คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 131/2563
#645450
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ ยื่นฟ้อง พลทหาร บ. จำเลย ซึ่งเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองพันเสนารักษ์ที่ ๘ กองพลทหารม้าที่ ๑ กองทัพบก ว่าได้กระทำความผิดอาญาฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายและเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘, ๑๑๐, ๑๑๕ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารหรือศาลยุติธรรม เห็นว่า หลักการพิจารณาเขตอำนาจของศาลทหารในเวลาปกติที่ยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิด ซึ่งหากปรากฏว่าจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ในขณะกระทำความผิดอาญาจะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ นั้น เป็นหลักการพิจารณาเขตอำนาจศาลทหารในกรณีที่มีการฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาทั่วไป ที่มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้คดีอาญานั้น อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอื่นใดโดยเฉพาะ เมื่อปรากฏว่า ภายหลังจากพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ใช้บังคับ มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีอาญาและคดีแพ่งทั่วไป ได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาซึ่งมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ โดยมีบุคคลภายนอกที่มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเข้ามาร่วมพิจารณาและพิพากษาคดีด้วยตามเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมาตรา ๗ บัญญัติว่า "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังต่อไปนี้ (๑) คดีอาญาเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร" อันเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีประเภทหนึ่งประเภทใดไว้โดยเฉพาะ และเป็นบทบัญญัติที่ตัดอำนาจศาลอื่นไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งแม้จะเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าโดยมีคำขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายและเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘, ๑๑๐, ๑๑๕ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๗ บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 45
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
โจทก์ — อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 45
จำเลย — พลทหาร บุญชัย แซ่ท่อ
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 130/2563
#645449
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไป ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ป.พ.พ.
ระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพาดสายและหรือติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2558
ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคม
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดชัยนาท
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัททริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 129/2563
#643712
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดระยอง
จำเลย — นาย อภินันท์ บุญคง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 129/2563
#681960
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหาญ ศรีเนตร
จำเลย — นางฉวีวรรณ ศรีเนตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
นพพร โพธิรังสิยากร
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 129/2563
#645448
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไป ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ป.พ.พ.
ระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพาดสายและหรือติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2558
ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคม
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัททริปเปิลที บรอดแบรนด์ จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 128/2563
#645447
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ในพื้นที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายและมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมของจำเลยออกจากเสาไฟฟ้าของโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยให้การว่า จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์ โดยโจทก์รับรู้และทราบมาโดยตลอด ทั้งจำเลยได้ชำระค่าเช่าพาดสายสื่อสารเป็นรายปีให้แก่โจทก์และโจทก์รับชำระค่าเช่าดังกล่าวแล้ว จึงถือว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการที่จำเลยพาดสายสื่อสารในเส้นทางดังกล่าวโดยปริยาย จำเลยไม่สามารถรื้อถอนสายสื่อสารตามเส้นทางในคำฟ้องได้เนื่องจากจะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การคิดค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโดยรัฐเป็นเจ้าของกิจการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดี สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยพาดสายสื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ เนื้อหาในคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้รื้อถอนสายสื่อสารโทรคมนาคมที่พาดบนเสาไฟฟ้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดและเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนทั่วไป ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและงดเว้นกระทำการอันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ป.พ.พ.
ระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพาดสายและหรือติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมบนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2558
ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคม
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัททริปเปิลที บรอดแบรนด์ จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 127/2563
#643887
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดอ่างทอง
โจทก์ร่วม — นาย ศักดิ์ดา สำแดงฤทธิ์
จำเลย — นาย นัฐพล จรตระการ กับพวกรวม 3 คน
จำเลยร่วม — นาย ศักดิ์ดา สำแดงฤทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 126/2563
#644790
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลิขิต ขาวเธียร
จำเลย — นางยรรยงค์ มังคละวิรัช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 126/2563
#645445
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๓๓ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดเนื้อที่ขาดหายไป ๑ งาน ๘๐ ตารางวา และในการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๐๖๔ ของผู้มีชื่อก็มีการรังวัดทับที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง อันเป็นการรังวัดที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ เป็นเหตุให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีสูญหายไปทั้งแปลง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๐๖๔ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนต่าง ๆ ให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อน และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่ไปตามกระบวนการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๐๖๔ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๓๓ ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๐๖๔ ของผู้มีชื่อ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ต้องสูญเสียที่ดินพิพาท ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๓๓ ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๓๐๖๔ ของผู้มีชื่อ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ผู้ฟ้องคดี — นางนฤมล ดวงรัตนเอกชัย
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 และพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 125/2563
#645444
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอ ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ที่ ๒ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค ที่ ๓ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวง ที่ ๔ กรมการปกครอง ที่ ๕ กรมเจ้าท่า ที่ ๖ กรมทางหลวง ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๙๐๑ และเลขที่ ๗๙๐๒ ได้ยื่นคำขอสอบเขตที่ดินทั้งสองแปลง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินอ้างว่า แนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันตกรุกล้ำลำรางสาธารณะ ด้านทิศตะวันออกรุกล้ำปากคลอง และด้านทิศใต้รุกล้ำถนน อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ เพิกถอนคำคัดค้าน และออกค่าใช้จ่ายในการรังวัด และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ให้การทำนองเดียวกันว่า ลำรางสาธารณะดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การไม่ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำลำรางสาธารณประโยชน์ ลำคลองและทางหลวง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายอันจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดจันทบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวจิระภา ผลถาวร
ผู้ถูกฟ้องคดี — อำเภอนายายอาม ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2563
#643986
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นาย สุนทรหรือบอย วงค์โนนงิ้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 124/2563
#645443
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชน ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) เนื้อที่ประมาณ ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีออก น.ส. ๓ ก. เนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ให้แก่ผู้มีชื่อทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยผู้มีชื่อไม่ใช่เจ้าของและไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ที่พิพาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า น.ส. ๓ ก. พิพาทออกโดยอาศัยหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ซึ่งมีชื่อนายซ. เป็นผู้แจ้งการครอบครอง จึงถือว่าผู้มีชื่อเป็นผู้ครอบครองต่อเนื่องตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาก่อนพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินประกาศใช้บังคับ และพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มิได้ถือเป็นการยกเลิกสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด การออก น.ส. ๓ ก. ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมาย จึงไม่มีกรณีที่จะต้องเพิกถอนหรือแก้ไข เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ที่ออกทับซ้อนกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ โดยอ้างว่า การออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้มีชื่อนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินของผู้มีชื่อ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. มาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินของผู้มีชื่อ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นางหนู หรือหนูรัก ทองขันธ์ หรืออินทมาตย์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 123/2563
#644439
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต ประสีระตา
จำเลย — นายอุทิศ ไชยะลาด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 123/2563
#645442
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมเจ้าท่า ที่ ๑ อธิบดีกรมเจ้าท่า ที่ ๒ นาย ก. ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเกาะสมุย ที่ ๓ นาย ว. ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ ๔ ที่ ๔ จำเลย ว่า จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนการถมดินและเขื่อนกันเซาะที่สร้างในที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๕๗ เนื่องจากโจทก์ถมดินสร้างเขื่อนกันเซาะรุกล้ำที่ดินสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ ๗,๕๖๓ ตารางวา โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่ง จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าบางส่วนของที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๕๗ ที่ถูกน้ำกัดเซาะ เนื้อที่ประมาณ ๗,๕๖๓ ตารางวา เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กับให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเพียง ๒ ไร่ ส่วนที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน คำสั่งชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโจทก์ตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนการถมดินและเขื่อนกันเซาะของจำเลยที่ ๓ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยขอให้ศาลพิพากษาว่าส่วนที่ถูกน้ำกัดเซาะ เนื้อที่ประมาณ ๗,๕๖๓ ตารางวา เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ ๑ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความ มุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้โจทก์จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของโจทก์หรือที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเกาะสมุย
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — บริษัทโรงพยาบาลไทยอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กรมเจ้าท่า ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2563
#643698
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดระนอง
โจทก์ร่วม — นาย ไพรสนฑ์ ผลิพัฒน์
จำเลย — นาย อรชุนหรือโอ๋ ปวงมีธรรม
จำเลยร่วม — นาย ไพรสนฑ์ ผลิพัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 122/2563
#644434
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดนอก
จำเลย — นางสาวนันทพร ดำรงศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 122/2563
#645441
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่นาย บ. โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมเจ้าท่า ที่ ๑ เทศบาลเมืองชลบุรี ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๒ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖ ตารางวา ได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองไม่รับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัด ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๒๒ และมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินของโจทก์ตามแนวเขตที่นำชี้มีสภาพเป็นแนวชายฝั่งทะเลอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินและไม่รับรองแนวเขตที่ดินโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ว่าจำเลยทั้งสองจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ดูแลรักษาแหล่งน้ำสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ส่วนจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ แต่การที่จำเลยทั้งสองไม่รับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดของโจทก์เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินของรัฐ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายอันจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินและไม่รับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๖๒๒ ของโจทก์ แต่มีสภาพเป็นแนวชายฝั่งทะเลอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดชลบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นายบรรพต ธรรมสุระกุล
จำเลย — กรมเจ้าท่า ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 121/2563
#681898
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรศิริ เทพมาลี
จำเลย — นายพิมล เทพมาลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 121/2563
#645440
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา ราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการนำรถบรรทุกขยะของผู้ถูกฟ้องคดีนำขยะเข้ามาเททิ้งในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้มีการขุดหลุมทิ้งขยะในพื้นดินพิพาทเป็นบริเวณกว้างประมาณ ๕ ไร่เศษ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายซึ่งการกระทำละเมิดตามฟ้องดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นแต่เพียงหน้าที่ที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ตามมาตรา ๖๗ (๒) ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ในเรื่องการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล เมื่อการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีตามคำฟ้องมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดตรัง
ผู้ฟ้องคดี — นายวิมล วิระพรสวรรค์
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบล\n\rองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 120/2563
#681916
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงศักดิ์ พิศาลบรรเจิดกุล
จำเลย — นางสมปอง วารีเขต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา