คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2563
#643721
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ คดีศาลแขวงเชียงราย
จำเลย — นาย ณัฐพล สินธุการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงราย -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147/2563
#644195
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ศรีสุดา แซ่จาง
จำเลย — นาย หวง เหวิืน อี้ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 146/2563
#644194
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยัสวินเดอร์ซิงห์ พิชิตสิงห์ กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นาย กมล พิชิตสิงห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2563
#642585
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านเล็กๆ มีแต่หลังคาแต่ไม่มีฝาบ้านมาในระหว่างสมรส และใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ในการก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำในที่ดินพิพาทของโจทก์ แม้เป็นการก่อสร้างในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันก็จะถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรสหาได้ไม่ บ้านพิพาทย่อมเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินและบ้านคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินตามใบจอง (น.ส. 2) เล่มที่ 12 หน้า 94 สารบบเลขที่ 212 หมู่ที่ 2 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และบ้านเลขที่ 47/1 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป และกิจการให้เช่าพระเครื่อง พระบูชา ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าเทศบาลเมืองตราด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินส่วนหนึ่งตามใบจอง เล่มที่ 12 หน้า 94 สารบบเลขที่ 212 เนื้อที่ 15 ไร่ พร้อมบ้าน จากนางธัญกมล ราคา 630,000 บาท ชำระเงินครบถ้วนและได้รับมอบการครอบครองที่ดินพร้อมบ้านในวันทำสัญญา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับภริยาคนก่อน โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตราด คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้ยกฟ้องโจทก์ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทด้วยเงินส่วนตัวของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์โดยแท้ จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้ง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินพิพาทที่ซื้อจากนางธัญกมลมีบ้านหลังเล็ก ๆ เลขที่ 47/1 ซึ่งมีแต่หลังคาและพื้นบ้านกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร แต่ไม่มีฝาบ้าน เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 พยานมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ไปติดต่อว่าจ้างนายธงชัย ผู้รับเหมาให้มาก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำในที่ดินพิพาท เป็นค่าแรง 190,000 บาท และค่าวัสดุก่อสร้าง 700,000 บาท บ้านสร้างเสร็จเดือนกันยายน 2556 ส่วนโรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำสร้างเสร็จเดือนมกราคม 2557 พยานเป็นผู้ชำระเงินทั้งหมดให้แก่นายธงชัย โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และมีนายธงชัย เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ติดต่อว่าจ้างพยานไปก่อสร้างบ้านในที่ดินพิพาท พยานคิดค่าแรง 70,000 บาท สร้างเสร็จประมาณวันที่ 27 กันยายน 2556 และเดือนธันวาคม 2556 พยานได้สร้างโรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำให้โจทก์ ค่าแรง 120,000 บาท สร้างเสร็จเดือนมกราคม 2557 พยานได้รับเงินค่าจ้างทั้งหมดจากโจทก์สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ที่ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อวัสดุก่อสร้างและชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำทั้งหมดให้แก่นายธงชัย โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากส่วนตัวของโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า เงินที่นำมาซื้อที่ดินพิพาทและก่อสร้างบ้านเป็นเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ซึ่งเปิดไว้ก่อนที่โจทก์จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวเพียงผู้เดียว แสดงว่านอกจากโจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ที่มีมาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ยังใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำด้วย จำเลยทั้งสองคงมีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เพียงลอย ๆ ว่า เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าถมดิน ปลูกบ้าน สร้างคอกวัว และทำคันรอบบ่อเลี้ยงปลาเป็นเงินกว่า 3,000,000 บาท ดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ ยิ่งกว่านั้นยังได้ความจากจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านอีกว่า ก่อนอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 100,000 กว่าบาท เป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 59/2556 ของศาลชั้นต้น 400,000 บาท และเป็นหนี้อื่น ๆ อีกประมาณ 800,000 บาท รวมเป็นหนี้กว่า 1,300,000 บาท จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะมีฐานะการเงินพอที่จะปลูกสร้างบ้านพิพาทได้ โจทก์มีพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบด้วยเหตุผลมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำในที่ดินพิพาทของโจทก์ แม้เป็นการก่อสร้างในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันก็จะถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรสหาได้ไม่ บ้านพิพาทย่อมเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1472 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายอุดม ปะญาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
สุทิน นาคพงศ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2563
#681855
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์

ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินและบ้านคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ

50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินตามใบจอง

(น.ส. 2) เล่มที่ 12 หน้า

94 สารบบเลขที่ 212 หมู่ที่ 2 ตำบลห้วงน้ำขาว

อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และบ้านเลขที่ 47/1 ตำบลห้วงน้ำขาว

อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป

ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง

(ฟ้องวันที่ 8 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านพิพาท

กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ

30,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป และกิจการให้เช่าพระเครื่อง

พระบูชา ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าเทศบาลเมืองตราด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินส่วนหนึ่งตามใบจอง เล่มที่ 12 หน้า 94 สารบบเลขที่

212 เนื้อที่ 15 ไร่ พร้อมบ้าน จากนางธัญกมล

ราคา 630,000 บาท ชำระเงินครบถ้วนและได้รับมอบการครอบครองที่ดินพร้อมบ้านในวันทำสัญญา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2

เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับภริยาคนก่อน โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1

ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตราด คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้ยกฟ้องโจทก์ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2

วินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทด้วยเงินส่วนตัวของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์โดยแท้

จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้ง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า

โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่

โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินพิพาทที่ซื้อจากนางธัญกมลมีบ้านหลังเล็ก

ๆ เลขที่ 47/1 ซึ่งมีแต่หลังคาและพื้นบ้านกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร

แต่ไม่มีฝาบ้าน เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 พยานมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ไปติดต่อว่าจ้างนายธงชัย ผู้รับเหมาให้มาก่อสร้างบ้าน

โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำในที่ดินพิพาท เป็นค่าแรง 190,000 บาท

และค่าวัสดุก่อสร้าง 700,000 บาท บ้านสร้างเสร็จเดือนกันยายน 2556 ส่วนโรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำสร้างเสร็จเดือนมกราคม 2557

พยานเป็นผู้ชำระเงินทั้งหมดให้แก่นายธงชัย โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย

จำกัด (มหาชน) และมีนายธงชัย เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1

ติดต่อว่าจ้างพยานไปก่อสร้างบ้านในที่ดินพิพาท พยานคิดค่าแรง 70,000 บาท สร้างเสร็จประมาณวันที่ 27 กันยายน 2556

และเดือนธันวาคม 2556 พยานได้สร้างโรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำให้โจทก์

ค่าแรง 120,000 บาท สร้างเสร็จเดือนมกราคม 2557

พยานได้รับเงินค่าจ้างทั้งหมดจากโจทก์สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ที่ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อวัสดุก่อสร้างและชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างบ้าน

โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำทั้งหมดให้แก่นายธงชัย

โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากส่วนตัวของโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า

เงินที่นำมาซื้อที่ดินพิพาทและก่อสร้างบ้านเป็นเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ซึ่งเปิดไว้ก่อนที่โจทก์จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่

1 และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวเพียงผู้เดียว

แสดงว่านอกจากโจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ที่มีมาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่

1 ซื้อที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ยังใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ

คอกวัว และศาลาริมน้ำด้วย

จำเลยทั้งสองคงมีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เพียงลอย ๆ ว่า เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์กับจำเลยที่ 1

ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1

ได้ชำระค่าถมดิน ปลูกบ้าน สร้างคอกวัว และทำคันรอบบ่อเลี้ยงปลาเป็นเงินกว่า 3,000,000 บาท

ดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ ยิ่งกว่านั้นยังได้ความจากจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านอีกว่า

ก่อนอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

100,000 กว่าบาท เป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่

59/2556 ของศาลชั้นต้น 400,000 บาท และเป็นหนี้อื่น ๆ อีกประมาณ 800,000 บาท

รวมเป็นหนี้กว่า 1,300,000 บาท จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะมีฐานะการเงินพอที่จะปลูกสร้างบ้านพิพาทได้

โจทก์มีพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบด้วยเหตุผลมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำในที่ดินพิพาทของโจทก์

แม้เป็นการก่อสร้างในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันก็จะถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยที่

1 ได้มาระหว่างสมรสหาได้ไม่

บ้านพิพาทย่อมเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1472

วรรคหนึ่ง

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ

ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1472 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายอุดม ปะญาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
สุทิน นาคพงศ์
สิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2563
#643854
เปิดฉบับเต็ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 143/2563
#644267
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ผไทมาศ ศรีสมพร
จำเลย — นาย เลิศ พรหมมาวัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 140/2563
#644283
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เจียร์ กรกนก กนกคำศิลป์
จำเลย — นาง หรือนางสาวนุสรา กนกคำศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2563
#644277
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จักรพงษ์ เล็กสกุลไชย ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประจวบ เล็กสกุลไชย
จำเลย — นาย ธนะวงศ์ ตัญฑโญภิญ กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 136/2563
#644343
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจักรพงษ์ คงถาวรนันต์
ผู้ร้อง — นางสาวนกแก้ว ปรีชา กับพวก
จำเลย — นายสมาพร ปรีชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 136/2563
#645455
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลแม่ก๊า ผู้ถูกฟ้องคดี ว่าผู้ถูกฟ้องคดีให้ผู้รับจ้างนำรถแบคโฮขุดลอกลำเหมืองบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพียงด้านเดียวไม่ตรงตามแบบ ทำเป็นคันดินขนาดกว้างประมาณ ๓ เมตร สูงประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ทอดยาวตลอดแนวลำเหมืองและขุดลอกลำเหมืองหลายครั้งโดยไม่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีหายไปประมาณ ๑ งาน ๙๔ ๕/๑๐ ตารางวา ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับคันดินตลอดแนวลำเหมืองให้ราบเรียบ และค้นหาหลักเขตที่ดินที่ถูกฝังกลบ กับให้ปรับคืนสภาพที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๑๓๘ หรือเลขที่ ๓๒๔๔๑ (เดิม) ให้มีสภาพเต็มเนื้อที่ดังเดิม หากไม่สามารถกระทำได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีได้รังวัดสอบเขตที่ดินมีโฉนดรวม ๓ แปลง เพื่อรวมโฉนดเป็นแปลงเดียวกัน และจดทะเบียนแบ่งหักเป็นลำเหมืองสาธารณประโยชน์ จำนวน ๑ งาน ๙๔ ๕/๑๐ ตารางวา ที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่ได้ขาดหาย แต่ได้เพิ่มมากกว่าเดิมอีก ๑ งาน ๙๕ ๗/๑๐ ตารางวา การขุดลอกลำเหมืองร้องวัวเฒ่าไม่ได้ขุดลอกหลายครั้ง เป็นการขุดลอกเฉพาะวัชพืชและดินเลนที่ตื้นเขินเท่านั้น ไม่ได้ขุดลอกเอาหน้าดินออก เป็นไปตามสภาพลำเหมืองสาธารณะ (ร้องวัวเฒ่า) และตามแบบที่กำหนดไว้ ก่อนขุดลอกได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบตลอด คดีขาดอายุความแล้ว แม้องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ก๊า ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยขุดลอกลำเหมืองบริเวณที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพียงด้านเดียวไม่ตรงตามแบบ ทำเป็นคันดินขนาดกว้างประมาณ ๓ เมตร สูงประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ทอดยาวตลอดแนวลำเหมืองหลายครั้งโดยไม่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีหายไปประมาณ ๑ งาน ๙๔ ๕/๑๐ ตารางวา การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการขุดลอกลำเหมืองสาธารณประโยชน์โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ฟ้องคดี — นายปรีชา วรพงศ์ปกรณ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ก๊า
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 135/2563
#681931
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญพจน์ ด่านศรีบูรณ์
จำเลย — นายสุพัทธ์พงษ์ ภู่สมบุญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 135/2563
#645454
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ธนาคาร ก. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ที่ ๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๕ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๖ บริษัท ณ. ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ธนาคาร ก. ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหนี้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ตามคำพิพากษาศาลฎีกา คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีคำสั่งจังหวัดชลบุรีให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนจำนองห้องชุดจำนวน ๖๙๓ ห้องชุด ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาจดทะเบียนจำนองไว้กับผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ ขอให้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ดังนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีอำนาจหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ ในการเพิกถอนและแก้ไขหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด การเพิกถอนและแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับห้องชุด การเพิกถอนและแก้ไขการจดแจ้งรายการในสารบัญสำหรับจดทะเบียนที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีคำสั่งจังหวัดชลบุรีให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนจำนองห้องชุด โดยเห็นว่า การจดทะเบียนจำนองห้องชุดจำนวน ๖๙๓ ห้องชุด ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ กับผู้ฟ้องคดี กระทำไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ตามคำสั่งจังหวัด และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และกรณีมิใช่คดีพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบังคับคดีแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับคดี ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๕ วรรคสอง บัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 198/2551 เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดชลบุรี
ผู้ฟ้องคดี — ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ที่ 1
กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 134/2563
#644307
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ร่วม — นาย ณัฐพล เจริญรูป โดยนายสวิทย์ เจริญรูป ผู้เแทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ณัฐพงศ์ ทิพย์เกลี้ยง (คดียุติไปแล้ว) กับพวกรวม 2 คน
จำเลยร่วม — นาย ณัฐพล เจริญรูป โดยนายสวิทย์ เจริญรูป ผู้เแทนโดยชอบธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 134/2563
#645453
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ป. เจ้ามรดก ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบทรัพย์มรดกพบว่าโฉนดที่ดินพิพาทมีรายการในสารบัญจดทะเบียนไม่ถูกต้อง เนื่องจากภายหลังแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้มีชื่อตามบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๒ แล้ว ต่อมามีการจดทะเบียนให้แก่ผู้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดซึ่งเป็นแปลงคงเหลือและทำเป็นถนน ตามบันทึกข้อตกลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๓ อันเป็นการจดทะเบียนที่ไม่ถูกต้องตามเจตนาของเจ้ามรดก ซึ่งผู้มีชื่อทั้งสองคนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินไปครบถ้วนแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในส่วนของแปลงคงเหลือจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนนิติกรรมรายการในสารบัญจดทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือแจ้งว่าการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธ์รวมเป็นการจดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย และไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๓ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดพิพาทเป็นการจดทะเบียนไปตามเจตนาของเจ้ามรดกซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การแล้ว ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดพิพาทเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๓ โดยให้แก่ผู้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นแปลงคงเหลือร่วมกับเจ้ามรดกเป็นการจดทะเบียนโดยชอบด้วยเจตนาของเจ้ามรดก หรือไม่ โดยในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลต้องพิจารณาบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๒ และบันทึกการแก้ไขบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๓ ระหว่างเจ้ามรดกเจ้าของกรรมสิทธิ์ และผู้มีชื่อทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ว่าการจดทะเบียนของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ปรากฏในบันทึกข้อตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าวหรือไม่ โดยมิได้มีปัญหาต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่ามีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายตามเจตนารมณ์ของเจ้าของที่ดินหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี\n\r\n\rศาลแพ่งมีนบุรี\n\r\n\rศาลแพ่งมีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางพรพรม โกษะ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 133/2563
#644455
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สมาคมซูตีต๋องตระกูลหยาง (แซ่เอี๋ยว) ภูเก็ต
จำเลย — นางอาภรณ์ เอกศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ศรีวิไล ธรรมดุษฎี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 133/2563
#645452
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ ๑ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ สำนักงานที่ดินจังหวัด ที่ ๕ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นบุตรของนาย อ. (บิดา) ซึ่งเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองและได้รับการจัดสรรที่ดินให้ทำประโยชน์ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๑) เลขที่ ๗๘๑ เมื่อบิดาเสียชีวิต ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเรื่อยมา แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๓) เลขที่ ๑๑๒๐ ให้แก่นาง ม. (พี่สาวของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม) ซึ่งมิได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท อันเป็นการออกหลักฐาน น.ค. ๓ โดยผิดพลาดคลาดเคลื่อน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ได้ออกหลักฐานโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ โดยอาศัยหลักฐานตาม น.ค. ๓ ให้แก่นาง ม. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน น.ค. ๓ เลขที่ ๑๑๒๐ และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกให้การว่า กรณีเป็นการพิจารณาคัดเลือกทายาทโดยธรรมและมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีและพวกคัดค้านการออก น.ค. ๓ เลขที่ ๑๑๒๐ ให้แก่นาง ม. การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ ให้แก่นาง ม. จึงชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่า การที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออก น.ค. ๓ เลขที่ ๑๑๒๐ ให้แก่นาง ม. โดยเห็นว่า เป็นทายาทโดยธรรมและมีคุณสมบัติ ตามมาตรา ๒๒ , ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ ให้แก่นาง ม. โดยอาศัยหลักฐาน น.ค. ๓ ดังกล่าวเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่ขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของ น.ค. ๓ เลขที่ ๑๑๒๐ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๔๓๑๙ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง โดยศาลจำต้องพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือนาง ม. เป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลที่จะได้รับคัดเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแทนสมาชิกนิคมสร้างตนเองผู้ตาย มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ผู้ฟ้องคดี — นายบุญสอน กาทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 132/2563
#681914
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางมนัสมนต์ ประเสริฐสาน
ผู้คัดค้าน — วัดหนองหญ้าปล้อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
นพพร โพธิรังสิยากร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 132/2563
#645451
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลบ้านปลวกแดง ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดระยอง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง เคลื่อนย้ายอาคารหรือให้ระงับการรื้อถอนอาคาร ห้ามผู้ฟ้องคดีใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตราย กับให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารบ้านเลขที่ ๓๗๙ หมู่ที่ ๑ ตำบลปลวกแดง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีปลูกสร้างบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยก่อสร้างบนเขตทางสาธารณประโยชน์ และการกระทำนั้นไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคาร ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ (๑) (๒) และมาตรา ๔๒ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง โดยยืนยันว่าที่ดินที่ปลูกสร้างอาคารพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้รื้อถอนบ้านของผู้ฟ้องคดี และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับให้ระงับคำสั่งรื้อถอนอาคารพิพาทจนกว่ากรณีของนาย ผ. จะเสร็จสิ้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๕๑ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดระยอง
ผู้ฟ้องคดี — นายจิระพงศ์ คำภู
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีตำบลบ้านปลวกแดง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 131/2563
#681905
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายผันหรือฝัน ศรีมุกดา
จำเลย — โดยนายสนั่น ศรีมุกดา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ประมวล สุขสมพร
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา