คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 24/2560
#612906
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนซึ่งทำสัญญาจ้างเหมาบริการรักษาความปลอดภัยกับบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการแก้ไขสัญญาตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาล จึงฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการปรับแก้ไขสัญญาจ้างเหมาบริการด้วยการเพิ่มอัตราค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมติคณะรัฐมนตรี และให้ชำระเงินในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มให้แก่พนักงานเพื่อให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า การฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ไม่กระทำการนั้น เมื่อมติคณะรัฐมนตรีที่ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งพิจารณาแก้ไขสัญญาว่าจ้างเอกชนดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในลักษณะสัญญาจ้างเหมาบริการ โดยให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจอนุมัติของรัฐวิสาหกิจนั้น เป็นแต่เพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติโดยให้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจอนุมัติของรัฐวิสาหกิจที่จะพิจารณาแก้ไขสัญญาได้ มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงไม่ใช่กฎหมาย การปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อย่างไร ก็ตาม เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาจ้างเหมาบริการ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับแก้สัญญาจ้างเหมาบริการโดยเพิ่มอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องขอให้คู่สัญญาแก้ไขสัญญา ซึ่งเป็นสัญญาจัดหาบุคลากรเพื่อดูแลและรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นการดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่มิได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเกี่ยวกับการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับมอบหมายจากรัฐแต่อย่างใด ดังนั้น การทำสัญญาในคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ได้ทำในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ใช่หน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างเหมาบริการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นข้อพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทเอส.พี.วาย. แมนเพาเวอร์แอนด์บิสสิเนส จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2560
#612905
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมที่ดินซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยว่า อธิบดีของจำเลยออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ อบ ๐๙๔๓ ทับที่ดิน น.ส. ๓ ของโจทก์ เนื้อที่ประมาณ ๔๐ ไร่ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ อบ ๐๙๔๓ ในส่วนที่ทับที่ดินโจทก์ และให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ รวมทั้งห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องรบกวนสิทธิของโจทก์ จำเลยให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ออกทับที่ดินของโจทก์ เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องคดีโดยตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องว่า อธิบดีของจำเลยออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดี การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดิน น.ส. ๓ ของโจทก์ โจทก์มิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองประการอื่น อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้ประสงค์จะให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวประการอื่น นอกจากการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นายจันทร์แสง มูลพร้อม
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 22/2560
#605887
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่และครอบครัวเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่าโฉนดออกทับที่ราชพัสดุ (สนามยิงเป้า) ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่หลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงทำบันทึกคืนโฉนดที่ดินให้กลับคืนเป็นที่ราชพัสดุ ต่อมาผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ตรวจสอบพบว่า โฉนดที่ดินพิพาทเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ราชพัสดุ การคืนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จึงเป็นการคืนโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ขอให้คืนโฉนด ให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนโฉนด และแก้ไขโฉนดที่ดินพิพาทให้เป็นเช่นเดิม หากไม่คืนหรือไม่อาจคืนได้ขอให้ถือว่าโฉนดที่ดินพิพาทฉบับเจ้าของที่ดินสูญหาย พร้อมทั้งให้ออกโฉนดใบแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินตามโฉนดพิพาทออกทับที่ราชพัสดุ (สนามยิงเป้า) การเพิกถอนโฉนดชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง และไม่มีเหตุที่จะต้องคืนโฉนด เห็นว่าเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๒/๒๕๖๐

วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชลบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ นางจันทรา บูรณฤกษ์ ที่ ๑ นายวราวุธ วงศ์วิเศษ ที่ ๒ นางชุติมา ชวะโนทัย ที่ ๓ นายนราธร วงศ์วิเศษ ที่ ๔ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกองทัพเรือ ที่ ๑ กระทรวงการคลัง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๒๖/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่และครอบครัวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๑๔ , ๓๔๑๕ และ ๓๔๑๖ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ จนถึงปัจจุบัน โดยที่ดินทั้งสามแปลงได้แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๒๕ ของนางประยูรวดี ยุทธศาสตร์โกศล เมื่อปี ๒๕๔๑ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แจ้งต่อ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวทั้งสามแปลงเป็นโฉนดที่ดินที่อยู่ในที่ราชพัสดุ (สนามยิงเป้า) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่มีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ขออนุญาตใช้ประโยชน์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่หลงเชื่อว่า เป็นความจริง จึงทำบันทึกคืนโฉนดที่ดินให้กลับคืนเป็นที่ราชพัสดุ พร้อมมอบต้นฉบับโฉนดให้แก่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ยังมีสิทธิครอบครอง ปลูกบ้าน ปลูกต้นไม้ยืนต้น ทำรั้วล้อมรอบที่ดิน และทำประโยชน์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ว่า ต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท ขอให้รื้อถอนทรัพย์สินต่างๆ ออกจากพื้นที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ตรวจสอบพบว่า โฉนดที่ดินทั้งสามแปลงเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ราชพัสดุ และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงแล้ว การคืนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ จึงเป็นการคืนโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนโฉนด ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่มีคำสั่งเพิกถอนโฉนด และแก้ไขให้โฉนดที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เช่นเดิม หากไม่คืนหรือไม่อาจคืนได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือว่าโฉนดที่ดินพิพาทฉบับเจ้าของที่ดินสูญหาย พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดใบแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาทออกทับที่ราชพัสดุ (สนามยิงเป้า) การเพิกถอนโฉนดที่ดินจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง และไม่มีเหตุที่จะต้องคืนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า ที่ดินโฉนดพิพาทออกทับที่ราชพัสดุ (สนามยิงเป้า) ของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้คืนที่ดินโฉนดทั้งสามแปลง ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จึงคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ยังมีสิทธิครอบครอง และดูแลทำประโยชน์ตลอดมา ต่อมา เมื่อปี ๒๕๕๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่า จะเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่และครอบครัวรื้อถอนทรัพย์สินต่างๆ ออกจากพื้นที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จึงตรวจสอบรายละเอียดแล้วพบว่า ที่ดินและโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ราชพัสดุ จึงติดต่อให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกเฉย เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ฟ้องคดีนี้ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามคืนโฉนดที่ดินพิพาท อันมีลักษณะเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ฟ้องคดีกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ราชพัสดุ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินใหม่แทนฉบับเดิม อันมีลักษณะเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยไม่มีลักษณะเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสี่กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ แต่อย่างใด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดี ที่ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามคืนโฉนดที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่สั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท และแก้ไขโฉนดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เช่นเดิม หากไม่คืนหรือไม่อาจคืนและหรือไม่อาจเพิกถอนได้ให้ศาลมีคำสั่งให้ถือว่า โฉนดที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินสูญหายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดฉบับใหม่ (ใบแทน) แทนฉบับเดิมให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ วัตถุประสงค์หลักของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ก็คือ ประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามก็ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินโฉนดพิพาทดังกล่าวออกทับที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชบ ๔๖๕ ซึ่ง เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ดังนั้นการที่ศาลจะมี คำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้นั้น จึงต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนเป็นสำคัญว่า ที่ดินตามโฉนดพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ราชพัสดุตามที่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามต่อสู้ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่และครอบครัวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๑๔ , ๓๔๑๕ และ ๓๔๑๖ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ จนถึงปัจจุบัน โดยที่ดินทั้งสามแปลงแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๒๕ ของนางประยูรวดี ยุทธศาสตร์โกศลแต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่าโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงออกทับที่ราชพัสดุ (สนามยิงเป้า) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่มีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ขออนุญาตใช้ประโยชน์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่หลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงทำบันทึกคืนโฉนดที่ดินให้กลับคืนเป็นที่ราชพัสดุ พร้อมมอบต้นฉบับโฉนดให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ยังมีสิทธิครอบครอง และทำประโยชน์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ตรวจสอบพบว่า โฉนดที่ดินทั้งสามแปลงเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ราชพัสดุ และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทแล้ว การคืนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จึงเป็นการคืนโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนโฉนด ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่มีคำสั่งเพิกถอนโฉนด และแก้ไขให้โฉนดที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เช่นเดิม หากไม่คืนหรือไม่อาจคืนได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือว่าโฉนดที่ดินพิพาทฉบับเจ้าของที่ดินสูญหาย พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดใบแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินตามโฉนดพิพาทออกทับที่ราชพัสดุ (สนามยิงเป้า) การเพิกถอนโฉนดชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง และไม่มีเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามจะต้องคืนโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่กล่าวอ้างเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางจันทรา บูรณฤกษ์ ที่ ๑ นายวราวุธ วงศ์วิเศษ ที่ ๒ นางชุติมา ชวะโนทัย ที่ ๓ นายนราธร วงศ์วิเศษ ที่ ๔ ผู้ฟ้องคดี กองทัพเรือ ที่ ๑ กระทรวงการคลัง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางจันทรา บูรณฤกษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กองทัพเรือที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 21/2560
#612904
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒

และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ร่วมกันสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๑๔๐๒๖ โดยโจทก์มิได้ยินยอมยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ การที่จำเลยทั้งสามทำบันทึกยินยอมชดใช้ค่าเสียหายโดยการส่งมอบที่ดินแปลงอื่นให้ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จึงเป็นการกระทำละเมิด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอน ขนย้ายถนนคอนกรีตที่รุกล้ำรวมทั้งปรับปรุงที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ ให้นำหลักโฉนดที่ดินที่สูญหายปักให้เรียบร้อยหรือดำเนินการรังวัดปักหมุดโฉนดที่ดินบริเวณที่ก่อสร้างถนน โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้ชำระค่าขาดประโยชน์ ค่าขาดประโยชน์รายวัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าที่ดิน พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งการก่อสร้างถนน จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ทดแทนแล้ว โจทก์ยกที่ดินมีสภาพเป็นถนนให้แก่จำเลยที่ ๑ ถนนจึงเป็นทางสาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้กระทำละเมิด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องคดีต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดหรือไม่ แล้วจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — นางโชติรส ทวีทรัพย์
จำเลย — เทศบาลตำบลโคกกลอย ที่ 1 กับพวกรวม 3
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 20/2560
#616984
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อศาลยุติธรรม จำเลยโต้แย้งคัดค้านเขตอำนาจศาลไว้คำให้การว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมจัดทำความเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลตน เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่าหากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานของศาลยุติธรรม แต่การโต้แย้งเขตอำนาจศาลในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การโดยไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะจึงเป็นการโต้แย้งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งการทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ต้องเป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็นของตนเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการทำเป็นคำร้องตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง หรือเป็นกรณีที่ศาลที่รับฟ้องเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งให้นำความในมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้กระทำตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลตนเอง อันจะถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่งและสาม
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกตุ จิตอำนวย
จำเลย — นายอำเภอพรหมคีรี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 19/2560
#606944
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินบำนาญที่ได้รับไปตามหนังสือสัญญาการใช้เงินคืนที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการได้ทำสัญญาไว้กับโจทก์เพื่อขอรับบำเหน็จบำนาญในระหว่างกระบวนการทางวินัยยังไม่ถึงที่สุดโดยมีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกัน เป็นการฟ้องขอให้ปฏิบัติตามสัญญา มิใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพะเยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — จังหวัดพะเยา
จำเลย — นายสมศักดิ์ หรือพชรดิฐวุฒิสารวัฒนา ที่ 1
กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 18/2560
#612817
เปิดฉบับเต็ม

หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้น ในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จที่ได้รับโดยไม่มีสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตข้าราชการของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดตลิ่งชัน
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
จำเลย — นางยุวรี อินนา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 17/2560
#619124
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ผู้ฟ้องคดี ฟ้องขอให้บังคับบริษัท ซ. ผู้ถูกฟ้องคดี ชำระเงินกรณีผิดสัญญาว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีให้พัฒนาระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๔ ประกอบพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒และตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๓ และมาตรา ๗ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการของรัฐเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและบูรณาการการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการประชาชนหรือรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์หลายประการ โดยสัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเป็นการที่ผู้ฟ้องคดีว่าจ้างให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการพัฒนาระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เพื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาปรับปรุงวิธีการและกระบวนการปฏิบัติงานให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนมากยิ่งขึ้น สัญญาพิพาทจึงเป็นการที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายจัดตั้งหน่วยงานของผู้ฟ้องคดีกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้โดยตรงโดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าร่วมปฏิบัติงานอันเป็นภารกิจหลักของผู้ฟ้องคดีในการดำเนินจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาพิพาท จึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2554
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัทซิสเทกซ์ อินโฟโปร จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 16/2560
#612777
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างให้เอกชนสอนดนตรีในหลักสูตรการเรียนการสอนภาควิชาบังคับให้แก่นักเรียนโรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มีกำหนดระยะเวลาจ้างอย่างน้อย ๖ ปี โดยให้เอกชนมีหน้าที่ดูแลหลักสูตรวิธีการเรียนการสอนและการประเมินผลทั้งหมดของวิชาดนตรีสากลให้กับโรงเรียนของผู้ว่าจ้าง ข้อกำหนดของสัญญาจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับหน่วยงานทางปกครอง โดยสอนวิชาดนตรีในหลักสูตรการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนโรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — โรงเรียนดนตรีสยามกลการ อุดรสมใจนึก
จำเลย — มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2560
#606327
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกรมควบคุมมลพิษซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการโครงการออกแบบก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวหาว่าร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑, ๑๕๗ กรมควบคุมมลพิษ ผู้เสียหายยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหายส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ว่า เป็นผู้เสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสาม ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า คดีนี้มีมูลเหตุมาจากการกล่าวอ้างว่า โครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียมีการทุจริตจนนำไปสู่การไต่สวนของ ป.ป.ช. และมีมติชี้มูลความผิดของจำเลยทั้งสามกับส่งเรื่องให้ผู้เสียหายออกคำสั่งเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิด และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีอาญา ผู้เสียหายใช้สำนวนของ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสามแล้วออกคำสั่งที่ ๑๑๗/๒๕๕๗ ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายตามส่วนของแต่ละคน และศาลอาญาก็ใช้สำนวนการสอบสวนของ ป.ป.ช. ในการพิจารณาคดีเป็นหลักเช่นเดียวกัน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๘/๑ จนกระทั่งมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสาม ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามถูกฟ้องเป็นคดีอาญาก็ดี การที่ผู้เสียหายออกคำสั่งเรียกให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายก็ดี ล้วนแล้วมาจากการกระทำเดียวกันทั้งสิ้น มูลความและกระบวนการต่าง ๆ แห่งคดีนี้ จึงเป็นเรื่องมาตรการการปราบปรามการทุจริตซึ่งเป็นการกระทำความผิดทางอาญาเป็นหลัก มิใช่เป็นเรื่องเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง อันจะเป็นการทำละเมิดทางปกครองซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญา และผู้เสียหายยื่นคำร้องว่ามีสิทธิที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยทั้งสาม ข้ออ้างตามคำร้องที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา จึงเป็นเรื่องของการกระทำความผิดอาญาต้องยื่นต่อศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ซึ่งในการพิพากษาส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามมาตรา ๔๖ กรณีจึงเป็นการที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.อ.
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปกิต กิระวานิช ที่ 1 กับเพื่อนรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2560
#605081
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. จากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีและยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ คัดค้านการรังวัดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่ารังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ทั้งแปลง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เอกสารสิทธิในที่ดินเป็นเอกสารสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถออกโฉนดที่ดินได้ เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มิชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ที่คัดค้านการออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่าสาเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์คัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ในพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ คัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการดำเนินการในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นการโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ คัดค้านการรังวัด จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๖๐

วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ นายชัยพร รักษาจันทร์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ ที่ ๑ นายอำเภอวารินชำราบ ที่ ๒ นายกเทศมนตรีตำบลเมืองศรีไค ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๘๔/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๔๔ ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยซื้อจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดอุบลราชธานี และยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังมิได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยมีหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ ที่ อบ ๐๐๒๐.๐๘/๒๖๕๙๘ ลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ แจ้งให้ทราบว่า ผู้แทนนายอำเภอวารินชำราบคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่า รังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ทั้งแปลง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือประสานไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏว่าการขอออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. แปลงดังกล่าว ทับที่สาธารณประโยชน์แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์จริง จึงเป็นเหตุขัดข้องที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ขณะเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดอุบลราชธานีทำการยึดที่ดินพิพาทได้มีหนังสือสอบถามไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าที่ดินพิพาทมีบุคคลใดยึดไว้ก่อนหรือไม่ เป็นที่ดินส่วนราชการใดหรือไม่ และเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่าที่ดินพิพาทไม่มีลักษณะตามที่สอบถาม จึงได้ประกาศขายทอดตลาดและผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินพิพาทมาโดยชอบ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นเอกสารสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มิชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ที่คัดค้านการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี เพิกถอนคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่มีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์คัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และผู้ฟ้องคดีได้นำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ในพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ให้การ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทได้ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๔๔ ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดอุบลราชธานี และได้ยื่นคำขอฉบับที่ ๓๑๑/๕๔ ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพัน์ ๒๕๕๔ ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกไปรังวัดทำแผนที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่มิได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จนระยะเวลาได้ล่วงเลยมานานเกินสมควร ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้ตามคำร้องขอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้มีหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ ที่ อบ ๐๐๒๐.๐๐๘/๒๖๕๙๘ ลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ แจ้งผู้ฟ้องคดีทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม คัดค้านว่าการนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ทั้งแปลง จึงเป็นเหตุขัดข้องที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีได้ และประเด็นขัดข้องดังกล่าว ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ได้ยืนยันว่าสภาพที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่มีอำนาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบได้ตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และหากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิทางศาล เพื่อให้มีการพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพที่ดินให้เป็นที่ยุติ เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโต้แย้งเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ คัดค้านการรังวัด กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และมีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินแต่ละเลยไม่ออกโฉนดที่ดินให้ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๔๔ โดยการประมูลซื้อจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้มีอำนาจในการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์คัดค้านว่าการนำรังวัดทับที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงเป็นเหตุขัดข้องที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีได้ ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นเอกสารสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถออกโฉนดที่ดินได้ เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มิชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ที่คัดค้านการออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งได้รังวัดโดยชอบตามระเบียบ ขั้นตอนของกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาท การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นายอำเภอวารินชำราบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และนายกเทศมนตรีตำบลเมืองศรีไค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๔๔ ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยซื้อจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดอุบลราชธานีและยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ คัดค้านการรังวัดที่ดินพิพาท โดยอ้างว่ารังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ทั้งแปลง โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เอกสารสิทธิในที่ดินเป็นเอกสารสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถออกโฉนดที่ดินได้ เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มิชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ที่คัดค้านการออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า สาเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ในพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ คัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการดำเนินการในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ อันเป็นการโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์คัดค้านว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายชัยพร รักษาจันทร์ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ ที่ ๑ นายอำเภอวารินชำราบ ที่ ๒ นายกเทศมนตรีตำบลเมืองศรีไค ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายชัยพร รักษาจันทร์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี
สาขาวารินชำราบ ที่ 1
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2560
#605542
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนทั้งสองยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและปักป้ายประกาศว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์รุกล้ำที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและให้คืนสิทธิในที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยอ้างว่าเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๖๐

วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ นางปาน ลาจำนงค์ ผู้จัดการมรดกของนายโอ๊ะ ลาจำนงค์ ที่ ๑ นางอนงค์ กุมรัมย์ ผู้จัดการมรดกของนายจันทร์ เกตุชาติ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาลำปลายมาศ ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองยาง ที่ ๓ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านยาง ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๘๖/๒๕๕๘ ต่อมานางสง่า เกตุชาติ ยื่นคำร้องขอเข้าแทนที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งถึงแก่ความตาย ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งอนุญาตสรุปได้ความว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกของนายโอ๊ะ ลาจำนงค์และนายจันทร์ เกตุชาติ ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๙๘๒ ตำบลนายาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๒ งาน ๓๐ ตารางวา และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๓๙๔ หมู่ ๑๐ ตำบลเมืองยาง (หนองปล่อง) อำเภอชำนิ (นางรอง) จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ ๙๐ ไร่ ๑ งาน ๗๐ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๒ สำหรับที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกขามสาธารณประโยชน์" เนื้อที่ ๙๙๑ ไร่ ๑ งาน ๑๗ ตารางวา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขอรังวัดสอบเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เจ้าหน้าที่รังวัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รวมทั้งตัวแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันนำชี้แนวเขตและปักป้ายประกาศเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินทั้งสองแปลง โดยอ้างว่ารังวัดแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๒ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงยื่นหนังสือคัดค้านการรังวัดสอบเขต โดยเห็นว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งมีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันรังวัดและรับรองแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์และปักป้ายประกาศเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๒ ตำบลเมืองยาง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ และแผนที่ท้ายหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง กับให้คืนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก. ) เลขที่ ๑๙๘๒ ตำบลบ้านยาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และคืนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๓๙๔ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลเมืองยาง (หนองปล่อง) อำเภอชำนิ (นางรอง) จังหวัดบุรีรัมย์ แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโอ๊ะ ลาจำนงค์ ได้โอนมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยนช์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๙๘๒ ให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๓๙๔ ยังไม่ได้มีการออกเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่ถือว่าเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดี ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๒ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๒ ตำบลเมืองยาง อำเภอชำนิจังหวัดบุรีรัมย์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งมีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันรังวัดและรับรองแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์รวมถึงปักป้ายประกาศเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์รุกล้ำที่ดินพิพาท เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง รวมทั้งสั่งให้มีการถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์นั้น ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รวมถึงประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกัน ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดิน อันเป็นสาธารสมบัติของแผ่นดิน มีลักษณะเป็นเรื่องทางกฎหมายมหาชนและกฎหมายปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๒ เนื่องจากออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แม้เป็นการฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า เจ้ามรดกผู้มีชื่อในที่ดินทั้งสองแปลงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายโอ๊ะ ลาจำนงค์ และนายจันทร์ เกตุชาติ ซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๙๘๒ ตำบลบ้านยาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๓๙๔ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลเมืองยาง (หนองปล่อง) อำเภอชำนิ (นางรอง) จังหวัดบุรีรัมย์ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๒ ตำบลเมืองยาง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันรังวัดรับรองแนวเขตรวมถึงปักป้ายประกาศว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ "โคกขามสาธารณประโยชน์"อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน เนื้อที่ ๙๙๑ ไร่ ๑ งาน ๑๗ ตารางวา รุกล้ำที่ดินพิพาท เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๒ และให้คืนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๒ ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยอ้างว่าเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางปาน ลาจำนงค์ ผู้จัดการมรดกของนายโอ๊ะ ลาจำนงค์ ที่ ๑ นางอนงค์ กุมรัมย์ ผู้จัดการมรดกของนายจันทร์ เกตุชาติ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาลำปลายมาศ ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองยาง ที่ ๓ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านยาง ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
นางปาน ลาจำนงค์ ผู้จัดการมรดกของนายโอ๊ะ ลาจำนงค์ที่1
ผู้ฟ้องคดี — กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2560
#606325
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของมารดา เจ้าของที่ดิน น.ส. ๒ แต่จำเลยนำที่ดินบางส่วนของโจทก์ไปจัดสรรและออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก. และไปขอออกเป็นโฉนดที่ดิน เมื่อโจทก์ขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่ออกให้ ขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก. และโฉนดที่ดินส่วนที่ทับ น.ส. ๒ ของโจทก์ จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาให้ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูป จำเลยจึงมีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาทำการปฏิรูปได้ การขอออกโฉนดและการออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าตามคำฟ้องและคำให้การคู่ความต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองมาก่อนตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป โดยไม่จำต้องวินิจฉัยการกระทำของหน่วยงานทางปกครองว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — นางคำปุ่น แก้วสีขาวหรือพลประจักร์
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 11/2560
#612816
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา ๔ แห่งพ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ขับรถยนต์บรรทุกเพื่อเก็บขยะมูลฝอย ไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ หากแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ดังนั้น คดีพิพาทตามคำฟ้องที่อ้างว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐประมาทเลินเล่อขณะปฏิบัติหน้าที่จอดรถยนต์บรรทุกเก็บขยะล้ำช่องจราจร กีดขวางทางจราจร ไม่เปิดไฟสัญญาณเป็นเหตุให้ผู้เสียหายขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนจนถึงแก่ความตาย จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
โจทก์ — นางประไพ ใจทน
จำเลย — เทศบาลเมืองคอหงษ์ 1
กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2560
#615974
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการที่เสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งพาดผ่านหน้าบ้านของผู้ฟ้องคดีเกิดการหักโค่น ขณะเกิดฝนตกหนักล้มไปทับบ้านของผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เหตุละเมิดตามคำฟ้องและคำให้การเป็นการกล่าวอ้างและโต้แย้งว่าเนื่องจากเสาไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถูกต้นไม้ใหญ่ซึ่งปลูกอยู่ในบ้านของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หักโค่นล้มพาดสายไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จนรับน้ำหนักไม่ได้เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ล้มทับบ้าน ผู้ฟ้องคดีหาได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใดไม่ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายธนะพัฒน์ วีระยศวัฒน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — การไฟฟ้านครหลวง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2560
#606326
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ซื้อบ้านในโครงการหมู่บ้านจัดสรรยื่นฟ้องเอกชนเจ้าของโครงการ จำเลยที่ ๑ หน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ หลีกเลี่ยงการขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินในโครงการ ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ทั้งจำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมโอนที่ดินส่วนที่เป็นถนนซึ่งเป็นภาระจำยอมของโครงการให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ การที่เจ้าพนักงานที่ดินสังกัดจำเลยที่ ๒ รับจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการโอนและการจดทะเบียนโอนที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ และให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการดูแลสาธารณูปโภคที่อยู่ในโครงการ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยตกลงไปขออนุญาตจัดสรรที่ดินและไม่ได้ตกลงจะให้บริการสาธารณูปโภคหรือจะให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอม ไม่เคยสัญญาหรือแสดงต่อสาธารณะว่าจะจัดให้โครงการเป็นหมู่บ้านจัดสรร และไม่ใช่ผู้จัดสรรที่ดิน ที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นภาระจำยอม จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงมีสิทธิโอนที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การโอนและการจดทะเบียนโอนชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ข้อพิพาทอันเป็นประเด็นแห่งคดีในส่วนที่โจทก์ทั้งสาม ขอให้เพิกถอนการโอนและการจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๖ และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ หรือไม่ หากที่ดินพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ ๑ มีข้อจำกัดสิทธิในการโอนที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างหรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลจะพิจารณาว่า เจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองรับจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันจะเป็นเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนและการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์ทั้งสามได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามซึ่งมีข้อจำกัดสิทธิในการโอนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ เมื่อมูลความแห่งคดีในส่วนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของที่ดินพิพาท และสิทธิของจำเลยที่ ๑ ในการโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของตน จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนข้อพิพาทตามคำขอของโจทก์ทั้งสามที่ขอให้ศาลมีคำบังคับให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการดูแลสาธารณูปโภคที่อยู่ในโครงการนั้น เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาวนวลจันทร์ สายสมรรถชัย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — บริษัท ปรีชากรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2560
#615973
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นสถาบันในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งมีกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้นโดยเฉพาะและมีฐานะเป็นกรม ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ใช้บังคับ จึงมีฐานะเป็นสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ตามมาตรา ๘๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนให้บริการในการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่นของนักศึกษาโครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้จัดการยุคใหม่ จำนวน ๖ ฉบับ ซึ่งข้อ ๑ ของสัญญาระบุว่า ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างและผู้รับจ้างตกลงรับจ้างเหมาบริการในการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น ข้อ ๒ ระบุหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า ผู้รับจ้างตกลงรับจ้างทำการตามสัญญาข้อ ๑ โดยต้องจัดหาพนักงานที่มีความประพฤติดีมีความสามารถปฏิบัติงานด้วยความเรียบร้อย ใช้วัสดุ เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ชนิดดี ข้อกำหนดของสัญญาจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างเหมาบริการ ซึ่งเป็น สัญญาจ้างทำของทั่วไป แม้ขอบเขตของงาน (TOR) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระบุวัตถุประสงค์ว่า ๓.๑ เพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้ประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ สามารถประยุกต์ใช้ในการเรียนและการปฏิบัติงานจริงก็เป็นเพียงวัตถุประสงค์ของการศึกษาดูงานตามโครงการ มิใช่วัตถุประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าจัดทำบริการสาธารณะเสียเอง ประกอบกับเมื่อพิจารณาขอบเขตของงาน (TOR) ข้อ ๗ และที่กำหนดในใบเสนอราคาล้วนเป็นบริการเกี่ยวกับการจองตั๋วเครื่องบินค่าธรรมเนียมการเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ การผ่านแดน ค่าพาหนะ ค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าจัดทำเอกสาร การเดินทาง กระเป๋า และเสื้อของคณะเดินทาง รวมถึงค่าประกันอุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งเป็นการจ้างเหมาบริการเท่านั้น แม้จะปรากฏว่ามีค่าบริการเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสถานที่ศึกษาดูงานด้วย หน้าที่ของโจทก์ก็เป็นเพียงนายหน้าในการพาคณะนักศึกษาเข้าศึกษาดูงานในสถานที่ดังกล่าว แต่มิใช่เป็นการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ทั้งสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สัญญาพิพาทในคดีนี้จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาทั้งหมดนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ทำสัญญาค้ำประกันผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างเหมาบริการดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัทดราโก้ โวยาจ จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2560
#619123
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนฟ้องขอให้บังคับสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) จำเลย ชำระเงินแก่โจทก์กรณีจำเลยผิดสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้พัฒนาระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เมื่อจำเลยเป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๔ ประกอบพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒และตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานจำเลยมาตรา ๓ และมาตรา ๗ จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการของรัฐเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการและบูรณาการการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการประชาชนหรือรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์หลายประการ และสัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเป็นการที่จำเลยว่าจ้างให้โจทก์ดำเนินการพัฒนาระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เพื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาปรับปรุงวิธีการและกระบวนการปฏิบัติงานให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนมากยิ่งขึ้น สัญญาพิพาทจึงเป็นการที่จำเลยดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายจัดตั้งหน่วยงานของจำเลยกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้โดยตรงโดยให้โจทก์เข้าร่วมปฏิบัติงานอันเป็นภารกิจหลักของจำเลยในการดำเนินจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจ พิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2554
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทซิสเทกซ์ อินโฟโปร จำกัด
จำเลย — สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2560
#612701
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้สิทธิแก่เอกชนซื้อไพ่จากโรงงานไพ่ กรมสรรพสามิต และรับซื้อไพ่ป๊อกที่กรมสรรพสามิตนำเข้าจากต่างประเทศตามจำนวนและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาเพื่อนำไปจำหน่ายอันเป็นประโยชน์ในทางธุรกิจและเพื่อเป็นรายได้ของเอกชน และหน่วยงานทางปกครองประสงค์เพียงค่าใช้สิทธิเป็นค่าตอบแทนรายเดือนและรายปีจากเอกชนเท่านั้น วัตถุประสงค์ของสัญญามิได้มีลักษณะเป็นการให้เอกชนเป็นผู้จัดทำบริการสาธารณะหรือเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง แต่เป็นเพียงสัญญาต่างตอบแทนที่เป็นไปเพื่อการจัดหาประโยชน์ระหว่างคู่สัญญาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกันเองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — บริษัทรวิชัยวัฒนา จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2560
#606083
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจ้างเหมาโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปา ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. กับการประปาส่วนภูมิภาค จะเป็นสัญญาทางปกครอง และสัญญาค้ำประกันของธนาคารโจทก์ต่อการประปาส่วนภูมิภาคที่ค้ำประกันห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ในการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว จะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาหลัก ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองด้วย แต่สัญญาค้ำประกันของจำเลยเป็นสัญญาที่จำเลยทำต่อธนาคารโจทก์เพื่อค้ำประกันห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. หากผิดนัดไม่ใช้เงินแก่การประปาส่วนภูมิภาคจนเป็นเหตุให้ธนาคารโจทก์ต้องชำระหนี้แทน จำเลยจะชำระเงินให้แก่ธนาคารโจทก์แทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. มิใช่สัญญาที่จำเลยทำกับการประปาส่วนภูมิภาคว่าหากธนาคารโจทก์ผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. จำเลยจะเข้าชำระหนี้แทน สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาค้ำประกันของผู้ค้ำประกันตามมาตรา ๖๘๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาจ้างเหมาโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปา แต่เป็นสัญญาที่จำเลยทำกับธนาคารโจทก์โดยยินยอมจะชำระหนี้ให้แก่ธนาคารโจทก์เพื่อเป็นการประกันการปฏิบัติตามสัญญาของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ซึ่งแยกออกได้จากสัญญาจ้างเหมาโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ทำกับการประปาส่วนภูมิภาค และสัญญาค้ำประกันที่ธนาคารโจทก์ทำต่อการประปาส่วนภูมิภาคเพื่อค้ำประกันห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. อันเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อสัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นเอกชน และมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของห้างหุ้นส่วนจำกัดศ. ที่มีต่อโจทก์ จึงเป็นความสัมพันธ์ของเอกชนในทางแพ่ง ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดตลิ่งชัน
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท อุตสาหกรรมท่อน้ำไทย จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ