คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 141/2560
#607351
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รู้ดีอยู่แล้วว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ แต่กลับรับสมอ้างเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของ ป. และนำเช็คพิพาทจาก ก. ภริยาโจทก์ มาฟ้องจำเลยทั้งสอง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยสุจริต ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,724,884 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,724,884 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2557) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเช็คพิพาทลงวันที่ 25 มิถุนายน 2556 สั่งจ่ายเงิน 10,000,000 บาท เป็นเช็คของห้างฯ จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายโดยมิได้ประทับตราสำคัญของห้างฯ จำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยนางปณิดดาได้เช็คพิพาทมาจากนางละเอียด แล้วนางปณิดดานำมามอบให้นางเกษรภริยาโจทก์แล้วนางเกษรมอบให้โจทก์ หลังจากเช็คพิพาทเลยกำหนดชำระเงินไปแล้ว ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 ได้สั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย หลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว โจทก์แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 นางละเอียด และนางปณิดดาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 คดีส่วนอาญาดังกล่าว พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ระหว่างโจทก์กับนางปณิดดามีหลักฐานการกู้ยืมเงิน 10,000,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้เขียนสัญญากู้และลงชื่อเป็นผู้ให้กู้ นางปณิดดาลงชื่อเป็นผู้กู้ มีนางเกษรภริยาโจทก์ลงชื่อเป็นพยาน สำหรับนางปณิดดานั้นข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า ต่อมาถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำคุก รวม 10 ปี ในความผิดฐานฉ้อโกงนายจัด ผู้เสียหาย เป็นเงิน 21 ล้านบาทเศษ โดยอ้างว่าเป็นนายหน้าขายโรงแรมเจบี หาดใหญ่ หากขายได้จะแบ่งเงินกำไรให้ผู้เสียหาย ตามสำเนาคำพิพากษา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์และนางเกษรภริยาโจทก์เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ได้มอบเงินสด 10,000,000 บาท โดยโจทก์เบิกเงินสดจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาหาดใหญ่ 2,000,000 บาท รวมกับเงินสดที่โจทก์เก็บไว้ที่บ้านอีก 8,000,000 บาท ให้แก่นางปณิดดาไปในวันทำสัญญากู้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 แต่นอกจากตามบัญชีเงินฝากของโจทก์และนางเกษรซึ่งเปิดบัญชีเงินฝากไว้ธนาคารเดียวกับโจทก์ ไม่ปรากฏว่ามีการถอนเงิน 2,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของโจทก์ ดังที่โจทก์อ้างและไม่มีการถอนเงิน 2,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของนางเกษรแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเหตุที่โจทก์มีเงินสดเก็บไว้ที่บ้านจำนวนมากถึง 8,000,000 บาท เพราะต้องใช้เป็นทุนหมุนเวียนทางธุรกิจ แต่ก็ไม่ได้เบิกความว่าเป็นธุรกิจใดที่ต้องใช้เงินสดหมุนเวียนจำนวนมากเช่นนั้น นอกจากนี้ที่โจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นผู้เขียนสัญญากู้เอง โดยใช้กระดาษที่หาได้จากที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวในขณะนั้น ซึ่งเดิมนางปณิดดาบ่ายเบี่ยงว่าไม่ต้องทำหลักฐานการกู้แต่โจทก์ยืนยันให้ทำ ส่วนข้อความด้านหลังสัญญากู้ที่ระบุว่ายืม 2,000,000 บาท เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 แต่ให้ลงว่ายืม 10,000,000 บาท และยืมอีก 4,000,000 บาท เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 (ไม่ได้ทำสัญญา) เป็นรายการที่ผู้อื่นยืมเงินไปไม่เกี่ยวกับนางปณิดดานั้น เห็นว่า โจทก์กับนางเกษรรับว่าเพิ่งรู้จักกับนางปณิดดาได้ประมาณ 1 ถึง 2 ปี เงินที่อ้างว่าขอกู้จำนวนมากถึง 10,000,000 บาท จากสถานะของโจทก์ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนนางเกษรเป็นเจ้าของตลาดและนางปณิดดาเป็นนายหน้าขายที่ดินที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่กลับไม่มีการตระเตรียมการทำสัญญากู้กันเป็นกิจลักษณะ โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์หากระดาษจากใกล้ ๆ ตัวในขณะนั้นเองทางนำสืบของโจทก์ไม่มีการพูดถึงหรือเรียกหลักประกันไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือทรัพย์ ตามสัญญากู้ไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ย จึงเป็นการผิดวิสัยการกู้ยืมตามปกติธรรมดาอย่างยิ่งส่วนข้อความด้านหลังสัญญากู้ที่โจทก์เบิกความบ่ายเบี่ยงไปว่าข้อความดังกล่าวเป็นหนี้กู้ยืมรายอื่นๆ ไม่เกี่ยวกันนั้น ไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือได้เลยเพราะเป็นการผิดวิสัยที่จะเขียนเรื่องเงินกู้ของคนอื่นไว้ด้านหลังสัญญากู้ระหว่างโจทก์กับนางปณิดดา ทั้งโจทก์ไม่นำสืบว่าเหตุใดโจทก์จึงต้องทำเช่นนั้น เมื่อโจทก์รับว่าเป็นผู้เขียนข้อความไว้เองว่า ยืมจำนวน 2,000,000บาท เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 แต่ให้ลงว่ายืม 10,000,000 บาท ทั้งในการกู้เงินจำนวนมากแต่กลับไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันตามรูปแบบสัญญาซึ่งโจทก์สามารถทำได้ง่าย ๆ เพราะไม่ใช่สัญญาที่มีข้อตกลงและเงื่อนไขพิเศษสลับซับซ้อนที่ต้องให้ทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายเป็นผู้ดำเนินการ ในการกู้ยืมไม่มีการพูดถึงหรือเรียกหลักประกัน ไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ย ทั้งๆ ที่โจทก์กับนางเกษรรับว่าเพิ่งรู้จักกับนางปณิดดา อันผิดวิสัยของการกู้ยืมเงินตามปกติธรรมดาโดยทั่วไปดังวินิจฉัยมาข้างต้นเช่นนี้ ยิ่งทำให้ทางนำสืบของโจทก์ไม่น่าเชื่อว่า โจทก์ให้นางปณิดดากู้เงินไป 10,000,000 บาท เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 ตามสัญญากู้ แต่กลับทำให้น่าเชื่อว่านางเกษรกับนางปณิดดาจะต้องมีผลประโยชน์ในธุรกิจบางอย่างร่วมกันจึงยอมให้นางปณิดดายืมเงินจำนวนมากได้โดยไม่ต้องทำสัญญากู้ ไม่ต้องมีหลักประกันและไม่คิดดอกเบี้ย เจือสมกับที่นางปณิดดาเบิกความว่า นางปณิดดาเคยประกอบธุรกิจร่วมกับนางเกษรและเคยยืมเงินนางเกษร 2,000,000 บาท เพื่อไปวางมัดจำซื้อที่ดิน โดยไม่ได้ทำหลักฐานการกู้ยืมไว้ ต่อมานางเกษรและนางละเอียดร่วมเป็นนายหน้าขายโรงแรมหาดใหญ่พาราไดซ์ด้วย นางเกษรจึงให้ทำสัญญากู้ ไว้กับโจทก์ เป็นเงิน 10,000,000 บาท เป็นเงินกู้เดิมที่ไม่ได้ทำหลักฐานไว้ข้างต้น 2,000,000 บาท ที่เหลือเป็นการประกันว่านางเกษรจะต้องได้รับส่วนแบ่งค่านายหน้าขายโรงแรมและต่อมายังให้นำเช็คพิพาทมาวางเป็นหลักประกันเพิ่มเติม ยิ่งทำให้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้นไปอีกว่าเป็นความจริงดังจำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ ทั้งตามเช็คพิพาทก็เห็นได้ประจักษ์ชัดเจนว่า เป็นเช็คของห้างฯ จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินจำนวนมากถึง 10,000,000 บาท แต่ไม่มีตราประทับของห้างฯ จำเลยที่ 1 ในช่องผู้สั่งจ่าย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่สมบูรณ์ หากเป็นเช็คที่โจทก์อ้างว่านางปณิดดานำมาชำระหนี้เงินกู้จริง โจทก์หรือนางเกษรก็น่าจะต้องสอบถามถึงความเป็นมาและความผิดปกติไม่สมบูรณ์ของลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทดังกล่าวและขอให้ประทับตราสำคัญของห้างฯจำเลยที่ 1 เจ้าของบัญชี แต่ทางนำสืบของโจทก์กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือนางเกษรได้มีการสอบถามถึงความเป็นมาและความผิดปกติของเช็คพิพาทดังกล่าวแต่อย่างใดอันเป็นข้อพิรุธและผิดวิสัยอีกประการหนึ่ง เมื่อฟังประกอบกับพฤติการณ์ของโจทก์และนางเกษรดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของนางปณิดดาถึง 10,000,000 บาท ตามที่ระบุในหลักฐานการกู้ยืมแต่น่าเชื่อว่าเดิมนางปณิดดาเป็นหนี้เงินกู้นางเกษรภริยาโจทก์อยู่ 2,000,000 บาท โดยไม่ได้ทำหลักฐานการกู้ยืมกันไว้ ต่อมาโจทก์เขียนสัญญากู้เงิน ระบุจำนวนเงิน 10,000,000 บาท ให้จำเลยลงชื่อเป็นผู้กู้โดยโจทก์รับสมอ้างเป็นผู้ให้กู้ ให้นางเกษรเจ้าหนี้ลงชื่อเป็นพยาน ต่อมานางเกษรยังให้นางปณิดดายืมเงินไปอีก 4,000,000 บาท จึงได้ทำบันทึกเพิ่มเติมไว้ด้านหลัง ต่อมานางเกษรเกรงว่าจะไม่ได้รับส่วนแบ่งค่านายหน้าเป็นเงินประมาณ 10,000,000 บาท จากการร่วมกับนางปณิดดาและนางละเอียดขายโรงแรมหาดใหญ่พาราไดซ์และเกรงว่านางปณิดดาจะไม่คืนเงินที่ยืมไปข้างต้น จึงขอให้นางปณิดดานำเช็คมาวางเป็นหลักประกันกับนางเกษร นางละเอียดจึงขอยืมเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 2 นำมามอบให้ ต่อมาการขายโรงแรมหาดใหญ่พาราไดซ์ไม่สำเร็จและนางปณิดดาไม่ชำระหนี้เงินกู้ให้นางเกษร โจทก์จึงนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินแล้วจึงนำมาฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์รู้ดีอยู่แล้วว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ แต่กลับรับสมอ้างเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของนางปณิดดาและนำเช็คพิพาทจากนางเกษรมาฟ้องจำเลยทั้งสอง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยสุจริต ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นเช่นกัน ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นๆ อีก

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 904
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพศาล แก้วประสม
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยหนุ่ม คอนสตรัคชั่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายพลภัทร บุญหลง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
ชื่อองค์คณะ
โสรัตน์ เพียรอนุกูล
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 141/2560
#619128
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ ๑ สรรพากรเขตพื้นที่นครปฐม ๒ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการพิจารณาประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะใหม่ ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และพิจารณาดำเนินการเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินและมีคำสั่งใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนดกับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย โดยข้อเท็จจริงในคดีนี้สืบเนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษา ดังนี้

คดีแรก การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ซึ่งต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืน

คดีที่สอง การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เนื่องจากหนังสือการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ระบุวัน เดือนและปี ทำคำสั่ง จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๖ และเมื่อหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระบวนการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมเสียไปทั้งหมด

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าโดยผลของคำพิพากษาผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต้องดำเนินการเพิกถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ยึดไว้ในคดีทั้งสองเท่าที่เพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิที่จะยึดหรืออายัดไว้ทั้งหมด อีกทั้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งมีรูปแบบและกระบวนการพิจารณาเช่นเดียวกันกับภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ผู้ฟ้องคดีได้เคยมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองพิจารณาประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะใหม่ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย จึงยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการพิจารณาประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะใหม่และพิจารณาดำเนินการเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินและมีคำสั่งใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนด กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย ดังนั้น การยื่นฟ้องคดีนี้จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้มีการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดในหนี้ภาษีอากรของผู้ฟ้องคดีใหม่อันมีผลต่อการบังคับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร จึงถือได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลภาษีอากรกลาง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวทิพภา ปาละกูล
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมสรรพากร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 140/2560
#615993
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขนุน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นางนกน้อย จำปาเณร
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 139/2560
#615992
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขนุน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นางบัวคำ กองแก้ว
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 138/2560
#615991
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขนุน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นายจ๊อก รัตนะ
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 137/2560
#615990
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขนุน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นายสวัสดิ์ ติงชาติ
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 136/2560
#615989
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่าต่อเนื่องมาจากตาของโจทก์ซึ่งได้ทำประโยชน์ในที่ดินมาตั้งแต่ก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ต่อมาช่างรังวัดกับพวกได้เข้าทำการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบทับที่ดินของโจทก์ โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์และเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่แท้จริงมาทำการชี้แนวเขตให้ครบทุกด้าน จากนั้นเจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งประกาศออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ที่สาธารณประโยชน์ โคกกกน้ำเกลี้ยง" โจทก์จึงยื่นคำคัดค้านการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่โจทก์ครอบครองและ ทำประโยชน์ ห้ามจำเลยเข้าไปรบกวนการครอบครองและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ ส่วนจำเลยยื่นคำให้การว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยทำการรังวัดตามที่ผู้แทนนายอำเภอ และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล นำชี้ตรงบริเวณที่พิพาทว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง การรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด เห็นว่า การที่โจทก์กล่าว อ้างว่า จำเลยทำการรังวัดเพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์และขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ ห้ามจำเลยเข้าไปรบกวนการครอบครองและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์ นั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นางจันทร์เพ็ญ สำราญ
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 135/2560
#615988
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาอ็อง ที่ ๓ ผู้ปกครองท้องที่ หมู่ที่ ๑ ตำบลตาอ็อง ที่ ๔ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๔๓๕๒๙ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการทับซ้อนกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์โดยมีหลักฐานการครอบครองตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๑๗ และเลขที่ ๑๑๘ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ อ้างว่า ผลการรังวัดหลักฐานแสดงการครอบครอง ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๑๗ และเลขที่ ๑๑๘ ของผู้ฟ้องคดี ปรากฏว่าได้เนื้อที่มากกว่าหลักฐาน ส.ค. ๑ เดิม จำนวน ๖ ไร่ ๑ งาน ๒๓ ตารางวา และ ๒ งาน ๓๙ ตารางวา ตามลำดับ ซึ่งเนื้อที่ดินที่เกินมานั้นเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ จึงได้คัดค้านการรังวัด ทั้งมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๕๒/๒๕๔๓ วินิจฉัยว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามส.ค. ๑ เลขที่ ๑๑๗ และเลขที่ ๑๑๘ หรือเป็นที่ดินในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ "ป่าคล็อง" ตาม น.ส.ล. เลขที่ ๔๓๕๒๙ เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และคดีนี้ผู้ฟ้องคดีมิได้โต้แย้งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการ น.ส.ล. เลขที่ ๔๓๕๒๙ ประการอื่น นอกจากทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นางวาสนา ไชยราช
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 134/2560
#615987
เปิดฉบับเต็ม

การที่สำนักงานเขตบางเขน จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนราชการของกรุงเทพมหานครจำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ เป็นการกระทำในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยที่ ๒ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยที่ ๒ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์รังวัดรุกล้ำเข้ามาในทางสาธารณประโยชน์ แต่โจทก์ยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของตน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องที่กล่าวหาว่า กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๑ สำนักงานเขตบางเขน จำเลยที่ ๒ และผู้อำนวยการเขตบางเขน จำเลยที่ ๓ กระทำละเมิดโดยก่อสร้างถนนและสิ่งปลูกสร้างสาธารณูปโภคในที่ดินพิพาทอันเป็นการรุกล้ำที่ดินของโจทก์นั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ส่วนราชการในสังกัดจำเลยที่ ๑ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสามก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภคในที่ดินพิพาทก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยทั้งสามแล้ว จะเป็นผลให้จำเลยทั้งสามสามารถเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทหรือสาธารณูปโภคในที่ดินพิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายกีรติ ขจรเดชากุล
จำเลย — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 133/2560
#615986
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครองกลาง อ้างว่า เจ้าพนักงานที่ดินของกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๔๗๖ เลขที่ ๒๔๔๘๑ ให้แก่นาง ณ. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และนาย ศ. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และออกโฉนดที่ดินแปลงอื่น ๆ โดยรอบบริเวณ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกทับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๙ ที่ผู้ฟ้องคดีเคยครอบครองและขายให้แก่บริษัท อ. เป็นเหตุให้บริษัท อ. ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินตามฟ้อง และให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๙ ของผู้ฟ้องคดีให้มีเนื้อที่ตามสารบัญเดิมทุกประการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๔๗๖ เลขที่ ๒๔๔๘๑ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ รวมถึงการออกโฉนดที่ดินแปลงอื่น ๆ ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งศาลจังหวัดกาญจนบุรีมีคำพิพากษาว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๔๗๖ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ได้ออกทับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๙ ของผู้ฟ้องคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เห็นว่า แม้กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นกรม มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดี คือ การที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอให้อธิบดีกรมที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ ๒๔๔๗๖ เลขที่ ๒๔๔๘๑ ของนาง ณ. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และนาย ศ. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และโฉนดที่ดินแปลงอื่นโดยรอบ อันเนื่องมาจากเป็นการออกทับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๙ ของผู้ฟ้องคดีที่ขายให้แก่บริษัท อ. แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิเสธ โดยอ้างว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาทออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และไม่ได้ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามน.ส. ๓ เลขที่ ๙ หรือไม่ เมื่อคดีนี้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ใช้อำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทออกให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ โดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าเป็นการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เป็นสำคัญ ซึ่งศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินได้แก่ศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายชรินทร์ จงวัฒนาไพศาล
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 132/2560
#615985
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ยกเลิกการนำเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ตามที่ได้นำเดินรังวัดสำรวจออกโฉนดดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอยู่ในที่เขาหรือภูเขา ซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ ๑๔ (๒) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การยกเลิกการนำเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครองตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินที่มีสภาพเป็นที่เขาหรือภูเขาอันเป็นที่ดินที่รัฐหวงห้ามไว้เพื่อเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดตราด
ผู้ฟ้องคดี — นายวัลลภ บัวแก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตราด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 131/2560
#615984
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเทศบาลเมือง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และนาย ป. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สร้างรั้วเหล็กปิดกั้นหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดีและถนนสาธารณะเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจใช้ทางสาธารณะพิพาทได้ ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หลายครั้ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้ศาลปกครองกลางได้เคยมีคำพิพากษาในคดีที่เอกชนรายหนึ่งได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ โดยวินิจฉัยว่าถนนพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนรั้วเหล็ก ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็ไม่ดำเนินการ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้รื้อถอนรั้วเหล็กดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำและมีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่น ซึ่งหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ย่อมต้องหมายความรวมถึงหน้าที่ในการดูแลไม่ให้บุคคลใดหวงกันทางสาธารณะนั้นไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะหรือทางสาธารณะนั้นได้ด้วย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้ฟ้องคดี — นายอี๊ด กวินเสกสรรค์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองลัดหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 130/2560
#615983
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๑ เป็นคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทมีฐานะเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำสั่งของจำเลยที่ ๑ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ โดยอ้างว่าเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากคำวินิจฉัยดังกล่าวและเรียกร้องค่าเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกประการหนึ่งด้วย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดลพบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางทองเจือ ไตรวิลาวัณย์
จำเลย — คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำ
จังหวัดลพบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 129/2560
#615982
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า แขวงทางหลวงพิษณุโลกที่ ๒ (วังทอง) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยมีหน้าที่บำรุงรักษาต้นไม้ที่อยู่ข้างถนนเพื่อมิให้ต้นไม้หรือกิ่งไม้หล่นลงมาถูกรถยนต์ที่แล่นอยู่บนทางหลวง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่หาได้บำรุงดูแลรักษาต้นไม้อย่างเพียงพอไม่ เป็นเหตุให้เมื่อมีฝนตกต้นไม้ที่อยู่ข้างถนนได้ล้มลงมาทับรถยนต์ซึ่งโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิด ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ได้บำรุงดูแลรักษาต้นไม้ที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างเพียงพอ เมื่อมีฝนตกต้นไม้ที่อยู่ข้างถนนจึงล้มลงมาทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยนั้น เหตุละเมิดหาได้เกิดจากการละเลยจากการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของจำเลย ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่าขณะเกิดเหตุมีฝนตกทำให้ต้นไม้ข้างถนนในเขตทางหลวงล้มลง สภาพแห่งข้อหาของโจทก์ตามคำฟ้องอ้างว่าเหตุแห่งความเสียหายเกิดจากธรรมชาติ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
โจทก์ — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 128/2560
#615981
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัทผู้รับประกันภัยเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ของสำนักงานประกันสังคม จำเลยที่ ๒ ว่าขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาทชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินแก่โจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) เป็นการจำกัดประเภทคดีที่เกิดจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น เนื่องจากศาลปกครองมีหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ เมื่อการกระทำที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ คือ การขับรถ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่า การขับรถดังกล่าวเป็นการปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย อันจะถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากไม่มีผลเปลี่ยนแปลงลักษณะของการกระทำให้การขับรถซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ได้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ส่วนการที่มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" นั้น บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บทกำหนดเขตอำนาจศาล เป็นแต่เพียงเรื่องที่กฎหมายกำหนดความรับผิดของหน่วยงานของรัฐจากการกระทำละเมิดที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ของตน และมิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ในทางปกครอง ซึ่งหากหน่วยงานของรัฐไม่รับผิดต่อผู้เสียหายจะถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เนื่องจากความรับผิดจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัตินี้ยังอาจโต้แย้งได้ ดังจะเห็นได้จากข้อความต่อมาที่ให้สิทธิผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ ซึ่งแตกต่างจาก "หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ" ซึ่งต้องเป็นหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนและแน่นอนในกฎหมายเพื่อบังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย กรณีตามคำฟ้องนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) เช่นเดียวกัน แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
โจทก์ — บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายภิรมย์ ชอบหวาน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 127/2560
#615980
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้การประปาส่วนภูมิภาคผู้ถูกฟ้องคดีเป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค จะเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดี แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยผู้รับจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีบุกรุกเข้ามาตัดต้นไม้ เผาต้นไม้ ถมหลักเขตที่ดิน ปักเสารั้วคอนกรีต ปักเสาไฟฟ้า ปรับพื้นที่ ขุด ถมดินเพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค และผู้ถูกฟ้องคดีปักป้ายโครงการดังกล่าวในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับถมพื้นที่ รื้อถอนเสารั้ว รื้อป้าย ตลอดจนขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาท และห้ามผู้ถูกฟ้องคดีรวมถึงบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป และให้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องคดี จึงเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่บุกรุกเข้าไปตัดทำลายต้นไม้ ปักเสาและปรับพื้นที่ในที่ดินพิพาทโดยคิดว่าเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับตามคำฟ้องปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้ไกล่เกลี่ยการรังวัดสอบเขตที่ดินแล้ว แต่ไม่อาจตกลงกันได้ เจ้าพนักงานที่ดินจึงแจ้งให้คู่กรณีไปฟ้องต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินนั้น เมื่อการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสตูล
ผู้ฟ้องคดี — นางประทุมทิพย์ ไวคกุล
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปาส่วนภูมิภาค
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 126/2560
#615979
เปิดฉบับเต็ม

หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้น ในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับโดยไม่มีสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่ข้าราชการของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่งซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547
ป.พ.พ.
ระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแขวงดอนเมือง
ผู้ฟ้องคดี — สำนักงานศาลปกครอง
ผู้ถูกฟ้องคดี — นางศิริวรรณ คูณวงษ์หรือพิกุลหอม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 125/2560
#616513
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องว่าพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการละเมิดโจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๑๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นางธนภร หมื่นแสน ที่ 1 กับพวกรวม 13 คน
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 124/2560
#616512
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันให้ความหมายของสัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยสัญญาทางปกครองประเภท "สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ"นั้น ต้องเป็นกิจกรรมที่หน่วยงานทางปกครองมีหน้าที่ต้องจัดทำเพื่อการบริการสาธารณะด้วยตนเอง แต่มอบอำนาจนั้นให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการหรือเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมนั้นแทน คดีนี้โจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องจังหวัดมุกดาหาร เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดมุกดาหาร ขอให้ชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาจ้างก่อสร้างองค์พระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ระยะที่ ๓) เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา ณ วัดพระพุทธบาทภูมโนรมย์ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เมื่อจำเลยเป็นราชการส่วนภูมิภาคตาม มาตรา ๕๑ (๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตาม มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างพิพาท จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาจ้าง และบันทึกแนบท้ายสัญญาจ้าง ไม่มีสัญญาข้อใดให้โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ดำเนินกิจกรรมอื่นในลักษณะที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ทั้งสองเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นภารกิจของจำเลย อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ แม้พระพุทธรูปจะมีขนาดใหญ่ต้องใช้ระยะเวลาก่อสร้างนานถึง ๖๐๐ วัน และมีราคาค่าจ้างสูงถึง ๔๔,๗๖๗,๐๐๐ บาท แต่ข้อกำหนดของสัญญาเป็นสัญญาจ้างทำของทั่วไป ไม่ใช่การมอบหมายให้โจทก์ทั้งสองเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงกับจำเลย สัญญาพิพาทจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดมุกดาหาร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดขอนแก่นเป็นหนึ่ง กรุ๊ป ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — จังหวัดมุกดาหาร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 123/2560
#615978
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตจากจำเลยที่ ๑ ฟ้องขอให้มหาวิทยาลัย จำเลยที่ ๑ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ไม่จัดการศึกษาตามหลักสูตรดังกล่าวให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นเหตุให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมมีมติไม่รับรองหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตของจำเลยที่ ๑ ในการสมัครทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก) ส่วนจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลว่าจำเลยที่ ๑ จัดการศึกษาถูกต้องตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ หรือไม่ แต่ละเลยต่อหน้าที่ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย เมื่อการจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาของรัฐตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นการใช้อำนาจรัฐจัดทำภารกิจของรัฐในด้านการศึกษาและอยู่ในกำกับดูแลของรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาตามกฎหมายแพ่ง แต่เป็นเรื่องการฟ้องว่าละเลยไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงราย
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นายดิเรกหรือพิรุฬห์ฤทธิ์ จินาวรรณ
จำเลย — มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ