คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 120/2560
#616511
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ พนักงานขับรถยนต์ สังกัดจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์ตู้ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๑ ด้วยความประมาทชนรถโดยสารประจำทางที่โจทก์ทั้งสองโดยสารมา ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ขับรถโดยประมาทไปชนกับรถโดยสารประจำทางที่โจทก์ทั้งสองโดยสารมาได้รับอันตรายสาหัส ความเสียหายในคดีนี้จึงเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป คือการขับรถ มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษา ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดตรัง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
โจทก์ — นางสาวกุลพัฐสรณ์หรือวัชราวลี เมืองพูล ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 119/2560
#613591
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้รับความเสียหายจากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์มียอดขาดทุน และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจได้คืนเงินฝากจากสหกรณ์ โดยมีคำขอให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการกำกับดูแลสหกรณ์จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์บริหารงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของสหกรณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นางรวีพร คูหิรัญ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 118/2560
#613587
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้รับความเสียหายจากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์มียอดขาดทุน และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจได้คืนเงินฝากจากสหกรณ์ โดยมีคำขอให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องปฏิบัติในการกำกับดูแลสหกรณ์จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์บริหารงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของสหกรณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นางไพลิน เนียรภาค
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสรืมสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 117/2560
#613586
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้รับความเสียหายจากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์มียอดขาดทุน และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจได้คืนเงินฝากจากสหกรณ์ โดยมีคำขอให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องปฏิบัติในการกำกับดูแลสหกรณ์จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์บริหารงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของสหกรณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวอุไรวรรณ อัศววิชัย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 116/2560
#613585
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้รับความเสียหายจากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์มียอดขาดทุน และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจได้คืนเงินฝากจากสหกรณ์ โดยมีคำขอให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องปฏิบัติในการกำกับดูแลสหกรณ์จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์บริหารงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของสหกรณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นายทรัพย์เจริญ สิงหะจันทร์สิงห์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 115/2560
#613584
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้รับความเสียหายจากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์มียอดขาดทุน และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจได้คืนเงินฝากจากสหกรณ์ โดยมีคำขอให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องปฏิบัติในการกำกับดูแลสหกรณ์จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์บริหารงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของสหกรณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นายพวุธ บุญถิรพัฒน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 114/2560
#613583
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้รับความเสียหายจากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์มียอดขาดทุน และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจได้คืนเงินฝากจากสหกรณ์ โดยมีคำขอให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องปฏิบัติในการกำกับดูแลสหกรณ์จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์บริหารงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของสหกรณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นางปรารถนา แพร่ภัทร
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 113/2560
#613582
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้รับความเสียหายจากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์มียอดขาดทุน และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจได้คืนเงินฝากจากสหกรณ์ โดยมีคำขอให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องปฏิบัติในการกำกับดูแลสหกรณ์จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์บริหารงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของสหกรณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นายทองสัมฤทธิ์ ลี้จันทรากุล
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 112/2560
#613581
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้รับความเสียหายจากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์มียอดขาดทุน และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจได้คืนเงินฝากจากสหกรณ์ โดยมีคำขอให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการกำกับดูแลสหกรณ์จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์บริหารงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของสหกรณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาววิมุติรัตน์หรืออรุณรัตน์ สวาทยานนท์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 111/2560
#613580
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้รับความเสียหายจากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นเหตุให้มีการทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์มียอดขาดทุน และเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจได้คืนเงินฝากจากสหกรณ์ โดยมีคำขอให้ชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องปฏิบัติในการกำกับดูแลสหกรณ์จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์บริหารงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของสหกรณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นายสุมิตร จันทรศิริ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 110/2560
#613203
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โดยมีหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งวิทยาเขต จึงให้ราษฎรออกจากพื้นที่พิพาทและจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ราษฎรทดแทนที่ดินแปลงเดิมแต่ลดจำนวนพื้นที่ทำกินลง ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้ามาไถปรับที่ดินทำลายแปลงคันนาของผู้ฟ้องคดีจนได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคืนที่ดินพิพาท พร้อมปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี หากที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วและไม่สามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียนได้ ขอให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิในการเช่าที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงแบบแสดงรายการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๑๑) เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นางนูน มีภักดิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 109/2560
#613202
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โดยมีหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งวิทยาเขต จึงให้ราษฎรออกจากพื้นที่พิพาทและจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ราษฎรทดแทนที่ดินแปลงเดิมแต่ลดจำนวนพื้นที่ทำกินลง ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้ามาไถปรับที่ดินทำลายแปลงคันนาของผู้ฟ้องคดีจนได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคืนที่ดินพิพาท พร้อมปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี หากที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วและไม่สามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียนได้ ขอให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิในการเช่าที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงแบบแสดงรายการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๑๑) เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นางเสาวภา หาดทวายกาญจณ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 108/2560
#613201
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โดยมีหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งวิทยาเขต จึงให้ราษฎรออกจากพื้นที่พิพาทและจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ราษฎรทดแทนที่ดินแปลงเดิมแต่ลดจำนวนพื้นที่ทำกินลง ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้ามาไถปรับที่ดินทำลายแปลงคันนาของผู้ฟ้องคดีจนได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคืนที่ดินพิพาท พร้อมปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี หากที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วและไม่สามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียนได้ ขอให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิในการเช่าที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงแบบแสดงรายการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๑๑) เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นายบำรุง ธามาตร
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 107/2560
#613200
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โดยมีหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งวิทยาเขต จึงให้ราษฎรออกจากพื้นที่พิพาทและจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ราษฎรทดแทนที่ดินแปลงเดิมแต่ลดจำนวนพื้นที่ทำกินลง ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้ามาไถปรับที่ดินทำลายแปลงคันนาของผู้ฟ้องคดีจนได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคืนที่ดินพิพาท พร้อมปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี หากที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วและไม่สามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียนได้ ขอให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิในการเช่าที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงแบบแสดงรายการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๑๑) เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นางลุน งามแสง
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 106/2560
#613199
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โดยมีหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งวิทยาเขต จึงให้ราษฎรออกจากพื้นที่พิพาทและจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ราษฎรทดแทนที่ดินแปลงเดิมแต่ลดจำนวนพื้นที่ทำกินลง ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้ามาไถปรับที่ดินทำลายแปลงคันนาของผู้ฟ้องคดีจนได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคืนที่ดินพิพาท พร้อมปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี หากที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วและไม่สามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียนได้ ขอให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิในการเช่าที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงแบบแสดงรายการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๑๑) เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นายวดีศักดิ์ พงษ์กระโทก
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 105/2560
#613198
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โดยมีหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งวิทยาเขต จึงให้ราษฎรออกจากพื้นที่พิพาทและจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ราษฎรทดแทนที่ดินแปลงเดิมแต่ลดจำนวนพื้นที่ทำกินลง ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้ามาไถปรับที่ดินทำลายแปลงคันนาของผู้ฟ้องคดีจนได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคืนที่ดินพิพาท พร้อมปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี หากที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วและไม่สามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียนได้ ขอให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิในการเช่าที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงแบบแสดงรายการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๑๑) เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นายพูนศักดิ์ สอนสุทธิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 104/2560
#613197
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โดยมีหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งวิทยาเขต จึงให้ราษฎรออกจากพื้นที่พิพาทและจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ราษฎรทดแทนที่ดินแปลงเดิมแต่ลดจำนวนพื้นที่ทำกินลง ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้ามาไถปรับที่ดินทำลายแปลงคันนาของผู้ฟ้องคดีจนได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคืนที่ดินพิพาท พร้อมปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี หากที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วและไม่สามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียนได้ ขอให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิในการเช่าที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงแบบแสดงรายการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๑๑) เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นายสมศักดิ์ จิตรนอก
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 103/2560
#613196
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โดยมีหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งวิทยาเขต จึงให้ราษฎรออกจากพื้นที่พิพาทและจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ราษฎรทดแทนที่ดินแปลงเดิมแต่ลดจำนวนพื้นที่ทำกินลง ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้ามาไถปรับที่ดินทำลายแปลงคันนาของผู้ฟ้องคดีจนได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคืนที่ดินพิพาท พร้อมปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี หากที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วและไม่สามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียนได้ ขอให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิในการเช่าที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงแบบแสดงรายการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๑๑) เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นายบุญทัน ยางนอก
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 102/2560
#613195
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โดยมีหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งวิทยาเขต จึงให้ราษฎรออกจากพื้นที่พิพาทและจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ราษฎรทดแทนที่ดินแปลงเดิมแต่ลดจำนวนพื้นที่ทำกินลง ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้ามาไถปรับที่ดินทำลายแปลงคันนาของผู้ฟ้องคดีจนได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคืนที่ดินพิพาท พร้อมปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี หากที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วและไม่สามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียนได้ ขอให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิในการเช่าที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงแบบแสดงรายการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๑๑) เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นายเหลา เชื้อนิตย์
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 101/2560
#613194
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โดยมีหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งวิทยาเขต จึงให้ราษฎรออกจากพื้นที่พิพาทและจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ราษฎรทดแทนที่ดินแปลงเดิมแต่ลดจำนวนพื้นที่ทำกินลง ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้ามาไถปรับที่ดินทำลายแปลงคันนาของผู้ฟ้องคดีจนได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคืนที่ดินพิพาท พร้อมปรับสภาพที่ดินให้เหมือนเดิมคืนแก่ผู้ฟ้องคดี หากที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วและไม่สามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียนได้ ขอให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิในการเช่าที่ดินพิพาทต่อไป และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงแบบแสดงรายการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๕) หรือใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๑๑) เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นางอุดม สมบัติ
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ