คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 59/2560
#612973
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยซื้อมาจากเจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน และไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และป่าเขาอ่างหิน" การออก น.ส. ๓ ก. ในที่ดินดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มิได้คัดค้านว่า น.ส. ๓ ก. ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่ง เพิกถอน น.ส. ๓ ก. อ้างว่า ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่อาจอ้างการได้สิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ การออก น.ส. ๓ ก. โดยไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดิน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรและเขตป่าสงวนแห่งชาติ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทซับม่วง จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 58/2560
#612972
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยซื้อมาจากเจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน และไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และป่าเขาอ่างหิน" การออก น.ส. ๓ ก. ในที่ดินดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มิได้คัดค้านว่า น.ส. ๓ ก. ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่ง เพิกถอน น.ส. ๓ ก. อ้างว่า ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะซื้อที่ดินมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่อาจอ้างการได้สิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ การออก น.ส. ๓ ก. โดยไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดิน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรและเขตป่าสงวนแห่งชาติ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นางภัสสรา หรือพรรณี เตชะณรงค์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 57/2560
#612971
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยซื้อมาจากเจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน และไม่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และป่าเขาอ่างหิน" การออก น.ส. ๓ ก. ในที่ดินดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มิได้คัดค้านว่า น.ส. ๓ ก. ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่ง เพิกถอน น.ส. ๓ ก. อ้างว่า ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะซื้อที่ดินมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่อาจอ้างการได้สิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ การออก น.ส. ๓ ก. โดยไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดิน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรและเขตป่าสงวนแห่งชาติ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นายไพวงษ์ เตชะณรงค์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2560
#612970
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอรัตนบุรี ที่ ๑ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขารัตนบุรี ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๘๑๖๑ เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๖๓ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีให้ไประวังชี้แนวเขตและลงชื่อรับรองแนวเขตกรณีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "หนองนาน้อยบ้านน้ำเขียว" ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอคัดค้านว่าการรังวัดทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน แม้ต่อมาจะยกเลิกคำขอคัดค้าน ก็เนื่องจากหลงเชื่อผู้ถูกฟ้องคดีว่าที่ดินที่รังวัดไม่ได้ทับที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๘๑๖๑ ของผู้ฟ้องคดี การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำขอหรือคำสั่งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "หนองนาน้อยบ้านน้ำเขียว" ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนคำขอหรือคำสั่งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงก็เนื่องจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดี ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดรัตนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายสมศรี ปัทมะ
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอรัตนบุรี ที่ 1
กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2560
#612969
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในบังคับบัญชาของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า การจดทะเบียนแบ่งขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๓๖๔ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๖ ให้แก่ นาย ย. เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีตกลงแบ่งขายที่ดินพิพาทให้แก่นาย ย. หรือไม่ อันเป็นเรื่องนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิในทางแพ่งของบุคคล หาใช่เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรงไม่ ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกระบี่
ผู้ฟ้องคดี — นางเหย้ะ โสภาวัฒน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ สาขาคลองท่อม ที่ 1
กับพวกรวม 3
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2560
#615977
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๑ เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ส่วนการไฟฟ้านครหลวงจำเลยที่ ๒ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. ๒๕๐๑ จำเลยทั้งสองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่สำนักงานเขตลาดกระบังซึ่งเป็นส่วนราชการของจำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์เป็นการกระทำในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวัง แนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของสำนักงานเขตลาดกระบัง จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสำนักงานเขตลาดกระบังคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์รังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณะ แต่โจทก์ยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของตน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดโดยปรับปรุงผิวการจราจรและก่อสร้างทางเท้าและปักเสาพาดสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาทอันเป็นการรุกล้ำที่ดินของโจทก์นั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับสำนักงานเขตลาดกระบัง ส่วนราชการในสังกัดจำเลยที่ ๑ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองปรับปรุงผิวจราจรและการก่อสร้างทางเท้าและปักเสาพาดสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาทก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของสำนักงานเขตลาดกระบังแล้วจะเป็นผลให้สำนักงานเขตลาดกระบังมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาท หรืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าไปปักเสาพาดสายไฟฟ้าในที่ดินพิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกนกพร เลิศทนงเดช
จำเลย — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2560
#612968
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตจากจำเลยที่ ๑ ฟ้องขอให้มหาวิทยาลัย จำเลยที่ ๑ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ไม่จัดการศึกษาตามหลักสูตรดังกล่าวให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นเหตุให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมมีมติไม่รับรองหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตของจำเลยที่ ๑ ในการสมัครทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก) ส่วนจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลว่าจำเลยที่ ๑ จัดการศึกษาถูกต้องตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ หรือไม่ แต่ละเลยต่อหน้าที่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อการจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาของรัฐตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นการใช้อำนาจรัฐจัดทำภารกิจของรัฐในด้านการศึกษาและอยู่ในกำกับดูแลของรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาตามกฎหมายแพ่ง แต่เป็นเรื่องการฟ้องว่าละเลยไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงราย
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์
จำเลย — มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 52/2560
#612967
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องกองบัญชาการกองทัพไทยกับพวกให้ชำระค่าจ้างและค่าสินไหมทดแทนกรณีผิดสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารพักอาศัยนายทหารสัญญาบัตร ๑๖ ครอบครัว จำนวน ๔ หลัง ตามโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ กองบัญชาการกองทัพไทย พื้นที่ศูนย์รักษาความปลอดภัย กรุงเทพมหานคร แม้กองบัญชาการกองทัพไทยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาพิพาทเป็นสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารพักอาศัยนายทหารสัญญาบัตร เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ อันมิได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงหรือเพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทเจ. แซด. อาร์ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — กองบัญชาการกองทัพไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 51/2560
#617564
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม โดยไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ จึงเป็นการโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลตนเองอันจะถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่งและสาม
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนาทวี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
โจทก์ — นางสาคร เอียดแก้ว
จำเลย — เทศบาลตำบลนาทวี ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2560
#612966
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาอ็อง ที่ ๓ ผู้ปกครองท้องที่ หมู่ที่ ๑ ตำบลตาอ็อง ที่ ๔ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ ดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ คัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๔๓๕๒๙ จึงไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๔๓๕๒๙ เฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามคำขอ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การคัดค้านการรังวัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ และการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอน เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๔๓๕๒๙ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของ ผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวถวิล งามเจริญ
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2560
#612965
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเทศบาลซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน ส.ค. ๑ โจทก์ยื่นขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ปกครองท้องที่ ไม่ยอมรับรองแนวเขต จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ ต่อมาจำเลยทั้งสองร่วมกันนำรังวัดเพื่อออก น.ส.ล. รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสอง พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องและงดการออก น.ส.ล. หรือเพิกถอน น.ส.ล. และถอนการขอรังวัดออก น.ส.ล. ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ "ทุ่งปลายแก้ว ๑" อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และยังมิได้ออก น.ส.ล. โจทก์อ้างการครอบครองที่ดินโดยไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดิน ส่วน ส.ค. ๑ ที่โจทก์ไปขอออก โฉนดที่ดินเป็นคนละแปลงกันกับที่ดินที่โจทก์อ้างการครอบครอง จำเลยทั้งสองจึงชอบที่จะขอออก น.ส.ล.ได้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน ซึ่งยังมิได้มีการออกหนังสือสำคัญ สำหรับที่หลวง แต่โจทก์โต้แย้งว่าไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อมาจากเจ้าของที่ดินเดิมโดยมีหลักฐานการครอบครองเป็น ส.ค. ๑ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ดูแลรักษาแทนรัฐ การกระทำของจำเลยทั้งสองในการมีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินเพื่อขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงซึ่งรวมที่ดินพิพาท และการนำรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวจึงเป็นการกระทำในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองที่สาธารณะมิได้ใช้อำนาจในทางปกครองแต่อย่างใด จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดจันทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นางสมส่วน วานิชเจริญธรรม
จำเลย — นายอำเภอมะขาม ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2560
#612963
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และกรมที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๒ ว่า เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ จำเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกโฉนดบนที่ดินที่โจทก์ได้ครอบครองปลูกบ้าน เปิดเป็นร้านขายของและปลูกพืชผลทางการเกษตรอยู่ก่อนแล้ว โดยจำเลยที่ ๑ ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์บนที่ดินพิพาท ขอให้จำเลยทั้งสองเปลี่ยนแปลงรายการสารบัญโฉนดที่ดินเป็นชื่อของโจทก์ หากดำเนินการไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยที่ ๑ และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ โจทก์มาขอจำเลยที่ ๑ อยู่อาศัย โจทก์ไม่คัดค้านการที่จำเลยที่ ๑ นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทที่แท้จริง กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน แม้โจทก์จะฟ้องกรมที่ดินเป็นจำเลยที่ ๒ เข้ามาในคดีนี้ด้วยโดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงรายการสารบัญโฉนดที่ดินจากจำเลยที่ ๑ เป็นชื่อของโจทก์ หรือออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เท่านั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดชัยบาดาล
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายธนพล ภิญโญดม
จำเลย — นางปฤษณา แซ่ลิ้ม ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 47/2560
#612964
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ) เนื้อที่ ๑ งาน ๒.๕ ตารางวา โดยได้รับมรดกมาจากบิดา ต่อมา ผู้ฟ้องคดียื่นขอออกโฉนดที่ดิน แต่เจ้าพนักงานไม่สามารถออกโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากมีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สฎ ๐๐๔๒ ออกทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สฎ ๐๐๔๒ และชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า อำเภอพุนพินยื่นขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวน รังวัดและประกาศโดยเปิดเผยให้ประชาชนทราบโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน โดยบิดาของผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินว่าการรังวัดมิได้เหลื่อมล้ำแนวที่ดินของตน ที่ดินแปลงที่รังวัดเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สฎ ๐๐๔๒ ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นโจทก์ฟ้องกรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีหมายเลขดำที่ ๗๔๐/๒๕๕๖ ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สฎ ๐๐๔๒ โดยอ้างว่าออกทับที่ดินของโจทก์ ซึ่งศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำพิพากษาแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๗๖๗/๒๕๕๗ และศาลอุทธรณ์ภาค ๘ มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จากนั้น โจทก์นำข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันมาฟ้องต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชเป็นคดีนี้ ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เมื่อพิจารณาคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างและคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ และแม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ สฎ ๐๐๔๒ ที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท อันมีมูลความเดียวกับคดีหมายเลขแดงที่ ๗๖๗/๒๕๕๗ ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ฟ้องคดี — นายธรรมรงค์ พรหมากร
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 46/2560
#612962
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เทศบาลตำบล ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองที่สาธารณประโยชน์ ฟ้องว่า เจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๖๔๓ ตำบลดอนขมิ้น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ให้แก่ผู้ร้องสอด โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีซึ่งใช้ประโยชน์เป็นที่ตั้งของระบบประปาขนาดใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ใช้ประโยชน์เป็นโรงฆ่าสัตว์ เพื่อให้บริการประชาชน ไม่ใช่ที่ดินของผู้ร้องสอด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๖๔๓ และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การสอดคล้องกันว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอด เป็นการออกโฉนดโดยไม่มีหลักฐานการแจ้งการครอบครองตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดตามมาตรา ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขณะเดินสำรวจมีผู้แทนของผู้ร้องสอดเป็นผู้นำรังวัดและชี้แนวเขตว่าเป็นที่ดินของวัด (ป่าช้า) และมีการประกาศออกโฉนดที่ดิน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ขอให้ยกฟ้อง กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ร้องสอดว่าผู้ใดมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี สาขาท่ามะกา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ด้วย โดยขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๖๔๓ ที่ออกให้แก่ผู้ร้องสอด ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ร้องสอดเท่านั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — เทศบาลตำบลลูกแก
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 45/2560
#612961
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเอกชนฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๒ ในฐานะเสนาธิการกองยุทธการ กองทัพภาคที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม จำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์ทั้งเจ็ดรื้อถอนและออกจากที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดอยู่ในเขตที่ดินราชพัสดุซึ่งได้ประกาศหวงห้ามไว้ใช้ในราชการทหารตามประกาศของนายอำเภอปักธงชัย เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๔๙๖ และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยโจทก์ทั้งเจ็ดมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ขับไล่จำเลยทั้งห้าและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนประกาศของนายอำเภอปักธงชัย เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๔๙๖ ให้เพิกถอนที่ดินราชพัสดุและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงพิพาท และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตที่ดินราชพัสดุซึ่งใช้ในราชการทหาร เห็นว่า จากการบรรยายฟ้องเหตุแห่งความเดือดร้อนเสียหายของโจทก์ทั้งเจ็ดเกิดจากการที่เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๒ ขับไล่โจทก์ทั้งเจ็ดออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินราชพัสดุมีเนื้อที่ ๖,๗๐๐ ไร่เศษ ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่าไม่ถูกต้องเนื่องจากที่ดินราชพัสดุ มีเนื้อที่ ๔,๖๘๗ ไร่ และไม่ได้รวมเอาที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งเจ็ดและชาวบ้านเข้าไปด้วย จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินราชพัสดุ และที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏตามความเห็นของศาลปกครองนครราชสีมาว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นฟ้องกองทัพภาคที่ ๒ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ต่อศาลปกครองนครราชสีมาว่า ดำเนินการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ราชพัสดุ แปลงพิพาท รุกล้ำที่ดินของตน และศาลปกครองนครราชสีมามีคำพิพากษาแล้ว โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อการฟ้องคดีนี้มีมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีดังกล่าวและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด จึงเห็นควรให้คดีนี้ได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายถวิล เต็มเมืองปัก ที่ 1 กับพวกรวม 7
จำเลย — กระทรวงกลาโหม ที่ 1 กับพวกรวม 5
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 44/2560
#617562
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องว่าพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการละเมิดโจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๑๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นายวีระชัย เชิดชินโชค ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 43/2560
#612960
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ เรื่อง ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ข้อ ๑ กำหนดให้คดีที่มีข้อหาว่ากระทำความผิดฐานมีหรือใช้อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียม อาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ไม่ว่าจะมีข้อหาว่ากระทำผิดอย่างอื่นด้วยหรือไม่ เป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษา โดยมิได้กำหนดลักษณะข้อหาความผิดอย่างอื่นที่ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาด้วยไว้โดยชัดแจ้ง แต่เมื่อประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ตามคำปรารภในประกาศให้การกระทำความผิดฐานมีหรือใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร แม้ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นพลเรือน เนื่องจากความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดที่มีเหตุผลพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศและความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงควรดำเนินการด้วยความเด็ดขาด ให้ได้ผลเพื่อความมั่นคงของประเทศและความสงบสุขของประชาชน ข้อหาความผิดอย่างอื่นที่โจทก์ฟ้องรวมกันมากับข้อหาความผิดฐานมีหรือใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงต้องมีความเกี่ยวโยงกับการ กระทำความผิดฐานมีหรือใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ อันเป็นข้อหาความผิดหลักที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับดังกล่าวกำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลทหารเมื่อคดีนี้ข้อหาความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตามฟ้องข้อ ง. ศาลทหารและศาลยุติธรรมมีความเห็นพ้องกันว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไป ส่วนข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง ข้อ ก. ข. และ ค. ซึ่งศาลทหารและศาลยุติธรรมมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลนั้น เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ความผิดตามฟ้องข้อ ก. ข. และ ค. เกิดขึ้นก่อนความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตามฟ้องข้อ ง. โดยเป็นความผิดคนละกรรมกันและการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวมิได้มีความเกี่ยวโยงกันกับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ดังนั้น ความผิดข้อหาฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาตามประกาศคณะรักษา ความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557
ป.อ.
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 25
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
โจทก์ — อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 25
จำเลย — นายเศกสรร หรือเสก ช่องงาม ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 42/2560
#607960
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนซึ่งเป็นคดีขอจัดการมรดกของผู้ตายมีประเด็นว่า โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ มีเหตุที่จะต้องตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่ จำเลยและโจทก์ที่ 2 ต้องห้ามเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ และสมควรตั้งจำเลยหรือโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าโจทก์ที่ 2 เป็นทายาทผู้ตายและ ก. เป็นบุตรที่แท้จริงของผู้ตายหรือไม่ คดีก่อนกับคดีนี้ จึงมีประเด็นต่างกัน แม้ในคดีก่อนศาลชั้นต้นจะฟังว่าโจทก์ที่ 2 เป็นพี่น้องเดียวกันกับผู้ตาย เป็นทายาทลำดับที่ 3 ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย และตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วในคดีก่อนและผูกพันโจทก์ที่ 2 และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวมาผูกพันโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่า ก. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งงดสืบพยาน โดยมีคำขอเพียง ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาใหม่ มิได้มีคำขอให้โจทก์ทั้งสองชนะคดีตามฟ้อง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าฤชาธรรมเนียม (2) ท้าย ป.วิ.พ.

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247 (เดิม), ตาราง 1 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ. กับพวก
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวราวุธ ถาวรศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 42/2560
#619127
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นเอกชน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองผิดข้อตกลงการเช่าพื้นที่ว่างโครงการคลังสินค้าและตลาดสินค้าเกษตรจังหวัดตรังเพื่อจำหน่ายสินค้า ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวอีกต่อไป แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองดังกล่าวก็เป็นเพียงการให้เช่าพื้นที่โดยโจทก์ประสงค์เพียงค่าเช่าเป็นการตอบแทนโดยในระยะแรกอนุญาตให้ผู้เช่าเข้าใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าชั่วคราวโดยไม่คิดค่าเช่าซึ่งมีลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับเอกชน ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งมิใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดตรัง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
จำเลย — นางสาวโสภา สุดฝ้าย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2560
#612959
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องขอให้มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี จำเลย ชำระเงินกรณีผิดสัญญาว่าจ้างจัดพิมพ์คู่มือนักศึกษา บัตรลงทะเบียน เอกสารแสดงผลการศึกษา สมุดประจำรายวิชา สมุดลงทะเบียน คู่มือหลักสูตร ใบสมัครรับนักศึกษา โปสเตอร์ ปริญญาบัตร ใบรับรองคุณวุฒิ ใบแจ้งชำระค่าลงทะเบียน แม้มหาวิทยาลัยจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อตกลงการว่าจ้างมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพรับจ้างพิมพ์หนังสือหรือใบโฆษณาแผ่นพับ ให้จัดทำคู่มือนักศึกษา ฯลฯ เพื่อให้จำเลยใช้ในกิจการของตน โดยจำเลยประสงค์เพียงสินค้าตามรายการสั่งจ้างและโจทก์ประสงค์เพียงเงินค่าจ้าง ข้อตกลงว่าจ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่ใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดทำภารกิจของจำเลยเท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการมอบหมายให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ความสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยในคดีนี้จึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกาญจนบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายปริญญา โค้ววารินทร์
จำเลย — มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ