คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4275/2560
#613115
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท ล. แล้ว บริษัทดังกล่าวมีเงินได้จากค่าเช่า ค่าบริการและดอกเบี้ย ภาระภาษีของบริษัท ล. ดังกล่าว จำเลยไม่จำต้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้บริษัทที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและอยู่ระหว่างการจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่อย่างใด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต้องปฏิบัติตาม ป.รัษฎากร เช่นเดียวกับกรณีก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด ส่วนการปลดจากการล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอชำระได้ เว้นแต่หนี้ภาษีอากร จังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาลตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 77 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 นั้น เป็นคนละขั้นกรณีกับวิธีการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ หาใช่เป็นบทบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจแจ้งการประเมินและเรียกเก็บภาษีจากบริษัทที่ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และแม้โจทก์จะเอาอาคารของลูกหนี้ออกให้เช่าเพื่อรักษาสภาพทรัพย์สินระหว่างรอการขายทอดตลาด แต่บริษัท ล. ยังคงสภาพเป็นบริษัทอยู่ จึงต้องเสียภาษีจากการคำนวณรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.รัษฎากร ในกรณีที่บริษัท ล. ไม่ยื่นรายการที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 71 (1) แห่ง ป.รัษฎากร ได้ เมื่อบริษัท ล. เป็นผู้ประกอบการที่มีรายรับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 และมาตรา 91/2 แล้ว เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินให้บริษัทดังกล่าวต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภ.ง.ด.73.1-02016320-25550405-002-00007 ถึง 00021 ลงวันที่ 5 เมษายน 2555 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ.73.1-02016320-25550405-005-00458 ถึง 00537 ลงวันที่ 5 เมษายน 2555 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภ.ธ.73.1-02016320-25550405-005-00003 ถึง 00046 ลงวันที่ 5 เมษายน 2555 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.1-3.8/3/2557 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.9-3.15/3/2557 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.16-3.94/3/2557 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.95-3.138/3/2557 และให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภพ.73.1-02016320-25550405-005-00458 ถึง 00537 ลงวันที่ 5 เมษายน 2555 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภ.ธ.73.1-02016320-25550405-005-00003 ถึง 00046 ลงวันที่ 5 เมษายน 2555 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.16-3.94/3/2557 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.95-3.138/3/2557 เฉพาะเบี้ยปรับคงให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด เดิมบริษัทดังกล่าวมีชื่อว่า บริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2535 บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2535 ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด และเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวล้มละลาย จำเลยเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานและควบคุมการจัดเก็บภาษีอากรฝ่ายสรรพากรตามประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบข้อมูลทางระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลย พบว่า ภายหลังจากที่บริษัทดังกล่าวถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาล้มละลายแล้ว บริษัทดังกล่าวมีเงินได้จากค่าเช่าค่าบริการและดอกเบี้ย ตามข้อมูลการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวมิได้นำรายได้ดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) นอกจากนี้จากข้อมูลการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เจ้าพนักงานของจำเลยยังตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวได้ยื่นแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง และในบางเดือนภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวยื่นเสียภาษีไม่ถูกต้อง จึงออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่โจทก์ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวล้มละลาย และโจทก์เป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินบริษัทดังกล่าว ตามมาตรา 22 และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เพื่อให้โจทก์ไปพบเจ้าพนักงานประเมินเพื่อให้ถ้อยคำประกอบการตรวจสอบไต่สวนและนำส่งบัญชีรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องในวันที่กำหนดไว้ โจทก์ได้รับหมายเรียกไว้โดยชอบและมีการส่งหมายเรียกไปยังกรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าวด้วยโดยวิธีปิดหนังสือดังกล่าวไว้ เมื่อถึงวันนัดโจทก์มิได้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง รวมทั้งมิได้นำส่งเอกสารภายในกำหนดเวลาตามหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้มีหนังสือเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามหมายเรียก แต่โจทก์ก็มิได้ไปพบและส่งเอกสารตามกำหนด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงตรวจสอบรายได้และคำนวณภาษีที่บริษัทดังกล่าวจะต้องชำระ และจัดทำรายงานผลการตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ให้มารับทราบผลการตรวจสอบตามหนังสือ ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2554 และโจทก์รับทราบผลการตรวจสอบแล้วเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2554 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2555 โจทก์มีหนังสือเรื่องชี้แจงเกี่ยวกับรายได้ของบริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด และส่งเอกสารเพิ่มเติมไปยังจำเลย และเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์มีหนังสือนำส่งเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายได้ของบริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ทบทวนผลการตรวจสอบจากเอกสารข้อโต้แย้งของโจทก์ตามหนังสือโจทก์ดังกล่าว และทำการปรับปรุงรายได้และคำนวณภาษีใหม่ ตามรายงานการตรวจสอบภาษีอากรสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล รายงานการตรวจสอบภาษีอากรสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) รายงานการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม และรายงานการตรวจสอบภาษีธุรกิจเฉพาะ และทำการประเมินภาษีทุกประเภทดังกล่าว แล้วแจ้งการประเมินแก่โจทก์ โดยเป็นการแจ้งประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2544 จนกระทั่งรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 รวมแปดรอบระยะเวลาบัญชี ประเภทภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) เป็นเงินเพิ่ม 731,642 บาท และประเภทภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) เป็นค่าภาษี 13,361,155 บาท รวมเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มที่ต้องชำระ 14,092,797 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีระหว่างปี 2545 ถึงปี 2551 จำนวน 80 เดือนภาษี รวมเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่ต้องชำระ 14,853,444 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีระหว่างปี 2546 ถึง 2550 จำนวน 44 เดือนภาษี รวมเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่ต้องชำระ 2,259,596 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีทุกประเภทดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ทั้งนี้ ค่าเช่าและค่าบริการที่บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ได้รับระหว่างเดือนและปีภาษีพิพาทดังกล่าว เกิดจากการนำอาคารพรีเมียร์เพลซของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ออกให้เช่า ซึ่งสืบเนื่องมาจากก่อนบริษัทดังกล่าวถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ได้ว่าจ้างบริษัทเสรีเซ็นเตอร์ แมเนจเมนท์ จำกัด บริหารและดูแลพื้นที่ในอาคารพรีเมียร์เพลซ โดยตกลงให้บริษัทเสรีเซ็นเตอร์ แมเนจเมนท์ จำกัด นำส่งค่าเช่าทั้งหมดให้แก่บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ภายหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลรักษาอาคารและหักค่าตอบแทนให้กับบริษัทเสรีเซ็นเตอร์ แมเนจเมนท์ จำกัด ตามสัญญาในอัตราร้อยละ 15 ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย และบันทึกข้อตกลงของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ลงมติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวล้มละลาย และมีมติให้นำอาคารพรีเมียร์เพลซของบริษัทดังกล่าวออกให้เช่าต่อไปจนกว่าจะขายทอดตลาดอาคารดังกล่าวโดยให้มีการต่อสัญญาว่าจ้างบริษัทเสรีเซ็นเตอร์ แมเนจเมนท์ จำกัด ให้บริหารและดูแลพื้นที่ในอาคารดังกล่าวต่อไป ต่อมาโจทก์ขายทอดตลาดอาคารพรีเมียร์เพลซได้เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 เป็นเงิน 244,000,000 บาท และระหว่างเดือนภาษีพิพาทดังกล่าวบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ได้รับชำระดอกเบี้ยจากบริษัทหมู่บ้านเสรี จำกัด ตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 บริษัทหมู่บ้านเสรี จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 434,330,141.12 บาท สัญญาว่าจะจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ให้แก่บริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการบริษัทหมู่บ้านเสรี จำกัด และโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รายนี้ ซึ่งบริษัทเสรีพรีเมียร์ จำกัด ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวได้ส่งดอกเบี้ยให้บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีอำนาจแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้หนี้ภาษีอากรรายพิพาทเกิดภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด และจำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ก็ตาม เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ต้องการให้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้มีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ได้ รวมตลอดถึงหนี้ภาษีอากรด้วยโดยมีบทบัญญัติมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 บัญญัติคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรไว้แล้วโดยเฉพาะ คือการปลดจากการล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ เว้นแต่ (1) หนี้ภาษีอากรหรือจังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาล ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรชอบจะใช้สิทธิภายหลังจากลูกหนี้ถูกปลดจากการล้มละลายแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด เป็นกรณีที่ศาลล้มละลายกลางพิจารณาได้ความจริงตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จากนั้นเริ่มกระบวนการเพื่อรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ลูกหนี้ เพื่อนำมาจัดสรรแบ่งแก่เจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับตามหลักเกณฑ์ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 กำหนดไว้ หนี้ภาษีอากรรายพิพาทเกิดจากรายได้หลังจากบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ภาระภาษีของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ดังกล่าว จำเลยไม่จำต้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้บริษัทที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและอยู่ระหว่างการจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะแต่อย่างใด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทลิควิคเดชั่น 1 จำกัด ต้องปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกับกรณีก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างเรื่องการปลดจากการล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอชำระได้ เว้นแต่หนี้เกี่ยวกับภาษีอากร จังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาล นั้น เป็นคนละขั้นกรณีกับวิธีการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ หาใช่เป็นบทกฎหมายบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรใช้สิทธิตามบัญญัติดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจแจ้งการประเมินและเรียกเก็บภาษีจากบริษัทที่ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เอาทรัพย์สินของลูกหนี้ออกให้เช่าเพื่อรักษาสภาพของทรัพย์สินไม่มีเจตนาประกอบกิจการของลูกหนี้อีกต่อไป จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล นั้น เห็นว่า โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นบริษัทอยู่ ต้องเสียภาษีจากการคำนวณรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ในกรณีที่บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ไม่ยื่นรายการที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากรได้ กรณีโจทก์อุทธรณ์ว่า มิได้มีเจตนาแสวงหาผลกำไรจากการกระทำที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ นั้น เห็นว่า เมื่อบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด เป็นผู้ประกอบการที่มีรายรับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 และมาตรา 91/2 แล้ว เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินให้บริษัทดังกล่าวต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์นำส่งให้จำเลยในนามลูกหนี้หรือในนามกรมบังคับคดีต้องถือเป็นลาภมิควรได้นั้น เป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยต่อไปว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะแก่บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเหมาะสมหรือไม่ และมีเหตุให้งดหรือลดเงินเพิ่มแก่บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด หรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 รายได้ค่าเช่า ค่าบริการ และดอกเบี้ย ที่พิพาทตามการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะได้มาหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ควรต้องรู้ถึงวิธีการจัดการทรัพย์สินและข้อกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินมีหมายเรียกให้ไปพบ โจทก์เพิกเฉยไม่นำบัญชีเอกสารที่เกี่ยวข้องให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวน เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจคำนวณหากำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีเงินได้อัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวน กรณีของโจทก์นั้นมีการแจ้งการประเมินภาษีเงินได้หลายรอบระยะเวลาบัญชี ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะหลายเดือนภาษี เป็นเพราะการละเลยต่อกฎหมายซึ่งกำหนดให้บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ หาใช่เกิดจากความเห็นต่างทางกฎหมายระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์จึงไม่สมควรได้รับการลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ ทั้งยังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะงดหรือลดเงินเพิ่มให้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 77 ม. 91
ป.รัษฎากร ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 71 (1) ม. 77/2 ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ
บริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด
โจทก์ — หรือบริษัทลิควิเดชั่น ๑ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4261/2560
#612818
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แม้ขณะฟ้องจะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว กรณีมิใช่การกระทำละเมิด

ส่วนปัญหาจำเลยต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ว. โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2534 มีบุตรด้วยกัน 2 คน โจทก์กับนาย ว. จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 โจทก์เป็นผู้บริหารของโรงเรียน นาย ว. ประกอบอาชีพอาจารย์และวิทยากร จำเลยรับราชการเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทำละเมิด แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีพฤติกรรมทำนองชู้สาว แต่กระทำด้วยความสมัครใจ มิใช่การทำผิดกฎหมาย เป็นการวินิจฉัยนอกอุทธรณ์ เพราะจำเลยอุทธรณ์เพียงว่าจำเลยไม่ได้มีพฤติกรรมทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ทั้งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดจากการที่จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาว ค่าทดแทนส่วนนี้เป็นค่าเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณด้วย จึงเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ได้ นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โดยตั้งข้อหามาในคำฟ้องว่าละเมิด ก็ไม่ผูกมัดว่าศาลจะต้องนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายในเรื่องละเมิดมาปรับแก่คดีดังที่โจทก์ตั้งข้อหา แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมายที่ถูกต้องเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยติดต่อและแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แต่เมื่อจดทะเบียนหย่าแล้ว โจทก์เสียสิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง แต่การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียนาย ว. สามีอันมีค่าของโจทก์ไป โจทก์ได้รับความชอกช้ำระกำใจ อับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ โจทก์จำใจต้องจดทะเบียนหย่ากับนาย ว. ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ หากฟ้องโจทก์เป็นความจริง ก็หาใช่เป็นเรื่องละเมิดไม่ เพราะกรณีที่สามีไปมีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาวกับหญิงอื่นอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิของภริยานั้น มีบทบัญญัติไว้เป็นพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง กรณีต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเท่านั้น ภริยาจึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้แม้จะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้วก็ตาม จึงมิใช่เป็นเรื่องการทำละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทกฎหมายในเรื่องละเมิดและวินิจฉัยว่าจำเลยทำละเมิดหรือไม่ จึงไม่ถูกต้อง

ส่วนปัญหาที่จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว และต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ นั้น ปัญหานี้แม้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยแต่คู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า การที่ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวได้ ก็เฉพาะแต่หญิงนั้นต้องแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนอง ชู้สาว สำหรับบทสนทนาที่โจทก์อ้างว่าได้จากการดักฟังโทรศัพท์ของนาย ว. มิใช่จำเลยกระทำการใดๆ อันเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์จ้างนักสืบติดตามพฤติกรรมของจำเลยกับนาย ว. และติดตั้งเครื่องติดตามรถยนต์(GPS) ที่รถยนต์ของนาย ว. และติดตั้งเครื่องดักฟังโทรศัพท์ของนาย ว. ทำให้ทราบว่านาย ว. ไปที่บ้านจำเลยบ่อยครั้งและออกจากบ้านจำเลยหลังเวลา 24 นาฬิกา นั้น โจทก์ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองและไม่มีผู้ใดเป็นพยานหรือภาพถ่ายเป็นหลักฐานให้เห็นเช่นนั้น ลำพังเพียงโจทก์มีนาย ร. หลานชายของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่าเคยเห็นจำเลยนั่งในรถของนาย ว. และต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 พบจำเลยและนาย ว. เดินออกจากห้างสรรพสินค้าด้วยกัน และที่โจทก์ นาง ส. และนาย ร. เบิกความว่า วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16 นาฬิกา นาย ว. ขับรถยนต์มาส่งจำเลยที่หน้าบ้านของจำเลย นั้น ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกามีเพียง 100,000 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาล 20,000 บาท เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 18,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 18,000 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวป่านแก้ว วัฒนเวชวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4224/2560
#613116
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสที่โจทก์ขอแบ่ง ได้แก่ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงว่าโจทก์จำเลยร่วมกันซื้อที่ดินดังกล่าว โดยให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มาศาลด้วยตนเองและยังมีทนายความโจทก์มาศาลและร่วมลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมด้วย โจทก์มีโอกาสที่จะคัดค้านข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความได้ในขณะที่ทำสัญญาหากไม่เป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ไม่คัดค้าน ย่อมแสดงว่าโจทก์พอใจในผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จึงได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้วคำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ในภายหลังโจทก์จะมาอ้างว่าทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ถูกเอาเปรียบและเสียหายจากการฉ้อฉลของจำเลยในวันทำสัญญาทั้ง ๆ ที่ในสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่ได้มีเหตุทุจริตผิดกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงกันอันจะเป็นเหตุที่จะขอเพิกถอนได้ ตามมาตรา 138 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ณ สำนักทะเบียนอำเภอ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส คิดเป็นเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่จะแบ่งทรัพย์สินกล่าวคือ

1. รถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 2ฮ 3887 ตรัง ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครอง ให้โจทก์ติดต่อช่างประจำอู่ที่ซ่อมรถคันดังกล่าว เพื่อประเมินราคา เมื่อได้ราคาแล้ว โจทก์จะชำระเงินครึ่งหนึ่งของราคาประเมินให้แก่จำเลย เพื่อโจทก์จะได้สิทธิในการเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

2. รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน บน 7698 ตรัง ซึ่งจำเลยเป็นผู้ครอบครองอยู่ระหว่างทำสัญญาเช่าซื้อ ให้จำเลยไปติดต่อกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อเพื่อประเมินราคารถตามท้องตลาด เมื่อได้ราคาประเมินจำเลยจะชำระเงินครึ่งหนึ่งของราคาให้แก่โจทก์ เพื่อจำเลยจะได้สิทธิเป็นเจ้าของรถยนต์แต่เพียงผู้เดียว

3. โจทก์จำเลยจะไปจดทะเบียนหย่า ณ ที่ว่าการอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10.00 นาฬิกา หากฝ่ายใดไม่ไปให้ใช้สัญญาประนีประนอมยอมความนี้แทนการแสดงเจตนาของอีกฝ่ายหนึ่ง

4. สินค้าเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ที่จำเลยครอบครองอยู่ในร้านที่อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้โจทก์เป็นผู้ไปรับพร้อมจานดาวเทียมสีส้มและดำ โดยโจทก์มีหน้าที่ขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ด้วยตนเอง

5. โจทก์ จำเลยพอใจตามสัญญาข้อ 1 ถึงข้อ 4 ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความให้อีกฝ่ายหนึ่งบังคับคดีได้

รายละเอียดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 27 มกราคม 2559 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาล (ที่ถูก ค่าขึ้นศาล) ชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2559 อันเป็นวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ดินสองแปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 55450 และ 55451 ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณท่าอากาศยานตรัง ไม่ได้นำมาตกลงแบ่งกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยอ้างกับโจทก์ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของนางหวลมารดาของจำเลยยกให้จึงไม่เป็นสินสมรสที่จะนำมาแบ่งกันได้ ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 โจทก์ไปขอตรวจสอบรายการจดทะเบียนที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง จึงทราบความจริงว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 55450 จดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2547 ปรากฏชื่อนางหวล มารดาจำเลยยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยจริง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 55451 จดทะเบียนวันเดียวกับที่ดินแปลงแรก แต่กลับมีชื่อของนางหีด ขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลย แตกต่างจากที่จำเลยเคยแจ้งโจทก์ ดังนั้น ที่ดินแปลงหลังนี้จึงต้องเป็นสินสมรสที่จะต้องนำมาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง จำเลยฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ในการทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2559 กรณีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2559 หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินทั้งสองแปลงจะเป็นสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาหรือไม่นั้น โจทก์ทราบดีมาตั้งแต่ตอนยื่นฟ้องจำเลยแล้ว โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสลำดับแรกที่โจทก์ขอแบ่ง ได้แก่ที่ดินที่พิพาททั้งสองแปลงโดยอ้างว่าโจทก์จำเลยร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ใกล้ท่าอากาศยานตรังเนื้อที่ 3 งานเศษ ให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฝ่ายโจทก์ นอกจากตัวโจทก์จะมาศาลด้วยตนเองด้วย ยังมีทนายโจทก์มาศาลและร่วมลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมด้วย โจทก์มีโอกาสที่จะคัดค้านข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความได้ในขณะที่ทำสัญญาหากไม่เป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ไม่คัดค้าน ย่อมแสดงว่าโจทก์พอใจในผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จึงได้ตกลงยินยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ในภายหลังโจทก์จะมาอ้างว่าทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ถูกเอาเปรียบและเสียหายจากการฉ้อฉลของจำเลยในวันทำสัญญา ทั้ง ๆ ที่ในสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่ได้มีเหตุทุจริตผิดกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันอันจะเป็นเหตุที่จะขอเพิกถอนได้ตามมาตรา 138 วรรคสองหาได้ไม่ ข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์โดยอ้างว่า ภายหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว โจทก์ไปขอตรวจสอบรายการจดทะเบียนที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง จึงพบความจริงว่าที่ดินแปลงหนึ่งไม่ได้เป็นไปดังที่จำเลยอ้างกับโจทก์ว่ามารดาจำเลยยกให้ เพราะมีชื่อนางหีดขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยก็ขัดกับที่โจทก์ระบุมาในฟ้องอ้างว่า โจทก์จำเลยร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมา สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่เรื่องกลฉ้อฉลดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์โดยไม่รับวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชษฐ์ ศรีทองเพิง
จำเลย — นางสุคนธรส ศรีทองเพิงหรือบุญเพ็ชรแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสุจินต์ นกงาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4214/2560
#612243
เปิดฉบับเต็ม

พันตำรวจตรี ท. ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิตามข้อกำหนดพินัยกรรมแล้วแต่ไม่อาจจัดตั้งได้ เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1679 วรรคท้าย บัญญัติให้ข้อกำหนดพินัยกรรมในการจัดตั้งมูลนิธินั้นเป็นอันไร้ผลและหลังจากนั้นพันตำรวจตรี ท. ได้จัดการแบ่งปันที่ดิน 3 แปลง อันเป็นทรัพย์มรดกที่เจ้ามรดกระบุในพินัยกรรมยกให้แก่มูลนิธิที่จะจัดตั้งขึ้นโดยโอนไปเป็นของตนเองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2527 การจัดการมรดกรายพิพาทจึงเสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนข้อที่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า พันตำรวจตรี ท. ทำผิดหน้าที่ โอนที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวไปเป็นของตนเอง ไม่ได้นำมาแบ่งปันให้แก่ทายาท เป็นการไม่ชอบนั้น ก็ชอบที่จะต้องว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อการจัดการมรดกรายพิพาทเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องมีการตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 อีกต่อไป ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอจัดการมรดกเป็นคดีนี้ ปัญหานี้แม้ผู้คัดค้านทั้งสามจะไม่ได้กล่าวมาในคำคัดค้านอย่างชัดแจ้งถึงเรื่องอำนาจร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องทั้งสี่เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเสาวลักษณ์ ผู้ร้องที่ 1 และพลเอกเกษมศักดิ์ ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางทองอยู่เจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1712 และมาตรา 1718 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 4

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นางทองอยู่ เจ้ามรดก มีบุตรชาย คือ นายทวีศักดิ์ นายทวีศักดิ์ มีบุตรกับนางพัวพัน ภริยาคนแรก 3 คน คือพันตำรวจตรีเทอดไชย นายเทอดศักดิ์ และผู้คัดค้านที่ 3 พันตำรวจตรีเทอดไชย มีบุตร 2 คน คือผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้นายทวีศักดิ์ยังมีบุตรกับนางวิไล ภริยาคนที่สองอีก 4 คน คือผู้ร้องทั้งสี่ ตามผังเครือญาติ นายทวีศักดิ์ถึงแก่ความตายในปี 2518 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2520 ตั้งพันตำรวจตรีเทอดไชย และผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดก เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2521 หลังจากนั้นพันตำรวจตรีเทอดไชย ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกเพียงลำพังคนเดียวเนื่องจากขณะนั้นผู้คัดค้านที่ 3 อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถติดต่อได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้พันตำรวจตรีเทอดไชย เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2522 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 700/2552 ของศาลชั้นต้น ตามพินัยกรรมนอกจากจะมีข้อกำหนดให้แบ่งทรัพย์สินแก่บุคคลใดบ้างแล้ว เจ้ามรดกยังกำหนดไว้ในข้อ 12 ให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการจดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิทองอยู่ ปลูกสวัสดิ์ และจัดผลประโยชน์ของมูลนิธิตามวัตถุประสงค์ โดยระบุให้ยกทรัพย์สินอันเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในข้อ 2 ฉ. ข้อ 3 และข้อ 8 แก่มูลนิธิที่จะจัดตั้งขึ้น ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 กับพันตำรวจตรีเทอดไชย และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ต่างมีชื่อเป็นผู้รับพินัยกรรมของเจ้ามรดก โดยเฉพาะในข้อ 11 ของพินัยกรรมระบุว่า ให้ที่ดินและทรัพย์สินของเจ้ามรดกนอกเหนือจากระบุไว้ในพินัยกรรมที่มีอยู่ขณะมีชีวิตหรือจะได้มาในภายหลังยกให้แก่พันตำรวจตรีเทอดไชย พันตำรวจตรีเทอดไชยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2552 โดยมีผู้คัดค้านที่ 1 กับนางนิสากร ซึ่งเป็นภริยาพันตำรวจตรีเทอดไชยและมารดาผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้กับข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียตามพินัยกรรมที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก และเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ยังไม่มีการจัดตั้งมูลนิธิตามข้อกำหนดพินัยกรรม พันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งทรัพย์สินตามข้อกำหนดอื่นในพินัยกรรมเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนที่ดิน 3 แปลง อันเป็นทรัพย์สินตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ฉ. ข้อ 3 และข้อ 8 ดังกล่าวมา พันตำรวจตรีเทอดไชยได้โอนไปเป็นของตนเองในเดือนสิงหาคม 2527

พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การจัดการมรดกรายพิพาทเสร็จสิ้นลงแล้วหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26715 เลขที่ดิน 758 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หรือที่ดินพร้อมตึกแถวห้องที่ 5 และ 6 อันเป็นทรัพย์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ข. จากพันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกในปี 2523 ผู้ร้องที่ 2 ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26716 เลขที่ดิน 757 และที่ดินโฉนดเลขที่ 26717 เลขที่ดิน 754 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หรือที่ดินพร้อมตึกแถวห้องที่ 1 ถึง 4 อันเป็นทรัพย์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ก. จากพันตำรวจตรีเทอดไชยฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกในปี 2524 และในปี 2523 ตามลำดับ ขณะที่ผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้รับทรัพย์สินของเจ้ามรดกเลยทั้ง ๆ ที่ต่างเป็นหลานย่าของเจ้ามรดกด้วยกัน บ่งบอกว่าผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ต้องรู้ว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดพินัยกรรมของเจ้ามรดก ชี้ให้เห็นว่าผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 รู้ถึงข้อความในพินัยกรรมของเจ้ามรดกอันรวมถึงข้อกำหนดให้ผู้จัดการมรดกก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาตั้งแต่ปี 2523 แล้ว ทั้งที่อ้างว่าเคยสอบถามความคืบหน้าของการก่อตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรมกับพันตำรวจตรีเทอดไชย ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่ให้มายุ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการคัดค้านการจัดการมรดกของเจ้ามรดกโดยพันตำรวจตรีเทอดไชยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่งพันตำรวจตรีเทอดไชยถึงแก่ความตายในปี 2552 ก็ไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพิ่งจะมีการกล่าวอ้างโดยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกต่อศาลชั้นต้นในปี 2557 เมื่อนับจากที่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 รู้ถึงข้อกำหนดพินัยกรรมมา เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปถึง 34 ปี โดยไม่มีการคัดค้านมาก่อน กรณีกลับปรากฏว่า ในวันที่ 17 สิงหาคม 2527 พันตำรวจตรีเทอดไชยได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย ในการขอรับโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1850 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นทรัพย์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ฉ. ที่เจ้ามรดกระบุยกให้แก่มูลนิธิทองอยู่ ปลูกสวัสดิ์ ที่จะจัดตั้งขึ้น ให้แก่ตนเองว่า พันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ไปยื่นขอจัดตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2520 โดยระบุวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่จัดตั้งไม่ได้ ซึ่งได้ไปขอจัดตั้งมา 2 ครั้งแล้ว เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ แจ้งว่าขัดต่อกฎหมาย ดำเนินการให้ไม่ได้ พันตำรวจตรีเทอดไชยประสงค์โอนที่ดินแปลงที่อ้างถึงข้างต้นให้แก่ตนเอง ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 11 ตามบันทึกถ้อยคำ และนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่จะก่อตั้งขึ้นในเรื่องให้ทุนการศึกษา การศาสนา การช่วยเหลือผู้ยากไร้ และเงินบำรุงแก่โรงพยาบาล ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 12 แล้วยังมีข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 3 ด้วยว่า ให้มูลนิธิแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการเก็บผลประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงนี้ (ที่ดินโฉนดเลขที่ 528 ตำบลสามยอด อำเภอสามเพ็ง กรุงเทพมหานคร ) ให้แก่นายเทอดศักดิ์ เด็กหญิงวรรณทิพย์ และเด็กหญิงวริศรา เดือนละ 2,000 บาท 1,000 บาท และ 1,000 บาท ตามลำดับ ใช้จ่ายตลอดชีวิต ที่ผู้คัดค้านทั้งสามระบุว่าเป็นข้อขัดข้องที่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าขัดต่อกฎหมายรับดำเนินการให้ไม่ได้ เพราะการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิต้องไม่ใช่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลใดนอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ว่าด้วยมูลนิธิ ตั้งแต่มาตรา 81 (เดิม) ถึงมาตรา 97 (เดิม) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ก็แตกต่างกับบรรพ 1 ว่าด้วยมูลนิธิตั้งแต่มาตรา 110 ถึงมาตรา 136 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ที่กำหนดให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำขอหรือข้อบังคับในการขอจดทะเบียนมูลนิธิ หรือผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ ดังนี้ รูปคดีจึงเชื่อว่าพันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิตามข้อกำหนดพินัยกรรมแล้ว แต่ไม่อาจจัดตั้งได้ เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1679 วรรคท้าย บัญญัติให้ข้อกำหนดพินัยกรรมในการจัดตั้งมูลนิธินั้นเป็นอันไร้ผลและหลังจากนั้นพันตำรวจตรีเทอดไชยได้จัดการแบ่งปันที่ดิน 3 แปลง อันเป็นทรัพย์มรดกที่เจ้ามรดกระบุในพินัยกรรมยกให้แก่มูลนิธิที่จะจัดตั้งขึ้นโดยโอนไปเป็นของตนเองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2527 การจัดการมรดกรายพิพาทจึงเสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนข้อที่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า พันตำรวจตรีเทอดไชยทำผิดหน้าที่โอนที่ดิน 3 แปลง ดังกล่าวไปเป็นของตนเอง ไม่ได้นำมาแบ่งปันให้แก่ทายาท เป็นการไม่ชอบนั้น ก็ชอบที่จะต้องว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อการจัดการมรดกรายพิพาทเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องมีการตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 อีกต่อไป ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอจัดการมรดกเป็นคดีนี้ ปัญหานี้แม้ผู้คัดค้านทั้งสามจะไม่ได้กล่าวมาในคำคัดค้านอย่างชัดแจ้งถึงเรื่องอำนาจร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการยื่นคำร้องขอคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
ป.พ.พ. ม. 1679 ม. 1712 ม. 1713 ม. 1718
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางเสาวลักษณ์ เตพละกุล กับพวก
ผู้คัดค้าน — ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ปลูกสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพัฒน์ กิจเสถียรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4159/2560
#622103
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์โดยอาศัยสิทธิในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานและโจทก์ได้จ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้แก่ผู้ร้องทั้งเก้าไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อไล่เบี้ยเงินที่ได้จ่ายไปแล้วดังกล่าวคืนจากจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 เมื่อคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าววินิจฉัยและมีคำสั่งว่าในช่วงเวลาพิพาทจำเลยมิใช่ลูกจ้างโจทก์ แต่จำเลยเป็นผู้รับเหมาช่วงและเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้า ให้โจทก์ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงและเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าในค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดแก่ผู้ร้องทั้งเก้า หากจำเลยไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คำสั่งนั้นย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามที่บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิไว้ คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานย่อมเป็นที่สุด จำเลยหามีสิทธิที่จะยกเรื่องการเป็นนายจ้างลูกจ้างกันและผู้รับเหมาช่วงที่ยุติไปแล้วในชั้นพนักงานตรวจแรงงานและมีผลผูกพันโจทก์จำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวมากล่าวอ้างในชั้นที่โจทก์มาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 2 เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ร้องทั้งเก้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปแล้วคืนจากจำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 วรรคสอง ได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 55,325.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 54,431.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจากที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า พนักงานตรวจแรงงาน มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 72/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ว่า โจทก์เป็นผู้รับเหมาชั้นต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยมิใช่ลูกจ้างโจทก์ แต่เป็นผู้รับเหมาช่วงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นายวิฑูรย์ นางสาวเนียม นางสาวยุพิน นางนงค์นุช นางสาววันเพ็ญ นายบัวลา นายทวี นายอิ๊ด และนางสมศรี ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 9 ตามลำดับ เป็นลูกจ้างของจำเลย ผู้ร้องทั้งเก้ายังไม่ได้รับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดสำหรับการทำงานระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2556 จากจำเลย จึงมีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงและเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2556 แก่ผู้ร้องทั้งเก้า รวมเป็นเงิน 54,431.25 บาท โจทก์กับจำเลยและผู้ร้องทั้งเก้าไม่ได้ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและไม่ได้นำคดีไปสู่ศาล คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2556 โจทก์จ่ายเงินตามคำสั่งดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งเก้าแล้ว จำเลยเคยเป็นลูกจ้างรายวันของโจทก์ เริ่มทำงานกับโจทก์ที่โครงการที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โครงการที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และโครงการที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2556 และวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2556 โจทก์จัดให้มีการทำงานปูกระเบื้องที่บ้านพักพนักงานของโครงการ ซึ่งบริษัทปิ่นทอง จำกัด ผู้รับเหมารายเดิมทิ้งงานไว้ โจทก์จึงตกลงจ้างจำเลยและผู้ร้องทั้งเก้าทำงานดังกล่าวคิดราคาโดยคำนวณตามพื้นที่ แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า เดิมจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างรายวันของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว แม้ต่อมาโจทก์จะจ้างจำเลยกับพวกให้ทำงานรับเหมาในโรงไฟฟ้าและที่บ้านพักพนักงานของโครงการก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วกลายเป็นผู้รับเหมาช่วงไปได้ เพียงแต่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนจากการจ่ายค่าจ้างรายวันมาเป็นการคำนวณตามผลงานหรือตามปริมาณงานที่ทำได้ จำเลยจึงมิใช่นายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้า และมิใช่ผู้รับเหมาช่วงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 แม้โจทก์จ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งเก้าแล้วย่อมไม่มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยได้ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้สืบเนื่องจากจำเลยกับผู้ร้องอีกจำนวน 9 คน ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอ้างว่าจำเลยกับผู้ร้องดังกล่าวเป็นลูกจ้างของโจทก์ ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินตามคำร้องแก่จำเลยและผู้ร้องทั้งเก้า ต่อมาพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี มีคำสั่งที่ 72/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ว่าในช่วงเวลาพิพาทจำเลยมิใช่ลูกจ้างโจทก์แต่จำเลยเป็นผู้รับเหมาช่วงงานจากโจทก์และเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้า และให้โจทก์ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วง โดยจำเลยและผู้ร้องทั้งเก้ามิได้นำคดีมาสู่ศาลเพื่อให้ศาลแรงงานเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง จำเลยหาอาจยกเรื่องความเป็นนายจ้างลูกจ้างมาอ้างในคดีนี้ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากชั้นพนักงานตรวจแรงงานโดยศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยมิใช่ผู้รับเหมาช่วงและมิใช่นายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้า โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์โดยอาศัยสิทธิในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 72/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 และได้จ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปแล้ว เพื่อไล่เบี้ยเงินที่ได้จ่ายไปแล้วคืนจากจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 เมื่อคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าววินิจฉัยและมีคำสั่งว่าในช่วงเวลาพิพาทจำเลยมิใช่ลูกจ้างโจทก์ แต่จำเลยเป็นผู้รับเหมาช่วงและเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้า ให้โจทก์ในฐานะเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับจำเลยในค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดแก่ผู้ร้องทั้งเก้า หากจำเลยไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวคำสั่งนั้นย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามที่บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิไว้ คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด จำเลยหามีสิทธิที่จะยกเรื่องการเป็นนายจ้างลูกจ้างกันและผู้รับเหมาช่วงซึ่งยุติไปแล้วในชั้นพนักงานตรวจแรงงานและมีผลผูกพันตามบทบัญญัติดังกล่าวมากล่าวอ้างในชั้นที่โจทก์มาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 2 เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยเงินที่จ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปแล้วคืนจากจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 วรรคสอง ได้ไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยเรื่องดังกล่าวมาว่าจำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยมิใช่ผู้รับเหมาช่วงและมิใช่นายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าจึงไม่ชอบ ส่วนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังมาและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันแล้วดังกล่าวข้างต้นเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัย เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นได้จ่ายเงินที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปแล้ว จำนวน 54,431.25 บาท โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากจำเลย จำเลยต้องรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 วรรคสอง สำหรับดอกเบี้ยในหนี้เงินดังกล่าวแม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยรับผิดในส่วนดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2556 อันเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินดังกล่าวตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่เมื่อหนี้เงินดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลาให้ต้องจ่ายกันเมื่อใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง การนับเวลาผิดนัดจึงต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการทวงถามเมื่อใดเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ไม่อาจถือเอาวันที่ 2 สิงหาคม 2556 เป็นวันผิดนัดตามที่โจทก์ขอได้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทวงถามเมื่อใด ต้องถือว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อฟ้อง จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 21 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงิน 54,431.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 12 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอ๊ดวานซ์เอเชียเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — นายดาวรุ่ง โจนประโคน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางตุลยา พันธุ์ขะวงศ์ ด่านพัฒนามงคล
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155 -ที่ 4157/2560
#613672
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 แจ้งรหัสผ่านของตนให้โจทก์ที่ 1 แล้วโจทก์ที่ 1 ใช้รหัสผ่านนั้นบันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ในโปรแกรม Hris ของจำเลยซึ่งเป็นระบบออนไลน์ ข้อมูลที่บันทึกถูกเก็บรวมกันไว้ทั้งประเทศ

การใช้รหัสผ่านเป็นการยืนยันว่าผู้ใช้รหัสผ่านเป็นใคร ผู้ใช้รหัสผ่านนั้นอยู่ ณ จุดที่ป้อนข้อมูลลงเวลาทำงานเมื่อเวลา วัน เดือน ปีใด ผู้ป้อนข้อมูลเข้าโปรแกรมจึงต้องซื่อตรงต่อตนเองในการป้อนรหัสผ่านและข้อมูลด้วยตนเอง

การที่โจทก์ที่ 1 ใช้รหัสผ่านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ที่แจ้งไว้ป้อนข้อมูลลงเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 แสดงว่าในขณะฟ้องข้อมูลโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่ได้อยู่ ณ จุดที่ป้อนข้อมูล การยืนยันตัวด้วยการป้อนรหัสผ่านจึงเป็นเท็จ ข้อมูลเวลาเข้าทำงานของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ก็เป็นข้อมูลเท็จเพราะโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่ได้เข้าทำงานตามเวลา วัน เดือน ปี ที่ป้อนเข้าสู่โปรแกรมจริง โจทก์ทั้งสามร่วมกันกระทำการโดยไม่ซื่อตรงต่อตนเอง เมื่อข้อมูลเท็จถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของจำเลย การประมวลผลข้อมูลจากโปรแกรมจึงคลาดเคลื่อนบิดเบือนไปจากความจริงอันเกิดจากฐานข้อมูลเท็จ

จำเลยออกมาตรฐานความปลอดภัยระบบสารสนเทศแจ้งให้ลูกจ้างถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยกำหนดระดับชั้นความลับของรหัสผ่านเป็นระดับ "ลับ" และระบุว่ารหัสผ่านคือปัจจัยสำคัญของความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ เป็นด่านแรกในการป้องกันการเข้าถึงระบบสารสนเทศของจำเลย ต้องไม่เปิดเผยรหัสผ่านแก่ผู้อื่น สมาชิกครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน อันเป็นการกำหนดเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลที่บันทึกในฐานข้อมูลของจำเลยทั้งในด้านตัวผู้ใช้งานต้องเป็นเจ้าของรหัสผ่านเอง และป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงฐานข้อมูลด้วยการที่ผู้ใช้งานต้องใช้รหัสผ่าน ทั้งนี้เพื่อรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล ด้วยความสำคัญของรหัสผ่านและความถูกต้องของฐานข้อมูล การกระทำของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เดิมโจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ต่อมาธนาคารดังกล่าวควบรวมกิจการกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ขายกิจการให้จำเลย จำเลยจึงรับโอนการจ้างโจทก์ทั้งสามมาเป็นลูกจ้างของจำเลยตามสัญญาโอนการจ้างจึงถือว่าโจทก์ที่ 1 เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 โจทก์ที่ 2 เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2538 โจทก์ที่ 3 เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ที่ 1 ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดลูกค้ารายย่อย สาขาราชวงศ์ โจทก์ที่ 2 ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดลูกค้ารายย่อยอาวุโส สาขาราชวงศ์ โจทก์ที่ 3 ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการสินเชื่อรายย่อย สำนักงานใหญ่หรืออาคารสวนมะลิ วันและเวลาทำงานปกติของจำเลยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8.30 ถึง 17 นาฬิกา โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยต้องบันทึกเวลาเข้าทำงานและเลิกงานในระบบคอมพิวเตอร์โปรแกรม Hris ลูกจ้างของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสามได้รับรหัสผ่าน (Password) ประจำตัวของแต่ละคนเพื่อใช้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ และยังได้รับรหัสผ่านอีกชุดหนึ่งสำหรับบันทึกเวลาเข้าทำงานและเลิกงาน รหัสผ่านดังกล่าวสามารถดูข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ได้เฉพาะในเรื่องการบันทึกเวลาเข้าทำงาน เวลาเลิกงาน ประวัติส่วนตัวของลูกจ้าง เช่น ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน หรือวันลาทุกประเภท แต่ไม่สามารถดูข้อมูลในส่วนอื่น ๆ ของจำเลย ลูกจ้างต้องใช้รหัสผ่านของแต่ละคนเพื่อบันทึกเวลาเข้าทำงานในโปรแกรม Hris แล้วบันทึกข้อมูลคือเวลาเข้าทำงานเป็นสัญลักษณ์ถูก เพื่อระบุว่าได้เข้าทำงานแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์จะระบุเวลาที่ดำเนินการดังกล่าวไว้ แสดงให้เห็นว่าลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานเมื่อเวลาใด ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ที่สาขาหนึ่ง หากรู้รหัสผ่านของลูกจ้างที่ทำงานสาขาอื่นก็อาจบันทึกเวลาเข้าทำงานแทนให้แก่ลูกจ้างสาขาอื่นได้ ทั้งนี้เพราะข้อมูลถูกเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์รวมกันทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 2, 4, 24 ตุลาคม 2555 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 วันที่ 4 ธันวาคม 2555 วันที่ 22 มกราคม 2556 วันที่ 4, 12 กุมภาพันธ์ 2556 วันที่ 5, 18 มีนาคม 2556 และวันที่ 18 เมษายน 2556 โจทก์ที่ 3 โทรศัพท์ถึงโจทก์ที่ 1 บอกรหัสผ่านประจำตัวของตนให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ให้โจทก์ที่ 1 บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 3 และโจทก์ที่ 1 บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 3 ในวันดังกล่าวรวม 11 ครั้ง โดยในวันดังกล่าวโจทก์ที่ 3 เข้าทำงานไม่ทันกำหนดเวลา ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ที่ 2 โทรศัพท์แจ้งรหัสผ่านของตนให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ให้โจทก์ที่ 1 บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 1 บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 ในวันดังกล่าว 1 ครั้ง โดยโจทก์ที่ 2 เข้ามาที่สาขาราชวงศ์เวลา 11.49 นาฬิกา ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2556 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2556 ตามหนังสือเลิกจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามรู้ระเบียบทรัพยากรบุคคลที่กำหนดให้ลูกจ้างต้องบันทึกเวลาทำงานด้วยตัวเอง ลูกจ้างผู้ไม่บันทึกเวลาทำงานด้วยตัวเองหรือผู้บันทึกเวลาทำงานแทนผู้อื่นถือเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรง รหัสผ่านสำหรับบันทึกเวลาทำงานเป็นความลับ จำเลยเห็นว่าการบันทึกเวลาทำงานด้วยตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่ลูกจ้างต้องถือปฏิบัติ การบันทึกเวลาทำงานเป็นหลักฐานในการจ่ายค่าจ้าง พิจารณาขึ้นค่าจ้าง ความดีความชอบประจำปี และเลื่อนตำแหน่งให้ลูกจ้าง หากจำเลยไม่เคร่งครัดในเรื่องการบันทึกเวลาเข้าทำงานของลูกจ้างย่อมเกิดความยุ่งยากในการปกครอง โจทก์ทั้งสามปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเงินการธนาคารต้องยึดถือความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานในการปฏิบัติหน้าที่เป็นสำคัญ การที่โจทก์ทั้งสามร่วมกันดำเนินการบันทึกเวลาเข้าทำงานแทนกันและไม่ได้บันทึกเวลาเข้าทำงานด้วยตนเองส่อไปในทางไม่สุจริต เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างอย่างร้ายแรง เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและเป็นธรรม จำเลยไม่ต้องบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยไม่ได้มองความเสียหายที่เกิดจากการบันทึกเวลาเข้าทำงานแทนกันเป็นตัวเงิน การที่โจทก์ทั้งสามบันทึกเวลาเข้าทำงานแทนกันไม่ปรากฏว่าก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย และโจทก์ทั้งสามไม่มีเจตนาทำให้จำเลยเสียหาย การบันทึกเวลาเข้าทำงานเป็นหน้าที่ของลูกจ้างทุกคนที่ต้องปฏิบัติ ถึงเวลาเลิกงานแล้วหากลูกจ้างคนใดยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานให้เสร็จก็อยู่ปฏิบัติงานให้เสร็จสิ้นได้ การทำงานนอกเวลาเช่นนี้ไม่มีการขออนุมัติเบิกค่าล่วงเวลา ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของลูกจ้างคนนั้นเพื่อให้งานของตนเองเสร็จสิ้นสมบูรณ์ วันที่โจทก์ที่ 1 บันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ก็เข้าทำงานในวันนั้น ๆ ด้วย โปรแกรม Hris ที่ใช้บันทึกเวลาเข้าทำงานและเวลาเลิกงานของลูกจ้างเป็นระบบออนไลน์ลูกจ้างใช้คอมพิวเตอร์จากสาขาใดก็ได้ป้อนรหัสผ่านของตนเองก็ลงเวลาในระบบได้ จำเลยได้รับบัตรสนเท่ห์ว่ามีการบันทึกเวลาเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 3 จึงตรวจสอบแล้วพบว่าโจทก์ที่ 3 ทำงานที่สำนักงานใหญ่ แต่ข้อมูลในระบบสารสนเทศระบุว่ามีการบันทึกเวลาเข้าทำงานโจทก์ที่ 3 ที่สาขาราชวงศ์ เมื่อตั้งกรรมการสอบสวนการกระทำของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 3 จึงพบการกระทำของโจทก์ที่ 2 ด้วย กรณีนี้หากไม่มีบัตรสนเท่ห์ร้องเรียนจำเลยก็ไม่สามารถตรวจสอบการกระทำการเข้าถึงข้อมูลของผู้เป็นเจ้าของรหัสผ่านที่ไม่ถูกต้องของโจทก์ทั้งสามได้ มีการเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 90 วัน เพื่อป้องกันความลับ

มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามกระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยกรณีร้ายแรงหรือไม่ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า การบันทึกเวลาเข้าทำงานในโปรแกรม Hris ซึ่งเป็นระบบออนไลน์ ข้อมูลที่บันทึกถูกเก็บรวมกันไว้ทั้งประเทศ ความสำคัญจึงอยู่ที่รหัสผ่านประจำตัวของผู้เข้าสู่โปรแกรมเพื่อบันทึกข้อมูลเวลาเข้าทำงาน อันเป็นการยืนยันว่าผู้ใช้รหัสผ่านเป็นใคร ผู้ใช้รหัสผ่านนั้นอยู่ ณ จุดที่ป้อนข้อมูลลงเวลาทำงานเมื่อเวลา วัน เดือน ปีใด ผู้ป้อนข้อมูลเข้าโปรแกรมจึงต้องซื่อตรงต่อตนเองในการป้อนรหัสผ่านและข้อมูลด้วยตนเอง ข้อมูลที่ป้อนเข้าโปรแกรมจะไปบันทึกรวมไว้กับข้อมูลของลูกจ้างของจำเลยทั้งประเทศในฐานข้อมูล การที่โจทก์ที่ 1 ใช้รหัสผ่านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ป้อนข้อมูลเข้าทำงานแทนโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 แสดงว่าโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่ได้อยู่ ณ จุดที่ป้อนข้อมูลลงเวลาทำงานในขณะที่มีการป้อนข้อมูล การยืนยันตัวด้วยการป้อนรหัสผ่านจึงเป็นเท็จเพราะโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เจ้าของรหัสผ่านไม่ได้เป็นผู้ป้อนรหัสผ่าน ทั้งไม่ได้อยู่ ณ จุดที่ป้อนข้อมูลลงเวลาทำงาน ข้อมูลเวลาเข้าทำงานของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 จึงเป็นข้อมูลเท็จ เพราะโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ไม่ได้เข้าทำงานตามเวลา วัน เดือน ปีที่ป้อนเข้าสู่โปรแกรมจริง ทั้งนี้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เป็นผู้แจ้งรหัสผ่านให้โจทก์ที่ 1 ดำเนินการป้อนข้อมูลให้ โจทก์ทั้งสามร่วมกันกระทำดังกล่าวโดยไม่ซื่อตรงต่อตนเอง เมื่อข้อมูลเท็จถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของจำเลย การประมวลผลข้อมูลจากโปรแกรมจึงคลาดเคลื่อนบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอันเกิดจากฐานข้อมูลที่เป็นจริง ตามมาตรฐานความปลอดภัยระบบสารสนเทศที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ ในส่วนประกาศของจำเลยระบุว่า ข้อมูลสารสนเทศของจำเลยเป็นทรัพย์สิน ให้ลูกจ้าง (พนักงาน) ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แสดงว่าจำเลยให้ความสำคัญต่อข้อมูลสารสนเทศที่ลูกจ้างต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในมาตรฐานความปลอดภัยระบบสารสนเทศจำเลยกำหนดระดับชั้นความลับของข้อมูลสารสนเทศระดับ "ลับ" เป็นลำดับที่รองจากระดับสูงสุดคือระดับ "ลับมาก" เท่านั้น ซึ่งข้อมูลสารสนเทศระดับ "ลับ" มีหลักการและระดับการเข้าถึงที่ระบุว่าเป็นข้อมูลที่ต้องถูกนำมาประมวลผล เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถดำเนินการกับข้อมูลระดับนี้ได้ ซึ่งหมายถึงการจัดเก็บทางอิเล็กทรอนิกส์อันรวมถึงฐานข้อมูลด้วย ต้องมีการป้องกันเพื่อไม่ให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือเป็นภัยต่อจำเลย ให้มีกระบวนการป้องกันเช่นรหัสประจำตัวผู้ใช้งาน/รหัสผ่าน รหัสผ่านคือปัจจัยสำคัญของความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ เป็นด่านแรกในการป้องกันการเข้าถึงระบบสารสนเทศของจำเลย รหัสผ่านจัดเป็นข้อมูลระดับ "ลับ" ต้องไม่เปิดเผยให้ผู้ใด รหัสผ่านต้องเปลี่ยนทุก ๆ 90 วัน ผู้ใช้งานต้องเปลี่ยนรหัสผ่านเมื่อสงสัยว่ารหัสผ่านอาจถูกเปิดเผยแก่ผู้อื่นรหัสผ่านต้องไม่ถูกเปิดเผยแก่ผู้อื่น สมาชิกครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน อันเป็นการกำหนดมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลที่บันทึกในฐานข้อมูลของจำเลยทั้งในด้านตัวผู้ใช้งานต้องเป็นเจ้าของรหัสผ่านเอง และป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงฐานข้อมูลด้วยการที่ผู้ใช้งานต้องใช้รหัสผ่าน รหัสผ่านจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จำเลยกำหนดเป็นข้อมูลระดับ "ลับ" ห้ามเปิดเผยแก่ผู้อื่น อีกทั้งต้องเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 90 วัน และต้องเปลี่ยนรหัสผ่านแค่เพียงสงสัยว่ารหัสผ่านนั้นอาจเปิดเผยแก่ผู้อื่น ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล ด้วยความสำคัญของรหัสผ่านและความถูกต้องของฐานข้อมูลดังที่กล่าวมา การที่โจทก์ทั้งสามร่วมกันดำเนินการป้อนข้อมูลเท็จบันทึกเวลาเข้าทำงานของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 โดยโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เปิดเผยรหัสผ่านของตนแก่โจทก์ที่ 1 จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยไม่ต้องตักเตือนก่อนและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคสี่ อีกทั้งจำเลยมีเหตุสมควรในการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสี่ ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิมพล ไตรสุทธีรภาพ กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธนิต ภูริเวทย์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4142/2560
#614654
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย 3,600,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าคดีถึงที่สุด การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเดือนละ 50,000 บาท โดยอาศัย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่อาจทำได้เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา จึงกำหนดมาตรการขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับชำระจริง หาใช่เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้เป็นก้อนหรือผ่อนชำระให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุดไม่ โจทก์มีหน้าที่ตามคำบังคับที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืน ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย 3,600,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าคดีถึงที่สุด

จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ

โจทก์ยื่นคำร้องขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยตามคำพิพากษาเป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท จนกว่าจะครบ เนื่องจากโจทก์ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรและมีภาระค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละเดือน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดแล้ว คู่ความต้องปฏิบัติตามโจทก์ไม่อาจมาร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลฎีกาได้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 162 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษา จึงกำหนดมาตรการขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับชำระจริง หาใช่เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้เป็นก้อนหรือผ่อนชำระให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาอันถึงที่สุดไม่ นอกจากนี้ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีนี้โจทก์โต้แย้งตลอดมาว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้เสนอข้อกำหนดเงื่อนไขในการชำระอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือนแก่จำเลย โดยโจทก์ปฏิเสธตลอดมาว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่า โจทก์สมควรชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยโจทก์ผ่อนชำระเดือนละ 50,000 บาท แก่จำเลย ตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด โจทก์ฎีกาขอผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาเดือนละ 50,000 บาท เมื่อจำเลยปฏิเสธ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ตามคำบังคับที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เห็นควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 162 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนากรหรือธวัช เกียรติเลิศพงศา
โจทก์ร่วม — นางลิลี่ เกียรติเลิศพงศา
นางลี่หรือนางสาวจุฑารัตน์ เกียรติเลิศพงศาหรือ
จำเลย — เทพสุธาหรือกันทาธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นายวันชัย โสภาโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4112/2560
#614288
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกให้รับผิดชำระเงินตามเช็ค โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวให้การว่า จำเลยไม่ใช่ผู้ทรงเช็ค แต่ไม่สืบพยาน ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย มีอำนาจฟ้องให้โจทก์รับผิด คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แม้เป็นเรื่องละเมิดอ้างว่าจำเลยเบิกความเท็จ แต่ก็เรียกค่าเสียหายมาเท่ากับจำนวนเงินตามเช็คที่โจทก์ต้องรับผิดในคดีก่อน เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์มีจุดประสงค์เพื่อให้ศาลพิพากษาว่า พยานหลักฐานของจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนเป็นพยานเท็จรับฟังไม่ได้ จำเลยไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบ และโจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ข้ออ้างดังกล่าวล้วนไม่อาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียซึ่งความมีผลผูกพันของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ โจทก์จะอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากคำพิพากษาในคดีก่อนหาได้ไม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน 27,871,492 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,419,683.56 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายในการดำเนินคดีนี้ 3,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วในคดีหมายเลขดำที่ 5835/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 1233/2554 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยเป็นเงิน 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ สืบเนื่องมาจากคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5835/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 1233/2554 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกให้รับผิดชำระเงินตามเช็ค โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวให้การมีสาระสำคัญว่า จำเลยไม่ใช่ผู้ทรงเช็ค แต่ชั้นพิจารณาโจทก์ไม่สืบพยาน ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ยอมรับว่าเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง และโจทก์อ้างว่าจำเลยนำเช็คไปแลกเงินสดจากบุคคลอื่น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยรับเช็คกลับคืนมาโดยยังไม่ได้ชำระเงินตามเช็คแก่บุคคลดังกล่าว โจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่โจทก์ไม่ได้นำพยานมาสืบตามที่ให้การต่อสู้ไว้ เมื่อจำเลยนำสืบฟังได้ว่าเช็คตามฟ้องที่โจทก์ลงลายมือชื่อทุกฉบับเป็นเช็คผู้ถือ ย่อมโอนแก่กันได้โดยการส่งมอบ แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยโอนเช็คดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกก็ตาม แต่เมื่อเช็คกลับคืนมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยอีกครั้งในฐานะผู้รับเงินโดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่ผู้รับแลกเช็คดังที่โจทก์อ้าง เช่นนี้ จำเลยย่อมกลับมาเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องให้โจทก์รับผิดตามเช็คดังกล่าวได้ ดังนี้ ย่อมเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าศาลในคดีก่อนได้พิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องของจำเลยในคดีก่อนนั้นเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย และพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ โดยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีก่อนนั้นเป็นผู้ลงลายมือสั่งจ่ายเช็ค และเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายทุกฉบับเป็นเช็คผู้ถือ จำเลยเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบ มีอำนาจฟ้องให้โจทก์รับผิด คดีก่อน หากโจทก์มีข้ออ้างข้อเถียงอย่างไร โจทก์ก็มีสิทธินำพยานหลักฐานมานำสืบพิสูจน์ตามข้ออ้าง หรือนำสืบหักล้างพยานหลักฐานของจำเลยได้อยู่แล้ว แต่โจทก์ไม่สืบพยาน จนศาลฎีกาคดีก่อนพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์รับผิดตามฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แม้เป็นเรื่องละเมิดอ้างว่าจำเลยเบิกความเท็จ แต่ก็เรียกค่าเสียหายมาเท่ากับจำนวนเงินตามเช็คที่โจทก์ต้องรับผิดในคดีก่อน เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์มีจุดประสงค์สำคัญเพื่อให้ศาลพิพากษาว่า พยานหลักฐานของจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนเป็นพยานเท็จรับฟังไม่ได้ จำเลยไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบ และโจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ข้ออ้างดังกล่าวล้วนไม่อาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียซึ่งความมีผลผูกพันของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ โจทก์จะอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากคำพิพากษาในคดีก่อนหาได้ไม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจิดาภา รุ่งวัฒนภักดิ์
จำเลย — นายอภิสิทธิ์หรืออภิสิทธิ ทองธรรมศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางพนิดา เชาวนปรีชา
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4109/2560
#617187
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์แบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยเพื่อจำหน่ายให้แก่จำเลย ซึ่งมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป และมีการจดทะเบียนภาระจำยอมจากโจทก์ให้แก่จำเลย ซึ่งซื้อที่ดินจากบริษัท ช. เพื่อให้มีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะถือเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภคอันเป็นกรณีเข้าหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ก็เป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีผลทำให้การแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกจำหน่าย ไม่เข้าหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แต่อย่างใด

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เป็นกฎหมายเฉพาะ บัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 14649, 33679 และ 99548 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พ้นจากการเป็นภาระจำยอมที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4358, 4359, 4360, 4361, 4362, 8134, 46087, 46088, 46089, 46090, 46091, 46092, 46093, 46094, 46105, 46106, 46107, 46108, 46109, 46110, 46111, 46119, 46120, 46121, 46122, 46123, 46124, 46125, 46126, 46127, 46189, 46190, 46191, 46192, 46193, 46194, 46136, 46137, 46138, 46139, 46140, 46141, 46142, 46143, 46144, 46155, 46156, 46157, 46158, 46159, 46160, 46162, 46173, 46174, 46175, 46176, 46177, 46178, 46206, 46207, 46208, 46209, 46210 และ 46211 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยให้จำเลยทั้งสี่สิบสาม ไปจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอม หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่สิบสาม โดยให้จำเลยทั้งสี่สิบสาม เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 22 ที่ 26 ที่ 27 ที่ 29 ที่ 30 ที่ 33 ที่ 34 ที่ 38 ที่ 40 และที่ 41 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 16 ที่ 23 ถึงที่ 25 ที่ 28 ที่ 31 ที่ 32 ที่ 35 ถึงที่ 37 ที่ 39 ที่ 42 และที่ 43 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ที่ 26 และที่ 27 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่สิบสาม ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ในแต่ละแปลง ไปจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์โฉนดที่ดินเลขที่ 14649, 33679 และ 99548 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินภารยทรัพย์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่สิบสาม โดยให้จำเลยทั้งสี่สิบสาม เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนยกเลิกภาระจำยอมทั้งหมด ให้จำเลยทั้งสี่สิบสาม ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 10 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 22 ที่ 30 ที่ 33 ที่ 34 ที่ 38 ที่ 40 และที่ 41 อุทธรณ์

สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสี่สิบสาม ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่านำส่งหมาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 8 มกราคม 2558 แต่โจทก์ไม่วางเงินค่านำส่งหมายและสำเนาอุทธรณ์ กรณีจึงฟังได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายอุทธรณ์ของโจทก์จากสารบบความ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่อุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 14649, 33679 และ 99548 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยทั้งสี่สิบสามเป็นเจ้าของที่ดินหกสิบห้าแปลงตามรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารท้ายฟ้อง โดยที่ดินของจำเลยทั้งสี่สิบสาม ตั้งอยู่ที่ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และที่ดินของโจทก์ทั้ง 3 แปลงดังกล่าวจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสี่สิบสาม

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อพิจารณาที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4391 ซึ่งเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทชูจิตต์ จำกัด และที่ดินของจำเลยทั้ง 43 คน จะเห็นได้ว่าไม่มีข้อความใดๆ ระบุไว้ในโฉนดที่ดินเลยว่าที่ดินทั้งหมดดังกล่าวอยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 และไม่มีเอกสารอื่นใดของจำเลยระบุว่าที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4391 อยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลำพังเพียงการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4391 และ 5270 เป็นแปลงย่อย ๆ เท่านั้น ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นที่ดินจัดสรรตามคำจำกัดความ "การจัดสรรที่ดิน" ในข้อ 1 ของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 บัญญัติว่า "การจัดสรรที่ดินหมายความว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป ไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทน และมีการให้คำมั่นหรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ หรือปรับปรุงที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย...." ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของคู่ความว่า โจทก์ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทชูจิตต์ จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทชูจิตต์ จำกัด แต่เพียงผู้เดียว และเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1127 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ที่มีการจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1127 ให้แก่จำเลยทั้งสี่สิบสาม ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจากบริษัทชูจิตต์ จำกัด ของโจทก์จากการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4391 และ 5270 ออกเป็นแปลงย่อยมากกว่า 10 แปลง ซึ่งโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทชูจิตต์ จำกัด จัดให้มีถนนเพื่อใช้เป็นทางสัญจรจากที่ดินแปลงย่อยไปยังส่วนที่เป็นถนนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1127 เพื่อออกสู่ถนนสาธารณะ โดยก่อนที่บริษัทชูจิตต์ จำกัด จะจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 4391 และ 5270 ขายให้แก่จำเลยทั้งสี่สิบสามนั้น โจทก์ได้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1127 ให้แก่ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4391 และ 5270 ก่อนแล้ว เพื่อให้ที่ดินแปลงย่อยที่แบ่งออกจากที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถออกไปยังถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นถนนสาธารณะ กรณีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยเพื่อจำหน่ายให้แก่จำเลยทั้งสี่สิบสาม ซึ่งมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป และมีการจดทะเบียนภาระจำยอมจากโจทก์ให้แก่จำเลยทั้งสี่สิบสาม ซึ่งซื้อที่ดินจากบริษัทชูจิตต์ จำกัด เพื่อให้มีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะถือเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภคอันเป็นกรณีเข้าหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแล้ว บริษัทชูจิตต์ จำกัด โจทก์และจำเลยทั้งสี่สิบสามย่อมตกอยู่ในบังคับของกฎหมายดังกล่าว แม้บริษัทชูจิตต์ จำกัด หรือโจทก์จะไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ก็เป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวเท่านั้น ทั้งการที่ไม่มีข้อความใด ๆ ระบุไว้ในโฉนดที่ดินเลยว่าที่ดินทั้งหมดอยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม ก็หามีผลให้การแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวออกจำหน่ายไม่เข้าหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ดินที่นำมาแบ่งแยกและจำหน่ายให้แก่จำเลยทั้งสี่สิบสามเป็นของบริษัทชูจิตต์ จำกัด ไม่ใช่ของโจทก์จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์เป็นผู้จัดสรรที่ดินนั้น เห็นว่า นอกจากโจทก์จะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทชูจิตต์ จำกัด แล้วยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทชูจิตต์ จำกัด แต่เพียงผู้เดียว การที่โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1127 ของโจทก์แก่ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4391 และ 5270 ซึ่งเป็นของบริษัทชูจิตต์ จำกัด และภายหลังเมื่อบริษัทชูจิตต์ จำกัด แบ่งแยกที่ดินจำหน่ายให้แก่จำเลยทั้งสี่สิบสามคนแล้วโจทก์ก็ยังจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1127 ให้แก่ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวเฉพาะรายเพื่อนำไปจดทะเบียนจำนองธนาคารอันเป็นการที่โจทก์จัดให้มีสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่บริษัทของโจทก์จัดจำหน่ายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์มิได้ใช้สิบปีสิ้นสภาพจากการเป็นภาระจำยอมหรือไม่ เห็นว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 บัญญัติให้สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ และข้อ 18 ยังบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินนั้น ทั้งนี้ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เป็นกฎหมายเฉพาะบัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่ภาระจำยอมที่เกิดขึ้นในที่ดินของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1399
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิรดาหรือชูจิตต์ สีทองดี
จำเลย — นายสุริยนต์ วิเวกเมธากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอมรพจน์ กุลวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4101/2560
#613217
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 และ 2.2 ขาดอายุความหรือไม่ ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด เมื่อโจทก์มิได้ร้องทุกข์เพราะประสงค์ดำเนินคดีเอง โจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดด้วย เมื่อโจทก์ฎีการับว่าผู้แทนโจทก์ทราบว่า จำเลยโอนโฉนดที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1, 2.2 ไปให้บริษัท พ. และ ช. เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงเกินกว่า 3 เดือน ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ ส่วนการที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารตามฟ้องให้กับบริษัท พ. เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แม้การกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.3 อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรี แต่การกระทำความผิดดังกล่าวได้กระทำลงโดยจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดคนเดียวกันและเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษเท่ากัน และโจทก์ยื่นฟ้องตามฟ้องข้อ 2.3 พร้อมกับคำฟ้องข้อ 2.4 และ 2.5 ต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลที่ความผิดตามฟ้องข้อ 2.4 และ 2.5 เกิดขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องไว้แล้ว ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาฟ้องของโจทก์ข้อ 2.3 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวพันกับฟ้องข้อ 2.4 และ 2.5 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350,91

ศาลชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 การกระทำของจำเลยตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 ถึง 2.3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน การกระทำของจำเลย ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.4 และ 2.5 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษเพียงกระทงเดียว (ที่ถูกบทเดียว) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องข้อ 2.3 ถึงข้อ 2.5 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน ยกฟ้องตามคำฟ้องข้อ 2.1 และ 2.2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ตามคำฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาพิเศษด้วย ซึ่งโจทก์จะต้องรู้ถึงเจตนาพิเศษนั้นด้วย แม้จำเลยได้โอนทรัพย์สินไปจนโจทก์อาจไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน และโจทก์ทราบถึงการกระทำของจำเลยดังกล่าวแล้ว หากปรากฏว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์สามารถบังคับเอาจากทรัพย์สินของจำเลยได้ครบถ้วนตามหนี้ที่มีอยู่ การโอนทรัพย์สินของจำเลยดังกล่าวก็ยังไม่เป็นการกระทำความผิด จนกว่าจำเลยได้โอนทรัพย์สินที่เหลือออกไปหมด เมื่อโจทก์ตรวจสอบเพิ่มเติมพบในภายหลังว่าจำเลยได้โอนทรัพย์ครั้งหลังไปจนหมด เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีได้ โจทก์จึงเพิ่งทราบถึงการโอนทรัพย์สินของจำเลยในครั้งแรกและครั้งหลังซึ่งเป็นความผิด เมื่อปรากฏว่าวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ผู้แทนโจทก์ยึดทรัพย์ของบริษัทเพชรรัตน์ อิมปอร์ตแอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด จำเลยที่ 2 ในคดีแพ่ง ไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงต้องถือว่าโจทก์เพิ่งทราบเจตนาพิเศษของจำเลยและอายุความต้องเริ่มนับในวันดังกล่าว มิใช่วันที่ 2 กรกฎาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทราบถึงการกระทำความผิด โดยไม่ทราบถึงเจตนาพิเศษของจำเลย เห็นว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้ร้องทุกข์เพราะประสงค์ดำเนินคดีเอง โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดด้วย ซึ่งคำว่า รู้เรื่องความผิด หมายความถึง รู้ข้อเท็จจริงที่ประกอบกันเป็นความผิด ไม่ได้หมายความถึงความผิดต้องเกิดขึ้นหรือการกระทำเกิดผลเป็นความผิดขึ้นแล้ว เมื่อตามฎีกาของโจทก์รับว่าผู้แทนโจทก์ทราบว่าเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 จำเลยจดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ไปให้บริษัทเพชรรัตน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และนายชูเกียรติ จึงถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงเกินกว่า 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์ตามฟ้องดังกล่าวจึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 ที่ศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่างวันและต่างสถานที่ โดยการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 เกิดที่สำนักงานที่ดินในกรุงเทพมหานคร มิใช่เขตฝั่งธนบุรี เมื่อโจทก์ขอให้ลงโทษแยกกระทง โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยตามฟ้องข้อดังกล่าวที่ศาลแขวงดุสิตและศาลจังหวัดมีนบุรี อันเป็นสถานที่กระทำความผิดแล้วขอให้นับโทษต่อ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 เมื่อวินิจฉัยข้างต้นว่าคดีโจทก์ตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ขาดอายุความแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยตามคำฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ 2.3 นั้น เห็นว่า แม้ความผิดตามฟ้องข้อ 2.3, 2.4 และ 2.5 เป็นความผิดแต่ละกรรมต่างกันและความผิดตามฟ้องข้อ 2.3 อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่การกระทำความผิดดังกล่าวได้กระทำลงโดยจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดคนเดียวกันและเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษเท่ากัน และโจทก์ยื่นฟ้องตามฟ้องข้อ 2.3 พร้อมกับฟ้องข้อ 2.4 และข้อ 2.5 ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ความผิดตามฟ้องข้อ 2.4 และข้อ 2.5 เกิดขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและให้ประทับฟ้องไว้แล้ว ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาฟ้องของโจทก์ข้อ 2.3 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวพันกับฟ้องข้อ 2.4 และข้อ 2.5 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 24 วรรคหนึ่ง (1) ม. 24 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแกมเบียร บัลไบร กุมาร์
จำเลย — นายประสาน ตั้งคุณสมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายโพธิ์โพยม มนพลับ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยพร สมบุญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4078/2560
#613207
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มิได้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด แต่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ก. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด หากมีการกระทำไปในทางที่จะทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลเสียหาย ย่อมถือว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีอำนาจฟ้องขอให้ถอดถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดและตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชีแทนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ถอนจำเลยเสียจากตำแหน่งผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดรพาณิชยการ - ช่างกล และตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีแทน กับให้จำเลยส่งมอบทรัพย์สิน หลักฐานการเงิน การบัญชี การบริหารงานทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดแก่โจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับการชำระบัญชีดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ถอนจำเลยเสียจากตำแหน่งผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดรพาณิชยการ - ช่างกล และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดอุดรธานี ที่สมัครใจจะเป็นผู้ชำระบัญชีให้เป็นผู้ชำระบัญชีแทนที่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นบุตรร่วมบิดาเดียวกันคือนายเกรียงไกร ระหว่างนายเกรียงไกรมีชีวิตอยู่ได้ร่วมกับจำเลยจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดรพาณิชยการ - ช่างกล และมีนายเกรียงไกรและจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของนิติบุคคลดังกล่าวปรากฏตามหนังสือรับรอง ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2550 นายเกรียงไกรถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ จำเลยและทายาทอื่นเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 321/2551 ครั้นวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนดังกล่าวโดยมีจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยดำเนินการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนดังกล่าวไม่ถูกต้องเรียบร้อยตามหน้าที่ ไม่ทำรายงานยื่นต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทตามกำหนดระยะเวลา ไม่เรียกประชุมใหญ่เกี่ยวกับการชำระบัญชีเพื่อรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ว่าได้จัดการชำระบัญชีไปอย่างไร ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวกับการจัดการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนดังกล่าว และมีการทำข้อตกลงในคดีแพ่งเพื่อให้จำเลยเบิกเงินจากกองมรดกของนายเกรียงไกรเพื่อนำไปชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้จำนองของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวปรากฏตามบันทึกข้อตกลง แต่จำเลยมิได้นำเงินของกองมรดกของนายเกรียงไกรไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวตามข้อตกลง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว และมิได้มีหน้าที่ในการบริหารหรือจัดการห้างหุ้นส่วน คงเป็นแต่ผู้จัดการมรดกของนายเกรียงไกร ผู้ตาย ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจากจำเลยมาเป็นโจทก์นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าโจทก์มิได้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนดังกล่าว แต่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเกรียงไกรซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว หากมีการกระทำไปในทางที่จะทำให้ห้างหุ้นส่วนซึ่งเป็นนิติบุคคลเสียหาย ย่อมถือว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเกรียงไกรซึ่งเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเป็นผู้มีส่วนได้เสียแทนนายเกรียงไกรผู้ตาย เมื่อโจทก์พบว่าจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนดังกล่าวมีการดำเนินการไปในทางที่จะทำให้ประโยชน์ของห้างหุ้นส่วนเสียหาย เช่น การที่จำเลยมิได้นำเงินจากกองมรดกของนายเกรียงไกรไปชำระหนี้จำนองให้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนองทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน ย่อมทำให้ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างการชำระบัญชีเกิดความเสียหายอันเนื่องจากการเกิดดอกเบี้ยค้างชำระเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากห้างหุ้นส่วนไม่มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีอำนาจฟ้องขอให้ถอดถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนและตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระบัญชีแทนจำเลยได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า มีเหตุสมควรถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดรพาณิชยการ - ช่างกล แล้วตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด แทน ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมิได้ดำเนินการถอนเงินจากกองมรดกของนายเกรียงไกร มาชำระหนี้จำนองของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าก่อให้เกิดความเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วนและหุ้นส่วนรวมทั้งทำให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของกองมรดกของนายเกรียงไกรอันเกิดจากห้างหุ้นส่วนดังกล่าวที่มีการเลิกและชำระบัญชีนั้น จะต้องรับผิดชำระหนี้ในดอกเบี้ยของห้างหุ้นส่วนในที่ดินจำนองที่ห้างหุ้นส่วนตกเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าว การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ร่วมมือในการดำเนินงานเกี่ยวกับการชำระบัญชีและการถอนเงินของกองมรดกนายเกรียงไกรเพื่อนำไปชำระหนี้แก่นิติบุคคลนั้น ก็ไม่อาจรับฟังได้อันเนื่องจากว่ามีการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับกิจการ การเลิกห้างหุ้นส่วนดังกล่าวและมีการตกลงยอมความกันในคดีแพ่งโดยจำเลยก็ทราบดีว่าข้อตกลงดังกล่าวโจทก์และจำเลยตกลงให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีถอนเงินของกองมรดกของนายเกรียงไกรเพื่อไปชำระหนี้จำนองของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว แต่จำเลยก็มิได้ดำเนินการถอนเงินจากกองมรดกของนายเกรียงไกรเพื่อไปชำระหนี้จำนองของนิติบุคคลดังกล่าวนั้น ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วนและหุ้นส่วนทุกคนรวมทั้งประโยชน์ของกองมรดกของนายเกรียงไกร ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดรพาณิชยการ - ช่างกล จึงมีเหตุอันสมควรแล้ว ส่วนการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ก็เป็นการถูกต้องอันเนื่องจากจำเลยน่าจะเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนและเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวดำเนินการชำระบัญชีไปในทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดและหุ้นส่วน และโจทก์กับจำเลยก็มีเรื่องขัดแย้งเกี่ยวกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว การที่จะแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีหรือแต่งตั้งโจทก์และจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกัน ก็ยังจะก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อเนื่องและเป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการชำระบัญชีนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือนิติบุคคลอื่น ๆ นั้นก็เป็นการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติและเจ้าพนักงานบังคับคดียังเป็นบุคคลซึ่งเป็นกลางมิได้มีส่วนได้เสียกับห้างหุ้นส่วนจำกัดในคดีนี้ ย่อมมีความเหมาะสมและน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวมากกว่า ส่วนข้อกังวลถ้าตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีตามฎีกาของจำเลยนั้นก็เป็นเรื่องที่จำเลยคิดไปเอง และหากจะมีปัญหาดังกล่าวขึ้นก็มิใช่ข้อขัดข้องที่ไม่อาจแก้ไขได้ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภวจันทร์ พงษ์เลื่องธรรม
นางสาววรัลชญาน์ หรือ ดวงภัทร์ณัฎฐ์
จำเลย — หรือจิระวัจน์อมร หรือ เฟื่องอัตพัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายคมสัน อ้นโตน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2560
#662372
เปิดฉบับเต็ม

การที่คู่ความตกลงท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3604/2555 ของศาลชั้นต้น เป็นข้อแพ้ชนะคดีนี้แทน ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่คู่ความตกลงกันในประเด็นแห่งคดี เพราะเป็นคำท้าที่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีอาญาซึ่งมีคู่ความรายเดียวกันและในมูลกรณีเดียวกันกับคดีนี้ จึงเป็นคำท้าที่ชอบด้วยกฎหมายมีผลผูกพันคู่ความและศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามคำท้านั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคหนึ่ง กรณีถือได้ว่าจำเลยยอมรับอำนาจศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดโดยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นบุตรผู้ตายจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง คำท้าจึงมีผลผูกพันจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจัดการมรดกของจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11289, 29865, 12044 และ 11290 และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ กลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตายโดยไม่มีภาระติดพันใด ๆ ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวให้โจทก์ครึ่งหนึ่งหรือเป็นเงิน 673,950 บาท หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ทำได้ ให้นำทรัพย์มรดกออกประมูลขายกันเองระหว่างทายาท หากประมูลระหว่างทายาทไม่ได้ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกดังกล่าวทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11289, 29865, 12044 และ 11290 โดยปลอดจากการจำนองและภาระผูกพันใด ๆ และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ ให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ทำได้ให้นำทรัพย์ดังกล่าวออกประมูลขายกันเองระหว่างทายาท หากประมูลระหว่างทายาทไม่ได้ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่งจำนวน 673,950 บาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า นอกจากโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้แล้ว โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหายักยอกตามคดีหมายเลขดำที่ 3604/2555 ของศาลชั้นต้นด้วย ซึ่งทั้งคดีนี้และคดีอาญาดังกล่าว จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์มิใช่ทายาทของผู้ตาย ดังนั้น คู่ความตกลงท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวเป็นข้อแพ้ชนะ โดยตกลงกันว่า หากคดีอาญาดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์ไม่ใช่ทายาทของผู้ตายไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ยอมแพ้คดี แต่หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์เป็นทายาทของผู้ตาย จำเลยยินยอมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11289, 29865, 12044 และ 11290 โดยปลอดจากจำนองและภาระผูกพันใด ๆ และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ ให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเด็กชาย ป. บุตรของจำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย ส่วนจำเลยไม่ขอรับที่ดินทั้งสี่แปลงและรถยนต์บรรทุกตามฟ้อง ต่อมาคดีอาญาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบุตรผู้ตายจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีอาญาผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่คู่ความตกลงท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3604/2555 ของศาลชั้นต้น เป็นข้อแพ้ชนะคดีนี้แทน ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่คู่ความตกลงกันในประเด็นแห่งคดี เพราะเป็นคำท้าที่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีอาญาซึ่งมีคู่ความรายเดียวกันและในมูลกรณีเดียวกันกับคดีนี้ จึงเป็นคำท้าที่ชอบด้วยกฎหมายมีผลผูกพันคู่ความและศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามคำท้านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าคดีอาญาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบุตรผู้ตายจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง จำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีอาญาดังกล่าววินิจฉัยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคดีครอบครัวด้วย แต่การที่คู่ความตกลงกันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวเป็นข้อแพ้ชนะคดีนี้แทนและจำเลยยื่นคำร้องในคดีอาญาดังกล่าวขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่บุตรของผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้อง กรณีถือได้ว่า จำเลยยอมรับอำนาจศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวจึงผูกพันจำเลย โดยจำเลยจะยกขึ้นมาโต้แย้งภายหลังไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ฐ.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายสรพงศ์ ไกรสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4067/2560
#611269
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ตายยังมีทายาทโดยธรรมและร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเข้ามาเช่นนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมย่อมสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายยิ่งกว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นเพียงเจ้าของรวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันมากับผู้ตายในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ทั้งทรัพย์สินที่มีชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองผู้คัดค้านอ้างว่าเป็นของมารดาผู้คัดค้านและผู้ตาย เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้าน และเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตาย แสดงว่าผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของผู้ตายเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกและผู้คัดค้านเอง ไม่ใช่กระทำไปเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก ซึ่งย่อมเป็นอุปสรรคต่อการรวบรวม จัดการและแบ่งทรัพย์มรดกให้ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย นอกจากนี้ในคดีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันชีวิตนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องของผู้คัดค้านด้วยเหตุผลว่าผู้คัดค้านมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมลายมือชื่อของผู้ตาย น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านวางแผนทำสัญญาประกันชีวิตให้ผู้ตายเพื่อต้องการได้รับประโยชน์จากเงื่อนไขในกรมธรรม์มากกว่าทำสัญญาประกันชีวิตเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้ผู้ตาย ผู้คัดค้านใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน และผู้ร้องยังฟ้องผู้คัดค้านต่อศาลชั้นต้นในข้อหาเบิกความเท็จ นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีที่ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ยิ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

การที่ศาลใช้ดุลพินิจตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนั้น นอกจากจะต้องเป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1718 แล้ว ศาลยังจะต้องพิเคราะห์ถึงเหตุอื่น ๆ เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกที่จะต้องจัดการนั้นด้วย ทั้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดก เพราะเหตุผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควรก็ได้ แต่ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านได้รับประโยชน์จากการทำสัญญาประกันชีวิตของผู้ตายแต่ผู้เดียวสูงถึง 22,000,000 บาทเศษ อันเป็นเรื่องผิดปกติทั้งๆ ที่ผู้คัดค้านเป็นภริยาซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนผู้ตายจะเสียชีวิตเพียง 2 ปีเศษ อีกทั้งสาเหตุที่ผู้ตายถูกคนร้ายยิงจนถึงแก่ความตายยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้คัดค้านมีส่วนรู้เห็นที่ผู้ตายถูกยิงหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยถึงความน่าเชื่อถือในตัวผู้คัดค้านว่าสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ส่วนการวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งว่าทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย และกิจการโรงเรียนกวดวิชาขาดทุนและปิดกิจการไปแล้ว ประกอบกับการที่ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้คัดค้านข้อหาเบิกความเท็จ แสดงว่าต่างมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย การจัดการมรดกร่วมกันมีข้อขัดข้อง ไม่อาจจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกกันต่อไปได้ ทั้งหมดเหล่านี้ย่อมเป็นการวินิจฉัยถึงเหตุอื่นๆ เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกที่จะต้องจัดการต่อไปประกอบการตั้งผู้จัดการมรดกหรือการเพิกถอนผู้จัดการมรดกคนใดคนหนึ่ง ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกสำนวน และเมื่อประเด็นที่ว่า ผู้คัดค้านละเลยต่อหน้าที่ในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเสาวณีย์ ผู้ร้องและนางสาวพิชญ์สินี ผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายศิธรหรือจิรศักดิ์ ผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งถอนนางสาวพิชญ์สินี ผู้คัดค้าน ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายศิธรหรือจิรศักดิ์ ผู้ตาย และให้นางเสาวณีย์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า นายศิธรหรือจิรศักดิ์ ผู้ตาย เป็นบุตรของผู้ร้องและนายสนธิ ตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน เดิมผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากับนางปิยฉัตร โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรร่วมกัน 2 คน คือ นางสาวณัฐธิดา และนายณัฐวุฒิ ตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน ต่อมาผู้ตายเลิกร้างกับนางปิยฉัตร เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้คัดค้าน แต่ไม่มีบุตรร่วมกัน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2554 ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะเหตุถูกคนร้ายยิงศีรษะ ตามมรณบัตร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ศาลสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้อง นายสนธิ นางสาวณัฐธิดาและนายณัฐวุฒิเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ทั้งนายสนธิ นางสาวณัฐธิดาและนายณัฐวุฒิยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของผู้ตาย ไม่เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ผู้คัดค้านอ้างว่า เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตาย แต่ผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายเพียง 2 ปีเศษ ไม่มีบุตรร่วมกัน ผู้ตายก็ถึงแก่ความตาย เมื่อผู้ตายยังมีทายาทโดยธรรมและร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเข้ามาเช่นนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมย่อมสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายยิ่งกว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นเพียงเจ้าของรวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันมากับผู้ตายในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ทั้งทรัพย์สินที่มีชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครอง เช่น ที่ดินและอาคารพาณิชย์เลขที่ 323 ถึง 323/1 ถนนมหาราช ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ผู้คัดค้านอ้างว่าเป็นของนางชนาพร มารดาของผู้คัดค้านและผู้ตาย บุคคลทั้งสองกู้ยืมเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนนางชนาพร หากเป็นเช่นนี้ทรัพย์สินทั้งสองรายการนี้ย่อมไม่เกี่ยวกับผู้คัดค้าน รถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลตผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนผู้คัดค้าน กิจการโรงเรียนกวดวิชาแม็คทั้งสาขากระบี่และสาขาภูเก็ต จดทะเบียนใบอนุญาตในชื่อผู้คัดค้าน หลังผู้ตายถึงแก่ความตาย กิจการขาดทุนทั้งสองแห่ง คงมีแต่รถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด เรนเจอร์ ที่อยู่ในครอบครองของผู้ร้องและกิจการร้านอาหาร TOSIT ที่อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตาย แสดงว่าผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของผู้ตายเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกและผู้คัดค้านเอง ไม่ใช่กระทำไปเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก ซึ่งย่อมเป็นอุปสรรคต่อการรวบรวม จัดการและแบ่งทรัพย์มรดกให้ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย นอกจากนี้ในคดีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันชีวิตนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องของผู้คัดค้านด้วยเหตุผลว่าผู้คัดค้านมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมลายมือชื่อของผู้ตายในคำขอเปลี่ยนแปลง/ต่ออายุกรรมธรรม์จากเดิมที่ระบุให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้รับประโยชน์คนละครึ่งมาเป็นให้ผู้คัดค้านได้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว และการเสียชีวิตของผู้ตายทำให้ผู้คัดค้านได้รับประโยชน์อย่างมากจากการทำประกันชีวิตของผู้ตายหลายสัญญา น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านวางแผนทำสัญญาประกันชีวิตให้ผู้ตายเพื่อต้องการได้รับประโยชน์จากเงื่อนไขในกรมธรรม์มากกว่าทำสัญญาประกันชีวิตเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้ผู้ตาย ผู้คัดค้านใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน ตามสำเนาคำพิพากษาและผู้ร้องยังฟ้องผู้คัดค้านต่อศาลชั้นต้นในข้อหาเบิกความเท็จ นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีที่ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนกันดังกล่าวตามสำเนาคำฟ้อง ยิ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้คัดค้านละเลยต่อหน้าที่ในการเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล เห็นว่า การที่ศาลใช้ดุลพินิจตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนั้น นอกจากจะต้องเป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 แล้ว ศาลยังจะต้องพิเคราะห์ถึงเหตุอื่นๆ เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกที่จะต้องจัดการนั้นด้วย ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดก เพราะเหตุผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควรก็ได้ แต่ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านได้รับประโยชน์จากการทำสัญญาประกันชีวิตของผู้ตายแต่ผู้เดียวสูงถึง 22,000,000 บาทเศษ อันเป็นเรื่องผิดปกติทั้งๆ ที่ผู้คัดค้านเป็นภริยาซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนผู้ตายจะเสียชีวิตเพียง 2 ปีเศษ อีกทั้งสาเหตุที่ผู้ตายถูกคนร้ายยิงจนถึงแก่ความตายยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้คัดค้านมีส่วนรู้เห็นที่ผู้ตายถูกยิงหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยถึงความน่าเชื่อถือในตัวผู้คัดค้านว่าสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ส่วนการวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งว่าทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย และกิจการโรงเรียนกวดวิชาขาดทุนและปิดกิจการไปแล้ว ประกอบกับการที่ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้คัดค้านข้อหาเบิกความเท็จ แสดงว่าต่างมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย การจัดการมรดกร่วมกันมีข้อขัดข้อง ไม่อาจจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกกันต่อไปได้ ทั้งหมดเหล่านี้ย่อมเป็นการวินิจฉัยถึงเหตุอื่นๆ เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกที่จะต้องจัดการต่อไปประกอบการตั้งผู้จัดการมรดกหรือการเพิกถอนผู้จัดการมรดกคนใดคนหนึ่ง ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกสำนวนและเมื่อประเด็นที่ว่า ผู้คัดค้านละเลยต่อหน้าที่ในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1718 ม. 1727 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางเสาวณีย์ แซ่อุ่ย
ผู้คัดค้าน — นางสาวพิชญ์สินี ขาวล้วน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายอรรถชาต์ สินไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057/2560
#611290
เปิดฉบับเต็ม

การพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ต้องเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของตนเองหรือผู้ร่วมกระทำความผิดกับตน เมื่อจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันเป็นธุระจัดหาและพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี อันเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น มิใช่เพื่อสนองความใคร่ของจำเลยทั้งสองกับพวก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 วรรคสาม แต่ไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ส่วนความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป และฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ตาม ป.อ. มาตรา 283 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283, 283 ทวิ, 317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม วรรคสี่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ และฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 4 ปี ฐานโดยปราศจากเหตุอันสมควรร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 22 ปี 4 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานโดยปราศจากเหตุอันสมควรร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 นางสาวทักษิณาหรือเอิร์น และนายวิษณุพงษ์ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมีข้อพิรุธสงสัยไม่น่าเชื่อถือนั้น ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวทักษิณาพยานโจทก์เบิกความได้ความว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เพื่อนรุ่นพี่ของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งพักอยู่บริเวณซอยพหลโยธิน 54 ชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปทำงานกับจำเลยทั้งสองจะได้มีเงินใช้ และพาผู้เสียหายที่ 1 ไปพบจำเลยทั้งสองที่บริเวณซอยพหลโยธินอีกซอยหนึ่งซึ่งมีรถเก๋งจอดอยู่ จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปพูดคุยกับชายที่อยู่ในรถเก๋ง จากนั้นชายคนดังกล่าวส่งเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 500 บาท แล้วจำเลยทั้งสองให้ผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถเก๋งไปกับชายคนดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ถูกพาไปที่โรงแรมพีพีซึ่งอยู่ในซอยเพิ่มสินแล้วชายคนดังกล่าวมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายที่ 1 ต่อมาชายคนดังกล่าวโทรศัพท์หาจำเลยที่ 1 และพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่บริเวณถนนโชคชัย 4 จำเลยที่ 1 ให้ลูกน้องมารับและพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่อพาร์ตเม้นท์บริเวณห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีสะพานใหม่ ผู้เสียหายที่ 1 พบกับนางสาวพิมลดาหรือพิมพ์และนางสาวทักษิณา จำเลยที่ 1 แบ่งเงินที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้จากการค้าประเวณีจำนวน 1,000 บาท ให้ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 700 บาท ส่วนอีก 300 บาท จำเลยที่ 1 เก็บไว้ ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อผู้ซื้อบริการทางเพศแล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศอีกสองครั้งโดยส่งไปที่โรงแรมบริเวณถนนลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี การขายบริการทางเพศแต่ละครั้งจำเลยทั้งสองได้รับค่านายหน้าจำนวน 500 บาท และเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ได้รับค่าบริการทางเพศจำนวน 1,000 บาท จะต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 จำนวน 300 บาท ส่วนผู้เสียหายที่ 1 รับไว้เองจำนวน 700 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 ที่ซอยพหลโยธิน 51 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 1 และสามี บุตร และมารดาของจำเลยที่ 1 พักอาศัย ผู้เสียหายที่ 1 นางสาวพิมลดาและนางสาวทักษิณามาพักอาศัยด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่บ้านตรงข้าม ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยที่บ้านของจำเลยที่ 1 ต้องขายบริการทางเพศทุกวันโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ติดต่อผู้ที่ต้องการซื้อบริการทางเพศและส่งรูปให้ดูก่อน การไปขายบริการทางเพศจะมีจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งตามสถานที่ที่นัดหมายกันไว้ บางครั้งก็ให้นางสาวพิมลดาพาไปส่ง ก่อนขายบริการทางเพศจำเลยที่ 1 จะให้โทรศัพท์เคลื่อนที่แก่ผู้เสียหายที่ 1 เมื่อขายบริการทางเพศเสร็จแล้วให้ผู้เสียหายที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวติดต่อจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 จะมารับตามที่นัดหมายและนำโทรศัพท์เคลื่อนที่คืนไป ระหว่างที่ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายน 2556 ผู้เสียหายที่ 1 ต้องขายบริการทางเพศมากกว่า 10 ครั้ง ระยะหลังผู้เสียหายที่ 1 ได้รับค่าตัวเพียงครั้งละ 200 ถึง 300 บาท โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าเนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 มาพักอาศัยที่บ้านของจำเลยที่ 1 จึงต้องหักเงินเป็นค่ากินค่าอยู่ จำเลยทั้งสองมักจะขู่ผู้เสียหายที่ 1 ว่าหากหลบหนีไป จำเลยทั้งสองสามารถตามตัวมาได้และต้องถูกลงโทษทุบตี ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวทักษิณาไปขายบริการทางเพศที่บริเวณดอนเมืองโดยผู้ซื้อบริการทางเพศพาผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวทักษิณาไปที่คอนโดมิเนียมบริเวณคลองตัน หลังจากขายบริการทางเพศเสร็จแล้วผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวทักษิณาพากันหลบหนีจำเลยทั้งสองไปที่บ้านของนางสาวทักษิณาที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อมาวันรุ่งขึ้นขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวทักษิณาเดินทางมารับพี่สาวของนางสาวทักษิณาที่สถานีขนส่งจังหวัดเพชรบูรณ์ ปรากฏว่านางสาวพิมลดาและนางสาวเปิ้ล หลานของจำเลยที่ 1 มาพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อจำเลยที่ 1 รู้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาผู้เสียหายที่ 1 และเจ้าพนักงานตำรวจมาตามหาผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงให้ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์แจ้งแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเท็จว่าอยู่ตรงนั้นตรงนี้เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 2 และเจ้าพนักงานตำรวจตามหาผู้เสียหายที่ 1 ไม่พบและห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 พูดถึงจำเลยทั้งสอง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับสัญญาณจากตู้โทรศัพท์และตามหาผู้เสียหายที่ 1 จนพบ รวมทั้งจับกุมจำเลยทั้งสองมาดำเนินคดี เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวทักษิณาพยานโจทก์ทั้งสองแล้ว เห็นว่า พยานทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสองติดต่อทางโทรศัพท์กับผู้ที่ต้องการซื้อบริการทางเพศแล้วพาพยานทั้งสองไปส่งให้ชายผู้ที่ประสงค์จะซื้อบริการทางเพศโดยจำเลยทั้งสองได้รับเงินค่านายหน้า แล้วยังหักเงินจากพยานทั้งสองที่ได้รับจากการขายบริการทางเพศไว้อีกส่วนหนึ่งด้วย ขณะเกิดเหตุพยานทั้งสองเป็นเด็กอายุยังน้อย ไม่น่าเชื่อว่าพยานทั้งสองจะสร้างเรื่องขึ้นปรักปรำจำเลยทั้งสองโดยปราศจากมูลความจริง คำเบิกความของพยานทั้งสองมีรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองอย่างชัดเจนและไม่ปรากฏข้อพิรุธในข้อที่เป็นสาระสำคัญ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายวิษณุพงษ์พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเปิดห้องพักโรงแรมม่านรูดชื่อโรงแรมโมเดิร์นตั้งอยู่ที่ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ยืนยันว่า ผู้หญิงที่นำผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวทักษิณามาส่งที่โรงแรมคือบุคคลในภาพถ่ายซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 คำเบิกความของนายวิษณุพงษ์สอดคล้องและสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวทักษิณาทำให้มีน้ำหนักในการรับฟังมากยิ่งขึ้น ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงและเชื่อถือได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า หลังจากผู้เสียหายที่ 1 ขายบริการทางเพศครั้งแรกแล้ว ในวันเดียวกันผู้เสียหายที่ 1 ยังขายบริการทางเพศอีกสองครั้ง รวมเป็นสามครั้งโดยโจทก์และผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้นำสืบว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศที่ไหน กับใคร สถานที่ใด เวลากลางวันหรือกลางคืน ได้เงินมาเท่าใด และจำเลยทั้งสองหักเงินไปเท่าใดนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความในสาระสำคัญแล้วว่า การขายบริการทางเพศแต่ละครั้งจำเลยทั้งสองได้รับค่านายหน้าจำนวน 500 บาท และเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ได้รับค่าบริการทางเพศจำนวน 1,000 บาท จะต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 จำนวน 300 บาท ส่วนเรื่องสถานที่ที่ไปขายบริการทางเพศในแต่ละครั้งเป็นสถานที่ใด ในเวลากลางวันหรือกลางคืนเป็นเรื่องรายละเอียด แม้ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้เบิกความกล่าวอ้างถึงเวลาและสถานที่ทุกแห่งที่ถูกพาไปขายบริการทางเพศก็ไม่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีข้อพิรุธสงสัยถึงกับขาดน้ำหนักในการรับฟัง เพราะมีการไปขายบริการทางเพศหลายครั้งซึ่งย่อมเป็นการยากที่จะจดจำรายละเอียดได้ทั้งหมด ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการข่มขู่ บังคับ และขู่เข็ญให้ขายบริการทางเพศนั้น ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยทั้งสองขู่ว่าหากหลบหนีไปจะถูกตามตัวมาและลงโทษทุบตี และนางสาวทักษิณาเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีอิสระที่จะออกไปไหนมาไหนและจำเลยที่ 1 ขู่ว่าหากหลบหนีจะให้คนตามไปทำร้าย อีกทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความด้วยว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวทักษิณาหลบหนีไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จำเลยทั้งสองยังให้นางสาวพิมลดาและนางสาวเปิ้ลหลานของจำเลยที่ 1 ไปตามผู้เสียหายที่ 1 เมื่อพบกันนางสาวพิมลดาตบหน้าผู้เสียหายที่ 1 กับพูดว่าหนีแม่มาทำไม เขาอุตส่าห์เลี้ยงดูมา จากนั้นนางสาวพิมลดาและนางสาวเปิ้ลพาผู้เสียหายที่ 1 กลับมาที่กรุงเทพมหานคร ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็ก พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความหวาดกลัวถือว่าเป็นการข่มขู่ บังคับ และขู่เข็ญแล้ว ข้อกล่าวอ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองมิได้กระทำดังกล่าวนั้นฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการอื่นเป็นรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับพวกกระทำความผิดจริง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง นั้น ต้องเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของตนเองหรือผู้ร่วมกระทำความผิดกับตน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันเป็นธุระจัดหาและพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี อันเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น มิใช่กระทำไปเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยทั้งสองกับพวก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม แต่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดนี้มาจึงไม่ถูกต้อง ส่วนความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป และฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ต้องลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีฯ จึงไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป และฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 283 วรรคสาม ม. 283 ทวิ วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคสาม ม. 9 วรรคสี่
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 (2) ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 9 วรรคสอง ม. 10 วรรคหนึ่ง ม. 52 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางจรีรัตน์หรือจุก นันชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพีระพัฒน์ มหาโพธิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร วิสาพรหม
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2560
#613000
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อประกันหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2556 คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้อง ล. กับจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง ซึ่งก็ตรงตามเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองไม่ได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่ามีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มิได้หลอกลวงให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 และ 267

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 137, 267

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมสองกระทง เป็นจำคุก 12 เดือน ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 1 และนางลาวัณย์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายสังคมกับนางยันทา เมื่อนางยันทาถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนางลาวัณย์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาศาลมีคำสั่งถอน นางลาวัณย์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางยันทาแทน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในขณะที่นางลาวัณย์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของนางยันทา นางลาวัณย์ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 ตำบลสร้างแป้น อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางยันทาให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดได้ฟ้องนางลาวัณย์และจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวพร้อมกับที่ดินแปลงอื่น และกำจัดมิให้นางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 รับมรดกของนางยันทา จากนั้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลง และให้กำจัดนางลาวัณย์และจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของนางยันทา ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 ไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และไม่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องนางลาวัณย์กับจำเลยที่1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 15783 และ 15786 พร้อมที่ดินแปลงอื่น และให้กำจัดนางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของนางยันทา อยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความต่อนายฉัตรชัย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุทัยธานี สาขาเพ็ญ ผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นการแจ้งข้อความตามความเป็นจริงตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงมิได้เป็นข้อความเท็จ นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามรับว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1641/2554 ของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องนางลาวัณย์กับจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมที่ดินแปลงอื่น อยู่ในระหว่างฎีกา คดียังไม่ถึงที่สุด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 คดีดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงต่อนายฉัตรชัย เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งก็ตรงตามเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ อีกทั้งนายฉัตรชัยพยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานคนกลางเบิกความถึงขั้นตอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินได้ความว่า พยานสอบสวนสิทธิของผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามแบบ ท.ด.1 โดยตรวจสอบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีความสามารถตามกฎหมายและเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามสารบัญจดทะเบียนหรือไม่ หลังจากตรวจสอบแล้ว พยานได้ดำเนินการจดทะเบียนจำนองให้แก่เจ้าของที่ดินโดยไม่ได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่ามีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ และจำเลยทั้งสามมิได้หลอกลวงให้พยานจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อนายฉัตรชัยนั้นเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการอื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเฉลิมศรี เทพสุภรณ์กุล กับพวก
จำเลย — นายปรีชา วงศ์ประทุม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางสาววราภรณ์ มณีชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4008/2560
#611876
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยบทบัญญัติมาตรา 65 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กำหนดให้การผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุ เป็นความผิดตามมาตรานี้ โดยไม่คำนึงว่ายาเสพติดให้โทษนั้นมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หรือมีหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิเพียงใด เว้นแต่เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายซึ่งแตกต่างจากมาตรา 65 วรรคสาม เดิม ที่ผู้ผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุยาเสพติดให้โทษต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หรือมีหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม เดิม มิฉะนั้น หากมีปริมาณตั้งแต่ที่กำหนดดังกล่าวขึ้นไป ย่อมเข้าบทสันนิษฐานเด็ดขาดว่าเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) เดิม ซึ่งจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 65 วรรคสี่ เดิม ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 65 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นคุณมากกว่า ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 3 โดยเห็นว่าตามบทบัญญัติมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ให้บทนิยามคำว่า "ผลิต" ให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย ซึ่งตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุไว้ในวรรคสามและวรรคสี่เป็นกรณีเฉพาะ แยกต่างหากจากบทความผิดและบทลงโทษในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในกรณีทั่วไปตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งมีสภาพแห่งความผิดเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมมากกว่าการกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุ ตามมาตรา 65 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ผลิตโดยการแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย จึงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามมาตรา 65 วรรคสี่ เดิม เพราะบทบัญญัติมาตรา 65 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ มีข้อความเช่นเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 65 วรรคสี่ เดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณ ต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 13, 18, 62, 81 ริบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพยาเสพติดให้โทษและอุปกรณ์ผลิตยาเสพติดให้โทษของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 84/2553 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ข้อหาขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 65 วรรคสี่, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกสถานหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจราทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12,18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ในส่วนของจำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิดมีอายุสิบแปดปีเศษ เห็นควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันผลิตโดยการแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตโดยการแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 280,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน ในส่วนของจำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 400 บาท ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันผลิตโดยการแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันผลิตโดยการแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย 2 ปี และปรับ 140,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน และปรับ 140,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200 บาท ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 6 เดือน และปรับ 13,200 บาท และจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 ไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ให้จำเลยที่ 3 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 3 เห็นสมควรมีกำหนด 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในส่วนของจำเลยที่ 1 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันผลิตโดยการแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ริบเมทแอมเฟตามีนกับอุปกรณ์การเสพยาเสพติดให้โทษ และอุปกรณ์ผลิตยาเสพติดให้โทษของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 84/2553 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้นั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุตามฟ้องเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 ผลิตมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.417 กรัม ซึ่งเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง นั้น ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยบทบัญญัติมาตรา 65 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กำหนดให้การผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ เป็นความผิดตามมาตรานี้ โดยไม่คำนึงว่ายาเสพติดให้โทษนั้นมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หรือมีหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิเพียงใด เว้นแต่เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายซึ่งแตกต่างจากมาตรา 65 วรรคสาม เดิม ที่ผู้ผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุยาเสพติดให้โทษต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หรือมีหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม เดิม มิฉะนั้น หากมีปริมาณตั้งแต่ที่กำหนดดังกล่าวขึ้นไป ย่อมเข้าบทสันนิษฐานเด็ดขาดว่าเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) เดิม ซึ่งจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 65 วรรคสี่ เดิม ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 65 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นคุณมากกว่า ต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โดยเห็นว่าตามบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ให้บทนิยามคำว่า "ผลิต" ให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย ซึ่งตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุไว้ในวรรคสามและวรรคสี่เป็นกรณีเฉพาะแยกต่างหากจากบทความผิดและบทลงโทษในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในกรณีทั่วไปตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งมีสภาพแห่งความผิดเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมมากกว่าการกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ ตามมาตรา 65 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ผลิตโดยการแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย จึงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามมาตรา 65 วรรคสี่ เดิม เพราะบทบัญญัติมาตรา 65 วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ มีข้อความเช่นเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 65 วรรคสี่ เดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณ ต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวตามมาตรา 65 วรรคสี่ เดิม มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ม. 6
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 65 วรรคสอง ม. 65 วรรคสาม ม. 65 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายสิริชาติหรือกุ๊ก คำถาวร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสุพจน์ คงธนโฆษิตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3990/2560
#612407
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่ดำเนินการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องนั้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (เดิม) แต่ศาลฎีกาพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว กรณีมีเหตุสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ (เดิม) จึงให้รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณา

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการรวบรวมและจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ซึ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ผู้คัดค้านมีอำนาจดำเนินการ คือ ทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ซึ่งรวมถึงทรัพย์ทุกประเภทของลูกหนี้ที่มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตามมาตรา 109 (1) ไม่ว่าทรัพย์นั้นจะเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้รายใดหรือไม่ ผู้คัดค้านย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวของลูกหนี้เข้ากองทรัพย์สินเพื่อจัดการได้ เว้นแต่จะเป็นกรณีตามมาตรา 110 วรรคสาม หรือผู้คัดค้านได้สละสิทธิทรัพย์สินดังกล่าว การที่ผู้คัดค้านจะสละสิทธิทรัพย์สินใดของลูกหนี้ต้องปรากฏว่าผู้คัดค้านได้รับความเห็นชอบจากกรรมการเจ้าหนี้ตามมาตรา 145 (3) แล้ว และกรณีที่ลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 เมื่อเจ้าหนี้ยังมิได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ผู้คัดค้านก็ยังคงมีอำนาจในการรวบรวมและจัดการทรัพย์สินที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนที่จะได้รับการปลดจากล้มละลายเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายต่อไปได้ ดังนั้น เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์หลักประกันเป็นทรัพย์ที่ลูกหนี้มีมาก่อนล้มละลาย และไม่ปรากฏว่ากรรมการเจ้าหนี้มีมติเห็นชอบให้ผู้คัดค้านสละสิทธิในที่ดินดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 145 (3) ผู้คัดค้านจึงยังคงต้องมีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมจัดการทรัพย์สินดังกล่าว เมื่อผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเลือกที่จะใช้สิทธิมายื่นคำร้องให้ผู้คัดค้านดำเนินการบังคับบุริมสิทธิของผู้ร้องกับที่ดินดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงต้องรับคำร้องเพื่อดำเนินการสอบสวนสิทธิของผู้ร้อง และยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของลูกหนี้ ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2548 มีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย และวันที่ 7 กันยายน 2551 ลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านยึดทรัพย์หลักประกันที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 97, 548 ถึง 551, 556 ถึง 568 และ 571 ถึง 583 ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี รวม 32 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องยึดทรัพย์และขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันเสมอไป ผู้คัดค้านพิจารณาแล้วเห็นว่าทรัพย์หลักประกันของลูกหนี้มีมูลค่าน้อยกว่ายอดหนี้ของผู้ร้อง การยึดและขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันในกรณีนี้จึงไม่เป็นประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ คำสั่งของผู้คัดค้านไม่กระทบสิทธิในฐานะเจ้าหนี้จำนองของผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องยังได้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเพื่อบังคับจำนอง คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 บัญญัติเพียงให้ผู้คัดค้านตรวจดูทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น มิได้บังคับให้ต้องดำเนินการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันให้แก่เจ้าหนี้เสมอไป เมื่อปรากฏว่าทรัพย์จำนองของลูกหนี้มีราคาน้อยกว่าภาระหนี้ของผู้ร้อง การดำเนินการยึดทรัพย์จำนองจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ทั้งผู้ร้องยื่นคำร้องมาภายหลังลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลาย และผู้ร้องยังคงมีทางอื่นที่จะดำเนินการบังคับกับทรัพย์จำนองได้ตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้าน ที่ไม่ดำเนินการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง นั้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (เดิม) แต่ศาลฎีกาพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว กรณีมีเหตุสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ (เดิม) จึงให้รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณา คดีนี้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 10 สิงหาคม 2533 ลูกหนี้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 3,500,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี โดยลูกหนี้ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 97, 548 ถึง 551, 556 ถึง 568 และ 571 ถึง 583 ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี รวม 32 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ในวงเงินรวม 2,504,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ภายหลังทำสัญญาลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ และเมื่อลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ก็มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและจำนองมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมของลูกหนี้ และได้ยื่นฟ้องลูกหนี้ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน ในคดีหมายเลขดำที่ ผบ. 1647/2558

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้คัดค้านมีหน้าที่ยึดและขายทอดตลาดทรัพย์ประกันเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจในการรวบรวมและจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ซึ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ผู้คัดค้านมีอำนาจดำเนินการ คือ ทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ซึ่งรวมถึงทรัพย์ทุกประเภทของลูกหนี้ที่มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตามมาตรา 109 (1) ไม่ว่าทรัพย์นั้นจะเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้รายใดหรือไม่ ผู้คัดค้านย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวของลูกหนี้เข้ากองทรัพย์สินเพื่อจัดการได้ เว้นแต่จะเป็นกรณีตามมาตรา 110 วรรคสาม หรือผู้คัดค้านได้สละสิทธิทรัพย์สินดังกล่าว การที่ผู้คัดค้านจะสละสิทธิทรัพย์สินใดของลูกหนี้ได้ต้องปรากฏว่า ผู้คัดค้านได้รับความเห็นชอบจากกรรมการเจ้าหนี้ตามมาตรา 145 (3) แล้ว และกรณีที่ลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 เมื่อเจ้าหนี้ยังมิได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ผู้คัดค้านก็ยังคงมีอำนาจในการรวบรวมและจัดการทรัพย์สินที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนที่จะได้รับการปลดจากล้มละลายเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายต่อไปได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 97, 548 ถึง 551, 556 ถึง 568 และ 571 ถึง 583 ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นทรัพย์ที่ลูกหนี้มีมาก่อนล้มละลาย และไม่ปรากฏว่ากรรมการเจ้าหนี้มีมติเห็นชอบให้ผู้คัดค้านสละสิทธิในที่ดินดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 145 (3) ผู้คัดค้านจึงยังคงต้องมีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมจัดการทรัพย์สินดังกล่าว ดังนั้น เมื่อผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเลือกที่จะใช้สิทธิมายื่นคำร้องให้ผู้คัดค้านดำเนินการบังคับบุริมสิทธิของผู้ร้องกับที่ดินดังกล่าว ผู้คัดค้านจำต้องรับคำร้องเพื่อดำเนินการสอบสวนสิทธิของผู้ร้อง และยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดต่อไป การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ผู้คัดค้านรับคำร้องเพื่อดำเนินการสอบสวนสิทธิของผู้ร้อง และยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 81/1 ม. 95 ม. 109 ม. 110 วรรคสาม ม. 145 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคสอง ม. 26 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายภิสิตหรือทนงศักดิ์ อภิสิทธิสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายธนารักษ์ พงษ์ศิริเดชา
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3971/2560
#612410
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 360 แล้ว จำเลยยังมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง ด้วย ซึ่งตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารของผู้กระทำความผิดออกจากที่ดินได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 แต่เป็นมาตรการที่มุ่งประสงค์ให้รัฐอันเป็นเจ้าของที่ดินสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยเร็วโดยไม่จำต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งอีก ดังนั้น แม้ศาลจะลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 360 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9, 108 ทวิ สั่งให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท กล่าวคือนอกจากจำเลยจะมีความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 แล้ว จำเลยยังมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง ด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารของผู้กระทำความผิดออกจากที่ดินได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 แต่เป็นมาตรการที่มุ่งประสงค์ให้รัฐอันเป็นเจ้าของที่ดินสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินได้โดยเร็วโดยไม่จำต้องฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีแพ่งอีกต่างหาก ดังนั้น แม้ศาลจะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เมื่อการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ด้วย ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 360
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางยุวดี แจ่มสว่าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพงศ์ภัทร อะสีติรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2560
#613215
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่และออกเช็คให้โจทก์ แม้หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับ ข้อ 2 เขียนว่า เช็คเงินสด เลขที่ 0094654 ลงวันที่ 11-08-2556 จำนวนเงิน 400,000 บาท ของธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 974300XXXX เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วย และเช็คเงินสด เลขที่ 0094655 เลขที่บัญชี 974300XXXX ของธนาคาร ท. จำนวนเงิน 427,600 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น (เช็คลงวันที่ 11-08-2556) ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วยก็ตาม แต่ในการค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วย หาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และออกเช็คให้โจทก์ เชื่อว่าจำเลยออกเช็คดังกล่าวเพื่อชำระหนี้เงินกู้ มิใช่ออกเช็คเพื่อเป็นประกัน เมื่อหนี้ดังกล่าวมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ กับจำเลยออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส สุราษฎร์ธานี รวม 2 ฉบับ ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2556 ฉบับที่ 1 สั่งจ่ายเงิน 400,000 บาท และฉบับที่ 2 สั่งจ่ายเงิน 427,600 บาท ต่อมาโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นางณัฐฑริกา และนางสุทธาลักษณ์ เบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2556 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา จำเลยมาที่บ้านของนางสุทธาลักษณ์ เพื่อกู้ยืมเงินจากโจทก์ โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 400,000 บาท และ 427,600 บาท มีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้เป็นหลักฐาน ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ โดยนางณัฐฑริกาเป็นผู้เขียนสัญญากู้ยืมเงิน และจำเลยได้ออกเช็คให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว เห็นว่า แม้โจทก์ นางณัฐฑริกา และนางสุทธาลักษณ์ เป็นพี่น้องกัน แต่โจทก์และพยานโจทก์ทั้งสองก็เบิกความสอดคล้องกันโดยไม่มีข้อพิรุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางสุทธาลักษณ์ เป็นเจ้าของบ้าน ส่วนนางณัฐฑริกา เป็นผู้เขียนสัญญากู้เงิน หากไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นดังที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความแล้ว ย่อมไม่มีเหตุที่พยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความดังกล่าวเพราะเป็นการเสี่ยงที่พยานโจทก์ทั้งสองอาจได้รับโทษทางอาญาได้ จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่านางณัฐฑริกาและนางสุทธาลักษณ์จะเบิกความเพื่อเป็นประโยชน์แก่โจทก์ เชื่อว่าโจทก์และพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตามความเป็นจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยออกเช็คให้นางสุทธาลักษณ์เพื่อประกันหนี้ที่จำเลยกู้ยืมเงินจากนางสุทธาลักษณ์หลายครั้ง และวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์นั้นจำเลยอยู่ที่บ้านและอยู่ที่จังหวัดยะลานั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความว่า จำเลยกู้ยืมเงินนางสุทธาลักษณ์หลายครั้ง รวมเป็นเงินไม่เกิน 300,000 บาท จำเลยได้โอนเงินชำระหนี้ให้นางสุทธาลักษณ์เกินกว่า 300,000 บาท เมื่อจำเลยชำระหนี้ให้นางสุทธาลักษณ์เกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยกู้ยืมจากนางสุทธาลักษณ์ หากจะค้างชำระก็น่าจะมีเพียงแต่ดอกเบี้ย จึงเป็นการขัดต่อเหตุผลที่จำเลยจะออกเช็ค สั่งจ่ายเงินจำนวนรวมกันถึง 827,600 บาท ให้นางสุทธาลักษณ์ ทั้งจำเลยก็ไม่มีพยานมาเบิกความสนับสนุนว่า วันที่ 2 มีนาคม 2556 จำเลยอยู่ที่บ้าน ส่วนวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 จำเลยอยู่ที่จังหวัดยะลา สำหรับหลักฐานใบรับเงินและหลักฐานการเข้าพักที่โรงแรมพี.พี. จังหวัดยะลา ก็ไม่มีน้ำหนักรับฟังสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยได้เพราะจำเลยอาจให้ผู้อื่นชำระเงินค่าห้องพักแทนจำเลย และจำเลยสามารถเดินทางจากจังหวัดยะลามายังบ้านของนางสุทธาลักษณ์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้วเดินทางกลับจังหวัดยะลาได้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่และออกเช็คให้โจทก์ แม้หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับดังกล่าว ข้อ 2 เขียนว่า เช็คเงินสด เลขที่ 0094654 ลงวันที่ 11-08-2556 จำนวนเงิน 400,000 บาท ของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทสโก้โลตัส สุราษฎร์ธานี เลขที่บัญชี 974300XXXX เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วย และเช็คเงินสด เลขที่ 0094655 เลขที่บัญชี 974300XXXX ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาเทสโก้โลตัส จำนวนเงิน 427,600 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้น (เช็คลงวันที่ 11-08-2556) ให้ท่านถือไว้เป็นประกันด้วยก็ตาม แต่ในการค้นหาเจตนาที่แท้จริงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วย หาใช่ต้องถือตามข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยฝ่ายเดียว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และออกเช็คให้โจทก์ เชื่อว่าจำเลยออกเช็คดังกล่าวเพื่อชำระหนี้เงินกู้ มิใช่ออกเช็คเพื่อเป็นประกัน เมื่อหนี้ดังกล่าวมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอริสรา นิตยา
จำเลย — นางสาวทิพย์ภาพร สุรียพรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายยุทธศักดิ์ เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3918/2560
#614404
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่ลักสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. สาขาพระราม 3 ของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีชื่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชี ไปกรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ในใบคำขอถอนเงินของผู้เสียหายที่ 2 แล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวไปแสดงต่อพนักงานของผู้เสียหายที่ 2 และได้รับเงินไปจำนวน 59,000 บาท เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากผู้เสียหายที่ 2 เป็นหลักจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 342 โดยไม่ได้อ้างมาตรา 341 มาด้วย แต่ความผิดฐานดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นองค์ประกอบมาจากความผิดฐานฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 342 (1) ได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 265, 268, 334, 342 ริบใบคำขอถอนเงินของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 7,080 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 59,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ ตามมาตรา 268 วรรคสอง), 334, 342 (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์สมุดบัญชีเงินฝากและบัตรประจำตัวประชาชน และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นทั้งผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นกับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบใบคำขอถอนเงินอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมของกลาง กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 80 บาท แก่นายสมบัติ ผู้เสียหายที่ 1 และราคาทรัพย์ 59,000 บาท ให้แก่บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 2 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 รู้จักกับจำเลยมาก่อน ทั้งช่วงเกิดเหตุก็พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่ห้องเช่าและทำงานร้านนวดที่เดียวกัน วันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปทำงาน จำเลยยังคงพักอยู่ที่ห้องเช่าโดยบอกว่าจะตามไปภายหลัง แต่วันดังกล่าวจำเลยไม่ไปทำงาน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ทราบว่าเงินในบัญชีหายไปจำนวน 59,000 บาท ก็รีบกลับมาที่ห้องเช่าแต่ไม่พบจำเลยและของใช้ส่วนตัวของจำเลยประกอบกับเมื่อไปตรวจสอบที่ธนาคารผู้เสียหายที่ 2 ก็เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดและจากภาพถ่าย เป็นภาพที่จำเลยไปเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ชิดต่อเนื่องกันกับเวลาเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยจึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าปรักปรำจำเลย ทั้งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการยึดของกลางจากจำเลย และจำเลยไม่ใช่บุคคลที่ปรากฏในภาพวงจรปิดที่ไปเบิกถอนเงินจากธนาคาร แต่ผู้เสียหายที่ 1 และนายณภัทร พนักงานของผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุได้สอดคล้องเชื่อมโยงกันตามลำดับและยืนยันตรงกันว่าชายที่ปรากฏในภาพวงจรปิดที่มาเบิกถอนเงินในวันเกิดเหตุคือจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 รู้จักกับจำเลยมานานพอสมควร ทั้งพักอาศัยอยู่ด้วยกัน ย่อมทราบถึงบุคลิกภาพลักษณะท่าทางเฉพาะตัวของจำเลยได้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าสามารถจดจำบุคคลที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดได้ว่าเป็นจำเลย ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปอันเป็นการส่อพิรุธ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่เคยพักอาศัยอยู่ห้องพักเดียวกับผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุ ไม่เคยเห็นลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 1 ที่ใช้ในการเบิกถอนเงินจากธนาคาร จึงไม่อาจลงลายมือชื่อให้เหมือนกับลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 1 ได้ ผู้เสียหายที่ 1 ไม่เห็นว่าใครลักสมุดเงินฝากและบัตรประจำตัวประชาชนไป ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดก็เลือนราง ไม่เห็นหน้าหรือระบุตัวบุคคลได้อย่างชัดเจนว่าเป็นจำเลย คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมโดยลงโทษฐานลักทรัพย์และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นกระทงหนึ่ง กับลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นอีกกระทงหนึ่งนั้น เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยในการลักสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 3 สาขาของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีชื่อของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าบัญชีไป กรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ในใบคำขอถอนเงินของผู้เสียหายที่ 2 แล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวที่จำเลยเอาไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ไปแสดงต่อพนักงานของผู้เสียหายที่ 2 และได้รับเงินจำนวน 59,000 บาท เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากผู้เสียหายที่ 2 เป็นหลัก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาได้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อีกประการหนึ่ง ตามคำฟ้องของโจทก์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 โดยไม่ได้อ้างมาตรา 341 มาด้วย แต่ความผิดฐานดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นองค์ประกอบมาจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 188, 265, 334 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (เดิม), 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 334 (เดิม), 342 (1) ประกอบมาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 188 ม. 265 ม. 268 ม. 334 ม. 341 ม. 342 (1)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายแสวงหรือแทนคุณ บุญดก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวกฤษณา จิตวิริยะยิ่งยง
ศาลอุธรณ์ — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา