ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้จำเลยที่ 4 ผู้มีสิทธิรับเงินทราบ ตามบันทึกข้อความของนักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการของศาลชั้นต้นลงวันที่

19 ตุลาคม 2560 เงินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 323 (เดิม) และยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค

1

พิพากษายืนให้ยกคำแถลงขอรับเงินคืนของจำเลยที่ 4 ตามศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ฎีกาของจำเลยที่ 4

ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่

4

รับเงินที่วางศาลเพื่อชำระหนี้แล้วคงเหลือจำนวน 105,843.04 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท. กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสาวสมรศรี ตีระวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 337/2563
#644366
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — บริษัทเลิศศิริเฮ้าซิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 335/2563
#643574
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 83, 341

ให้จำเลยคืนเงิน 260,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา

นางสาว ศ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และก่อนมีคำพิพากษาโจทก์ร่วมกับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

ฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2560

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยผ่อนชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์ร่วมบางส่วนยังคงค้าง

176,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

ประกอบกับจำเลยชำระเงินให้โจทก์ร่วมมาบ้างแล้ว มีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยชำระเงิน 176,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยเหลือฝากผู้เสียหายเข้าทำงานรับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ได้อันเป็นความเท็จ

ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถช่วยเหลือฝากผู้เสียหายเข้าทำงานรับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ตามที่กล่าวอ้างได้

โดยการหลอกลวงของจำเลยกับพวกเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงมอบเงิน

550,000 บาท ให้จำเลยไปดำเนินการตามที่จำเลยกับพวกกล่าวอ้าง ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพและคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลย

กรณีฟังได้ว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ

จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีในข้อหานี้ได้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีหน้าที่ในการคัดเลือกหรือบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์

อีกทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะไปติดต่อจำเลยเพื่อขอให้ช่วยฝากเข้าทำงานรับราชการ

ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมมอบเงินจำนวน550,000

บาท ล้วนเกิดขึ้นเพราะถูกจำเลยหลอกลวง

ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3

พิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะไม่มีอำนาจฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

โดยศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นในเรื่องการปรับบทและกำหนดโทษจำเลย

สำหรับคดีส่วนแพ่งต้องบังคับตามคำพิพากษาตามยอม

พิพากษากลับ

ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นางสาว ศ.
จำเลย — นาง ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายชนานิติ วุฒิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายศรายุธ บุษยนาวิน
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
เสรี เพศประเสริฐ
เรวัตร สกุลคล้อย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2563
#644131
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 83, 91,

264, 265, 268, 341

กับให้จำเลยชดใช้เงิน 6,866,694.98 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา

บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและข้อหาร่วมกันฉ้อโกง

ส่วนข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค

4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) มาตรา 268

วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) และมาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม

เมื่อจำเลยกับพวกเป็นผู้ร่วมกันปลอมและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม

จึงลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก

ประกอบมาตรา 265 (เดิม) และมาตรา 83 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว

ความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานร่วมกันฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก

ประกอบมาตรา 265 (เดิม) และมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน

6,866,694.98 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้นายเพชรรัตน

ทำสัญญาประกันชีวิตกับโจทก์ร่วม จำนวน 3 กรมธรรม์

ฉบับแรกเป็นการคุ้มครองสินเชื่อการกู้ยืมเงิน มีผู้รับประโยชน์

คือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ซึ่งต่อมาโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด

(มหาชน) กับจำเลยและนายธรรมศาสตร์ กรมธรรม์ฉบับที่ 2

คุ้มครองสินเชื่อประเภทกู้เบิกเงินเกินบัญชี

มีผู้รับประโยชน์เช่นเดียวกับกรมธรรม์ฉบับแรก และกรมธรรม์ฉบับที่

3 โจทก์ร่วมยกเลิกไปภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยเป็นมารดาของนายเพชรรัตน ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ

ใช้เอกสารราชการปลอมและฉ้อโกง นายเพชรรัตนให้การรับสารภาพ

ศาลมีคำพิพากษาแล้วตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1044/2560 ของศาลชั้นต้น

ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายร่วมกับนายเพชรรัตนปลอมใบมรณบัตรของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลโนนสัง

รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและรายงานการชันสูตรพลิกศพของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนสัง

อันเป็นเอกสารราชการขึ้นทั้งฉบับ

แล้วร่วมกันนำเอกสารดังกล่าวไปยื่นประกอบคำแถลงของผู้อ้างสิทธิสินไหมมรณกรรมเพื่อแสดงต่อโจทก์ร่วมขอรับเงินค่าสินไหมมรณกรรมของกรมธรรม์ประกันชีวิตของนายเพชรรัตน

โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และนายเพชรรัตนถึงแก่ความตายจริง จึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของนายเพชรรัตนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์

จำกัด (มหาชน) นายธรรมศาสตร์และจำเลยเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 6,866,694.98 บาท

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพชรรัตนเป็นเอกสารราชการปลอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า

จำเลยกระทำความผิดร่วมกับนายเพชรรัตน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีแต่พยานที่ยืนยันว่าจำเลยนำเอกสารที่นายเพชรรัตนปลอมมายื่นประกอบคำแถลงขอรับค่าสินไหมทดแทนและไถ่ถอนจำนองที่ดิน

แต่ไม่มีพยานโจทก์คนใดรู้เห็นว่าจำเลยร่วมปลอมเอกสารดังกล่าวกับนายเพชรรัตน

ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการตามฟ้อง

ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกันฉ้อโกงนั้น

เห็นว่า แม้นายคมน์จะเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม แต่ก็ไม่มีสาเหตุใดที่ต้องใส่ร้ายจำเลย

อีกทั้งเบิกความถึงขั้นตอนการตรวจรับเอกสารเบื้องต้นโดยไม่มีข้อพิรุธสงสัยว่านำความเท็จมาปรักปรำจำเลย

เชื่อได้ว่าเบิกความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รับฟังได้ว่าจำเลยไปยื่นคำแถลงของผู้อ้างสิทธิสินไหมทดแทนมรณกรรมต่อนายคมน์

พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองต่างเบิกความว่า

สำเนาเอกสารทั้งหมดที่จำเลยนำมายื่นมีการลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้แล้ว

จำเลยเพียงแต่ลงชื่อในคำแถลงขอรับสินไหมทดแทน บันทึกกรณีลูกหนี้ไถ่ถอนจำนอง

และสมุดทะเบียนรับเอกสารสิทธิเท่านั้น ซึ่งจำเลยนำสืบว่า ไม่ทราบว่าเอกสารที่นายเพชรรัตนให้นำไปยื่นเป็นเอกสารปลอม

และไปติดต่อตามที่นายเพชรรัตนแจ้งว่าเป็นการขอรับเงินกู้ที่เคยทำสัญญาไว้แล้ว

เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่นายเพชรรัตนทำสัญญากู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินและทำสัญญาประกันชีวิตไว้

ต่อมาวางแผนฉ้อโกงโจทก์ร่วมว่าถึงแก่ความตายเพราะต้องการได้เงินค่าสินไหมทดแทน

การที่ให้จำเลยนำเอกสารราชการที่นายเพชรรัตนทำปลอมขึ้นไปติดต่อนายคมน์และนางสาวนันทวันก็เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนที่นายเพชรรัตนวางแผนฉ้อโกงโจทก์ร่วมไว้

เพียงแต่นายเพชรรัตนปรากฏตัวลงมือกระทำเองไม่ได้

ประกอบกับจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา นายเพชรรัตนจึงจำเป็นต้องให้จำเลยนำเอกสารราชการปลอมทั้งหมดไปแสดงตนว่าเป็นผู้รับประโยชน์

เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่โจทก์ร่วมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์

จำกัด (มหาชน) กำหนดเป็นเงื่อนไขในการขอรับสินไหมทดแทนและไถ่ถอนจำนองที่ดิน

ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 74 ปี อ่านหนังสือไม่ออก เขียนได้แต่ชื่อของตนเอง

จึงน่าเชื่อว่าจำเลยไม่ทราบว่าเอกสารที่จำเลยนำไปติดต่อขอรับค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรมและไถ่ถอนจำนองที่ดินเป็นเอกสารปลอมตามที่จำเลยนำสืบ

ทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบก็มีเพียงว่า

จำเลยนำเอกสารดังกล่าวมายื่นเท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับนายเพชรรัตนใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง

และเห็นว่าลักษณะการกระทำความผิดของนายเพชรรัตนมีการวางแผนอย่างซับซ้อน

จึงไม่น่าเชื่อว่านายเพชรรัตนจะให้จำเลยทราบถึงแผนการหรือให้จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่จำเลยนำเอกสารราชการปลอมไปยื่นต่อนายคมน์และนางสาวนันทวันก็อาจเป็นเพราะทำตามที่นายเพชรรัตนแจ้งขั้นตอนและวิธีการให้ทำในลักษณะถูกใช้เป็นเครื่องมือ

การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนายเพชรรัตนฉ้อโกงโจทก์ร่วม

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
โจทก์ร่วม — บริษัท ท.
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นางสาวอภิรดี สุธาสันติรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 332/2563
#681947
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นางศุภาภรณ์หรือลำพวน น้อยไม้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 329/2563
#644474
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เคเทค บิลดิ้ง คอนแทรคเตอร์ส จำกัด
จำเลย — บริษัท ฌาณิ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ธีระพงศ์ จิระภาค
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 328/2563
#662890
เปิดฉบับเต็ม

คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่ประเด็นที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นดังกล่าว

แม้คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และต่อมามีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบตู้เพลงคาราโอเกะ สมุดรายชื่อเพลง และไมโครโฟนพร้อมสายของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบตู้เพลงคาราโอเกะ สมุดรายชื่อเพลง และไมโครโฟนพร้อมสาย ของกลาง คดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและดำเนินการในชั้นขอคืนของกลาง ผู้ร้องเป็นบุตรและผู้จัดการมรดกของนายอนันต์

ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่ประเด็นดังกล่าวข้างต้นที่ผู้ร้องฎีกามานั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในของกลางหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดคำพิพากษาที่ผู้ร้องอ้างถึง คงได้ความแค่เพียงจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวให้การรับสารภาพว่าได้ใช้วัตถุของแข็งเปิดกล่องใส่เงินภายในตู้เพลงคาราโอเกะแล้วเอาเงินในตู้ไป ทั้งเหตุลักทรัพย์ตามคำพิพากษาดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเหตุในคดีนี้ถึง 2 ปีเศษ เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงให้เห็นว่าตู้เพลงคาราโอเกะและของกลางอื่นในคดีนี้เป็นของผู้ร้อง ลำพังเพียงสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาคำพิพากษา จึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า เหตุที่ผู้ร้องไม่เคยไปแสดงตนเป็นเจ้าของในของกลางตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนศาลมีคำพิพากษาให้ริบของกลางนั้น เนื่องจากผู้ร้องมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จัดการดูแลแทนผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องสามารถกระทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย เห็นว่า ในชั้นไต่สวนคำร้องขอคืนของกลาง ผู้ร้องเบิกความตอบพนักงานอัยการโจทก์ถามค้านว่า ตั้งแต่ตู้เพลงคาราโอเกะถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไปผู้ร้องไม่เคยแสดงตนว่าเป็นเจ้าของจนกระทั่งยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ คงมีเพียงจำเลยที่ 2 คนเดียวที่แสดงตนเป็นเจ้าของ โดยจำเลยที่ 2 ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะมาตลอดโดยมิได้ยืนยันว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะแต่อย่างใด และผู้ที่ทำสัญญากับเจ้าของร้านอาหารหรือจำเลยที่ 1 คดีนี้คือจำเลยที่ 2 สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางว่า มีการระบุในสัญญาเช่าตู้เพลงคาราโอเกะระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะ ดังนี้ จึงเห็นได้ว่านอกจากผู้ร้องจะไม่เคยไปแสดงตนเป็นเจ้าของของกลางในคดีนี้มาก่อน ยังปรากฏด้วยว่าจำเลยที่ 2 กลับแสดงตนเป็นเจ้าของของกลางในคดีนี้เช่นกัน การที่ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องกลับเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางว่าตู้เพลงคาราโอเกะ สมุดรายชื่อเพลง และไมโครโฟนพร้อมสาย ของกลาง ในคดีนี้แท้ที่จริงเป็นของผู้ร้องจำเลยที่ 2 เองเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องเท่านั้น ข้ออ้างของผู้ร้องจึงขัดแย้งกันเอง มีลักษณะเลื่อนลอยและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อได้ความดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่านำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้คู่ความทราบชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
ผู้ร้อง — นางสาว ก.
จำเลย — นาง ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
- นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
เบญจมาศ ปัญญาดิลก
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 327/2563
#662895
เปิดฉบับเต็ม

คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่ประเด็นที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นดังกล่าว

แม้คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ และต่อมามีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบตู้เพลงคาราโอเกะสมุดรายชื่อเพลง และไมโครโฟนพร้อมสาย ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ริบตู้เพลงคาราโอเกะ สมุดรายชื่อเพลง และไมโครโฟนพร้อมสาย ของกลาง คดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องและดำเนินการในชั้นขอคืนของกลาง ผู้ร้องเป็นบุตรและผู้จัดการมรดกของนายอนันต์

ที่ผู้ร้องฎีกาทำนองว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่ประเด็นดังกล่าวข้างต้นที่ผู้ร้องฎีกามานั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนของกลางไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในของกลางหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1403/2556 ที่ผู้ร้องอ้างถึง คงได้ความเพียงว่าจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวให้การรับสารภาพว่าได้ใช้วัตถุของแข็งเปิดกล่องใส่เงินภายในตู้เพลงคาราโอเกะแล้วเอาเงินในตู้ไป เหตุลักทรัพย์ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเหตุในคดีนี้ถึง 2 ปีเศษ และร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุก็เป็นคนละร้านกัน เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงให้เห็นว่าตู้เพลงคาราโอเกะและของกลางอื่นในคดีนี้เป็นของนายอนันต์ ลำพังเพียงสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาคำพิพากษา จึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า เหตุที่ผู้ร้องไม่เคยไปแสดงตนเป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะและของกลางอื่นตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนจนศาลมีคำพิพากษาให้ริบของกลางนั้น เนื่องจากผู้ร้องมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จัดการดูแลแทนผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องสามารถกระทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่ได้ไปแสดงตนในชั้นสอบสวน เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การว่าตู้เพลงคาราโอเกะพร้อมอุปกรณ์ของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 ให้การว่าตนเป็นเจ้าของตู้เพลงคาราโอเกะของกลาง จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอคืนของกลางในชั้นสอบสวน โดยจำเลยที่ 2 มิได้ระบุในคำร้องดังกล่าวว่ากระทำการแทนผู้ร้องแต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้ร้องขัดแย้งกับพยานหลักฐานในสำนวน จึงเลื่อนลอย และไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของแท้จริงในของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อได้ความดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในประเด็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินค่านำส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาทำนองว่า คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัด เห็นว่า แม้คดีร้องขอคืนของกลางเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา แต่ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
ผู้ร้อง — นางสาว ก.
จำเลย — นาง ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
เบญจมาศ ปัญญาดิลก
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2563
#643857
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บรรจง มีปั้น
จำเลย — สิบตรี หรือนายบุญเกิด แจ้งสิทธาเวช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 324/2563
#644377
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทเชียงใหม่ บิสสิเนส พาร์ค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 323/2563
#643858
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไชยพันธุ์ เหล่าวัฒนาถาวร
จำเลย — นาย สิระเดช รัตนรามา กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 323/2563
#681911
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจาบอซ คอมพลีชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทบ้านราชประสงค์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ธีระพงศ์ จิระภาค
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา