คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ยื่นฟ้อง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ตำบลชุมแสง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๑ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๒ นายอำเภอนางรอง ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชุมแสง ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออก ส.ป.ก.(๔-๐๑) แต่ไม่อาจดำเนินการได้ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดและไม่รับรองแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับรองแนวเขตที่ดิน และให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทอยู่ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่รับรองแนวเขตจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) เพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างการครอบครอง โดยเห็นว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่จะสามารถนำไปขอออก ส.ป.ก. (๔-๐๑) ได้ ซึ่งการคัดค้านและไม่รับรองแนวเขตการรังวัดที่ดินดังกล่าว เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะเพื่อมิให้บุคคลใดมาอ้างสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) โดยอ้างว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินเพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองและขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับข้อพิพาทในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น ก็เป็นผลของการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ยื่นฟ้อง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ตำบลชุมแสง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๑ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๒ นายอำเภอนางรอง ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชุมแสง ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออก ส.ป.ก. (๔-๐๑) แต่ไม่อาจดำเนินการได้ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดและไม่รับรองแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับรองแนวเขตที่ดิน และให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทอยู่ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่รับรองแนวเขตจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) เพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างการครอบครอง โดยเห็นว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่จะสามารถนำไปขอออก ส.ป.ก. (๔-๐๑) ได้ ซึ่งการคัดค้านและไม่รับรองแนวเขตการรังวัดที่ดินดังกล่าว เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะเพื่อมิให้บุคคลใดมาอ้างสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) โดยอ้างว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินเพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองและขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับข้อพิพาทในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น ก็เป็นผลของการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ยื่นฟ้อง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ตำบลชุมแสง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๑ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๒ นายอำเภอนางรอง ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชุมแสง ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออก ส.ป.ก. (๔-๐๑) แต่ไม่อาจดำเนินการได้ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดและไม่รับรองแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับรองแนวเขตที่ดิน และให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทอยู่ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่รับรองแนวเขตจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) เพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑)ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างการครอบครอง โดยเห็นว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่จะสามารถนำไปขอออก ส.ป.ก. (๔-๐๑) ได้ ซึ่งการคัดค้านและไม่รับรองแนวเขตการรังวัดที่ดินดังกล่าว เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะเพื่อมิให้บุคคลใดมาอ้างสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) โดยอ้างว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินเพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองและขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับข้อพิพาทในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น ก็เป็นผลของการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ตำบลชุมแสง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๑ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๒ นายอำเภอนางรอง ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชุมแสง ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิและยื่นคำร้องขอให้รังวัดและตรวจสอบเขตที่ดินเพื่อออก ส.ป.ก. (๔ - ๐๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด โดยอ้างว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับรองแนวเขตที่ดิน และให้สำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ใน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทอยู่ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตการรังวัดที่ดิน ส.ป.ก. เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลและรักษาคุ้มครองที่สาธารณประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) เพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างการครอบครอง โดยเห็นว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่จะสามารถนำไปขอออก ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ได้ ซึ่งการคัดค้านและไม่รับรองแนวเขตการรังวัดที่ดินดังกล่าว เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะเพื่อมิให้บุคคลใดมาอ้างสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) โดยอ้างว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินเพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองและขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับข้อพิพาทในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น ก็เป็นผลของการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ตำบลชุมแสง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๑ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๒ นายอำเภอนางรอง ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชุมแสง ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิและยื่นคำร้องขอให้รังวัดและตรวจสอบเขตที่ดินเพื่อออก ส.ป.ก. (๔ - ๐๑) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด โดยอ้างว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับรองแนวเขตที่ดิน และให้สำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ใน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทอยู่ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตการรังวัดที่ดิน ส.ป.ก. เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลและรักษาคุ้มครองที่สาธารณประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) เพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างการครอบครอง โดยเห็นว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่จะสามารถนำไปขอออก ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ได้ ซึ่งการคัดค้านและไม่รับรองแนวเขตการรังวัดที่ดินดังกล่าว เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะเพื่อมิให้บุคคลใดมาอ้างสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) โดยอ้างว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินเพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองและขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับข้อพิพาทในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น ก็เป็นผลของการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนฟ้องว่าการที่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งกุลา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และกำนันตำบลทุ่งกุลา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "แปลงหนองหวาย" โดยรังวัดทับที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิของผู้ฟ้องคดี จำนวน ๑๕ ไร่ ๙๖ ตารางวา ซึ่งผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัด แต่เจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งให้ไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองสิทธิในการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และให้เพิกถอนการรังวัดการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "แปลงหนองหวาย" ในส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี จำนวน ๑๕ ไร่ ๙๖ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดิน ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน จึงดำเนินการขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ต่อมาจากเจ้าของที่ดินเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นแต่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญ สำหรับที่หลวง กรณีจึงไม่ใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลพิพากษาคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตที่ดินสาธารณะ ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และการชี้แนวเขตที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทด้านทิศเหนือตอนบนบางส่วนอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่ดินพิพาทด้านทิศใต้เดิมเป็นที่ดินสาธารณะ การรังวัดและออก น.ส.ล. ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตเพื่อออก น.ส.ล. ผู้แทนของจำเลยทั้งสองได้นำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์โดยระบุว่าเป็นที่สาธารณะ โจทก์จึงคัดค้าน อันเป็นการโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับฝ่ายจำเลยโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอ ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดิน ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดเพื่อออก น.ส.ล. แปลงนาหลวง โดยรังวัดรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยกเลิกหรือเพิกถอนการออก น.ส.ล. เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินสาธารณะ "หนองนาหลวง" ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองที่ดิน โดยมิได้มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ถูกต้องตามขั้นตอน ระเบียบและกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน จึงดำเนินการขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าวว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ต่อจากบิดามารดาของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นแต่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัด เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๕๙๔ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๗๘๐ แต่เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ บางส่วนทับกับที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๕๙๔ และต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๕๙๔ เนื่องจากเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๕๙๔ ให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินและมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๗๘๐ ในส่วนที่ทับกับโฉนดที่ดินของโจทก์ กับห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๗๘๐ ให้แก่จำเลยที่ ๒ บางส่วนทับที่ดินของโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๕๙๔ ของโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของจำเลยที่ ๒ หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๕๙๕ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๗๘๐ แต่เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ บางส่วนทับกับที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๕๙๕ และต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๕๙๕ เนื่องจากเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๕๙๕ ให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินและมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๗๘๐ ในส่วนที่ทับกับโฉนดที่ดินของโจทก์ กับห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๗๘๐ ให้แก่จำเลยที่ ๒ บางส่วนทับที่ดินของโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๕๙๕ ของโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของจำเลยที่ ๒ หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนศูนย์กลางละอาย จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลย อ้างว่า จำเลยได้จัดทำโครงการจ้างเหมาก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ โดยโจทก์ตกลงช่วยสมทบทุนค่าก่อสร้างอาคารและอุทิศที่ดินให้แก่จำเลยเพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคาร และจำเลยให้สัญญาว่าเมื่อการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ โจทก์และสมาชิกของโจทก์ รวมทั้งประชาชนบริเวณใกล้เคียงจะได้ใช้ประโยชน์จากอาคารอเนกประสงค์ดังกล่าว โดยจำเลยได้ว่าจ้างเอกชนให้ก่อสร้างอาคาร แต่ต่อมาจำเลยระงับการก่อสร้าง อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าก่อสร้างอาคารคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้คือ การที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าโจทก์จะช่วยสมทบค่าก่อสร้างและอุทิศที่ดินบางส่วนให้แก่จำเลยเพื่อก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ประจำตำบลละอาย โดยมีเงื่อนไขให้โจทก์ สมาชิกของโจทก์ รวมทั้งประชาชน ได้ใช้ประโยชน์จากอาคารอเนกประสงค์ดังกล่าว ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยในส่วนนี้จึงแยกออกได้จากสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ที่จำเลยทำกับเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้าง การที่จำเลยตกลงรับเงินสมทบค่าก่อสร้างและที่ดินที่ใช้ในการก่อสร้างจากโจทก์ โดยให้โจทก์ สมาชิกของโจทก์ และประชาชน ได้ใช้ประโยชน์เป็นศูนย์การเรียนรู้และบริการชุมชนของโจทก์ เป็นเพียงการกำหนดนิติสัมพันธ์ทางแพ่งอย่างหนึ่ง และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประเภทหนึ่งประเภทใดตามนิยามสัญญาทางปกครองของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติข้างต้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นข้อพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายมอบหมายให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองในเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นบริการสาธารณะได้ แต่โดยที่สัญญาที่จำเลยว่าจ้างให้โจทก์ทำหน้าที่สอนหนังสือหรืองานทางวิชาการในมหาวิทยาลัยจำเลย เป็นการเข้าทำสัญญาในฐานะเอกชนด้วยกันอันมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างตามระบบกฎหมายเอกชน โดยจำเลยมิได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองที่จะทำให้จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามสัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงานในระบบกฎหมายเอกชน เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้โจทก์อ้างว่าจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินบำเหน็จ ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม
คดีที่นักโทษเด็ดขาดยื่นฟ้องอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่ ๑ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสงขลาที่ ๒ คณะกรรมการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๘ จังหวัดสงขลา ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีมติว่า ผู้ฟ้องคดีไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษ มติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนมติดังกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตรวจสอบการได้รับพระราชทานอภัยโทษในกรณีของผู้ฟ้องคดี และให้มีมติให้ผู้ฟ้องคดีได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๘ เมื่อพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๘ ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และมาตรา ๒๖๑ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฐานอันเป็นที่มาแห่งการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่เพื่อพิจารณาออกหมายสั่งปล่อย หรือลดโทษหรือออกคำสั่งยกเลิกการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๘ นี้ จึงมิใช่อำนาจทางปกครอง ทั้งผลการตรวจสอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีผลต่อการบังคับโทษตามคำพิพากษา ตามมาตรา ๒๖๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนั้น การใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๘ จึงเป็นการใช้อำนาจที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา นอกจากนี้ การพิจารณาว่าผู้ต้องโทษหรือนักโทษเด็ดขาดรายใดอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาฐานความผิดที่ต้องโทษ กำหนดโทษตามคำพิพากษา การคำนวณโทษที่เหลืออยู่จากการลดโทษหรือการเพิ่มโทษ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการใช้และตีความกฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งศาลที่มีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและมีความเชี่ยวชาญในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้แก่ ศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐขับรถยนต์สายตรวจนำหน้ารถพยาบาลเพื่อนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลด้วยความประมาทแซงรถยนต์บรรทุกที่อยู่ด้านหน้าไปชนกับรถยนต์กระบะที่วิ่งสวนทางมา ทำให้สามีโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคณะกรรมการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมีมติให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเพียงบางส่วน โจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงฟ้องต่อศาลขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ หรือ การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของจำเลย ขับรถโดยประมาทแซงรถยนต์บรรทุกซึ่งวิ่งอยู่ด้านหน้าไปชนกับรถยนต์กระบะที่วิ่งสวนทางมาเป็นเหตุให้สามีโจทก์ถึงแก่ความตาย ความเสียหายในคดีนี้จึงเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป คือ การขับรถ มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในบังคับ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษา แม้มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดให้ผู้เสียหายที่ยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ไปฟ้องยังศาลปกครองก็ตาม แต่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๖ บัญญัติให้สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม เมื่อคดีนี้มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์รู้ดีอยู่แล้วว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ แต่กลับรับสมอ้างเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของ ป. และนำเช็คพิพาทจาก ก. ภริยาโจทก์ มาฟ้องจำเลยทั้งสอง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยสุจริต ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ ๑ สรรพากรเขตพื้นที่นครปฐม ๒ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการพิจารณาประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะใหม่ ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และพิจารณาดำเนินการเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินและมีคำสั่งใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนดกับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย โดยข้อเท็จจริงในคดีนี้สืบเนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษา ดังนี้
คดีแรก การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ซึ่งต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืน
คดีที่สอง การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เนื่องจากหนังสือการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ระบุวัน เดือนและปี ทำคำสั่ง จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๖ และเมื่อหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระบวนการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมเสียไปทั้งหมด
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าโดยผลของคำพิพากษาผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต้องดำเนินการเพิกถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ยึดไว้ในคดีทั้งสองเท่าที่เพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิที่จะยึดหรืออายัดไว้ทั้งหมด อีกทั้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งมีรูปแบบและกระบวนการพิจารณาเช่นเดียวกันกับภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ผู้ฟ้องคดีได้เคยมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองพิจารณาประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะใหม่ตามมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย จึงยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการพิจารณาประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะใหม่และพิจารณาดำเนินการเพิกถอนคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินและมีคำสั่งใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนด กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย ดังนั้น การยื่นฟ้องคดีนี้จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้มีการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดในหนี้ภาษีอากรของผู้ฟ้องคดีใหม่อันมีผลต่อการบังคับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร จึงถือได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขนุน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขนุน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขนุน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขนุน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม