คดีก่อนซึ่งเป็นคดีขอจัดการมรดกของผู้ตายมีประเด็นว่า โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ มีเหตุที่จะต้องตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่ จำเลยและโจทก์ที่ 2 ต้องห้ามเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ และสมควรตั้งจำเลยหรือโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าโจทก์ที่ 2 เป็นทายาทผู้ตายและ ก. เป็นบุตรที่แท้จริงของผู้ตายหรือไม่ คดีก่อนกับคดีนี้ จึงมีประเด็นต่างกัน แม้ในคดีก่อนศาลชั้นต้นจะฟังว่าโจทก์ที่ 2 เป็นพี่น้องเดียวกันกับผู้ตาย เป็นทายาทลำดับที่ 3 ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย และตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วในคดีก่อนและผูกพันโจทก์ที่ 2 และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวมาผูกพันโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่า ก. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย
โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งงดสืบพยาน โดยมีคำขอเพียง ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาใหม่ มิได้มีคำขอให้โจทก์ทั้งสองชนะคดีตามฟ้อง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าฤชาธรรมเนียม (2) ท้าย ป.วิ.พ.
คดีที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นเอกชน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองผิดข้อตกลงการเช่าพื้นที่ว่างโครงการคลังสินค้าและตลาดสินค้าเกษตรจังหวัดตรังเพื่อจำหน่ายสินค้า ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวอีกต่อไป แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองดังกล่าวก็เป็นเพียงการให้เช่าพื้นที่โดยโจทก์ประสงค์เพียงค่าเช่าเป็นการตอบแทนโดยในระยะแรกอนุญาตให้ผู้เช่าเข้าใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าชั่วคราวโดยไม่คิดค่าเช่าซึ่งมีลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับเอกชน ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งมิใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนฟ้องขอให้มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี จำเลย ชำระเงินกรณีผิดสัญญาว่าจ้างจัดพิมพ์คู่มือนักศึกษา บัตรลงทะเบียน เอกสารแสดงผลการศึกษา สมุดประจำรายวิชา สมุดลงทะเบียน คู่มือหลักสูตร ใบสมัครรับนักศึกษา โปสเตอร์ ปริญญาบัตร ใบรับรองคุณวุฒิ ใบแจ้งชำระค่าลงทะเบียน แม้มหาวิทยาลัยจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อตกลงการว่าจ้างมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพรับจ้างพิมพ์หนังสือหรือใบโฆษณาแผ่นพับ ให้จัดทำคู่มือนักศึกษา ฯลฯ เพื่อให้จำเลยใช้ในกิจการของตน โดยจำเลยประสงค์เพียงสินค้าตามรายการสั่งจ้างและโจทก์ประสงค์เพียงเงินค่าจ้าง ข้อตกลงว่าจ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่ใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดทำภารกิจของจำเลยเท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการมอบหมายให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ความสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยในคดีนี้จึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ในส่วนที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ตามฟ้อง จำเลยร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2519 มาตรา 36 ทวิ หากศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินรวมทั้งที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 ดังกล่าวดีกว่าจำเลยทั้งห้า ย่อมเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมด้วย เมื่อศาลมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) แล้ว จำเลยร่วมย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ จึงอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงและคัดค้านเอกสารที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด การที่โจทก์ที่ 1 โต้แย้งกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมดังกล่าว จำเลยร่วมย่อมมีสิทธิยกเรื่องการสืบสิทธิการออก ส.ป.ก. 4-01 ขึ้นต่อสู้และนำพยานหลักฐานมาพิจารณาเข้าด้วยกันในคราวเดียวกับคำฟ้องเดิมได้ ฟ้องแย้งของจำเลยร่วมเฉพาะส่วนที่ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปพัฒนาเพื่อการเกษตรกรรมของจำเลยร่วมกับห้ามโจทก์ที่ 1 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ของจำเลยร่วมจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมหลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินเดือนและเงินอื่นที่ได้รับไปเกินสิทธิ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้คำสั่งของผู้ฟ้องคดีที่ลงโทษผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการจะเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่คดีนี้เป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกเงินคืน เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีหนังสือทวงถามให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้เงินแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย และหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ดังกล่าวไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการออกคำสั่งทางปกครอง ฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทจึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ข้อพิพาทในคดีนี้
จึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น
คดีที่พนักงานขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพยื่นฟ้ององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ออกคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ผู้ฟ้องคดีโดยไม่เป็นธรรมและขัดต่อข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นการกระทำละเมิดทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน และการลงโทษภาคฑัณฑ์ผู้ฟ้องคดีตามข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ฉบับที่ ๔๖ ว่าด้วยวินัย การสอบสวน การลงโทษ และการอุทธรณ์ การลงโทษพนักงาน พ.ศ. ๒๕๒๔ มีผลเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานของผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติยกเว้นว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา ๑๔ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการฟ้องคดีโดยอาศัยมูลความแห่งคดีเดียวกันแต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาลต่างกัน และศาลทั้งสองศาลนั้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแตกต่างกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ปรากฏว่า คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าขัดแย้งกัน เป็นคำพิพากษาของศาลยุติธรรมด้วยกัน และคำสั่งในคดีของศาลปกครองระยอง เป็นเพียงคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ซึ่งศาลปกครองระยองยังไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดแต่อย่างใด ทั้งไม่ใช่คู่ความเดียวกัน จึงมิใช่กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามความหมายของมาตรา ๑๔ ดังนั้น คำร้องของผู้ร้องทั้งสอง จึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
คดีนี้ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานบริการโทรศัพท์และให้บริการโทรคมนาคมของผู้ฟ้องคดี และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี โดยสรุปข้อเท็จจริงได้ว่าเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๔๖๐ เนื่องมาจากเป็นการออกโฉนดที่ดินที่มีที่มาจากใบจองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินมีตำแหน่งอยู่ในเขต "ป่าแม่ปายฝั่งซ้าย" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๙๗ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งได้ประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนอยู่ก่อนแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นที่สงวนหวงห้าม ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะนำมาจัดให้กับประชาชนอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ ตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน พ.ศ. ๒๔๙๘ ข้อ ๓ (๑) และต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๓ ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ข้อ ๘ (๒) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ส่วนผู้ฟ้องคดีโต้แย้งคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า ก่อนซื้อที่ดินเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองยืนยันจำนวนที่ดินและสิทธิในการขายของเจ้าของที่ดินเดิม และเจ้าของที่ดินเดิมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ ก่อนที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๙๗ (พ.ศ. ๒๕๐๖) จะกำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ได้ตรวจสอบการครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินแล้ว การออกใบจองจึงชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานของรัฐ ย่อมต้องถือว่ารัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและใช้ที่ดินเพื่อการจัดตั้งสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัด เพื่อให้บริการโทรคมนาคมอันเป็นบริการสาธารณะ ไม่เข้าข่ายเป็นการออกโฉนดเพื่อจัดให้ประชาชนอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ อันต้องห้ามตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน พ.ศ. ๒๔๙๘ ทั้งการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๔๖๐ จะทำให้บริการสาธารณะด้านการคมนาคมหยุดชะงัก อันเป็นการกระทำฝ่าฝืนมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ยืนตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากก่อนออกโฉนดที่ดินเจ้าพนักงานที่ดินได้มีการตรวจสอบสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ของเจ้าของที่ดินเดิมโดยชอบแล้ว ทั้งเจ้าของที่ดินเดิมครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ ก่อนที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๙๗ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ฯ กำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และโต้แย้งว่าไม่อาจนำระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน พ.ศ. ๒๔๙๘ มาใช้บังคับกับผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานของรัฐและใช้ที่ดินเพื่อการจัดตั้งสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดแม่ฮ่องสอน การให้บริการโทรคมนาคมไม่เข้าข่ายเป็นการออกโฉนดเพื่อจัดให้ประชาชนอยู่อาศัยหรือทำมาหาเลี้ยงชีพ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีพิพาทจึงมีปัญหาหลักเกี่ยวกับการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครอง มีหน้าที่ในการให้บริการโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งมีภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินอาจมีผลกระทบต่อการบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องในทางปกครอง คดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลปกครอง ประกอบกับผู้ฟ้องคดีมีคำขอเรียกค่าเสียหายมาด้วยว่า หากศาลพิพากษาให้การออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องออกจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้น ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ หรือการละเลยต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการออกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินต่อมาได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน ตัดผ่านที่ดินบางส่วนในแต่ละแปลงของผู้ฟ้องคดีแต่ละคนโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ต่อมามีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินสายดังกล่าว แต่ไม่จ่ายค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน ขอให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดิน และค่าเสียหายจากการขาดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินที่ใช้ก่อสร้างได้มา โดยราษฎรร่วมกันอุทิศให้ก่อสร้าง ผู้ถูกฟ้องคดีได้ครอบครองใช้ประโยชน์เป็นทางหลวงเป็นเวลาประมาณ ๓๐ ปี จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่ดินที่ทางหลวงตัดผ่านไม่ใช่ที่ดินของ ผู้ฟ้องคดี จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าทดแทนที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างทางหลวงโดยชอบด้วย กฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การ คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ว่าที่ดินพิพาท เป็นของฝ่ายใด ดังนั้น การที่ศาลจะมีคําพิพากษาหรือคําสั่งได้นั้น จําต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่ใช้ก่อสร้างถนนทางหลวงพิพาทเดิมนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสําคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาล มีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยมีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง แม้จะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ภก ๐๐๖๔ โดยกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องจากโจทก์ทั้งยี่สิบสี่อ้างว่าเป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ครอบครองทำประโยชน์มาก่อน ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่โต้แย้งว่าที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่หรือเป็นที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงหนองรอดสาธารณประโยชน์ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และผู้ปกครองท้องที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ คัดค้านการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ห้ามมิให้คัดค้านการรังวัดสอบแนวเขตที่ดิน และให้เจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตรวจสอบแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ การรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้ต้องเพิกถอน การคัดค้านแนวเขตที่ดินเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เห็นว่า แม้ เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้สิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่า มีผู้กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ต่อมาทราบว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองพื้นที่บุกรุกดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีแสดงข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารหลักฐาน จากนั้นได้มีคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง ที่ ๑๖๐/๒๕๕๘ สั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นการกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดอาญาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ อันเป็นการเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๕ แห่งพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงเป็นการออกคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อจะนำไปสู่การบังคับให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา หรือหากผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ก็จะมีบทกำหนดโทษทางอาญา ตามมาตรา ๓๓ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โดยมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มิใช่เป็นบทกำหนดโทษในทางปกครอง ดังนั้น การออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการให้ผู้ฟ้องคดีออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ภายหลังจากที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว จึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัตินี้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะเพื่อการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษทางอาญา อันอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์เป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การฟ้องขอให้ตรวจสอบว่าคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดินป่าเขาภูหลวงมิใช่ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอีกส่วนหนึ่ง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงการคลังจำเลยที่ ๑ และกรมที่ดินจำเลยที่ ๒ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน เนื้อที่ ๒ ไร่ ๙๑ ตารางวา โดยซื้อมาจากเอกชนบุคคลอื่น ต่อมา โจทก์เช่าที่ดินราชพัสดุจากสำนักงานราชพัสดุ ซึ่งที่ดินที่โจทก์เช่ามาเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ มีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๑ และ ๙๒ โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงระบุเขตที่ดินที่ติดกับที่ดินที่โจทก์ครอบครองว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ โดยรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ ระบุทิศใต้จดคลองตะไก้ ลำเหมืองสาธารณประโยชน์ ส่วนรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒ ระบุทิศเหนือจดถนนสืบศิริ คลองตะไก้ และทิศตะวันออกระบุจดคลองตะไก้ ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ระหว่างกลางของโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง การที่จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยระบุว่าติดคลองหรือลำเหมืองสาธารณประโยชน์นั้น จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อน ขอให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ โดยแก้ไขเขตติดต่อที่ดินและรูปแผนที่ทางด้านทิศใต้จากที่ระบุว่าจดคลองตะไก้ ลำเหมืองสาธารณประโยชน์เป็นจดที่ครอบครองของโจทก์ ส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒ ให้แก้ไขเขตติดต่อที่ดินและรูปแผนที่ทางด้านทิศเหนือจากที่ระบุจดถนนสืบศิริ คลองตะไก้ ทิศตะวันออกจากที่ระบุจดคลองตะไก้ เป็นจดที่ครอบครองของโจทก์ทั้งสองด้าน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ และเลขที่ ๙๒ เป็นไปโดยไม่ถูกต้อง เนื่องจากระบุเขตที่ดินและรูปแผนที่ไม่ถูกต้อง โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินพิพาทให้ถูกต้อง อันเป็นการตั้งรูปเรื่องคดีในลักษณะการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเหตุผลของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ และเลขที่ ๙๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เนื่องจากว่าระบุเขตที่ดินและรูปแผนที่ติดต่อกับที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง ความจริงเป็นที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ การกำหนดเขตที่ดินและแผนที่ของโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ และเลขที่ ๙๒ จึงออกทับที่ดินของโจทก์ ซึ่งเหตุผลตามที่โจทก์อ้างเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับรัฐ โดยโจทก์มีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ออกโฉนดที่ดินให้แก่เอกชน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทับร่องน้ำสาธารณะและทับที่สาธารณประโยชน์ "คำร่องใต้" ทั้งเข้ามาปรับพื้นที่ รื้อทำลายต้นไม้ และร่องน้ำสาธารณะ พร้อมทำคันดินปิดกั้นร่องน้ำและล้อมรั้วปิดกั้นไม่ให้ราษฎรเข้าไปใช้ประโยชน์ ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ให้ปรับพื้นที่และเปิดคันดิน ให้คืนสู่สภาพเดิม กับให้รื้อถอนรั้ว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินโดยชอบ ด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ศาลจําต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือ เป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นสําคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ โดยมีการก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินมีโฉนดของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง (อาคารอเนกประสงค์) ออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ดังนั้นเหตุแห่งการฟ้องคดีอันเกี่ยวแก่การก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ใช่การกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม
หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทนพิเศษที่ได้รับโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น
ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ กำหนดให้ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๘ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร และประกาศ คสช.ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ก็กำหนดให้คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันอยู่ในอำนาจของศาลทหารด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ซึ่งเป็นฐานความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารตามประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และการกระทำของจำเลยในการโพสต์ภาพประกอบข้อความเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคง ของประเทศ อันเป็นฐานความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวโยงกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ภายในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ข้างต้น ดังนั้น ความผิดตามฟ้อง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตามประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ
คดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ขณะที่บุตรของผู้ฟ้องคดีถูกคุมขังตามหมายของศาลยุติธรรมอยู่ในเรือนจำ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี จงใจหรือประมาทเลินเล่อไม่กระทำการรักษาพยาบาลบุตรของผู้ฟ้องคดีตามมาตรฐานการรักษา และเป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตายในระหว่างต้องขัง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจ ตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐโดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ให้การดูแลรักษาอาการป่วยของบุตรของผู้ฟ้องคดีตามวิสัยและจรรยาบรรณทางวิชาชีพในขณะที่ต้องขังอยู่ในเรือนจำ เป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีหมดสติและถึงแก่ความตาย ความเสียหายในคดีนี้จึงมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติจึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เทศบาลเมืองหนองปรือผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนชำระเงินกรณีผิดสัญญา จ้างเหมาตามโครงการปรับปรุงแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินเพื่อการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลการจัดเก็บรายได้ โดยสัญญาพิพาทมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพและเพื่อความสะดวกของผู้ฟ้องคดีในการปฏิบัติงานและผู้ฟ้องคดีผู้ว่าจ้างประสงค์เพียงความสำเร็จของงานจ้างตามงวดงานที่คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างได้ตรวจรับมอบงานแล้ว จึงเป็นเพียงการจ้างให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จัดทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้างโดยตรงไม่มีลักษณะเป็นการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครองแต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
เมื่อสัญญาจ้างเหมาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสัญญาทางแพ่ง สัญญาค้ำประกันของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง จึงเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมด้วยเช่นกัน
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ปราจีนบุรี ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ กระทรวงการคลัง ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กรณีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามนำที่ดินสองแปลงที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิในที่ดินในฐานะทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงไว้กับทางราชการและได้ชำระเงินค่าไถ่ที่ดินครบถ้วนแล้วทั้งสองแปลงดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงพิพาทและให้คืนที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุที่ดินทั้งสองแปลงนั้นได้กระทำไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก่อนการรับขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ตรวจสอบการได้มาและการใช้ประโยชน์ของที่ดินว่าที่ดินทั้งสองแปลงหลุดเป็นสิทธิของรัฐโดยผลของกฎหมายเพราะเกินกว่าสิบปี ผู้ขายฝากหรือผู้รับมรดกไม่ไถ่ถอนคืน เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ประเด็นแห่งคดีเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่มีการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ราชพัสดุหรือเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม