คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3459/2560
#614402
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลแรงงานภาค 2 กำหนดประเด็นพิพาทข้อแรกว่า คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ปรากฏว่าศาลแรงงานภาค 2 ไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยถึงประเด็นนี้พร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย ทั้งที่มีประเด็นตามคำฟ้องว่าจำเลยที่ 4 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานใช้เวลาสอบสวนข้อเท็จจริงและทำคำสั่งเกินกำหนด 42 วัน ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงงาน เรื่อง การกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน พ.ศ.2551 จะมีผลทำให้การทำสอบข้อเท็จจริงและทำคำสั่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยข้อเท็จจริงต่อมาว่า ส. ลูกจ้างของโจทก์ไม่ได้เบียดบังเอาทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่จึงพิพากษายกฟ้องนั้น ก็ยังไม่ได้ตอบประเด็นข้อพิพาทข้อที่ 2 ที่ว่า ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ พร้อมทั้งยังไม่ได้แสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยถึงประเด็นข้อนี้ไว้ด้วย ดังนี้ คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อมีข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาใหม่

กำหนดระยะเวลาสอบสวนข้อเท็จจริงและทำคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้พนักงานตรวจแรงงานต้องทำคำสั่งภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันรับคำร้อง และวรรคสอง ที่กำหนดว่าในกรณีที่มีความจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งได้ภายในกำหนด ก็ให้พนักงานตรวจแรงงานขอขยายเวลาต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายพร้อมด้วยเหตุผล หากมิได้สอบสวนข้อเท็จจริงหรือทำคำสั่งเสร็จภายในกำหนด 60 วัน หรือภายในเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ขยาย ย่อมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 4 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานใช้เวลาทำการสอบสวนข้อเท็จจริงและทำคำสั่งรวม 57 วันนับแต่วันที่รับคำร้องจาก ส. ลูกจ้างของโจทก์ จึงชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง

ส่วนการที่จำเลยที่ 4 สอบสวนข้อเท็จจริงและทำคำสั่งภายใน 60 วัน นับแต่วันที่รับคำร้อง แต่เกินกำหนด 42 วัน ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน พ.ศ.2551 ข้อ 4 ที่กำหนดว่า ระยะเวลาการดำเนินการแล้วเสร็จของงานให้เป็นไปตามรายละเอียดที่ปรากฏแนบท้ายประกาศนี้ โดยเอกสารแนบท้ายกำหนดว่า การรับและพิจารณาวินิจฉัยคำร้องรวมทั้งแจ้งคำสั่งกฎหมายคุ้มครองแรงงานกรณีแสวงหาพยานหลักฐานได้ ไม่ซับซ้อนหรือคู่กรณีมาชี้แจงตามกำหนดและให้การครบถ้วน ให้ใช้เวลา 42 วันนั้น ไม่มีผลทำให้คำสั่งของจำเลยที่ 4 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะประกาศดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาตรา 37 และ 38 เพื่อให้การบริหารราชการอำนวยความสะดวกและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ซึ่งจะใช้เป็นข้อพิจารณาส่วนหนึ่งในเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงานของราชการและจัดสรรเงินเพิ่มเป็นบำเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการหรือจัดสรรเป็นเงินรางวัลแก่ข้าราชการเท่านั้น

การที่ ส. ลูกจ้างของโจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดเก็บขยะของพนักงานเก็บขยะจากองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยางแล้วปล่อยให้พนักงานเก็บขยะดังกล่าวเก็บเอาสิ่งของที่มีสภาพไร้ประโยชน์ไม่มีมูลค่าหรือราคาของโจทก์ที่วางอยู่บริเวณจุดทิ้งขยะออกไปจากโรงงานของโจทก์ และนำไปทิ้งบริเวณหลุมขยะหลังวัดห้วยยางตามปกติ โดยโจทก์ไม่มีส่วนเบียดบังเอาสิ่งของดังกล่าว แสดงว่า ส. ลูกจ้างของโจทก์ไม่ได้ประสงค์หรือตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่เป็นการจงใจทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย และไม่เป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ ส. ลูกจ้างของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 68/2552

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 โจทก์แถลงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อแรกมีว่า คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 หรือไม่ โจทก์บรรยายสภาพข้อหาของคำฟ้องว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้สอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายในกำหนดเวลาตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การกำหนดเวลาแล้วเสร็จของงาน พ.ศ.2551 ทั้งที่เป็นคดีที่ไม่ซับซ้อนในการแสวงหาพยานและคู่กรณีมาชี้แจงตามกำหนดสามารถวินิจฉัยได้เลย คำสั่งของจำเลยที่ 4 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลแรงงานภาค 2 กำหนดประเด็นพิพาท ข้อ 1 ว่า คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ไว้แล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานภาค 2 กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยถึงปัญหาของประเด็นดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย โดยวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติกรรมของนายสุนทร ลูกจ้าง ที่กระทำต่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเพียงว่านายสุนทรไม่ได้เบียดบังเอาทรัพย์สินของโจทก์ไป ซึ่งแม้จะเกี่ยวพันกับประเด็นพิพาทข้อ 2 ว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้วินิจฉัยตอบคำถามของประเด็นดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าลูกจ้างจงใจทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่อีกเช่นกันที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยเพียงว่าลูกจ้างไม่ได้เบียดบังเอาทรัพย์สินของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ แล้วพิพากษายกฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ปัญหาว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และปัญหาว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามทางนำสืบโจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันและที่ได้ความจากคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 เพียงพอที่จะวินิจฉัยข้อกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาใหม่

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อที่สองว่าการที่จำเลยที่ 4 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานใช้เวลาสอบสวนข้อเท็จจริงและทำคำสั่งภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง แต่เกินกำหนดระยะเวลา 42 วัน ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน พ.ศ.2551 จะมีผลให้คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน พ.ศ.2551 ข้อ 4 ที่กำหนดว่า ระยะเวลาการดำเนินการแล้วเสร็จของงานให้เป็นไปตามรายละเอียดที่ปรากฏแนบท้ายประกาศนี้ โดยเอกสารแนบท้ายกำหนดว่า การรับและพิจารณาวินิจฉัยคำร้องรวมทั้งแจ้งคำสั่งกฎหมายคุ้มครองแรงงานกรณีแสวงหาพยานหลักฐานได้ ไม่ซับซ้อนหรือคู่กรณีมาชี้แจงตามกำหนดและให้การครบถ้วน ให้ใช้เวลา 42 วัน นั้น เป็นการออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาตรา 37 และมาตรา 38 ที่กำหนดให้ส่วนราชการกำหนดงานแล้วเสร็จของงานแต่ละงานและประกาศให้ประชาชนและข้าราชการทราบเป็นการทั่วไป เพื่อให้การบริหารราชการได้อำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งจะใช้เป็นข้อพิจารณาส่วนหนึ่งในเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการและการจัดสรรเงินเพิ่มเป็นบำเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการหรือจัดสรรเป็นรางวัลแก่ข้าราชการ ส่วนการสอบสวนข้อเท็จจริงและทำคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้พนักงานตรวจแรงงานต้องทำการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายใน 60 วัน นับแต่วันที่รับคำร้อง และวรรคสองที่กำหนดว่าในกรณีที่มีความจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งได้ภายในกำหนดเวลาก็ให้พนักงานตรวจแรงงานขอขยายระยะเวลาต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายพร้อมด้วยเหตุผล หากการพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงและทำคำสั่งไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าว คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 4 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้รับคำร้องของนายสุนทร ลูกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 และสอบสวนข้อเท็จจริงจนกระทั่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 รวมระยะเวลา 57 วัน การสอบสวนข้อเท็จจริงและทำคำสั่งของจำเลยที่ 4 จึงอยู่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่รับคำร้อง ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่าการกระทำของลูกจ้างเป็นการจงใจทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายและเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า วันที่ 9 เมษายน 2552 นายเรวัฒน์ ผู้จัดการโรงงานโจทก์สั่งกำชับให้นายสุนทร ลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งพนักงานรักษาความสะอาดซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลรถที่เข้ามาเก็บขยะภายในโรงงาน ว่าให้ดูแลความเรียบร้อยในการเก็บรวมรวบขยะของโรงงานที่ลูกจ้างในบริษัทโจทก์นำมาทิ้งไว้ในถังที่โจทก์จัดไว้ ณ จุดทิ้งขยะ เพื่อให้พนักงานเก็บขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยางเก็บไปทิ้ง ต่อมาวันเดียวกันเวลาประมาณ 10 ถึง 11 นาฬิกา รถเก็บขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ซึ่งมีนายดอกไม้ พนักงานขับรถเก็บขยะ กับนายบรรเจิด และนายไพโรจน์ พนักงานประจำรถเก็บขยะ เข้าไปเก็บขยะในโรงงานของโจทก์ที่บริเวณจุดทิ้งขยะแล้วเก็บเอาลังพลาสติกสีน้ำเงิน 2 ใบ สีเหลือง 1 ใบ ถังแกลลอนน้ำมันเปล่า 1 ใบ และถุงพลาสติกบรรจุสายไฟสีดำ 1 ถุง ที่ทิ้งไว้บริเวณจุดทิ้งขยะ ซึ่งเป็นของโจทก์ที่มีสภาพไร้ประโยชน์ไม่มีมูลค่าหรือราคาออกไปด้วย และนำไปทิ้งบริเวณหลุมขยะหลังวัดห้วยยางตามปกติ โดยนายสุนทรไม่มีส่วนเบียดบังเอาสิ่งของดังกล่าวไป ดังนี้ แม้นายสุนทรลูกจ้างจะมีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดเก็บขยะของพนักงานเก็บขยะจากองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยางแล้วปล่อยให้มีการเก็บเอาสิ่งของดังกล่าวข้างต้นออกไปจากโรงงานก็ตาม แต่เมื่อสิ่งของอยู่ในสภาพไร้ประโยชน์ไม่มีมูลค่าหรือราคา ยังไม่อาจถือได้ว่านายสุนทรลูกจ้างประสงค์หรือตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่เป็นกรณีจงใจทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเข้าข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่นายสุนทรลูกจ้าง และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตอันจะเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นายสุนทรลูกจ้าง กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นายสุนทรลูกจ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (2) ม. 124 วรรคหนึ่ง ม. 124 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนาคากาว่า อี เอส เอ จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธีระ กิ่งแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3413/2560
#612246
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความในหนังสือบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1175 วรรคสอง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกฎหมายมุ่งประสงค์ให้คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่เป็นการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นของบริษัททราบล่วงหน้า นอกจากจะแจ้งว่าบริษัทจะจัดให้มีการประชุมใหญ่ในวัน เวลา และสถานที่ใดแล้ว ยังกำหนดให้แจ้งถึงสภาพกิจการที่จะได้ประชุมกัน และหากเป็นการเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษก็ต้องระบุข้อความที่จะให้ลงมติอีกด้วย เพื่อผู้ถือหุ้นจะได้มีโอกาสเตรียมตัวเพื่อสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จะประชุมกันได้อย่างเต็มที่ สำหรับสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากันซึ่งจะต้องระบุไว้ในคำบอกกล่าวนั้น คือเรื่องหรือกิจการที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาและลงมติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญหรือกระทบต่อส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้น และไม่จำต้องเป็นเรื่องเฉพาะสภาพการดำเนินธุรกิจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หรือต้องเป็นเรื่องที่ต้องลงมติพิเศษเท่านั้น เมื่อพิจารณาสำเนาหนังสือขอเชิญประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2556 แล้ว เห็นได้ว่า ได้ระบุถึงสภาพแห่งกิจการหรือเรื่องสำคัญที่จะให้ที่ประชุมพิจารณาและลงมติเพียง 3 เรื่อง โดยระบุไว้เป็นวาระที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่มีวาระเรื่องการพิจารณาถอดถอนกรรมการของจำเลยที่ 1 ส่วนวาระที่ 4 ระบุว่าพิจารณาเรื่องอื่น (ถ้ามี) นั้น ไม่เป็นการระบุถึงสภาพกิจการหรือเรื่องสำคัญที่จะให้ที่ประชุมพิจารณาลงมติ ทั้งผู้ถือหุ้นไม่มีโอกาสเตรียมตัวที่จะมาสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้เนื่องจากไม่ทราบว่าจะมีการพิจารณาเพื่อลงมติในเรื่องใดบ้าง หรือกล่าวได้ว่าวาระการประชุมเรื่องอื่น ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ ซึ่งในเรื่องการถอดถอนกรรมการบริษัทนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1151 ได้กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นที่จะถอดถอนได้ แสดงว่าเรื่องการถอดถอนกรรมการบริษัทเป็นเรื่องสำคัญ และเห็นได้ว่าเป็นการกระทบต่อส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีอำนาจบริหารกิจการและดูแลผลประโยชน์แทนตน ผู้ถือหุ้นจึงชอบที่จะได้รับทราบโดยการแจ้งถึงเรื่องดังกล่าวล่วงหน้าเพื่อได้เตรียมตัวก่อนเข้าร่วมพิจารณาในที่ประชุม การที่ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นได้พิจารณาและลงมติให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ในวาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ โดยไม่มีวาระเรื่องการถอดถอนโจทก์ดังกล่าวในคำบอกกล่าวเรียกประชุม เป็นการพิจารณาและลงมตินอกวาระหรือเรื่องที่กำหนดไว้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2556 ของจำเลยที่ 1 ที่ได้ประชุมเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2556 เป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นโมฆะ และให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 29 เมษายน 2556 ที่จดทะเบียนให้โจทก์ออกจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนให้โจทก์กลับเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2556 ของจำเลยที่ 1 ที่ให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้โจทก์กลับมาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามเดิมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม ตามสำเนาหนังสือรับรอง สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร มีผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 รวม 12 คน โดยมีโจทก์ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 กับบุคคลอื่นอีก 9 คน ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ขณะเกิดเหตุคดีนี้นายชวลิต ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2544 และอยู่ระหว่างร้องขอจัดการมรดก ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ตั้งผู้จัดการมรดกของนายชวลิต 6 คน คือ นายไชย จำเลยที่ 3 นางสุนีย์ โจทก์ นางสาวชวเนตร และนางสาวชวนุช ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556 นางชมพูนุช กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เชิญประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2556 ในวันที่ 25 เมษายน 2556 เวลา 10 นาฬิกา ณ ห้องประชุมของสำนักงานจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาตามวาระการประชุม ดังนี้ วาระที่ 1 พิจารณารับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2555 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2555 วาระที่ 2 พิจารณาอนุมัติและรับรองงบดุล บัญชีกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด ประจำปี 2555 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชีประจำปี 2555 วาระที่ 3 พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าสอบบัญชีบริษัท ประจำปี 2556 วาระที่ 4 พิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ตามสำเนาหนังสือเชิญประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2556 ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2556 นายเฉลิมพงศ์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนางสุนีย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ จำเลยที่ 1 และเป็นผู้จัดการมรดกของนายชวลิต ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีหนังสือถึงผู้จัดการมรดกของนายชวลิตทุกคนให้เข้าร่วมประชุมผู้จัดการมรดกเพื่อพิจารณาเรื่องการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2556 ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 24 เมษายน 2556 ตามสำเนาหนังสือเชิญประชุม ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2556 ในการประชุมผู้จัดการมรดกของนายชวลิตดังกล่าวที่ประชุมโดยผู้จัดการมรดกของนายชวลิต 4 คน จากจำนวน 6 คน มีมติให้นางสุนีย์เป็นผู้เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชวลิตและออกเสียงลงมติในการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2556 ของจำเลยที่ 1 ตามสำเนารายงานการประชุมผู้จัดการมรดกของนายชวลิตเอกสารหมาย ในการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2556 ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2556 โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวอารายา เป็นผู้รับมอบอำนาจเข้าร่วมประชุมแทน แต่จำเลยที่ 2 ผู้ดำเนินการประชุมเห็นว่าเอกสารการมอบอำนาจของโจทก์ไม่สมบูรณ์จึงถือว่าโจทก์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมและการประชุมได้ดำเนินการพิจารณาไปตามลำดับวาระการประชุมที่แจ้งไว้ในหนังสือเชิญประชุม ซึ่งการประชุมในวาระที่ 4 พิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และมีมติให้ถอดถอนโจทก์ และในการประชุมใหญ่ดังกล่าวนางสุนีย์ได้ออกเสียงลงคะแนนในทุกวาระโดยใช้สิทธิในหุ้นที่ตนเองถืออยู่และใช้สิทธิในหุ้นของนายชวลิตในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชวลิต ตามสำเนารายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2556 ของจำเลยที่ 1 วันที่ 29 เมษายน 2556 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันไปยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้โจทก์พ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนสำหรับการประชุมในวาระที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2556 ของจำเลยที่ 1 ในวาระที่ 4 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 วรรคสอง กำหนดให้ระบุสถานที่ วัน เวลาและสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากัน ไม่ได้บังคับให้ต้องระบุรายการทุกกิจการไว้เป็นหัวข้อวาระการประชุม เว้นแต่สภาพแห่งกิจการใดที่จะประชุมปรึกษา เพื่อลงมติพิเศษจึงจะมีความจำเป็นต้องระบุไว้ และคำว่าสภาพกิจการหมายความว่า สภาพความเป็นอยู่ของงานที่ประกอบอยู่ในขณะนั้น จึงหมายถึงสภาพการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น มติให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีการกำหนดขึ้นก่อนมีการประชุมใหญ่ แต่เกิดจากการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 มติให้ถอดถอนโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ใช่สภาพกิจการที่มีอยู่ในขณะที่บอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงชอบที่จะระบุวาระการประชุมใหญ่ดังกล่าว ในวาระที่ 4 ว่าเป็นวาระการพิจารณาเรื่องอื่น ๆ และที่ประชุมใหญ่สามารถหยิบยกขึ้นพิจารณาและลงมติให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ในวาระที่ 4 ได้โดยชอบ สำหรับรายงานการประชุมใหญ่ เป็นการบันทึกการประชุมเฉพาะที่เป็นสาระสำคัญและสรุปโดยรวมไม่ได้บันทึกโดยละเอียดคำต่อคำ จึงไม่อาจนำมารับฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้หยิบยกเรื่องการถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณานั้น เห็นว่า ในการเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดสำหรับข้อความในหนังสือบอกกล่าวเรียกประชุม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่นั้น ให้ระบุสถานที่ วัน เวลาและสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากัน และในกรณีที่เป็นคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษให้ระบุข้อความที่จะนำเสนอให้ลงมติด้วย" จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากฎหมายมุ่งประสงค์ให้คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่เป็นการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นของบริษัททราบล่วงหน้า นอกจากจะแจ้งว่าบริษัทจะจัดให้มีการประชุมใหญ่ในวัน เวลาและสถานที่ใดแล้ว ยังกำหนดให้แจ้งถึงสภาพกิจการที่จะได้ประชุมกัน และหากเป็นการเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษก็ต้องระบุข้อความที่จะให้ลงมติอีกด้วย เพื่อผู้ถือหุ้นจะได้มีโอกาสเตรียมตัวเพื่อสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จะประชุมกันได้อย่างเต็มที่ สำหรับสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากันซึ่งจะต้องระบุไว้ในคำบอกกล่าวนั้น คือเรื่องหรือกิจการที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาและลงมติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญหรือกระทบต่อส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้น และไม่จำต้องเป็นเรื่องเฉพาะสภาพการดำเนินธุรกิจที่เกิดขึ้นในขณะนั้นหรือต้องเป็นเรื่องที่ต้องลงมติพิเศษเท่านั้น เมื่อพิจารณาสำเนาหนังสือขอเชิญประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2556 แล้ว เห็นได้ว่าได้ระบุถึงสภาพแห่งกิจการหรือเรื่องสำคัญที่จะให้ที่ประชุมพิจารณาและลงมติเพียง 3 เรื่อง โดยระบุไว้เป็นวาระที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่มีวาระเรื่องการพิจารณาถอดถอนกรรมการของจำเลยที่ 1 ส่วนวาระที่ 4 ระบุว่าพิจารณาเรื่องอื่น (ถ้ามี) นั้นไม่เป็นการระบุถึงสภาพกิจการหรือเรื่องสำคัญที่จะให้ที่ประชุมพิจารณาลงมติ ทั้งผู้ถือหุ้นไม่มีโอกาสเตรียมตัวที่จะมาสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้เนื่องจากไม่ทราบว่าจะมีการพิจารณาเพื่อลงมติในเรื่องใดบ้าง หรือกล่าวได้ว่าวาระการประชุมเรื่องอื่น ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ ซึ่งในเรื่องการถอดถอนกรรมการบริษัทนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1151 ได้กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นที่จะถอดถอนได้ แสดงว่าเรื่องการถอดถอนกรรมการบริษัทเป็นเรื่องสำคัญ และเห็นได้ว่าเป็นการกระทบต่อส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีอำนาจบริหารกิจการและดูแลผลประโยชน์แทนตน ผู้ถือหุ้นจึงชอบที่จะได้รับทราบโดยการแจ้งถึงเรื่องดังกล่าวล่วงหน้าเพื่อได้เตรียมตัวก่อนเข้าร่วมพิจารณาในที่ประชุม การที่ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นได้พิจารณาและลงมติให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ในวาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ โดยไม่มีวาระเรื่องการถอดถอนโจทก์ดังกล่าวในคำบอกกล่าวเรียกประชุม เป็นการพิจารณาและลงมตินอกวาระหรือเรื่องที่กำหนดไว้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้ออื่นไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1151 ม. 1175 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวลี ทั่งสัมพันธ์
จำเลย — บริษัทชวริน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวประวีณณัฐ มูลเมฆ
ศาลอุทธรณ์ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2560
#612239
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า ล. กับพวกร่วมกันยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจำนวนกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท และตราประทับของบริษัทโดยอาศัยมติที่ประชุมอันเป็นเท็จ เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวก่อน และหากโจทก์ชนะคดีจึงจะมีสิทธินำคำพิพากษาไปยื่นต่อจำเลยซึ่งเป็นนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไข

การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในฐานะนายทะเบียนให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนดังกล่าวเป็นคดีนี้จึงไม่ถูกต้อง จำเลยเป็นนายทะเบียนมิได้เป็นผู้จัดทำรายงานการประชุมที่โจทก์อ้างว่าเป็นเท็จ การที่จำเลยรับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท และตราประทับของบริษัทก็เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยรับจดทะเบียนไว้โดยไม่ชอบ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการเพิกถอนรายการจดทะเบียนของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 2983/2553 ลงวันที่ 28 เมษายน 2553 และให้ดำเนินการนำรายการจดทะเบียนต่าง ๆ ของเดิมที่มีอยู่ก่อนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนำมาจดลงไว้ในทะเบียนของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ดังเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า บริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยเป็นนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปรากการ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 มีการนัดประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ครั้งที่ 1/2553 โดยมีโจทก์เป็นประธานในการประชุม นางสาวลัดดากับกรรมการและผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า การประชุมในวันดังกล่าวมีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมไม่ครบ จึงมีการเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 6 มีนาคม 2553 แต่มีข้อเท็จจริงว่า ในวันดังกล่าวมีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและมีการลงมติแก้ไขตราประทับของบริษัทให้เป็นตราประทับแบบใหม่ และแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทได้ หลังจากนั้นนางสาวลัดดาและนายอรรถพงษ์ร่วมกันมอบอำนาจให้นายนพกรไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทและตราประทับของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด โดยแจ้งต่อจำเลยในฐานะนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการเพื่อเปลี่ยนแปลงตามมติดังกล่าว จำเลยได้รับจดข้อความตามคำขอจดทะเบียนแก้ไข จำนวนกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทและตราประทับของบริษัทตามคำขอจดทะเบียนใหม่ โจทก์คัดค้านว่าคำขอจดทะเบียนดังกล่าวไม่ถูกต้องและขอให้จำเลยเพิกถอนคำขอจดทะเบียนตราประทับของบริษัทและการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนกรรมการและอำนาจของกรรมการที่จำเลยรับจดทะเบียน แต่จำเลยปฏิเสธไม่แก้ไข

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยเพิกถอนรายการจดทะเบียนของบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 2983/2553 ลงวันที่ 28 เมษายน 2553 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่านางสาวลัดดาร่วมกับพวกดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทและตราประทับของบริษัท โดยอาศัยมติที่ประชุมอันเป็นเท็จเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าว หากโจทก์ชนะคดีและศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงจะมีสิทธินำคำพิพากษาไปยื่นต่อจำเลยเพื่อให้จำเลยรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขจำนวนของกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทและตราประทับของบริษัท แต่โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องจำเลยในฐานะนายทะเบียนขอให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเลขที่ 2983/2553 นั้น ไม่ถูกต้อง จำเลยเป็นนายทะเบียนมิได้เป็นผู้จัดทำรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2553 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเท็จ การที่จำเลยรับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทและตราประทับของบริษัทเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมายและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยรับจดทะเบียนโดยไม่ชอบ กรณีจึงยังหาเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิโรช อิฐรัตน์
จำเลย — นางสาวบังอร พงษ์เจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวศรัณย์ศรี สมบุญญฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3379/2560
#615519
เปิดฉบับเต็ม

แม้การที่จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองพื้นที่ที่เช่าและขนย้ายสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ออกไปจะเป็นละเมิด แต่ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะขนย้ายสินค้าและทรัพย์สินไปเก็บรักษาไว้ จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงฝ่ายโจทก์ให้โอกาสขนย้ายไปได้ สำหรับการขายสินค้าและทรัพย์สินก็ขายทอดตลาดโดยเปิดเผย แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้คอยดูแลติดต่อสอบถามและรับเอาสินค้ารวมถึงทรัพย์สินคืน หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขายทอดตลาดนั้นอย่างไร จำเลยที่ 1 จึงขายทอดตลาดทรัพย์สินไป พฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นก็เพราะความผิดของโจทก์ผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 โดยบัญญัติดังกล่าวให้นำบทบัญญัติมาตรา 223 มาใช้บังคับอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด" ตามพฤติการณ์แห่งคดีฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีส่วนผิดอันก่อให้เกิดความเสียหายเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อยไปกว่าความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อมากนัก จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 8,188,433 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน สถานพยาบาลใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตั้งอยู่เลขที่ 33 ซอย 3 (นานาเหนือ) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารอาคารและทรัพย์สิน จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งเลขานุการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของอาคารบี.เอช.ทาวเวอร์ ตั้งอยู่เลขที่ 68 ซอยรื่นฤดี สุขุมวิท 1 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาให้โจทก์เช่าพื้นที่ชั้นที่ 1 ของอาคารบี.เอช.ทาวเวอร์ เนื้อที่รวม 88 ตารางเมตร เพื่อให้โจทก์ประกอบกิจการขายสินค้าอุปโภคบริโภค (ร้านมินิมาร์ท) มีกำหนด 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาได้ต่ออายุสัญญาเช่ากันเรื่อยมา ครั้งสุดท้ายวันที่ 21 มกราคม 2553 มีกำหนด 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ตามสำเนาสัญญาเช่าและหนังสือต่อสัญญาเช่า หลังจากต่ออายุสัญญาเช่าครั้งสุดท้าย จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 26 เมษายน 2554 แจ้งโจทก์ว่าสิ้นสุดการเช่า ขอให้โจทก์และบริวารออกจากพื้นที่เช่าภายในวันที่ 30 เมษายน 2554 ต่อมาวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 จำเลยที่ 1 ได้งดจ่ายกระแสไฟฟ้าในร้านค้าของโจทก์ วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 807/2554 และวันที่ 17 มิถุนายน 2554 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่า ให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า โดยให้โจทก์เช่าหรือให้โจทก์คงมีสิทธิใช้สอยพื้นที่เช่าต่อไป ห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการใดอันเป็นการรบกวนสิทธิหรืองดเว้นกระทำการอันเป็นการขัดขวางการครอบครองทรัพย์สินที่เช่าของโจทก์ ตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1049/2554 จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งมาพร้อมกับคำให้การ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาคดีเข้าด้วยกันทั้งสองเรื่องและมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 210,727.14 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้ง

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับสินค้าและทรัพย์สินที่ติดค้างอยู่ในร้านค้าของโจทก์และขนย้ายไปหรือไม่ เพียงใด ความเสียหายส่วนนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 2,550,000 บาท ในชั้นฎีกาโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามฟ้อง ฝ่ายจำเลยทั้งสามแก้ฎีกามีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า รายการสรุปราคาสินค้าและอุปกรณ์ในร้านของโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ สินค้าบางรายการมีจำนวนมากกว่าความจริง ค่าเสียหายบางส่วนซ้ำซ้อนกับคดีก่อน และไม่มีการหักค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายอื่น โจทก์ไม่เสียหายตามฟ้องก็มีส่วนให้รับฟังได้ และเมื่อคำนึงว่าคดีนี้เป็นเรื่องเช่าทรัพย์ ซึ่งการเช่าทรัพย์นั้นคือการที่บุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่าตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด โจทก์เป็นผู้เช่าย่อมทราบได้ตั้งแต่ต้นว่าเวลาของโจทก์มีจำกัด โจทก์ไม่อาจจะใช้หรือได้รับประโยชน์ในพื้นที่ที่โจทก์เช่าจากจำเลยที่ 1 ตลอดไป เมื่อหมดอายุสัญญาเช่าหรือระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ตกลงต่อให้ตามที่ร่วมรู้เห็นตกลงกันไว้ โจทก์ก็ต้องออกไปจากพื้นที่ที่เช่าและขนย้ายทรัพย์สินไป แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ออกไปจากพื้นที่ที่เช่าและขนย้ายทรัพย์สินไป โจทก์ก็ไม่ดำเนินการ เมื่อจำเลยที่ 1 ตัดกระแสไฟฟ้า โจทก์ก็นำหม้อแบตเตอร์รี่มาใช้เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับให้แสงสว่างและใช้เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าและได้ซื้อน้ำแข็งมาให้ความเย็นเพื่อรักษาสินค้าให้สดใหม่ การกระทำของฝ่ายโจทก์ก็แสดงออกถึงความดื้อดึงที่คิดแต่จะอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไป ไม่คำนึงถึงพันธสัญญาที่ตนได้ทำไว้และไม่คำนึงถึงสิทธิประโยชน์ตลอดถึงความเดือดร้อนของอีกฝ่ายหนึ่ง คิดแต่ตนเองฝ่ายเดียวสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น แม้การเข้าครอบครองพื้นที่ที่เช่าและขนย้ายสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ออกไปจะเป็นการละเมิด แต่ถึงอย่างไรการกระทำก็ยังพออาศัยอ้างอิงไปตามข้อสัญญาจากเบาไปหาหนัก ซึ่งสำหรับสินค้าและทรัพย์สินในร้านของโจทก์ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะขนย้ายไปเก็บรักษาไว้ในเวลาต่อมานั้น จำเลยที่ 1 ก็อ้างว่าได้มีหนังสือถึงฝ่ายโจทก์ให้โอกาสขนย้ายไปได้ และสำหรับการขายสินค้าและทรัพย์สินนั้นก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 1ได้กระทำโดยการขายทอดตลาด มีลักษณะเปิดเผย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้คอยดูแลติดต่อสอบถามและรับเอาสินค้ารวมถึงทรัพย์สินคืน หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการขายทอดตลาดนั้นอย่างไร จำเลยที่ 1 จึงขายทอดตลาดทรัพย์สินไป พฤติการณ์แห่งคดีดังที่กล่าวมาถือได้ว่าเป็นกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นก็เพราะความผิดของโจทก์ผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 โดยบทบัญญัติดังกล่าวให้นำบทบัญญัติมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด" ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีดังได้กล่าวแล้วเห็นได้ว่าฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายก็มีส่วนผิดอันก่อให้เกิดความเสียหายเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อยไปกว่าความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อมากนัก จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ โดยไม่เกี่ยวกับค่าสินค้าและทรัพย์สินที่ได้จากการขายทอดตลาดและมีการคิดหักกันไปแล้ว แก่โจทก์ 250,000 บาท ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ ดังกล่าวแล้วว่าคดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะเรื่องการนำสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ที่อยู่ในร้านค้าของโจทก์ออกไปประมูลขาย ทำให้โจทก์เสียหาย ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำทรัพย์สินของโจทก์จากร้านค้าออกประมูลขายอย่างไร ฎีกาของโจทก์กล่าวชัดแจ้งเฉพาะเรื่องจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในขั้นตอนของการกลับเข้าครอบครองในพื้นที่ที่เช่า แต่ไม่ได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปมีส่วนทำการหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าและทรัพย์สินของโจทก์ที่ตกค้างอยู่ในร้านของโจทก์และขนย้ายไปขายทอดตลาด อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมาในตอนหลังด้วยหรือไม่ อย่างไร ฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วนฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไนน์ตี้ - ไนน์ อิน วัน จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุทธิศักดิ์ สิริเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3358/2560
#611286
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 อ้างว่า ฟ้องโจทก์ที่เรียกเอาค่าจ้างงวดสุดท้ายและค่าจ้างงานเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ดังนั้น การวินิจฉัยเรื่องอายุความตามฟ้องของโจทก์นั้น ศาลจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ทั้งหมด เมื่อตอนท้ายมาตรา 193/34 (1) ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า เว้นแต่การใช้สิทธิเรียกร้องค่าการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของลูกหนี้ ให้มีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่า หนี้ค่าการงานในส่วนนี้ของโจทก์มีอายุความตามหลัก 2 ปี หรือมีอายุความตามข้อยกเว้น 5 ปี แม้โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม ก็ไม่เข้าข่ายเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,316,139.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 9,128,832.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,326,444.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 3 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555) ต้องไม่เกิน 87,490.84 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าแห่งการงานอีก 5,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 3 มีนาคม 2553 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าแห่งการงานแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่กระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าจ้างงวดสุดท้ายและค่าจ้างงานเพิ่มเติมเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ทำให้มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ไม่ใช่ 2 ปี เป็นการวินิจฉัยในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้เมื่อโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้และฟ้องแย้ง โดยในเรื่องอายุความนั้น จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า โจทก์ร่วมส่งมอบงานงวดสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2552 โจทก์จึงย่อมมีสิทธิบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่ช่วงเวลาดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้ล่วงเลยอายุความ 2 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ และเมื่อโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง โดยบรรยายถึงเรื่องอายุความว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแจ้งไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 จึงยังอยู่ในระยะเวลา 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ทั้งนี้แม้ในชั้นพิจารณา ตามที่โจทก์นำสืบพยานนั้น จะมิได้มีการนำสืบให้ศาลเห็นว่าคดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ 5 ปี จำเลยที่ 1 จึงฎีกาเป็นประเด็นข้อต่อสู้ว่า ในการพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้น โจทก์ยังมิได้มีการหยิบยกว่าคดีของโจทก์มีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193 (5) เพราะเหตุเข้าข้อยกเว้น ตามมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย เพิ่งจะมาหยิบยกเป็นข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ และโดยที่กำหนดอายุความดังกล่าวเป็นเรื่องข้อยกเว้น จึงเป็นหน้าที่และภาระการพิสูจน์ของโจทก์ที่จะนำสืบให้ศาลเห็นเป็นที่กระจ่างชัดว่า การว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างรีสอร์ตและบ้านพักตามฟ้องนั้น เป็นกรณีทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง แต่โจทก์ก็หาได้หยิบยกและนำสืบเพื่อพิสูจน์ถึงข้อยกเว้นดังกล่าวให้ศาลเห็นไม่ ดังนั้น ปัญหาเรื่องอายุความ 5 ปี จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับด้วยความสงบเรียบร้อย จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยปัญหานี้ให้ และพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยที่ 1 แพ้คดีตามคำฟ้องนั้น จึงไม่ชอบ คดีต้องฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้วว่า คดีในส่วนคำฟ้องของโจทก์นั้นขาดอายุความแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าแห่งการงานอีก 5,800,000 บาท แก่โจทก์นั้น จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาพิเคราะห์ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า ในชั้นที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งนั้น ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความตัดฟ้องของโจทก์ไว้แล้วว่า เนื่องจากโจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2552 โจทก์จึงมีสิทธิบังคับตามสิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่ช่วงเวลาดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 จึงล่วงเลยอายุความ 2 ปี แล้ว เท่ากับจำเลยที่ 1 อ้างว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แล้ว ดังนั้น การวินิจฉัยเรื่องอายุความตามฟ้องของโจทก์นั้น ศาลจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ทั้งหมด เมื่อความตอนท้ายมาตรา 193/34 (1) ได้มีบัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า เว้นแต่การใช้สิทธิเรียกร้องค่าการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของลูกหนี้ คือ จำเลยที่ 1 นั้นเอง ให้มีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยได้ว่า กรณีหนี้ค่าการงานในส่วนนี้ของโจทก์นั้น มีอายุความตามหลัก 2 ปี หรือเข้าข้อยกเว้นเป็น 5 ปี แม้โจทก์จะเพิ่งกล่าวอ้างถึงในชั้นอุทธรณ์ก็ตามก็ไม่เข้าข่ายเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า กรณีของโจทก์ที่รับจ้างก่อสร้างรีสอร์ตและบ้านพักให้จำเลยที่ 1 นั้น ถือเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง โดยตรงหรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่นำสืบเกี่ยวกับรายละเอียดในการก่อสร้างเห็นได้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ให้ปลูกสร้างบ้านตามโครงการดังกล่าวก็เพื่อประสงค์ที่จะนำบ้านในลักษณะทำเป็นรีสอร์ตออกให้บริการเช่าเป็นห้องพัก แก่ลูกค้าเพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลยที่ 1 ทั้งฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เองก็ยังเรียกค่าขาดรายได้จากการเปิดโครงการล่าช้าจากโจทก์ด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำโครงการสร้างบ้านเป็นรีสอร์ต ออกให้เช่าบริการแก่ลูกค้า อันเป็นการทำเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 เอง กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามท้าย มาตรา 193/34 (1) มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เมื่อโจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายและขอเบิกเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายและค่าจ้างงานเพิ่มจากจำเลยที่ 1 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 การบังคับสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างค้างชำระจึงต้องเริ่มนับจากวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 จึงยังไม่เกินกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ข้อวินิจฉัยในเรื่องอายุความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูวัฒน์
จำเลย — บริษัทเดอะบีช ทับสะแก จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายบุญทำ รุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวินัย เรืองศรี
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
จินดา ปัณฑะโชติ
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3345/2560
#609579
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แต่เห็นสมควรลงโทษจำเลยเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ และลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 ซึ่งความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลอุทธรณ์ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงระวางโทษที่จะลงแก่จำเลยจำคุกตั้งแต่สี่เดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่หกพันหกร้อยหกสิบหกบาทหกสิบหกสตางค์ถึงสี่หมื่นบาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 แล้วจำคุก 3 เดือน เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน ถุงพลาสติก สมุดบัญชีรายชื่อลูกค้า และอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ นับว่ารู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 13 ปี และปรับ 700,000 บาท รวมจำคุก 13 ปี 6 เดือน และปรับ 700,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 9 เดือน และปรับ 350,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน ถุงพลาสติก สมุดบัญชีรายชื่อลูกค้า และอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบมาตรา 100/2 ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 350,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี 3 เดือน และปรับ 350,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 1 เดือน 15 วัน และปรับ 175,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้วลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นการลดมาตราส่วนโทษเกินกว่าหนึ่งในสามจากอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วเห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำตามกฎหมาย แต่เห็นสมควรลงโทษจำเลยเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ และลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ซึ่งความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลอุทธรณ์ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงมีระวางโทษที่จะลงแก่จำเลยจำคุกตั้งแต่สี่เดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่หกพันหกร้อยหกสิบหกบาทหกสิบหกสตางค์ถึงสี่หมื่นบาท ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว จำคุก 3 เดือน เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก 3 ปี 2 เดือน และปรับ 175,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 76 ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นางสาวอัจฉรา คุณา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางสุดสงวน ตรีขจรเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3324/2560
#622132
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากได้ร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกมิใช่พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมโดยยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 เมื่อธนาคารเรียกเก็บเงินตามเช็คนั้น เงินตามเช็คของโจทก์ร่วมจึงเข้าไปอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 ซึ่งถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองเงินตามเช็คของโจทก์ร่วมแล้ว และเมื่อจำเลยที่ 4 ไปถอนเงินตามเช็คจากบัญชีของตน จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วม กับจำเลยที่ 1 ฐานยักยอกทรัพย์ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188 และ 352 กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 7,324,311 บาท ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 1,314,753 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 408,170 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 117,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดปัตตานีรวมโชค ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานยักยอก (ตามฟ้องข้อ 2.26, 2.34, 2.35, 2.36, 2.37, 2.38, 2.39, 2.40, 2.41, 2.42, 2.44, 2.47, 2.51, 2.52, 2.55, 2.60, 2.62, 2.66, 2.70 และ 2.71) จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 20 กระทง จำคุก 40 เดือน ฐานยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 (ตามฟ้องข้อ 2.4, 2.6, 2.7, 2.8, 2.11, 2.14 และ 2.31) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 7 กระทง จำคุก 42 เดือน ฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 ยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 (ตามฟ้องข้อ 2.1, 2.3, 2.5, 2.9, 2.10, 2.15 และ 2.19) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 7 กระทง จำคุก 42 เดือน ฐานร่วมกับจำเลยที่ 3 ยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 3 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 (ตามฟ้องข้อ 2.12 และ 2.13) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน ฐานร่วมกับจำเลยที่ 4 ยักยอก ตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 4 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 (ตามฟ้อง ข้อ 2.2) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 142 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 7 กระทง จำคุก 42 เดือน จำเลยที่ 3 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอก ตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน จำเลยที่ 4 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอก ตามมาตรา 352 วรรคแรก กับฐานทำให้เสียหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูก ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น) ตามมาตรา 188 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม มาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 4,744,556 บาท ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 1,314,753 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 408,170 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 117,800 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 2.36 และ 2.37 เป็นความผิดกรรมเดียว จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานยักยอกตามฟ้องข้อ 2.26, 2.34, 2.35, 2.36, 2.37, 2.38, 2.39, 2.40, 2.41, 2.42, 2.44, 2.47, 2.51, 2.52, 2.55, 2.60, 2.62, 2.66, 2.70 และ 2.71 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 19 กระทง จำคุก 38 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 4,747,809 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้อง ข้อ 2.67, 2.68 และ 2.69 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า บันทึกคำรับสารภาพเป็นพยานหลักฐานเท็จ เนื่องจากมีข้อความผิดพลาดบางส่วนไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้นั้น เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาวกัลยาณี พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมมาเบิกความเป็นพยานสอดคล้องกับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากนายพิศาล ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมซึ่งพบการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 มาเบิกความยืนยันว่า ภายหลังพบการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 1 ทำบันทึกคำรับสารภาพโดยระบุรายชื่อลูกค้าและจำนวนเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยักยอกไป และให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานไว้โดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าบันทึกคำรับสารภาพดังกล่าวได้ทำขึ้นอย่างไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงโดยมีความผิดพลาดทั้งหมดหรือบางส่วนหรือจำเลยที่ 1 ถูกบังคับขู่เข็ญให้ลงลายมือชื่อโดยไม่สมัครใจ อันจะนำมารับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ดังนั้นบันทึกคำรับสารภาพจึงไม่ใช่พยานหลักฐานเท็จตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา และสามารถนำมารับฟังได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 2.55 โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำผู้ออกเช็คมาเบิกความต่อศาล ทำให้คำเบิกความของนายพิศาลเป็นเพียงพยานบอกเล่าว่าจำเลยที่ 1 รับเช็คฉบับใดมานั้น เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมได้นำนายจรูญ เจ้าของแพปลา ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คดังกล่าวมาเบิกความยืนยันว่าได้มอบเช็คดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 เพื่อชำระค่าน้ำมันแก่โจทก์ร่วมแล้ว นายจรูญซึ่งเป็นผู้ออกเช็คย่อมเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ได้ดี และยังเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายพิศาลผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมด้วย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังนายพิศาลซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพียงปากเดียวแล้วลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามฟ้อง ข้อ 2.1, 2.6 ถึง 2.8, 2.11 และ 2.14 ว่าจำเลยที่ 4 เอาเช็คของโจทก์ร่วมไปนั้น เห็นว่า ความผิดตามฟ้องดังกล่าว ยกเว้นข้อ 2.7 โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายสุวัฒน์ อดีตพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาปัตตานี พยานบุคคลมาเบิกความประกอบพยานเอกสารใบฝากเงิน เช็ค และรายการบัญชี ส่วนความผิดตามฟ้อง ข้อ 2.7 โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางทัศนา พนักงานธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปัตตานี พยานบุคคลมาเบิกความประกอบพยานเอกสารสำเนาใบฝาก เช็ค และรายการบัญชี ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายพิศาลผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่น ย่อมไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ตามที่นำสืบมา หาใช่รับฟังนายพิศาลผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเพียงปากเดียวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไว้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 2.4 นางสาวปานทิพย์ ให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 นำเช็คตามฟ้องไปเรียกเก็บเงินวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 แล้วถอนเงินเกือบเต็มจำนวนโอนเข้าบัญชีนายสมชาย หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมเป็นการขาดเจตนายักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คที่รับแทนโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีอื่นเพื่อเรียกเก็บเงิน ย่อมถือได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนายักยอกเงินของโจทก์ร่วมอันเป็นการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว แม้ภายหลังจำเลยที่ 1 จะโอนเงินคืนโจทก์ร่วมก็ตาม ก็ไม่ทำให้ความผิดที่สำเร็จแล้วกลับคืนมาเป็นว่าไม่เป็นความผิดได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาข้อต่อไปว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 2.19 โจทก์และโจทก์ร่วมนำนางนพวรรณ มาเบิกความประกอบคำเบิกความของนายพิศาลเพียงปากเดียวว่าจำเลยที่ 1 รับเช็คดังกล่าวแล้วไม่ส่งให้โจทก์ร่วมโดยไม่นำผู้ออกเช็คมาเบิกความด้วย ทำให้นายพิศาลเป็นเพียงพยานบอกเล่า รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้นั้น เห็นว่า การที่นายเกียรติศักดิ์ ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คดังกล่าวชำระหนี้แก่นางนพวรรณ นางนพวรรณจึงเป็นผู้ทรงเช็คดังกล่าวโดยชอบและเป็นผู้มอบเช็คดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 นางนพวรรณย่อมเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ได้ดี และนางนพวรรณเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายพิศาลผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมอีกด้วย หาใช่รับฟังนายพิศาลที่เป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยังฎีกาข้อกฎหมายว่า โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องไม่สมบูรณ์ โดยระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดนั้น ๆ ทั้ง 71 กรรม ไม่ครบถ้วนก็ดี บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยที่ 1 รับเงินสดแต่ไม่บรรยายว่ายักยอกเวลาใด หรือฟ้องข้อ 2.52 และ ข้อ 2.55 บรรยายว่าจำเลยที่ 1 รับเงินแต่นำสืบว่ารับเช็คก็ดี นั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้มิได้เป็นข้อยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 4 สามารถยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง เห็นว่า การที่โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องว่า เหตุตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.71 เกิดที่ตำบลอาเนาะรู ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี เกี่ยวพันกัน ถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องมาถูกต้องครบถ้วนแล้ว ส่วนที่ไม่ได้บรรยายสถานที่เกิดเหตุที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา หรือไม่ได้บรรยายฟ้องวันเวลายักยอกด้วย เห็นว่า ฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 กระทำความผิดครบองค์ประกอบของความผิดโดยระบุวัน เวลาและสถานที่กระทำผิด รวมทั้งบุคคล และสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควร เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดีสามารถต่อสู้คดีตามฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมได้แล้ว ส่วนสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวและข้อเท็จจริงอื่นที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกามานั้น เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 หลงต่อสู้ จำเลยที่ 1 และที่ 4 เข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมจึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาข้อกฎหมายอีกว่า ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์นั้น เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมและร้อยตำรวจเอกคณนาถ พนักงานสอบสวนมาเบิกความสอดคล้องตรงกันว่าได้มีการร้องทุกข์ภายในอายุความแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่นย่อมไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้ร้องทุกข์โดยชอบแล้ว ยังมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 อีกว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรกแล้วเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท โดยจะมีความผิดตาม มาตรา 188 อีกไม่ได้ก็ดี และจำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมจึงไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วมได้ก็ดี ฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงขัดแย้งกันนั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้เป็นข้อยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 4 ก็สามารถยกขึ้นฎีกาได้ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมได้รับเช็คจากลูกค้าโจทก์ร่วมเพื่อชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมแล้ว แทนที่จะนำเช็คนั้นเข้าบัญชีของโจทก์ร่วม แต่กลับนำไปเข้าบัญชีของจำเลยกับพวกเพื่อเรียกเก็บเงิน แล้วเก็บเงินตามเช็คนั้นไว้เอง จึงมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสาร (เช็ค) ของโจทก์ร่วม และทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสาร (เช็ค) ของโจทก์ร่วมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และฐานยักยอกเงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 อันเป็นกฎหมายบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

และที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 จะเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากได้ร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกมิใช่พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วม โดยยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 เมื่อธนาคารเรียกเก็บเงินตามเช็คนั้น เงินตามเช็คของโจทก์ร่วมจึงเข้าไปอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 ซึ่งถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองเงินตามเช็คของโจทก์ร่วมแล้ว และเมื่อจำเลยที่ 4 ไปถอนเงินตามเช็คจากบัญชีของตน จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ฐานยักยอกทรัพย์ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ขัดแย้งกันตามที่ฎีกามา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 188 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แต่กฎหมายที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 352 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.
จำเลย — นางสาวหรือนาง ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายวนนท์ บุญรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กริชชาญชัย
ทวี ประจวบลาภ
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3322/2560
#610065
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อไม้ของกลางที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นท่อนยังมิได้มีการกระทำใด ๆ ให้ไม้เปลี่ยนรูปหรือขนาดไป จึงถือว่าไม้ดังกล่าวยังมิได้แปรรูปอันจะเป็นการแปรรูปไม้ตามคำนิยามของคำว่า แปรรูปไม้ ในมาตรา 4 (3) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "แปรรูป หมายความว่า การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ไม้ดังนี้ คือ ก. เลื่อย ผ่า ถาก ขุด หรือกระทำด้วยประการอื่นใดแก่ไม้ให้เปลี่ยนรูปหรือขนาดไปจากเดิม..." ลำพังเพียงการตัดไม้แล้วทอนเป็นท่อนยังไม่ถือเป็นการแปรรูปไม้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และเมื่อไม้หวงห้ามของกลางเป็นไม้อันยังมิได้แปรรูป จำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องด้วยเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดทั้งสองฐานนี้จึงไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกาเมื่อเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดในสองฐานนี้ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 48, 54, 72 ตรี, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน หรือบริวารออกจากเขตป่าที่เกิดเหตุ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (ที่ถูก 73 วรรคสอง (2)), 74 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ทำลายป่า จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสี่ ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ทำลายป่า จำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 9 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 3 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 2 คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน หรือบริวารออกไปจากป่าที่เกิดเหตุ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบรับกันว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2556 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายสมเกียรติ ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญการ สังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 จังหวัดสงขลา กรมป่าไม้ และนายอนิรุทธ ปลัดอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจและทหารเดินทางไปที่ป่าที่เกิดเหตุในท้องที่บ้านทุ่งหลุมนก หมู่ที่ 11 ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ตามที่นายอนิรุทธได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากพลเมืองดีว่ามีผู้บุกรุกป่าที่เกิดเหตุดังกล่าว เมื่อไปถึงพบจำเลยทั้งสองอยู่ใกล้รถยนต์กระบะบนถนนติดกับป่าที่เกิดเหตุ จึงจับจำเลยทั้งสอง โดยตรวจพบและยึดได้ของกลางตามที่ระบุในคำฟ้อง แจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันทำไม้หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันแปรรูปไม้ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไม้หวงห้ามดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกา ความผิดฐานนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ทำลายป่า และฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีนายสมเกียรติ และนายอนิรุทธ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสมบูรณ์ที่หมู่บ้านทุ่งหลุมนก ตามแผนที่เกิดเหตุพบชาย 2 คน นั่งรับประทานอาหารอยู่ข้างรถยนต์กระบะที่จอดอยู่ในป่า มีเลื่อยโซ่ยนต์ 1 เครื่อง และมีดพร้า 2 เล่ม วางอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ชายทั้งสองหลบหนี โดยคนหนึ่งวิ่งหนีเข้าป่า ส่วนอีกคนหนึ่งคือจำเลยที่ 2 วิ่งไปขึ้นรถยนต์กระบะสีแดง ยี่ห้อนิสสัน ขับหลบหนี พยานโจทก์ทั้งสองปากกับพวกกระจายกันออกติดตามจับ จับชายคนที่วิ่งหนีได้ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร ส่วนจำเลยที่ 2 ตามจับได้ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ในที่เกิดเหตุตรวจพบไขควง คีมล็อก ตะไบ ตลับเมตรใช้ตีเส้นเพื่อแปรรูปไม้ น้ำมันเบนซินและท่อนซุง และพายเลื่อยโซ่ยนต์อยู่บริเวณที่จำเลยที่ 2 กับพวกนั่งรับประทานอาหาร นอกจากนี้ ได้ตรวจพื้นที่เกิดเหตุพบว่าป่าถูกบุกรุกแผ้วถางไปประมาณ 7 ไร่ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกโค่นล้มด้วยเลื่อยโซ่ยนต์ 6 ถึง 8 ต้น เป็นไม้กระบาก ไม้ขนุนป่า ไม้แดงควน ไม้สยาแดง และไม้ขานาง ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดา ตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าภาคหลวงไม้หวงห้าม ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ลงวันที่ 22 มกราคม 2531 ไม้บางส่วนถูกเผา บางส่วนถูกเลื่อยตัดเป็นท่อน ไม้ที่ถูกตัดเป็นท่อน 6 ท่อน มีปริมาตรรวม 39 ลูกบาศก์เมตร ตามบัญชีรายการไม้ของกลาง พยานโจทก์สอบถาม จำเลยที่ 2 บอกว่าเข้าไปเก็บเศษไม้ ปลายไม้ ในป่าที่เกิดเหตุนานประมาณ 20 วัน แล้ว และไม่มีเอกสารสิทธิใดเกี่ยวกับที่เกิดเหตุมาแสดง กับบอกว่าที่เกิดเหตุเป็นของนายสา ไม่ทราบชื่อสกุล ซึ่งเป็นคนอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามบันทึกการจับกุม พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยที่ 2 กับพวกแผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า เข้ายึดถือครอบครองป่า และทำไม้โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์และมีดพร้าตัดโค่นต้นไม้ แต่จากพฤติการณ์แวดล้อมที่ขณะพยานโจทก์ทั้งสองปากพบเห็นจำเลยที่ 2 กับพวกตอนแรกในบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 กับพวกนั่งรับประทานอาหารอยู่ข้างรถยนต์กระบะ 2 คัน คันหนึ่งยี่ห้อโตโยต้า อีกคันหนึ่งยี่ห้อนิสสัน พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความว่ารถทั้งสองคันมีลักษณะเป็นรถที่ใช้ในการบรรทุกไม้ จอดอยู่บนถนนติดป่าที่เกิดเหตุ ทั้งมีเลื่อยโซ่ยนต์ 1 เครื่อง มีดพร้า 2 เล่ม คีมล็อก 1 อัน ไขควง 1 อัน ตะไบ 1 อัน ตลับเมตร 1 อัน แกลลอนน้ำมัน ขนาด 5 ลิตร 2 ใบ พายเลื่อยโซ่ยนต์ 1 อัน ตลับตีเส้น 1 อัน ซึ่งเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ที่บุคคลสามารถใช้ในการกระทำความผิดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดดังกล่าวเหล่านั้นได้ วางอยู่ข้าง ๆ จำเลยที่ 2 กับพวกในที่เกิดเหตุ ประกอบกับจำเลยที่ 2 กับพวกวิ่งหลบหนีทันทีเมื่อเห็นพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ทำให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานดังกล่าวเหล่านั้น โดยทำมานานประมาณ 20 วัน ก่อนถูกจับ ตามที่พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความว่าจำเลยที่ 2 บอกเช่นนั้น ซึ่งเชื่อว่าจำเลยที่ 2 พูดจริง เพราะพยานโจทก์ทั้งสองปากเป็นเจ้าพนักงาน ไม่มีเหตุที่จะปรักปรำ และเมื่อตอบถามค้าน จำเลยที่ 2 ก็เบิกความว่าพบเห็นมีการแผ้วถางตัดโค่นต้นไม้และเผาป่ามาแล้วเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ก่อนถูกจับ ทั้งยังรับว่ารถยนต์กระบะของตนใช้บรรทุกไม้ยางพาราด้วย แสดงว่าใช้รถยนต์ดังกล่าวบรรทุกไม้อื่นได้เช่นกันดังเช่นที่พยานโจทก์เบิกความ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบโดยเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถไปสวนยางพาราของตนซึ่งอยู่ห่างป่าที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ต้องผ่านบริเวณป่าที่เกิดเหตุ พบจำเลยที่ 1 จึงจอดรถลงเดินไปหาเพื่อบอกให้ช่วยขยับรถยนต์กระบะ (ยี่ห้อโตโยต้า) หลีกทาง หลังจากจำเลยที่ 1 ขยับรถแล้ว มีเจ้าพนักงานตำรวจ และทหารหลายคนเข้าไปที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 กลัวจะถูกจับ จึงขึ้นขับรถหลบหนี เห็นได้ว่าถ้าจำเลยที่ 2 มีความต้องการให้จำเลยที่ 1 ขยับรถหลบให้ทาง ก็ไม่จำต้องลงจากรถของตน และเมื่อจำเลยที่ 1 ขยับรถให้แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ควรรีบขับรถออกไป ทั้งก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะจอดรถขวางทางที่ชาวสวนยางพาราเหล่านั้นใช้เป็นทางสัญจรไปมา ถ้าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกปุ๋ยมาใส่สวนยางพาราให้นายสมศักดิ์หรือเอียดผู้ว่าจ้างในวันเกิดเหตุจริง ก็น่าจะนำรถไปจอดในสวนยางพาราเพื่อสะดวกแก่การลงปุ๋ย ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่สมเหตุสมผล ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น จากการพิจารณาภาพถ่ายทั้งสองภาพ เห็นได้ว่าไม้ของกลางมีลักษณะถูกตัดแล้วทอนเป็นท่อน โดยเฉพาะตามภาพบนที่ไม้ของกลางมีลักษณะไหม้ไฟบางส่วน สอดคล้องกับบัญชีไม้ของกลาง ที่ระบุในช่องหมายเหตุว่า "ยังไม่ตัดปลาย ไฟกำลังโชน..." และสอดคล้องกับพยานโจทก์ปากนายสมเกียรติซึ่งเบิกความว่า ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบไม้ต้นใหญ่ถูกโค่นโดยเลื่อยโซ่ยนต์ ถูกทอนเป็นท่อน บางส่วนถูกเผา เมื่อไม้ของกลางที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นท่อนยังมิได้มีการกระทำใด ๆ ให้ไม้เปลี่ยนรูปหรือขนาดไป จึงถือว่าไม้ดังกล่าวยังมิได้แปรรูปอันจะเป็นการแปรรูปไม้ตามคำนิยามของคำว่า แปรรูปไม้ ในมาตรา 4 (3) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "แปรรูป หมายความว่า การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ไม้ดังนี้ คือ ก. เลื่อย ผ่า ถาก ขุด หรือกระทำด้วยประการอื่นใดแก่ไม้ให้เปลี่ยนรูปหรือขนาดไปจากเดิม..." ลำพังเพียงการตัดไม้แล้วทอนเป็นท่อนยังไม่ถือเป็นการแปรรูปไม้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และเมื่อไม้หวงห้ามของกลางเป็นไม้อันยังมิได้แปรรูป จำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องด้วยเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดทั้งสองฐานนี้จึงไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกาเมื่อเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดในสองฐานนี้ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้คืนรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสัน ของกลาง นั้น เห็นว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์ได้ความว่า ขณะเข้าจับกุมและยึดรถยนต์ รถยนต์กระบะดังกล่าวจอดอยู่บนถนนใกล้ที่เกิดเหตุ โดยจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้รถยนต์กระบะดังกล่าวเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 11 รถยนต์กระบะดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่ต้องริบตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 74 ทวิ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาตามกันมาให้ริบรถยนต์กระบะดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ แต่กฎหมายที่แก้ใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 2

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่า ทำลายป่า มีกำหนด 1 ปีและฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต มีกำหนด 2 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 รวม 1 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (3) ม. 4 (48)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นายดา รัตนะประภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายไพโรจน์ ไพมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3271/2560
#611814
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 96 (1) กล่าวคือ มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 101 วรรคสอง บัญญัติว่า "วิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด" ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ออกระเบียบคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าด้วยวิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน พ.ศ.2545 ในข้อ 18 มีความว่า "ในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คณะกรรมการมีอำนาจพิจารณาทบทวนคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และจะพิจารณาวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอื่นนอกจากที่ปรากฏในคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนก็ได้ แต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทำคำชี้แจงพร้อมทั้งแสดงหลักฐานในประเด็นที่คณะกรรมการจะพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง" เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่าก่อนที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องลักษณะบ่งเฉพาะ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้แจ้งให้โจทก์ทำคำชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐานก่อนที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะมีคำวินิจฉัย การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะซึ่งเป็นประเด็นที่นอกเหนือจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งไว้โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทำคำชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐานก่อน ย่อมทำให้โจทก์สูญเสียโอกาสที่จะชี้แจงและนำพยานหลักฐานมาแสดงว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง หรือแม้โจทก์จะยอมรับว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองของตนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง แต่โจทก์อาจมีพยานหลักฐานว่ามีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลาย และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม แล้ว ดังนั้นการที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าละเว้นไม่แจ้งให้โจทก์ทำคำชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐานก่อนที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะมีคำวินิจฉัย จึงขัดต่อระเบียบคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าด้วยวิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน พ.ศ.2545 ข้อ 18

ในการพิจารณาเปรียบเทียบว่าเครื่องหมายการค้าเหมือนหรือคล้ายกันหรือไม่นั้น ไม่ใช่พิจารณาเปรียบเทียบเฉพาะรูปหรือคำหรือข้อความที่ปรากฏเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้า ทั้งสำเนียงเสียงเรียกขาน รายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน รวมทั้งพิจารณาว่าสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใดประกอบกันด้วย สำหรับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้วแม้จะมีเสียงเรียกขานคล้ายกัน โดยเครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอของโจทก์เรียกขานได้ว่า "เวสเซล" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเรียกขานได้ว่า "เวสเซลล์" แต่ในส่วนรูปลักษณ์จะเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ในส่วนเครื่องหมายการค้าเป็นรูปประดิษฐ์ที่ให้ตัวอักษรโรมัน "S" ตรงกลางมีลักษณะเด่นบนพื้นกากบาทที่มีพื้นตรงกลางทึบ ส่วนที่ปลายของกากบาททั้งสี่ด้านมีลักษณะโปร่งแสง และในส่วนเครื่องหมายการค้าเป็นรูปประดิษฐ์ที่มีเครื่องหมายการค้าวางอยู่ด้านบน และมีรูปประดิษฐ์คล้ายลูกเต๋าวางอยู่ด้านล่างโดยมีรูปประดิษฐ์ตัวอักษรโรมัน "S" บนพื้นกากบาทที่มีพื้นตรงกลางทึบวางอยู่ภายในลูกเต๋า 3 ด้าน ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ประกอบด้วยคำว่า "VESCELL"และมีรูปประดิษฐ์คล้ายอักษรโรมัน "V" และ "C" บนพื้นวงกลมทึบวางอยู่ด้านหน้า จึงมีความแตกต่างกันในส่วนของรูปลักษณ์อย่างชัดเจน เมื่อเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองคำขอเป็นการยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยาสำหรับบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับการไหลเวียนโลหิต ยาสำหรับบำบัดรักษาโรคเบาหวาน ยาสำหรับบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับไตอันเกิดจากเบาหวาน ยาสำหรับบำบัดรักษาโรคของระบบประสาท ยาสำหรับบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับจอประสาทตาอันเกิดจากเบาหวาน เหมือนกัน ส่วนเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วแม้จะยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 5 เช่นเดียวกัน แต่รายการสินค้าแตกต่างกัน โดยเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าสเต็มเซลล์สำหรับใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งสาธารณชนผู้ซื้อสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นแพทย์ที่ย่อมต้องมีความรู้ความเข้าใจพอที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้ากับยาภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอของโจทก์กับสินค้าสเต็มเซลล์สำหรับใช้ในทางการแพทย์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วได้ว่าไม่ใช่สินค้าที่มีเจ้าของหรือมีแหล่งกำเนิดของสินค้าเดียวกัน เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/3367 และ พณ 0704/3347 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 717/2555 และ 718/2555 ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 763966 และเลขที่ 763968 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/3367 และ พณ 0704/3347 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 717/2555 และ 718/2555 เฉพาะประเด็นข้อที่ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว และประเด็นข้อที่ว่าหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้ามาโดยสุจริตหรือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสมควรพิจารณาอนุญาตจดทะเบียนให้ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 และมาตรา 27 ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 763966 และเลขที่ 763968 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 763966 และเลขที่ 763968 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองคำขอเนื่องจากเห็นว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเพื่อใช้กับสินค้าในจำพวกเดียวกัน โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยที่ 717/2555 และ 718/2555 ยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยให้เหตุผลว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อยื่นขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 และหลักฐานไม่เพียงพอแสดงว่ามีการใช้เครื่องหมายการค้าโดยสุจริตเป็นเวลานานหรือมีพฤติการณ์พิเศษตามมาตรา 27 นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Vessel" ที่โจทก์ขอจดทะเบียนเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) จึงไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียนตามมาตรา 16 อีกด้วย

คดีมีปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยก่อนตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองเครื่องหมายของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นประเด็นที่นอกเหนือจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 96 (1) กล่าวคือ มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 101 วรรคสอง บัญญัติว่า "วิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด" ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ออกระเบียบคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าด้วยวิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน พ.ศ.2545 ในข้อ 18 มีความว่า "ในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ คณะกรรมการมีอำนาจพิจารณาทบทวนคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และจะพิจารณาวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอื่นนอกจากที่ปรากฏในคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนก็ได้ แต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทำคำชี้แจงพร้อมทั้งแสดงหลักฐานในประเด็นที่คณะกรรมการจะพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง" เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่าก่อนที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องลักษณะบ่งเฉพาะดังกล่าวคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้แจ้งให้โจทก์ทำคำชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐานก่อนที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะมีคำวินิจฉัยดังกล่าว การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะซึ่งเป็นประเด็นที่นอกเหนือจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งไว้โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทำคำชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐานก่อน ย่อมทำให้โจทก์สูญเสียโอกาสที่จะชี้แจงและนำพยานหลักฐานมาแสดงว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง หรือแม้โจทก์จะยอมรับว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองของตนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง แต่โจทก์อาจมีพยานหลักฐานว่ามีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลาย และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม แล้ว ดังนั้นการที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าละเว้นไม่แจ้งให้โจทก์ทำคำชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐานก่อนที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะมีคำวินิจฉัย จึงขัดต่อระเบียบคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าด้วยวิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน พ.ศ.2545 ข้อ 18 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 101 วรรคสอง ประกอบระเบียบคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าด้วยวิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน พ.ศ.2545 ข้อ 18 ดังกล่าว คำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 763966 และเครื่องหมายการค้าตามคำจดทะเบียนเลขที่ 763968 ของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 658384 ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาเปรียบเทียบว่าเครื่องหมายการค้าเหมือนหรือคล้ายกันหรือไม่นั้น ไม่ใช่พิจารณาเปรียบเทียบเฉพาะรูปหรือคำหรือข้อความที่ปรากฏเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้า ทั้งสำเนียงเสียงเรียกขาน รายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน รวมทั้งพิจารณาว่าสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใดประกอบกันด้วย สำหรับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 763966 และเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 763968 ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 658384 ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว แม้จะมีเสียงเรียกขานคล้ายกัน โดยเครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอของโจทก์เรียกขานได้ว่า "เวสเซล" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเรียกขานได้ว่า "เวสเซลล์" แต่ในส่วนรูปลักษณ์จะเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ในส่วนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 763966 เป็นรูปประดิษฐ์ที่ให้ตัวอักษรโรมัน "S" ตรงกลางมีลักษณะเด่นบนพื้นกากบาทที่มีพื้นตรงกลางทึบส่วนที่ปลายของกากบาททั้งสี่ด้านมีลักษณะโปร่งแสง และในส่วนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 763968 เป็นรูปประดิษฐ์ที่มีเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 763966 วางอยู่ด้านบน และมีรูปประดิษฐ์คล้ายลูกเต๋าวางอยู่ด้านล่างโดยมีรูปประดิษฐ์ตัวอักษรโรมัน "S" บนพื้นกากบาทที่มีพื้นตรงกลางทึบวางอยู่ภายในลูกเต๋า 3 ด้าน ส่วนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 658384 ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ประกอบด้วยคำว่า "VESCELL"และมีรูปประดิษฐ์คล้ายอักษรโรมัน "V" และ "C" บนพื้นวงกลมทึบวางอยู่ด้านหน้า จึงมีความแตกต่างกันในส่วนของรูปลักษณ์อย่างชัดเจน เมื่อเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองคำขอเป็นการยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า ยาสำหรับบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับการไหลเวียนโลหิต ยาสำหรับบำบัดรักษาโรคเบาหวาน ยาสำหรับบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับไตอันเกิดจากเบาหวาน ยาสำหรับบำบัดรักษาโรคของระบบประสาท ยาสำหรับบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับจอประสาทตาอันเกิดจากเบาหวาน เหมือนกัน ส่วนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 658384 ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว แม้จะยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 5 เช่นเดียวกัน แต่รายการสินค้าแตกต่างกันโดยเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าสเต็มเซลล์สำหรับใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งสาธารณชนผู้ซื้อสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นแพทย์ที่ย่อมต้องมีความรู้ความเข้าใจพอที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้ายาภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอของโจทก์กับสินค้าสเต็มเซลล์ สำหรับใช้ในทางการแพทย์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วได้ว่าไม่ใช่สินค้าที่มีเจ้าของหรือมีแหล่งกำเนิดของสินค้าเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาที่ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้ามาโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 อีกต่อไปเพราะกรณีที่ต้องด้วยมาตรา 27 ดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่เครื่องหมายการค้าของโจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 717/2555 และ 718/2555 ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 7 วรรคสอง ม. 7 วรรคสาม ม. 13 ม. 96 (1) ม. 101 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัลฟ่า วาสเซอร์มันน์ ฮังการี เคเอฟที
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุธี ปิ่นนิกร
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3230/2560
#611864
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เพื่อขายทอดตลาดในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 211/2546 ของศาลแพ่ง เป็นการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โดยขณะนำยึดทรัพย์สินนั้นคำพิพากษาของศาลแพ่งยังมีผลผูกพันคู่ความอยู่และยังไม่ได้ถูกกลับโดยคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องคดีดังกล่าวและคดีถึงที่สุดแล้ว กรณีถือได้ว่าคำพิพากษาในระหว่างบังคับคดีได้ถูกกลับในชั้นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 (3) และบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดี แม้ศาลแพ่งจะได้ออกหมายบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไว้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะถอนการบังคับคดีโดยโจทก์หรือจำเลยไม่ต้องร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลที่สั่งบังคับคดีไว้ และแม้เมื่อยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. และค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี อันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 153 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีเป็นผู้ชำระและจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีไม่ได้ชำระก็เป็นเรื่องระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขอหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยเพื่อชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 ตรี ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการถอนการบังคับคดีตามมาตรา 295 (3) เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายวันละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะดำเนินการถอนการยึดทรัพย์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ในอัตราวันละ 103.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือจำเลยได้ดำเนินการถอนการยึดทรัพย์ของโจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2543 จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ ย. 266/2543 เรียกให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืม 595,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 ศาลแพ่งพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยตามฟ้อง ตามคดีหมายเลขแดงที่ ย. 211/2546 วันที่ 31 มกราคม 2549 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 59537 แขวงบ้านใหม่ เขตบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 420/8 ของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่ได้ดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์ของโจทก์และจำเลยไม่ได้ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายกับค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เพื่อขายทอดตลาด ในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 211/2546 ของศาลแพ่ง เป็นการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โดยขณะนำยึดทรัพย์สินนั้นคำพิพากษาของศาลแพ่งยังมีผลผูกพันคู่ความอยู่และยังไม่ได้ถูกกลับโดยคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องคดีดังกล่าว และคดีถึงที่สุดแล้ว กรณีถือได้ว่าคำพิพากษาในระหว่างบังคับคดีได้ถูกกลับในชั้นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3) และบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดี แม้ศาลแพ่งจะได้ออกหมายบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไว้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ชอบที่จะถอนการบังคับคดีโดยโจทก์หรือจำเลยไม่ต้องร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลที่สั่งบังคับคดีไว้ และแม้เมื่อยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี อันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีเป็นผู้ชำระ และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีไม่ได้ชำระก็เป็นเรื่องระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขอหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยเพื่อชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ตรี ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการถอนการบังคับคดีตามมาตรา 295 (3) เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 153 วรรคสอง ม. 271 ม. 295 (3) ม. 295 ตรี
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกฉันท์หรือทองดี หอมบุญ
จำเลย — นางสมหมาย กองผาพา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางสาวสมรศรี ตีระวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
บุญมี ฐิตะศิริ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3214/2560
#611815
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับเพราะขณะนั้นจำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำจำเลยทั้งสี่โดยผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนก็เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ เพราะขณะนั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย การสอบปากคำจำเลยทั้งสี่จึงเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น ผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนไม่จำต้องแจ้งสิทธิใด ๆ ให้จำเลยทั้งสี่ทราบก่อน บันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานรวมทั้งรถจักรยานยนต์และถังดับเพลิงของกลางจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ไม่ต้องห้ามรับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 และมาตรา 226/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 209

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2557 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นที่รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ซึ่งจอดอยู่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะบริเวณทางเข้าโรงพยาบาลมายอ จังหวัดปัตตานี ทำให้รถจักรยานยนต์พ่วงข้างแหลกกระจาย ทรัพย์สินของโรงพยาบาลมายอและรถยนต์ที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามได้รับความเสียหาย กับมีชาวบ้านที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงพยาบาลมายอ เห็นภาพคนร้ายสวมหมวกนิรภัยและใส่ผ้ากันเปื้อนอยู่ด้านหน้าเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างพร้อมระเบิดแสวงเครื่องไปจอดข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะดังกล่าวก่อนเกิดเหตุ แล้วเดินไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายอีก 1 คน ขับพาหลบหนีไป วันที่ 13 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ไปที่ศูนย์ซักถามค่ายอิงคยุทธบริหาร เพื่อสอบถาม ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกส่งตัวไปซักถามที่หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารขยายผลเข้าควบคุมตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 เมื่อวันที่ 9 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 เพื่อสอบถาม หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ถูกส่งตัวไปควบคุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารว่า ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยในเบื้องต้นจึงร่วมกันสอบสวนจำเลยทั้งสี่ในฐานะพยาน หลังจากนั้นจึงขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิและข้อหาแก่จำเลยทั้งสี่ฐานเป็นอั้งยี่และข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิด จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ดังฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตรีต่อตระกูล ผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธี ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับว่าได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจำเลยที่ 1 มีชื่อจัดตั้งว่า มูซอ จำเลยที่ 3 มีชื่อจัดตั้งว่า กรู จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ส่วนจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์และจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุความรุนแรง เมื่อจำเลยที่ 1 ดูภาพถ่ายคนร้ายจากกล้องวงจรปิด ซึ่งก่อเหตุลอบวางระเบิดที่หน้าโรงพยาบาลมายอแล้วแจ้งว่า คนร้ายคือจำเลยที่ 2 และพาเจ้าหน้าที่ไปชี้บ้านพักของจำเลยที่ 2 ที่อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีด้วย และโจทก์มีพันโทโสธร เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ซักถามจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นสมาชิกก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่อำเภอมายอ มีส่วนร่วมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 2 ครั้ง และร่วมก่อเหตุคดีนี้ โดยจำเลยที่ 2 สั่งให้จำเลยที่ 1 เฝ้าดูต้นทาง ตามผลการดำเนินกรรมวิธี จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบโดยเป็นหัวหน้าดูแลพื้นที่ในอำเภอมายอและร่วมก่อเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นอำเภอมายอ มีส่วนร่วมก่อเหตุในพื้นที่หลายครั้งรวมทั้งคดีนี้ เคยรับฝากรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุแล้วนำไปซุกซ่อนไว้ที่คลองลางสาดและพาเจ้าหน้าที่ไปยึดรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นของนางสมใจ ส่วนจำเลยที่ 4 ก็ให้การรับว่าเป็นเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่อำเภอมายอ มีตำแหน่งเป็นรองปฏิบัติการชุดที่ 2 และร่วมก่อเหตุในพื้นที่หลายครั้งรวมทั้งคดีนี้โดยนำระเบิดไปมอบให้แก่ผู้ก่อเหตุ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจเอกปรีชา พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้สอบสวนจำเลยทั้งสี่ในเบื้องต้นในฐานะพยานเบิกความประกอบบันทึกคำให้การของพยาน ได้ความว่า จำเลยทั้งสี่ให้การรับว่าเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีได้ทำพิธีเข้าสาบานตนฝึกร่างกายและยุทธวิธีทางทหาร โดยจำเลยที่ 1 ให้การว่าร่วมกับพวกก่อเหตุคดีนี้โดยได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 2 ให้เฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่และรายงานให้จำเลยที่ 2 ทราบ และเคยได้รับคำสั่งให้นำถังดับเพลิงไปซุกซ่อนในป่าละเมาะข้างทางก่อนถึงอำเภอมายอ แล้วพาไปตรวจยึดถังดับเพลิง 2 ถัง ที่ซุกซ่อนไว้เป็นของกลางด้วย เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ทั้งไม่ปรากฏว่าขณะสอบปากคำจำเลยทั้งสี่ได้มีการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหลอกลวงหรือกระทำโดยมิชอบประการอื่นแต่อย่างใด การให้การของจำเลยทั้งสี่รวมทั้งการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลางเป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ต้องหา เชื่อว่าเกิดจากความสมัครใจของจำเลยทั้งสี่ เพราะหากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ให้การโดยสมัครใจและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นและยึดของกลางได้ นอกจากนี้ในการสอบสวนจำเลยทั้งสี่ในฐานะพยานได้กระทำต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และผู้นำศาสนา โดยเฉพาะกรณีของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีภริยาและญาติเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย ซึ่งนายมูฮัมมัดนัสรุดดีน ผู้นำศาสนา พยานโจทก์ก็มาเบิกความรับรองในข้อนี้และลงชื่อเป็นพยาน ยิ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสมัครใจตามความจริง แม้จำเลยที่ 4 จะไม่ยอมลงชื่อในบันทึกคำให้การของพยานดังกล่าวแต่ก็เชื่อว่าจำเลยที่ 4 ได้ให้การตามที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ เพราะหากจำเลยที่ 4 ไม่ได้ให้การเช่นว่านั้นผู้นำศาสนาคงไม่ยอมลงชื่อเป็นพยานรับรองด้วย และแม้คำให้การของจำเลยทั้งสี่ตามผลการดำเนินตามกรรมวิธีกับบันทึกคำให้การของพยานจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อคำนึงถึง ตามสภาพ ลักษณะแหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงรับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยต้องกันมาทำนองว่า จำเลยทั้งสี่ถูกซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือเป็นผู้ต้องสงสัยหรือเป็นพยาน ยังไม่อยู่ในฐานะผู้ต้องหาเพราะเจ้าพนักงานตำรวจมิได้แจ้งข้อหาให้ทราบ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ตามผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสี่ไม่ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับเพราะขณะนั้นจำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำจำเลยทั้งสี่โดยผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนก็เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ เพราะขณะนั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย การสอบปากคำจำเลยทั้งสี่จึงเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น ผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนไม่จำต้องแจ้งสิทธิใด ๆ ให้จำเลยทั้งสี่ทราบก่อน บันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานรวมทั้งรถจักรยานยนต์และถังดับเพลิงของกลางจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ไม่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และมาตรา 226/1 ดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาถังดับเพลิง 2 ถัง ของกลางที่ซุกซ่อนในป่าละเมาะข้างทางก่อนถึงอำเภอมายอ ตามบันทึกข้อความและรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและภาพถ่าย และจำเลยที่ 3 พาเจ้าหน้าที่ไปเอารถจักรยานยนต์ที่เคยใช้ในการก่อเหตุแล้วนำไปซุกซ่อนที่บริเวณคลองลางสาด ตามภาพถ่าย โดยมีร้อยตำรวจโททวีป เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรมายอ พันตำรวจเอกกองอรรถ พนักงานสอบสวน และพันโทโสธร เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้พยานโจทก์มาเบิกความรับรองในข้อนี้ด้วยแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกันจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่า จำเลยทั้งสี่เข้าเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสร้างสถานการณ์ก่อเหตุลอบวางระเบิด ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสี่จึงมีความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี คำรับของจำเลยทั้งสี่ตามบันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธี กับบันทึกคำให้การของพยานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคสี่ ม. 226 ม. 226/1
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ
โจทก์ — ฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 9
จำเลย — นายหามะ สาเมาะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายกฤษฏิ์ภีมพศ ตีระรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเรวัตร อิศราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3213/2560
#607993
เปิดฉบับเต็ม

คนร้ายซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่บริเวณแฮนด์ (มือจับ) ด้านซ้าย และอยู่ภายในช่องแฮนด์ที่มีปลอกพลาสติกหุ้มอยู่ซึ่งมิใช่เป็นที่เก็บสิ่งของ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ที่คนร้ายได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงต้องริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเฉพาะประเด็นเรื่องริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ร้อยตำรวจเอกวินัยกับพวก กำลังตรวจค้นกลุ่มวัยรุ่นที่มั่วสุมกัน มีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กบล อุตรดิตถ์ 84 ของกลาง มายังบริเวณดังกล่าว เมื่อคนร้ายเห็นร้อยตำรวจเอกวินัยจึงได้จอดรถจักรยานยนต์ของกลางและวิ่งหลบหนีไป ร้อยตำรวจเอกวินัยจึงยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง ต่อมาร้อยตำรวจเอกวินัยกับร้อยตำรวจตรีชิงชัยร่วมกันตรวจค้นรถจักรยานยนต์ของกลางพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 บรรจุในหลอดกาแฟสีเหลือง หลอดละ 20 เม็ด 2 หลอด พันด้วยเทปกาวสีดำซุกซ่อนอยู่ในแฮนด์ (มือจับ) ด้านซ้ายของรถจักรยานยนต์ของกลาง วันที่ 3 เมษายน 2557 ร้อยตำรวจเอกวินัยกับพวกจับกุมจำเลยได้ ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นที่ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การกระทำความผิดของจำเลยจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ คดีนี้มีการกล่าวหาและฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 บัญญัติว่า บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4 หรือประเภท 5 เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้น เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และคนร้ายซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ที่บริเวณแฮนด์ (มือจับ) ด้านซ้าย และอยู่ภายในช่องแฮนด์ที่มีปลอกพลาสติกหุ้มอยู่ซึ่งมิใช่เป็นที่เก็บสิ่งของ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ที่คนร้ายได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงต้องริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายสถาพรหรือบอม สุนทรชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นางศิริพร พวงสำลี
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรชัย แสงอุไร
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3211/2560
#611627
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลงมือกระทำความผิดตามที่มีผู้ว่าจ้างให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนในที่เกิดเหตุซึ่งถูกซุกซ่อนอยู่บริเวณโคนเสาป้ายสัญญาณจราจรทางโค้ง โดยลงจากรถไปยืนที่บริเวณดังกล่าวตามที่นัดหมายไว้ อันเป็นเหตุการณ์ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จ แต่จำเลยที่ 1 กระทำไปไม่ตลอดเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจมาพบและถูกจับกุมได้เสียก่อน จึงเป็นการพยายามกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 703/2556 ของศาลจังหวัดอุดรธานี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 เดือน 10 วัน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 703/2556 ของศาลจังหวัดอุดรธานีเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 รวมโทษจำเลยที่ 1 เป็นจำคุก 33 ปี 15 เดือน 10 วัน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 444,444.44 บาท เมื่อบวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 703/2556 ของศาลจังหวัดอุดรธานี และรวมกับโทษในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 22 ปี 14 เดือน และปรับ 444,444.44 บาท และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้ายึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นความผิดสำเร็จแล้ว โดยโจทก์อ้างว่าพันตำรวจตรี ศักดิ์ดา จ่าสิบตำรวจปราโมช ผู้ร่วมจับกุมซึ่งไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 เป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันตรงกันว่า เห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ข้างเสาป้ายสัญญาณจราจร เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงทิ้งถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางในมือลงพื้นแล้ววิ่งหนีไปขึ้นรถของจำเลยที่ 1 ขณะเห็นอยู่ห่างกันประมาณ 5 เมตร โดยอาศัยแสงไฟจากหน้ารถของพยานและของจำเลยที่ 1 เหตุที่ถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนไม่ตกกระจัดกระจายออกไป เพราะจำเลยที่ 1 มิได้ขว้างปาหรือเหวี่ยงทิ้งโดยแรง ทั้งสายลับมิได้แจ้งว่าเมทแอมเฟตามีนถูกซุกซ่อนไว้ที่บริเวณเสาป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งและตามคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ก็มิได้ให้การว่า ผู้ค้าจะนำเมทแอมเฟตามีนมาซุกซ่อนไว้ที่บริเวณเสาป้ายสัญญาณจราจรดังกล่าว ทำให้เชื่อได้ว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นความจริงโดยไม่มีข้อสงสัยนั้น เห็นว่า แม้พันตำรวจตรี ศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชพยานโจทก์เบิกความตรงกันว่า เห็นจำเลยที่ 1 ทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีน ดังโจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ตามภาพถ่ายที่เกิดเหตุ ป้ายสัญญาณจราจรทางโค้ง อยู่คนละฝั่งถนนกับรถของจำเลยที่ 1 และรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจที่ขับมาจอดประกบท้าย ทั้งทิศทางยังอยู่เยื้องไปทางด้านหลังรถของจำเลยที่ 1 จึงยังเป็นที่น่าสงสัยว่า แสงไฟจากหน้ารถดังกล่าว ส่องไปถึงบริเวณป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งหรือไม่ ประกอบกับการเข้าไปหยิบเมทแอมเฟตามีนจากที่ซ่อนย่อมต้องใช้ความระมัดระวัง ใช้จังหวะและโอกาสมิให้ผู้อื่นมาพบเห็นได้ง่าย ๆ หากจำเลยที่ 1 หยิบถุงเมทแอมเฟตามีนจากที่ซ่อนและถือถุงเมทแอมเฟตามีนไว้ในมือแล้วจริง เมื่อมีแสงไฟจากรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจแล่นมาจอดที่ท้ายรถของจำเลยที่ 1 โดยสัญชาตญาณ จำเลยที่ 1 ต้องทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีนในทันทีซึ่งก็ใช้เวลาน้อยนิดเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ไม่จำต้องรอให้เจ้าพนักงานตำรวจลงจากรถแสดงตนเสียก่อน แต่ในข้อนี้ ทั้งพันตำรวจตรีศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชต่างก็เบิกความว่า เมื่อลงจากรถและแสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วจำเลยที่ 1 จึงทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อที่ว่าหากไม่เห็นจำเลยที่ 1 ทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจย่อมไม่มีทางทราบจุดซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนได้เลย และลักษณะถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนมีร่องรอยการเปิดปากถุงออกแล้ว ทำให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้หยิบถุงเมทแอมเฟตามีนมาถือไว้จริงนั้น ข้อนี้ทั้งพันตำรวจตรีศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชต่างก็เบิกความรับว่า ในระหว่างตรวจค้นในรถของจำเลยที่ 1 อยู่นั้น มีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้ามาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 จ่าสิบตำรวจปราโมชเป็นผู้รับโดยเปิดเสียงลำโพงมีเสียงผู้ชายสอบถามว่าได้ลงไปเอาของที่โคนเสาป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งหรือยัง ส่วนเหตุที่ถุงเมทแอมเฟตามีนมีการเปิดปากถุงออกนั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีลายพิมพ์นิ้วมือแฝงของจำเลยที่ 1 ปรากฏอยู่ที่ถุงดังกล่าว กรณีอาจเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้เปิดออกดูก็เป็นไปได้ นอกจากนี้ตามบันทึกลายมือเขียนรับสารภาพของจำเลย และตามคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดเพียงว่า นายสมานจ้างจำเลยที่ 1 ให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ผู้ขายนำไปวางไว้ที่ป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปยึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ติดตามมาพบเห็นจึงทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางแต่อย่างใด ทั้งในการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีภาพถ่ายจำเลยที่ 1 กำลังทิ้งถุงแต่อย่างใด ประการสุดท้ายโจทก์ไม่ได้นำสืบและอ้างส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองว่า ในชั้นสอบสวนได้สอบคำให้การพันตำรวจตรีศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชไว้หรือไม่ และพยานโจทก์ทั้งสองให้การไว้ตรงกับที่เบิกความจริงหรือไม่เพียงใด เพื่อให้ศาลใช้ตรวจสอบชั่งน้ำหนักคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองว่า มีน้ำหนักเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใด คงมีแต่พันตำรวจตรีธีรวุธ พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่ามาเบิกความลอย ๆ ว่า จากการสอบสวนทราบว่า เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมพบจำเลยลงไปยังบริเวณป้ายสัญญาณจราจรทางโค้งและถือห่อวัตถุในมือ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจแสดงตัวขอตรวจค้น จำเลยที่ 1 ทิ้งห่อวัตถุวิ่งกลับไปที่รถ จึงทำให้ไม่อาจรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองได้อย่างสนิทใจ ส่วนที่พยานโจทก์ทั้งสองแม้ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำนั้น ก็มิใช่ว่าจะทำให้ศาลต้องเชื่อถือรับฟังว่าเป็นความจริงดังที่พยานเบิกความเสมอไป เพราะพยานอาจเบิกความแต่งเติมข้อเท็จจริงเพื่อให้รูปคดีที่มีข้อบกพร่องอยู่ให้มีความสมบูรณ์ก็อาจเป็นได้ ดังนั้น ที่พันตำรวจตรีศักดิ์ดาและจ่าสิบตำรวจปราโมชเบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 1 ทิ้งถุงเมทแอมเฟตามีนโดยอาศัยแสงไฟจากหน้ารถของจำเลยที่ 1 และจากรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจจึงเป็นที่น่าสงสัยอยู่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ กรณีจึงยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้ายึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นจึงได้โยนทิ้งจริงหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 โดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ลงมือกระทำความผิดตามที่มีผู้ว่าจ้างให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนในที่เกิดเหตุซึ่งถูกซุกซ่อนอยู่บริเวณโคนเสาป้ายสัญญาณจราจรทางโค้ง โดยลงจากรถไปยืนที่บริเวณดังกล่าวตามที่นัดหมายไว้ อันเป็นเหตุการณ์ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จ แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจมาพบเห็นและถูกจับกุมได้เสียก่อนจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นายสกลกฤษ กล้าหาญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายประสาน มุสิกศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย อุดมศรีสำราญ
ชื่อองค์คณะ
โสรัตน์ เพียรอนุกูล
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2560
#662385
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และคดีนี้จำเลยก็ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมิใช่กรณีที่จำเลยอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างการรับโทษจำคุกตามคำพิพากษา และไม่ปรากฏว่ามีเหตุอื่นที่ต้องห้ามมิให้จำเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรณีจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 เมื่อคดีนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามมาตรา 19 ให้แล้วเสร็จก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97, 100/1 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด แต่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองมีคำวินิจฉัยที่ 359/2556 เอกสารท้ายคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 1 ว่าจำเลยอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาอื่นที่มีโทษจำคุก จึงเป็นกรณีต้องตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และไม่สามารถนำมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาบังคับใช้กับจำเลยได้ จึงให้ส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความปรากฏตามสำเนาคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองที่ 359/2556 แนบท้ายคำร้องขอผัดฟ้องว่า จำเลยเคยถูกจับกุมในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองได้มีคำวินิจฉัยให้บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูที่กำหนด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงมีคำสั่งที่ 178/2551 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจและให้ส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแกลงเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองได้ดำเนินการฟื้นฟูตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามขั้นตอนของกฎหมายครบถ้วนแล้วและมีความเห็นตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 แล้วนั้น จึงเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในการกระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในคดีก่อน ส่วนคดีนี้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองมีคำสั่งที่ 359/2556 ให้ส่งตัวจำเลยให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีเนื่องจากจำเลยอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก ได้แก่ความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในคดีก่อนนั้นเอง ซึ่งแม้ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนดำเนินการในคดีก่อนอย่างไร แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองวินิจฉัยว่าจำเลยอยู่ในระหว่างการถูกดำเนินคดีอาญาอื่นที่มีโทษจำคุกซึ่งเป็นคดีเดิม แต่คดีเดิมจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และคดีนี้จำเลยก็ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมิใช่กรณีที่จำเลยอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างการรับโทษจำคุกตามคำพิพากษา และไม่ปรากฏว่ามีเหตุอื่นที่ต้องห้ามมิให้จำเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรณีจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามมาตรา 19 ให้แล้วเสร็จก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายกิตติภัฏ โหรชัยยะ
ศาลอุทธรณ์ — นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3192/2560
#611087
เปิดฉบับเต็ม

ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม หมายถึง ราคาที่ผู้ผลิตขายให้แก่ผู้ซื้อโดยสุจริตและเปิดเผย ณ สถานที่ผลิตสินค้าหรือราคาซื้อขายสินค้ากัน ณ สถานที่ผลิตสินค้าเท่านั้น ดังนั้น ค่าใช้จ่ายส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้า ณ โรงอุตสาหกรรม หรือสถานที่ผลิตสินค้าไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการผลิตหรือการกำเนิดสินค้า หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาขายสินค้าของผู้ผลิต ณ โรงอุตสาหกรรมไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการผลิตจนถึงขั้นตอนที่มีการขายสินค้าดังกล่าวออกไปให้แก่ผู้ซื้อ ต้องนำมาถือเป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมหรือสถานที่ผลิตได้เนื่องจากรายการที่ต้องระบุในแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ.01-44 นอกจากค่าวัตถุดิบ ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายในการผลิตแล้ว ยังต้องระบุค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และกำไรประกอบไปด้วย โจทก์แจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่ำกว่าราคาขายตามใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนหักส่วนลดใด ๆ ซึ่งเป็นใบกำกับภาษีขายที่ออก ณ โรงอุตสาหกรรม โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าส่วนต่างระหว่างราคาขายตามใบกำกับภาษีของโจทก์ดังกล่าวกับราคาขายตามที่โจทก์แจ้งว่าเป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาขายสินค้าของผู้ผลิต ณ โรงอุตสาหกรรม หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องนำไปรวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตอย่างไร เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่อาจฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า ส่วนต่างระหว่างราคาขายตามใบกำกับภาษีขายของโจทก์กับราคาขายตามที่โจทก์แจ้งว่าเป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาขายสินค้าของผู้ผลิต ณ โรงอุตสาหกรรม หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องนำไปรวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิต ดังนั้น ราคาที่ระบุไว้ตามแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ.01-44 จึงไม่ใช่ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมจริงที่จะใช้ในการคำนวณภาษีสรรพสามิตดังที่โจทก์อ้าง การที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากโจทก์ตามราคาที่ระบุในใบกำกับภาษีขายเป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 (1) จึงชอบแล้ว ส่วนในเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2551 โจทก์ขายเครื่องดื่มขนาด 0.535 ลิตร ในหลายราคา การที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากโจทก์ในราคาสูงสุดของสินค้านั้นในเดือนที่ล่วงมาแล้ว ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 (1) วรรคสอง ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 23 (พ.ศ.2534) ออกตามความใน พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดราคาสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ข้อ 2 (2) และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคาสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี กรณีที่ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมมีหลายราคา ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2537 ข้อ 1 จึงชอบแล้วเช่นกัน และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์แจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมราคาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าโจทก์ขายสินค้าตามใบกำกับภาษีขายอีกราคาหนึ่ง การที่เจ้าพนักงานจำเลยประเมินภาษีโดยไม่ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 80 (2) ก็ไม่ได้ทำให้การประเมินไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีสรรพสามิต คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรืองดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต (ภษ.02-08) เลขที่ กค.0614/3283 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต เลขที่ กค.0603/19144 ลงวันที่ 15 กันยายน 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตเลขที่ 1/2555 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ของจำเลย เฉพาะส่วนของเบี้ยปรับโดยให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมผลิตเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมตรา "อาเจบิ๊กโคล่า" มีหน้าที่ต้องชำระภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 20 ของมูลค่าหรือราคาขายโดยใช้ฝาขวดเป็นเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี โจทก์แจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมสำหรับเครื่องดื่มน้ำอัดลมขนาด 0.620 ลิตร ราคา 7.48 บาท ขนาด 0.535 ลิตร ราคา 6.40 บาท ขนาด 1 ลิตร ราคา 8.64 บาท แต่จำเลยทักท้วงให้ปรับราคาสำหรับขนาด 1 ลิตร เป็น 10 บาท ตามแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ. 01-44 ในเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2551 โจทก์ขายและออกใบกำกับภาษีขายสำหรับเครื่องดื่มขนาด 0.535 ลิตร ราคา 8.18 บาท และในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ขายและออกใบกำกับภาษีขายสำหรับเครื่องดื่มขนาด 0.620 ลิตร ราคา 9.35 บาท จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือแบบ ภษ.02-08 รอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2551 แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยรวม 251,207,676.27 บาท โจทก์ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตและเหตุผลการประเมินพร้อมเอกสารทางไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552 โจทก์ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตต่ออธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมสรรพสามิตมีคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตให้ยกคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ตามหนังสือแจ้งผลคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2553 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ และโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์วันที่ 11 สิงหาคม 2555 ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ และเอกสารทางไปรษณีย์ แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม สำหรับสินค้าเครื่องดื่มที่ใช้ในการประเมินภาษีสรรพสามิต คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยอมรับว่าในเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2551 ได้ออกใบกำกับภาษีขายเครื่องดื่มขนาด 0.535 ลิตร ให้แก่บริษัทไอย์ศิกา เทรดดิ้ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ในราคา 8.18 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี/ใบส่งขอจริง แม้โจทก์มีเจตนาออกให้เพื่อเป็นหลักฐานแสดงการได้รับการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายของสินค้าที่เกิดจากการขนส่งของบริษัทดังกล่าว แต่เอกสารดังกล่าวก็เป็นหลักฐานยืนยันว่า โจทก์ได้รับเงินค่าสินค้าสำหรับเครื่องดื่มขนาด 0.535 ลิตร ในราคาขวดละ 8.18 บาท จากบริษัทไอย์ศิกา เทรดดิ้ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด อันแสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์มีเจตนาที่แท้จริงที่จะขายเครื่องดื่มขนาด 0.535 ลิตร ในราคาขวดละ 8.18 บาท ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า ในเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2551 โจทก์ขายเครื่องดื่มขนาด 0.535 ลิตร ในราคา 8.18 บาท อีกราคาหนึ่งด้วย สำหรับประเด็นปัญหาว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมสำหรับสินค้าเครื่องดื่มที่ใช้ในการประเมินภาษีสรรพสามิต คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามแบบแจ้งราคาขาย ตามมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือแบบ ภษ.01-44 ข้อที่ควรทราบและถือปฏิบัติ ระบุว่า 1. ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมตามแบบ ภษ.01-44 คือ ราคาสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมขายโดยสุจริตและเปิดเผย ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าราคารวมที่คำนวณจากค่าวัตถุดิบ ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กำไร ภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพสามิตที่เก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทย 2. การแจ้งราคาขายหรือแจ้งเปลี่ยนแปลงราคาที่ได้แจ้งไว้ต้องแจ้งไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันเริ่มจำหน่ายสินค้าหรือวันที่จะเปลี่ยนแปลงราคา ต่อกลุ่มวิชาการกำหนดมูลค่าสำนักบริหารการจัดเก็บภาษี 2 กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตจังหวัดที่โรงอุตสาหกรรมตั้งอยู่ พร้อมทั้งแนบเอกสารประกอบดังนี้ 2.1 โครงสร้างต้นทุนการผลิตและราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม 2.2 รูปแบบสินค้า (ภาพถ่ายหรือแบบเสนอขาย) แม้แบบแจ้งราคาขาย ตามมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือแบบ ภษ.01-44 ไม่ปรากฏว่ามีข้อความส่วนใดที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแสดงรายการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขาย บริหารหรือค่าขนส่งก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นประกอบกับรายการที่ต้องระบุ ในแบบแจ้งราคาขาย ตามมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือแบบ ภษ.01-44 แล้ว ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม หมายถึง ราคาที่ผู้ผลิตขายให้แก่ผู้ซื้อโดยสุจริตและเปิดเผย ณ สถานที่ผลิตสินค้า หรือราคาซื้อขายสินค้ากัน ณ สถานที่ผลิตสินค้าเท่านั้น ดังนั้น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้า ณ โรงอุตสาหกรรม หรือสถานที่ผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการผลิตหรือการกำเนิดสินค้า หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาขายสินค้าของผู้ผลิต ณ โรงอุตสาหกรรม ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการผลิตจนถึงขั้นตอนที่มีการขายสินค้าดังกล่าวออกไปให้แก่ผู้ซื้อ ต้องนำมาถือเป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมหรือสถานที่ผลิตได้ เนื่องจากรายการที่ต้องระบุในแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ.01-44 นอกจากค่าวัตถุดิบ ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายในการผลิตแล้ว ยังต้องระบุเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และกำไรประกอบไปด้วย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์แจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ต่ำกว่าราคาขายตามใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนหักส่วนลดใด ๆ ซึ่งเป็นใบกำกับภาษีขายที่ออก ณ โรงอุตสาหกรรม โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่า ส่วนต่างระหว่างราคาขายตามใบกำกับภาษีขายของโจทก์ดังกล่าวกับราคาขายตามที่โจทก์แจ้งว่าเป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาขายสินค้าของผู้ผลิต ณ โรงอุตสาหกรรม หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องนำไปรวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิต อย่างไร ประเด็นนี้โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาแต่เพียงว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์ที่แสดงไว้ตามแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ.01-44 เป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ที่เป็นไปตามวิธีการคำนวณและหลักเกณฑ์สากล โดยมีนายเฮอร์นัน กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ มีหน้าที่ในการควบคุม ดูแล และบริหารกิจการของบริษัทโจทก์ให้เป็นไปตามขอบวัตถุประสงค์ เป็นพยานเบิกความได้ความว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 กิจการของโจทก์มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเป็นจำนวนทั้งสิ้น 445,906,956.12 บาท ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าใช้จ่ายที่เป็นรายจ่ายเกี่ยวกับพนักงาน 67,168,487.85 บาท ค่าขนส่ง 80,021,831.83 บาท ค่าเช่า 26,754,867.83 บาท และค่านายหน้า ค่าโฆษณา และค่าส่งเสริมการขาย 11,575,722.06 บาท รวมอยู่ด้วย ตามสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับปีภาษี 2551 รายการที่ 8 เท่านั้น จากทางนำสืบของโจทก์ไม่อาจแยกได้ว่า ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารส่วนใดเกี่ยวข้องกับการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารส่วนใดไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตในสินค้าประเภทใดในปริมาณเท่าใดคิดเป็นจำนวนเท่าใด ค่าขนส่งส่วนใดเกี่ยวข้องกับการผลิต ค่าขนส่งส่วนใดไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตในสินค้าประเภทใดในปริมาณเท่าใดคิดเป็นจำนวนเท่าใด คำนวณแล้วเท่ากับส่วนต่างระหว่างราคาขายตามใบกำกับภาษีขายของโจทก์ข้างต้นกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมตามที่โจทก์อ้างหรือไม่เพียงใด อีกทั้งในส่วนค่าขนส่ง โจทก์มีนางสาวยุวดี พนักงานโจทก์ทำหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายภาษี เป็นพยานเบิกความได้ความว่า ในช่วงที่โจทก์ไม่มีตัวแทนจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2551 โจทก์จำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลม 2 ช่องทาง คือ การจัดจำหน่ายสินค้า โดยผ่านพนักงานขายประจำสำนักงานสาขา (Cedis) และการจัดจำหน่ายสินค้า โดยผ่านพนักงานขายของโจทก์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ (Econored) ซึ่งการสั่งซื้อโดยผ่านช่องทาง การจำหน่ายดังกล่าวจะมีการกำหนดใบแสดงราคาขายสินค้า หรือ Price List ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีการให้ส่วนลดตามปริมาณของการสั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้ง แม้ว่าลูกค้าจะสั่งซื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี กรุงเทพมหานคร หรือสาขาใด ๆ ก็ตาม ลูกค้าจะได้ราคาและส่วนลดตามที่กำหนดในใบแสดงราคาขายสินค้า หรือ Price List ที่เท่ากันทั่วประเทศ เนื่องจากขวดน้ำอัดลมของโจทก์มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะบรรจุใส่ลังขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก โจทก์จึงต้องขายสินค้าพร้อมอุปกรณ์รองรับสินค้าสำหรับการขนส่ง หรือพาเลท (Pallet) ซึ่งพาเลทชนิดวันเวย์ หรือ one way pallet จะมีราคาประมาณ 120 บาทต่อหนึ่งพาเลท ราคาขายน้ำอัดลมแต่ละขวดจะมีต้นทุนของอุปกรณ์รองรับสินค้าด้วย การขายสินค้าของโจทก์ทั้งหมดเป็นการขายโดยขนส่งถึงมือลูกค้า ซึ่งโจทก์จะทำการขนส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าประจำสำนักงานสาขา หรือพนักงานขายสินค้าของโจทก์ที่มีการสั่งซื้อสินค้าในปริมาณที่มาก (Econored) โดยใช้รถพ่วง 18 ล้อ จากนั้นจะกระจายสินค้าโดยใช้รถบรรทุก 4 ล้อ หรือ 6 ล้อ ขนส่งสินค้าน้ำอัดลมไปส่งยังร้านค้าส่งและร้านค้าปลีก รถบรรทุกที่ใช้ขนส่งส่วนใหญ่จะเช่ามาจากบุคคลภายนอก ค่าขนส่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยและคิดรวมอยู่ในราคาสินค้าที่ขายแต่ละขวดแล้ว ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 โจทก์มีรายจ่ายที่เป็นค่าขนส่งจำนวนทั้งสิ้น 80,021,831.83 บาท ตามเอกสารแผ่นที่ 89 นั้น แต่ตามเอกสารแผ่นที่ 227 ถึง 239 เป็นเพียงสัญญาจ้างขนส่งสินค้า สำเนาหนังสือรับรอง สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และรายการราคาขนส่งตามแต่ละจังหวัด โดยไม่มีรายการคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยดังที่เบิกความกล่าวอ้างแต่อย่างใด จากทางนำสืบของโจทก์ตามคำเบิกความของนางสาวยุวดีดังกล่าวยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าขนส่งสำหรับสินค้าที่ถูกประเมินภาษีในคดีนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับราคา ณ โรงอุตสาหกรรม ที่เป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตจำนวนเท่าใด อีกทั้งตามใบแสดงราคาขายสินค้า หรือตามใบกำกับภาษีขายของโจทก์ ณ โรงอุตสาหกรรม ก็ไม่ปรากฏรายการค่าขนส่งระบุไว้ในเอกสารดังกล่าว และนางสาวยุวดียังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า คณะกรรมการจะเป็นผู้กำหนดราคาขายในราคาเดียวกันทั่วทั้งประเทศ โดยจะไม่คิดราคาขายเพิ่มเติมจากผู้ซื้อเมื่อได้จำหน่ายไปแล้ว ซึ่งการจำหน่ายจะมีใบกำกับภาษีที่ออกจากสถานที่จำหน่ายแต่ละแห่ง ราคาขาย ต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการจัดการ ค่าขนส่ง จะทราบเมื่อมีการสรุปยอดจำหน่ายสิ้นปี ซึ่งค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการบริหารจะมีจำนวนเท่าใดไม่ทราบแน่นอนเป็นตัวเลขประมาณการ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเฮอร์นัน กรรมการผู้จัดการที่เบิกความว่า ในช่วงที่โจทก์ไม่มีตัวแทนจำหน่าย การสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จะมีการกำหนดใบแสดงราคาขายสินค้า หรือ Price List ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีการให้ส่วนลดตามปริมาณของการสั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้ง แม้ว่าลูกค้าจะสั่งซื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี กรุงเทพมหานคร หรือสาขาใด ๆ ก็ตาม ลูกค้าจะได้ราคาและส่วนลดตามที่กำหนดในใบแสดงราคาขายสินค้า หรือ Price List ที่เท่ากันทั่วประเทศ และสอดคล้องกับคำเบิกความของนายสพรั่ง ที่ตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า โจทก์ขายเครื่องดื่มพิพาทในราคาเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งราคาขาย ณ ที่ตั้งของโรงงานในจังหวัดชลบุรี จะมีราคาเดียวกันกับราคาขายที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนี้ ราคาสินค้าพิพาทที่โจทก์ขายจริงจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าขนส่งสินค้าตามระยะทางใกล้หรือไกลที่เกิดขึ้นภายหลังการขายสินค้า ณ โรงอุตสาหกรรม แต่ราคาสินค้าที่ไม่เท่ากันนั้นขึ้นอยู่กับการสั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์ในปริมาณมากหรือปริมาณน้อยเท่านั้นซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบรายละเอียดในส่วนนี้ว่ามีลูกค้าที่ได้รับส่วนลดไปจริงเท่าใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์กล่าวมาในคำฟ้องว่า ส่วนต่างระหว่างราคาขายตามใบกำกับภาษีขายของโจทก์กับราคาขายตามที่โจทก์แจ้งว่าเป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาขายสินค้าของผู้ผลิต ณ โรงอุตสาหกรรม หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องนำไปรวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิต ดังนั้น ราคาที่ระบุไว้ตามแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ.01-44 จึงไม่ใช่ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมจริงที่จะใช้ในการคำนวณภาษีสรรพสามิตดังที่โจทก์อ้าง จากที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น เมื่อโจทก์แจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ไม่ตรงกับราคาที่โจทก์ขายสินค้าไปจริง และนำสืบพิสูจน์ไม่ได้ว่าราคาขายตามใบกำกับภาษีขายของโจทก์ไม่ใช่ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ที่ใช้ในการคำนวณภาษีสรรพสามิต การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากโจทก์ในเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2551 สำหรับเครื่องดื่มขนาด 0.535 ลิตร ในราคา 8.18 บาท และในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2551 สำหรับเครื่องดื่มขนาด 0.620 ลิตร ในราคา 9.35 บาท ตามที่ระบุในใบกำกับภาษีขายเป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 (1) วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว ส่วนในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2551 สำหรับเครื่องดื่มขนาด 0.535 ลิตร เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ขายเครื่องดื่มขนาด 0.535 ลิตร ในหลายราคา คือ ราคา 8.18 บาท และ 6.40 บาท การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตจากโจทก์ในราคา 8.18 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของสินค้านั้นในเดือนที่ล่วงมาแล้ว ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 (1) วรรคสอง ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 23 (พ.ศ.2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดราคาสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2534 ข้อ 2 (2) และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคาสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี กรณีที่ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมมีหลายราคา ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2537 ข้อ 1 จึงชอบแล้วเช่นกัน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยใช้อำนาจประเมินตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 79 (2) แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่เคยดำเนินการตามมาตรา 80 (2) จึงไม่ถูกต้อง เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์แจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมราคาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าโจทก์ขายสินค้าตามใบกำกับภาษีขายอีกราคาหนึ่ง การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินภาษีโดยไม่ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 80 (2) ก็ไม่ได้ทำให้การประเมินไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 8 ม. 80 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาเจไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3184/2560
#610616
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องฉบับแรกผู้ร้องมีความประสงค์ขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมทั้งหมด แต่คำร้องฉบับหลังเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาโดยมีความประสงค์ขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมเพียงบางส่วนคือขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 ส่วนสิทธิตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ยังเป็นของโจทก์เดิม อันหมายความได้ว่า โจทก์เดิมยังคงเป็นคู่ความในคดีหรือยังคงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับชำระหนี้ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ได้ต่อไป คำร้องฉบับหลังของผู้ร้องดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการขอเข้ามาในลักษณะเป็นโจทก์อีกคนหนึ่งหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งโดยโจทก์เดิมก็ยังคงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเช่นเดียวกัน มิใช่เป็นการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมซึ่งมีผลทำให้โจทก์เดิมพ้นจากการเป็นคู่ความหรือพ้นจากการเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและทำให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนอันเป็นการเข้าสวมสิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 แต่อย่างใด ซึ่งไม่มีกฎหมายใดอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาในคดีเพื่อเป็นโจทก์อีกคนหนึ่งหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งในลักษณะเช่นนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้แก้ไขคำสั่งให้สวมสิทธิเดิมและยังคงคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม

จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 37,830,048.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 18,752,237.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงินวงเงินหนังสือค้ำประกัน 1,209,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 นำต้นฉบับหนังสือค้ำประกันคืนโจทก์หรือโจทก์ได้รับหนังสือยืนยันการหมดภาระผูกพันจากผู้รับประโยชน์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสี่ยังไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนผู้สวมสิทธิโจทก์เดิม

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2558 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้ตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวเปรียบเทียบกับสัญญาที่ผู้ร้องซื้อสินทรัพย์จากเจ้าหนี้แล้วพบว่าศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสวมสิทธิเกินกว่าข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องมีสิทธิ กล่าวคือ การซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในคดีนี้ ผู้ร้องซื้อเฉพาะส่วนของมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 เท่านั้น ส่วนมูลหนี้ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันวงเงินจำนวน 1,209,900 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 นั้น ผู้ร้องไม่ได้สิทธิรับโอนมาจากโจทก์ ดังนั้น ในส่วนของมูลหนี้ตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิสวมสิทธิด้วยความพลั้งเผลอและหลงลืมของผู้ร้องที่ไม่ได้แสดงให้ทราบก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้สวมสิทธิ ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งให้สวมสิทธิดังกล่าว เป็นว่าให้ผู้ร้องสามารถเข้าสวมสิทธิได้เฉพาะตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 กล่าวคือ ให้มีสิทธิในส่วนของมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 และหากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องจนครบถ้วน รวมถึงให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความอย่างสูงแทนผู้ร้องด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเป็นไปด้วยความถูกต้องทั้งไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดเสียเปรียบ และเป็นการขอแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งศาลจึงถึงที่สุด มิอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องมิได้ระบุว่า ผู้ร้องไม่ได้รับโอนสิทธิในมูลหนี้ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันวงเงิน 1,209,900 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 มาจากโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เป็นการวินิจฉัยสั่งตรงตามคำขอในคำร้องของผู้ร้องแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวมิได้มีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงแต่ประการใด แม้จะเกินกว่าที่ผู้ร้องมีสิทธิ การแก้คำวินิจฉัยในคำสั่งเดิมทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจแก้ไขคำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2556 และฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2558 เมื่อพิจารณาประกอบกันทั้งหมดแล้ว เห็นว่า ตามคำร้องฉบับแรกผู้ร้องมีความประสงค์ขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมทั้งหมด แต่คำร้องฉบับหลังเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาโดยมีความประสงค์ขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมเพียงบางส่วนคือขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 ส่วนสิทธิตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ยังเป็นของโจทก์เดิม อันหมายความได้ว่า โจทก์เดิมยังคงเป็นคู่ความในคดีหรือยังคงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับชำระหนี้ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ได้ต่อไป คำร้องฉบับหลังของผู้ร้องดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการขอเข้ามาในลักษณะเป็นโจทก์อีกคนหนึ่งหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งโดยโจทก์เดิมก็ยังคงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเช่นเดียวกัน มิใช่เป็นการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมซึ่งมีผลทำให้โจทก์เดิมพ้นจากการเป็นคู่ความหรือพ้นจากการเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและทำให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนอันเป็นการเข้าสวมสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 แต่อย่างใด ซึ่งไม่มีกฎหมายใดอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาในคดีเพื่อเป็นโจทก์อีกคนหนึ่งหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งในลักษณะเช่นนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้แก้ไขคำสั่งให้สวมสิทธิเดิมและยังคงคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมและศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษายืนมีผลทำให้ผู้ร้องยังสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมนั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชัยนาทศรีสุนันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปาลิต สันทนาคณิต
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สุนทร ทรงฤกษ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3149/2560
#611084
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาการบริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลย แม้จะมีลักษณะเป็นการจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ที่มีการตกลงรับทำการงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนสำเร็จ เพื่อจะให้ได้สินจ้างจากงานที่ทำนั้นก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าการรักษาพยาบาลร่างกายนั้น แม้ทั้งฝ่ายโรงพยาบาลหรือแพทย์ผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจะมีเจตนาเดียวกันโดยมุ่งผลสำเร็จของงานคือการหายจากอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ก็ตาม แต่เมื่อร่างกายไม่ใช่ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่จะสามารถกำหนดได้ว่าการรับทำงานต้องสัมฤทธิ์ผลในการรักษาได้อย่างแน่นอน เพราะการรักษาต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าบาดแผลที่ได้รับ สภาพและอายุของผู้ป่วย ลักษณะของโรค ความยากง่ายในการรักษา เป็นต้น ดังนั้นการจะนำเอาผลสำเร็จของงานในการรับจ้างทำทรัพย์สินหรือสิ่งของมาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกับการรักษาว่าจะต้องหายจากอาการเจ็บป่วยย่อมเปรียบเทียบกันไม่ได้ โดยจะต้องขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ ภาวะและวิสัย ทั้งของผู้ป่วย แพทย์ และลักษณะของโรคขณะที่ทำการรักษาเป็นกรณีไป ดังนั้น สัญญาบริการทางการแพทย์จึงไม่ใช่การจ้างทำของโดยแท้ แต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญาทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,887,121 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,120,164 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินที่จำเลยมอบให้โจทก์ทั้งหมดแก่จำเลยด้วย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,887,121 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,120,164 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2548 จำเลยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ได้รับบาดเจ็บกระดูกแตกหักบริเวณสะโพก

เชิงกราน สันหลัง และกระดูกบริเวณอื่น ๆ อีกหลายแห่ง จำเลยได้เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล

ไรน์ลานด์ส เรวาลิดซี่ เซนทรัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ แต่ยังไม่หายเป็นปกติ ต่อมาจำเลยเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลโจทก์ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2550 โดยจำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มรักษาจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2549 ให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 5,943,066 บาท ส่วนค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2549 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2550 เป็นเงิน 5,120,164 บาท ตามใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำเลยยังไม่ชำระ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคปรับลดค่ารักษาพยาบาลกับค่าใช้จ่ายค้างชำระที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาการบริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลย แม้จะมีลักษณะเป็นการจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ที่มีการตกลงรับทำการงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนสำเร็จ เพื่อจะให้ได้สินจ้างจากงานที่ทำนั้นก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าการรักษาพยาบาลร่างกายนั้น แม้ทั้งฝ่ายโรงพยาบาลหรือแพทย์ผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจะมีเจตนาเดียวกันโดยมุ่งผลสำเร็จของงานคือการหายจากอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ก็ตาม แต่เมื่อร่างกายไม่ใช่ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่จะสามารถกำหนดได้ว่าการรับทำงานต้องสัมฤทธิ์ผลในการรักษาได้อย่างแน่นอน เพราะการรักษาต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าบาดแผลที่ได้รับ สภาพและอายุของผู้ป่วย ลักษณะของโรค ความยากง่ายในการรักษา เป็นต้น ดังนั้นการจะนำเอาผลสำเร็จของงานในการรับจ้างทำทรัพย์สินหรือสิ่งของมาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกับการรักษาว่าจะต้องหายจากอาการเจ็บป่วยย่อมเปรียบเทียบกันไม่ได้ โดยจะต้องขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ ภาวะและวิสัยทั้งของผู้ป่วย แพทย์ และลักษณะของโรคขณะที่ทำการรักษาเป็นกรณีไป ดังนั้น สัญญาบริการทางการแพทย์จึงไม่ใช่การจ้างทำของโดยแท้ แต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญาทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และไม่อาจนำเอาเฉพาะผลสำเร็จของงานมาเป็นตัวกำหนดค่าการงานที่ทำไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ของค่ารักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาดังเช่นที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยมาได้ แต่การกำหนดค่าการงานที่ทำควรต้องพิจารณาถึงความปกติในการรักษาว่า การบาดเจ็บของผู้ป่วยจะต้องใช้แพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือไม่ ระยะเวลาในการรักษา ความจำเป็นหรือความเหมาะสมของการใช้ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์หรือผู้มีวิชาชีพทางพยาบาลในการบริบาลผู้ป่วยว่ามีเพียงใด เป็นต้น ซึ่งในกรณีของจำเลยนั้น ได้ความจากนางกนกนภัส พยานโจทก์ว่า หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุ จำเลยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์เป็นเวลา 4 เดือน แต่จำเลยยังไม่สามารถเดินได้ตามปกติเนื่องจากขาทั้งสองข้างไม่สมส่วนกัน กระดูกเชิงกรานโค้งงอ การเดินระยะใกล้ต้องใช้เครื่องช่วยพยุง การเดินระยะไกลต้องใช้รถเข็น มีการติดเชื้อบริเวณบาดแผลและกระดูกเชิงกรานและกระดูกบริเวณอื่น ๆ การทำงานของแขนขวาไม่ปกติ และในขณะที่จำเลยเข้ารับการรักษากับโจทก์ จำเลยอยู่ในภาวะที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ มีความเจ็บปวดของแผลเมื่อมีการเคลื่อนไหวและตลอดเวลาที่ทำการรักษาจำเลยมีสภาพจิตใจที่หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ต้องให้การประคับประคองทางด้านจิตใจและให้ความช่วยเหลือเรื่องกิจวัตรประจำวันโดยใกล้ชิด มีการติดเชื้อที่กระดูกเชิงกรานและสะโพก ต้องทำการรักษาโดยการผ่าตัด ให้ยาปฏิชีวนะ ใส่โลหะเพื่อดามกระดูกและผ่าตัดใส่ข้อสะโพกเทียม ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงข้อเท็จจริงโดยละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการวินิจฉัยและการรักษาตลอดจนภาวะแทรกซ้อนในการดูแลรักษาจำเลย ที่นายแพทย์สุทร และนายแพทย์สิทธิพร แพทย์ผู้ทำการรักษาจำเลยเป็นผู้จัดทำขึ้น ซึ่งจำเลยไม่นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น แสดงให้เห็นว่า อาการของจำเลยที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกเชิงกรานและกระดูกสะโพกขวามีความรุนแรง ทั้งมีการติดเชื้อและต้องผ่าตัดหลายครั้ง ประกอบกับต้องมีการดูแลสภาพจิตใจของจำเลยที่เกิดจากความเจ็บปวดด้วยนั้น จึงเป็นกรณีที่ยากกว่าการรักษาโดยปกติทั่วไปถึงขนาดต้องมีการรักษาโดยใช้แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อโดยตรง ทั้งยังใช้ระยะเวลาในการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เฉพาะที่รักษากับโจทก์ก็เป็นเวลาปีเศษและหลังจากนั้นจำเลยยังไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลธนบุรี และเมื่อตรวจสอบรายการในใบแจ้งค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นค่าแพทย์ ค่าบริการผู้ป่วย ค่าเวชภัณฑ์ ค่ายา

ค่ากายภาพบำบัด ค่าห้อง ค่าโทรศัพท์ ค่าอุปกรณ์การแพทย์ ค่าห้องผ่าตัด เป็นต้น ก็ล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลตามความจำเป็นและเหมาะสมในสถานการณ์ขณะทำการรักษาจำเลยทั้งสิ้น ประกอบกับจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าตามใบสรุปค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ค้างชำระ จำนวน 5,120,164 บาท ไม่ถูกต้องอย่างไรและการที่จำเลยเข้ารับการรักษากับโจทก์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบถึงค่ารักษาพยาบาลที่จะเกิดขึ้นว่ามากกว่าปกติทั่วไป

เมื่อเทียบกับการรักษากับโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กหรือโรงพยาบาลของรัฐอยู่ด้วยแล้ว เมื่อพิจารณาถึงการงานที่โจทก์จัดการเกี่ยวกับวิธีการรักษา ความเหมาะสมของการใช้ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือผู้มีวิชาชีพทางพยาบาลในการบริบาลจำเลยแล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำนวน 5,120,164 บาท ตามฟ้องจึงเหมาะสมกับค่าการงานที่โจทก์ได้ทำแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาปรับลดค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายค้างชำระที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ลงมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และ

ชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอนงค์ภัทร์ ศัมภูพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3145/2560
#615086
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า จำเลยจงใจอาศัยความมีชื่อเสียงเฉพาะสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อนแล้วไปลวงขายสินค้าหรือบริการให้แก่บุคคลอื่น โดยไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์คำว่า "RUSH" ซึ่งโจทก์ได้ใช้มาก่อนจำเลยในคำฟ้องด้วย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

การใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสอง และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 46 วรรคสอง เป็นกรณีเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนสำหรับรายการที่กล่าวอ้างถึงฟ้องบุคคลอื่นซึ่งเอาสินค้าหรือบริการของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าหรือบริการของเจ้าของเครื่องหมายนั้น เมื่อคำฟ้องและทางนำสืบไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือโจทก์ร่วมใช้คำว่า "RUSH" เป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการสำหรับบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่มหรือบาร์อาหารและเครื่องดื่มมาก่อนจำเลย โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนสำหรับบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่มกับบาร์อาหารและเครื่องดื่ม ย่อมไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่ากิจการร้านอาหาร "รัช บาร์" หรือ "RUSH BAR" ของจำเลยเป็นกิจการบริการร้านอาหารของโจทก์ได้ การที่จำเลยประกอบกิจการร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม สุรา เบียร์ บุหรี่ โดยใช้ชื่อว่า "รัช บาร์" หรือ "RUSH BAR" จึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" ของโจทก์ด้วยการลวงขายโดยอาศัยความมีชื่อเสียงของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าร้านอาหารของจำเลยเป็นกิจการบริการของโจทก์หรือโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยหยุดและหรือแก้ไขการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" ร่วมกับชื่อร้าน "RUSH BAR" นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดและหรือแก้ไขการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" กับร้าน "RUSH BAR" ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทโมโน เจนเนอเรชั่น จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 16 รายการสินค้า นิตยสาร ทะเบียนเลขที่ ค329322 คำขอเลขที่ 752861 ตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อมาโจทก์จดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม ตามสัญญาซื้อขายทรัพย์สินลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 และสำเนารายการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยประกอบกิจการร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม สุรา เบียร์ บุหรี่ โดยใช้ชื่อว่า "รัช บาร์" และ "RUSH BAR" ตั้งอยู่ที่ถนนนิมมานเหมินทร์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตามสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2555 จำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "RUSH BAR" สำหรับบริการจำพวกที่ 43 รายการบริการ บริการจัดการอาหารและเครื่องดื่ม บาร์อาหารและเครื่องดื่ม ตามหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการทะเบียนเลขที่ บ56926 คำขอเลขที่ 864012

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า จำเลยเจตนาไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณจากเครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ในฐานะที่ใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "RUSH" มาก่อน ย่อมมีสิทธิห้ามมิให้จำเลยใช้คำดังกล่าวเป็นชื่อร้านค้าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความโดยสรุปว่า จำเลยได้จงใจอาศัยความมีชื่อเสียงเฉพาะสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอยู่ก่อนแล้วไปลวงขายสินค้าหรือบริการให้แก่บุคคลอื่น โดยไม่ได้บรรยายฟ้องให้พอเข้าใจได้ซึ่งสภาพแห่งข้อหาเกี่ยวกับสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์คำว่า "RUSH" ซึ่งโจทก์ได้ใช้มาก่อนจำเลยในคำฟ้องด้วย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้ออุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมแต่เพียงว่า การที่จำเลยประกอบกิจการร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม สุรา เบียร์ บุหรี่ โดยใช้ชื่อว่า "รัช บาร์" และ "RUSH BAR" เป็นการลวงขายสินค้าหรือบริการของจำเลยให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าเป็นบริการเช่นเดียวกันกับสินค้านิตยสารที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" ของโจทก์และโจทก์ร่วมอันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่จำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยการลวงขาย ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า การใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสอง และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 46 วรรคสอง เป็นกรณีเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการสำหรับรายการสินค้าหรือรายการบริการที่กล่าวอ้างถึงฟ้องบุคคลอื่นซึ่งเอาสินค้าหรือบริการของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าหรือบริการของเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการนั้น เมื่อคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือโจทก์ร่วมได้ใช้คำว่า "RUSH" เป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการสำหรับบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่ม หรือบาร์อาหารและเครื่องดื่มมาก่อนจำเลย โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนสำหรับบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่มกับบาร์อาหารและเครื่องดื่ม เมื่อโจทก์หรือโจทก์ร่วมมิได้ประกอบกิจการบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่มหรือบาร์อาหารและเครื่องดื่มโดยใช้เครื่องหมายบริการคำว่า "RUSH" ย่อมไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่ากิจการบริการร้านอาหาร "รัช บาร์" หรือ "RUSH BAR" ของจำเลยเป็นกิจการบริการร้านอาหารของโจทก์ได้ และแม้โจทก์จะจัดกิจกรรมทางการตลาด โดยจัดจ้างนางแบบและจัดประกวดหานางแบบประจำนิตยสาร "RUSH IDOL" ซึ่งนางแบบและผู้เข้าประกวด จะมีการสวมใส่เสื้อกล้ามซึ่งมีการพิมพ์เครื่องหมายคำว่า "RUSH" ไว้ที่อกเสื้อ โดยมีลักษณะเหมือนหัวนิตยสารของโจทก์ ตามเสื้อวัตถุพยาน และตัวอย่างเครื่องหมายที่ใช้พิมพ์นิตยสารรวมทั้งมีการจัดประชาสัมพันธ์ตามเทศกาลสำคัญ จัดงานเลี้ยงประจำเดือนสำหรับสมาชิกในวันเทศกาล และจัดคาราวานรถยนต์โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 500,000 บาท ตามภาพถ่ายนางแบบและงานกิจกรรมต่าง ๆ แต่กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขึ้นเมื่อโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและจำหน่ายสินค้านิตยสารโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" แก่สาธารณชนทั่วไปก่อนฟ้องคดีนี้เป็นระยะเวลาเพียง 3 ปีเศษ เท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" มีชื่อเสียงจนทำให้สาธารณชนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดีและเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค นอกจากนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่มีพยานที่เป็นสาธารณชนหรือผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านจำหน่ายอาหารของจำเลยมาเบิกความยืนยันถึงความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของร้านอาหารของจำเลยกับสินค้านิตยสารของโจทก์และโจทก์ร่วม ดังนั้น การที่จำเลยประกอบกิจการร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม สุรา เบียร์ บุหรี่ โดยใช้ชื่อว่า "รัช บาร์" และ "RUSH BAR" จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" ของโจทก์ด้วยการลวงขายโดยอาศัยความมีชื่อเสียงของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าร้านอาหารของจำเลยเป็นกิจการบริการของโจทก์หรือโจทก์ร่วม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 46 วรรคสอง ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพลัสวันมีเดีย จำกัด
โจทก์ร่วม — บริษัทโมโน เจนเนอเรชั่น จำกัด
จำเลย — นายนุตพงษ์ ทองเลิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3144/2560
#613458
เปิดฉบับเต็ม

การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 จะเป็นสิทธิบัตรที่ได้ออกโดยชอบด้วย พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 หรือไม่ เห็นควรพิจารณาเป็นลำดับไปว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามมาตรา 5 (1) และมาตรา 6 หรือไม่ และมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามมาตรา 5 (2) และมาตรา 7 หรือไม่ ในประเด็นเรื่องการประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างงานที่ปรากฏอยู่แล้วกับรายละเอียดของการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่นำสืบถึงงานที่ปรากฏอยู่แล้วนอกเหนือจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 และรายงานการตรวจค้นเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 จึงเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (1) และมาตรา 6 แล้ว ส่วนการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 หรือไม่นั้น พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรมการเกษตรและได้อ้างอิงหลักฐานทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับการประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 จำเลยที่ 1 ไม่ได้คิดค้นอุปกรณ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ขึ้นเอง แต่นำมาประกอบรวมเข้าด้วยกันไม่ปรากฏว่าระบบการทำงานของฐานใส่อ้อยและกล่องป้อนอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ได้ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพแตกต่างจากที่วางพาดอ้อย และช่องเสียบลำอ้อยทั่วๆ ไปอย่างไร เมื่อปรากฏเพียงว่าจำเลยที่ 1 เพิ่มปริมาณช่องป้อนต้นอ้อยให้มากขึ้น จึงเป็นการประดิษฐ์ที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างถึงเรื่องการปรับระยะห่างของร่องนั้น เมื่อผู้ออกแบบเครื่องปลูกอ้อยสามารถปรับแต่งให้ได้ระยะตามที่ต้องการได้อยู่แล้ว ชุดโครงผาลชักร่องตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 จึงเป็นเพียงโครงสร้างสำหรับยึดเกาะให้แก่ชิ้นส่วนต่าง ๆ นำไปพ่วงกับรถแทรกเตอร์และมิได้มีลักษณะพิเศษเพิ่มเติม ทั้งเป็นโครงสร้างปกติพบได้ในเครื่องจักรกลการเกษตรชนิดต่าง ๆ ทั่วไป การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 จึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 5 (2) และมาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 ของจำเลยทั้งสองเป็นสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 และเพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าว ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 ของจำเลยทั้งสอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องมือการเกษตร ซึ่งรวมทั้งเครื่องปลูกอ้อย เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อย ต่อมาผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตรมีหนังสือถึงอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเพื่อขอให้ดำเนินการตรวจค้นเอกสารสำหรับใช้ประกอบในการพิจารณารับจดทะเบียนสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามสำเนาหนังสือสำนักสิทธิบัตร ที่พณ 0706/ 1202 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2549 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์แล้วปรากฏว่ามีเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำหรับการพิจารณาการประดิษฐ์ว่ามีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นหรือไม่ ได้แก่ (1) เอกสารจากเว็บไซต์ "agricoop.nic.in" ซึ่งเปิดเผยถึงชุดโครงผาลชักร่องที่ลากด้วยรถแทรกเตอร์ (2) เอกสารจากเว็บไซต์ "thehindu.com" ซึ่งเปิดเผยถึงเครื่องปลูกอ้อยที่ทำงานการลากด้วยรถแทรกเตอร์ที่สามารถตัดอ้อยเป็นท่อนๆ ด้วยขนาดที่เหมาะกับการปลูก ทำการชักร่อง โรยปุ๋ยรองพื้น กลบหน้าดิน สามารถปรับระยะห่างระหว่างร่องอ้อยได้ 83 ถึง 100 เซนติเมตร (3) เอกสารสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา เลขที่ 4,084,465 ซึ่งเปิดเผยถึงเครื่องปลูกอ้อยที่ทำงานด้วยการลากด้วยรถแทรกเตอร์ ที่สามารถบรรทุกต้นอ้อยได้จำนวนหนึ่ง แล้วทำการตัดอ้อยเป็นท่อน ๆ ด้วยขนาดที่เหมาะกับการปลูกแล้ว จึงลำเลียงท่อนอ้อยลงในร่องที่ขุดเตรียมไว้แล้วเพื่อทำการปลูก นายถนอมศักดิ์ พนักงานเจ้าหน้าที่สำนักสิทธิบัตรมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ว่า สาระสำคัญของการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรตามลักษณะที่ระบุในข้อถือสิทธิมีลักษณะใกล้เคียงกับเอกสารสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,084,465 และเอกสารจากเว็บไซต์ "thehindu.com" จนถือได้ว่าการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น หากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาดังกล่าวให้ชี้แจงเหตุผลเพื่อประกอบการพิจารณา ตามสำเนาหนังสือสำนักสิทธิบัตร ที่ พณ 0706/06 - 011107 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 มีหนังสือชี้แจงว่าการประดิษฐ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรเป็นเครื่องมือเอนกประสงค์ต่อยอดจากเครื่องปลูกอ้อย พัฒนาเป็นเครื่องมืออื่น ๆ ได้อีก ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในข้อถือสิทธิ แตกต่างจากการประดิษฐ์ตามเอกสารอ้างอิงทั้งสองฉบับในหลายประเด็น มีชิ้นส่วนที่แตกต่างกันประกอบด้วยชุดจานใบผาลหมุน (ใหญ่) ชุดจานใบผาลหมุน (เล็ก) ชุดล้อกดหน้าดิน ชุดจานล้อคัดท้ายพร้อมใบปาดดิน และชุดล้อสั่งงาน การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,084,465 เป็นเครื่องปลูกอ้อยแบบลากจูง ใช้ปลูกอ้อยได้เพียงอย่างเดียว และการประดิษฐ์ตามเอกสารจากเว็บไซต์ "thehindu.com" มีลักษณะใบแถกร่องคู่ (ลักษณะแบบใบหัวหมู) ใช้ปลูกอ้อยได้เพียงอย่างเดียว อีกทั้งเอกสารอ้างอิงดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาในลักษณะเช่นเดียวกับที่คำขอรับสิทธิบัตรแสดงไว้ การประดิษฐ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม ประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น จึงถือว่ามีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามสำเนาหนังสือชี้แจงเหตุผลประกอบการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตร ลงวันที่ 23 มกราคม 2550 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกสิทธิบัตรการประดิษฐ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ตามสำเนาสิทธิบัตรการประดิษฐ์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 เป็นสิทธิบัตรที่ได้ออกโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 หรือไม่ ซึ่งเห็นควรพิจารณาเป็นลำดับไปว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามมาตรา 5 (1) และมาตรา 6 หรือไม่ และมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามมาตรา 5 (2) และมาตรา 7 หรือไม่ ในประเด็นเรื่องการประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างงานที่ปรากฏอยู่แล้วกับรายละเอียดของการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลยทั้งสอง งานที่ปรากฏอยู่แล้วที่โจทก์ทั้งสองอ้างอิง ได้แก่ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องปลูกอ้อย มอก.1480- 2540 ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และโจทก์ทั้งสองมีนางดาเรศร์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และนายกสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย มาเบิกความเป็นพยานว่า กระบวนการยกร่างมาตรฐานอุตสาหกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนปี 2540 ประมาณ 1 ถึง 2 ปี เครื่องปลูกอ้อยดังกล่าวมีส่วนประกอบคือ (1) ชุดพ่วงส่วนที่ติดอุปกรณ์ (2) อุปกรณ์เปิดร่อง ได้แก่ หัวผาล ใบผาล และแผ่นกันดินเพื่อป้องกันไม่ให้ดินตกลงไปในร่อง (3) อุปกรณ์ปลูก ได้แก่ ที่วางพาดลำอ้อย ช่องเสียบลำอ้อย เครื่องตัด ล้อขับเครื่องตัด ช่องปล่อยท่อนอ้อย อุปกรณ์กวาดดินกลบท่อนพันธุ์ และล้ออัดดิน แต่เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 ประกอบด้วย ชุดฐานใส่อ้อย (1) ชุดโครงผาลชักร่อง (2) ชุดล้อขับ (3) ชุดจานผาลหมุน (4) ชุดกล่องป้อนอ้อย (7) ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) ชุดล้อกดหน้าดิน (9) และชุดถังปุ๋ย (11) เมื่อเปรียบเทียบเครื่องปลูกอ้อยตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.1480 - 2540 และการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 แล้ว มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก.1480 - 2540 อุปกรณ์เปิดร่องซึ่งใช้เปิดหน้าดินให้เป็นร่องมีลักษณะแบบหัวหมู ล้อขับเครื่องตัดมีจำนวน 2 ล้อ คล้ายล้อรถไถนาแบบเดินตาม ช่องเสียบลำอ้อยมีช่องเดียว และอุปกรณ์กวาดดินกลบท่อนพันธุ์มีลักษณะเป็นแผ่นเหล็กคล้ายพลั่ว แต่การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 อุปกรณ์เปิดร่องเป็นจานผาลหมุนติดตั้งบนชุดโครงผาล ล้อขับมีล้อเดียว ลักษณะเป็นแกนเพลายึดติดระหว่างกึ่งกลางเหล็กเส้นวงกลม และมีเดือยยื่นออกสลับระหว่างกึ่งกลางและขอบนอกเหล็กเส้นวงกลม ชุดกล่องป้อนอ้อยแบ่งเป็นสองช่อง และอุปกรณ์กวาดดินกลบท่อนพันธุ์มีลักษณะแบบจานผาลหมุน ดังนั้นแม้เครื่องปลูกอ้อยตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.1480 - 2540 และการประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 จะมีหลักการทำงานคล้ายคลึงกัน แต่รูปแบบหรือรายละเอียดของการทำงาน รวมทั้งอุปกรณ์มีความแตกต่างกัน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 แตกต่างจากเครื่องปลูกอ้อยตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.1480 - 2540 อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบการประดิษฐ์ดังกล่าวกับงานจำนวน 3 รายการ ซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ตามรายงานการตรวจค้นเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรปรากฏผลดังนี้ (1) งานตามเอกสารของเว็บไซต์ "agricoop.nic.in" เป็นชุดโครงผาลชักร่องที่ถูกลากด้วยรถแทรกเตอร์ (tractor mounted disc harrow) ซึ่งประกอบด้วยจานจำนวน 2 ชุด (two gangs of discs) จานชุดแรกด้านหน้าทำหน้าที่ชักร่องในดิน จานชุดที่ 2 ด้านหลังทำหน้าที่กลบหน้าดิน งานดังกล่าวไม่มีอุปกรณ์อื่นๆ ประกอบในอันที่จะแสดงว่าเป็นเครื่องปลูกอ้อย จึงแตกต่างจากการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในเรื่องการปลูกอ้อย (2) งานตามเอกสารของเว็บไซต์ "thehindu.com" ซึ่งมีข้อความโดยสรุปว่า งานที่เครื่องปลูกอ้อย (sugarcane planter) ซึ่งลากโดยรถแทรกเตอร์ทำคือ ตัดท่อนพันธุ์ (sett cutting) เปิดร่องดิน (furrow opening) โรยปุ๋ย (fertilizer placement) และกลบท่อนพันธุ์ (covering setts) เครื่องปลูกอ้อยแบบสองแถวประกอบด้วยลูกกลิ้งที่หมุนเข้าหากันสองคู่ (two twin counter rotating rollers) อุปกรณ์ทำร่อง 2 อัน (two ridger bottoms) กล่องปุ๋ย (fertilizer box) และใบพลั่วสำหรับปิดร่องดิน (furrow closing shovels) ท่อนพันธุ์อ้อยทั้งหมดวางตั้งอยู่บนเครื่องปลูกอ้อย ใบมีดติดกับลูกกลิ้งที่หมุนเข้าหากันซึ่งขับเคลื่อนด้วยเพลาของรถแทรกเตอร์ (driven by the tracto power take off shaft) จากข้อความดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าอุปกรณ์ทำร่อง และอุปกรณ์กวาดดินกลบท่อนพันธุ์มีลักษณะเป็นจานผาลหมุน จึงมีลักษณะสำคัญที่ต่างจากการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 (3) งานตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,084,465 ซึ่งเป็นเครื่องปลูกอ้อย (sugar cane planting machine) ที่มีล้อระบบไฮดรอลิก และเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ที่ลากจูง เครื่องปลูกอ้อยดังกล่าวจะบรรทุกและขนท่อนอ้อยขนาดยาว แล้วทำการตัดให้ได้ขนาดที่จะใช้ปลูกได้ (plantable sizes) แล้วส่งลงไปยังร่องดินที่เตรียมไว้ด้านล่าง ( pre-formed furrows in the ground below) เครื่องปลูกอ้อยดังกล่าวจึงเป็นเพียงเครื่องตัดอ้อยให้เป็นท่อนแล้วลำเลียงสู่ร่องดินโดยปราศจากอุปกรณ์เปิดร่อง โรยปุ๋ย กลบท่อนอ้อย กลบปุ๋ย และกดหน้าดิน จึงแตกต่างจากการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่นำสืบถึงงานที่ปรากฏอยู่แล้วนอกเหนือจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมเครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 และรายงานการตรวจค้นเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร จึงรับฟังได้ว่าการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (1) และมาตรา 6 แล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องปลูกอ้อยของจำเลยทั้งสองเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 หรือไม่ ในประเด็นเรื่องขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานสรุปได้ว่า เมื่อปี 2542 เกษตรกรชาวไร่อ้อยประสบปัญหาขาดทุนจากการทำไร่อ้อยเนื่องจากราคาอ้อยตกต่ำ ต้นทุนการปลูกอ้อยสูง ได้รับผลผลิตต่อไร่น้อย ทำให้ปลูกอ้อยน้อยลง บริษัทอุตสาหกรรมอ่างเวียน จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา นำเครื่องปลูกอ้อยที่นายทุนทำการผลิตมาใช้ปลูกอ้อย เครื่องปลูกอ้อยดังกล่าวมีลักษณะ 1 ช่อง ป้อนต้นอ้อย ปลูกอ้อยแบบร่องเดี่ยว ความห่างของร่อง 120 ถึง 130 เซนติเมตร ไม่สามารถปรับความถี่ห่างของแนวร่องปลูกอ้อยได้ อ้อยเกิดเบาบาง ได้รับผลผลิตเพียง 7 ถึง 8 ตัน ต่อไร่เท่านั้น จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยได้ จำเลยที่ 1 นำชุดโครงผาลชักร่อง ลักษณะแบบจานผาลหมุนที่จำเลยที่ 1 ออกแบบประดิษฐ์มาตั้งแต่ปี 2527 ที่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยมีใช้อยู่ก่อนแล้ว มาต่อยอดทำให้เป็นเครื่องปลูกอ้อย เครื่องปลูกอ้อยของจำเลยที่ 1 มีทั้งแบบร่องปลูกอ้อยเดี่ยวที่สามารถปรับความถี่ห่างของร่องได้ตามที่ต้องการ กับแบบร่องปลูกอ้อยคู่แยกส่วนล่างออกจากกัน ระยะความห่างประมาณ 40 เซนติเมตร สามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึง 23 ถึง 25 ตัน ต่อไร่ เมื่อพิจารณาภูมิหลังของศิลปะหรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องและลักษณะและความมุ่งหมายของการประดิษฐ์ของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 แล้วพบว่าจำเลยที่ 1 ต้องการแก้ไขปัญหาดังนี้ (1) ปลายแหลมของใบหัวหมูจะไปสะดุดรากไม้ ตอไม้ใต้ดิน ก้อนหิน หรือเหง้าอ้อยในแปลงปลูกอ้อยเดิม ทำให้ติดขัด พื้นผิวดินในแปลงปลูกอ้อยมีความชื้นสูง ดินเกาะติดส่วนด้านหน้าใบหัวหมูจนไม่สามารถเปิดหน้าดินอย่างต่อเนื่องได้ ทำให้เสียเวลาทำงานเพิ่มขึ้น และสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงเพราะเครื่องปลูกอ้อยมีน้ำหนักมากในขณะทำการลาก ต่างจากการใช้ชุดจานผาลหมุน และชุดล้อขับที่ช่วยให้เบาแรงของเครื่องยนต์ในขณะทำการลาก (2) กรณีเครื่องปลูกอ้อยแบบเดิมที่ไม่สามารถปรับระยะความถี่ห่างของร่องปลูกอ้อยได้ (3) ชุดใบกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยแต่เดิมใช้เหล็กแผ่นงอโค้งลักษณะใบพลั่วปาดดินเข้าหากัน การกลบท่อนอ้อยและปุ๋ยเคมีทำได้เป็นช่วงๆ ไม่ต่อเนื่อง เพราะดินเกาะติดที่ใบพลั่ว การพลิกดินไม่ดีพอ หรือสะดุดก้อนดิน ก้อนหิน หรือเหง้าอ้อยที่ยังไม่เน่าเปื่อย ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ซึ่งประกอบด้วย ชุดฐานใส่อ้อย (1) ชุดโครงผาลชักร่อง (2) ชุดล้อขับ (3) ชุดจานผาลหมุน (4) ชุดกล่องป้อนอ้อย (7) ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) ชุดล้อกดหน้าดิน (9) และชุดถังปุ๋ย (11) นางดาเรศร์ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยาน สรุปได้ว่า ชุดฐานใส่อ้อย (1) มีลักษณะที่พบได้ในเครื่องปลูกอ้อยทั้งในและต่างประเทศ และในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 ชุดโครงผาลชักร่อง (2) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสากล (ISO 730) และมีการกำหนดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เรื่องมิติพ่วงแบบสามจุดสำหรับแทรกเตอร์แบบล้อยางเพื่อการเกษตร มอก. 983 - 2533 ชุดล้อขับ (3) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันโดยทั่วไปในการควบคุมเพลาที่ต้องการให้หมุนเฉพาะเมื่อรถแทรกเตอร์เคลื่อนที่ มักใช้ในเครื่องจักรกลการเกษตรประเภทเครื่องหยอดเมล็ดพืช เครื่องใส่ปุ๋ย เครื่องใส่สารเคมีกำจัดแมลง ชุดจานผาลหมุน (4) เป็นอุปกรณ์เปิดดินที่พบในตำราทางวิศวกรรมเกษตร ชุดกล่องป้อนอ้อย (7) มีลักษณะรูปทรงพื้นฐานที่ใช้กันมานานและมีกำหนดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) พบในเครื่องปลูกพืชทั่วไปและตำราทางวิศวกรรมเกษตร ชุดล้อกดหน้าดิน (9) พบในตำราทางวิศวกรรมเกษตร และมีกำหนดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 และชุดถังปุ๋ย (11) เป็นอุปกรณ์ที่มีการใช้กันโดยทั่วไป และพบในตำราทางวิศวกรรมเกษตร ตามรายงานผลการตรวจค้นการประดิษฐ์ "เครื่องปลูกอ้อย" ตามคำขอรับสิทธิบัตร เลขที่คำขอ 086021 ลงวันที่ 23 กันยายน 2546 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรมการเกษตร และอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 ออกแบบเครื่องปลูกอ้อย มีเกษตรกรใช้เครื่องปลูกอ้อยอยู่ก่อนแล้ว แต่ได้ผลผลิตอัตราต่อไร่ต่ำ แม้จำเลยที่ 1 เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ออกแบบประดิษฐ์ชุดโครงผาลชักร่อง ลักษณะแบบจานผาลหมุนมาตั้งแต่ปี 2527 แต่ก็ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในการประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 จำเลยที่ 1 ไม่ได้คิดค้นอุปกรณ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบต่างๆขึ้นเอง แต่นำมาประกอบรวมเข้าด้วยกัน กรณีต้องพิจารณาต่อไปว่าการที่จำเลยที่ 1 นำชุดฐานใส่อ้อย (1) ชุดโครงผาลชักร่อง (2) ชุดล้อขับ (3) ชุดจานผาลหมุน (4) ชุดกล่องป้อนอ้อย (7) ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) ชุดล้อกดหน้าดิน (9) และชุดถังปุ๋ย (11) มาใช้กับเครื่องปลูกอ้อย ทำให้การประดิษฐ์ของจำเลยที่ 1 มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นหรือไม่ โดยเห็นควรแยกพิจารณาอุปกรณ์แต่ละส่วนดังนี้ (ก) ชุดฐานใส่อ้อย (1) และชุดกล่องป้อนอ้อย (7) ตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุเกี่ยวกับชุดฐานใส่อ้อยว่า มีลักษณะโครงรูปสี่เหลี่ยม ด้านหลังข้างขวาหักมุม 90 องศา ด้านล่างของชุดฐานใส่อ้อยเชื่อมติดขอบฐานโดยเหล็กฉาก ขอบฐานด้านนอกเชื่อมติดโดยรอบด้วยเหล็กแบน พื้นของชุดฐานใส่อ้อยใช้เหล็กแบนเชื่อมติดพร้อมคั่นเป็นช่องๆ ด้วยเหล็กแบน และระบุเกี่ยวกับชุดกล่องป้อนอ้อยว่า มีลักษณะส่วนด้านบนทรงสี่เหลี่ยม ส่วนด้านล่างทรงพีระมิด ประกอบด้วยฝาปิดที่เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยม เจาะรูขอบมุมทั้งสี่ด้านยึดด้วยนอตบริเวณกึ่งกลาง ยกฐานสูงขึ้นแบ่งเป็นช่องสองช่อง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความทำนองว่า กรณีปลูกแบบร่องเดียว มีช่องป้อนต้นอ้อยจำนวน 2 ช่อง กรณีปลูกแบบร่องคู่ มีช่องป้อนต้นอ้อยจำนวน 4 ช่อง แยกส่วนล่างออกจากกัน ระยะความห่างประมาณ 40 เซนติเมตรซึ่งเรื่องระยะความห่างนี้ จำเลยที่ 1 เบิกความด้วยว่า ได้ศึกษาวิธีการปลูกอ้อยพบว่า ความห่างของร่องประมาณ 41 เซนติเมตร ต้นอ้อยงอกอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน เจริญเติบโตได้ดี ได้รับผลผลิตมากที่สุด เห็นว่า ชุดฐานใส่อ้อยและชุดกล่องป้อนอ้อยมีลักษณะเช่นเดียวกับ ที่วางพาดลำอ้อย และช่องเสียบลำอ้อย ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก.1480 - 2540 และตามเอกสารจากเว็บไซต์ thehindu.com แนบท้ายรายงานการตรวจค้นเพื่อประกอบ การพิจารณาตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร แสดงภาพการป้อนอ้อยในแนวตั้ง และมีข้อความว่า ผู้ปฏิบัติงานสองคนซึ่งนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่บนโครงของเครื่องปลูกอ้อย ป้อนอ้อยทั้งหมดผ่านช่องนำอ้อยสู่ด้านล่าง (chutes) ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าระบบการทำงานของฐานใส่อ้อยและกล่องป้อนอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ได้ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพแตกต่างจากที่วางพาดอ้อย และช่องเสียบลำอ้อยทั่วๆ ไปอย่างไร เมื่อปรากฏเพียงว่าจำเลยที่ 1 เพิ่มปริมาณช่องป้อนต้นอ้อยให้มากขึ้น จึงเป็นการประดิษฐ์ที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร (agricultural machinery) ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างถึงเรื่องการปรับระยะห่างของร่องนั้น เมื่อผู้ออกแบบเครื่องปลูกอ้อยสามารถปรับแต่งให้ได้ระยะตามที่ต้องการได้อยู่แล้ว ดังเช่นที่ปรากฏตัวอย่างตามเอกสารจากเว็บไซต์ "thehindu.com" แนบท้ายรายงานการตรวจค้นเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร ซึ่งระบุว่าเครื่องปลูกอ้อยสามารถปรับระยะห่างระหว่างร่องจาก 830 มิลลิเมตร ถึง 1,000 มิลลิเมตร กรณีจึงเป็นเรื่องปกติ (ข) ชุดโครงผาลชักร่อง (2) และชุดจานผาลหมุน (4) ตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุเกี่ยวกับโครงผาลชักร่อง และชุดจานผาลหมุนว่า ชุดจานผาลชักร่องมีลักษณะคานคู่ วางขนาน ส่วนปลายทั้งสองด้านติดตั้งชุดจานผาลหมุนที่ปรับเลื่อนได้ ระหว่างกึ่งกลางส่วนด้านล่างชุดโครงผาลชักร่องมีชุดล้อขับติดตั้งอยู่ด้วยแกนเพลาและฐานยึดลูกปืนตุ๊กตา โดยปลายแกนเพลาด้านหนึ่งหมุนเข้ากับเฟืองขับโซ่ส่งกำลังไปที่ชุดเฟืองรับกำลังหน้าโดยโซ่หมุนไปที่เฟืองซึ่งยึดติดระหว่างแกนเพลาติดตั้งที่ด้านบนส่วนหน้าชุดโครงผาลชักร่อง ดังนั้นชุดโครงผาลชักร่องตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 จึงเป็นเพียงโครงสร้างสำหรับยึดเกาะให้แก่ชิ้นส่วนต่างๆ นำไปพ่วงกับรถแทรกเตอร์และมิได้มีลักษณะพิเศษเพิ่มเติม ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนางดาเรศร์ พยานโจทก์ทั้งสองว่า ลักษณะของโครงผาลชักร่องตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 เป็นโครงสร้างปกติ พบได้ในเครื่องจักรกลการเกษตรชนิดต่าง ๆ ทั่วไป ที่จำเลยที่ 1 นำชุดโครงผาลชักร่องดังกล่าวมาใช้กับเครื่องปลูกอ้อย จึงเป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร ส่วนชุดจานผาลหมุนนั้น การที่จำเลยที่ 1 เปลี่ยนอุปกรณ์เปิดดินจากหัวหมูชักร่องเป็นจานผาลหมุนซึ่งเป็นอุปกรณ์เปิดดินอีกชนิดหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตรสามารถคาดหมายได้โดยง่าย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจานผาลหมุนตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 สามารถปรับเลื่อน เพิ่มเติมและปรับองศาได้นั้น ปรากฏว่าการปรับแต่งดังกล่าวสามารถกระทำได้โดยสภาพของจานผาลอยู่แล้ว ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ นอกจากนี้การที่สิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุถึงปัญหาของการใช้เครื่องปลูกอ้อยว่า ใบหัวหมูทำให้ไม่สามารถทำการปลูกได้อย่างต่อเนื่องเพราะปลายแหลมของใบหัวหมูสะดุดรากไม้ ตอไม้ใต้ดิน ก้อนหิน หรือเหง้าอ้อยในแปลงปลูกอ้อยเดิม ทำให้ติดขัด ดินเกาะติดส่วนหน้าใบหัวหมู ทำให้ไม่สามารถเปิดดินได้อย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถปรับระยะความถี่ห่างของร่องปลูกอ้อยได้ กลับปรากฏความเห็นของนางดาเรศร์ในรายงานโต้แย้งว่า อุปกรณ์เปิดร่องแบบผาลทำให้ผาลสามารถกลิ้งข้ามสิ่งกีดขวางได้จริง แต่จะมีผลเสียมากกว่า เนื่องจากท่อนพันธุ์จะลอยบนพื้นไม่ฝังดินและท่อนพันธุ์จะเสียหายรวมทั้งอ้อยไม่งอก แต่แบบหัวหมูชักร่องสามารถเชื่อมั่นได้ว่าท่อนพันธุ์จะถูกวางลงในดินในระดับความลึกที่ต้องการได้อย่างสม่ำเสมอเท่ากัน กับถูกกลบด้วยความหนาของดินที่เท่ากันและหนาตามความต้องการของผู้ใช้ได้ จึงไม่ควรนับเป็นการออกแบบที่ดีขึ้น เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบแสดงหลักฐานเปรียบเทียบการใช้เครื่องปลูกอ้อยที่ใช้หัวหมูชักร่อง กับการใช้จานผาลหมุนเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ว่าการใช้จานผาลหมุนทำให้ได้ผลผลิตอ้อยดีกว่าแบบหัวหมูชักร่องอย่างไร อีกทั้งแบบหัวหมูชักร่องยังเป็นอุปกรณ์เปิดดินประเภทที่สอดคล้องกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ออกมาเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดแก่ประชาชน ข้อเท็จจริงจึงยังไม่อาจรับฟังตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าการใช้จานผาลหมุนตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 มีประสิทธิภาพดีกว่าอุปกรณ์เปิดดินแบบเดิม (ค) ชุดล้อขับ (3) ตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุเกี่ยวกับชุดล้อขับว่ามีลักษณะเป็นแกนเพลา ยึดติดระหว่างกึ่งกลางเหล็กเส้นวงกลม มีเดือยยื่นออกสลับระหว่างกึ่งกลางและขอบนอกเหล็กเส้นวงกลม โดยแกนเพลาสวมเข้าระหว่างกึ่งกลางหน้าแปลนที่มีเหล็กค้ำยันยึดกับเหล็กเส้นวงกลมที่ปลายแกนเพลาด้านหนึ่งเป็นเกลียวนอกเกลียวซ้าย เห็นว่า ชุดล้อขับตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ทำหน้าที่ช่วยรับน้ำหนักของเครื่องปลูกอ้อยและขับเคลื่อนกลไกการตัด (cutter machanism) ชุดล้อขับจะหมุนเฟืองขับโซ่ที่ยึดติดปลายแกนเพลาชุดล้อขับให้หมุนตาม และส่งกำลังขึ้นไปที่เฟืองรับกำลังหน้าโดยใช้โซ่ หลักการทำงานเป็นการควบคุมเพลาให้หมุนเฉพาะเมื่อรถแทรกเตอร์เคลื่อนที่เหมือนกับ "Ground Wheel" ซึ่งนางดาเรศร์พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า "Ground Wheel" ดังกล่าวใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตรต่าง ๆ นอกจากนี้ตามภาพถ่ายเอกสารแนบที่ 4 ท้ายรายงาน แสดงภาพล้อเหล็กที่มีเดือย ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 นำล้อเหล็กที่มีเดือยซึ่งมีผู้ใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตรชนิดอื่นมาใช้กับเครื่องปลูกอ้อยแทนล้อยาง ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับเครื่องจักรทางการเกษตรคาดหมายได้อยู่แล้ว (ง) ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) และชุดล้อกดหน้าดิน (9) ตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุเกี่ยวกับชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมีว่า ประกอบด้วยแกนเพลาที่ปลายแกนเพลาด้านหนึ่งเชื่อมติดเข้ากับเหล็กแบน มีรูเจาะระหว่างกึ่งกลางแกนเพลางอประมาณ 30 องศา มีฐานยึดปลายแกนเกลียวและฐานยึดปลายปลอกเกลียวส่วนปลายเชื่อมติดหน้าแปลนยึดเข้ากับหน้าแปลน จานผาลกลบด้วยนอต และระบุเกี่ยวกับชุดล้อกดหน้าดินว่าประกอบด้วยแกนเพลาที่ปลายแกนเพลาด้านหนึ่งเชื่อมติดเหล็กแบน เจาะรูประกบเข้ากับฐานยึดปลายแกนเพลาเชื่อมติดฐานยึดล้อกดหน้าดินที่มีล้อกดหน้าดินลักษณะทรงกระบอก หน้าตัดมีเดือยยื่นออกสลับ ระหว่างขอบนอกแกนเพลาสวมเข้าตรงจุดศูนย์กลางพร้อมลูกปืนและนอตยึดรวมทั้งเหล็กขูดดิน เห็นว่า สำหรับชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) นั้น การที่จำเลยที่ 1 ใช้จานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมีกับเครื่องปลูกอ้อย และใช้ล้อกดหน้าดินนั้นโดยหลักการทำงานยังคงเป็นการกลบและปิดหน้าดินเช่นเดิม และการเปลี่ยนมีเพียงชนิดของอุปกรณ์ในการกลบหรืออุปกรณ์ปิดหน้าดิน ถือได้ว่าเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร (จ) ชุดถังปุ๋ย (11) ตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุเกี่ยวกับชุดถังปุ๋ยว่ามีลักษณะด้านบนทรงสี่เหลี่ยมด้านล่างทรงกรวยด้านบนมีฝาปิดด้านล่างยึดติดกับท่อปลายเปิดซึ่งสวมเข้ากับแกนเพลาเกลียวโรยปุ๋ยที่มีเกลียว โรยปุ๋ยลักษณะเป็นเกลียวซ้าย ขวา เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำชุดถังปุ๋ยซึ่งทำงานในหลักการเดียวกันมาใช้กับเครื่องปลูกอ้อย จึงเป็นการประดิษฐ์ที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร ดังนั้นเมื่อพิจารณาส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องตัดอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ทั้งหมดแล้ว เห็นว่า การประดิษฐ์ชุดฐานใส่อ้อย ชุดโครงผาลชักร่อง ชุดล้อขับ ชุดจานผาลหมุน ชุดกล่องป้อนอ้อย ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี ชุดล้อกดหน้าดิน และชุดถังปุ๋ย ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร และการที่จำเลยที่ 1 นำอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมารวมเข้าด้วยกัน ไม่ก่อให้เกิดผลทางเทคนิคใหม่ ๆ หรือผลที่พัฒนาขึ้นจากการรวมนั้น นอกเหนือไปจากผลทางเทคนิคของอุปกรณ์นั้น ๆ เอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 จึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 5 (2) และมาตรา 7 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 5 (1) ม. 5 (2) ม. 6 ม. 7 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกมลอินดัสตรี จำกัด กับพวก
จำเลย — นายโมเสสหรือสมพร ขุริลัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3112/2560
#611285
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของ ส. ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. เจ้ามรดกเพื่อนำไปแบ่งปันทายาท สภาพแห่งข้อหาคือ ที่ดิน มรดก และกรรมสิทธิ์รวม คำขอบังคับ คือ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ ที่ดินพิพาทมีชื่อ ส. ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยทั้งสองอันเป็นมรดกของ ส. ที่จะตกแก่ทายาทของ ส. ซึ่งมีโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกจะต้องนำไปแบ่งทายาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและไม่ยอมแบ่งกรรมสิทธิ์รวม คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายฟ้องชัดแจ้งถูกต้องตาม ป.วิ.พ. 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ ส่วนที่โจทก์จะได้ส่วนแบ่งเพียงใดนั้นตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ไม่ได้ระบุเป็นส่วนของบุคคลใดจำนวนเท่าใด ต้องสันนิษฐานว่าแต่ละคนมีส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 โจทก์ไม่ต้องอ้างมาในฟ้องเนื่องจากเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับบทกฎหมาย และถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 3 ส่วน คือ 4 ไร่เศษ ซึ่งในชั้นตีราคาพิพาทเพื่อชำระค่าขึ้นศาล โจทก์ขอคิดเพียง 4 ไร่ จำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจคำฟ้องแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

สำหรับปัญหาว่า จำเลยทั้งสองและ ส. แบ่งปันทรัพย์มรดกของ ห. ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง และต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วหรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีโดยชัดแจ้งว่า มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วอันเป็นการอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากเป็นจริงดังที่จำเลยทั้งสองให้การ จำเลยทั้งสองก็ไม่ต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ปัญหานี้จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1

สำหรับปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนอกประเด็นที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองและ ส. ไม่ได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ห. ตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง โดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด และก่อนที่ ส. จะเป็นคนสาบสูญก็ได้ร่วมทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วย จึงถือได้ว่า ส. ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน ส. มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง เมื่อ ส. เป็นคนสาบสูญ สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกตามพินัยกรรมที่ยังไม่ได้แบ่งนั้นย่อมเป็นกองมรดกของ ส. ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ ส. ซึ่งมีโจทก์รวมอยู่ด้วย โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกซึ่งถือเป็นผู้แทนของทายาท ย่อมได้รับประโยชน์ตาม ป.พ.พ. 1748 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และเมื่อจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการจดทะเบียนให้จำเลยทั้งสองและ ส. ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแล้ว ที่ดินพิพาทจึงสิ้นความเป็นมรดกและตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยทั้งสองและ ส. เจ้าของรวมมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินให้ตามมาตรา 1636 วรรคหนึ่ง เมื่อ ส. เป็นคนสาบสูญถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 62 โจทก์เป็นทั้งทายาทและผู้จัดการมรดกของ ส. ตามคำสั่งศาล จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 1736

ทั้งนี้ขณะที่ ห. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจำนองไว้แก่กรมตำรวจ จำเลยทั้งสองและ ส. ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะต้องรับภาระผูกพัน คือจำนองที่ติดอยู่กับที่ดินพิพาทร่วมกันโดยรับภาระจำนองคนละ 1 ใน 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1362, 1365 ประกอบมาตรา 1745 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนอง ส. ต้องรับผิดในหนี้ส่วนของตนที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เมื่อ ส. เป็นคนสาบสูญ หนี้ส่วนนี้อันถือว่าเป็นกองมรดกของ ส. จึงตกแก่ทายาทของ ส. ตามมาตรา 1602 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. จึงต้องชำระเงินค่าไถ่ถอนจำนอง 1 ใน 3 ให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้รับช่วงสิทธิในมูลหนี้จำนองที่ได้ชำระไปแล้วตามมาตรา 226 ประกอบมาตรา 229 (3) ก่อน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 12722 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ แก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจำหน่ายโฉนดที่ดินดังกล่าวออกจากสารบบแล้วให้ออกใบแทนฉบับเดิมแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 12722 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ แก่โจทก์ เนื้อที่หนึ่งในสามของที่ดินแปลงดังกล่าว โดยให้ด้านหน้าของที่ดินทั้งสามส่วนอยู่ติดทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศเหนือเป็นระยะเท่า ๆ กัน ให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ด้านทิศตะวันตกให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ด้านทิศตะวันออก ส่วนจำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ที่เหลือตรงกลางของที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างที่ดินส่วนของโจทก์และที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 12722 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ แก่โจทก์ และถ้าไม่สามารถดำเนินการแบ่งแยกได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วนที่พึงจะได้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 12722 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ แก่โจทก์เนื้อที่ 4 ไร่หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ตามส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นางเหรียญ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยทั้งสองในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน แต่ถึงแก่ความตายไปก่อน 2 คน นางเหรียญเป็นภริยาของด้วยกฎหมายของดาบตำรวจประมวล มีบุตรด้วยกัน คือ นายสงกรานต์ ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 ตามสำเนาต้นขั้วใบสำคัญการสมรและสำเนาใบสำคัญการสมรส จำนวน 2 ฉบับ มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิงอรัญญา ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว และเด็กหญิงกนกลดา ตามบัญชีเครือญาติ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 นางเหรียญได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินรวม 4 แปลง ให้แก่จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ที่ดินตามที่ระบุในพินัยกรรม 4 แปลง มีดังนี้ แปลงที่หนึ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก ทะเบียนเลขที่ 900 เล่ม 9 ข หน้า 50 เลขที่ดิน 473 หมายเลข 5641I แผ่นที่ 180 เนื้อที่ 14 ไร่ ซึ่งก็คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 12722 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่พิพาทกันในคดีนี้ โดยขณะทำพินัยกรรมได้จำนองไว้แก่กรมตำรวจ ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนด แปลงที่สอง ที่ดินโฉนดเลขที่ 13687 (ต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 8316) ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนด แปลงที่สาม ที่ดินโฉนดเลขที่ 11453 ตำบลโคกสะอาด อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 59 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญด้านหลังโฉนด แปลงที่สี่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9774 ตำบลโคกสะอาด อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 30 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญด้านหลังโฉนด ต่อมานางเหรียญถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเหรียญตามคำสั่งศาลจึงได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่สองถึงแปลงที่สี่ รวม 3 แปลง ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ให้แก่จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ ตามข้อกำหนดพินัยกรรม เมื่อวันที่ 14, และ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ตามลำดับ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 17มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนยกที่ดินกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของตนให้แก่นายสงกรานต์ทั้งสามแปลงดังกล่าว ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนรวมสามโฉนด วันที่ 13 พฤษภาคม 2548 นายสงกรานต์ขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ให้แก่นางลำดวน วันที่ 21 ธันวาคม 2548 นายสงกรานต์ถูกคนร้ายจับตัวไปพร้อมรถยนต์กระบะ ไม่มีผู้ใดพบเห็นเป็นเวลา 3 ปีเศษ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งว่านายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้นายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญ ตามสำเนาคำสั่งศาลคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 333/2552 หมายเลขแดงที่ 730/2552 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 วันที่ 6 มกราคม 2553 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเหรียญดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากกรมตำรวจและจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในวันเดียวกัน โดยขณะนั้นนายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญแล้ว ส่วนโจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ ตามสำเนาคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 116/2553 หมายเลขแดงที่ 306/2553 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2553 จากนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 หลังจากฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความว่า ดาบตำรวจประมวลเข้าไปในที่ดินพิพาทตามสำเนารายงานประจำวันแจ้งเป็นหลักฐาน ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2557

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของนายสงกรานต์ ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์เจ้ามรดก เพื่อนำไปแบ่งปันทายาท สภาพแห่งข้อหา คือ ที่ดิน มรดก และกรรมสิทธิ์รวม คำขอบังคับ คือ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ ที่ดินพิพาทมีชื่อนายสงกรานต์ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยทั้งสองอันเป็นมรดกของนายสงกรานต์ที่จะตกแก่ทายาทของนายสงกรานต์ ซึ่งมีโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกจะต้องนำไปแบ่งทายาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและไม่ยอมแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ดังนี้ คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายในข้อที่กล่าวนี้ชัดแจ้งถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ ส่วนที่โจทก์จะได้ส่วนแบ่งเพียงใดนั้น ตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ไม่ได้ระบุว่าเป็นส่วนของบุคคลใดจำนวนเท่าใด ก็ต้องสันนิษฐานว่าแต่ละคนมีส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 โดยโจทก์หาจำต้องอ้างบทมาตราดังกล่าวมาในฟ้อง เนื่องจากเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับบทกฎหมาย และถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 3 ส่วน คือ 4 เศษ 2 ส่วน 3 ไร่ ซึ่งในชั้นตีราคาพิพาทเพื่อชำระค่าขึ้นศาล โจทก์ขอคิดเพียง 4 ไร่ เป็นเงิน 400,000 บาท จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจคำฟ้องแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางเหรียญ ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง โดยต่างเข้าครอบครองเป็นสัดส่วนแล้วหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้คดีโดยชัดแจ้งว่า มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางเหรียญตามพินัยกรรมโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว อันเป็นการอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากเป็นจริงดังที่จำเลยทั้งสองให้การ จำเลยทั้งสองก็ไม่ต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามประเด็นพิพาทข้อ 3 ที่ศาลชั้นต้นกำหนด คือ จำเลยทั้งสองต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหาดังกล่าวศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ปัญหานี้จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 จำเลยทั้งสองมีพยาน 3 ปาก คือ จำเลยทั้งสอง และนายสุวรรณ ซึ่งเป็นพี่เขยของจำเลยทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์เป็นผู้รับมรดกตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ที่ดินพิพาทและที่ดินอีก 3 แปลง จำเลยทั้งสองได้โอนที่ดิน 3 แปลง ให้นายสงกรานต์แล้วนายสงกรานต์บอกกับจำเลยทั้งสองด้วยวาจาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 14 ไร่ จะยกให้จำเลยทั้งสองแบ่งกันคนละ 7 ไร่ เห็นว่า พยานทั้งสามของจำเลยทั้งสองเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน และไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงลำพัง โดยนายสงกรานต์ไม่ได้ร่วมครอบครองที่ดินพิพาทด้วยนายสงกรานต์เพียงแต่บอกด้วยวาจาว่าจะยกให้แก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่ได้มีพฤติการณ์ให้จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทเพียงลำพัง แต่กลับได้ความจากจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ขณะนายสงกรานต์ยังมีชีวิตอยู่ได้เข้าทำประโยชน์ร่วมกับพยาน ยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ยังครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกัน ไม่ได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางเหรียญตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง โดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดดังที่จำเลยทั้งสองให้การ นอกจากนี้ตามข้อกำหนดพินัยกรรมได้แต่งตั้งนางมะลิ เป็นผู้จัดการมรดก แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบได้ความว่า นางมะลิถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 จึงขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมและศาลได้มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนางเหรียญ ดังนั้น หากมีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมคือ ที่ดิน 4 แปลง ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยแล้ว ก็น่าที่จะไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองเพียงลำพังเท่านั้น ส่วนที่ดินอีก 3 แปลง ก็ควรจะเป็นชื่อของนายสงกรานต์แต่เพียงคนเดียว แต่ตามสารบัญการจดทะเบียนที่ดินพิพาทตามสำเนาโฉนดที่ดิน และตามสำเนาโฉนดที่ดินอีก 3 แปลง ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 3 คน โดยเฉพาะที่ดิน 3 แปลงนั้น กลับได้ความว่า หลังจากโอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมแล้ว เป็นเวลา 3 ปีเศษ จำเลยทั้งสองจึงจดทะเบียนโอนให้แก่นายสงกรานต์โดยเสน่หา ยิ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าไม่มีข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางเหรียญโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดดังที่จำเลยทั้งสองให้การ พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง โจทก์มีพยานคือ ดาบตำรวจประมวล และนายประสิทธิ์ เบิกความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางเหรียญ ซึ่งเป็นภริยาของดาบตำรวจประมวล ระหว่างนายสงกรานต์มีชีวิตและภายหลังนางเหรียญถึงแก่ความตาย นายสงกรานต์ได้ร่วมทำกินกับจำเลยทั้งสองก่อนที่จะเป็นคนสาบสูญ เห็นว่า พยานทั้งสองของโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า นายสงกรานต์ทำกินในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยทั้งสอง โดยเฉพาะนายประสิทธิ์อยู่ในหมู่บ้านซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่และไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียในคดี นับว่าเป็นคนกลางจึงมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งขึ้น จำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายสงกรานต์ได้ร่วมทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของดาบตำรวจประมวลและนายประสิทธิ์ ทำให้คำเบิกความของดาบตำรวจประมวลและนายประสิทธิ์มีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งขึ้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางเหรียญตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉันตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามคำให้การจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ ซึ่งเป็นคนสาบสูญ ฟ้องเรียกร้องเอาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางเหรียญ เกินหนึ่งปี จึงขาดอายุความมรดกแต่ศาลล่างทั้งสองกลับไปวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่ใช่ทายาทของนายสงกรานต์จึงไม่มีสิทธิยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 อันเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ ย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ไม่ได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางเหรียญตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง โดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนที่นายสงกรานต์จะเป็นคนสาบสูญก็ได้ร่วมทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยดังวินิจฉัยในปัญหาประการที่สอง จึงถือได้ว่านายสงกรานต์ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน นายสงกรานต์มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางเหรียญตามพินัยกรรมและได้มีการโอนที่ดินตามพินัยกรรม 3 แปลงให้นายสงกรานต์ก่อนที่จะเป็นคนสาบสูญ แม้ต่อมานายสงกรานต์จะถูกคนร้ายจับตัวไปก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเป็นคนสาบสูญ ก็ต้องถือว่านายสงกรานต์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยจำเลยทั้งสองครอบครองแทน และหลังจากที่นายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ยังจดทะเบียนให้นายสงกรานต์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยทั้งสอง ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่า นายสงกรานต์ได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน เมื่อนายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญ สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกตามพินัยกรรมที่ยังไม่ได้แบ่งนั้น ย่อมเป็นกองมรดกของนายสงกรานต์ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนายสงกรานต์ ซึ่งมีโจทก์รวมอยู่ด้วย โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ซึ่งถือเป็นผู้แทนของทายาทของนายสงกรานต์ ย่อมได้รับประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการจดทะเบียนให้จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแล้ว ที่ดินพิพาทจึงสิ้นความเป็นมรดกและตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ทรัพย์สิน หมวด 3 กรรมสิทธิ์รวม ซึ่งเจ้าของรวมมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ตามมาตรา 1636 วรรคหนึ่ง เมื่อนายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญ ถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มรดกของนายสงกรานต์คือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทย่อมตกแก่ทายาทของนายสงกรานต์ที่มีโจทก์รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ ตามมาตรา 1602 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นทั้งทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ตามคำสั่งศาล จึงเป็นผู้แทนของทายาท มีสิทธิและหน้าที่อันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามมาตรา 1719 รวมทั้งมีอำนาจฟ้องคดีตามมาตรา 1736 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดและไม่ยอมแบ่งกรรมสิทธิ์รวม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า นางเหรียญ ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ จึงเป็นผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1651 (2) ปรากฏว่าขณะที่นางเหรียญถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจำนองไว้แก่กรมตำรวจอยู่ จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะต้องรับ ภาระผูกพันคือ จำนองที่ติดอยู่กับที่ดินพิพาทร่วมกันตามบทกฎหมายข้างต้นโดยรับภาระจำนองคนละ 1 ใน 3 ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1362 และ 1365 ประกอบมาตรา 1745 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองดังปรากฏในสำเนาโฉนดที่ดินที่โจทก์แนบท้ายฟ้องอันถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง และตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ก็ดีและนำสืบโดยโจทก์ไม่นำสืบโต้แย้ง ดังนี้ นายสงกรานต์ต้องรับผิดในหนี้ส่วนของตนที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เมื่อนายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญ หนี้ส่วนนี้อันถือว่าเป็นกองมรดกของนายสงกรานต์จึงตกแก่ทายาทของนายสงกรานต์ ตามมาตรา 1602 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์จึงต้องชำระเงินค่าไถ่ถอนจำนอง 1 ใน 3 ส่วน ให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้รับช่วงสิทธิในมูลหนี้จำนองที่ได้ชำระไปแล้ว ตามมาตรา 226 ประกอบมาตรา 229 (3) ก่อน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระหนี้ค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 1 ใน 3 ส่วนของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ในการไถ่ถอนจำนองไปก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 62 ม. 175 วรรคหนึ่ง ม. 226 ม. 229 (3) ม. 1357 ม. 1362 ม. 1365 ม. 1602 ม. 1636 วรรคหนึ่ง ม. 1719 ม. 1736 ม. 1745 ม. 1748 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอลิศรา น้อยหลุบเลาหรือนาทันนึก ในฐานะ
ผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ น้อยหลุบเลา
จำเลย — นางสาวไล สุระภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายสราวุธ ยงใจยุทธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยวัฒน์ วิสานนท์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา