คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 32/2563
#644657
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า นาย ท. สามีของจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ กระทำการโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายนำที่ดินมือเปล่าของโจทก์ไปเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) เลขที่ ๑๒๕๔ อันเป็นการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกทับที่ดินของโจทก์ ขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก ดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้รับสิทธิโดยการตกทอดทางมรดกจากสามีจึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก และการอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ รับมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ต่อจากนาย ท. ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้อำนาจแก่จำเลยที่ ๒ ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำการปฏิรูปที่ดินโดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชนเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ อันเป็นการแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐในคดีนี้ต้องเป็นไป ตามที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก ดังกล่าวเป็นการอนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับอนุญาต จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก ให้แก่สามีของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโอนและการตกทอดโดยทางมรดกของสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกำแพงเพชร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
โจทก์ — นางกล้วย ชุ่มเย็น
จำเลย — นางบุญส่ง ชุ่มเย็น ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2563
#681993
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโอนและการตกทอดโดยทางมรดกของสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกำแพงเพชร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
โจทก์ — นางกล้วย ชุ่มเย็น
จำเลย — นางบุญส่ง ชุ่มเย็น ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/2563
#640845
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจังหวัดกำแพงเพชรอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟังวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 แล้วศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้โจทก์และทนายจำเลยฟังวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ต้องถือว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ไม่ใช่วันที่อ่านให้ทนายจำเลยฟัง จำเลยมีอำนาจยื่นฎีกาภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง จึงต้องยื่นฎีกาภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 การที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 6 สิงหาคม 2562 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลย โดยไม่มีพฤติการณ์พิเศษและไม่ใช่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 283 ทวิ, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาย บ. ผู้เสียหายที่ 2 และนางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนาย บ. บิดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83, 283 ทวิ วรรคแรก, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารกับฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร (ที่ถูก โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย) จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 28 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดกำแพงเพชรอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟังวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 และศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้โจทก์และทนายจำเลยฟังวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 จึงต้องถือว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ไม่ใช่วันที่อ่านให้ทนายจำเลยฟังเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 และในวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้านหลังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อท้ายรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ของศาลจังหวัดกำแพงเพชร ที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ ทนายจำเลยย่อมต้องทราบว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟังแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 จำเลยมีอำนาจยื่นฎีกาภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องยื่นฎีกาภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 การที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่ 6 สิงหาคม 2562 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลย โดยไม่มีพฤติการณ์พิเศษและไม่ใช่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟัง ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อทนายจำเลยยื่นฎีกาเข้ามาวันที่ 11 กันยายน 2562 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาดังกล่าวแล้ว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยย่อมไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยและยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
ผู้ร้อง — นาย บ. กับพวก
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายสิฏฐ์ ปินตา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุรพล กล่อมจิตต์
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/2563
#681851
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 83, 91,

276, 283 ทวิ, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาย

บ. ผู้เสียหายที่ 2 และนางสาว พ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนาย บ.

บิดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองคนละ

100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83, 283

ทวิ วรรคแรก, 318 วรรคสาม

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารกับฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง

หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร (ที่ถูก โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย) จำคุก 8 ปี

รวมจำคุก 28 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่

2 จำนวน 100,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน

50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลจังหวัดกำแพงเพชรอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟังวันที่ 1 กรกฎาคม

2562 และศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้โจทก์และทนายจำเลยฟังวันที่ 12

กรกฎาคม 2562 จึงต้องถือว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ให้จำเลยฟังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562

ไม่ใช่วันที่อ่านให้ทนายจำเลยฟังเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 และในวันที่ 12 กรกฎาคม 2562

ทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้านหลังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อท้ายรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 1

กรกฎาคม 2562 ของศาลจังหวัดกำแพงเพชร ที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้

ทนายจำเลยย่อมต้องทราบว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟังแล้วตั้งแต่วันที่

1 กรกฎาคม 2562 จำเลยมีอำนาจยื่นฎีกาภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 216 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องยื่นฎีกาภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 การที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาในวันที่

6 สิงหาคม 2562 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลย

โดยไม่มีพฤติการณ์พิเศษและไม่ใช่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ

จำเลยไม่มีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค

6 ให้จำเลยฟัง ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา

195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อทนายจำเลยยื่นฎีกาเข้ามาวันที่ 11 กันยายน

2562 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาดังกล่าวแล้ว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยย่อมไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยและยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
ผู้ร้อง — นาย บ. กับพวก
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายสิฏฐ์ ปินตา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุรพล กล่อมจิตต์
ชื่อองค์คณะ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 31/2563
#644656
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลแหลมผักเบี้ย ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมผักเบี้ย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๒๗๙ ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้เข้าดำเนินการก่อสร้างลานจอดรถ คสล. ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างสนาม ปลูกต้นไม้ ก่อสร้างป้ายแหล่งท่องเที่ยว จุดชมวิว รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามประมาณ ๒ ไร่ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่าที่พิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันที่ดินบางส่วนเป็นที่ชายตลิ่งสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการก่อสร้างลานจอดรถ คสล. และอื่น ๆ รุกล้ำที่ดินที่พิพาทนั้น เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายวิญญู รัตนไชย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมผักเบี้ย ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 31/2563
#681992
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายวิญญู รัตนไชย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมผักเบี้ย ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2563
#644655
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดกรณีก่อสร้างถนนรอบบริเวณที่สาธารณประโยชน์ สระหนองสิม รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตที่รุกล้ำออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์สระหนองสิม ตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ อด. ๓๑๘๙ เลขที่ดิน ๓๓๖ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์สระหนองสิมจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างถนนสาธารณะได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวยุภาพร สท้านมารมินทร์หรือนางยุภาพร ไวท์
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายโยธิน พฤกษาสนิท ผู้ใหญ่บ้านบ้านเชียงพัฒนา
หมู่ที่ ๑๕ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2563
#681991
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวยุภาพร สท้านมารมินทร์หรือนางยุภาพร ไวท์
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายโยธิน พฤกษาสนิท ผู้ใหญ่บ้านบ้านเชียงพัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 29/2563
#663662
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่ 1 และ จ. มาเบิกความหลังเกิดเหตุเป็นเวลาเกือบสิบปี โดยผู้เสียหายที่ 1 ยอมรับว่าได้รับเงินจากจำเลย 30,000 บาท ส่วน จ. ไม่ยอมไปเบิกความจนศาลชั้นต้นต้องออกหมายจับจึงมาเบิกความได้ พฤติการณ์เช่นนี้เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 และ จ. ย่อมเบิกความให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยได้ ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรในชั้นพิจารณาคดีนี้ที่จะรับฟังคำเบิกความของ จ. ในคดีอาญาคดีอื่นที่พวกของจำเลยถูกฟ้องในการกระทำความผิดเดียวกันนี้ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีนี้ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 310, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม), 310 วรรคหนึ่ง (เดิม), 318 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 (ที่ถูก ไม่ต้องประกอบมาตรา 83) เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 6 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี จำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงบางข้อ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และหลังเกิดเหตุจำเลยชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ไปส่วนหนึ่งเพื่อเยียวยาความเสียหายเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงแรก 4 ปี กระทงหลัง 5 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 9 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม (เดิม), 310 วรรคหนึ่ง (เดิม), 318 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 15 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องนาย ธ. กับพวก ล่อลวงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปข่มขืนกระทำชำเราที่ขนำกลางทุ่งนา โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเพื่อสนองความใคร่ และจำเลยติดตามผู้เสียหายที่ 1 ไปและอยู่ในที่เกิดเหตุตลอดระยะเวลาที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกกระทำชำเราด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนาย จ. จะไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยร่วมข่มขืนกระทำชำเราหรือเข้าไปช่วยเหลือคนอื่นในการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ก็ตาม แต่ตามคำให้การที่นาย จ. ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การพยานในคดีอื่นและคำเบิกความของนาย จ. ในคดีดังกล่าวได้ความว่า ขณะนาย จ. กำลังขับรถจักรยานยนต์มีผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายกลับบ้านพบนาย ธ. ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายมาจอด จำเลยบอกให้นาย จ. ช่วยไปส่งเพื่อนเพราะพวกของตนหลายคนแต่มีรถจักรยานยนต์ไม่เพียงพอแก่การโดยสาร จำเลยลงจากรถจักรยานยนต์ที่นาย ธ. ขับไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นาย จ. ขับและผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนตรงกลาง นาย จ. ขับรถจักรยานยนต์แล่นไปยังขนำที่เกิดเหตุตามคำบอกเส้นทางของจำเลย เมื่อไปถึงนาย ล. ออกจากขนำไปดึงลูกกุญแจรถจักรยานยนต์ของนาย จ. ออกแล้วผู้เสียหายที่ 1 ถูกพวกนาย ธ. ฉุดกระชากตัวเข้าไปในขนำบังคับข่มขืนกระทำชำเราโดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน แต่สำหรับคดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 และนาย จ. เบิกความ หลังเกิดเหตุเป็นเวลาเกือบสิบปี โดยผู้เสียหายที่ 1 ยอมรับว่าได้รับเงินจากจำเลย 30,000 บาท ส่วนนาย จ. ไม่ยอมไปเบิกความจนศาลชั้นต้นต้องออกหมายจับจึงมาเบิกความได้ พฤติการณ์เช่นนี้เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 และนาย จ. ย่อมเบิกความให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยได้ ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรในชั้นพิจารณาคดีนี้ที่จะรับฟังคำเบิกความของนาย จ. ที่เบิกความไว้ในคดีอื่นที่พวกของจำเลยถูกฟ้องในการกระทำความผิดเดียวกันนี้ประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 และนาย จ. ต่างเบิกความรับรองบันทึกคำให้การพยานในคดีนี้ และเอกสารในคดีอื่นตามลำดับ ว่าเป็นคำให้การที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุและนาย จ. ให้การหลังเกิดเหตุเพียง 5 วัน ไม่มีเวลาคิดแต่งเติมเสริมข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งผู้เสียหายที่ 1 และนาย จ. ให้การขณะยังเป็นเยาวชน มีพนักงานอัยการและนักจิตวิทยาอยู่ด้วย ไม่มีข้อพิรุธใดอันเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะบิดเบือนข้อเท็จจริงปรักปรำใส่ความผู้ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยซึ่งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยตามบันทึกคำให้การพยานของนาย จ. ระบุว่า จำเลยมิได้ร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เพียงเข้าช่วยเหลือพวกของจำเลยเท่านั้น หากนาย จ. จะบิดเบือนแต่งเติมข้อเท็จจริงให้ร้ายจำเลยย่อมสามารถยืนยันได้ว่าจำเลยเข้าร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ด้วยได้ บันทึกคำให้การพยานในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และนาย จ. จึงเชื่อได้ว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาของศาล นอกจากนี้โจทก์ยังมีคำให้การที่นาย ธ. ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุในสำนวนคดีอื่น โดยมีพนักงานสอบสวนเบิกความรับรองเอกสารในคดีดังกล่าวว่า นาย ธ. ให้การโดยระบุชัดแจ้งถึงการกระทำของตนและพวกเป็นรายบุคคลไป กล่าวถึงจำเลยว่าร่วมผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนจับแขนขาและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ด้วย แม้บันทึกคำให้การผู้ต้องหาและบันทึกรับสารภาพของนาย ธ. เป็นพยานบอกเล่า และโจทก์มิได้นำนาย ธ. มาเบิกความ แต่กฎหมายมิได้บัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่าเสียทีเดียว หากพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานบอกเล่าและซัดทอดนั้น เพียงแต่ว่าการชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอดหรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาของนาย ธ. ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการร่วมกระทำความผิดสำคัญที่กล่าวถึงการกระทำของตนและผู้ที่ร่วมกระทำผิดด้วยกันดังกล่าวย่อมมิใช่เป็นเพียงคำซัดทอดเพื่อให้ตนพ้นจากความผิด และน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างว่า จำเลยร่วมไปยังที่เกิดเหตุโดยเข้าใจว่าพวกจะพากันไปร่วมงานวันครบรอบวันเกิดเพื่อนโดยไม่ทราบว่าบุคคลเหล่านั้นจะกระทำความผิด และจำเลยพยายามห้ามมิให้พวกของตนล่วงเกินผู้เสียหายที่ 1 แล้วแต่ไม่เป็นผลนั้น นอกจากขัดต่อเหตุผลเนื่องจากขณะเกิดเหตุเป็นเวลาวิกาล ที่เกิดเหตุเป็นทุ่งนาห่างไกลจากบ้านคนและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการจัดงานวันเกิดแต่อย่างใด ทั้งจำเลยก็อยู่ในที่เกิดเหตุตลอดเวลาจนออกจากที่เกิดเหตุเวลา 3 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้ตามคำให้การของบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ให้การหลังเกิดเหตุทันทีไม่ปรากฏว่ามีพยานคนใดที่ให้การว่าจำเลยได้ห้ามมิให้พวกล่วงเกินผู้เสียหายที่ 1 หรือจำเลยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟัง พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวเมื่อรับฟังประกอบกันแล้วจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับนาย ธ. และพวก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาโดยปรับบทความผิดให้ถูกต้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายประสงค์ บุญวิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 29/2563
#644654
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเทศบาลตำบล บ. ที่ ๑ นาย ว. ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๗๔๑๒ ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดก่อสร้างถนนเลียบแม่น้ำโขงตัดผ่านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอม ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถนนส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๗๔๑๒ พร้อมทั้งปรับที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้อยู่ในสภาพเดิม และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินบริเวณเลียบแม่น้ำโขงเป็นถนนสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเพื่อสัญจรไปมาเป็นเวลาหลายสิบปี จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จำเลยทั้งสองดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซมถนนพิพาทในโครงการปรับปรุงถนนลูกรังให้มีความกว้าง ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองเรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลตำบล บ. จำเลยที่ ๑ จะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของจำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โดยการก่อสร้างถนนเลียบแม่น้ำโขงตัดผ่านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๗๔๑๒ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินบริเวณเลียบแม่น้ำโขงเป็นถนนสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเพื่อสัญจรไปมาเป็นเวลามากกว่าสิบปี จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสอง ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจก่อสร้างถนนสาธารณะได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดหนองคาย
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — นางยศวดี ปานเหง้า ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — เทศบาลตำบลบ้านเดื่อ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2563
#681990
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดหนองคาย
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — นางยศวดี ปานเหง้า ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — เทศบาลตำบลบ้านเดื่อ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 28/2563
#644453
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอิสริยา คูประเสริฐ
จำเลย — นางมนตรา บุญโชคยิ่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 28/2563
#644653
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ยกเลิกการบอกเลิกสัญญาจ้าง คืนหลักประกันสัญญาจ้างและใช้หลักประกันเดิมค้ำประกันสัญญาจ้างต่อไป และให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้เงินค่าก่อสร้างหรือเบิกจ่ายเงินค่าก่อสร้างพร้อมดอกเบี้ย จากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต) ๕ ชั้น ๓๐ ครอบครัว (ใต้ถุนสูง) พร้อมส่วนประกอบ จำนวน ๑ หลัง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ และไม่ชำระค่าก่อสร้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามข้อกำหนดเงื่อนไขแห่งสัญญาจ้าง เห็นว่า แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจและครอบครัวเท่านั้น มิได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงหรือเพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้จะมีข้อสัญญากำหนดให้คณะกรรมการตรวจการจ้าง หรือผู้ควบคุมงาน หรือบริษัทที่ปรึกษาที่ผู้ถูกฟ้องคดีแต่งตั้งขึ้นมีอำนาจเข้าไปตรวจสถานที่ที่กำลังก่อสร้าง สั่งการให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหรือตัดทอนซึ่งงานตามสัญญา และให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิที่จะสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทำงานพิเศษซึ่งไม่ได้แสดงไว้หรือรวมอยู่ในเอกสารสัญญา หากงานพิเศษนั้น ๆ อยู่ในขอบข่ายทั่วไปแห่งวัตถุประสงค์ของสัญญา ตลอดจนสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรูปแบบและข้อกำหนดต่าง ๆ ในเอกสารสัญญา โดยไม่ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ แต่ข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวก็มิได้มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐเพื่อให้การบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยพิพาท จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทเจณพล การโยธา จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2563
#681989
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทเจณพล การโยธา จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2563
#644652
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้จำเลยเป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาซื้อขายงานพัฒนาระบบข้อมูลผู้ใช้น้ำของโจทก์เป็นเพียงสัญญาที่จำเลยว่าจ้างให้โจทก์พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์ ตามโครงการพัฒนาระบบข้อมูลผู้ใช้น้ำ ซึ่งจำเลยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการงานและพัฒนาระบบสารสนเทศ รวมทั้งยังสามารถสนับสนุนการทำงานของสายงานการเงิน สายงานบริหาร ของจำเลย ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยในการทำสัญญาพิพาทจึงไม่จำต้องบังคับตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายงานพัฒนาระบบข้อมูลผู้ใช้น้ำ จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ยิบอินซอย จำกัด
คู่กรณี — การประปานครหลวง
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2563
#681988
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ยิบอินซอย จำกัด
คู่กรณี — การประปานครหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2563
#644651
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ ต่อมาได้ผ่านการแปลงสภาพตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ ให้กลายมาเป็นบริษัทมหาชนจำกัด จึงมิใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา อันจะถือว่าเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่อาจเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง หากได้กระทำการตามที่ได้รับมอบหมายอำนาจหน้าที่จากรัฐเกี่ยวกับการประกอบกิจการและส่งเสริมการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการการท่าอากาศยานอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ นอกเหนือจากนี้ ย่อมเป็นการกระทำในฐานะเอกชน การที่บริษัทท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) อนุญาตให้สมาคมสโมสรท่าอากาศยานใช้พื้นที่ท่าอากาศยานบางส่วนเพื่อปรับปรุงเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มราคาประหยัด สำหรับสวัสดิการพนักงานและลูกจ้าง จึงเป็นไปเพื่อการจัดสวัสดิการให้แก่บุคคลากรของบริษัท มิใช่เพื่อการดำเนินกิจการทางปกครองที่เกี่ยวกับกิจการและการส่งเสริมการท่าอากาศยานตามที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับมอบหมาย จากรัฐ การกระทำของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่อนุญาตให้โจทก์ใช้พื้นที่ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จึงมิใช่เป็นการกระทำในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง อันจะถือว่าเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เป็นการกระทำในฐานะนิติบุคคลเอกชนอันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกัน จึงไม่อาจเป็นผลให้โจทก์มีสถานะเป็นหน่วยงานทางปกครองไปได้

สัญญาที่สมาคมสโมสรท่าอากาศยาน อนุญาตให้บริษัท ค. จำเลย ดำเนินการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในพื้นที่บางส่วนของท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งสมาคมสโมสรท่าอากาศยานได้รับอนุญาตจากบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้เข้าใช้พื้นที่ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นเอกชน และเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นไปในเชิงพาณิชย์เพื่อประโยชน์แก่คู่สัญญา ทั้งสองฝ่าย มิใช่เพื่อประโยชน์แก่รัฐหรือการบริการสาธารณะ จึงไม่เข้านิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากแต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สมาคมสโมสรท่าอากาศยาน
จำเลย — บริษัทเคพีเอ็น แมเนจเมนท์ จำกัด
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2563
#681987
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สมาคมสโมสรท่าอากาศยาน
จำเลย — บริษัทเคพีเอ็น แมเนจเมนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 25/2563
#681899
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางปราณี เตยอ่อน
จำเลย — นายประสิทธิ์ เตยอ่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 25/2563
#644650
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้การเป็นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุดลงนั้น ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๙ ประกอบมาตรา ๒๑ วรรคสอง กำหนดให้ศาลที่มีเขตอำนาจวินิจฉัยถึงการสิ้นสุดของการเป็นอนุญาโตตุลาการ คือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น เมื่อข้อพิพาทที่เสนอต่ออนุญาโตตุลาการในคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาออกแบบและก่อสร้างอาคารเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยพร้อมเครื่องปฏิกรณ์ระบบผลิตไอโซโทปพร้อมอุปกรณ์ ระบบจัดการกากกัมมันตรังสีพร้อมอุปกรณ์ ระหว่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กับเอกชน ซึ่งมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองจึงเป็นศาลมีเขตอำนาจเหนือข้อพิพาทดังกล่าว ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
พ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2549
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ร้อง — สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ผู้คัดค้าน — สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ
สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ