คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119 -ที่ 3135/2567
#717471
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างด้วยเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการของนายจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห่งการเลิกจ้างตามที่นายจ้างกล่าวอ้างจริง สาเหตุนั้นสมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังจะต้องพิจารณาด้วยว่านายจ้างได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้าง รวมทั้งมีกระบวนการคัดเลือกลูกจ้างที่ต้องออกจากงานอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ ประกอบกันด้วย

จำเลยมีโครงสร้างองค์กร แบ่งหน่วยงานผลิตสินค้าออกเป็น 3 ฝ่าย ฝ่ายผลิต 1 และฝ่ายผลิต 2 ผลประกอบการมีกำไร แต่ฝ่ายผลิต 3 ซึ่งเป็นฝ่ายผลิตสินค้าอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ผักและผลไม้แช่แข็ง ที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดทำงานอยู่ มีผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่องมานานนับสิบปี และมีผลประกอบการขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 4 ปี ย้อนหลัง ก่อนมีการเลิกจ้าง แม้ในปี 2563 ภายหลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แล้ว ผลประกอบการของฝ่ายผลิต 3 จะขาดทุนลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับผลประกอบการในปี 2562 แต่ก็เห็นได้ว่าฝ่ายผลิต 3 ยังมีสถานะขาดทุนต่อเนื่องอยู่เช่นเดิม โดยมียอดขายลดลงอย่างมาก และการขาดทุนในอัตราส่วนที่ลดลงบ้างดังกล่าวก็ยังไม่มีนัยสำคัญหรือบ่งชี้ว่าการดำเนินงานของฝ่ายผลิต 3 จะสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยช่วงเดือนมกราคม 2563 ยังไม่มียารักษาโรคหรือวัคซีนป้องกันโรคได้ แนวโน้มของการแพร่ระบาดจึงรุนแรงจนรัฐบาลต้องกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อดังกล่าว ถึงขั้นปิดสถานบริการหรือสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค และแม้รัฐบาลจะมีมาตรการที่เข้มงวด แต่ก็ปรากฏว่ามีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น สาเหตุที่จำเลยหยิบยกขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ด โดยอ้างว่าสืบเนื่องมาจากกิจการของจำเลยประสบปัญหาการดำเนินงานและปริมาณงานของแผนกลดน้อยลงเป็นอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จำเป็นต้องปรับปรุงหน่วยงานของจำเลยเพื่อความอยู่รอดขององค์กร จึงนับเป็นสาเหตุที่มีอยู่จริง

แม้ขณะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ด กิจการทั้งหมดของจำเลยยังมีกำไร ไม่ได้มีผลประกอบการขาดทุนก็ตาม แต่ในฝ่ายผลิต 3 ที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดทำงานอยู่มีผลประกอบการขาดทุนในแต่ละปีเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี ประกอบในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ประเทศไทยยังประสบกับภาวะวิกฤติด้านสาธารณสุขจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ยอดคำสั่งซื้อสินค้าลดน้อยลง และยังไม่เป็นการแน่นอนว่าวิกฤติการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเพียงใดและจะยุติจบสิ้นลงเมื่อใด หากจำเลยไม่ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อปรับปรุงแก้ไขฝ่ายผลิต 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนให้ดีขึ้นแล้ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการโดยรวมของจำเลยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งอาจทำให้กิจการทั้งหมดของจำเลยมีผลกำไรลดน้อยลงหรือถึงกับขาดทุนได้ ดังนั้น การที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างดำเนินการปรับปรุงหน่วยงานฝ่ายผลิต 3 โดยลดจำนวนลูกจ้างทำงานในหน่วยงานดังกล่าวให้น้อยลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรให้เหมาะสมกับปริมาณงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในหน่วยผลิตที่เป็นปัญหา จึงเป็นอำนาจจัดการของนายจ้างที่สามารถทำได้ ภายใต้การประกอบการค้าเสรีและตามสภาวะการแข่งขันในทางธุรกิจ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างในฝ่ายผลิต 3 เพราะสาเหตุดังกล่าว จึงนับได้ว่ามีเหตุผลที่สมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างได้

ก่อนเลิกจ้างจำเลยมอบหมายให้หัวหน้างานของแต่ละแผนกไปแจ้งลูกจ้างให้ทราบถึงสถานการณ์ของจำเลยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และจำเลยมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อประคับประคองกิจการในภาพรวม เช่น การปรับลดลูกจ้างในหน่วยประสานงานและติดต่อลูกค้า หน่วยงานสนับสนุน และหน่วยงานผลิตสินค้า ฯลฯ ลดการทำงานล่วงเวลา ไม่จ้างลูกจ้างใหม่เพิ่ม เป็นต้น ทั้งจำเลยยังได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกลูกจ้างที่จำเลยจะเลิกสัญญา ได้แก่ การพิจารณาลูกจ้างที่สมัครใจลาออกก่อน การพิจารณาความซ้ำซ้อนของหน้าที่ในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงาน การพิจารณาลูกจ้างที่ถูกดำเนินการทางวินัย การพิจารณาลูกจ้างที่อายุงานน้อยหรือลูกจ้างที่เข้าใหม่ การพิจารณาลูกจ้างที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากการติดเชื้อโรคโควิด 19 สูง และการพิจารณาลูกจ้างที่มีผลการทำงานและความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะทำงานกับจำเลยต่อไป เพื่อให้อัตรากำลังเหมาะสมกับปริมาณงาน แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้พยายามดำเนินการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้างอย่างเป็นขั้นตอน รวมทั้งมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้างอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว จำเลยเลิกจ้างเนื่องจากความจำเป็นด้านการจัดการ ไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเจ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 และเรียกจำเลยทั้งสิบเจ็ดสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสิบเจ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสิบเจ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 260,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 160,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 130,000 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 38,000 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 130,000 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 130,000 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 75,000 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 60,000 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 110,000 บาท และโจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 มิถุนายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยทั้งสิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเจ็ดฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ผักและผลไม้ที่เป็นวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งแช่แข็งและหรือบรรจุภาชนะ ตลอดจนจำหน่ายสินค้าดังกล่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ โครงสร้างองค์กรของจำเลยแบ่งออกเป็น 1 หน่วยงานผลิตสินค้า ซึ่งแบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายผลิต 1 ผลิตกะทิกล่อง กะทิขวด กะทิกระป๋อง ผลไม้กระป๋องและน้ำผลไม้กระป๋อง ฝ่ายผลิต 2 ผลิตซอส พริกแกง อาหารสำเร็จรูป ฝ่ายผลิต 3 ผลิตสินค้าอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ผักและผลไม้แช่แข็ง 2 หน่วยประสานงานและติดต่อลูกค้า เช่น ฝ่ายขาย และฝ่ายการตลาด เป็นต้น 3 หน่วยงานสนับสนุน เช่น ฝ่ายบัญชี ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เป็นต้น โจทก์ทั้งสิบเจ็ดเคยเป็นลูกจ้างจำเลยในฝ่ายผลิต 3 โดยมีวันเริ่มทำงาน ตำแหน่งงานและค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน เมื่อประมาณปลายปี 2562 เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ที่เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2563 พบการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย ในขณะนั้นยังไม่มียารักษาโรคหรือวัคซีนป้องกันโรค ทำให้มีแนวโน้มการแพร่ระบาดที่รุนแรง เดือนมีนาคม 2563 รัฐบาลกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมยับยั้งการแพร่ระบาด ทั้งจำกัดการเดินทางเข้าราชอาณาจักร ปิดสถานบริการหรือสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด รวมถึงร้านอาหาร และออกข้อกำหนดห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในเวลากลางคืนในบางพื้นที่ บางช่วง และบางเวลา ฝ่ายบริหารของจำเลยประชุมและกำหนดแนวทางปฏิบัติในช่วงวิกฤติดังกล่าวหลายประการ โดยงดรับลูกจ้างใหม่และงดทำงานล่วงเวลาเพื่อลดค่าใช้จ่าย ปรับโครงสร้างองค์กรของจำเลยโดยปรับลดลูกจ้างในหน่วยประสานงานและติดต่อลูกค้า 18 คน ในเดือนมีนาคม 2563 ปรับลดลูกจ้างในหน่วยงานสนับสนุน 22 คน ในเดือนเมษายน 2563 และปรับลดลูกจ้างในหน่วยงานผลิตสินค้า ฝ่ายผลิต 3 ผลิตสินค้าอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ผักและผลไม้แช่แข็ง ซึ่งมีผลประกอบการขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาจากลูกจ้างที่สมัครใจลาออก ความซ้ำซ้อนของหน้าที่และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ระเบียบวินัยในการทำงานและประวัติการถูกลงโทษ ลูกจ้างที่เข้าใหม่ยังไม่พ้นระยะเวลาทดลองงานหรือมีอายุงานน้อย และลูกจ้างที่มีภาวะความเสี่ยงต่อผลกระทบจากโรคสูง ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2563 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 17 มีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 และวันที่ 30 เมษายน 2563 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 (ที่ถูก โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16) มีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า ผลประกอบการของฝ่ายผลิต 3 ยังไม่ตกอยู่ในภาวะขาดทุนด้วยเหตุที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 หลักเกณฑ์ที่จำเลยใช้พิจารณาปรับลดตำแหน่งและจำนวนลูกจ้างมุ่งเน้นไปที่ฝ่ายผลิต 3 เป็นการเฉพาะกลุ่ม ถือว่าจำเลยเลือกปฏิบัติ ไม่เพิ่มทางเลือกและเปิดโอกาสให้แก่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดที่จะไม่ต้องถูกเลิกจ้าง จึงไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสิบเจ็ด กิจการของจำเลยไม่ได้ขาดทุนถึงขั้นวิกฤติ ปี 2563 จำเลยมีกำไร 451,300,146 บาท แสดงถึงฐานะความมั่นคงของกิจการจำเลย การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดจึงยังไม่มีเหตุอันสมควรและเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ฝ่ายผลิต 3 มีผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่องมานับสิบปี และเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ในปี 2559 แสดงว่าก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จำเลยจะอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อเลิกจ้างลูกจ้างในฝ่ายผลิต 3 ก็สามารถกระทำได้ แม้ภายหลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แล้ว ผลประกอบการของฝ่ายผลิต 3 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ยังคงขาดทุนอยู่เช่นเคย พฤติการณ์เช่นนี้จึงยังมีเหตุที่จำเลยจะเลิกจ้างลูกจ้างในฝ่ายผลิต 3 ได้ จำเลยได้พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนแล้ว เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดยังรุนแรง ส่งผลให้กิจการของจำเลยขาดทุนต่อไป การลดจำนวนลูกจ้างในฝ่ายผลิต 3 จึงเป็นความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาของกิจการในส่วนที่ขาดทุน เป็นดุลพินิจโดยชอบในการบริหารงานของจำเลย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสิบเจ็ด การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดจึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดมีว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และโจทก์ทั้งสิบเจ็ดมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างโดยอ้างเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการ ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าการเลิกจ้างดังกล่าวจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห่งการเลิกจ้างตามที่นายจ้างกล่าวอ้างจริง สาเหตุนั้นสมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังจะต้องพิจารณาด้วยว่านายจ้างได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้าง รวมทั้งมีกระบวนการคัดเลือกลูกจ้างที่ต้องออกจากงานอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ ประกอบกันด้วย สำหรับปัญหาว่าจำเลยมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ และสาเหตุดังกล่าวสมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยมีโครงสร้างองค์กร แบ่งหน่วยงานผลิตสินค้าออกเป็น 3 ฝ่าย ฝ่ายผลิต 1 และฝ่ายผลิต 2 ของจำเลย ผลประกอบการมีกำไร แต่ฝ่ายผลิต 3 ซึ่งเป็นฝ่ายผลิตสินค้าอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ผักและผลไม้แช่แข็ง ที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดทำงานอยู่ มีผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่องมานานนับสิบปี และมีผลประกอบการขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 4 ปี ย้อนหลังก่อนมีการเลิกจ้างคดีนี้ โดยปี 2559 ขาดทุน 2,257,902 บาท คิดเป็นร้อยละ 0.5 ของยอดจำหน่ายสินค้า ปี 2560 ขาดทุน 10,851,518 บาท คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของยอดจำหน่ายสินค้า ปี 2561 ขาดทุน 21,419,971 บาท คิดเป็นร้อยละ 4.9 ของยอดจำหน่ายสินค้า และปี 2562 ขาดทุน 30,546,274 บาท คิดเป็นร้อยละ 7.3 ของยอดจำหน่ายสินค้า ส่วนปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เลิกจ้าง ขาดทุน 18,609,922 บาท คิดเป็นร้อยละ 5.5 ของยอดจำหน่ายสินค้า แม้ในปี 2563 ภายหลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แล้ว ผลประกอบการของฝ่ายผลิต 3 จะขาดทุนลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับผลประกอบการในปี 2562 แต่ก็เห็นได้ว่าฝ่ายผลิต 3 ยังมีสถานะขาดทุนต่อเนื่องอยู่เช่นเดิม โดยมียอดขายลดลงอย่างมาก และการขาดทุนในอัตราส่วนที่ลดลงบ้างดังกล่าวก็ยังไม่มีนัยสำคัญหรือบ่งชี้ว่าการดำเนินงานของฝ่ายผลิต 3 จะสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยช่วงเดือนมกราคม 2563 ยังไม่มียารักษาโรคหรือวัคซีนป้องกันโรคได้ แนวโน้มของการแพร่ระบาดจึงรุนแรงจนรัฐบาลต้องกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อดังกล่าว ถึงขั้นปิดสถานบริการหรือสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค และแม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการที่เข้มงวด แต่ก็ปรากฏว่ามีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น สาเหตุที่จำเลยหยิบยกขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ด โดยอ้างว่าสืบเนื่องมาจากกิจการของจำเลยประสบปัญหาการดำเนินงานและปริมาณงานของแผนกลดน้อยลงเป็นอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จำเป็นต้องปรับปรุงหน่วยงานของจำเลยเพื่อความอยู่รอดขององค์กร จึงเป็นสาเหตุที่มีอยู่จริง และแม้ขณะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ด กิจการทั้งหมดของจำเลยยังมีกำไร ไม่ได้มีผลประกอบการขาดทุนก็ตาม แต่ในฝ่ายผลิต 3 ที่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดทำงานอยู่มีผลประกอบการขาดทุนในแต่ละปีเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี ประกอบกับในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ประเทศไทยยังประสบกับภาวะวิกฤติด้านสาธารณสุขจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ยอดคำสั่งซื้อสินค้าลดน้อยลง และยังไม่เป็นการแน่นอนว่าวิกฤติการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเพียงใดและจะยุติจบสิ้นลงเมื่อใด หากจำเลยไม่ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อปรับปรุงแก้ไขฝ่ายผลิต 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนให้ดีขึ้นแล้ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการโดยรวมของจำเลยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งอาจทำให้กิจการทั้งหมดของจำเลยมีผลกำไรลดน้อยลงหรือถึงกับขาดทุนได้ ดังนั้น การที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างดำเนินการปรับปรุงหน่วยงานฝ่ายผลิต 3 โดยลดจำนวนลูกจ้างที่ทำงานในหน่วยงานดังกล่าวให้น้อยลง เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรให้เหมาะสมกับปริมาณงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในหน่วยงานผลิตที่เป็นปัญหา จึงเป็นอำนาจจัดการของนายจ้างที่สามารถทำได้ ภายใต้การประกอบการค้าเสรีและตามสภาวะการแข่งขันในทางธุรกิจ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างในฝ่ายผลิต 3 เพราะสาเหตุดังกล่าว จึงนับได้ว่ามีเหตุผลที่สมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยได้ใช้มาตรการแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้าง รวมทั้งมีกระบวนการคัดเลือกลูกจ้างออกจากงานอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนเลิกจ้างคดีนี้ จำเลยมอบหมายให้หัวหน้างานของแต่ละแผนกไปแจ้งลูกจ้างให้ทราบถึงสถานการณ์ของจำเลยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และจำเลยมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อประคับประคองกิจการในภาพรวม เช่น การปรับลดลูกจ้างในหน่วยประสานงานและติดต่อลูกค้า หน่วยงานสนับสนุน และหน่วยงานผลิตสินค้า ฯลฯ ลดการทำงานล่วงเวลา ไม่จ้างลูกจ้างใหม่เพิ่ม เป็นต้น ทั้งจำเลยยังได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกลูกจ้างที่จำเลยจะเลิกสัญญา ได้แก่ การพิจารณาลูกจ้างที่สมัครใจลาออกก่อน การพิจารณาความซ้ำซ้อนของหน้าที่ในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงาน การพิจารณาลูกจ้างที่ถูกดำเนินการทางวินัย การพิจารณาลูกจ้างที่อายุงานน้อยหรือลูกจ้างที่เข้าใหม่ การพิจารณาลูกจ้างที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากการติดเชื้อโรคโควิด 19 สูง และการพิจารณาลูกจ้างที่มีผลการทำงานและความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะทำงานกับจำเลยต่อไป เพื่อให้อัตรากำลังเหมาะสมกับปริมาณงาน แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้พยายามดำเนินการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้างอย่างเป็นขั้นตอน รวมทั้งมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้างอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ยังรุนแรง และส่งผลต่อกิจการของจำเลย ฝ่ายผลิต 3 ของจำเลยยังคงขาดทุนอย่างต่อเนื่อง การที่จำเลยปรับองค์กรและลดจำนวนลูกจ้าง โดยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดซึ่งทำงานในหน่วยงานที่ประสบปัญหาตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว บ่งชี้ว่าจำเลยเลิกจ้างเนื่องจากความจำเป็นด้านการจัดการ ไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ด ดังนั้น เมื่อจำเลยมีเหตุแห่งการเลิกจ้าง และสาเหตุดังกล่าวสมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้าง รวมทั้งจำเลยได้ใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้าง ตลอดจนใช้กระบวนการคัดเลือกลูกจ้างที่ถูกออกจากงานซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสิบเจ็ดอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเจ็ด จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 โจทก์ทั้งสิบเจ็ดไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสิบเจ็ดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ค. กับพวก
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
จำแลง กุลเจริญ
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3118/2567
#712235
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นโรงเรียนเอกชนในระบบและเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน และเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 24 เมื่อ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนในระบบมีฐานะเป็นผู้แทนของโรงเรียน และการดำเนินกิจการของโรงเรียน ให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริหารเพื่อบริหารกิจการโรงเรียนโดยที่ไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก ดังนั้น จึงต้องบังคับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 คดีนี้โจทก์เป็นครูโรงเรียนเอกชนและเป็นลูกจ้างฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะโรงเรียนเอกชนและเป็นนายจ้าง และฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งจำเลยที่ 1 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 130,500 บาท ค่าชดเชย 432,000 บาท และค่าเสียโอกาสในการทำงานของโจทก์ 324,000 บาท รวมเป็นเงิน 886,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันหรือแทนกันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชย 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 กรกฎาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย 324,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชน ประเภทโรงเรียนสามัญศึกษา จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งข้อมูลโรงเรียน โจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งสุดท้ายของโจทก์เป็นครูต่างชาติ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้กระทำความผิดและมิได้ลาออกโดยสมัครใจ โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงวันเลิกจ้างเดือนมีนาคม 2564 ติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 8 เดือน ของค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 54,000 บาท ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 32 (4) เป็นเงิน 432,000 บาท ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญและครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 32 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยแก่ครู จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 เมื่อจำเลยที่ 2 กระทำการไปภายในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 1 อนุมัติให้โจทก์เข้าเริ่มงานวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 เป็นวันที่บรรจุเข้าทำการสอน มิใช่วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 เมื่อนับระยะเวลาถึงวันเลิกสัญญาวันที่ 15 มีนาคม 2564 ติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี จำเลยทั้งสองต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 6 เดือน ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย เป็นเงิน 324,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนนิติบุคคลของโรงเรียนจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำภายในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นโรงเรียนเอกชนในระบบและเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน และเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 24 เมื่อพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนในระบบมีฐานะเป็นผู้แทนของโรงเรียน และการดำเนินกิจการของโรงเรียน ให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริหารเพื่อบริหารกิจการโรงเรียนโดยที่ไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก ดังนั้น จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 คดีนี้โจทก์เป็นครูโรงเรียนเอกชนและเป็นลูกจ้างฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะโรงเรียนเอกชนและเป็นนายจ้าง และฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งจำเลยที่ 1 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 ที่ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยต่อโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 820
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — โรงเรียน ป.กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 -
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ -
ชื่อองค์คณะ
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
จำแลง กุลเจริญ
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2567
#707430
เปิดฉบับเต็ม

กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 เป็นบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองการทำงานแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยกำหนดให้สิทธิแก่ผู้ปฏิบัติงานที่จะเลือกว่าประสงค์จะอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันหรือไม่ กฎกระทรวงดังกล่าวหาใช่บทบังคับที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องนำอุทธรณ์หรือนำข้อร้องทุกข์เข้าสู่ขั้นตอนการอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ในทุกกรณีไม่ และหาใช่บทบังคับที่ผู้ปฏิบัติงานต้องปฏิบัติก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ต้องร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้ โดยไม่ต้องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. ก่อน

กฎกระทรวงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว หากผู้ปฏิบัติงานเลือกจะใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่สามารถใช้สิทธิทั้งสองทางพร้อมกันได้ การที่ผู้ปฏิบัติงานเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานย่อมเท่ากับเป็นการสละสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันอยู่ในตัว

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 17 ธันวาคม 2563 จึงต้องถือว่าโจทก์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยด้วยการฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และสละสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันมหาวิทยาลัย อ. ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 แล้ว เมื่อปรากฏว่าต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยอีก ทั้งที่คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์จึงไม่มีผลให้อำนาจฟ้องที่โจทก์มีอยู่แล้วในขณะยื่นฟ้องสิ้นไป การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้ก่อนที่โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. การฟ้องคดีนี้จึงไม่ใช่การใช้สิทธิซ้ำซ้อนกัน โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 537,000 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 73,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 3,544,200 บาท ค่าเสียหายจากการผิดสัญญา 14,337,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งอาจารย์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,700 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2563 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 คณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนที่แต่งตั้งตามคำสั่งมหาวิทยาลัย อ. ที่ 197/2563 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2563 แล้ววินิจฉัยว่า ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ข้อ 30 (5) กำหนดให้คณะกรรมการคุ้มครองมีคำวินิจฉัยและส่งคำวินิจฉัยให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ หากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือตามกฎกระทรวง ให้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัย กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขขั้นตอนเกี่ยวกับสิทธิในการอุทธรณ์และการฟ้องคดีต่อศาลแรงงานไว้แล้ว เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้สถาบันปฏิบัติตามกฎหมายได้ทั้งสองทาง โดยการยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานหรือยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบัน เมื่อเลือกใช้สิทธิทางใดแล้วต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่สามารถใช้สิทธิทั้งสองทางไปพร้อมกันได้ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 แล้วยังใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ด้วย จึงเป็นการใช้สิทธิทั้งสองทางในเวลาเดียวกัน เป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อน ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ที่กำหนดขั้นตอนการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายไว้ แม้โจทก์จะนำคดีนี้มาฟ้องก่อนวันที่ยื่นอุทธรณ์ ก็ต้องถือว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้ดำเนินการไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดบังคับให้ต้องใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ก่อนจึงจะนำคดีมาสู่ศาลแรงงานได้ กฎกระทรวงดังกล่าวนั้นเป็นกระบวนการทางเลือก โดยหากผู้ปฏิบัติงานเลือกดำเนินการในทางยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองแล้วก็จะต้องดำเนินการไปจนเสร็จสิ้น จึงมีลักษณะกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งระหว่างใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองก็ได้แต่เพียงทางเดียว นอกจากนี้ การใช้สิทธิซ้ำซ้อนจะต้องเป็นการใช้สิทธิอย่างเดียวกันอีกครั้งหนึ่งหรือหลาย ๆ ครั้ง ดังนั้น เมื่อโจทก์แสดงในคำฟ้องว่าจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาการว่าจ้างเข้าเป็นผู้สอนประจำโดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิด ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นการที่โจทก์เลือกใช้สิทธิดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน แม้โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. ในวันถัดมา กรณีต้องถือว่า ณ วันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง ไม่มีอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. อันจะเป็นการใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางและซ้ำซ้อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้ หลังจากยื่นฟ้องเพียงหนึ่งวันโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องซ้ำซ้อนกัน อันจะทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งกิจการของจำเลยไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ 2546 แต่การคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานของจำเลยย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 23 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ข้อ 19 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่สถาบันบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ให้ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับแจ้งการบอกเลิกสัญญาจ้าง กับข้อ 23 กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิร้องทุกข์ในเรื่องเกี่ยวกับการทำงานหรือการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อคณะกรรมการคุ้มครอง และข้อ 30 (5) กำหนดให้คณะกรรมการคุ้มครองมีคำวินิจฉัยและส่งคำวินิจฉัยให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์หรือเรื่องร้องทุกข์ หากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือตามกฎกระทรวง ให้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัย กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองการทำงานแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยกำหนดให้สิทธิแก่ผู้ปฏิบัติงานที่จะเลือกว่าประสงค์จะอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันหรือไม่ กฎกระทรวงดังกล่าวหาใช่บทบังคับที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องนำอุทธรณ์หรือนำข้อร้องทุกข์เข้าสู่ขั้นตอนการอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ในทุกกรณีไม่ และหาใช่บทบังคับที่ผู้ปฏิบัติงานต้องปฏิบัติก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ต้องร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้ โดยไม่ต้องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. ก่อนตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ข้อ 19 และข้อ 23 ประกอบข้อ 30 หรือต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว กล่าวคือ ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นปฏิบัติตามกฎหมายได้ 2 ทาง คือ (1) ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 หรือ (2) ยื่นอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบัน ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 โดยข้อ 30 (5) ของกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันมีคำวินิจฉัยแล้ว หากคู?กรณีฝ?ายหนึ่งฝ่ายใดไม?พอใจคําวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ?มครองที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือตามกฎกระทรวง ให้นําคดีขึ้นสู?ศาลแรงงานได?ภายในเก?าสิบวันนับแต?วันที่ได้รับคําวินิจฉัย ดังนี้ ภายหลังจากคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันมีคำวินิจฉัยแล้ว หากผู้ปฏิบัติงานไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันนั้น ก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้พิจารณาทบทวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันนั้นได้อีก ดังนั้น หากผู้ปฏิบัติงานเลือกจะใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่สามารถใช้สิทธิทั้งสองทางพร้อมกันได้ การที่ผู้ปฏิบัติงานเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานย่อมเท่ากับเป็นการสละสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันอยู่ในตัว เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย อันเป็นการฟ้องโดยอาศัยมูลฐานความรับผิดตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 สัญญาจ้างแรงงาน และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จึงต้องถือว่าโจทก์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยด้วยการฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และสละสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันมหาวิทยาลัย อ. ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 แล้ว เมื่อปรากฏว่าต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยอีก ทั้งที่คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์จึงไม่มีผลให้อำนาจฟ้องที่โจทก์มีอยู่แล้วในขณะยื่นฟ้องสิ้นไป การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้ก่อนที่โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. การฟ้องคดีนี้จึงไม่ใช่การใช้สิทธิซ้ำซ้อนกัน โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ม. 23 วรรคหนึ่ง ม. 23 วรรคสอง
กฎกระทรวง ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — มหาวิทยาลัย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจิตรภาณี นราวีรวุฒิ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายไพรัช โปร่งแสง
ชื่อองค์คณะ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
จำแลง กุลเจริญ
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2567
#717470
เปิดฉบับเต็ม

กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 เป็นบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองการทำงานแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยกำหนดให้สิทธิแก่ผู้ปฏิบัติงานที่จะเลือกว่าประสงค์จะอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันหรือไม่ ข้อ 19 วรรคสอง ข้อ 23 และข้อ 30 (5) แห่งกฎกระทรวงดังกล่าวหาใช่บทบังคับที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องนำอุทธรณ์หรือนำข้อร้องทุกข์เข้าสู่ขั้นตอนการอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ในทุกกรณีไม่ และหาใช่บทบังคับที่ผู้ปฏิบัติงานต้องปฏิบัติก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ต้องร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้ โดยไม่ต้องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. ก่อน

กฎกระทรวงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว หากผู้ปฏิบัติงานเลือกจะใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่สามารถใช้สิทธิทั้งสองทางพร้อมกันได้

เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยอีก ทั้งที่คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์จึงไม่มีผลให้อำนาจฟ้องที่โจทก์มีอยู่แล้วในขณะยื่นฟ้องสิ้นไป การฟ้องคดีนี้จึงไม่ใช่การใช้สิทธิซ้ำซ้อนกัน โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 537,000 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 73,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 3,544,200 บาท ค่าเสียหายจากการผิดสัญญา 14,337,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งอาจารย์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,700 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2563 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 คณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนที่แต่งตั้งตามคำสั่งมหาวิทยาลัย อ. ที่ 197/2563 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2563 แล้ววินิจฉัยว่า ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ข้อ 30 (5) กำหนดให้คณะกรรมการคุ้มครองมีคำวินิจฉัยและส่งคำวินิจฉัยให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ หากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือตามกฎกระทรวง ให้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัย กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขขั้นตอนเกี่ยวกับสิทธิในการอุทธรณ์และการฟ้องคดีต่อศาลแรงงานไว้แล้ว เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้สถาบันปฏิบัติตามกฎหมายได้ทั้งสองทาง โดยการยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานหรือยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบัน เมื่อเลือกใช้สิทธิทางใดแล้วต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่สามารถใช้สิทธิทั้งสองทางไปพร้อมกันได้ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 แล้วยังใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ด้วย จึงเป็นการใช้สิทธิทั้งสองทางในเวลาเดียวกัน เป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อน ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ที่กำหนดขั้นตอนการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายไว้ แม้โจทก์จะนำคดีนี้มาฟ้องก่อนวันที่ยื่นอุทธรณ์ ก็ต้องถือว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้ดำเนินการไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดบังคับให้ต้องใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ก่อนจึงจะนำคดีมาสู่ศาลแรงงานได้ กฎกระทรวงดังกล่าวนั้นเป็นกระบวนการทางเลือก โดยหากผู้ปฏิบัติงานเลือกดำเนินการในทางยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองแล้วก็จะต้องดำเนินการไปจนเสร็จสิ้น จึงมีลักษณะกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งระหว่างใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองก็ได้แต่เพียงทางเดียว นอกจากนี้ การใช้สิทธิซ้ำซ้อนจะต้องเป็นการใช้สิทธิอย่างเดียวกันอีกครั้งหนึ่งหรือหลาย ๆ ครั้ง ดังนั้น เมื่อโจทก์แสดงในคำฟ้องว่าจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาการว่าจ้างเข้าเป็นผู้สอนประจำโดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิด ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นการที่โจทก์เลือกใช้สิทธิดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน แม้โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. ในวันถัดมา กรณีต้องถือว่า ณ วันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง ไม่มีอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. อันจะเป็นการใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางและซ้ำซ้อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้ หลังจากยื่นฟ้องเพียงหนึ่งวันโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องซ้ำซ้อนกัน อันจะทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งกิจการของจำเลยไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แต่การคุ้มครองการทำงาน และผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานของจำเลยย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 23 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ข้อ 19 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่สถาบันบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ให้ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับแจ้งการบอกเลิกสัญญาจ้าง กับข้อ 23 กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิร้องทุกข์ในเรื่องเกี่ยวกับการทำงานหรือการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อคณะกรรมการคุ้มครอง และข้อ 30 (5) กำหนดให้คณะกรรมการคุ้มครองมีคำวินิจฉัยและส่งคำวินิจฉัยให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์หรือเรื่องร้องทุกข์ หากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือตามกฎกระทรวง ให้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัย กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองการทำงานแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยกำหนดให้สิทธิแก่ผู้ปฏิบัติงานที่จะเลือกว่าประสงค์จะอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันหรือไม่ กฎกระทรวงดังกล่าวหาใช่บทบังคับที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องนำอุทธรณ์หรือนำข้อร้องทุกข์เข้าสู่ขั้นตอนการอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ในทุกกรณีไม่ และหาใช่บทบังคับที่ผู้ปฏิบัติงานต้องปฏิบัติก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ต้องร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้ โดยไม่ต้องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. ก่อนตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ข้อ 19 และข้อ 23 ประกอบข้อ 30 หรือต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว กล่าวคือ ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้สิทธิเรียกร้องให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นปฏิบัติตามกฎหมายได้ 2 ทาง คือ (1) ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 หรือ (2) ยื่นอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบัน ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 โดยข้อ 30 (5) ของกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันมีคำวินิจฉัยแล้ว หากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจคําวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือตามกฎกระทรวง ให้นําคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคําวินิจฉัย ดังนี้ ภายหลังจากคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันมีคำวินิจฉัยแล้ว หากผู้ปฏิบัติงานไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันนั้น ก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้พิจารณาทบทวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันนั้นได้อีก ดังนั้น หากผู้ปฏิบัติงานเลือกจะใช้สิทธิทางใดแล้วก็ต้องดำเนินการในทางนั้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่สามารถใช้สิทธิทั้งสองทางพร้อมกันได้ การที่ผู้ปฏิบัติงานเลือกใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานย่อมเท่ากับเป็นการสละสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันอยู่ในตัว เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย อันเป็นการฟ้องโดยอาศัยมูลฐานความรับผิดตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 สัญญาจ้างแรงงาน และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จึงต้องถือว่าโจทก์เลือกใช้สิทธิที่จะดำเนินการต่อจำเลยด้วยการฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และสละสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำสถาบันมหาวิทยาลัย อ. ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 แล้ว เมื่อปรากฏว่าต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยอีก ทั้งที่คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์จึงไม่มีผลให้อำนาจฟ้องที่โจทก์มีอยู่แล้วในขณะยื่นฟ้องสิ้นไป การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้ก่อนที่โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย อ. การฟ้องคดีนี้จึงไม่ใช่การใช้สิทธิซ้ำซ้อนกัน โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคสอง ม. 49
กฎกระทรวง ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — มหาวิทยาลัย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
จำแลง กุลเจริญ
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2567
#706472
เปิดฉบับเต็ม

การที่คู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ระบุว่า "เกษียณอายุ พนักงานที่อายุครบห้าสิบห้าปี จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบเกษียณอายุ บริษัทอาจขยายเวลาการเกษียณอายุให้แก่พนักงานผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะทำความตกลงล่วงหน้ากับพนักงานผู้นั้นเป็นกรณีไปโดยรายละเอียดในสัญญาจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเพื่อความเหมาะสมต่อปี" ถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างได้กำหนดเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานหรือการสิ้นสุดการทำงานของลูกจ้างเนื่องจากการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์จึงครบเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ซึ่งการครบเกษียณอายุนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้การเกษียณอายุหรือการที่ลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากมีอายุครบตามเวลาที่กำหนดไว้ ถือเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของคำว่า "การเลิกจ้าง" ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้น หากลูกจ้างครบเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้และปรากฏว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงต้องถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุ นายจ้างจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 วรรคหนึ่ง และการนับอายุงานเพื่อจ่ายค่าชดเชยก็ต้องนับตั้งแต่วันเริ่มทำงานถึงวันครบเกษียณอายุ แต่หากเป็นกรณีที่ลูกจ้างครบเกษียณอายุแล้วนายจ้างยังให้ลูกจ้างทำงานต่อเนื่องไปโดยนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าชดเชย จะถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุหาได้ไม่ เพราะมิใช่กรณีที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง นายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในวันครบเกษียณอายุนั้น และหากต่อมานายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การนับอายุงานของลูกจ้างเพื่อจ่ายค่าชดเชยในกรณีเช่นนี้ก็ต้องนับอายุงานต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่นายจ้างเลิกจ้าง

โจทก์ครบกำหนดเกษียณอายุ 55 ปี แล้วโจทก์และจำเลยที่ 2 มีการตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อเนื่องไปโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย จึงไม่มีการกระทำใดของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันจะถือว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่เป็นวันครบกำหนดเกษียณอายุของโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้สิ้นสุดลง และมิใช่เป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่เพราะไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดอันเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงและตกลงทำสัญญาจ้างฉบับใหม่ หากแต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงขยายระยะเวลาเกษียณอายุสำหรับโจทก์ต่อไปเป็นการเฉพาะตามคู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่อย่างใด วันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยนับอายุงานตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์เริ่มทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง รวมเป็นระยะเวลาที่โจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 และบังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค้างจ่าย 2,782,155 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนค่าชดเชย โดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเพิ่มอีก 913,053 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งและตามที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ตำแหน่งผู้ควบคุมดูแลทางด้านการเงิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 304,351 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 30 ของเดือนหรือก่อนสิ้นเดือนหากวันที่ 30 ของเดือนเป็นวันหยุด จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าบำนาญ และค่าช่วยเหลือการศึกษาบุตร ให้แก่โจทก์เพื่อช่วยเหลือสวัสดิการ ไม่ใช่เป็นเงินที่จ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จำเลยที่ 2 กำหนดเรื่องการเลิกจ้างลูกจ้างโดยได้รับค่าชดเชยในคู่มือพนักงาน หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 โดยระบุว่า "เกษียณอายุ พนักงานที่อายุครบห้าสิบห้าปี จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบเกษียณอายุ บริษัทอาจขยายเวลาการเกษียณอายุให้แก่พนักงานผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะทำความตกลงล่วงหน้ากับพนักงานผู้นั้นเป็นกรณีไปโดยรายละเอียดในสัญญาจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเพื่อความเหมาะสมต่อปี" โจทก์มีอายุครบ 55 ปี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อไปแม้โจทก์อายุครบ 55 ปี แล้ว โดยไม่มีการเลิกจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุโดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โจทก์ได้รับค่าชดเชย 240 วัน เป็นเงิน 2,430,808 บาท กับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 3 เดือน เป็นเงิน 911,553 บาท จากจำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ครบถ้วน วันที่ 2 กันยายน 2563 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยที่จ่ายไม่ครบเฉพาะในส่วนค่าครองชีพที่เป็นค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว เป็นเงิน 4,174.25 บาท ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วแต่ยังคงทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อไป น่าเชื่อว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้มีการตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อไปเรื่อยมาจนมีการบอกเลิกการจ้างในภายหลัง ดังนั้น การนับอายุงานเพื่อคำนวณค่าชดเชยจึงต้องนับอายุงานตั้งแต่วันที่เข้าทำงานจนถึงวันที่สัญญาจ้างสิ้นผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เมื่อโจทก์ทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันในส่วนที่ขาดเฉพาะในส่วนของค่าครองชีพเท่านั้น และเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2560 จำเลยที่ 2 ไม่ได้บอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 โดยให้มีผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เป็นเวลา 30 วัน เป็นเงิน 304,351 บาท เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ 911,553 บาท แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์อีก ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงต้องเกษียณอายุตามที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันและนายจ้างกำหนดการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้แน่นอนแล้ว ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง สัญญาจ้างเดิมจึงสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องบอกกล่าว การที่โจทก์ยังคงทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมา เป็นการทำสัญญาจ้างขึ้นใหม่ ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิได้รับค่าชดเชยของโจทก์ที่มีอยู่ตามสัญญาจ้างเดิม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อเกษียณอายุครบ 55 ปี แต่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ต่อมาเมื่อถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างที่ทำขึ้นใหม่ ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันแล้ว โจทก์จึงได้รับค่าชดเชยสำหรับระยะเวลาการทำงานตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ครบถ้วนแล้ว ส่วนที่โจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ภายหลังครบเกษียณอายุถึงวันเลิกจ้างตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ถึงเดือนมิถุนายน 2563 เป็นกรณีที่โจทก์ทำงานติดต่อกับครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 (2) จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 304,351 บาท จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์อีก 913,053 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ได้รับอนุญาตว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนค่าชดเชย และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อีกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า การที่คู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ระบุว่า "เกษียณอายุ พนักงานที่อายุครบห้าสิบห้าปี จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบเกษียณอายุ บริษัทอาจขยายเวลาการเกษียณอายุให้แก่พนักงานผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะทำความตกลงล่วงหน้ากับพนักงานผู้นั้นเป็นกรณีไปโดยรายละเอียดในสัญญาจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเพื่อความเหมาะสมต่อปี" จึงถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างได้กำหนดเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานหรือการสิ้นสุดการทำงานของลูกจ้างเนื่องจากการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์จึงครบเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ซึ่งการครบเกษียณอายุนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 มาตรา 6 ได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไว้ว่า "การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง" มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง นี้เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้การเกษียณอายุหรือการที่ลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากมีอายุครบตามเวลาที่กำหนดไว้ ถือเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของคำว่า "การเลิกจ้าง" ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้น หากลูกจ้างครบเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้และปรากฏว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงต้องถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุ นายจ้างจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 วรรคหนึ่ง และการนับอายุงานเพื่อจ่ายค่าชดเชยก็ต้องนับตั้งแต่วันเริ่มทำงานถึงวันครบเกษียณอายุ แต่หากเป็นกรณีที่ลูกจ้างครบเกษียณอายุแล้ว นายจ้างยังให้ลูกจ้างทำงานต่อเนื่องไปโดยนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าชดเชย จะถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุหาได้ไม่ เพราะมิใช่กรณีที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง นายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในวันครบเกษียณอายุนั้น และหากต่อมานายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การนับอายุงานของลูกจ้างเพื่อจ่ายค่าชดเชยในกรณีเช่นนี้ก็ต้องนับอายุงานต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่นายจ้างเลิกจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่า เมื่อโจทก์ครบกำหนดเกษียณอายุ 55 ปีแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 2 มีการตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อเนื่องไป โดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย จึงไม่มีการกระทำใดของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันจะถือว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่เป็นวันครบกำหนดเกษียณอายุของโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้สิ้นสุดลง และมิใช่เป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่ เพราะไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดอันเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงและตกลงทำสัญญาจ้างฉบับใหม่ หากแต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงขยายระยะเวลาเกษียณอายุสำหรับโจทก์ต่อไปเป็นการเฉพาะ ตามคู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังเป็นยุติได้ความต่อมาว่า วันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยนับอายุงานตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์เริ่มทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง รวมเป็นระยะเวลาที่โจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4) เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์อีก ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนของค่าชดเชยจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวในส่วนของค่าชดเชยและให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนของค่าชดเชย และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคสอง ม. 118/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ค.
จำเลย — นางสาว อ. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางสาวเบญญา อยู่ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายอนุวัตร ขุนทอง
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
จำแลง กุลเจริญ
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2567
#717469
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้การเกษียณอายุหรือการที่ลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากมีอายุครบตามเวลาที่กำหนดไว้ ถือเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของคำว่า "การเลิกจ้าง" ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 วรรคสอง ดังนั้น หากลูกจ้างครบเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้และปรากฏว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงต้องถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุ นายจ้างจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 วรรคหนึ่ง

การที่คู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ระบุว่า "เกษียณอายุ พนักงานที่อายุครบห้าสิบห้าปี จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบเกษียณอายุ บริษัทอาจขยายเวลาการเกษียณอายุให้แก่พนักงานผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะทำความตกลงล่วงหน้ากับพนักงานผู้นั้นเป็นกรณีไปโดยรายละเอียดในสัญญาจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเพื่อความเหมาะสมต่อปี" จึงถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างได้กำหนดเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานหรือการสิ้นสุดการทำงานของลูกจ้างเนื่องจากการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์จึงครบเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เมื่อโจทก์ครบกำหนดเกษียณอายุ 55 ปีแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 2 มีการตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อเนื่องไปโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย จึงไม่มีการกระทำใดของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันจะถือว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่เป็นวันครบกำหนดเกษียณอายุของโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้สิ้นสุดลง และมิใช่เป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่เพราะไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดอันเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงและตกลงทำสัญญาจ้างฉบับใหม่หากแต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงขยายระยะเวลาเกษียณอายุสำหรับโจทก์ต่อไปเป็นการเฉพาะตามคู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่อย่างใด และการที่ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยนับอายุงานตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์เริ่มทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 และบังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค้างจ่าย 2,782,155 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนค่าชดเชย โดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเพิ่มอีก 913,053 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งและตามที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ตำแหน่งผู้ควบคุมดูแลทางด้านการเงินได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 304,351 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 30 ของเดือนหรือก่อนสิ้นเดือนหากวันที่ 30 ของเดือนเป็นวันหยุด จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าบำนาญ และค่าช่วยเหลือการศึกษาบุตรให้แก่โจทก์เพื่อช่วยเหลือสวัสดิการ ไม่ใช่เป็นเงินที่จ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จำเลยที่ 2 กำหนดเรื่องการเลิกจ้างลูกจ้างโดยได้รับค่าชดเชยในคู่มือพนักงาน หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 โดยระบุว่า "เกษียณอายุ พนักงานที่อายุครบห้าสิบห้าปี จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบเกษียณอายุ บริษัทอาจขยายเวลาการเกษียณอายุให้แก่พนักงานผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะทำความตกลงล่วงหน้ากับพนักงานผู้นั้นเป็นกรณีไปโดยรายละเอียดในสัญญาจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเพื่อความเหมาะสมต่อปี" โจทก์มีอายุครบ 55 ปี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อไปแม้โจทก์อายุครบ 55 ปี แล้ว โดยไม่มีการเลิกจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุโดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โจทก์ได้รับค่าชดเชย 240 วัน เป็นเงิน 2,430,808 บาท กับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 3 เดือน เป็นเงิน 911,553 บาท จากจำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ครบถ้วน วันที่ 2 กันยายน 2563 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยที่จ่ายไม่ครบเฉพาะในส่วนค่าครองชีพที่เป็นค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว เป็นเงิน 4,174.25 บาท ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วแต่ยังคงทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อไป น่าเชื่อว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้มีการตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อไปเรื่อยมาจนมีการบอกเลิกการจ้างในภายหลัง ดังนั้น การนับอายุงานเพื่อคำนวณค่าชดเชยจึงต้องนับอายุงานตั้งแต่วันที่เข้าทำงานจนถึงวันที่สัญญาจ้างสิ้นผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เมื่อโจทก์ทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันในส่วนที่ขาดเฉพาะในส่วนของค่าครองชีพเท่านั้น และเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2560 จำเลยที่ 2 ไม่ได้บอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 โดยให้มีผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เป็นเวลา 30 วัน เป็นเงิน 304,351 บาท เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ 911,553 บาท แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์อีก ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์จึงต้องเกษียณอายุตามที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันและนายจ้างกำหนดการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้แน่นอนแล้ว ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง สัญญาจ้างเดิมจึงสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องบอกกล่าว การที่โจทก์ยังคงทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมา เป็นการทำสัญญาจ้างขึ้นใหม่ ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิได้รับค่าชดเชยของโจทก์ที่มีอยู่ตามสัญญาจ้างเดิม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อเกษียณอายุครบ 55 ปี แต่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ต่อมาเมื่อถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างที่ทำขึ้นใหม่ ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันแล้วโจทก์จึงได้รับค่าชดเชยสำหรับระยะเวลาการทำงานตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ครบถ้วนแล้ว ส่วนที่โจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ภายหลังครบเกษียณอายุถึงวันเลิกจ้างตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ถึงเดือนมิถุนายน 2563 เป็นกรณีที่โจทก์ทำงานติดต่อกับครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 (2) จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 304,351 บาท จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์อีก 913,053 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ได้รับอนุญาตว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนค่าชดเชย และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อีกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า การที่คู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ระบุว่า "เกษียณอายุ พนักงานที่อายุครบห้าสิบห้าปี จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบเกษียณอายุ บริษัทอาจขยายเวลาการเกษียณอายุให้แก่พนักงานผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะทำความตกลงล่วงหน้ากับพนักงานผู้นั้นเป็นกรณีไปโดยรายละเอียดในสัญญาจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเพื่อความเหมาะสมต่อปี" จึงถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างได้กำหนดเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานหรือการสิ้นสุดการทำงานของลูกจ้างเนื่องจากการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์จึงครบเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ซึ่งการครบเกษียณอายุนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 มาตรา 6 ได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไว้ว่า "การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง" มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง นี้เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้การเกษียณอายุหรือการที่ลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากมีอายุครบตามเวลาที่กำหนดไว้ ถือเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของคำว่า "การเลิกจ้าง" ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้น หากลูกจ้างครบเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ และปรากฏว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงต้องถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุนายจ้างจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 วรรคหนึ่ง และการนับอายุงานเพื่อจ่ายค่าชดเชยก็ต้องนับตั้งแต่วันเริ่มทำงานถึงวันครบเกษียณอายุ แต่หากเป็นกรณีที่ลูกจ้างครบเกษียณอายุแล้ว นายจ้างยังให้ลูกจ้างทำงานต่อเนื่องไปโดยนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าชดเชย จะถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุหาได้ไม่ เพราะมิใช่กรณีที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง นายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในวันครบเกษียณอายุนั้น และหากต่อมานายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การนับอายุงานของลูกจ้างเพื่อจ่ายค่าชดเชยในกรณีเช่นนี้ก็ต้องนับอายุงานต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่นายจ้างเลิกจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่า เมื่อโจทก์ครบกำหนดเกษียณอายุ 55 ปีแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 2 มีการตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อเนื่องไป โดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย จึงไม่มีการกระทำใดของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันจะถือว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่เป็นวันครบกำหนดเกษียณอายุของโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้สิ้นสุดลง และมิใช่เป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่ เพราะไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดอันเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงและตกลงทำสัญญาจ้างฉบับใหม่หากแต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงขยายระยะเวลาเกษียณอายุสำหรับโจทก์ต่อไปเป็นการเฉพาะ ตามคู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังเป็นยุติได้ความต่อมาว่าวันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยนับอายุงานตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์เริ่มทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงรวมเป็นระยะเวลาที่โจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4) เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์อีก ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยองที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนของค่าชดเชยจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวในส่วนของค่าชดเชยและให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนของค่าชดเชย และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคหนึ่ง ม. 118 วรรคสอง ม. 118/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ค.
จำเลย — นางสาว อ. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
จำแลง กุลเจริญ
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3110 -ที่ 3113/2567
#706930
เปิดฉบับเต็ม

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้าง ซึ่งหากพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายดังกล่าว ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 และมาตรา 124 ส่วนกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องกล่าวหานายจ้างต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 124 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่ง ในกรณีที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้นายจ้างผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามที่เห็นสมควรตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 125 และมาตรา 41 (4) เห็นได้ว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 กำหนดการเยียวยาแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไว้แตกต่างกันและเป็นกฎหมายคนละฉบับ ลูกจ้างจึงมีสิทธินำเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปยื่นคำร้องทั้งต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนกัน

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น" ประกอบกับ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41 (4) บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้นายจ้างกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดใน 3 ประการ คือ สั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานก็ได้ หรือสั่งให้จ่ายค่าเสียหายก็ได้ หรือสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่เห็นสมควรก็ได้ หรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อาจจะสั่งพร้อมกันหลายประการก็ได้ ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสี่ได้รับค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้าง อันถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 2 อีกต่อไป และไม่ถือเอาประโยชน์ในส่วนของการขอให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสี่ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมของจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจตามมาตรา 41 (4) สั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ได้ ในการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 นั้น นอกจากโจทก์ทั้งสี่ขอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานแล้ว โจทก์ทั้งสี่ยังขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ โดยโจทก์ทั้งสี่ยังคงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ที่ให้ยกคำร้อง และขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่เช่นเดิมด้วย แสดงว่าโจทก์ทั้งสี่ยังติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมของจำเลยที่ 2 อยู่ โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ในส่วนของค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 102-106/2562 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2562 กับให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงาน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 6 คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกัน ศาลแรงงานภาค 6 เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงรับข้อเท็จจริงของคู่ความเพียงพอแก่การวินิจฉัย จึงให้งดสืบพยาน

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องรับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับร่วมกันว่า โจทก์ทั้งสี่เคยเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 โดยเป็นแรงงานสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานกับจำเลยที่ 2 ชั่วคราว ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน และได้รับการต่อใบอนุญาตทำงานโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้แจ้งความต้องการและดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก สาขาแม่สอด ตลอดมา จนกระทั่งครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสี่ และเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ก่อนเลิกจ้างเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562 โจทก์ทั้งสี่และลูกจ้างอื่นรวมตัวกันลงลายมือชื่อสนับสนุนยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 2 เพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ในชั้นพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานสามารถเจรจาตกลงกันได้ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างลงวันที่ 14 มีนาคม 2562 กำหนดเวลาใช้บังคับ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2562 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2563 เมื่อโจทก์ทั้งสี่ถูกเลิกจ้างแล้ว โจทก์ทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เพราะเหตุลงลายมือชื่อสนับสนุนการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและโจทก์ทั้งสี่ถูกเลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงาน และจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้อง ตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 102-106/2562 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2562 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกัน พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตาก ที่ 26/2563 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2563 โจทก์ทั้งสี่ได้รับค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยครบถ้วนแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงาน แต่โจทก์ทั้งสี่จะถือเอาประโยชน์จากคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงานซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันทั้งสองทางมิได้ เพราะเป็นการซ้ำซ้อนกัน เมื่อโจทก์ทั้งสี่รับค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานครบถ้วนแล้ว แสดงว่าโจทก์ทั้งสี่เลือกที่จะรับค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้างแทนการกลับเข้าทำงาน อันเป็นการเลือกถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่สละสิทธิไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกัน โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนและบังคับให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงานได้อีก ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสี่นำเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปยื่นคำร้องทั้งต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 และพนักงานตรวจแรงงาน ไม่ใช่การใช้สิทธิซ้ำซ้อน และไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่สละสิทธิหรือไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องรับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้าง ซึ่งหากพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายดังกล่าว ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 และมาตรา 124 ส่วนกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องกล่าวหานายจ้างต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 124 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่ง ในกรณีที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้นายจ้างผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 125 และมาตรา 41 (4) เห็นได้ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 กำหนดการเยียวยาแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไว้แตกต่างกันและเป็นกฎหมายคนละฉบับ ลูกจ้างจึงมีสิทธินำเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปยื่นคำร้องทั้งต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนกัน ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสี่และโจทก์ทั้งสี่ได้รับเงินดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ประสงค์ที่จะกลับเข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 ต่อไปและโจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น" ประกอบกับพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41 (4) บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้นายจ้างกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ประการ คือ สั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานก็ได้ หรือสั่งให้จ่ายค่าเสียหายก็ได้ หรือสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่เห็นสมควรก็ได้ หรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อาจจะสั่งพร้อมกันหลายประการก็ได้ ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสี่ได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้าง อันถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 2 อีกต่อไป และไม่ถือเอาประโยชน์ในส่วนของการขอให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสี่ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจตามมาตรา 41 (4) สั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ได้ ในการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 นั้น นอกจากโจทก์ทั้งสี่ขอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานแล้ว โจทก์ทั้งสี่ยังขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ โดยโจทก์ทั้งสี่ยังคงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ที่ให้ยกคำร้อง และขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่เช่นเดิมด้วย แสดงว่าโจทก์ทั้งสี่ยังติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมของจำเลยที่ 2 อยู่ โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ในส่วนของค่าเสียหาย ศาลแรงงานภาค 6 ชอบที่จะพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 7 ม. 123 ม. 124
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 41 (4) ม. 121 ม. 123 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว. กับพวก
จำเลย — คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายสมพร ฮี้เกษม
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายไพรัช โปร่งแสง
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3110 -ที่ 3113/2567
#710790
เปิดฉบับเต็ม

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้าง ซึ่งหากพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายดังกล่าว ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 และมาตรา 124 ส่วนกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องกล่าวหานายจ้างต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตาม มาตรา 124 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่ง ในกรณีที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้นายจ้างผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามที่เห็นสมควร ตามมาตรา 125 และมาตรา 41 (4) เห็นได้ว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 กำหนดการเยียวยาแก่ลูกเลิกจ้างไว้แตกต่างกันและกฎหมายคนละฉบับ ลูกจ้างจึงมีสิทธินำเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปยื่นคำร้องทั้งต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ 2 ที่ 102-106/2562 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2562 กับให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงาน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 6 คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกัน ศาลแรงงานภาค 6 เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงรับข้อเท็จจริงของคู่ความเพียงพอแก่การวินิจฉัย จึงให้งดสืบพยาน

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องรับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับร่วมกันว่า โจทก์ทั้งสี่เคยเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 โดยเป็นแรงงานสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานกับจำเลยที่ 2 ชั่วคราว ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน และได้รับการต่อใบอนุญาตทำงานโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้แจ้งความต้องการและดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก สาขาแม่สอด ตลอดมา จนกระทั่งครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสี่ และเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ก่อนเลิกจ้างเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562 โจทก์ทั้งสี่และลูกจ้างอื่นรวมตัวกันลงลายมือชื่อสนับสนุนยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 2 เพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ในชั้นพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานสามารถเจรจาตกลงกันได้ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างลงวันที่ 14 มีนาคม 2562 กำหนดเวลาใช้บังคับ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2562 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2563 เมื่อโจทก์ทั้งสี่ถูกเลิกจ้างแล้ว โจทก์ทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยที่ 2 ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เพราะเหตุลงลายมือชื่อสนับสนุนการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างและโจทก์ทั้งสี่ถูกเลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงาน และจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้อง ตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 102-106/2562 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2562 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 โจทก์ทั้งสี่ยังยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกัน พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตาก ที่ 26/2563 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2563 โจทก์ทั้งสี่ได้รับค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยครบถ้วนแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงาน แต่โจทก์ทั้งสี่จะถือเอาประโยชน์จากคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และพนักงานตรวจแรงงานซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันทั้งสองทางมิได้ เพราะเป็นการซ้ำซ้อนกัน เมื่อโจทก์ทั้งสี่รับค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานครบถ้วนแล้ว แสดงว่าโจทก์ทั้งสี่เลือกที่จะรับค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้างแทนการกลับเข้าทำงาน อันเป็นการเลือกถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่สละสิทธิไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกัน โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนและบังคับให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงานได้อีก ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสี่นำเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปยื่นคำร้องทั้งต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 และพนักงานตรวจแรงงาน ไม่ใช่การใช้สิทธิซ้ำซ้อน และไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่สละสิทธิหรือไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องรับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสี่เลือกที่จะรับค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้างแทนการกลับเข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 อันเป็นการเลือกถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่สละสิทธิไม่ถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ซึ่งมาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันแล้ว โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหายนับแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงานได้นั้น เห็นว่า กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้าง ซึ่งหากพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายดังกล่าว ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 และมาตรา 124 ส่วนกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องกล่าวหานายจ้างต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 124 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่ง ในกรณีที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้นายจ้างผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 125 และมาตรา 41 (4) เห็นได้ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 กำหนดการเยียวยาแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไว้แตกต่างกันและเป็นกฎหมายคนละฉบับ ลูกจ้างจึงมีสิทธินำเหตุแห่งการเลิกจ้างเดียวกันไปยื่นคำร้องทั้งต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิซ้ำซ้อนกัน ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสี่และโจทก์ทั้งสี่ได้รับเงินดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ประสงค์ที่จะกลับเข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 ต่อไปและโจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น" ประกอบกับพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41 (4) บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้นายจ้างกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ประการ คือ สั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานก็ได้ หรือสั่งให้จ่ายค่าเสียหายก็ได้ หรือสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่เห็นสมควรก็ได้ หรือคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์อาจจะสั่งพร้อมกันหลายประการก็ได้ ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสี่ได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้าง อันถือได้ว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยที่ 2 อีกต่อไป และไม่ถือเอาประโยชน์ในส่วนของการขอให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสี่ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจตามมาตรา 41 (4) สั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ได้ ในการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 นั้น นอกจากโจทก์ทั้งสี่ขอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งสี่กลับเข้าทำงานแล้ว โจทก์ทั้งสี่ยังขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ โดยโจทก์ทั้งสี่ยังคงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยที่ 1 ที่ให้ยกคำร้อง และขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่เช่นเดิมด้วย แสดงว่าโจทก์ทั้งสี่ยังติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมของจำเลยที่ 2 อยู่ โจทก์ทั้งสี่ยังคงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ในส่วนของค่าเสียหาย ศาลแรงงานภาค 6 ชอบที่จะพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม หรือไม่ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในศาลแรงงานประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลแรงงานภาค 6 ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และมาตรา 123 อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 7 ม. 123 ม. 124
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 41 (4) ม. 121 ม. 123 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว. กับพวก
จำเลย — คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3106 -ที่ 3109/2567
#706474
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์คุ้มครองนายจ้างที่ประสบเหตุการณ์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างรุนแรงจนถึงขั้นนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว และในทางเดียวกันก็มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน โดยตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานในระหว่างหยุดกิจการนั้น นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ยกเว้นแต่เหตุที่ทำให้นายจ้างหยุดกิจการนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง

จำเลยประกอบกิจการให้บริการเป็นตลาดกลางในการรับจองห้องพัก ที่พัก และโรงแรมในประเทศไทยทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อื่น ๆ โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เมื่อต้นปี 2563 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติใช้บริการจองที่พักทางออนไลน์กับจำเลยน้อยลง เป็นผลทำให้รายได้ของจำเลยลดลงจนถึงขนาดขาดทุนเป็นอย่างมาก อันสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลและหน่วยงานราชการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย โดยมีประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยห้ามอากาศยานขนส่งคนโดยสารทำการบินเข้ามายังท่าอากาศยานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 ทำให้กระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมโดยทั่วไป จำเลยจึงหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของจำเลย จนทำให้จำเลยไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาว่าเหตุที่ทำให้จำเลยหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเกิดจากเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระเงินตามมาตราดังกล่าวแก่ลูกจ้างด้วยหรือไม่นั้น แม้จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวใช้บริการกับจำเลยน้อยลง ทำให้รายได้ของจำเลยลดลงและต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างมากก็ตาม แต่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ดังกล่าวเป็นเพียงการก่อให้เกิดความยากลำบากแก่จำเลยในการดำเนินกิจการของตนต่อไปเท่านั้น มิได้ถึงขนาดเป็นอุปสรรคขัดขวางจนทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่อยู่ในภาวะและวิสัยที่จะประกอบธุรกิจต่อไปได้โดยสิ้นเชิงในขณะนั้น ดังนั้น การที่จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทั้งที่ยังสามารถประกอบกิจการต่อไปได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเพราะเหตุสุดวิสัย แต่ถือได้ว่าจำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ได้รับก่อนจำเลยหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่จำเลยไม่ได้ให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ทำงาน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ให้ศาลแรงงานมีอำนาจที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอได้ หากศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ดังนี้ แม้โจทก์ที่ 2 จะฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 โดยไม่ได้ฟ้องหรือแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้อ้างเหตุว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร แต่เมื่อศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ จึงให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ เดิมศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ ร. 2789/2563 หมายเลขแดงที่ ร. 3550/2563 คดีหมายเลขดำที่ ร. 794/2563 หมายเลขแดงที่ ร. 3551/2563 และคดีหมายเลขดำที่ ร. 2795/2563 หมายเลขแดงที่ ร. 3552/2563 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 และเรียกจำเลยทั้งเจ็ดสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 7 แก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่จำเลยรับทรัพย์ของจำเลยคืนจากโจทก์ทั้งเจ็ด และจ่ายเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทก์แต่ละคนได้รับก่อนจำเลยหยุดกิจการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2563 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แต่ละคนตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งเจ็ดสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ที่ 1 ที่ 6 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ดังกล่าวออกจากสารบบความ

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 แถลงรับว่า จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 แล้ว

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ไม่น้อยกว่าเดือนละ 24,750 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 ไม่น้อยกว่าเดือนละ 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 4 ไม่น้อยกว่าเดือนละ 38,458.50 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 5 ไม่น้อยกว่าเดือนละ 33,750 บาท และจ่ายเงินในเดือนสิงหาคม 2563 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ไม่น้อยกว่า 22,275 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 ไม่น้อยกว่า 54,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 4 ไม่น้อยกว่า 34,612.65 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 5 ไม่น้อยกว่า 30,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่จ่ายเงินดังกล่าวในแต่ละเดือนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังและที่คู่ความไม่โต้เถียงกันได้ความว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจให้บริการเป็นตลาดกลางเชื่อมต่อผู้ใช้บริการและอำนวยความสะดวกในการรับจองห้องพักหรือที่พักกับโรงแรมในประเทศไทยทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อื่น ๆ ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เคยเป็นลูกจ้างของโจทก์ มีระยะเวลาการทำงาน ตำแหน่งสุดท้ายและอัตราค่าจ้างตามฟ้องแต่ละสำนวน กำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน ลักษณะการทำงานของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะออกไปพบลูกค้านอกบริษัทเป็นส่วนใหญ่ เมื่อต้นปี 2563 เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ในประเทศไทย รัฐบาลและหน่วยงานราชการมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ โดยมีประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ห้ามอากาศยานขนส่งคนโดยสารทำการบินเข้ามายังท่าอากาศยานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 ทำให้กระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 จำเลยประชุมลูกจ้างทั้งหมดชี้แจงว่าจำเลยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ไม่สามารถเปิดทำการตามปกติได้ จำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 และเสนอเงื่อนไขให้ลูกจ้างรับเงินสนับสนุนช่วยเหลือในเดือนพฤษภาคม 2563 อัตราร้อยละ 40 ของค่าจ้าง และในเดือนมิถุนายน 2563 อัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้าง หรือลาออกแล้วรับเงินช่วยเหลือในเดือนพฤษภาคม 2563 อัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง วันที่ 28 เมษายน 2563 จำเลยแจ้งการหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 และหยุดกิจการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 แต่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ยังมาทำงานในวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2563 จำเลยเก็บอุปกรณ์การทำงานของจำเลยจากโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และไม่จ่ายค่าจ้างเดือนพฤษภาคม 2563 แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2563 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2563 จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 แล้ว และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเนื่องจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ถือว่าเป็นการหยุดกิจการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ได้รับก่อนจำเลยหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่จำเลยประกาศหยุดกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ส่วนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ไม่ปรากฏว่าเป็นเหตุขัดขวางมิให้จำเลยประกอบกิจการให้บริการจองที่พักออนไลน์ในงานส่วนใดอย่างสิ้นเชิง จำเลยยังสามารถประกอบกิจการได้ แม้ประสบภาวะขาดทุนอย่างมากเนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจนมีผลให้มีนักท่องเที่ยวใช้บริการจองที่พักทางออนไลน์กับจำเลยน้อยลง กรณีไม่ใช่การหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงต้องจ่ายเงินอัตราร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ได้รับก่อนหยุดกิจการให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2563 สำหรับเงินของเดือนพฤษภาคม 2563 ถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ต้องจ่ายทุกวันสิ้นเดือน ส่วนเดือนสิงหาคม 2563 ต้องจ่ายภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 เมื่อไม่จ่ายต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การหยุดกิจการของจำเลยเป็นการหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัย ซึ่งจำเลยไม่จำต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา 55 และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา 70 (1)" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์คุ้มครองนายจ้างที่ประสบเหตุการณ์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างรุนแรงจนถึงขั้นนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว และในทางเดียวกันก็มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน โดยตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานในระหว่างหยุดกิจการนั้น นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ยกเว้นแต่เหตุที่ทำให้นายจ้างหยุดกิจการนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง คดีนี้จำเลยประกอบกิจการให้บริการเป็นตลาดกลางในการรับจองห้องพัก ที่พัก และโรงแรมในประเทศไทยทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อื่น ๆ โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เมื่อต้นปี 2563 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติใช้บริการจองที่พักทางออนไลน์กับจำเลยน้อยลง เป็นผลทำให้รายได้ของจำเลยลดลงจนถึงขนาดขาดทุนเป็นอย่างมาก อันสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลและหน่วยงานราชการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย โดยมีประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยห้ามอากาศยานขนส่งคนโดยสารทำการบินเข้ามายังท่าอากาศยานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 ทำให้กระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมโดยทั่วไป จำเลยจึงหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของจำเลย จนทำให้จำเลยไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาว่าเหตุที่ทำให้จำเลยหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเกิดจากเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระเงินตามมาตราดังกล่าวแก่ลูกจ้างด้วยหรือไม่นั้น คดีนี้ แม้จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวใช้บริการกับจำเลยน้อยลง ทำให้รายได้ของจำเลยลดลงและต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างมากก็ตาม แต่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ดังกล่าวเป็นเพียงการก่อให้เกิดความยากลำบากแก่จำเลยในการดำเนินกิจการของตนต่อไปเท่านั้น มิได้ถึงขนาดเป็นอุปสรรคขัดขวางจนทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่อยู่ในภาวะและวิสัยที่จะประกอบธุรกิจต่อไปได้โดยสิ้นเชิงในขณะนั้น ดังนั้น การที่จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทั้งที่ยังสามารถประกอบกิจการต่อไปได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเพราะเหตุสุดวิสัยที่จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธไม่จ่ายเงินในระหว่างหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวให้แก่ลูกจ้างได้ แต่ถือได้ว่าจำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ได้รับก่อนจำเลยหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่จำเลยไม่ได้ให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ทำงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยไม่ฟังขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลแรงงานมีอำนาจที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอได้ หากศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ดังนี้ แม้โจทก์ที่ 2 จะฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 โดยไม่ได้ฟ้องหรือแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้อ้างเหตุว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร แต่เมื่อศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ จึงให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ช. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจิตรภาณี นราวีรวุฒิ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางสิริพร เปรมาสวัสดิ์ สุรมณี
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3106 -ที่ 3109/2567
#712234
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์คุ้มครองนายจ้างที่ประสบเหตุการณ์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างรุนแรงจนถึงขั้นนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว และในทางเดียวกันก็มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้ จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน โดยตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานในระหว่างหยุดกิจการนั้น นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ยกเว้นแต่เหตุที่ทำให้นายจ้างหยุดกิจการนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง

จำเลยประกอบกิจการให้บริการเป็นตลาดกลางในการรับจองห้องพัก ที่พัก และโรงแรมในประเทศไทยทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อื่น ๆ โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เมื่อต้นปี 2563 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติใช้บริการจองที่พักทางออนไลน์กับจำเลยน้อยลง เป็นผลทำให้รายได้ของจำเลยลดลงจนถึงขนาดขาดทุนเป็นอย่างมาก อันสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลและหน่วยงานราชการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย โดยมีประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยห้ามอากาศยานขนส่งคนโดยสารทำการบินเข้ามายังท่าอากาศยานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 ทำให้กระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมโดยทั่วไป จำเลยจึงหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของจำเลย จนทำให้จำเลยไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาว่าเหตุที่ทำให้จำเลยหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเกิดจากเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระเงินตามมาตราดังกล่าวแก่ลูกจ้างด้วยหรือไม่นั้น แม้จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวใช้บริการกับจำเลยน้อยลง ทำให้รายได้ของจำเลยลดลงและต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างมากก็ตาม แต่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ดังกล่าวเป็นเพียงการก่อให้เกิดความยากลำบากแก่จำเลยในการดำเนินกิจการของตนต่อไปเท่านั้น มิได้ถึงขนาดเป็นอุปสรรคขัดขวางจนทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่อยู่ในภาวะและวิสัยที่จะประกอบธุรกิจต่อไปได้โดยสิ้นเชิงในขณะนั้น ดังนั้น การที่จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทั้งที่ยังสามารถประกอบกิจการต่อไปได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเพราะเหตุสุดวิสัย แต่ถือได้ว่าจำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ได้รับก่อนจำเลยหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่จำเลยไม่ได้ให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ทำงาน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ให้ศาลแรงงานมีอำนาจที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอได้ หากศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ดังนี้ แม้โจทก์ที่ 2 จะฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 โดยไม่ได้ฟ้องหรือแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้อ้างเหตุว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร แต่เมื่อศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ จึงให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 7 แก้ไขคำฟ้องในทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่จำเลยรับทรัพย์ของจำเลยคืนจากโจทก์ทั้งเจ็ด และจ่ายเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทก์แต่ละคนได้รับก่อนจำเลยหยุดกิจการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2563 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แต่ละคนตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งเจ็ดสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ที่ 1 ที่ 6 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ดังกล่าวออกจากสารบบความ

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 แถลงรับว่า จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 แล้ว

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ไม่น้อยกว่าเดือนละ 24,750 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 ไม่น้อยกว่าเดือนละ 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 4 ไม่น้อยกว่าเดือนละ 38,458.50 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 5 ไม่น้อยกว่าเดือนละ 33,750 บาท และจ่ายเงินในเดือนสิงหาคม 2563 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ไม่น้อยกว่า 22,275 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 ไม่น้อยกว่า 54,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 4 ไม่น้อยกว่า34,612.65 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 5 ไม่น้อยกว่า 30,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่จ่ายเงินดังกล่าวในแต่ละเดือนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังและที่คู่ความไม่โต้เถียงกันได้ความว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจให้บริการเป็นตลาดกลางเชื่อมต่อผู้ใช้บริการและอำนวยความสะดวกในการรับจองห้องพักหรือที่พักกับโรงแรมในประเทศไทยทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อื่น ๆ ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย มีระยะเวลาการทำงาน ตำแหน่งสุดท้ายและอัตราค่าจ้างตามฟ้องแต่ละสำนวน กำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน ลักษณะการทำงานของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะออกไปพบลูกค้านอกบริษัทเป็นส่วนใหญ่ เมื่อต้นปี 2563 เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ในประเทศไทย รัฐบาลและหน่วยงานราชการมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ โดยมีประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ห้ามอากาศยานขนส่งคนโดยสารทำการบินเข้ามายังท่าอากาศยานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 ทำให้กระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 จำเลยประชุมลูกจ้างทั้งหมดชี้แจงว่าจำเลยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ไม่สามารถเปิดทำการตามปกติได้ จำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 และเสนอเงื่อนไขให้ลูกจ้างรับเงินสนับสนุนช่วยเหลือในเดือนพฤษภาคม 2563 อัตราร้อยละ 40 ของค่าจ้างและในเดือนมิถุนายน 2563 อัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้าง หรือลาออกแล้วรับเงินช่วยเหลือในเดือนพฤษภาคม 2563 อัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง วันที่ 28 เมษายน 2563 จำเลยแจ้งการหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 และหยุดกิจการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 แต่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ยังมาทำงานในวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2563 จำเลยเก็บอุปกรณ์การทำงานของจำเลยจากโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และไม่จ่ายค่าจ้างเดือนพฤษภาคม 2563 แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2563 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2563 จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 แล้ว และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเนื่องจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ถือว่าเป็นการหยุดกิจการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ได้รับก่อนจำเลยหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่จำเลยประกาศหยุดกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ส่วนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ไม่ปรากฏว่าเป็นเหตุขัดขวางมิให้จำเลยประกอบกิจการให้บริการจองที่พักออนไลน์ในงานส่วนใดอย่างสิ้นเชิง จำเลยยังสามารถประกอบกิจการได้ แม้ประสบภาวะขาดทุนอย่างมากเนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจนมีผลให้มีนักท่องเที่ยวใช้บริการจองที่พักทางออนไลน์กับจำเลยน้อยลง กรณีไม่ใช่การหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงต้องจ่ายเงินอัตราร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ได้รับก่อนหยุดกิจการให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2563 สำหรับเงินของเดือนพฤษภาคม 2563 ถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ต้องจ่ายทุกวันสิ้นเดือน ส่วนเดือนสิงหาคม 2563 ต้องจ่ายภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 เมื่อไม่จ่ายต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การหยุดกิจการของจำเลยเป็นการหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัย ซึ่งจำเลยไม่จำต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ไม่จำต้องถึงขนาดต้องหยุดกิจการโดยสิ้นเชิงหรือหยุดกิจการทั้งหมด การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้จำเลยแทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยและไม่มีการจองโรงแรมหรือที่พักผ่านแพลตฟอร์มของจำเลย รายได้ของจำเลยลดลงจนถึงขนาดขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่มีรายได้เพียงพอจะจ่ายให้แก่ลูกจ้าง จำเลยมีความจำเป็นที่ต้องหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ไม่ต้องจ่ายเงินไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา 55 และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา 70 (1)" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์คุ้มครองนายจ้างที่ประสบเหตุการณ์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างรุนแรงจนถึงขั้นนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว และในทางเดียวกันก็มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน โดยตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานในระหว่างหยุดกิจการนั้น นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ยกเว้นแต่เหตุที่ทำให้นายจ้างหยุดกิจการนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง คดีนี้จำเลยประกอบกิจการให้บริการเป็นตลาดกลางในการรับจองห้องพัก ที่พัก และโรงแรมในประเทศไทยทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อื่น ๆ โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เมื่อต้นปี 2563 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติใช้บริการจองที่พักทางออนไลน์กับจำเลยน้อยลง เป็นผลทำให้รายได้ของจำเลยลดลงจนถึงขนาดขาดทุนเป็นอย่างมาก อันสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลและหน่วยงานราชการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย โดยมีประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยห้ามอากาศยานขนส่งคนโดยสารทำการบินเข้ามายังท่าอากาศยานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 ทำให้กระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมโดยทั่วไป จำเลยจึงหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของจำเลย จนทำให้จำเลยไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาว่าเหตุที่ทำให้จำเลยหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเกิดจากเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระเงินตามมาตราดังกล่าวแก่ลูกจ้างด้วยหรือไม่นั้น คดีนี้ แม้จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวใช้บริการกับจำเลยน้อยลง ทำให้รายได้ของจำเลยลดลงและต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างมากก็ตาม แต่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ดังกล่าวเป็นเพียงการก่อให้เกิดความยากลำบากแก่จำเลยในการดำเนินกิจการของตนต่อไปเท่านั้น มิได้ถึงขนาดเป็นอุปสรรคขัดขวางจนทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่อยู่ในภาวะและวิสัยที่จะประกอบธุรกิจต่อไปได้โดยสิ้นเชิงในขณะนั้น ดังนั้น การที่จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทั้งที่ยังสามารถประกอบกิจการต่อไปได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเพราะเหตุสุดวิสัยที่จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธไม่จ่ายเงินในระหว่างหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวให้แก่ลูกจ้างได้ แต่ถือได้ว่าจำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ได้รับก่อนจำเลยหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่จำเลยไม่ได้ให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ทำงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยไม่ฟังขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลแรงงานมีอำนาจที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอได้ หากศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ดังนี้ แม้โจทก์ที่ 2 จะฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 โดยไม่ได้ฟ้องหรือแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้อ้างเหตุว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร แต่เมื่อศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ จึงให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ช. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจิตรภาณี นราวีรวุฒิ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางสิริพร เปรมาสวัสดิ์ สุรมณี
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3006 -ที่ 3081/2567
#709575
เปิดฉบับเต็ม

อายุงานหรือระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกันให้แก่นายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานให้แก่นายจ้างต่อเนื่องกันไปจนสัญญาจ้างสิ้นสุดลง ระยะเวลาการทำงานให้แก่นายจ้างนี้ต้องต่อเนื่องติดต่อกันไปไม่ขาดตอน ดังนั้น หากลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วสัญญาจ้างสิ้นสุดลง ไม่ว่าด้วยการลาออกหรือเลิกจ้าง แม้ต่อมานายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงผูกนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างและลูกจ้างกันใหม่ อายุงานตามสัญญาจ้างเดิมที่สิ้นสุดและขาดตอนไปแล้ว ย่อมไม่อาจนำมานับรวมกับระยะเวลาการทำงานในภายหลังอีก เว้นแต่นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันให้นับอายุงานเดิมของลูกจ้างรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานภายหลัง หรือกรณีมีกฎหมายบัญญัติให้ลูกจ้างมีสิทธิได้นับอายุงานเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานใหม่ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20 ลูกจ้างจึงจะมีสิทธินับระยะเวลาการทำงานให้แก่นายจ้างในทุก ๆ ช่วงเวลารวมเข้าด้วยกัน

แม้ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 จะเคยทำสัญญาจ้างโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานเป็นลูกจ้างมาก่อนก็ตาม แต่สัญญาจ้างงานแต่ละฉบับได้สิ้นสุดลงไปก่อนแล้ว ภายหลังจากสัญญาจ้างสิ้นสุดลง จะมีผู้ประมูลงานรายใหม่ที่ชนะประมูลทำสัญญาจ้างงานโจทก์ดังกล่าวทำงานเป็นลูกจ้าง นิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างและการทำงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาตามสัญญาจ้างฉบับก่อนหน้านี้ได้จบสิ้นลงและขาดตอนไปแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการจ้างงานตามสัญญาจ้างฉบับหลัง จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาตกลงกันให้นำอายุงานตามสัญญาจ้างฉบับเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างฉบับหลัง กรณีจึงไม่อาจนำอายุงานเดิมมานับรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างฉบับหลังนี้

ส่วนที่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเคยทำงานเป็นลูกจ้างผู้ชนะประมูลงานรายอื่นได้แก่สหกรณ์บริการผู้ปฏิบัติงาน ทศท.จำกัด และบริษัท ว. จะเห็นได้ว่า นายจ้างเหล่านี้กับจำเลยที่ 1 เป็นคนละนิติบุคคลกัน ดังนั้นระยะเวลาที่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานเป็นลูกจ้างให้แก่สหกรณ์บริการผู้ปฏิบัติงาน ทศท. จำกัด ก็ดี บริษัท ว. ก็ดี ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นระยะเวลาที่ทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อสัญญาจ้างแรงงานทุกฉบับที่ทำขึ้นระหว่างนายจ้างผู้ชนะประมูลงานกับโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ไม่มีข้อความแสดงถึงข้อตกลงให้นับอายุงานเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างผู้ชนะการประมูลงานรายใหม่ กรณีจึงนำอายุงานที่ทำงานกับนายจ้างเหล่านี้มานับรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ นอกจากนี้ การที่สัญญาจ้างแรงงานฉบับเดิมสิ้นสุดลง จากนั้นมีการทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่กับนายจ้างรายใหม่โดยที่นายจ้างเดิม นายจ้างใหม่ และลูกจ้าง ไม่ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างแก่กัน ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่นายจ้างเดิมตกลงโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่โดยลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย อันจะมีผลทำให้นายจ้างใหม่ต้องนับอายุงานเดิมรวมเข้ากับอายุงานใหม่ให้แก่ลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่ใช่เป็นกรณีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือกรณีนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด ที่มีผลทำให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องนับอายุงานเดิมของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีการวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานฉบับสุดท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสำนวน เดิมศาลแรงงานภาค 6 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 107 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยที่ 1 ทุกสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 6 คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรับจ้างเหมาบริการโดยการจัดหาพนักงานไปทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการที่ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และกิจการอื่น ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ เดิมจำเลยที่ 2 ใช้ชื่อว่า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเชิญให้จำเลยที่ 1 เข้าร่วมยื่นซองเสนอราคางานจ้างเหมาเพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โครงการบริการสอบถามหมายเลข 1133 ระยะเวลาการจ้าง 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จำเลยที่ 1 ยื่นซองเสนอราคาและเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด จำเลยที่ 1 จึงได้รับเลือกให้เป็นผู้รับจ้างในครั้งนี้ ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจ้างบริการสำหรับงานจ้างเหมาเพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โครงการบริการสอบถามหมายเลข 1133 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สัญญาจ้างเหมาบริการเพื่อปฏิบัติงาน กำหนดระยะเวลาการจ้าง 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดยื่นใบสมัครเพื่อทำงานกับจำเลยที่ 1 ในโครงการที่จำเลยที่ 1 รับจ้างจากจำเลยที่ 2 มีกำหนดระยะเวลาการจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยมีหน้าที่ให้บริการสอบถามหมายเลขโทรศัพท์แก่บุคคลทั่วไปผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 1133 ปฏิบัติงานที่อาคารคลังพัสดุ ส่วนการพัสดุที่ 3 เขตโทรศัพท์ภาคเหนือที่ 3 ตำบลพลายชุมพล อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ตามเอกสารหมาย จล.1

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสละประเด็นเกี่ยวกับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน (ที่ถูก ค่าชดเชย) แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 10 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 20 เป็นเงินจำนวนคนละ 37,500 บาท ชำระค่าทดแทน (ที่ถูก ค่าชดเชย) แก่โจทก์ที่ 19 เป็นเงินจำนวน 48,000 บาท และชำระค่าทดแทน (ที่ถูก ค่าชดเชย) แก่โจทก์อื่น ๆ นอกจากนี้ เป็นเงินจำนวนคนละ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 มกราคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 (ที่ถูก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 84 ที่ 86 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ที่ 71 ถึงที่ 73 ที่ 75 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับจ้างเหมาบริการ โดยรับจัดหาพนักงานไปทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการ จำเลยที่ 2 เป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมชื่อว่า บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) วันที่ 15 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเชิญจำเลยที่ 1 เข้าร่วมยื่นซองเสนอราคาเพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โครงการบริการสอบถามหมายเลข 1133 มีระยะเวลาจ้าง 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จำเลยที่ 1 เข้ายื่นซองเสนอราคาจ้างเหมาดังกล่าวและเป็นผู้ชนะการยื่นซองเสนอราคา วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างบริการสำหรับจ้างเหมาเพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โครงการบริการสอบถามหมายเลข 1133 โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 มีระยะเวลาการจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยทำงานให้บริการสอบถามหมายเลขโทรศัพท์แก่บุคคลทั่วไปผ่านหมายเลข 1133 ปฏิบัติงานที่อาคารคลังพัสดุ ส่วนการพัสดุที่ 3 เขตโทรศัพท์ภาคเหนือที่ 3 ถนนสิงหวัฒน์ ตำบลพลายชุมพล อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน จ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดมีระยะเวลาทำงานและอัตราค่าจ้าง ก่อนโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดจะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การประมูลงานและการจ้างงานโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดจะกระทำทุก ๆ ปี นายจ้างของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดจะเปลี่ยนแปลงไป แล้วแต่นิติบุคคลใดเป็นผู้ชนะการประมูล โดยไม่ปรากฏว่ามีการทำข้อตกลงยินยอมโอนสิทธิความเป็นนายจ้างจากบริษัทที่ประมูลงานเดิมมาเป็นลูกจ้างของบริษัทที่ประมูลงานใหม่และไม่มีการทำเอกสารให้นับอายุงานต่อเนื่อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ด แล้วศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่า งานที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดทำเป็นธุรกิจการค้าอันเป็นปกติของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่การจ้างงานในโครงการเฉพาะหรืองานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราว ไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้จ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดทำงานต่อไป มีผลทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงตามระยะเวลาของสัญญา เป็นการแสดงเจตนาที่ทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดต้องออกจากงาน ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ด กรณีที่พิพาทไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้รับเหมาซึ่งประมูลงานเดิมได้โอนสิทธิของตนในฐานะนายจ้างให้แก่ผู้รับเหมางานที่ประมูลงานใหม่ อันจะเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างไปให้บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 และไม่ใช่เป็นกรณีเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างอันจะทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 ระยะเวลาการจ้างงานที่นำมาคำนวณค่าชดเชยจึงมีกำหนดเพียง 1 ปี ไม่อาจนับอายุงานต่อจากนายจ้างที่ประมูลงานเดิมได้ การเลิกจ้างเนื่องจากสัญญาจ้างสิ้นสุดลงมิใช่เป็นการกลั่นแกล้ง เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน ไม่มีความเกี่ยวพันกัน การเข้าประมูลงานของจำเลยที่ 1 เป็นการประมูลงานผ่านกระบวนการและขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นรัฐวิสาหกิจไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่อาจนำบทบัญญัติที่ให้ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานตามมาตรา 11/1 มาใช้บังคับ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทกที่ 1 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 84 ที่ 86 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 อุทธรณ์ว่า โจทก์แต่ละคนกล่าวในคำฟ้องว่าทำงานมาเป็นระยะเวลาเท่าใด จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธ ถือว่ายอมรับตามที่บรรยายฟ้อง การที่โจทก์ทั้งหมดยังคงทำงานในตำแหน่งเดิม สถานที่ทำงานเดิม ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นผู้ประมูลงานได้ ทั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างก็ไม่มีการจ่ายค่าชดเชยให้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ กรณีต้องนับอายุงานต่อเนื่องจากนายจ้างคนก่อนให้ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ฝ่ายโจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงในสัญญาจ้างเหมาระหว่างจำเลยทั้งสองที่ไม่ให้ถือว่าเป็นความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง เป็นการเลี่ยงกฎหมาย เอาเปรียบลูกจ้างและเป็นข้อตกลงทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อยกเว้นกลฉ้อฉล ตกเป็นโมฆะนั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 6 และที่ฝ่ายโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เลี่ยงไม่ใช้ คำว่าเลิกจ้าง แต่ใช้ข้อความว่าสัญญาจ้างใกล้ครบกำหนดระยะเวลาแล้วไม่ให้ทำงานต่อ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 84 ที่ 86 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 มิได้หลงเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการแทนจำเลยที่ 2 ในการจ้างโจทก์ดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ที่ 71 ถึงที่ 73 ที่ 75 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 ฎีกาแต่เพียงว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ว่า จำเลยที่ 1 ต้องนับอายุงานต่อจากนายจ้างผู้ชนะการประมูลงานเดิมเพื่อนำมาคำนวณค่าชดเชยเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่นั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรืออุทธรณ์ในข้อเท็จจริง โดยโจทก์ดังกล่าวฎีกาว่า อุทธรณ์ในเรื่องการนับอายุงานต่อจากนายจ้างผู้ชนะการประมูลงานเดิมเพื่อนำมาคำนวณค่าชดเชย เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย การมีหนังสือยินยอมหรือหนังสือให้นับอายุงานต่อเนื่องหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับค่าชดเชยตามกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าระยะเวลาทำงานตามฟ้องของโจทก์แต่ละคน จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้ง ทั้งยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4962 – 4967/2560 วางหลักในเรื่องนี้ไว้ โจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงานที่ปรากฏในคำฟ้อง เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยในปัญหาการนับอายุงานของนายจ้างผู้ชนะการประมูลงานเดิมรวมเข้ากับอายุงานที่ฝ่ายโจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาคำนวณค่าชดเชยเนื่องจากเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง นั้น เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมโดยนำอายุงานที่ฝ่ายโจทก์ทำงานกับนายจ้างผู้ชนะการประมูลงานเดิมรวมเข้ากับอายุงานที่ฝ่ายโจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ จึงเป็นข้อกฎหมายในข้อที่ว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง เพียงใด มิใช่เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวฟังขึ้น เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและมีข้อเท็จจริงในคดีเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ดังกล่าวได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่

ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ที่ 71 ถึงที่ 73 ที่ 75 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 อุทธรณ์ว่า โจทก์แต่ละคนระบุระยะเวลาทำงานไว้ในคำฟ้องแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้ง โจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงานที่ระบุในคำฟ้องนั้น เมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ด้วยว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาบริการกับจำเลยที่ 2 เพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โครงการบริการสอบถามหมายเลข 1133 จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จัดหาพนักงานมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่รับจ้าง จำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาจ้างโจทก์ในคดีนี้ โดยทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือ มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตามคำให้การดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งคำฟ้องในเรื่องระยะเวลาการทำงานของโจทก์แต่ละคนแล้วว่าไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือโจทก์ทุกคนมีอายุงานเพียง 1 ปีเท่านั้น ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งเรื่องระยะเวลาการทำงานของโจทก์ สำหรับปัญหาเรื่องอายุงานของลูกจ้างกับอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับ ย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันขึ้นไปและถูกเลิกจ้างโดยไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส่วนลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยในอัตรามากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหรือค่าจ้างของการทำงานในช่วงระยะเวลาสุดท้ายก่อนเลิกจ้าง และระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกันให้แก่นายจ้างเป็นสำคัญ หากลูกจ้างได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายไม่มากและทำงานติดต่อกันให้แก่นายจ้างไม่นาน จะได้ค่าชดเชยในอัตราที่น้อยกว่าลูกจ้างที่มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายสูงและทำงานติดต่อกันให้นายจ้างเป็นเวลานาน ในส่วนของอายุงานหรือระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกันให้แก่นายจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานให้แก่นายจ้างต่อเนื่องกันไปจนสัญญาจ้างสิ้นสุดลง ระยะเวลาการทำงานให้แก่นายจ้างนี้ต้องต่อเนื่องติดต่อกันไปไม่ขาดตอน ดังนั้น หากลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วสัญญาจ้างสิ้นสุดลง ไม่ว่าด้วยการลาออกหรือเลิกจ้าง แม้ต่อมานายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงผูกนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างและลูกจ้างกันใหม่ อายุงานตามสัญญาจ้างเดิมที่สิ้นสุดและขาดตอนไปแล้ว ย่อมไม่อาจนำมานับรวมกับระยะเวลาการทำงานในภายหลังอีก เว้นแต่นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันให้นับอายุงานเดิมของลูกจ้างรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานภายหลัง หรือกรณีมีกฎหมายบัญญัติให้ลูกจ้างมีสิทธิได้นับอายุงานเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานใหม่ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20 ลูกจ้างจึงจะมีสิทธินับระยะเวลาการทำงานให้แก่นายจ้างในทุก ๆ ช่วงเวลารวมเข้าด้วยกัน คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ ปฏิบัติงานที่อาคารคลังพัสดุ ส่วนการพัสดุที่ 3 เขตโทรศัพท์ภาคเหนือที่ 3 ถนนสิงหวัฒน์ ตำบลพลายชุมพล อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่และสถานที่ทำงานก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจ้างเหมาบริการเพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์เป็นรายปี ในแต่ละปีจำเลยที่ 2 จัดให้มีการประมูลเพื่อทำสัญญาจ้างเหมาบริการ มีผู้เข้าร่วมประมูลงานหลายราย เมื่อได้ผู้ชนะประมูลงานแล้ว ผู้ชนะประมูลงานจะทำสัญญาจ้างลูกจ้างซึ่งรวมถึงโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชนะการประมูลงานและทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเริ่มต้นทำงานตามสัญญาจ้างดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 อันเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้าง อายุงานหรือระยะเวลาการทำงานติดต่อกันของลูกจ้างที่ทำงานให้แก่นายจ้าง เพื่อนำมาใช้คำนวณค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง จึงต้องนับระยะเวลา 1 ปี แม้ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 จะเคยทำสัญญาจ้างโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานเป็นลูกจ้างมาก่อนก็ตาม แต่สัญญาจ้างแต่ละฉบับได้สิ้นสุดลงไปก่อนแล้ว ภายหลังจากสัญญาจ้างสิ้นสุดลง จะมีผู้ประมูลงานรายใหม่ที่ชนะประมูลทำสัญญาจ้างโจทก์ดังกล่าวทำงานเป็นลูกจ้าง นิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างและการทำงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาตามสัญญาจ้างฉบับก่อนหน้านี้ได้จบสิ้นลงและขาดตอนไปแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการจ้างงานตามสัญญาจ้างฉบับหลัง จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ตกลงกันให้นำอายุงานตามสัญญาจ้างฉบับเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างฉบับหลัง กรณีจึงไม่อาจนำอายุงานเดิมมานับรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างฉบับหลังนี้ ส่วนที่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเคยทำงานเป็นลูกจ้างผู้ชนะประมูลงานรายอื่นได้แก่ สหกรณ์บริการผู้ปฏิบัติงาน ทศท. จำกัด และบริษัท ว. จะเห็นได้ว่า นายจ้างเหล่านี้กับจำเลยที่ 1 เป็นคนละนิติบุคคลกัน ดังนั้น ระยะเวลาที่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานเป็นลูกจ้างให้แก่สหกรณ์บริการผู้ปฏิบัติงาน ทศท. จำกัด ก็ดี บริษัท ว. ก็ดี ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นระยะเวลาที่ทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อสัญญาจ้างแรงงานทุกฉบับที่ทำขึ้นระหว่างนายจ้างผู้ชนะประมูลงานกับโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ไม่มีข้อความแสดงถึงข้อตกลงให้นับอายุงานเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างผู้ชนะประมูลงานรายใหม่ กรณีจึงนำอายุงานที่ทำงานกับนายจ้างเหล่านี้มานับรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ นอกจากนี้ การที่สัญญาจ้างแรงงานฉบับเดิมสิ้นสุดลง จากนั้นมีการทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่กับนายจ้างรายใหม่โดยที่นายจ้างเดิม นายจ้างใหม่ และลูกจ้าง ไม่ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างแก่กัน ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่นายจ้างเดิมตกลงโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่ โดยลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย อันจะมีผลทำให้นายจ้างใหม่ต้องนับอายุงานเดิมรวมเข้ากับอายุงานใหม่ให้แก่ลูกจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง อีกทั้งไม่ใช่เป็นกรณีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือกรณีนายจ้างที่เป็นนิติบุคคลมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด ที่มีผลทำให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องนับอายุงานเดิมของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีการวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานฉบับสุดท้าย ส่วนที่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4962–4967/2560 สนับสนุนว่าจะต้องนับอายุงานเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างฉบับสุดท้ายด้วยนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ว่าเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ เท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยในปัญหาเรื่องการนับอายุงานของลูกจ้างแต่อย่างใด จึงนำมาสนับสนุนฎีกาของโจทก์ไม่ได้ ส่วนที่เมื่อสัญญาจ้างแต่ละฉบับสิ้นสุดลง นายจ้างผู้ชนะประมูลงานเดิมไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง การกระทำของนายจ้างดังกล่าวไม่ได้มีผลทำให้อายุงานของลูกจ้างยังคงมีอยู่ต่อไปไม่ขาดตอน ทั้งนี้เพราะสัญญาจ้างได้ระงับสิ้นไปตามระยะเวลาที่ตกลงจ้างกันไว้แต่ต้นแล้ว เพียงแต่ถ้าลูกจ้างเห็นว่าการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างเพราะสัญญาจ้างแต่ละฉบับสิ้นสุดลงเป็นการเลิกจ้างและตนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย ก็มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากนายจ้างได้ ลำพังการที่สัญญาจ้างแต่ละฉบับสิ้นสุดลงโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ไม่ใช่เป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องนับอายุงานตามสัญญาจ้างทุกฉบับรวมเข้าด้วยกัน การคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต้องนับระยะเวลาการทำงานเท่าที่ทำงานติดต่อกันให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างฉบับสุดท้ายเท่านั้น ไม่ต้องนำอายุงานตามสัญญาจ้างฉบับอื่นมารวมด้วย เมื่อโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (2) ที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน (ที่ถูก ค่าชดเชย) ให้แก่โจทก์ โดยใช้อายุงาน 1 ปี มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ที่ 71 ถึงที่ 73 ที่ 75 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 577
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 13 ม. 20 ม. 118 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายวัฒนา เอี่ยมอธิคม
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายไพรัช โปร่งแสง
ชื่อองค์คณะ
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
จำแลง กุลเจริญ
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3006 -ที่ 3081/2567
#717468
เปิดฉบับเต็ม

ระยะเวลาการทำงานติดต่อกันของลูกจ้าง เพื่อนำมาใช้คำนวณค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานให้แก่นายจ้างต่อเนื่องไปจนสัญญาจ้างสิ้นสุดลง ซึ่งต้องต่อเนื่องติดต่อกันไปไม่ขาดตอน เว้นแต่นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันให้นับอายุงานเดิมของลูกจ้างรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานภายหลังหรือกรณีมีกฎหมายบัญญัติให้ลูกจ้างมีสิทธิได้นับอายุงานเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานใหม่นั้น

แม้ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 จะเคยทำสัญญาจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างมาก่อนก็ตาม แต่สัญญาจ้างแต่ละฉบับได้สิ้นสุดลงไปก่อนแล้ว มีผู้ประมูลงานรายใหม่ที่ชนะประมูลทำสัญญาจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง นิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างและการทำงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตามสัญญาจ้างฉบับก่อนหน้านี้ได้จบสิ้นลงและขาดตอนไปแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการจ้างงานตามสัญญาจ้างฉบับหลัง จำเลยที่ 1 และโจทก์ตกลงกันให้นำอายุงานตามสัญญาจ้างฉบับเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างฉบับหลัง กรณีจึงไม่อาจนำอายุงานเดิมมานับรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างฉบับหลังนี้ ส่วนที่โจทก์เคยทำงานเป็นลูกจ้างผู้ชนะประมูลงานรายอื่น นายจ้างเหล่านี้กับจำเลยที่ 1 เป็นคนละนิติบุคคลกัน ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นระยะเวลาที่ทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างผู้ชนะประมูลงานกับโจทก์ ไม่มีข้อความแสดงถึงข้อตกลงให้นับอายุงานเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างผู้ชนะการประมูลงานรายใหม่ กรณีจึงนำอายุงานที่ทำงานกับนายจ้างเหล่านี้มานับรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ นอกจากนี้นายจ้างเดิม นายจ้างใหม่ และลูกจ้าง ไม่ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างแก่กัน ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่นายจ้างเดิมตกลงโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่ โดยลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย อันจะมีผลทำให้นายจ้างใหม่ต้องนับอายุงานเดิมรวมเข้ากับอายุงานใหม่ให้แก่ลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง อีกทั้งไม่ใช่เป็นกรณีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือกรณีนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด ที่มีผลทำให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องนับอายุงานเดิมของโจทก์รวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานฉบับสุดท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสำนวน เดิมศาลแรงงานภาค 6 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 107 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยที่ 1 ทุกสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 6 คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรับจ้างเหมาบริการโดยการจัดหาพนักงานไปทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการที่ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และกิจการอื่น ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ เดิมจำเลยที่ 2 ใช้ชื่อว่า บริษัท ท. ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ร. จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเชิญให้จำเลยที่ 1 เข้าร่วมยื่นซองเสนอราคางานจ้างเหมาเพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โครงการบริการสอบถามหมายเลข 11xx ระยะเวลาการจ้าง 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จำเลยที่ 1 ยื่นซองเสนอราคาและเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด จำเลยที่ 1 จึงได้รับเลือกให้เป็นผู้รับจ้างในครั้งนี้ ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจ้างบริการสำหรับงานจ้างเหมาเพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โครงการบริการสอบถามหมายเลข 11xx หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สัญญาจ้างเหมาบริการเพื่อปฏิบัติงาน กำหนดระยะเวลาการจ้าง 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดยื่นใบสมัครเพื่อทำงานกับจำเลยที่ 1 ในโครงการที่จำเลยที่ 1 รับจ้างจากจำเลยที่ 2 มีกำหนดระยะเวลาการจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยมีหน้าที่ให้บริการสอบถามหมายเลขโทรศัพท์แก่บุคคลทั่วไปผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 11xx ปฏิบัติงานที่อาคารคลังพัสดุ ส่วนการพัสดุที่ 3 เขตโทรศัพท์ภาคเหนือที่ 3 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดสละประเด็นเกี่ยวกับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน (ที่ถูก ค่าชดเชย) แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 10 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 20 เป็นเงินจำนวนคนละ 37,500 บาท ชำระค่าทดแทน (ที่ถูก ค่าชดเชย) แก่โจทก์ที่ 19 เป็นเงินจำนวน 48,000 บาท และชำระค่าทดแทน (ที่ถูก ค่าชดเชย) แก่โจทก์อื่น ๆ นอกจากนี้ เป็นเงินจำนวนคนละ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 มกราคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 (ที่ถูก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 84 ที่ 86 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ที่ 71 ถึงที่ 73 ที่ 75 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับจ้างเหมาบริการ โดยรับจัดหาพนักงานไปทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการ จำเลยที่ 2 เป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมชื่อว่า บริษัท ท. ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ร. วันที่ 15 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเชิญจำเลยที่ 1 เข้าร่วมยื่นซองเสนอราคาเพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โครงการบริการสอบถามหมายเลข 11xx มีระยะเวลาจ้าง 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จำเลยที่ 1 เข้ายื่นซองเสนอราคาจ้างเหมาดังกล่าวและเป็นผู้ชนะการยื่นซองเสนอราคา วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างบริการสำหรับจ้างเหมาเพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โครงการบริการสอบถามหมายเลข 11xx โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 มีระยะเวลาการจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยทำงานให้บริการสอบถามหมายเลขโทรศัพท์แก่บุคคลทั่วไปผ่านหมายเลข 11xx ปฏิบัติงานที่อาคารคลังพัสดุ ส่วนการพัสดุที่ 3 เขตโทรศัพท์ภาคเหนือที่ 3 ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน จ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน ก่อนโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดจะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การประมูลงานและการจ้างงานโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดจะกระทำทุก ๆ ปี นายจ้างของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดจะเปลี่ยนแปลงไป แล้วแต่นิติบุคคลใดเป็นผู้ชนะการประมูล โดยไม่ปรากฏว่ามีการทำข้อตกลงยินยอมโอนสิทธิความเป็นนายจ้างจากบริษัทที่ประมูลงานเดิมมาเป็นลูกจ้างของบริษัทที่ประมูลงานใหม่และไม่มีการทำเอกสารให้นับอายุงานต่อเนื่อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ด แล้วศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่า งานที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดทำเป็นธุรกิจการค้าอันเป็นปกติของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่การจ้างงานในโครงการเฉพาะหรืองานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราว ไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้จ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดทำงานต่อไป มีผลทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงตามระยะเวลาของสัญญา เป็นการแสดงเจตนาที่ทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดต้องออกจากงาน ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ด กรณีที่พิพาทไม่ใช่เป็นกรณีที่ผู้รับเหมาซึ่งประมูลงานเดิมได้โอนสิทธิของตนในฐานะนายจ้างให้แก่ผู้รับเหมางานที่ประมูลงานใหม่ อันจะเป็นการโอนสิทธิความเป็นนายจ้างไปให้บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 และไม่ใช่เป็นกรณีเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างอันจะทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 ระยะเวลาการจ้างงานที่นำมาคำนวณค่าชดเชยจึงมีกำหนดเพียง 1 ปี ไม่อาจนับอายุงานต่อจากนายจ้างที่ประมูลงานเดิมได้ การเลิกจ้างเนื่องจากสัญญาจ้างสิ้นสุดลงมิใช่เป็นการกลั่นแกล้ง เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน ไม่มีความเกี่ยวพันกัน การเข้าประมูลงานของจำเลยที่ 1 เป็นการประมูลงานผ่านกระบวนการและขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นรัฐวิสาหกิจไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่อาจนำบทบัญญัติที่ให้ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานตามมาตรา 11/1 มาใช้บังคับ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยเจ็ด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทกที่ 1 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 84 ที่ 86 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 อุทธรณ์ว่า โจทก์แต่ละคนกล่าวในคำฟ้องว่าทำงานมาเป็นระยะเวลาเท่าใด จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธ ถือว่ายอมรับตามที่บรรยายฟ้อง การที่โจทก์ทั้งหมดยังคงทำงานในตำแหน่งเดิม สถานที่ทำงานเดิม ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นผู้ประมูลงานได้ ทั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างก็ไม่มีการจ่ายค่าชดเชยให้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ กรณีต้องนับอายุงานต่อเนื่องจากนายจ้างคนก่อนให้ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ฝ่ายโจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงในสัญญาจ้างเหมาระหว่างจำเลยทั้งสองที่ไม่ให้ถือว่าเป็นความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง เป็นการเลี่ยงกฎหมาย เอาเปรียบลูกจ้างและเป็นข้อตกลงทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อยกเว้นกลฉ้อฉล ตกเป็นโมฆะนั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 6 และที่ฝ่ายโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เลี่ยงไม่ใช้ คำว่าเลิกจ้าง แต่ใช้ข้อความว่าสัญญาจ้างใกล้ครบกำหนดระยะเวลาแล้วไม่ให้ทำงานต่อ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 84 ที่ 86 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 มิได้หลงเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการแทนจำเลยที่ 2 ในการจ้างโจทก์ดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ที่ 71 ถึงที่ 73 ที่ 75 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 ฎีกาแต่เพียงว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาที่ว่า จำเลยที่ 1 ต้องนับอายุงานต่อจากนายจ้างผู้ชนะการประมูลงานเดิมเพื่อนำมาคำนวณค่าชดเชยเพิ่มเติมให้แก่โจทก์นั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรืออุทธรณ์ในข้อเท็จจริง โดยโจทก์ดังกล่าวฎีกาว่า อุทธรณ์ในเรื่องการนับอายุงานต่อจากนายจ้างผู้ชนะการประมูลงานเดิมเพื่อนำมาคำนวณค่าชดเชย เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย การมีหนังสือยินยอมหรือหนังสือให้นับอายุงานต่อเนื่องหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับค่าชดเชยตามกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าระยะเวลาทำงานตามฟ้องของโจทก์แต่ละคน จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้ง ทั้งยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4962 – 4967/2560 วางหลักในเรื่องนี้ไว้ โจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงานที่ปรากฏในคำฟ้อง เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยในปัญหาการนับอายุงานของนายจ้างผู้ชนะการประมูลงานเดิมรวมเข้ากับอายุงานที่ฝ่ายโจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาคำนวณค่าชดเชยเนื่องจากเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง นั้น เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมโดยนำอายุงานที่ฝ่ายโจกท์ทำงานกับนายจ้างผู้ชนะการประมูลงานเดิมรวมเข้ากับอายุงานที่ฝ่ายโจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ จึงเป็นข้อกฎหมายในข้อที่ว่า โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง เพียงใด มิใช่เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวฟังขึ้น เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและมีข้อเท็จจริงในคดีเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ดังกล่าวได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่

ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ที่ 71 ถึงที่ 73 ที่ 75 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 อุทธรณ์ว่า โจทก์แต่ละคนระบุระยะเวลาทำงานไว้ในคำฟ้องแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้ง โจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงานที่ระบุในคำฟ้องนั้น เมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ด้วยว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาบริการกับจำเลยที่ 2 เพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โครงการบริการสอบถามหมายเลข 11xx จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จัดหาพนักงานมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่รับจ้าง จำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาจ้างโจทก์ในคดีนี้ โดยทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือ มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2563 ตามคำให้การดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งคำฟ้องในเรื่องระยะเวลาการทำงานของโจทก์แต่ละคนแล้วว่าไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือโจทก์ทุกคนมีอายุงานเพียง 1 ปีเท่านั้น ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งเรื่องระยะเวลาการทำงานของโจทก์ สำหรับปัญหาเรื่องอายุงานของลูกจ้างกับอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับ ย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันขึ้นไปและถูกเลิกจ้างโดยไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส่วนลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยในอัตรามากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหรือค่าจ้างของการทำงานในช่วงระยะเวลาสุดท้ายก่อนเลิกจ้าง และระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกันให้แก่นายจ้างเป็นสำคัญ หากลูกจ้างได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายไม่มากและทำงานติดต่อกันให้แก่นายจ้างไม่นาน จะได้ค่าชดเชยในอัตราที่น้อยกว่าลูกจ้างที่มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายสูงและทำงานติดต่อกันให้นายจ้างเป็นเวลานาน ในส่วนของอายุงานหรือระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกันให้แก่นายจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานให้แก่นายจ้างต่อเนื่องกันไปจนสัญญาจ้างสิ้นสุดลงระยะเวลาการทำงานให้แก่นายจ้างนี้ต้องต่อเนื่องติดต่อกันไปไม่ขาดตอน ดังนั้น หากลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว สัญญาจ้างสิ้นสุดลง ไม่ว่าด้วยการลาออกหรือเลิกจ้าง แม้ต่อมานายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงผูกนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างและลูกจ้างกันใหม่ อายุงานตามสัญญาจ้างเดิมที่สิ้นสุดและขาดตอนไปแล้ว ย่อมไม่อาจนำมานับรวมกับระยะเวลาการทำงานในภายหลังอีก เว้นแต่นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันให้นับอายุงานเดิมของลูกจ้างรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานภายหลัง หรือกรณีมีกฎหมายบัญญัติให้ลูกจ้างมีสิทธิได้นับอายุงานเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานใหม่ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20 ลูกจ้างจึงจะมีสิทธินับระยะเวลาการทำงานให้แก่นายจ้างในทุก ๆ ช่วงเวลารวมเข้าด้วยกัน คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ปฏิบัติงานที่อาคารคลังพัสดุ ส่วนการพัสดุที่ 3 เขตโทรศัพท์ภาคเหนือที่ 3 ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่และสถานที่ทำงานก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจ้างเหมาบริการเพื่อให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์เป็นรายปี ในแต่ละปีจำเลยที่ 2 จัดให้มีการประมูลเพื่อทำสัญญาจ้างเหมาบริการ มีผู้เข้าร่วมประมูลงานหลายราย เมื่อได้ผู้ชนะประมูลงานแล้ว ผู้ชนะประมูลงานจะทำสัญญาจ้างลูกจ้างซึ่งรวมถึงโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชนะการประมูลงานและทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับสุดท้ายมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเริ่มต้นทำงานตามสัญญาจ้างดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 อันเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้าง อายุงานหรือระยะเวลาการทำงานติดต่อกันของลูกจ้างที่ทำงานให้แก่นายจ้าง เพื่อนำมาใช้คำนวณค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง จึงต้องนับระยะเวลา 1 ปี แม้ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 จะเคยทำสัญญาจ้างโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานเป็นลูกจ้างมาก่อนก็ตาม แต่สัญญาจ้างแต่ละฉบับได้สิ้นสุดลงไปก่อนแล้ว ภายหลังจากสัญญาจ้างสิ้นสุดลง จะมีผู้ประมูลงานรายใหม่ที่ชนะประมูลทำสัญญาจ้างโจทก์ดังกล่าวทำงานเป็นลูกจ้าง นิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างและการทำงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาตามสัญญาจ้างฉบับก่อนหน้านี้ได้จบสิ้นลงและขาดตอนไปแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการจ้างงานตามสัญญาจ้างฉบับหลัง จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ตกลงกันให้นำอายุงานตามสัญญาจ้างฉบับเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างฉบับหลัง กรณีจึงไม่อาจนำอายุงานเดิมมานับรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างฉบับหลังนี้ ส่วนที่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเคยทำงานเป็นลูกจ้างผู้ชนะประมูลงานรายอื่นได้แก่ สหกรณ์บริการผู้ปฏิบัติงาน ท. และบริษัท ว. จะเห็นได้ว่า นายจ้างเหล่านี้กับจำเลยที่ 1 เป็นคนละนิติบุคคลกัน ดังนั้น ระยะเวลาที่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานเป็นลูกจ้างให้แก่สหกรณ์บริการผู้ปฏิบัติงาน ท. ก็ดี บริษัท ว. ก็ดี ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นระยะเวลาที่ทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อสัญญาจ้างแรงงานทุกฉบับที่ทำขึ้นระหว่างนายจ้างผู้ชนะประมูลงานกับโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ไม่มีข้อความแสดงถึงข้อตกลงให้นับอายุงานเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างผู้ชนะประมูลงานรายใหม่ กรณีจึงนำอายุงานที่ทำงานกับนายจ้างเหล่านี้มานับรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ นอกจากนี้ การที่สัญญาจ้างแรงงานฉบับเดิมสิ้นสุดลง จากนั้นมีการทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่กับนายจ้างรายใหม่ โดยที่นายจ้างเดิม นายจ้างใหม่ และลูกจ้าง ไม่ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างแก่กัน ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่นายจ้างเดิมตกลงโอนสิทธิความเป็นนายจ้างให้แก่นายจ้างใหม่ โดยลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย อันจะมีผลทำให้นายจ้างใหม่ต้องนับอายุงานเดิมรวมเข้ากับอายุงานใหม่ให้แก่ลูกจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง อีกทั้งไม่ใช่เป็นกรณีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือกรณีนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด ที่มีผลทำให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องนับอายุงานเดิมของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีการวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานฉบับสุดท้าย ส่วนที่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4962–4967/2560 สนับสนุนว่าจะต้องนับอายุงานเดิมรวมเข้ากับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างฉบับสุดท้ายด้วยนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ว่าเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่เท่านั้น ไม่ได้วินิจฉัยในปัญหาเรื่องการนับอายุงานของลูกจ้างแต่อย่างใด จึงนำมาสนับสนุนฎีกาของโจทก์ไม่ได้ ส่วนที่เมื่อสัญญาจ้างแต่ละฉบับสิ้นสุดลง นายจ้างผู้ชนะประมูลงานเดิมไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง การกระทำของนายจ้างดังกล่าวไม่ได้มีผลทำให้อายุงานของลูกจ้างยังคงมีอยู่ต่อไปไม่ขาดตอน ทั้งนี้เพราะสัญญาจ้างได้ระงับสิ้นไปตามระยะเวลาที่ตกลงจ้างกันไว้แต่ต้นแล้ว เพียงแต่ถ้าลูกจ้างเห็นว่าการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างเพราะสัญญาจ้างแต่ละฉบับสิ้นสุดลงเป็นการเลิกจ้างและตนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย ก็มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากนายจ้างได้ ลำพังการที่สัญญาจ้างแต่ละฉบับสิ้นสุดลงโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ไม่ใช่เป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องนับอายุงานตามสัญญาจ้างทุกฉบับรวมเข้าด้วยกัน การคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต้องนับระยะเวลาการทำงานเท่าที่ทำงานติดต่อกันให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างฉบับสุดท้ายเท่านั้น ไม่ต้องนำอายุงานตามสัญญาจ้างฉบับอื่นมารวมด้วย เมื่อโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (2) ที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน (ที่ถูก ค่าชดเชย) ให้แก่โจทก์ โดยใช้อายุงาน 1 ปี มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 48 ที่ 50 ถึงที่ 53 ที่ 56 ถึงที่ 61 ที่ 65 ที่ 66 ที่ 69 ที่ 71 ถึงที่ 73 ที่ 75 ถึงที่ 81 ที่ 83 ที่ 87 ที่ 89 ที่ 91 ที่ 93 ที่ 95 และที่ 99 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 577
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 13 ม. 20 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
จำแลง กุลเจริญ
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2996/2567
#704466
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานคุมประพฤติจัดทำรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีโดยได้ดำเนินการแสวงหาและรวบรวมข้อเท็จจริง การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ถูกสืบเสาะและพินิจแล้วจัดทำรายงานและเสนอความเห็นต่อศาล ซึ่งข้อมูลที่พนักงานคุมประพฤติแสวงหามาได้มีทั้งผลดีและผลร้ายต่อจำเลยเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาพิพากษาหรือดุลพินิจในการกำหนดโทษเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 56 และ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 ข้อเท็จจริงในชั้นพนักงานคุมประพฤติเป็นข้อมูลที่เป็นความลับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 ได้กำหนดโทษผู้นำความลับนั้นไปเปิดเผย รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยจึงเป็นข้อมูลที่เป็นความลับและเป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยตามมาตรา 15 (2) (3) (4) และ (6) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์คัดถ่ายรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 54, 148, 157 ระหว่างพิจารณา นางสาวอุมากร ผู้เสียหาย โดยนายกิตติ บิดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติดำเนินการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วทำรายงานพร้อมความเห็นเสนอต่อศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 54 วรรคหนึ่ง, 148, 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่โรงพยาบาลหรือมูลนิธิกู้ภัยตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาของศาลและรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยเพื่อประกอบการพิจารณาทำความเห็นและคำสั่งในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้คัดถ่ายเฉพาะคำพิพากษา ส่วนรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลย ไม่อนุญาต

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์คัดถ่ายรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า พนักงานคุมประพฤติจัดทำรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีโดยได้ดำเนินการแสวงหาและรวบรวมข้อเท็จจริง การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ถูกสืบเสาะและพินิจแล้วจัดทำรายงานและเสนอความเห็นต่อศาล ซึ่งข้อมูลที่พนักงานคุมประพฤติแสวงหามาได้มีทั้งผลดีและผลร้ายต่อจำเลยเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาพิพากษาหรือดุลพินิจในการกำหนดโทษเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 ข้อเท็จจริงในชั้นพนักงานคุมประพฤติเป็นข้อมูลที่เป็นความลับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 ได้กำหนดโทษผู้นำความลับนั้นไปเปิดเผย รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยจึงเป็นข้อมูลที่เป็นความลับและเป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยตามมาตรา 15 (2) (3) (4) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์คัดถ่ายรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30 ม. 46
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นางสาว อ. โดยนาย ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางสาวนัยน์ปพร ขุนจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชัย เดชชุติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2996/2567
#712233
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานคุมประพฤติจัดทำรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีโดยได้ดำเนินการแสวงหาและรวบรวมข้อเท็จจริง การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ถูกสืบเสาะและพินิจแล้วจัดทำรายงานและเสนอความเห็นต่อศาล ซึ่งข้อมูลที่พนักงานคุมประพฤติแสวงหามาได้มีทั้งผลดีและผลร้ายต่อจำเลยเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาพิพากษาหรือดุลพินิจในการกำหนดโทษเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 56 และ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 ข้อเท็จจริงในชั้นพนักงานคุมประพฤติเป็นข้อมูลที่เป็นความลับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 ได้กำหนดโทษผู้นำความลับนั้นไปเปิดเผย รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยจึงเป็นข้อมูลที่เป็นความลับและเป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยตามมาตรา 15 (2) (3) (4) และ (6) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์คัดถ่ายรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 54, 148, 157 ระหว่างพิจารณา นางสาวอุมากร ผู้เสียหาย โดยนายกิตติ บิดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติดำเนินการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วทำรายงานพร้อมความเห็นเสนอต่อศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 54 วรรคหนึ่ง, 148, 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่โรงพยาบาลหรือมูลนิธิกู้ภัยตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาของศาลและรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยเพื่อประกอบการพิจารณาทำความเห็นและคำสั่งในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้คัดถ่ายเฉพาะคำพิพากษา ส่วนรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลย ไม่อนุญาต

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์คัดถ่ายรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า พนักงานคุมประพฤติจัดทำรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีโดยได้ดำเนินการแสวงหาและรวบรวมข้อเท็จจริง การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ถูกสืบเสาะและพินิจแล้วจัดทำรายงานและเสนอความเห็นต่อศาล ซึ่งข้อมูลที่พนักงานคุมประพฤติแสวงหามาได้มีทั้งผลดีและผลร้ายต่อจำเลยเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาพิพากษาหรือดุลพินิจในการกำหนดโทษเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 ข้อเท็จจริงในชั้นพนักงานคุมประพฤติเป็นข้อมูลที่เป็นความลับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 ได้กำหนดโทษผู้นำความลับนั้นไปเปิดเผย รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยจึงเป็นข้อมูลที่เป็นความลับและเป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยตามมาตรา 15 (2) (3) (4) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์คัดถ่ายรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ม. 15
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นางสาว อ. โดยนาย ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางสาวนัยน์ปพร ขุนจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชัย เดชชุติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959/2567
#706036
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักผลปาล์มในสวนของบุตรชายจำเลย การลักทรัพย์เป็นการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินและเป็นการละเมิดต่อสิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพย์ เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของผลผลิตและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องลงทุนลงแรง เมื่อจำเลยมีหน้าที่เฝ้าดูแลสวนป่าให้บุตรชายมาพบเห็นการกระทำของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งหน้า ย่อมต้องเกิดโทสะและมีอำนาจที่จะปกป้องติดตามจับกุมผู้ตายและผู้เสียหายเพื่อนำทรัพย์สินคืนมาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 แม้จะได้ความว่าจำเลยตะโกนบอกให้ผู้ตายและผู้เสียหายหยุด โดยผู้ตายและผู้เสียหายได้ทิ้งผลปาล์มที่ลักมาแล้วและพยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่ยอมหยุดกลับรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนีโดยมิได้รู้สำนึกในการกระทำผิดของตน ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลยยิ่งขึ้นจนเป็นเหตุให้จำเลยจำต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย ซึ่งโทสะของจำเลยนี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องตราบเท่าที่บุคคลทั้งสองยังพยายามหลบหนี การใช้อาวุธปืนยิงของจำเลยในขณะที่ถูกข่มเหงรังแกจากการถูกผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักทรัพย์และมีโทสะอยู่เช่นนี้ จึงนับเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นางสาวพิไลพร มารดานายโชติมนต์ ผู้ตายและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายชยานันท์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 288 ประกอบมาตรา 72, 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี โดยคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด ได้รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท คำให้การกับทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นการบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหายแล้ว กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมประพฤติของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นายโชติมนต์ ผู้ตาย กับเด็กชายชยานันท์ ผู้เสียหาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายเข้าไปลักผลปาล์มในสวนปาล์มของบุตรชายจำเลยที่เกิดเหตุ ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ดูแล จำเลยพาอาวุธปืนพกออโตเมติก (HK) ขนาด 9 มม. LUGER ที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จากเจ้าพนักงานติดตัวไป มาพบเห็นเหตุการณ์ขณะที่ผู้ตายและผู้เสียหายกำลังช่วยกันนำผลปาล์ม 2 ทะลาย ออกไป จึงเรียกให้ทั้งสองคนหยุด แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่หยุด จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายและผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน กระสุนปืนและซองกระสุนปืนเป็นของกลาง แล้วกล่าวหาจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จำเลยก่อเหตุเป็นคดีนี้ ก็เพราะผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักผลปาล์มในสวนของบุตรชายจำเลย การลักทรัพย์เป็นการประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน และเป็นการละเมิดต่อสิทธิในความเป็นเจ้าของของเจ้าของทรัพย์ โดยเฉพาะทรัพย์ในคดีนี้เป็นผลปาล์ม ซึ่งจำต้องมีการลงทุนและต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะได้ผลผลิต การที่ผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาฉกฉวยลักเอาผลผลิตไปเช่นนี้ นับเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของผลผลิตและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องลงทุนลงแรง เมื่อจำเลยซึ่งมีหน้าที่เฝ้าดูแลสวนปาล์มให้บุตรชายมาพบเห็นการกระทำของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งหน้า ย่อมต้องเกิดโทสะและมีอำนาจที่จะปกป้องติดตามจับกุมผู้ตายและผู้เสียหายเพื่อนำทรัพย์สินคืนมาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 79 แม้จะได้ความว่าจำเลยตะโกนบอกให้ผู้ตายและผู้เสียหายหยุด โดยผู้ตายและผู้เสียหายได้ทิ้งผลปาล์มที่ลักมาและพยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่ยอมหยุด กลับรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนีโดยมิได้รู้สำนึกในการกระทำผิดของตน ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลยยิ่งขึ้นจนเป็นเหตุให้จำเลยจำต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย ซึ่งโทสะของจำเลยนี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องตราบเท่าที่บุคคลทั้งสองยังพยายามหลบหนี การใช้อาวุธปืนยิงของจำเลยในขณะที่ถูกข่มเหงรังแกจากการถูกผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักทรัพย์และมีโทสะอยู่เช่นนี้ จึงนับเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เนื่องจากสถานที่เกิดเหตุที่จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปเป็นสวนปาล์มของบุตรชายจำเลยซึ่งเป็นที่ดินเอกชน มิใช่เมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ แล้วพิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า บ้านที่จำเลยพักอาศัยอยู่คนละแห่งกับสวนปาล์มที่เกิดเหตุ การที่จำเลยพาอาวุธปืนจากบ้านเดินทางมาสวนปาล์ม จึงถือได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปตามทางสาธารณะมาบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่จำเลยมิได้ฎีกาว่าไม่ได้พาอาวุธปืนจากบ้านเดินทางมาสวนปาล์มของบุตรชายจำเลย คงฎีกาอ้างเพียงว่า สถานที่ที่จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปเป็นสวนปาล์มของบุตรชายจำเลยไม่ใช่เมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะเท่านั้น ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ส่วนฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า การพาอาวุธปืนของจำเลยเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ก็เป็นฎีกาที่โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย เท่ากับเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงซึ่งยุติไปแล้วขึ้นมาโต้เถียงใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะฟังว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ก็เป็นเพียงการวินิจฉัยยืนยันถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว หาก่อให้เกิดสิทธิในการฎีกาแก่จำเลยไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า หลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 แล้วเป็นเงินถึง 450,000 บาท จนผู้ร้องที่ 1 ให้อภัยไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย ทั้งที่เหตุเกิดเพราะผู้ตายและผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุลักทรัพย์ของบุตรชายจำเลย หากผู้ตายและผู้เสียหายไม่เข้าไปลักทรัพย์ในสวนปาล์มที่จำเลยเฝ้าดูแล และเมื่อจำเลยพบเห็นแล้วบุคคลทั้งสองยอมให้จำเลยจับแต่โดยดี ไม่พยายามหลบหนี ก็จะไม่เกิดเหตุขึ้น ดังนั้น การที่จะลงโทษจำคุกจำเลยซึ่งเป็นสุจริตชนไปเสียทีเดียว ย่อมไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีจึงมีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วเป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ป.วิ.อ. ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
ผู้ร้อง — นางสาว พ. กับพวก
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายวิชญ์พล มากกิตติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
วิชาญ พึ่งประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959/2567
#712232
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักผลปาล์มในสวนของบุตรชายจำเลย การลักทรัพย์เป็นการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินและเป็นการละเมิดต่อสิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพย์ เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของผลผลิตและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องลงทุนลงแรง เมื่อจำเลยมีหน้าที่เฝ้าดูแลสวนป่าให้บุตรชายมาพบเห็นการกระทำของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งหน้า ย่อมต้องเกิดโทสะและมีอำนาจที่จะปกป้องติดตามจับกุมผู้ตายและผู้เสียหายเพื่อนำทรัพย์สินคืนมาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 แม้จะได้ความว่าจำเลยตะโกนบอกให้ผู้ตายและผู้เสียหายหยุด โดยผู้ตายและผู้เสียหายได้ทิ้งผลปาล์มที่ลักมาแล้วและพยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่ยอมหยุดกลับรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนีโดยมิได้รู้สำนึกในการกระทำผิดของตน ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลยยิ่งขึ้นจนเป็นเหตุให้จำเลยจำต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย ซึ่งโทสะของจำเลยนี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องตราบเท่าที่บุคคลทั้งสองยังพยายามหลบหนี การใช้อาวุธปืนยิงของจำเลยในขณะที่ถูกข่มเหงรังแกจากการถูกผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักทรัพย์และมีโทสะอยู่เช่นนี้ จึงนับเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นางสาวพิไลพร มารดานายโชติมนต์ ผู้ตายและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายชยานันท์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 288 ประกอบมาตรา 72, 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี โดยคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด ได้รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท คำให้การกับทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นการบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหายแล้ว กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่คุมประพฤติของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นายโชติมนต์ ผู้ตาย กับเด็กชายชยานันท์ ผู้เสียหาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายเข้าไปลักผลปาล์มในสวนปาล์มของบุตรชายจำเลยที่เกิดเหตุ ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ดูแล จำเลยพาอาวุธปืนพกออโตเมติก (HK) ขนาด 9 มม. LUGER ที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จากเจ้าพนักงานติดตัวไป มาพบเห็นเหตุการณ์ขณะที่ผู้ตายและผู้เสียหายกำลังช่วยกันนำผลปาล์ม 2 ทะลาย ออกไป จึงเรียกให้ทั้งสองคนหยุด แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่หยุด จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายและผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน กระสุนปืนและซองกระสุนปืนเป็นของกลาง แล้วกล่าวหาจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จำเลยก่อเหตุเป็นคดีนี้ ก็เพราะผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักผลปาล์มในสวนของบุตรชายจำเลย การลักทรัพย์เป็นการประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน และเป็นการละเมิดต่อสิทธิในความเป็นเจ้าของของเจ้าของทรัพย์ โดยเฉพาะทรัพย์ในคดีนี้เป็นผลปาล์ม ซึ่งจำต้องมีการลงทุนและต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะได้ผลผลิต การที่ผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาฉกฉวยลักเอาผลผลิตไปเช่นนี้ นับเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของผลผลิตและผู้เกี่ยวข้องที่ต้องลงทุนลงแรง เมื่อจำเลยซึ่งมีหน้าที่เฝ้าดูแลสวนปาล์มให้บุตรชายมาพบเห็นการกระทำของผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งหน้า ย่อมต้องเกิดโทสะและมีอำนาจที่จะปกป้องติดตามจับกุมผู้ตายและผู้เสียหายเพื่อนำทรัพย์สินคืนมาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 79 แม้จะได้ความว่าจำเลยตะโกนบอกให้ผู้ตายและผู้เสียหายหยุด โดยผู้ตายและผู้เสียหายได้ทิ้งผลปาล์มที่ลักมาและพยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายและผู้เสียหายไม่ยอมหยุด กลับรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนีโดยมิได้รู้สำนึกในการกระทำผิดของตน ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลยยิ่งขึ้นจนเป็นเหตุให้จำเลยจำต้องใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย ซึ่งโทสะของจำเลยนี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องตราบเท่าที่บุคคลทั้งสองยังพยายามหลบหนี การใช้อาวุธปืนยิงของจำเลยในขณะที่ถูกข่มเหงรังแกจากการถูกผู้ตายและผู้เสียหายเข้ามาลักทรัพย์และมีโทสะอยู่เช่นนี้ จึงนับเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เนื่องจากสถานที่เกิดเหตุที่จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปเป็นสวนปาล์มของบุตรชายจำเลยซึ่งเป็นที่ดินเอกชน มิใช่เมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ แล้วพิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า บ้านที่จำเลยพักอาศัยอยู่คนละแห่งกับสวนปาล์มที่เกิดเหตุ การที่จำเลยพาอาวุธปืนจากบ้านเดินทางมาสวนปาล์ม จึงถือได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปตามทางสาธารณะมาบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่จำเลยมิได้ฎีกาว่าไม่ได้พาอาวุธปืนจากบ้านเดินทางมาสวนปาล์มของบุตรชายจำเลย คงฎีกาอ้างเพียงว่า สถานที่ที่จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปเป็นสวนปาล์มของบุตรชายจำเลยไม่ใช่เมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะเท่านั้น ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ส่วนฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า การพาอาวุธปืนของจำเลยเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ก็เป็นฎีกาที่โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย เท่ากับเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงซึ่งยุติไปแล้วขึ้นมาโต้เถียงใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะฟังว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ก็เป็นเพียงการวินิจฉัยยืนยันถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว หาก่อให้เกิดสิทธิในการฎีกาแก่จำเลยไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า หลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 แล้วเป็นเงินถึง 450,000 บาท จนผู้ร้องที่ 1 ให้อภัยไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย ทั้งที่เหตุเกิดเพราะผู้ตายและผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุลักทรัพย์ของบุตรชายจำเลย หากผู้ตายและผู้เสียหายไม่เข้าไปลักทรัพย์ในสวนปาล์มที่จำเลยเฝ้าดูแล และเมื่อจำเลยพบเห็นแล้วบุคคลทั้งสองยอมให้จำเลยจับแต่โดยดี ไม่พยายามหลบหนี ก็จะไม่เกิดเหตุขึ้น ดังนั้น การที่จะลงโทษจำคุกจำเลยซึ่งเป็นสุจริตชนไปเสียทีเดียว ย่อมไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีจึงมีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วเป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ป.วิ.อ. ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
ผู้ร้อง — นางสาว พ. กับพวก
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายวิชญ์พล มากกิตติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
วิชาญ พึ่งประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2952/2567
#705289
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็ไม่ถือว่าเป็นการยอมความ อันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวระงับไป แต่มีผลทำให้คดีในส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสองที่ยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ระงับไปเท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 288, 371 ริบอาวุธมีดคัตเตอร์ของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1544/2562 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายหลั่นและนางทองอินทร์ บิดาและมารดานายณรงเวทย์ ผู้ตาย ตามลำดับ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยให้เรียกนายหลั่นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนางทองอินทร์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนข้อหาร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตาย เป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ 300,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 1 อายุ 72 ปี ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท จนถึงอายุ 90 ปี เป็นระยะเวลารวม 18 ปี เป็นเงิน 1,080,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 อายุ 67 ปี ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท จนถึงอายุ 90 ปี เป็นระยะเวลารวม 23 ปี เป็นเงิน 1,380,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระทั้งสิ้น 2,760,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 15 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ทางนำสืบจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 500 บาท บวกโทษจำคุก 1 เดือน และ 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1544/2562 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 10 ปี 3 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ยกคำขอให้ริบมีดคัตเตอร์ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 จำนวน 20,000 บาท เข้าหักชำระหนี้ดังกล่าวด้วย โดยให้นำไปหักชำระดอกเบี้ยที่คำนวณได้ถึงวันดังกล่าวก่อน หากมีเงินเหลือให้นำไปหักชำระต้นเงิน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าขาดไร้อุปการะ 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าขาดไร้อุปการะ 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งแทนโจทก์ร่วมทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ร่วมทั้งสองชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความ 15,000 บาท ยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงิน 40,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำมาวางต่อศาลชั้นต้น ไปหักชำระดอกเบี้ยที่คำนวณได้นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้นำไปหักชำระต้นเงิน ยกอุทธรณ์ในส่วนอาญาของโจทก์ร่วมทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาล 55,200 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง และเมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ร่วมทั้งสองอีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ตายมีอาการมึนเมาสุราเดินมาที่โต๊ะของจำเลยทั้งสองและตะโกนด่าพร้อมเข้ามาตบศีรษะของจำเลยที่ 1 โดยผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อนก็ตาม แต่ผู้ตายเพียงด่าและตบศีรษะจำเลยที่ 1 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดคัตเตอร์แทงผู้ตายไปที่บริเวณหน้าอกข้างซ้ายใต้ราวนม 1 ครั้ง ในขณะที่ผู้ตายมีอาการมึนเมาสุราและไม่มีอาวุธใด ๆ ที่จะต่อสู้กับจำเลยที่ 1 ได้ นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง และแสดงให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ดังจะเห็นได้จากจำเลยที่ 1 เคยถูกดำเนินคดีมาก่อนคดีนี้แล้วถึง 2 คดี ซึ่งศาลได้ให้โอกาสแก่จำเลยที่ 1 โดยรอการลงโทษแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่หลาบจำกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีก แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างในฎีกา รวมทั้งหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ทำให้ผู้ร้องทั้งสองไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เมื่อโจทก์และผู้ร้องทั้งสองได้รับสำเนาฎีกาแล้วไม่แก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 แล้ว อันมีลักษณะเป็นการยอมความก็ตาม แต่ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร มิใช่เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงไม่อาจยอมความได้ และหาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดดังกล่าวระงับไปไม่ คงมีผลทำให้คดีในส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสองที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระงับไปเท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะก่อนลดโทษให้จำคุก 15 ปีนั้นหนักเกินไป เห็นควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 3 เดือน และปรับ 500 บาท ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 288 ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
โจทก์ร่วม — นาย ห. กับพวก
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวไพลิน อภิทักขกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศชาย สุวพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ปีติ นาถะภักติ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2952/2567
#712231
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็ไม่ถือว่าเป็นการยอมความ อันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวระงับไป แต่มีผลทำให้คดีในส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสองที่ยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ระงับไปเท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 288, 371 ริบอาวุธมีดคัตเตอร์ของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1544/2562 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายหลั่นและนางทองอินทร์ บิดาและมารดานายณรงเวทย์ ผู้ตาย ตามลำดับ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยให้เรียกนายหลั่นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนางทองอินทร์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนข้อหาร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตาย เป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ 300,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 1 อายุ 72 ปี ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท จนถึงอายุ 90 ปี เป็นระยะเวลารวม 18 ปี เป็นเงิน 1,080,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 อายุ 67 ปี ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท จนถึงอายุ 90 ปี เป็นระยะเวลารวม 23 ปี เป็นเงิน 1,380,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระทั้งสิ้น 2,760,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 15 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ทางนำสืบจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 500 บาท บวกโทษจำคุก 1 เดือน และ 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1544/2562 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 10 ปี 3 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ยกคำขอให้ริบมีดคัตเตอร์ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 จำนวน 20,000 บาท เข้าหักชำระหนี้ดังกล่าวด้วย โดยให้นำไปหักชำระดอกเบี้ยที่คำนวณได้ถึงวันดังกล่าวก่อน หากมีเงินเหลือให้นำไปหักชำระต้นเงิน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าขาดไร้อุปการะ 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าขาดไร้อุปการะ 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งแทนโจทก์ร่วมทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ร่วมทั้งสองชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความ 15,000 บาท ยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงิน 40,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำมาวางต่อศาลชั้นต้น ไปหักชำระดอกเบี้ยที่คำนวณได้นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้นำไปหักชำระต้นเงิน ยกอุทธรณ์ในส่วนอาญาของโจทก์ร่วมทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาล 55,200 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง และเมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ร่วมทั้งสองอีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ตายมีอาการมึนเมาสุราเดินมาที่โต๊ะของจำเลยทั้งสองและตะโกนด่าพร้อมเข้ามาตบศีรษะของจำเลยที่ 1 โดยผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อนก็ตาม แต่ผู้ตายเพียงด่าและตบศีรษะจำเลยที่ 1 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดคัตเตอร์แทงผู้ตายไปที่บริเวณหน้าอกข้างซ้ายใต้ราวนม 1 ครั้ง ในขณะที่ผู้ตายมีอาการมึนเมาสุราและไม่มีอาวุธใด ๆ ที่จะต่อสู้กับจำเลยที่ 1 ได้ นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง และแสดงให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ดังจะเห็นได้จากจำเลยที่ 1 เคยถูกดำเนินคดีมาก่อนคดีนี้แล้วถึง 2 คดี ซึ่งศาลได้ให้โอกาสแก่จำเลยที่ 1 โดยรอการลงโทษแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่หลาบจำกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีก แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างในฎีกา รวมทั้งหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ทำให้ผู้ร้องทั้งสองไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เมื่อโจทก์และผู้ร้องทั้งสองได้รับสำเนาฎีกาแล้วไม่แก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 แล้ว อันมีลักษณะเป็นการยอมความก็ตาม แต่ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร มิใช่เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงไม่อาจยอมความได้ และหาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดดังกล่าวระงับไปไม่ คงมีผลทำให้คดีในส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสองที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระงับไปเท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะก่อนลดโทษให้จำคุก 15 ปีนั้นหนักเกินไป เห็นควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ ให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 3 เดือน และปรับ 500 บาท ยกคำร้องขอให้ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 288 ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
โจทก์ร่วม — นาย ห. กับพวก
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวไพลิน อภิทักขกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศชาย สุวพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ปีติ นาถะภักติ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2802/2567
#705580
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องว่า ปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงทำอันตรายแก่ร่างกายได้ และจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลอาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า ปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ แล้วส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1) เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมเสร็จแล้ว ศาลฎีกาย่อมรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้

เมื่อปืนแบลงค์กันของกลางไม่มีการดัดแปลงลำกล้อง สภาพภายในลำกล้องมีเหล็กแกนขวางไม่อาจส่งกระสุนออกมาจากลำกล้องได้ ไม่สามารถใช้ร่วมกับกระสุนปืนจริงได้ เมื่อยิงกับกระสุนปืนแบลงค์กันมีผลเพียงเกิดเสียง เปลวไฟ แรงระเบิด แรงดัน จากการเผาไหม้ดินดอกไม้เพลิงพุ่งออกมาจากปลายลำกล้องเท่านั้น ไม่มีหัวกระสุนปืนออกจากปากลำกล้อง แสดงให้เห็นจุดประสงค์ในการทำหรือประกอบปืนแบลงค์กันขึ้นโดยมิได้ให้เป็นอาวุธปืนที่ใช้ส่งเครื่องกระสุนปืน โดยประสงค์ใช้ยิงให้เกิดเสียงดังและมีเปลวไฟจากการยิงเท่านั้น หากไม่ได้ยิงในระยะประชิดหรือเป็นรัศมีแรงระเบิดหรือกำลังดันของดินดอกไม้เพลิง ก็ไม่มีอานุภาพรุนแรงที่สามารถทำอันตรายแก่กาย ชีวิต หรือวัตถุได้ ดังเช่นอาวุธปืนทั่วไป จึงไม่เข้าตามบทนิยามคำว่า "อาวุธปืน" ตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ การมีรูปร่างลักษณะอันน่าจะทำให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนโดยสภาพ จึงเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371, 376 ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน กระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำคุก 10 วัน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน 5 วัน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนยังไม่เพียงพอแก่การพิจารณาคดีว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จึงมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2565 ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว โดยให้หมายเรียกนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่ที่เกิดเหตุมาไต่สวน และให้หมายเรียกปืนแบลงก์กันของกลางมาประกอบการไต่สวนด้วย เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2

ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมแล้วนำส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและคืนของกลางแก่จำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามบทนิยามของคำว่า "อาวุธปืน" ในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุปืน พ.ศ. 2490 หรือไม่ แม้โจทก์ฟ้องว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนและจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลอาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามฟ้องได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 แล้วส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไป อันเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) และศาลชั้นต้นก็ได้ดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมเสร็จแล้ว ศาลฎีกาย่อมรับฟังพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยว่า ปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนหรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามบทนิยามของกฎหมายหรือไม่ได้ เห็นว่า จากสภาพปืนแบลงค์กันและผลการตรวจสภาพปืนแบลงค์กันของนายทะเบียนอาวุธปืนและผู้เชี่ยวชาญทั้งสองปาก ทำให้ฟังข้อเท็จจริงได้เป็นยุติว่า ปืนแบลงค์กันของกลางไม่มีการดัดแปลงลำกล้อง ยังมีเหล็กแกนที่แข็งแรงปิดกั้นอยู่ภายในลำกล้อง ตามสภาพของปืนแบลงค์กันของกลางดังกล่าวไม่สามารถบรรจุกระสุนปืนจริงเข้าไปและใช้ยิงได้ จึงเป็นเพียงแค่มีรูปแบบและหลักการทำงานมาจากอาวุธปืนจริง แต่ไม่สามารถส่งกระสุนปืนออกมาจากลำกล้องได้ จะมีเพียงรูระบายแก๊สขนาดเล็กออกจากปลายกระบอก ไม่มีอานุภาพความรุนแรงทำอันตรายถึงชีวิตได้ อันเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนที่มีวัตถุประสงค์ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ การกีฬา การปล่อยตัวนักกีฬา การสะสมและการฝึกซ้อมก่อนมีอาวุธปืนจริงเท่านั้น จึงไม่เข้าตามบทนิยามคำว่า "อาวุธปืน" ในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ที่ว่า "อาวุธปืน" หมายความรวมตลอดถึงอาวุธทุกชนิดซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนโดยวิธีระเบิดหรือกำลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของพลังงาน และส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้น ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ปืนแบลงค์กันของกลางใช้วัสดุไม่แข็งแรงคงทนเหมือนอาวุธปืนจริง สภาพภายในลำกล้องมีแกนเหล็กขวางไม่อาจใช้ส่งหัวกระสุนปืนออกมาทางลำกล้องปืนตามบทนิยามได้ ไม่สามารถใช้ร่วมกับกระสุนปืนจริงได้ เมื่อยิงกับกระสุนปืนแบลงค์กันมีผลเพียงเกิดเสียง เปลวไฟ แรงระเบิดและแรงดันจากการเผาไหม้ดินดอกไม้เพลิงพุ่งออกมาทางปลายลำกล้องเท่านั้น ไม่มีหัวกระสุนปืนออกจากปากลำกล้องด้วย แม้เครื่องกระสุนปืนจะประกอบด้วยหลาย ๆ ส่วนตามบทนิยาม แต่หัวกระสุนปืนเป็นสาระสำคัญของเครื่องกระสุนปืนที่ทำอันตรายได้ แสดงให้เห็นว่าจุดประสงค์ในการทำหรือประกอบปืนแบลงค์กันขึ้นโดยมิได้ให้เป็นอาวุธปืนซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืน เพียงแต่เป็นการทำประกอบขึ้นโดยประสงค์ใช้ยิงให้เกิดเสียงดังและมีเปลวไฟจากการยิงเท่านั้น ส่วนเมื่อมีการยิงแล้วเกิดการระเบิดหรือกำลังดันของดินดอกไม้เพลิง ไม่ได้เกิดจากหัวกระสุนปืน ผลจากการยิงในระยะประชิดก็ไม่แตกต่างกับการจุดประทัดหรือดอกไม้เพลิงในระยะประชิดซึ่งสามารถทำอันตรายได้เช่นกัน แต่หากไม่ได้ยิงในระยะประชิดหรือเกินรัศมีแรงระเบิดหรือกำลังดันของดินดอกไม้เพลิงก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายได้ และหากใช้ปืนแบลงค์กันโดยวิธีปกติ ไม่มีเจตนาจ่อยิงในระยะประชิด เปลวไฟ แรงระเบิดหรือแรงดันที่เกิดจากการยิงก็ไม่มีอานุภาพหรือความรุนแรงที่สามารถทำอันตรายแก่กาย ชีวิต หรือวัตถุได้ดังเช่นอาวุธปืนทั่วไป ปืนแบลงค์กันของกลางจึงไม่เป็นอาวุธปืน แต่เมื่อโดยสภาพของปืนแบลงค์กันของกลางประกอบไปด้วยลำกล้อง เครื่องลูกเลื่อน ชุดลั่นไก มีรูปร่างลักษณะภายในและภายนอกเช่นเดียวกับอาวุธปืนทั่วไป คงแตกต่างกันที่ไม่สามารถส่งหัวกระสุนปืนออกไปได้ การมีรูปร่างลักษณะอันน่าจะทำให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนโดยสภาพ จึงเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อปืนแบลงค์กันของกลางไม่ใช่อาวุธปืน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371 ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 208 (1)
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (1) ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นางสาวธนานันท์ รอดสังวาลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2802/2567
#719838
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องว่า ปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงทำอันตรายแก่ร่างกายได้ และจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลอาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า ปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ แล้วส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1) เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมเสร็จแล้ว ศาลฎีกาย่อมรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้

เมื่อปืนแบลงค์กันของกลางไม่มีการดัดแปลงลำกล้อง สภาพภายในลำกล้องมีเหล็กแกนขวางไม่อาจส่งกระสุนออกมาจากลำกล้องได้ ไม่สามารถใช้ร่วมกับกระสุนปืนจริงได้ เมื่อยิงกับกระสุนปืนแบลงค์กันมีผลเพียงเกิดเสียง เปลวไฟ แรงระเบิด แรงดัน จากการเผาไหม้ดินดอกไม้เพลิงพุ่งออกมาจากปลายลำกล้องเท่านั้น ไม่มีหัวกระสุนปืนออกจากปากลำกล้อง แสดงให้เห็นจุดประสงค์ในการทำหรือประกอบปืนแบลงค์กันขึ้นโดยมิได้ให้เป็นอาวุธปืนที่ใช้ส่งเครื่องกระสุนปืน โดยประสงค์ใช้ยิงให้เกิดเสียงดังและมีเปลวไฟจากการยิงเท่านั้น หากไม่ได้ยิงในระยะประชิดหรือเกินรัศมีแรงระเบิดหรือกำลังดันของดินดอกไม้เพลิง ก็ไม่มีอานุภาพรุนแรงที่สามารถทำอันตรายแก่กาย ชีวิต หรือวัตถุได้ ดังเช่นอาวุธปืนทั่วไป จึงไม่เข้าตามบทนิยามคำว่า "อาวุธปืน" ตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ การมีรูปร่างลักษณะอันน่าจะทำให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนโดยสภาพ จึงเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371, 376 ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน กระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำคุก 10 วัน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน 5 วัน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนยังไม่เพียงพอแก่การพิจารณาคดีว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จึงมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2565 ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว โดยให้หมายเรียกนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่ที่เกิดเหตุมาไต่สวน และให้หมายเรียกปืนแบลงก์กันของกลางมาประกอบ การไต่สวนด้วย เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2

ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมแล้วนำส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและคืนของกลางแก่จำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามบทนิยามของคำว่า "อาวุธปืน" ในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุปืน พ.ศ. 2490 หรือไม่ แม้โจทก์ฟ้องว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนและจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลอาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามฟ้องได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 แล้วส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไป อันเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) และศาลชั้นต้นก็ได้ดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมเสร็จแล้ว ศาลฎีกาย่อมรับฟังพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยว่า ปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนหรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามบทนิยามของกฎหมายหรือไม่ได้ เห็นว่า จากสภาพปืนแบลงค์กันและผลการตรวจสภาพปืนแบลงค์กันของนายทะเบียนอาวุธปืนและผู้เชี่ยวชาญทั้งสองปาก ทำให้ฟังข้อเท็จจริงได้เป็นยุติว่า ปืนแบลงค์กันของกลางไม่มีการดัดแปลงลำกล้อง ยังมีเหล็กแกนที่แข็งแรงปิดกั้นอยู่ภายในลำกล้อง ตามสภาพของปืนแบลงค์กันของกลางดังกล่าวไม่สามารถบรรจุกระสุนปืนจริงเข้าไปและใช้ยิงได้ จึงเป็นเพียงแค่มีรูปแบบและหลักการทำงานมาจากอาวุธปืนจริง แต่ไม่สามารถส่งกระสุนปืนออกมาจากลำกล้องได้ จะมีเพียงรูระบายแก๊สขนาดเล็กออกจากปลายกระบอก ไม่มีอานุภาพความรุนแรงทำอันตรายถึงชีวิตได้ อันเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนที่มีวัตถุประสงค์ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ การกีฬา การปล่อยตัวนักกีฬา การสะสมและการฝึกซ้อมก่อนมีอาวุธปืนจริงเท่านั้น จึงไม่เข้าตามบทนิยามคำว่า "อาวุธปืน" ในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ที่ว่า "อาวุธปืน" หมายความรวมตลอดถึงอาวุธทุกชนิดซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนโดยวิธีระเบิดหรือกำลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของพลังงาน และส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้น ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ปืนแบลงค์กันของกลางใช้วัสดุไม่แข็งแรงคงทนเหมือนอาวุธปืนจริง สภาพภายในลำกล้องมีแกนเหล็กขวางไม่อาจใช้ส่งหัวกระสุนปืนออกมาทางลำกล้องปืนตามบทนิยามได้ ไม่สามารถใช้ร่วมกับกระสุนปืนจริงได้ เมื่อยิงกับกระสุนปืนแบลงค์กันมีผลเพียงเกิดเสียง เปลวไฟ แรงระเบิดและแรงดันจากการเผาไหม้ดินดอกไม้เพลิงพุ่งออกมาทางปลายลำกล้องเท่านั้น ไม่มีหัวกระสุนปืนออกจากปากลำกล้องด้วย แม้เครื่องกระสุนปืนจะประกอบด้วยหลาย ๆ ส่วนตามบทนิยาม แต่หัวกระสุนปืนเป็นสาระสำคัญของเครื่องกระสุนปืนที่ทำอันตรายได้ แสดงให้เห็นว่าจุดประสงค์ในการทำหรือประกอบปืนแบลงค์กันขึ้นโดยมิได้ให้เป็นอาวุธปืนซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืน เพียงแต่เป็นการทำประกอบขึ้นโดยประสงค์ใช้ยิงให้เกิดเสียงดังและมีเปลวไฟจากการยิงเท่านั้น ส่วนเมื่อมีการยิงแล้วเกิดการระเบิดหรือกำลังดันของดินดอกไม้เพลิง ไม่ได้เกิดจากหัวกระสุนปืน ผลจากการยิงในระยะประชิดก็ไม่แตกต่างกับการจุดประทัดหรือดอกไม้เพลิงในระยะประชิดซึ่งสามารถทำอันตรายได้เช่นกัน แต่หากไม่ได้ยิงในระยะประชิดหรือเกินรัศมีแรงระเบิดหรือกำลังดันของดินดอกไม้เพลิงก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายได้ และหากใช้ปืนแบลงค์กันโดยวิธีปกติ ไม่มีเจตนาจ่อยิงในระยะประชิด เปลวไฟ แรงระเบิดหรือแรงดันที่เกิดจากการยิงก็ไม่มีอานุภาพหรือความรุนแรงที่สามารถทำอันตรายแก่กาย ชีวิต หรือวัตถุได้ดังเช่นอาวุธปืนทั่วไป ปืนแบลงค์กันของกลางจึงไม่เป็นอาวุธปืน แต่เมื่อโดยสภาพของปืนแบลงค์กันของกลางประกอบไปด้วยลำกล้อง เครื่องลูกเลื่อน ชุดลั่นไก มีรูปร่างลักษณะภายในและภายนอกเช่นเดียวกับอาวุธปืนทั่วไป คงแตกต่างกันที่ไม่สามารถส่งหัวกระสุนปืนออกไปได้ การมีรูปร่างลักษณะอันน่าจะทำให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนโดยสภาพ จึงเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อปืนแบลงค์กันของกลางไม่ใช่อาวุธปืน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371 ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 208 (1)
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (1) ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นางสาวธนานันท์ รอดสังวาลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา