คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3908/2560
#612820
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ปรากฏเหตุข้ออ้างในการขอขยายระยะเวลาแต่เพียงว่า วันที่ครบกำหนดยื่นคำแก้อุทธรณ์เป็นวันตรงกับวันหยุดเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 มีเหตุขัดข้องประการอื่น ย่อมยังไม่พอฟังได้ว่า กรณีมีเหตุควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์เนื่องจากมีความจำเป็นหรือเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 19

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับโจทก์ที่ 2 ทุกฉบับมีการระบุแจ้งให้ทราบว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โดยมีเหตุผลตามใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มทุกฉบับ ส่วนที่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นคำสั่งทางปกครองที่มิได้มีการระบุวัน เดือน ปี ที่ทำคำสั่งไว้โดยเฉพาะ ก็มิได้มีผลกระทบต่อเนื้อหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายแห่งการประเมินภาษี และยังได้ความตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 06730070-25490615-005-00047 ถึง 00082 ตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการจัดทำทะเบียนคุมรายการและจัดทำบัญชีด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2546 รหัสชุดเลขที่ 25490615 หมายถึง พ.ศ.(2549) เดือน (6) วันที่ (15) ที่ออกหนังสือ โดยโจทก์ที่ 2 ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวโดยชอบแล้ว ประกอบกับทางพิจารณาไม่ปรากฏว่า โจทก์ที่ 2 ต้องเสียหายเนื่องจากการที่มิได้มีการระบุวัน เดือน ปี ที่ทำคำสั่งในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย ตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 อันมิได้มีผลทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายถึงขนาดต้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองให้เสียไปเพื่อเยียวยาแก่โจทก์ที่ 2

โจทก์ที่ 2 มีชื่อเป็นผู้เช่าที่ดินแปลงพิพาทจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำตามที่คณะบุคคลโครงการ น. มอบหมายซึ่งอยู่ภายในวัตถุประสงค์ของคณะบุคคลดังกล่าว การที่คณะบุคคลโครงการ น. ตกลงให้อาคารและสิ่งก่อสร้างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้วโดยคณะบุคคลโครงการ น. ได้รับสิทธิการเช่าเป็นค่าตอบแทนและสามารถนำสิทธิการเช่าโอนขายให้แก่บุคคลทั่วไปได้ โดยเมื่อลูกค้าชำระค่าสิทธิการเช่าดังกล่าวแล้ว ลูกค้าก็จะต้องไปทำสัญญาเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ผู้ให้เช่าโดยตรง การประกอบกิจการของคณะบุคคลโครงการ น. ในลักษณะที่ได้รับผลตอบแทนจากการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว นิติสัมพันธ์ระหว่างคณะบุคคลโครงการ น. กับบุคคลทั่วไปซึ่งเป็นลูกค้า จึงหาได้มีลักษณะเป็นการเช่าอาคารอันได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ต) แต่เป็นการโอนขายสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกโดยมีค่าตอบแทน จึงย่อมเป็นการขายสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินภาษีครั้งแรกเพราะเห็นว่าการประเมินภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจยกเลิกการประเมินภาษีที่ไม่ถูกต้องแล้วทำการประเมินภาษีอีกครั้งตามที่เห็นว่าถูกต้องได้ แม้การประเมินภาษีครั้งหลังจะทำให้โจทก์ที่ 2 ต้องชำระภาษีมากกว่าการประเมินครั้งแรก แต่มีผลทำให้ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว จึงมิใช่การประเมินซ้ำซ้อนและยังคงเป็นการประเมินในเรื่องเดิม เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจยกเลิกการประเมินที่ไม่ถูกต้องและแจ้งการประเมินใหม่ตามที่เห็นว่าถูกต้องได้

ภาระทางภาษีของคณะบุคคลโครงการ น. สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะเกิดจากธุรกรรมที่คณะบุคคลโครงการ น. ยกกรรมสิทธิ์ในอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างให้เป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่แตกต่างไปจากภาระทางภาษีของคณะบุคคลโครงการ น. สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากธุรกรรมที่คณะบุคคลโครงการ น. โอนขายสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลทั่วไปซึ่งเป็นลูกค้า จึงเป็นธุรกรรมที่แตกต่างกันและคนละคู่สัญญากัน ลำพังเพียงว่า คณะบุคคลโครงการ น. ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่แล้ว จึงหาใช่เป็นเหตุผลโดยตรงให้คณะบุคคลโครงการ น. ไม่ต้องมีภาระที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ.73.1-06730070-25490615-005-00047 ถึง 00082 และ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (นฐ)/20 ถึง 55/2550 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

ก่อนไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โจทก์ที่ 1 ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางอนุญาต

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการแจ้งการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภพ. 73.1-06730070-25490615-005-00047 ถึง 00082 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6(นฐ)/20 ถึง 55/2550 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ที่ 2 มีชื่อเป็นผู้เช่าที่ดินแปลงหมายเลขที่ 14 ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 นายสุรพจน์ นายพยุงหรือพยุงศักดิ์ และนายอุดมทรัพย์ ตกลงทำสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สิน โดยมีวัตถุประสงค์การจัดตั้งเพื่อติดต่อนำที่ดินซึ่งเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาดำเนินการรับจ้างก่อสร้างอาคารให้แก่บุคคลทั่ว ๆ ไป ที่ประสงค์จะทำสัญญาเช่าอาคารโดยตรงกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยโจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทนคณะบุคคลดังกล่าว วันที่ 16 มิถุนายน 2540 โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อผู้เช่าได้ก่อสร้างตามสัญญาเสร็จลงเมื่อใด ผู้เช่ายอมยกกรรมสิทธิ์ในสิ่งก่อสร้างพร้อมทั้งส่วนควบ สิ่งตรึงตรา เครื่องประกอบและเครื่องอุปกรณ์ให้แก่ผู้ให้เช่าทันที สัญญาดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาเช่า 24 ปี และมีข้อตกลงให้ผู้เช่าสามารถนำอาคารออกให้เช่าช่วงได้ คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 และแจ้งเลิกประกอบกิจการ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2543 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สิน โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์การประเมินภาษีดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีมติให้ยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ให้ถูกต้องตามเดือนภาษีที่มีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว และแจ้งการจำหน่ายอุทธรณ์ให้โจทก์ที่ 2 ทราบ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2549 เจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สิน รวม 36 เดือนภาษี ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ. 73.1-06730070-25490615-005-00047 ถึง 00082 โจทก์ที่ 2 ในฐานะบุคคลในคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงพิจารณาให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ที่ 2 ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวโดยชอบแล้ว

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ที่คัดค้านคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ยกคำร้องขอให้ขยายระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 เสียก่อน โดยโจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ว่า คำร้องของโจทก์ที่ 2 ที่ขอให้ขยายระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ได้มีการบรรยายให้ปรากฏถึงพฤติการณ์พิเศษที่โจทก์ที่ 2 ไม่อาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 19 บัญญัติว่า "ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ศาลภาษีอากรกำหนด ศาลภาษีอากรมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม" ซึ่งคดีได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ลงวันที่ 11 เมษายน 2557 โดยอ้างเหตุว่า คดีนี้ ครบกำหนดที่โจทก์ที่ 2 จะต้องยื่นคำแก้อุทธรณ์ให้ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ คือวันที่ 15 เมษายน 2557 ประกอบกับในวันครบตรงกับวันหยุด และทนายโจทก์ที่ 2 เกรงว่าจะยื่นคำแก้อุทธรณ์ไม่ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ที่ 2 มีความประสงค์ขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ไปอีกสัก 30 วัน นับแต่วันครบ ขอศาลได้โปรดอนุญาต ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ในวันเดียวกันว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏข้อความใดแสดงให้เห็นถึงเหตุที่ไม่สามารถยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนด คงได้ความตามคำร้องเพียงว่า ครบกำหนดในวันหยุดราชการ เกรงว่าจะยื่นคำแก้อุทธรณ์ไม่ทัน ซึ่งไม่ปรากฏเหตุผลอื่นใดที่จะไม่สามารถทำคำแก้อุทธรณ์ได้ภายในกำหนด ไม่อนุญาต ยกคำร้อง จะเห็นได้ชัดว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ปรากฏเหตุข้ออ้างในการขอขยายระยะเวลาแต่เพียงว่า วันที่ครบกำหนดยื่นคำแก้อุทธรณ์เป็นวันตรงกับวันหยุดเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 มีเหตุขัดข้องประการอื่น ย่อมยังไม่พอฟังได้ว่า กรณีมีเหตุควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาเนื่องจากมีความจำเป็นหรือเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์มานั้นชอบแล้ว อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์ที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์พ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ จึงมีคำสั่งให้รับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 เป็นคำแถลงการณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินที่ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับโจทก์ที่ 2 เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 36 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยจัดทำหนังสือแจ้งการประเมินถูกต้องตามระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนคุมรายการและจัดทำบัญชีด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2546 แล้ว โดยรายการวัน เดือน ปี ที่ทำคำสั่งซึ่งจะต้องระบุไว้ในคำสั่งทางปกครองนั้นมีความสำคัญในแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีเนื้อหาครบถ้วนแล้ว การไม่มีวัน เดือน ปี ก็ไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดจะทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นเสียไป ปัญหานี้ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 36 บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทําเป็?นหนังสืออย่?างน้อยต้?องระบุวัน เดือน และปี?ที่ทําคําสั่ง ชื่อ และตําแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทําคําสั่ง พร้?อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้?าหน้?าที่ผู้?ทําคําสั่งนั้น" มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยนั้นเจ้าหน้าที่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้เสมอ" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า เมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 06730070-25490615-005-00047 ถึง 00082 ทุกฉบับมีการระบุแจ้งให้ทราบว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โดยเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2549 โดยมีเหตุผลตามใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มทุกฉบับในทำนองเดียวกันว่า คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินประกอบกิจการโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบ ภ.พ. 30 เพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินยื่นขอจดทะเบียนในภายหลังและได้ยื่นแบบ ภ.พ. 30 โดยระบุไม่มีรายรับ เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 88, 88/2, 88/5 และ 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์ที่ 2 ในฐานะบุคคลในคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สิน ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม อันเป็นการแสดงให้เห็น ชัดแจ้งว่า โจทก์ที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีคำสั่งประเมินภาษีด้วยเหตุใด และมีการคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มมาพร้อมกับการประเมิน ส่วนที่หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นคำสั่งทางปกครองที่มิได้มีการระบุวัน เดือน ปี ที่ทำคำสั่งไว้โดยเฉพาะ ก็มิได้มีผลกระทบต่อเนื้อหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายแห่งการประเมินภาษี และยังได้ความตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 06730070-25490615-005-00047 ถึง 00082 ตามระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนคุมรายการและจัดทำบัญชีด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2546 รหัสชุดเลขที่ 25490615 หมายถึง พ.ศ.(2549) เดือน (6) วันที่ (15) ที่ออกหนังสือ โดยโจทก์ที่ 2 ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวโดยชอบแล้ว ประกอบกับทางพิจารณาไม่ปรากฏว่า โจทก์ที่ 2 ต้องเสียหายเนื่องจากการที่มิได้มีการระบุวัน เดือน ปี ที่ทำคำสั่งในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่มิได้ระบุ วัน เดือนและปี ดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย ตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 อันมิได้มีผลทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายถึงขนาดต้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองให้เสียไปเพื่อเยียวยาแก่โจทก์ที่ 2 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินที่ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับโจทก์ที่ 2 เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 36 แล้วพิพากษาเพิกถอนการแจ้งการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 และจำเลยต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาเสียก่อน โดยปัญหานี้ โจทก์ที่ 2 อ้างว่า ในการประกอบกิจการของคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินนั้น คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สิทธิการเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นสิทธิส่วนตัวของโจทก์ที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ส่วนการดำเนินการของคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินเป็นการลงทุนทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคารตึกแถวและทาวน์เฮาส์ในที่ดินที่มีสิทธิการเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ดังกล่าวเพื่อนำออกขายให้แก่บุคคลทั่วไป โดยมิได้มีการโอนขายสิทธิการเช่าใด ๆ ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับลูกค้าแต่ละราย คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินได้รับผลตอบแทนในรูปกำไรจากเงินค่าขายอาคาร ที่จะได้รับการผ่อนชำระเป็นงวดจากลูกค้าตามสัญญาจะซื้อจะขายอาคารหักด้วยต้นทุนค่าก่อสร้างอาคาร เงินค่าขายอาคารมีลักษณะเป็นเพียงเงินช่วยค่าก่อสร้าง มิใช่เงินค่าตอบแทนจากการโอนสิทธิการเช่าคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สิน คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินไม่เคยนำเอาต้นทุนของสัญญาเช่าที่โจทก์ที่ 2 ทำไว้กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาบันทึกเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของโครงการ สัญญาเช่าที่โจทก์ที่ 2 ทำไว้กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิได้เปิดโอกาสให้โจทก์ที่ 2 โอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลภายนอก เพียงแต่ให้สิทธิโจทก์ที่ 2 ในการนำอาคารออกให้เช่าช่วงแก่บุคคลภายนอกเท่านั้น เงินค่าขายอาคารอันมีลักษณะเป็นเงินช่วยค่าก่อสร้างอาคารที่คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินได้รับ มีลักษณะเป็นการเช่าอาคารอันได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ต) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่การขายสินค้าดังที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยกล่าวอ้างปัญหานี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) บัญญัติว่า "ขาย หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่..." มาตรา 77/1 (9) บัญญัติว่า "สินค้า หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า" มาตรา 77/1 (10) บัญญัติว่า "บริการ หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใดๆ..." และมาตรา 81 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้... (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการ ดังต่อไปนี้... (ต) การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์..." ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยข้อ 2 ของสัญญามีความว่า "ผู้เช่าสัญญาว่าจะลงมือดำเนินการก่อสร้างตึกแถว 3 ชั้น จำนวน 40 คูหา และอาคารพักอาศัย 2 ชั้น จำนวน 40 ห้อง ตามแบบแปลนแผนผังและรายละเอียดซึ่งผู้เช่าเป็นผู้ขออนุญาตในนามสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทุนก่อสร้างประมาณ 66,063,050 บาท ...." ข้อ 4 ของสัญญามีความว่า "ผู้เช่าให้สัญญาว่า เมื่อผู้เช่าได้ก่อสร้างตามสัญญาข้อสองเสร็จลงเมื่อใด ผู้เช่ายอมยกกรรมสิทธิ์ในสิ่งก่อสร้างพร้อมทั้งส่วนควบสิ่งตรึงตราเครื่องประกอบและเครื่องอุปกรณ์ให้แก่ผู้ให้เช่าทันที..." และข้อ 12 ของสัญญามีความว่า "ผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่านำอาคารออกให้เช่าช่วงได้..." จะเห็นได้ว่า แม้หนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวจะระบุว่า โจทก์ที่ 2 เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้เช่า แต่ตามหนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวก็ระบุว่า ทรัพย์สินที่เช่าคือ ที่ดินแปลงหมายเลข 14 ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งโจทก์ที่ 2 ร่วมกับบุคคลอื่น ได้ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2539 โดยใช้ชื่อว่าคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สิน มีวัตถุประสงค์เพื่อลงทุนเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แปลงหมายเลขดังกล่าว เพื่อนำมาดำเนินการจัดแบ่งเป็นแปลง ๆ พร้อมทั้งสร้างอาคารพาณิชย์และอาคารพักอาศัยตามสัญญาเข้าหุ้นส่วน เพื่อโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมทั้งอาคารให้แก่บุคคลทั่วไป ซึ่งตามข้อ 1 ของสัญญาดังกล่าวระบุให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้เช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และตามข้อ 7 ระบุให้โจทก์ที่ 2 หรือตัวแทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ดำเนินการติดต่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อขอโอนสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมทั้งอาคารพักอาศัยให้แก่บุคคลอื่น เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จตามโครงการ ดังนี้เห็นได้ว่า การที่โจทก์ที่ 2 มีชื่อเป็นผู้เช่าที่ดินแปลงพิพาทจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำตามที่คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินมอบหมายซึ่งอยู่ภายในวัตถุประสงค์ของคณะบุคคลดังกล่าว ซึ่งการที่คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินตกลงให้อาคารและสิ่งก่อสร้างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว โดยคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินได้รับสิทธิการเช่าเป็นค่าตอบแทนและสามารถนำสิทธิการเช่าโอนขายให้แก่บุคคลทั่วไปได้ โดยเมื่อลูกค้าชำระค่าสิทธิการเช่าดังกล่าวแล้ว ลูกค้าก็จะต้องไปทำสัญญาเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ผู้ให้เช่าโดยตรง การประกอบกิจการของคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินในลักษณะที่ได้รับผลตอบแทนจากการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว นิติสัมพันธ์ระหว่างคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินกับบุคคลทั่วไปซึ่งเป็นลูกค้า จึงหาได้มีลักษณะเป็นการเช่าอาคารอันได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ต) แห่งประมวลรัษฎากร ดังที่โจทก์ที่ 2 อ้าง เนื่องจากลูกค้าต้องไปทำสัญญาเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ผู้ให้เช่าโดยตรง ทั้งลูกค้าก็มิได้เช่าช่วงจากโจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกโดยมีค่าตอบแทนอันถือเป็นการขายทรัพย์สิน ตามนิยามคำว่า ขาย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) เมื่อสิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสังหาริมทรัพย์และเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ จึงเป็นสินค้าตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (9) การที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลภายนอกโดยมีค่าตอบแทน จึงย่อมเป็นการขายสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว สำหรับที่โจทก์ที่ 2 อ้างว่า ก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มรายโจทก์ที่ 2 ในคดีนี้ เจ้าพนักงานประเมินเคยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มรายคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งโจทก์ที่ 2 ในฐานะคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินครั้งก่อน แล้วคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินภาษีครั้งก่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น การยกเลิกการประเมินภาษีครั้งก่อนต้องกระทำโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เท่านั้น ทั้งการประเมินภาษีครั้งหลังยังทำให้โจทก์ที่ 2 ต้องรับภาระภาษีเพิ่มมากขึ้นกว่าการประเมินภาษีครั้งแรกอย่างมาก ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินภาษีที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินภาษีครั้งแรกเพราะเห็นว่าการประเมินภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจยกเลิกการประเมินภาษีที่ไม่ถูกต้องแล้วทำการประเมินภาษีอีกครั้งตามที่เห็นว่าถูกต้องได้ แม้การประเมินภาษีครั้งหลังจะทำให้โจทก์ที่ 2 ต้องชำระภาษีมากกว่าการประเมินภาษีครั้งแรก แต่มีผลทำให้ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว จึงมิใช่การประเมินภาษีซ้ำซ้อน โดยเฉพาะการประเมินภาษีครั้งหลังยังเป็นการประเมินในเรื่องเดิมมิใช่การประเมินในเรื่องใหม่ ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจยกเลิกการประเมินที่ไม่ถูกต้องและแจ้งการประเมินใหม่ตามที่เห็นว่าถูกต้องได้ ข้ออ้างของโจทก์ที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ที่ 2 อ้างต่อไปว่า กิจการของคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ทางพิจารณาได้ความว่า คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการยกกรรมสิทธิ์ในอาคารหรือสิ่งก่อสร้างให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนคดีนี้เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินสำหรับการประกอบกิจการขายสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลทั่วไป จะเห็นได้ว่า ภาระทางภาษีของคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินสำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะเกิดจากธุรกรรมที่คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินยกกรรมสิทธิ์ในอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างให้เป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่แตกต่างไปจากภาระทางภาษีของคณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากธุรกรรมที่คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินโอนขายสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลทั่วไปซึ่งเป็นลูกค้า จึงเป็นธุรกรรมที่แตกต่างกันและคนละคู่สัญญากัน ลำพังเพียงว่า คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่แล้ว จึงหาใช่เป็นเหตุผลโดยตรงให้คณะบุคคลโครงการนพวรรณทรัพย์สินไม่ต้องมีภาระที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังที่โจทก์ที่ 2 อ้าง สำหรับปัญหาว่า กรณีมีเหตุให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ในชั้นตรวจสอบภาษี โจทก์ที่ 2 มิได้มาพบเจ้าพนักงานของจำเลยตามหนังสือเชิญพบและไม่ได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้แก่เจ้าพนักงานของจำเลย โดยที่โจทก์ที่ 2 นำส่งเอกสารที่เกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานของจำเลยจึงต้องทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อตรวจสอบเรื่องขอคัดหลักฐานข้อสัญญาเช่าและการโอนสิทธิการเช่า ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับลงคงเหลือเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/2 ม. 81 (1) ม. 81 (ต)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 19
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 36 ม. 43 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทิพยา อินทรโฆษิต กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3884/2560
#611867
เปิดฉบับเต็ม

แม้หากฟังได้ว่าผู้ตายบอกยกเงินค่าที่ดินที่จะได้รับจากจำเลยให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากเป็นหนี้ที่จำเลยมีต่อผู้ตายแล้วยังมิได้ชำระ การให้เงินค่าขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์อันเป็นสิทธิเรียกร้องของผู้ตายที่มีต่อจำเลยจึงเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องของผู้ตายให้แก่โจทก์ไม่มีการทำเป็นหนังสือย่อมไม่มีผลผูกพันผู้ตาย จำเลยซึ่งเป็นทายาทและลูกหนี้ของผู้ตาย ไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ เมื่อผู้ตายมีจำเลยและ ท. เป็นทายาทประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (3) โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายประเภทคู่สมรส จึงมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (2) โจทก์ได้รับเงินกึ่งหนึ่งของทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับมรดกของผู้ตายตามสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 500,208.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 31 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มกราคม 2557) ต้องไม่เกิน 500,208.33 บาท ตามคำขอของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิชิต ผู้ตาย แต่ไม่มีบุตร บิดามารดาถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนจำเลยและนางทัศนีย์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ผู้ตาย จำเลยและนางทัศนีย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 77693 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยการรับมรดก เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 ผู้ตายทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนขายให้แก่จำเลย ในราคา 1,500,000 บาท กำหนดชำระในวันทำสัญญา 500,000 บาท งวดที่ 2 ชำระ 500,000 บาท ภายในเดือนธันวาคม 2553 งวดที่ 3 ชำระ 500,000 บาท หลังจากชำระงวดที่ 2 แล้วเป็นเวลา 3 ปี ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ผู้ตายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาแล้ว ในเดือนธันวาคม 2553 จำเลยไม่ได้ชำระเงินงวดที่ 2 ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2554 ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังจากนั้น 1 วัน จำเลยโอนเงินให้แก่โจทก์ 250,000 บาท และมอบเงินให้แก่โจทก์ 50,000 บาท ตามสำเนาใบถอนเงิน ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงว่าจำเลยจะชำระเงินให้แก่โจทก์ 200,000 บาท โดยผ่อนชำระ 20 งวด ตามบันทึกข้อตกลง ต่อมาจำเลยชำระเงินทั้งยี่สิบงวด ครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ได้ชำระเงินงวดที่ 3 จำนวน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์เป็นทายาทของผู้ตายเนื่องจากเป็นคู่สมรส จำเลยและนางทัศนีย์เป็นทายาทของผู้ตายเนื่องจากเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงินตามสัญญาจะซื้อจะขายงวดที่ 2 และงวดที่ 3 รวม 1,000,000 บาท เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายและโจทก์ได้รับเงินในส่วนของโจทก์ไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าผู้ตายแสดงเจตนายกเงินค่าที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อเป็นค่าดำรงชีพของโจทก์ และนำสืบว่าผู้ตายป่วยเป็นโรคมะเร็ง โจทก์เป็นผู้ดูแลและจ่ายค่ารักษาพยาบาล ผู้ตายรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นานและโจทก์เสียค่ารักษาผู้ตายจำนวนมาก ผู้ตายจึงบอกยกเงินค่าขายที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ให้แก่โจทก์ ดังนี้ แม้หากฟังได้ว่าผู้ตายบอกยกเงินค่าที่ดินที่จะได้รับจากจำเลยให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากเป็นหนี้ที่จำเลยมีต่อผู้ตายแล้วยังมิได้ชำระ การให้เงินค่าขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์อันเป็นสิทธิเรียกร้องของผู้ตายที่มีต่อจำเลยจึงเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์ ฯลฯ เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องของผู้ตายให้แก่โจทก์ไม่มีการทำเป็นหนังสือย่อมไม่มีผลผูกพันผู้ตาย แม้จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องนี้ แต่เป็นอำนาจและหน้าที่ของศาลในการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายอันเป็นการปรับบทกฎหมาย ดังนี้ จำเลยซึ่งเป็นทายาทและลูกหนี้ของผู้ตาย ไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ สิทธิของผู้ตายที่จะได้รับเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายงวดที่ 2 และงวดที่ 3 รวม 1,000,000 บาท จึงตกเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาท เมื่อผู้ตายมีจำเลยและนางทัศนีย์เป็นทายาทประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายประเภทคู่สมรส จึงมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (2) ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับเงินงวดที่ 2 จำนวน 500,000 บาท อันเป็นเงินกึ่งหนึ่งของทรัพย์มรดกของผู้ตายดังกล่าว จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับมรดกของผู้ตายตามสิทธิของโจทก์ตามที่จำเลยฎีกาแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยมิได้ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง ม. 1629 (3) ม. 1635 (2)
ชื่อคู่ความ
นางรัตนาภรณ์ เยาวบิดา ในฐานะทายาทโดยธรรมของ
โจทก์ — นายวิชิต เยาวบิดา ผู้ตาย
จำเลย — นายวิชัย เยาวบิดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายภูมิชัย พันธพฤทธ์พยัต
ศาลอุทธรณ์ — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3874/2560
#611870
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1112 บัญญัติไว้ชัดเจนว่าผู้ถือหุ้นที่ยังมิได้ส่งใช้ค่าหุ้นตามวันกำหนด จำต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ส่งใช้จนถึงวันที่ได้ส่งเสร็จ แม้ตามมาตรา 1123 บัญญัติว่า "ถ้าผู้ถือหุ้นคนใดละเลยไม่ส่งใช้เงินที่เรียกค่าหุ้นตามวันกำหนด กรรมการจะส่งคำบอกกล่าวด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังผู้นั้น ให้ส่งใช้เงินที่เรียกเก็บกับทั้งดอกเบี้ยด้วยก็ได้" ก็มิได้หมายความว่าหากโจทก์ไม่ได้แจ้งเรื่องการคิดดอกเบี้ยในหนังสือบอกกล่าวที่ส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แล้วจะทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัด แต่มาตรา 7 บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี" และมาตรา 224 บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี..." ผู้ถือหุ้นจึงต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นับแต่วันที่กำหนดส่งใช้เงินค่าหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1122 ประกอบมาตรา 7 และมาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 1,827,052.31 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 310,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 79,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 79,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 79,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 78,906.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 7 ชำระเงิน 77,484.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ร่วมกันชำระเงิน 75,296.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งแปดขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มจำนวน 1,827,052.31 บาท ให้แก่โจทก์ ในจำนวนเงิน 1,827,052.31 บาท ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์นี้ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ชำระเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 75,000 บาท ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 75,000 บาท ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงินจำนวน 75,000 บาท ให้จำเลยที่ 6 ชำระเงินจำนวน 75,000 บาท ให้จำเลยที่ 7 ชำระเงินจำนวน 75,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ร่วมกันชำระเงินค่าหุ้นของนายสนิท ที่ยังส่งใช้ไม่ครบจำนวน 75,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ไม่จำต้องร่วมรับผิดหนี้เงินค่าหุ้นของนายสนิทที่ยังส่งใช้ไม่ครบเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายสนิทที่ตกทอดได้แก่ตน ทั้งนี้ โจทก์มีสิทธิรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 รวมกันได้ไม่เกินจำนวนหนี้ภาษีอากรค้างที่จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้โจทก์ในคดีนี้ กับให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยแต่ละรายรับผิดเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และนายสนิท เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งยังมิได้ส่งเงินใช้เต็มจำนวนมูลค่าหุ้นตามกฎหมาย นายสนิท ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสนิท จำเลยที่ 8 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายสนิท วันที่ 31 สิงหาคม 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) โดยชำระภาษีอากรไว้ไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานของโจทก์จึงได้ตั้งเป็นยอดภาษีอากรค้างไว้ตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร (บช 35 ) สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ฉบับเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 สำหรับเดือนภาษีมกราคม เดือนภาษีกุมภาพันธ์ เดือนภาษีเมษายน ถึงกันยายน และเดือนภาษีธันวาคม 2546 เป็นหนี้ภาษีอากรค้าง ตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร (บช 35) เลขที่ บช 35-03014400-25480831-005-00381 ถึง 00389 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นเงินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 706,726.36 บาท ส่วนการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับยื่นปกติ รอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เจ้าพนักงานของโจทก์ตั้งยอดภาษีอากรค้างไว้ตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากรเลขที่ บช 35- 030214400-2548831-002-00167 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นเงินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 507,870.27 บาท ค่าภาษีที่เหลือหลังหักเช็คที่จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายไว้ 35,000 บาท อีก 597,870.27 บาท นอกจากนี้เจ้าพนักงานโจทก์วิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีเมษายน 2546 (ฉบับเพิ่มเติม ครั้งที่ 1) ที่จำเลยที่ 1 แสดงยอดขายแจ้งไว้ขาด ยอดซื้อแจ้งไว้ขาด พบว่าจำเลยที่ 1 คำนวณเบี้ยปรับตามแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้อง เนื่องจากเดือนภาษีเมษายน 2546 จำเลยที่ 1 ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (ฉบับปกติ) เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 ฉบับเพิ่มเติม ครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ต้องเสียเบี้ยปรับสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (2) เท่ากับ 153,912.74 บาท จำเลยที่ 1 ได้ขอลดและชำระเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คิดเป็นเบี้ยปรับที่ลดแล้ว 30,782.55 บาท แต่จำเลยที่ 1 แสดงไว้เพียง 16,112.06 บาท จึงชำระเบี้ยปรับขาดจำนวน 14,670 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ. 73-03014400-254812027-005-00039 จำนวน 14,670 บาท โจทก์จัดส่งหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ดำเนินการอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 1 บางส่วนได้เงินไม่พอชำระหนี้ภาษีอากรค้างและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอื่นใดที่จะดำเนินการตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และนายสนิท เป็นผู้ถือหุ้นที่ชำระมูลค่าหุ้นไว้แล้วเพียงหุ้นละ 25 บาท ยังมีมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบอีกหุ้นละ 75 บาท นายสนิทถึงแก่ความตาย โจทก์ได้มีหนังสือเตือนให้จำเลยที่ 1 นำเงินไปชำระหนี้ภาษีอากรและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 บอกกล่าวให้ผู้ถือหุ้นนำเงินมาชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยที่ 1 ให้ครบถ้วนตามจำนวนหุ้นที่แต่ละบุคคลถือไว้ แต่จำเลยที่ 1 มิได้นำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรให้แก่โจทก์ และมิได้ดำเนินการใช้สิทธิตามกฎหมายเรียกร้องให้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และที่ 8 ในฐานะผู้ถือหุ้นและหรือทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ถือหุ้นที่ตายนำเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงได้ใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ โดยมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และที่ 8 ในฐานะผู้ถือหุ้น ทายาทและ/หรือผู้จัดการมรดกของนายสนิท ผู้ถือหุ้นที่ตาย เพื่อให้นำเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ มาดำเนินการชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับหนังสือไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วด้วยวิธีปิดหมาย โดยจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 7 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 นางสุพิศ ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสนิท เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2557 แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มิได้นำเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 1,827,052.30 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 300,000 บาท จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ชำระเงินคนละ 75,000 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ร่วมกันชำระค่าหุ้นของนายสนิท 75,000 บาท แก่โจทก์โดยโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินค่าหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1122 เป็นเพียงการให้สิทธิกรรมการที่จะแจ้งเรื่องดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดไว้ในหนังสือบอกกล่าวได้ มิได้หมายความว่า หากโจทก์ไม่ได้แจ้งเรื่องการคิดดอกเบี้ยในหนังสือบอกกล่าวที่ส่งให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แล้ว จะทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยได้ นั้น ปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1122 บัญญัติว่า "ถ้าและเงินอันจะพึงส่งใช้เป็นค่าหุ้นตามเรียกนั้น ผู้ถือหุ้นคนใดมิได้ส่งใช้ตามวันกำหนดไซร้ ผู้นั้นจำต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ส่งใช้จนถึงวันที่ได้ส่งเสร็จ" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1122 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ผู้ถือหุ้นที่ยังมิได้ส่งใช้ค่าหุ้นตามวันกำหนด จำต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ส่งใช้จนถึงวันที่ได้ส่งเสร็จ แม้ตามมาตรา 1123 บัญญัติว่า "ถ้าผู้ถือหุ้นคนใดละเลยไม่ส่งใช้เงินที่เรียกค่าหุ้นตามวันกำหนด กรรมการจะส่งคำบอกกล่าวด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังผู้นั้น ให้ส่งใช้เงินที่เรียกเก็บกับทั้งดอกเบี้ยด้วยก็ได้" ก็มิได้หมายความว่าหากโจทก์ไม่ได้แจ้งเรื่องการคิดดอกเบี้ยในหนังสือบอกกล่าวที่ส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แล้วจะทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ยังชำระเงินค่าหุ้นแก่จำเลยที่ 1 ไม่ครบถ้วน โจทก์ซึ่งใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ ได้มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และที่ 8 ในฐานะผู้ถือหุ้น ทายาทและหรือผู้จัดการมรดกของนายสนิท ผู้ถือหุ้นที่ตาย เพื่อให้นำเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมาดำเนินการชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับหนังสือบอกกล่าวพร้อมกำหนดให้ส่งใช้ค่าหุ้นไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้โจทก์มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต้องชำระเอาไว้ในหนังสือดังกล่าว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี" และมาตรา 224 บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี..." ผู้ถือหุ้นจึงต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นับแต่วันที่กำหนดส่งใช้เงินค่าหุ้นตามมาตรา 1122 ประกอบมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ชำระเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบโดยไม่กำหนดดอกเบี้ยให้ จึงไม่ต้องความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อโจทก์ขอดอกเบี้ยมาเพียงนับถัดจากวันฟ้องจึงให้เท่าที่โจทก์ขอ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 310,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบจำนวน 300,000 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 79,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบจำนวน 75,000 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 79,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบจำนวน 75,000 บาท จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 79,156.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบจำนวน 75,000 บาท จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 78,906.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบจำนวน 75,000 บาท จำเลยที่ 7 ชำระเงินจำนวน 77,484.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบจำนวน 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 75,296.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบจำนวน 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ไม่จำต้องร่วมรับผิดหนี้เงินค่าหุ้นของนายสนิท ที่ยังส่งใช้ไม่ครบเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายสนิทที่ตกทอดได้แก่ตน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 ม. 1122 ม. 1123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทอินไฟว์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวกชมน ทิพยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3873/2560
#613209
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทจดรายการที่ตั้งของสำนักงานผู้ชำระบัญชีคือเลขที่ 87/149 อาคารออลซีซั่น กรุงเทพมหานคร ถือว่าโจทก์ได้เลือกเอาที่ตั้งดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเกี่ยวกับการชำระบัญชีและถือว่าเอกสารรายการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนที่เจ้าพนักงานทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชน การจดทะเบียนเลิกบริษัทถือว่าบริษัทยังคงอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นในการชำระบัญชี ผู้ชำระบัญชีมีอำนาจทำการแทนโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการเกี่ยวกับการชำระบัญชีทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับย่อมเป็นการส่งที่ชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมีบุคคลลงชื่อรับไว้ โดยระบุว่าเป็นพนักงาน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2553 ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 22 ประกอบมาตรา 6 แห่ง พ.ร.ฎ.กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ.2546 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น ตามหมวด 6 ระบบงานไปรษณีย์ การนำจ่ายสิ่งของทางไปรษณีย์ข้อ 64 ในกรณีนำจ่าย ณ ที่อยู่ของผู้รับ บริษัทถือว่าบุคคลต่อไปนี้ เป็นผู้แทนของผู้รับ ข้อ 64.1 บุคคลซึ่งอยู่ในบ้านเรือนเดือนกันกับผู้รับ 64.2 บุคคลซึ่งทำงานอยู่ในสถานที่เดียวกันกับผู้รับ 64.3 เจ้าหน้าที่รับรองหรือผู้ดูแลของโรงแรมหรืออาคาร 64.4 ผู้ทำหน้าที่เวรรับส่งหรือเวรรักษาการณ์ของหน่วยงานหรืออาคาร เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวข้างต้นให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้วตาม ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคสาม

การที่ผู้ชำระบัญชีของโจทก์ย้ายสำนักงานไปยังเลขที่ 345/13 ตรอกต้นโพธิ์ กรุงเทพมหานคร นานถึงหนึ่งปีเศษ จึงแจ้งย้ายที่อยู่ของผู้ชำระบัญชี ก็เป็นกรณีหลังจากถือว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยชอบแล้ว เป็นความบกพร่องของโจทก์เอง ดังนั้น คำสั่งของรัฐมนตรีที่ไม่อนุญาตให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์จึงชอบแล้ว อนึ่ง อำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง เป็นอำนาจของรัฐมนตรีที่จะพิจารณาสั่ง หากคำสั่งของรัฐมนตรีไม่ชอบ โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ แต่มิใช่เป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาสั่งขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยอาศัยมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และขอให้ศาลมีคำสั่งขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์แก่โจทก์และให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 โดยมีนางสาวศิรินทิพย์เป็นผู้ชำระบัญชี สำนักงานผู้ชำระบัญชีตั้งอยู่เลขที่ 87/149 อาคารออลซีซั่น แขวงลุมพินี กรุงเทพมหานคร ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการต่อจำเลยที่ 1 (สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 14) เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555 ผู้ชำระบัญชีแจ้งแก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานของผู้ชำระบัญชีเป็นเลขที่ 345/13 ตรอกต้นโพธิ์ แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ผู้ชำระบัญชีของโจทก์มอบอำนาจให้บุคคลรับหนังสือเรื่องเตือนให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2555 ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมกับคำอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ กค 0706/ก4/14952 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2555 เรื่อง ไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ แจ้งให้โจทก์ทราบโจทก์ไม่เห็นด้วยและอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2556 สรรพากรภาค 2 ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังโดยรายงานผ่านจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วให้เพิกถอนคำสั่งไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์และให้ส่งคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังจำเลยที่ 2 และแจ้งโจทก์ทราบ จำเลยที่ 1 มีบันทึกข้อความส่งคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ของโจทก์ให้จำเลยที่ 2 พิจารณา เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 มีความเห็นตามลำดับบังคับบัญชา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ได้รับหนังสือที่ กค 0206/1535 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 แจ้งคำสั่งไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ไม่อนุญาตให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาอุทธรณ์การประเมินให้แก่โจทก์ชอบด้วยมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งส่งไปยังที่อยู่ตามภูมิลำเนาของผู้ชำระบัญชีและสำนักงานผู้ชำระบัญชีโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และส่งคืนแก่ผู้รับด้วยสาเหตุว่าไม่มีผู้รับตามที่จ่าหน้าก็ต้องถือว่าผู้รับไม่ได้รับไปรษณีย์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องใช้วิธีปิดหมาย หรือปิดโฆษณาในหนังสือพิมพ์เพื่อให้เป็นผลตามกฎหมายจึงจะชอบด้วยมาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่ได้รับหนังสือเชิญพบและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงเอกสารที่จำเลยที่ 1 ส่งแก่โจทก์ทุกฉบับ โจทก์จึงไม่มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาขยายกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์การประเมินให้แก่โจทก์ นั้น เห็นว่า มาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากรหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรหรือหนังสืออื่นที่มีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือเจ้าพนักงานสรรพากรนำส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือ ณ สำนักงานของบุคคลนั้น ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของผู้รับจะส่งให้แก่บุคคลอื่นใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทโดยจดรายการที่ตั้งของสำนักงานผู้ชำระบัญชีคือ เลขที่ 87/149 อาคารออลซีซั่น ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ถือว่าโจทก์ได้เลือกเอาที่ตั้งดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเกี่ยวกับการชำระบัญชี และถือว่าเอกสารรายการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนที่เจ้าพนักงานทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชน กรณีโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัท แต่ถือว่ายังคงอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นในการชำระบัญชี ซึ่งผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ขณะนั้นคือผู้ชำระบัญชีมีอำนาจหน้าที่สะสางหนี้สินและทรัพย์สินของโจทก์ กับใช้หนี้และแจกจ่ายทรัพย์สินของโจทก์ในช่วงที่มีการชำระบัญชี ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ไปยังภูมิลำเนาเฉพาะการเกี่ยวกับการชำระบัญชีโดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับย่อมเป็นการส่งที่ชอบด้วยมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และมีบุคคลลงชื่อรับไว้ โดยระบุว่าเป็นพนักงาน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2553 ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 22 ประกอบมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ.2546 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น ตามหมวด 6 ระบบงานไปรษณีย์ การนำจ่ายสิ่งของทางไปรษณีย์ ข้อ 64 ในกรณีนำจ่าย ณ ที่อยู่ของผู้รับ บริษัทถือว่าบุคคลต่อไปนี้ เป็นผู้แทนของผู้รับ ข้อ 64.1 บุคคลซึ่งอยู่ในบ้านเรือนเดือนกันกับผู้รับ 64.2 บุคคลซึ่งทำงานอยู่ในสถานที่เดียวกันกับผู้รับ 64.3 เจ้าหน้าที่รับรองหรือผู้ดูแลของโรงแรมหรืออาคาร 64.4 ผู้ทำหน้าที่เวรรับส่งหรือเวรรักษาการณ์ของหน่วยงานหรืออาคาร เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวข้างต้นให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้วตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร การที่ผู้ชำระบัญชีของโจทก์ย้ายสำนักงานไปยังเลขที่ 345/13 ตรอกต้นโพธิ์ แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร นานถึงหนึ่งปีเศษโจทก์จึงแจ้งย้ายที่อยู่ของผู้ชำระบัญชี ก็เป็นกรณีหลังจากถือว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยชอบแล้ว เป็นความบกพร่องของโจทก์เองที่ไม่แจ้งย้ายที่อยู่ผู้ชำระบัญชี เพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง ดังนั้น คำสั่งของรัฐมนตรีที่ไม่อนุญาตให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์ชอบแล้ว ส่วนข้ออ้างของการไม่อนุญาตให้ขยายกำหนดเวลาโดยไม่ใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือมีผลกระทบต่อบุคคลจำนวนมากก็เป็นเพียงข้อความประกอบการวินิจฉัยไม่อนุญาตให้ขยายกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์เท่านั้น อนึ่ง อำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เป็นอำนาจของรัฐมนตรีที่จะพิจารณาสั่ง หากคำสั่งของรัฐมนตรีไม่ชอบ โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของรัฐมนตรีได้ แต่มิใช่เป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาสั่งขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์โดยอาศัยมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ดังที่โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาขอให้พิจารณาสั่งขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ศาลภาษีอากรกลางยกข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับหนังสือเตือนให้ไปชำระเงินภาษีอากรค้างพร้อมสำเนาหนังสือแจ้งการประเมินของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ศาลภาษีอากรกลางถือว่าเป็นวันที่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้เถียงกันในประเด็นนี้ ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไม่ชอบ นั้น เห็นว่า ข้อวินิจฉัยดังกล่าวของศาลภาษีอากรกลางเป็นเพียงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยหนึ่งประการในประเด็นข้อพิพาท กรณีรัฐมนตรีมีเหตุสมควรขยายกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์หรือไม่ หาใช่เป็นคำวินิจฉัยไม่ชอบในข้อที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งกันแต่อย่างใด ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 อัฏฐ ม. 8
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ม. 21
พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม. 22
พ.ร.ฎ.กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พ.ศ.2546 ม. 6
ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2553
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเชียลิ้งค์ 24 จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3871/2560
#611272
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ถ้าไม่เสียภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี" และคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรของโจทก์เป็นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรไว้ระหว่างรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร พ.ศ.2546 ข้อ 14 (1) ซึ่งโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวพร้อมกับคำอุทธรณ์การประเมินเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 แม้ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2555 จำเลยมีคำสั่งไม่อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรซึ่งโจทก์ยื่นอุทธรณ์และจำเลยมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่อนุมัติให้ทุเลาและยกอุทธรณ์โจทก์ก็ตาม แต่ปรากฏว่าต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์การประเมินฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2554 ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานชอบแล้วแต่ให้ลดเบี้ยปรับลงกึ่งหนึ่ง โดยวินิจฉัยเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2557 ดังนั้น คำสั่งและคำวินิจฉัยของจำเลยที่ไม่อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรระหว่างรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินภาษีย่อมสิ้นผลบังคับแล้ว ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์อีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าการขอทุเลาการเสียภาษีอากรของโจทก์ในระหว่างรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือที่ กค 0706/ก1/297 เรื่อง ไม่อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากร ลงวันที่ 12 มกราคม 2555 กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ 02/2557 ลงวันที่ 6 มกราคม 2557 และขอให้จำเลยรับเอาที่ดินโฉนดเลขที่196281 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 39/1 ถึง 39/5 ที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าวเพื่อทุเลาการเสียภาษีอากร

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 3604/2546 ให้บริษัทอนิชตา จำกัด ส่งมอบที่ดินที่ให้เช่าโฉนดเลขที่ 196281 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ให้เช่าแก่นายอุดม โจทก์ในคดีนี้ ให้บริษัทอนิชตา จำกัด จดทะเบียนเพิกถอนการเช่าและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารเลขที่ 39/1 ถึง 39/5 เฉพาะสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในคดีนี้ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่าการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในสิ่งปลูกสร้างตามคำสั่งศาลถือเป็นการขาย เมื่อโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ถือเป็นเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจากการเช่าทรัพย์สินตามมาตรา 40(5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์ไม่ได้นำเงินได้ไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 33,681,218.95 บาท เบี้ยปรับ 3,681,218.95 บาท เงินเพิ่ม 33,681,218.95 บาท รวม 101,043,656 บาท โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินโดยชอบแล้ว และได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินพร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 196281 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ที่มีราคาประเมิน 37,004,000 บาท พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 39/1 ถึง 39/5 ที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าวทั้งหมด ซึ่งเป็นอาคารที่เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณมูลค่าขณะทำการประเมินภาษีของโจทก์ ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2554 เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าทรัพย์สินมีมูลค่าคุ้มหนี้ภาษีอากรและนัดให้โจทก์ไปจดทะเบียนจำนอง แต่เมื่อจะจดทะเบียนจำนองเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนงแจ้งว่าไม่อาจจดทะเบียนจำนองให้ได้ เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 39/1 ถึง 39/5 มีชื่อบริษัทอนิชตา จำกัด เป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้าง และยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์เป็นของโจทก์ ทั้งอาคารดังกล่าวจดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยซัมมิท จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หากจำเลยรับจำนองก็ต้องเป็นเจ้าหนี้จำนองลำดับที่สอง เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่อาจจดทะเบียนจำนองได้ จำเลยจึงไม่อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากร ต่อมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ไม่อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากร โดยในวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรอีกครั้งโดยเสนอที่ดินโฉนดเลขที่ 196281 และที่ดินโฉนดเลขที่ 216467 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นหลักประกัน แต่เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ว่า อาคารและที่ดินมีราคาประเมินทุนทรัพย์เมื่อนำมาหักภาระจำนองของอาคารไม่คุ้มหนี้ภาษีอากรที่โจทก์ต้องชำระคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เนื่องจากไม่ได้จัดให้มีหลักประกันตามข้อ 15 ของระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอุทธรณ์ พ.ศ.2546 ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องการขอทุเลาการเสียภาษีอากรแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ หลังจากที่โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้แล้ว ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2557 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเรื่องการประเมินภาษี ซึ่งได้วินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2557 ให้โจทก์ชำระภาษีแต่ลดเบี้ยปรับลงกึ่งหนึ่ง

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า คำสั่งไม่อนุมัติให้ทุเลาการชำระภาษีอากรของจำเลยตามหนังสือ ที่ กค 0706/ก1/297 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 02/2557 ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ถ้าไม่เสียภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี" และคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรของโจทก์เป็นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรไว้ระหว่างรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2546 ข้อ 14 (1) ซึ่งโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวพร้อมกับคำอุทธรณ์การประเมิน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 แม้ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2555 ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรซึ่งโจทก์ยื่นอุทธรณ์และผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรและยกอุทธรณ์โจทก์ก็ตาม แต่ปรากฏว่าต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์การประเมินฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2554 ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานชอบแล้ว แต่ให้ลดเบี้ยปรับลงกึ่งหนึ่ง โดยวินิจฉัยเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2557 คำสั่งและคำวินิจฉัยของผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ที่ไม่อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรระหว่างรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินภาษีย่อมสิ้นผลบังคับแล้ว ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์อีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าการขอทุเลาการเสียภาษีอากรของโจทก์ในระหว่างรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุดม รุ่งสว่าง
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายพฤฒวรรธ รินทร์ธราศรี
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3867/2560
#611088
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 4 กรกฎาคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษี (ค.10) วันที่ 2 สิงหาคม 2549 จำเลยแจ้งว่า โจทก์ยื่นคำร้องเกิน 3 ปี จึงไม่อนุมัติให้คืนภาษี วันที่ 17 สิงหาคม 2549 โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง วันที่ 21 เมษายน 2551 จำเลยแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่า กรณีของโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและโจทก์ต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 3 ปี ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2554 โจทก์มีหนังสือขอให้ทบทวนคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากร วันที่ 8 มีนาคม 2556 จำเลยมีหนังสือแจ้งว่า โจทก์ยื่นคำร้องเกิน 3 ปี คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรชอบแล้ว การปฏิบัติของจำเลยต่อการที่โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยทบทวนคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรเช่นนี้ มีลักษณะที่พอให้เข้าใจได้ว่า จำเลยรับพิจารณาคำร้องขอทบทวนหรือขอให้พิจารณาใหม่ของโจทก์ โดยไม่ปรากฏชัดว่าโจทก์รู้ถึงเหตุที่อาจขอให้พิจารณาใหม่ แล้วยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ต่อจำเลยเกินกว่า 90 วัน จากนั้นจำเลยก็มีคำตอบแจ้งแก่โจทก์ตามหนังสือที่ กค 0707 (อธ.1)/2916 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2558 อันถือเป็นคำสั่งทางปกครองเช่นกัน โดยตามหนังสือของจำเลยฉบับนี้ก็มีข้อความระบุว่า ถ้าหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งนี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน 90 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำสั่งหรือทราบคำสั่ง และโจทก์ก็ยื่นฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองของจำเลยตามหนังสือแจ้งแก่โจทก์ฉบับนี้ โดยระบุในคำขอท้ายฟ้องว่าขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีแก่โจทก์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ กค 0707 (อธ.1)/2916 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นคำสั่งของจำเลยคนละคำสั่งกับที่จำเลยแจ้งตอบอุทธรณ์ของโจทก์ในครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2551 ทั้งนี้ โดยโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรไว้ก่อนแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 9 ประกอบมาตรา 7 (3) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนภาษี และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ กค 0707/(อธ.1)/2916 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2556 ให้จำเลยคืนเงินภาษี 2,807,905.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรจำนวน 1,549,289.02 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนถึงวันที่จำเลยลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินให้แก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 1,549,289.02 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2509 และโจทก์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งจดทะเบียนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานตามหนังสือรับรองเข้าเป็นสมาชิกกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่ง ที่ 553/2554 เรื่อง พนักงานออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกันตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2544 ซึ่งโจทก์เข้าร่วมโครงการดังกล่าว มีผลให้โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2545 ในขณะที่โจทก์อายุ 59 ปี มีระยะเวลาทำงาน 35 ปี และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายแล้ว เป็นเวลา 35 ปี โจทก์ได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย 10,970,886.63 บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 1,549,289.02 บาท ได้รับเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเงินเดือนค่าจ้าง 3,944,729.03 บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 885,087.75 บาท เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2545 วันที่ 4 กรกฎาคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษี (ค.10) จำนวน 1,955,066.06 บาท ต่อมาสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 14 มีหนังสือที่ กค 0711.03/ภค/028803 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2549 แจ้งผลพิจารณาอุทธรณ์ว่า ไม่อนุมัติให้คืนภาษี วันที่ 17 สิงหาคม 2549 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษี จากนั้นวันที่ 21 เมษายน 2551 เจ้าพนักงานของจำเลยพิจารณาแล้วมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2554 โจทก์มีหนังสือถึงสำนักงานสรรพากรภาค 3 ขอให้ทบทวนคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากร จำเลยมีหนังสือ ที่ กค 0708 (อธ.1)/2916 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2556 แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้ในเบื้องต้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร กำหนดว่า เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพหรือตาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการสำหรับลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ข้อ 1 (1) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 151) และ (ฉบับที่ 158) ตามลำดับ กำหนดว่า กรณีเกษียณอายุ ลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ดังนั้น ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมิได้มีบทบังคับเด็ดขาดว่ากรณีเกษียณอายุจะต้องเป็นกำหนดเวลาทำงานที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เวลาที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงานแต่อย่างใด จึงไม่อาจขยายความให้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีอากรได้ กรณีของโจทก์แม้ตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ.2532 จะกำหนดเวลาการจ้างแรงงานไว้ในข้อ 26 คือ พนักงานคนใดมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้พ้นจากตำแหน่งเกษียณอายุเมื่อสิ้นปีงบประมาณ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ก็ตาม แต่จากที่โจทก์ออกจากงานก่อนครบกำหนดดังกล่าวตามคำสั่งที่ 553/2549 เรื่อง อนุญาตให้พนักงานออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกันตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2544 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2544 นั้น เป็นการเลิกสัญญาจ้างกันโดยความตกลงของทั้งสองฝ่ายที่เป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง อันมีผลทำให้เวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง หาใช่เป็นการทำข้อตกลงให้โจทก์ลาออกในกรณีปกติตามข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการพนักงาน ข้อ 19 (2) ไม่ จึงถือได้ว่าโจทก์ออกจากงานเพราะสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรตามหลักเกณฑ์กรณีเกษียณอายุในข้อ 1 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ดังกล่าวแล้ว เมื่อขณะออกจากงานโจทก์มีอายุ 59 ปี และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามความในข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 151) และ (ฉบับที่ 158) ตามลำดับ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์เคยอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนภาษีอากรและจำเลยมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แจ้งแก่โจทก์ ตามหนังสือที่ กค 0707.04/ภค/2612 ลงวันที่ 21 เมษายน 2551 แล้ว แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลนั้น เห็นว่า คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นอาจถูกเพิกถอนได้และคำสั่งทางปกครองอาจมีการขอให้พิจารณาใหม่ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 50 และมาตรา 54 ซึ่งการขอให้พิจารณาใหม่ตามมาตรา 54 ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิในการทบทวนกระบวนพิจารณาที่เสร็จไปแล้วบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงใหม่โดยอาจมีการเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งทางปกครองที่พ้นกำหนดอุทธรณ์แล้วได้ และในคดีนี้เมื่อพิจารณาข้อความตามหนังสือของโจทก์ เรื่อง ขอให้ทบทวนคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากร ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2554 มีข้อความโดยสรุปว่า เดิมโจทก์เคยยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรปีภาษี 2545 ไว้แล้ว และมีการยื่นอุทธรณ์ แต่ได้รับแจ้งว่ากรณีของโจทก์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ไม่สามารถคืนภาษีให้ได้นั้น บัดนี้ โจทก์ได้ทราบว่าสำนักมาตรฐานการจัดเก็บภาษี กรมสรรพากรได้มีบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2553 เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะเหตุออกจากงานของพนักงานกรณีออกจากงานก่อนเกษียณอายุ สรุปว่า "เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่พนักงานได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพย่อมได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538" ซึ่งกรณีของโจทก์อยู่ในข่ายไม่ต้องเสียภาษีและได้รับเงินภาษีคืน และมีมติที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษีกรมสรรพากรพึงแจ้งให้สรรพากรภาคทุกภาคถือปฏิบัติ โจทก์จึงมีความชอบธรรมที่จะได้รับเงินภาษีคืน จึงขอให้คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ มีลักษณะเป็นการขอให้จำเลยพิจารณาใหม่เพราะมีการเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติของจำเลยใหม่ ให้เป็นคุณแก่โจทก์และเมื่อพิจารณาประกอบบันทึก เรื่อง การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง กรณีออกจากงานก่อนเกษียณอายุ รายนางปรียา ตามเอกสารที่จำเลยอ้างเป็นพยาน ประกอบกับหนังสือของจำเลย เรื่อง การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง กรณีออกจากงานก่อนเกษียณอายุ ลงวันที่ 8 มีนาคม 2556 ที่แจ้งแก่โจทก์ว่า จำเลยขอเรียนว่า ตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป" โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 63 ดังนั้น การออกคำสั่งแจ้งไม่คืนภาษีตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จึงเป็นการถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยจำเลยไม่ยืนยันว่า กรณีของโจทก์ไม่ใช่กรณีที่นายจ้างให้พนักงานลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการตามข้อ 1 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 158) ดังนั้น เงินหรือผลประโยชน์อื่นใดที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามข้อ 2 (36) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ดังที่จำเลยเคยแจ้งแก่โจทก์ กรณีที่โจทก์เคยอุทธรณ์คำสั่งครั้งก่อนตามหนังสือ เรื่อง การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองกรณียกคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากร ลงวันที่ 21 เมษายน 2551 อีกแต่อย่างใด ทั้งเมื่อพิจารณาถึงข้อความตามบันทึกข้อความของสำนักมาตรฐานการจัดเก็บภาษีของจำเลย เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพราะเหตุออกจากงานของพนักงานกรณีออกจากงานก่อนเกษียณอายุ ซึ่งมีข้อความสำคัญว่า จำเลยขอซ้อมความเข้าใจดังนี้ กรณีที่นิติบุคคลมีสัญญาจ้างหรือข้อตกลงให้พนักงานทุกคนเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และหรือต่อมาได้ออกระเบียบแก้ไขเพิ่มเติมให้พนักงานทุกคนเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์หรืออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เป็นลายลักษณ์อักษรมีสิทธิจะยื่นขอเกษียณอายุก่อนกำหนดได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนิติบุคคลนั้น ๆ หากเป็นการออกจากงานเมื่อพนักงานมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามข้อ 1 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่พนักงานได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามระเบียบข้อตกลงที่หน่วยงานจัดทำขึ้นเพื่อใช้กับพนักงานทุกคนและหรือต้องเป็นระเบียบ/ข้อตกลงที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรที่ได้จัดทำขึ้นก่อนที่จะยื่นขอเกษียณอายุก่อนกำหนด จึงให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่าความตามบันทึกข้อความดังกล่าวก่อให้เกิดข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในการถือปฏิบัติของจำเลยที่ถือว่าเงินที่พนักงานได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามบันทึกดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ อันจะต้องคืนแก่ผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ซึ่งรวมทั้งกรณีของโจทก์ด้วย ทั้งที่แต่เดิมจำเลยถือปฏิบัติไปในทางที่ถือว่าเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวไม่ได้รับยกเว้นในอันที่จะไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ดังเช่นที่จำเลยเคยแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ในครั้งก่อนเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2551 ว่า กรณีโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ และกรณีการปฏิบัติของจำเลยต่อการที่โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยทบทวนคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรเช่นนี้ มีลักษณะที่พอให้เข้าใจได้ว่า จำเลยรับพิจารณาคำร้องขอทบทวนหรือขอให้พิจารณาใหม่ของโจทก์ โดยไม่ปรากฏชัดว่าโจทก์รู้ถึงเหตุที่อาจขอให้พิจารณาใหม่แล้วยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ต่อจำเลยเกินกว่า 90 วัน จากนั้นจำเลยก็มีคำตอบแจ้งแก่โจทก์ตามหนังสือที่ กค 0707 (อธ.1)/2916 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2558 อันถือเป็นคำสั่งทางปกครองเช่นกัน โดยตามหนังสือของจำเลยฉบับนี้ก็มีข้อความระบุว่า ถ้าหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งนี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน 90 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำสั่งหรือทราบคำสั่ง และโจทก์ก็ยื่นฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองของจำเลยตามหนังสือแจ้งแก่โจทก์ฉบับนี้ โดยระบุในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ว่าขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีแก่โจทก์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ กค 0707 (อธ.1)/2916 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นคำสั่งของจำเลยคนละคำสั่งกับที่จำเลยแจ้งตอบอุทธรณ์ของโจทก์ในครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2551 ทั้งนี้ โดยโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรไว้ก่อนแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 9 ประกอบมาตรา 7 (3) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปรียา จารุดุล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3843/2560
#611270
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่และให้จำเลยทั้งสี่รับผิดทางแพ่งซึ่งมีมูลกระทำความผิดในทางอาญา ถือเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญารวมกันมากับคดีอาญา ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 40 จำเลยทั้งสี่จึงมีฐานะเป็นจำเลยในคดีตั้งแต่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น และถือว่าคดีส่วนแพ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง เมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 และในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดินพิพาท หากไม่ออกไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้โจทก์รื้อถอนพืชไร่และสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งสี่ปลูกไว้ได้เอง อันเป็นฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีส่วนแพ่งที่โจทก์ฟ้องรวมกันมาในคดีอาญาดังกล่าว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาดังกล่าว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่พร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยทั้งสี่พร้อมทั้งบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป หากจำเลยทั้งสี่พร้อมทั้งบริวารไม่ยอมออก ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ โดยให้โจทก์รื้อถอนพืชไร่และสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งสี่ปลูกไว้ในที่ดินพิพาทได้ทันที

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่หมู่ที่ 19 ตำบลวังกระทะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 57 ไร่ 3 งาน 37 ตารางวา เป็นของนิคมสร้างตนเองลำตะคอง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (เดิม กรมประชาสงเคราะห์) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้อนุญาตให้กองทัพบกโดยกองพันรบพิเศษปากช่อง ศูนย์สงครามพิเศษ (ค่ายหนองตะกู) เป็นผู้ใช้ประโยชน์ โจทก์ในฐานะตัวแทนของญาติพี่น้องประมาณ 10 ครอบครัว ได้รับการจัดสรรที่ดินพิพาทเพื่อทำกินจากกองพันรบพิเศษปากช่อง ศูนย์สงครามพิเศษ (ค่ายหนองตะกู) ตามหนังสือสัญญาการส่งมอบพื้นที่ทำกินพร้อมแบบสำรวจขอบเขตที่ดิน ส่วนจำเลยทั้งสี่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินเนื้อที่ 100 ไร่ 2 งาน 38 ตารางวา ตามรูปแสดงขอบเขตที่ดิน และจำเลยทั้งสี่ยังคงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททำให้โจทก์และครอบครัวสามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้เฉพาะบางส่วน วันที่ 22 สิงหาคม 2556 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่และนางบุญช่วย เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 623/2557 หมายเลขแดงที่ 2883/2557 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาบุกรุกและยักย้ายทำลายหลักเขตที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีคำขอในส่วนแพ่ง ให้จำเลยทั้งสี่และนางบุญช่วยขุดรื้อถอนต้นมันสำปะหลังทั้งหมดออกไปจากที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองทั้งแปลง หากไม่ขุดรื้อถอนต้นมันสำปะหลังดังกล่าวออกไป ขอให้ถือว่าต้นมันสำปะหลังและผลผลิตทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่และนางบุญช่วยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ทั้งให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่และนางบุญช่วยและบริวารจะออกไปจากที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2557 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2558 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายืน ตามสำเนาคำฟ้องสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 623/2557 หมายเลขแดงที่ 2883/2557 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2883/2557 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่กับนางบุญช่วยขุดรื้อถอนต้นมันสำปะหลังทั้งหมดออกไปจากที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง หากจำเลยทั้งสี่กับนางบุญช่วยไม่ดำเนินการให้ถือว่าต้นมันสำปะหลังและผลผลิตทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่กับนางบุญช่วยและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวและห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่และให้จำเลยทั้งสี่รับผิดในทางแพ่งซึ่งมีมูลกระทำความผิดในทางอาญาถือเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญารวมกันมากับคดีอาญา ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 จำเลยทั้งสี่จึงมีฐานะเป็นจำเลยในคดีตั้งแต่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2883/2557 ต่อศาลชั้นต้น และถือว่าคดีส่วนแพ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง ซึ่งคำว่า อยู่ในระหว่างการพิจารณานั้น อาจอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2883/2557 ของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 และในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ในคดีดังกล่าวของศาลชั้นต้นออกไปจากที่ดินพิพาท หากไม่ยอมออกไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้โจทก์สามารถรื้อถอนบรรดาพืชไร่และสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งสี่ปลูกไว้ได้เอง อันเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีส่วนแพ่งที่โจทก์ฟ้องรวมมาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2883/2557 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2883/2557 ของศาลชั้นต้น ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนูญรักษ์ เหล็กไทย
จำเลย — นายบุญ ท่อมจันทึก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นางสาวสุทธิณี กุลธีระวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
วาสนา หงส์เจริญ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3839/2560
#610611
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำขอบังคับของโจทก์ทั้งสองในข้อที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เบี้ยปรับตามสัญญาเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถือว่ามีทุนทรัพย์พิพาทกันเพียง 300,000 บาท ก็ตาม แต่คำขอบังคับข้อ 2 ที่โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และหักกลบลบหนี้กับค่าบ้านที่คงเหลือที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอม ให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้โจทก์ผู้ซื้อไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินได้และวางเงินคงเหลือไว้ต่อศาล คำขอบังคับส่วนนี้มุ่งประสงค์บังคับให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายรวมราคาซื้อขายไว้เป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองชนะคดีโจทก์ทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทที่มีราคาดังกล่าว ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีจึงเกินกว่า 300,000 บาท เกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าปรับเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดิน 45 ตารางวา และปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามจริงแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และหักกลบลบหนี้ค่าบ้านที่คงเหลือที่โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอม ให้ใช้คำพิพากษาแสดงเจตนาให้โจทก์ทั้งสองไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินได้และวางเงินคงเหลือไว้ที่ศาล ในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ที่ดินพิพาทบางส่วนที่ซื้อขายต้องตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดแสวงหาและชำระค่าที่ดินทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้มีที่ดินทำประโยชน์และก่อสร้างอาคารเพื่อขายให้เช่าภายใน 30 วัน นับแต่มีคำพิพากษาถึงที่สุดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อรวมค่าเสียหายที่โจทก์ให้จำเลยชำระจำนวน 300,000 บาท กับดอกเบี้ยที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระท้ายฟ้องคดีนี้แล้ว จึงมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนี้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) จึงไม่รับฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องโดยใช้ถ้อยคำฟุ่มเฟือย วกไปวนมาในลักษณะเล่าเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ทำให้เข้าใจยาก แต่เมื่อพิจารณาประกอบสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน และจดหมายที่จำเลยที่ 1 มีถึงโจทก์ที่ 2 ฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2557 แล้วพอสรุปสาระสำคัญได้ว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 121333 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 45 ตารางวา ในราคารวมค่าเฟอร์นิเจอร์และค่าตกแต่งเป็นเงิน 600,000 บาท และโจทก์ที่ 2 ผู้จะซื้อได้ชำระค่าตกแต่งบ้านเป็นเงิน 35,000 บาท และค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินจำนวนเงิน 32,000 บาท แล้ว โดยมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 10 ว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงในสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งสามารถบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที และโจทก์ที่ 2 ผู้จะซื้อต้องส่งมอบบ้านคืน หรือฝ่ายจำเลยที่ 1 ผู้จะขายต้องส่งมอบเงินที่รับไปแล้วคืนทั้งหมดพร้อมชำระเบี้ยปรับเพิ่มอีกร้อยละ 50 ของราคาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินข้างต้นพร้อมค่าเสียหายอื่น ๆ โดยไม่ชักช้า ต่อมาโจทก์ที่ 2 นำบ้านพร้อมที่ดินตามสัญญาไปขายต่อให้แก่โจทก์ที่ 1 เพื่อให้เข้ามาพัฒนาที่ดินและปลูกสร้างอาคาร แต่เมื่อโจทก์ที่ 1 ไปติดต่อขออนุญาตก่อสร้างอาคารต่อองค์การบริหารส่วนตำบลท่าโพธิ์ และนำเอกสารให้เจ้าของบ้านข้างเคียงคือ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงนามรับรองแนวเขตข้างเคียง แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ยอมลงนาม เป็นเหตุให้การขออนุญาตต้องหยุดดำเนินการ โดยจำเลยทั้งสี่แจ้งเหตุไม่ยอมลงนามว่า ที่ดินที่ขายให้แก่โจทก์ที่ 2 นั้น มีเนื้อที่เพียง 18 ตารางวา ส่วนที่เหลืออีก 27 ตารางวา เป็นทางสาธารณประโยชน์ของโครงการ และสรุปข้อกล่าวหาในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายและจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง กับมีคำขอบังคับในส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เบี้ยปรับจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยชำระเสร็จแก่โจทก์ พร้อมโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดิน 45 ตารางวา และปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินลงวันที่ 7 เมษายน 2557 บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามจริงให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย และหักกลบลบหนี้ค่าบ้านที่คงเหลือที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอม ให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้โจทก์ผู้จะซื้อไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินได้ และวางเงินคงเหลือไว้ที่ศาล ดังนี้ เห็นว่า แม้คำขอบังคับของโจทก์ทั้งสองในข้อที่ 1 โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เบี้ยปรับตามสัญญาเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถือว่ามีทุนทรัพย์พิพาทกันเพียง 300,000 บาท เพราะดอกเบี้ยที่โจทก์ขอคิดจากจำเลยนับถัดจากวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยอันมิถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องเป็นดอกเบี้ยในอนาคตที่ไม่อาจนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์พิพาทกันในคดีก็ตาม แต่คำขอบังคับข้อ 2 ที่โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามจริงให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย และหักกลบลบหนี้กับค่าบ้านที่คงเหลือที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอม ให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้โจทก์ผู้ซื้อไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินได้และวางเงินคงเหลือไว้ต่อศาลนั้น คำขอบังคับส่วนนี้ของโจทก์ทั้งสองมุ่งประสงค์บังคับให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาท ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายรวมราคาซื้อขายไว้เป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองชนะคดีโจทก์ทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทที่มีราคาดังกล่าว ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีจึงเกินกว่า 300,000 บาท เกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาวกไปวนมาสรุปสาระสำคัญว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายนั้น ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าควรให้ชดใช้มากน้อยหนักเบาต่างกันอย่างไร การในส่วนนี้ยังคงอยู่ในดุลพินิจของศาล โจทก์ทั้งสองจึงไม่สามารถกำหนดเป็นทุนทรัพย์ในการฟ้องร้องคดีได้นั้น เห็นว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมมีหน้าที่ต้องประเมินความเสียหายจากการที่จำเลยผิดสัญญาหรือทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง และมีคำขอบังคับระบุจำนวนมาในคำขอท้ายฟ้องให้ชัดแจ้งเพื่อเป็นข้อบ่งชี้ถึงอำนาจศาล อำนาจของผู้พิพากษา และองค์คณะผู้พิพากษาที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ถูกต้อง ส่วนในที่สุดศาลจะพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองแพ้หรือชนะคดีได้รับค่าเสียหายเพียงใดก็จะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณากำหนดให้ตามกฎหมายและตามพยานหลักฐานในคดี ดังนั้น ตามคำขอบังคับข้อ 2 ที่โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามจริงให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยมิได้ระบุให้ชัดแจ้งให้ชดใช้เป็นเงินจำนวนเท่าใด แม้เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ..." ก็ตาม แต่ข้อความต่อไปในคำขอบังคับข้อ 2 ที่ว่า หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอม ให้ใช้คำพิพากษาแสดงเจตนาให้ผู้ซื้อไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินได้ และวางเงินคงเหลือไว้ที่ศาลนั้น เมื่อพิจารณาประกอบคำบรรยายฟ้องและสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน พอเข้าใจได้ว่า โจทก์ทั้งสองมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอมก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ผู้จะซื้อได้ อันเป็นการฟ้องบังคับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทตามสัญญาซึ่งระบุราคาไว้ชัดเจน เป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนั่นเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้นมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิสเท็ม ทีม (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
จำเลย — นางสาวกาญจนา แซ่ล้อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นางสาวศิริรัตน์ สุขภูติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3790/2560
#612819
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทั้งผู้คัดค้านที่ 2 และฝ่ายผู้ร้องคัดค้านที่ 1 ต่างยื่นคำร้องขอให้ถอนอีกฝ่ายออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า มีเหตุสมควรที่จะถอนผู้ร้องคัดค้านที่ 1 หรือผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเพราะเหตุละเลยไม่ทำตามหน้าที่หรือมีเหตุอย่างอื่นที่สมควรหรือไม่ การที่ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ตกลงท้ากันให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าที่ดินมรดกของผู้ตายเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสของผู้ตาย เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยอันมีผลให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยมิใช่เหตุตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงมิใช่เป็นการตกลงกันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีนี้โดยตรง เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นคดีอื่นต่างหาก การที่ศาลชั้นต้นไม่ดำเนินการไต่สวนคำร้องขอแต่กลับพิจารณาตามคำท้าหรือข้อตกลงของคู่ความทั้งสองฝ่าย ถือเป็นการที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย เห็นควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายมงคล ผู้ตาย ร่วมกัน

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องคัดค้านที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจากผู้ร้องคัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์ละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ผู้จัดการมรดก

ผู้ร้องคัดค้านทั้งสามยื่นคำร้องขอขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดก และให้ผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกับผู้ร้องคัดค้านที่ 1 โอนที่ดินมรดกดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องคัดค้านทั้งสามภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษา หากผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้จัดการโอนที่ดินดังกล่าวแก่ผู้ร้องคัดค้านทั้งสาม และหรือบังคับให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องคัดค้านที่ 1 ตามกฎหมาย

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ตกลงกันว่า ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 2948 และ 10793 ให้แก่ผู้ร้องคัดค้านทั้งสามภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2558 หากฝ่ายใดไม่ไปตามกำหนด ถือว่าฝ่ายนั้นขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก และขอถอนคำร้องขอที่ขอถอนอีกฝ่ายหนึ่งจากการเป็นผู้จัดการมรดกด้วย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 89667 ให้ศาลชี้ขาดว่าเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวของผู้ตาย หากชี้ขาดว่าเป็นสินสมรส ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 ขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก และผู้ร้องคัดค้านทั้งสามขอถอนคำร้องขอที่ขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่หากชี้ขาดว่าเป็นสินส่วนตัว ผู้คัดค้านที่ 2 ขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก และขอถอนคำร้องที่ขอให้ถอนผู้ร้องคัดค้านที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายจะยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ศาลพิจารณา ไม่ติดใจนำพยานหลักฐานอื่นเข้าไต่สวนอีก หลังจากนั้นผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ไปโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องคัดค้านทั้งสามตามที่ตกลงกัน ส่วนข้อตกลงที่ให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 89667 เป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสของผู้ตายนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นสินสมรส แล้วพิพากษาให้เป็นไปตามข้อตกลงของผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 โดยมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 ลาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย อนุญาตให้ผู้ร้องคัดค้านทั้งสามถอนคำร้องขอ จำหน่ายคดีผู้ร้องคัดค้านทั้งสามออกจากสารบบความ และยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องคัดค้านทั้งสามและคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 แล้วมีคำสั่งใหม่ต่อไปตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางแก้วเรือน ผู้ตายจดทะเบียนหย่ากับนางแก้วเรือนแล้ว ต่อมาจดทะเบียนสมรสกับผู้คัดค้านที่ 1 ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องคัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ตายมีทรัพย์มรดกหลายรายการรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 2948, 10793 และ 89667 ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2948 และ 10793 ให้แก่ผู้ร้องคัดค้านทั้งสาม ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 มีปัญหาโต้แย้งเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลถอนอีกฝ่ายหนึ่งออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ระหว่างพิจารณาคดีทั้งสองฝ่ายตกลงกันขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 89667 เป็นสินสมรสของผู้ตาย อนุญาตให้ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 ลาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกกับอนุญาตให้ผู้ร้องคัดค้านทั้งสามถอนคำร้องขอที่ขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดก ผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงผู้เดียว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องคัดค้านทั้งสามและคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องคัดค้านที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเนื่องจากผู้ร้องคัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์ละเลยไม่ทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องคัดค้านทั้งสามยื่นคำร้องว่าผู้คัดค้านที่ 2 ละเลยไม่ทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก ขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดก และให้ผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกับผู้ร้องคัดค้านที่ 1 โอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องคัดค้านทั้งสาม กรณีจึงมีประเด็นให้ต้องพิจารณาว่า มีเหตุที่จะถอนผู้ร้องคัดค้านที่ 1 หรือผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ซึ่งเหตุที่ถอนผู้จัดการมรดกนั้นกฎหมายได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ว่า "ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดก เพราะเหตุผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควรก็ได้ แต่ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง" ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า มีเหตุสมควรที่จะถอนผู้ร้องคัดค้านที่ 1 หรือผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกเพราะเหตุละเลยไม่ทำการตามหน้าที่หรือมีเหตุอย่างอื่นที่สมควรหรือไม่ กรณีที่ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ตกลงท้ากันให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าที่ดินมรดกของผู้ตายโฉนดเลขที่ 89667 เป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสของผู้ตาย เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยอันมีผลให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยมิใช่เหตุตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงมิใช่เป็นการตกลงกันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีนี้โดยตรง โดยปัญหาว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายส่วนใดจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันเป็นคดีอื่นต่างหาก ศาลชั้นต้นไม่อาจนำคำฟ้องหรือข้อตกลงดังกล่าวมาชี้ขาดว่า ทรัพย์มรดกส่วนใดเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสแล้วนำไปสู่การมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องคัดค้านที่ 1 ลาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย รวมถึงการอนุญาตให้ผู้ร้องคัดค้านทั้งสามถอนคำร้องขอได้ โดยในกรณีนี้ศาลชั้นต้นต้องไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องคัดค้านทั้งสาม และคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 ให้ได้ความว่า มีเหตุสมควรถอนอีกฝ่ายหนึ่งจากการเป็นผู้จัดการมรดกเพราะมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นไม่ดำเนินการไต่สวนดังกล่าวแต่กลับดำเนินการพิจารณาตามคำท้าหรือข้อตกลงของผู้ร้องคัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และมีเหตุที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องคัดค้านทั้งสามและคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคหนึ่ง ม. 243 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายนิกิตต์ พันธุ์เจริญ
ผู้ร้องคัดค้าน — นายนิกิตต์ พันธุ์เจริญ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางวันทนีย์ พันธุ์เจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายศิษฎากร สวัสดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3777/2560
#612997
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันตกลงผูกพันต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ดังนั้น การที่ผู้ค้ำประกันจำต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้นั้น ผู้ค้ำประกันย่อมต้องชำระหนี้จากทรัพย์สินของผู้ค้ำประกันเอง ดังนั้น สัญญาค้ำประกันจึงมีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สินของผู้ค้ำประกัน จึงมีลักษณะเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งผู้ร้องมีอำนาจขอให้เพิกถอน ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2555 ลูกหนี้ที่ 3 ยื่นคำแถลงขอให้ผู้ร้องเพิกถอนการทำนิติกรรมโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5281 ตำบลในเมือง (ประทุม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างลูกหนี้ที่ 2 และห้างหุ้นส่วนจำกัด เนวาด้าอินน์อุบลราชธานี แต่จากการสอบสวนของผู้ร้องตามคำแถลงของลูกหนี้ที่ 3 ดังกล่าวพบว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ลูกหนี้ที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด เนวาด้าอินน์อุบลราชธานี ต่อผู้คัดค้าน รวม 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 83,000,000 บาท และ 409,000 บาท การทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวระหว่างลูกหนี้ที่ 2 และผู้คัดค้านเป็นการกระทำที่ทำให้เจ้าหนี้ของลูกหนี้ที่ 2 เสียเปรียบ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 และ 114

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า สัญญาค้ำประกันระหว่างลูกหนี้ที่ 2 และผู้คัดค้านทำไปโดยสุจริต ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเจตนาที่จะทำให้เจ้าหนี้ของลูกหนี้ที่ 2 เสียเปรียบ และสัญญาค้ำประกันมิได้เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติที่อาจขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกันของลูกหนี้ที่ 2 กับผู้คัดค้านฉบับลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ในวงเงิน 83,000,000 บาท และ 409,000 บาท ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง ส่วนค่าทนายความ ผู้ร้องว่าความเองจึงไม่กำหนดให้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้ที่ 2 เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ถือหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด เนวาด้าอินน์อุบลราชธานี เดิมลูกหนี้ที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5281 ตำบลในเมือง (ประทุม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งลูกหนี้ที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันหนี้ต่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เนวาด้าอินน์อุบลราชธานี ทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้คัดค้าน เป็นเงิน 83,000,000 บาท เพื่อนำเงินไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5281 ตำบลในเมือง (ประทุม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ของลูกหนี้ที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 6364 ตำบลในเมือง (ประทุม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ของนางนงคราญ ในการทำสัญญากู้ดังกล่าว ลูกหนี้ที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด เนวาด้าอินน์อุบลราชธานี ต่อผู้คัดค้านรวม 2 ฉบับ ในวงเงิน 83,000,000 บาท และ 409,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2553 ลูกหนี้ที่ 2 ชำระหนี้เพื่อจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5281 ตำบลในเมือง (ประทุม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เป็นจำนวนเงิน 48,000,000 บาท และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 13,000,000 บาท และลูกหนี้ที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เนวาด้าอินน์อุบลราชธานีในราคา 70,000,000 บาท และห้างหุ้นส่วนจำกัด เนวาด้าอินน์อุบลราชธานี ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันหนี้เงินกู้ต่อผู้คัดค้าน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า สัญญาค้ำประกันเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สินหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่าสัญญาค้ำประกันระหว่างลูกหนี้ที่ 2 กับผู้คัดค้านมิใช่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ได้นั้น เห็นว่า สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันตกลงผูกพันต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ดังนั้น การที่ผู้ค้ำประกันจำต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้นั้น ผู้ค้ำประกันย่อมต้องชำระหนี้จากทรัพย์สินของผู้ค้ำประกันเอง ดังนั้น สัญญาค้ำประกันจึงมีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สินของผู้ค้ำประกัน จึงมีลักษณะเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งผู้ร้องมีอำนาจขอให้เพิกถอน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ได้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 113
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง
ผู้คัดค้าน — และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
ลูกหนี้ — บริษัทเนวาด้า จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายฉัตรชัย โชคธีรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3753/2560
#627009
เปิดฉบับเต็ม

การกล่าวหาและจับกุมจำเลยดำเนินคดีนี้ แม้มีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากคำซัดทอดของ ศ. ที่ถูกจับกุมในคดีอื่น แต่ ศ. ให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนในคดีที่ ศ. เป็นผู้ต้องหาในวันเดียวกับวันที่ถูกจับกุม จึงเป็นการยากที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องราวให้ผิดไปจากความจริงและในคดีดังกล่าว ศ. ให้การรับสารภาพ จึงมิใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยปัดความผิดไปให้จำเลยเพียงผู้เดียว หากเป็นการบอกเล่าเรื่องราวในการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าการปรักปรำจำเลยเสียอีก ทั้ง ป.วิ.อ. มาตรา 7/1 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ก็ไม่ได้กำหนดไว้ว่า การสอบคำให้การในชั้นจับกุมของผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กดังเช่น ศ. จะต้องกระทำต่อหน้านักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์หรือที่ปรึกษากฎหมายหรือบุคคลที่เด็กไว้วางใจ และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ห้ามมิให้นำคำให้การชั้นจับกุมของผู้ต้องหาในลักษณะดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของบุคคลอื่นหรือจำเลยในคดีอื่นแต่ประการใดทั้งสิ้น

จำเลยจ้างให้ ศ. ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วนำมาส่งให้จำเลย โดยใช้รถจักรยานยนต์ของจำเลย และจำเลยโทรศัพท์สั่งการ ศ. เมื่อ ศ. รับเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว ถือว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับ ศ. ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับ ศ. กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีมิใช่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างจากฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 7/1 ม. 192 วรรคสอง ม. 227/1 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายศักดิ์ดา ดีล้น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวสุพัตรา ชาญชิตโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3742/2560
#609575
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิต จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 16 เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ฎีกาของจำเลยจะขอให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา ก็หาก่อให้เกิดสิทธิในการยื่นฎีกาไม่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถจักรยานยนต์ของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1436/2556 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำเลยให้จำคุกตลอดชีวิตแล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1436/2556 ของศาลชั้นต้น มาบวกกับโทษของจำเลยได้ ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 16

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิต จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 16 เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมถึงที่สุด ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ฎีกาของจำเลยจะขอให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา ก็หาก่อให้เกิดสิทธิในการยื่นฎีกาไม่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 (2) ม. 66 วรรคสาม ม. 100/2
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายประสิทธิ์ อาเคอะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายครรชิต ปังคานท์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3729/2560
#622102
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านทราบดีมาตั้งแต่แรกว่า ร. มีคดีพิพาทกับบริษัท อ. นายจ้างซึ่งเป็นบริษัทในเครือของผู้ร้องที่ศาลแรงงานภาค 2 แต่ผู้คัดค้านกลับใช้อำนาจในฐานะประธานกรรมการสหภาพแรงงานเรียกประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานเฉพาะกลุ่มพวกพ้องของตนในวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 แล้วใช้เสียงข้างมากรวบรัดลงมติแต่งตั้ง ร. เป็นกรรมการลูกจ้างบริษัท อ. เพื่อให้ ร. ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 จึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อให้ ร. ได้รับประโยชน์จากกฎหมายไปในทางที่ไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แม้ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องจะไม่ได้ระบุเกี่ยวกับการกระทำของผู้คัดค้านไว้โดยตรงและไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นความผิดก็ตาม แต่การที่ผู้คัดค้านเป็นประธานกรรมการสหภาพแรงงานได้ก็เพราะเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง ผู้คัดค้านเป็นทั้งประธานกรรมการสหภาพแรงงานและเป็นกรรมการลูกจ้างย่อมต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และดำเนินการภายใต้บังคับของวัตถุที่ประสงค์ของสหภาพแรงงาน มิใช่นำฐานะความเป็นประธานกรรมการสหภาพแรงงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยมิชอบ การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงมีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง เป็นประธานสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยและกรรมการลูกจ้าง เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2556 วันที่ 4 วันที่ 11 วันที่ 12 วันที่ 15 และวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 วันที่ 7 และวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ผู้คัดค้านละทิ้งหน้าที่โดยออกไปนอกสถานที่ทำงานในเวลาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 59.6 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 ผู้คัดค้านในฐานะประธานสหภาพแรงงานได้มีหนังสือแจ้งบริษัทเอ็มเอ็มทีเอชเอ็นจิ้น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของผู้ร้องว่าเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 สหภาพแรงงานมีการประชุมและมีมติแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรือง เป็นกรรมการลูกจ้าง อันเป็นความเท็จและให้ทนายความของนายรุ่งศิริเรืองแจ้งต่อศาลแรงงานภาค 2 เพื่อทำให้บริษัทดังกล่าวเข้าใจผิดว่านายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างซึ่งหากจะเลิกจ้างจะต้องขออนุญาตศาลแรงงานก่อนเพื่อประโยชน์ในคดีหมายเลขดำที่ 339/2556 และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา และเพื่อให้นายรุ่งศิริเรืองได้รับประโยชน์จากค่าจ้างและสวัสดิการ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อเจ้าพนักงานแรงงาน จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง และเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 มาตรา 119 (1) (2) และ (4) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 59.9 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 ผู้คัดค้านเข้าร่วมประชุมล่าช้าเกินกว่าเวลาอันสมควร ขณะมีการประชุมวางแผนร่วมกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องวันทำงานของปี 2556 ระหว่างผู้บริหารระดับสูง เจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดและสหภาพแรงงาน ผู้คัดค้านแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในลักษณะดูหมิ่น ไม่ให้เกียรติผู้บังคับบัญชาระดับสูงโดยกล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวในที่ประชุมว่า "เบื่อไม่อยากฟัง พูดแต่เรื่องเดิม ๆ" แล้วเดินออกจากห้องประชุมไป ต่อหน้าเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือและส่งผลเสียต่อการบริหารงาน การบังคับบัญชาและการปกครองพนักงาน เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 59.2 นอกจากนี้ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านต่อศาลแรงงานภาค 2 เนื่องจากผู้คัดค้านละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่ในชั้นไกล่เกลี่ยผู้คัดค้านรับสารภาพ ผู้ร้องให้โอกาสปรับปรุงตัวและศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตให้ผู้ร้องตักเตือนเป็นหนังสือแทนตามที่ผู้ร้องลดโทษให้ พฤติกรรมของผู้คัดค้านดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ โดยไม่มีความมุ่งหมายที่จะปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีและความเคารพเชื่อถือต่อผู้บังคับบัญชาและไม่มุ่งหวังที่จะปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของผู้ร้องอันชอบด้วยกฎหมายตามปกติวิสัยที่พนักงานควรปฏิบัติต่อองค์กร ทั้งผู้คัดค้านควรประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกจ้างอื่น ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง เป็นประธานสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยและกรรมการลูกจ้าง สหภาพแรงงานกับผู้ร้องทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 ในข้อ 3 ให้ประธานสหภาพแรงงานทำงานภารกิจของสหภาพแรงงานได้เต็มเวลาและได้รับค่าจ้างและสวัสดิการและผลประโยชน์อื่น ๆ เสมือนเป็นการทำงานปกติ ดังนั้นในวันที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านละทิ้งหน้าที่นั้นผู้คัดค้านได้ไปทำภารกิจของสหภาพแรงงานตามข้อตกลงจึงมิใช่การฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 คณะกรรมการสหภาพแรงงานได้ประชุมจริงและเสียงข้างมากมีมติแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างแทนกรรมการลูกจ้างคนเดิมที่เสียชีวิต แต่การประชุมมีข้อบกพร่องที่ไม่ได้เรียกกรรมการเสียงข้างน้อยเข้าประชุม แต่เมื่อผู้ร้อง (ที่ถูกเป็น บริษัทในเครือผู้ร้อง) เลิกจ้างนายรุ่งศิริเรือง สหภาพแรงงานจึงหารือกับพนักงานตรวจแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานแจ้งว่าแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างไม่ได้ สหภาพแรงงานจึงแนะนำให้นายรุ่งศิริเรืองถอนฟ้องและให้ไปใช้สิทธิร้องผู้ร้อง (ที่ถูกเป็น บริษัทในเครือผู้ร้อง) ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และมีการไกล่เกลี่ยแล้วตกลงกันได้โดยรับนายรุ่งศิริเรืองกลับเข้าทำงาน ดังนั้นการที่สหภาพแรงงานแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างจึงไม่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายและไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) (2) และ (4) และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 การประชุมเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 ผู้คัดค้านพูดในทำนองว่าไม่อยากร่วมประชุมแล้วเพราะมีการพูดแต่เรื่องเดิม ๆ การประชุมไม่คืบหน้า แต่ผู้คัดค้านได้แสดงออกไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในลักษณะดูหมิ่นผู้แทนผู้ร้องหรือต่อบุคคลใดจึงไม่ได้ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน อีกทั้งบทบาทของผู้คัดค้านที่ผ่านมาได้กระทำตามภารกิจของสหภาพแรงงานมิใช่เรื่องส่วนตัวจึงมิได้เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงและปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบอุตสาหกรรมผลิต ประกอบและจำหน่ายรถยนต์ บริษัทเอ็มเอ็มทีเอชเอ็นจิ้น จำกัด เป็นบริษัทในเครือของผู้ร้องโดยมีผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และมีวัตถุประสงค์ประกอบและหรือผลิตเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ ส่วนควบของรถยนต์ ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ และรับจ้างประกอบและผลิตสินค้าดังกล่าว ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง ตำแหน่งพนักงานผลิต และเป็นประธานสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยและกรรมการลูกจ้าง นายรุ่งศิริเรือง เป็นลูกจ้างของบริษัทเอ็มเอ็มทีเอชเอ็นจิ้น จำกัด สหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยเป็นสหภาพแรงงานในกิจการประเภทเดียวกันที่จัดตั้งขึ้นโดยลูกจ้างของผู้ร้องและบริษัทเอ็มเอ็มทีเอชเอ็นจิ้น จำกัด เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 ขณะที่มีการประชุมวางแผนร่วมกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องวันทำงานและวันหยุดประจำปี 2556 ของผู้ร้อง ผู้คัดค้านได้เข้าร่วมประชุมล่าช้ากว่ากำหนดเวลาและกล่าวในที่ประชุมทำนองว่าพูดแต่เรื่องเดิม ๆ ก่อนจะลุกออกจากห้องประชุมไป เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2556 วันที่ 4 วันที่ 11 วันที่ 12 วันที่ 15 และวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 วันที่ 7 และวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นวันทำงานปกติ ผู้คัดค้านได้มาลงบันทึกเวลาทำงานในตอนเช้า แต่ในช่วงเวลาทำงานผู้คัดค้านได้ออกไปจากบริเวณโรงงานโดยไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ร้องทราบแล้วกลับมาลงบันทึกเวลาเลิกงานในตอนเย็นตามตารางการเข้าปฏิบัติงานและเข้าออก ณ ประตูทางออก วันที่ 15 กรกฎาคม 2556 ผู้คัดค้านในฐานะประธานสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยมีหนังสือแจ้งบริษัทในเครือของผู้ร้องว่า คณะกรรมการสหภาพแรงงานได้ประชุมและมีมติแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า เหตุที่ผู้คัดค้านมาเข้าร่วมประชุมสายนั้นได้ความว่าเพราะผู้คัดค้านเดินทางไปรับปฏิทินที่สหพันธ์แรงงานรถยนต์แห่งประเทศไทย จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้รับอนุญาตจากนายชูเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล แล้ว ดังนี้การที่ผู้คัดค้านต้องเดินทางไปรับปฏิทินเพื่อนำมาแจกให้แก่ผู้ใช้แรงงานในเขตแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เป็นเหตุให้มาเข้าร่วมประชุมล่าช้ากว่ากำหนด นับได้ว่ามีเหตุผลอันสมควรตามพฤติการณ์ หาใช่เป็นการจงใจไม่ให้ความสำคัญในเรื่องการประชุมตามที่นัดหมายไว้หรือต้องการกลั่นแกล้งบุคคลใดในที่ประชุมให้รอผู้คัดค้านด้วยเหตุอันไม่สมควร ส่วนกรณีที่ผู้คัดค้านกล่าวในที่ประชุมด้วยถ้อยคำในทำนองว่าในที่ประชุมมีการพูดแต่เรื่องเดิม ๆ แม้จะเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสมไม่สมควรที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจะกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลภายนอกที่ร่วมประชุมอยู่ในห้องประชุมด้วยก็ตาม แต่ถ้อยคำของผู้คัดค้านดังกล่าวยังไม่มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามบุคคลใดให้ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือเกียรติยศหรือเป็นการข่มขู่คุกคามแสดงความอาฆาตมาดร้ายบุคคลใดให้เกิดความเกรงกลัวแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการระบายความรู้สึกส่วนตัวเกี่ยวกับเนื้อหาในการประชุมที่มีการพูดคุยกันในเรื่องเดิม ๆ ทำให้ผู้คัดค้านเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากรับฟังด้วยเท่านั้น กรณียังถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ดูหมิ่นผู้บริหารซึ่งเป็นผู้แทนของผู้ร้องหรือผู้บังคับบัญชา ส่วนที่อ้างว่าผู้คัดค้านละทิ้งหน้าที่ออกไปจากบริเวณโรงงานโดยไม่ได้แจ้งผู้บังคับบัญชาหรือผู้ร้องทราบเพื่อขอลาหยุดหรือออกนอกโรงงานนั้น ได้ความว่า ผู้ร้องกับสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 ไว้ต่อกัน ในข้อ 3 ว่า ประธานสหภาพแรงงานและเลขาธิการสหภาพแรงงานสามารถทำงานในภารกิจของสหภาพแรงงานได้เต็มเวลาและได้รับค่าจ้างและสวัสดิการและผลประโยชน์อื่นเสมือนเป็นการทำงานตามปกติ เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวยังคงใช้บังคับอยู่โดยไม่มีการยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติภารกิจของสหภาพแรงงานของผู้คัดค้านในฐานะประธานสหภาพแรงงานย่อมได้รับการคุ้มครอง และเมื่อผู้คัดค้านมีหลักฐานมาแสดงว่าในช่วงเวลาดังกล่าวได้ไปปฏิบัติภารกิจในกิจการของสหภาพแรงงาน โดยไม่ปรากฏว่าได้ไปกระทำการอื่นนอกเหนือภารกิจของสหภาพแรงงาน กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านละทิ้งหน้าที่ออกไปจากบริเวณโรงงานในระหว่างวันเวลาทำงานอันเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง และกรณีนี้เป็นคนละเหตุกับกรณีที่ผู้คัดค้านเคยถูกลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือตามที่ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตในคดีหมายเลขดำที่ 132/2554 ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านละทิ้งงานไปกระทำการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ในกิจการของสหภาพแรงงาน ส่วนเรื่องที่ผู้คัดค้านในฐานะประธานสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยกับพวกได้ประชุมและมีมติแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างและแจ้งบริษัทเอ็มเอ็มทีเอชเอ็นจิ้น จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของนายรุ่งศิริเรืองนั้น ได้ความว่าก่อนหน้าที่นายรุ่งศิริเรืองจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างตามมติของสหภาพแรงงาน นายรุ่งศิริเรืองได้ยื่นฟ้องบริษัทนายจ้างซึ่งเป็นบริษัทในเครือของผู้ร้อง ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกจ้าง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาและไกล่เกลี่ยของศาลแรงงานภาค 2 และเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ผู้คัดค้านเดินทางมาศาลกับนายรุ่งศิริเรือง ในการไกล่เกลี่ยนายรุ่งศิริเรืองได้ปรึกษากับทนายความว่าจะขอเวลาไปปรึกษากันแล้วจะแจ้งให้ทราบในวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 ดังนี้จึงแสดงว่าผู้คัดค้านทราบดีอยู่แล้วว่านายรุ่งศิริเรืองมีคดีพิพาทกับนายจ้างที่ศาลแรงงานภาค 2 การที่ผู้คัดค้านใช้อำนาจในฐานะประธานสหภาพแรงงานเรียกประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานเฉพาะในกลุ่มพวกพ้องของตนในวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 แล้วใช้เสียงข้างมากรวบรัดลงมติแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้าง เป็นการบ่งชี้ให้เห็นถึงเจตนาไม่บริสุทธิ์ของผู้คัดค้านที่ต้องการช่วยเหลือนายรุ่งศิริเรืองมิให้ถูกนายจ้างบอกเลิกจ้างเพราะหากนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้าง การบอกเลิกจ้างของนายจ้างย่อมมิอาจกระทำได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเสียก่อน การกระทำของผู้คัดค้านนอกจากจะแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อตำแหน่งหน้าที่ในฐานะผู้นำสูงสุดขององค์กรสหภาพแรงงานซึ่งต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกจ้างทั่วไปแล้ว ยังเป็นการมุ่งหวังให้นายรุ่งศิริเรืองได้รับประโยชน์ต่าง ๆ จากการอ้างอิงใช้ตำแหน่งกรรมการลูกจ้างในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลแรงงานภาค 2 ซึ่งเรื่องดังกล่าวล้วนอยู่ในความรู้เห็นของผู้คัดค้านมาโดยตลอด การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการจงใจทำให้บริษัทนายจ้างของนายรุ่งศิริเรืองและผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหาย อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง อีกทั้งยังเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมด้านกฎหมายแรงงานเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ ทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย นอกจากนี้ยังได้ความอีกว่าในการประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2556 ได้นำเรื่องการประชุมลงมติของคณะกรรมการสหภาพแรงงานที่แต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 เสนอให้ที่ประชุมมีมติรับรอง ทั้งที่ไม่มีการแจ้งวาระการประชุมในเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุมทราบมาก่อน ย้ำชัดให้เห็นว่าผู้คัดค้านมีความพยายามพลิกแพลงใช้ผู้ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องมากลบเกลื่อนการกระทำของตนให้กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องขึ้นอย่างไม่ตระหนักถึงวิถีทางอันชอบธรรม ทั้งนี้เพียงเพื่อต้องการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องบางคนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อคนจำนวนมาก นับเป็นการทำลายรากฐานระบบกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่มุ่งเน้นส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันและมีความปรองดองสมานฉันท์ในการทำงานร่วมกัน หากผู้คัดค้านยังคงปฏิบัติงานอยู่ต่อไปในระยะยาวย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรฝ่ายลูกจ้างและกิจการของผู้ร้อง กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านโดยการเลิกจ้างได้

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง ไม่ได้ระบุว่าการที่ผู้คัดค้านเรียกประชุมสหภาพแรงงานเพื่อแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างของบริษัทในเครือเป็นความผิด ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวใช้กับสถานประกอบกิจการของผู้ร้องเท่านั้น จะนำมาใช้บังคับกับสหภาพแรงงานไม่ได้ ทั้งกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ก็ไม่ได้บัญญัติว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นความผิด ที่ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง ขัดต่อกฎหมายและเป็นการพิพากษาเกินกว่ากฎหมายกำหนด นั้น เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านทราบดีมาตั้งแต่แรกว่านายรุ่งศิริเรืองมีคดีพิพาทกับบริษัทเอ็มเอ็มทีเอชเอ็นจิ้น จำกัด นายจ้างซึ่งเป็นบริษัทในเครือของผู้ร้องที่ศาลแรงงานภาค 2 แต่ผู้คัดค้านกลับใช้อำนาจในฐานะประธานสหภาพแรงงานเรียกประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานเฉพาะกลุ่มพวกพ้องของตนในวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 แล้วใช้เสียงข้างมากรวบรัดลงมติแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างบริษัทเอ็มเอ็มทีเอชเอ็นจิ้น จำกัด เพื่อให้นายรุ่งศิริเรืองได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 จึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อให้นายรุ่งศิริเรืองได้รับประโยชน์จากกฎหมายไปในทางที่ไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แม้ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องจะไม่ได้ระบุเกี่ยวกับการกระทำของผู้คัดค้านไว้โดยตรง และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นความผิดดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ก็ตาม แต่การที่ผู้คัดค้านเป็นประธานสหภาพแรงงานได้ก็เพราะเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง ผู้คัดค้านเป็นทั้งประธานสหภาพแรงงานและเป็นกรรมการลูกจ้างย่อมต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และดำเนินการภายใต้บังคับของวัตถุที่ประสงค์ของสหภาพแรงงาน มิใช่นำฐานะความเป็นประธานสหภาพแรงงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยมิชอบ การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงมีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ที่ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านนั้น จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายไกรฤกษ์ สมนึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธวัช นกแสง
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3697 -ที่ 3698/2560
#613214
เปิดฉบับเต็ม

ที่ประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมมีมติแต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการของจำเลย ต่อมาจำเลยกับพวกยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ โจทก์เป็นผู้คัดค้าน แล้วจำเลยในฐานะผู้ร้องและโจทก์ในฐานะผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยผู้ร้องจะถอนฟ้องคดีอาญา ผู้คัดค้านจะถอนฟ้องคดีที่ศาลแรงงานและถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญา เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านปฏิบัติเรียบร้อยแล้วผู้ร้องจะจ่ายเงินเดือน (ค่าจ้าง) ที่ค้างจ่ายให้ผู้คัดค้าน ศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอม (คดีถึงที่สุด) คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันคู่ความและสัญญาประนีประนอมยอมความถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา เมื่อจำเลยในฐานะผู้ร้องที่ 1 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้โจทก์ในฐานะผู้คัดค้านตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีเอาแก่จำเลยให้จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่เป็นเงินจำนวนเดียวกับที่จำเลยต้องจ่ายในช่วงระยะเวลาเดียวกันตามที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีนี้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 127,651.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการของจำเลยเคยมีหนังสือตักเตือนโจทก์เรื่องการทำงานและเวลาการทำงาน 7 ฉบับ ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 คณะกรรมการมอบหมายให้นางสาวดวงกมล พนักงานบัญชีของจำเลยจดบันทึกเวลาการทำงานของโจทก์จนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2556 ในระหว่างมีการจดบันทึกการทำงานนั้นจำเลยยังมีหนังสือตักเตือนโจทก์เรื่องเวลาทำงานอีก 2 ฉบับ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือชี้แจงเรื่องการทำงานและเวลาทำงานตามที่ถูกตักเตือน จำเลยกับพวกเคยเป็นผู้ร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุม โดยโจทก์เป็นผู้คัดค้านในคดีหมายเลขดำที่ 1044/2556 หมายเลขแดงที่ 3713/2556 ของศาลแพ่ง แล้วโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อ 1 โจทก์จะดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ข้อ 5 หากโจทก์จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว จำเลยจะจ่ายเงินเดือนที่ค้างให้โจทก์ ข้อ 7 โจทก์ต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้จัดการนิติบุคคลของจำเลยอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง ตามที่โจทก์แจ้งในใบสมัคร ถ้าไม่ทำงานวันละ 2 ชั่วโมง หรือทำงานไม่ครบตามกำหนดโจทก์ขอให้หักเงินได้ตามส่วน แล้ววินิจฉัยว่า ก่อนวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทำงานไม่ครบ 2 ชั่วโมง และบางวันก็ไม่ได้มาทำงาน พอถือได้ว่าจำเลยยังไม่เคร่งครัดเรื่องเวลาทำงานและจำเลยมีเจตนาจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2556 (วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ) เป็นเวลา 3 เดือน 28 วัน เป็นเงิน 98,333.24 บาท ข้อ 7 จำเลยมีความประสงค์จะเคร่งครัดเรื่องเวลาทำงานกับโจทก์นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไป โจทก์จำเลยเข้าใจตรงกันว่าโจทก์ในฐานะลูกจ้างมีหน้าที่ต้องเข้าปฏิบัติงานในสำนักงานของจำเลยอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่าจำเลยต้องรับผิดชำระค่าจ้างค้างให้แก่โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้แย้งกันได้ความว่าที่ประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 มีมติแต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการของจำเลย โดยได้รับค่าจ้างเดือนละ 25,000 บาท ต่อมาจำเลยกับพวกรวม 4 คน เป็นผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2556 โจทก์เป็นผู้คัดค้านตามคดีหมายเลขดำที่ 1044/2556 หมายเลขแดงที่ 3713/2556 ของศาลแพ่งวันที่ 28 สิงหาคม 2556 จำเลยกับพวกซึ่งเป็นผู้ร้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้คัดค้านตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีข้อความระบุว่า

ข้อ 2 ผู้ร้องจะถอนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อ.2497/2556 ของศาลอาญาภายใน 7 วัน และนำสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องมาให้ผู้คัดค้าน

ข้อ 3 ผู้คัดค้านจะถอนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2654/2556 ของศาลแรงงานกลางภายใน 7 วัน และนำสำเนาคำขอถอนฟ้องให้ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3

ข้อ 4 ผู้คัดค้านจะถอนคำร้องทุกข์คดีที่ผู้คัดค้านร้องทุกข์นายณัฐวุฒิ ในคดีอาญาภายใน 7 วัน และนำสำเนาบันทึกประจำวันที่ถอนคำร้องทุกข์มอบให้ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3

ข้อ 5 เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านปฏิบัติตามข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4 เรียบร้อยแล้ว ผู้ร้องจะจ่ายเงินเดือนที่ค้างให้แก่ผู้คัดค้านภายใน 7 วัน ซึ่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ทั้งได้ความจากคำเบิกความโจทก์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีหมายเลขแดงที่ 3713/2556 ของศาลแพ่งถอนฟ้องคดีแรงงานและถอนคำร้องทุกข์พร้อมทั้งนำส่งสำเนาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 และข้อ 4 แล้ว แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 ก็ไม่จ่ายค่าจ้าง (เงินเดือน) ที่ค้างจ่ายให้โจทก์ ยังคงค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 รวมเป็นเงิน 200,000 บาท เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 ถึงเดือนธันวาคม 2556 รวมเป็นเงิน 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่จำเลยต้องจ่ายในช่วงระยะเวลาเดียวกันตามที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ 3713/2556 ของศาลแพ่งและศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และสัญญาประนีประนอมยอมความถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา เมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5 โดยไม่ยอมจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย โจทก์ชอบที่จะบังคับเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ 3713/2556 ของศาลแพ่ง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายเป็นคดีนี้ ส่วนประเด็นเรื่องจำเลยเคร่งครัดเวลามาทำงานของโจทก์ตั้งแต่เมื่อใดและฟ้องซ้ำหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภสุ นวพันธ์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดโชคชัยร่วมมิตรคอนโดมิเนียม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายกิตติ เนตรประเสริฐชัย
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2560
#615337
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องร้องให้ผู้รับจ้างรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 601 นั้น ใช้บังคับแก่กรณีที่เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 600 กล่าวคือต้องเป็นกรณีที่มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา แล้วการชำรุดบกพร่องปรากฏขึ้นภายหลังส่งมอบงานให้แก่ผู้ว่าจ้างในสภาพเรียบร้อยถูกต้องตามสัญญาแล้ว มิใช่ความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นเพราะผู้รับจ้างปฏิบัติหรือทำงานไม่ถูกต้องตามสัญญา สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับบริษัท ร. ข้อ 6 มีความว่า เมื่องานแล้วเสร็จบริบูรณ์และผู้ว่าจ้างได้รับมอบงานจากผู้รับจ้างหรือจากผู้รับจ้างรายใหม่ในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาตามข้อ 5 หากมีเหตุชำรุดบกพร่องหรือเสียหายเกิดขึ้นภายในกำหนด 1 ปี นับถัดจากวันที่ได้รับมอบงานดังกล่าว ซึ่งความชำรุดบกพร่องหรือเสียหายนั้นเกิดจากความบกพร่องของผู้รับจ้างอันเกิดจากการใช้วัสดุที่ไม่ถูกต้องหรือทำไว้ไม่เรียบร้อยหรือทำไว้ไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชา ผู้รับจ้างจะต้องรีบทำการแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อยโดยไม่ชักช้าโดยผู้ว่าจ้างไม่ต้องออกเงินใด ๆ ในการนี้ทั้งสิ้น หากผู้รับจ้างบิดพลิ้วไม่กระทำการดังกล่าวภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้างหรือไม่ทำการแก้ไขให้เรียบร้อยภายในเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิกระทำการนั้นเองหรือจ้างผู้อื่นให้ทำงานนั้นโดยผู้รับจ้างต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย โจทก์บรรยายฟ้องว่า ความชำรุดบกพร่องเสียหายเกิดจากการที่บริษัท ร. ใช้วัสดุไม่ถูกต้องหรือทำงานไม่เรียบร้อยไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชาเป็นจำนวนมาก อันเป็นการฟ้องโดยอาศัยมูลแห่งความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากการดำเนินการตามสัญญาจ้างของบริษัท ร. โดยตรง มิใช่ความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่บริษัท ร. ส่งมอบงานที่รับจ้างที่ถูกต้องสมบูรณ์ไร้ข้อบกพร่องให้แก่โจทก์แล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าจ้างตามที่มีข้อสัญญาตกลงกันไว้เป็นพิเศษ ซึ่งโจทก์และบริษัท ร. ผูกพันต้องปฏิบัติต่อกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ไม่ใช่กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 600 ที่จะนำอายุความตามมาตรา 601 มาใช้บังคับ และไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้บทบัญญัติเรื่องอายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และตามมาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนี้ แม้จะนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2538 ซึ่งโจทก์พบความชำรุดบกพร่อง อันเป็นวันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้เป็นครั้งแรกจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 2 คือวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ยังเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี คำฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

การที่จำเลยที่ 3 ได้รับเวนคืนหนังสือค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้นั้น แม้จะเข้าข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 327 วรรคสามว่า หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว แต่ข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด หากปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นก็ย่อมฟังตามข้อเท็จจริงนั้นได้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ยังมีภาระต้องชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวแก่โจทก์ และหนี้ดังกล่าวมิได้ระงับไปด้วยเหตุประการอื่นใด จำเลยที่ 1 ยังคงต้องชำระหนี้นั้นแก่โจทก์ เพียงเหตุที่จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันได้รับเวนคืนหนังสือค้ำประกันกลับคืนมาไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็หาส่งผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 50,748,226.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 47,700,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมชำระเงิน 1,132,392.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,064,375 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 47,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 1,064,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 3 ใช้ตามทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 2105/2547 ของศาลชั้นต้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีก่อนจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เรียกค่าจ้างควบคุมงานโดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอาศัยเหตุคนละอย่างกับคดีนี้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 47,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องคือวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดไม่เกิน 3,048,226.03 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2536 โจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาบริษัทรัตนะเคหะ จำกัด ก่อสร้าง ต่อเติม ปรับปรุงอาคารและสิ่งปลูกสร้างโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นเงิน 1,215,000,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินไม่เกิน 60,750,000 บาท วันเดียวกัน โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างเป็นเงิน 21,287,500 บาท ให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของบริษัทรัตนะเคหะ จำกัด ให้เป็นไปตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง โดยมีข้อตกลงตามข้อ 11 ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ได้ใช้ความรู้ที่เหมาะสมหรือไม่ได้ควบคุมงานจนเกิดความเสียหายและไม่หาทางแก้ไขให้เรียบร้อย โจทก์มีสิทธิว่าจ้างบุคคลอื่นแก้ไขโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 1,064,375 บาท โจทก์ขยายระยะเวลาตามสัญญาให้แก่บริษัทรัตนเคหะ จำกัด รวม 4 ครั้ง ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 บริษัทรัตนเคหะ จำกัด ทยอยส่งมอบงานให้โจทก์โดยจำเลยที่ 1 ตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องทุกงวด ตั้งแต่งวดแรกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 เรื่อยมาเป็นระยะจนครบตามสัญญา โจทก์ตรวจพบความชำรุดบกพร่องของงานที่ตรวจรับครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2538 และต่อมาอีกหลายครั้ง โจทก์รับมอบงานจากบริษัทรัตนเคหะ จำกัด งวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 และได้ชำระเงินค่าจ้างแก่บริษัทรัตนเคหะ จำกัด และจำเลยที่ 1 ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ก่อนและหลังวันรับมอบงานงวดสุดท้ายดังกล่าว โจทก์มีหนังสือแจ้งให้บริษัทรัตนะเคหะ จำกัด ทำการแก้ไขตลอดมารวมทั้งแจ้งให้จำเลยที่ 1 ควบคุมเร่งรัด แต่บริษัทรัตนะเคหะ จำกัด ดำเนินการแก้ไขเพียงเล็กน้อย โจทก์จึงนัดประชุมกับบริษัทรัตนเคหะ จำกัด และจำเลยที่ 1 เพื่อหารือแนวทางแก้ไขเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 บริษัทรัตนเคหะ จำกัด และจำเลยที่ 1 ยอมรับว่างานที่ทำชำรุดบกพร่องจากการใช้วัสดุไม่ถูกต้องรวมทั้งไม่เรียบร้อยตามมาตรฐานหลักวิชาการ และโจทก์ได้แจ้งให้ทราบภายในกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว บริษัทรัตนะเคหะ จำกัด รับว่าจะดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องให้เรียบร้อยภายในวันที่ 28 กันยายน 2542 แต่ดำเนินการเพียงเล็กน้อย โจทก์จึงว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด สกลเจริญก่อสร้าง ทำการปรับปรุงแก้ไขเป็นเงิน 47,700,000 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด สกลเจริญก่อสร้าง ดำเนินการเสร็จตามสัญญาดังกล่าวและส่งมอบงานให้แก่โจทก์ทั้งได้รับเงินค่าจ้างจากโจทก์ครบถ้วน และโจทก์ได้คืนหนังสือค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องร้องให้ผู้รับจ้างรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 นั้น ใช้บังคับแก่กรณีที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 กล่าวคือต้องเป็นกรณีที่มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา แล้วการชำรุดบกพร่องปรากฏขึ้นภายหลังส่งมอบงานให้แก่ผู้ว่าจ้างในสภาพเรียบร้อยถูกต้องตามสัญญาแล้ว มิใช่ความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นเพราะผู้รับจ้างปฏิบัติหรือทำงานไม่ถูกต้องตามสัญญา สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับบริษัทรัตนะเคหะ จำกัด ข้อ 6 มีความว่า เมื่องานแล้วเสร็จบริบูรณ์และผู้ว่าจ้างได้รับมอบงานจากผู้รับจ้างหรือจากผู้รับจ้างรายใหม่ในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาตามข้อ 5 หากมีเหตุชำรุดบกพร่องหรือเสียหายเกิดขึ้นภายในกำหนด 1 ปี นับถัดจากวันที่ได้รับมอบงานดังกล่าว ซึ่งความชำรุดบกพร่องหรือเสียหายนั้นเกิดจากความบกพร่องของผู้รับจ้างอันเกิดจากการใช้วัสดุที่ไม่ถูกต้องหรือทำไว้ไม่เรียบร้อยหรือทำไว้ไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชา ผู้รับจ้างจะต้องรีบทำการแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อยโดยไม่ชักช้าโดยผู้ว่าจ้างไม่ต้องออกเงินใดๆ ในการนี้ทั้งสิ้น หากผู้รับจ้างบิดพลิ้วไม่กระทำการดังกล่าวภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้างหรือไม่ทำการแก้ไขให้เรียบร้อยภายในเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิกระทำการนั้นเองหรือจ้างผู้อื่นให้ทำงานนั้นโดยผู้รับจ้างต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย โจทก์บรรยายฟ้องว่า ความชำรุดบกพร่องเสียหายเกิดจากการที่บริษัทรัตนเคหะ จำกัด ใช้วัสดุไม่ถูกต้องหรือทำงานไม่เรียบร้อยไม่ถูกต้องตามมาตรฐานแห่งหลักวิชาเป็นจำนวนมาก อันเป็นการฟ้องโดยอาศัยมูลแห่งความชำรุดบกพร่องที่เกิดจากการดำเนินการตามสัญญาจ้างของบริษัทรัตนเคหะ จำกัด โดยตรง มิใช่ความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่บริษัทรัตนเคหะ จำกัด ส่งมอบงานที่รับจ้างที่ถูกต้องสมบูรณ์ไร้ข้อบกพร่องให้แก่โจทก์แล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าจ้างตามที่มีข้อสัญญาตกลงกันไว้เป็นพิเศษ ซึ่งโจทก์และบริษัทรัตนเคหะ จำกัด ผูกพันต้องปฏิบัติต่อกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ไม่ใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 ที่จะนำอายุความตามมาตรา 601 มาใช้บังคับ และไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้บทบัญญัติเรื่องอายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และตามมาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนี้ แม้จะนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2538 ซึ่งโจทก์พบความชำรุดบกพร่อง อันเป็นวันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้เป็นครั้งแรกจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องบังคับแก่จำเลยที่ 2 คือวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ยังเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี คำฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2547 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันของบริษัทรัตนเคหะ จำกัด รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด สกลเจริญก่อสร้าง ผู้รับเหมารายใหม่ทำการซ่อมแซมต่อเติมอาคารซึ่งบริษัทรัตนเคหะ จำกัด ทำไว้ชำรุดบกพร่องแล้วไม่ดำเนินการแก้ไขให้เสร็จสิ้นตามสัญญา หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้เงินอันต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ในสัญญาจ้าง ข้อ 6 กำหนดหน้าที่และความรับผิดของบริษัทรัตนเคหะ จำกัด เกี่ยวกับความชำรุดบกพร่องไว้ว่า ผู้รับจ้างจะต้องรีบทำการแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อยโดยไม่ชักช้า หากผู้รับจ้างบิดพลิ้วไม่กระทำการดังกล่าวภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้างหรือไม่ทำการแก้ไขให้เรียบร้อยภายในเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิกระทำการนั้นเองหรือจ้างผู้อื่นให้ทำงานนั้นโดยผู้รับจ้างต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ดังนี้ บริษัทรัตนเคหะ จำกัด ย่อมมีหนี้ที่ต้องชำระแก่โจทก์เป็นลำดับคือ หนี้อันเป็นการกระทำการซ่อมแซมความชำรุดบกพร่อง หากไม่ยอมกระทำก็ต้องรับผิดชำระเงินค่าใช้จ่ายที่โจทก์ดำเนินการหรือว่าจ้างบุคคลอื่นดำเนินการแก่โจทก์ บริษัทรัตนเคหะ จำกัด ตกลงจะแก้ไขข้อบกพร่องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กันยายน 2542 อันเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แต่ก็หาได้ดำเนินการตามที่ตกลงไว้ดังกล่าวไม่ บริษัทรัตนเคหะ จำกัด จึงตกเป็นผู้ผิดนัด และต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายที่โจทก์ดำเนินการหรือต้องว่าจ้างบุคคลอื่น แก่โจทก์ทันที ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแก่บริษัทรัตนเคหะ จำกัด รวมทั้งจำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าว ซึ่งบริษัทรัตนเคหะ จำกัด และจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2543 ครบกำหนด 15 วัน ตามหนังสือทวงถามวันที่ 11 กรกฎาคม 2543 แต่บริษัทรัตนเคหะ จำกัด และจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไป แต่โจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทำสัญญาจ้าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด สกลเจริญก่อสร้าง เข้าทำการซ่อมแซมงานส่วนที่ชำรุดบกพร่อง จึงกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2547 ตามคำขอ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า บริษัทรัตนเคหะ จำกัด ถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้ล้มละลายแล้วเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2545 เป็นคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 735/2545 โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิที่โจทก์มีอยู่ต่อบริษัทรัตนเคหะ จำกัด ได้ หนี้ที่บริษัทรัตนเคหะ จำกัด มีอยู่แก่โจทก์จึงระงับไป จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องนั้น ปัญหาตามฎีกาดังกล่าวจึงมีว่าโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือไม่ เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 อันผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดๆ การที่จำเลยที่ 3 ได้รับเวนคืนหนังสือค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้นั้น แม้จะเข้าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 327 วรรคสามว่า หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นอันระงับสิ้นไปแล้ว แต่ข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด หากปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ก็ย่อมฟังตามข้อเท็จจริงนั้นได้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ยังมีภาระต้องชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวแก่โจทก์ และหนี้ดังกล่าวมิได้ระงับไปด้วยเหตุประการอื่นใด จำเลยที่ 1 ยังคงต้องชำระหนี้นั้นแก่โจทก์ เพียงเหตุที่จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันได้รับเวนคืนหนังสือค้ำประกันกลับคืนมาไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็หาส่งผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ได้ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกันในวงเงิน 1,064,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,064,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 68,017.94 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 327 วรรคสาม ม. 600 ม. 601 ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำเลย — บริษัท ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560
#611289
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 69 ที่บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" และมาตรา 70 ที่บัญญัติว่า "บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้" จะใช้บังคับได้จริงต่อเมื่อการยึดอำนาจการปกครองยังไม่เป็นผลสำเร็จ คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองก็ยังไม่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ กล่าวคือ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังไม่ถูกยกเลิกไปโดยอำนาจของคณะผู้ยึดอำนาจ สิทธิดังกล่าวของจำเลยและประชาชนอื่นก็ยังคงมีอยู่ แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่า การยึดอำนาจการปกครองเป็นผลสำเร็จแล้ว เนื่องจาก คสช.ประกาศใช้กฎอัยการฝึกที่ราชอาณาจักร ประกาศให้รัฐธรรมูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นบทบัญญัติหมวด 2 รวมทั้ง คสช. ได้มีประกาศและคำสั่งอันเป็นการใช้อำนาจบริหารประเทศอีกหลายอย่าง คสช.จึงเป็นรัฏฐาธิปัตย์จึงย่อมมีอำนาจออกประกาศและคำสั่งให้จำเลยรายงานตัวต่อ คสช.ได้ และสิทธิของจำเลยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้วนับแต่วันที่ คสช.ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ที่ 25/2557 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 29/2557 และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2557 และนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1589/2554 ของศาลแขวงพระนครเหนือ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง (เดิม) ให้ปรับ 500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และศาลไม่ได้พิพากษาลงโทษถึงจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้จึงให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายได้รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ที่ 25/2557 และฉบับที่ 29/2557 อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่งและประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขอให้นับโทษต่อให้ยก เนื่องจากคดีนี้ศาลพิพากษาให้รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ก่อนวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตปริมณฑล และพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ มีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองหลายกลุ่มได้ชุมนุมประท้วง และมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ความรุนแรงด้วยการใช้อาวุธสงครามต่อประชาชนและสถานที่สำคัญอย่างกว้างขวาง เป็นผลให้ประชาชนเสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน เหตุการณ์มีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดเหตุการณ์จลาจลและความไม่สงบเรียบร้อยในหลายพื้นที่ ผู้บัญชาการทหารบกจึงประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 เวลา 3 นาฬิกา เป็นต้นไป ตามสำเนาประกาศกองทัพบกฉบับที่ 1/2557 ครั้นต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16.30 นาฬิกา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตามประกาศคสช. ฉบับที่ 1/2557 ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตามประกาศคสช. ฉบับที่ 2/2557 ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นบทบัญญัติหมวด 2 ตามประกาศคสช. ฉบับที่ 11/2557 วันเดียวกันนั้น คสช. มีคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัวต่อคสช. ตามคำสั่งคสช. ที่ 1/2557 และ 2/2557 ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 คสช. ได้มีคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัวต่อคสช. เพิ่มเติม ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ ในวันเดียวกันนั้น เวลา 10 นาฬิกา ซึ่งจำเลยอยู่ในรายชื่อที่ต้องรายงานตัวต่อคสช. ด้วยในลำดับที่ 60 ตามสำเนาคำสั่งคสช. ที่ 3/2557 วันเดียวกันนั้น คสช. ได้ประกาศให้บุคคลที่ยังไม่มารายงานตัวตามคำสั่งคสช. ที่ 1/2557 ถึง 3/2557 ให้มารายงานตัวต่อคสช. ภายในเวลา 16 นาฬิกา ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้ที่มีเหตุขัดข้องจำเป็นเร่งด่วนไม่สามารถมารายงานตัวได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้แจ้งข้อขัดข้องมายังคสช. ภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าว ตามสำเนาประกาศ คสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557 จำเลยได้ทราบประกาศและคำสั่งคสช. ที่กำหนดให้จำเลยต้องรายงานตัวต่อคสช. ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 16 นาฬิกา แล้วแต่จำเลยไม่รายงานตัวต่อคสช.และไม่มาแจ้งเหตุขัดข้องแต่อย่างใด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า ขณะที่คสช. ออกประกาศและคำสั่งให้จำเลยไปรายงานตัวนั้น การยึดอำนาจการปกครองประเทศของคสช. ยังไม่เป็นผลสำเร็จ คสช. ยังไม่มีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ไม่มีอำนาจออกประกาศหรือคำสั่งใด ๆ การที่จำเลยไม่ไปรายงานตัวต่อคสช. เป็นการใช้สิทธิต่อต้านการกระทำของคสช. ที่ได้กระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 69 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ปัญหาจึงมีว่า ขณะที่คสช. ออกประกาศและคำสั่งให้จำเลยไปรายงานตัวนั้น การยึดอำนาจการปกครองประเทศเป็นผลสำเร็จแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากคสช. ได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศแล้ว นอกจากประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นบทบัญญัติในหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ประกาศและมีคำสั่งให้จำเลยและบุคคลอื่นรายงานตัวต่อคสช. ดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่า คสช. ได้มีประกาศและคำสั่งอันเป็นการใช้อำนาจบริหารประเทศอีกหลายอย่าง เช่น ตามคำสั่งคสช. ที่ 7/2557 และ 9/2557 เรื่อง การแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่และให้รักษาราชการแทน คำสั่งที่ 8/2557 และ 11/2557 เรื่อง การแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น ซึ่งประกาศและคำสั่งดังกล่าวได้กระทำในวันยึดอำนาจการปกครองประเทศวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม2557 อันแสดงให้เห็นว่าคสช. สามารถยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จแล้วหากการยึดอำนาจยังไม่เป็นผลสำเร็จ คสช. ก็ไม่สามารถใช้อำนาจบริหารประเทศเช่นว่านั้นได้ อันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ที่จำเลยฎีกาว่า หากถือว่าการยึดอำนาจการปกครองของคสช. สำเร็จทันทีที่กลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งใช้กำลังเข้ายึดอำนาจในการปกครองประเทศและประกาศว่ายึดอำนาจสำเร็จแล้วนั้น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 69 ที่บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" และมาตรา 70 ที่บัญญัติว่า "บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้" ไม่อาจมีผลใช้ได้จริงในทางปฏิบัติเพราะไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่ประชาชนหรือหน่วยงานองค์กรใดจะสามารถต่อต้านการยึดอำนาจการปกครองประเทศได้นั้น เห็นว่า ตราบใดที่การยึดอำนาจการปกครองยังไม่เป็นผลสำเร็จ คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองก็ยังไม่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ กล่าวคือ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังไม่ถูกยกเลิกไปโดยอำนาจของคณะผู้ยึดอำนาจ สิทธิดังกล่าวของจำเลยและประชาชนอื่นก็ยังคงมีอยู่ แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า การยึดอำนาจการปกครองเป็นผลสำเร็จแล้ว คสช. จึงเป็นรัฏฐาธิปัตย์จึงย่อมมีอำนาจออกประกาศและคำสั่งให้จำเลยรายงานตัวต่อคสช. ได้ และสิทธิของจำเลยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้วนับแต่เวลาที่คสช. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นบทบัญญัติในหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้อีก

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประกาศคสช. ฉบับที่ 29/2557 ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า หลังจาก คสช. ประกาศให้บุคคลตามคำสั่งคสช. ที่ 1/2557 ถึง 3/2557 ให้มารายงานตัวภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 16 นาฬิกา โดยกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ด้วยแล้วตามประกาศคสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557 นั้น ต่อมาคสช. ได้มีคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติมอีกตามคำสั่งคสช. ที่ 5/2557 ให้มารายงานตัวภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 13 นาฬิกา และคำสั่งคสช. ที่ 6/2557 กำหนดให้มารายงานตัวภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 เวลา 10 นาฬิกา จึงเห็นได้ว่า คสช. มีเจตนารมณ์กำหนดโทษสำหรับผู้ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งคสช. ที่ 5/2557 และ 6/2557 โดยหากบุคคลผู้มีรายชื่อตามคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่มารายงานตัวตามกำหนดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประกาศคสช. ฉบับที่ 29/2557 เอกสารหมาย จ.9 หาได้มีเจตนารมณ์กำหนดโทษใหม่สำหรับบุคคลผู้มีรายชื่อตามคำสั่งคสช. ที่ 1/2557 ถึง 3/2557 ด้วยไม่ เนื่องจากได้กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ในประกาศคสช. (เฉพาะ) ที่ 25/2557 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประกาศคสช. ฉบับที่ 29/2557 ด้วยจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 29/2557 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมบัติหรือบก.ลายจุด บุญงามอนงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายจุมพล รัตธนภาส
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุนทร ทรงฤกษ์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557/2560
#612245
เปิดฉบับเต็ม

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยอยู่ก่อนแล้วให้แก่โจทก์ มิใช่เรื่องที่โจทก์รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมา จึงไม่อาจนำมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาใช้บังคับได้ ส่วนที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหลักประกันอื่นที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฟ้อง ช. และจำเลยกับพวกเป็นคดีล้มละลายไว้แล้ว ก็มีผลเพียงให้โจทก์เข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความในคดีล้มละลายแทนที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้ตาม พ.ร.ก.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 วรรคสอง มิใช่เหตุที่จะนำมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาบังคับได้เช่นกัน

การที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฟ้องขับไล่ ช. โดยผลของ มาตรา 142 (1) แห่ง ป.วิ.พ. คำพิพากษาที่ให้ขับไล่ย่อมมีผลใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของ ช. ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้เท่านั้น แต่หาได้ทำให้วงศ์ญาติและบริวารที่อาจถูกบังคับตามคำพิพากษานั้นมีฐานะเป็นคู่ความไปด้วยไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษ จำเลยจึงยังไม่อยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดี ทั้งการที่จำเลยรับมอบอำนาจจาก ช. ให้เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ก็ไม่ทำให้จำเลยกลับมีฐานะกลายเป็นคู่ความในคดีไปได้ เมื่อจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน และในคดีก่อนศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อสิทธิของเจ้าของหรือไม่อย่างไร การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์และห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายค่าขาดประโยชน์นับแต่วันที่โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,102,237.64 บาท และนับถัดจากวันฟ้องอีกวันละ 4,076.53 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบการครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5856 และ 5857 ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ จังหวัดธนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5856 และ 5857 ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ จังหวัดธนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นอาคารหลายหลัง เดิมเป็นของนายชูวิทย์ ซึ่งจำนองไว้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมา ปี 2548 มีการจำหน่ายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยปลอดจำนองตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ปี 2550 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชูวิทย์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับนายชูวิทย์ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทและให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีดังกล่าวบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกับนายชูวิทย์ตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยนายชูวิทย์ยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความหากผิดนัดยอมให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยบังคับคดีได้พร้อมค่าเสียหายเต็มจำนวนตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1642/2551 ตามคำฟ้อง คำให้การ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ออกใช้บังคับ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนสิทธิเรียกร้องในคดีที่ฟ้องนายชูวิทย์และจำเลยกับพวกรวม 5 คน ไว้แล้วตามคดีหมายเลขดำที่ ล.6634/2552 ของศาลล้มละลายกลางให้แก่โจทก์ และต่อมาได้โอนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทในคดีนี้ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 และหนังสือสัญญาขายที่ดินรวมสองโฉนดตามลำดับ จำเลยเป็นบุตรของนายชูวิทย์และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายชูวิทย์ให้เป็นผู้ดำเนินคดีแทนในคดีหมายเลขแดงที่ 1642/2551 ของศาลชั้นต้น จำเลยอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทตลอดมา โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1642/2551 ของศาลชั้นต้น ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อและได้กรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้ขาย โดยขณะขาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยอยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นการขายกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์ให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นดังที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 3 แต่อย่างใด จึงไม่อาจนำมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาใช้บังคับแก่คดีในกรณีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในคดีหมายเลขแดงที่ 1642/2551 ของศาลชั้นต้น โดยผลของมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวได้อยู่แล้วจึงไม่ถูกต้อง ส่วนการที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหลักประกันอื่นที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฟ้องนายชูวิทย์และจำเลยกับพวกเป็นคดีล้มละลายไว้แล้ว ก็มีผลเพียงให้โจทก์เข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความในคดีล้มละลายแทนที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่เหตุที่จะนำมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาบังคับแก่คดีนี้ดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างมาในคำแก้ฎีกาได้เช่นกัน การที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฟ้องขับไล่นายชูวิทย์ โดยผลของมาตรา 142 (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำพิพากษาที่ให้ขับไล่ย่อมมีผลใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของนายชูวิทย์ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้เท่านั้น แต่หาได้ทำให้วงศ์ญาติและบริวารที่อาจถูกบังคับตามคำพิพากษานั้นมีฐานะ เป็นคู่ความไปด้วยไม่เพราะมิใช่เป็นบุคคลผู้ถูกฟ้องต่อศาล เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา จำเลยจึงยังไม่อยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดี ทั้งการที่จำเลยรับมอบอำนาจจากนายชูวิทย์ให้เป็นผู้ดำเนินคดีแทนก็ไม่ทำให้จำเลยกลับมีฐานะกลายเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวไปได้ ดังนั้น แม้โจทก์เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและถือว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่อยู่ในฐานะเดียวกันกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน และในคดีก่อนศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อสิทธิของเจ้าของหรือไม่อย่างไร การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (1) ม. 148
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายณรงค์ คูห์ศรีวินิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอมรพจน์ กุลวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระชัย เมธารัตนรักษ์
ชื่อองค์คณะ
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3540/2560
#611091
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยปลอมคำร้องขอหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ (ทั่วไป) เพื่อขอออกหนังสือเดินทางหมายเลข H 759XXX แล้วนำคำร้องดังกล่าวไปใช้แสดงเป็นพยานหลักฐานในการขอหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ (ทั่วไป) ต่อเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อดำเนินการออกหนังสือเดินทางหมายเลขดังกล่าวให้แก่จำเลย โดยใช้หนังสือเดินทางปลอมหมายเลข J 336XXX แสดงประกอบคำร้องขอด้วย ต่อจากนั้นจำเลยปลอมหนังสือเดินทางหมายเลข H 759XXX อันเป็นเอกสารราชการโดยแจ้งข้อมูลเท็จเพื่อให้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยหลงเชื่อนำข้อมูลตามคำร้องขอหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ (ทั่วไป) ซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าฐานข้อมูลการจัดทำหนังสือเดินทางของกรมการกงสุล แล้วประมวลผลเป็นรูปเล่มหนังสือเดินทางหมายเลข H 759XXX ต่อมาจำเลยมีหนังสือเดินทางปลอมหมายเลข H 759XXX ดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอมดังกล่าวเป็นหลักฐานแสดงต่อเจ้าพนักงานหรือบุคคลอื่นว่าจำเลยเป็นผู้มีหรือผู้ถือหนังสือเดินทางฉบับดังกล่าวฉบับที่ถูกต้องแท้จริง เป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ออกหนังสือเดินทางให้แก่จำเลยเป็นหลัก แม้เอกสารที่จำเลยปลอมและใช้จะเป็นเอกสารคนละประเภทกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (15), 91, 264, 265, 268, 269/9

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 265, 269/8, 269/9 วรรคหนึ่ง วรรคสี่ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก แต่กระทงเดียวประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ฐานใช้หนังสือเดินทางปลอม และฐานใช้เอกสารราชการปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้หนังสือเดินทางปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานปลอมหนังสือเดินทาง และฐานปลอมเอกสารราชการ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โทษฐานปลอมหนังสือเดินทางเป็นบทหนัก เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมหนังสือเดินทางและมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม ซึ่งตามมาตรา 269/9 วรรคสี่ บัญญัติให้ลงโทษฐานมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอมตามมาตรา 269/9 วรรคหนึ่ง แต่กระทงเดียวจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานใช้เอกสารปลอม คงจำคุก 3 เดือน ฐานใช้หนังสือเดินทางปลอม คงจำคุก 6 เดือน ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 15 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/9 วรรคหนึ่ง เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/9 วรรคสี่ จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมคำร้องขอหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ (ทั่วไป) เพื่อขอออกหนังสือเดินทางหมายเลข H 759xxx หลังจากนั้นนำคำร้องขอหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ (ทั่วไป) ดังกล่าวไปใช้แสดงเป็นพยานหลักฐานในการขอหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ (ทั่วไป) ของจำเลยต่อเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้ดำเนินการออกหนังสือเดินทางหมายเลข H 359xxx ให้แก่จำเลย โดยใช้หนังสือเดินทางหมายเลข J 336xxx ปลอมไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อประกอบคำร้องขอหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ (ทั่วไป) ด้วย ต่อจากนั้นจำเลยปลอมหนังสือเดินทางหมายเลข H 759xxx อันเป็นเอกสารราชการโดยแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย หลงเชื่อนำข้อมูลดังกล่าวตามคำร้องขอหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ (ทั่วไป) ซึ่งเป็นเอกสารปลอมเข้าฐานข้อมูลการจัดทำหนังสือเดินทางของกรมการกงสุล แล้วประมวลผลออกมาเป็นรูปเล่มหนังสือเดินทางหมายเลข H 759xxx ต่อมาจำเลยมีหนังสือเดินทางหมายเลข H 759xxx ปลอมไว้ในครอบครองเพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอมดังกล่าวเป็นหลักฐานแสดงต่อเจ้าพนักงานหรือบุคคลอื่นว่าจำเลยเป็นผู้มีหรือผู้ถือหนังสือเดินทางฉบับดังกล่าวที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ฉบับที่ถูกต้องแท้จริง เป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาเพื่อให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ออกหนังสือเดินทางให้แก่จำเลยเป็นหลัก แม้เอกสารที่จำเลยปลอมและใช้จะเป็นเอกสารคนละประเภทกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง และ 265 โดยให้ใช้อัตราโทษใหม่แต่กฎหมายที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 264 ม. 265 ม. 268 ม. 269/8 ม. 269/9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางนวน ศรีบุญเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาววิภวา กิจดำรงวินิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3538/2560
#611086
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ผู้คัดค้านฟังเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาภายใน 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 23 กันยายน 2559 ซึ่งตรงกับวันศุกร์อันเป็นวันทำงานของราชการ ไม่ใช่ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 24 กันยายน 2559 ซึ่งตรงกับวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ ดังที่ทนายผู้คัดค้านระบุไว้ในคำร้องฉบับลงวันที่ 26 กันยายน 2559 ที่ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 1 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดยื่นฎีกาแล้ว ที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2559 ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตนั้น โดยข้ออ้างในคำร้องเป็นเพียงเหตุที่อ้างเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปเท่านั้น ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้สามารถขอขยายระยะเวลาเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 นับได้ว่าเป็นความผิดหลงของทนายผู้คัดด้าน จึงไม่อาจพิจารณาขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ตามคำร้องของทนายผู้คัดค้านที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายเวลายื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2559 ตามคำร้องของทนายผู้คัดค้านดังกล่าวและต่อมาศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้คัดค้าน จึงเป็นฎีกาที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้วเช่นกัน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาและคำสั่งรับฎีกาในเวลาต่อมา ก็เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกหรือเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องหรือมีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะทรัพย์มรดกกึ่งหนึ่งของผู้ตายและให้ทรัพย์มรดกกึ่งหนึ่งเป็นของผู้คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้คัดค้านยื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ผู้คัดค้านฟังเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาภายใน 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 23 กันยายน 2559 ซึ่งตรงกับวันศุกร์อันเป็นวันทำงานของราชการ ไม่ใช่ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 24 กันยายน 2559 ซึ่งตรงกับวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ ดังที่ทนายผู้คัดค้านระบุไว้ในคำร้องฉบับลงวันที่ 26 กันยายน 2559 ที่ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 1 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดยื่นฎีกาแล้ว ที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2559 ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต นั้น โดยข้ออ้างในคำร้องเป็นเพียงเหตุที่อ้างเพื่อขอขยายเวลายื่นฎีกาออกไปเท่านั้น ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอันจะทำให้สามารถขอขยายระยะเวลาเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 นับได้ว่าเป็นความผิดหลงของทนายผู้คัดค้านจึงไม่อาจพิจารณาขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ตามคำร้องของทนายผู้คัดค้านที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายเวลายื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2559 ตามคำร้องของทนายผู้คัดค้านดังกล่าว และต่อมาศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้คัดค้าน จึงเป็นฎีกาที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้วเช่นกัน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาและคำสั่งรับฎีกาในเวลาต่อมา ก็เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบ มาตรา 246 และ มาตรา 142 (5)

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่ผู้คัดค้าน นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2559 เป็นต้นมา และยกฎีกาของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวภาวิณี รักศิลป์
ผู้คัดค้าน — นางสาวณัฎฐณิชา เจริญผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายปริญญา จารวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3536/2560
#611085
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องนำสืบพยานและอ้างส่งสำเนาพินัยกรรมต่อศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่ใช่พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามที่ผู้ร้องระบุในบัญชีระบุพยาน และเป็นเอกสารที่ผู้ร้องต้องส่งสำเนาแก่ผู้คัดค้านแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้ ก็ถือเป็นการไม่ชอบ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเพื่อให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ขอตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและขอให้ตั้ง ส. เป็นผู้จัดการมรดก โดยผู้ร้องไม่ได้โต้แย้งว่าผู้คัดค้านไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้าน คดีจึงมีประเด็นว่า สมควรตั้งผู้ร้องหรือ ส. เป็นผู้จัดการมรดก ส่วนข้ออ้างของผู้คัดค้านว่าที่ดินตามพินัยกรรมเป็นของผู้คัดค้านนั้น เป็นการอ้างว่ามิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านชอบที่จะไปดำเนินคดีเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยว่าที่ดินตามพินัยกรรม 4 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นของผู้คัดค้าน จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 แล้ว

ผู้ตายมาพบเจ้าพนักงานปกครอง และแจ้งความประสงค์ในการทำพินัยกรรม แล้วเจ้าพนักงานปกครองพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมตามความประสงค์ของผู้ตาย เมื่อไปพบผู้ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขตแล้ว เจ้าพนักงานปกครองอ่านข้อความในพินัยกรรมให้ผู้ตาย ผู้ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขต และพยานสองคนฟัง ผู้ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขตสอบถามผู้ตายว่าต้องการเปลี่ยนแปลงข้อความในพินัยกรรมหรือไม่ ผู้ตายตอบว่าไม่เปลี่ยนแปลงและยืนยันตามข้อความในพินัยกรรม แล้วผู้ตายและพยานสองคนลงชื่อในพินัยกรรม ดังนี้ การสอบถามของผู้ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขต และการยืนยันของผู้ตายดังกล่าวจึงเป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานสองคนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1658 (1) แล้ว เมื่อผู้ตายเห็นว่าถูกต้องและลงชื่อในพินัยกรรมโดยมีพยานสองคนลงลายมือชื่อ และผู้ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขตลงชื่อรับรองว่าพินัยกรรมทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ พินัยกรรมดังกล่าวจึงสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1658 ส่วนที่คู่ฉบับพินัยกรรมไม่มีการประทับตราตำแหน่งไว้ ก็ไม่ทำให้พินัยกรรมที่มีผลสมบูรณ์เสียไป ผู้ร้องเป็นบุคคลที่ผู้ตายกำหนดในพินัยกรรมให้เป็นผู้จัดการมรดกจึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นายกิตติพงษ์ ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้แก่ผู้ร้องกับบุคคลอื่น และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2558 มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และตั้งนางโสภา เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและนางโสภา เป็นผู้จัดการมรดกของนายกิตติพงษ์ ผู้ตายร่วมกันให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า นายกิตติพงษ์ ผู้ตายเป็นบุตรของผู้คัดค้านกับนายสรวุฒิ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2558 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่สำนักงานเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาพินัยกรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและนางโสภา เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนที่ตั้งนางโสภาเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงถึงที่สุด ต่อมาผู้ร้องขอให้ถอนนางโสภาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนนางโสภาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผู้คัดค้านมิได้ฎีกา คดีในส่วนที่ถอนนางโสภาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงถึงที่สุดและเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2559

ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า บัญชีพยานของผู้ร้องลงวันที่ 27 มกราคม 2558 อันดับที่ 7 ที่ระบุว่า พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของผู้ตาย เขียนที่สำนักงานเขตราชเทวี วันที่ 19 เมษายน 2556 มิใช่พินัยกรรม ซึ่งมีตราประทับของเจ้าพนักงาน ผู้ร้องมิได้ส่งสำเนาแก่ผู้คัดค้าน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 การรับฟังสำเนาพินัยกรรมไม่ชอบ นั้น เห็นว่า เมื่อผู้ร้องนำสืบพยานและอ้างส่งสำเนาพินัยกรรมต่อศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่ใช่พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามที่ผู้ร้องระบุในบัญชีระบุพยาน และเป็นเอกสารที่ผู้ร้องต้องส่งสำเนาแก่ผู้คัดค้านแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้ ก็ถือเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกที่ว่า ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านในฐานะผู้มีส่วนได้เสียด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยว่าที่ดินตามพินัยกรรม 4 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นของผู้คัดค้านไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเพื่อให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ขอตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและขอให้ตั้งนางโสภาเป็นผู้จัดการมรดก โดยผู้ร้องไม่ได้โต้แย้งว่าผู้คัดค้านไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้าน คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า สมควรตั้งผู้ร้องหรือนางโสภา เป็นผู้จัดการมรดก ส่วนข้ออ้างของผู้คัดค้านว่าที่ดินตามพินัยกรรมเป็นของผู้คัดค้าน นั้น เป็นการอ้างว่ามิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านชอบที่จะไปดำเนินคดีเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยว่าที่ดินตามพินัยกรรม 4 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นของผู้คัดค้าน จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อต่อไปที่ว่า ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายไม่ได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมต่อหน้านางมัลลิกา และนายนพดล พยานในพินัยกรรมพร้อมกัน นั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความตอบทนายผู้คัดค้านถามค้านของพยานดังกล่าวนั้น เป็นเหตุการณ์ในช่วงที่ผู้ตายมาพบนายประชากร และแจ้งความประสงค์ในการทำพินัยกรรม แล้วนายประชากรพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมตามความประสงค์ของผู้ตาย ก่อนที่นายประชากร ผู้ตาย นายนพดล และนางมัลลิกาจะเข้าไปพบนายปรีชา ผู้ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขตราชเทวี ซึ่งเมื่อได้ความตามที่ผู้ร้องนำสืบโดยผู้คัดค้านไม่ฎีกาคัดค้านว่า เมื่อไปพบนายปรีชาแล้ว นายประชากรอ่านข้อความในพินัยกรรม ให้ผู้ตาย นายปรีชา และนายนพดลและนางมัลลิกา พยานในพินัยกรรมฟัง นายปรีชาสอบถามผู้ตายว่าต้องการเปลี่ยนแปลงข้อความในพินัยกรรมหรือไม่ ผู้ตายตอบว่าไม่เปลี่ยนแปลงยืนยันตามข้อความในพินัยกรรม แล้วผู้ตาย นายนพดลและนางมัลลิกาลงชื่อในพินัยกรรม ดังนี้ การสอบถามของนายปรีชาและการยืนยันของผู้ตายดังกล่าวจึงเป็นการแจ้งข้อความที่ประสงค์ให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานสองคนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 (1) แล้ว เมื่อผู้ตายเห็นว่าถูกต้องและลงชื่อในพินัยกรรมโดยมีพยานสองคนลงลายมือชื่อ และนายปรีชาลงชื่อรับรองว่าพินัยกรรมทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ พินัยกรรมดังกล่าวจึงสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 ส่วนที่คู่ฉบับพินัยกรรมไม่มีการประทับตราตำแหน่งไว้ ก็ไม่ทำให้พินัยกรรมที่มีผลสมบูรณ์เสียไปแต่อย่างใด ผู้ร้องเป็นบุคคลที่ผู้ตายกำหนดในพินัยกรรมให้เป็นผู้จัดการมรดกจึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1658 (1)
ป.วิ.พ. ม. 90 ม. 142
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายนพดล ริมพนัสสัก
ผู้คัดค้าน — นางเตือนใจ กิตติพงษ์อนันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางวรรณภร ลิ้มเฉลิมฉัตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ลาชิต ไชยอนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา