คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 4/2560
#612700
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอกชนเป็นจำเลยขอให้ชำระค่าปรับ ค่าเสียหาย และราคาทรัพย์สินที่สูญหาย กรณีผิดสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงานก่อสร้างระบบจำหน่ายงานปรับปรุงใต้แนวสายส่ง เห็นว่า แม้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะ แต่ข้อกำหนดของสัญญาเป็นเพียงการจ้างเหมาค่าแรงงานจำเลยในการปรับปรุงใต้แนวสายส่งเท่านั้น โดยจำเลยมีหน้าที่รื้อถอนติดตั้งอุปกรณ์ตามรายการและรูปแบบที่ตกลงกันไว้ ซึ่งจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์เป็นผู้ชี้ตำแหน่งและควบคุมงาน โดยค่าจ้างจะจ่ายเฉพาะค่าแรงงานตามชิ้นงาน ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการจัดให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเอกชนเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์โดยตรง หรือเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ข้อตกลงตามฟ้องจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — บริษัทเอ็นเอ็มพาวเวอร์ หรือ เนเชอร์ เนท จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2560
#619122
เปิดฉบับเต็ม

คดีละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจศาลปกครองนั้นจะต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ข้อเท็จจริงคดีนี้ โจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสิบซึ่งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยโจทก์ว่าจงใจกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายหลายประการ เมื่อโจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ โจทก์จึงได้รับมอบหมายจากรัฐให้ใช้อำนาจปกครองบางประการและหากโจทก์ใช้อำนาจดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นละเมิด คดีนั้นย่อมเป็นคดีปกครองและอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่คดีนี้โจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและมูลเหตุแห่งคดีนี้โจทก์ก็ฟ้องว่า ความเสียหายเกิดจากการที่จำเลยทั้งสิบร่วมกันออกเสียงลงคะแนนในการประชุมสภามหาวิทยาลัยของโจทก์ ความเสียหายดังกล่าวนี้จึงเกิดจากการดำเนินกิจการภายในของโจทก์เอง มิได้เกิดจากการที่จำเลยทั้งสิบใช้อำนาจทางปกครองที่ได้รับมอบหมายมาจากรัฐอันจะเป็นละเมิดจากการใช้อำนาจทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีละเมิดทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
จำเลย — นายวิศิษฐ์ ศรีวิชัยรัตน์ ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2560
#613205
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาลต่างระบบและศาลทั้งสองศาลนั้นมีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแตกต่างกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้ รับความเป็นธรรม เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏว่า ประเด็นข้อพิพาทและข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองไม่ใช่ประเด็นเดียวกันและไม่ขัดแย้งกัน คำร้องของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณาได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสูงสุด
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้ยื่นคำร้อง — นางมุกดา วงศ์วณิชย์รัตน์ ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 1/2560
#613204
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลฎีกาและศาลปกครองนครศรีธรรมราชขัดแย้งกัน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง โดยคดีแรกศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาททั้งฉบับของผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์

ไม่ชอบด้วยกฎหมายเฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของนายอ. ซึ่งเป็นจำเลยที่ ๑ ให้เพิกถอนเฉพาะส่วนที่ไม่ชอบ ส่วนคดีหลังศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิพากษาว่า นาง ร. ผู้ฟ้องคดี มิใช่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดี แต่ผู้ร้องต่างหากซึ่งเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ กระบวนการออกโฉนดของผู้ร้องดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

คณะกรรมการ เห็นว่า แม้ว่าคำพิพากษาของทั้งสองศาลจะเป็นการวินิจฉัยถึงผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดของผู้ร้องซึ่งเป็นฉบับเดียวกันก็ตาม แต่มิใช่เป็นกรณีที่ผู้ร้องฟ้องนายอ. ต่อศาลยุติธรรมแล้วนาย อ. กลับมาเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องต่อศาลปกครอง เพราะคดีที่ศาลปกครองนาง ร. เป็นผู้ฟ้องผู้ร้องต่างหาก ทั้งข้อเท็จจริงที่ทั้งสองศาลอาศัยเป็นหลักในการวินิจฉัยก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า หากบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาจะทำให้ผู้ร้องเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปบางส่วนก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาย่อมผูกพันผู้ร้องและนายอ. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ส่วนคำพิพากษาศาลปกครองก็ย่อมผูกพันผู้ร้องและนาง ร. เช่นกัน ตามพ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา ๗๐ และมาตรา ๗๑ (๔) ดังนี้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดพิพาทของผู้ร้องก็ใช้ยันกับนาง ร. ได้ตามคำพิพากษาศาลปกครองและคงมีอยู่อย่างไรก็มีอยู่อย่างนั้นหาได้สูญเสียหรือลดน้อยถอยลงไปแต่อย่างใดไม่ อีกทั้งยังผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่ บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า ส่วนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดพิพาทของผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาก็เป็นเรื่องที่นาย อ. สามารถใช้ยันกับผู้ร้องได้เช่นกันซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน คำพิพากษาทั้งสองศาลจึงไม่ขัดกันเพราะมิใช่เป็นเรื่องของคู่ความเดียวกันและไม่ใช่คดีที่มีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกัน คำร้องจึงไม่ชอบด้วย มาตรา ๑๔ แห่งพ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ อาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัยฯ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลฎีกา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ผู้ยื่นคำร้อง — นายจักรวาล ชีวนันทพรชัย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11058/2559
#607966
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยสัญญา การเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 538 หากถือคุณสมบัติของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า ผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าตายให้สัญญาระงับ สัญญาเช่าต้องกำหนดระยะเวลาเช่าไว้มีกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าเท่านั้น มิฉะนั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ แม้การเช่าทรัพย์สินตามปกติผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสาระสำคัญ แต่คุณสมบัติผู้เช่านั้น ผู้ให้เช่าพิจารณาเพื่อมาตกลงทำสัญญาเช่ากัน เมื่อผู้ให้เช่ากับผู้เช่าตกลงทำสัญญาเช่ากันสัญญาก็ต้องเป็นสัญญา จึงไม่ต้องกลับไปพิจารณาถึงคุณสมบัติของผู้เช่าอีกจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามที่ตกลงไว้หรือตกลงทำสัญญาเช่ากันใหม่ แม้สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ผู้เช่าจะให้เช่าช่วงหรือโอนสิทธิของตนอันมีในทรัพย์สินนั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่บุคคลภายนอก ท่านว่าหาอาจทำได้ไม่ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 544 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองเป็นทายาทของ ผ. ผู้เช่าที่ดินพิพาท จึงมิใช่บุคคลภายนอกตามบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมรับโอนสิทธิการเช่าได้ เมื่อ ผ. ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสองมีกำหนดระยะเวลาเช่าสามสิบปี โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน กำหนดว่า ผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าเอาที่ดินที่เช่าไปให้เช่าช่วงได้ อันเป็นการตกลงยกเว้นมาตราดังกล่าวไม่ให้สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว แต่ให้เป็นสิทธิในทรัพย์สินให้โอนได้ให้เช่าช่วงได้ โดยผู้เช่าต้องชำระเงินล่วงหน้าสำหรับการเช่า 30 ปี เป็นเงิน 1,000,000 บาท กำหนดอัตราค่าเช่าสูงขึ้นทุกสิบปีตลอดระยะเวลาเช่า เป็นการถือกำหนดเวลาสามสิบปีตามที่จดทะเบียนไว้เป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้ตกลงทำสัญญาเช่าโดยกำหนดระยะเวลาเช่ามีเพียงตลอดชีวิตของผู้เช่าหรือตกลงไว้ในสัญญาเช่าอันจดทะเบียนว่า ผู้เช่าถึงแก่ความตายให้สัญญาเช่าเป็นอันสิ้นสุดลง เมื่อ ผ. ผู้เช่าถึงแก่ความตายจึงไม่ต้องมีการทำสัญญาเช่ากันใหม่ เนื่องจากตกลงทำสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลาสามสิบปี ทั้งสัญญาเช่ายังกำหนดให้ผู้เช่าสามารถนำทรัพย์สินที่เช่าไปให้บุคคลอื่นเช่าต่อได้ โจทก์ทั้งสองไม่ได้ถือเอาคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า โจทก์ทั้งสองต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ต่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ผ. โดยตรง สิทธิการเช่าจึงไม่สิ้นสุดลง เมื่อสิทธิการเช่ายังไม่ครบกำหนดระยะเวลาเช่าที่ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าได้

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2559)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปรวมทั้งส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายอีกเดือนละ 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากที่ดิน

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1182 เลขที่ดิน 74 หน้าสำรวจ 293 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ โดยให้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 481,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 160,400 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 361,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายอีกในอัตราเดือนละ 120,375 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1182 เลขที่ดิน 74 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2530 นายผ่อง ได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสองมีกำหนดระยะเวลา 30 ปี ตกลงค่าเช่าเป็นเงิน 7,186,200 บาท อัตราค่าเช่าสิบปีแรก ค่าเช่าเดือนละ 17,110 บาท สิบปีที่สอง ค่าเช่าเดือนละ 20,532 บาท และสิบปีสุดท้าย ค่าเช่าเดือนละ 23,954 บาท การเช่าในปีแรกปลอดค่าเช่า ตกลงจ่ายค่าเช่ากันทุกวันที่ 17 ของเดือน และผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าเอาที่ดินที่เช่าไปให้เช่าช่วงได้ ตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 จนถึงเดือนธันวาคม 2549 นายผ่องได้ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเช็คลงวันที่สั่งจ่ายล่วงหน้าของบริษัทแอร์คอนเอ็มเอฟจี จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้สั่งจ่าย และโจทก์ทั้งสองได้รับค่าเช่าของเดือนมกราคม 2550 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2550 ในอัตราเดือนละ 20,532 บาท ไปแล้ว ส่วนค่าเช่าในเดือนมิถุนายน 2550 จนถึงเดือนธันวาคม 2550 โจทก์ทั้งสองได้รับเช็คลงวันที่สั่งจ่ายล่วงหน้าไว้แล้วรวม 8 ฉบับ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2550 นายผ่องถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของนายผ่อง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายผ่องกับจำเลยที่ 1 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร เช็คและสำเนาใบสำคัญจ่าย ต่อมาวันที่ 3 สิงหาคม 2550 โจทก์ทั้งสองได้ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองทราบแล้วแต่เพิกเฉย ตามหนังสือแจ้งให้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากพื้นที่เช่าและใบตอบรับในประเทศ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยสัญญา ซึ่งผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด ซึ่งชั่วระยะเวลาเช่าดังกล่าวถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า ผู้ให้เช่าและผู้เช่าต้องกำหนดไว้ในสัญญาเช่าตามที่ตกลงกัน เนื่องจากการเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 หากถือคุณสมบัติของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า ผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าตายให้สัญญาระงับ สัญญาเช่าต้องกำหนดระยะเวลาเช่าไว้มีกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าเท่านั้น มิฉะนั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ แม้การเช่าทรัพย์สินตามปกติผู้ให้เช่าย่อมต้องเพ็งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสาระสำคัญเช่นกันว่าผู้เช่ามีความสามารถในการชำระค่าเช่าและปฏิบัติตามสัญญาเช่าได้หรือไม่ก็ตาม แต่คุณสมบัติของผู้เช่าดังกล่าว ผู้ให้เช่าพิจารณาเพื่อมาตกลงทำสัญญาเช่ากัน หากผู้เช่าไม่มีคุณสมบัติตามที่ผู้ให้เช่ากำหนดสัญญาเช่าย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อผู้ให้เช่ากับผู้เช่า ตกลงทำสัญญาเช่าต่อกัน สัญญาก็ต้องเป็นสัญญาไม่ต้องกลับไปพิจารณาถึงคุณสมบัติของผู้เช่าอีก จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามที่ตกลงไว้หรือตกลงทำสัญญาเช่ากันใหม่ แม้สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ผู้เช่าจะให้เช่าช่วงหรือโอนสิทธิของตนอันมีในทรัพย์สินนั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลภายนอก ท่านว่าหาอาจทำได้ไม่ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 544 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองเป็นทายาทของนายผ่อง จึงไม่ใช่บุคคลภายนอกตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงรับโอนสิทธิการเช่าได้ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2530 นายผ่องทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสองมีกำหนดระยะเวลาเช่าสามสิบปี โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาเช่าวันที่ 16 กรกฎาคม 2560 หนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 5 กำหนดว่า ผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าเอาที่ดินที่เช่าไปให้เช่าช่วงได้ อันเป็นการตกลงยกเว้นมาตราดังกล่าวไม่ให้สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว แต่ให้เป็นสิทธิในทรัพย์สินให้โอนได้ให้เช่าช่วงได้ โดยผู้เช่าต้องชำระเงินล่วงหน้าสำหรับการเช่า 30 ปี เป็นเงิน 1,000,000 บาท กำหนดอัตราค่าเช่าสูงขึ้นทุกสิบปีตลอดระยะเวลาเช่า เป็นการถือกำหนดเวลาสามสิบปีตามที่จดทะเบียนไว้เป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้ตกลงทำสัญญาเช่าโดยกำหนดระยะเวลาเช่ามีเพียงตลอดชีวิตของผู้เช่าหรือตกลงไว้ในสัญญาเช่าอันจดทะเบียนว่า ผู้เช่าถึงแก่ความตายให้สัญญาเช่าเป็นอันสิ้นสุดลง โดยผู้เช่าได้ใช้ทรัพย์สินที่เช่าประกอบกิจการโรงงานประกอบเครื่องปรับอากาศหลายยี่ห้อจากต่างประเทศ เป็นการลงทุนจำนวนมากนับร้อยล้านบาท ต้องใช้เวลาประกอบธุรกิจยาวนาน จึงจดทะเบียนการเช่าสามสิบปีเพื่อที่จะคุ้มค่าในการลงทุน หากสัญญาเช่าระงับเพราะผู้เช่าตาย ซึ่งไม่อาจรู้ได้ล่วงหน้า ธุรกิจและการลงทุนจะได้รับความเสียหาย เมื่อนายผ่องผู้เช่าถึงแก่ความตายไม่ต้องมีการทำสัญญาเช่ากันใหม่ เนื่องจากตกลงทำสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลาสามสิบปี ทั้งสัญญาเช่ายังกำหนดให้ผู้เช่าสามารถนำทรัพย์สินที่เช่าไปให้บุคคลอื่นเช่าต่อได้ อันเป็นข้อกำหนดว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ถือเอาคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่า ซึ่งโจทก์ทั้งสองต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ต่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายผ่องโดยตรง สิทธิการเช่าจึงไม่สิ้นสุดลง เมื่อสิทธิการเช่ายังไม่ครบกำหนดระยะเวลาเช่าที่ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า สิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ และไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายหรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538 ม. 544 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ ดุลย์ประภา กับพวก
จำเลย — นางพนอ กู้ชิงชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางกนกพร ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10854/2559
#607348
เปิดฉบับเต็ม

คดีแรกจำเลยฟ้องโจทก์ให้รับผิดตามสัญญากู้เงิน จึงมีประเด็นเพียงว่าโจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญากู้เงินหรือไม่ ส่วนคดีหลังโจทก์ฟ้องจำเลยว่าจงใจฟ้องหรือนำสืบในคดีแรกด้วยสัญญากู้เงินปลอมทำให้โจทก์เสียหาย คดีหลังจึงมีประเด็นว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ฟ้องโจทก์คดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

จำเลยปลอมสัญญากู้เงินใช้เป็นหลักฐานฟ้องโจทก์ และนำสืบสัญญากู้เงินปลอมนั้นจนศาลรับฟังและพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลย เป็นการทำให้โจทก์เสียหายและเป็นละเมิด ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

การที่จำเลยต้องชำระเงินที่ได้รับจากเจ้าพนักงานบังคับคดีคืนแก่โจทก์เป็นการใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 216,919.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะอายัดเงินเดือนและเงินโบนัสของโจทก์ในอนาคตพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จะถูกอายัดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 180,326.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557) และให้จำเลยชำระเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้และที่จะอายัดต่อไปในอนาคตพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ส่งมาตามอายัดในแต่ละครั้งนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินที่อายัดนั้นเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลล่างและตามสำนวนคดีนี้ว่า โจทก์เป็นพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ประจำอยู่ที่ฝ่ายจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง จำเลยมีอาชีพออกเงินให้คนทั่วไปกู้ยืม ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์กับจำเลยฟ้องร้องกันมาแล้ว 4 คดี กล่าวคือ คดีแรก จำเลยฟ้องโจทก์กับนางจุฑาทิพ ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงลำปาง) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 ว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 โจทก์กับนางจุฑาทิพร่วมกันกู้ยืมเงินจำเลย 130,000 บาท ยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ครบกำหนดชำระคืนภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2544 หลังกู้ยืมได้ชำระเงินเพียง 10,000 บาท ครบกำหนดชำระค้างเงินต้น 120,000 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 6,000 บาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 126,000 บาท ขอให้โจทก์และนางจุฑาทิพชำระเงิน 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 120,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์และนางจุฑาทิพขาดนัดยื่นคำให้การ ชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบโดยจำเลยเบิกความและอ้างส่งหนังสือสัญญากู้เงินต่อศาลชั้นต้น

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นพิพากษาในวันเดียวกันให้โจทก์และนางจุฑาทิพร่วมกันชำระเงินแก่จำเลยตามฟ้องตามคดีหมายเลขดำที่ 1322/2544 หมายเลขแดงที่ 1424/2544 ของศาลชั้นต้น ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์หรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีจึงเป็นที่สุด ต่อมามีผู้กู้หลายรายร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปรามว่าจำเลยให้กู้ยืมเงินคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและให้ผู้กู้ลงชื่อในสัญญากู้เงินโดยมิกรอกข้อความ เจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านจำเลยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 พบหนังสือสัญญากู้เงินที่ลงชื่อแต่ผู้กู้โดยมิกรอกข้อความจำนวนมากและพบเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก คดีที่สอง โจทก์กับนางจุฑาทิพฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2547 โดยฟ้องเป็นคดีอาญาว่า หนังสือสัญญากู้เงินตามคดีแรกเป็นเอกสารปลอม และการที่จำเลยเบิกความและอ้างส่งหนังสือสัญญากู้เงินคดีแรกเป็นการเบิกความอันเป็นเท็จ นำสืบและแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับนางจุฑาทิพกู้ยืมเงินจำเลยเพียง 15,000 บาท โจทก์กับนางจุฑาทิพเพียงแต่ลงชื่อช่องผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินโดยมิได้มีการกรอกข้อความ จำเลยกรอกข้อความภายหลังเป็นว่ากู้ยืมเงินจำเลย 130,000 บาท เป็นการปลอมหนังสือสัญญากู้เงิน ที่จำเลยเบิกความ นำสืบและแสดงหนังสือสัญญากู้เงิน เป็นการใช้หนังสือสัญญากู้เงินปลอม เบิกความอันเป็นเท็จ นำสืบและแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 2 ปี ฐานเบิกความอันเป็นเท็จ นำสืบและแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้วกรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจาก

สารบบความ ศาลฎีกาได้อ่านคำสั่งศาลฎีกานี้กับได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2557 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 451/2547 หมายเลขแดงที่ 1006/2548 ของศาลจังหวัดลำปาง คดีที่สาม จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 ขอให้โจทก์ล้มละลาย โดยฟ้องหลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีที่สองเพียงสามเดือนเศษ ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขดำที่ ล.11765/2552 ของศาลล้มละลายกลาง และคดีที่สี่ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 โดยฟ้องระหว่างคดีที่สองอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาว่า การกระทำของจำเลยตามคดีแรกทำให้โจทก์ต้องฟ้องคดีที่สอง ในการฟ้องคดีที่สองโจทก์ต้องเสียค่าจ้างทนายความ 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักทนายความในการเดินทางไปว่าความ 88,500 บาท และการที่มีการประกาศหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องล้มละลายคดีที่สามทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงคิดเป็นเงิน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 288,500 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 288,500 บาท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาไม่กำหนดค่าจ้างทนายความ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักทนายความให้ ส่วนค่าเสียหายต่อชื่อเสียงศาลชั้นต้นกำหนดให้ 30,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นกำหนดให้ 50,000 บาท คดีเป็นที่สุดชั้นอุทธรณ์ตามคดีหมายเลขดำที่ 240/2553 หมายเลขแดงที่ 55/2554 ของศาลชั้นต้น สำหรับคดีนี้เป็นการฟ้องร้องกันเป็นคดีที่ห้า โดยหลังจากอ่านคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกาและออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2557 แล้ว โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติด้วยว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแรกให้โจทก์กับนางจุฑาทิพชำระเงินแก่จำเลยแล้ว จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนและเงินโบนัสของโจทก์ไปยังต้นสังกัดของโจทก์ ต้นสังกัดของโจทก์ส่งเงินที่อายัดมายังเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2554 ถึงกันยายน 2557 รวมเป็นเงิน 216,919.41 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินแก่จำเลยไปแล้วรวม 180,326.23 บาท นอกจากนี้อาจยังมีเงินที่ต้นสังกัดของโจทก์ส่งมายังเจ้าพนักงานบังคับคดีอีกส่วนหนึ่ง ต่อมาศาลชั้นต้นคดีแรกมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 ให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าคดีที่ห้านี้จะเป็นที่สุด

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันหรือฟ้องซ้ำกับคดีแรกหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีแรกจำเลยฟ้องโจทก์ให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยตามหนังสือสัญญากู้เงินเมื่อโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีมีประเด็นเพียงว่าโจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามหนังสือสัญญากู้เงินหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าหนังสือสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอมหรือจำเลยเป็นผู้ทำปลอมหรือไม่ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีไปฝ่ายเดียว โดยพิพากษาให้จำเลยชนะคดี คำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมผูกพันโจทก์จำเลยนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษาในคดีแรกนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งกรณีของโจทก์ มาตรา 199 ตรี บัญญัติทางแก้เอาไว้เพื่อมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันในเรื่องเดียวกันหรือประเด็นเกี่ยวพันกันอีก โดยให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่เท่านั้น ไม่ได้ให้สิทธิโจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ และเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีแรกจึงเป็นที่สุด ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ย่อมยังคงผูกพันโจทก์จำเลยอยู่ การที่โจทก์มาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแรก ส่วนโจทก์แก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 นั้น เห็นว่า จริงอยู่แม้คำพิพากษาผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย แต่หากปรากฏภายหลังว่า คู่ความฝ่ายใดจงใจฟ้องหรือนำสืบด้วยพยานหลักฐานที่ผิดกฎหมายจนศาลรับฟังและมีคำพิพากษาให้อีกฝ่ายเสียหาย คู่ความฝ่ายนั้นย่อมเป็นผู้ทำละเมิดต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการทำละเมิดนั้น คู่ความอีกฝ่ายย่อมฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการทำละเมิดได้ และคดีที่ฟ้องภายหลังมีประเด็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นทำละเมิดหรือไม่ ซึ่งคดีนี้จำเลยจงใจทำปลอมหนังสือสัญญากู้เงินใช้เป็นหลักฐานฟ้องและนำสืบหนังสือสัญญากู้เงินที่จำเลยทำปลอมขึ้น เป็นการฟ้องและนำสืบด้วยพยานหลักฐานที่ผิดกฎหมายอาญาอย่างชัดแจ้ง จนศาลรับฟังและมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยอันเป็นการทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่าประเด็นที่วินิจฉัยในคดีแรกไม่ได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีนี้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาคดีนี้ว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์และฟ้องของโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแรกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องชำระเงินที่ได้รับจากเจ้าพนักงานบังคับคดีคืนแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นก็ออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้บังคับคดีโดยอายัดเงินเดือนและเงินโบนัสจากต้นสังกัดของโจทก์ เป็นการดำเนินการบังคับคดีถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่จำต้องชำระเงินที่จำเลยได้รับจากเจ้าพนักงานบังคับคดี 180,326.23 บาท คืนแก่โจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ดังวินิจฉัยมา จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ การที่จำเลยต้องชำระเงินที่ได้รับจากเจ้าพนักงานบังคับคดีคืนแก่โจทก์ก็เป็นการใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 180,326.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยชำระเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้และที่จะอายัดต่อไปในอนาคตพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ส่งมาตามอายัดในแต่ละครั้งนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินที่อายัดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพวงมาลี กันสาย
นางณิตญาหรือนิตยา สัธนาอนันต์
จำเลย — หรือปินตาสีหรือวงศ์ฉายา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายวิทยา เอี่ยมกล่ำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10850/2559
#611626
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญตามกฎหมาย แต่โจทก์จ่ายเงินดังกล่าวให้จำเลยไปโดยผิดหลง จึงเป็นเงินที่จำเลยได้รับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และทำให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นลาภมิควรได้ หาใช่เป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิติดตามเอาคืนได้อย่างเจ้าของทรัพย์สินไม่ และเมื่อได้ความว่าจำเลยได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญไว้โดยสุจริตและนำไปใช้จ่ายหมดแล้วก่อนที่โจทก์จะเรียกคืน จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 412

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 221,238.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 208,353.13 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 208,353.13 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ปฏิบัติหน้าที่ราชการ โจทก์จ่ายเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญจำเลยเป็นทายาทของนายพิชัย ข้าราชการในสังกัดกรมโจทก์ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ถึงแก่ความตายในขณะให้จำเลยไปรวมจำนวนทั้งสิ้น 208,353.13 บาท ทั้งที่จำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดกรมโจทก์ ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวตาม พระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 มาตรา 5 จำเลยได้รับเงินดังกล่าวไว้โดยสุจริตและนำไปใช้จ่ายหมดแล้ว ต่อมาโจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่จำเลยได้รับเป็นลาภมิควรได้ หรือเป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิติดตามเอาคืนได้อย่างเจ้าของทรัพย์สิน เห็นว่า จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญตามกฎหมาย แต่โจทก์จ่ายเงินดังกล่าวให้จำเลยไปโดยผิดหลง จึงเป็นเงินที่จำเลยได้รับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และทำให้โจทก์เสียเปรียบ อันเป็นลาภมิควรได้ หาใช่เป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิติดตามเอาคืนได้อย่างเจ้าของทรัพย์สินไม่ แต่เมื่อได้ความว่า จำเลยได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญไว้โดยสุจริตและนำไปใช้จ่ายหมดแล้วก่อนที่โจทก์จะเรียกคืน จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นและฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่เป็นสาระแก่คดีที่จะทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 412
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — นางเสาวภา เชยสุวรรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10842/2559
#607364
เปิดฉบับเต็ม

ทั้งก่อนและหลังจากจำเลยทราบว่า ท. มีโจทก์เป็นภริยาแล้ว จำเลยยังติดต่อคบหาสมาคมกับ ท. และติดตาม ท. มาถึงสถานที่ทำงาน อยู่ในห้องทำงานของ ท. และมีเพศสัมพันธ์กันซึ่งมิใช่ที่รโหฐาน ปกปิดมิดชิดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เมื่อคนงานและเพื่อนร่วมงาน ท. ทราบว่า ท. มีภริยาแล้วและพบเห็นจำเลยกับ ท. มาที่บริษัท โดยจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยกับ ท. มีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษ หลังจากจำเลยทราบว่า ท. มีภริยาแล้ว ย่อมทำให้วิญญูชนทั่วไปมีเหตุอันควรเชื่อและเข้าใจว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับ ท. มากกว่าที่จะรู้จักกันในฐานะลูกค้าหรือบุคคลธรรมดาที่รู้จักกันทั่วไป ข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับ ท. สามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีที่ฟังยุติมาข้างต้นมิอาจแปลความว่า การกระทำของจำเลยมีลักษณะลักลอบมีเพศสัมพันธ์กับ ท. และพยายามปกปิดการกระทำให้ทราบกันตามลำพังระหว่างจำเลยกับ ท.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับว่ายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกัน รับฟังได้ว่า โจทก์กับนายทนงศักดิ์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554 มีบุตรด้วยกัน 3 คน นายทนงศักดิ์คบหากับจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและมีเพศสัมพันธ์กัน

ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติเป็นประการแรกก่อนว่า จำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายทนงศักดิ์ ภายหลังจากที่จำเลยรู้ความจริงว่านายทนงศักดิ์เป็นสามีของโจทก์หรือไม่ นายทนงศักดิ์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เมื่อปี 2556 ได้รู้จักกับจำเลยเนื่องจากติดต่องานกัน ต่อมาเดือนกันยายน 2557 พยานกับจำเลยมีความสนิทสนมจนมีเพศสัมพันธ์กัน จนกระทั่งปลายเดือนมกราคม 2558 พยานขอให้จำเลยยื่นแบบรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) จำเลยจึงทราบว่า พยานมีภริยาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่พยานกับจำเลยยังคงมีเพศสัมพันธ์กันอีกภายในห้องพักที่ทำงานของพยาน โดยมีคนในบริษัทและนายกิจจา เพื่อนร่วมงานของพยานทราบเรื่องราวดังกล่าวและทราบว่าพยานมีภริยาและบุตรแล้ว เนื่องจากพยานเคยพาโจทก์ไปเที่ยวกับพนักงานของบริษัทเป็นประจำทุกปี ส่วนจำเลยเบิกความว่า จำเลยรู้จักนายทนงศักดิ์เมื่อปี 2556 ต่อมาในเดือนกันยายน 2557 จำเลยกับนายทนงศักดิ์มีความสนิทสนมจนมีเพศสัมพันธ์กัน จำเลยเพิ่งทราบว่านายทนงศักดิ์มีภริยาและบุตรเนื่องจากจำเลยช่วยยื่นแบบรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายทนงศักดิ์ จำเลยขอเลิกคบหากันแต่ถูกนายทนงศักดิ์ข่มขู่ว่าไม่ให้เลิก มิฉะนั้นจะนำแผ่นวีซีดี ที่บันทึกภาพขณะนายทนงศักดิ์กับจำเลยมีเพศสัมพันธ์กันไปเผยแพร่ จำเลยจึงต้องยอมมีเพศสัมพันธ์กับนายทนงศักดิ์ต่อไป เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยสอดคล้องเจือสมกับคำเบิกความของนายทนงศักดิ์ว่าเมื่อประมาณปลายเดือนมกราคม 2558 หลังจากจำเลยทราบว่านายทนงศักดิ์มีภริยาและบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้วจำเลยกับนายทนงศักดิ์มิได้ยุติการคบหากัน โดยยังคงมีเพศสัมพันธ์กันดังเดิม นายทนงศักดิ์เบิกความยอมรับความจริงต่อไปว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้นายทนงศักดิ์ยังมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยอีก 2 ครั้ง สนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า หลังจากจำเลยทราบว่านายทนงศักดิ์มีโจทก์เป็นภริยาแล้ว จำเลยกับนายทนงศักดิ์ยังสมัครใจที่จะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและมีเพศสัมพันธ์กันต่อไปอีก แม้จำเลยจะนำสืบปฏิเสธและกล่าวแก้ในคำแก้ฎีกาว่า คำเบิกความของนายทนงศักดิ์ในข้อนี้ไม่น่าเชื่อถือ แต่จำเลยได้เบิกความยอมรับความจริงว่า เมื่อจำเลยทราบว่านายทนงศักดิ์มีภริยาแล้ว จำเลยยังคงมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนายทนงศักดิ์ ข้อที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ถูกนายทนงศักดิ์ข่มขู่ว่าหากมีการยุติความสัมพันธ์กัน นายทนงศักดิ์จะนำภาพที่จำเลยกับนายทนงศักดิ์มีความสัมพันธ์ทางประเวณีออกเผยแพร่นั้น ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ยังรับฟังไม่เป็นที่ยุติแน่ชัดว่า นายทนงศักดิ์บันทึกภาพตามแผ่นวีซีดีไว้เมื่อใด เนื่องจากนายทนงศักดิ์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า

ได้บันทึกภาพดังกล่าวภายหลังโจทก์ฟ้องคดีแล้ว แต่ตอบทนายโจทก์ถามติงว่าตนเองบันทึกภาพตามแผ่นวีซีดีก่อนโจทก์ฟ้องคดี ซึ่งจากพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไม่ปรากฏวันเวลาที่มีการบันทึกภาพดังกล่าวว่าเกิดขึ้นเมื่อวันเวลาใด จึงมิอาจรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เชื่อว่า ภาพเหตุการณ์ตามแผ่นวีซีดีเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะทราบว่านายทนงศักดิ์มีภริยาแล้ว ประการสำคัญ หากจำเลยถูกนายทนงศักดิ์บังคับข่มขู่และจำเลยมีเจตนาจะเลิกคบหากับนายทนงศักดิ์อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง จำเลยย่อมสามารถไปร้องทุกข์หรือขอให้เจ้าพนักงานตำรวจจดแจ้งเรื่องดังกล่าวในบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ดังเช่นที่จำเลยเคยไปจดแจ้งในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานว่า หลังจากโจทก์ฟ้องแล้ว จำเลยถูกโจทก์โทรศัพท์มาระรานคุกคามอีก ฉะนั้นการที่จำเลยเพิกเฉยมิได้กระทำการอันใดที่ส่อแสดงว่า จำเลยมิได้ถูกล่วงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวจากนายทนงศักดิ์ ดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ไว้ ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากข้อความสนทนาโต้ตอบผ่านโปรแกรมไลน์ระหว่าง

นายทนงศักดิ์กับจำเลยที่ไม่โต้แย้งกันว่า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 17.45 นาฬิกา หลังจากจำเลยทราบว่า นายทนงศักดิ์มีภริยาแล้ว จำเลยยังส่งข้อความบอกว่า จำเลยเป็นภริยานายทนงศักดิ์ และวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 หลังจากโจทก์ฟ้องคดี จำเลยยังคงสื่อสารติดต่อกับนายทนงศักดิ์ทางข้อความผ่านโปรแกรมไลน์ เนื้อความฟังได้ว่า จำเลยกับนายทนงศักดิ์ยังมีความรู้สึกอันดีต่อกันไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยโกรธเคืองหรือตำหนินายทนงศักดิ์ที่ข่มขู่ว่าจะเปิดเผยความลับข้อมูลทางประเวณีของจำเลย

ที่บันทึกไว้ หรือร้องขอมิให้นายทนงศักดิ์ยุติดำเนินการด้วยวิธีการดังกล่าวเพื่อปกป้องศักดิ์ศรี เกียรติยศ และชื่อเสียงของจำเลย หรือแสวงหามาตรการในการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวตามวิถีทางที่ชอบธรรมตามความเหมาะสมและกฎหมาย การที่จำเลยเพิกเฉยมิได้กระทำการใด ๆ จึงทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลย รับฟังและเชื่อได้ว่า ภายหลังจากจำเลยทราบว่าโจทก์เป็นภริยานายทนงศักดิ์แล้ว จำเลยยังติดต่อคบหาสมาคมกับนายทนงศักดิ์และสมัครใจมีเพศสัมพันธ์กับนายทนงศักดิ์ต่อไป

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์คือ จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตน

มีเพศสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับนายทนงศักดิ์หรือไม่ นายทนงศักดิ์เบิกความว่าหลังจากจำเลยทราบว่าพยานมีภริยาแล้ว พยานกับจำเลยยังคบหามีเพศสัมพันธ์กัน คนงานและเพื่อนของพยานบางคนทราบเรื่องราวดังกล่าว คนงานในบริษัททราบว่า พยานมีภริยาแล้วและพยานเคยพาโจทก์ไปเที่ยวกับพนักงานในบริษัทเป็นประจำทุกปี และตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า พยานเคยไปรับส่งจำเลยและพาจำเลยมาที่ห้องพักที่ทำงานของพยานเพื่อมีเพศสัมพันธ์กัน ส่วนจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยเคยมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ไม่ถึง 10 ครั้ง ส่วนใหญ่ที่ห้องพักของนายทนงศักดิ์โดยจำเลยยินยอมด้วย คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเจือสมสนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์ว่า ทั้งก่อนและหลังจากจำเลยทราบว่านายทนงศักดิ์มีโจทก์เป็นภริยาแล้ว จำเลยยังติดต่อคบหาสมาคมกับนายทนงศักดิ์และติดตามนายทนงศักดิ์มาถึงสถานที่ทำงาน อยู่ในห้องทำงานของนายทนงศักดิ์และมีเพศสัมพันธ์กันซึ่งมิใช่สถานที่รโหฐาน ปกปิดมิดชิดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เมื่อคนงานและเพื่อนร่วมงานนายทนงศักดิ์ทราบว่า นายทนงศักดิ์มีภริยาแล้วและพบเห็นจำเลยกับนายทนงศักดิ์มาที่บริษัท โดยจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยกับนายทนงศักดิ์มีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษ หลังจากจำเลยทราบว่านายทนงศักดิ์มีภริยาแล้ว ย่อมทำให้วิญญูชนทั่วไปมีเหตุอันควรเชื่อและเข้าใจว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับนายทนงศักดิ์ มากกว่าที่จะรู้จักกันในฐานะลูกค้าหรือบุคคลธรรมดาที่รู้จักกันทั่วไป ข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับนายทนงศักดิ์สามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีที่ฟังยุติมาข้างต้นมิอาจแปลความว่า การกระทำของจำเลยมีลักษณะลักลอบมีเพศสัมพันธ์กับนายทนงศักดิ์และพยายามปกปิดการกระทำให้ทราบกันตามลำพังระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยที่ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับนายทนงศักดิ์ในทำนองชู้สาวโดยรู้แล้วว่านายทนงศักดิ์มีโจทก์เป็นภริยาอยู่แล้ว และกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยรับผิดมานั้นและโจทก์พอใจในค่าทดแทนดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง — นายไกรพิชณ์ ปิยสิรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
พิศล พิรุณ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10810/2559
#606708
เปิดฉบับเต็ม

ส. สละมรดกในขณะที่เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา โดยข้อเท็จจริงได้ความว่า ส. ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับคดีได้ จึงเป็นการสละมรดกโดยรู้อยู่ว่าจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ กรณีมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมสละมรดกที่ดินในส่วนของ ส.

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกที่ดินระหว่าง ส. กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่า ส. สละมรดกที่ดินโดยรู้อยู่ว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ การกระทำของ ส. จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1737

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการสละมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 12052 ตำบลลุมพุก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างนายสายัณห์กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสายัณห์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการสละมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 12052 ตำบลลุมพุก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างนายสายัณห์กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสายัณห์และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกในส่วนดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้เถียงกันว่า จำเลยทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสายัณห์และนางโสภา นายสายัณห์กู้เงินจากโจทก์800,000 บาท แล้วผิดนัด โจทก์ฟ้องนายสายัณห์ให้ชำระหนี้ ศาลพิพากษาตามยอมให้นายสายัณห์ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 928/2548 ของศาลชั้นต้น แต่นายสายัณห์ไม่ชำระ โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ นางโสภาถึงแก่ความตายโดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 12052 ตำบลลุมพุก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งตกได้แก่นายสายัณห์และจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยนายสายัณห์และจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำว่าไม่ขอรับมรดกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และยินยอมให้จำเลยที่ 2 รับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานที่ดินจึงจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2555 ต่อมานายสายัณห์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่นายสุธรรม เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมสละมรดกที่ดินของนายสายัณห์หรือไม่ เห็นว่า ในการที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนรับโอนที่ดินมรดก นายสายัณห์และจำเลยที่ 1 ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าไม่ขอรับมรดกที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และยินยอมให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อรับมรดกที่ดินได้ ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำทายาทผู้มีความประสงค์ไม่ขอรับมรดก อันมีความหมายว่านายสายัณห์และจำเลยที่ 1 สละมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งกฎหมายสันนิษฐานว่าแท้จริงและถูกต้อง จำเลยทั้งสองคงให้การต่อสู้ว่านายสายัณห์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้สละมรดก แต่จำเลยทั้งสองและนายสายัณห์ประมูลซื้อที่ดินมรดกในระหว่างทายาท โดยจำเลยที่ 2 ประมูลได้ในราคา 300,000 บาท ซึ่งได้ชำระเงินให้แก่นายสายัณห์และจำเลยที่ 1 แล้ว เหตุที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนมรดกโดยนายสายัณห์และจำเลยที่ 1 สละมรดกเนื่องจากทำตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานที่ดินแต่จำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อสู้ตามข้ออ้าง และไม่ได้นำสืบหักล้างบันทึกถ้อยคำทายาทผู้มีความประสงค์ไม่ขอรับมรดก ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่านายสายัณห์สละมรดกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เมื่อนายสายัณห์สละมรดกในขณะที่เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาโดยข้อเท็จจริงได้ความว่า นายสายัณห์ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับคดีได้ จึงเป็นการสละมรดกโดยรู้อยู่ว่าจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ กรณีมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมสละมรดกที่ดินในส่วนของนายสายัณห์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกที่ดินระหว่างนายสายัณห์กับจำเลยที่ 2 อันหมายถึงขอให้เพิกถอนการสละมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของนายสายัณห์ โดยอ้างว่านายสายัณห์สละมรดกที่ดินโดยรู้อยู่ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ การกระทำของนายสายัณห์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อนายสายัณห์ถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1737 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1614 ม. 1737
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูยโสธร จำกัด
นายศราวุธ ขวานทอง ในฐานะทายาทโดยธรรมของ
จำเลย — นายสายัณห์ ขวานทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวบงกช เสมาทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอุเทน วิภาณุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10809/2559
#607646
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความในพินัยกรรมส่วนที่เพิ่มเติมตอนท้ายไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับไม่สมบูรณ์ แต่ไม่มีผลกระทบถึงพินัยกรรมทั้งฉบับ ข้อความเดิมในพินัยกรรมย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับ เมื่อพิเคราะห์ข้อความส่วนที่ยังมีผลใช้บังคับได้ ย่อมเห็นเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมได้โดยชัดแจ้งว่า ต้องการยกทรัพย์สินของผู้ตายให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียว ข้อความในส่วนอื่นในพินัยกรรมที่ระบุทรัพย์สินเป็นข้อๆ เป็นเพียงส่วนประกอบให้เห็นว่า ผู้ตายมีทรัพย์สินใดบ้าง หรือมีทรัพย์สินที่ผู้ตายจำได้ในขณะที่กำลังเขียนพินัยกรรมเท่านั้น ทรัพย์สินที่ผู้ตายเขียนระบุเพิ่มเติมตอนท้ายโดยไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับ น่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้ตายเพิ่งระลึกนึกได้ว่ามีทรัพย์สินดังกล่าวด้วย แต่ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเจตนาของผู้ตายที่ต้องการยกทรัพย์สินของตนเองทั้งหมดซึ่งรวมทั้งทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลย คดีฟังได้ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมดให้แก่จำเลย ทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมย่อมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 ดังนั้น โจทก์ทั้งเจ็ดจึงถูกตัดโดยผลของพินัยกรรมทำให้ไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย

แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความได้สละประเด็นข้อพิพาททั้งหมด คงให้ศาลวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์มรดกที่พิพาทแก่โจทก์ทั้งเจ็ดหรือไม่ เพียงใด ก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมอีกฉบับหนึ่งกำหนดให้ ส. เป็นผู้รวบรวมทรัพย์มรดกแบ่งปันให้แก่ทายาทเท่า ๆ กัน เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 139,986.09 บาท โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 7 คนละ 104,989.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 139,986.09 บาท โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 7 คนละ 104,989.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้ยกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยแถลงสละประเด็นข้อพิพาททั้งหมดคงขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยจะต้องแบ่งทรัพย์มรดกที่พิพาทตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดหรือไม่ เพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 139,986.09 บาท โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 7 คนละ 104,989.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่โจทก์แต่ละคนได้รับ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายมุ่ยหรือเก๋งกับนางฮวย เป็นสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ นางกิมหยิน นายเจริญภัทร นายสมนึก และนายพก ผู้ตาย ผู้ตายไม่มีภริยาและบุตร ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 นายมุ่ยกับนางฮวยถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว นางกิมหยิน นายเจริญภัทรและนายสมนึกถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วเช่นกัน นายเจริญภัทรไม่มีภริยาและบุตร นายสมนึกมีบุตร 2 คน แต่บุตรนายสมนึกไม่ได้ฟ้องร้องเกี่ยวข้องในคดีนี้ นางกิมหยินมีบุตร 4 คน คือ นายสุนทร นายสุรชัยหรือสุรัฐ นายสมพงษ์ และจำเลย โจทก์ที่ 4 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุนทร มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ โจทก์ที่ 5 ถึงโจทก์ที่ 7 นายสุนทรถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 อันเป็นเวลาหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3 เป็นบุตรของนายสุรชัย นายสุรชัยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ยกทรัพย์มรดกรวม 11 รายการ ให้แก่จำเลย ทั้งได้เขียนข้อความต่อจากลายมือชื่อผู้เขียนในพินัยกรรม มีข้อความว่า ยกทรัพย์พิพาทตามฟ้องซึ่งเป็นหุ้นที่ผู้ตายได้ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งหมดให้แก่จำเลยด้วย แต่ผู้ตายไม่ได้ลงลายชื่อกำกับส่วนที่เขียนเพิ่มเติมดังกล่าว หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วจำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกาเนื่องจากเห็นว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า ข้อความส่วนที่เพิ่มเติมด้านล่างไม่สมบูรณ์เพราะเจ้ามรดกไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ส่วนข้อความอื่นในพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดมีว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเขียนด้วยตนเองทั้งฉบับ กำหนดการเผื่อตายของผู้ตายในเรื่องของทรัพย์สินของผู้ตายไว้แล้วในพินัยกรรมดังกล่าวมีข้อความว่า "ข้าพเจ้า นายพก ศรีเก่งกระจ่าง... ได้ทำพินัยกรรมขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ให้ทรัพย์สินต่าง ๆ ของข้าพเจ้า ให้นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรี แต่เพียงผู้เดียว หลานคนอื่นไม่มีสิทธิ์ ทรัพย์สินของข้าพเจ้ามีดังนี้..." เมื่อผู้ตายเขียนระบุทรัพย์สินรวม 11 ข้อแล้ว ก็เขียนในตอนท้ายของพินัยกรรมก่อนลงลายมือชื่อว่า "....ข้าพเจ้าถ่ายเอกสารฝากไว้กับบุคคลที่ข้าพเจ้านับถือไว้เพื่อเป็นหลักฐาน เพื่อมิให้หลานของข้าพเจ้าได้มาฟ้องแบ่งทรัพย์สินของข้าพเจ้า..." เมื่อลงลายมือชื่อในฐานะเป็นผู้เขียนพินัยกรรมแล้ว ผู้ตายได้เขียนข้อความเพิ่มเติมต่อจากลายมือชื่อของผู้ตายไว้ว่า "หุ้นทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้เล่นไว้ที่ A.B.N. แอมโรว์ ขอยกให้นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรี หุ้นทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้เล่นไว้ที่บริษัทซิกโก้ ขอยกให้นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรี" แม้ศาลฎีกาเห็นด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยว่า ข้อความส่วนที่เพิ่มเติมไม่สมบูรณ์ก็ตาม แต่ศาลล่างทั้งสองก็วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า ไม่มีผลกระทบถึงพินัยกรรมทั้งฉบับ ข้อความเดิมในพินัยกรรมย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์ข้อความส่วนที่ยังมีผลใช้บังคับได้ดังกล่าวแล้ว ย่อมเห็นเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมได้โดยชัดแจ้งว่า ต้องการยกทรัพย์สินของผู้ตายให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียว ข้อความในส่วนอื่นในพินัยกรรมที่ระบุทรัพย์สินเป็นข้อ ๆ เป็นเพียงส่วนประกอบให้เห็นว่า ผู้ตายมีทรัพย์สินใดบ้าง หรือมีทรัพย์สินที่ผู้ตายจำได้ในขณะที่กำลังเขียนพินัยกรรมเท่านั้น แม้ในส่วนของทรัพย์สินพิพาทจะเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายเขียนระบุเพิ่มเติมตอนท้ายโดยไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับ น่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้ตายเพิ่งระลึกนึกได้ว่ามีทรัพย์สินดังกล่าวด้วย แต่ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเจตนาของผู้ตายที่ต้องการยกทรัพย์สินของตนเองทั้งหมดซึ่งรวมทั้งทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลย ในการตีความพินัยกรรมศาลย่อมต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ เพราะเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายทำมาหากินได้มาโดยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ย่อมมีสิทธิโดยสมบูรณ์จะยกให้แก่ผู้ใดก็ได้ หาใช่ต้องตีความให้เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นผู้เสียหาย โดยฟังว่าผู้ทำพินัยกรรมมีเจตนายกทรัพย์ให้แก่จำเลยเฉพาะทรัพย์ 11 รายการ ดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาไม่ คดีฟังได้ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมดให้แก่จำเลย ถือเป็นการทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมย่อมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 ดังนั้น โจทก์ทั้งเจ็ดจึงถูกตัดโดยผลของพินัยกรรมทำให้ไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายตามฟ้องจากจำเลยได้ แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยจะสละประเด็นข้อพิพาททั้งหมด คงให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า จำเลยจะต้องแบ่งทรัพย์มรดกที่พิพาทแก่โจทก์ทั้งเจ็ดหรือไม่ เพียงใด ก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมอีกฉบับหนึ่งกำหนดให้นายสุนทรเป็นผู้รวบรวมทรัพย์มรดกแบ่งปันให้แก่ทายาทเท่า ๆ กัน เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดในข้ออื่นก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้คดีมีผลเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1608 ม. 1657 ม. 1684
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิบูลย์ เกรียงศักดิ์ศรี กับพวก
จำเลย — นายเฉลิมเกียรติ เกรียงศักดิ์ศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายเสวียง แก้วทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10808/2559
#607347
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10933 และ 11652 ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ จึงฟ้องขอให้บังคับจำนอง จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้จำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไว้แก่โจทก์ เพียงแต่ต่อสู้ว่า โจทก์นำค่านายหน้าและดอกเบี้ยล่วงหน้ารวมเป็นต้นเงินเป็นการไม่ชอบ ถือว่าจำเลยรับแล้วว่าจำนองที่ดินทั้งสองแปลงไว้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบหรือส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจำนองที่ดินทั้งสองแปลงต่อศาล การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้ส่งโฉนดที่ดิน 11652 ต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณา และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการแสดงเจตนาอย่างหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา..." ถ้อยคำว่า "ไปถึง" นั้น หมายความว่า ได้มีการแสดงเจตนาโดยมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังลูกหนี้ ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้ แม้ขณะจดหมายบอกกล่าวไปถึงภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้จะไม่พบลูกหนี้หรือไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือว่าผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงลูกหนี้โดยชอบแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 และมาตรา 169 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 28,938,726.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 24,380,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระขอให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระแก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 28,938,726.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 24,380,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 10933 ตำบลศาลาธรรมสพน์ อำเภอทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 25,570,958.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 23,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า มูลหนี้ตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10933 และ 11652 ตำบลศาลาธรรมสพน์ อำเภอทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เป็นมูลหนี้ที่แบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 11652 เนื่องจากโจทก์ไม่ส่งโฉนดที่ดินดังกล่าวมาประกอบ การพิจารณา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำนอง ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 10933 ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 11652 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10933 และ 11652 ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ จึงฟ้องขอให้บังคับจำนอง จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้จำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไว้แก่โจทก์ เพียงแต่ต่อสู้ว่า โจทก์นำค่านายหน้าและดอกเบี้ยล่วงหน้ารวมเป็นต้นเงิน เป็นการไม่ชอบ ถือว่า จำเลยรับแล้วว่าจำนองที่ดินทั้งสองแปลงไว้แก่โจทก์จริง โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบหรือส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจำนองที่ดินทั้งสองแปลงต่อศาลอีก ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้ส่งโฉนดที่ดินเลขที่ 11652 ต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณา ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 11652 ด้วยเหตุดังกล่าว และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งอันเป็นปัญหา ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังภูมิลำเนาของจำเลย แต่ปรากฏว่าส่งไม่ได้เพราะไม่มารับภายในกำหนด โดยที่พนักงานไปรษณีย์ไม่ได้มีหนังสือแจ้งจำเลยให้ไปรับหนังสือของโจทก์ดังกล่าวที่ที่ทำการไปรษณีย์ จำเลยจึงไม่ทราบว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองถึงจำเลย ดังนั้น จะถือว่าจำเลยทราบถึงการบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์หาได้ไม่นั้น เห็นว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการแสดงเจตนาอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา..." ถ้อยคำว่า "ไปถึง" นั้น หมายความว่า ได้มีการแสดงเจตนาโดยมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังลูกหนี้ ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้ แม้ขณะจดหมายบอกกล่าวไปถึงภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้จะไม่พบลูกหนี้หรือไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือได้ว่าผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงลูกหนี้โดยชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ส่งจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองถึงจำเลยโดยทางไปรษณีย์ตอบรับตามภูมิลำเนาที่จำเลยระบุในสัญญาจำนอง และตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรเอกสารแนบท้ายคำแถลงขอปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงจำเลยและมีผลเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 และมาตรา 169 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10933 และ 11652 ตำบลศาลาธรรมสพน์ อำเภอทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 169 วรรคหนึ่ง ม. 728
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพิชญา กมลวรสกุลชัย
จำเลย — นางสาวพรจิต อรัณยกานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายกฤติ วีระศักดิ์อำไพ
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย รุ่งตระกูล
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10802/2559
#612996
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับ ป. ขับรถพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปห้องพักที่เกิดเหตุ โดยโจทก์ร่วมที่ 1 เต็มใจไปกับ ป. ด้วย ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชักชวนโจทก์ร่วมที่ 1 คงมีแต่คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า ป. ชวนโจทก์ร่วมที่ 1 ไปโดยบอกว่าจะไปส่งจำเลยที่ 2 กลับหอพักและจะส่งโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนเพราะเป็นทางผ่าน แต่ ป. ไม่ทำตามที่พูดกลับพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปล่วงละเมิดทางเพศในห้องพักที่เกิดเหตุ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด การกระทำของ ป. กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีความผิดฐานดังกล่าวนี้ แต่เนื่องจากเป็นเหตุในลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 3 ได้ สำหรับคดีในส่วนแพ่งนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 319

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว จ. โดยนาย อ. และนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้เสียหายที่ 1 นาย อ. ผู้เสียหายที่ 2 และนาง ก. ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินคนละ 400,000 บาท

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก, 276 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 (ที่ถูก และที่ 3) อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 และที่ 3 (ที่ถูก จำเลยที่ 2) อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 8 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1), 143 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสามไปควบคุมเพื่อฝึกอบรม ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำคนละ 3 ปี ขั้นสูงคนละ 4 ปี นับแต่วันพิพากษา กับให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินคนละ 40,000 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 อายุ 15 ปีเศษ กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พักอาศัยและอยู่ในความปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 โจทก์ร่วมที่ 1 คบหากับนาย ป. ฉันคนรัก ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 1 ไปบ้านนาง ร. ผู้เป็นย่าของนาย ป. พบนาย ป. จำเลยทั้งสามและเพื่อน ๆ ของนาย ป. นั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกันประมาณ 10 คน ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 กับนาย ป. ได้เข้าไปในบ้านและมีเพศสัมพันธ์กัน จากนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 กับนาย ป. กลับมานั่งดื่มสุราจนกระทั่งเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จึงพากันกลับออกไปจากบ้านย่าของนาย ป. โดยจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ให้นาย ป. กับโจทก์ร่วมที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มีนาย พ. ชายลักษณะกะเทยนั่งหน้าและจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายออกไปก่อน ระหว่างทางจำเลยที่ 2 นำรถจักรยานยนต์ไปปะยางที่ร้านปะยางข้างทางเพราะยางรั่ว นาย ป. พูดคุยกับชายวัยรุ่น 2 คนที่ร้านปะยางซึ่งเป็นคนรู้จักกัน จำเลยทั้งสามกับพวกทั้งหมดพากันไปหอพักของจำเลยที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 กับนาย ป. มีเพศสัมพันธ์กันในห้องพักของจำเลยที่ 2 แล้วโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับเพื่อนของนาย ป. อีก 2 คน ข่มขืนกระทำชำเราที่ห้องพักของจำเลยที่ 2 หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 ตั้งครรภ์ นาย ป. ไม่ยอมรับว่าเด็กในครรภ์เป็นบุตรของตน โจทก์ร่วมทั้งสามจึงแจ้งความดำเนินคดีกับแก่นาย ป. กับจำเลยทั้งสามและพวก ต่อมาพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนาย ป. ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย นาย ป. ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ 298/2555 สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะที่จำเลยที่ 3 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น นาย พ. นอนอยู่ในห้องด้วย ทั้งสองคนโดยสารรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับมายังห้องที่เกิดเหตุ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยังคงอยู่บริเวณหน้าห้องที่เกิดเหตุเพราะจะต้องรอคนทั้งสองกลับบ้านพร้อมกัน เนื่องจากระยะทางจากอำเภอชุมแพไปอำเภอสีชมพูใช้เวลาในการขับรถจักรยานยนต์นานประมาณ 1 ชั่วโมงซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร จำเลยที่ 1 ย่อมจะรู้เห็นการกระทำของเพื่อน ๆ ของนาย ป. ที่เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 อย่างไรก็ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่า จำเลยที่ 1 กำลังรอคิวเพื่อจะข่มขืนโจทก์ร่วมที่ 1 หรือไม่ หรือตัวจำเลยที่ 1 ไม่ต้องการข่มขืนโจทก์ร่วมที่ 1 เอง ซึ่งก็เป็นได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาตลอดมา จึงเป็นหน้าที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 ที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับจำเลยอื่นกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ในลักษณะโทรมหญิง เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนาย ป. ขับรถพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปห้องพักที่เกิดเหตุ โดยโจทก์ร่วมที่ 1 เต็มใจไปกับนาย ป. ด้วย ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชักชวนโจทก์ร่วมที่ 1 คงมีแต่คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่านาย ป. ชวนโจทก์ร่วมที่ 1 ไปโดยบอกว่าจะไปส่งจำเลยที่ 2 กลับหอพักและจะส่งโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนเพราะเป็นทางผ่าน แต่นาย ป. ไม่ทำตามที่พูดกลับพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปล่วงละเมิดทางเพศในห้องพักที่เกิดเหตุ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด การกระทำของนาย ป. กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีความผิดฐานดังกล่าวนี้ แต่เนื่องจากเป็นเหตุในลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 3 ได้ สำหรับคดีในส่วนแพ่งนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และยกฟ้องจำเลยที่ 3 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำเลยที่ 3 คงจำคุก 8 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 3 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรม ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 2 ปี 6 เดือน ยกคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดขอนแก่น
นางสาว จ. โดยนาย อ. และนาง ก.
โจทก์ร่วม — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น — นายสรายุทธ อุดมพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10798/2559
#607343
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองประกอบกิจการค้าขายสินค้ากระดาษโดยโจทก์ที่ 1 ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ที่ 2 ถึงร้อยละ 98.39 และต่างเป็นบริษัทในเครือ ป. โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์ที่ 2 ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ดังนี้หากจำเลยทั้งสามใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำการจำหน่ายสินค้ากระดาษโดยใช้ข้อความและรูปภาพต่าง ๆ คล้ายของโจทก์ทั้งสองข้างต้นจนทำให้ประชาชนหรือผู้บริโภคเข้าใจผิดและหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของโจทก์ที่ 2 และทำให้โจทก์ที่ 2 เสียหาย โจทก์ที่ 2 รวมทั้งโจทก์ที่ 1 ย่อมได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน ดังนี้ย่อมถือว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิโดยจำเลยทั้งสาม โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง

ข้อเท็จจริงปรากฏตามห่อสินค้ากระดาษของฝ่ายโจทก์และของจำเลยที่ 1 ด้านหน้าห่อสินค้าของทั้งสองฝ่ายนั้น ของฝ่ายโจทก์ด้านบนมีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ใช้คำว่า "idea" สีแดง และคำว่า "GREEN" สีเขียว ของจำเลยที่ 1ใช้ข้อความในตำแหน่งเดียวกันว่า "เป็ดกระดาษ กระดาษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" โดยใช้คำว่า "เป็ดกระดาษ" สีแดง และคำว่า "กระดาษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" สีเขียว เป็นทำนองเดียวกันกับของฝ่ายโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอักษรโรมันตัว "i" ของโจทก์ที่ 1 ใช้เป็นอักษรประดิษฐ์ ขณะที่ห่อสินค้าของจำเลยที่ 1 ตัวอักษรตัวแรกเป็นสระในอักษรไทย "เ" แต่จำเลยที่ 1 กลับทำให้เหมือนของฝ่ายโจทก์ นอกจากนี้ในส่วนกลางของห่อสินค้าด้านหน้าของจำเลยที่ 1 ยังปรากฏรูปเป็ดกระดาษที่ยืนอยู่หน้าเครื่องพิมพ์เอกสาร ซึ่งคล้ายกันมากกับรูปเป็ดกระดาษที่ยืนอยู่หน้าเครื่องพิมพ์เอกสารอันเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์โฆษณาสินค้ากระดาษของฝ่ายโจทก์ ซึ่งฝ่ายโจทก์โฆษณาภาพยนตร์ดังกล่าวทางโทรทัศน์และจัดรายการส่งเสริมการขายโดยใช้ภาพตามภาพยนตร์ดังกล่าวมาแล้วหลายครั้งก่อนที่จำเลยที่ 1 จะวางจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยใช้ห่อสินค้าดังกล่าว จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าผู้บริโภคส่วนหนึ่งที่เห็นภาพยนตร์โฆษณาของฝ่ายโจทก์ และต่อมาเมื่อเห็นรูปเป็ดกระดาษที่ยืนอยู่หน้าเครื่องพิมพ์เอกสาร ที่ห่อสินค้าของจำเลยที่ 1 ย่อมอาจเข้าใจผิดว่าเป็นสินค้าของฝ่ายโจทก์ดังที่เห็นในภาพยนตร์โฆษณาของฝ่ายโจทก์ ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "เป็ดกระดาษ" ด้วยอักษรสีแดงขนาดใหญ่ที่ส่วนบนของด้านหน้าห่อสินค้าก็อาจทำให้ผู้ที่เห็นโฆษณาทางโทรทัศน์ของฝ่ายโจทก์มาก่อนเข้าใจผิดว่าสินค้ากระดาษที่ใช้ห่อสินค้าดังกล่าวคือสินค้าของฝ่ายโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจใช้ข้อความและรูปต่าง ๆ หลายข้อความหลายรูปและจัดองค์ประกอบภาพในส่วนต่าง ๆ คล้ายกับของฝ่ายโจทก์อันเป็นการกระทำซึ่งมีแต่จะทำให้ประชาชนหรือผู้บริโภคที่ต้องการซื้อสินค้ากระดาษเข้าใจผิดและหลงเชื่อว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าของฝ่ายโจทก์ จึงมีเหตุผลให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจใช้ข้อความและรูปภาพต่าง ๆ ที่ห่อสินค้ากระดาษเพื่อให้ประชาชนหรือผู้บริโภคเข้าใจผิด โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ฝ่ายโจทก์ และไม่รับผิดชอบต่อประชาชนหรือผู้บริโภคที่อาจเข้าใจผิดและหลงเชื่อ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยไม่สุจริต ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ฝ่ายโจทก์ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 แล้ว

จำเลยทั้งสามเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน มีบริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ของประเทศเป็นบริษัทใหญ่ของกลุ่ม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมรับรู้และมีส่วนร่วมกับการกระทำของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับสินค้ากระดาษ "เป็ดกระดาษ กระดาษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" การที่จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย และจำเลยที่ 3 ทำหน้าที่ผู้ผลิต จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยทั้งสาม ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองแล้ว จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสองส่วนที่จำเลยทั้งสามนำสืบถึงสัญญาตัวแทนจำหน่ายสินค้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และสัญญาจ้างผลิตกระดาษระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ซึ่งมีข้อตกลงทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างจะต้องรับผิดต่อการละเมิดสิทธิใด ๆ ต่อบุคคลภายนอกโดยให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ละเมิด และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือรับรู้ถึงการละเมิดดังกล่าวนั้น ไม่มีน้ำหนักและไม่อาจนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — บริษัทเค.พี.ไอ.เทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชะยิน สุนทรสิงคาล
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10786/2559
#605751
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับจำเลยด้วยและศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์กับส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาโดยชอบแล้ว ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยและฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยตามที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อความผิดของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท ซึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ..." ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกเพียงสถานเดียว โดยมิได้ลงโทษปรับจำเลยด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 6 ปี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ลงโทษปรับจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับจำเลยด้วยและศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์กับส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาโดยชอบแล้ว ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยและฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยตามที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า ความผิดของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ..." ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกเพียงสถานเดียว โดยมิได้ลงโทษปรับจำเลยด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 30 แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 15) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 400,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นปรับ 600,000 บาท เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงปรับ 400,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 186 (6) ม. 186 (8)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง ม. 100/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายจักรพงษ์หรือปอนด์ ชลสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวฉายลักษณ์ ผิรังคะเปาระ
ศาลอุทธรณ์ — นายเริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10778/2559
#604950
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หรือมีจำนวนหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม" และตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม ได้แยกสารเสพติดให้โทษในประเภท 1 ออกเป็น 3 อนุมาตราตาม (1) (2) (3) แต่ละอนุมาตรากำหนดให้ยาเสพติดให้โทษแต่ละชนิดมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หรือมีจำนวนหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิอันเป็นข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแยกต่างหากจากกัน ปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หรือจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิของยาเสพติดให้โทษแต่ละอนุมาตราจึงต้องคำนวณจากยาเสพติดให้โทษในอนุมาตราเดียวกันไม่อาจนำยาเสพติดให้โทษในอนุมาตราอื่นมาคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์รวมกันได้ ดังนั้นการที่ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และมีปริมาณสารบริสุทธิ์ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม หรือไม่ จึงต้องรวมปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษตามมาตรา 15 วรรคสาม เฉพาะในอนุมาตราเดียวกัน เมื่อตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้ายาเสพติดให้โทษตามวรรคหนึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษ..." ยาเสพติดให้โทษดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมหรือไม่จึงต้องรวมปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จากยาเสพติดให้โทษตามมาตรา 15 วรรคสาม อนุมาตราเดียวกันเช่นเดียวกับวรรคหนึ่งด้วย แม้เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยกัน และการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวกัน แต่เมื่อเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนเป็นยาเสพติดให้โทษต่างชนิดกัน และบัญญัติอยู่ในมาตรา 15 วรรคสาม ต่างอนุมาตรากันจึงไม่อาจนำสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนมาคำนวณรวมกันเพื่อลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคสาม ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (3), 57, 66 วรรคสอง, 91, 100/1 วรรคหนึ่ง, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกันให้ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี และปรับ 900,000 บาท ฐานเสพเฮโรอีน จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 9 ปี และปรับ 450,000 บาท ฐานเสพเฮโรอีน คงจำคุก 3 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 9 ปี 6 เดือน และปรับ 450,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หรือมีจำนวนหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม" และตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม ได้แยกยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ออกเป็น 3 อนุมาตราตาม (1) (2) (3) แต่ละอนุมาตรากำหนดให้ยาเสพติดให้โทษแต่ละชนิดมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิ อันเป็นข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแยกต่างหากจากกัน ปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิของยาเสพติดให้โทษแต่ละอนุมาตรา จึงต้องคำนวณจากยาเสพติดให้โทษในอนุมาตราเดียวกัน ไม่อาจนำยาเสพติดให้โทษในอนุมาตราอื่นมาคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์รวมกันได้ ดังนั้น การที่ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และมีปริมาณสารบริสุทธิ์ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม หรือไม่ จึงต้องรวมปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของยาเสพติดให้โทษตามมาตรา 15 วรรคสาม เฉพาะในอนุมาตราเดียวกัน เมื่อตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้ายาเสพติดให้โทษตามวรรคหนึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปต้องระวางโทษ..." ยาเสพติดให้โทษดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมหรือไม่จึงต้องรวมปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จากยาเสพติดให้โทษตามมาตรา 15 วรรคสาม อนุมาตราเดียวกันเช่นเดียวกับวรรคหนึ่งด้วย แม้เมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยกันและการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวกัน แต่เมื่อเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนเป็นยาเสพติดให้โทษต่างชนิดกันและบัญญัติอยู่ในมาตรา 15 วรรคสาม ต่างอนุมาตรากันจึงไม่อาจนำสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนมาคำนวณรวมกันเพื่อลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคสาม ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 7 ม. 8 ม. 15 วรรคสาม (2) (3) ม. 57 ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 91 ม. 100/1 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายพงศ์พันธ์ เบเซกู่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายเดชวิบุล พนาเศรษฐเนตร
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา บุญชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10773/2559
#609280
เปิดฉบับเต็ม

ตามทางไต่สวนพันตำรวจโท ธ. และร้อยตำรวจตรี ณ. เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมสอบปากคำจำเลยและเป็นผู้ร่วมจับกุม บ. ก. และ ส. ผู้ต้องหาทั้งสามที่อ้างว่าจับกุมได้จากการให้ข้อมูลของจำเลยก็ตาม แต่พันตำรวจโท ธ. และร้อยตำรวจตรี ณ. มิได้เป็นผู้จับกุมจำเลย บันทึกการสอบปากคำจำเลยกระทำขึ้นในวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 แต่การจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามกระทำในวันที่ 10, 12 และ 14 กรกฎาคม 2555 ตามลำดับ โดยในบันทึกการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามระบุเหตุที่มีการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามได้เนื่องจากสายลับซึ่งไม่ประสงค์ออกนามแต่ต้องการสินบนนำจับแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจในวันเดียวกับที่ทำการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามแต่ละคนนั้นเอง ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยเป็นผู้ให้ข้อมูลหรือสายลับกับจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน ทั้งบันทึกการสอบปากคำของจำเลย ก็ไม่เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติกรณีผู้กระทำความผิดได้ให้หรือเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามคำสั่งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ที่ 31/2548 จึงง่ายต่อการจัดทำขึ้นภายหลังและตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงไม่ได้ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ อันจะเป็นเหตุให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 100/2 จำคุก 6 ปี และปรับ 300,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และปรับ 150,000 บาท กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าบันทึกสอบปากคำของจำเลยไม่เป็นไปตามแบบแผนของทางราชการจึงง่ายต่อการจัดทำขึ้นภายหลังและตรวจสอบความถูกต้องไม่ได้ ในบันทึกการจับกุมนายบุญญฤทธิ์ นายกิตติหรือติ และนางสำอางค์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และบุคคลทั้งสามอยู่ในสารบบของเจ้าพนักงานตำรวจอยู่แล้ว จึงอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมได้ ข้อมูลของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ประกอบกับยาเสพติดให้โทษของกลางมีปริมาณน้อยกว่าของจำเลยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าผู้กระทำความผิดที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรา 100/2 ต้องประกอบด้วยเหตุ 2 ประการ คือ 1. ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ 2. ข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ แม้ตามทางไต่สวนของจำเลยมีพันตำรวจตรีวิริยะ พันตำรวจโทธีระชาติ และร้อยตำรวจตรีณัฐพงศ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมสอบปากคำจำเลยและเป็นผู้ร่วมจับกุมนายบุญญฤทธิ์ นายกิตติและนางสำอางค์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามได้จากการให้ข้อมูลของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาบันทึกการจับกุมจำเลยตามเอกสารประกอบอุทธรณ์ ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามคนดังกล่าวมิได้เป็นผู้จับกุมจำเลย อีกทั้งการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาทั้งสามของจำเลยตามบันทึกการสอบปากคำ กระทำขึ้นในวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 แต่การจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามกระทำในวันที่ 10, 12 และ 20 กรกฎาคม 2555 ตามลำดับ โดยในบันทึกการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามตามเอกสารประกอบอุทธรณ์ปรากฏว่า เหตุที่มีการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามได้เนื่องจากสายลับซึ่งไม่ประสงค์ออกนามแต่ต้องการสินบนนำจับแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจในวันเดียวกับที่ทำการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามแต่ละคนนั้นเอง ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยเป็นผู้ให้ข้อมูลหรือสายลับกับจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน ทั้งบันทึกการสอบปากคำของจำเลยตามเอกสารประกอบอุทธรณ์ ก็ไม่เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติกรณีผู้กระทำความผิดได้ให้หรือเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามเอกสารท้ายฎีกาของโจทก์ จึงง่ายต่อการจัดทำขึ้นภายหลังและตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงไม่ได้ กรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจอันจะเป็นเหตุให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ใช้สำหรับความผิดนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีนี้ที่จำเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา กับทั้งจำเลยได้รับโทษจำคุกมาแล้วเป็นเวลาเกือบ 3 ปี จนปัจจุบันจำเลยกลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวและประกอบอาชีพสุจริต ทั้งยังมีบุตรเยาว์วัยที่ต้องเลี้ยงดูอีก 2 คน ประกอบกับโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ลงแก่จำเลยก็มิได้น้อยกว่าอัตราขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่จำเลยกระทำ โทษจำคุกที่ลงแก่จำเลยจึงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนโทษปรับนั้นต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และปรับ 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นางสาวดารณี ชัยพานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวจิติมา วัชรานุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10742/2559
#611282
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 45 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 แต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี กับพวกอีก 4 คน เป็นเทศมนตรี เท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะตามคำวินิจฉัยของสภาเทศบาล ตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานีที่ 557/2542 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 นั้น เป็นกรณีแต่งตั้งคณะเทศมนตรีชั่วคราวโดยชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีขึ้นใหม่ มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีชั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 8 มีนาคม 2542 แต่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1151/2542 ให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว ซึ่งระหว่างนั้น พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2542 แล้ว โดยมีมาตรา 3 และมาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 (ฉบับเดิม) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่คณะเทศมนตรีต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้ที่เห็นสมควรเท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งให้เป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราวเพื่อดำเนินกิจการของเทศบาลไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณะเทศมนตรีขึ้นใหม่ และแก้ไขใหม่ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 ว่า "ในระหว่างที่ไม่มีคณะเทศมนตรี ให้ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเป็นการชั่วคราวเท่าที่จำเป็นได้จนกว่าคณะเทศมนตรีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" ก็ตาม แต่กฎหมายฉบับใหม่นี้มิได้กล่าวถึงสถานะของคณะเทศมนตรีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับเดิมว่าจะให้ดำรงอยู่ในสถานะใด เช่นนี้ คณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายฉบับเดิม จึงยังคงมีสถานะเป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราว รวมทั้งมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของเทศบาลนครอุดรธานีไปจนกว่าจะมีการส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีเป็นการชั่วคราวต่อไปจนกว่าคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานี และได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีในการบริหารงานของเทศบาลนครอุดรธานีต่อไป ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์อ้างในฟ้อง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องร้องเรียน แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ลงมติว่าจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดอาญา กับส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีนี้ เป็นการกระทำที่มีอำนาจกระทำได้ ถือว่ามีการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการย่อมอ้างรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวเป็นสำนวนการสอบสวนเพื่อยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

แม้โจทก์นำ ช. เข้าเบิกความในชั้นพิจารณาโดยทำบันทึกคำเบิกความพยานแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาล แต่ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยคัดค้าน ทั้งยังถามค้านพยานต่อมาอีกหลายนัดจนเสร็จการสืบพยานดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้คัดค้านเช่นกัน ดังนี้ จำเลยที่ 5 จะยกขึ้นเถียงในชั้นฎีกาว่า การสืบพยานดังกล่าวขัดต่อวิธีพิจารณาความอาญาหาได้ไม่ และแม้คำเบิกความของ ช. ดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อคำนึงถึงตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ คำเบิกความของ ช. จึงรับฟังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1)

เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินร่วมกันลงนามในรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินว่ามีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินซึ่งความจริงไม่ได้มีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี มีหน้าที่รับเอกสารลงนามรับรองรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เสนอให้พิจารณาอนุมัติจัดซื้อซึ่งตนมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ลงนามรับรองว่าได้กระทำการดังกล่าวเป็นการร่วมกันรับรองเอกสารเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินให้แก่เทศบาลนครอุดรธานี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในฐานะนายกเทศมนตรีนครอุดรธานีและเป็นผู้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดิน แต่มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ มิให้เป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานี การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันจัดซื้อที่ดินจาก ท. ในราคาไร่ละ 286,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินมีราคาเพียงไร่ละ 50,000 บาท เท่านั้น ทำให้เทศบาลนครอุดรธานีเสียหายต้องซื้อที่ดินในราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงมาก และจำเลยที่ 1 ไม่ตรวจสอบการจัดซื้อที่ดินให้ถูกต้องตามระเบียบ ทั้งยังออกเช็คสั่งจ่ายเงินผิดระเบียบเพราะไม่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้หรือคู่สัญญาโดยตรงหรือในนามของผู้มอบฉันทะ แต่กลับไปจ่ายให้แก่จำเลยที่ 7 ผู้รับมอบอำนาจ ดังนี้ พฤติการณ์บ่งชี้ชัดแจ้งว่าเป็นการร่วมรู้เห็นกันมาแต่ต้นในการจัดซื้อที่ดิน เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานีแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 151, 157 และ 162

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (ที่ถูก มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบททั่วไปตามมาตรา 157 อีก) และมาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในชั้นไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีกำหนดคนละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 7 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายพรชัย บุตรจำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2558 โจทก์ไม่ค้าน ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 7 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า หลังจากนายสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี ได้สิ้นสุดสมาชิกภาพตามคำวินิจฉัยของสภาเทศบาลนครอุดรธานี ให้ออกตามมาตรา 19 (6) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ในคราวประชุมสภาเทศบาลนครอุดรธานี สมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 เป็นเหตุให้เทศมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 45 (3) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 45 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 แต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี นายอิทธิพล นายสืบวงศ์ นายสมพล และนายสุรัตน์ เป็นเทศมนตรี ตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานี ที่ 557/2542 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชุดใหม่ มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีชั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 8 มีนาคม 2542 หลังจากนั้นวันที่ 18 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1151/2542 ให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ยังคงใช้ตำแหน่งหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราวบริหารงานของเทศบาลนครอุดรธานีต่อไป โดยวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 จัดประชุมสภาเทศบาลนครอุดรธานี สมัยวิสามัญ สมัยที่ 3 ประจำปี 2542 ครั้งที่ 2 เสนอญัตติขอยืมเงินสะสมของเทศบาลเป็นค่าจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียโรงฆ่าสัตว์จำนวน 20,000,000 บาท กับขอความเห็นชอบในการทำกิจการนอกเขตเทศบาล เพื่อจัดซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงโรงฆ่าสัตว์ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านดอนพู่ ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และสภาเทศบาลนครอุดรธานีมีมติเห็นชอบ วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 ลงนามอนุมัติในบันทึกข้อความการจัดซื้อที่ดิน วันที่ 26 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 ลงนามประกาศจัดซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียโรงฆ่าสัตว์โดยวิธีพิเศษในวันที่ 7 มิถุนายน 2542 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ ตามคำสั่งเทศบาลนครอุดรธานี ที่ 365/2542 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 ปรากฏว่าในวันนัดยื่นซองเสนอราคาไม่มีผู้ใดมาเสนอขายที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงลงนามอนุมัติให้ขยายระยะเวลายื่นซองเสนอราคาออกไปเป็นวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ปรากฏว่าในวันนัดมีผู้เสนอขายที่ดินเพียงรายเดียวคือนางทองวัน ผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 6 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 87911 ถึง 87915 ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2217 ตำบลหนองบุ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่รวม 68 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา โดยมีจำเลยที่ 7 เป็นผู้รับมอบอำนาจเสนอขายที่ดินดังกล่าวแก่เทศบาลนครอุดรธานี ในวันเดียวกันจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินเป็นผู้จดบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน โดยวิธีพิเศษ ครั้งที่ 2/2542 เมื่อเวลา 11.10 นาฬิกา และครั้งที่ 3/2542 เมื่อเวลา 13.30 นาฬิกา ว่ามีการต่อรองราคาที่ดินกับผู้ขายจากราคาไร่ละ 350,000 บาท ลดลงเหลือไร่ละ 286,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมดังกล่าวและในบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินเสนอจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาอนุมัติจัดซื้อที่ดิน โดยในวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 7 ตกลงจะซื้อที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวในราคาไร่ละ 286,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,689,670 บาท ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2542 คณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจรับที่ดินดังกล่าว และวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้นางสาวอัมพร หัวหน้างานนิติการเทศบาลนครอุดรธานี ไปทำสัญญาและจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวแทนโดยมีนางทองวันลงลายมือชื่อเป็นผู้ขายในหนังสือสัญญาขายที่ดิน หลังจากนั้นวันที่ 9 มิถุนายน 2542 เทศบาลนครอุดรธานีได้เปิดบัญชีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเจริญศรีคอมเพล็กซ์ ซึ่งมีที่ทำการอยู่ในศูนย์การค้าเจริญศรีคอมเพล็กซ์ วันที่ 14 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 และนายวรพงษ์ ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีร่วมกันลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเจริญศรีคอมเพล็กซ์ ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2542 จำนวนเงิน 19,689,670 บาท ให้แก่จำเลยที่ 7 หรือผู้ถือเป็นค่าซื้อที่ดินดังกล่าวและวันเดียวกันจำเลยที่ 7 นำเช็คนั้นไปเบิกเงินจากธนาคารแล้ว ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2542 นายจักรทิพย์ สมาชิกสภาเทศบาลนครอุดรธานี ทำหนังสือร้องเรียนเรื่องการซื้อที่ดินรายนี้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 จังหวัดอุดรธานี

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 45 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 แต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี กับพวกอีก 4 คน เป็นเทศมนตรี เท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะตามคำวินิจฉัยของสภาเทศบาล ตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานีที่ 557/2542 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 นั้น เป็นกรณีแต่งตั้งคณะเทศมนตรีชั่วคราวโดยชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีขึ้นใหม่ มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรี และเทศมนตรีชั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 8 มีนาคม 2542 แต่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1151/2542 ให้เพิกถอนประกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว ซึ่งระหว่างนั้นพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2542 แล้ว โดยมีมาตรา 3 และมาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 (ฉบับเดิม) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2519 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่คณะเทศมนตรีต้องออกจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้ที่เห็นสมควรเท่าจำนวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตำแหน่งให้เป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราว เพื่อดำเนินกิจการของเทศบาลไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณะเทศมนตรีขึ้นใหม่ และแก้ไขใหม่ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 ว่า "ในระหว่างที่ไม่มีคณะเทศมนตรี ให้ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเป็นการชั่วคราวเท่าที่จำเป็นได้จนกว่าคณะเทศมนตรีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" ก็ตาม แต่กฎหมายฉบับใหม่นี้มิได้กล่าวถึงสถานะของคณะเทศมนตรีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับเดิมว่าจะให้ดำรงอยู่ในสถานะใด เช่นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า คณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายฉบับเดิม จึงยังคงมีสถานะเป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราวรวมทั้งมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของเทศบาลนครอุดรธานีไปจนกว่าจะมีการส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีเป็นการชั่วคราวต่อไปจนกว่าคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เมื่อขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานี และได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกเทศมนตรีนครอุดรธานีในการบริหารงานของเทศบาลนครอุดรธานีต่อไป ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์อ้างในฟ้อง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องร้องเรียน แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ลงมติว่าจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดอาญา กับส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีนี้ เป็นการกระทำที่มีอำนาจกระทำได้ ถือว่ามีการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการย่อมอ้างรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวเป็นสำนวนการสอบสวนเพื่อยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จัดการทรัพย์อันเป็นการเสียหายและทำเอกสารเท็จหรือไม่ เห็นว่า นายชัยยาเป็นเจ้าพนักงานเบิกความไปตามอำนาจหน้าที่ เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริงตามที่ได้รับการบอกเล่าจากนางทองวันและจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 แม้โจทก์นำนายชัยยาเข้าเบิกความในชั้นพิจารณาโดยทำบันทึกคำเบิกความพยานแทนการซักถามพยานต่อหน้าศาล แต่ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยคัดค้าน ทั้งยังถามค้านพยานต่อมาอีกหลายนัดจนเสร็จการสืบพยานดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้คัดค้านเช่นกัน ดังนี้ จำเลยที่ 5 จะยกขึ้นเถียงในชั้นฎีกาว่า การสืบพยานดังกล่าวขัดต่อวิธีพิจารณาความอาญาหาได้ไม่ และแม้คำเบิกความของนายชัยยาดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อคำนึงถึงตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ คำเบิกความของนายชัยยาจึงรับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ฎีกาอ้างว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้นั้นฟังไม่ขึ้น เมื่อรับฟังคำเบิกความของนายชัยยาประกอบคำให้การของนางทองวัน กับรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 2/2542 และครั้งที่ 3/2542 ดังกล่าวแล้ว

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นางทองวันขายที่ดินในราคาไร่ละ 50,000 บาท โดยได้รับเงินค่าที่ดินเพียง 1,900,000 บาท และรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษครั้งที่ 2/2542 และครั้งที่ 3/2542 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดทำเป็นความเท็จ และทำให้บันทึกผลการจัดซื้อที่ดิน ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ที่ระบุว่า คณะกรรมการจัดซื้อที่ดินได้ทำการต่อรองราคาซื้อขายที่ดินในช่วงบ่ายของวันที่ 10 มิถุนายน 2542 และที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรจัดซื้อที่ดินในราคาไร่ละ 286,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,689,670 บาท ซึ่งคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินนำเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงจำเลยที่ 1 พิจารณาและอนุมัติจัดซื้อที่ดินตามเสนอนั้นเป็นความเท็จด้วย จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าว ตั้งแต่จำเลยที่ 1 ออกประกาศเทศบาลนครอุดรธานี โดยกำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติเฉพาะของที่ดินในลักษณะเป็นการล็อกสเปกเพื่อให้สามารถจัดซื้อที่ดินเฉพาะรายของนางทองวัน กับมีการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเสนอขายที่ดินได้ รวมทั้งให้เทศบาลนครอุดรธานีจ่ายเงินค่าที่ดินให้แก่ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจได้ฝ่าฝืนระเบียบของกระทรวงมหาดไทยและมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินรายนี้ ทำให้มีเหตุผลให้เชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เกี่ยวกับการจัดทำรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินร่วมกันลงนามในรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินว่ามีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินซึ่งความจริงไม่ได้มีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี มีหน้าที่รับเอกสารลงนามรับรองรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เสนอให้พิจารณาอนุมัติจัดซื้อซึ่งตนมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ลงนามรับรองว่าได้กระทำการดังกล่าวเป็นการร่วมกันรับรองเอกสารเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83

จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อมดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินให้แก่เทศบาลนครอุดรธานี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในฐานะนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี และเป็นผู้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการจัดซื้อที่ดิน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดิน แต่มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ มิให้เป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานี การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันจัดซื้อที่ดินจากนางทองวัน ในราคาไร่ละ 286,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินมีราคาเพียงไร่ละ 50,000 บาท เท่านั้น ทำให้เทศบาลนครอุดรธานีเสียหายต้องซื้อที่ดินในราคาสูงกว่าราคาที่แท้จริงมาก และจำเลยที่ 1 ไม่ตรวจสอบการจัดซื้อที่ดินให้ถูกต้องตามระเบียบ ทั้งยังออกเช็คสั่งจ่ายเงินผิดระเบียบเพราะไม่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้หรือคู่สัญญาโดยตรงหรือในนามของผู้มอบฉันทะ แต่กลับไปจ่ายให้แก่จำเลยที่ 7 ผู้รับมอบอำนาจ ดังนี้ พฤติการณ์บ่งชี้ชัดแจ้งว่าเป็นการร่วมรู้เห็นกันมาแต่ต้นในการจัดซื้อที่ดิน เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานีแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 83

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 151 ม. 157 ม. 162 (1) ม. 162 (4)
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (1)
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ม. 45 วรรคท้าย
พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายหาญชัย ฑีฆธนานนท์หรือทีฆธนานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสุมิตร ดวงสีดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางศรีวิไล ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10741/2559
#612824
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 22 ทำสัญญาเช่าถังแก๊สจำนวน 42 ฉบับ กับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 โดยไม่มีเจตนาให้มีผลผูกพันในทางการค้าอย่างแท้จริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 22 อ้างสัญญาเช่าถังแก๊สอันเป็นเท็จดังกล่าว เพื่อตกแต่งบัญชีโดยสั่งให้บันทึกรายได้ค่าเช่าถังแก๊สลงในบัญชีแยกประเภทของจำเลยที่ 22 แล้วนำรายได้นั้นจัดทำและส่งเป็นงบการเงินต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อลวงบุคคลใด ๆ ให้หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 22 มีกำไรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของจำเลยที่ 22 สูงขึ้น จึงเป็นความผิดตาม มาตรา 312 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 องค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าวข้อความที่ว่า เพื่อลวงบุคคลใด ๆ เป็นเจตนาพิเศษซึ่งโจทก์ได้นำสืบถึงมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วว่า สัญญาเช่าถังแก๊สดังกล่าวไม่ใช่สัญญาที่แท้จริง แต่ทำขึ้นเพื่อประสงค์ให้จำเลยที่ 22 อาศัยสัญญาเช่าไปบันทึกลงในบัญชีและงบการเงินว่าจำเลยที่ 22 มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าความเป็นจริง งบการเงินนั้นเมื่อยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว หลังจากนั้นจะปรากฏแก่สาธารณชน ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลประกอบการของจำเลยที่ 22 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีเจตนาเพื่อลวงบุคคลใด ๆ ครบองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 312 แล้ว และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. และจำเลยที่ 21 โดยไม่ได้มีการกู้ยืมเงินกันจริง จัดทำหรือยินยอมให้จัดทำบัญชีให้กู้ยืมและบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ 22 ว่าที่ประชุมอนุมัติให้นิติบุคคลทั้ง 2 ราย กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นเท็จ แล้วจำเลยที่ 22 ส่งบันทึกรายงานการประชุมดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อลวงบุคคลใด ๆ ให้หลงเชื่อว่ามีการให้กู้เงินจริง และการร่วมกันจัดทำบัญชีให้กู้ยืมและบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการโดยมีจุดประสงค์ให้บุคคลใดก็ตามที่เห็นบัญชีและรายงานการประชุมดังกล่าวหลงเชื่อว่ามีการให้กู้เงินจริง ครบองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 312 แล้วอีกกระทงหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 20 แม้ไม่อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและการทำงบการเงินของจำเลยที่ 22 ด้วย แต่การทำสัญญาเช่าถังแก๊สที่ไม่จริงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้อาศัยสัญญาเช่าที่ไม่จริงหรือเป็นเท็จไปลงในบัญชีของจำเลยที่ 22 เพื่อลวงบุคคลใด ๆ จำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 21 กู้ยืมเงินอันเป็นเท็จเพื่อลวงบุคคลใด ๆ ทั้งที่ไม่มีการกู้เงินกันจริง จำเลยที่ 10 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้แต่ไม่เคยได้รับเงินกู้เลยย่อมรู้ว่าไม่มีการกู้ยืมเงินกันจริง การกระทำของจำเลยที่ 10 และที่ 21 จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตาม มาตรา 312 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ 9 ถึงที่ 21 จึงมีความผิดตาม มาตรา 315

ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 หมวด 12 การควบบริษัท บัญญัติถึงขั้นตอนและวิธีการในการควบบริษัท โดยในมาตรา 151 และ 152 กำหนดให้คณะกรรมการบริษัทที่ควบกันแล้วต้องขอจดทะเบียนการควบบริษัทต่อนายทะเบียนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบบริษัทแล้ว ให้บริษัทเดิมหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล จึงไม่ได้มีลักษณะเหมือนกรณีจำเลยที่เป็นบุคคลธรรมดาตาย การควบบริษัทมีผลให้จำเลยที่ 22 หมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคลโดยผลของกฎหมายและตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) ที่กำหนดว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปโดยความตายของผู้กระทำผิดก็หาได้กำหนดถึงกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลควบบริษัทด้วยไม่ บริษัทที่ควบกันและจดทะเบียนแล้วย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัทเหล่านั้นทั้งหมดตาม มาตรา 153 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 การที่จำเลยที่ 22 ได้ควบบริษัทกับบริษัท ว. และเกิดเป็นบริษัทใหม่ คือ บริษัท ด. ความรับผิดทางอาญาของจำเลยที่ 22 จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสองตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 56, 274, 307, 308, 311, 312, 313 และ 315 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 56 (1) ถึง (3) ประกอบมาตรา 312 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 21 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 315 จำเลยที่ 22 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 56 (1) ถึง (3) ประกอบมาตรา 274 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานเป็นกรรมการของบริษัทมหาชนจำกัด ร่วมกันทำหรือยินยอมให้ทำบัญชีหรือเอกสารของนิติบุคคลไม่ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริง หรือเป็นเท็จเพื่อลวงบุคคลใด ๆ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 ปี รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่กรรมการซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล กระทำความผิดตามมาตรา 312 จำคุกจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 คนละ 5 ปี ปรับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 21 นิติบุคคลคนละ 600,000 บาท ความผิดฐานเป็นบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ไม่รายงานงบการเงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด ปรับจำเลยที่ 22 จำนวน 100,000 บาท คำขอและข้อหาอื่นให้ยก ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 21 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 7 และที่ 8 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 7 และที่ 8 เสียจากสารบบความศาลฎีกา ส่วนทนายจำเลยที่ 22 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยฐานะนิติบุคคลของจำเลยที่ 22 เนื่องจากจำเลยที่ 22 ควบบริษัทกับบริษัทเวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด เกิดเป็นบริษัทใหม่ชื่อ บริษัทดับบิลพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 22 จึงหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 22 ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 เป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงบรรจุแก๊สปิโตรเลี่ยมเหลว จำเลยที่ 22 เป็นผู้ค้าแก๊สรายใหญ่จะจัดหาถังแก๊สให้แก่โรงบรรจุแก๊สซึ่งเป็นผู้ค้าส่งลำดับรองลงมายืมถังแก๊สโดยเรียกค่ามัดจำถังแก๊สไว้ เงินมัดจำดังกล่าวเดิมจำเลยที่ 22 ต้องนำลงไว้ในหมวดหนี้สินของบัญชีงบดุล เมื่อลูกค้าส่งคืนถังแก๊สสามารถเรียกมัดจำคืนได้ทันที ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 จำเลยที่ 22 เปลี่ยนวิธีการวางมัดจำเป็นการเช่าถังแก๊ส โดยจำเลยที่ 22 ทำสัญญาเช่าถังแก๊สกับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 รวมทั้งสิ้น 42 ฉบับ หลังจากนั้นจำเลยที่ 22 นำเงินค่าเช่าถังแก๊สลงบัญชีแยกประเภทประจำเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2547 และนำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 2 และที่ 3 กับงบการเงินประจำปี 2547 ของจำเลยที่ 22 ซึ่งผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีแล้ว โดยนำรายได้ที่ลงในบัญชีแยกประเภทมาลงในงบกำไรขาดทุนว่า ปี 2547 จำเลยที่ 22 มีกำไร 178,440,072 บาท ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และจำเลยที่ 22 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรอุมาการก่อสร้าง จำนวน 77,000,000 บาท แบ่งจ่ายเงินให้แก่ผู้กู้เป็น 2 งวด งวดแรกจำนวน 60,000,000 บาท งวดที่สอง 17,000,000 บาท โดยในวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำเอายอดหนี้เงินกู้ไปลงในบัญชีแยกประเภทของจำเลยที่ 22 และวันที่ 9 สิงหาคม 2547 จำเลยที่ 22 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาให้กู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 21 โดยจำเลยที่ 10 เป็นผู้แทนนิติบุคคล จำนวน 389,286,000 บาท แบ่งจ่ายเงินให้แก่ผู้กู้ 7 งวด งวดที่ 7 จำนวนเงิน 25,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเอายอดหนี้เงินกู้ไปลงในบัญชีแยกประเภทของจำเลยที่ 22 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 นำรายงานการประชุมของคณะกรรมการจำเลยที่ 22 ครั้งที่ 17/2547 ซึ่งมีข้อความระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการได้อนุมัติให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรอุมาการก่อสร้าง กู้ยืมเงิน 300,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 21 กู้ยืมเงิน 400,000,000 บาท ไปยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่าปริมาณถังแก๊สที่เป็นวัตถุแห่งสัญญาเช่าไม่ถูกต้องตามที่ฝ่ายจำเลยกล่าวอ้างและไม่อยู่ในวิสัยที่จะส่งมอบกันได้จริง โดยได้ความจากนางสาววันทสินี พยานโจทก์ว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2547 จำเลยที่ 22 มีถังแก๊สขนาด 48 กิโลกรัม จำนวน 119,259 ถัง ซึ่งเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 22 ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. แต่สัญญาเช่า 42 ฉบับ ระบุจำนวนถังแก๊สขนาด 48 กิโลกรัม มีทั้งสิ้น 181,040 ถัง แสดงให้เห็นว่า ถังขนาด 48 กิโลกรัม ไม่ว่าจะเป็นถังเก่าหรือถังใหม่รวมกันแล้วมีน้อยกว่าจำนวนถังที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าถึง 61,781 ถัง และได้ความจากนางสาวศิริภรณ์ ผู้สอบบัญชีของจำเลยที่ 22 ว่า ปี 2547 จำเลยที่ 22 ซื้อถังแก๊สจากผู้ผลิต 4 ราย ถึง 5 ราย เป็นถังขนาด 4 กิโลกรัม ขนาด 15 กิโลกรัม และขนาด 48 กิโลกรัม มียอดรวมสั่งซื้อทั้งสิ้น 2,000,000 ถัง มูลค่าประมาณ 1,800,000,000 บาท โดยซื้อจากผู้ผลิตรายบริษัทแสงทองไทยผลิตถัง จำกัด เป็นเงินประมาณ 1,300,000,000 บาท นายธีระชัย ผู้สอบบัญชีจำเลยที่ 22 เป็นกรณีพิเศษ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 5 ชี้แจงว่าจำเลยที่ 22 จะให้โรงบรรจุแก๊สยืมถังเก่า ส่วนถังใหม่จะให้เช่า จำเลยที่ 22 ได้ว่าจ้างบริษัทแสงทองไทยผลิตถัง จำกัด ผลิตถังใหม่มีมูลค่าประมาณ 1,300,000,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 5 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทผลิตถังแก๊สดังกล่าว แต่จากหลักฐานปรากฏว่าบริษัทแสงทองไทยผลิตถัง จำกัด แจ้งต่อนิคมอุตสาหกรรมบางชันเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 ว่าขอเริ่มการผลิตถังแก๊ส ขนาด 4 กิโลกรัม โดยในบัญชีผลิตภัณฑ์และวัตถุพลอยได้ที่ยื่นประกอบคำขอระบุว่าบริษัทแสงทองไทยผลิตถัง จำกัด มีปริมาณการผลิตเพียง 132,000 ถัง ต่อปี เท่านั้น ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 นิคมอุตสาหกรรมบางชันได้ออกใบอนุญาตผลิตถังแก๊ส ขนาด 4 กิโลกรัม ให้แก่บริษัทแสงทองไทยผลิตถัง จำกัด โดยโจทก์มีนางสมรศรี ผู้อำนวยการนิคมอุตสาหกรรมบางชัน เบิกความยืนยันเอกสารดังกล่าว และยังได้ความจากพันตำรวจโทไกรวิทย์ พนักงานสอบสวน ว่า จากการตรวจค้นสถานที่ทำการของบริษัทแสงทองไทยผลิตถัง จำกัด พบว่าบริษัทดังกล่าวผลิตถังแก๊สขนาด 4 กิโลกรัม เพียงชนิดเดียว และไม่ปรากฏว่าบริษัทนี้มีสาขาอื่นอีก พันตำรวจตรีเทอดเกียรติ พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ เบิกความว่า ตามสัญญาเช่าถังแก็สทั้ง 42 ฉบับ ระบุว่าโรงบรรจุแก๊สทั้ง 10 โรง ได้รับถังแก๊สไปทั้งหมดแล้ว พยานจึงตรวจสอบความมีอยู่จริงของถังแก๊ส พบว่าปี 2547 บริษัทผู้ผลิตถังแก๊ส ขนาด 15 กิโลกรัม มี 3 ราย ได้แก่ บริษัทสหมิตรถังแก๊ส จำกัด บริษัมเมทเทิลเมท จำกัด และบริษัทชื่นศิริ จำกัด ขายให้จำเลยที่ 22 จำนวน 538,748 ถัง แต่สัญญาเช่าถังแก๊สขนาด 15 กิโลกรัม มีจำนวน 868,500 ถัง ส่วนถังแก๊สขนาด 48 กิโลกรัม บริษัทสหมิตรถังแก๊ส จำกัด และบริษัทชื่นศิริ จำกัด ขายให้จำเลยที่ 22 จำนวน 62,729 ถัง แต่สัญญาเช่าถังแก๊สขนาด 48 กิโลกรัม มีจำนวน 181,040 ถัง ดังนั้นจำนวนถังแก๊สทั้งหมดที่ผู้ผลิตทั้ง 3 ราย ส่งมอบให้จำเลยที่ 22 จึงมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนถังแก๊สที่ระบุในสัญญาเช่า ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบและฎีกาว่า ปริมาณถังแก๊สที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 22 เป็นถัง 15 กิโลกรัม จำนวน 2,340,365 ถัง เป็นถัง 48 กิโลกรัม จำนวน 278,518 ถัง มิได้มีจำนวนน้อยกว่าที่ปรากฏในสัญญาเช่านั้น เห็นว่า ปริมาณถังแก๊สที่ฝ่ายจำเลยนำสืบรวมถังเก่าและถังใหม่เข้าด้วยกัน แต่สัญญาเช่าถังแก๊สเป็นถังใหม่ ส่วนถังเก่าให้ยืม มิได้ให้เช่า พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ โจทก์นำสืบต่อไปว่า เงินที่จำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 ชำระค่าเช่าถังแก๊สให้แก่จำเลยที่ 22 นั้นล้วนเป็นเงินที่มาจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น โดยได้ความจากนางสาววันทสินีว่า ก่อนครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาเช่าแต่ละครั้งและทุกเดือน จำเลยที่ 1 จะถอนเงินออกจากบัญชีออมทรัพย์มาไว้ในบัญชีกระแสรายวันของตนเอง แล้วจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 หลังจากนั้นจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 จะสั่งจ่ายเช็คชำระค่าเช่าถังแก๊สให้แก่จำเลยที่ 22 นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานทางธนาคารว่าบัญชีของจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 ช่วงก่อนชำระค่าเช่าทุกครั้งมีเงินคงเหลือในบัญชีเพียงหลักหมื่นหรือหลักแสนเท่านั้น แต่ค่าเช่าแต่ละครั้งเป็นเงิน 1,800,000 บาทขึ้นไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 ไม่มีความสามารถในการชำระค่าเช่าได้ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบและฎีกาว่าเช็คที่จำเลยที่ 11 ถึงที่ 18 จ่ายเป็นค่าเช่าถังแก๊สให้แก่จำเลยที่ 22 นั้น ไม่ใช่เงินที่รับโอนมาจากจำเลยที่ 1 แต่เป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โรงบรรจุแก๊สในกลุ่มของจำเลยที่ 5 เพราะโรงบรรจุแก๊สกลุ่มของจำเลยที่ 5 ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินถึง 13 ครั้ง นอกจากนี้จำเลยที่ 22 ยังได้หักภาษีการเช่าถังแก๊สนำส่งกรมสรรพากร จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินส่วนตัวจำนวนถึง 163,000,000 บาท เพียงเพื่อคาดหมายว่ามูลค่าหุ้นของจำเลยที่ 22 จะปรับตัวสูงขึ้น เห็นว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้เงินกู้นั้นง่ายต่อการกล่าวอ้าง อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน ส่วนการหักภาษีการเช่านำส่งสรรพากรนั้นก็เพื่อให้สมจริงว่ามีรายได้จากการให้เช่าถังแก๊สจริง พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีน้ำหนักน้อย สำหรับองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 312 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ข้อความที่ว่า เพื่อลวงบุคคลใด ๆ เป็นเจตนาพิเศษ ซึ่งโจทก์ได้นำสืบถึงมูลเหตุจูงใจในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วว่าสัญญาเช่า 42 ฉบับ ระหว่างจำเลยที่ 22 กับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 ไม่ใช่สัญญาที่แท้จริง แต่ทำขึ้นเพียงเพื่อประสงค์ให้จำเลยที่ 22 อาศัยสัญญาเช่าไปบันทึกลงในบัญชีและงบการเงินว่าจำเลยที่ 22 มีรายได้เพิ่มขึ้น 178,440,072 บาท มากกว่าความเป็นจริง งบการเงินนั้นเมื่อยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ต.ล. แล้ว หลังจากนั้นจะปรากฏแก่สาธารณชน ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลประกอบการของจำเลยที่ 22 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีเจตนาเพื่อลวงบุคคลใด ๆ ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 312 แล้วกระทงหนึ่ง

กรณีการให้กู้ยืมเงิน เห็นว่า โจทก์มีนางสาววันทสินี กับนายปัญญาภรณ์ เจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และนางสาวศิราภรณ์ ผู้สอบบัญชีของจำเลยที่ 22 เป็นพยานเบิกความยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทางการเงินพบว่าเช็คเงินกู้งวดแรกจำนวน 60,000,000 บาท ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 ซึ่งตามบัญชีของจำเลยที่ 22 บันทึกว่าสั่งจ่ายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรอุมาการก่อสร้าง เป็นเงินให้กู้ กลับถูกออกโดยระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน และมีการนำเช็คเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และจากการสอบถ้อยคำนางสาวอรอุมาในช่วงเวลาดังกล่าว นางสาวอรอุมายอมรับว่ามีการลงนามในสัญญากู้จริง โดยมีบุคคลไม่ขอเอ่ยนามให้ลงลายมือชื่อ แต่ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ ต่อมานางสาวอรอุมาขายห้างหุ้นส่วนของตนให้แก่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งไปเป็นเงิน 50,000,000 บาท แม้ในชั้นพิจารณานางสาวอรอุมาเบิกความต่อศาลว่า เพิ่งทราบว่านายชลอผู้เป็นสามีกู้เงินจากจำเลยที่ 1 แล้วให้จำเลยที่ 22 จ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อคืนเงินกู้ก็ตาม แต่คำเบิกความของนางสาวอรอุมาไม่อยู่ในร่องในรอย ไม่น่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่พยานเบิกความ ประกอบกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ขัดต่อเหตุผลและง่ายต่อการกล่าวอ้างจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนสัญญากู้เงินระหว่างจำเลยที่ 22 กับจำเลยที่ 21 นั้น จากการตรวจสอบของพยานโจทก์พบว่าจำเลยที่ 22 จ่ายเงินกู้เป็นเช็ค 7 ฉบับ แต่ไม่มีฉบับใดเลยที่จ่ายให้แก่จำเลยที่ 21 ซึ่งผิดปกติวิสัยที่ผู้กู้ไม่ได้รับเงินกู้เลยทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 21 จะต้องนำเงินที่กู้ไปซื้อวัสดุก่อสร้าง ยิ่งกว่านั้นจำเลยที่ 21 มีทุนจดทะเบียนเพียง 1,000,000 บาท ไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้เงินกู้ได้ถึง 389,286,000 บาท ได้ และการกู้เงินจำนวนมากกลับไม่มีทรัพย์สินใดเป็นหลักประกัน คงมีเพียงคำมั่นจากจำเลยที่ 22 เพียงอย่างเดียวว่าจะให้จำเลยที่ 21 รับงานก่อสร้าง แต่หลังจากนั้นเพียง 2 เดือน ก็มีการยกเลิกสัญญา ไม่มีการก่อสร้างจริง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าไม่มีการกู้เงินกันจริงทั้ง 2 ราย ดังนั้นการนำยอดหนี้เงินกู้ทั้ง 2 ราย ลงในบัญชีแยกประเภทของจำเลยที่ 22 และการจัดทำบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ 22 ครั้งที่ 17/2547 ว่า คณะกรรมการอนุมัติให้ทั้ง 2 รายกู้ จึงเป็นการลงข้อความเท็จในบัญชีและเอกสารของนิติบุคคล สำหรับองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 312 ข้อความที่ว่า เพื่อลวงบุคคลใด ๆ เป็นเจตนาพิเศษ ซึ่งโจทก์ได้นำสืบถึงมูลเหตุจูงใจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วว่าร่วมกันกระทำโดยมีจุดประสงค์ให้บุคคลใดก็ตามที่เห็นบัญชีและรายงานการประชุมดังกล่าวหลงเชื่อว่ามีการอนุมัติให้กู้เงินจริงและมีการกู้ยืมเงินตามที่ได้รับการอนุมัติ ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 312 แล้วอีกกระทงหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้บริหารของจำเลยที่ 22 กระทำความผิดเสียเอง จึงไม่มีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนใดไปแจ้งความว่าได้รับความเสียหาย แต่ในที่สุดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานกระทำผิดต่อหน้าที่ของกรรมการโดยทุจริตเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน และแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307, 308, 311 และ 313 ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง แต่อัยการสูงสุดไม่ได้รับรองให้ฎีกาในความผิดฐานดังกล่าว อันมีผลทำให้ความผิดฐานดังกล่าวถึงที่สุด โจทก์จะแก้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามมาตรา 307, 308, 311 และ 313 ไม่ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 กับที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 20 ว่า จำเลยดังกล่าวกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 315 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงแยกออกเป็นสองกรณี กรณีแรก เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า ปริมาณถังแก๊สที่เป็นวัตถุแห่งสัญญาเช่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากถังแก๊สที่จำเลยที่ 22 ครอบครองมีจำนวนน้อยกว่าที่ระบุในสัญญาเช่า จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะส่งมอบกันได้จริง สัญญาเช่าถังแก๊สทั้ง 42 ฉบับ ระหว่างจำเลยที่ 22 กับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 ไม่ใช่สัญญาที่มีผลผูกพันกันอย่างแท้จริง และเงินที่จำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 ชำระค่าเช่าถังแก๊สให้แก่จำเลยที่ 22 ล้วนเป็นเงินที่มาจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 11 ถึงที่ 15 และได้ลงนามในสัญญาเช่า 3 ฉบับ จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 16 ถึง 18 ลงนามในสัญญาเช่า 15 ฉบับ จำเลยที่ 5 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 จำเลยที่ 6 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 19 ลงนามในสัญญาเช่า 3 ฉบับ จำเลยที่ 9 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 14 ลงนามในสัญญาเช่า 3 ฉบับ อีก 12 ฉบับ เป็นผู้เช่ารายอื่น และยังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าของหรือเป็นหุ้นส่วนในบริษัทจำเลยที่ 11 ถึงที่ 20 ในสัดส่วน 30 : 20 : 50 จำเลยที่ 5 รู้จักจำเลยที่ 2 เป็นส่วนตัว และจำเลยที่ 2 ชวนมาเป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 22 จำเลยที่ 6 และที่ 9 รับจ้างจำเลยที่ 5 มาเป็นกรรมการของโรงบรรจุแก๊สดังกล่าว ดังนั้นจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 9 ในฐานะผู้ถือหุ้นและในฐานะกรรมการของจำเลยว่าเป็นนิติบุคคลดังกล่าว ย่อมจะต้องรับรู้ปริมาณถังแก๊สที่ตนรับมอบว่าไม่มีอยู่จริงหรือมีจำนวนไม่เพียงพอตามสัญญาเช่า และรู้ว่าคู่สัญญาไม่มีเจตนาผูกพันและปฏิบัติตามสัญญา ถึงแม้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 20 ไม่อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำบัญชีและการทำงบการเงินของจำเลยที่ 22 ก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้พ้นผิด เพราะการทำสัญญาเช่าที่ไม่จริงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้อาศัยสัญญาเช่าที่ไม่จริงหรือเป็นเท็จไปลงในบัญชีของจำเลยที่ 22 เพื่อลวงบุคคลใด ๆ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 20 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 9 ที่ขอให้ศาลฎีกาลดโทษลงและรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 9 นั้น เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 315 ระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 312 คือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนถึงหนึ่งล้านบาท ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 9 มีกำหนด 5 ปี จึงเป็นการลงโทษในอัตราขั้นต่ำสุดแล้ว ไม่สามารถลดโทษลงได้มากกว่านี้ ทั้งพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 9 เป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 9 จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 9 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

กรณีที่สองจำเลยที่ 10 และที่ 21 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามมาตรา 312 โดยการทำบัญชีและบันทึกข้อความในเอกสารของจำเลยที่ 22 ว่า จำเลยที่ 22 ให้ห้างหุ้นส่วน อรอุมาการก่อสร้าง กับจำเลยที่ 21 กู้ยืมเงินอันเป็นเท็จ เพื่อลวงบุคคลใด ๆ หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ข้างต้นว่าสัญญากู้เงินระหว่างจำเลยที่ 22 กับห้างหุ้นส่วนจำกัด อรอุมาการก่อสร้าง กับสัญญากู้เงินระหว่างจำเลยที่ 22 กับจำเลยที่ 21 นั้น ไม่มีการกู้เงินกันจริง ดังนั้นการนำยอดหนี้เงินกู้ดังกล่าวลงในบัญชีแยกประเภทของจำเลยที่ 22 และการจัดทำบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ 22 ครั้งที่ 17/2547 ว่า คณะกรรมการอนุมัติให้ทั้ง 2 รายกู้ จึงเป็นการลงข้อความเท็จในบัญชีและเอกสารของนิติบุคคล จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำโดยมีจุดประสงค์ให้บุคคลใดก็ตามที่เห็นบัญชีและรายงานการประชุมดังกล่าวหลงเชื่อว่ามีการอนุมัติให้กู้เงินจริงและมีการกู้ยืมเงินตามที่ได้รับการอนุมัติ จำเลยที่ 21 โดยจำเลยที่ 10 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้ แต่ไม่เคยได้รับเงินกู้เลยย่อมรู้ว่าไม่มีการกู้ยืมเงินกันจริง การกระทำของจำเลยที่ 10 และที่ 21 จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นกรรมการของนิติบุคคลลงข้อความเท็จในบัญชีและเอกสารของนิติบุคคล เพื่อลวงบุคคลใด ๆ ที่จำเลยที่ 10 และที่ 21 ฎีกามานั้นฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาปรับจำเลยที่ 22 เป็นรายวัน ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 หมวด 12 การควบบริษัท บัญญัติถึงขั้นตอนและวิธีการในการควบบริษัทโดยในมาตรา 151 และ 152 กำหนดให้คณะกรรมการบริษัทที่ควบกันแล้วต้องขอจดทะเบียนการควบบริษัทต่อนายทะเบียนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบบริษัทแล้ว ให้บริษัทเดิมหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล จึงไม่ได้มีลักษณะเหมือนกรณีจำเลยที่เป็นบุคคลธรรมดาตาย การควบบริษัทมีผลให้จำเลยที่ 22 หมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคลโดยผลของกฎหมาย และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ที่กำหนดว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปโดยความตายของผู้กระทำผิดก็หาได้กำหนดถึงกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลควบบริษัทด้วยไม่ บริษัทที่ควบกันและจดทะเบียนแล้วย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัทเหล่านั้นทั้งหมด ตามมาตรา 153 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ข้ออ้างตามคำร้องฟังไม่ขึ้น ในส่วนของปัญหาค่าปรับรายวันนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ลงโทษปรับรายวันเพราะเหตุว่าโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 22 ฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 56 (1) ถึง (3) เป็นเวลานานเท่าใดถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษปรับรายวันตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 22 จัดทำและส่งงบการเงินไตรมาสที่ 2 และที่ 3 ของปี 2547 และงบการเงินประจำปี 2547 ต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2547 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2547 และวันที่ 2 มีนาคม 2548 ตามลำดับ โดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานทางบัญชีตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ กจ.40/2540 ดังนั้นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนดจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2547 แต่ต่อมาจำเลยที่ 22 ได้แก้ไขงบการเงินและยื่นงบการเงินฉบับแก้ไขต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้วเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2548 ระยะเวลาที่จำเลยที่ 22 ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องจึงนับตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2547 จนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2548 ศาลฎีกาเห็นควรปรับเป็นรายวันอีกวันละ 1,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ลงโทษปรับรายวันจำเลยที่ 22 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ความผิดตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่นิติบุคคล ส่วนมาตรา 312 เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 56 (1) ถึง (3) ประกอบมาตรา 312 ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขปรับบทเสียใหม่ให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 312 ให้ปรับจำเลยที่ 22 เป็นรายวันอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2548 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 39 (1)
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 153
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 312 ม. 315
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายผล อนุวัตรนิติการ
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10672/2559
#606735
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 73 จะบัญญัติว่า ในกรณีมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรืออาคารที่อยู่ใกล้ชิดหรือติดต่อกับอาคารที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือบุคคลซึ่งความเป็นอยู่หรือการใช้สอยที่ดินหรืออาคารถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา และศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ แต่การที่โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองได้จะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งและวรรคสาม กล่าวคือ การที่โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ จะต้องเป็นคดีที่พนักงานอัยการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดและเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมเท่านั้น โจทก์ร่วมไม่อาจไปยื่นคำร้องในคดีความผิดอื่นของจำเลยทั้งสองที่ไม่ได้เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายได้ ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารทำการรื้อถอนอาคารส่วนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการร่วมกันดัดแปลงขึ้นด้วยการต่อเติมอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก

บนที่ว่างด้านหลังเชื่อมต่ออาคารหลังเดิมให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง มิได้ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันดัดแปลงต่อเติมอาคาร แต่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องโดยอ้างว่าได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองทำการก่อสร้างเพิ่มเติมอาคารอันเป็นคนละข้อหากับที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด และไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น โจทก์ร่วมจึงต้องห้ามมิให้ยื่นคำร้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองทำการก่อสร้างต่อเติมอาคารมาในคดีนี้ หากโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างต่อเติมอาคารของจำเลยทั้งสองจริงก็ต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 40, 41, 42, 66 ทวิ, 69, 70, 71 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และปรับจำเลยทั้งสองเป็นรายวันนับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันฟ้องรวม 641 วัน และนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางวาณียื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างเพิ่มเติมอาคารของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องและพิพากษาว่าจำเลยทั้งสอง

มีความผิดตามฟ้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 69, 70 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 40,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 400 บาท นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันฟ้องรวม 641 วัน เป็นค่าปรับ 256,400 บาท รวมจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 296,400 บาท กับให้ปรับรายวันคนละวันละ 400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสอง

จะรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์

แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 148,200 บาท กับให้ปรับเป็นรายวันคนละวันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วเสร็จ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้

มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และพิพากษาคดีส่วนแพ่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนแพ่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 69, 70 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และถึงที่สุดแล้วโดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้าน คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคดีส่วนแพ่งตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่เพียงใด เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 73 จะบัญญัติว่า ในกรณีมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรืออาคารที่อยู่ใกล้ชิดหรือติดต่อกับอาคารที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือบุคคลซึ่งความเป็นอยู่หรือการใช้สอยที่ดินหรืออาคารถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา และศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ แต่การที่โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองได้จะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฯลฯ ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ จะต้องเป็นคดีที่พนักงานอัยการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดและเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมเท่านั้น โจทก์ร่วมไม่อาจไปยื่นคำร้องในคดีความผิดอื่นของจำเลยทั้งสองที่ไม่ได้เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายได้ ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 22/1, 22/2, 22/3 ถนนประชาอุทิศ ทำการรื้อถอนอาคารส่วนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการร่วมกันดัดแปลงขึ้นด้วยการต่อเติมอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดกว้าง 11.8 เมตร ยาว 22 เมตร สูง 8 เมตร บนที่ว่างด้านหลังเชื่อมต่ออาคารหลังเดิมให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง มิได้ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันดัดแปลงต่อเติมอาคาร แต่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องโดยอ้างว่าได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองทำการก่อสร้างเพิ่มเติมอาคารอันเป็นคนละข้อหากับที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด และไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น โจทก์ร่วมจึงต้องห้ามมิให้ยื่นคำร้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองทำการก่อสร้างต่อเติมอาคารมาในคดีนี้ หากโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างต่อเติมอาคารของจำเลยทั้งสองจริงก็ต้องยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้พิจารณาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาว่าโจทก์ร่วมมีอำนาจยื่นคำร้องขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องหรืออำนาจร้องขอ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมหรือไม่เพียงใด เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับให้ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 วรรคหนึ่ง ม. 44/1 วรรคสาม
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 42 ม. 66 ทวิ ม. 69 ม. 70 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางวาณี ศรีจงศิริกุล
จำเลย — นายวิทูร มนัสกิจสำราญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายวีระภัทร์ แก้วนอกเขา
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จิระบุญศรี
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10661/2559
#606329
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้ยื่นคำขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาทำการตรวจสอบความสมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ของโจทก์ทั้งสอง ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ฉ ก่อนที่โจทก์ทั้งสองจะยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยย่อมต้องผูกพันในกระบวนการที่จำเลยเลือกใช้สิทธิและโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลจนกว่ากระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ ว. หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยจะยื่นคำขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ภายใน 1 ปี นับจากวันประกาศโฆษณาการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตรก่อนฟ้องคดีนี้ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ฉ ประกอบมาตรา 65 ทวิ และยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบการประดิษฐ์ก็ตาม แต่การยื่นคำขอกระทำโดยจำเลยแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งโจทก์ทั้งสองไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ทั้งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นเรื่องที่ฟ้องในมูลละเมิดอนุสิทธิบัตร หากถือว่าโจทก์ทั้งสองยังไม่มีอำนาจฟ้องอาจเปิดโอกาสให้มีการละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองต่อไปผ่านทางการใช้สิทธิในการขอตรวจสอบการประดิษฐ์เพียงเพื่อให้มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองต้องรอจนกว่ากระบวนการนี้จะสิ้นสุด ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ย่อมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสอง การยื่นคำขอของจำเลยให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสองให้ต้องรอจนกว่าการตรวจสอบการประดิษฐ์นั้นจะเสร็จสิ้นก่อนฟ้องคดีนี้ เมื่อได้ความตามคำฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองได้ประดิษฐ์เครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ให้มีระบบคืนเงินตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 จำเลยผลิตเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ใช้ชื่อทางการค้า "มินิ ไชโย ท็อปอัพ" มีระบบการคืนเงินเหมือนกับข้อถือสิทธิและลักษณะพิเศษเฉพาะตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้บังคับตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองเพื่อเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของจำเลยในมูลละเมิดได้

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองขอคิดค่าขาดประโยชน์นับแต่วันที่จำเลยกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 100,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิเดือนละ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะยุติการละเมิด โดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงความเสียหายจากการขาดประโยชน์หรือการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรกำหนดให้โดยคำนึงถึงความร้ายแรงของความเสียหายรวมทั้งการสูญประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 และมาตรา 77 ตรี เป็นเงิน 30,000 บาท โดยไม่กำหนดค่าขาดประโยชน์จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ทั้งสอง สำหรับค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองผู้ทรงอนุสิทธิบัตรคือ ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ทั้งสองซื้อเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์เพื่อนำมาตรวจพิสูจน์เป็นเงิน 29,000 บาท ค่าจ้างบริษัท ก. ให้ตรวจพิสูจน์เครื่องเติมเงินแบบออนไลน์เป็นเงิน 5,000 บาท และค่าจ้างทนายความเป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีพยานหลักฐานมานำสืบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองว่า มีการซื้อเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์และส่งให้ตรวจพิสูจน์ จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองได้อ้างส่งสัญญาว่าจ้างทนายความซึ่งระบุชื่อทนายความเป็นผู้รับจ้างตกลงรับค่าจ้างทนายความจากโจทก์ทั้งสองผู้ว่าจ้างจำนวน 50,000 บาท โดยผู้ว่าจ้างตกลงให้ผู้รับจ้างฟ้องจำเลยในข้อหาละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าจ้างทนายความถือเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองผู้ทรงอนุสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 77 ตรี เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยยุติการผลิตและจำหน่าย เสนอจำหน่ายเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ ภายใต้ชื่อทางการค้า "มินิ ไชโย ท็อปอัพ" หรือภายใต้ชื่อทางการค้าอื่นซึ่งเป็นของจำเลยที่มีระบบการคืนเงินเหมือนกับข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 อันเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยเรียกเก็บคืนเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ที่วางให้บริการในท้องตลาดภายใต้ชื่อทางการค้า "มินิ ไชโย ท็อปอัพ" หรือภายใต้ชื่อทางการค้าอื่นซึ่งเป็นของจำเลยที่มีระบบการคืนเงินเหมือนกับข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 อันเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ทั้งสองจากการอนุญาตให้ใช้อนุสิทธิบัตรเป็นเงิน 100,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ทั้งสองจากการอนุญาตให้ใช้อนุสิทธิบัตรเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ เลขที่ 4816 เป็นเงิน เดือนละ 200,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะยุติการละเมิด ให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการบังคับตามสิทธิเป็นเงิน 84,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาเพิกถอนอนุสิทธิบัตร เลขที่ 4816 ของโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลย เมื่อจำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์ ปัญหาว่าจำเลยมีอำนาจฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองเนื่องจากไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ จึงยุติ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร เลขที่ 0703000156 ชื่อการประดิษฐ์ เครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ ประกาศโฆษณาวันที่ 27 มีนาคม 2552 โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 นายวัฒนา หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลย ได้ยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์อนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นระยะเวลาภายในกำหนด 1 ปี นับจากวันที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศโฆษณาการจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ฉ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า การที่จำเลยได้ยื่นคำขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาทำการตรวจสอบความสมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ของโจทก์ทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ฉ ก่อนที่โจทก์ทั้งสองจะยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยย่อมต้องผูกพันในกระบวนการที่จำเลยเลือกใช้สิทธิและโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลจนกว่ากระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดหรือไม่ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกอนุสิทธิบัตรให้โจทก์ทั้งสองตามขั้นตอนของกฎหมาย อนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองจึงสมบูรณ์ โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรมีสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยอนุสิทธิบัตรทุกประการ ตราบใดที่ยังไม่มีการเพิกถอนอนุสิทธิบัตร โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่กระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง ส่วนที่จำเลยยื่นคำขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาทำการตรวจสอบความสมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตร เลขที่ 4816 ของโจทก์ทั้งสอง ทำให้จำเลยเท่านั้นที่ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากจำเลยต้องรอกระบวนการตรวจสอบความสมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรเสียก่อนนั้น เห็นว่า แม้นายวัฒนา หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยจะยื่นคำขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ ภายใน 1 ปี นับจากวันประกาศโฆษณา การจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตรก่อนฟ้องคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ฉ ประกอบมาตรา 65 ทวิ และยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบการประดิษฐ์ก็ตาม แต่การยื่นคำขอกระทำโดยจำเลยแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งโจทก์ทั้งสองไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ทั้งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นเรื่องที่ฟ้องในมูลละเมิดอนุสิทธิบัตร หากถือว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องอาจเปิดโอกาสให้มีการละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองต่อไป ผ่านทางการใช้สิทธิในการขอตรวจสอบการประดิษฐ์เพียงเพื่อให้มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองต้องรอจนกว่ากระบวนการนี้จะสิ้นสุด ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ย่อมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสอง การยื่นคำขอของจำเลยให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสองให้ต้องรอจนกว่าการตรวจสอบการประดิษฐ์นั้นจะเสร็จสิ้นก่อนฟ้องคดีนี้ เมื่อได้ความตามคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองได้ประดิษฐ์เครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ให้มีระบบคืนเงินตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 จำเลยผลิตเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ใช้ชื่อทางการค้า "มินิ ไชโย ท็อปอัพ" มีระบบการคืนเงินเหมือนกับข้อถือสิทธิและลักษณะพิเศษเฉพาะตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้บังคับตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองเพื่อเยียวยาความเสียหาย อันเกิดจากการกระทำของจำเลยในมูลละเมิด การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยว่าละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองโดยเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 65 ฉ ก่อน นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

สำหรับที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า อนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การอย่างชัดเจนว่า งานที่ปรากฏอยู่ก่อนแล้วมีลักษณะการประดิษฐ์อย่างไรและอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองเหมือนกับงานดังกล่าวอย่างไร จึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำให้การ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ของโจทก์ทั้งสอง โดยระบบการทำงานของเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ของจำเลยมีระบบการคืนเงินตามขั้นตอนพิเศษเหมือนกับข้อถือสิทธิและลักษณะพิเศษเฉพาะตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้วินิจฉัยปัญหานี้ แต่คู่ความทุกฝ่ายได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า เมื่อเดือนกันยายน 2552 โจทก์ที่ 1 ได้ให้นางสาวอังคนา พนักงานซึ่งทำงานให้โจทก์ทั้งสองซื้อเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ของจำเลยที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า "มินิ ไชโย ท็อปอัพ" มีนายสนธยา ไปรับเครื่องเติมเงินจากจำเลย โจทก์ทั้งสองได้ว่าจ้างบริษัทกัลฟ์ อีสท์ เซอร์เวย์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยมีนายสุพัฒน์ ร่วมกับโจทก์ที่ 2 ตรวจพิสูจน์เครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ของจำเลย พบว่า ระบบการทำงานของเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ของจำเลยมีระบบการคืนเงินตามขั้นตอนพิเศษเหมือนกับการประดิษฐ์ระบบการคืนเงินของเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ในข้อถือสิทธิและลักษณะพิเศษตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ของโจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองมีนายสนธยา เบิกความสนับสนุนว่า ได้มีการติดต่อขอซื้อเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ "มินิ ไชโย ท็อปอัพ" มาจากจำเลยจริง ซึ่งทนายจำเลยไม่ได้ถามค้านพยานปากนี้ ทั้งโจทก์ทั้งสองยังมีโจทก์ที่ 2 และนายสุพัฒน์ มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานในทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ที่ 2 และนายสุพัฒน์ได้ร่วมกันตรวจสอบเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ของจำเลย โดยเริ่มจากโจทก์ที่ 2 ดึงข้อมูลของตัวรับส่งข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ของจำเลยขึ้นมาแสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อดูข้อมูล นายสุพัฒน์ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลและถ่ายรูปไว้ มีรายละเอียดที่แสดงให้เห็นการถอดรหัสการทำงานของเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ โจทก์ที่ 2 สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ของจำเลยมีการรอรับ "SMS" และมีการอ่าน "SMS" นั้น ซึ่งจะบ่งบอกถึงความสำเร็จเพื่อใช้ในการนำเงินเข้าที่เก็บเงินภายใน และจะบอกถึงความไม่สำเร็จ หากเครื่องได้ทำการตรวจสอบเงินคงเหลืออีก เมื่อเงินไม่ลดลง ก็คืนเงินออกทางช่องคืนเงิน ซึ่งก็คือระบบคืนเหรียญนั่นเอง ระบบการทำงานจึงเหมือนกับระบบการคืนเงินตามขั้นตอนพิเศษตามข้อถือสิทธิและลักษณะพิเศษเฉพาะตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยนำสืบในปัญหาข้อนี้เพียงว่า จำเลยเคยประดิษฐ์เครื่องเติมเงินโทรศัพท์ออนไลน์ "KP Phone" ที่มีระบบคืนเงินหรือคืนเหรียญมาก่อนโจทก์ทั้งสองเท่านั้น โดยไม่นำสืบพยานหลักฐานหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองข้างต้นว่าจำเลยไม่ได้ผลิตสินค้าเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ที่มีระบบการคืนเงินเหมือนข้อถือสิทธิและลักษณะพิเศษตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ของโจทก์ทั้งสอง พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยได้ขายเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ "มินิ ไชโย ท็อปอัพ" ที่มีระบบการคืนเงินตามขั้นตอนพิเศษเหมือนกับระบบการคืนเงินของเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ในข้อถือสิทธิและลักษณะพิเศษเฉพาะตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ของโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า โจทก์ทั้งสองขอคิดค่าขาดประโยชน์นับแต่วันที่จำเลยกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 100,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิเดือนละ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะยุติการละเมิด แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงความเสียหายจากการขาดประโยชน์หรือการอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรกำหนดให้โดยคำนึงถึงความร้ายแรงของความเสียหายรวมทั้งการสูญประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 และมาตรา 77 ตรี เป็นเงิน 30,000 บาท โดยไม่กำหนด ค่าขาดประโยชน์จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ทั้งสอง สำหรับค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองผู้ทรงอนุสิทธิบัตรคือ ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ทั้งสองซื้อเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์เพื่อนำมาตรวจพิสูจน์เป็นเงิน 29,000 บาท ค่าจ้างบริษัทกัลฟ์ อีสท์ เซอร์เวย์ (ไทยแลนด์) จำกัด ให้ตรวจพิสูจน์เครื่องเติมเงินแบบออนไลน์เป็นเงิน 5,000 บาท และค่าจ้างทนายความเป็นเงิน 50,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีพยานมานำสืบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองผู้ทรงอนุสิทธิบัตรโดยจำเลยมิได้มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้ซื้อเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ของจำเลยเพื่อนำมาตรวจพิสูจน์ว่าจำเลยได้ละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน จำนวน 29,000 บาท โจทก์ทั้งสองได้จ่ายค่าจ้างบริษัทกัลฟ์ อีสท์ เซอร์เวย์ ไทยแลนด์ จำกัด ให้ตรวจพิสูจน์เครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ของจำเลยจำนวน 5,000 บาท ตามใบ "INVOICE" ค่าซื้อเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์และค่าตรวจพิสูจน์เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองผู้ทรงอนุสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 77 ตรี จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองผู้ทรงอนุสิทธิบัตรทั้งสองจำนวนแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองได้อ้างส่งสัญญาว่าจ้างทนายความ ซึ่งระบุว่า นายฉัตรบดี ทนายความซึ่งเป็นผู้รับจ้างตกลงรับค่าจ้างทนายความจากโจทก์ทั้งสองผู้ว่าจ้างจำนวน 50,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองผู้ว่าจ้างตกลงให้นายฉัตรบดีผู้รับจ้างฟ้องจำเลยในข้อหาละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าจ้างทนายความจำนวน 50,000 บาท ถือเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองผู้ทรงอนุสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 77 ตรี เช่นกัน จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าจ้างว่าความจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองด้วย รวมเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองผู้ทรงอนุสิทธิบัตรที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวนทั้งสิ้น 84,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองจำนวน 30,000 บาท แล้ว จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองผู้ทรงอนุสิทธิบัตรรวมจำนวน 114,000 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยหยุดการกระทำอันเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4816 ของโจทก์ทั้งสอง และยุติการผลิต จำหน่าย เสนอจำหน่ายเครื่องเติมเงินแบบออนไลน์ที่ใช้ชื่อทางการค้า "มินิ ไชโย ท็อปอัพ" ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 114,000 บาท กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำนวน 10,000 บาท ในชั้นอุทธรณ์ จำนวน 5,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 ม. 65 ฉ ม. 65 ทวิ ม. 77 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสามารถ สร้างบัณฑิตสกุล กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามเวนดิ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา