คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2560
#611287
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างใด ดังนั้นการนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 5 เรื่องระยะเวลาอันเป็นบทบัญญัติทั่วไป โดยมาตรา 193/3 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี" เมื่อโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานในวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2554 โจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว โจทก์จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2554 เป็นต้นไป ตามนัยบทบัญญัติมาตรา 193/3 วรรคสอง ดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 จึงเป็นการที่โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 12/2554 ลงวันที่ 1 เมษายน 2554

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ 9 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นวันหยุดทำการ แล้ววินิจฉัยว่า การนับระยะเวลาจึงต้องนับวันที่เริ่มทำงานใหม่วันที่ 11 เมษายน 2554 เป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการแรกเสียก่อนว่า โจทก์นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นกฎหมายที่มีความมุ่งหมายคุ้มครองการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรมและมีบทบัญญัติในการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะก็ตาม แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างใด ดังนั้นการนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 5 เรื่องระยะเวลาอันเป็นบทบัญญัติทั่วไป โดยมาตรา 193/3 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการที่ 12/2554 และโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานในวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2554 ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว โจทก์จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2554 เป็นต้นไป ตามนัยบทบัญญัติมาตรา 193/3 วรรคสอง ดังกล่าว และจะครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 มิใช่วันหยุดราชการ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 จึงเป็นการที่โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า วันที่ 9 เมษายน 2554 เป็นวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการ ดังนั้นให้นับวันที่เริ่มทำงานใหม่ คือวันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2554 เป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 กรณีจึงเป็นการยื่นคำฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เมื่อได้ความดังนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ป.พ.พ. ม. 193/3
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัศมี รามศิริ
จ่าเอกนพพร กิจรัตนา
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3042 -ที่ 3043/2560
#610627
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงยุติว่าก่อนเวลานัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย รถยนต์ที่ทนายความจำเลยที่ 1 ขับมาศาลเครื่องยนต์ไม่ทำงานเนื่องจากสายพานระบบไฟฟ้าขาด ไม่สามารถเดินทางมาทันกำหนด ทนายจำเลยที่ 1 โทรศัพท์แจ้งเหตุขัดข้องให้เจ้าหน้าที่ศาล โจทก์และทนายโจทก์ทราบแล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ตามกำหนด เป็นการสมควรให้เพิกถอนคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 ที่สั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัด อันมีผลให้ศาลแรงงานภาค 2 ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำหลังจากที่มีคำสั่งนั้นใหม่เสมือนหนึ่งมิเคยมีกระบวนพิจารณาเช่นว่านั้นตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41

เมื่อเพิกถอนคำสั่งที่ว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดแล้ว ข้อโต้แย้งตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 จึงหมดไป ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง ค่าจ้างและสวัสดิการเดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างระหว่างที่ถูกเลิกจ้างเสมือนหนึ่งไม่มีการเลิกจ้างโจทก์นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงาน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 55,800 บาท ค่าชดเชย 334,710.50 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 42,916.12 บาท รวมเป็นเงิน 433,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันจ่ายค่าเสียหายที่ได้กระทำละเมิด 5,221,484 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

วันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย เวลา 9.45 นาฬิกา โจทก์ ทนายโจทก์มาศาล จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและให้ดำเนินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งต่อมาเลื่อนไปให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 10 กันยายน 2556 วันที่ 18 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ว่า มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา อันเป็นเหตุให้มีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่ได้

โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอพิจารณาใหม่ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 540,510.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชย 334,710.50 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 55,800 บาท นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 10 สิงหาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ว่าการขาดนัดของจำเลยที่ 1 เป็นไปด้วยความจำเป็นและมีเหตุอันสมควรให้เพิกถอนคำสั่งขาดนัดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าทนายความของจำเลยที่ 1 มีเหตุขัดข้องเดินทางมาศาลไม่ทันกำหนดเนื่องจากระหว่างเดินทางมาศาลรถยนต์ของทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 สายพานระบบไฟฟ้าขาดเครื่องยนต์ไม่ทำงานซึ่งแจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ศาลทราบแล้วอันเป็นเหตุสมควรถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจขาดนัดพิจารณานั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำเบิกความของจำเลยที่ 5 และทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 โดยโจทก์ไม่นำสืบโต้แย้งว่า ช่วงเช้าก่อนเวลานัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ระหว่างเดินทางปรากฏว่ารถยนต์ที่ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ขับมาศาลมีเหตุขัดข้องเครื่องยนต์ไม่ทำงานเนื่องจากสายพานระบบไฟฟ้าขาด เป็นเหตุให้ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ไม่สามารถเดินทางมาศาลทันกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงยุติตามคำร้องขอพิจารณาใหม่และคำคัดค้านคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ว่าทนายความจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 โทรศัพท์แจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่อาจเดินทางมาศาลทันกำหนดให้เจ้าหน้าที่ศาล โจทก์และทนายโจทก์ทราบด้วย ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่โจทก์และทนายโจทก์กำลังเตรียมสืบพยานอยู่ในห้องพิจารณา เช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ตามกำหนดเป็นการสมควรให้เพิกถอนคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 ที่สั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดอันมีผลให้ศาลแรงงานภาค 2 ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำหลังจากที่มีคำสั่งนั้นใหม่เสมือนหนึ่งมิเคยมีกระบวนพิจารณาเช่นว่านั้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 ข้อโต้แย้งตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 จึงหมดไป ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป

พิพากษากลับเป็นว่าให้เพิกถอนคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 ที่สั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัด ให้ศาลแรงงานภาค 2 ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระ ออมสิน
จำเลย — บริษัทโยโรซึ (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธีระนันท์ อ่วมเจิม
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3016 -ที่ 3017/2560
#621455
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ไปดำเนินการเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินนั้นเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่ขออออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แล้วร่วมกับจำเลยที่ 1 พนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งนายช่างรังวัดไปรังวัดที่ดิน ทำแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และรู้เห็นเสนอรูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกรังวัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินลงชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งการกระทำในแต่ละขั้นตอนดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือ การได้มาซึ่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ทางราชการกรมที่ดินออกให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินลงชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ในวันดังกล่าวการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอันเป็นการสนับสนุนของจำเลยที่ 2 ยังดำเนินอยู่ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ 10 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 157 และ 162

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 5 เข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 คนละ 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 กระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 6 และที่ 8

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ คดีนี้ โจทก์ฟ้องโดยชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 กับพวกร่วมกันปฏิบัติราชการตามหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย รัฐบาล ผู้อื่น และประชาชน อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รังวัดที่ดินโดยทราบเหตุความผิดแล้วละเว้นไม่ระงับการรังวัดที่ดิน แต่ยังคงเสนอรูปแผนที่ที่ดินที่ได้รังวัดและหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ทำไม่ถูกต้องตามระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการของทางราชการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจออกเอกสารสิทธิในที่ดินต่อไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 7 ทราบเหตุความผิดแล้ว กลับลงชื่อและออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินคือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แก่นายพิริยะ โดยงดเว้นไม่ดำเนินการตามระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการของทางราชการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย รัฐบาล ผู้อื่น และประชาชนดังที่วินิจฉัยแล้ว ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าจำเลยดังกล่าวมีความผิดและลงโทษจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องและพิจารณาได้ความนั้นได้ แม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวนั้นเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาได้ความด้วย แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง ก็ไม่ถึงขนาดที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่แต่อย่างใด

ส่วนจำเลยที่ 2 ตามฟ้องโจทก์และการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 2 ได้นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 104 หมู่ที่ 3 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ไปดำเนินการเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินนั้นเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แล้ว จำเลยที่ 1 พนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งนายช่างรังวัดได้สมคบกับจำเลยที่ 2 กับพวกไปทำการรังวัดที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ที่จำเลยที่ 2 ยื่นมาและได้ร่วมกันทำแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ และจำเลยที่ 1 ลงชื่อในแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ทำไม่ถูกต้องในวันที่ 15 สิงหาคม 2546 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมรู้เห็นเสนอรูปแผนที่ที่จำเลยทั้งสองกับพวกรังวัด แบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เจ้าพนักงานที่ดินได้ลงชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1484 และ 1485 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนี้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการดังได้วินิจฉัยแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นราษฎรย่อมเป็นความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ดังที่โจทก์ฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ที่ดินแปลงอื่นมาออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นของจำเลยที่ 2 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตั้งแต่จำเลยที่ 2 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไปรังวัดที่ดิน ร่วมรู้เห็นทำแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ และจำเลยที่ 1 ลงชื่อในแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ที่ทำขึ้นโดยไม่ถูกต้อง แล้วร่วมรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ได้เสนอรูปแผนที่ที่รังวัด แบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ที่ทำไม่ถูกต้องดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้พิจารณา ซึ่งการกระทำในแต่ละขั้นตอนดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือ การได้มาซึ่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ทางราชการกรมที่ดินออกให้แก่จำเลยที่ 2 และสิทธิตามเอกสารนั้นนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การยื่นขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) การรังวัด การสอบสวนสิทธิและการพิสูจน์การทำประโยชน์ทำไม่ถูกต้องและเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะได้เสนอรูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 กับพวกรังวัดกับแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินไปแล้วก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์เจ้าพนักงานที่ดินผู้มีอำนาจในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินก็ยังอาจสอบถามถึงงานบางข้อที่ยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน หรือมีคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขข้อที่ยังมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือให้ดำเนินแก้ไขเพิ่มเติม ในข้อที่ยังมีความบกพร่องก็ได้ ด้วยเหตุนี้ ในห้วงเวลานับแต่จำเลยที่ 2 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกไปรังวัดที่ดิน การกระทำที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบไปตามตำแหน่งหน้าที่ก็ยังคงมีอยู่ตลอดไปจนกว่าเจ้าพนักงานที่ดินจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่เสนอเรื่องนั้นไป และการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกของจำเลยที่ 2 นั้น ก็ยังดำเนินไปจนกว่าเจ้าพนักงานที่ดินจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วในทำนองเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินลงชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ในวันดังกล่าวการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอันเป็นการสนับสนุนของจำเลยที่ 2 ยังดำเนินอยู่ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงยังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ส่วนนี้ชอบแล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การกระทำไม่เป็นความผิดในประการอื่นไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 หนักเกินไปหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนในลักษณะคดีหรือเป็นกรณีที่รูปคดีมีความคล้ายคลึงกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยมีผลถึงจำเลยที่ 1 และตลอดไปถึงจำเลยอื่นด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 213 คดีนี้ เมื่อได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและสภาพของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 7 เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยดังกล่าวหนักไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 7 เป็นความผิดและพิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 คนละ 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 95 (3) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายวิทยา หวังศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายดำรงค์ ยาน้ำทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3014/2560
#614655
เปิดฉบับเต็ม

การให้ถ้อยคำของจำเลยต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในตอนแรกสืบเนื่องจากการที่จำเลยมาเป็นพยานในคดีที่ อ. เป็นผู้กล่าวหาในกรณีการหายตัวไปของ ส. อันมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่าจำเลยถูกโจทก์กับพวกทำร้ายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในข้อหาปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 และในข้อหาจ้างวานฆ่าจ่าสิบตำรวจ ป. ซึ่งมีลักษณะเป็นการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินคดีแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม การให้ถ้อยคำของจำเลยต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในตอนหลังในเรื่องเดียวกันอีกครั้ง ก็เนื่องจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่มีอำนาจสอบสวนต่อไปต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21/1 อันมีลักษณะเป็นการสอบสวนเช่นเดียวกันกับการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แม้การให้ถ้อยคำทั้งสองครั้งจะต่างเวลากัน แต่ก็เป็นการให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนด้วยกันในเรื่องเดียวกันนั่นเอง จึงเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่เป็นความผิดสองกรรมต่างกันไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 172, 173, 174 และ 181

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174 วรรคสอง และ 181 (1) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181 (1) ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เดิมเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 เกิดเหตุคนร้ายปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และฆ่าทหารที่เข้าเวรรักษาการณ์ 4 นาย โจทก์ซึ่งขณะนั้นมียศพลตำรวจตรีเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนในเหตุคนร้ายปล้นอาวุธปืนและในคดีที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 จ่าสิบตำรวจ ปัญญา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ซึ่งสืบสวนหาข่าวการปล้นอาวุธปืนถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นในวันที่ 5 มีนาคม 2547 โจทก์กับพวกจับกุมจำเลยซึ่งขณะนั้นเป็นกำนันตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี ตามหมายจับในคดีฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญา โดยถูกโจทก์ดำเนินคดีทั้งในข้อหาฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญาและคดีปล้นอาวุธปืน สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้โอนคดีไปให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในวันนั้นเวลา 21.45 นาฬิกา โจทก์กับพวกควบคุมจำเลยกับพวกคือนายกามานิต และนายมะยูโซ๊ะ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน ขึ้นเครื่องบินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นเครื่องบินใบพัดใช้ในการขนส่งสัมภาระและกระโดดร่ม เดินทางจากจังหวัดนราธิวาสไปกรุงเทพมหานคร นับแต่นั้นมาจำเลยถูกคุมขังโดยตลอด ในคดีฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญา จำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยในฐานเป็นผู้ใช้จำเลยอื่นให้ฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญา วันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยรวมทั้งจำเลยอื่น ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1479/2549 จำเลยได้รับการปล่อยตัวตั้งแต่วันนั้น ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนในข้อหาปล้นอาวุธปืน จำเลยถูกกันไว้เป็นพยานในคดีที่นายนัจมุดดีน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคไทยรักไทย ในขณะนั้นถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหาปล้นอาวุธปืนและแบ่งแยกดินแดน ระหว่างถูกคุมขังในวันที่ 27 ถึง 30 ธันวาคม 2547 จำเลยได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีดังกล่าวโดยกลับคำให้การของตนในชั้นสอบสวนเป็นว่านายนัจมุดดีนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุปล้นอาวุธปืน ก่อนจำเลยให้การรับสารภาพนอกจากจะถูกตำรวจทำร้ายบนเครื่องบินแล้ว พลตำรวจเอก โกวิท ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นกับโจทก์ตกลงกับจำเลยว่าจะกันจำเลยเป็นพยานในคดีปล้นอาวุธปืนและจะไม่ฟ้องจำเลยในคดีจ้างวานฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญา คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว เกี่ยวกับคดีนี้หลังจากได้รับการปล่อยตัวแล้ว เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่โรงแรมโนโวเทล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 จำเลยได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนพิษณุโลก กรุงเทพมหานคร โดยอ้างอิงคำเบิกความของตนในคดีของนายนัจมุดดีนว่า ระหว่างที่จำเลยถูกควบคุมอยู่ในห้องโดยสารของเครื่องบินที่ทำการบินอยู่นั้น โจทก์กับพวกได้ร่วมกันทำร้ายจำเลยจนฟันกรามด้านซ้ายซี่บนและล่างหลุด 2 ซี่ เพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดีปล้นอาวุธปืน และให้ยอมบอกที่ซ่อนอาวุธปืน หลังจากนั้นวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 คณะอนุกรรมการไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหาโจทก์ วันที่ 5 ตุลาคม 2552 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และระหว่างที่คดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ข้อกล่าวหาตกไป

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และแก่คณะอนุกรรมการไต่สวนซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นความผิดสองกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การให้ถ้อยคำของจำเลยต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในตอนแรกสืบเนื่องจากการที่จำเลยมาเป็นพยานในคดีที่นางอังคณา เป็นผู้กล่าวหาในกรณีการหายตัวไปของนายสมชาย อันมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่าจำเลยถูกโจทก์กับพวกทำร้ายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในข้อหาปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 และในข้อหาจ้างวานฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญา ซึ่งมีลักษณะเป็นการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินคดีแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม การให้ถ้อยคำของจำเลยต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในตอนหลังในเรื่องเดียวกันอีกครั้ง ก็เนื่องจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่มีอำนาจสอบสวนต่อไปต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 และพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21/1 อันมีลักษณะเป็นการสอบสวนเช่นเดียวกันกับการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แม้การให้ถ้อยคำทั้งสองครั้งจะต่างเวลากัน แต่ก็เป็นการให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนด้วยกันในเรื่องเดียวกันนั่นเอง จึงเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นความผิดกรรมเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา หาใช่เป็นความผิดสองกรรมต่างกันไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 173, 174 และ 181 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่า โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 137 และ 172 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 89
พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ม. 21/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโท ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา
จำเลย — นายอนุพงศ์ พันธชยางกูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2978/2560
#610615
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง จำเลยรับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าร้อยละ 30 ของราคาค่ารับเหมาก่อสร้าง แต่ไม่ได้กำหนดวันเดือนใดที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกัน หากโจทก์ต้องการเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้จำเลยทำการก่อสร้างภายในระยะเวลาพอสมควรก่อน กล่าวคือ โจทก์ไม่ได้กำหนดวันเริ่มต้นก่อสร้างตามสัญญา จำเลยก็ไม่ได้บอกกล่าวกำหนดวันให้โจทก์ส่งมอบพื้นที่ให้จำเลย ทั้งสองฝ่ายต่างเพิกเฉยปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานเกือบ 3 ปี แสดงว่าคู่สัญญาไม่นำพาที่จะปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ดังนั้น การที่โจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้ง เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์จำเลยต่างต้องคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าให้แก่โจทก์ จำเลยได้จัดทำแบบแปลนการก่อสร้างต่อเติมดัดแปลงรั้ว หลังคา และบริเวณทางเดินภายในโรงงานและส่งมอบให้แก่โจทก์แล้ว เป็นการงานอันจำเลยได้กระทำให้โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยมิได้นำสืบว่าค่าแบบแปลนมีราคาเท่าใด จึงกำหนดค่าแบบแปลนให้จำเลย 10,700 บาท

โจทก์เป็นเจ้าของโรงงานผลิตนม มิใช่ผู้ประกอบการค้ารับจ้างก่อสร้าง โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ก่อสร้างต่อเติมดัดแปลงรั้ว หลังคา และทางเดินภายในโรงงานผลิตนมของโจทก์ โจทก์จ่ายค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าให้แก่จำเลย โจทก์ขอบังคับให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวคืน มิใช่เรื่องที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้รับจ้างเรียกเอาเงินที่ตนได้ออกทดรองจ่ายไปในการทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้างจากผู้ว่าจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี แต่กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างเรียกเอาเงินที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าให้แก่ผู้รับจ้างคืน ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 992,737.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 690,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าก่อสร้างล่วงหน้าจำนวน 992,737.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 690,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 จำเลยเสนอราคารับเหมาก่อสร้างต่อเติมและดัดแปลงรั้ว หลังคา และบริเวณทางเดินภายในโรงงาน ผลิตนมของโจทก์ โจทก์ต่อรองราคาและจำเลยลดราคาให้เหลือ 2,300,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามสำเนาใบเสนอราคาพร้อมแบบแปลนการก่อสร้าง ตกลงกันว่าจำเลยจะเรียกเก็บค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าร้อยละ 30 จากโจทก์เป็นเงิน 690,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 70 จะเรียกเก็บเมื่อทำงานก่อสร้างแล้วเสร็จตามสำเนาใบสั่งซื้อ หลังจากนั้นวันที่ 30 ตุลาคม 2552 จำเลยได้รับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้า 690,000 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 48,300 บาท รวมเป็นเงิน 738,300 บาท ไปจากโจทก์ตามใบสั่งซื้อ ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2555 โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์) ไปถึงจำเลยแจ้งว่า จำเลยไม่ได้ก่อสร้างตามใบสั่งซื้อ ขอให้จำเลยคืนเงิน 690,000 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ วันที่ 18 กันยายน 2555 โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยว่าจำเลยออกแบบไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนด จึงไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำตามหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยได้รับแล้วตามใบตอบรับ แต่จำเลยไม่คืนเงิน โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง จำเลยรับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าร้อยละ 30 ของราคาค่ารับเหมาก่อสร้างพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 แล้ว จำเลยตกลงกับโจทก์ว่าจะทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 3 ถึง 4 สัปดาห์ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยได้กำหนดวันเดือนใดที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกัน กล่าวคือ โจทก์ไม่ได้กำหนดวันเริ่มต้นก่อสร้างตามสัญญา จำเลยก็ไม่ได้บอกกล่าวกำหนดวันให้โจทก์ส่งมอบพื้นที่ให้แก่จำเลย ทั้งสองฝ่ายต่างเพิกเฉยปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาเป็นเวลานานเกือบ 3 ปี แสดงว่าคู่สัญญาไม่นำพาที่จะปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ดังนั้น การที่โจทก์จะใช้สิทธิเลิกสัญญาจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 หากโจทก์ต้องการเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้จำเลยทำการก่อสร้างภายในระยะเวลาพอสมควรก่อน ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติภายในเวลาที่กำหนด โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามหนังสือบอกเลิกสัญญาโจทก์หาได้บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยก่อสร้างตามสัญญาก่อนไม่ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย แต่การที่โทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย จำเลยก็มิได้โต้แย้ง เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์จำเลยต่างต้องคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าร้อยละ 30 ของราคาค่ารับเหมาก่อสร้างพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้จัดทำแบบแปลนการก่อสร้างต่อเติม ดัดแปลงรั้ว หลังคา และบริเวณทางเดินภายในโรงงานผลิตนมของโจทก์ และส่งมอบให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าการงานในส่วนที่จำเลยได้ส่งมอบไปแล้วเป็นเงิน 690,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงค่าดำเนินการและกำไรเป็นเงิน 173,746 บาท แบบแปลนการก่อสร้าง เป็นส่วนหนึ่งของค่าดำเนินการและกำไร และเป็นการงานอันจำเลยได้กระทำให้โจทก์แล้ว ที่จำเลยนำสืบว่าค่าแบบแปลนเป็นเงิน 690,000 บาท จึงเกินกว่าส่วนที่ตกลงกันดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้นำสืบว่าค่าแบบแปลนมีราคาเท่าใดที่แน่นอน จึงกำหนดค่าแบบแปลนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 10,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 700 บาท รวมเป็นเงิน 10,700 บาท ซึ่งจำเลยมีสิทธิเรียกคืนในส่วนนี้ เมื่อหักกับเงินที่จำเลยต้องจ่ายคืนให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ 727,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 680,000 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เงินค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์ฟ้องเรียกคืน ถือได้ว่าเป็นเงินทดรองจ่ายที่ผู้ว่าจ่างจ่ายไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) จึงมีอายุความสองปี โจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 จนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้ชำระเงินคืนกำหนดระยะเวลาที่เกินกว่าสองปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงงานผลิตนม มิใช่ผู้ประกอบการค้ารับจ้างก่อสร้าง โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ก่อสร้างต่อเติมและดัดแปลงรั้ว หลังคา และบริเวณทางเดินภายในโรงงานผลิตนมของโจทก์ โจทก์จ่ายค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าร้อยละ 30 ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 690,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 48,300 บาท รวมเป็นเงิน 738,300 บาท หลังจากนั้นวันที่ 18 กันยายน 2555 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญา และเรียกให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงขอบังคับให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวคืน มิใช่เรื่องที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้รับจ้างเรียกเอาเงินที่ตนได้ออกทดรองจ่ายไปในการทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความสองปี แต่กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างเรียกเอาเงินที่ตนได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่ผู้รับจ้างคืน ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่สัญญาเป็นอันเลิกกัน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 727,600 บาท พร้อมมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 680,000 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1) ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททรงชัย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายฤกษ์ชัย เพชรมุนี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางอัจฉรา วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2970/2560
#614292
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในฐานะผู้ซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์ผู้ได้สิทธิการเช่าจากรัฐจริง ซึ่งการโอนสิทธิการเช่านี้แม้มิได้ทำให้จำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย แต่ข้อห้ามมิให้เกษตรกรที่ได้รับสิทธิการเช่าโอนสิทธิการเช่าไปยังบุคคลอื่นตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 ซึ่งออกตามความในมาตรา 19 (8) แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ย่อมมีผลให้โจทก์ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้โอนสิทธิการเช่าต้องสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทันทีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นตามข้อ 11 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4361, 13577 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4361 และเลขที่ 13577 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาท 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4361 และเลขที่ 13577 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่โจทก์เป็นผู้ได้รับสิทธิการเช่าจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าเช่าตามใบเสร็จรับเงิน และนำที่ดินพิพาทไปขอแปลงสินทรัพย์เป็นทุน แต่มีจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โดยโจทก์อ้างว่า จำเลยเข้าทำประโยชน์โดยได้รับอนุญาตจากนายจันทร์ บิดาโจทก์ ส่วนจำเลยอ้างว่า นายจันทร์เป็นผู้ถือครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะหัวหน้าครอบครัว เพียงแต่ให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้เช่าในสัญญาเช่าจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราเท่านั้น นายจันทร์ขายสิทธิการเช่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้นางบุญชู มารดาจำเลย โดยการส่งมอบการครอบครองตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งการขายสิทธิดังกล่าวเป็นการขัดต่อระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีผลให้โจทก์สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททันทีตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการให้ทำเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540 ข้อ 11

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยเป็นผู้ซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาข้อหาบุกรุกแก่จำเลยในศาลชั้นต้น ในขณะเดียวกันจำเลยก็ร้องเรียนต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีที่โจทก์โอนขายสิทธิการเช่าให้มารดาจำเลยด้วย ที่โจทก์อ้างว่านางบุญชู มารดาจำเลย มาขออาศัยสิทธิโจทก์อยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์มีนางประทุม นายชัชวาล และนางบรรจบ มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลว่าเป็นผู้รู้เห็นขณะนายจันทร์ บิดาโจทก์เจรจาตกลงยินยอมให้นางบุญชู มารดาจำเลยอาศัยสิทธิปลูกบ้านในที่ดินพิพาทเป็นการชั่วคราวนั้น ไม่ปรากฏว่าพยานบุคคลทั้งสามปากเคยให้การในข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนในชั้นสอบสวนคดีอาญา หรือต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงมาก่อนแต่อย่างใด ทั้งที่พยานบุคคลทั้งสามปากถือเป็นประจักษ์พยานที่มีความสำคัญต่อการพิสูจน์พยานหลักฐานของโจทก์ การที่พยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเพิ่งมาเบิกความในข้อสาระสำคัญอันเป็นประโยชน์แก่โจทก์ในชั้นศาล ทั้งยังปรากฏว่านางประทุมและนายชัชวาลมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นผู้ร่วมลงทุนเลี้ยงกุ้งกับโจทก์ ส่วนนางบรรจบเป็นพี่สาวของโจทก์ จึงน่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเป็นพยานที่มาเบิกความช่วยเหลือโจทก์ มิได้รู้เห็นข้อเท็จจริงตามที่เบิกความแต่อย่างใด คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากจึงขาดน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์นั้น แม้จะไม่มีหลักฐานการซื้อขายสิทธิการเช่ามาแสดงเป็นหลักฐาน แต่จำเลยก็มีนายเชื่อม ซึ่งเป็นญาติของทั้งสองฝ่าย ถือเป็นพยานคนกลางและเป็นประจักษ์พยานเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เป็นผู้รู้เห็นขณะนางบุญชูจ่ายเงิน 100,000 บาท แก่นายจันทร์เป็นค่าซื้อขายสิทธิการเช่า โดยนายจันทร์ บิดาโจทก์บอกขายสิทธิการเช่าให้แก่นายเชื่อมก่อน แต่นายเชื่อมบอกปฏิเสธเพราะไม่มีเงินซื้อ นายจันทร์จึงไปขายให้นางบุญชู มารดาจำเลยสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในบันทึกถ้อยคำของนายเชื่อมที่ได้ให้ไว้ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดว่านายเชื่อมเป็นผู้ติดต่อให้มีการซื้อขายสิทธิในที่ดินระหว่างนายจันทร์กับนางบุญชู และเป็นผู้รู้เห็นการจ่ายเงินค่าซื้อสิทธิการเช่า 100,000 บาท และในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายเชื่อม ซึ่งได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ก่อนแล้ว ทั้งที่มาแห่งการขายสิทธิการเช่าที่จำเลยอ้างว่าสืบเนื่องจากนายจันทร์ต้องการเงิน 100,000 บาท ไปคืนให้แก่นายประเทือง ผู้ขอยกเลิกการซื้อสิทธิการเช่ารายแรกเพราะไม่สามารถโอนเปลี่ยนชื่อผู้เช่าสิทธิให้แก่นายประเทืองได้นั้น จำเลยก็มีนายประเทืองมาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงส่วนนี้ซึ่งสอดคล้องตรงกับบันทึกถ้อยคำชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงที่นายประเทืองให้ไว้ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราเช่นกัน ซึ่งนอกจากจะรับฟังเป็นเหตุเป็นผลกันแล้วยังแสดงให้เห็นถึงเจตนาของนายจันทร์ที่ต้องการขายสิทธิการเช่าถึง 2 ครั้ง พร้อมทั้งเหตุจำเป็นที่มีการขายสิทธิการเช่าให้แก่นางบุญชู มารดาจำเลยในที่สุดด้วย เชื่อมโยงสอดรับกับที่นายจันทร์ยื่นคำร้องต่อที่ว่าการอำเภอบางน้ำเปรี้ยวให้ออกหนังสือรับรองว่านายจันทร์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนางช่วง มารดานางบุญชูเพื่อนำไปใช้ในการโอนที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อนำไปประกอบเป็นหลักฐานขอโอนสิทธิการเช่าเป็นชื่อของนางบุญชู มารดาจำเลย อันเป็นข้อสนับสนุนว่านายจันทร์มีเจตนาโอนขายสิทธิการเช่าจริงจึงได้พยายามขวนขวายดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้ผู้ซื้อสิทธิได้ไปซึ่งการโอนสิทธิการเช่าโดยชอบ และเมื่อพิจารณารูปถ่ายบ้านที่จำเลยปลูกบนที่ดินพิพาทที่มีลักษณะมั่นคงถาวรประกอบด้วยแล้ว ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยมีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนอย่างเป็นเจ้าของสิทธิมากกว่าเป็นเพียงผู้อาศัยสิทธิผู้อื่นเป็นการชั่วคราวเท่านั้น การที่จำเลยไปยื่นคำขอหมายเลขทะเบียนบ้านเมื่อใด จึงหาเป็นข้อพิรุธหรือเป็นข้อสำคัญแต่อย่างใด และเมื่อนางบุญชู มารดาจำเลยกับจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยการปลูกบ้านพักอาศัยและทำการเกษตรมาตั้งแต่ปี 2534 โดยมีพยานหลักฐานที่รับฟังได้ว่านายจันทร์ บิดาโจทก์ขายสิทธิการเช่าให้มารดาจำเลย และมีพฤติการณ์ที่รับฟังได้ว่าจำเลยเจตนายึดถือเพื่อตนอย่างเป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าตลอดมา โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน จึงต้องถือว่าจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในฐานะผู้ซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์ผู้ได้สิทธิการเช่าจากรัฐจริง ซึ่งการโอนสิทธิการเช่านี้ดังที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรามีความเห็น แม้มิได้ทำให้จำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย แต่ข้อห้ามมิให้เกษตรกรที่ได้รับสิทธิการเช่าโอนสิทธิการเช่าไปยังบุคคลอื่นตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 ซึ่งออกตามความในมาตรา 19 (8) แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ข้อ 11 (2) ย่อมมีผลให้โจทก์ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้โอนสิทธิการเช่าต้องสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทันทีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นตามข้อ 11 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย และเป็นเรื่องที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1337
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (8)
กฎกระทรวง (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำเนียร ไชยม
จำเลย — นางซ่อนกลิ่น สำอางค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางจิราภา เรืองนาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2947/2560
#610057
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของ ก. ตามคำสั่งศาล ผู้ร้องฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหลายคดี ทำให้ผู้ร้องยังไม่ได้รับทรัพย์มรดกจากทายาทผู้ครอบครอง จึงไม่อาจจัดการมรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้นได้ เมื่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ก. ยังต้องรอผลคดีที่เกี่ยวข้อง ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกก็ต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนของทายาทเพื่อดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดก ที่ทรัพย์มรดกของ ก. รวมทั้งหุ้นมรดกในบริษัทผู้คัดด้านตกทอดแก่ทายาทเมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องการตกทอดของทรัพย์มรดกเท่านั้น ส่วนที่ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการจัดการมรดกเป็นอีกเรื่องซึ่งต้องพิจารณาแยกจากกัน หาใช่การตกทอดของหุ้นมรดกทำให้ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกไม่อาจดำเนินการเกี่ยวกับหุ้นมรดกแทนทายาทได้ไม่ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการแบ่งปันหุ้นมรดก ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ก. ทุกคนเป็นเจ้าของรวมในหุ้นมรดกซึ่งยังคงอยู่ในชื่อของ ก. ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกชอบที่จะใช้สิทธิจัดการหุ้นมรดกแทนทายาท อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของกองมรดก ที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกมอบอำนาจให้ ว. เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นและออกเสียงลงคะแนนแทน จึงอยู่ในขอบอำนาจการดำเนินการของผู้ร้อง ผู้คัดค้านจะอ้างว่าผู้ร้องใช้สิทธิในหุ้นมรดกที่ตกทอดแก่ทายาทแล้วเป็นการละเมิดสิทธิของทายาทหาได้ไม่ ที่ ส. ประธานในที่ประชุมมีคำวินิจฉัยให้ ว. ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. เข้าประชุมผู้ถือหุ้นได้ แต่ไม่ให้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเป็นการลดทอนรอนสิทธิของผู้ถือหุ้น ทำให้หุ้นในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ก. ปราศจากอำนาจในการออกเสียง ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1182 ที่กำหนดให้ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิออกเสียงในการลงคะแนนเมื่อมีการประชุมผู้ถือหุ้น การลงมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นครั้งพิพาทที่ไม่ให้ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม จึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้มีคำสั่งว่า มติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2555 เป็นโมฆะ และให้เพิกถอนมติดังกล่าว ให้บริษัทผู้คัดค้านเปลี่ยนแปลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากนายกัญจนเป็นนางรัชนี ผู้จัดการมรดกของนายกัญจน โดยให้ผู้คัดค้านนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2555 อันผิดระเบียบ ให้บริษัทผู้คัดค้านเปลี่ยนแปลงสมุดทะเบียน ผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านจากเดิมชื่อนายกัญจน เป็นชื่อนางรัชนี ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจน กับให้บริษัทผู้คัดค้านนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายกัญจน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2550 นายกัญจน ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2550 ผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายกัญจนตามคำสั่งศาล บริษัทผู้คัดค้านมีนายกัญจนและบุคคลในครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้น โดยบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านฉบับวันที่ 24 เมษายน 2553 ระบุว่า นายกัญจนถือหุ้น 600 หุ้น พลตำรวจตรีกำพล นายสิงห์ และนายอนันต์ ถือหุ้นคนละ 256,400 หุ้น ผู้ร้อง (ในฐานะส่วนตัว) ถือหุ้น 10,000 หุ้น นายจิรพล และนางสาวกุลวรา ถือหุ้นคนละ 100 หุ้น รวมจำนวนหุ้น 780,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท บริษัทผู้คัดค้านมีพลตำรวจตรีกำพล นายสิงห์และนายอนันต์เป็นกรรมการ โดยกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญมีอำนาจกระทำการผูกพันบริษัท กรรมการทั้งสามคนเป็นบุตรของนายกัญจน นับแต่ปี 2550 ผู้ร้องฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายกัญจน โดยพลตำรวจตรีกำพลและนายสิงห์ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2553 พลตำรวจตรีกำพลและนายสิงห์ขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก บริษัทผู้คัดค้านจัดการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นประจำปี 2555 ในวันที่ 28 เมษายน 2555 เวลา 11 นาฬิกา ณ ห้องประชุมหมายเลข 502 ชั้น 5 โรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนมอบอำนาจให้นายวีรศักดิ์เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้นแทนผู้ร้อง ในวันประชุมดังกล่าวผู้ถือหุ้นมาประชุมครบ 7 คน นายสิงห์ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ก่อนเริ่มประชุม นายวีรศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนแถลงยืนยันว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิออกเสียงในการประชุมได้ นายปิยะพงษ์ ผู้รับมอบอำนาจจากนายจิรพล แถลงโต้แย้งว่า ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติในการประชุม เพราะไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทโดยชัดแจ้ง และมีคดีค้างพิจารณาซึ่งโต้แย้งกันอยู่ว่าผู้ร้องจะได้เป็นผู้จัดการมรดกต่อไปหรือไม่ ประธานในที่ประชุมวินิจฉัยข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยให้นายวีรศักดิ์เข้าประชุมได้ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในครั้งนี้มีการพิจารณาและลงมติในวาระการรับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2554 การอนุมัติงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2554 การเลือกกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ออกตามวาระ การแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี ในการลงมติทุกวาระ นายวีรศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในส่วนหุ้นของนายกัญจนไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า การลงมติในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นครั้งพิพาทกระทำโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาสรุปความได้ว่า หุ้นของนายกัญจนตกทอดแก่ทายาทตั้งแต่นายกัญจนถึงแก่ความตาย ที่ผู้ร้องใช้สิทธิในหุ้นซึ่งตกทอดแก่ทายาทแล้วมาเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการละเมิดสิทธิของทายาท การใช้สิทธิในหุ้นของทายาทเป็นสิทธิเฉพาะตัว ผู้จัดการมรดกจะอ้างว่าการแบ่งมรดกไม่แล้วเสร็จและใช้สิทธิครอบคลุมไปถึงสิทธิเฉพาะตัวของทายาทมิได้ นายปิยะพงษ์ได้รับมอบอำนาจจากนายจิรพลผู้ถือหุ้น ย่อมมีอำนาจแสดงความคิดเห็นและคัดค้านเกี่ยวกับกรณีนี้ได้ ทายาทของนายกัญจนต่างเห็นชอบตามที่นายสิงห์วินิจฉัยข้อโต้แย้งเรื่องการใช้สิทธิของผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นประเด็นมาตั้งแต่การประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 ซึ่งนายสิงห์วินิจฉัยในลักษณะนี้ตลอดมา ผู้ร้องไม่เคยฟ้องเป็นคดี นับแต่ปี 2550 ผู้ร้องไม่จัดประชุมทายาทเพื่อแก้ปัญหาและไม่ดำเนินการแบ่งหุ้นมรดก ผู้ร้องมีคดีพิพาทกับบุตรและหลานของนายกัญจน จึงไม่โอนหุ้นให้แก่ทายาท แต่กลับนำสิทธิในหุ้นของทายาทมาใช้ในการประชุมผู้ถือหุ้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ประธานในที่ประชุมชี้ขาดเพื่อมิให้ทายาทถูกละเมิดสิทธิ เป็นการกระทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 จึงมิใช่เหตุฝ่าฝืนกฎหมายหรือเป็นการประชุมผู้ถือหุ้นที่ไม่ชอบอันจะเพิกถอนได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายกัญจนตามคำสั่งศาล ผู้ร้องฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหลายคดี ซึ่งผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาจัดการมรดก โดยอ้างว่าคดีที่ฟ้องร้องยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ทำให้ผู้ร้องยังไม่ได้รับทรัพย์มรดกจากทายาทผู้ครอบครอง จึงไม่อาจจัดการมรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้นได้ ซึ่งศาลในคดีขอตั้งผู้จัดการมรดกมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาจัดการมรดกตามคำร้องของผู้ร้อง การเกิดคดีพิพาทระหว่างผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกกับทายาทของนายกัญจน เป็นเรื่องที่บุคคล ในครอบครัวตังทัตสวัสดิ์ต่างรับรู้ และยังรอผลคดีถึงที่สุดที่จะชี้ขาดเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายกัญจนที่ผู้ร้องอ้างว่าทายาทครอบครองโดยไม่ชอบ เมื่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายกัญจนยังต้องรอผลคดีที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของผู้ร้องซึ่งยังคงเป็นผู้จัดการมรดกของนายกัญจนตามคำสั่งศาล ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนของทายาทเพื่อดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดก ที่ทรัพย์มรดกของนายกัญจนรวมทั้งหุ้นมรดกในบริษัทผู้คัดค้านตกทอดแก่ทายาทเมื่อนายกัญจนถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องการตกทอดของทรัพย์มรดกเท่านั้น ส่วนที่ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการจัดการมรดกเป็นอีกเรื่องซึ่งต้องพิจารณาแยกจากกัน หาใช่การตกทอดของหุ้นมรดกทำให้ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกไม่อาจดำเนินการเกี่ยวกับหุ้นมรดกแทนทายาทได้ไม่ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการแบ่งปันหุ้นมรดก ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายกัญจนทุกคนเป็นเจ้าของรวมในหุ้นมรดกซึ่งยังคงอยู่ในชื่อของเจ้ามรดก ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกชอบที่จะใช้สิทธิจัดการหุ้นมรดกแทนทายาท อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของกองมรดก ที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกมอบอำนาจให้นายวีรศักดิ์เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นและออกเสียงลงคะแนนแทน จึงอยู่ในขอบอำนาจการดำเนินการของผู้ร้อง ผู้คัดค้านจะอ้างว่าผู้ร้องใช้สิทธิในหุ้นมรดก ที่ตกทอดแก่ทายาทแล้วเป็นการละเมิดสิทธิของทายาทหาได้ไม่ ที่นายสิงห์ประธานในที่ประชุมมีคำวินิจฉัยให้นายวีรศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนเข้าประชุมผู้ถือหุ้นได้ แต่ไม่ให้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน เป็นการลดทอนรอนสิทธิของผู้ถือหุ้น ทำให้หุ้นในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายกัญจนปราศจากอำนาจในการออกเสียง ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1182 ที่กำหนดให้ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิออกเสียงในการลงคะแนนเมื่อมีการประชุมผู้ถือหุ้น การลงมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นครั้งพิพาทที่ไม่ให้ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม จึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านตั้งแต่ปี 2552 ประธานในที่ประชุมก็วินิจฉัยในลักษณะนี้ตลอดมา ก็เป็นแต่การประชุมใหญ่ในครั้งก่อน ๆ ที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนไม่ได้ใช้สิทธิขอเพิกถอนเท่านั้น มิได้ทำให้ผู้ร้องต้องยอมรับการถูกตัดสิทธิตลอดไป และที่การจัดการมรดกยังไม่แล้วเสร็จก็ขึ้นอยู่กับข้อโต้แย้งในระหว่างทายาทซึ่งมีคดีความกัน หาใช่ผู้ร้องกระทำโดยไม่สุจริตเพื่อถือเอาหุ้นมรดกไว้ใช้สิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นครั้งพิพาทมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านต่อไปว่า ผู้คัดค้านต้องเปลี่ยนแปลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในส่วนหุ้นของนายกัญจนหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนไม่เคยบอกกล่าวให้ผู้คัดค้านโอนหุ้นของนายกัญจนแก่ผู้จัดการมรดกและการขอบังคับให้ผู้คัดค้านเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยโอนหุ้นมรดกให้แก่ผู้ร้องเพียงผู้เดียวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในข้อนี้ได้ความดังที่วินิจฉัยมาแล้วว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนชอบที่จะใช้สิทธิจัดการหุ้นมรดกแทนทายาท อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของกองมรดก ประกอบกับการที่ผู้ร้องมีคำขอให้เปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือหุ้นจากนายกัญจนเป็นผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดก มิได้มีผลให้ผู้ร้องได้รับโอนหุ้นเป็นการส่วนตัว แต่เป็นการรับโอนหุ้นไว้แทนทายาททุกคน ทั้งกรณีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการใช้สิทธิในหุ้นมรดก 600 หุ้น ซึ่งอยู่ในชื่อของนายกัญจนและยังไม่ได้มีการแบ่งปันให้แก่ทายาทนี้ ผู้ร้องยืนยันการใช้สิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกตลอดมา กรรมการของผู้คัดค้านซึ่งต่างเป็นทายาทของนายกัญจนก็ทราบอยู่ว่า ผู้ร้องประสงค์จะใช้สิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจน เมื่อนายกัญจน ถึงแก่ความตายตั้งแต่ปี 2550 ผู้คัดค้านไม่มีเหตุที่จะคงชื่อนายกัญจนเป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านต่อไป ผู้คัดค้านจึงต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักฐานที่ผู้ร้องแสดงให้ปรากฏแล้วว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการแทนทายาทในส่วนหุ้นมรดกของนายกัญจน ผู้คัดค้านจะโต้แย้งว่าผู้ร้องไม่ได้บอกกล่าวให้มีการโอนหุ้นมรดกมิได้ ที่ศาลอุทธรณ์ให้ผู้คัดค้านเปลี่ยนแปลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากชื่อนายกัญจนเป็นชื่อผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจน พร้อมทั้งให้ผู้คัดค้านนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1182 ม. 1599 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางรัชนี ตังทัตสวัสดิ์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
ผู้ร้อง — ผู้จัดการมรดกของนายกัญจน ตังทัตสวัสดิ์
ผู้คัดค้าน — บริษัทบูรพา ธารินทร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เกษม เกษมปัญญา
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2921/2560
#611284
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพเนื่องจากประสงค์จะใช้หนี้เงินกู้ยืมแก่ผู้เสียหาย ความจริงจำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายแทนบุคคลอื่น ส่วนโฉนดที่ดินที่จำเลยมอบให้ผู้เสียหายมิใช่การให้หลักประกันในการจำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่า จำเลยหลอกลวง ก. ผู้เสียหาย โดยนำโฉนดที่ดินที่ถูกยกเลิกเนื่องจากจำเลยได้ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับใหม่และนำไปจดทะเบียนขายฝากแก่ผู้อื่นแล้ว ส่งมอบให้ผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อส่งมอบเงิน 510,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ เพราะไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนเงิน 510,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงิน 510,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ปรากฏว่าผู้เสียหายติดใจเรียกร้องจากจำเลย 450,000 บาท และจำเลยได้ชำระคืนมาให้แล้ว 10,000 บาท จึงให้จำเลยคืนเงิน 440,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี เมื่อลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพเนื่องจากประสงค์จะใช้หนี้เงินกู้ยืมแก่ผู้เสียหายให้เสร็จไป ความจริงจำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายแทนบุคคลอื่นที่ต้องการนำเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลมารดา แต่ผู้เสียหายไม่กล้าให้ยืมโดยให้จำเลยกู้ยืมเงินแทน จำเลยไม่ได้นำเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ส่วนโฉนดที่ดินที่จำเลยแจ้งหายและนำไปมอบให้ผู้เสียหายยึดถือไว้ก็มิใช่การให้หลักประกันในการจำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิอื่นในทำนองเดียวกัน ผู้เสียหายไม่มีสิทธิบังคับเอากับที่ดินตามโฉนดที่ดินที่จำเลยมอบให้ หากจำเลยผิดนัดผู้เสียหายสามารถบังคับในทางแพ่งเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้อยู่แล้ว ผู้เสียหายจึงไม่ได้รับความเสียหาย ทำนองว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงนางเกวลิน ผู้เสียหาย โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 31696 ตำบลบางยี่โท อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ถูกยกเลิกไปเนื่องจากจำเลยได้ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับใหม่และนำไปจดทะเบียนขายฝากแก่ผู้อื่นแล้ว ส่งมอบให้ผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ส่งมอบเงิน 510,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ เพราะไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 341 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 216
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางสุภาดา สุขสมสังข์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายกมล ยืนยงวัฒนากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
จินดา ปัณฑะโชติ
เฉลิมชัย ศรีชัยเลิศพานิช
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2782/2560
#610630
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประกาศข้อ 10 กำหนดว่าวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับจากประกาศดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นเรื่องกำหนดให้การทำสัญญาค้ำประกันการทำงานต้องกำหนดวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ ไม่ได้ให้นายจ้างทำสัญญากำหนดวงเงินให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเพียงใดก็ได้ แต่จะเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินกว่า 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยไม่ได้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เพราะหากทำเช่นนั้นได้ นายจ้างก็สามารถฉวยโอกาสทวงถามเรียกร้องค้ำประกันให้ชำระค่าเสียหายเป็นจำนวนตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเกินกว่า 60 เท่าดังกล่าว โดยคาดหวังว่าจะได้รับชำระค่าเสียหายเต็มตามสัญญาหรือเกินกว่า 60 เท่า ตามกฎหมายจากผู้ค้ำประกันซึ่งอาจไม่รู้ถึงสิทธิตามกฎหมายดังกล่าว เหมือนที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายเต็มจำนวนซึ่งเกินกว่า 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยก่อนที่จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้สนใจที่จะปฏิบัติต่อผู้ค้ำประกันด้วยความเคารพต่อประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าว ที่ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันตามฟ้องตกเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้องชอบด้วยเหตุและผลแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 40,090.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัด

ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ลูกจ้างทั้งสองซึ่งมีจำเลยค้ำประกันการทำงานทำความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างมียอดเงินคงเหลือค้างชำระ 168,330.36 บาท จำเลยค้ำประกันลูกจ้างทั้งสองในวันที่ 29 มิถุนายน 2554 โดยระบุในสัญญาค้ำประกันว่าจะรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมในความเสียหายที่ลูกจ้างทั้งสองก่อหนี้จนครบจำนวน แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันการทำงานที่จำเลยทำไว้ต่อโจทก์ดังกล่าวขัดกับประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวต่อโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประกาศข้อ 5 หลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานมี 3 ประเภท ได้แก่ 1) เงินสด 2) ทรัพย์สิน 3) การค้ำประกันด้วยบุคคล สัญญาค้ำประกันด้วยบุคคลที่จำเลยกระทำไว้ต่อโจทก์ย่อมเป็นหลักประกันตามประกาศฉบับนี้ กรณีนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันโดยการค้ำประกันด้วยบุคคล ประกาศข้อ 10 กำหนดว่าวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ โดยข้อ 10 วรรคสอง กำหนดให้นายจ้างจัดทำหนังสือค้ำประกัน 3 ฉบับ ให้นายจ้าง ลูกจ้างและผู้ค้ำประกันเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ เห็นได้ว่าเป็นเรื่องกำหนดให้การทำสัญญาค้ำประกันการทำงานต้องกำหนดวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ ไม่ได้ให้นายจ้างทำสัญญากำหนดวงเงินให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเพียงใดก็ได้ แต่จะเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินกว่า 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยไม่ได้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เพราะหากทำเช่นนั้นได้ นายจ้างก็สามารถฉวยโอกาสทวงถามเรียกร้องผู้ค้ำประกันให้ชำระค่าเสียหายเป็นจำนวนตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเกินกว่า 60 เท่าดังกล่าว โดยคาดหวังว่าจะได้รับชำระค่าเสียหายเต็มตามสัญญาหรือเกินกว่า 60 เท่า ตามกฎหมายจากผู้ค้ำประกันซึ่งอาจไม่รู้ถึงสิทธิตามกฎหมายดังกล่าว เหมือนที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายเต็มจำนวนซึ่งเกินกว่า 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยก่อนที่จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้สนใจที่จะปฏิบัติต่อผู้ค้ำประกันด้วยความเคารพต่อประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าว ที่ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันตามฟ้องตกเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้องชอบด้วยเหตุและผลแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหวิภัณฑ์นานา
จำเลย — นางธิติมา นิลบัวลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 3 — นายธีระพงศ์ ทองมั่นคง
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2560
#612990
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารเป็นคู่สัญญาและมีข้อกำหนดในข้อ 1 ระบุว่า สมาชิกบัตรหลักและสมาชิกบัตรเสริมตามที่ปรากฏในใบสมัครจะต้องผูกพันร่วมกันในฐานะลูกหนี้ร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ค่าสินค้าและหรือบริการอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตรวมทั้งค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวนั้นมิใช่นิติกรรมประเภทสัญญาที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เพราะสัญญาบัตรเครดิตนั้นสามารถแยกการใช้จ่ายได้ระหว่างบัตรหลักคือบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 กับบัตรเสริมหรือบัตรเครดิตเสริมที่โจทก์ออกให้จำเลยที่ 2 นอกจากนี้เอกสารก็มิใช่สัญญาค้ำประกันที่จะผูกพันจำเลยที่ 2 ในอันที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม โดยเห็นได้ชัดว่าการทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลักซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมดดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักจะต้องมีมากกว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเสริมโจทก์จะพิจารณาดูจากเครดิตหรือความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการชำระหนี้จากผู้ถือบัตรหลักคือจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงอนุญาตในการออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 โดยลักษณะของสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 เองและของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริมเท่านั้น มิใช่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ผู้ถือบัตรเครดิตเสริมต้องมาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้ในเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในใบสมัครบัตรเสริมจะมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่ข้อกำหนดในเอกสารคำขอเปิดบัตรเครดิตเสริมนั้นไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ข้อสัญญาดังกล่าวยังถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วยประกอบกับจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้โดยตรงเพียงคนเดียวที่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ เช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันร่วมรับผิดกับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 264,913.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 227,059.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 230,447.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 227,059.49 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการค้าส่งและค้าปลีกรวมทั้งการให้กู้ยืมเงิน การออกบัตรเครดิตโดยใช้ชื่อว่า "บัตรเครดิต เทสโก้ โลตัส" ให้แก่ลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 จำเลยที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกับโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมผูกพันและปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ และตกลงจะชำระหนี้เงินคืนให้แก่โจทก์ในการซื้อสินค้าหรือบริการ โดยโจทก์ทดรองจ่ายเงินไปก่อนแล้วจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ในภายหลังพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม โดยโจทก์ออกบัตรเครดิตให้จำเลยที่ 1 เลขที่ 4093 3801 0648XXXX และจำเลยที่ 1 ได้ซื้อสินค้าและใช้บริการผ่านบัตรเครดิตของโจทก์ ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 จำเลยที่ 1 ได้ร้องขอให้โจทก์ออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 และโจทก์ได้ออกบัตรเครดิตให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบัตรเสริมเลขที่ 4093 3801 0653XXXX และจำเลยที่ 2 ก็ได้ใช้บัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรเสริมดังกล่าวด้วยและจำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้เงินอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2552 เป็นเงินต้น 227,059.49 บาท ค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 6,792.26 บาท โดยหนี้ดังกล่าวเกิดจากการใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าเป็นเพียงผู้ถือบัตรเสริม จึงไม่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสาร ซึ่งเป็นเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นคู่สัญญาและมีข้อกำหนดในข้อ 1 ระบุว่า สมาชิกบัตรหลักและสมาชิกบัตรเสริมตามที่ปรากฏในใบสมัครจะต้องผูกพันร่วมกันในฐานะลูกหนี้ร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ค่าสินค้าและหรือบริการอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตรวมทั้งค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวนั้นมิใช่นิติกรรมประเภทสัญญาที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เพราะสัญญาบัตรเครดิตนั้นสามารถแยกการใช้จ่ายได้ระหว่างบัตรหลักคือบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 กับบัตรเสริมหรือบัตรเครดิตเสริมที่โจทก์ออกให้จำเลยที่ 2 นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวก็มิใช่สัญญาค้ำประกันที่จะผูกพันจำเลยที่ 2 ในอันที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม โดยเห็นได้ชัดว่าการทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลัก ซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด ดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักจะต้องมีมากกว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเสริม เพราะการที่โจทก์จะออกบัตรเครดิตให้บุคคลใดนั้น โจทก์มีเงื่อนไขว่า ผู้ขอออกบัตรเครดิตหลักนั้นจะต้องมีรายได้ที่สูงพอสมควร โดยจำเลยที่ 1 จะต้องมีเงินเดือนสูงตั้งแต่ 12,000 บาท เป็นต้นไป และรายได้ดังกล่าวจะต้องเป็นรายได้ประจำ หากเป็นนิติบุคคลก็จะต้องมีหลักฐานทางการค้าที่น่าเชื่อถือเพื่อเป็นหลักประกันที่จะเกิดหนี้เสียได้น้อย ส่วนการอนุมัติออกบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์จะพิจารณาดูจากเครดิตหรือความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการชำระหนี้จากผู้ถือบัตรหลักคือจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงอนุญาตในการออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 โดยลักษณะของสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 เองและของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริมเท่านั้น มิใช่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ผู้ถือบัตรเครดิตเสริมต้องมาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้ในเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในใบสมัครบัตรเสริมจะมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่ข้อกำหนดในเอกสารคำขอเปิดบัตรเครดิตเสริมนั้นไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ข้อสัญญาดังกล่าวยังถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วย ประกอบกับจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้โดยตรงเพียงคนเดียวที่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ เช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันร่วมรับผิดกับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 297
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์ สกุลเย็น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางดรุณี สุรีฉัตรไชยยันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายณัฐพงศ์ วงศ์ศิวะวิลาส
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2560
#612621
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยนัดประชุมคณะกรรมการและไม่มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อลงมติให้เรียกประชุมใหญ่ จำเลยทั้งสี่มิได้จัดส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่แก่สมาชิกทุกคน จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาพร้อมกับหนังสือเชิญประชุม จำเลยทั้งสี่กำหนดอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ของสมาชิกแตกต่างจากที่ได้จดทะเบียนไว้ในข้อบังคับ และจำเลยทั้งสี่เสนอตารางการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับโดยมิได้เรียงลำดับข้อที่ขอแก้ไขเทียบกับข้อบังคับเดิม เนื้อหาฎีกาของโจทก์ดังกล่าวในส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2557 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2557 ของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อบังคับจำเลยที่ 1 ข้อ 33 เพียงแต่บังคับให้ส่งคำบอกกล่าวนัดประชุมก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 15 วัน เท่านั้น มิได้บังคับว่าต้องให้คำบอกกล่าวถึงสมาชิกก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 15 วัน นอกจากนี้ ข้อบังคับดังกล่าวมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าว่าจำเลยจะจัดให้มีการประชุมใหญ่ในกิจการใด ที่ไหน เมื่อใด เพื่อสมาชิกจะได้มีโอกาสเตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ แต่มิได้บังคับเด็ดขาดว่าถ้าไม่แจ้งไปให้สมาชิกก่อนวันนัดประชุม 15 วัน แล้ว การแจ้งดังกล่าวจะต้องเป็นโมฆะเสียเปล่า ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์หรือสมาชิกอื่นจะได้รับหนังสือบอกกล่าวก่อนวันนัดประชุมใหญ่ครบกำหนด 15 วัน หรือไม่ เมื่อสมาชิกส่วนใหญ่ทราบกำหนดวันนัดประชุมใหญ่แล้ว ก็เป็นคำบอกกล่าวแจ้งประชุมใหญ่สามัญโดยชอบ สำหรับข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าการประชุมใหญ่ครั้งนี้ไม่มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อลงมติดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากข้อบังคับของจำเลยที่ 1 มิได้มีข้อใดระบุว่าต้องมีมติคณะกรรมการจำเลยที่ 1 ก่อนจึงจะมีการจัดประชุมได้ ส่วนข้ออ้างของโจทก์ว่า อัตราส่วนกรรมสิทธิ์ของสมาชิกแตกต่างจากที่จดทะเบียนไว้ในข้อบังคับนั้น นอกจากจะเป็นฟ้องเคลือบคลุมแล้ว ยังได้ความจากพยานจำเลยทั้งสี่ว่าในการนับคะแนนการลงมติของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามข้อบังคับของนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ข้อ 35 วรรคท้าย สำหรับเหตุที่ว่า ไม่มีการส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง คือ งบการเงินปี 2556 และงบประมาณปี 2557 กับข้อบังคับที่จะแก้ไข แม้จะไม่มีการส่งให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ก็สามารถขอใช้สิทธิตรวจดูงบการเงินของจำเลยที่ 1 ได้อยู่แล้ว และเหตุที่ว่า จำเลยทั้งสี่เสนอตารางการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับโดยมิได้เรียงลำดับข้อที่ขอแก้ไขเทียบกับข้อบังคับเดิม ข้ออ้างดังกล่าวหามีผลทำให้การประชุมใหญ่ครั้งนี้ชอบหรือไม่แต่อย่างใด พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 32 และข้อ 34 ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าการเรียกประชุมใหญ่จะต้องผ่านการประชุมคณะกรรมการเพื่อลงมติให้มีการเรียกประชุมใหญ่เสียก่อน จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจลงนามเรียกประชุมใหญ่ได้ ทั้งการนัดประชุมครั้งที่สองก็อยู่ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันประชุมครั้งแรกซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มิได้เรียกประชุมคณะกรรมการรวมทั้งโจทก์ เพื่อมีมติให้เรียกประชุมใหญ่ก่อนออกหนังสือเชิญประชุม หาได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่มิได้จัดส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่แก่สมาชิกทุกคน โดยสมาชิกที่เป็นแปลงที่ดินเปล่า 8 ราย ไม่ได้รับหนังสือเชิญประชุมนั้น ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 33 ระบุไว้โดยมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าว่าจำเลยที่ 1 จะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่เมื่อใด ในกิจการใด และที่ใด เพื่อสมาชิกจะได้มีโอกาสเตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก ได้ความจากพยานจำเลยทั้งสี่ว่า ได้จัดส่งหนังสือเชิญประชุมรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังสมาชิก รวมทั้งปิดประกาศให้ทราบภายในหมู่บ้านและบริเวณหน้าหมู่บ้านแล้ว ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวก็มิได้ห้ามการแจ้งให้สมาชิกทราบโดยวิธีอื่นนอกจากหนังสือ ดังนั้น อาจแจ้งทางโทรศัพท์หรือส่งทางไลน์หรือทางอีเมล์ก็ได้ ทั้งได้ความว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์เข้าประชุมใหญ่ทั้งสองครั้ง จึงเชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการประชุมใหญ่ตามวันเวลาที่กำหนดไว้แล้ว จึงถือว่าได้มีการบอกกล่าวนัดประชุมโดยชอบ แม้สมาชิกที่เป็นแปลงที่ดินเปล่า 8 ราย จะไม่ได้รับหนังสือตามที่โจทก์อ้าง แต่อาจทราบโดยวิธีการอื่นก็ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาพร้อมกับหนังสือเชิญประชุมนั้น โจทก์ในฐานะกรรมการและสมาชิกสามารถขอตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงได้อยู่แล้วก่อนวันนัดประชุมใหญ่ ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสี่ใช้อัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่นำมาใช้ในการลงมติมิได้เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 นั้น คำฟ้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น ส่วนเหตุอื่นที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์นั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน โจทก์ฎีกา เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยนัดประชุมคณะกรรมการและไม่มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อลงมติให้เรียกประชุมใหญ่ จำเลยทั้งสี่มิได้จัดส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่แก่สมาชิกทุกคน จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาพร้อมกับหนังสือเชิญประชุม จำเลยทั้งสี่กำหนดอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ของสมาชิกแตกต่างจากที่ได้จดทะเบียนไว้ในข้อบังคับ และจำเลยทั้งสี่เสนอตารางการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับโดยมิได้เรียงลำดับข้อที่ขอแก้ไขเทียบกับข้อบังคับเดิม เนื้อหาฎีกาของโจทก์ดังกล่าวในส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอู่เงิน จำกัด
นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ้านศุภวรรณ
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2718/2560
#610614
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรองกรรมการบริษัทผู้ร้องมีจำนวน 10 คน ในจำนวนนี้มี บ. กับ ก. เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วย โดยกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีผลผูกพันผู้ร้องเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องโดย บ. กับ ก. ซึ่งเป็นกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัททำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 มอบอำนาจให้ ฤ. หรือ ศ. หรือ ส. หรือ ม. หรือ ว. หรือ น. มีอำนาจลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์ในคดีนี้กับผู้ร้อง โดยมิได้ระบุเงื่อนไขว่า ผู้รับมอบอำนาจจะต้องร่วมลงนามด้วยกันสองคน หรือต้องประทับตราสำคัญของบริษัทผู้ร้องด้วย ดังนั้น โดยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว เมื่อ ส. ผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้ลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์แทนผู้ร้อง สัญญาโอนสินทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

สัญญาโอนสินทรัพย์ระบุว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้โอน ประสงค์จะโอนสินทรัพย์ให้แก่ผู้รับโอนและผู้รับโอนประสงค์จะรับโอนสินทรัพย์จากผู้โอน โดยมีค่าตอบแทนการโอนสินทรัพย์ และข้อ 1 ของสัญญาดังกล่าว ได้นิยามคำว่า "สินทรัพย์" หมายถึง สิทธิเรียกร้องและผลประโยชน์ทั้งปวงที่ผู้โอนมีต่อลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อและสัญญาอุปกรณ์ และผู้โอนตกลงโอนให้แก่ผู้รับโอนตามสัญญานี้ กับให้นิยามคำว่า "ลูกหนี้" หมายถึง ลูกหนี้ชั้นต้น ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ ผู้รับสภาพหนี้ และบุคคลอื่นใดซึ่งต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือแทนลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อ หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวข้างต้นทำไว้ หรือมีภาระผูกพันกับผู้โอน ตามนิยามดังกล่าว เมื่อบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ จึงย่อมหมายรวมถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นบุคคลซึ่งต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ด้วย ดังนั้น ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ หนี้ในส่วนของจำเลยทั้งสามจึงโอนมายังผู้ร้องแล้ว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 37,614,509.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 37,605,751.95 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2549 เป็นต้นไป โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 จำนวน 556,000 บาท วันที่ 30พฤษภาคม 2549 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 19 มิถุนายน 2549 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 11 กันยายน 2549 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 13 มีนาคม 2549 จำนวน 210,150.99 บาท และวันที่ 18 เมษายน 2549 จำนวน 300,000 บาท รวม 7 ครั้ง หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือนำไปชำระต้นเงิน หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11510 ตำบลคลองมะเดื่อ (คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาประการแรกว่า สัญญาโอนสินทรัพย์ ผู้ร้องมีนายสมพร เป็นผู้รับมอบอำนาจเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อเป็นผู้รับโอนโดยไม่มีผู้รับมอบอำนาจอีกหนึ่งคนลงลายมือชื่อร่วมด้วย ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 และมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัท หากจะไม่ประทับตราสำคัญของบริษัทผู้รับมอบอำนาจก็จะต้องลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน สัญญาโอนสินทรัพย์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองกรรมการบริษัทผู้ร้องมีจำนวน 10 คน ในจำนวนนี้มีนายบรรยง กับนางสาวกรประณม เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วย จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทผู้ร้องได้คือกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องโดยนายบรรยง กับนางสาวกรประณม ซึ่งเป็นกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัททำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 มอบอำนาจให้นายกฤษณ์ หรือนายศักดิ์ หรือนายสมพร หรือนายสมมาตร หรือนายวีระ หรือนายสันธิษณ์ มีอำนาจลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์ในคดีนี้กับผู้ร้อง โดยมิได้ระบุเงื่อนไขว่า ผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงนามด้วยกันสองคน หรือต้องประทับตราสำคัญของบริษัทผู้ร้องด้วย ดังนั้น โดยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว เมื่อนายสมพร ผู้รับมอบอำนาจ เป็นผู้ลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์แทนผู้ร้อง สัญญาโอนสินทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุแต่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ ไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกหนี้ด้วย หนี้ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมิได้โอนมาเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า สัญญาโอนสินทรัพย์ระบุว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้โอน ประสงค์จะโอนสินทรัพย์ให้แก่ผู้รับโอนและผู้รับโอนประสงค์จะรับโอนสินทรัพย์จากผู้โอน โดยมีค่าตอบแทนการโอนสินทรัพย์ และข้อ 1 ของสัญญาดังกล่าว ได้นิยามคำว่า "สินทรัพย์" หมายถึง สิทธิเรียกร้องและผลประโยชน์ทั้งปวงที่ผู้โอนมีต่อลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อและสัญญาอุปกรณ์ และผู้โอนตกลงโอนให้แก่ผู้รับโอนตามสัญญานี้ กับให้นิยามคำว่า "ลูกหนี้" หมายถึง ลูกหนี้ชั้นต้น ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ ผู้รับสภาพหนี้ และบุคคลอื่นใดซึ่งต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือแทนลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อ หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวข้างต้นทำไว้ หรือมีภาระผูกพันกับผู้โอน ตามนิยามดังกล่าว เมื่อบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ จึงย่อมหมายรวมถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นบุคคลซึ่งต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ด้วย ดังนั้น ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ หนี้ในส่วนของจำเลยทั้งสามจึงโอนมายังผู้ร้องแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง
โจทก์ — และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
บริษัทบริหารสินทรัพย์
ผู้ร้อง — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอส เอส แพลน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายธรรมนูญ เชาว์พานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2699/2560
#608726
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล และราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลการบริหารของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารราชการ และพนักงานส่วนตำบลเป็นผู้ทำงานประจำ โดยมีปลัดและรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหัวหน้างานบริหารราชการประจำ เมื่อพิจารณาว่าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นระบบบริหารราชการที่รัฐมอบอำนาจปกครองบางส่วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจบริหารให้แก่หน่วยงานที่ไม่ใช่ราชการส่วนกลางจัดทำบริการสาธารณะภายในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จึงเห็นได้ว่าองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยเป็นพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้าง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยจึงต้องระวางโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100

คำสั่งขององค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้างว่า ให้ไล่จำเลยออกจากราชการ แม้ระบุว่าคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไป ก็เป็นเรื่องการออกคำสั่งให้มีผลย้อนหลัง ไม่ได้หมายความว่า ในวันที่จำเลยกระทำความผิดคือวันที่ 20 สิงหาคม 2556 จำเลยไม่เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด

ในวันเกิดเหตุ ธ. ว. และ ส. อยู่ในห้องพักเกิดเหตุกับจำเลย จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้เสพ ตามบันทึกคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนของบุคคลทั้งสามดังกล่าวและตามฟ้องโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสามต่างวาระกัน แต่ฟังได้ว่าจำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสามเสพในคราวเดียวกัน โดยมีเจตนาเดียว การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าเป็นการกระทำหลายกรรมไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีนและลงโทษจำเลยหนักเป็นสามเท่า

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 21 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เสพเมทแอมเฟตามีน พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร แต่ปฏิเสธข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและปฏิเสธว่ามิได้เป็นพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง, 100 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นพนักงานส่วนตำบล อันเป็นหน่วยงานของรัฐให้ระวางโทษสามเท่าในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 36 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 21 เม็ด และให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 30 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 6 ปี 24 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร ลงโทษปรับ 1,000 บาท สถานเดียว ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 8 ปี 24 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ไม่ได้ให้ความหมาย "หน่วยงานของรัฐ" ไว้ จึงต้องตีความตามความหมายทั่วไป ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า ให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้ (1) ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง (2) ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค (3) ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 70 บัญญัติว่า ให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ดังนี้ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล (4) ราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 องค์การบริหารส่วนตำบลมีโครงสร้างประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลการบริหารของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล และมีพนักงานส่วนตำบลเป็นผู้ทำงานประจำ โดยมีปลัดและรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหัวหน้างานบริหารราชการประจำ เมื่อพิจารณาว่าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นระบบบริหารราชการที่รัฐมอบอำนาจปกครองบางส่วนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจบริหารให้แก่หน่วยงานที่ไม่ใช่ราชการส่วนกลางจัดทำบริการสาธารณะภายในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จึงเห็นได้ว่าองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ จำเลยเป็นนักวิชาการเงินและบัญชี ซึ่งโจทก์มีนางชนานาถ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้างเบิกความว่า จำเลยรับราชการในตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี ระดับ 5 องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้าง จำเลยเองก็เบิกความยอมรับในข้อนี้ รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้าง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยจึงต้องระวางโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 ที่จำเลยแก้ฎีกาว่าจำเลยพ้นสภาพจากการเป็นข้าราชการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2556 ก่อนจำเลยกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้างที่ 69/2557 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ไล่จำเลยออกจากราชการ โดยสั่ง ณ วันที่ 18 มีนาคม 2557 แม้ระบุว่าคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไป ก็เป็นเรื่องการออกคำสั่งให้มีผลย้อนหลังไม่ได้หมายความว่า ในวันที่จำเลยกระทำความผิดคือวันที่ 20 สิงหาคม 2556 จำเลยจะไม่เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3 กรรม นั้น ศาลอุทธรณ์ฟังพยานหลักฐานคือคำให้การในชั้นสอบสวนของนายธีรยุทธ นายวีระชัย และนางสาวสาลินี ว่าจำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสามเสพ เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนของบุคคลทั้งสามดังกล่าว บุคคลทั้งสามให้การตรงกันว่า ในวันเกิดเหตุนายธีรยุทธ นายวีระชัย และนางสาวสาลินี อยู่ในห้องพักเกิดเหตุกับจำเลย จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้เสพ ตามบันทึกคำให้การดังกล่าวและตามฟ้องโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสามต่างวาระกันแต่ฟังได้ว่าจำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสามเสพในคราวเดียวกัน โดยมีเจตนาเดียว การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าเป็นการกระทำหลายกรรมไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุก 12 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียว ให้จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำคุกจำเลย 14 ปี และปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 70
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 44 ม. 46 ม. 59 ม. 60 ม. 60/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน (สาขาปัว)
จำเลย — นายเรวัตร สมจิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) — นายมงคล ภูฆัง
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2560
#610632
เปิดฉบับเต็ม

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งบัญญัติเรื่องการดำเนินคดีอาญาแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไว้เป็นการเฉพาะไม่มีผลใช้บังคับแล้ว แต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ และมีข้อกำหนดทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาตามจำนวนที่กำหนดมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอว่า กรรมการ ป.ป.ช. ผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และเมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องให้ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) บัญญัติรับรองให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น จึงเป็นการกำหนดช่องทางและวิธีการนำคดีอาญาดังกล่าวขึ้นสู่การพิจารณาของศาล และกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีไว้เป็นการเฉพาะ มีผลเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อศาลตาม ป.วิ.อ.

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 16/2559)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฐานเป็นพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น และฐานเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความเที่ยงธรรม กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 84, 91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 125

สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายเรียกเอกสารจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แถลงว่าไม่สามารถจัดส่งเอกสารให้ได้ ศาลชั้นต้นไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 231 แล้วมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ยังไม่จำต้องส่งเอกสารตามหมายเรียกเข้าสู่สำนวน

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์อ้างว่า ในคดีอาญาราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน คดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้องและยังไม่ได้ประทับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในการส่งเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 231 วรรคท้าย คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา ขอศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ยื่นคำแถลงประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ว่า คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลแล้วและศาลชั้นต้นรับคำฟ้องไว้พิจารณาในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องคำสั่งใดของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ส่งเอกสารให้ตามคำขอของโจทก์ และการที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และเมื่อจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 มีตำแหน่งเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงเป็นคดีอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้นหรือยกฟ้องโจทก์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) กำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการไว้คือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว กระบวนพิจารณานับแต่เสนอคำฟ้องจนถึงการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า การดำเนินคดีอาญาแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ซึ่งบังคับใช้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ แม้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีผลให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ไม่มีผลใช้บังคับแล้ว แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 24/2557 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังคงมีผลใช้บังคับไป โดยพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 17 มีข้อกำหนดทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ที่บัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และเมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องแล้ว ให้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาพิพากษาโดยมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) บัญญัติรองรับให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งประธานวุฒิสภาส่งคำร้องให้ศาลพิจารณาพิพากษาข้อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยมีบทบัญญัติในหมวด 4 การดำเนินคดีต่อกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมาตรา 36 ถึงมาตรา 44 กำหนดกระบวนการไต่สวนและการพิจารณาพิพากษาไว้เป็นการเฉพาะ โดยมีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมิให้บุคคลผู้ถูกตรวจสอบและไต่สวนหรือได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกลั่นแกล้งฟ้องร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้โดยง่าย เพื่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลากับการแก้ข้อกล่าวหาในศาลมากเกินสมควร ทั้งนี้ เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องเกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมาก ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 4 บัญญัติว่า นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้พิจารณาพิพากษา ดังนั้น บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดช่องทางและวิธีการนำคดีอาญาที่มีการกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการขึ้นสู่การพิจารณาของศาล รวมทั้งกำหนดศาลที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ อันมีผลเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องชอบแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จึงเห็นสมควรพิพากษาคดีไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องอีก

พิพากษายกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 157
ป.อ. ม. 157 ม. 200
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 17 ม. 125
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 9 (3)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรังสรรค์ แสงสุข
สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน
จำเลย — และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางวิรา ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2654/2560
#611279
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด..." เท่ากับให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ถอนฟ้องด้วยวิธีใดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาขอถอนฟ้องไว้เป็นหนังสือแล้ว โดยไม่ได้สั่งให้โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเข้ามาอีก และมีการบันทึกไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงถือเป็นดุลพินิจที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคหนึ่ง แล้ว

โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ว่าหากจำเลยคดีนี้ยอมไปสาบานตนด้วยถ้อยคำที่ตกลงกันถือว่าโจทก์คดีนี้แพ้ โจทก์ยินยอมถอนฎีกาและยินยอมจ่ายเงินจำนวน 175,000 บาท แก่จำเลย และขอแสดงเจตนาถอนฟ้องคดีอาญาที่ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยขอไม่ติดใจบังคับคดีตามคำพิพากษา หากจำเลยคดีนี้ไม่ไปสาบานตน จำเลยขอยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การในคดีแพ่งและขอให้ศาลฎีกาพิพากษาต่อไป ทั้งขอถือเป็นการแสดงเจตนาถอนฟ้องและถอนอุทธรณ์ในคดีอาญาที่ได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลย แต่โจทก์คดีนี้ต้องนำเงินจำนวน 175,000 บาท มาวางศาลภายในวันที่ 3 เมษายน 2558 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิได้นำเงินจำนวน 175,000 บาท มาวางศาล โจทก์จึงแพ้คดีตามคำท้า อันมีผลเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาถอนฟ้องคดีนี้ตามคำท้า การขอถอนฟ้องคดีนี้แม้จะเป็นผลประการหนึ่งอันสืบเนื่องมาจากข้อตกลงหรือการท้ากันในคดีแพ่งก็ตาม ก็หาได้ถือว่าเป็นการท้ากันในคดีอาญานี้ไม่ ดังนั้น เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่คัดค้านการถอนฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง กับจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558 โจทก์กับจำเลยแถลงร่วมกันว่ามูลคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งดังกล่าว

ขอเลื่อนคดีเพื่อรอฟังผลการท้ากันดังกล่าว เนื่องจากผลของการท้าอาจทำให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้

ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เลื่อนคดีนี้ไปนัดพร้อมเพื่อรอฟังผลการท้าในวันที่ 20 เมษายน 2558 เวลา 13.30 นาฬิกา ในวันเดียวกันนั้นโจทก์กับจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 ความว่า หากจำเลยคดีนี้ยอมไปสาบานต่อหน้าพระแก้วมรกตด้วยถ้อยคำตามที่ตกลงกัน ถือว่าโจทก์คดีนี้แพ้ โจทก์ยินยอมถอนฎีกาและยินยอมจ่ายเงินจำนวน 175,000 บาท แก่จำเลย และขอแสดงเจตนาถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1601/2557 ที่ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยคดีนี้ไม่ติดใจบังคับคดีตาม

คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากจำเลยคดีนี้ไม่ไปสาบานตนตามถ้อยคำดังกล่าวในวันและเวลาที่กำหนด จำเลยขอยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การในคดีแพ่งดังกล่าวและขอให้ศาลฎีกาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ทั้งจำเลยคดีนี้ขอถือเอาการที่จำเลยไม่ยอมไปสาบานตามวันและเวลาด้วยถ้อยคำที่กำหนดเป็นการแสดงเจตนาขอถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 670/2557 และหมายเลขดำที่ 3292/2557 ที่ได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 670/2557 ที่จำเลยคดีนี้ได้ยื่นอุทธรณ์เอาไว้ ขอให้ถือว่าจำเลยถอนอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย แต่โจทก์คดีนี้จะต้องนำเงินจำนวน 175,000 บาท มาวางศาลภายใน 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 3 เมษายน 2558 หากไม่นำเงินมาวางภายในกำหนด ถือว่าโจทก์คดีนี้แพ้และยินยอมให้บังคับตามข้อตกลงข้อแรก ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 เห็นว่า ข้อความที่คู่ความท้ากันไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งยังทำให้คดีดังกล่าวและคดีอื่น ๆ ยุติไปตามคำท้า จึงอนุญาตให้ดำเนินการไปตามความประสงค์ของคู่ความ ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2558 ซึ่งรวมอยู่ในสำนวนคดีนี้ และนัดพร้อมเพื่อฟังผลการท้าในวันที่ 20 เมษายน 2558 เวลา 13 นาฬิกา

ในวันนัดพร้อมวันที่ 20 เมษายน 2558 โจทก์ยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยผิดเงื่อนไขในการสาบานโดยจำเลยไม่ไปที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามตามกำหนดเวลา 13.00 ถึง 14.00 นาฬิกา จำเลยจึงเป็นฝ่ายแพ้คดีต้องปฏิบัติตามคำท้า ตามคำร้องชี้แจงข้อเท็จจริง ลงวันที่ 20 เมษายน 2558 แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า เนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 ของศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแพ้คดีตามคำท้าข้อที่ 3 เนื่องจากมิได้นำเงินจำนวน 175,000 บาท มาวางศาลภายในเวลา 12 นาฬิกา ของวันที่ 3 เมษายน 2558 ตามที่ตกลงกัน ซึ่งโจทก์คือจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าวแถลงว่า หากเป็นฝ่ายแพ้จะยินยอมให้บังคับตามข้อตกลงในข้อ 1 อันมีผลเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาถอนฟ้องคดีนี้ตามคำท้าข้อ 1 เมื่อถือว่าโจทก์ถอนฟ้องและจำเลยไม่คัดค้าน จึงให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยวันที่ 30 มีนาคม 2558 โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันว่า โจทก์กับจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม. 758/2556 หมายเลขแดงที่ 211/2557 ของศาลชั้นต้นเนื่องจากผลการท้าอาจทำให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้ จึงขอเลื่อนคดีเพื่อรอฟังผลการท้ากันดังกล่าวในวันที่ 20 เมษายน 2558 และตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 20 เมษายน 2558 มีว่า "เนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม. 758/2556 หมายเลขแดงที่ 211/2557 ของศาลนี้ ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแพ้ตามคำท้าข้อที่ 3 เนื่องจากมิได้นำเงิน 175,000 บาท มาวางศาลภายใน 12 นาฬิกา ของวันที่ 3 เมษายน 2558 ตามที่ตกลงกัน ซึ่งโจทก์คือจำเลยในคดีดังกล่าวแถลงว่า หากเป็นฝ่ายแพ้จะยินยอมให้บังคับตามข้อตกลงในข้อ 1 อันมีผลเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาถอนฟ้องคดีนี้ตามคำท้าข้อ 1 ในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2558 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 และเมื่อถือว่าโจทก์ถอนฟ้องและจำเลยไม่ค้าน จึงให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ" โดยศาลชั้นต้นถ่ายสำเนารายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2558 และฉบับลงวันที่เดียวกันของคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 ของศาลชั้นต้นแนบไว้ด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านเท่ากับยอมรับว่ามีข้อตกลงกันและได้แสดงเจตนาที่จะถอนฟ้องคดีนี้ตามเงื่อนไขในคดีแพ่งดังกล่าว ปัญหาว่าโจทก์จะต้องทำคำร้องขอถอนฟ้องเป็นหนังสือมายื่นต่อศาลหรือไม่ เห็นว่า การถอนฟ้องคดีอาญาหาจำเป็นต้องทำคำร้องขอเป็นหนังสือมายื่นต่อศาลแต่เพียงวิธีเดียวไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของ

ศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด..." เท่ากับให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ถอนฟ้องด้วยวิธีใดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาขอถอนฟ้องไว้เป็นหนังสือแล้ว โดยไม่ได้สั่งให้โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเข้ามาอีก และมีการบันทึกไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงถือเป็นดุลพินิจ

ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคหนึ่ง แล้ว

ส่วนปัญหาว่าคำท้าในคดีแพ่งดังกล่าวชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 หรือโจทก์กับจำเลยได้ปฏิบัติตามคำท้านี้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ชอบจะว่ากันในคดีแพ่งดังกล่าว ทั้งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้อยู่ในขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้การขอถอนฟ้องคดีนี้แม้จะเป็นผลประการหนึ่งอันสืบเนื่องมาจากข้อตกลงหรือการท้ากันในคดีแพ่งดังกล่าวก็ตาม ก็หาได้ถือว่าเป็นการท้ากันในคดีอาญานี้ไม่ ดังนั้น เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่คัดค้านการถอนฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง กับจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ป.วิ.อ. ม. 35 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายกิษฎภัทร์หรือธนัฐณ์
โจทก์ — โชคจีรกุลกิตติ์
จำเลย — นางสาวพัชณี ก้องเกียรติชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายตรัณ ขมะวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา จิญญาญจน์
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644/2560
#611089
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (2) เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในปัญหาว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรกลางหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง (เดิม) กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัย ศาลภาษีอากรกลางหามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ประกอบกับคู่ความไม่ได้โต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลไว้ จึงไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเรื่องเขตอำนาจศาล ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือไปยังกรรมการจำเลยที่ 1 เพื่อให้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมาชำระแก่จำเลยที่ 1 ให้ครบถ้วน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามสิทธิเรียกร้องของตนเป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ หนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้มีบุริมสิทธิ กรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 233 และมาตรา 235 โจทก์ชอบจะใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 ได้ แต่การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 อันมีต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่ครบถ้วนพร้อมดอกเบี้ย แม้โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องได้ในนามของตนเองตามมาตรา 233 ก็เป็นการใช้สิทธิแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ส่งใช้เงินค่าหุ้นที่ยังไม่ครบพร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ค้างชำระ 8,387,597.17 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ค้างชำระตาม บช. 35 จากต้นเงิน 2,053,924.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ส่งใช้เงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบพร้อมดอกเบี้ย 3,128,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ต้องชำระตามฟ้อง 8,387,597.17 บาท แก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ค้างชำระตาม บช.35 เลขที่ 02019270-25551128-005-00327 จากต้นเงินภาษีจำนวน 18,271.91 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00328 จากต้นเงินภาษีจำนวน 64,747.42 บาท เลขที่ 0209270-2551128-005-00329 จากต้นเงินภาษีจำนวน 108,684.29 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00330 จากต้นเงินภาษีจำนวน 663,576.17 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00331 จากต้นเงินภาษีจำนวน 46,029.49 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00332 จากต้นเงินภาษีจำนวน 81,802.09 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00333 จากต้นเงินภาษีจำนวน 284,049.36 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00334 จากต้นเงินภาษีจำนวน 143,040.95 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00335 จากต้นเงินจำนวน 159,351.98 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00336 จากต้นเงินภาษีจำนวน 55,541.23 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00337 จากต้นเงินภาษีจำนวน 76,337.24 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00338 จากต้นเงินภาษีจำนวน 140,440.43 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00339 จากต้นเงินภาษีจำนวน 109,363.17 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00340 จากต้นเงินภาษีจำนวน 102,678.87 บาท โดยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เงินเพิ่มดังกล่าวต้องไม่เกินภาษีที่ต้องชำระ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า จำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์หลายเดือนภาษี รวมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มเป็นเงิน 8,380,000.40 บาท จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 98,000 บาท คงค้างชำระอยู่ 8,210,000.40 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ได้เร่งรัดให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ได้อายัดเงินฝากของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 830,000 บาท คงเหลือค่าภาษีอากร เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับค้างชำระ 7,331,896.93 บาท จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 5,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 500,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท มีจำเลยที่ 2 กับบุคคลอื่นอีกหกคนเป็นผู้ถือหุ้น โดยจำเลยที่ 2 ถือหุ้น 489,950 หุ้น มูลค่า 4,899,500 บาท จำเลยที่ 2 ชำระค่าหุ้นแล้ว 1,899,500 บาท คงค้างชำระค่าหุ้น 3,000,000 บาท ส่วนหุ้นที่เหลือ 10,050 หุ้น ที่บุคคลอื่นถือไว้นั้น ได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มในอัตรา 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน แต่เงินเพิ่มต้องไม่เกินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 โดยเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ส่งใช้ค่าหุ้นที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 128,125 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 3,128,125 บาท ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง และพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลภาษีอากรกลาง

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยอ้างการใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าหุ้นค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ไปชำระแก่โจทก์นั้น ถือเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเก็บเงินค่าหุ้นที่จำเลยที่ 2 ค้างชำระแล้วนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างแก่โจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ปัญหานี้ตามมาตรา 10 วรรคสอง (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในปัญหาว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรกลางหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัย ศาลภาษีอากรกลางหามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ ประกอบกับคู่ความไม่ได้โต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลไว้ จึงไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเรื่องเขตอำนาจศาล ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร โดยโจทก์สืบพยานในประเด็นของจำเลยที่ 2 จนเสร็จแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า จึงเห็นควรวินิจฉัยประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องโจทก์ต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยเสียก่อน

สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ต้องส่งใช้เงินค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ส่งใช้ครบพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 มาตรา 1120 และมาตรา 1121 เมื่อจำเลยที่ 2 ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 จำต้องใช้เป็นเงินค่าหุ้นจนเต็มค่า และบรรดาเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระนั้นกรรมการจะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เสียเมื่อใดก็ได้ซึ่งผู้ถือหุ้นทุกคนจะต้องใช้เงินตามจำนวนที่เรียกนั้น เจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือไปยังกรรมการจำเลยที่ 1 เพื่อให้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมาชำระแก่จำเลยที่ 1 ให้ครบถ้วน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามสิทธิเรียกร้องของตน เป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ หนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้มีบุริมสิทธิ กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 235 โจทก์ชอบจะใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 ได้ แต่การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 อันมีต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่ครบถ้วนพร้อมดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องได้ในนามของตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ก็เป็นการใช้สิทธิแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ส่งใช้เงินค่าหุ้นที่ยังไม่ครบพร้อมดอกเบี้ย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ส่งใช้ค่าหุ้นที่ยังไม่ครบพร้อมดอกเบี้ย 3,128,125 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของมูลค่าหุ้นที่ส่งใช้ไม่ครบ 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233 ม. 235 ม. 1119 ม. 1120 ม. 1121
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (2) ม. 10 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทโซลาร์ ไอที คอนซัลแตนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวรพจน์ อินทวดี
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2643/2560
#611275
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน การที่จำเลยเพียงแต่มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อโจทก์และมีหนังสือขอความเป็นธรรมจากโจทก์ ก็หาใช่คำอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ฉ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์การประเมิน จำนวนค่าอากรจึงยุติตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ว่า จำเลยไม่ต้องเสียอากรตามการประเมินเพราะเหตุการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของประกาศกรมศุลกากรฯ และจำเลยสามารถใช้สิทธิยกเว้นให้ถูกต้อง แม้ใช้สิทธิภายหลังการตรวจปล่อยสินค้าหรือเสียอากรไปแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้อากรขาเข้าและเงินเพิ่มค้างชำระ (คำนวณถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557) แก่โจทก์ รวมกันเป็นเงินจำนวน 2,494,400.05 บาท และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าค้างชำระตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะนำเงินมาชำระหนี้อากรขาเข้าแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม2547 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2547 จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม(กศก.99/1) ด้วยการประเมินตนเอง โดยสำแดงว่านำสินค้าประเภทลูกแพร์ มีถิ่นกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ประเภทพิกัด 0808.200 อัตราอากรขาเข้า 0 เนื่องจากได้รับยกเว้นอากรตามมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (ทจ) ประกาศกระทรวงการคลัง ที่ กค 0518/ว1310 เรื่องการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน (ทจ) ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ซึ่งพิพาทกันในคดีนี้ รวมจำนวน 4 ใบขน โดยใบขนสินค้าทั้งหมดเป็นแบบ GREEN LINE ประทับตรายกเว้นการตรวจดังนี้ (1) ใบขนสินค้าขาเข้า เลขที่ 0101-00847-00028 วันนำเข้าวันที่ 1 สิงหาคม 2547 จำนวนสินค้า 1,594 หีบห่อ น้ำหนักสุทธิ 19,943 กิโลกรัม พร้อมแนบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) FORM A Reference No.Zc 1751D/04/0009 Date JUL 16,2004 ใบรับรองสุขอนามัย (PHYTOSANITARY CERTIFICATE) และใบตราส่ง (BILL OF LADING) และโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าไปจากอารักขาในวันที่ 5 สิงหาคม 2547 (2) ใบขนสินค้าขาเข้า เลขที่ 0101-00847-02088 วันนำเข้าวันที่ 15 สิงหาคม 2547 จำนวนสินค้า 1,519 หีบห่อ น้ำหนักสุทธิ 20,182.50 กิโลกรัม พร้อมแนบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) FORM A Reference No.ZC 1751D/04/0018 Date JUL 29,2004 ใบรับรองสุขอนามัย (PHYTOSANITARY CERTIFICATE) และใบตราส่ง (BILL OF LADING) และโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าไปจากอารักขาในวันที่ 17 สิงหาคม 2547 (3) ใบขนสินค้าขาเข้า เลขที่ 0101-00847-03370 วันนำเข้าวันที่ 23 สิงหาคม 2547 จำนวนสินค้า 1,669 หีบห่อ น้ำหนักสุทธิ 19,607.50 กิโลกรัม พร้อมแนบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certifcate of Origin) FORM A Reference No.ZC 1751D/04/0024 Date AUG 06,2004 ใบรับรองสุขอนามัย (PHYTOSANITARY CERTIFICATE) และใบตราส่ง (BILL OF LADING) และโจทก์ได้ทำการตรวจปล่อยสินค้าจากอารักขาในวันที่ 23 สิงหาคม 2547 (4) ใบขนสินค้าขาเข้า เลขที่ 0101-00947-01272 วันนำเข้าวันที่ 9 กันยายน 2547 จำนวนสินค้า 1,586 หีบห่อ น้ำหนักสุทธิ 16,715 กิโลกรัม พร้อมแนบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certifcate of Origin) FORM A Reference No.ZC 1751D/04/0028 Date AUG 28,2004 ใบรับรองสุขอนามัย (PHYTOSANITARY CERTIFICATE) และใบตราส่ง (BILL OF LADING) และโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าไปจากอารักขาในวันที่ 10 กันยายน 2547 ต่อมาสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพมีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า FORM E โดยอ้างว่าการยื่นใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า FORM A มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2547 เท่านั้น เมื่อจำเลยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรภายหลังวันที่ 30 มิถุนายน 2547 เพื่อให้ได้ยกเว้นอากรขาเข้าจึงต้องส่งใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า FORM E ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 14/2547 เรื่องระเบียบพิธีการสำหรับการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีนลงวันที่ 30 มกราคม 2547 จำเลยจึงแจ้งไปยังผู้ขายที่สาธารณรัฐประชาชนจีนให้จัดส่งใบรับรองแหล่ง กำเนิดสินค้า (FORM E) ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2547 มารวม 4 ฉบับ โดยในใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (FORM E) ได้ระบุว่า "ให้มีผลย้อนหลัง" (ISSUED RETROSPECTIVELY) และส่งมอบให้โจทก์เพื่อประกอบการพิจารณา ต่อมาฝ่ายโจทก์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการยื่นใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า FORM E แทน FORM A ของจำเลย ภายหลังการตรวจปล่อยไม่สามารถใช้ประกอบการใช้สิทธิยกเว้นอากรตามความตกลงเขตการค้าเสรีไทย - จีน (ทจ.) สำหรับสินค้าพิพาทที่นำเข้าได้ โดยจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระอากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 และเจ้าพนักงานประเมินอากรขาเข้าของโจทก์ได้ทำการประเมินอากรขาเข้าพร้อมเงินเพิ่มตามใบขนสินค้าขาเข้าที่พิพาทกันในคดีนี้ทั้ง 4 ฉบับ แล้วมีหนังสือแจ้งการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าพร้อมใบแนบส่งให้จำเลยทราบ โดยจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินอากรขาเข้าและเงินเพิ่มของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำนวนภาษีพิพาทยุติตามการประเมินของเจ้าพนักงานแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีหนังสือตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ให้จำเลยต้องชำระอากรและเงินเพิ่มให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับแจ้งการประเมิน มิฉะนั้นโจทก์อาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละ 20 ของจำนวนเงินค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามมาตรา 112 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินไม่ว่าในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง จำเลยต้องใช้สิทธิในการอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 การที่จำเลยเพียงแต่มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อโจทก์ และมีหนังสือขอความเป็นธรรมจากโจทก์อ้างว่า การนำเข้าสินค้าลูกแพร์ของจำเลยที่พิพาทกันในคดีนี้จำนวน 4 ใบขน ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรสำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน (ทจ.) ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และการที่จำเลยปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบพิธีการศุลกากรที่กำหนดโดยจำเลยยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM A) แต่ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 14/2547 กำหนดให้ยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM E) ก็ไม่ทำให้สิทธิได้รับยกเว้นอากรขาเข้าของจำเลยหมดสิ้นไปนั้น เป็นเพียงหนังสือขอความเป็นธรรมของจำเลยขอให้ยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมิน หาใช่เป็นแบบหนังสืออุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ทั้งหนังสือขอความเป็นธรรมของจำเลยที่อ้างว่า ยังมีปัญหาข้อกฎหมายและพิธีการศุลกากรว่า จำเลยได้รับสิทธิยกเว้นอากรหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงานของสองหน่วยงานของโจทก์ คืออยู่ระหว่างการดำเนินการของสำนักกฎหมายจำนวน 4 ใบขน และอยู่ในระหว่างการดำเนินการของสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพอีก 2 ใบขน การพิจารณาอาจมีความเห็นแตกต่างกันก็ได้ จึงน่าจะมีปัญหาในการพิจารณาเพื่อเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ จำเลยขอให้โจทก์พิจารณามอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณากฎหมายและพิธีการศุลกากรร่วมพิจารณาต่อไปด้วย ก็หาใช่เป็นคำอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์การประเมิน จำนวนค่าอากรจึงยุติตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ว่า จำเลยไม่ต้องเสียอากรตามการประเมินเพราะเหตุการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของประกาศกรมศุลกากรที่ 14/2547 จำเลยสามารถใช้สิทธิยกเว้นให้ถูกต้อง แม้ใช้สิทธิภายหลังการตรวจปล่อยสินค้าหรือเสียอากรไปแล้วก็ย่อมได้นั้น ปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้เนื่องจากจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 จำเลยจึงต้องรับผิดชำระอากรขาเข้าพร้อมทั้งเงินเพิ่มตามที่โจทก์ฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้อากรขาเข้าและเงินเพิ่มค้างชำระ (คำนวณถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557) แก่โจทก์เป็นเงิน 2,494,400.05 บาท และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ของต้นเงินอากรขาเข้าค้างชำระตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2557) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทเซ็นคาร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2640/2560
#610059
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ชำระเงินค่าแลกคะแนนเพื่อซื้อของสมมุติของผู้ถือบัตร @cash แก่บริษัท ฟ. โดยมีการหักลบเงินที่ต้องจ่ายให้แก่กันจากราคาหน้าบัตร @ cash ในอัตราร้อยละ 25 หรือร้อยละ 33 แล้วแต่กรณี จึงไม่ใช่การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง แต่มีลักษณะเป็นการหักค่าบริการที่โจทก์ได้ดำเนินการวางระบบโปรแกรมเพื่อเชื่อมต่อเว็บไซต์ระหว่างกัน เพื่อให้ผู้ถือบัตร @cash ของโจทก์สามารถเข้าเล่นเกมของบริษัท ฟ. ได้ รวมถึงการพัฒนาดูแลระบบหรือโปรแกรมระบบงานเพื่อประมวลผลต่าง ๆ ในการคัดแยกจัดสรรประโยชน์ระหว่างโจทก์กับบริษัท ฟ. ตามปริมาณการใช้บัตร @cash ของโจทก์ที่ลูกค้าได้เข้าใช้บริการเกมออนไลน์ของบริษัท ฟ. อันมีลักษณะเป็นการกระทำใด ๆ ที่อาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า จึงเป็นการบริการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (10)

การให้บริการระหว่างโจทก์กับบริษัท ฟ. เป็นคนละขั้นตอนกับการที่โจทก์ขายบัตร @cash ของโจทก์ให้แก่ผู้จัดจำหน่ายสินค้าซึ่งจะนำบัตรไปขายต่อให้แก่ผู้เล่นเกมออนไลน์ ค่าบริการดังกล่าวจึงเป็นมูลค่าที่โจทก์ได้รับจากการให้บริการ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับมูลค่าที่โจทก์ได้รับจากการขายบัตรดังกล่าวให้แก่ผู้จัดจำหน่ายสินค้า โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการที่ได้รับจากบริษัท ฟ. นำส่งจำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งประเมินเลขที่ ภพ.73.1-02012340-25530922-005-00657 ถึง ภพ.73.1-02322340-25530922-005-00712 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ รวมทั้งให้งดหรือลดเบี้ยปรับจำนวน 5,907,841.66 บาท และงดหรือลดเงินเพิ่มจำนวน 2,512,801.66 บาท กับให้จำเลยคืนเงินภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่โจทก์ชำระแก่จำเลยแล้วรวม 13,102,636.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,652,891 บาท แก่โจทก์ และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,102,636.58 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด

ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ประกอบกิจการสร้างเกมออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ผู้เล่นเกมเข้าเล่นผ่านเว็บไซต์ www.asiasoft.co.th โดยผู้เล่นสามารถเล่นเกมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระแก่โจทก์ แต่หากผู้เล่นต้องการซื้อของสมมุติในเกม เช่น เสื้อผ้า อาวุธ หรือการเดินทางผ่านทางลัดในเกม ผู้เล่นต้องซื้อบัตรของโจทก์ที่เรียกว่า @Cash มี

2 ชนิด ชนิดแรก บัตร @cash ที่เป็นบัตรแข็ง มีราคาตั้งแต่ 55 บาท ถึง 888 บาท วางจำหน่ายที่ผู้จัดจำหน่ายหรือร้านสะดวกซื้อ ชนิดที่สอง บัตร @cash มาจากช่องทางการจำหน่ายบัตรระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-chanel) เช่น @cash on mobile และ @cash online บัตรแต่ละใบจะมีรหัสลำดับประจำบัตร (Serial Code) และรหัสผ่าน (Password) ไม่ซ้ำกัน เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและเพื่อประโยชน์ในการนับจำนวนราคาตามบัตรที่ขายได้ แล้วผู้เล่นต้องป้อนรหัสดังกล่าวของบัตรที่ซื้อมาเข้าไปในเกมที่ผู้เล่นต้องการซื้อของสมมุติในเกมนั้น จากนั้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะแลกมูลค่าตามราคาหน้าบัตรดังกล่าวเป็นคะแนนเพื่อให้ผู้เล่นใช้ซื้อของสมมุติในเกมได้ ส่วนบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ประกอบธุรกิจให้บริการเกมออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ผู้เล่นเกมเข้าเล่นผ่านเว็บไซต์ www.funbox.co.th โดยผู้เล่นสามารถเล่นเกมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระแก่บริษัทดังกล่าว แต่หากผู้เล่นต้องการซื้อของสมมุติในเกม เช่น อาวุธ เครื่องมือ ผู้เล่นสามารถซื้อบัตร @Cash ของโจทก์ แล้วนำรหัสประจำบัตรและรหัสผ่านของบัตรที่ซื้อมาไปกรอกในช่องกรอกข้อมูลเพื่อแลกคะแนนในเว็บไซต์ของโจทก์และเลือกเล่นเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จากนั้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์จะแจ้งรหัสลำดับ (Serial Code) และรหัสผ่าน (Password) อีกชุดของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ที่โจทก์จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ ให้ผู้เล่นเกมทราบ

บนหน้าเว็บไซต์ของโจทก์ แล้วผู้เล่นเกมต้องเข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ที่เชื่อมต่อกับเว็บไซต์ของโจทก์ และนำรหัสลำดับและรหัสผ่านดังกล่าวไปกรอกในช่องกรอกข้อมูลเพื่อแลกคะแนนในเว็บไซต์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จากนั้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนมูลค่าตามราคาหน้าบัตรดังกล่าวเป็นคะแนนเพื่อให้ผู้เล่นใช้ซื้อของสมมุติในเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ต่อไป โจทก์และบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ทำสัญญาให้บริการ เมื่อโจทก์นำบัตร @cash ชนิดบัตรแข็งไปจำหน่ายแก่ผู้จัดจำหน่ายหรือร้านสะดวกซื้อ โจทก์จะคิดราคาหลังหักส่วนลด ร้อยละ 20 ของราคาตามหน้าบัตรดังกล่าว และออกใบกำกับภาษีไปยังผู้จัดจำหน่ายหรือร้านสะดวกซื้อจากราคาหลังหักส่วนลดดังกล่าวแล้วเป็นภาษีขาย แล้วนำส่งภาษีขายแก่จำเลย ผู้จัดจำหน่ายหรือร้านสะดวกซื้อได้ขายบัตรดังกล่าวในราคาตามหน้าบัตรให้แก่ผู้เล่นเกม ผู้จัดจำหน่ายจะนำภาษีขายที่คำนวณจากราคาหน้าบัตรดังกล่าวหักด้วยภาษีซื้อที่โจทก์เรียกเก็บไป แล้วนำส่งภาษีให้แก่จำเลย เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 56 ฉบับ ไปยังโจทก์ โดยให้เหตุผลทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโจทก์มิได้จัดทำใบกำกับภาษีพร้อมส่งมอบใบกำกับภาษีทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร โดยจากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานปรากฏว่า โจทก์ให้บริการใช้พื้นที่บนเว็บไซต์ให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด โดยมิได้ออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการที่ได้ให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร และมิได้นำมูลค่าบริการทั้งหมดที่

ได้ให้บริการมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร รวมภาษีที่ประเมิน เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 20,236,328.15 บาท โจทก์รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2553 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว และมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ แต่ให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์รวม 56 เรื่อง โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ให้ผู้เล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ใช้บัตร @cash ของโจทก์เป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีแผนการตลาดที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้บัตร @cash โดยการซื้อสินค้าที่ไม่มีรูปร่างจาก

ผู้ประกอบกิจการเกมส์ออนไลน์รายอื่นมาจำหน่ายให้แก่ผู้เล่นเกมส์ผ่านบัตร @cash เพื่อให้ผู้เล่นเกมสามารถใช้บัตร @cash ซื้อสินค้าได้ทั้งของโจทก์และของผู้ประกอบการรายอื่นด้วย โจทก์จึงตกลงซื้อสินค้าที่ไม่มีรูปร่างของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ได้แก่ สิทธิในการแลกคะแนนเพื่อใช้ซื้อสิ่งของสมมุติในเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวส่งมอบรหัสลำดับ (serial code) และรหัสผ่าน (password) ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายและส่งมอบต่อให้ผู้เล่นเกมส์ผ่านบัตร @cash ซึ่งบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ตกลงขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่างให้แก่โจทก์ในราคาหลังหักส่วนลดในอัตราร้อยละ 33 จากราคาหน้าบัตร @cash ซึ่งโจทก์ได้นำสินค้าที่ไม่มีรูปร่างไปจำหน่ายให้แก่ผู้จัดจำหน่ายบัตร @cash ในราคาหลังหักส่วนลดอัตราร้อยละ 20 จากราคาหน้าบัตร โจทก์จึงมีรายได้เท่ากับส่วนต่างของราคา

ซื้อสินค้าที่ไม่มีรูปร่างจากบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด กับราคาขายให้แก่ผู้จัดจำหน่าย เมื่อผู้เล่นเกมซื้อบัตร @cash ของโจทก์ก็มีสิทธินำบัตรดังกล่าวมาเลือกซื้อสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง ทั้งสินค้าที่เป็นของสมมุติที่ใช้ในเกมออนไลน์ของโจทก์และของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ที่โจทก์ซื้อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ขึ้นอยู่กับผู้เล่นว่าจะเลือกซื้อสินค้าชนิดใด การที่โจทก์ซื้อสินค้าที่ไม่มีรูปร่างจากบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เป็นการซื้อมาขายไปและซื้อถูกขายแพงซึ่งเป็นวิธีการดำเนินธุรกิจตามปกติทั่วไป จึงเป็นการซื้อขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่างตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) และ (9) ไม่ใช่การบริการตามมาตรา 77/1 (10) ดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของจำเลยสอดคล้องตรงกับข้อความในสัญญาให้บริการที่ระบุว่า ข้อ 1. โจทก์ตกลงและยินยอมให้ผู้ใช้บริการเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด สามารถใช้บัตร @cash เติมบริการเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ได้ ข้อ 2. บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ตกลงชำระค่าบริการตามสัญญาให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนตามยอดจำหน่ายสะสมบัตร @cash โดยคิดจากราคาหน้าบัตรหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อ 3. การชำระค่าบริการตามข้อ 2. คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า โจทก์เป็น

ผู้จำหน่ายบัตร @cash ตามราคาที่ระบุไว้หน้าบัตร และดำเนินการหักค่าบริการไว้และจะนำส่งส่วนที่เหลือจากการหักค่าบริการคืนให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ข้อ 4. โจทก์ตกลงรายงานปริมาณการใช้บัตรให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ทราบทุกเดือน และบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ตกลงออกใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกเก็บเงินจากโจทก์ภายหลังจากโจทก์รายงานปริมาณการใช้บริการบัตร ซึ่งสัญญาให้บริการ ข้อ 4 ยังระบุว่า โจทก์เป็นผู้พัฒนาและดูแลระบบการเติมบริการออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ด้วยบัตร @cash ของโจทก์ให้กับเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด และข้อ 6 โจทก์เป็นผู้จัดทำระบบรายงานผล

การใช้บริการบัตร @cash สำหรับเติมบริการออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด อีกด้วย แต่โจทก์นำสืบหักล้างพยานหลักฐานจำเลยเพียงว่า สัญญาให้บริการมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติของโจทก์กับบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ซื้อสิทธิการแลกคะแนนในเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด นำไปขายให้แก่ผู้เล่นเกม จึงไม่ใช่การบริการเท่านั้น แต่กลับได้ความเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติของโจทก์กับบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จากคำเบิกความของนายธีระบูลย์ เจ้าพนักงานของจำเลยว่า กรณีผู้เล่นเกมใช้บัตร @cash ของโจทก์เลือกเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ผู้เล่นสามารถเข้าเล่นเกมของบริษัทดังกล่าวได้โดยผ่านลิงค์ของเว็บไซต์โจทก์ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับโปรแกรมระบบงานเพื่อการเชื่อมต่อ และเป็นผู้สรุปรายงานปริมาณการใช้บัตร หากผู้เล่นจะเข้าเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จะมี Drop down ให้เลือก "เติมเงิน @cash" โปรแกรมจะเชื่อมต่อกลับไปหน้าเว็บไซต์ของโจทก์ เพื่อให้ผู้เล่นป้อนรหัสลำดับ (Serial code) และรหัสผ่าน (Password) ที่มากับบัตร @cash ระบบจะเปลี่ยนรหัสในบัตรเป็นรหัสของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ผู้เล่นต้องนำรหัสดังกล่าวไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ที่สามารถเชื่อมต่อได้จากเว็บไซต์ของโจทก์ ทั้งยังได้ความจากนางสาวจุไรรัตน์ พยานจำเลยอีกว่า วิธีเรียกเก็บเงินระหว่างโจทก์กับบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เช่น กรณีบัตรแข็ง ราคาหน้าบัตร 888 บาท เฉพาะที่ผู้เล่นเลือกเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด โจทก์จะหักเงินอัตราร้อยละ 33 เป็นเงิน 273.87 บาท โดยไม่มีการออกใบกำกับภาษีขายและบันทึกรายงานภาษีขายไว้แต่อย่างใด ส่วนที่เหลือร้อยละ 67 จำนวน 556.03 บาท บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จะออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บค่าบริการเกมจากโจทก์ ทั้งที่ผู้เล่นซื้อของสมมุติได้ตามราคาหน้าบัตร อันแสดงให้เห็นถึงวิธีปฏิบัติระหว่างกันสอดคล้องกับข้อความตามสัญญาให้บริการที่ตกลงกันไว้มากกว่าที่พยานโจทก์เบิกความ นอกจากนี้บันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาให้บริการยังปรากฏให้เห็นถึงการดูแลระบบงานประมวลผลเพื่อมีการจัดสรรประโยชน์ระหว่างกันดังจะเห็นได้จากข้อตกลง ข้อ 1. ที่ระบุว่า บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ตกลงและยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคำนวณอัตราค่าบริการในการใช้บัตร @Cash เติมบริการเกมออนไลน์และ/หรือบริการอื่น ๆ ของบริษัทดังกล่าวตามสัญญาให้บริการ โดยบริษัทดังกล่าวตกลงชำระค่าบริการให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ดังนี้ อัตราค่าบริการร้อยละ 33 โดยคิดจากราคาหน้าบัตร @cash ที่เป็นแบบแข็ง และอัตราร้อยละ 25 โดยคิดจากราคาหน้าบัตร @cash ที่มาจากช่องทาง E-Channel และข้อ 2. บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด สามารถสะสมยอดจำหน่ายบัตร @cash เพื่อรับคืนส่วนลดค่าบริการ (Rebate) ปลายปี ดังนี้ ยอดจำหน่ายสะสมตั้งแต่ 10,000,000 บาท ถึง 30,000,000 บาท รับคืนส่วนลดค่าบริการร้อยละ 1 ยอดจำหน่ายสะสมตั้งแต่ 30,000,001 บาท ถึง 50,000,000 บาท รับคืนส่วนลดค่าบริการร้อยละ 2 ยอดจำหน่ายสะสมตั้งแต่ 50,000,001 บาท เป็นต้นไป รับคืนส่วนลดค่าบริการร้อยละ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีภาระผูกพันในการจ่ายคืนค่าบริการให้บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด หากยอดรวมสะสมในการเข้าเล่นเกมมียอดสูงถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการบริการและเป็นการกระตุ้นให้บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด นำเกมที่น่าสนใจมาให้บริการบนเว็บไซต์ของตน อันเป็นการสนับสนุนพยานหลักฐานของจำเลยให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้นว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์และเป็นเจ้าของบัตร @cash ทั้งเป็นผู้ผลิตบัตร @cash ผ่านช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ ส่วนบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์และมีการขายบัตรเข้าเล่นเกมของตนเองเช่นกัน แต่บัตร Fun cash ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด มีช่องทางจำหน่ายไม่แพร่หลายเท่ากับบัตร @cash ของโจทก์ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มช่องทางให้ผู้เล่นตามที่นางเฉลิมชัย พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด และเป็นลูกจ้างโจทก์กับเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความรับ โจทก์และบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จึงทำสัญญาให้บริการเพื่อให้ผู้เล่นสามารถนำบัตร @cash ของโจทก์มาเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ได้ โดยโจทก์เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับโปรแกรมระบบงานเพื่อการเชื่อมต่อ และเป็นผู้สรุปรายงานปริมาณการใช้บัตร หากผู้เล่นเกมเข้าเล่นเกมของเว็บไซต์บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จะมี Drop down ให้เลือก "เติมเงิน @cash" โปรแกรมจะเชื่อมต่อกลับไปที่หน้าเว็บไซต์ของโจทก์ เพื่อให้ผู้เล่นป้อนรหัสลำดับและรหัสผ่านที่มากับบัตร @cash ระบบจะเปลี่ยนรหัสในบัตรเป็นรหัสของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ผู้เล่นต้องนำรหัสไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เพื่อใช้แลกคะแนนในการซื้อของในเกม ระบบของโจทก์จะบันทึกการใช้บัตร @cash เพื่อการเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด และรหัสของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จะเป็นข้อมูลที่ใช้ประมวลผลและสรุปรายงานการใช้บัตรเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด แต่ละรอบเดือน ดังนั้น การที่โจทก์ชำระเงินค่าแลกคะแนนเพื่อซื้อของสมมุติของผู้ถือบัตร @cash แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด โดยมีการหักลบเงินที่ต้องจ่ายให้แก่กันจากราคาหน้าบัตร @ cash ในอัตราร้อยละ 25 หรือร้อยละ 33 แล้วแต่กรณี ซึ่งผิดจากสัญญาให้บริการดังกล่าวจึงไม่ใช่การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่างดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่มีลักษณะเป็นการหักค่าบริการที่โจทก์ได้ดำเนินการวางระบบโปรแกรมเพื่อเชื่อมต่อเว็บไซต์ระหว่างกัน เพื่อให้

ผู้ถือบัตร @cash ของโจทก์สามารถเข้าเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ได้ รวมถึงการพัฒนาดูแลระบบหรือโปรแกรมระบบงานเพื่อประมวลผลต่าง ๆ ในการคัดแยกจัดสรรประโยชน์ระหว่างโจทก์กับบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ตามปริมาณการใช้บัตร @cash ของโจทก์ที่ลูกค้าได้เข้าใช้บริการเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด อันมีลักษณะเป็นการกระทำใด ๆ ที่อาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้าเสมือนการขายคูปองอาหารของห้างสรรพสินค้าที่ผู้ซื้อสามารถนำไปซื้อสินค้าหรือบริการภายในห้างสรรพสินค้าดังกล่าวซึ่งมีข้อตกลงกับร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าหรือให้บริการ จึงเป็นการบริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร การที่โจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด โดยมีการหักลดเงินที่ต้องจ่ายให้แก่กันจากราคาหน้าบัตร @cash ของโจทก์จึงไม่เป็นส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ได้ลดให้ขณะขายสินค้าหรือบริการตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร เงินส่วนที่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด หักลดให้แก่โจทก์ จึงเป็นมูลค่าของฐานภาษีที่ต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในแต่ละเดือนด้วย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวจากบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด มิใช่นำไปหักลดกับค่าซื้อของสมมุติจากเกมที่ต้องจ่ายแทนผู้ถือบัตร @cash ของโจทก์

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หากโจทก์ต้องออกใบกำกับภาษีจากส่วนลดของราคาตามหน้าบัตร @Cash ให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้แก่จำเลยอีกก็จะเป็นกรณีที่สินค้าชิ้นเดียวกันมีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่งแก่จำเลยรวมแล้วเกินกว่าร้อยละ 7 ของมูลค่าสินค้าชิ้นเดียวกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามประมวลรัษฎากร นั้น เห็นว่า การให้บริการระหว่างโจทก์กับบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เป็นคนละขั้นตอนกับการที่โจทก์ขายบัตร @cash ของโจทก์ให้แก่ผู้จัดจำหน่ายสินค้าซึ่งจะนำบัตรไปขายต่อให้แก่ผู้เล่นเกมออนไลน์ ค่าบริการดังกล่าวจึงเป็นมูลค่าที่โจทก์ได้รับจากการให้บริการ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับมูลค่าที่โจทก์ได้รับจากการขายบัตรดังกล่าวให้แก่ผู้จัดจำหน่ายสินค้า ดังนี้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการที่ได้รับจากบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด นำส่งจำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งด้วย การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินและเรียกให้โจทก์ออกใบกำกับภาษีขายจากส่วนลดตามราคาหน้าบัตร @cash ของโจทก์ให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่เดือนภาษีกันยายน 2548 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2553 แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว เมื่อโจทก์แสดงภาษีขายไว้ขาดไปจึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีตามมาตรา 89 (5) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะมิทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นายอดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2636/2560
#610621
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (2) เป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ส่วนมาตรา 40 (6) เป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระรวมถึงการบัญชี ซึ่งในการคำนวณภาษีเงินได้ประเภทต่าง ๆ กฎหมายยอมให้หักค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน เมื่อเงินได้เกี่ยวกับการรับทำงานให้ของผู้ประกอบวิชาชีพล้วนเป็นการรับจ้างบริการในลักษณะเดียวกัน การจะพิจารณาว่าเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด นอกจากจะต้องพิจารณาถึงลักษณะของงานที่ทำว่าเป็นการประกอบวิชาชีพโดยตนเองอาศัยความรู้ความชำนาญและได้รับเงินตามปริมาณผลงานที่ทำหรือไม่แล้ว ยังต้องพิจารณาจากค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้ของผู้ประกอบวิชาชีพประกอบกันด้วย เพราะหากไม่พิจารณาจากค่าใช้จ่ายด้วยแล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีเงินได้จากลักษณะงานที่มีค่าใช้จ่ายน้อยก็จะอ้างว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) เพื่อหักค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดเงินได้จริง เมื่อเงินได้พึงประเมินที่บริษัท ห. จ่ายให้แก่โจทก์เป็นค่าที่ปรึกษาวางระบบบัญชี มาจากการรับทำงานให้ที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือนโดยไม่เกี่ยวกับปริมาณงาน และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีค่าใช้จ่าย เงินได้ดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) หาใช่เงินได้ตามมาตรา 40 (6) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ 02015090 - 25540418 - 001 - 00038 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/2/9/2555 และขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คืนหลักประกันการขอทุเลาการเสียภาษีอากรพร้อมยกเลิกการระงับการจำหน่าย จ่าย โอน เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และ ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์จบการศึกษาสาขาบัญชีบัณฑิต และเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี ตามสำเนาปริญญาบัตร และสำเนาบัตรของสภาวิชาชีพบัญชี จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่และควบคุมการจัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์รับจ้างเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการวางระบบบัญชีให้แก่กลุ่มบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) และยังมีรายได้อื่น โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ประจำปีภาษี 2552 แสดงเงินได้ค่าที่ปรึกษาวางระบบบัญชีที่ได้รับจากบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,040,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6) รวมทั้งมีเงินได้ที่ได้รับจากบริษัทอื่น และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเมื่อคำนวณภาษีแล้วโจทก์ขอคืนภาษีที่ชำระเกินจำนวน 61,696.33 บาท ตามสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ประจำปีภาษี 2552 จำเลยที่ 1 ได้คืนเงินภาษีตามที่ขอคืนแก่โจทก์แล้ว ตามสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.21) และสำเนาเช็คคืนภาษี ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมจำนวน 66,776.83 บาท เงินเพิ่มจำนวน 13,021.48 บาท รวม 79,798.31 บาท โดยเห็นว่า เงินได้จากการเป็นที่ปรึกษาวางระบบบัญชีจำนวน 1,040,000 บาท ดังกล่าว เป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) และใบตอบรับทางไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ตามสำเนาใบรับอุทธรณ์และสำเนาคำอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2556 ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และใบตอบรับทางไปรษณีย์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงนำคดีนี้มาฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินได้พึงประเมินที่บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่โจทก์เป็นค่าที่ปรึกษาทางด้านบัญชีจำนวน 1,040,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินจากการรับทำงานให้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) หรือเป็นเงินได้พึงประเมินจากวิชาชีพอิสระตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6) นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 แบ่งเงินได้ไว้ 8 ประเภท เงินได้ประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40 (2) เป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ส่วนประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6) เป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระรวมถึงการบัญชี ซึ่งในการคำนวณภาษีเงินได้ประเภทต่าง ๆ กฎหมายยอมให้หักค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (2) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ตามมาตรา 42 ทวิ (เดิม) ส่วนเงินได้ตามมาตรา 40 (6) มาตรา 44 ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา และในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 มาตรา 6 ระบุให้เงินได้จากวิชาชีพอิสระนอกจากการประกอบโรคศิลป ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 30 โดยไม่จำกัดจำนวน และหากแสดงหลักฐานโดยพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร ดังนั้น เมื่อเงินได้เกี่ยวกับการรับทำงานให้ของผู้ประกอบวิชาชีพล้วนเป็นการรับจ้างบริการในลักษณะเดียวกัน การจะพิจารณาว่าเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด นอกจากจะต้องพิจารณาถึงลักษณะของงานที่ทำว่าเป็นการประกอบวิชาชีพโดยตนเองอาศัยความรู้ความชำนาญและได้รับเงินตามปริมาณผลงานที่ทำหรือไม่แล้ว ยังต้องพิจารณาจากค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้ของผู้ประกอบวิชาชีพประกอบกันด้วย เพราะหากไม่พิจารณาจากค่าใช้จ่ายด้วยแล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีเงินได้จากลักษณะงานที่มีค่าใช้จ่ายน้อยก็จะอ้างว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) เพื่อหักค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดเงินได้จริง ทำให้เสียภาษีน้อยกว่าที่ควรจะต้องเสีย อันจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่ลักษณะงานมีค่าใช้จ่ายมากแต่กลับหักค่าใช้จ่ายได้ในลักษณะเดียวกับผู้ที่มีค่าใช้จ่ายน้อย ส่วนกรณีของโจทก์เมื่อพิจารณาจากลักษณะของงานที่ทำ แม้โจทก์จะนำสืบโดยมีตัวโจทก์มาเบิกความว่า เงินได้พึงประเมินที่บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่โจทก์ มาจากการให้บริการเป็นที่ปรึกษาวางระบบบัญชี เป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ และได้รับค่าตอบแทนเป็นการเหมา แต่ยอมตกลงให้แบ่งจ่ายเป็นรายงวดตามปริมาณผลงาน ตามสำเนาสัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญวางระบบบัญชีและมีระดับการแบ่งจ่ายแต่ละงวดไม่เท่ากัน งวดที่ 1 ถึง 3 จ่ายงวดละ 80,000 บาท งวดที่ 4 ถึง 16 จ่ายงวดละ 100,000 บาท ตามปริมาณงานและหากเกิดความเสียหายจริง บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) ก็สามารถระงับการจ่ายเงิน และฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ก็ตาม แต่โจทก์ไม่มีพยานบุคคลของบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) มานำสืบสนับสนุน และจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กลับปรากฏจากคำเบิกความของนางสาววลัยลักษณ์ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 โจทก์ได้ไปพบและให้การต่อนางสาววลัยลักษณ์ เพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบการโดยให้การในส่วนที่เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่โจทก์ในปีภาษี 2552 ว่า โจทก์มีเงินได้จากค่าที่ปรึกษาด้านบัญชีจากบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) เดือนละ 80,000 บาท และเดือนละ 100,000 บาท รวมปีละ 1,040,000 บาท โดยไม่มีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ลักษณะงานที่ทำ มีหน้าที่ช่วยดูแลระบบบัญชี วางระบบบัญชี ให้คำปรึกษาด้านบัญชี คำนวณการคิดต้นทุนการผลิตสินค้า ตรวจงบการเงิน วางแผนภาษี ฯลฯ โดยการเข้าไปทำงานจะทำงานด้วยตนเอง ไม่มีทีมงาน เนื่องจากบริษัทฯ มีพนักงานของบริษัทฯ ทำอยู่แล้วในแผนกบัญชี จึงเป็นเพียงที่ปรึกษาด้านระบบฯ ที่กล่าวไว้ การจ่ายค่าตอบแทนบริษัทฯ จะจ่ายเป็นรายเดือน เท่า ๆ กันทุกเดือน โดยไม่เกี่ยวกับปริมาณงานแต่อย่างใด และไม่ได้คิดค่าตอบแทนเป็นงาน ๆ หรือเป็นโครงการ เนื่องจากบริษัทฯ ไม่สามารถจ้างเป็นโครงการได้ และสิ้นปีไม่ได้รับโบนัส ตามคำให้การโจทก์ ซึ่งท้ายคำให้การดังกล่าวก็มีข้อความระบุว่า โจทก์ได้อ่านข้อความข้างต้นแล้ว ยอมรับว่าถูกต้องเป็นความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อเจ้าพนักงานและพยาน และโจทก์ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งว่าไม่เคยให้การไว้เช่นนั้น ดังนั้น การที่โจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นผู้มีความรู้ทางด้านบัญชีและภาษีอากรได้ตกลงทำสัญญาจ่ายค่าตอบแทนเป็นการเหมาและยอมให้แบ่งจ่ายเป็นรายงวดตามปริมาณผลงานไว้ ทำให้คำเบิกความและพยานเอกสารของโจทก์ขัดแย้งกับคำให้การในชั้นเจ้าพนักงานไม่น่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เงินได้ที่จ่ายให้แก่โจทก์เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับค่าที่ปรึกษาวางระบบบัญชีดังกล่าวเป็นรายเดือน 3 เดือนแรก เดือนละ 80,000 บาท และเดือนต่อ ๆ มาเดือนละ 100,000 บาท โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงาน ส่วนประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น แม้โจทก์จะนำสืบว่ามีต้นทุนได้แก่ คอมพิวเตอร์พกพา ค่าใช้จ่ายในการสื่อสาร และค่าพาหนะ แต่ก็ไม่ได้นำสืบว่าเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใด และเกี่ยวข้องกับการได้มาของเงินได้อย่างไร ในส่วนต้นทุนอื่นได้แก่ ค่าการศึกษา การฝึกอบรม และการสั่งสมประสบการณ์ที่โจทก์นำสืบมา ก็ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายอันก่อให้เกิดเงินได้ที่โจทก์จะอ้างได้ นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านยอมรับว่า โจทก์ไม่มีลูกจ้างหรือคนงาน โจทก์ทำงานด้วยตนเอง ถือว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ถึงค่าใช้จ่าย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เงินได้พึงประเมินที่บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่โจทก์เป็นค่าที่ปรึกษาวางระบบบัญชี มาจากการรับทำงานให้ที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือนโดยไม่เกี่ยวกับปริมาณงาน และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีค่าใช้จ่าย เงินได้ดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) หาใช่เงินได้จากวิชาชีพอิสระอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ดังที่โจทก์อ้างไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (2) ม. 40 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรศักดิ์ ลิ้มบุญยประเสริฐ
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2620/2560
#611271
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องและให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองที่ดินพิพาทแทน จ. แล้วแย่งการครอบครองโดยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยัง จ. ว่าไม่มีเจตนายึดที่ดินพิพาทแทน จ. ต่อไป คดีจึงไม่มีประเด็นว่า โจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยัง จ. บิดาจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ทั้งสอง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ และเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยโจทก์ทั้งสองมิได้แก้ฎีกาว่า ส. บิดาโจทก์ที่ 2 เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ จ. หรือบริษัท ร. แล้วโจทก์ที่ 2 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจาก จ. จึงเป็นการครอบครองแทน จ. บิดาจำเลยด้วย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงมีอำนาจฟ้องแย้งให้ขับไล่โจทก์ทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 เนื้อที่ 13 ไร่ 13 ตารางวา และเลขที่ 825 บางส่วน เนื้อที่ 40 ไร่เศษ ตามแผนที่ท้ายคำฟ้อง กองมรดกของนายสาและโจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครอง ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยไปดำเนินการขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา สาขาตะกั่วป่า แก้ไขหรือออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 เนื้อที่ 13 ไร่ 13 ตารางวา และเลขที่ 825 บางส่วน เนื้อที่ 40 ไร่เศษ ให้แก่กองมรดกของนายสาและโจทก์ที่ 2 และห้ามจำเลยและบริวารของนายจุติเข้ามาขัดขวางหรือรบกวนการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเสาปูนและลวดหนามซึ่งปักไว้ตามแนวที่คนงานของบริษัทเรือขุดแร่บุญสูง จำกัด ปลูกไม้ยืนต้นไว้ เพื่อเป็นเครื่องหมายตลอดแนวออกทั้งหมด ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีกต่อไป

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทบริเวณกรอบเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท เนื้อที่ 50 ไร่ 61 ตารางวา ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 และ 825 ตำบลโคกเคียน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 50 ไร่ 61 ตารางวา บริเวณกรอบเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท อยู่ในเขตที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 และ 825 ตำบลโคกเคียน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ที่มีชื่อนายจุติ บิดาจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เดิมนายสา บิดาโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมานายสาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล และโจทก์ที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาตลอด ครั้นปลายปี 2549 โจทก์ที่ 2 นำรถตักเข้าไปตักดิน หินและทรายในที่ดินพิพาทไปจำหน่าย จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายจุติมอบอำนาจให้นายชัยพฤกษ์ ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตะกั่วป่าให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ที่ 2 กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือจำเลย เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องและให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่า นายจุติไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นายสาและโจทก์ทั้งสองได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยเข้าแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากนายจุติ โดยนายสาและโจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2524 นายสาและโจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน ไม่เคยขออนุญาตนายจุติและไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนนายจุติ เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องและให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองที่ดินพิพาทแทนนายจุติ แล้วแย่งการครอบครองโดยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังนายจุติว่าไม่มีเจตนายึดที่ดินพิพาทแทนนายจุติต่อไป คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังนายจุติบิดาจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ทั้งสอง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในข้อนี้จึงไม่ชอบและเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยโจทก์ทั้งสองมิได้แก้ฎีกาว่านายสาบิดาโจทก์ที่ 2 เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายจุติหรือบริษัทเรือขุดแร่บุญสูง จำกัด แล้วโจทก์ที่ 2 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากนายสาจึงเป็นการครอบครองแทนนายจุติบิดาจำเลยด้วย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายจุติผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงมีอำนาจฟ้องแย้งให้ขับไล่โจทก์ทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเสาปูนและลวดหนามออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 และ 825 ตำบลโคกเคียน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลตามฟ้องโจทก์ทั้งสองและฟ้องแย้งของจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381
ชื่อคู่ความ
นายอดิศร์ บุหงา ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายสา บุหงา กับพวก
จำเลย — นายประยงค์ บุญสูง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายสุนทร คงศรีชาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา