คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 102/2563
#645400
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล ส. ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ส. ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๗๖๙๙ ซึ่งออกมาจากหลักฐานตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๙๘ และ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๑๕ ต่อมามีการออก น.ส.ล. เลขที่ ชย ๑๑๗๓ (ศาลตาปู่สาธารณประโยชน์) ทับซ้อนกับโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๗๖๙๙ และเทพื้นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๔๗๖๙๙ ของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีได้สร้างรั้วลวดหนามปิดกั้นถนนคอนกรีตที่สร้างรุกล้ำเขตที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างออกจากที่สาธารณประโยชน์ "ศาลตาปู่" ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนการออก น.ส.ล. เลขที่ ชย ๑๑๗๓ และแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๗๖๙๙ โดยนำพื้นที่ส่วนที่เพิกถอน น.ส.ล. กลับคืนตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๗๖๙๙ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของผู้ฟ้องคดีและปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์ "ศาลตาปู่" เป็นที่ดินของรัฐ อยู่ในเขตรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและรั้วลวดหนามพิพาทอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ศาลตาปู่ ตาม น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๗๓ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า การออก น.ส.ล. เลขที่ ชย ๑๑๗๓ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๗๖๙๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ออก น.ส.ล. เลขที่ ชย ๑๑๗๓ ทับซ้อนกับโฉนดเลขที่ ๔๗๖๙๙ ของผู้ฟ้องคดี และบริเวณที่ตั้งศาลตาปู่มีการเทพื้นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๔๗๖๙๙ โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ไม่เป็นละเมิด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดภูเขียว
ผู้ฟ้องคดี — พันเอกหญิง สุปราณี ตันชวลิต
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลสระโพนทอง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 101/2563
#645399
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขาน้ำพอง ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ และองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระเสริม ที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุแห่งการฟ้องคดี ๒ ข้อหา ข้อหาแรก ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าการรังวัดสอบเขตที่ดินของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีการแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงครบทุกคน ช่างรังวัดไม่ดำเนินการรังวัดด้วยตนเองโดยปล่อยให้คนงานส่องกล้องและถือปริซึมรีเฟกต์ทำงานกันเอง และกระทำการล่าช้าโดยเลื่อนนัดรังวัดและไกล่เกลี่ยหลายครั้งตั้งแต่วันยื่นคำร้อง เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการต้องเดินทางมาสำนักงานที่ดินหลายครั้ง โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สังกัด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาติดต่อราชการเพื่อรังวัดสอบเขตที่ดินหลายครั้งเป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีในข้อหาแรกนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนคำฟ้องข้อหาที่สอง การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าเหตุที่ไม่อาจรังวัดที่ดินของ ผู้ฟ้องคดีได้สำเร็จเนื่องจากเจ้าของที่ดินข้างเคียง และผู้แทนนายอำเภอกับผู้แทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการรังวัดสอบเขตว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดรุกล้ำที่ดินของตนและถนนสาธารณประโยชน์ โดยมี คำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยการย้ายแนวเขตทางสาธารณะออกจากแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งให้รื้อบ้านเลขที่ ๑๒๘ ของนางสาว จ. เพื่อคืนพื้นที่ให้แก่ผู้ฟ้องคดี นั้น การกระทำของเจ้าของที่ดินข้างเคียง และผู้แทนนายอำเภอน้ำพอง กับผู้แทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่คัดค้านการรังวัดนำชี้แนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินข้างเคียงหรือที่ดินสาธารณะ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ในกรณี การคัดค้านการรังวัดที่ดินตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนี้ ไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีว่าที่ดินส่วนพิพาทเป็นที่สาธารณะ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้สอบสวนไกล่เกลี่ยผู้ฟ้องคดีที่ขอรังวัดสอบเขตที่ดินและเจ้าของที่ดินข้างเคียงด้านที่มีการคัดค้านแล้ว แต่ไม่อาจตกลงกันได้ โดยตกลงกันว่าคู่กรณีจะไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินต่อไป ตามบันทึกการไกล่เกลี่ย ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๑ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีตามข้อหาที่สองนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับเจ้าของที่ดินข้างเคียงและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่มีหน้าที่ในการดูแลรักษาที่สาธารณะในเขตพื้นที่ตำบลท่ากระเสริม ข้อหาที่สองซึ่งมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า ใครเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากันนี้จึงแยกออกได้จากข้อหาแรกในเรื่องการตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้ศาลบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รังวัดสอบเขตที่ดินและ ปักหมุดโฉนดให้ได้พื้นที่ครบตามโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยการย้ายแนวเขตทางสาธารณะออกจากแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารออกจากแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ก็เป็นผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และเป็นคำขอที่แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีย่อมนำคำพิพากษาของศาลยุติธรรมไปขอให้เจ้าหน้าที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องบังคับให้เป็นไปตามสิทธิของผู้ฟ้องคดีได้ เพราะคำวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๔๕ (๒) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคล เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น ข้อหาที่สองนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดขอนแก่น
ผู้ฟ้องคดี — นายวุฒิ โทพันธ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขาน้ำพอง ที่ 1 กับพวก
รวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 100/2563
#645407
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องกรรมการบริหารปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ที่ ๑ สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ที่ ๒ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งลงโทษทางวินัยไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากการเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามการชี้มูลความผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ได้กระทำผิดอาญาและผิดวินัยร้ายแรง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าทำงาน พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งลงโทษไล่ออก โดยเห็นว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงว่า มีมูลความผิดอาญา และมีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การมหาชนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๙๘ วรรคแรก ที่เป็นกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับมาตรการในการปราบปรามการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ของรัฐในทางวินัย คำสั่งลงโทษไล่ออกดังกล่าว จึงมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องสิ้นสุดสถานภาพการเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อันเป็นการระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ฟ้องคดีโดยตรง จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องโดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ โต้แย้งเขตอำนาจศาลปกครองว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นประเด็นเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยอันเป็นผลมาจากสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าสถานะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง การลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ย่อมเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจทางปกครอง ไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา นอกจากนี้มาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กำหนดวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ และให้การดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งลักษณะดังกล่าวไม่อาจพบได้ในการดำเนินงานของนิติบุคคลเอกชน ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จ้างผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน แต่มีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อันเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน เข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542
กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแรงงานภาค 5
ผู้ฟ้องคดี — นายศุภวรรษ เชื้อเมืองพาน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอนุชา ดำรงมณี กรรมการบริหารปฏิบัติหน้าที่แทน
ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 99/2563
#644479
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวพรเพ็ญ ไวศยรุ่งเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 99/2563
#645406
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่สำนักงานศาลปกครอง โจทก์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ย สืบเนื่องมาจากการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อ. ๔๒๔/๒๕๖๑ วินิจฉัยว่า ตามระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้ข้าราชการที่มี สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้นั้นจะต้องเป็นข้าราชการซึ่งได้รับคำสั่งให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงาน ในต่างท้องที่กับท้องที่เริ่มรับราชการครั้งแรก และท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรกจะต้องเป็นท้องที่ ที่สำนักงานได้เปิดทำการแล้ว โดยพบว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุมัติสิทธิการเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านโดยไม่ชอบตามแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

อย่างไรก็ตาม คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร นั้น ก่อความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สำนักงานศาลปกครอง
จำเลย — นายเมืองราย คณินคุณานนต์
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 98/2563
#643668
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุทธา สุปะเก ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโป้ สุปะเก ผู้ตาย
จำเลย — นาง คำดี ปัดถานัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 98/2563
#645424
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ทั้งแปดเป็นเอกชนยื่นฟ้องโรงเรียนโยธินบูรณะ จำเลย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการที่จำเลยไม่จัดการเรียนการสอนหลักสูตรเคมบริดจ์หรือโครงการนานาชาติ (YBIP : Yothinburana International Program) ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๙ ให้มีคุณภาพตามที่จำเลยโฆษณาไว้ โจทก์ทั้งแปดไม่มั่นใจคุณภาพการให้บริการการศึกษาในหลักสูตรของจำเลยจึงลาออกไปศึกษาที่สถาบันการศึกษาแห่งอื่น ทำให้โจทก์ทั้งแปดเสียหาย เห็นว่า คดีนี้ จำเลยเป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ เป็นต้น จำเลยจึงเป็นสถานศึกษาที่ได้รับมอบหมายจากรัฐให้จัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาหรือดำเนินกิจการทางปกครองด้านการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานโดยตรง ตามมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ถือเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่โจทก์ทั้งแปดกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรให้มีคุณภาพตามที่จำเลยโฆษณาไว้ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งแปดไม่มั่นใจคุณภาพการให้บริการการศึกษาในหลักสูตรของจำเลย จึงได้ลาออกไปศึกษาที่สถาบันการศึกษาแห่งอื่น เมื่อการจัดการศึกษาตามหลักสูตรของจำเลยได้รับจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาของรัฐ อันเป็นการใช้อำนาจรัฐจัดทำภารกิจของรัฐในด้านการศึกษาและอยู่ในกำกับดูแลของรัฐ จึงเป็นเรื่องการฟ้องว่าจำเลยละเลยไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางวลัยพรรณ อาวุธกรรมปรีชา ในฐานะส่วนตัวและ
ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงหรือ
นางสาวศศิพรรณ อาวุธกรรมปรีชา ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
จำเลย — โรงเรียนโยธินบูรณะ
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 97/2563
#644811
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวขวัญจิตต์ พรเทวกุล
จำเลย — บริษัทมาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 97/2563
#645416
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ เอกชนยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๑ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญาเช่าระบบแจ้งเตือนภัยผู้บุกรุกและอัคคีภัยอัตโนมัติ สำหรับ Unmanned Substation กับผู้ฟ้องคดี เมื่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาพิพาท เป็นสัญญาเช่าระบบพร้อมอุปกรณ์แจ้งเตือนภัยผู้บุกรุกและอัคคีภัยอัตโนมัติ สำหรับ Unmanned Substation โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินมีหน้าที่ให้เช่าและติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยที่อาคารควบคุมสถานีไฟฟ้า จำนวน ๒๔ แห่ง และเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิด Workstation และซอฟต์แวร์บริหารจัดการ (Management Software) จำนวน ๑๓ จุด เพื่อติดตั้งศูนย์เฝ้ามองระบบทั้งหมดที่ศูนย์ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าเขต ๑ ภาคกลาง และติดตั้งศูนย์เฝ้ามองระบบย่อยที่หน่วยปฏิบัติงานสถานีไฟฟ้า (หน่วย Unman ) จำนวน ๑๒ แห่ง รวมเป็น ๑๓ แห่ง โดยต้องติดตั้งระบบที่เช่าให้ถูกต้องครบถ้วนในลักษณะพร้อมใช้งาน รวมถึงทดสอบระบบการใช้งานและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของผู้เช่าให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน นับจากวันที่ลงนามในสัญญาและได้รับการส่งมอบพื้นที่จากผู้เช่า กำหนดระยะเวลาเช่า ๓๖ เดือน ตกลงชำระค่าเช่างวดละ ๑ เดือน รวม ๓๖ งวด ดังนั้น ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินและผู้ให้เช่ามีหน้าที่เพียงส่งมอบทรัพย์ซึ่งให้เช่าแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้เช่า และฝึกอบรมพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ใช้งานระบบที่เช่า โดยบุคคลที่เป็นผู้ดำเนินการใช้งานระบบตลอดระยะเวลาการเช่าเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ใช่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ฟ้องคดีได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นค่าเช่าทรัพย์สิน ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาให้เช่าระบบป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินและอัคคีภัยที่อาคารควบคุมสถานีไฟฟ้าเท่านั้น มิใช่สัญญาที่มีข้อกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้เช่าต้องเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หรือดำเนินการใดในหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่งหรือจำหน่ายไฟฟ้า อันจะถือได้ว่าสัญญาที่ให้เอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้วยกันกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หรือเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เมื่อสัญญาพิพาทไม่เข้าลักษณะหนึ่งลักษณะใดของบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เป็นแต่เพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อคำฟ้องคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ฟ้องแย้งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท เทคโน-ซายน์ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 96/2563
#645415
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศแม้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแขวงทุ่งสง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท นีโอ ยูนีค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย อำเภอร่อนพิบูลย์ ที่ 1 กับพวก 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 95/2563
#644597
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดีงามธุรกิจ จำกัด
จำเลย — นางไพเราะ กลิ่นชู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 95/2563
#645398
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัทเอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ในฐานะตัวแทนหรือผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้รับเหมาจัดงานกิจกรรมประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งเดิมจำเลยที่ ๒ ว่าจ้างโจทก์ให้จัดงานประเพณีบุญบั้งไฟตามโครงการส่งเสริมสนับสนุนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ประจำปีงบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ณ สวนสาธารณะพญาแถน และเขตเทศบาลเมืองยโสธร ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๐๒/๒๕๕๘ และต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้ติดต่อด้วยวาจาให้โจทก์จัดงานประเพณีบุญบั้งไฟในอำเภอต่างๆ ในจังหวัดยโสธร จำนวน ๘ อำเภอ ซึ่งต่อมาโจทก์ได้จัดงานทั้งหมดตามโครงการฯ และส่งมอบงานแล้ว แต่กลับได้รับเงินค่าจ้างเฉพาะการจัดงานที่จัดขึ้น ณ สวนสาธารณะพญาแถน อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร โดยไม่ได้รับเงินค่าจ้างในส่วนงานที่จัดขึ้นใน ๘ อำเภอ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟที่จัดขึ้นใน ๘ อำเภอ พร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่โดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง เท่านั้น กรณีจึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่าสัญญาจ้างเหมาจัดงานดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนกลาง มีฐานะเป็นกระทรวง ตามมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ประกอบมาตรา ๕ (๕) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่มาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การกีฬา การศึกษาด้านกีฬา นันทนาการ และราชการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อพิจารณาขอบเขตของงานหรือกิจกรรมที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๒ ในฐานะตัวแทนหรือผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ได้ติดต่อด้วยวาจาให้โจทก์จัดงานประเพณีบุญบั้งไฟอีก ๑ โครงการ ระหว่างวันที่ ๑-๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘ โดยมีสถานที่จัดงานตามอำเภอต่างๆ ในจังหวัดยโสธร จำนวน ๘ อำเภอ ซึ่งมีเนื้อหาและขอบเขตของงานลักษณะเดียวกับสัญญาจ้างเลขที่ ๐๒/๒๕๕๘ ที่ตกลงกันให้โจทก์รับจ้างเหมาตามโครงการส่งเสริมสนับสนุนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอเมืองยโสธรจังหวัดยโสธร ประจำปีงบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ณ สวนสาธารณะพญาแถน และเขตเทศบาลเมืองยโสธร นั้น จะเห็นได้ว่า มีเนื้อหาเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและเผยแพร่ประเพณีบุญบั้งไฟของจังหวัดยโสธรซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของภาคอีสาน อันเป็นการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดยโสธรซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๒ ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ ๑ ว่าจ้างให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นการมอบหมายให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินกิจการบริการสาธารณะในหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองประเภทหนึ่ง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทพีน่า มีเดีย จำกัด
จำเลย — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 94/2563
#644808
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแก้ว ชูจิตร
จำเลย — นางเยือนตา แซ่นา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 94/2563
#645397
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาและหอพักบุคลากรพร้อมรายการประกอบ ฯ แม้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทตามคำฟ้อง ในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสกลนคร
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทเอกชัยอุบล (2523) จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2563
#644177
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เฉิน ยิ่งหลิน
จำเลย — นาย จิตมาณะ ลครพล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 93/2563
#663880
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย ศิริศรีมังกร
จำเลย — นางนาง ลาภมูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 93/2563
#645423
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้จำกัดเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้นที่จะยื่นคำร้องได้ ทั้งไม่จำต้องเป็นคู่ความเดียวกันที่สลับกันเป็นคู่ความแต่ละฝ่ายในแต่ละศาล เมื่อผู้ร้องอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผลของคำวินิจฉัยที่ศาลต่างระบบรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นการกระทำเดียวกันในข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกันขัดแย้งกันผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องได้ ส่วนกำหนดเวลาที่ให้ยื่นคำร้องภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาฉบับหลังถึงที่สุด หาใช่อายุความที่จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คณะกรรมการมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา การที่ศาลแต่ละระบบรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกันซึ่งอาจแตกต่างกันกระทั่งขัดแย้งกันย่อมทำให้ผลของการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายนั้นส่งผลให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของแต่ละศาลขัดแย้งกันไปด้วย การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแต่ละระบบเป็นเหตุประการหนึ่งที่ผู้ร้องจักแสดงให้เห็นว่ามีความขัดแย้งกันในข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกัน การที่ผู้ร้องอ้างเหตุที่แม้จะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ก็มิใช่ข้อจำกัดที่จะเป็นเหตุให้เป็นคำร้องที่ไม่ชอบ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด หมายเลขแดงที่ อ.๔๙๐/๒๕๖๐ ซึ่งขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลอาญา หมายเลขแดงที่ อ. ๗๙๖/๒๕๕๙ (ต่อมาโอนมาเป็นคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง หมายเลขแดงที่ อท. (ผ) ๓๕/๒๕๕๙) ในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน โดยเหตุสืบเนื่องจากการที่สำนักงานศาลยุติธรรมมีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ร้องออกจากราชการ ฐานประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕การที่ศาลยุติธรรมวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องไม่มีพฤติการณ์เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ตนหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรและไม่ได้เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการตามฟ้อง พิพากษายกฟ้องทุกข้อหา คดีถึงที่สุด กับการที่ศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ผู้ร้องออกจากราชการทั้งหมด แต่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่า คำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่ไล่ผู้ร้อง (ผู้ฟ้องคดี) ออกจากราชการและกระบวนการต่าง ๆ ที่ดำเนินการมาเพื่อลงโทษทางวินัยผู้ร้องทั้งหมดนั้นชอบด้วยกฎหมาย การวินิจฉัยข้อเท็จจริงทั้งในศาลปกครองและในศาลยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และการกระทำความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การปลอมเอกสาร ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกันนั้นเป็นกรณีที่ศาลปกครองและศาลยุติธรรมวินิจฉัยในข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกัน

ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ร้องมีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกันนี้ในคำพิพากษาของศาลยุติธรรมฉบับที่ผู้ร้องอ้าง ประกอบกับการที่ผู้ร้องมีคำขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ได้ทุจริตจากการแก้ไขเอกสารราชการ ตามคำพิพากษาศาลยุติธรรมเพื่อให้ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำพิพากษาและยืนตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ๖๕/๒๕๕๕ อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องมุ่งหมายให้ถือตามผลของคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เมื่อคำพิพากษาศาลปกครองกลางฉบับที่ผู้ร้องขอให้บังคับนั้นมิใช่คำพิพากษาที่ถึงที่สุดตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการไม่รับวินิจฉัย

แม้การรับฟังข้อเท็จจริงกรณีผู้ร้องมีพฤติการณ์อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ผู้ร้องอ้างเป็นเหตุหลักในคำร้องจะเป็นกรณีที่ศาลปกครองและศาลยุติธรรมวินิจฉัยในข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ไม่ว่าคณะกรรมการจะวินิจฉัยให้ในทางใด ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการในส่วนนี้ก็ไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในส่วนอื่น กรณีไม่เป็นประโยชน์ที่จะวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาของศาลใด จำหน่ายคดีจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — คำพิพากษาศาลอาญา
(ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง)
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสูงสุด
ผู้ฟ้องคดี — นายพงษ์ศักดิ์ หรือโภคัยเจริญศักดิ์
หรือพงศ์ศักฏิ์ ภูมิน้ำเงิน
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนังานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 92/2563
#644284
เปิดฉบับเต็ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 92/2563
#663885
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางนฤมล ก. บัวเกษรหรือคำแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 91/2563
#645396
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นนายทหารสัญญาบัตรประจำการ อันเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๖ (๑) กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๓, ๑๗๔ ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิดได้กระทำความผิดอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนที่จำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลทหารว่า คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่พนักงานอัยการฟ้อง นาย ก. ต่อศาลจังหวัดฝาง จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา ๑๔ (๒) นั้น เห็นว่า คดีของศาลจังหวัดฝาง เป็นเรื่องที่จำเลยร้องทุกข์กล่าวโทษนาย ก. ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนาย ก. ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ทำให้เสียทรัพย์ และทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ ศาลจังหวัดฝางพิพากษายกฟ้อง ส่วนคดีของศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๓ นี้ เป็นเรื่องที่นาย ก. ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่านาย ก. ชกต่อยทำร้ายร่างกายจำเลยจนได้รับบาดเจ็บแก่กายและจิตใจ ซึ่งอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๓ ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แม้จำเลยกับนาย ก. ต่างสลับกันเป็นจำเลยในคดีทั้งสอง แต่การกระทำตามคำฟ้องในคดีทั้งสองเป็นการกระทำต่างกรรม ต่างวาระกัน ฐานความผิด วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ แตกต่างกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีอาญาที่นาย ก. ถูกจำเลยแจ้งความและพนักงานอัยการยื่นฟ้องนาย ก. ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ทำให้เสียทรัพย์ และทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว โดยการขู่เข็ญต่อศาลจังหวัดฝาง เป็นแต่เพียงคดีที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ทำให้เกิดคดี ที่ศาลจังหวัดฝางเท่านั้น เมื่อคดีนี้มิใช่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลพลเรือน ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๒) ที่จะเป็นข้อยกเว้นเขตอำนาจของศาลทหาร จึงเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ.
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 33
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดฝาง
โจทก์ — อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 33
จำเลย — นาวาตรีหญิง จริยา จรดล
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ