คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4008/2567
#712241
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบคำขอกู้และรับรองสิทธิโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ระบุวัตถุประสงค์ไว้ในข้อ 3 ว่า เพื่อชำระหนี้และทุนการศึกษาบุตร แสดงว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้เกี่ยวแก่การศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนแนบท้ายแบบคำขอกู้ดังกล่าว อันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาทำสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น หนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อธนาคาร อ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489 แต่เมื่อได้ความว่า ในคดีที่ธนาคาร อ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ และ พ. กับโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพะเยานั้น ต่อมา ธนาคาร อ. จำเลยที่ 1 พ. และโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวระงับสิ้นไป โดยธนาคาร อ. ได้ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับธนาคาร อ. โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,452,986.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,391,238 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ และยกฟ้องจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,452,986.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,391,238 บาท นับถัดจากวันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2537 ตามทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นแบบคำขอกู้และรับรองสิทธิโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. จากธนาคาร อ. สาขาเชียงคำ ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2553 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภคสินเชื่อโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. 6 วงเงิน 1,200,000 บาท จากธนาคาร อ. สาขาเชียงคำ และได้รับเงินกู้ไปแล้ว มีนางพรทิพย์และโจทก์ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 25 มิถุนายน 2558 จากนั้นวันที่ 9 กันยายน 2558 ธนาคาร อ. ฟ้องจำเลยที่ 1 นางพรทิพย์และโจทก์ต่อศาลจังหวัดพะเยาเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.2539/2558 ศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. 3159/2558 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ธนาคาร อ. ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 508 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เพื่อบังคับคดี โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร อ. วันที่ 10 พฤษภาคม 2564 เป็นเงิน 1,374,292 บาท และวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์แก่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพะเยาอีก 16,946 บาท รวมเป็นเงิน 1,391,238 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การกู้เงินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัตรประชาชนแนบท้ายคำขอกู้เงิน หนี้ตามสัญญากู้ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 คู่สมรสต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบคำขอกู้และรับรองสิทธิโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ระบุวัตถุประสงค์ไว้ในข้อ 3 ว่าเพื่อชำระหนี้และทุนการศึกษาบุตร แสดงว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้เกี่ยวแก่การศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนแนบท้ายแบบคำขอกู้ดังกล่าว อันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาทำสัญญากู้ยืมเงินดังนั้น หนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อธนาคาร อ. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1489 แต่เมื่อได้ความว่าในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.2539/2558 ที่ธนาคาร อ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ และนางพรทิพย์ กับโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพะเยานั้น ต่อมาธนาคาร อ. จำเลยที่ 1 นางพรทิพย์และโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.3159/2558 และคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวระงับสิ้นไป โดยธนาคาร อ. ได้ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับธนาคาร อ. โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 693 ม. 852 ม. 1489 ม. 1490 (1) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายอธิกา อภิธนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3978/2567
#705287
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทง น. แล้ว น. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยมิได้คบคิดนัดหมายกันมาก่อน ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานฆ่าผู้อื่นโดยพลาด แต่เมื่อจำเลยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายที่ 1 มาตั้งแต่ต้นและร่วมชุลมุนชกต่อยผู้ตายที่ 1 จึงต้องรับผลแห่งการกระทำของพวกจำเลยและ น. ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้ตายที่ 1 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายที่ 2 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 60, 83 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยพลาดตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ว่า จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยจำเลยมีปากเสียงและทะเลาะวิวาทกับนายจิรโชติ ผู้ตายที่ 1 แล้วจำเลยใช้ขวดสุราตีศีรษะผู้ตายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง บริเวณลานจอดรถร้านคลับ 99 ผู้ตายที่ 1 วิ่งหนีไป จำเลยวิ่งตามไปแล้วผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงจำเลยที่หน้าอกขวาและซ้าย รวม 4 ครั้ง หลังจากนั้นจำเลยล้มลง จำเลยไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของนายนฤปนาท อาวุธปืนและอาวุธมีดปลายแหลมไม่ใช่ของจำเลย กับรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียว จำคุก 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น เป็นจำคุก 26 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 27 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2565 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่นางสาวรุ่งฤดี และนางสาวสิริฑา กับเพื่อนกำลังเดินไปที่ลานจอดรถหน้าร้านคลับ 99 พบนายจิรโชติ ผู้ตายที่ 1 กำลังพูดคุยกับนางสาวกมลชนก พี่สาวของนางสาวรุ่งฤดีว่าจะไปส่งที่บ้าน แล้วนางสาวรุ่งฤดีกับเพื่อนและผู้ตายที่ 1 เดินไปที่ลานจอดรถ ระหว่างนั้นนายนฤปนาท เดินเข้าไปถามผู้ตายที่ 1 ว่า ไหนคนชื่อเบส ผู้ตายที่ 1 บอกว่า ใจเย็น ๆ นะ เพื่อนผม ขณะเดียวกันจำเลยใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายที่ 1 ผู้ตายที่ 1 วิ่งหลบหนีไป มีคนร้ายวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปรวมทั้งจำเลยและนายนฤปนาทด้วย แล้วผู้ตายที่ 1 กับคนร้ายซึ่งวิ่งตามไปชุลมุนชกต่อยและใช้อาวุธมีดแทงกัน หลังจากนั้นผู้ตายที่ 1 ถอยออกมา นายนฤปนาทวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไป ผู้ตายที่ 1ใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาท ส่วนนายนฤปนาทใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายที่ 1 แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ตายที่ 1 โดยกระสุนปืนพลาดไปถูกนายสุภาชัย ผู้ตายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตายเนื่องจากเสียเลือดมากจากบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงบริเวณหลังและช่องอก และนายนฤปนาทถึงแก่ความตายจากบาดแผลถูกอาวุธมีดแทง ส่วนจำเลยได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงที่หน้าอกซ้าย 1 แผล หน้าอกขวา 1 แผลและช่องท้อง 1 แผล ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยกับนายนฤปนาทเดินทางมาร้านคลับ 99 ด้วยกันเดินออกจากร้านคลับ 99 พร้อมกัน หรือพบกันก่อนเกิดเหตุที่จำเลยใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยรู้จักนายนฤปนาท ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อนายนฤปนาทสอบถามผู้ตายที่ 1 แล้ว จำเลยใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายที่ 1 ทันที เมื่อผู้ตายที่ 1 วิ่งหลบหนี จำเลย นายนฤปนาทกับพวกได้วิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไป เช่นนี้พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยและนายนฤปนาทกับพวกที่วิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปเป็นพวกเดียวกันและต่างรู้เห็นถึงการกระทำของแต่ละคนโดยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายที่ 1 มาตั้งแต่ต้น โจทก์มีนายวศิน เบิกความว่า เมื่อผู้ตายที่ 1 วิ่งมาถึงจุดหมายเลข 2 เกิดการชุลมุนกัน โดยพวกของจำเลยประมาณ 10 คน ส่วนผู้ตายที่ 1 มีเพียงคนเดียว มีการชกต่อยและแทงกัน แต่พยานไม่ทราบว่าใครเป็นคนแทง และผู้ตายที่ 1 แทงสวนไปด้วย เมื่อผู้ตายที่ 1 ถอยออกมา นายนฤปนาทวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ออกมา ผู้ตายที่ 1 จึงใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาท และนายนฤปนาทใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 ทันที แม้นายวศินเบิกความว่า พยานไม่เห็นจำเลยวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปก็ตาม แต่เมื่อจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไป และหลังเกิดเหตุจำเลยได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงที่หน้าอกซ้าย1 แผล หน้าอกขวา 1 แผล และช่องท้อง 1 แผล เชื่อว่าเมื่อจำเลยวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปทัน จำเลยได้เข้าร่วมชุลมุนชกต่อยกับผู้ตายที่ 1 ซึ่งระหว่างการชุลมุนมีการใช้อาวุธมีดแทงกันด้วย ประกอบกับผู้ตายที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาท ทำให้เชื่อว่าบาดแผลที่ถูกอาวุธมีดแทงของจำเลยเกิดจากผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงจำเลย เมื่อผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตายเนื่องจากบาดแผลที่ถูกแทงด้วยอาวุธมีดโดยโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่ 1 และนายนฤปนาทเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 หลังจากที่ผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาทแล้ว แต่กระสุนไม่ถูกผู้ตายที่ 1 โดยพลาดไปถูกผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย เช่นนี้ เหตุการณ์ที่ผู้ตายที่ 1 ถูกอาวุธมีดแทงและนายนฤปนาทใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยมิได้คบคิดนัดหมายมาก่อน ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานฆ่าผู้อื่นโดยพลาด แต่เมื่อจำเลยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายที่ 1 มาตั้งแต่ต้นและร่วมชุลมุนชกต่อยผู้ตายที่ 1 จำเลยจึงต้องรับผลแห่งการกระทำของพวกจำเลยและนายนฤปนาทด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้ตายที่ 1 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายที่ 2 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 60, 83 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยพลาดตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 60 และ 83 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยรู้มาก่อนว่านายนฤปนาทพาอาวุธปืนของกลางติดตัวมาด้วย ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ร่วมกับนายนฤปนาทยึดถือครอบครองอาวุธปืนของกลาง ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมกับนายนฤปนาทในการมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้ความผิดฐานดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุที่จะลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายและฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยพลาดแล้ว ศาลฎีกาต้องกำหนดโทษจำคุกจำเลยใหม่ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุลงโทษจำคุกจำเลยในสถานเบาหรือไม่อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 60 และ 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 290 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวจิราพร ศิริพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3978/2567
#719878
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทง น. แล้ว น. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้ตายที่ 2 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยมิได้คบคิดนัดหมายกันมาก่อน ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานฆ่าผู้อื่นโดยพลาด แต่เมื่อจำเลยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายที่ 1 มาตั้งแต่ต้นและร่วมชุลมุนชกต่อยผู้ตายที่ 1 จึงต้องรับผลแห่งการกระทำของพวกจำเลยและ น. ด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้ตายที่ 1 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายที่ 2 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 60, 83 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยพลาดตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ว่า จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยจำเลยมีปากเสียงและทะเลาะวิวาทกับนายจิรโชติ ผู้ตายที่ 1 แล้วจำเลยใช้ขวดสุราตีศีรษะผู้ตายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง บริเวณลานจอดรถร้านคลับ 99 ผู้ตายที่ 1 วิ่งหนีไป จำเลยวิ่งตามไปแล้วผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงจำเลยที่หน้าอกขวาและซ้าย รวม 4 ครั้ง หลังจากนั้นจำเลยล้มลง จำเลยไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของนายนฤปนาท อาวุธปืนและอาวุธมีดปลายแหลมไม่ใช่ของจำเลย กับรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียว จำคุก 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น เป็นจำคุก 26 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 27 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2565 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่นางสาวรุ่งฤดี และนางสาวสิริฑา กับเพื่อนกำลังเดินไปที่ลานจอดรถหน้าร้านคลับ 99 พบนายจิรโชติ ผู้ตายที่ 1 กำลังพูดคุยกับนางสาวกมลชนก พี่สาวของนางสาวรุ่งฤดีว่าจะไปส่งที่บ้าน แล้วนางสาวรุ่งฤดีกับเพื่อนและผู้ตายที่ 1 เดินไปที่ลานจอดรถ ระหว่างนั้นนายนฤปนาท เดินเข้าไปถามผู้ตายที่ 1 ว่า ไหนคนชื่อเบส ผู้ตายที่ 1 บอกว่า ใจเย็น ๆ นะ เพื่อนผม ขณะเดียวกันจำเลยใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายที่ 1 ผู้ตายที่ 1 วิ่งหลบหนีไป มีคนร้ายวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปรวมทั้งจำเลยและนายนฤปนาทด้วย แล้วผู้ตายที่ 1 กับคนร้ายซึ่งวิ่งตามไปชุลมุนชกต่อยและใช้อาวุธมีดแทงกัน หลังจากนั้นผู้ตายที่ 1 ถอยออกมา นายนฤปนาทวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไป ผู้ตายที่ 1ใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาท ส่วนนายนฤปนาทใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายที่ 1 แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ตายที่ 1 โดยกระสุนปืนพลาดไปถูกนายสุภาชัย ผู้ตายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตายเนื่องจากเสียเลือดมากจากบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงบริเวณหลังและช่องอก และนายนฤปนาทถึงแก่ความตายจากบาดแผลถูกอาวุธมีดแทง ส่วนจำเลยได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงที่หน้าอกซ้าย 1 แผล หน้าอกขวา 1 แผลและช่องท้อง 1 แผล ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยกับนายนฤปนาทเดินทางมาร้านคลับ 99 ด้วยกันเดินออกจากร้านคลับ 99 พร้อมกัน หรือพบกันก่อนเกิดเหตุที่จำเลยใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยรู้จักนายนฤปนาท ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อนายนฤปนาทสอบถามผู้ตายที่ 1 แล้ว จำเลยใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายที่ 1 ทันที เมื่อผู้ตายที่ 1 วิ่งหลบหนี จำเลย นายนฤปนาทกับพวกได้วิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไป เช่นนี้พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยและนายนฤปนาทกับพวกที่วิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปเป็นพวกเดียวกันและต่างรู้เห็นถึงการกระทำของแต่ละคนโดยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายที่ 1 มาตั้งแต่ต้น โจทก์มีนายวศิน เบิกความว่า เมื่อผู้ตายที่ 1 วิ่งมาถึงจุดหมายเลข 2 เกิดการชุลมุนกัน โดยพวกของจำเลยประมาณ 10 คน ส่วนผู้ตายที่ 1 มีเพียงคนเดียว มีการชกต่อยและแทงกัน แต่พยานไม่ทราบว่าใครเป็นคนแทง และผู้ตายที่ 1 แทงสวนไปด้วย เมื่อผู้ตายที่ 1 ถอยออกมา นายนฤปนาทวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ออกมา ผู้ตายที่ 1 จึงใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาท และนายนฤปนาทใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 ทันที แม้นายวศินเบิกความว่า พยานไม่เห็นจำเลยวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปก็ตาม แต่เมื่อจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไป และหลังเกิดเหตุจำเลยได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถูกอาวุธมีดแทงที่หน้าอกซ้าย 1 แผล หน้าอกขวา 1 แผล และช่องท้อง 1 แผล เชื่อว่าเมื่อจำเลยวิ่งตามผู้ตายที่ 1 ไปทัน จำเลยได้เข้าร่วมชุลมุนชกต่อยกับผู้ตายที่ 1 ซึ่งระหว่างการชุลมุนมีการใช้อาวุธมีดแทงกันด้วย ประกอบกับผู้ตายที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาท ทำให้เชื่อว่าบาดแผลที่ถูกอาวุธมีดแทงของจำเลยเกิดจากผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงจำเลย เมื่อผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตายเนื่องจากบาดแผลที่ถูกแทงด้วยอาวุธมีดโดยโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่ 1 และนายนฤปนาทเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 หลังจากที่ผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงนายนฤปนาทแล้ว แต่กระสุนไม่ถูกผู้ตายที่ 1 โดยพลาดไปถูกผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย เช่นนี้ เหตุการณ์ที่ผู้ตายที่ 1 ถูกอาวุธมีดแทงและนายนฤปนาทใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยมิได้คบคิดนัดหมายมาก่อน ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานฆ่าผู้อื่นโดยพลาด แต่เมื่อจำเลยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายที่ 1 มาตั้งแต่ต้นและร่วมชุลมุนชกต่อยผู้ตายที่ 1 จำเลยจึงต้องรับผลแห่งการกระทำของพวกจำเลยและนายนฤปนาทด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้ตายที่ 1 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายที่ 2 จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 60, 83 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยพลาดตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 60 และ 83 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยรู้มาก่อนว่านายนฤปนาทพาอาวุธปืนของกลางติดตัวมาด้วย ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ร่วมกับนายนฤปนาทยึดถือครอบครองอาวุธปืนของกลาง ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมกับนายนฤปนาทในการมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้ความผิดฐานดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุที่จะลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายและฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยพลาดแล้ว ศาลฎีกาต้องกำหนดโทษจำคุกจำเลยใหม่ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุลงโทษจำคุกจำเลยในสถานเบาหรือไม่อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 60 และ 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 83 ม. 290 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวจิราพร ศิริพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3969 -ที่ 3975/2567
#712240
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป" ซึ่งหมายความว่า หากนายจ้างประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานแล้ว นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในแต่ละคราว ๆ ไป นายจ้างถึงจะมีสิทธิให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้ แต่สัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ทั้งเจ็ด กำหนดไว้เหมือนกันในข้อ 2. การปฏิบัติงาน ข้อ 2.1 กำหนดไว้ว่า เวลาปฏิบัติงานปกติ ให้ถือเวลาที่กำหนดโดยนายจ้าง ข้อ 2.2 ค่าจ้างล่วงเวลา ให้ถือเวลาที่นอกเหนือจากเวลาทำงานปกติ และตามเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงาน ระบุในข้อ 1.2 เวลาทำงานนอกฝั่ง กะกลางวัน เวลา 6 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา / กะกลางคืน เวลา 18 นาฬิกา ถึง 6 นาฬิกา โดยคิดเป็นเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง และส่วนที่เหลือเป็นค่าจ้างล่วงเวลา จึงเท่ากับว่าจำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานล่วงเวลาในวันทำงานทุกวันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ขณะทำสัญญาจ้างแรงงาน เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไปก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในวันทำงานตามที่มาตรา 24 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ การที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งเจ็ดต้องทำงานล่วงเวลาในวันทำงานไว้ล่วงหน้าวันละ 4 ชั่วโมง เป็นการขัดต่อมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ ย่อมไม่อาจนำสัญญาจ้างแรงงานพร้อมเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวมารับฟังทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเวลาการทำงานปกติและเวลาการทำงานล่วงเวลาได้

จำเลยส่งโจทก์ทั้งเจ็ดไปทำงานกับบริษัท ช. ซึ่งบริษัท ช. กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานเป็นกะ กะละ 12 ชั่วโมง ต่อวัน ซึ่งการกำหนดเวลาการทำงานปกติดังกล่าวนั้นเป็นการกำหนดที่สอดคล้องกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2543) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดให้งานในกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม รวมตลอดถึงงานซ่อมบำรุงและงานให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับงานดังกล่าว เฉพาะที่ทำในแปลงสำรวจและพื้นที่ผลิต ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงาน แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง การที่บริษัท ช. กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานวันละ 12 ชั่วโมง โดยโจทก์ทั้งเจ็ดตกลงทำงานตามที่บริษัท ช. กำหนดไว้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง มิใช่มีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานล่วงเวลาในวันทำงานวันละ 4 ชั่วโมง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น เงินที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง จึงเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายวันเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง โดยไม่คำนึงว่าจำเลยจะเรียกเงินที่จ่ายให้โจทก์ทั้งเจ็ดในช่วงระหว่างการทำงาน 4 ชั่วโมงสุดท้ายของวันว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ก็ตาม การที่จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดโดยนำแต่เฉพาะค่าจ้างที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับจากการทำงานในเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง มาเป็นฐานในการคิดคำนวณจึงไม่ถูกต้อง จำเลยต้องนำค่าจ้างที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติอีกวันละ 4 ชั่วโมง มาเป็นฐานในการคิดคำนวณด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องในทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายและเงินเพิ่มจนถึงวันฟ้อง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินเพิ่มจนถึงวันฟ้อง ค่าชดเชยและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกเจ็ดวัน ของค่าจ้างค้างจ่าย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าส่วนที่ขาดแก่โจทก์ทั้งเจ็ดดังนี้ โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 403,968 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 389,280 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,688 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 293,687 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 273,197 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,490 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 307,682 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 293,040 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,652 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 315,018 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 293,040 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,978 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 315,018 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 293,040 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,978 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 234,892 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 213,538 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,354 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 211,728 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 204,898 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,830 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดสำหรับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมพร้อมดอกเบี้ยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 9 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบกิจการเกี่ยวกับจัดจ้างคนงานไปทำงานกับบริษัทต่าง ๆ จำเลยรับโจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อทำงานกับบริษัท ช. โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 โจทก์ที่ 5 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 โจทก์ที่ 6 และที่ 7 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2557 โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานประจำแท่นฐานการผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ เอราวัณ ตำแหน่งสุดท้ายตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน ทำหน้าที่ดูแลและซ่อมบำรุงอุปกรณ์ประจำแท่นฐานการผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ มีกำหนดเวลาการทำงานหนึ่งวันไม่เกิน 12 ชั่วโมง วันที่ 11 เมษายน 2563 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเนื่องจากบริษัทคู่ค้าจำเลยยกเลิกสัญญาบริการกับจำเลย โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามอายุงานโดยคำนวณจากอัตราค่าจ้างในเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดทราบดีขณะทำสัญญาว่าต้องลงไปปฏิบัติงานนอกฝั่ง โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานเป็นกะ กะกลางวันตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา และกะกลางคืนตั้งแต่เวลา 18 นาฬิกา ถึง 6 นาฬิกา สัญญาจ้างแรงงานและหนังสือปรับค่าจ้างประจำปีระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยระบุอัตราค่าจ้างปกติ 8 ชั่วโมง กับค่าล่วงเวลา 4 ชั่วโมง รวมเป็น 12 ชั่วโมง โจทก์ที่ 1 มีระยะเวลาทำงาน 6 ปี 17 วัน โจทก์ที่ 2 มีระยะเวลาทำงาน 6 ปี 1 เดือน 5 วัน โจทก์ที่ 3 และที่ 4 มีระยะเวลาทำงานคนละ 6 ปี 11 เดือน 10 วัน โจทก์ที่ 5 มีระยะเวลาทำงาน 6 ปี 1 เดือน 5 วัน โจทก์ที่ 6 และที่ 7 มีระยะเวลาทำงานคนละ 5 ปี 9 เดือน 18 วัน ระยะเวลาการทำงาน (นอกฝั่ง) ของโจทก์ทั้งเจ็ดวันละ 12 ชั่วโมง ถือเป็นเวลาทำงานปกติ การที่จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โดยคำนวณจากค่าจ้างในเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง รวมกับค่าล่วงเวลา 4 ชั่วโมงต่อวัน และจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ในอัตราวันละ 2,856 บาท 2,656 บาท 2,849 บาท 2,849 บาท 2,849 บาท 2,768 บาท และ 2,656 บาท ตามลำดับ ถือเป็นค่าจ้าง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ด จะต้องนำค่าจ้างดังกล่าวมาคิดคำนวณค่าชดเชย ที่จำเลยนำค่าจ้างจากเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง มาเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงไม่ถูกต้อง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน โจทก์ที่ 6 และที่ 7 ทำงานครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชย และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นับแต่วันที่คำสั่งเลิกจ้างมีผลบังคับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ทั้งเจ็ด โบนัสและค่าเดินทางถือเป็นเงินเพิ่มพิเศษอื่น ๆ ที่มิใช่เงินค่าตอบแทนจากการทำงานโดยตรงตามเวลาทำงานปกติ จึงไม่ใช่ค่าจ้าง จะนำมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเป็นค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ได้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยจึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอมาท้ายคำฟ้อง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเพราะเหตุสัญญาบริการระหว่างจำเลยกับบริษัท ช. สิ้นสุดลง ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยพร้อมเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงาน มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการจ้างงาน สวัสดิการ การลา ระเบียบ ข้อบังคับ วันเวลาทำงาน อัตราค่าจ้าง โดยในส่วนของการทำงานนอกฝั่งนั้น ระบุเวลาทำงานไว้ชัดเจนว่า กะกลางวัน เวลา 6 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา กะกลางคืน เวลา 18 นาฬิกา ถึง 6 นาฬิกา รวมทำงานกะละ 12 ชั่วโมง เป็นเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง ที่เหลือเป็นการทำงานล่วงเวลา อัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติ 8 ชั่วโมง อัตราค่าจ้างปกติต่อชั่วโมง อัตราค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติ 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง อัตราค่าทำงานในวันหยุดต่อ 8 ชั่วโมง อัตราค่าล่วงเวลาในวันหยุดต่อชั่วโมง ทั้งการคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด จำเลยก็ระบุให้คำนวณจากฐานค่าจ้างในวันทำงานปกติ มิใช่ระบุให้คำนวณจากผลรวมของค่าจ้างในวันทำงานปกติ (8 ชั่วโมง) กับค่าล่วงเวลา (4 ชั่วโมง) ข้อตกลงในสัญญาจ้างในส่วนดังกล่าวเป็นการตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานหรือการจ้าง ซึ่งเป็นสภาพการจ้าง จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ผูกพันโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยให้ต้องปฏิบัติตาม และจำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานต่อวันให้โจทก์ทั้งเจ็ดโดยแบ่งเป็นอัตราค่าจ้างปกติ 8 ชั่วโมง กับค่าล่วงเวลา 4 ชั่วโมง มาตลอดระยะเวลาที่โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานกับจำเลย เมื่องานที่โจทก์ทั้งเจ็ดทำเป็นงานในกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม รวมตลอดถึงงานซ่อมบำรุงและงานให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับงานดังกล่าว เฉพาะที่ทำในแปลงสำรวจและพื้นที่ผลิตที่อยู่ในบังคับของกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อ 1 ซึ่งกำหนดให้มีการคุ้มครองแรงงาน ตาม (1) ว่า "(1) ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงาน แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง" การที่จำเลยกำหนดไว้ในสัญญาจ้างให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานกะละ 12 ชั่วโมง จึงไม่ขัดต่อกฎกระทรวงดังกล่าว การที่จำเลยระบุไว้ชัดเจนในสัญญาจ้างถึงอัตราค่าจ้างสำหรับเวลาทำงานปกติ (8 ชั่วโมง) อัตราค่าทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ (4 ชั่วโมง) ระยะเวลาการปฏิบัติงานในแต่ละวันซึ่งประกอบด้วยเวลาทำงานปกติในวันทำงาน คือ 8 ชั่วโมง กับการทำงานล่วงเวลา ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นคู่สัญญาทราบถึงข้อตกลงในเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ทำสัญญา วันที่มีการทำสัญญาจ้างฉบับใหม่โดยต่ออายุสัญญาจ้างออกไป และตลอดระยะเวลาที่โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานตามสัญญา ทั้งมีการจ่ายเงินดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเรื่อยมา โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งเจ็ดขอแก้ไขสัญญาจ้างหรือทักท้วงข้อกำหนดในสัญญาจ้างว่าไม่ถูกต้องประการใด เพิ่งมาโต้แย้งว่าไม่ถูกต้องหลังจากที่ถูกเลิกจ้างแล้ว เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวที่กำหนดไว้ตามสัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ทั้งเจ็ดทำกับจำเลยไม่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ใช้บังคับได้และผูกพันคู่สัญญา เมื่อข้อตกลงที่โจทก์ทั้งเจ็ดทำไว้กับจำเลยระบุเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง จึงต้องรับฟังว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีเวลาทำงานปกติในวันทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ดังนั้น ค่าจ้างที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับสำหรับระยะเวลาทำงานปกติในวันทำงานก็คือ วันละ 8 ชั่วโมง และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่าจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดโดยคำนวณจากฐานค่าจ้างในเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง ครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดพร้อมดอกเบี้ยอีก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดประการเดียวว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเพิ่มเติมพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามคำฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า แม้สัญญาจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดระบุเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และการทำงานล่วงเวลาวันละ 4 ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติจำเลยให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานประจำแท่นฐานการผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ โดยทำงานเป็นกะ กำหนดกะกลางวันเวลา 6 ถึง 18 นาฬิกา รวม 12 ชั่วโมง และกะกลางคืนเวลา 18 ถึง 6 นาฬิกา รวม 12 ชั่วโมง ทำงาน 21 วัน พัก 21 วัน โดยโจทก์ทั้งเจ็ดต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมงอยู่ตลอด ไม่เคยทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และจำเลยไม่เคยถามความสมัครใจในการทำงานล่วงเวลาวันละ 4 ชั่วโมง โจทก์ทั้งเจ็ดไม่อาจปฏิเสธที่จะไม่ทำงานล่วงเวลาได้ จำเลยจะคิดค่าจ้างในวันทำงานปกติ ค่าทำงานในวันหยุด การหักค่าจ้างหรือชดเชยค่าจ้าง กรณีโจทก์ทั้งเจ็ดใช้วันหยุดเกิน หรือกรณีโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ใช้วันลาพักผ่อน หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการทำงาน จำเลยจะคำนวณค่าจ้างเป็นรายวันจากฐานค่าจ้างที่คิดจากการทำงานวันละ 12 ชั่วโมง เท่ากับจำเลยให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง ในการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องคิดจากฐานค่าจ้างในเวลาทำงานปกติ 12 ชั่วโมง เห็นว่า ในการทำงานล่วงเวลา พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป" ซึ่งหมายความว่า หากนายจ้างประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานแล้ว นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในแต่ละคราว ๆ ไป นายจ้างถึงจะมีสิทธิให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างงานและสัญญาจ้างแรงงานพร้อมเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานแล้ว สัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ทั้งเจ็ดกำหนดไว้เหมือนกันในข้อ 2. การปฏิบัติงาน ข้อ 2.1 กำหนดไว้ว่า เวลาปฏิบัติงานปกติ ให้ถือเวลาที่กำหนดโดยนายจ้าง ข้อ 2.2 ค่าจ้างล่วงเวลา ให้ถือเวลาที่นอกเหนือจากเวลาทำงานปกติ และตามเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงาน ระบุในข้อ 1.2 เวลาทำงานนอกฝั่ง กะกลางวัน เวลา 6 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา / กะกลางคืน เวลา 18 นาฬิกา ถึง 6 นาฬิกา โดยคิดเป็นเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง และส่วนที่เหลือเป็นค่าจ้างล่วงเวลา จึงเท่ากับว่าจำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานล่วงเวลาในวันทำงานทุกวันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ขณะทำสัญญาจ้างแรงงาน การกำหนดในลักษณะดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้นายจ้างต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไปก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาในวันทำงานตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ การที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งเจ็ดต้องทำงานล่วงเวลาในวันทำงานไว้ล่วงหน้าวันละ 4 ชั่วโมง เป็นการขัดต่อมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลใช้บังคับ ย่อมไม่อาจนำสัญญาจ้างแรงงานพร้อมเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยมารับฟังทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเวลาการทำงานปกติและเวลาการทำงานล่วงเวลาได้ แต่อย่างไรก็ดี สำหรับเวลาการทำงานปกติในวันทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดนั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านกันที่ปรากฏตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยส่งโจทก์ทั้งเจ็ดไปทำงานกับบริษัท ช. ซึ่งบริษัท ช. กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานเป็นกะ กะละ 12 ชั่วโมง ต่อวัน ซึ่งการกำหนดเวลาการทำงานปกติดังกล่าวนั้นเป็นการกำหนดที่สอดคล้องกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกฎกระทรวงดังกล่าวได้กำหนดให้งานในกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม รวมตลอดถึงงานซ่อมบำรุงและงานให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับงานดังกล่าว เฉพาะที่ทำในแปลงสำรวจและพื้นที่ผลิต ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงาน แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง การที่บริษัท ช. กำหนดเวลาการทำงานปกติให้โจทก์ทั้งเจ็ดทำงานวันละ 12 ชั่วโมง โดยโจทก์ทั้งเจ็ดตกลงทำงานตามที่บริษัท ช. กำหนดไว้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง มิใช่มีเวลาทำงานในวันทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง และทำงานล่วงเวลาในวันทำงานวันละ 4 ชั่วโมง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานพร้อมเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ทั้งเจ็ดดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น เงินที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติวันละ 12 ชั่วโมง จึงเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายวันเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง โดยไม่คำนึงว่าจำเลยจะเรียกเงินที่จ่ายให้โจทก์ทั้งเจ็ดในช่วงระหว่างการทำงาน 4 ชั่วโมงสุดท้ายของวันว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ก็ตาม การที่จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดโดยนำแต่เฉพาะค่าจ้างที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับจากการทำงานในเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง มาเป็นฐานในการคิดคำนวณจึงไม่ถูกต้อง จำเลยต้องนำค่าจ้างที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติอีกวันละ 4 ชั่วโมง มาเป็นฐานในการคิดคำนวณด้วย โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับค่าจ้างจากการทำงานในเวลาการทำงานปกติต่อวัน เป็นเงิน 2,856 บาท 2,656 บาท 2,849 บาท 2,849 บาท 2,849 บาท 2,768 บาท และ 2,656 บาท ตามลำดับ ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ยังขาดอยู่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 9 รับฟังเป็นยุติและที่จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธได้ความว่า จำเลยมีกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดคิดระยะเวลาทำงานปกติ 21 วัน จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดวันที่ 11 เมษายน 2563 ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 1 มิถุนายน 2563 โดยจำเลยยินยอมจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดจำนวน 12 วัน 18 วัน 12 วัน 18 วัน 18 วัน 18 วัน และ 6 วัน ตามลำดับ จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดแล้วเป็นเงิน 19,584 บาท 27,318 บาท 19,536 บาท 29,304 บาท 29,304 บาท 28,470 บาท และ 9,106 บาท ตามลำดับ เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดมีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเฉพาะในส่วนที่จำเลยไม่ได้นำค่าล่วงเวลา 4 ชั่วโมง มารวมคำนวณเป็นค่าจ้างในจำนวนวันดังกล่าว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มเติมตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นเงิน 14,688 บาท 20,490 บาท 14,652 บาท 21,978 บาท 21,978 บาท 21,354 บาท และ 6,830 บาท ตามลำดับ แต่ในส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดนำคดีมาสู่ศาลเนื่องจากเห็นว่าจำเลยจ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามจำนวนวันที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างถึงในคำฟ้องโดยคิดจากค่าจ้างในเวลาทำงานเพียง 8 ชั่วโมง ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่าจำเลยยังจ่ายไม่ครบถ้วน จึงเรียกร้องเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยให้คิดจากค่าจ้างในเวลาทำงานเป็นเวลา 12 ชั่วโมง และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกเจ็ดวัน ตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยคำนวณเป็นจำนวนเงินและไม่ได้เรียกร้องดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งต่างจากเงินจำนวนอื่นซึ่งโจทก์แต่ละคนเรียกร้องที่มีทั้งดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยและเงินเพิ่มเป็นจำนวนเงินอย่างชัดเจน เช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนรู้ถึงสิทธิของตนเองและไม่ประสงค์จะเรียกร้องดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่ามีเหตุที่จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าส่วนที่ขาดและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งเจ็ดหรือไม่ เท่านั้น จึงเห็นสมควรไม่กำหนดดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด และในส่วนของค่าชดเชยที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชยที่ยังขาดอยู่นั้น เมื่อศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 วันที่ 28 เมษายน 2557 วันที่ 27 มิถุนายน 2556 วันที่ 27 มิถุนายน 2556 วันที่ 28 เมษายน 2557 วันที่ 18 สิงหาคม 2557 และวันที่ 18 สิงหาคม 2557 ตามลำดับ แล้วถูกเลิกจ้างพร้อมกันทั้งหมดในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน ส่วนโจทก์ที่ 6 และที่ 7 ทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดแล้วเป็นเงิน 293,760 บาท 364,243 บาท 390,720 บาท 390,720 บาท 390,720 บาท 284,702 บาท และ 273,182 บาท ตามลำดับ โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพิ่มเติมเป็นเงิน 391,680 บาท 273,197 บาท 293,040 บาท 293,040 บาท 293,040 บาท 213,538 บาท และ 204,898 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป ส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอให้จำเลยชำระเงินเพิ่มนั้น คดีนี้ ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งเจ็ด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9 ในส่วนที่ศาลแรงงานภาค 9 ยกคำขออื่น ๆ ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดส่วนนี้เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยไม่ต้องชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเงิน 14,688 บาท 20,490 บาท 14,652 บาท 21,978 บาท 21,978 บาท 21,354 บาท และ 6,830 บาท ตามลำดับ และชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเงิน 391,680 บาท 273,197 บาท 293,040 บาท 293,040 บาท 293,040 บาท 213,538 บาท และ 204,898 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชยดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 6 ม. 22 ม. 24 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 -
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ -
ชื่อองค์คณะ
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
จำแลง กุลเจริญ
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3964/2567
#706952
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าอาวุธปืนดังกล่าวไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียน เท่ากับเป็นการยืนยันว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ เมื่อจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ตามฟ้องโจทก์ว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีอาวุธปืนดังกล่าวซึ่งไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลจึงลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว -
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 -
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ทรงพล สงวนพงศ์
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
คำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3737/2567
#706032
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การฟ้องคดีของผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่รวมถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุด ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จึงเป็นความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 อย่างไรก็ดี ป.วิ.พ. มาตรา 229 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งประสงค์ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีที่ประสงค์จะอุทธรณ์ต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันต่อคู่ความฝ่ายที่ชนะคดีว่าหากคดีถึงที่สุดโดยคู่ความฝ่ายนั้นยังคงชนะคดีก็สามารถได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมที่วางต่อศาลได้โดยไม่ต้องบังคับคดี ดังนั้น การวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามมาตรา 229 จึงเป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่ แต่มาตรา 229 ไม่ใช่บทบัญญัติเด็ดขาดว่าหากผู้อุทธรณ์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ทันทีไม่ ศาลสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นกรณีไปเพื่อความเป็นธรรมว่าสมควรที่จะให้โอกาสผู้อุทธรณ์ที่มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายนำเงินดังกล่าวมาวางศาลภายในกำหนดหรือสมควรมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยไม่ให้โอกาสก็ได้ ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ แม้มิใช่เป็นอุทธรณ์ที่ได้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรง แต่ถ้าหากศาสอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์เป็นอันต้องถูกเพิกถอนไป อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเท่ากับเป็นการอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยที่มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนจึงเป็นการสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยผิดหลงเช่นนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจว่าตนได้ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องแล้ว กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 จงใจไม่วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อน คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยที่จำเลยที่ 2 ยังมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจึงไม่ชอบ และยังไม่มีอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้ต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์ที่ชอบหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 434,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า จำเลยที่ 2 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ได้ย้ายไปจากที่อยู่ตามที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องมานานแล้ว จึงไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง ทำให้ไม่มีโอกาสต่อสู้คดี การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจึงไม่ชอบ หากจำเลยที่ 2 ได้ต่อสู้คดีมีโอกาสชนะคดีโจทก์ได้ เพราะโจทก์ประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อในราคาต่ำกว่าท้องตลาดจึงไม่เหมาะสม เป็นการไม่ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) โดยเคร่งครัด ไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคาแก่โจทก์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จะคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การฟ้องคดีของผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่รวมถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุด ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จึงเป็นความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มิใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งประสงค์ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีที่ประสงค์จะอุทธรณ์ต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันต่อคู่ความฝ่ายที่ชนะคดีว่า หากคดีถึงที่สุดโดยคู่ความฝ่ายนั้นยังคงชนะคดีก็สามารถได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมที่วางต่อศาลได้โดยไม่ต้องบังคับคดี ดังนั้น การวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 229 จึงเป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่ หากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ทั้งที่ผู้อุทธรณ์มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คำสั่งรับอุทธรณ์ย่อมไม่ชอบ และไม่มีอุทธรณ์ให้ต้องวินิจฉัยว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบหรือไม่ ทั้งมาตรา 229 ก็มิใช่บทบัญญัติบังคับเด็ดขาดว่า หากผู้อุทธรณ์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ทันทีไม่ แต่เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นกรณีไปเพื่อความเป็นธรรมว่าสมควรที่จะให้โอกาสผู้อุทธรณ์ที่มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลภายในกำหนด หรือสมควรมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยไม่ให้โอกาสก็ได้ ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ แม้มิใช่เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรง แต่ถ้าหากศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็จะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ เป็นอันต้องถูกเพิกถอนไป อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 จึงเท่ากับเป็นการอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยที่มิได้ให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อน จึงเป็นการสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยผิดหลง เช่นนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องแล้ว กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 จงใจไม่วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อน คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยที่จำเลยที่ 2 ยังมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจึงไม่ชอบ และยังไม่มีอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้ต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามมาตรา 232 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 18 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นางสาวณัฏฐนิช รุจิรัตน์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายปกรณ์ แต้ประจิตร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3737/2567
#717472
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การฟ้องคดีของผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่รวมถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุด ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จึงเป็นความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

ป.วิ.พ. มาตรา 229 ไม่ใช่บทบัญญัติเด็ดขาดว่าหากผู้อุทธรณ์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ทันทีไม่ ศาลสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นกรณีไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยที่มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนจึงเป็นการสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยผิดหลง เช่นนี้จำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจว่าตนได้ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องแล้ว กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 จงใจไม่วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 434,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า จำเลยที่ 2 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ได้ย้ายไปจากที่อยู่ตามที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องมานานแล้ว จึงไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง ทำให้ไม่มีโอกาสต่อสู้คดี การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจึงไม่ชอบ หากจำเลยที่ 2 ได้ต่อสู้คดีมีโอกาสชนะคดีโจทก์ได้ เพราะโจทก์ประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อในราคาต่ำกว่าท้องตลาดจึงไม่เหมาะสม เป็นการไม่ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2555 ข้อ 5 (4) โดยเคร่งครัด ไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคาแก่โจทก์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จะคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การยื่นคำฟ้องในคดีผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์จึงไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การฟ้องคดีของผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่รวมถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุด ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จึงเป็นความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งพร้อมอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มิใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งประสงค์ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีที่ประสงค์จะอุทธรณ์ต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันต่อคู่ความฝ่ายที่ชนะคดีว่า หากคดีถึงที่สุดโดยคู่ความฝ่ายนั้นยังคงชนะคดีก็สามารถได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมที่วางต่อศาลได้โดยไม่ต้องบังคับคดี ดังนั้น การวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 229 จึงเป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาของศาลชั้นต้นว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่ หากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ทั้งที่ผู้อุทธรณ์มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คำสั่งรับอุทธรณ์ย่อมไม่ชอบ และไม่มีอุทธรณ์ให้ต้องวินิจฉัยว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบหรือไม่ ทั้งมาตรา 229 ก็มิใช่บทบัญญัติบังคับเด็ดขาดว่า หากผู้อุทธรณ์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ทันทีไม่ แต่เป็นบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นกรณีไปเพื่อความเป็นธรรมว่าสมควรที่จะให้โอกาสผู้อุทธรณ์ที่มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลภายในกำหนด หรือสมควรมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยไม่ให้โอกาสก็ได้ ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ แม้มิใช่เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรง แต่ถ้าหากศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็จะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ เป็นอันต้องถูกเพิกถอนไป อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 จึงเท่ากับเป็นการอุทธรณ์ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยที่มิได้ให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อน จึงเป็นการสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยผิดหลง เช่นนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องแล้ว กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 จงใจไม่วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อน คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยที่จำเลยที่ 2 ยังมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจึงไม่ชอบ และยังไม่มีอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้ต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งให้จำเลยที่ 2 วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามมาตรา 232 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 18 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3716/2567
#708251
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 มิใช่เป็นกรณีที่ต้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นสมควรให้โจทก์ร่วมดำเนินการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาให้ถูกต้องภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ร่วมทิ้งคำร้อง อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 15 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 19 สิงหาคม 2566 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นคำร้องที่ถูกต้องวันที่ 18 สิงหาคม 2566 ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งรับฎีกาโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัท ห. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,005,673.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง จำเลยทั้งสองไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีในส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 3 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 30,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับจำเลยทั้งสองคนละ 20,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกของศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยทั้งสองฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งรับฎีกาโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกาในวันที่ 4 สิงหาคม 2566 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 มิใช่เป็นกรณีที่ต้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เห็นสมควรให้โจทก์ร่วมดำเนินการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาให้ถูกต้องภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ร่วมทิ้งคำร้อง อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 19 สิงหาคม 2566 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นคำร้องที่ถูกต้องวันที่ 18 สิงหาคม 2566 ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งรับฎีกาโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของนายเฉิน กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมประกอบกิจการหล่ออะลูมิเนียม โจทก์ร่วมซื้อเศษอะลูมิเนียมจากจำเลยที่ 1 มานานหลายปี ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมยังค้างชำระเงินค่าเศษอะลูมิเนียมจำเลยที่ 1 ประมาณ 200,000 บาท จำเลยที่ 1 เคยโทรศัพท์ทวงถามหนี้หลายครั้ง แต่พยานบอกว่าไม่มี ในวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองโทรศัพท์หาพยาน พยานบอกว่าติดคดีอยู่ที่ศาลคุยไม่ได้เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองพยายามโทรศัพท์ติดต่อนายเฉินหลายครั้งเพื่อทวงหนี้แต่นายเฉินไม่ยอมรับสาย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองเอาเครื่องตรวจสารเคมีของโจทก์ร่วมไปโดยพลการ ขณะเกิดเหตุมีพนักงานของโจทก์ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุหลายคนรวมทั้งนายอี้ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ร่วมแต่ไม่ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวได้เข้าห้ามปรามจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองนับว่าไม่ร้ายแรง ทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกอะลามแจ้งให้จำเลยทั้งสองนำเครื่องตรวจสารเคมีดังกล่าวมาคืน จำเลยทั้งสองก็นำไปคืนให้แก่โจทก์ร่วมทันทีในวันเกิดเหตุ ถือได้ว่าเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและประกอบอาชีพโดยสุจริตมาตลอด การให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวเป็นพลเมืองดีน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น แต่เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง

พิพากษายืน แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — บริษัท ห.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายชัยยุทธ เตชะกุลปราณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประหยัด ศรศักดา
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3710/2567
#704465
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและมิได้ยกข้อเท็จจริงตามฎีกาขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นว่า ผู้เสียหายทะเลาะวิวาทกับจำเลยมาก่อนแล้วผู้เสียหายมารอจำเลยที่บ้านของบิดาจำเลยโดยพร้อมที่จะทะเลาะวิวาทกับจำเลย จำเลยจึงเกิดโทสะเข้าชกต่อยผู้เสียหายแล้วจำเลยพลั้งมือหยิบอาวุธมีดขนาดเล็กเหวี่ยงไปทางผู้เสียหาย จำเลยก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานใดให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิพากษาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุสมควร ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิพากษาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยไม่พอใจนายชาตรี บิดาจำเลยที่ให้จำเลยโอนที่ดินให้แก่ภริยาผู้เสียหายซึ่งเดิมที่ดินดังกล่าวบิดาจำเลยยกให้แก่จำเลย จำเลยจึงได้ปักป้ายสาปแช่งผู้เสียหาย วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ผู้เสียหายเห็นป้ายดังกล่าวจึงไปพบนายชาตรี บิดาจำเลยที่บ้านเกิดเหตุ เพื่อสอบถามโดยนั่งอยู่ที่โต๊ะบริเวณหน้าบ้าน หันหลังให้ประตูบ้าน หันหน้าเข้าตัวบ้าน มีนายบุญแก้ว ลูกจ้างของผู้เสียหายใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพเคลื่อนไหวการสนทนา ขณะนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าบ้าน แล้วจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายทะลุมือขวาที่สวมถุงมือและถูกเสื้อของผู้เสียหายขาดเป็นรู แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของผู้เสียหายสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายและนายบุญแก้วซึ่งเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุเคยให้การในชั้นสอบสวน โดยไม่มีข้อพิรุธ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายจนทะลุมือขวาที่สวมถุงมือซึ่งผู้เสียหายยกขึ้นกันไว้ และยังทะลุเสื้อผ้าฝ้ายที่ผู้เสียหายสวมใส่จนเกิดบาดแผลขีดข่วนบริเวณอกส่วนบน ตามภาพถ่ายผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์และคำให้การของนายแพทย์สามารถ ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผล บ่งชี้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงโดยแรงและเลือกแทงบริเวณอกส่วนบนของผู้เสียหายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ หากผู้เสียหายมิได้ยกมือขวาขึ้นกันไว้เสียก่อนย่อมต้องถูกแทงทะลุอกส่วนบนจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ประกอบกับยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายและคำให้การของนายบุญแก้วทำนองเดียวกันอีกว่า เมื่อจำเลยถูกผู้เสียหายถีบจนถอยออก จำเลยยังพุ่งตรงมาที่ผู้เสียหายเพื่อจะแทงซ้ำอีกจนมีการกอดรัดฟัดเหวี่ยง นายบุญแก้วจึงเข้ามาช่วยบิดข้อมือจำเลยเพื่อเอามีดออก ยิ่งแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อชีวิตของผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเหตุผลที่จะต้องพกพาอาวุธมีดไปทำร้ายผู้เสียหายทันทีที่พบเห็น ความจริงแล้วจำเลยเข้าชกต่อยผู้เสียหายก่อน แล้วจำเลยพลั้งมือไปหยิบอาวุธมีดขนาดเล็กเหวี่ยงไปทางผู้เสียหาย จำเลยไม่มีเจตนาฆ่า นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับลักษณะบาดแผลที่มือขวาของผู้เสียหาย ไม่น่ารับฟัง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและมิได้ยกข้อเท็จจริงตามฎีกาขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นว่า ผู้เสียหายทะเลาะวิวาทกับจำเลยมาก่อนแล้วผู้เสียหายมารอจำเลยที่บ้านของบิดาจำเลยโดยพร้อมที่จะทะเลาะวิวาทกับจำเลย จำเลยจึงเกิดโทสะเข้าชกต่อยผู้เสียหายแล้วจำเลยพลั้งมือหยิบอาวุธมีดขนาดเล็กเหวี่ยงไปทางผู้เสียหาย และจำเลยก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานใดให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิพากษาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางโทษจำคุกจำเลย 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 5 ปี เป็นการลงโทษจำคุกขั้นต่ำสุดตามกฎหมายแล้ว ไม่สามารถลงโทษจำคุกต่ำกว่านี้ได้อีก และการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยได้วางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อบรรเทาความเสียหายแก่ผู้เสียหาย อีกทั้งยังมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวณภัค วิชญศิวานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางกริตติกา ทองธรรม
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3710/2567
#712239
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและมิได้ยกข้อเท็จจริงตามฎีกาขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นว่า ผู้เสียหายทะเลาะวิวาทกับจำเลยมาก่อนแล้วผู้เสียหายมารอจำเลยที่บ้านของบิดาจำเลยโดยพร้อมที่จะทะเลาะวิวาทกับจำเลย จำเลยจึงเกิดโทสะเข้าชกต่อยผู้เสียหายแล้วจำเลยพลั้งมือหยิบอาวุธมีดขนาดเล็กเหวี่ยงไปทางผู้เสียหาย จำเลยก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานใดให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิพากษาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุสมควร ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิพากษาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยไม่พอใจนายชาตรี บิดาจำเลยที่ให้จำเลยโอนที่ดินให้แก่ภริยาผู้เสียหายซึ่งเดิมที่ดินดังกล่าวบิดาจำเลยยกให้แก่จำเลย จำเลยจึงได้ปักป้ายสาปแช่งผู้เสียหาย วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ผู้เสียหายเห็นป้ายดังกล่าวจึงไปพบนายชาตรี บิดาจำเลยที่บ้านเกิดเหตุ เพื่อสอบถามโดยนั่งอยู่ที่โต๊ะบริเวณหน้าบ้าน หันหลังให้ประตูบ้าน หันหน้าเข้าตัวบ้าน มีนายบุญแก้ว ลูกจ้างของผู้เสียหายใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพเคลื่อนไหวการสนทนา ขณะนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าบ้าน แล้วจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายทะลุมือขวาที่สวมถุงมือและถูกเสื้อของผู้เสียหายขาดเป็นรู แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของผู้เสียหายสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายและนายบุญแก้วซึ่งเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุเคยให้การในชั้นสอบสวน โดยไม่มีข้อพิรุธ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายจนทะลุมือขวาที่สวมถุงมือซึ่งผู้เสียหายยกขึ้นกันไว้ และยังทะลุเสื้อผ้าฝ้ายที่ผู้เสียหายสวมใส่จนเกิดบาดแผลขีดข่วนบริเวณอกส่วนบน ตามภาพถ่ายผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์และคำให้การของนายแพทย์สามารถ ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผล บ่งชี้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงโดยแรงและเลือกแทงบริเวณอกส่วนบนของผู้เสียหายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ หากผู้เสียหายมิได้ยกมือขวาขึ้นกันไว้เสียก่อนย่อมต้องถูกแทงทะลุอกส่วนบนจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ประกอบกับยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายและคำให้การของนายบุญแก้วทำนองเดียวกันอีกว่า เมื่อจำเลยถูกผู้เสียหายถีบจนถอยออก จำเลยยังพุ่งตรงมาที่ผู้เสียหายเพื่อจะแทงซ้ำอีกจนมีการกอดรัดฟัดเหวี่ยง นายบุญแก้วจึงเข้ามาช่วยบิดข้อมือจำเลยเพื่อเอามีดออก ยิ่งแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อชีวิตของผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเหตุผลที่จะต้องพกพาอาวุธมีดไปทำร้ายผู้เสียหายทันทีที่พบเห็น ความจริงแล้วจำเลยเข้าชกต่อยผู้เสียหายก่อน แล้วจำเลยพลั้งมือไปหยิบอาวุธมีดขนาดเล็กเหวี่ยงไปทางผู้เสียหาย จำเลยไม่มีเจตนาฆ่า นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับลักษณะบาดแผลที่มือขวาของผู้เสียหาย ไม่น่ารับฟัง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะนั้น เห็นว่า การวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและมิได้ยกข้อเท็จจริงตามฎีกาขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นว่า ผู้เสียหายทะเลาะวิวาทกับจำเลยมาก่อนแล้วผู้เสียหายมารอจำเลยที่บ้านของบิดาจำเลยโดยพร้อมที่จะทะเลาะวิวาทกับจำเลย จำเลยจึงเกิดโทสะเข้าชกต่อยผู้เสียหายแล้วจำเลยพลั้งมือหยิบอาวุธมีดขนาดเล็กเหวี่ยงไปทางผู้เสียหาย และจำเลยก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานใดให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอันจะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิพากษาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางโทษจำคุกจำเลย 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 5 ปี เป็นการลงโทษจำคุกขั้นต่ำสุดตามกฎหมายแล้ว ไม่สามารถลงโทษจำคุกต่ำกว่านี้ได้อีก และการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยได้วางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อบรรเทาความเสียหายแก่ผู้เสียหาย อีกทั้งยังมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวณภัค วิชญศิวานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางกริตติกา ทองธรรม
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3704/2567
#708250
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นอ้างบทเพิ่มโทษตามมาตรา 160 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ไว้ในคำพิพากษาถือได้ว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว เพียงศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุข้อความว่าให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นเพียงการไม่สมบูรณ์ชัดเจนเท่านั้น หาทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยเหตุที่ยังมิได้เพิ่มโทษจำเลย แต่อย่างไรก็ดีที่ถูกศาลชั้นต้นต้องกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเสียก่อน แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 54

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประกอบพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย (ที่ถูก ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินได้รับความเสียหายโดยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประกอบพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 30,000 บาท ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ที่ถูก ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ) คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 1 ปี 7 เดือน และปรับ 17,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นอ้างบทเพิ่มโทษตามมาตรา 160 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ไว้ในคำพิพากษาถือได้ว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุข้อความว่าให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงการไม่สมบูรณ์ชัดเจนเท่านั้น หาทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยเหตุที่ยังมิได้เพิ่มโทษจำเลยดังที่โจทก์อ้างมาแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดีที่ถูกศาลชั้นต้นต้องกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเสียก่อน แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 ซึ่งศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง เป็นจำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 7 เดือน และปรับ 17,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54 ม. 291
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157 ม. 160 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายสันติ สงห้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
วิชาญ พึ่งประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2567
#706928
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก ลักษณะ 4 วิธีการจัดการและปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก ว่าด้วยการจัดตั้งผู้จัดการมรดกคนเดียวหรือหลายคน และวิธีการจัดการมรดก ซึ่งมาตรา 1726 บัญญัติเกี่ยวกับกรณีผู้จัดการมรดกหลายคนซึ่งต้องตกลงกันด้วยเสียงข้างมาก เมื่อตกลงกันได้แล้วจึงดำเนินการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน ทำการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดก กับการแบ่งปันทรัพย์มรดก ตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 ว่าด้วยการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งมาตรา 1736 วรรคสอง บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ ดังนี้ จะเห็นได้ว่า การกระทำในทางธรรมชาติของการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น บางกรณีไม่อาจกระทำได้ด้วยผู้จัดการมรดกพร้อมกันทุกคน เช่น การครอบครองทรัพย์มรดก การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขอถอนผู้จัดการมรดก และไม่จำต้องกระทำการพร้อมกันทุกคน เช่น การทำนิติกรรม การรับชำระหนี้จากลูกหนี้ การชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การฟ้องร้องและการต่อสู้คดี เป็นต้น ทั้งตามบทกฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น ต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมพร้อมกันทุกคนทุกคราวไป เพียงแต่ต้องกระทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะกระทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล เนื่องเพราะผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมรับผิดต่อทายาทและบุคคลภายนอกดังเช่นตัวแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1720 และ 1723 ฉะนั้น การกระทำใดของผู้จัดการมรดกคนหนึ่งหรือหลายคนโดยมีผู้เห็นด้วยเป็นส่วนมาก หรือได้รับความยินยอมของผู้จัดการมรดกคนอื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมาก หาจำต้องให้ผู้จัดการมรดกเสียงส่วนข้างน้อยเข้าร่วมจัดการด้วยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้ง บ. ซึ่งเป็นผู้ร้อง และโจทก์ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. ผู้ตาย ตามคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ พ 364/2562 แล้ว ต่อมา บ. ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และฝ่ายโจทก์ยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลมีคำสั่งถอน บ. ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ศาลนัดไต่สวนคำร้อง และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่ง ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ว่า นัดไต่สวนคำร้องวันนี้ ผู้ร้อง ป. ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้อง ทนายผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และทนายผู้คัดค้านมาศาล โดยได้ความตามคำร้องขอแก้ไขคำร้อง ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ของ บ. ผู้ร้องโดย อ. ทนายความผู้ร้อง เป็นผู้ลงนามในคำร้องและเป็นผู้เรียงคำร้องดังกล่าว ในหน้าที่ 5 มีข้อความว่า "กรณีผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่า มีทรัพย์สินหลายรายการอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกนั้น ซึ่งทรัพย์สินตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างเหล่านั้น ไม่ปรากฏชื่อของผู้คัดค้านหรือชื่อของผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด ดังนั้น การใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนสู่กองมรดกนั้น ผู้คัดค้านสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินคืนในนามส่วนของตนเองได้โดยตรง ผู้ร้องยินดีให้ความร่วมมือและไม่คัดค้านแต่ประการใด" นอกจากนี้ในคำร้องดังกล่าวในหน้าที่ 3 มีข้อความอีกว่า "...ปัจจุบันผู้ร้องและทายาทโดยธรรมของผู้ตายทุกคน พักอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ โดยผู้ร้องพักอาศัยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ผู้ร้องได้แต่งตั้งให้ทนายความ และบุคคลอื่นให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดการรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับผู้คัดค้านแทนผู้ร้อง และผู้คัดค้านสามารถติดต่อทนายความหรือผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องได้ตลอดเวลา.." จากข้อความดังกล่าว จึงฟังได้ว่า บ. ได้แต่งตั้งให้ ป. เป็นผู้รับมอบอำนาจของตนในการดำเนินคดี และมีการแต่งตั้ง อ. เป็นทนายความของตน ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย ถือได้ว่า บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้แต่งตั้งให้ทนายความและบุคคลอื่น ให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนตนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ก็เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วม อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาก่อนวันที่ 14 กันยายน 2562 ที่จะมีการประชุมผู้จัดการมรดก ดังนั้น เมื่อได้ความตามบันทึกการประชุม ระบุว่า "..ผู้จัดการมรดกของ ว. ตามคำสั่งศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ พ 364/2562 โดยมีผู้ร่วมประชุมคือ 1) นางสาว ร. (ซึ่งก็คือโจทก์) และ 2) อ. และ ป. ตัวแทน บ." ซึ่งก็คือทนายความและผู้รับมอบอำนาจของ บ. ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ในกองมรดกของผู้ตาย ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะเป็นตัวแทนของ บ. ในการประชุมผู้จัดการมรดกดังกล่าวนั่นเอง เมื่อพิจารณาประกอบบันทึกการประชุมผู้จัดการมรดก เพื่อปรึกษาการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย กลุ่มที่ 3 ซึ่งอยู่ในชื่อตัวแทน 4 คน ที่ยังไม่สามารถเรียกคืนได้และอีกหนึ่งคนตกลงคืนแล้ว ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์คืน โดยฝ่ายทายาทไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในท้ายรายงานการประชุมดังกล่าวได้แนบบัญชีทรัพย์สินในกลุ่มที่ 3 ระบุชื่อจำเลยจำนวน 2 รายการ คือ อันดับที่ 19 ที่ดินและบ้านพิพาท และอันดับที่ 20 เงินพิพาท จึงถือได้ว่า อ. ทนายความ และ ป. ผู้รับมอบอำนาจของ บ. เป็นตัวแทนของ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วม ได้ร่วมประชุมจัดการมรดกและมีมติให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกคืนสู่กองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1723 และเกี่ยวกับคดีนี้ก็คือการร่วมรู้เห็นและยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ เพื่อรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายเข้าสู่กองมรดกนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทตามกฎหมาย อันถือได้ว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมากตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1726 ข้างต้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินและบ้านพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายคืนจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์และกองมรดกของผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 และเงินฝากที่เหลืออยู่กับจำเลย 5,480,000 บาท และให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านเลขที่ 92/1 ให้แก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย หากจำเลยไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าธรรมเนียม ค่าภาษีต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำขอท้ายฟ้อง ในส่วนของกองมรดกให้โจทก์เรียกเก็บจากกองมรดกได้ และให้จำเลยชำระเงิน 5,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง และให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาท และส่งมอบโฉนดและสำเนาทะเบียนบ้านพิพาทคืนจำเลย หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระเงิน 2,740,000 แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 พร้อมบ้านเลขที่ 92/1 กลับคืนให้แก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตายคนละกึ่งหนึ่ง มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,740,000 บาท แก่โจทก์ และจำนวน 2,740,000 บาท แก่กองมรดกของผู้ตาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า โจทก์ และนายวีหรือนายวุฒิพล ผู้ตาย อยู่กินฉันสามีภริยาและทำมาหากินด้วยกัน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ผู้ตายและโจทก์ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 พร้อมบ้านเลขที่ 92/1 จากบริษัท ค. ราคา 16,100,000 บาท โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยซึ่งเป็นน้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เนื่องจากผู้ตายถือสัญชาติมาเลเซียและยังไม่ได้รับสัญชาติไทย และก่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยไว้ก่อนเป็นเงิน 20,000,000 บาท เพื่อชำระราคาที่ดินและบ้านพิพาท เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยจึงถอนเงินที่ผู้ตายโอนเข้าบัญชีดังกล่าวแล้วสั่งจ่ายเป็นเช็คเงินสด 14,520,000 บาท ให้แก่บริษัท ค. เพื่อชำระราคาส่วนที่เหลือ จึงคงเหลือเงินของโจทก์และผู้ตายอยู่ที่จำเลยอีก 5,480,000 บาท วันที่ 26 สิงหาคม 2561 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเบียว ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายร่วมกับโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ทวงถามให้จำเลยโอนที่ดินและบ้านพร้อมเงินสดพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมและผู้จัดการมรดกแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยตามหนังสือทวงถามและตอบรับ วันที่ 14 กันยายน 2562 โจทก์กับตัวแทนนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายประชุมร่วมกันและมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของผู้ตายคืนจากจำเลย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวี ผู้ตาย มีอำนาจฟ้องเรียกบ้านและที่ดินพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายตามฟ้องคืนจากจำเลยได้หรือไม่ ข้อนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด มาตรา 1736 วรรคสอง บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ อนึ่งผู้จัดการมรดกต้องทำการทุกอย่างตามที่จำเป็น เพื่อเรียกเก็บหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกภายในเวลาอันเร็วที่สุดที่จะทำได้ และเมื่อเจ้าหนี้กองมรดกได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้จัดการมรดกต้องทำการแบ่งปันมรดก เช่นนี้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 วิธีการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก ว่าด้วยการจัดตั้งผู้จัดการมรดกคนเดียวหรือหลายคน และวิธีการจัดการมรดก กรณีผู้จัดการมรดกหลายคนซึ่งต้องตกลงกันด้วยเสียงข้างมาก เมื่อตกลงกันได้แล้วจึงดำเนินการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน ทำการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดก กับการแบ่งปันทรัพย์มรดกในหมวด 2 ว่าด้วยการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 วรรคสอง บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ ดังนี้ จะเห็นได้ว่าการกระทำในทางธรรมชาติของการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น บางกรณีไม่อาจกระทำได้ด้วยผู้จัดการมรดกพร้อมกันทุกคน เช่น การครอบครองทรัพย์มรดก การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขอถอนผู้จัดการมรดก และไม่จำต้องกระทำการพร้อมกันทุกคน เช่น การทำนิติกรรม การรับชำระหนี้จากลูกหนี้ การชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การฟ้องร้องและการต่อสู้คดี เป็นต้น ทั้งตามบทกฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น ต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมพร้อมกันทุกคนทุกคราวไป เพียงแต่ต้องกระทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะกระทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล เนื่องเพราะผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมรับผิดต่อทายาทและบุคคลภายนอกดังเช่นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 และ 1723 ฉะนั้น การกระทำใดของผู้จัดการมรดกคนหนึ่งหรือหลายคนโดยมีผู้เห็นด้วยเป็นส่วนมากหรือได้รับความยินยอมของผู้จัดการมรดกคนอื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมาก หาจำต้องให้ผู้จัดการมรดกเสียงส่วนข้างน้อยเข้าร่วมจัดการด้วยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งนางเบียวซึ่งเป็นผู้ร้อง และโจทก์ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมานางเบียวยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และฝ่ายโจทก์ยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลมีคำสั่งถอนนางเบียวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ศาลนัดไต่สวนคำร้อง และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่ง ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ว่า นัดไต่สวนคำร้องวันนี้ ผู้ร้อง นายปรารถนา ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้อง ทนายผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และทนายผู้คัดค้านมาศาล และได้ความตามคำร้องขอแก้ไขคำร้อง ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ของนางเบียว ผู้ร้อง โดยนางสาวอัมพร ทนายความผู้ร้องเป็นผู้ลงนามในคำร้องและเป็นผู้เรียงคำร้องดังกล่าว ในหน้าที่ 5 มีข้อความว่า "กรณีผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่า มีทรัพย์สินหลายรายการอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกนั้น ซึ่งทรัพย์สินตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างเหล่านั้น ไม่ปรากฏชื่อของผู้คัดค้านหรือชื่อของผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด ดังนั้น การใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนสู่กองมรดกนั้น ผู้คัดค้านสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินคืนในนามส่วนของตนเองได้โดยตรง ผู้ร้องยินดีให้ความร่วมมือและไม่คัดค้านแต่ประการใด" นอกจากนี้ ในคำร้องดังกล่าวในหน้า 3 มีข้อความอีกว่า "…ปัจจุบันผู้ร้องและทายาทโดยธรรมของผู้ตายทุกคน พักอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ โดยผู้ร้องพักอาศัยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก คดีหมายเลขดำที่ พ 6969/2561 นั้น ผู้ร้องได้แต่งตั้งให้ทนายความ และบุคคลอื่นให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดการรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับผู้คัดค้านแทนผู้ร้อง และผู้คัดค้านสามารถติดต่อทนายความหรือผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องได้ตลอดเวลา..." จึงฟังได้ว่า นางเบียวได้แต่งตั้งให้นายปรารถนา เป็นผู้รับมอบอำนาจของตนในการดำเนินคดี และมีการแต่งตั้งนางสาวอัมพรเป็นทนายความของตน ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย ถือได้ว่านางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้แต่งตั้งให้ทนายความและบุคคลอื่น ให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนตนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ก็เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนหนึ่ง โดยโจทก์สามารถติดต่อทนายความ หรือผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมเกี่ยวกับการจัดการมรดกได้ตลอดเวลา การดำเนินการเป็นเวลาก่อนวันที่ 14 กันยายน 2562 ที่จะมีการประชุมผู้จัดการมรดก ดังนั้น เมื่อได้ความว่า "…ผู้จัดการมรดกของนายวี ตามคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ พ 364/2562 โดยมีผู้ร่วมประชุมคือ 1) นางสาวระพีพรรณ (ซึ่งก็คือโจทก์) และ 2) คุณอัมพร และคุณปรารถนา นางเบียว..." ซึ่งก็คือทนายความและผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ในกองมรดกของผู้ตาย ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะเป็นตัวแทนของนางเบียวในการประชุมผู้จัดการมรดกดังกล่าวนั่นเอง เมื่อพิจารณาสาระสำคัญข้างต้นประกอบบันทึกการประชุมผู้จัดการมรดก เพื่อปรึกษาการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย กลุ่มที่ 3 ซึ่งอยู่ในชื่อตัวแทน 4 คน ที่ยังไม่สามารถเรียกคืนได้และอีกหนึ่งคนตกลงคืนแล้ว ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์คืนโดยฝ่ายทายาทไม่ประสงค์จะเข้าร่วม โดยในท้ายรายงานการประชุมดังกล่าวได้แนบบัญชีทรัพย์สินในกลุ่มที่ 3 ระบุชื่อจำเลยจำนวน 2 รายการ คือ อันดับที่ 19 ที่ดินและบ้านพิพาท และอันดับที่ 20 เงินพิพาท จึงถือได้ว่า นางสาวอัมพร ทนายความ และนายปรารถนา ผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวเป็นตัวแทนของนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้ร่วมประชุมจัดการมรดกและมีมติให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกคืนสู่กองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1723 และเกี่ยวกับคดีนี้ก็คือการร่วมรู้เห็นและยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ เพื่อรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายเข้าสู่กองมรดกนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทตามกฎหมาย อันถือได้ว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมากตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ข้างต้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินและบ้านพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายคืนจากจำเลยได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1720 ม. 1723 ม. 1726 ม. 1736 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — นางสาวหรือนาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรวุฒิ วรอิตตานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุริยนตร์ โสตถิทัต
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2567
#713867
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำในทางธรรมชาติของการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น บางกรณีไม่อาจกระทำได้ด้วยผู้จัดการมรดกพร้อมกันทุกคน เช่น การครอบครองทรัพย์มรดก การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขอถอนผู้จัดการมรดก และไม่จำต้องกระทำการพร้อมกันทุกคน เช่นการทำนิติกรรม การรับชำระหนี้จากลูกหนี้ การชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การฟ้องร้องและการต่อสู้คดี เป็นต้น ทั้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 และมาตรา 1736 วรรคสอง ก็มิได้บัญญัติว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น ต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมพร้อมกันทุกคนทุกคราวไป เพียงแต่ต้องกระทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะกระทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล เนื่องเพราะผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมรับผิดต่อทายาทและบุคคลภายนอกดังเช่นตัวแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1720 และ 1723 ฉะนั้น การกระทำใดของผู้จัดการมรดกคนหนึ่งหรือหลายคนโดยมีผู้เห็นด้วยเป็นส่วนมาก หรือได้รับความยินยอมของผู้จัดการมรดกคนอื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมาก หาจำต้องให้ผู้จัดการมรดกเสียงส่วนข้างน้อยเข้าร่วมจัดการด้วยไม่

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บ. แต่งตั้งให้ ป. เป็นผู้รับมอบอำนาจของตนในการดำเนินคดี และมีการแต่งตั้ง อ. เป็นทนายความของตน ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย ถือได้ว่า บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้แต่งตั้งให้ทนายความและบุคคลอื่นเป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลแทนตนโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนหนึ่งแล้ว และเมื่อต่อมาโจทก์ อ. ทนายความ และ ป. ผู้รับมอบอำนาจของ บ. เป็นตัวแทนของ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วม ได้ร่วมประชุมจัดการมรดกและมีมติให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกคืนสู่กองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1723 ถือได้ว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมากตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1726 ข้างต้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินและบ้านพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายคืนจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์และกองมรดกของผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 และเงินฝากที่เหลืออยู่กับจำเลย 5,480,000 บาท และให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านเลขที่ 92/1 ให้แก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย หากจำเลยไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าธรรมเนียม ค่าภาษีต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำขอท้ายฟ้อง ในส่วนของกองมรดกให้โจทก์เรียกเก็บจากกองมรดกได้ และให้จำเลยชำระเงิน 5,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง และให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาท และส่งมอบโฉนดและสำเนาทะเบียนบ้านพิพาทคืนจำเลย หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระเงิน 2,740,000 แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 พร้อมบ้านเลขที่ 92/1 กลับคืนให้แก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตายคนละกึ่งหนึ่ง มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,740,000 บาท แก่โจทก์ และจำนวน 2,740,000 บาท แก่กองมรดกของผู้ตาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า โจทก์ และนายวีหรือนายวุฒิพล ผู้ตาย อยู่กินฉันสามีภริยาและทำมาหากินด้วยกัน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ผู้ตายและโจทก์ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 พร้อมบ้านเลขที่ 92/1 จากบริษัท ค. ราคา 16,100,000 บาท โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยซึ่งเป็นน้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เนื่องจากผู้ตายถือสัญชาติมาเลเซียและยังไม่ได้รับสัญชาติไทย และก่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยไว้ก่อนเป็นเงิน 20,000,000 บาท เพื่อชำระราคาที่ดินและบ้านพิพาท เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยจึงถอนเงินที่ผู้ตายโอนเข้าบัญชีดังกล่าวแล้วสั่งจ่ายเป็นเช็คเงินสด 14,520,000 บาท ให้แก่บริษัท ค. เพื่อชำระราคาส่วนที่เหลือ จึงคงเหลือเงินของโจทก์และผู้ตายอยู่ที่จำเลยอีก 5,480,000 บาท วันที่ 26 สิงหาคม 2561 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเบียว ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายร่วมกับโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ทวงถามให้จำเลยโอนที่ดินและบ้านพร้อมเงินสดพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมและผู้จัดการมรดกแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยตามหนังสือทวงถามและตอบรับ วันที่ 14 กันยายน 2562 โจทก์กับตัวแทนนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายประชุมร่วมกันและมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของผู้ตายคืนจากจำเลย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวี ผู้ตาย มีอำนาจฟ้องเรียกบ้านและที่ดินพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายตามฟ้องคืนจากจำเลยได้หรือไม่ ข้อนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด มาตรา 1736 วรรคสอง บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ อนึ่งผู้จัดการมรดกต้องทำการทุกอย่างตามที่จำเป็น เพื่อเรียกเก็บหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกภายในเวลาอันเร็วที่สุดที่จะทำได้ และเมื่อเจ้าหนี้กองมรดกได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้จัดการมรดกต้องทำการแบ่งปันมรดก เช่นนี้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 วิธีการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก ว่าด้วยการจัดตั้งผู้จัดการมรดกคนเดียวหรือหลายคน และวิธีการจัดการมรดก กรณีผู้จัดการมรดกหลายคนซึ่งต้องตกลงกันด้วยเสียงข้างมาก เมื่อตกลงกันได้แล้วจึงดำเนินการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน ทำการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดก กับการแบ่งปันทรัพย์มรดกในหมวด 2 ว่าด้วยการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 วรรคสอง บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ ดังนี้ จะเห็นได้ว่าการกระทำในทางธรรมชาติของการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น บางกรณีไม่อาจกระทำได้ด้วยผู้จัดการมรดกพร้อมกันทุกคน เช่น การครอบครองทรัพย์มรดก การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขอถอนผู้จัดการมรดก และไม่จำต้องกระทำการพร้อมกันทุกคน เช่น การทำนิติกรรม การรับชำระหนี้จากลูกหนี้ การชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การฟ้องร้องและการต่อสู้คดี เป็นต้น ทั้งตามบทกฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น ต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมพร้อมกันทุกคนทุกคราวไป เพียงแต่ต้องกระทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะกระทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล เนื่องเพราะผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมรับผิดต่อทายาทและบุคคลภายนอกดังเช่นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 และ 1723 ฉะนั้น การกระทำใดของผู้จัดการมรดกคนหนึ่งหรือหลายคนโดยมีผู้เห็นด้วยเป็นส่วนมากหรือได้รับความยินยอมของผู้จัดการมรดกคนอื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมาก หาจำต้องให้ผู้จัดการมรดกเสียงส่วนข้างน้อยเข้าร่วมจัดการด้วยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งนางเบียวซึ่งเป็นผู้ร้อง และโจทก์ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมานางเบียวยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และฝ่ายโจทก์ยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลมีคำสั่งถอนนางเบียวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ศาลนัดไต่สวนคำร้อง และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่ง ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ว่า นัดไต่สวนคำร้องวันนี้ ผู้ร้อง นายปรารถนา ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้อง ทนายผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และทนายผู้คัดค้านมาศาล และได้ความตามคำร้องขอแก้ไขคำร้อง ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ของนางเบียว ผู้ร้อง โดยนางสาวอัมพร ทนายความผู้ร้องเป็นผู้ลงนามในคำร้องและเป็นผู้เรียงคำร้องดังกล่าว ในหน้าที่ 5 มีข้อความว่า "กรณีผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่า มีทรัพย์สินหลายรายการอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกนั้น ซึ่งทรัพย์สินตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างเหล่านั้น ไม่ปรากฏชื่อของผู้คัดค้านหรือชื่อของผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด ดังนั้น การใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนสู่กองมรดกนั้น ผู้คัดค้านสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินคืนในนามส่วนของตนเองได้โดยตรง ผู้ร้องยินดีให้ความร่วมมือและไม่คัดค้านแต่ประการใด" นอกจากนี้ ในคำร้องดังกล่าวในหน้า 3 มีข้อความอีกว่า "…ปัจจุบันผู้ร้องและทายาทโดยธรรมของผู้ตายทุกคน พักอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ โดยผู้ร้องพักอาศัยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก คดีหมายเลขดำที่ พ 6969/2561 นั้น ผู้ร้องได้แต่งตั้งให้ทนายความ และบุคคลอื่นให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดการรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับผู้คัดค้านแทนผู้ร้อง และผู้คัดค้านสามารถติดต่อทนายความหรือผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องได้ตลอดเวลา..." จึงฟังได้ว่า นางเบียวได้แต่งตั้งให้นายปรารถนา เป็นผู้รับมอบอำนาจของตนในการดำเนินคดี และมีการแต่งตั้งนางสาวอัมพรเป็นทนายความของตน ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย ถือได้ว่านางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้แต่งตั้งให้ทนายความและบุคคลอื่น ให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนตนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ก็เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนหนึ่ง โดยโจทก์สามารถติดต่อทนายความ หรือผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมเกี่ยวกับการจัดการมรดกได้ตลอดเวลา การดำเนินการเป็นเวลาก่อนวันที่ 14 กันยายน 2562 ที่จะมีการประชุมผู้จัดการมรดก ดังนั้น เมื่อได้ความว่า "…ผู้จัดการมรดกของนายวี ตามคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ พ 364/2562 โดยมีผู้ร่วมประชุมคือ 1) นางสาวระพีพรรณ (ซึ่งก็คือโจทก์) และ 2) คุณอัมพร และคุณปรารถนา นางเบียว..." ซึ่งก็คือทนายความและผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ในกองมรดกของผู้ตาย ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะเป็นตัวแทนของนางเบียวในการประชุมผู้จัดการมรดกดังกล่าวนั่นเอง เมื่อพิจารณาสาระสำคัญข้างต้นประกอบบันทึกการประชุมผู้จัดการมรดก เพื่อปรึกษาการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย กลุ่มที่ 3 ซึ่งอยู่ในชื่อตัวแทน 4 คน ที่ยังไม่สามารถเรียกคืนได้และอีกหนึ่งคนตกลงคืนแล้ว ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์คืนโดยฝ่ายทายาทไม่ประสงค์จะเข้าร่วม โดยในท้ายรายงานการประชุมดังกล่าวได้แนบบัญชีทรัพย์สินในกลุ่มที่ 3 ระบุชื่อจำเลยจำนวน 2 รายการ คือ อันดับที่ 19 ที่ดินและบ้านพิพาท และอันดับที่ 20 เงินพิพาท จึงถือได้ว่า นางสาวอัมพร ทนายความ และนายปรารถนา ผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวเป็นตัวแทนของนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้ร่วมประชุมจัดการมรดกและมีมติให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกคืนสู่กองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1723 และเกี่ยวกับคดีนี้ก็คือการร่วมรู้เห็นและยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ เพื่อรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายเข้าสู่กองมรดกนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทตามกฎหมาย อันถือได้ว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมากตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ข้างต้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินและบ้านพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายคืนจากจำเลยได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1720 ม. 1723 ม. 1726 ม. 1736 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — นางสาวหรือนาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567
#708247
เปิดฉบับเต็ม

บ. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไนว่า จำเลยที่ 1 เสนอให้ บ. รับผลิตงานเพิ่มเติม ตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้ บ. ในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่ บ. โดย บ. มิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับงานที่โจทก์รับจาก บ. และไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เสนองานเพิ่มเติมให้แก่ บ. โดยรู้อยู่แล้วว่า บ. ไม่ได้รับผลิตงานเพิ่มเติมไปทำด้วยตนเอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่ บ. ในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้ บ. ในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้ บ. เป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมี บ. เป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อ บ. เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 บ. จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 บ. ไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าว จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการส่งออก จำหน่ายอัญมณี จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการผลิต ส่งออก ขายส่ง ขายปลีกเครื่องประดับ นายบัวลาเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน ค่าจ้างอัตราเดือนละ 22,000 บาท ค่าผลิตงานเพิ่ม งานฝังไร้หนาม 24,000 บาท ต่อเดือน และงานฝังทั่วไป 18,000 บาท ต่อเดือน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานช่างฝังเพชรพลอย สถานที่ทำงานคือสถานที่ตั้งบริษัทจำเลยทั้งสอง โจทก์รับมอบงานและเงินเดือนจากนายบัวลา โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยทั้งสอง นายบัวลาเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 นายบัวลาได้รับอนุญาตให้พาโจทก์กับพวกเข้าไปทำงานที่บริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์จึงเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่เข้าทำงานผลิตชิ้นงานฝังเพชรพลอยทั่วไปซึ่งเป็นงานหลักของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์จึงมิใช่นายจ้างของโจทก์ และเมื่อมาตรา 11/1 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะโจทก์ไม่ยินยอมลงชื่อในสัญญาการทำงาน เนื่องจากนายบัวลาปรับลดค่าจ้างโจทก์ และจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ชัดเจน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 อนุญาตให้นายบัวลาพาโจทก์มาทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ฝังเพชรพลอย โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตเครื่องประดับของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นงานหลักของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่ตามกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ด้วย และเมื่อตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โดยไม่ได้ให้การต่อสู้โดยชัดแจ้งว่า ค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องไม่ถูกต้องอย่างไร คดีนี้จึงไม่มีประเด็นดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับตามกฎหมาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายบัวลาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไนว่าจำเลยที่ 1 เสนอให้นายบัวลารับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้นายบัวลาในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่นายบัวลาโดยนายบัวลามิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับงานที่โจทก์รับจากนายบัวลาและไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เสนองานเพิ่มเติมให้แก่นายบัวลาโดยรู้อยู่แล้วว่านายบัวลาไม่ได้รับผลิตงานเพิ่มเติมไปทำด้วยตนเอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่นายบัวลาในคดีนี้จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้นายบัวลาในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้นายบัวลาเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมีนายบัวลาเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 อันเป็นวันที่นายบัวลา นายจ้างเลิกจ้างโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อนายบัวลาเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 นายบัวลาจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 นายบัวลาไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วยตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 11/1 วรรคหนึ่ง ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567
#713866
เปิดฉบับเต็ม

บ. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไน ว่า จำเลยที่ 1 เสนอให้ บ. รับผลิตงานเพิ่มเติม ตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้ นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้ บ. ในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่ บ. โดย บ. มิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่ บ. ในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้ บ. ในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้ บ. เป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมี บ. เป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อ บ. เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 บ. จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 บ. ไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าว จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการส่งออก จำหน่ายอัญมณี จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการผลิต ส่งออก ขายส่ง ขายปลีกเครื่องประดับ นายบัวลาเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน ค่าจ้างอัตราเดือนละ 22,000 บาท ค่าผลิตงานเพิ่ม งานฝังไร้หนาม 24,000 บาท ต่อเดือน และงานฝังทั่วไป 18,000 บาท ต่อเดือน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานช่างฝังเพชรพลอย สถานที่ทำงานคือสถานที่ตั้งบริษัทจำเลยทั้งสอง โจทก์รับมอบงานและเงินเดือนจากนายบัวลา โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยทั้งสอง นายบัวลาเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 นายบัวลาได้รับอนุญาตให้พาโจทก์กับพวกเข้าไปทำงานที่บริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์จึงเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่เข้าทำงานผลิตชิ้นงานฝังเพชรพลอยทั่วไปซึ่งเป็นงานหลักของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์จึงมิใช่นายจ้างของโจทก์ และเมื่อมาตรา 11/1 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะโจทก์ไม่ยินยอมลงชื่อในสัญญาการทำงาน เนื่องจากนายบัวลาปรับลดค่าจ้างโจทก์ และจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ชัดเจน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 อนุญาตให้นายบัวลาพาโจทก์มาทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ฝังเพชรพลอย โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตเครื่องประดับของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นงานหลักของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่ตามกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ด้วย และเมื่อตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โดยไม่ได้ให้การต่อสู้โดยชัดแจ้งว่า ค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องไม่ถูกต้องอย่างไร คดีนี้จึงไม่มีประเด็นดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับตามกฎหมาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายบัวลาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไนว่าจำเลยที่ 1 เสนอให้นายบัวลารับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้นายบัวลาในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่นายบัวลาโดยนายบัวลามิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับงานที่โจทก์รับจากนายบัวลาและไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เสนองานเพิ่มเติมให้แก่นายบัวลาโดยรู้อยู่แล้วว่านายบัวลาไม่ได้รับผลิตงานเพิ่มเติมไปทำด้วยตนเอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่นายบัวลาในคดีนี้จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้นายบัวลาในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้นายบัวลาเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมีนายบัวลาเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 อันเป็นวันที่นายบัวลา นายจ้างเลิกจ้างโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อนายบัวลาเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 นายบัวลาจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 นายบัวลาไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วยตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 11/1 วรรคหนึ่ง ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2567
#708603
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย เป็นจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี เช่นนี้ ย่อมเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 แม้จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 336, 358

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางศิริรัตน์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและข้อหาวิ่งราวทรัพย์ ส่วนข้อหาทำให้เสียทรัพย์โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 336 วรรคแรก อีกบทหนึ่ง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 357 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานรับของโจร จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 เดือน ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 คงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 และนายชาญชัย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นบุตรจำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 2 เป็นสามีโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันเกี่ยวกับเรื่องที่ดินมรดกและมีคดีฟ้องร้องกันหลายคดีมาก่อน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ด่าทอและทะเลาะกันเรื่องที่สุนัขของโจทก์ร่วมหลายตัวหลุดออกจากบ้านของโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 เกรงว่าสุนัขของโจทก์ร่วมจะมากัดไก่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงโทรศัพท์ตามจำเลยที่ 1 มายังที่เกิดเหตุ ต่อมามีการทำร้ายร่างกายกันระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสอง เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฟกช้ำที่หน้าผากซ้าย ขนาด 1 x 1 เซนติเมตร บาดแผลฟกช้ำที่ด้านหลังขวา ขนาด 5 x 5 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่าใช้เวลารักษาบาดแผลประมาณ 7 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติและรับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง และฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 กับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด้วยเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ร่วม นางพิมล และนายชลกรเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบฟันโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 2 เครื่อง โดยได้ความจากจำเลยทั้งสองว่า ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับนางพิมลและนายชลกร พยานทั้งสองปากจึงไม่มีส่วนได้เสียในคดีและเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะนายชลกรเป็นผู้ถ่ายรูปโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ที่ได้รับความเสียหายในที่เกิดเหตุ ซึ่งพันตำรวจโทปรีชา พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ โจทก์ร่วมได้นำภาพถ่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ที่ได้รับความเสียหายให้พยานไว้เป็นหลักฐาน และยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์ร่วมนำซากโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เสียหายมาให้ด้วย แต่พยานได้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมไปเนื่องจากเชื่อว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวปรากฏตามภาพถ่ายที่โจทก์ร่วมได้นำมามอบให้ อันแสดงให้เห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 2 เครื่อง ได้รับความเสียหายจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานที่จำเลยที่ 2 นำสืบ คงมีเพียงจำเลยทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า หลังเหตุการณ์สงบ ไม่มีผู้ใดพูดถึงเรื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่ามีการแตกเสียหาย ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดดาบฟันโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ได้รับความเสียหายจริงตามฟ้อง แต่เมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เสียหายเป็นของผู้เสียหายที่ 2 สามีของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 2 ทั้งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ติดใจเรียกร้องขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว กรณีจึงเห็นสมควรลงโทษจำคุกแต่ให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพื่อให้หลาบจำเห็นควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันแต่มีสาเหตุโกรธเคืองกันจากปัญหาที่ดินมรดก เหตุคดีนี้เริ่มจากสุนัขของโจทก์ร่วมหลุด และจำเลยที่ 2 เกรงว่าสุนัขจะไปกัดไก่ ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยและให้รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกในความผิดฐานนี้เกินกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แม้จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท และลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
จำเลย — นางสาว ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายกฤษดา เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางปรารถนา ธรรมบำรุง
ชื่อองค์คณะ
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2567
#712238
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกในความผิดฐานนี้เกินกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 แม้จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 336, 358

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางศิริรัตน์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและข้อหาวิ่งราวทรัพย์ ส่วนข้อหาทำให้เสียทรัพย์โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 336 วรรคแรก อีกบทหนึ่ง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 357 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานรับของโจร จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 เดือน ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 คงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 และนายชาญชัย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นบุตรจำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 2 เป็นสามีโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันเกี่ยวกับเรื่องที่ดินมรดกและมีคดีฟ้องร้องกันหลายคดีมาก่อน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ด่าทอและทะเลาะกันเรื่องที่สุนัขของโจทก์ร่วมหลายตัวหลุดออกจากบ้านของโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 เกรงว่าสุนัขของโจทก์ร่วมจะมากัดไก่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงโทรศัพท์ตามจำเลยที่ 1 มายังที่เกิดเหตุ ต่อมามีการทำร้ายร่างกายกันระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสอง เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฟกช้ำที่หน้าผากซ้าย ขนาด 1 x 1 เซนติเมตร บาดแผลฟกช้ำที่ด้านหลังขวา ขนาด 5 x 5 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่าใช้เวลารักษาบาดแผลประมาณ 7 วัน ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติและรับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง และฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 กับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด้วยเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ร่วม นางพิมล และนายชลกร เป็นพยานเบิกความตรงกันว่า ขณะผู้เสียหายที่ 2 อยู่ที่บริเวณทุ่งนาและกำลังจะเดินมาหาโจทก์ร่วมที่บริเวณเตาถ่านของนางพิมล ผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยทั้งสองกับนายชาญชัยแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องไป จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบฟันโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 2 เครื่อง ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสี่ได้ให้การเช่นนั้นต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ร่วม นางพิมล และนายชลกรเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบฟันโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 2 เครื่อง โดยได้ความจากจำเลยทั้งสองว่า ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับนางพิมลและนายชลกร พยานทั้งสองปากจึงไม่มีส่วนได้เสียในคดีและเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะนายชลกรเป็นผู้ถ่ายรูปโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ที่ได้รับความเสียหายในที่เกิดเหตุ ซึ่งพันตำรวจโทปรีชา พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ โจทก์ร่วมได้นำภาพถ่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ที่ได้รับความเสียหายให้พยานไว้เป็นหลักฐาน และยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์ร่วมนำซากโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เสียหายมาให้ด้วย แต่พยานได้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมไปเนื่องจากเชื่อว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวปรากฏตามภาพถ่ายที่โจทก์ร่วมได้นำมามอบให้ อันแสดงให้เห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 2 เครื่อง ได้รับความเสียหายจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานที่จำเลยที่ 2 นำสืบ คงมีเพียงจำเลยทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า หลังเหตุการณ์สงบ ไม่มีผู้ใดพูดถึงเรื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่ามีการแตกเสียหาย ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดดาบฟันโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ได้รับความเสียหายจริงตามฟ้อง แต่เมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เสียหายเป็นของผู้เสียหายที่ 2 สามีของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 2 ทั้งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ติดใจเรียกร้องขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว กรณีจึงเห็นสมควรลงโทษจำคุกแต่ให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพื่อให้หลาบจำเห็นควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันแต่มีสาเหตุโกรธเคืองกันจากปัญหาที่ดินมรดก เหตุคดีนี้เริ่มจากสุนัขของโจทก์ร่วมหลุด และจำเลยที่ 2 เกรงว่าสุนัขจะไปกัดไก่ ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยและให้รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกในความผิดฐานนี้เกินกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แม้จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท และลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
จำเลย — นางสาว ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายกฤษดา เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางปรารถนา ธรรมบำรุง
ชื่อองค์คณะ
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3670/2567
#713865
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาของโจทก์จะอ้างเหตุผลอันไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 23 บัญญัติไว้ แต่เมื่อศาลเห็นว่า หากไม่ขยายให้แล้วอาจเสียความเป็นธรรมไป ศาลย่อมมีอำนาจทั่ว ๆ ไปที่จะขยายเวลาให้ได้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอันเป็นเรื่องการใช้อำนาจที่มีอยู่ทั่วไปของศาล และเมื่อศาลเห็นควรขยายเวลาให้แล้วก็มีอำนาจกำหนดเวลาที่ขยายให้ได้อันเป็นอำนาจทั่ว ๆ ไปเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 550,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และสำหรับค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีโดยได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่โจทก์ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 นี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่โจทก์ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เหตุผลตามคำร้องขอขยายเวลาของโจทก์เป็นการอ้างเหตุผลอันเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ หากศาลจะมีคำสั่งให้ขยายเวลาจะต้องมีกฎหมายรองรับทดแทนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้ขอให้ขยายเวลาเป็นเวลาเท่าใด จึงฟังไม่ขึ้น นั้น เห็นว่า การขอขยายระยะเวลา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จะต้องมีพฤติการณ์พิเศษ อย่างไรก็ตาม แม้ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาของโจทก์จะอ้างเหตุผลและเรื่องส่วนตัวของโจทก์อันไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติไว้ก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่า โจทก์ยังประสงค์ที่จะอุทธรณ์และเพิ่งขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ประวิงคดี หากไม่ขยายให้แล้วอาจเสียความเป็นธรรมไป ศาลย่อมมีอำนาจทั่ว ๆ ไปที่จะขยายเวลาให้ได้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอันเป็นเรื่องการใช้อำนาจที่มีอยู่ทั่วไปของศาล และเมื่อศาลเห็นควรขยายเวลาให้แล้วก็มีอำนาจกำหนดเวลาที่ขยายให้ได้อันเป็นอำนาจทั่ว ๆ ไปเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ขยายเวลาและกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นนท์ ชัยปกรณ์
กมล คำเพ็ญ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3589/2567
#707429
เปิดฉบับเต็ม

การที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีทรัพย์สินใช้ในกิจการและมีการเรียกเก็บเงินจากประชาชนไม่ได้หมายความว่าจะถือเป็นการใช้หาผลประโยชน์อันจะไม่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษีตามความใน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) เสมอไป แต่ต้องพิจารณารูปแบบของหน่วยงาน ประเภทของกิจการลักษณะการดำเนินงาน วัตถุประสงค์ การได้มาและลักษณะของการใช้ทรัพย์สินนั้น และปัจจัยอื่นประกอบด้วย พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6, 7, 13 และ 42 บ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเพื่อดำเนินกิจการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งมีรัฐเป็นเจ้าของและไม่ได้ดำเนินกิจการในรูปแบบองค์กรธุรกิจเอกชน โดยกิจการของโจทก์มีวัตถุประสงค์หลักในการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา และผลิต จัดส่ง รวมถึงจำหน่ายน้ำประปาแก่ประชาชนในเขตท้องที่รับผิดชอบ และมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดและต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น การที่โจทก์ใช้คลองประปาพิพาทเพื่อส่งน้ำดิบจากแหล่งน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปาและผลิตน้ำประปา และจากบทบัญญัติมาตรา 35, 45 และ 50 เห็นได้ว่า แม้โจทก์มีอำนาจกำหนดอัตราราคาขายน้ำ รวมถึงค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการของโจทก์ อันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งเพื่อให้โจทก์บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง แต่โจทก์ก็มีหน้าที่นำรายได้ที่โจทก์ได้รับในปีหนึ่ง ๆ หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ ส่งเป็นรายได้ของรัฐ หากโจทก์มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ และโจทก์ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เท่าจำนวนที่ขาดและสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของโจทก์ทุกปี แสดงให้เห็นว่า ภายใต้การดำเนินงานของโจทก์จะถูกกำกับดูแลและสนับสนุนโดยรัฐ รายได้และรายจ่ายของโจทก์จึงเป็นเพียงปัจจัยในการดำเนินกิจการของโจทก์เพื่อให้โจทก์สามารถบริหารจัดการกิจการของตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่รัฐและประชาชน ประกอบกับเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าน้ำประปาที่โจทก์เรียกเก็บกับมูลค่าของคลองประปาพิพาทซึ่งเป็นต้นทุนในการใช้พื้นที่ในการส่งน้ำดิบไปเพื่อผลิตน้ำประปาแล้ว เห็นได้ว่าอัตราค่าน้ำดังกล่าวไม่อาจสะท้อนถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท และมิได้คำนึงถึงต้นทุนจากการใช้พื้นที่จำนวนมากในการสร้างคลองประปาพิพาท เพราะหากถือมูลค่าการเวนคืนพื้นที่คลองประปาพิพาทตลอดสายตั้งแต่ต้นทางและค่าก่อสร้างเป็นต้นทุนในการผลิตและใช้ในการกำหนดอัตราค่าน้ำด้วยแล้วเชื่อว่าไม่อาจคิดอัตราค่าน้ำในอัตราดังกล่าวได้ ถือว่าโจทก์กำหนดอัตราค่าน้ำเพื่อให้บริการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นโดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท นอกจากนี้ การเก็บค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคลองประปาพิพาทย่อมทำให้เกิดต้นทุนและอาจส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องเดือดร้อนเสียอัตราค่าน้ำเพิ่มขึ้นและไม่เป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจของประเทศตามเหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น คลองประปาพิพาทของโจทก์ไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้หาผลประโยชน์จึงได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยคืนเงิน 839.36 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 จำเลยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 เมื่อปี 2563 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปีภาษี 2563 จากจำเลย สำหรับคลองประปาพิพาทของโจทก์ที่ตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งอยู่ในท้องที่ของจำเลย 33 แปลง มีความยาว 4,974 เมตร ความกว้าง 30 เมตร คำนวณเป็นเนื้อที่ 37,305 ตารางวา โดยจำเลยใช้ราคาประเมินที่ดินต่อตารางวาในอัตราตารางวาละ 300 บาท คูณกับจำนวนตารางวาคำนวณได้เป็นราคาประเมินคลองประปาพิพาท 11,191,500 บาท ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี และตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ พ.ศ. 2562 ข้อ 2 กำหนดให้การคำนวณมูลค่าที่ดินที่มีสภาพเป็นบ่อลึกจากระดับพื้นดินเกิน 3 เมตร ให้คำนวณมูลค่าเป็นจำนวนร้อยละ 25 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดิน จำเลยจึงคำนวณภาษีจากราคาประเมินข้างต้นเพียงร้อยละ 25 ของราคาประเมินที่คำนวณได้ คิดเป็นราคาประเมิน 2,797,875 บาท เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีอัตราร้อยละ 0.3 ได้ค่าภาษีจำนวน 8,393.63 บาท ในปีภาษี 2563 มีพระราชกฤษฎีกาลดภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท พ.ศ. 2563 ให้ลดจำนวนภาษีในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่คำนวณได้ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 10 ของภาษีที่คำนวณได้ สำหรับการจัดเก็บภาษีของปีภาษี 2563 จำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์จำนวน 839.36 บาท จากภาษีที่คำนวณได้จำนวน 8,393.63 บาท โจทก์ทราบการประเมินแล้วคัดค้านการประเมิน ตามคำร้องคัดค้านการประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามมาตรา 73 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โจทก์ชำระภาษีแก่จำเลย 839.36 บาท จำเลยพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบกับคำร้องคัดค้านของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐมมีมติยกอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า ทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ให้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินดังต่อไปนี้ได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ (1) ทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ ทั้งนี้ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่จะได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) ต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ แต่การที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีทรัพย์สินใช้ในกิจการและมีการเรียกเก็บเงินจากประชาชนแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถือเป็นการใช้หาผลประโยชน์อันจะไม่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษีตามความในบทบัญญัตินี้เสมอไป หากแต่ต้องพิจารณารูปแบบของหน่วยงาน ประเภทของกิจการ ลักษณะการดำเนินงาน วัตถุประสงค์ การได้มาและลักษณะของการใช้ทรัพย์สินนั้น และปัจจัยอื่นประกอบด้วย เมื่อโจทก์จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ซึ่งพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งการประปาขึ้นเรียกว่า "การประปานครหลวง" มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) สำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา (2) ผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ และควบคุมมาตรฐานเกี่ยวกับระบบประปาเอกชนในเขตท้องที่ดังกล่าว (3) ดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเป็นประโยชน์แก่การประปา" มาตรา 7 บัญญัติว่า "การผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปา และการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบโดยการประปานครหลวง เป็นกิจการสาธารณูปโภค..." มาตรา 13 บัญญัติว่า "ให้การประปานครหลวงมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (1) สร้าง ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม และดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของการประปานครหลวง (2) ซื้อ จัดหา เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง จำหน่าย หรือดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ (3) สำรวจและวางแผนจำหน่ายน้ำที่จะทำใหม่ หรือขยายเพิ่มเติมภายในเขตท้องที่ตามมาตรา 6 (2) (4) กำหนดอัตราราคาขายน้ำ ค่าบริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของการประปานครหลวง และจัดระเบียบเกี่ยวกับวิธีชำระราคาและค่าบริการ..." และมาตรา 42 บัญญัติว่า "ในการดำเนินกิจการของการประปานครหลวง ให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ และประชาชน" จากบทบัญญัติดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเพื่อดำเนินกิจการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งมีรัฐเป็นเจ้าของและไม่ได้ดำเนินกิจการในรูปแบบองค์กรธุรกิจเอกชน โดยกิจการของโจทก์มีวัตถุประสงค์หลักในการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา และผลิต จัดส่ง รวมถึงจำหน่ายน้ำประปาแก่ประชาชนในเขตท้องที่รับผิดชอบ โดยมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดและต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นหลัก ซึ่งในการดำเนินกิจการของโจทก์จะต้องมีการสร้าง ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืมและดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ รวมถึงการซื้อ จัดหา ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง จำหน่ายหรือดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ เพื่อให้กิจการของโจทก์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นและสำเร็จลุล่วง ดังนั้น การที่โจทก์ใช้คลองประปาพิพาทเพื่อส่งน้ำดิบจากแหล่งน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปาและผลิตน้ำประปาซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินกิจการของโจทก์ที่กระทำไปโดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนอันเป็นกิจการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ส่วนที่จำเลยอ้างว่า คลองประปาพิพาทใช้เป็นคลองส่งน้ำจากแหล่งน้ำจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีสถานีสูบน้ำบางเลน ตั้งอยู่ที่ตำบลบางเลน อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สูบน้ำเข้าสู่คลองส่งไปยังโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ตั้งอยู่ที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำประปาจำหน่ายแก่ประชาชนในกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ โดยโจทก์เรียกเก็บค่าน้ำประปาอันเป็นการหารายได้และเป็นการกระทำในเชิงพาณิชย์ จึงไม่ได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) นั้น พระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "รายได้ที่การประปานครหลวงได้รับจากการดำเนินงานให้ตกเป็นของการประปานครหลวง สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการ ค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม เช่น ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา กองทุนบำเหน็จผู้ปฏิบัติงาน และการสงเคราะห์อื่นเพื่อสวัสดิการของผู้ปฏิบัติงานและครอบครัว…" วรรคสอง บัญญัติว่า "รายได้ที่ได้รับในปีหนึ่ง ๆ เมื่อได้หักค่าใช้จ่าย และค่าภาระดังกล่าวในวรรคหนึ่งแล้วเหลือเท่าใดให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้ารายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่าย และค่าภาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง นอกจากโบนัสตามมาตรา 35 และเงินสำรองตามมาตรา 16 และการประปานครหลวงไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่การประปานครหลวงเท่าจำนวนที่ขาด" มาตรา 35 บัญญัติว่า "ประธานกรรมการ กรรมการ และพนักงานอาจได้รับโบนัสตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" และมาตรา 50 บัญญัติว่า "ทุกปีให้สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของการประปานครหลวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า แม้โจทก์จะมีอำนาจกำหนดอัตราราคาขายน้ำ รวมถึงค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการของโจทก์ อันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งเพื่อให้โจทก์บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 13 แต่โจทก์ก็มีหน้าที่นำรายได้ที่โจทก์ได้รับในปีหนึ่ง ๆ หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ ส่งเป็นรายได้ของรัฐ หากโจทก์มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ และโจทก์ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เท่าจำนวนที่ขาดและสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของโจทก์ทุกปี แสดงให้เห็นว่า ภายใต้การดำเนินงานของโจทก์จะถูกกำกับดูแลและสนับสนุนโดยรัฐ ซึ่งทั้งผลความสำเร็จและความล้มเหลวของการดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของรัฐ ดังนั้น เมื่อโจทก์ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน รายได้และรายจ่ายของโจทก์จึงเป็นเพียงปัจจัยในการดำเนินกิจการของโจทก์เพื่อให้โจทก์สามารถบริหารจัดการกิจการของตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่รัฐและประชาชน การตีความว่าทรัพย์สินใดจะได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องตีความโดยคำนึงถึงบริบทและความเป็นธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม ประกอบกับเมื่อพิจารณาใบแจ้งค่าน้ำประปาที่จำเลยนำส่งประกอบจะเห็นได้ว่ามีรายการค่าน้ำดิบ ค่าน้ำประปาและค่าบริการรายเดือนโดยมีอัตราค่าน้ำดิบ ลูกบาศก์เมตรละ 0.15 บาท และอัตราค่าบริการรายเดือน 40 บาท และเมื่อคำนวณกับจำนวนน้ำใช้จะได้อัตราค่าน้ำประปา ลูกบาศก์เมตรละ 8.50 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าน้ำกับมูลค่าของคลองประปาพิพาทซึ่งเป็นต้นทุนในการใช้พื้นที่ในการส่งน้ำดิบไปเพื่อผลิตน้ำประปาแล้ว เห็นได้ว่าอัตราค่าน้ำดังกล่าวไม่อาจสะท้อนถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท และมิได้คำนึงถึงต้นทุนจากการใช้พื้นที่จำนวนมากในการสร้างคลองประปาพิพาท เพราะหากถือมูลค่าการเวนคืนพื้นที่คลองประปาพิพาทตลอดสายตั้งแต่ต้นทางและค่าก่อสร้างเป็นต้นทุนในการผลิตและใช้ในการกำหนดอัตราค่าน้ำด้วยแล้วเชื่อว่าไม่อาจคิดอัตราค่าน้ำในอัตราดังกล่าวได้ ถือว่าโจทก์กำหนดอัตราค่าน้ำเพื่อให้บริการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นโดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท นอกจากนี้ การเก็บค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคลองประปาพิพาทย่อมทำให้เกิดต้นทุนและอาจส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องเดือดร้อนเสียอัตราค่าน้ำเพิ่มขึ้นและไม่เป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจของประเทศตามเหตุผลและความจำเป็นในการตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น ทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้หาผลประโยชน์จึงได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยคืนเงินภาษี 839.36 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510 ม. 6 ม. 7 ม. 13 ม. 35 ม. 42 ม. 45 ม. 50
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ม. 8 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปานครหลวง
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลนราภิรมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอานนท์ ทัศน์เอี่ยม
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3589/2567
#710793
เปิดฉบับเต็ม

การที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีทรัพย์สินใช้ในกิจการและมีการเรียกเก็บเงินจากประชาชนไม่ได้หมายความว่าจะถือเป็นการใช้หาผลประโยชน์อันจะไม่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษีตามความใน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) เสมอไป แต่ต้องพิจารณารูปแบบของหน่วยงาน ประเภทของกิจการ ลักษณะการดำเนินงาน วัตถุประสงค์ การได้มาและลักษณะของการใช้ทรัพย์สินนั้น และปัจจัยอื่นประกอบด้วย พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6, 7, 13 และ 42 บ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเพื่อดำเนินกิจการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งมีรัฐเป็นเจ้าของและไม่ได้ดำเนินกิจการในรูปแบบองค์กรธุรกิจเอกชน โดยกิจการของโจทก์มีวัตถุประสงค์หลักในการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา และผลิต จัดส่ง รวมถึงจำหน่ายน้ำประปาแก่ประชาชนในเขตท้องที่รับผิดชอบ และมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดและต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น การที่โจทก์ใช้คลองประปาพิพาทเพื่อส่งน้ำดิบจากแหล่งน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปาและผลิตน้ำประปา และจากบทบัญญัติมาตรา 35, 45 และ 50 เห็นได้ว่า แม้โจทก์มีอำนาจกำหนดอัตราราคาขายน้ำ รวมถึงค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการของโจทก์ อันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งเพื่อให้โจทก์บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง แต่โจทก์ก็มีหน้าที่นำรายได้ที่โจทก์ได้รับในปีหนึ่ง ๆ หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ ส่งเป็นรายได้ของรัฐ หากโจทก์มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ และโจทก์ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เท่าจำนวนที่ขาดและสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของโจทก์ทุกปี แสดงให้เห็นว่า ภายใต้การดำเนินงานของโจทก์จะถูกกำกับดูแลและสนับสนุนโดยรัฐ รายได้และรายจ่ายของโจทก์จึงเป็นเพียงปัจจัยในการดำเนินกิจการของโจทก์เพื่อให้โจทก์สามารถบริหารจัดการกิจการของตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่รัฐและประชาชน ประกอบกับโจทก์กำหนดอัตราค่าน้ำเพื่อให้บริการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นโดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท นอกจากนี้ การเก็บค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคลองประปาพิพาทย่อมทำให้เกิดต้นทุนและอาจส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องเดือดร้อนเสียอัตราค่าน้ำเพิ่มขึ้นและไม่เป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจของประเทศตามเหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น คลองประปาพิพาทของโจทก์ไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้หาผลประโยชน์จึงได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยคืนเงิน 839.36 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 จำเลยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 เมื่อปี 2563 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปีภาษี 2563 จากจำเลย สำหรับคลองประปาพิพาทของโจทก์ที่ตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งอยู่ในท้องที่ของจำเลย 33 แปลง มีความยาว 4,974 เมตร ความกว้าง 30 เมตร คำนวณเป็นเนื้อที่ 37,305 ตารางวา โดยจำเลยใช้ราคาประเมินที่ดินต่อตารางวาในอัตราตารางวาละ 300 บาท คูณกับจำนวนตารางวาคำนวณได้เป็นราคาประเมินคลองประปาพิพาท 11,191,500 บาท ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี และตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ พ.ศ. 2562 ข้อ 2 กำหนดให้การคำนวณมูลค่าที่ดินที่มีสภาพเป็นบ่อลึกจากระดับพื้นดินเกิน 3 เมตร ให้คำนวณมูลค่าเป็นจำนวนร้อยละ 25 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดิน จำเลยจึงคำนวณภาษีจากราคาประเมินข้างต้นเพียงร้อยละ 25 ของราคาประเมินที่คำนวณได้ คิดเป็นราคาประเมิน 2,797,875 บาท เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีอัตราร้อยละ 0.3 ได้ค่าภาษีจำนวน 8,393.63 บาท ในปีภาษี 2563 มีพระราชกฤษฎีกาลดภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท พ.ศ. 2563 ให้ลดจำนวนภาษีในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่คำนวณได้ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 10 ของภาษีที่คำนวณได้ สำหรับการจัดเก็บภาษีของปีภาษี 2563 จำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์จำนวน 839.36 บาท จากภาษีที่คำนวณได้จำนวน 8,393.63 บาท โจทก์ทราบการประเมินแล้วคัดค้านการประเมิน ตามคำร้องคัดค้านการประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามมาตรา 73 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โจทก์ชำระภาษีแก่จำเลย 839.36 บาท จำเลยพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบกับคำร้องคัดค้านของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐมมีมติยกอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า ทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ให้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินดังต่อไปนี้ได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ (1) ทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ ทั้งนี้ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่จะได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) ต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ แต่การที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีทรัพย์สินใช้ในกิจการและมีการเรียกเก็บเงินจากประชาชนแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถือเป็นการใช้หาผลประโยชน์อันจะไม่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษีตามความในบทบัญญัตินี้เสมอไป หากแต่ต้องพิจารณารูปแบบของหน่วยงาน ประเภทของกิจการ ลักษณะการดำเนินงาน วัตถุประสงค์ การได้มาและลักษณะของการใช้ทรัพย์สินนั้น และปัจจัยอื่นประกอบด้วย เมื่อโจทก์จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ซึ่งพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งการประปาขึ้นเรียกว่า "การประปานครหลวง" มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) สำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา (2) ผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ และควบคุมมาตรฐานเกี่ยวกับระบบประปาเอกชนในเขตท้องที่ดังกล่าว (3) ดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเป็นประโยชน์แก่การประปา" มาตรา 7 บัญญัติว่า "การผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปา และการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบโดยการประปานครหลวง เป็นกิจการสาธารณูปโภค..." มาตรา 13 บัญญัติว่า "ให้การประปานครหลวงมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (1) สร้าง ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม และดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของการประปานครหลวง (2) ซื้อ จัดหา เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง จำหน่าย หรือดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ (3) สำรวจและวางแผนจำหน่ายน้ำที่จะทำใหม่ หรือขยายเพิ่มเติมภายในเขตท้องที่ตามมาตรา 6 (2) (4) กำหนดอัตราราคาขายน้ำ ค่าบริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของการประปานครหลวง และจัดระเบียบเกี่ยวกับวิธีชำระราคาและค่าบริการ..." และมาตรา 42 บัญญัติว่า "ในการดำเนินกิจการของการประปานครหลวง ให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ และประชาชน" จากบทบัญญัติดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเพื่อดำเนินกิจการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งมีรัฐเป็นเจ้าของและไม่ได้ดำเนินกิจการในรูปแบบองค์กรธุรกิจเอกชน โดยกิจการของโจทก์มีวัตถุประสงค์หลักในการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา และผลิต จัดส่ง รวมถึงจำหน่ายน้ำประปาแก่ประชาชนในเขตท้องที่รับผิดชอบ โดยมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดและต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นหลัก ซึ่งในการดำเนินกิจการของโจทก์จะต้องมีการสร้าง ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืมและดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ รวมถึงการซื้อ จัดหา ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง จำหน่ายหรือดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ เพื่อให้กิจการของโจทก์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นและสำเร็จลุล่วง ดังนั้น การที่โจทก์ใช้คลองประปาพิพาทเพื่อส่งน้ำดิบจากแหล่งน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปาและผลิตน้ำประปาซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินกิจการของโจทก์ที่กระทำไปโดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนอันเป็นกิจการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ส่วนที่จำเลยอ้างว่า คลองประปาพิพาทใช้เป็นคลองส่งน้ำจากแหล่งน้ำจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีสถานีสูบน้ำบางเลน ตั้งอยู่ที่ตำบลบางเลน อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สูบน้ำเข้าสู่คลองส่งไปยังโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ตั้งอยู่ที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำประปาจำหน่ายแก่ประชาชนในกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ โดยโจทก์เรียกเก็บค่าน้ำประปาอันเป็นการหารายได้และเป็นการกระทำในเชิงพาณิชย์ จึงไม่ได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) นั้น พระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "รายได้ที่การประปานครหลวงได้รับจากการดำเนินงานให้ตกเป็นของการประปานครหลวง สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการ ค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม เช่น ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา กองทุนบำเหน็จผู้ปฏิบัติงาน และการสงเคราะห์อื่นเพื่อสวัสดิการของผู้ปฏิบัติงานและครอบครัว…" วรรคสอง บัญญัติว่า "รายได้ที่ได้รับในปีหนึ่ง ๆ เมื่อได้หักค่าใช้จ่าย และค่าภาระดังกล่าวในวรรคหนึ่งแล้วเหลือเท่าใดให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้ารายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่าย และค่าภาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง นอกจากโบนัสตามมาตรา 35 และเงินสำรองตามมาตรา 16 และการประปานครหลวงไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่การประปานครหลวงเท่าจำนวนที่ขาด" มาตรา 35 บัญญัติว่า "ประธานกรรมการ กรรมการ และพนักงานอาจได้รับโบนัสตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" และมาตรา 50 บัญญัติว่า "ทุกปีให้สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของการประปานครหลวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า แม้โจทก์จะมีอำนาจกำหนดอัตราราคาขายน้ำ รวมถึงค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการของโจทก์ อันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งเพื่อให้โจทก์บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 13 แต่โจทก์ก็มีหน้าที่นำรายได้ที่โจทก์ได้รับในปีหนึ่ง ๆ หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ ส่งเป็นรายได้ของรัฐ หากโจทก์มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ และโจทก์ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เท่าจำนวนที่ขาดและสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของโจทก์ทุกปี แสดงให้เห็นว่า ภายใต้การดำเนินงานของโจทก์จะถูกกำกับดูแลและสนับสนุนโดยรัฐ ซึ่งทั้งผลความสำเร็จและความล้มเหลวของการดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของรัฐ ดังนั้น เมื่อโจทก์ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน รายได้และรายจ่ายของโจทก์จึงเป็นเพียงปัจจัยในการดำเนินกิจการของโจทก์เพื่อให้โจทก์สามารถบริหารจัดการกิจการของตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่รัฐและประชาชน การตีความว่าทรัพย์สินใดจะได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องตีความโดยคำนึงถึงบริบทและความเป็นธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม ประกอบกับเมื่อพิจารณาใบแจ้งค่าน้ำประปาที่จำเลยนำส่งประกอบจะเห็นได้ว่ามีรายการค่าน้ำดิบ ค่าน้ำประปาและค่าบริการรายเดือนโดยมีอัตราค่าน้ำดิบ ลูกบาศก์เมตรละ 0.15 บาท และอัตราค่าบริการรายเดือน 40 บาท และเมื่อคำนวณกับจำนวนน้ำใช้จะได้อัตราค่าน้ำประปา ลูกบาศก์เมตรละ 8.50 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าน้ำกับมูลค่าของคลองประปาพิพาทซึ่งเป็นต้นทุนในการใช้พื้นที่ในการส่งน้ำดิบไปเพื่อผลิตน้ำประปาแล้ว เห็นได้ว่าอัตราค่าน้ำดังกล่าวไม่อาจสะท้อนถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท และมิได้คำนึงถึงต้นทุนจากการใช้พื้นที่จำนวนมากในการสร้างคลองประปาพิพาท เพราะหากถือมูลค่าการเวนคืนพื้นที่คลองประปาพิพาทตลอดสายตั้งแต่ต้นทางและค่าก่อสร้างเป็นต้นทุนในการผลิตและใช้ในการกำหนดอัตราค่าน้ำด้วยแล้วเชื่อว่าไม่อาจคิดอัตราค่าน้ำในอัตราดังกล่าวได้ ถือว่าโจทก์กำหนดอัตราค่าน้ำเพื่อให้บริการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นโดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท นอกจากนี้ การเก็บค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคลองประปาพิพาทย่อมทำให้เกิดต้นทุนและอาจส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องเดือดร้อนเสียอัตราค่าน้ำเพิ่มขึ้นและไม่เป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจของประเทศตามเหตุผลและความจำเป็นในการตราพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น ทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้หาผลประโยชน์จึงได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยคืนเงินภาษี 839.36 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510 ม. 6 ม. 7 ม. 13 ม. 35 ม. 42 ม. 45 ม. 50
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ม. 8 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปานครหลวง
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลนราภิรมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา