แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแผนที่แปลง "สันดอนสาธารณประโยชน์" รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการก่อสร้างโครงการแก้มลิงบึงลาดน้ำเตียน (ระยะที่ ๒) รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำชี้แนวเขตที่ดิน น.ส.ล. รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น หากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างโครงการแก้มลิงบึงลาดน้ำเตียน (ระยะที่ ๒) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ มีอำนาจเข้าไปดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันได้และไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิในที่ดินส่วนพิพาท คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้องค์การบริหารส่วนตำบล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยขุดทางน้ำหรือลำรางสาธารณะตัดผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ฝังกลบทางน้ำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้มีลักษณะที่ดินตรงตามรูปแผนที่ในโฉนด โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจเข้าไปดำเนินการขุดลอกคลองสาธารณประโยชน์เพื่อบำรุงรักษาทางน้ำโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอหาดใหญ่ ที่ ๑ เทศบาลนครหาดใหญ่ ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองก่อสร้างถนนสาธารณประโยชน์และขุดคูระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนถนนสาธารณประโยชน์และขุดคูระบายน้ำออกจากที่ดินของโจทก์ และปรับสภาพพื้นดินให้อยู่ในสภาพใช้การได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โจทก์ ยื่นฟ้องอดีตนายกสมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นจำเลย อ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์กรณีกระทำการในลักษณะที่ทำให้บุคคลอื่นและองค์กรอื่นเข้าใจผิดว่าจำเลยยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมโจทก์และยังเข้าควบคุมขัดขวางการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารของสมาคมโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยยังมีสถานะเป็นนายกสมาคมโจทก์ เพราะการลาออกของจำเลยยังไม่มีผลทางกฎหมาย เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสมาคมที่มิได้มีสถานะเป็น กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ อันจะถือเป็นหน่วยงานทางปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่การที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้เป็นสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า "แห่งประเทศไทย" ตามมาตรา ๔๙ และมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยมาตรา ๖๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติ ให้สมาคมโจทก์ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันกีฬา หรือจัดหรือร่วมในการจัดให้มีการแข่งขันกีฬาโดยแสดงว่าเป็นการส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน หรือจัดหรือร่วมในการจัดให้มีการแข่งขันกีฬาในนามของชาติหรือประเทศไทย อันเป็นการดำเนินบริการสาธารณะ โจทก์จึงอาจเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งถือเป็นประเภทหนึ่งของหน่วยงานทางปกครอง และจะมีผลให้กรรมการของโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ หากโจทก์หรือกรรมการของโจทก์ได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยตามฟ้องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำการในลักษณะที่ทำให้บุคคลอื่นและองค์กรอื่นเข้าใจผิดว่าจำเลยยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมโจทก์และยังเข้าควบคุมขัดขวางการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารของสมาคมโจทก์ มิใช่การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง อันจะถือว่าโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนและไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองของสมาคมโจทก์ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ แต่เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการบริหารงานภายในของสมาคมโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลเอกชน จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๒๔ ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านแนวเขตว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของเขตทางหลวงชนบทสายบ้านจอมบึง-บ้านหนองนกกระเรียน อันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากบริเวณที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของเขตทางหลวงชนบท อันเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะเช่นเดียวกับการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของเขตทางหลวงชนบทสายบ้านจอมบึง - บ้านหนองนกกระเรียน รบ. ๓๐๒๒ อันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายอันจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการนำรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๓๒๒๔ ของผู้ฟ้องคดีแต่เป็นที่ดินเขตทางหลวงชนบทอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๒ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๓ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ ๔ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ ๕ กรมที่ดิน ที่ ๖ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๗ สำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาสุวรรณภูมิ ที่ ๘ เทศบาลตำบลทุ่งหลวง ที่ ๙ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ มีมติไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินในบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ครอบครองเนื่องจากเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ มีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ รังวัดออก น.ส.ล. ที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงริมลำพลับพลา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ รังวัดออก น.ส.ล. และประกาศแจก น.ส.ล. แปลงริมลำพลับพลา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ให้เพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ให้เพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ ให้เพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ ที่แจ้งผลการพิจารณาและคัดเลือกเกษตรกร ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕ ออกและส่งมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๔ ที่ ๖ ที่ ๘ ที่ ๙ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๗ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๗ ขอรังวัดออก น.ส.ล. ที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงริมลำพลับพลา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ รังวัดที่ดินเพื่อออก น.ส.ล. และประกาศแจก น.ส.ล.แปลงริมลำพลับพลา และผู้ถูกฟ้องคดี ๕ มีมติไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน จึงขอให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้คัดค้านการการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ครอบครองทำประโยชน์และอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ดังนี้ เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญ สำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยยังไม่มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง อันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ต่างก็กล่าวอ้างถึง ความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับข้อพิพาทในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๕ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) นั้น ก็เป็นผลของการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสี่กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ที่ ๓ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เลขที่ ๕๕๒๑ แปลงเลขที่ ๗ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๒ งาน ๕๖ ตารางวา ต่อมามีบุคคลภายนอกอ้างว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๘ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกให้แก่บิดาของผู้ฟ้องคดี และบิดาผู้ฟ้องคดีได้แบ่งขายที่ดินบางส่วนให้แก่ผู้มีชื่อ ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการออก น.ส. ๓ ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าเขาภูหลวง" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๗๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอน น.ส. ๓ ดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๘ ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และออกทับ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข เลขที่ ๕๕๒๑ แปลงเลขที่ ๗ ทั้งแปลง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ เพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๘ และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การสรุปได้ว่า การออก น.ส. ๓ เลขที่ ๒๘ ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอน และไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข โดยขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๘ ซึ่งบุคคลภายนอกมีสิทธิครอบครอง อ้างว่า น.ส. ๓ ดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และออกทับที่ดินตาม ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข ของผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๘ ของผู้มีชื่อเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ ในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๔๓๘ เดิมเป็นที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๖ ของผู้มีชื่อ แต่จำเลยที่ ๒ และสามีจำเลยที่ ๒ ในขณะนั้นยื่นคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ต่อหน่วยงานของ จำเลยที่ ๑ โดยนำชี้ที่ดินเพื่อรังวัดและจัดทำแผนที่ต้นร่าง ส.ป.ก./สร ๒๒ ในเขตโครงการป่าดงหัวกองและป่าดงบังอี่ (อี) และยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินเพื่อแจ้งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินทับซ้อนที่ดินของโจทก์ และจำเลยที่ ๒ รื้อถอนเสารั้วคอนกรีตและลวดหนามที่เป็นแนวเขต ใช้รถไถพรวนหน้าดิน และฝังเสาเดินสายไฟฟ้าเข้าไปในที่ดินโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์และเพิกถอนแผนที่แปลงที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรกรรมตามแบบ ส.ป.ก./สร.๕ ก ในเขตปฏิรูปที่ดินโครงการดงหัวกองและป่าดงบังอี่ (อี) กลุ่ม ๑๐๘๐ แปลงที่ ๑ และที่ ๒ ที่มีชื่อจำเลยที่ ๒ ห้ามจำเลยที่ ๒ และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ ๒ รื้อถอนเสาไฟฟ้า ชำระค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๓๘ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และยังอยู่ในขั้นตอนของการรังวัด ยังไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ หรือผู้ใดเข้าทำประโยชน์ และขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๓๘ และห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๓๘ ของโจทก์เป็นคนละแปลงกับที่ดินที่จำเลยที่ ๒ ครอบครองและยื่นคำขอออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ หากว่าที่ดินบางส่วนเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๓๘ ของโจทก์ ที่ดินส่วนนั้นก็เป็นของจำเลยที่ ๒ เพราะได้ครอบครองทำประโยชน์โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๑ รังวัดทำแผนที่ที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมตามการนำชี้ของจำเลยที่ ๒ และสามีจำเลยที่ ๒ ในขณะนั้นทับที่ดินมีเอกสารสิทธิตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๔๓๘ ของโจทก์ อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิและพิสูจน์สิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ และการที่ศาลจะมี คำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. รวมทั้งหมด ๘ แปลง เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนซื้อขายให้เฉพาะที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๘๘๓ เท่านั้น ส่วนที่ดินแปลงอื่นไม่สามารถจดทะเบียนซื้อขายได้ เนื่องจากยังมีปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนกันกับที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ ๑๗๔๑/๒๕๐๗ แปลง "ค่ายเสนาณรงค์" ซึ่งที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดสงขลา (กบร. จังหวัดสงขลา) มีมติว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๒๑ เลขที่ ๑๑๕๒ และเลขที่ ๖๘๘๑ ถึงเลขที่ ๖๘๘๙ เป็นที่ดินที่ได้มีการครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนการเป็นที่ดินของรัฐ และผู้ขายได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงที่เหลือให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีแก้ไข น.ส.ล. เลขที่ ๑๗๔๑/๒๕๐๗ ให้ถูกต้องตามมติที่ประชุม กบร. จังหวัดสงขลา เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามมติที่ประชุม กบร. จังหวัดสงขลา ที่เห็นชอบว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๒๑ เลขที่ ๑๑๕๒ และเลขที่ ๖๘๘๑ ถึงเลขที่ ๖๘๘๙ ได้มีการครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนเป็นที่ดินของรัฐ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการแก้ไข น.ส.ล. เลขที่ ๑๗๔๑/๒๕๐๗ ให้ถูกต้องตามมติดังกล่าว แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ ๑๗๔๑/๒๕๐๗ เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตั้งแต่ก่อนปี ๒๔๗๘ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ กรมธนารักษ์ไม่ได้เห็นชอบตามมติ กบร. จังหวัดสงขลา จึงไม่อาจปฏิบัติตามมติได้ จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินแม้ผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้ดำเนินการแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่ดินของรัฐ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม