คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 42/2560
#607960
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนซึ่งเป็นคดีขอจัดการมรดกของผู้ตายมีประเด็นว่า โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ มีเหตุที่จะต้องตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่ จำเลยและโจทก์ที่ 2 ต้องห้ามเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ และสมควรตั้งจำเลยหรือโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าโจทก์ที่ 2 เป็นทายาทผู้ตายและ ก. เป็นบุตรที่แท้จริงของผู้ตายหรือไม่ คดีก่อนกับคดีนี้ จึงมีประเด็นต่างกัน แม้ในคดีก่อนศาลชั้นต้นจะฟังว่าโจทก์ที่ 2 เป็นพี่น้องเดียวกันกับผู้ตาย เป็นทายาทลำดับที่ 3 ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย และตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วในคดีก่อนและผูกพันโจทก์ที่ 2 และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวมาผูกพันโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่า ก. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งงดสืบพยาน โดยมีคำขอเพียง ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาใหม่ มิได้มีคำขอให้โจทก์ทั้งสองชนะคดีตามฟ้อง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าฤชาธรรมเนียม (2) ท้าย ป.วิ.พ.

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247 (เดิม), ตาราง 1 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ. กับพวก
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวราวุธ ถาวรศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 42/2560
#619127
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นเอกชน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองผิดข้อตกลงการเช่าพื้นที่ว่างโครงการคลังสินค้าและตลาดสินค้าเกษตรจังหวัดตรังเพื่อจำหน่ายสินค้า ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวอีกต่อไป แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองดังกล่าวก็เป็นเพียงการให้เช่าพื้นที่โดยโจทก์ประสงค์เพียงค่าเช่าเป็นการตอบแทนโดยในระยะแรกอนุญาตให้ผู้เช่าเข้าใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าชั่วคราวโดยไม่คิดค่าเช่าซึ่งมีลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับเอกชน ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งมิใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดตรัง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
จำเลย — นางสาวโสภา สุดฝ้าย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2560
#612959
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องขอให้มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี จำเลย ชำระเงินกรณีผิดสัญญาว่าจ้างจัดพิมพ์คู่มือนักศึกษา บัตรลงทะเบียน เอกสารแสดงผลการศึกษา สมุดประจำรายวิชา สมุดลงทะเบียน คู่มือหลักสูตร ใบสมัครรับนักศึกษา โปสเตอร์ ปริญญาบัตร ใบรับรองคุณวุฒิ ใบแจ้งชำระค่าลงทะเบียน แม้มหาวิทยาลัยจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อตกลงการว่าจ้างมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพรับจ้างพิมพ์หนังสือหรือใบโฆษณาแผ่นพับ ให้จัดทำคู่มือนักศึกษา ฯลฯ เพื่อให้จำเลยใช้ในกิจการของตน โดยจำเลยประสงค์เพียงสินค้าตามรายการสั่งจ้างและโจทก์ประสงค์เพียงเงินค่าจ้าง ข้อตกลงว่าจ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่ใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดทำภารกิจของจำเลยเท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการมอบหมายให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ความสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยในคดีนี้จึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกาญจนบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายปริญญา โค้ววารินทร์
จำเลย — มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 40/2560
#607354
เปิดฉบับเต็ม

ในส่วนที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ตามฟ้อง จำเลยร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2519 มาตรา 36 ทวิ หากศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินรวมทั้งที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 ดังกล่าวดีกว่าจำเลยทั้งห้า ย่อมเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมด้วย เมื่อศาลมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) แล้ว จำเลยร่วมย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ จึงอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงและคัดค้านเอกสารที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด การที่โจทก์ที่ 1 โต้แย้งกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมดังกล่าว จำเลยร่วมย่อมมีสิทธิยกเรื่องการสืบสิทธิการออก ส.ป.ก. 4-01 ขึ้นต่อสู้และนำพยานหลักฐานมาพิจารณาเข้าด้วยกันในคราวเดียวกับคำฟ้องเดิมได้ ฟ้องแย้งของจำเลยร่วมเฉพาะส่วนที่ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปพัฒนาเพื่อการเกษตรกรรมของจำเลยร่วมกับห้ามโจทก์ที่ 1 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ของจำเลยร่วมจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1074 เป็นของโจทก์ทั้งสอง และมีคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. 4-01 เลขที่ 750 เล่ม 8 หน้า 50 เลขที่ 4047 เล่ม 41 หน้า 47 เลขที่ 4048 เล่ม 41 หน้า 48 เลขที่ 4049 เล่ม 41 หน้า 49 เลขที่ 4050 เล่ม 41 หน้า 50 อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดิน และร่วมกันชำระค่าเสียหาย 200,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองกับค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งห้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ที่ 2 ออกเสียจากสารบบความและมีคำสั่งเรียกสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมเข้าเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข)

จำเลยที่ 1 ที่ ถึงที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปพัฒนาเพื่อเกษตรกรรมของจำเลยร่วมเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1074 และห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมและฟ้องแย้ง แต่ต่อมาศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้งและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลฟ้องแย้งทั้งหมด

จำเลยร่วมอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยร่วมในส่วนที่ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปพัฒนาเพื่อเกษตรกรรมของจำเลยร่วม กับห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ของจำเลยร่วมไว้ดำเนินการกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้รับฟ้องแย้งของจำเลยร่วมเฉพาะส่วนที่ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปพัฒนาเพื่อการเกษตรกรรมของจำเลยร่วมกับห้ามโจทก์ที่ 1 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ของจำเลยร่วมไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1074 ตำบลนาหว้า อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาด เมื่อนำไปขอออกโฉนดที่ดินจึงทราบว่านางแสงมารดาของจำเลยทั้งห้านำที่ดินบางส่วนไปออก ส.ป.ก. 4-01 จำนวน 5 ฉบับ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและจำเลยทั้งห้ายังอ้างว่าที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ดังกล่าวเป็นของจำเลยทั้งห้า ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1074 เป็นของโจทก์ที่ 1 และมีคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. 4-01 ทั้งห้าฉบับตามฟ้อง ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การว่าครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด การออก ส.ป.ก. 4-01 ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 3ให้การว่าครอบครองที่ดินพิพาทมากว่า 10 ปี การออก ส.ป.ก. 4-01 โดยโจทก์ไม่คัดค้านคำให้การของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในส่วนที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 ทั้งห้าฉบับตามฟ้องว่าดำเนินการชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 1 จะขอให้เพิกถอนหรือห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องไม่ได้ เมื่อปรากฏว่า ในส่วนที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 ตามฟ้อง จำเลยร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2519 มาตรา 36 ทวิ หากศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินรวมทั้งที่ดินตาม ส.ป.ก. 4-01 ดังกล่าวดีกว่าจำเลยทั้งห้าย่อมเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมด้วย เมื่อศาลมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแล้ว จำเลยร่วมผู้ร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่จึงอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงและคัดค้านเอกสารที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด การที่โจทก์ที่ 1 โต้แย้งกรรมสิทธิ์ของจำเลยร่วมดังกล่าว จำเลยร่วมย่อมมีสิทธิยกข้อต่อสู้ในเรื่องที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องกับโจทก์ที่ 1 ในการสืบสิทธิการออก ส.ป.ก. 4-01 และนำพยานหลักฐานมาพิจารณาเข้าด้วยกันในคราวเดียวกับคำฟ้องเดิมได้ ฟ้องแย้งของจำเลยร่วมดังกล่าวจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยร่วมเฉพาะส่วนที่ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปพัฒนาเพื่อการเกษตรกรรมของจำเลยร่วมกับห้ามโจทก์ที่ 1 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ของจำเลยร่วม ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 57 (ข) ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหรือนางสาวจิดาภา พรชัย กับพวก
จำเลย — นายธันวา ละชั่ว กับพวก
จำเลยร่วม — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายฤกษ์ชัย คทวณิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฉัตรชัย ไทรโชต
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 40/2560
#612958
เปิดฉบับเต็ม

หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินเดือนและเงินอื่นที่ได้รับไปเกินสิทธิ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้คำสั่งของผู้ฟ้องคดีที่ลงโทษผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการจะเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่คดีนี้เป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกเงินคืน เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีหนังสือทวงถามให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้เงินแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย และหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ดังกล่าวไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการออกคำสั่งทางปกครอง ฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทจึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ข้อพิพาทในคดีนี้

จึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแขวงดุสิต
ผู้ฟ้องคดี — สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ผู้ถูกฟ้องคดี — นางสาวสุปราณี ช่วยกล่อม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 39/2560
#615976
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่พนักงานขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพยื่นฟ้ององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ออกคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ผู้ฟ้องคดีโดยไม่เป็นธรรมและขัดต่อข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นการกระทำละเมิดทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน และการลงโทษภาคฑัณฑ์ผู้ฟ้องคดีตามข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ฉบับที่ ๔๖ ว่าด้วยวินัย การสอบสวน การลงโทษ และการอุทธรณ์ การลงโทษพนักงาน พ.ศ. ๒๕๒๔ มีผลเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานของผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติยกเว้นว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบตรี ชัยพรรษ กิ่งถาวรมั่นคง
จำเลย — นายตันติกร จันทร์โพธิ์ ที่1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 38/2560
#613206
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา ๑๔ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการฟ้องคดีโดยอาศัยมูลความแห่งคดีเดียวกันแต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาลต่างกัน และศาลทั้งสองศาลนั้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแตกต่างกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ปรากฏว่า คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าขัดแย้งกัน เป็นคำพิพากษาของศาลยุติธรรมด้วยกัน และคำสั่งในคดีของศาลปกครองระยอง เป็นเพียงคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ซึ่งศาลปกครองระยองยังไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดแต่อย่างใด ทั้งไม่ใช่คู่ความเดียวกัน จึงมิใช่กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามความหมายของมาตรา ๑๔ ดังนั้น คำร้องของผู้ร้องทั้งสอง จึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.พ.
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลฎีกา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ผู้ยื่นคำร้อง — นิติบุคคลอาคารชุดจอมเทียนพลาซ่าคอนโดเทล ที่ 1
กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 37/2560
#615975
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานบริการโทรศัพท์และให้บริการโทรคมนาคมของผู้ฟ้องคดี และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี โดยสรุปข้อเท็จจริงได้ว่าเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๔๖๐ เนื่องมาจากเป็นการออกโฉนดที่ดินที่มีที่มาจากใบจองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินมีตำแหน่งอยู่ในเขต "ป่าแม่ปายฝั่งซ้าย" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๙๗ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งได้ประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนอยู่ก่อนแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นที่สงวนหวงห้าม ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะนำมาจัดให้กับประชาชนอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ ตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน พ.ศ. ๒๔๙๘ ข้อ ๓ (๑) และต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๓ ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ข้อ ๘ (๒) ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ส่วนผู้ฟ้องคดีโต้แย้งคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า ก่อนซื้อที่ดินเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองยืนยันจำนวนที่ดินและสิทธิในการขายของเจ้าของที่ดินเดิม และเจ้าของที่ดินเดิมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๘ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ ก่อนที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๙๗ (พ.ศ. ๒๕๐๖) จะกำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ได้ตรวจสอบการครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินแล้ว การออกใบจองจึงชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานของรัฐ ย่อมต้องถือว่ารัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและใช้ที่ดินเพื่อการจัดตั้งสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัด เพื่อให้บริการโทรคมนาคมอันเป็นบริการสาธารณะ ไม่เข้าข่ายเป็นการออกโฉนดเพื่อจัดให้ประชาชนอยู่อาศัยหรือประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ อันต้องห้ามตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน พ.ศ. ๒๔๙๘ ทั้งการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๔๖๐ จะทำให้บริการสาธารณะด้านการคมนาคมหยุดชะงัก อันเป็นการกระทำฝ่าฝืนมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ยืนตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากก่อนออกโฉนดที่ดินเจ้าพนักงานที่ดินได้มีการตรวจสอบสิทธิครอบครองและการทำประโยชน์ของเจ้าของที่ดินเดิมโดยชอบแล้ว ทั้งเจ้าของที่ดินเดิมครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ ก่อนที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๙๗ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ฯ กำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และโต้แย้งว่าไม่อาจนำระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน พ.ศ. ๒๔๙๘ มาใช้บังคับกับผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานของรัฐและใช้ที่ดินเพื่อการจัดตั้งสำนักงานบริการโทรศัพท์จังหวัดแม่ฮ่องสอน การให้บริการโทรคมนาคมไม่เข้าข่ายเป็นการออกโฉนดเพื่อจัดให้ประชาชนอยู่อาศัยหรือทำมาหาเลี้ยงชีพ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีพิพาทจึงมีปัญหาหลักเกี่ยวกับการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครอง มีหน้าที่ในการให้บริการโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งมีภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินอาจมีผลกระทบต่อการบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องในทางปกครอง คดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลปกครอง ประกอบกับผู้ฟ้องคดีมีคำขอเรียกค่าเสียหายมาด้วยว่า หากศาลพิพากษาให้การออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องออกจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้น ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ หรือการละเลยต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการออกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินต่อมาได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ที่1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 36/2560
#612957
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน ตัดผ่านที่ดินบางส่วนในแต่ละแปลงของผู้ฟ้องคดีแต่ละคนโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ต่อมามีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินสายดังกล่าว แต่ไม่จ่ายค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน ขอให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดิน และค่าเสียหายจากการขาดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินที่ใช้ก่อสร้างได้มา โดยราษฎรร่วมกันอุทิศให้ก่อสร้าง ผู้ถูกฟ้องคดีได้ครอบครองใช้ประโยชน์เป็นทางหลวงเป็นเวลาประมาณ ๓๐ ปี จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และที่ดินที่ทางหลวงตัดผ่านไม่ใช่ที่ดินของ ผู้ฟ้องคดี จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าทดแทนที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างทางหลวงโดยชอบด้วย กฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การ คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ว่าที่ดินพิพาท เป็นของฝ่ายใด ดังนั้น การที่ศาลจะมีคําพิพากษาหรือคําสั่งได้นั้น จําต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่ใช้ก่อสร้างถนนทางหลวงพิพาทเดิมนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสําคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาล มีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ผู้ฟ้องคดี — นายทองใบ พาระพงษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 21
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 35/2560
#619126
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยมีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง แม้จะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ภก ๐๐๖๔ โดยกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องจากโจทก์ทั้งยี่สิบสี่อ้างว่าเป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่ครอบครองทำประโยชน์มาก่อน ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งยี่สิบสี่โต้แย้งว่าที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบสี่หรือเป็นที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — นางสาววันเพ็ญ สุกใส ที่ 1 กับพวกรวม 24 คน
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 34/2560
#612956
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงหนองรอดสาธารณประโยชน์ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และผู้ปกครองท้องที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ คัดค้านการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ห้ามมิให้คัดค้านการรังวัดสอบแนวเขตที่ดิน และให้เจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตรวจสอบแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ การรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้ต้องเพิกถอน การคัดค้านแนวเขตที่ดินเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เห็นว่า แม้ เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้สิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวปวีณาวัลย์ ทองรัตนสมบัติ ที่ 1 กับพวกรวม 2
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 33/2560
#612955
เปิดฉบับเต็ม

การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่า มีผู้กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ต่อมาทราบว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองพื้นที่บุกรุกดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีแสดงข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารหลักฐาน จากนั้นได้มีคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง ที่ ๑๖๐/๒๕๕๘ สั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นการกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดอาญาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ อันเป็นการเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๕ แห่งพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงเป็นการออกคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อจะนำไปสู่การบังคับให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา หรือหากผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ก็จะมีบทกำหนดโทษทางอาญา ตามมาตรา ๓๓ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โดยมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มิใช่เป็นบทกำหนดโทษในทางปกครอง ดังนั้น การออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการให้ผู้ฟ้องคดีออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ภายหลังจากที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว จึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัตินี้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะเพื่อการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษทางอาญา อันอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์เป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การฟ้องขอให้ตรวจสอบว่าคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดินป่าเขาภูหลวงมิใช่ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอีกส่วนหนึ่ง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ฟ้องคดี — นายวัฒนชัย ตั้งอุทัยสุข
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8
(นครราชสีมา) ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2560
#612954
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงการคลังจำเลยที่ ๑ และกรมที่ดินจำเลยที่ ๒ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน เนื้อที่ ๒ ไร่ ๙๑ ตารางวา โดยซื้อมาจากเอกชนบุคคลอื่น ต่อมา โจทก์เช่าที่ดินราชพัสดุจากสำนักงานราชพัสดุ ซึ่งที่ดินที่โจทก์เช่ามาเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ มีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๑ และ ๙๒ โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงระบุเขตที่ดินที่ติดกับที่ดินที่โจทก์ครอบครองว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ โดยรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ ระบุทิศใต้จดคลองตะไก้ ลำเหมืองสาธารณประโยชน์ ส่วนรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒ ระบุทิศเหนือจดถนนสืบศิริ คลองตะไก้ และทิศตะวันออกระบุจดคลองตะไก้ ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ระหว่างกลางของโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง การที่จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยระบุว่าติดคลองหรือลำเหมืองสาธารณประโยชน์นั้น จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อน ขอให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ โดยแก้ไขเขตติดต่อที่ดินและรูปแผนที่ทางด้านทิศใต้จากที่ระบุว่าจดคลองตะไก้ ลำเหมืองสาธารณประโยชน์เป็นจดที่ครอบครองของโจทก์ ส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒ ให้แก้ไขเขตติดต่อที่ดินและรูปแผนที่ทางด้านทิศเหนือจากที่ระบุจดถนนสืบศิริ คลองตะไก้ ทิศตะวันออกจากที่ระบุจดคลองตะไก้ เป็นจดที่ครอบครองของโจทก์ทั้งสองด้าน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ และเลขที่ ๙๒ เป็นไปโดยไม่ถูกต้อง เนื่องจากระบุเขตที่ดินและรูปแผนที่ไม่ถูกต้อง โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินพิพาทให้ถูกต้อง อันเป็นการตั้งรูปเรื่องคดีในลักษณะการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเหตุผลของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ และเลขที่ ๙๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เนื่องจากว่าระบุเขตที่ดินและรูปแผนที่ติดต่อกับที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง ความจริงเป็นที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ การกำหนดเขตที่ดินและแผนที่ของโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๑ และเลขที่ ๙๒ จึงออกทับที่ดินของโจทก์ ซึ่งเหตุผลตามที่โจทก์อ้างเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับรัฐ โดยโจทก์มีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสำรวย เจตนาดี
จำเลย — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 31/2560
#612953
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ออกโฉนดที่ดินให้แก่เอกชน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทับร่องน้ำสาธารณะและทับที่สาธารณประโยชน์ "คำร่องใต้" ทั้งเข้ามาปรับพื้นที่ รื้อทำลายต้นไม้ และร่องน้ำสาธารณะ พร้อมทำคันดินปิดกั้นร่องน้ำและล้อมรั้วปิดกั้นไม่ให้ราษฎรเข้าไปใช้ประโยชน์ ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ให้ปรับพื้นที่และเปิดคันดิน ให้คืนสู่สภาพเดิม กับให้รื้อถอนรั้ว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินโดยชอบ ด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ศาลจําต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือ เป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นสําคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ฟ้องคดี — นายจักรธรรม สิงห์ตะโคตร
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี
สาขาวารินชำราบ ที่ 1
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2560
#612952
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ โดยมีการก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินมีโฉนดของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง (อาคารอเนกประสงค์) ออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ดังนั้นเหตุแห่งการฟ้องคดีอันเกี่ยวแก่การก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ใช่การกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายมาโนช แจ้งเจริญ
ผู้ถูกฟ้องคดี — คณะกรรมการหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลศาลากลาง
อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 5
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2560
#612951
เปิดฉบับเต็ม

หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทนพิเศษที่ได้รับโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านสิงห์
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายปฏิวัติ ทิพย์โภชน์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2560
#612908
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ กำหนดให้ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๘ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร และประกาศ คสช.ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ก็กำหนดให้คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันอยู่ในอำนาจของศาลทหารด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ซึ่งเป็นฐานความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารตามประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และการกระทำของจำเลยในการโพสต์ภาพประกอบข้อความเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคง ของประเทศ อันเป็นฐานความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวโยงกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ภายในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ข้างต้น ดังนั้น ความผิดตามฟ้อง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตามประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ.
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 และฉบับที่ 38/2557
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลทหารกรุงเทพ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ — อัยการศาลทหารกรุงเทพ
จำเลย — นายฐนกร ศิริไพบูลย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2560
#612907
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ขณะที่บุตรของผู้ฟ้องคดีถูกคุมขังตามหมายของศาลยุติธรรมอยู่ในเรือนจำ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี จงใจหรือประมาทเลินเล่อไม่กระทำการรักษาพยาบาลบุตรของผู้ฟ้องคดีตามมาตรฐานการรักษา และเป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตายในระหว่างต้องขัง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจ ตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐโดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ให้การดูแลรักษาอาการป่วยของบุตรของผู้ฟ้องคดีตามวิสัยและจรรยาบรรณทางวิชาชีพในขณะที่ต้องขังอยู่ในเรือนจำ เป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีหมดสติและถึงแก่ความตาย ความเสียหายในคดีนี้จึงมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติจึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดตรัง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวอริสราหรือวิรินทร์ กล้าแข็ง
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมราชทัณฑ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2560
#617563
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เทศบาลเมืองหนองปรือผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนชำระเงินกรณีผิดสัญญา จ้างเหมาตามโครงการปรับปรุงแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินเพื่อการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลการจัดเก็บรายได้ โดยสัญญาพิพาทมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพและเพื่อความสะดวกของผู้ฟ้องคดีในการปฏิบัติงานและผู้ฟ้องคดีผู้ว่าจ้างประสงค์เพียงความสำเร็จของงานจ้างตามงวดงานที่คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างได้ตรวจรับมอบงานแล้ว จึงเป็นเพียงการจ้างให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จัดทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้างโดยตรงไม่มีลักษณะเป็นการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครองแต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

เมื่อสัญญาจ้างเหมาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสัญญาทางแพ่ง สัญญาค้ำประกันของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง จึงเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมด้วยเช่นกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ผู้ฟ้องคดี — เทศบาลเมืองหนองปรือ
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัทพาสเซอร์เวย์ จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2560
#619125
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ปราจีนบุรี ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ กระทรวงการคลัง ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กรณีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามนำที่ดินสองแปลงที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิในที่ดินในฐานะทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงไว้กับทางราชการและได้ชำระเงินค่าไถ่ที่ดินครบถ้วนแล้วทั้งสองแปลงดังกล่าวไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงพิพาทและให้คืนที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า การขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุที่ดินทั้งสองแปลงนั้นได้กระทำไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก่อนการรับขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ตรวจสอบการได้มาและการใช้ประโยชน์ของที่ดินว่าที่ดินทั้งสองแปลงหลุดเป็นสิทธิของรัฐโดยผลของกฎหมายเพราะเกินกว่าสิบปี ผู้ขายฝากหรือผู้รับมรดกไม่ไถ่ถอนคืน เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ประเด็นแห่งคดีเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่มีการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ราชพัสดุหรือเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดปราจีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — พันโท สมบัติ สิงห์แหลม หรือสิงห์โยธิน ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานธนารักษ์ พื้นที่ปราจีนบุรีที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ