คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 822/2567
#700199
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาให้โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินตกลงค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 3 จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ โจทก์ฟ้องตั้งรูปคดีว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยไม่สุจริตปราศจากมูลที่จะอ้างตามสัญญาหรือกฎหมายได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มีคำขอให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดิน 125,000 บาท ค่าที่ดินเพิ่มขึ้นจากการปรับถมที่ดิน 14,355,099 บาท และค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ 5,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อถือได้ว่าเป็นผลจากการที่โจทก์ได้ติดต่อให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อ พิพากษาให้จำเลยใช้ค่านายหน้าร้อยละ 3 ของราคาซื้อขายจำนวน 2,712,000 บาท เป็นเงิน 81,360 บาท เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือที่โจทก์มีคำขอบังคับ อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยใช้ค่านายหน้าแก่โจทก์จากราคาที่ผู้ซื้อกับจำเลยทำการซื้อขายกันจริงจำนวน 6,000,000 บาท เป็นเงิน 180,000 บาท และที่จำเลยฎีกาว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ซื้อกับจำเลยไม่ได้เป็นผลมาจากการชี้ช่องหรือจัดการให้ของโจทก์ จำเลยไม่ต้องใช้ค่านายหน้าแก่โจทก์ เป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การที่โจทก์ปรับปรุงถมดินในที่ดินของจำเลยที่มีโจทก์เป็นนายหน้าเพื่อจูงใจให้มีผู้สนใจมาซื้อที่ดิน โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบถึงเรื่องนี้แล้วจำเลยไม่ได้คัดค้าน จึงถือได้ว่าโจทก์ทำการปรับถมดินในที่ดินของจำเลยโดยสุจริต แม้ค่าใช้จ่ายนี้โจทก์รับว่า ตามสัญญานายหน้าไม่มีการระบุเรื่องของการถมดินและค่าใช้จ่ายในการถมดิน ซึ่งทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 845 แต่ดินที่ถมดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ตกติดไปกับที่ดินที่จะซื้อจะขายกัน อันเป็นประโยชน์ในการขายต่อไป กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยได้มาซึ่งทรัพย์คือดินที่ถมนั้น โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์นั้นเสียเปรียบ ลักษณะลาภมิควรได้ จำเลยจึงต้องคืนทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ แต่เมื่อสภาพทรัพย์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตรึงตรากับที่ดินอย่างถาวร โดยสภาพย่อมไม่อาจคืนทรัพย์นั้นกันได้ จำเลยจึงต้องคืนโดยใช้ราคาทรัพย์นั้นแก่โจทก์ มิใช่ชดใช้ราคาค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นโดยใช้ดินในการถมประมาณ 97 ลูกบาศก์เมตร ถมดินสูงขึ้นมาจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร ค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดินจำนวน 125,000 บาท จำเลยไม่ได้แก้อุทธรณ์โจทก์หรือฎีกาโต้แย้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร กรณีจึงฟังได้ว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดินไป จำนวน 125,000 บาท อันถือเป็นราคาทรัพย์ที่จำเลยต้องชดใช้คืนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 20,784,998.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,480,099 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 206,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 8,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2561 จำเลยทำสัญญาให้โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินของจำเลยตามโฉนดเลขที่ 2945, 25637, 25638, 25639 และ 25640 ซึ่งที่ดินทั้งห้าแปลงอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกัน มีเนื้อที่รวมกันประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 47 ตารางวา โดยมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่จำเลยสามารถขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อเนื่องมาจากผลแห่งการที่โจทก์ได้ชี้ช่องหรือจัดการให้ได้ราคาไม่ต่ำกว่า 10,271,250 บาท จำเลยตกลงยินยอมจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 3 สัญญานายหน้าให้ใช้บังคับได้เพียงวันที่ 9 มีนาคม 2562 และในกรณีที่โจทก์ยังไม่สามารถชี้ช่องหรือจัดการให้ผู้ซื้อมาทำการซื้อที่ดิน จำเลยมีสิทธิเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ ตามหนังสือสัญญานายหน้าซื้อขายที่ดิน เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2562 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญานายหน้าไปยังโจทก์ ต่อมาวันที่ 24 กันยายน 2562 ที่ดินทั้งห้าแปลงของจำเลยได้รวมโฉนดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 25637 เลขที่ 407 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 44.8 ตารางวา ตามหนังสือสำนักงานที่ดิน 2 กับสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 2945 ที่แสดงรูปจำลองของที่ดินทั้งห้าแปลง แล้วแบ่งแยกใหม่เป็นที่ดิน 4 แปลง ตามที่ปรากฏรูปจำลองในสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 25637 ดังกล่าว หลังจากนั้นวันที่ 27 กันยายน 2562 มีนายนิคม จดทะเบียนซื้อที่ดินจากจำเลยตามโฉนดเลขที่ 200414 ซึ่งเป็นแปลงหนึ่งที่จำเลยได้ทำการแบ่งแยกใหม่

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยให้จำเลยใช้ค่านายหน้าแก่โจทก์ในกรณีที่โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้นายนิคมซื้อที่ดินจากจำเลยจนสำเร็จนั้น เป็นการวินิจฉัยและพิพากษาเกินไปกว่าคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องตั้งรูปคดีว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยไม่สุจริตปราศจากมูลที่จะอ้างตามสัญญาหรือกฎหมายได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมีคำขอให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดิน 125,000 บาท ค่าที่ดินเพิ่มขึ้นจากการปรับถมที่ดิน 14,355,099 บาท และค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ 5,000,000 บาท ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยขายที่ดินให้แก่นายนิคมถือได้ว่าเป็นผลจากการที่โจทก์ได้ติดต่อนายนิคมจนนายนิคมตัดสินใจซื้อ แล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่านายหน้าร้อยละ 3 ของราคาซื้อขาย จำนวน 2,712,000 บาท เป็นเงิน 81,360 บาทนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือที่โจทก์มีคำขอบังคับ อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อเป็นดังนี้ ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยใช้ค่านายหน้าแก่โจทก์จากราคาที่นายนิคมกับจำเลยทำการซื้อขายกันจริงจำนวน 6,000,000 บาท เป็นเงิน 180,000 บาท และที่จำเลยฎีกาด้วยว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างนายนิคมกับจำเลยไม่ได้เป็นผลมาจากการชี้ช่องหรือจัดการให้ของโจทก์แต่อย่างใด จำเลยไม่ต้องใช้ค่านายหน้าแก่โจทก์ นั้น จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับการชดใช้จากจำเลยในค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดินและค่าที่ดินเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อนำสืบของโจทก์ในการปรับปรุงถมดินในที่ดินของจำเลยที่มีโจทก์เป็นนายหน้าเพื่อจูงใจให้มีผู้สนใจมาซื้อที่ดิน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบถึงเรื่องนี้แล้วจำเลยไม่ได้คัดค้าน จำเลยไม่ได้กล่าวในฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยนี้ จึงถือได้ว่าโจทก์ทำการปรับถมดินในที่ดินของจำเลยโดยสุจริต แม้ค่าใช้จ่ายนี้โจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยรับว่า ตามสัญญานายหน้าไม่มีการระบุเรื่องของการถมดินและค่าใช้จ่ายในการถมดิน ซึ่งทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 วรรคสอง ดังฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่ดินที่ถมดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ตกติดไปกับที่ดินที่จะซื้อจะขายกัน อันเป็นประโยชน์ในการขายต่อไป กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยได้มาซึ่งทรัพย์คือดินที่ถมนั้น โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์นั้นเสียเปรียบ ลักษณะลาภมิควรได้ จำเลยจึงต้องคืนทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า ทรัพย์ดังกล่าวไม่เป็นลาภมิควรได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนั้น ไม่อาจรับฟังได้ แต่เมื่อสภาพทรัพย์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตรึงตรากับที่ดินอย่างถาวร โดยสภาพย่อมไม่อาจคืนทรัพย์นั้นกันได้ จำเลยจึงต้องคืนโดยใช้ราคาทรัพย์นั้นแก่โจทก์ มิใช่ชดใช้ราคาค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นดั่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยซึ่งศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นราคาค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นอีกต่อไป คงพิจารณาเฉพาะราคาทรัพย์ที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ ในข้อนี้ตามคำเบิกความของผู้รับจ้างโจทก์ทำการถมดินในที่ดินของจำเลย ปรากฏว่าใช้ดินในการถมประมาณ 97 ลูกบาศก์เมตร ถมดินสูงขึ้นมาจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร ค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดินจำนวน 125,000 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้แก้อุทธรณ์โจทก์หรือฎีกาโต้แย้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร กรณีจึงฟังได้ว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดินไปจำนวน 125,000 บาท อันถือเป็นราคาทรัพย์ที่จำเลยต้องชดใช้คืนแก่โจทก์ ซึ่งก็ตรงกับราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากการถมดินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดให้เป็นเงิน 125,000 บาท กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาในเรื่องลาภมิควรได้แล้วพิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่ให้จำเลยใช้ค่านายหน้าแก่โจทก์ 81,360 บาท พร้อมดอกเบี้ย คงให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 845
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225 ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายอนุรักษ์ หมั่นธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สุรินทร์ ชลพัฒนา
จุมพล ชูวงษ์
อดุลย์ ขันทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 822/2567
#710774
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ปรับปรุงถมดินในที่ดินของจำเลยที่มีโจทก์เป็นนายหน้าเพื่อจูงใจให้มีผู้สนใจมาซื้อที่ดิน โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบถึงเรื่องนี้แล้วจำเลยไม่ได้คัดค้าน จึงถือได้ว่าโจทก์ทำการปรับถมดินในที่ดินของจำเลยโดยสุจริต แม้ค่าใช้จ่ายนี้โจทก์รับว่า ตามสัญญานายหน้าไม่มีการระบุเรื่องของการถมดินและค่าใช้จ่ายในการถมดิน ซึ่งทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 845 วรรคสอง แต่ดินที่ถมดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ตกติดไปกับที่ดินที่จะซื้อจะขายกัน อันเป็นประโยชน์ในการขายต่อไป กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยได้มาซึ่งทรัพย์คือดินที่ถมนั้น โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์นั้นเสียเปรียบ ลักษณะลาภมิควรได้ จำเลยจึงต้องคืนทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ แต่เมื่อสภาพทรัพย์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตรึงตรากับที่ดินอย่างถาวร โดยสภาพย่อมไม่อาจคืนทรัพย์นั้นกันได้ จำเลยจึงต้องคืนโดยใช้ราคาทรัพย์นั้นแก่โจทก์ มิใช่ชดใช้ราคาค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นโดยใช้ดินในการถมประมาณ 97 ลูกบาศก์เมตร ถมดินสูงขึ้นมาจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร ค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดินจำนวน 125,000 บาท จำเลยไม่ได้แก้อุทธรณ์โจทก์หรือฎีกาโต้แย้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร กรณีจึงฟังได้ว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดินไป จำนวน 125,000 บาท อันถือเป็นราคาทรัพย์ที่จำเลยต้องชดใช้คืนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 20,784,998.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,480,099 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 206,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 8,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2561 จำเลยทำสัญญาให้โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินของจำเลยตามโฉนดเลขที่ 2945, 25637, 25638, 25639 และ 25640 ซึ่งที่ดินทั้งห้าแปลงอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกัน มีเนื้อที่รวมกันประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 47 ตารางวา โดยมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่จำเลยสามารถขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อเนื่องมาจากผลแห่งการที่โจทก์ได้ชี้ช่องหรือจัดการให้ได้ราคาไม่ต่ำกว่า 10,271,250 บาท จำเลยตกลงยินยอมจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 3 สัญญานายหน้าให้ใช้บังคับได้เพียงวันที่ 9 มีนาคม 2562 และในกรณีที่โจทก์ยังไม่สามารถชี้ช่องหรือจัดการให้ผู้ซื้อมาทำการซื้อที่ดิน จำเลยมีสิทธิเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ ตามหนังสือสัญญานายหน้าซื้อขายที่ดิน เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2562 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญานายหน้าไปยังโจทก์ ต่อมาวันที่ 24 กันยายน 2562 ที่ดินทั้งห้าแปลงของจำเลยได้รวมโฉนดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 25637 เลขที่ 407 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 44.8 ตารางวา ตามหนังสือสำนักงานที่ดิน 2 กับสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 2945 ที่แสดงรูปจำลองของที่ดินทั้งห้าแปลง แล้วแบ่งแยกใหม่เป็นที่ดิน 4 แปลง ตามที่ปรากฏรูปจำลองในสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 25637 ดังกล่าว หลังจากนั้นวันที่ 27 กันยายน 2562 มีนายนิคม จดทะเบียนซื้อที่ดินจากจำเลยตามโฉนดเลขที่ 200414 ซึ่งเป็นแปลงหนึ่งที่จำเลยได้ทำการแบ่งแยกใหม่

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยให้จำเลยใช้ค่านายหน้าแก่โจทก์ในกรณีที่โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้นายนิคมซื้อที่ดินจากจำเลยจนสำเร็จนั้น เป็นการวินิจฉัยและพิพากษาเกินไปกว่าคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องตั้งรูปคดีว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยไม่สุจริตปราศจากมูลที่จะอ้างตามสัญญาหรือกฎหมายได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมีคำขอให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดิน 125,000 บาท ค่าที่ดินเพิ่มขึ้นจากการปรับถมที่ดิน 14,355,099 บาท และค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ 5,000,000 บาท ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยขายที่ดินให้แก่นายนิคมถือได้ว่าเป็นผลจากการที่โจทก์ได้ติดต่อนายนิคมจนนายนิคมตัดสินใจซื้อ แล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่านายหน้าร้อยละ 3 ของราคาซื้อขาย จำนวน 2,712,000 บาท เป็นเงิน 81,360 บาทนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือที่โจทก์มีคำขอบังคับ อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อเป็นดังนี้ ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยใช้ค่านายหน้าแก่โจทก์จากราคาที่นายนิคมกับจำเลยทำการซื้อขายกันจริงจำนวน 6,000,000 บาท เป็นเงิน 180,000 บาท และที่จำเลยฎีกาด้วยว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างนายนิคมกับจำเลยไม่ได้เป็นผลมาจากการชี้ช่องหรือจัดการให้ของโจทก์แต่อย่างใด จำเลยไม่ต้องใช้ค่านายหน้าแก่โจทก์ นั้น จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับการชดใช้จากจำเลยในค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดินและค่าที่ดินเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อนำสืบของโจทก์ในการปรับปรุงถมดินในที่ดินของจำเลยที่มีโจทก์เป็นนายหน้าเพื่อจูงใจให้มีผู้สนใจมาซื้อที่ดิน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบถึงเรื่องนี้แล้วจำเลยไม่ได้คัดค้าน จำเลยไม่ได้กล่าวในฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยนี้ จึงถือได้ว่าโจทก์ทำการปรับถมดินในที่ดินของจำเลยโดยสุจริต แม้ค่าใช้จ่ายนี้โจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยรับว่า ตามสัญญานายหน้าไม่มีการระบุเรื่องของการถมดินและค่าใช้จ่ายในการถมดิน ซึ่งทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 วรรคสอง ดังฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่ดินที่ถมดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ตกติดไปกับที่ดินที่จะซื้อจะขายกัน อันเป็นประโยชน์ในการขายต่อไป กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยได้มาซึ่งทรัพย์คือดินที่ถมนั้น โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์นั้นเสียเปรียบ ลักษณะลาภมิควรได้ จำเลยจึงต้องคืนทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า ทรัพย์ดังกล่าวไม่เป็นลาภมิควรได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนั้น ไม่อาจรับฟังได้ แต่เมื่อสภาพทรัพย์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตรึงตรากับที่ดินอย่างถาวร โดยสภาพย่อมไม่อาจคืนทรัพย์นั้นกันได้ จำเลยจึงต้องคืนโดยใช้ราคาทรัพย์นั้นแก่โจทก์ มิใช่ชดใช้ราคาค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นดั่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยซึ่งศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นราคาค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นอีกต่อไป คงพิจารณาเฉพาะราคาทรัพย์ที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ ในข้อนี้ตามคำเบิกความของผู้รับจ้างโจทก์ทำการถมดินในที่ดินของจำเลย ปรากฏว่าใช้ดินในการถมประมาณ 97 ลูกบาศก์เมตร ถมดินสูงขึ้นมาจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร ค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดินจำนวน 125,000 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้แก้อุทธรณ์โจทก์หรือฎีกาโต้แย้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร กรณีจึงฟังได้ว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการปรับถมที่ดินไปจำนวน 125,000 บาท อันถือเป็นราคาทรัพย์ที่จำเลยต้องชดใช้คืนแก่โจทก์ ซึ่งก็ตรงกับราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากการถมดินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดให้เป็นเงิน 125,000 บาท กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาในเรื่องลาภมิควรได้แล้วพิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่ให้จำเลยใช้ค่านายหน้าแก่โจทก์ 81,360 บาท พร้อมดอกเบี้ย คงให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 845
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุรินทร์ ชลพัฒนา
จุมพล ชูวงษ์
อดุลย์ ขันทอง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2567
#706438
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทั้งสองทราบในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองแถลงขอสละถ้อยคำในทำนองปฏิเสธที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติและคงให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ เท่ากับข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยตามฟ้องได้ ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาสรุปว่า แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติแตกต่างจากข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำแถลงของผู้เสียหายคดีนี้ จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำเป็นขบวนการหรือแบ่งหน้าที่กันทำแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา ขาดความรอบคอบและไว้เนื้อเชื่อใจบุคคลอื่นและด้อยประสบการณ์ ไม่รู้เท่าทันจนตกเป็นเครื่องมือให้กลุ่มขบวนการ ซึ่งมีพฤติการณ์ในการฉ้อโกงประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทั้งสองทราบในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองก็แถลงขอสละถ้อยคำในทำนองปฏิเสธที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติและคงให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2565 เท่ากับข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยตามฟ้องได้ ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบาโดยลงโทษปรับสถานเดียวหรือรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายและประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยการลงโฆษณาข้อความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทางสื่อสังคมออนไลน์โปรแกรมเฟซบุ๊กจนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยทั้งสองกับพวกไป 17,000 บาท เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น และยังมีผลกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม นับเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยทั้งสองมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ทั้งชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายจนครบถ้วนแล้วและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยทั้งสองในทางแพ่งอีก ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษปรับจำเลยทั้งสองสถานเดียวหรือรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี และลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา -
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 -
ชื่อองค์คณะ
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2567
#699603
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ศาลตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ดังนั้น การลดโทษจึงต้องคำนวณเฉพาะในส่วนของโทษที่จะลดก่อน แล้วนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนดมาตั้งแต่ต้น สำหรับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 4 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 1 ปี 4 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 4 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 1 ปี 8 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 2 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 8 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317, 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 283 ทวิ วรรคแรก, 317 วรรคสาม และ 319 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง จำคุก 5 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 33 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้แก่จำเลยกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี รวม 2 กระทง คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 5 กระทง คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย รวม 5 กระทง คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 20 ปี 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น เห็นว่า จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิ้นตั้งแต่หน้า 14 จนถึงหน้าสุดท้าย ลักษณะคำต่อคำมาใส่ไว้ในฎีกาตั้งแต่หน้า 8 และแก้ไขชื่อศาลที่โต้แย้งจากเดิมซึ่งเป็นศาลชั้นต้น เป็นศาลอุทธรณ์ภาค 8 และศาลที่ขอให้วินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นศาลฎีกา เพื่อให้ตรงตามชั้นศาลเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยปัญหาเดียวกันโดยละเอียดแล้ว แม้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ระหว่างผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลย เพื่อทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยไว้ แต่ฎีกาของจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า มีอุทธรณ์ข้อใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด ทั้งปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีหรือไม่ ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องความผิดฐานดังกล่าว แต่จำเลยยังคงฎีกาความผิดฐานนี้อีกเหมือนกับที่อุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่มิได้ยกเหตุผลขึ้นคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เช่นนี้ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมโทษทุกกระทงในแต่ละฐานความผิดเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ เมื่อเป็นเช่นนี้การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่จะเป็นปีอธิกสุรทินหรือจันทรคติ ส่วนปัญหาเรื่องการคำนวณการลดโทษนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ศาลตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ดังนั้น การลดโทษจึงต้องคำนวณเฉพาะในส่วนของโทษที่จะลดก่อน แล้วนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนดมาตั้งแต่ต้นตามบทบัญญัติข้างต้น สำหรับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 4 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 1 ปี 4 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการจนาจาร จำคุกกระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 4 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 1 ปี 8 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 2 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 8 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้แก่จำเลยกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลงโทษความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 16 เดือน ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 40 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี 20 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 15 ปี 84 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายจตุรงค์ ศรีเมฆ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิทยา หะยีหมัด
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2567
#708433
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ศาลตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ดังนั้น การลดโทษจึงต้องคำนวณเฉพาะในส่วนของโทษที่จะลดก่อน แล้วนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนดมาตั้งแต่ต้น ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317, 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 283 ทวิ วรรคแรก, 317 วรรคสาม และ 319 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง จำคุก 5 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 33 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้แก่จำเลยกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี รวม 2 กระทง คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 5 กระทง คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย รวม 5 กระทง คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 20 ปี 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น เห็นว่า จำเลยฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิ้นตั้งแต่หน้า 14 จนถึงหน้าสุดท้าย ลักษณะคำต่อคำมาใส่ไว้ในฎีกาตั้งแต่หน้า 8 และแก้ไขชื่อศาลที่โต้แย้งจากเดิมซึ่งเป็นศาลชั้นต้น เป็นศาลอุทธรณ์ภาค 8 และศาลที่ขอให้วินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นศาลฎีกา เพื่อให้ตรงตามชั้นศาลเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยปัญหาเดียวกันโดยละเอียดแล้ว แม้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ระหว่างผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลย เพื่อทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยไว้ แต่ฎีกาของจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า มีอุทธรณ์ข้อใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด ทั้งปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีหรือไม่ ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องความผิดฐานดังกล่าว แต่จำเลยยังคงฎีกาความผิดฐานนี้อีกเหมือนกับที่อุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่มิได้ยกเหตุผลขึ้นคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เช่นนี้ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมโทษทุกกระทงในแต่ละฐานความผิดเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ เมื่อเป็นเช่นนี้การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่จะเป็นปีอธิกสุรทินหรือจันทรคติ ส่วนปัญหาเรื่องการคำนวณการลดโทษนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง ให้ศาลตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ดังนั้น การลดโทษจึงต้องคำนวณเฉพาะในส่วนของโทษที่จะลดก่อน แล้วนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนดมาตั้งแต่ต้นตามบทบัญญัติข้างต้น สำหรับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 4 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 1 ปี 4 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 4 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 1 ปี 8 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 2 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามคือ 8 เดือน เมื่อนำไปหักจากโทษที่ศาลกำหนด คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้แก่จำเลยกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลงโทษความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 16 เดือน ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 40 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี 20 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 15 ปี 84 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2567
#706437
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 22 และ 24 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น ทั้งห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ส่วนที่โจทก์ได้รับการปลดจากล้มละลาย คงมีผลทำให้โจทก์พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและมีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนที่ได้มาหลังจากปลดจากล้มละลาย ส่วนการจัดการทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายซึ่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจในการจัดการจำหน่ายเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย แต่ทั้งนี้โจทก์ยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 79 การที่หลังจากได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่มีมติให้บังคับคดีนี้ต่อไปโดยมอบหมายให้เจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจและการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับทราบการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 ของจำเลยและยื่นคำคัดค้านในคดีนี้แสดงว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยินยอมในการกระทำดังกล่าว และถือว่าการนำยึดที่ดินดังกล่าวของโจทก์เป็นการช่วยเหลือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายที่ยังค้างอยู่ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 79 ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมติที่ประชุมเจ้าหนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกสินจ้างจากจำเลย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,487,770 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 617,067 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2560 โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นคดีนี้และเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาล เป็นเหตุให้ศาลหลงเชื่อพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 4,487,770 บาท ต่อมาในคดีอาญาศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์มีความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีนี้ลงโทษจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จึงเป็นคำพิพากษาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน เว้นแต่จะได้รับความยินยอมหรือตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ แม้ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศปลดโจทก์จากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 แต่สิทธิในการบังคับคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนเป็นบุคคลล้มละลายเป็นอำนาจตามกฎหมายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ไม่มีอำนาจบังคับคดี ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้เข้าบังคับคดีแทนโจทก์ การที่โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 และร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์ขอให้ยึดไว้ตามหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2554 และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนแล้ว เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและเพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

โจทก์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคดีนี้กับคดีอาญาตามคำร้องมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศปลดโจทก์จากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น (ครั้งที่ 1) เพื่อปรึกษาว่าจะให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการบังคับคดีแก่คดีนี้ต่อไปหรือไม่ ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการบังคับคดีต่อไปและแต่งตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ใหม่แทนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เดิม การยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ของโจทก์เป็นการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินโดยความเห็นชอบของที่ประชุมเจ้าหนี้เพราะแม้โจทก์ปลดจากการล้มละลายแล้วก็ยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 79 การบังคับคดีชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น ทั้งห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ส่วนที่โจทก์ได้รับการปลดจากล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 คงมีผลทำให้โจทก์พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและมีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนที่ได้มาหลังจากปลดจากล้มละลาย ส่วนการจัดการทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลาย ซึ่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจในการจัดการจำหน่ายเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย แต่ทั้งนี้โจทก์ยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 79 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนที่จะมีการขอออกหมายบังคับคดีในวันที่ 2 มีนาคม 2560 โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.9748/2552 ของศาลล้มละลายกลาง ได้ขอออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ดำเนินการขอออกหมายบังคับคดีด้วยตนเองเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจให้เพิกถอนการบังคับคดีและให้ถอนการยึดที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 กันยายน 2559 ต่อมาในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.9748/2552 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาว่า ประสงค์จะบังคับคดีแพ่งในคดีนี้ต่อไปหรือไม่ ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้ดำเนินการบังคับคดีแพ่งต่อไป โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และในวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นโจทก์ในคดีนี้แทนโจทก์เดิม และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ทราบว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีกรุงเทพมหานคร เขตพื้นที่ 3 ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แล้วที่ประชุมเจ้าหนี้รับทราบ ดังนี้ การที่โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 จึงเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่มีมติให้บังคับคดีนี้ต่อไปโดยมอบหมายให้เจ้าหนี้รายที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจและการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับทราบการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64138 ของจำเลยและยื่นคำคัดค้านในคดีนี้แสดงว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยินยอมในการกระทำดังกล่าว และถือว่าการนำยึดที่ดินดังกล่าวของโจทก์เป็นการช่วยเหลือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายที่ยังค้างอยู่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 79 ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมติที่ประชุมเจ้าหนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกราช อุนรัตน์
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นางสาวสิรัชชา อิสริยภูมิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 786/2567
#702711
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน จำเลยมีสิทธิบ่ายเบี่ยงไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ได้โดยไม่ถือว่าผิดนัด โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา การที่โจทก์ติดตามทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยและจำเลยมิได้โต้แย้งสัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันโดยปริยาย เมื่อเหตุแห่งการสิ้นสุดของสัญญาสืบเนื่องมาจากความผิดของโจทก์ที่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้จำเลยจดทะเบียนรถที่เช่าซื้อต่อกรมการขนส่งทางบกและได้ความว่าเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนสูญหายไป การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเพิกเฉยต่อการจดทะเบียนรถที่เช่าซื้อให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของโจทก์ว่าตามปกติประเพณีในการทำสัญญาเช่าซื้อที่ถือปฏิบัติกันมาผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถบรรทุกหรือรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์โดยทั่วไปจะถือว่าตนมีหน้าที่เพียงส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้ใช้ประโยชน์เท่านั้น ส่วนการดำเนินการทางทะเบียนและเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนซึ่งตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จะมีอยู่และต้องจัดการอย่างไรไม่ใช่ข้อสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงดังเช่นที่โจทก์ปฏิบัติ ประกอบกับปรากฏว่าเอกสารต่าง ๆ ของสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ทำกับผู้บริโภครายอื่นสูญหายอีกจำนวนมาก ข้อเท็จจริงที่กล่าวมานับว่าการประกอบธุรกิจของโจทก์ย่อหย่อนมิได้กระทำไปด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ดังนี้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยายกับทั้งโจทก์มีพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา เบี้ยปรับ ค่าติดตามรถบรรทุกที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,076,774.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 161,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุกสิบล้อยี่ห้ออีซูซุและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ในราคา 4,952,831 บาท ซึ่งเป็นราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 46 งวด กำหนดชำระทุกวันที่ 16 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 16 มีนาคม 2557 ภายหลังทำสัญญาจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรก จำเลยจึงทำบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าซื้อ ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2557 โดยตกลงชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ 4,610,497.01 บาท ซึ่งเป็นราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 45 งวด กำหนดชำระทุกวันที่ 30 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 30 เมษายน 2557 ภายหลังจากทำบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าซื้อ จำเลยยังคงไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรกเป็นต้นไปเป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ติดตามรถบรรทุกสิบล้อที่เช่าซื้อคืนจากจำเลย และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ได้รับรถหางพ่วงกลับคืนมา โดยรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงมีสภาพชำรุดทรุดโทรม โจทก์นำรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงออกขายทอดตลาดได้เงิน 2,485,046.73 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา เบี้ยปรับ ค่าติดตามรถบรรทุกที่เช่าซื้อ กับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ทดรองจ่ายไปตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถบรรทุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคกำหนดให้แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ เพียงใด ในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาเรื่องสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบ และความรับผิดในค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคา เบี้ยปรับ กับค่าติดตามรถบรรทุกที่เช่าซื้อขึ้นวินิจฉัยเป็นประการแรก เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่ง คู่สัญญาจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ซึ่งกันและกันหรือต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ โดยโจทก์คู่สัญญาฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่จำเลย รวมไปถึงดำเนินการอันจำเป็นให้รถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าซื้อสามารถจดทะเบียนรถยนต์ได้อย่างถูกต้องเพื่อให้จำเลยครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตามวัตถุประสงค์ของสัญญาและชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนของจำเลยผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าซื้อย่อมมีหน้าที่ชำระค่าเช่าซื้อตอบแทนแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์เพียงส่งมอบรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยครอบครองใช้สอยตามสัญญาเท่านั้น แต่โจทก์มิได้จดทะเบียนรถหรือดำเนินการใดเพื่อให้จำเลยจดทะเบียนรถที่เช่าซื้อต่อกรมการขนส่งทางบกได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหากนับตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 อันเป็นวันทำสัญญาเช่าซื้อ จนกระทั่งถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับมอบรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์กลับคืนมาจากจำเลยตามลำดับเป็นระยะเวลานานเกือบ 1 ปี จนเป็นที่มาแห่งข้อโต้เถียงปฏิเสธไม่ชำระค่าเช่าซื้อของจำเลยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งมอบรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้จำเลยทวงถามให้จดทะเบียนหลายครั้ง แต่โจทก์ยังคงเพิกเฉยทำให้ในระหว่างที่จำเลยนำรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ไปใช้ขนส่งอ้อยขายให้แก่บริษัท น. จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและเปรียบเทียบปรับอยู่เนืองนิตย์ ข้อเท็จจริงตามที่ได้ความดังกล่าวต้องถือว่า โจทก์ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน โดยโจทก์ไม่อาจอาศัยความคิดเห็นของโจทก์ในเรื่องที่จำเลยรับมอบรถบรรทุกไว้ใช้สอย มาสรุปว่าจำเลยไม่ถือเหตุแห่งการจดทะเบียนรถบรรทุกเป็นข้อสำคัญเพื่ออ้างว่าตนมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาได้ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะบ่ายเบี่ยงไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 โดยไม่ถือว่าจำเลยผิดนัด และโจทก์ผู้ผิดสัญญาไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาต่อจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 สัญญาเช่าซื้อจึงมิได้เลิกกันตามที่โจทก์บอกเลิกสัญญา แต่เลิกกันโดยปริยายจากการที่โจทก์ติดตามทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยและจำเลยมิได้โต้แย้งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เมื่อเหตุแห่งการสิ้นสุดของสัญญาสืบเนื่องมาจากความผิดของโจทก์ที่มิได้ดำเนินการใดเพื่อให้จำเลยจดทะเบียนรถที่เช่าซื้อต่อกรมการขนส่งทางบก ทั้งยังได้ความจากนางประนมพร พยานโจทก์อีกว่า โจทก์จะต้องส่งเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่จำเลย แต่เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนสูญหายไปทำให้รถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ยังมิได้จดทะเบียนรถยนต์ตามกฎหมาย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเพิกเฉยต่อการจดทะเบียนรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของโจทก์ว่า ตามปกติประเพณีในการทำสัญญาเช่าซื้อที่ถือปฏิบัติกันมา ผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถบรรทุกหรือรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์โดยทั่วไปจะถือว่าตนมีหน้าที่เพียงส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้ผู้เช่าซื้อใช้ประโยชน์เท่านั้น ส่วนการดำเนินการทางทะเบียนและเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนของรถยนต์ซึ่งตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จะมีอยู่และต้องจัดการเป็นอย่างไร มิใช่ข้อสลักสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงดังเช่นที่โจทก์ปฏิบัติ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาประกอบกับเอกสารต่าง ๆ ของสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ทำไว้กับผู้บริโภครายอื่นยังมีเอกสารสูญหายอีกจำนวนมากจนโจทก์ต้องไปลงบันทึกประจำวันรับแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ข้อเท็จจริงที่กล่าวมานับว่าการประกอบธุรกิจของโจทก์มีความย่อหย่อนมิได้กระทำไปด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ดังนี้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยาย กับทั้งโจทก์มีพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา เบี้ยปรับและค่าติดตามรถบรรทุกที่เช่าซื้อแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับค่าเสียหายประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับค่าเสียหายประการสุดท้ายว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถบรรทุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคกำหนดให้แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการนำรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าซื้อออกให้บุคคลอื่นเช่าในอัตราเดือนละ 107,000 บาท ในช่วงเวลาที่จำเลยครอบครองทรัพย์สินที่เช่าซื้อจนถึงวันที่โจทก์ได้รับทรัพย์สินดังกล่าวคืนเป็นเงิน 856,000 บาท ที่โจทก์เรียกร้องและยกขึ้นฎีกาว่าเป็นจำนวนพอสมควรแก่ความเสียหายของโจทก์ เป็นค่าเสียหายที่โจทก์คาดคิดเองโดยไม่มีเอกสารหลักฐานมาสนับสนุนว่า โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกให้บุคคลใดเช่าและได้รับค่าเช่าในอัตราที่กล่าวอ้างทุกเดือน เมื่อโจทก์ไม่อาจนำสืบให้เห็นถึงค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นพ้องกันกับศาลชั้นต้นไม่กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้เต็มตามคำขอของโจทก์ แต่กำหนดให้แก่โจทก์เป็นเงิน 161,000 บาท จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 386
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวสิทธิดา จิตทักษะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบัณฑิต สีอุไรย์
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 786/2567
#710773
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน จำเลยมีสิทธิบ่ายเบี่ยงไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ได้โดยไม่ถือว่าผิดนัด โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา การที่โจทก์ติดตามทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยและจำเลยมิได้โต้แย้งสัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันโดยปริยาย เมื่อเหตุแห่งการสิ้นสุดของสัญญาสืบเนื่องมาจากความผิดของโจทก์ที่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้จำเลยจดทะเบียนรถที่เช่าซื้อต่อกรมการขนส่งทางบกและได้ความว่าเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนสูญหายไป การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเพิกเฉยต่อการจดทะเบียนรถที่เช่าซื้อให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของโจทก์ว่าตามปกติประเพณีในการทำสัญญาเช่าซื้อที่ถือปฏิบัติกันมาผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถบรรทุกหรือรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์โดยทั่วไปจะถือว่าตนมีหน้าที่เพียงส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้ใช้ประโยชน์เท่านั้น ส่วนการดำเนินการทางทะเบียนและเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนซึ่งตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จะมีอยู่และต้องจัดการอย่างไรไม่ใช่ข้อสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงดังเช่นที่โจทก์ปฏิบัติ ประกอบกับปรากฏว่าเอกสารต่าง ๆ ของสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ทำกับผู้บริโภครายอื่นสูญหายอีกจำนวนมาก ข้อเท็จจริงที่กล่าวมานับว่าการประกอบธุรกิจของโจทก์ย่อหย่อนมิได้กระทำไปด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ดังนี้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยายกับทั้งโจทก์มีพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา เบี้ยปรับ ค่าติดตามรถบรรทุกที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,076,774.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 161,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุกสิบล้อยี่ห้ออีซูซุและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ในราคา 4,952,831 บาท ซึ่งเป็นราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 46 งวด กำหนดชำระทุกวันที่ 16 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 16 มีนาคม 2557 ภายหลังทำสัญญาจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรก จำเลยจึงทำบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าซื้อ ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2557 โดยตกลงชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ 4,610,497.01 บาท ซึ่งเป็นราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 45 งวด กำหนดชำระทุกวันที่ 30 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 30 เมษายน 2557 ภายหลังจากทำบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่าซื้อ จำเลยยังคงไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรกเป็นต้นไปเป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ติดตามรถบรรทุกสิบล้อที่เช่าซื้อคืนจากจำเลย และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ได้รับรถหางพ่วงกลับคืนมา โดยรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงมีสภาพชำรุดทรุดโทรม โจทก์นำรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงออกขายทอดตลาดได้เงิน 2,485,046.73 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา เบี้ยปรับ ค่าติดตามรถบรรทุกที่เช่าซื้อ กับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ทดรองจ่ายไปตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถบรรทุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคกำหนดให้แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ เพียงใด ในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาเรื่องสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบ และความรับผิดในค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคา เบี้ยปรับ กับค่าติดตามรถบรรทุกที่เช่าซื้อขึ้นวินิจฉัยเป็นประการแรก เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่ง คู่สัญญาจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ซึ่งกันและกันหรือต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ โดยโจทก์คู่สัญญาฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่จำเลย รวมไปถึงดำเนินการอันจำเป็นให้รถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าซื้อสามารถจดทะเบียนรถยนต์ได้อย่างถูกต้องเพื่อให้จำเลยครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตามวัตถุประสงค์ของสัญญาและชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนของจำเลยผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าซื้อย่อมมีหน้าที่ชำระค่าเช่าซื้อตอบแทนแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์เพียงส่งมอบรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ให้จำเลยครอบครองใช้สอยตามสัญญาเท่านั้น แต่โจทก์มิได้จดทะเบียนรถหรือดำเนินการใดเพื่อให้จำเลยจดทะเบียนรถที่เช่าซื้อต่อกรมการขนส่งทางบกได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหากนับตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 อันเป็นวันทำสัญญาเช่าซื้อ จนกระทั่งถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับมอบรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์กลับคืนมาจากจำเลยตามลำดับเป็นระยะเวลานานเกือบ 1 ปี จนเป็นที่มาแห่งข้อโต้เถียงปฏิเสธไม่ชำระค่าเช่าซื้อของจำเลยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งมอบรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้จำเลยทวงถามให้จดทะเบียนหลายครั้ง แต่โจทก์ยังคงเพิกเฉยทำให้ในระหว่างที่จำเลยนำรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ไปใช้ขนส่งอ้อยขายให้แก่บริษัท น. จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและเปรียบเทียบปรับอยู่เนืองนิตย์ ข้อเท็จจริงตามที่ได้ความดังกล่าวต้องถือว่า โจทก์ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน โดยโจทก์ไม่อาจอาศัยความคิดเห็นของโจทก์ในเรื่องที่จำเลยรับมอบรถบรรทุกไว้ใช้สอย มาสรุปว่าจำเลยไม่ถือเหตุแห่งการจดทะเบียนรถบรรทุกเป็นข้อสำคัญเพื่ออ้างว่าตนมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาได้ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะบ่ายเบี่ยงไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 โดยไม่ถือว่าจำเลยผิดนัด และโจทก์ผู้ผิดสัญญาไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาต่อจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 สัญญาเช่าซื้อจึงมิได้เลิกกันตามที่โจทก์บอกเลิกสัญญา แต่เลิกกันโดยปริยายจากการที่โจทก์ติดตามทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยและจำเลยมิได้โต้แย้งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เมื่อเหตุแห่งการสิ้นสุดของสัญญาสืบเนื่องมาจากความผิดของโจทก์ที่มิได้ดำเนินการใดเพื่อให้จำเลยจดทะเบียนรถที่เช่าซื้อต่อกรมการขนส่งทางบก ทั้งยังได้ความจากนางประนมพร พยานโจทก์อีกว่า โจทก์จะต้องส่งเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่จำเลย แต่เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนสูญหายไปทำให้รถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ยังมิได้จดทะเบียนรถยนต์ตามกฎหมาย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเพิกเฉยต่อการจดทะเบียนรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ปรากฏจากข้อนำสืบของโจทก์ว่า ตามปกติประเพณีในการทำสัญญาเช่าซื้อที่ถือปฏิบัติกันมา ผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถบรรทุกหรือรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์โดยทั่วไปจะถือว่าตนมีหน้าที่เพียงส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้ผู้เช่าซื้อใช้ประโยชน์เท่านั้น ส่วนการดำเนินการทางทะเบียนและเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนของรถยนต์ซึ่งตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จะมีอยู่และต้องจัดการเป็นอย่างไร มิใช่ข้อสลักสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงดังเช่นที่โจทก์ปฏิบัติ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาประกอบกับเอกสารต่าง ๆ ของสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ทำไว้กับผู้บริโภครายอื่นยังมีเอกสารสูญหายอีกจำนวนมากจนโจทก์ต้องไปลงบันทึกประจำวันรับแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ข้อเท็จจริงที่กล่าวมานับว่าการประกอบธุรกิจของโจทก์มีความย่อหย่อนมิได้กระทำไปด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ดังนี้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยาย กับทั้งโจทก์มีพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา เบี้ยปรับและค่าติดตามรถบรรทุกที่เช่าซื้อแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับค่าเสียหายประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับค่าเสียหายประการสุดท้ายว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถบรรทุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคกำหนดให้แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการนำรถบรรทุกสิบล้อและรถหางพ่วงพร้อมอุปกรณ์ที่เช่าซื้อออกให้บุคคลอื่นเช่าในอัตราเดือนละ 107,000 บาท ในช่วงเวลาที่จำเลยครอบครองทรัพย์สินที่เช่าซื้อจนถึงวันที่โจทก์ได้รับทรัพย์สินดังกล่าวคืนเป็นเงิน 856,000 บาท ที่โจทก์เรียกร้องและยกขึ้นฎีกาว่าเป็นจำนวนพอสมควรแก่ความเสียหายของโจทก์ เป็นค่าเสียหายที่โจทก์คาดคิดเองโดยไม่มีเอกสารหลักฐานมาสนับสนุนว่า โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกให้บุคคลใดเช่าและได้รับค่าเช่าในอัตราที่กล่าวอ้างทุกเดือน เมื่อโจทก์ไม่อาจนำสืบให้เห็นถึงค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นพ้องกันกับศาลชั้นต้นไม่กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้เต็มตามคำขอของโจทก์ แต่กำหนดให้แก่โจทก์เป็นเงิน 161,000 บาท จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 386
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2567
#706436
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือน 10 วัน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนด 1 เดือน 10 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพียงแต่พิพากษาแก้ในส่วนกำหนดเวลาที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 โดยมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนโทษกักขังของจำเลยทั้งสอง ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะแต่ในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218, 219, และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 (8), 134, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46, 91 ริบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขม 6403 เชียงใหม่ และหมายเลขทะเบียน ฐต 4147 กรุงเทพมหานคร ของกลาง มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองทำทัณฑ์บน และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 มีกำหนดไม่น้อยกว่า 1 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8) (เดิม), 134 วรรคหนึ่ง (เดิม), 160 วรรคสาม (เดิม), 160 ทวิ (เดิม) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน 10 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน 10 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขม xxxx เชียงใหม่ และหมายเลขทะเบียน ฐต xxxx กรุงเทพมหานคร ของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษา ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองทำทัณฑ์บนนั้น เนื่องจากศาลกักขังจำเลยทั้งสอง คำขอในส่วนนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 มีกำหนด 180 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือน 10 วัน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนด 1 เดือน 10 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพียงแต่พิพากษาแก้ในส่วนกำหนดเวลาที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 โดยมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนโทษกักขังของจำเลยทั้งสอง ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะแต่ในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ไม่ได้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าสมควรลดโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี ม. 221
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ -
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 -
ชื่อองค์คณะ
ยุพา วงศ์ทองทิว
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2567
#701252
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐาน แล้วนำมาวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายแล้ว แม้ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย รวมทั้งบทมาตราที่ยกขึ้นปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะเป็นอย่างเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ไม่ถือว่าเป็นการคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งอื่น มิได้เบิกความต่อหน้าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีโอกาสถามค้าน จึงมีน้ำหนักน้อย ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม

ศ. และ อ. เจ้าพนักงานที่ดิน เป็นผู้บอกให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อ และข้อความตามหนังสือมอบอำนาจและสัญญาขายฝากเป็นไปตามระเบียบของกรมที่ดินที่จัดทำขึ้นเพื่อป้องกันการฟ้องร้องเจ้าพนักงานที่ดินให้รับผิดในภายหลังเท่านั้น เมื่อบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งกรมที่ดินเพื่อป้องกันมิให้กรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินถูกฟ้องร้องให้รับผิดทางแพ่ง จึงมิใช่บันทึกถ้อยคำตามนัยแห่งกฎหมายหรือตามหน้าที่ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งเนื้อความแห่งบันทึกถ้อยคำยังมีข้อความว่าถ้าเกิดความผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของ จำเลยที่ 3 ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น เมื่อโจทก์ได้ลงลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจจริง แม้ความจริงโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 3 ก็ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 268

ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ต่อมาภายหลังสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ถึงแก่ความตาย นายขวัญชาย บุตรของโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ กับที่ดินโฉนดเลขที่ 13334 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2544 โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9760 แก่นางวีรนันหรือสายฝน บุตรของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 เป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินไว้กับธนาคาร พ. ส่วนนางวีรนันจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9760 เป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินไว้กับธนาคาร อ. เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จากโจทก์ในราคา 9,500,000 บาท โดยมีนางพิมพ์นิภา มารดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญา วันรุ่งขึ้นโจทก์และนางวีรนันไปไถ่ถอนที่ดินทั้งสองแปลงที่จำนองไว้กับธนาคาร โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกเงินค่าไถ่ถอน แล้วมีการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลง โจทก์ลงลายมือชื่อในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งมีข้อความที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 และมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 9759 ให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นประกัน และโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่มีการกรอกข้อความ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 แก่จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน เป็นเงิน 5,000,000 บาท ต่อมามีการขยายระยะเวลาขายฝากออกไปมีกำหนด 3 เดือน และเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13334 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 เดือน เป็นเงิน 1,500,000 บาท ในการจดทะเบียน ขายฝากที่ดินทั้งสามแปลงนั้น นางพิมพ์นิภากับจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจและนางสาวภรภัทร กับจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงลายมือชื่อรับรองในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับดังกล่าวว่า โจทก์ผู้มอบอำนาจได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ กับจำเลยที่ 3 ผู้รับซื้อฝาก และมีเจตนาจะทำการตามหนังสือมอบอำนาจจริง โจทก์นำมูลคดีนี้ไปฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เรื่อง ละเมิดและเพิกถอนนิติกรรม ต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ 1350/2562 หมายเลขแดงที่ พ 732/2563 ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาพิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีการเพิ่มเติมประเด็นการขยายความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงเล็กน้อย และไม่มีเหตุผลว่าเหตุใดศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงรับฟังข้อเท็จจริงและมีคำวินิจฉัยเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องมีข้อสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (9) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 โดยบทบัญญัติมาตราดังกล่าว (5) ถึง (8) กำหนดว่า ต้องมีข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความ เหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย บทมาตราที่ยกขึ้นปรับ และคำชี้ขาดให้ยกฟ้องหรือลงโทษ ตามลำดับ เมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีรายการอันเป็นข้อสำคัญดังที่กล่าวมาครบถ้วนแล้ว ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งเป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น และใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ แม้ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยรวมทั้งบทมาตราที่ยกขึ้นปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะเป็นอย่างเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นเพราะศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐาน แล้วนำมาวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ถือว่าเป็นการคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่คดีนี้โจทก์มีจำเลยที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่มาเบิกความยืนยันการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งศาลจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เพียงใดนั้น คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ต้องมีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลน่าเชื่อถือ ควรแก่การจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ตามทางพิจารณาจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องการกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 แต่ไม่มีหลักประกัน จึงแจ้งโจทก์ว่ามีผู้ประสงค์จะซื้อที่ดิน จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์เพื่อขอดูเอกสารเกี่ยวกับที่ดิน แล้วจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปโฉนดที่ดินเลขที่ 9759 และ 9760 ไว้ อันเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ได้เงินกู้แต่ผู้เดียว แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 3 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ต้องจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วยจึงจะกู้ยืมเงินได้ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมหรือวางแผนให้จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปกรอกข้อความให้ผิดความประสงค์ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จากโจทก์ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสามตรงกันว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่ทราบเรื่องการทำสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 มีอาชีพเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีผู้สนใจซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ จึงอาจจะเป็นเพราะจำเลยที่ 2 มุ่งหวังได้บำเหน็จจากการชี้ช่อง ทั้งในวันไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนข้อความว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า เงินที่ใช้เป็นค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเงินของจำเลยที่ 3 ในวันดังกล่าวมีนางวีรนันและสามี จำเลยที่ 1 และบิดามารดาของจำเลยที่ 1 อยู่ด้วย การทำหลักฐานกู้ยืมเงินไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ จึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำไปเพื่อเป็นประกันค่าไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 3 ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระ จึงนำที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 ไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 บอกว่าการจดทะเบียนขายฝากเฉพาะที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องหาวิธีเพื่อจดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสองแปลง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการคิดวางแผนและกระทำของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำหนังสือมอบอำนาจ 3 ฉบับ รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อที่โรงพยาบาล พ. โดยจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ว่าจะนำไปใช้ในการรังวัดที่ดินนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ขึ้นไปบนอาคารโรงพยาบาลเพื่อนำหนังสือมอบอำนาจไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อโดยลำพัง ส่วนจำเลยที่ 1 รออยู่ข้างล่าง แต่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า เหตุที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ เพราะจำเลยที่ 1 เป็นหลาน ลำพังจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก โจทก์คงจะไม่ยอมลงลายมือชื่อ และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่เข้าไปร่วมพูดคุยกับโจทก์ โจทก์คงจะไม่ยอมลงลายมือชื่อในเอกสาร ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำหนังสือมอบอำนาจไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อ จึงมีข้อพิรุธและผิดปกติวิสัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 กลัวว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จะหลุดการขายฝาก จึงนำที่ดินโฉนดเลขที่ 13334 ไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 3 เพื่อชำระดอกเบี้ย ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จำเป็นต้องกระทำการดังกล่าว และเป็นผู้หยิบโฉนดที่ดินออกจากบ้านของโจทก์นำไปถ่ายสำเนาเอกสารสีแล้วนำไปเก็บไว้ที่บ้านของโจทก์ตามเดิม ซึ่งเป็นการหลอกลวงโจทก์โดยการวางแผนและกระทำของจำเลยที่ 1 เองทั้งสิ้น ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 แนะนำให้จดทะเบียนที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เสียก่อน แล้วจึงจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 3 และเป็นผู้บอกจำเลยที่ 1 ให้กรอกข้อความตามหนังสือมอบอำนาจ โจทก์คงมีแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นผู้ได้ประโยชน์จากการหลอกลวงโจทก์เป็นพยานเบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียว เป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง แม้จำเลยที่ 1 มิได้เป็นจำเลยในคดีนี้แล้วเพราะโจทก์ถอนฟ้อง แต่ลักษณะคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นการซัดทอดว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้กระทำความผิด จำเลยที่ 1 เป็นเพียงเครื่องมือหรือถูกหลอกลวง มิได้เกิดจากการคิดวางแผนหรือการกระทำของจำเลยที่ 1 โดยตรง โดยเฉพาะที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่า โจทก์ลงลายมือชื่อขยายกำหนดเวลาขายฝากโดยไม่ได้อ่านข้อความและไม่มีผู้ใดอ่านข้อความให้โจทก์ฟัง จำเลยที่ 1 ไม่มีความรู้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้แนะนำโดยตลอดนั้น ก็ปรากฏตามหนังสือขยายกำหนดเวลาไถ่จากขายฝากว่า จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จดทะเบียนขยายกำหนดเวลาขายฝาก โดยจำเลยที่ 3 มิได้ไปด้วย ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนางสาวสิตานัน เจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งขณะเกิดเหตุทำงานอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ 732/2563 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก ว่า นางสาวสิตานันเป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนขายฝากครั้งที่ 1 และนำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อ โดยนางสาวสิตานันได้อธิบายแล้วว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนขายฝาก และยังสอบถามโจทก์ด้วยว่า เข้าใจไหม ถ้าเข้าใจก็ให้ลงลายมือชื่อ เหตุที่ต้องนำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อนอกอาคารสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก เพราะได้รับแจ้งว่าโจทก์เดินลำบาก จึงอำนวยความสะดวกให้ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวสิตานันในคดีแพ่งดังกล่าว เมื่อคำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ซึ่งศาลจะต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ถอนฟ้องและอ้างเป็นพยานโจทก์ซึ่งมีข้อพิรุธขัดแย้งกันดังที่กล่าวมาจึงมีน้ำหนักน้อย โจทก์ต้องมีพยานอื่นประกอบจึงจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างคำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งหมายแดงที่ พ 732/2563 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกเป็นพยาน เนื่องจากระหว่างการพิจารณา โจทก์เจ็บป่วยหนักไม่สามารถมาเบิกความต่อศาล ซึ่งโจทก์เบิกความในคดีแพ่งดังกล่าวว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ขณะยังไม่มีการกรอกข้อความและไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โจทก์ไปสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 2 โดยอ้างว่า โจทก์ต้องลงลายมือชื่อในหนังสือยินยอมเพราะโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน และให้โจทก์นั่งรออยู่ตรงที่นั่งของประชาชนที่มาติดต่อ จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปทำเรื่องเกี่ยวกับการขอกู้ยืมเงิน แล้วนำเอกสารมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ โดยไม่ได้อ่านให้โจทก์ฟัง และโจทก์ไม่ได้อ่านเนื่องจากตามองไม่เห็น โจทก์ถามว่าทำไมต้องลงลายมือชื่อจำนวนมาก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตอบว่าต้องกู้ยืมเงินธนาคาร 3 แห่ง โจทก์ไม่เคยมีความคิดที่จะขายฝากที่ดินและยกให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจนั้น เหตุที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเนื่องจากต้นฉบับโฉนดที่ดินอยู่ที่โจทก์ และโจทก์ไว้วางใจจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลาน แต่คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำเบิกความในคดีอื่น มิได้เบิกความต่อหน้าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลอาจรับฟังคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีนี้ได้ และมีเหตุอันจำเป็นเนื่องจากโจทก์เจ็บป่วยหนักไม่สามารถมาเบิกความต่อศาล แต่ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อพิจารณาคำเบิกความของโจทก์แล้ว โจทก์ยอมรับว่าลงลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารจริง ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจหลายฉบับไปให้ลงลายมือชื่อ อ้างว่าต้องทำเรื่องขอกู้ยืมเงินธนาคารนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปหาโจทก์ที่โรงพยาบาล พ. จำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์และให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในการรังวัดที่ดิน ในวันนั้นจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ 3 ฉบับ ส่วนในวันจดทะเบียนขยายกำหนดเวลาขายฝาก จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ให้ไปสำนักงานที่ดินอ้างว่าเอกสารหลักเขตไม่เรียบร้อย และจำเลยที่ 1 เบิกความอีกว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและยินยอมขยายกำหนดเวลาขายฝาก โดยโจทก์เข้าใจว่าเป็นการขายที่ดิน คำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งดังกล่าว จึงแตกต่างขัดแย้งกับ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวภรภัทรพยานโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 1 และมารดาของจำเลยที่ 1 ไปหาพยานที่บ้าน ขอให้พยานลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจอ้างว่าจะไปโอนที่ดิน ขณะที่พยานลงลายมือชื่อในช่องพยานยังไม่มีการกรอกข้อความ มีเพียงลายมือชื่อของโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือมอบอำนาจ แม้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจแต่จำเลยที่ 3 ก็เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 3 ช่วยลงลายมือชื่อเนื่องจากพยานในหนังสือมอบอำนาจขาดไป 1 คน และขณะลงลายมือชื่อมีการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจแล้ว คำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีโอกาสถามค้านในคดีนี้ จึงมีน้ำหนักน้อยเช่นกัน ส่วนพยานอื่นของโจทก์มิใช่พยานที่รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือมอบอำนาจแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมและจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมตามฟ้อง กรณีต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 แจ้งข้อความแก่นางศรัญญา เจ้าพนักงานที่ดิน โดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อรับรองตามหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีข้อความตามตราประทับว่า "... จำเลยที่ 3 ผู้รับซื้อฝากขอให้ถ้อยคำว่าผู้มอบได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้า และมีเจตนาจะทำการตามหนังสือมอบอำนาจนี้จริง..." กับแจ้งข้อความโดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อรับรองตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน แผ่นที่ 2 ซึ่งมีข้อความตามตราประทับว่า "...ในการทำสัญญานี้ จำเลยที่ 3 ได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง..." และแจ้งข้อความแก่นางสาวอรสา เจ้าพนักงานที่ดิน โดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อรับรองตามหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งมีข้อความที่เขียนด้วยปากกาว่า "...จำเลยที่ 3 ผู้รับซื้อฝาก ขอให้ถ้อยคำว่า ผู้มอบได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้า และมีเจตนาจะทำการตามหนังสือมอบอำนาจนี้จริง..." แต่ได้ความจากนางศรัญญาและนางสาวอรสาเบิกความว่า นางศรัญญาและนางสาวอรสาเป็นผู้บอกให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อ และข้อความตามหนังสือมอบอำนาจและสัญญาขายฝากข้างต้น เป็นไปตามระเบียบของกรมที่ดินที่จัดทำขึ้นเพื่อป้องกันการฟ้องร้องเจ้าพนักงานที่ดินให้รับผิดในภายหลังเท่านั้น เมื่อบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งกรมที่ดินเพื่อป้องกันมิให้กรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินถูกฟ้องให้รับผิดทางแพ่ง จึงมิใช่บันทึกถ้อยคำตามนัยแห่งกฎหมายหรือตามหน้าที่ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งตามเนื้อความแห่งบันทึกถ้อยคำนั้นยังมีข้อความว่า ถ้าเกิดความผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของ จำเลยที่ 3 ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น อันเป็นการกำหนดให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับผิดในกรณีมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เช่นนี้ เมื่อโจทก์ได้ลงลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจจริง แม้ความจริงโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 3 ก็ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 137
ป.วิ.อ. ม. 186 ม. 226/5 ม. 227/1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ห. โดยนาย ข. ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายณรัฐ แก้วพิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
สัญญา ภูริภักดี
ชาตรี หาญไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2567
#706435
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐาน แล้วนำมาวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายแล้ว แม้ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย รวมทั้งบทมาตราที่ยกขึ้นปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะเป็นอย่างเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ไม่ถือว่าเป็นการคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศ. และ อ. เจ้าพนักงานที่ดิน เป็นผู้บอกให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อ และข้อความตามหนังสือมอบอำนาจและสัญญาขายฝากเป็นไปตามระเบียบของกรมที่ดินที่จัดทำขึ้นเพื่อป้องกันการฟ้องร้องเจ้าพนักงานที่ดินให้รับผิดในภายหลังเท่านั้น เมื่อบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งกรมที่ดินเพื่อป้องกันมิให้กรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินถูกฟ้องร้องให้รับผิดทางแพ่ง จึงมิใช่บันทึกถ้อยคำตามนัยแห่งกฎหมายหรือตามหน้าที่ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งเนื้อความแห่งบันทึกถ้อยคำยังมีข้อความว่าถ้าเกิดความผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของ จำเลยที่ 3 ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น เมื่อโจทก์ได้ลงลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจจริง แม้ความจริงโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 3 ก็ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 268

ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ต่อมาภายหลังสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ถึงแก่ความตาย นายขวัญชาย บุตรของโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ กับที่ดินโฉนดเลขที่ 13334 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2544 โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9760 แก่นางวีรนันหรือสายฝน บุตรของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 เป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินไว้กับธนาคาร พ. ส่วนนางวีรนันจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9760 เป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินไว้กับธนาคาร อ. เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จากโจทก์ในราคา 9,500,000 บาท โดยมีนางพิมพ์นิภา มารดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญา วันรุ่งขึ้นโจทก์และนางวีรนันไปไถ่ถอนที่ดินทั้งสองแปลงที่จำนองไว้กับธนาคาร โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกเงินค่าไถ่ถอน แล้วมีการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลง โจทก์ลงลายมือชื่อในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งมีข้อความที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 และมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 9759 ให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นประกัน และโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจซึ่งยังไม่มีการกรอกข้อความ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 แก่จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน เป็นเงิน 5,000,000 บาท ต่อมามีการขยายระยะเวลาขายฝากออกไปมีกำหนด 3 เดือน และเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 13334 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 เดือน เป็นเงิน 1,500,000 บาท ในการจดทะเบียน ขายฝากที่ดินทั้งสามแปลงนั้น นางพิมพ์นิภากับจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจและนางสาวภรภัทร กับจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงลายมือชื่อรับรองในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับดังกล่าวว่า โจทก์ผู้มอบอำนาจได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจ กับจำเลยที่ 3 ผู้รับซื้อฝาก และมีเจตนาจะทำการตามหนังสือมอบอำนาจจริง โจทก์นำมูลคดีนี้ไปฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เรื่อง ละเมิดและเพิกถอนนิติกรรม ต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ 1350/2562 หมายเลขแดงที่ พ 732/2563 ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 และศาลฎีกาพิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีการเพิ่มเติมประเด็นการขยายความของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพียงเล็กน้อย และไม่มีเหตุผลว่าเหตุใดศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงรับฟังข้อเท็จจริงและมีคำวินิจฉัยเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องมีข้อสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (9) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 โดยบทบัญญัติมาตราดังกล่าว (5) ถึง (8) กำหนดว่า ต้องมีข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความ เหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย บทมาตราที่ยกขึ้นปรับ และคำชี้ขาดให้ยกฟ้องหรือลงโทษ ตามลำดับ เมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีรายการอันเป็นข้อสำคัญดังที่กล่าวมาครบถ้วนแล้ว ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งเป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น และใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ แม้ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยรวมทั้งบทมาตราที่ยกขึ้นปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะเป็นอย่างเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นเพราะศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นในการรับฟังพยานหลักฐาน แล้วนำมาวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ถือว่าเป็นการคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่คดีนี้โจทก์มีจำเลยที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่มาเบิกความยืนยันการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งศาลจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เพียงใดนั้น คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ต้องมีน้ำหนักมั่นคงประกอบด้วยเหตุผลน่าเชื่อถือ ควรแก่การจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ตามทางพิจารณาจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องการกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 แต่ไม่มีหลักประกัน จึงแจ้งโจทก์ว่ามีผู้ประสงค์จะซื้อที่ดิน จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์เพื่อขอดูเอกสารเกี่ยวกับที่ดิน แล้วจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปโฉนดที่ดินเลขที่ 9759 และ 9760 ไว้ อันเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ได้เงินกู้แต่ผู้เดียว แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 3 บอกจำเลยที่ 1 ว่า ต้องจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วยจึงจะกู้ยืมเงินได้ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมหรือวางแผนให้จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปกรอกข้อความให้ผิดความประสงค์ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จากโจทก์ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสามตรงกันว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่ทราบเรื่องการทำสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 มีอาชีพเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีผู้สนใจซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ จึงอาจจะเป็นเพราะจำเลยที่ 2 มุ่งหวังได้บำเหน็จจากการชี้ช่อง ทั้งในวันไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนข้อความว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า เงินที่ใช้เป็นค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเงินของจำเลยที่ 3 ในวันดังกล่าวมีนางวีรนันและสามี จำเลยที่ 1 และบิดามารดาของจำเลยที่ 1 อยู่ด้วย การทำหลักฐานกู้ยืมเงินไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ จึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำไปเพื่อเป็นประกันค่าไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 3 ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระ จึงนำที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 ไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 บอกว่าการจดทะเบียนขายฝากเฉพาะที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ไม่เพียงพอแก่การชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องหาวิธีเพื่อจดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสองแปลง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการคิดวางแผนและกระทำของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำหนังสือมอบอำนาจ 3 ฉบับ รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อที่โรงพยาบาล พ. โดยจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ว่าจะนำไปใช้ในการรังวัดที่ดินนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ขึ้นไปบนอาคารโรงพยาบาลเพื่อนำหนังสือมอบอำนาจไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อโดยลำพัง ส่วนจำเลยที่ 1 รออยู่ข้างล่าง แต่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า เหตุที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ เพราะจำเลยที่ 1 เป็นหลาน ลำพังจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก โจทก์คงจะไม่ยอมลงลายมือชื่อ และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่เข้าไปร่วมพูดคุยกับโจทก์ โจทก์คงจะไม่ยอมลงลายมือชื่อในเอกสาร ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำหนังสือมอบอำนาจไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อ จึงมีข้อพิรุธและผิดปกติวิสัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 กลัวว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 9759 และ 9760 จะหลุดการขายฝาก จึงนำที่ดินโฉนดเลขที่ 13334 ไปจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 3 เพื่อชำระดอกเบี้ย ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จำเป็นต้องกระทำการดังกล่าว และเป็นผู้หยิบโฉนดที่ดินออกจากบ้านของโจทก์นำไปถ่ายสำเนาเอกสารสีแล้วนำไปเก็บไว้ที่บ้านของโจทก์ตามเดิม ซึ่งเป็นการหลอกลวงโจทก์โดยการวางแผนและกระทำของจำเลยที่ 1 เองทั้งสิ้น ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 แนะนำให้จดทะเบียนที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เสียก่อน แล้วจึงจดทะเบียนขายฝากแก่จำเลยที่ 3 และเป็นผู้บอกจำเลยที่ 1 ให้กรอกข้อความตามหนังสือมอบอำนาจ โจทก์คงมีแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นผู้ได้ประโยชน์จากการหลอกลวงโจทก์เป็นพยานเบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียว เป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้าง แม้จำเลยที่ 1 มิได้เป็นจำเลยในคดีนี้แล้วเพราะโจทก์ถอนฟ้อง แต่ลักษณะคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นการซัดทอดว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้กระทำความผิด จำเลยที่ 1 เป็นเพียงเครื่องมือหรือถูกหลอกลวง มิได้เกิดจากการคิดวางแผนหรือการกระทำของจำเลยที่ 1 โดยตรง โดยเฉพาะที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่า โจทก์ลงลายมือชื่อขยายกำหนดเวลาขายฝากโดยไม่ได้อ่านข้อความและไม่มีผู้ใดอ่านข้อความให้โจทก์ฟัง จำเลยที่ 1 ไม่มีความรู้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้แนะนำโดยตลอดนั้น ก็ปรากฏตามหนังสือขยายกำหนดเวลาไถ่จากขายฝากว่า จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จดทะเบียนขยายกำหนดเวลาขายฝาก โดยจำเลยที่ 3 มิได้ไปด้วย ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนางสาวสิตานัน เจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งขณะเกิดเหตุทำงานอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ 732/2563 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก ว่า นางสาวสิตานันเป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนขายฝากครั้งที่ 1 และนำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อ โดยนางสาวสิตานันได้อธิบายแล้วว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนขายฝาก และยังสอบถามโจทก์ด้วยว่า เข้าใจไหม ถ้าเข้าใจก็ให้ลงลายมือชื่อ เหตุที่ต้องนำเอกสารดังกล่าวไปให้โจทก์ลงลายมือชื่อนอกอาคารสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก เพราะได้รับแจ้งว่าโจทก์เดินลำบาก จึงอำนวยความสะดวกให้ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวสิตานันในคดีแพ่งดังกล่าว เมื่อคำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ซึ่งศาลจะต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ถอนฟ้องและอ้างเป็นพยานโจทก์ซึ่งมีข้อพิรุธขัดแย้งกันดังที่กล่าวมาจึงมีน้ำหนักน้อย โจทก์ต้องมีพยานอื่นประกอบจึงจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างคำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งหมายแดงที่ พ 732/2563 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกเป็นพยาน เนื่องจากระหว่างการพิจารณา โจทก์เจ็บป่วยหนักไม่สามารถมาเบิกความต่อศาล ซึ่งโจทก์เบิกความในคดีแพ่งดังกล่าวว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ขณะยังไม่มีการกรอกข้อความและไม่มีบุคคลใดลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โจทก์ไปสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 2 โดยอ้างว่า โจทก์ต้องลงลายมือชื่อในหนังสือยินยอมเพราะโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน และให้โจทก์นั่งรออยู่ตรงที่นั่งของประชาชนที่มาติดต่อ จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปทำเรื่องเกี่ยวกับการขอกู้ยืมเงิน แล้วนำเอกสารมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ โดยไม่ได้อ่านให้โจทก์ฟัง และโจทก์ไม่ได้อ่านเนื่องจากตามองไม่เห็น โจทก์ถามว่าทำไมต้องลงลายมือชื่อจำนวนมาก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตอบว่าต้องกู้ยืมเงินธนาคาร 3 แห่ง โจทก์ไม่เคยมีความคิดที่จะขายฝากที่ดินและยกให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจนั้น เหตุที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเนื่องจากต้นฉบับโฉนดที่ดินอยู่ที่โจทก์ และโจทก์ไว้วางใจจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลาน แต่คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำเบิกความในคดีอื่น มิได้เบิกความต่อหน้าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลอาจรับฟังคำเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีนี้ได้ และมีเหตุอันจำเป็นเนื่องจากโจทก์เจ็บป่วยหนักไม่สามารถมาเบิกความต่อศาล แต่ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อพิจารณาคำเบิกความของโจทก์แล้ว โจทก์ยอมรับว่าลงลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารจริง ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจหลายฉบับไปให้ลงลายมือชื่อ อ้างว่าต้องทำเรื่องขอกู้ยืมเงินธนาคารนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปหาโจทก์ที่โรงพยาบาล พ. จำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์และให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในการรังวัดที่ดิน ในวันนั้นจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ 3 ฉบับ ส่วนในวันจดทะเบียนขยายกำหนดเวลาขายฝาก จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ให้ไปสำนักงานที่ดินอ้างว่าเอกสารหลักเขตไม่เรียบร้อย และจำเลยที่ 1 เบิกความอีกว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและยินยอมขยายกำหนดเวลาขายฝาก โดยโจทก์เข้าใจว่าเป็นการขายที่ดิน คำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งดังกล่าว จึงแตกต่างขัดแย้งกับ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวภรภัทรพยานโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 1 และมารดาของจำเลยที่ 1 ไปหาพยานที่บ้าน ขอให้พยานลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจอ้างว่าจะไปโอนที่ดิน ขณะที่พยานลงลายมือชื่อในช่องพยานยังไม่มีการกรอกข้อความ มีเพียงลายมือชื่อของโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือมอบอำนาจ แม้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจแต่จำเลยที่ 3 ก็เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 3 ช่วยลงลายมือชื่อเนื่องจากพยานในหนังสือมอบอำนาจขาดไป 1 คน และขณะลงลายมือชื่อมีการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจแล้ว คำเบิกความของโจทก์ในคดีแพ่งซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีโอกาสถามค้านในคดีนี้ จึงมีน้ำหนักน้อยเช่นกัน ส่วนพยานอื่นของโจทก์มิใช่พยานที่รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือมอบอำนาจแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมและจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมตามฟ้อง กรณีต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 แจ้งข้อความแก่นางศรัญญา เจ้าพนักงานที่ดิน โดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อรับรองตามหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีข้อความตามตราประทับว่า "... จำเลยที่ 3 ผู้รับซื้อฝากขอให้ถ้อยคำว่าผู้มอบได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้า และมีเจตนาจะทำการตามหนังสือมอบอำนาจนี้จริง..." กับแจ้งข้อความโดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อรับรองตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน แผ่นที่ 2 ซึ่งมีข้อความตามตราประทับว่า "...ในการทำสัญญานี้ จำเลยที่ 3 ได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง..." และแจ้งข้อความแก่นางสาวอรสา เจ้าพนักงานที่ดิน โดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อรับรองตามหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งมีข้อความที่เขียนด้วยปากกาว่า "...จำเลยที่ 3 ผู้รับซื้อฝาก ขอให้ถ้อยคำว่า ผู้มอบได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้า และมีเจตนาจะทำการตามหนังสือมอบอำนาจนี้จริง..." แต่ได้ความจากนางศรัญญาและนางสาวอรสาเบิกความว่า นางศรัญญาและนางสาวอรสาเป็นผู้บอกให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อ และข้อความตามหนังสือมอบอำนาจและสัญญาขายฝากข้างต้น เป็นไปตามระเบียบของกรมที่ดินที่จัดทำขึ้นเพื่อป้องกันการฟ้องร้องเจ้าพนักงานที่ดินให้รับผิดในภายหลังเท่านั้น เมื่อบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งกรมที่ดินเพื่อป้องกันมิให้กรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินถูกฟ้องให้รับผิดทางแพ่ง จึงมิใช่บันทึกถ้อยคำตามนัยแห่งกฎหมายหรือตามหน้าที่ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งตามเนื้อความแห่งบันทึกถ้อยคำนั้นยังมีข้อความว่า ถ้าเกิดความผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของ จำเลยที่ 3 ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น อันเป็นการกำหนดให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับผิดในกรณีมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เช่นนี้ เมื่อโจทก์ได้ลงลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจจริง แม้ความจริงโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 3 ก็ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 137
ป.วิ.อ. ม. 186
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ห. โดยนาย ข. ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายณรัฐ แก้วพิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
สัญญา ภูริภักดี
ชาตรี หาญไพโรจน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567
#700075
เปิดฉบับเต็ม

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" โดยคำเตือนในกรณีนี้คือการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับและการทวงถามนั้นโจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นคำเตือนโดยชอบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามที่โจทก์ทวงถามแล้วจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ อีกทั้งไม่ได้ความว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวโดยทางอื่นอีก จึงเท่ากับว่ายังไม่มีคำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเพราะโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว แต่การฟ้องคดีย่อมเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ 127,629.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ 127,629.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานภาค 5 ฟังเป็นยุติได้ความว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โรงพยาบาลตามสิทธิของโจทก์คือโรงพยาบาล ร. โจทก์มีประวัติเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. สี่ครั้ง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดศีรษะ ไอแห้ง ปวดเมื่อยตามตัวมาเป็นระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ไม่เจ็บคอ ไม่มีน้ำมูก แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่าหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) ให้การรักษาโดยการให้ยา หากอาการไม่ดีขึ้น ให้มาพบแพทย์ใหม่ วันที่ 13 สิงหาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนก่อนมาโรงพยาบาลประมาณ 2 ครั้ง ภายหลังพบแพทย์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2553 แล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่าหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) โดยแพทย์เปลี่ยนยาตัวใหม่ให้รับประทาน และออกใบรับรองแพทย์ให้โจทก์ลางานเป็นเวลา 2 วัน วันที่ 27 กันยายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดศีรษะมาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ให้ประวัติว่าปวดกลางศีรษะ หลับพักผ่อนน้อย ให้การรักษาโดยการให้ยา วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ 2 วัน ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า ทอนซิลอักเสบ (Acute Tonsillistis) ให้การรักษาโดยการให้ยา ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ช. ด้วยอาการไข้หวัด เจ็บคอ ปวดตามเนื้อตัว มีอาการในเวลากลางคืนก่อนวันดังกล่าว แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า คออักเสบ (Pharyngitis) ให้การรักษาโดยการให้ยา และนัดพบแพทย์ระบบประสาทในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2553 โจทก์เข้ารับการตรวจรักษาที่คลินิกตา หู คอ จมูก และใบหน้า ด้วยปัญหาตาสองข้างมัวมา เป็นเวลา 1 เดือน ตรวจลานสายตาพบ Bitemporal Visual Field Defect และทำ MRI พบว่ามีหย่อมเลือดออกในก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Suprasellar mass) จึงส่งตัวโจทก์ไปให้ศัลยแพทย์ประสาททำการรักษาต่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. ด้วยอาการตามองเห็นภาพขาดช่วงมาเป็นเวลา 2 เดือน แพทย์ตรวจด้วยการทำ Brain MRI แล้ววินิจฉัยว่า มีหย่อมเลือดออกในก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Suprasellar mass) พักรักษาที่ศูนย์ ศ. เป็นเวลา 1 วัน จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. เนื่องจากแพทย์นัด Admit เพื่อผ่าตัด แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า มีถุงน้ำในสมอง (Arachnoid Cyst) และเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง (Cranopharyngioma) ให้รับการรักษาโดยการผ่าตัดในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 หลังผ่าตัดโจทก์พักรักษาตัวที่ศูนย์ ศ. ต่อจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2553 เสียค่าใช้จ่าย เป็นเงิน 127,629.15 บาท วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 โรงพยาบาล ร. ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. ด้วยเหตุพบก้อนเนื้อในสมองและผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออก และได้ติดต่อให้เคลื่อนย้ายโจทก์มารักษาที่โรงพยาบาล ร. แต่สามีของโจทก์แจ้งว่าจะรับการรักษาพยาบาลต่อที่ศูนย์ ศ. ไม่ประสงค์จะย้ายกลับเนื่องจากขาดความไว้วางใจในการรักษาของโรงพยาบาล ร. และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย โจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ เนื่องจากไม่ประสงค์เข้าโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิและไม่ฉุกเฉินตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 โดยเห็นว่า การที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่ศูนย์ ศ. เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 และพักรักษาตัวถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2553 เป็นเวลา 13 วัน นั้น มิใช่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน และกรณีไม่มีเหตุสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ร.ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางแพทย์ แล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ แล้วศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า อาการของโจทก์มิได้เจ็บป่วยฉุกเฉินด้วยโรคหรืออาการของโรคซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉียบพลันที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเร่งด่วน ทำให้ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่จำเลยที่ 1 กำหนด ที่โจทก์อ้างว่าไม่มั่นใจในการรักษาของแพทย์โรงพยาบาล ร. เป็นการคาดคิดของโจทก์เองโดยปราศจากพยานหลักฐานว่าแพทย์วินิจฉัยผิดพลาด คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุผลสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามจำนวนค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายให้แก่สถานพยาบาลอื่น ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นต้นไป

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว มีข้อความว่า โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามสิทธิถึงสี่ครั้ง แต่ยังไม่สามารถหาสาเหตุของโรคได้ และแต่ละครั้งได้รับยาแก้ปวดกลับมารับประทานเท่านั้น การที่โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. เนื่องจากขณะนั้นอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินของโจทก์มีลักษณะรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็นการด่วนตามคำวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งเป็นไปตามนิยามคำว่า เจ็บป่วยฉุกเฉิน ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน และการที่โรงพยาบาล ร. มีหนังสือถึงผู้อำนวยการศูนย์ ศ. เพื่อขอรับรองค่ารักษาพยาบาลของโจทก์สำหรับการรักษาผ่าตัดถุงน้ำใต้สมองครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ถึงวันที่จำหน่ายออก เป็นข้อบ่งชี้ว่าโรงพยาบาล ร. ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำการผ่าตัดสมองของโจทก์ซึ่งมีอาการทรุดหนักลงอย่างมากได้ เห็นได้ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่ยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติมาอุทธรณ์โต้แย้งขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าอาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 หรือโจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 วรรคสอง อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์หรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย มิใช่เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบแล้ว สำหรับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น จะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้วินิจฉัยมาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง เมื่อศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. สี่ครั้ง โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. แพทย์ตรวจด้วยการทำ Brain MRI แล้ววินิจฉัยว่ามีถุงน้ำในสมอง (Arachnoid Cyst) และเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง (Cranopharyngioma) ให้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ระหว่างที่โจทก์พักรักษาตัวที่ศูนย์ ศ. โรงพยาบาล ร. ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. และได้ติดต่อให้เคลื่อนย้ายโจทก์มารักษาที่โรงพยาบาล ร. แต่สามีของโจทก์แจ้งว่าจะรับการรักษาพยาบาลต่อที่ศูนย์ ศ. ไม่ประสงค์จะย้ายกลับเนื่องจากขาดความไว้วางใจในการรักษาของโรงพยาบาล ร. และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าโรงพยาบาล ร.ทำการตรวจรักษาโจทก์ถึงสี่ครั้ง แต่ไม่อาจให้บริการทางการแพทย์ในการหาสาเหตุของการเจ็บป่วยที่แท้จริงของโจทก์ได้ คงให้บริการทางการแพทย์ได้แต่เพียงรักษาไปตามอาการของโจทก์ที่ปรากฏก็ดี โจทก์มีอาการรุนแรงมากขึ้นต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากศูนย์ ศ. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลอื่น เป็นเหตุให้สถานพยาบาลดังกล่าวตรวจพบสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสนอให้บริการทางการแพทย์ในการรักษาโจทก์ด้วยการผ่าตัดสมองก็ดี การที่จะเคลื่อนย้ายโจทก์ซึ่งเจ็บป่วยบริเวณสมองต้องเข้ารับการผ่าตัดและอยู่ระหว่างรักษาตัวเปลี่ยนไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ร.ก็ดี แล้วนำมาวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้างต้นว่า เป็นการให้สถานพยาบาลตามสิทธิที่ไม่อาจรักษาโจทก์ตั้งแต่ต้นกลับมารักษาโจทก์อีกและยังอาจทำให้โจทก์ได้รับความกระทบกระเทือน กรณีมีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากจำเลยที่ 1 นั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติมาใช้ในการพิจารณาคดี จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง แล้วเช่นกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตั้งแต่เมื่อใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ยุติจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์หาได้ไม่ จำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดอันจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ การคำนวณดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์ต้องนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและมีคำบังคับแก่จำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" โดยคำเตือนในกรณีนี้คือการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับและการทวงถามนั้นโจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นคำเตือนโดยชอบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามที่โจทก์ทวงถามแล้วจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ อีกทั้งไม่ได้ความว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวโดยทางอื่นอีก จึงเท่ากับว่ายังไม่มีคำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเพราะโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว แต่การฟ้องคดีย่อมเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 56 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นางปราณี พูลแสง ทิมพิทักษ์
- นายศุกร พิชิตวงศ์เลิศ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567
#708432
เปิดฉบับเต็ม

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" โดยคำเตือนในกรณีนี้คือการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับและการทวงถามนั้นโจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นคำเตือนโดยชอบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามที่โจทก์ทวงถามแล้วจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ อีกทั้งไม่ได้ความว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวโดยทางอื่นอีก จึงเท่ากับว่ายังไม่มีคำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเพราะโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว แต่การฟ้องคดีย่อมเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ 127,629.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ 127,629.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานภาค 5 ฟังเป็นยุติได้ความว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โรงพยาบาลตามสิทธิของโจทก์คือโรงพยาบาล ร. โจทก์มีประวัติเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. สี่ครั้ง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดศีรษะ ไอแห้ง ปวดเมื่อยตามตัวมาเป็นระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ไม่เจ็บคอ ไม่มีน้ำมูก แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่าหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) ให้การรักษาโดยการให้ยา หากอาการไม่ดีขึ้น ให้มาพบแพทย์ใหม่ วันที่ 13 สิงหาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนก่อนมาโรงพยาบาลประมาณ 2 ครั้ง ภายหลังพบแพทย์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2553 แล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่าหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) โดยแพทย์เปลี่ยนยาตัวใหม่ให้รับประทาน และออกใบรับรองแพทย์ให้โจทก์ลางานเป็นเวลา 2 วัน วันที่ 27 กันยายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดศีรษะมาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ให้ประวัติว่าปวดกลางศีรษะ หลับพักผ่อนน้อย ให้การรักษาโดยการให้ยา วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ 2 วัน ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า ทอนซิลอักเสบ (Acute Tonsillistis) ให้การรักษาโดยการให้ยา ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ช. ด้วยอาการไข้หวัด เจ็บคอ ปวดตามเนื้อตัว มีอาการในเวลากลางคืนก่อนวันดังกล่าว แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า คออักเสบ (Pharyngitis) ให้การรักษาโดยการให้ยา และนัดพบแพทย์ระบบประสาทในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2553 โจทก์เข้ารับการตรวจรักษาที่คลินิกตา หู คอ จมูก และใบหน้า ด้วยปัญหาตาสองข้างมัวมา เป็นเวลา 1 เดือน ตรวจลานสายตาพบ Bitemporal Visual Field Defect และทำ MRI พบว่ามีหย่อมเลือดออกในก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Suprasellar mass) จึงส่งตัวโจทก์ไปให้ศัลยแพทย์ประสาททำการรักษาต่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. ด้วยอาการตามองเห็นภาพขาดช่วงมาเป็นเวลา 2 เดือน แพทย์ตรวจด้วยการทำ Brain MRI แล้ววินิจฉัยว่า มีหย่อมเลือดออกในก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Suprasellar mass) พักรักษาที่ศูนย์ ศ. เป็นเวลา 1 วัน จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. เนื่องจากแพทย์นัด Admit เพื่อผ่าตัด แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า มีถุงน้ำในสมอง (Arachnoid Cyst) และเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง (Cranopharyngioma) ให้รับการรักษาโดยการผ่าตัดในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 หลังผ่าตัดโจทก์พักรักษาตัวที่ศูนย์ ศ. ต่อจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2553 เสียค่าใช้จ่าย เป็นเงิน 127,629.15 บาท วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 โรงพยาบาล ร. ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. ด้วยเหตุพบก้อนเนื้อในสมองและผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออก และได้ติดต่อให้เคลื่อนย้ายโจทก์มารักษาที่โรงพยาบาล ร. แต่สามีของโจทก์แจ้งว่าจะรับการรักษาพยาบาลต่อที่ศูนย์ ศ. ไม่ประสงค์จะย้ายกลับเนื่องจากขาดความไว้วางใจในการรักษาของโรงพยาบาล ร. และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย โจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ เนื่องจากไม่ประสงค์เข้าโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิและไม่ฉุกเฉินตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 โดยเห็นว่า การที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่ศูนย์ ศ. เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 และพักรักษาตัวถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2553 เป็นเวลา 13 วัน นั้น มิใช่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน และกรณีไม่มีเหตุสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ร.ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางแพทย์ แล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ แล้วศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า อาการของโจทก์มิได้เจ็บป่วยฉุกเฉินด้วยโรคหรืออาการของโรคซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉียบพลันที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเร่งด่วน ทำให้ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่จำเลยที่ 1 กำหนด ที่โจทก์อ้างว่าไม่มั่นใจในการรักษาของแพทย์โรงพยาบาล ร. เป็นการคาดคิดของโจทก์เองโดยปราศจากพยานหลักฐานว่าแพทย์วินิจฉัยผิดพลาด คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุผลสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามจำนวนค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายให้แก่สถานพยาบาลอื่น ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นต้นไป

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว มีข้อความว่า โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามสิทธิถึงสี่ครั้ง แต่ยังไม่สามารถหาสาเหตุของโรคได้ และแต่ละครั้งได้รับยาแก้ปวดกลับมารับประทานเท่านั้น การที่โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. เนื่องจากขณะนั้นอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินของโจทก์มีลักษณะรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็นการด่วนตามคำวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งเป็นไปตามนิยามคำว่า เจ็บป่วยฉุกเฉิน ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน และการที่โรงพยาบาล ร. มีหนังสือถึงผู้อำนวยการศูนย์ ศ. เพื่อขอรับรองค่ารักษาพยาบาลของโจทก์สำหรับการรักษาผ่าตัดถุงน้ำใต้สมองครั้งที่ 2 ถึงวันที่จำหน่ายออก เป็นข้อบ่งชี้ว่าโรงพยาบาล ร. ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำการผ่าตัดสมองของโจทก์ซึ่งมีอาการทรุดหนักลงอย่างมากได้ เห็นได้ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่ยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติมาอุทธรณ์โต้แย้งขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าอาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 หรือโจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 วรรคสอง อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์หรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย มิใช่เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบแล้ว สำหรับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนั้น จะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้วินิจฉัยมาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง เมื่อศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. สี่ครั้ง โจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. แพทย์ตรวจด้วยการทำ Brain MRI แล้ววินิจฉัยว่ามีถุงน้ำในสมอง (Arachnoid Cyst) และเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง (Cranopharyngioma) ให้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ระหว่างที่โจทก์พักรักษาตัวที่ศูนย์ ศ. โรงพยาบาล ร. ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์เข้ารับการรักษาที่ศูนย์ ศ. และได้ติดต่อให้เคลื่อนย้ายโจทก์มารักษาที่โรงพยาบาล ร. แต่สามีของโจทก์แจ้งว่าจะรับการรักษาพยาบาลต่อที่ศูนย์ ศ. ไม่ประสงค์จะย้ายกลับเนื่องจากขาดความไว้วางใจในการรักษาของโรงพยาบาล ร. และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าโรงพยาบาล ร.ทำการตรวจรักษาโจทก์ถึงสี่ครั้ง แต่ไม่อาจให้บริการทางการแพทย์ในการหาสาเหตุของการเจ็บป่วยที่แท้จริงของโจทก์ได้ คงให้บริการทางการแพทย์ได้แต่เพียงรักษาไปตามอาการของโจทก์ที่ปรากฏก็ดี โจทก์มีอาการรุนแรงมากขึ้นต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากศูนย์ ศ. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลอื่น เป็นเหตุให้สถานพยาบาลดังกล่าวตรวจพบสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสนอให้บริการทางการแพทย์ในการรักษาโจทก์ด้วยการผ่าตัดสมองก็ดี การที่จะเคลื่อนย้ายโจทก์ซึ่งเจ็บป่วยบริเวณสมองต้องเข้ารับการผ่าตัดและอยู่ระหว่างรักษาตัวเปลี่ยนไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ร.ก็ดี แล้วนำมาวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้างต้นว่า เป็นการให้สถานพยาบาลตามสิทธิที่ไม่อาจรักษาโจทก์ตั้งแต่ต้นกลับมารักษาโจทก์อีกและยังอาจทำให้โจทก์ได้รับความกระทบกระเทือน กรณีมีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1766/2563 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ของจำเลยที่ 2 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากจำเลยที่ 1 นั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติมาใช้ในการพิจารณาคดี จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง แล้วเช่นกัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตั้งแต่เมื่อใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ยุติจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์หาได้ไม่ จำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดอันจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ การคำนวณดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์ต้องนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและมีคำบังคับแก่จำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" โดยคำเตือนในกรณีนี้คือการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับและการทวงถามนั้นโจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นคำเตือนโดยชอบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามที่โจทก์ทวงถามแล้วจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 เรื่อง คำสั่งประโยชน์ทดแทน ลงวันที่ 6 มกราคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ อีกทั้งไม่ได้ความว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวโดยทางอื่นอีก จึงเท่ากับว่ายังไม่มีคำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเพราะโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว แต่การฟ้องคดีย่อมเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือที่ ชม 0025/0144 ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 56 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2567
#702050
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร อยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และ 31 วรรคสอง (3) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคสอง และ วรรคสอง (3) แต่ในระหว่างความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง กับฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามราคาไม้หวงห้ามซึ่งเป็นมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย และเสียหายไปเป็นเงิน 6,555,114 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในฐานความผิดตามฟ้อง แต่ปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมกันบุกรุกเป็นเนื้อที่ตามฟ้องโดยบุกรุกเป็นเนื้อที่เพียงประมาณ 7 ไร่ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายสูงเกินไป ขอให้ยกคำขอ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ริบมีด 2 เล่ม ขวาน 2 เล่ม จอบ 1 เล่ม เครื่องพ่นยา 2 เครื่อง และรถกระบะของกลาง ให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 900,000 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6,555,114 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยทั้งสองฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังได้ว่า พื้นที่ป่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม บ้านแม่สะต๊อบ หมู่ที่ 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 172 และแผนที่แสดงชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ สภาพพื้นที่ตามภาพถ่ายประกอบคดี เป็นที่ราบเนินเขา ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าพนักงานตำรวจและปลัดอำเภอร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองได้ในที่เกิดเหตุพร้อมกับตรวจยึดรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อคูโบต้า 1 คัน มีด 2 เล่ม ขวาน 2 เล่ม จอบ 1 เล่ม เครื่องพ่นยา 2 เครื่อง และรถกระบะ 1 คัน เป็นของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาว่าร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 54 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองและร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือบุกรุกเป็นเนื้อที่ 12 ไร่ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันและมีภาพถ่ายที่เกิดเหตุมาสนับสนุน แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยทั้งสองบุกรุกที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่เท่าใดเนื่องจากที่เกิดเหตุอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติห่างไกลจากแหล่งชุมชนและพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้จำเลยทั้งสองนำชี้ที่เกิดเหตุ แต่จากบันทึกการตรวจยึด/จับกุม ระบุพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก 62 ไร่ 25 ตารางวา พร้อมแสดงค่าพิกัดตำแหน่งพื้นที่ 13 จุด ชัดเจน การรังวัดพื้นที่เกิดเหตุกระทำขึ้นต่อหน้าจำเลยทั้งสอง หากพยานโจทก์จับพิกัดตำแหน่งพื้นที่ไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองก็น่าจะโต้แย้งคัดค้าน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด กลับให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าเข้าทำกินในที่เกิดเหตุ 12 ไร่ แต่ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 กลับเบิกความลอย ๆ ว่าที่เคยแจ้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าเข้าทำกิน 10 ไร่ เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้รังวัดพื้นที่ เมื่อรังวัดพื้นที่ทำกินแล้วมีเนื้อที่เพียง 6 ถึง 7 ไร่ โดยไม่ได้อ้างส่งหลักฐานหรืออ้างถึงผู้รังวัดหรือนำตัวบุคคลดังกล่าวมาเบิกความยืนยันต่อศาล จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้เบิกความถึงจำนวนเนื้อที่ที่บุกรุก แต่เมื่อพิจารณาจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การไว้ว่า เช้าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาขอให้ไปขับรถไถที่ไร่ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 บอกว่าได้ไถพรวนพื้นที่ที่เป็นที่ราบแล้ว 20 กว่าไร่ เหลือพื้นที่ลาดเอียงที่ไม่กล้าไถพรวนเอง จำเลยที่ 2 จึงตกลงไปขับรถไถพรวนที่ดินได้ 1 ไร่เศษ ก็ถูกจับกุม ซึ่งขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้าทำกินเพียง 6 ถึง 7 ไร่ ส่วนเครื่องพ่นยาฆ่าหญ้า 2 เครื่อง ที่พบบริเวณพื้นที่ต่อเนื่องกับที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นของตน ต้นกะหล่ำปลีที่พยานโจทก์พบโตเท่า ๆ กันเชื่อว่าปลูกในคราวเดียวกัน ภาพจากแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏภาพชาวบ้านเข้าไปปลูกต้นกะหล่ำปลี จำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า เป็นภาพบุตรชายของตนที่ร่วมกับชาวบ้านปลูกต้นกะหล่ำปลีในที่เกิดเหตุ ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า มีผู้เข้าทำกินในพื้นที่เกิดเหตุ 7 ราย โดยแบ่งพื้นที่แยกกันเป็นสัดส่วน ก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุถึง 3 ครั้ง ไม่เคยพบชาวบ้านอื่นนอกจากจำเลยทั้งสองกับครอบครัว และได้ความเพิ่มเติมจากพยานโจทก์ปากนายปรีชา หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยทรายเหลืองมีหน้าที่ดูแลรักษาผืนป่าอีกว่า พื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยทรายเหลืองประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ในความรับผิดชอบของพยาน เดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม พยานจึงร่วมกับชาวบ้าน บ้านแม่สะต๊อก หมู่ที่ 3 ท้องที่เกิดเหตุ ปลูกป่าตามโครงการเฉลิมพระเกียรติพระราชินี เมื่อปี 2552 ต่อมาชาวบ้านหมู่บ้านปางอุ๋ง หมู่บ้านปางเพียะและหมู่บ้านแม่สะต๊อกขัดแย้งกันเรื่องพื้นที่ทำกิน พยานเข้าไกล่เกลี่ยและประชุมตกลงร่วมกันว่า ห้ามมิให้ผู้ใดบุกรุกที่เกิดเหตุ และหลังจากมีการปลูกป่าแล้ว พยานเข้าตรวจพื้นที่เป็นระยะ ๆ ไม่พบว่ามีบุคคลใดบุกรุกเข้าไปในพื้นที่จนเกิดเหตุคดีนี้ สอดคล้องกับที่นายบุญทอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่สะต๊อก เบิกความว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ปลูกป่าแล้วไม่มีผู้ใดบุกรุกที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุโดยตรงและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ขณะที่นายว่าง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้าทำกินในที่เกิดเหตุเบิกความต่อศาลไม่อยู่กับร่องกับรอย หาความแน่นอนไม่ได้ ส่วนนายดั้ง พยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความตอบศาลถามว่า เคยเข้าไปทำกินในที่เกิดเหตุเมื่อปี 2546 จากนั้นไม่เคยเข้าไปอีก ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์เชื่อมโยงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า นายบุญเลิศพยานโจทก์ซึ่งผ่านการอบรมการประเมินค่าเสียหายกรณีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติได้เข้าไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และได้เปรียบเทียบพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายกับพื้นที่ป่าอย่างละเอียด คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 6,555,114 บาท ซึ่งเมื่อคำนึงถึงพื้นที่เกิดเหตุที่เป็นป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ซึ่งมีคุณค่าต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองฎีกาเพียงว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นเนื้อที่เพียง 12 ไร่ จึงไม่อาจรับฟังว่ามีค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม 6,555,114 บาท โดยมิได้โต้แย้งว่าการรับฟังพยานหลักฐานและข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนนี้ไม่ถูกต้องเช่นไร ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่มซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ โดยเมื่อปี 2552 เจ้าหน้าที่ป่าไม้กับชาวบ้านร่วมกันปลูกป่าทดแทนเพื่อสงวนรักษาไว้เป็นป่าต้นน้ำ จำเลยที่ 1 เคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน ควรมีจิตสำนึกที่จะสงวนรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธารอันเป็นทรัพยากรของชาติที่สำคัญไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ราษฎรในหมู่บ้าน แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้รถแทรกเตอร์แผ้วถาง ไถพรวนพื้นที่เกิดเหตุเพื่อยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ปลูกต้นกะหล่ำปลี และใช้สารเคมีพ่นฆ่าหญ้า อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติของป่าที่กำลังฟื้นตัว เป็นเนื้อที่มากถึง 62 ไร่ 25 ตารางวา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ปิดป้ายแสดงเขตชัดเจนแล้วว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุก 5 ปี ที่ศาลล่างลงแก่จำเลยทั้งสองก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวรวมเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา อันเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และวรรคสอง (3) ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีจึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) แต่ในระหว่างความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 31 วรรคสอง กับฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) มานั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสองและมาตรา 31 วรรคสอง (3) ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต กับฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ในป่าสงวนแห่งชาติก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31 วรรคสอง ม. 31 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฮอด
ผู้ร้อง — บริษัท ส.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฮอด — นายอุชาติ เธียรพรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา เชิดชู
ทรงพล สงวนพงศ์
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2567
#710772
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร อยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษทั้งตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และ 31 วรรคสอง (3) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 31 วรรคสอง และ วรรคสอง (3) แต่ในระหว่างความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง กับฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามราคาไม้หวงห้ามซึ่งเป็นมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย และเสียหายไปเป็นเงิน 6,555,114 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกคำขอ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ริบมีด 2 เล่ม ขวาน 2 เล่ม จอบ 1 เล่ม เครื่องพ่นยา 2 เครื่อง และรถกระบะของกลาง ให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 900,000 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6,555,114 บาท แก่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากป่าสงวนแห่งชาติภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยทั้งสองฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังได้ว่า พื้นที่ป่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่มบ้านแม่สะต๊อบ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 172 และแผนที่แสดงชั้นคุณภาพลุ่มน้ำสภาพพื้นที่ตามภาพถ่ายประกอบคดีเป็นที่ราบเนินเขา ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าพนักงานตำรวจและปลัดอำเภอร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองได้ในที่เกิดเหตุพร้อมกับตรวจยึดรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อคูโบต้า 1 คัน มีด 2 เล่ม ขวาน 2 เล่ม จอบ 1 เล่ม เครื่องพ่นยา 2 เครื่อง และรถกระบะ 1 คัน เป็นของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาว่าร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 54 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 14 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองและร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือบุกรุกเป็นเนื้อที่ 12 ไร่ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์มีนายบุญเลิศ และนายถวัลย์เจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้แจ้งว่ามีผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ จึงไปตรวจสอบครั้งแรกวันที่ 29 มิถุนายน 2563 พบพื้นที่เป็นสภาพป่าที่กำลังฟื้นตัว ไม่พบว่ามีผู้เข้าทำกิน แต่มีต้นไม้ถูกตัดโค่น พบกระท่อมถูกไฟไหม้ จึงนำป้ายเขตป่าสงวนแห่งชาติไปปิดที่ต้นไม้ 1 จุด และที่กระท่อม 1 จุด ครั้งที่สองวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 นายบุญเลิศได้รับแจ้งว่าจำเลยที่ 1 นำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถป่าที่เกิดเหตุ จึงไปตรวจสอบโดยแบ่งกำลังเป็น 2 ชุด ชุดแรกนำโดยนายถวัลย์อ้อมไปทางด้านล่างของที่เกิดเหตุ ชุดที่สองนำโดยนายบุญเลิศขึ้นไปทางด้านบน เมื่อนายบุญเลิศไปถึงที่เกิดเหตุพบพื้นที่ถูกปรับไถเป็นวงกว้าง มีกระท่อมสร้างใหม่ เห็นจำเลยที่ 2 กำลังขับรถแทรกเตอร์ไถพรวนดิน จำเลยที่ 1 ยืนอยู่ข้างรถกระบะมีผู้หญิง 2 คน และเด็ก 2 คน ซึ่งเป็นคนในครอบครัวของจำเลยทั้งสองนั่งอยู่ข้าง ๆ กระท่อม ตรวจค้นกระท่อมพบปุ๋ยประมาณ 20 ถุง จึงควบคุมตัวจำเลยทั้งสองหลังจากนั้นนายถวัลย์กับพวกเข้ามาสมทบและแจ้งว่าพบเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง และเครื่องพ่นยา 2 เครื่อง ไม่พบบุคคลอื่น พยานรังวัดที่เกิดเหตุด้วยเครื่องวัดพิกัดจากสัญญาณดาวเทียม (จีพีเอส) ทั้งหมด 13 จุด โดยจับพิกัดพื้นที่ที่ถูกแผ้วถางทั้งหมดกับพื้นที่ที่มีการพ่นยาฆ่าหญ้าแต่ยังไม่มีการแผ้วถางแล้วนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณเนื้อที่ขึ้นรูปแปลงนำไปซ้อนเปรียบเทียบกับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศพบว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม โดยมีพื้นที่ปรับไถแล้วประมาณ 45 ไร่ พื้นที่ที่พ่นยาฆ่าหญ้าประมาณ 17 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 62 ไร่ 25 ตารางวา จึงจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ จากนั้นนำตัวจำเลยทั้งสองพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่แจ่ม ครั้งที่สามวันที่ 1 กันยายน 2563 มีผู้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองเข้าไปปลูกต้นกะหล่ำปลีในที่เกิดเหตุ จึงไปตรวจสอบและคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม พบมีการกั้นรั้ว ล้อมลวดหนามใหม่ ต้นสนบริเวณชายขอบพื้นที่มีร่องรอยถูกถากโคนต้นใส่ยาฆ่าหญ้าเป็นคราบสีขาวเพื่อให้ยืนต้นตายประมาณ 70 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เดิมมีการไถพรวน 45 ไร่ พบมีต้นกะหล่ำปลีปลูกอยู่สูงประมาณ 15 เซนติเมตร ขนาดโตเท่ากันหมด เชื่อว่าปลูกมานาน 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังพบถังน้ำและเครื่องสูบน้ำ 1 เครื่อง ไม่พบผู้ใดในที่เกิดเหตุ ต่อมามีผู้ส่งภาพถ่ายจากเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 1 มาให้นายบุญเลิศในภาพถ่ายดังกล่าวมีภาพบุตรชายของจำเลยที่ 1 ร่วมกับชาวบ้านปลูกต้นกะหล่ำปลี เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันและมีภาพถ่ายที่เกิดเหตุมาสนับสนุน แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยทั้งสองบุกรุกที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่เท่าใดเนื่องจากที่เกิดเหตุอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติห่างไกลจากแหล่งชุมชนและพนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้จำเลยทั้งสองนำชี้ที่เกิดเหตุ แต่จากบันทึกการตรวจยึด/จับกุมระบุพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก 62 ไร่ 25 ตารางวา พร้อมแสดงค่าพิกัดตำแหน่งพื้นที่ 13 จุด ชัดเจน การรังวัดพื้นที่เกิดเหตุกระทำขึ้นต่อหน้าจำเลยทั้งสอง หากพยานโจทก์จับพิกัดตำแหน่งพื้นที่ไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองก็น่าจะโต้แย้งคัดค้าน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด กลับให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าเข้าทำกินในที่เกิดเหตุ 12 ไร่ แต่ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 กลับเบิกความลอย ๆ ว่าที่เคยแจ้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าเข้าทำกิน 10 ไร่ เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้รังวัดพื้นที่ เมื่อรังวัดพื้นที่ทำกินแล้วมีเนื้อที่เพียง 6 ถึง 7 ไร่ โดยไม่ได้อ้างส่งหลักฐานหรืออ้างถึงผู้รังวัดหรือนำตัวบุคคลดังกล่าวมาเบิกความยืนยันต่อศาล จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้เบิกความถึงจำนวนเนื้อที่ที่บุกรุก แต่เมื่อพิจารณาจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การไว้ว่า เช้าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาขอให้ไปขับรถไถที่ไร่ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 บอกว่าได้ไถพรวนพื้นที่ที่เป็นที่ราบแล้ว 20 กว่าไร่ เหลือพื้นที่ลาดเอียงที่ไม่กล้าไถพรวนเอง จำเลยที่ 2 จึงตกลงไปขับรถไถพรวนที่ดินได้ 1 ไร่เศษ ก็ถูกจับกุม ซึ่งขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้าทำกินเพียง 6 ถึง 7 ไร่ ส่วนเครื่องพ่นยาฆ่าหญ้า 2 เครื่อง ที่พบบริเวณพื้นที่ต่อเนื่องกับที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นของตน ต้นกะหล่ำปลีที่พยานโจทก์พบโตเท่า ๆ กันเชื่อว่าปลูกในคราวเดียวกัน ภาพจากแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏภาพชาวบ้านเข้าไปปลูกต้นกะหล่ำปลี จำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า เป็นภาพบุตรชายของตนที่ร่วมกับชาวบ้านปลูกต้นกะหล่ำปลีในที่เกิดเหตุ ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า มีผู้เข้าทำกินในพื้นที่เกิดเหตุ 7 ราย โดยแบ่งพื้นที่แยกกันเป็นสัดส่วน ตามรายชื่อในแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุถึง 3 ครั้ง ไม่เคยพบชาวบ้านอื่นนอกจากจำเลยทั้งสองกับครอบครัว และได้ความเพิ่มเติมจากพยานโจทก์ปากนายปรีชาหัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยทรายเหลืองมีหน้าที่ดูแลรักษาผืนป่าอีกว่า พื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยทรายเหลืองประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ในความรับผิดชอบของพยาน เดิมเป็นป่าเสื่อมโทรม พยานจึงร่วมกับชาวบ้าน บ้านแม่สะต๊อก ท้องที่เกิดเหตุ ปลูกป่าตามโครงการเฉลิมพระเกียรติพระราชินี เมื่อปี 2552 ต่อมาชาวบ้านหมู่บ้านปางอุ๋ง หมู่บ้านปางเพียะและหมู่บ้านแม่สะต๊อกขัดแย้งกันเรื่องพื้นที่ทำกิน พยานเข้าไกล่เกลี่ยและประชุมตกลงร่วมกันว่า ห้ามมิให้ผู้ใดบุกรุกที่เกิดเหตุ และหลังจากมีการปลูกป่าแล้ว พยานเข้าตรวจพื้นที่เป็นระยะ ๆ ไม่พบว่ามีบุคคลใดบุกรุกเข้าไปในพื้นที่จนเกิดเหตุคดีนี้ สอดคล้องกับที่นายบุญทองผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่สะต๊อก เบิกความว่าหลังจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ปลูกป่าแล้วไม่มีผู้ใดบุกรุกที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุโดยตรงและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ขณะที่นายว่างที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเข้าทำกินในที่เกิดเหตุเบิกความต่อศาลไม่อยู่กับร่องกับรอย หาความแน่นอนไม่ได้ ส่วนนายดั้งพยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งเบิกความตอบศาลถามว่า เคยเข้าไปทำกินในที่เกิดเหตุเมื่อปี 2546 จากนั้นไม่เคยเข้าไปอีก ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์เชื่อมโยงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุเป็นเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า นายบุญเลิศพยานโจทก์ซึ่งผ่านการอบรมการประเมินค่าเสียหายกรณีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติได้เข้าไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และได้เปรียบเทียบพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายกับพื้นที่ป่าอย่างละเอียด คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 6,555,114 บาท ตามตารางคิดคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเมื่อคำนึงถึงพื้นที่เกิดเหตุที่เป็นป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ซึ่งมีคุณค่าต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองฎีกาเพียงว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นเนื้อที่เพียง 12 ไร่ จึงไม่อาจรับฟังว่ามีค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม 6,555,114 บาท โดยมิได้โต้แย้งว่าการรับฟังพยานหลักฐานและข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนนี้ไม่ถูกต้องเช่นไร ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่มซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ โดยเมื่อปี 2552 เจ้าหน้าที่ป่าไม้กับชาวบ้านร่วมกันปลูกป่าทดแทนเพื่อสงวนรักษาไว้เป็นป่าต้นน้ำ จำเลยที่ 1 เคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน ควรมีจิตสำนึกที่จะสงวนรักษาป่าไม้ ต้นน้ำลำธารอันเป็นทรัพยากรของชาติที่สำคัญไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ราษฎรในหมู่บ้าน แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้รถแทรกเตอร์แผ้วถางไถพรวนพื้นที่เกิดเหตุเพื่อยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ปลูกต้นกะหล่ำปลี และใช้สารเคมีพ่นฆ่าหญ้า อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติของป่าที่กำลังฟื้นตัว เป็นเนื้อที่มากถึง 62 ไร่ 25 ตารางวา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ปิดป้ายแสดงเขตชัดเจนแล้วว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุก 5 ปี ที่ศาลล่างลงแก่จำเลยทั้งสองก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในชั้นคุณภาพพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวรวมเนื้อที่ 62 ไร่ 25 ตารางวา อันเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และวรรคสอง (3) ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีจึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง และมาตรา 31 วรรคสอง (3) แต่ในระหว่างความผิดฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 31 วรรคสอง กับฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์ แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) มานั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสองและมาตรา 31 วรรคสอง (3) ฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต กับฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยก่อสร้าง แผ้วถางหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ในป่าสงวนแห่งชาติก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 31 วรรคสอง เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31 วรรคสอง ม. 31 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฮอด
ผู้ร้อง — บริษัท ส.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา เชิดชู
ทรงพล สงวนพงศ์
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2567
#701718
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาและจัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา มีเจตนาเดียวกันคือให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่บุคคลต่าง ๆ เข้าเล่นการพนัน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสล๊อทแมชีน และจัดให้มีการเล่นพนันสล็อทแมชีน ก็มีเจตนาเดียวกันคือให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสล๊อทแมชีน เพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการเล่นการพนัน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกันเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการพนันไพ่บาการาและสล๊อทแมชีน เป็นการพนันคนละประเภท ลักษณะและวิธีการเล่นแตกต่างกัน การเล่นการพนันแต่ละประเภทต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาชักชวนและจัดให้มีการเล่นการพนันทั้งสองประเภทดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง), 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนัน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน (ที่ถูก ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน) จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 12 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษต้องกันมาว่าเป็นสามกรรมนั้น เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันไพ่บาการาและจัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการามีเจตนาเดียวกัน คือ ให้ผู้อื่นเข้ามาเล่นพนันไพ่บาการาเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่มีบุคคลต่าง ๆ เข้ามาเล่นการพนันไพ่บาการา การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันสล๊อทแมชีนและจัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน ก็มีเจตนาเดียวกัน คือให้ผู้อื่นเข้ามาเล่นพนันสล๊อทแมชีนเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่มีบุคคลต่าง ๆ เข้ามาเล่นพนันสล๊อทแมชีน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกันเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการพนันไพ่บาการาและสล๊อทแมชีนเป็นการพนันคนละประเภท ลักษณะและวิธีการเล่นก็แตกต่างกัน การเล่นการพนันแต่ละประเภทต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองได้ ไม่เกี่ยวข้องกัน การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนหรือจัดให้มีการเล่นการพนันทั้งสองประเภทดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำสองกรรม ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อมาว่า กรณีมีเหตุสมควรให้สืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสามได้ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุ ประวัติ ความประพฤติ และสภาพความผิดที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสามมาในอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยทั้งสามชัดเจนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงไม่จำต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกาอีก ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ปัจจุบันการพนันออนไลน์แพร่ระบาดทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษา อันมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนของชาติให้ลุ่มหลงในอบายมุข มีผลกระทบโดยตรงต่อการศึกษาและบั่นทอนอนาคตของเยาวชน เป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าอันเป็นความหวังของชาติ พฤติการณ์แห่งคดีถือว่ากระทำผิดเป็นขบวนการ นับเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมอย่างชัดเจน สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมในวงกว้างไม่สมควรให้เป็นเยี่ยงอย่าง ที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างทำนองว่า เนื่องจากมีสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้จำเลยทั้งสามไม่มีรายได้จึงจำเป็นต้องกระทำความผิดดังกล่าวโดยเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่นานก่อนถูกจับกุม หรือเหตุผลอื่นที่ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา ล้วนเป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยแต่ละคนเท่านั้น โดยผู้คนส่วนใหญ่ล้วนประสบปัญหาเช่นเดียวกับจำเลยทั้งสาม จึงไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกและลงโทษในสถานเบาให้แก่จำเลยทั้งสาม ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาและร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการาอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา และเป็นความผิดฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันสล๊อทแมชีนและร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีนอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน การกระทำทั้งหมดของจำเลยทั้งสามรวมเป็นการกระทำผิดสองกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 8 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 12 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพัทยา
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นายธนัสม์ จิตมหาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางนันทิกา จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2567
#708431
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาและจัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา มีเจตนาเดียวกันคือให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่บุคคลต่าง ๆ เข้าเล่นการพนัน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสล๊อทแมชีน และจัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน ก็มีเจตนาเดียวกันคือให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสล๊อทแมชีน เพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการเล่นการพนัน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกันเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การพนันไพ่บาการาและสล๊อทแมชีนเป็นการพนันคนละประเภท ลักษณะและวิธีการเล่นแตกต่างกัน การเล่นการพนันแต่ละประเภทต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาชักชวนและจัดให้มีการเล่นการพนันทั้งสองประเภทดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง), 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนัน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน (ที่ถูก ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน) จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 12 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษต้องกันมาว่าเป็นสามกรรมนั้น เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันไพ่บาการาและจัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการามีเจตนาเดียวกัน คือ ให้ผู้อื่นเข้ามาเล่นพนันไพ่บาการาเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่มีบุคคลต่าง ๆ เข้ามาเล่นการพนันไพ่บาการา การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน ส่วนการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันสล๊อทแมชีนและจัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน ก็มีเจตนาเดียวกัน คือให้ผู้อื่นเข้ามาเล่นพนันสล๊อทแมชีนเพื่อจำเลยทั้งสามจะได้ผลกำไรจากการที่มีบุคคลต่าง ๆ เข้ามาเล่นพนันสล๊อทแมชีน การกระทำส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวกันเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การพนันไพ่บาการาและสล๊อทแมชีนเป็นการพนันคนละประเภท ลักษณะและวิธีการเล่นก็แตกต่างกัน การเล่นการพนันแต่ละประเภทต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองได้ ไม่เกี่ยวข้องกัน การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนหรือจัดให้มีการเล่นการพนันทั้งสองประเภทดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำสองกรรม ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อมาว่า กรณีมีเหตุสมควรให้สืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสามได้ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุ ประวัติ ความประพฤติ และสภาพความผิดที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสามมาในอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยทั้งสามชัดเจนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงไม่จำต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกาอีก ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ปัจจุบันการพนันออนไลน์แพร่ระบาดทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษา อันมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนของชาติให้ลุ่มหลงในอบายมุข มีผลกระทบโดยตรงต่อการศึกษาและบั่นทอนอนาคตของเยาวชน เป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าอันเป็นความหวังของชาติ พฤติการณ์แห่งคดีถือว่ากระทำผิดเป็นขบวนการ นับเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมอย่างชัดเจน สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมในวงกว้างไม่สมควรให้เป็นเยี่ยงอย่าง ที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างทำนองว่า เนื่องจากมีสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้จำเลยทั้งสามไม่มีรายได้จึงจำเป็นต้องกระทำความผิดดังกล่าวโดยเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่นานก่อนถูกจับกุม หรือเหตุผลอื่นที่ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา ล้วนเป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยแต่ละคนเท่านั้น โดยผู้คนส่วนใหญ่ล้วนประสบปัญหาเช่นเดียวกับจำเลยทั้งสาม จึงไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกและลงโทษในสถานเบาให้แก่จำเลยทั้งสาม ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันไพ่บาการาและร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการาอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา และเป็นความผิดฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันสล๊อทแมชีนและร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีนอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน การกระทำทั้งหมดของจำเลยทั้งสามรวมเป็นการกระทำผิดสองกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันไพ่บาการา จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสล๊อทแมชีน จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 8 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 12 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพัทยา
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 742/2567
#702251
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้กันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายกล่าวคือ โจทก์ได้รับการผ่อนเวลาชำระหนี้และไม่ต้องกังวลว่าจำเลยจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ส่วนจำเลยก็มีทางได้รับชำระหนี้โดยไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยงดการบังคับแก่โจทก์ไว้ก่อนนั่นเอง จำเลยจึงต้องดำเนินการงดการบังคับคดี และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการบังคับคดีสำหรับกรณีที่พิพาทนี้ได้ ย่อมต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 (3) กล่าวคือ จำเลยต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ไว้ โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้งดการขายทอดตลาดมอบไว้แก่พนักงานของจำเลยแล้ว การที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจนเป็นเหตุให้มีการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไป เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะไปดูแลการขายทอดตลาดหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 (1) การที่โจทก์ไม่ไปดูแลการขายทอดตลาดหาได้เป็นผลโดยตรงต่อความเสียหาย หรือจะถือว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหาย อันจะทำให้จำเลยพ้นความรับผิด เมื่อการทำละเมิดของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยต้องถูกขายทอดตลาดไปจำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวรวมทั้งความเสียหายอื่น ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง

เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มีภาระจำนองกับธนาคาร อ. และถูกขายทอดตลาดโดยจำนองติดไปย่อมเป็นเหตุให้โจทก์หลุดพ้นภาระหนี้ไปตามจำนวนดังกล่าวและต้องนำมาคิดหักจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในวันทำละเมิด

ศาลจะมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจที่ว่านี้หมายถึง การกระทำเกี่ยวกับสินค้าที่ขายหรือผลิต หรือการให้บริการที่ก่อให้เกิดผลหรือมีลักษณะตามบทบัญญัติดังกล่าว และมีการฟ้องร้องเป็นคดีกันด้วยข้อพิพาทที่เกิดจากสินค้าที่ขาย หรือผลิต หรือการให้บริการ อันเป็นการประกอบกิจการของผู้ประกอบธุรกิจนั้นเอง แต่การกระทำที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ยึดไว้ตามที่โจทก์กับจำเลยตกลงกัน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไป ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงที่เกิดจากตัวสินค้าและบริการที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นโดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,429,928 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,981,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,481,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเพื่อการลงโทษอีก 200,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ทำสัญญากู้เงินจากจำเลย โดยมีนางสาวหรือนางเอมอร เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วผิดนัดชำระหนี้ จำเลยจึงฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ขอให้บังคับโจทก์และนางเอมอรร่วมกันชำระหนี้ และคดีตกลงกันได้โดยโจทก์และนางเอมอรยินยอมชำระเงิน 1,574,802.06 บาท พร้อมดอกเบี้ย ด้วยการผ่อนชำระเป็นรายเดือน กับชำระค่าฤชาธรรมเนียมแก่จำเลย ศาลจังหวัดธัญบุรีได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.396/2556 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยจึงดำเนินการบังคับคดีด้วยการนำเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดน่านยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6436 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของโจทก์ออกขายทอดตลาด โดยประเมินราคาเป็นเงิน 948,552 บาท และได้ประกาศขายทอดตลาดนัดแรกในวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้มีภาระจำนองธนาคาร อ. ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 307,132.46 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการขายโดยจำนองติดไป เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 อันเป็นเวลาก่อนประกาศขายทอดตลาดนัดแรก โจทก์และจำเลยได้ตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว โดยตกลงกันให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเบี้ยประกันภัยค้างจ่าย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แก่จำเลยในวันที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แล้วผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ซึ่งโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้เรื่อยมา ส่วนการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวนั้น เนื่องจากจำเลยไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าขอให้งดการบังคับคดีไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปตามนัด และนางลัดดาวัลย์ เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 650,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยทำละเมิดและต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้กันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ โจทก์ได้รับการผ่อนเวลาชำระหนี้ออกไปโดยไม่ต้องชำระครบทั้งจำนวนในคราวเดียว และไม่ต้องกังวลว่าจำเลยจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ส่วนจำเลยก็มีทางได้รับชำระหนี้โดยไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของโจทก์ให้ยุ่งยาก แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยงดการบังคับคดีแก่โจทก์ไว้ก่อนนั่นเอง ดังจะเห็นได้จากข้อความในสำเนาบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ว่าโจทก์ได้ขอให้จำเลยชะลอการบังคับคดีไว้ และหากโจทก์ผิดนัดชำระหนี้และเงื่อนไขในข้อตกลงนี้ก็ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไปได้ทันที ซึ่งนอกจากจำเลยจะยินยอมตามข้อเสนอของโจทก์ด้วยการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ประกอบสำเนาหนังสือว่า เจ้าหน้าที่ประจำสาขาองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (จตุจักร) ได้แจ้งผลการตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยให้ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารสำนักงานเขตจตุจักร สำนักงานเขตจตุจักรทราบ กับขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ด้วย ซึ่งในข้อนี้นายอภิชาติ พนักงานของจำเลย ประจำสำนักงานเขตจตุจักร ก็เบิกความรับว่า เป็นหนังสือที่ออกโดยนางบังอร ผู้จัดการอาวุโสประจำสาขาองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (จตุจักร) ของจำเลยจริง ดังนั้น จำเลยจึงต้องดำเนินการงดการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ให้เป็นไปตามข้อตกลงในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการบังคับคดีสำหรับกรณีที่พิพาทนี้ได้ ย่อมต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (3) กล่าวคือ จำเลยต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ไว้ โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายอภิชาติว่า โจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้งดการขายทอดตลาดมอบไว้แก่พนักงานของจำเลยแล้ว การที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจนเป็นเหตุให้มีการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปเช่นนี้ เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะไปดูแลการขายทอดตลาดหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 (1) การที่โจทก์ไม่ไปดูแลการขายทอดตลาดหาได้เป็นผลโดยตรงต่อความเสียหาย หรือจะถือว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหาย อันจะทำให้จำเลยพ้นความรับผิดดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มีราคา 2,429,928 บาท และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามราคาที่แท้จริง กับค่าเสียหายอื่นแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาคิดหักก่อน และไม่กำหนดค่าเสียหายอื่นแก่โจทก์จึงไม่ชอบ ส่วนจำเลยฎีกาว่า ค่าเสียหายต้องคิดจากราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีหักด้วยราคาที่ขายทอดตลาดและภาระจำนอง ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจึงสูงเกินไป นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการทำละเมิดของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยต้องถูกขายทอดตลาดไป จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว รวมทั้งความเสียหายอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ซึ่งสำหรับราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น โจทก์เบิกความว่า มีราคา 2,429,928 บาท โดยมีสำเนาแบบสำรวจและรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ที่จัดทำโดยบริษัท พ. เป็นพยานสนับสนุน โดยที่ผู้จัดทำแบบสำรวจและรายงานดังกล่าวเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านนี้โดยตรง การจัดทำก็มีรายละเอียดของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพและทำเลที่ตั้ง ซึ่งมีน้ำหนักน่าเชื่อถือดังที่ศาลชั้นต้นให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยส่วนนี้ไว้โดยละเอียดแล้ว ประกอบกับเป็นการสำรวจเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 และมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจัดทำเพื่อประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อของธนาคาร ก. ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้กว่า 1 ปี ไม่ใช่การจัดทำขึ้นเพื่อจะใช้อ้างอิงให้เป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลย โดยจำเลยเองก็ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าการจัดทำไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามหลักวิชาการอย่างไร จึงเชื่อว่าขณะทำการสำรวจที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาตามที่โจทก์นำสืบ โดยแยกเป็นราคาที่ดิน 876,060 บาท และสิ่งปลูกสร้าง 1,553,868 บาท แต่สำเนาแบบสำรวจและรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ในส่วนมูลค่าประเมินสิ่งปลูกสร้างได้มีการคิดปรับค่าเสื่อมราคารายปีจากราคาค่าก่อสร้างของสิ่งปลูกสร้างแต่ละรายการนับแต่ก่อสร้างเป็นเวลา 8 ปี กล่าวคือ ค่าเสื่อมราคาของอาคารบ้านร้อยละ 4 ต่อปี จากราคา 2,205,000 บาท เป็นเงิน 705,600 บาท คงเหลือราคา 1,499,400 บาท ค่าเสื่อมราคาของส่วนต่อเติมด้านข้างร้อยละ 4 ต่อปี จากราคา 35,100 บาท เป็นเงิน 11,232 บาท คงเหลือราคา 23,868 บาท และค่าเสื่อมราคาของรั้ว คสล.ร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี จากราคา 36,000 บาท เป็นเงิน 5,400 บาท คงเหลือราคา 30,600 บาท การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนสิ่งปลูกสร้างจึงต้องปรับค่าเสื่อมราคาตามรายการและอัตราเดียวกันนี้นับแต่วันทำการสำรวจต่อมาจนถึงวันทำละเมิดด้วย ซึ่งเห็นสมควรกำหนดให้ 1 ปี คำนวณแล้วเป็นค่าเสื่อมราคาของอาคารบ้าน 88,200 บาท ค่าเสื่อมราคาของส่วนต่อเติมด้านข้าง 1,404 บาท และค่าเสื่อมราคาของรั้ว คสล. 1,080 บาท รวมเป็นเงิน 90,684 บาท เมื่อนำมาคิดหักจากราคาสิ่งปลูกสร้างขณะทำการสำรวจแล้วเป็นเงิน 1,463,184 บาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมีราคาเพียง 2,339,244 บาท อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ย่อมต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการที่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างถูกขายทอดตลาดประกอบด้วย เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มีภาระจำนองธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นเงิน 307,132.46 บาท และถูกขายทอดตลาดโดยจำนองติดไปย่อมเป็นผลให้โจทก์หลุดพ้นภาระหนี้ไปตามจำนวนดังกล่าว และต้องนำมาคิดหักจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในวันทำละเมิด แต่ที่ศาลล่างทั้งสองนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาคิดหักจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วยเห็นว่าเป็นราคาขายทอดตลาดรวมกับภาระจำนองนั้น มีผลเป็นการนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปหักชำระหนี้แก่จำเลย อันเป็นการรับรองให้จำเลยได้ประโยชน์จากการบังคับชำระหนี้ที่ไม่ชอบของจำเลยอยู่ในตัว ซึ่งขัดต่อเจตนาของโจทก์และเป็นการไม่ถูกต้อง จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนสำหรับราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเงิน 2,032,111.54 บาท ส่วนค่าเสียหายอื่น ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสียก่อน และเห็นว่า การที่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ถูกขายทอดตลาดไปอันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยเช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยต้องขาดประโยชน์ใช้สอย กับประโยชน์จากมูลค่าของที่ดินที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบให้ได้ความแน่ชัดถึงค่าเสียหายส่วนนี้ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์ โดยเมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงแห่งการละเมิดของจำเลย ประกอบทางได้เสียของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 800,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้น 2,832,111.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลจะมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจที่ว่านี้หมายถึง การกระทำเกี่ยวกับสินค้าที่ขายหรือผลิต หรือการให้บริการ ที่ก่อให้เกิดผลหรือมีลักษณะตามบทบัญญัติดังกล่าว และมีการฟ้องร้องเป็นคดีกันด้วยข้อพิพาทที่เกิดจากสินค้าที่ขายหรือผลิต หรือการให้บริการ อันเป็นการประกอบกิจการของผู้ประกอบธุรกิจนั้นเอง แต่การกระทำที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ยึดไว้ตามที่โจทก์กับจำเลยตกลงกัน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไป ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงที่เกิดจากตัวสินค้าและบริการที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นโดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ต้องกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพียงใด อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า สมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมศาลหรือไม่ นั้น แม้ศาลฎีกาจะไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาไว้ชัดเจน แต่เป็นกรณีศาลฎีกาต้องมีคำวินิจฉัยเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิพากษาอยู่แล้ว ตามประมวกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5), 167 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเห็นว่า คดีนี้มีมูลจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยโดยแท้ ย่อมเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนจะต้องหาทางเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยและได้ความว่ายังรับผิดชอบในการปฏิบัติตามข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อจำเลยอยู่ การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีเพื่อปฏิเสธความรับผิดตลอดมานอกจากเป็นการขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่งแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลยในการดำเนินคดีได้ประการหนึ่ง เมื่อพิจารณาประกอบระยะเวลาในการดำเนินคดีแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กับชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลแก่โจทก์ด้วย และโจทก์เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง โจทก์วางเงินค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีกามา จึงให้คืนแก่โจทก์

อนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 เป็นผลให้ปรับลดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เหลือเพียงอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และหากมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ในภายหลังก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จึงต้องบังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,832,111.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนในภายหลัง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 30,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความชั้นฎีกาแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 289 (3) ม. 288 (1)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 7 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ย.
จำเลย — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอัจฉรพรรณ ภาศิริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายมนต์ เอี่ยมศิริ
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 742/2567
#724094
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้กันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ โจทก์ได้รับการผ่อนเวลาชำระหนี้และไม่ต้องกังวลว่าจำเลยจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ส่วนจำเลยก็มีทางได้รับชำระหนี้โดยไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยงดการบังคับแก่โจทก์ไว้ก่อนนั่นเอง จำเลยจึงต้องดำเนินการงดการบังคับคดี และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการบังคับคดีสำหรับกรณีที่พิพาทนี้ได้ ย่อมต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 (3) กล่าวคือ จำเลยต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ไว้ โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้งดการขายทอดตลาดมอบไว้แก่พนักงานของจำเลยแล้ว การที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวจนเป็นเหตุให้มีการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไป เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะไปดูแลการขายทอดตลาดหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 (1) การที่โจทก์ไม่ไปดูแลการขายทอดตลาดหาได้เป็นผลโดยตรงต่อความเสียหาย หรือจะถือว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหาย อันจะทำให้จำเลยพ้นความรับผิด เมื่อการทำละเมิดของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยต้องถูกขายทอดตลาดไป จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง

การกระทำที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ไม่ได้ดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดี เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไป ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงที่เกิดจากตัวสินค้าและบริการที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นโดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,429,928 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,981,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,481,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเพื่อการลงโทษอีก 200,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ทำสัญญากู้เงินจากจำเลย โดยมีนางสาวหรือนางเอมอร เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วผิดนัดชำระหนี้ จำเลยจึงฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ขอให้บังคับโจทก์และนางเอมอรร่วมกันชำระหนี้ และคดีตกลงกันได้โดยโจทก์และนางเอมอรยินยอมชำระเงิน 1,574,802.06 บาท พร้อมดอกเบี้ย ด้วยการผ่อนชำระเป็นรายเดือน กับชำระค่าฤชาธรรมเนียมแก่จำเลย ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.396/2556 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6436 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของโจทก์ออกขายทอดตลาด โดยจำนองติดไป ก่อนประกาศขายทอดตลาดนัดแรก โจทก์และจำเลยตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว โดยตกลงกันให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าเบี้ยประกันภัยค้างจ่าย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แก่จำเลยในวันที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แล้วผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ซึ่งโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้เรื่อยมา ส่วนการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวนั้น เนื่องจากจำเลยไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าขอให้งดการบังคับคดีไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปตามนัด และนางลัดดาวัลย์ เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 650,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยทำละเมิดและต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้กันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ โจทก์ได้รับการผ่อนเวลาชำระหนี้ออกไปโดยไม่ต้องชำระครบทั้งจำนวนในคราวเดียว และไม่ต้องกังวลว่าจำเลยจะดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ระหว่างที่โจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ส่วนจำเลยก็มีทางได้รับชำระหนี้โดยไม่จำต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของโจทก์ให้ยุ่งยาก แสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยงดการบังคับคดีแก่โจทก์ไว้ก่อนนั่นเอง ดังจะเห็นได้จากข้อความในสำเนาบันทึกข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ว่าโจทก์ได้ขอให้จำเลยชะลอการบังคับคดีไว้ และหากโจทก์ผิดนัดชำระหนี้และเงื่อนไขในข้อตกลงนี้ก็ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไปได้ทันที ซึ่งนอกจากจำเลยจะยินยอมตามข้อเสนอของโจทก์ด้วยการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ประกอบสำเนาหนังสือว่า เจ้าหน้าที่ประจำสาขาองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (จตุจักร) ได้แจ้งผลการตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยให้ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารสำนักงานเขตจตุจักร สำนักงานเขตจตุจักรทราบ กับขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ด้วย ซึ่งในข้อนี้นายอภิชาติ พนักงานของจำเลยก็เบิกความรับว่า เป็นหนังสือที่ออกโดยนางบังอร ผู้จัดการอาวุโสประจำสาขาองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (จตุจักร) ของจำเลยจริง ดังนั้น จำเลยจึงต้องดำเนินการงดการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ให้เป็นไปตามข้อตกลงในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการบังคับคดีสำหรับกรณีที่พิพาทนี้ได้ ย่อมต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (3) กล่าวคือ จำเลยต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของโจทก์ไว้ โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายอภิชาติว่า โจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้งดการขายทอดตลาดมอบไว้แก่พนักงานของจำเลยแล้ว การที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจนเป็นเหตุให้มีการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปเช่นนี้ เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดและต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีจะไปดูแลการขายทอดตลาดหรือไม่นั้น เป็นสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 (1) การที่โจทก์ไม่ไปดูแลการขายทอดตลาดหาได้เป็นผลโดยตรงต่อความเสียหาย หรือจะถือว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหาย อันจะทำให้จำเลยพ้นความรับผิดดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มีราคา 2,429,928 บาท และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามราคาที่แท้จริง กับค่าเสียหายอื่นแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาคิดหักก่อน และไม่กำหนดค่าเสียหายอื่นแก่โจทก์จึงไม่ชอบ ส่วนจำเลยฎีกาว่า ค่าเสียหายต้องคิดจากราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีหักด้วยราคาที่ขายทอดตลาดและภาระจำนอง ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจึงสูงเกินไป นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการทำละเมิดของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องสูญเสียที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยต้องถูกขายทอดตลาดไป จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว รวมทั้งความเสียหายอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ซึ่งสำหรับราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น โจทก์เบิกความว่า มีราคา 2,429,928 บาท โดยมีสำเนาแบบสำรวจและรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ที่จัดทำโดยบริษัท พ. เป็นพยานสนับสนุน โดยที่ผู้จัดทำแบบสำรวจและรายงานดังกล่าวเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านนี้โดยตรง การจัดทำก็มีรายละเอียดของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพและทำเลที่ตั้ง ซึ่งมีน้ำหนักน่าเชื่อถือดังที่ศาลชั้นต้นให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยส่วนนี้ไว้โดยละเอียดแล้ว ประกอบกับเป็นการสำรวจเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 และมีเหตุให้เชื่อได้ว่าจัดทำเพื่อประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อของธนาคาร ก. ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้กว่า 1 ปี ไม่ใช่การจัดทำขึ้นเพื่อจะใช้อ้างอิงให้เป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลย โดยจำเลยเองก็ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าการจัดทำไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามหลักวิชาการอย่างไร จึงเชื่อว่าขณะทำการสำรวจที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาตามที่โจทก์นำสืบ โดยแยกเป็นราคาที่ดิน 876,060 บาท และสิ่งปลูกสร้าง 1,553,868 บาท แต่สำเนาแบบสำรวจและรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ในส่วนมูลค่าประเมินสิ่งปลูกสร้างได้มีการคิดปรับค่าเสื่อมราคารายปีจากราคาค่าก่อสร้างของสิ่งปลูกสร้างแต่ละรายการนับแต่ก่อสร้างเป็นเวลา 8 ปี กล่าวคือ ค่าเสื่อมราคาของอาคารบ้านร้อยละ 4 ต่อปี จากราคา 2,205,000 บาท เป็นเงิน 705,600 บาท คงเหลือราคา 1,499,400 บาท ค่าเสื่อมราคาของส่วนต่อเติมด้านข้างร้อยละ 4 ต่อปี จากราคา 35,100 บาท เป็นเงิน 11,232 บาท คงเหลือราคา 23,868 บาท และค่าเสื่อมราคาของรั้ว คสล.ร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี จากราคา 36,000 บาท เป็นเงิน 5,400 บาท คงเหลือราคา 30,600 บาท การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนสิ่งปลูกสร้างจึงต้องปรับค่าเสื่อมราคาตามรายการและอัตราเดียวกันนี้นับแต่วันทำการสำรวจต่อมาจนถึงวันทำละเมิดด้วย ซึ่งเห็นสมควรกำหนดให้ 1 ปี คำนวณแล้วเป็นค่าเสื่อมราคาของอาคารบ้าน 88,200 บาท ค่าเสื่อมราคาของส่วนต่อเติมด้านข้าง 1,404 บาท และค่าเสื่อมราคาของรั้ว คสล. 1,080 บาท รวมเป็นเงิน 90,684 บาท เมื่อนำมาคิดหักจากราคาสิ่งปลูกสร้างขณะทำการสำรวจแล้วเป็นเงิน 1,463,184 บาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมีราคาเพียง 2,339,244 บาท อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ย่อมต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการที่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างถูกขายทอดตลาดประกอบด้วย เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มีภาระจำนองธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นเงิน 307,132.46 บาท และถูกขายทอดตลาดโดยจำนองติดไปย่อมเป็นผลให้โจทก์หลุดพ้นภาระหนี้ไปตามจำนวนดังกล่าว และต้องนำมาคิดหักจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในวันทำละเมิด แต่ที่ศาลล่างทั้งสองนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาคิดหักจากราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วยเห็นว่าเป็นราคาขายทอดตลาดรวมกับภาระจำนองนั้น มีผลเป็นการนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปหักชำระหนี้แก่จำเลย อันเป็นการรับรองให้จำเลยได้ประโยชน์จากการบังคับชำระหนี้ที่ไม่ชอบของจำเลยอยู่ในตัว ซึ่งขัดต่อเจตนาของโจทก์และเป็นการไม่ถูกต้อง จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนสำหรับราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเงิน 2,032,111.54 บาท ส่วนค่าเสียหายอื่น ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสียก่อน และเห็นว่าการที่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ถูกขายทอดตลาดไปอันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยเช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยต้องขาดประโยชน์ใช้สอย กับประโยชน์จากมูลค่าของที่ดินที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบให้ได้ความแน่ชัดถึงค่าเสียหายส่วนนี้ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์ โดยเมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงแห่งการละเมิดของจำเลย ประกอบทางได้เสียของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 800,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้น 2,832,111.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลจะมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจที่ว่านี้หมายถึง การกระทำเกี่ยวกับสินค้าที่ขายหรือผลิต หรือการให้บริการ ที่ก่อให้เกิดผลหรือมีลักษณะตามบทบัญญัติดังกล่าว และมีการฟ้องร้องเป็นคดีกันด้วยข้อพิพาทที่เกิดจากสินค้าที่ขายหรือผลิต หรือการให้บริการ อันเป็นการประกอบกิจการของผู้ประกอบธุรกิจนั้นเอง แต่การกระทำที่จำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ยึดไว้ตามที่โจทก์กับจำเลยตกลงกัน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไป ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงที่เกิดจากตัวสินค้าและบริการที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นโดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ต้องกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพียงใดอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า สมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมศาลหรือไม่ นั้น แม้ศาลฎีกาจะไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาไว้ชัดเจน แต่เป็นกรณีศาลฎีกาต้องมีคำวินิจฉัยเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิพากษาอยู่แล้ว ตามประมวกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5), 167 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเห็นว่า คดีนี้มีมูลจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยโดยแท้ ย่อมเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนจะต้องหาทางเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยและได้ความว่ายังรับผิดชอบในการปฏิบัติตามข้อตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อจำเลยอยู่ การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีเพื่อปฏิเสธความรับผิดตลอดมานอกจากเป็นการขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่งแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลยในการดำเนินคดีได้ประการหนึ่ง เมื่อพิจารณาประกอบระยะเวลาในการดำเนินคดีแล้ว เห็นสมควรให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กับชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลแก่โจทก์ด้วย และโจทก์เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง โจทก์วางเงินค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีกามา จึงให้คืนแก่โจทก์

อนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 เป็นผลให้ปรับลดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เหลือเพียงอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และหากมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ในภายหลังก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จึงต้องบังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,832,111.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนในภายหลัง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 30,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความชั้นฎีกาแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 ม. 438 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 141 (5) ม. 142 (5) ม. 167 ม. 288 (1) ม. 289 (3)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ย.
จำเลย — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอัจฉรพรรณ ภาศิริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายมนต์ เอี่ยมศิริ
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 727/2567
#701249
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานได้ความว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยกับพวกตกลงกันได้โดยโจทก์ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท ในวันดังกล่าว แล้วจำเลยกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินทั้ง 3 แปลง ออกไปภายใน 15 วัน โดยวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลา 8 นาฬิกา ต้องให้ช่างรังวัดจากสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงครามรังวัดที่ดินทั้ง 3 แปลง (รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 40775) เพื่อให้ทราบแนวเขตที่ชัดเจน เมื่อได้แนวเขตที่ชัดเจนแล้ว โจทก์และจำเลยตกลงเป็นอันยุติตามผลการรังวัด และต่างฝ่ายจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของกันและกันอีกต่อไป บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย แสดงว่าโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวโดยมุ่งที่จะรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินให้ชัดเจนเป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าได้มีการรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินที่ชัดเจนตามที่ได้ตกลงกันไว้ และในข้อนี้ได้ความจากนายช่างรังวัดชำนาญงาน สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้ทำแผนที่พิพาท เบิกความตอบคำถามค้านว่า ในการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทไม่พบหลักหมุดของที่ดินทั้งหมด เช่นนี้ ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 หรือไม่ เนื่องจากยังไม่ทราบแนวเขตที่ดินที่แน่นอน กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความให้ครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้และยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 40775 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์มีสิทธิว่าจ้างบุคคลภายนอกรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินโดยให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าจ้างทั้งหมดที่โจทก์ชำระแก่ผู้รับจ้าง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงที่ปรากฏในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายหมาย จ.3 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 40775 และห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป หากไม่รื้อถอน ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ว่า หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์มีสิทธิว่าจ้างบุคคลภายนอกรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินโดยให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าจ้างทั้งหมดที่โจทก์ชำระแก่ผู้รับจ้าง ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน 99 ตารางวา โดยซื้อมาจากนายเปลี่ยน สามีจำเลย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยพร้อมด้วยนายประกิจ นางสาวพิมพ์วิมล และนางอิศวีร์พร เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงครามเพื่อเจรจาเรื่องที่โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 จากนายเปลี่ยน ที่ดิน น.ส. 3 เล่ม 8 หมู่ที่ 4 และที่ดินตราจองเลขที่ 202 เล่ม 3 หน้า 2 จากนายเปลี่ยน จำเลย นายประกิจ และนายประกอบ เป็นเงิน 9,200,000 บาท มีการชำระราคาแล้วบางส่วน 8,200,000 บาท ยังขาดอีก 1,500,000 บาท คู่กรณีสามารถตกลงกันได้และโจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนในวันดังกล่าวและมีการทำบันทึกข้อตกลงกัน ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานและสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวไม่มีเลขที่ และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ จำเลยรับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับไปรษณีย์ แต่จำเลยเพิกเฉย มีบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาท ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ. 4 สรุปได้ความว่า ในวันทำบันทึกคือวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยกับพวกตกลงกันได้โดยโจทก์ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท ในวันดังกล่าว แล้วจำเลยกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินทั้ง 3 แปลง ออกไปภายใน 15 วัน โดยวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลา 8 นาฬิกา ต้องให้ช่างรังวัดจากสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงครามรังวัดที่ดินทั้ง 3 แปลง (รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 40775) เพื่อให้ทราบแนวเขตที่ชัดเจน เมื่อได้แนวเขตที่ชัดเจนแล้ว โจทก์และจำเลยตกลงเป็นอันยุติตามผลการรังวัดของช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม และต่างฝ่ายจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินของกันและกันอีกต่อไป บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย แสดงว่าโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวโดยมุ่งที่จะรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินให้ชัดเจนเป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าได้มีการรังวัดที่ดินเพื่อให้ทราบแนวเขตที่ดินที่ชัดเจนตามที่ตกลงกันไว้ และในข้อนี้ได้ความจากนายยุคชาญ นายช่างรังวัดชำนาญงาน สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้ทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ในวันรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทไม่พบหลักหมุดของที่ดินทั้งหมด เช่นนี้ ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40775 หรือไม่ เนื่องจากยังไม่ทราบแนวเขตที่ดินที่แน่นอน กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความให้ครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้และยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บ.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นางสาวอัญชนา คุ้มกัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุทธิชัย จงศิริสถาพร
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา