คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 910/2567
#701914
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนผู้อื่นให้เข้าเล่นการพนันบาการา สล๊อทแมชีน สลากกินรวบ และทายผลฟุตบอลออนไลน์ บนเว็บไซต์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์และเฟซบุ๊ก พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตรวมกันมาในข้อเดียวกัน ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฎชัดเจนว่าจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้เล่นการพนันแต่ละประเภทแยกต่างหากออกจากกันเป็นแต่ละกรรมต่างกัน ทั้งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้อ้าง ป.อ. มาตรา 91 มาด้วย แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันหลายประเภทตามที่กล่าวในฟ้องเป็นความผิดกรรมเดียวกัน และต้องถือตามคำฟ้องของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกมีเจตนาเดียวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสิบหกจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบหกให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 4 ทวิ และ 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งสิบหกให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 และให้จำเลยทั้งสิบหกจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบด้วย และเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่จ่ายสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสิบหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยในประการแรกเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันบาการา สล๊อทแมชีน สลากกินรวบ และทายผลฟุตบอลออนไลน์บนเว็บไซต์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์และเฟซบุ๊ก พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมกันมาในข้อเดียวกัน ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏชัดเจนว่าจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้เล่นการพนันแต่ละประเภทแยกต่างหากออกจากกันเป็นแต่ละกรรมต่างกัน ทั้งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสิบหกฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสลากกินรวบ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 12 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ลงโทษด้วย กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 4 ทวิ และ 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสิบหกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท ก่อนลดโทษให้นั้นเป็นการลงโทษบทเบากว่าความผิดฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสลากกินรวบ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) ซึ่งเป็นบทหนักและมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปจนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไปจนถึง 5,000 บาท แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสิบหกให้เป็นไปตามโทษที่กำหนดในความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสิบหก อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

ส่วนที่จำเลยที่ 8 ที่ 9 และที่ 12 ฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 8 ที่ 9 และที่ 12 สมัครเข้าทำงานโดยเข้าใจว่าทำหน้าที่แอดมินเพจและคอยตอบคำถามให้แก่ลูกค้าทางออนไลน์เท่านั้น มีลักษณะเป็นการฎีกาโต้แย้งทำนองว่า จำเลยที่ 8 ที่ 9 และที่ 12 ไม่ได้ประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 8 ที่ 9 และที่ 12 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบหกว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบหกหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสิบหกกับพวกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเล่นการพนันบาการา สล๊อทแมชีน สลากกินรวบ และทายผลฟุตบอล ออนไลน์บนเว็บไซต์ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์และเฟซบุ๊ก พนันเอาทรัพย์สินกัน โดยจำเลยทั้งสิบหกกับพวกเป็นฝ่ายเจ้ามือรับกินรับใช้ทำหน้าที่ให้บริการคอยตอบคำถามให้แก่ลูกค้า (admin) และชักชวนให้ลูกค้าเข้าเล่นการพนันดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญทำให้การพนันแพร่กระจายไปสู่สังคมได้รวดเร็วยากแก่การตรวจสอบและควบคุม ก่อให้ประชาชนลุ่มหลงในอบายมุข โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้ส่วนตน ไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะติดตามมาจากการเล่นการพนันอีกหลายประการ นอกจากนั้นจำเลยทั้งสิบหกกับพวกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันออนไลน์บนเว็บไซต์เป็นจำนวนมากถึง 8 เว็บไซต์ โดยเมื่อลูกค้าสนใจเข้าร่วมเล่นการพนันสามารถสมัครเล่นผ่านลิงก์ในข้อความประกาศโฆษณาชักชวนบนแอปพลิเคชันดังกล่าว ลูกค้าจะต้องโอนเงินพนันให้แก่ฝ่ายบัญชี แล้วจำเลยทั้งสิบหกกับพวกจะส่งรหัสสมาชิก (Username Password) และหลักฐานการโอนเงินแก่ลูกค้า จากนั้นลูกค้าจึงจะสามารถเข้าไปเล่นการพนันออนไลน์ต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ดังกล่าวได้ อันมีลักษณะกระทำการเป็นขั้นเป็นตอน ประกอบกับขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสิบหกกับพวกพร้อมยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ 15 เครื่อง เครื่องเร้าเตอร์กระจายสัญญาณไวไฟ 4 เครื่อง และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 6 เครื่อง รวม 25 รายการ แสดงว่าจำเลยทั้งสิบหกกับพวกร่วมกันกระทำเป็นขบวนการเครือข่ายเล่นการพนันออนไลน์รายใหญ่ กระทำเป็นอาชีพ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคมและระบบเศรษฐกิจโดยรวม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบหกเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นดังที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ก็ยังมิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบหก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบหกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสิบหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสิบหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 4 ทวิ และ 12 (1) (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสลากกินรวบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 4 วรรคสอง ม. 4 ทวิ ม. 12 (1) ม. 12 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายชูศักดิ์ อุ่นใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายศุภชัย นารถพจนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
สถาพร ดาโรจน์
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 910/2567
#724096
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนผู้อื่นให้เข้าเล่นการพนันบาการา สล๊อทแมชีน สลากกินรวบ และทายผลฟุตบอลออนไลน์ บนเว็บไซต์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์และเฟซบุ๊ก พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตรวมกันมาในข้อเดียวกัน ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏชัดเจนว่าจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้เล่นการพนันแต่ละประเภทแยกต่างหากออกจากกันเป็นแต่ละกรรมต่างกัน ทั้งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้อ้าง ป.อ. มาตรา 91 มาด้วย แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันหลายประเภทตามที่กล่าวในฟ้องเป็นความผิดกรรมเดียวกัน และต้องถือตามคำฟ้องของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกมีเจตนาเดียวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสิบหกจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบหกให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 4 ทวิ และ 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งสิบหกให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 และให้จำเลยทั้งสิบหกจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบหกฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบด้วย และเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่จ่ายสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสิบหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยในประการแรกเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันบาการา สล๊อทแมชีน สลากกินรวบ และทายผลฟุตบอลออนไลน์บนเว็บไซต์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์และเฟซบุ๊ก พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมกันมาในข้อเดียวกัน ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏชัดเจนว่าจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้เล่นการพนันแต่ละประเภทแยกต่างหากออกจากกันเป็นแต่ละกรรมต่างกัน ทั้งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสิบหกฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสลากกินรวบ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 12 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ลงโทษด้วย กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 4 ทวิ และ 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสิบหกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท ก่อนลดโทษให้นั้นเป็นการลงโทษบทเบากว่าความผิดฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสลากกินรวบ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) ซึ่งเป็นบทหนักและมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปจนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาท ขึ้นไปจนถึง 5,000 บาท แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสิบหกให้เป็นไปตามโทษที่กำหนดในความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสิบหก อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

ส่วนที่จำเลยที่ 8 ที่ 9 และที่ 12 ฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 8 ที่ 9 และที่ 12 สมัครเข้าทำงานโดยเข้าใจว่าทำหน้าที่แอดมินเพจและคอยตอบคำถามให้แก่ลูกค้าทางออนไลน์เท่านั้น มีลักษณะเป็นการฎีกาโต้แย้งทำนองว่า จำเลยที่ 8 ที่ 9 และที่ 12 ไม่ได้ประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 8 ที่ 9 และที่ 12 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบหกว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบหกหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสิบหกกับพวกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเล่นการพนันบาการา สล๊อทแมชีน สลากกินรวบ และทายผลฟุตบอล ออนไลน์บนเว็บไซต์ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์และเฟซบุ๊ก พนันเอาทรัพย์สินกัน โดยจำเลยทั้งสิบหกกับพวกเป็นฝ่ายเจ้ามือรับกินรับใช้ทำหน้าที่ให้บริการคอยตอบคำถามให้แก่ลูกค้า (admin) และชักชวนให้ลูกค้าเข้าเล่นการพนันดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญทำให้การพนันแพร่กระจายไปสู่สังคมได้รวดเร็วยากแก่การตรวจสอบและควบคุม ก่อให้ประชาชนลุ่มหลงในอบายมุข โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้ส่วนตน ไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะติดตามมาจากการเล่นการพนันอีกหลายประการ นอกจากนั้นจำเลยทั้งสิบหกกับพวกร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันออนไลน์บนเว็บไซต์เป็นจำนวนมากถึง 8 เว็บไซต์ โดยเมื่อลูกค้าสนใจเข้าร่วมเล่นการพนันสามารถสมัครเล่นผ่านลิงก์ในข้อความประกาศโฆษณาชักชวนบนแอปพลิเคชันดังกล่าว ลูกค้าจะต้องโอนเงินพนันให้แก่ฝ่ายบัญชี แล้วจำเลยทั้งสิบหกกับพวกจะส่งรหัสสมาชิก (Username Password) และหลักฐานการโอนเงินแก่ลูกค้า จากนั้นลูกค้าจึงจะสามารถเข้าไปเล่นการพนันออนไลน์ต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ดังกล่าวได้ อันมีลักษณะกระทำการเป็นขั้นเป็นตอน ประกอบกับขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสิบหกกับพวกพร้อมยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ 15 เครื่อง เครื่องเร้าเตอร์กระจายสัญญาณไวไฟ 4 เครื่อง และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 6 เครื่อง รวม 25 รายการ แสดงว่าจำเลยทั้งสิบหกกับพวกร่วมกันกระทำเป็นขบวนการเครือข่ายเล่นการพนันออนไลน์รายใหญ่ กระทำเป็นอาชีพ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคมและระบบเศรษฐกิจโดยรวม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบหกเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นดังที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ก็ยังมิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบหก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบหกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสิบหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสิบหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 4 ทวิ และ 12 (1) (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสลากกินรวบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 160
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 4 วรรคสอง ม. 4 ทวิ ม. 12 (1) (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายชูศักดิ์ อุ่นใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายศุภชัย นารถพจนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
สถาพร ดาโรจน์
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 909/2567
#701908
เปิดฉบับเต็ม

การจดทะเบียนกรรมการของสมาคมตาม ป.พ.พ. มาตรา 85 นั้น การตรวจสอบฐานะและความประพฤติของกรรมการก่อนจดทะเบียนเป็นสาระสำคัญในการควบคุมสมาคมเพื่อให้ทราบบุคคลผู้บริหารกิจการสมาคมได้จากหลักฐานทางทะเบียน ผู้คัดค้านจึงมีคณะกรรมการตามจำนวนที่จดทะเบียนไว้ เมื่อกรรมการของผู้คัดค้านเข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม การประชุมและลงมติให้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีจึงเป็นไปตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน

ในการเรียกประชุมใหญ่ผู้คัดค้านส่งหนังสือนัดประชุมและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังสมาชิกที่มีชื่อในทะเบียนของผู้คัดค้านก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันชอบด้วยข้อบังคับของผู้คัดค้านและ ป.พ.พ. มาตรา 95 วรรคหนึ่งแล้ว แม้มีสมาชิกของผู้คัดค้านได้รับหนังสือนัดประชุมก่อนวันนัดน้อยกว่าเจ็ดวัน หรือสมาชิกบางคนไม่ได้รับหนังสือนัดประชุมหากมีจำนวนน้อยมิได้ถึงขนาดที่มีนัยสำคัญต่อผลการลงมติสำคัญใด ๆ ก็ไม่ทำให้การส่งหนังสือนัดประชุมดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้านหรือกฎหมาย ในวันประชุมมีสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงมาประชุมครบเป็นองค์ประชุมและมีการลงมติโดยชอบแล้ว ย่อมไม่มีเหตุเพิกถอนมติในการประชุมใหญ่ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม ขณะเกิดข้อพิพาทมีนางชนิดา เป็นนายกสมาคม นายเกียรติศักดิ์ เป็นอุปนายกและเหรัญญิก นางเสาวคนธ์ และนางชนิศา เป็นอุปนายก นางสาวดวงพร นางสาวศันสนีย์ และนางสาวลัดดา เป็นกรรมการ นายวิรัช เป็นกรรมการและฝ่ายปฏิคม นายสรสิทธิ์ เป็นกรรมการและนายทะเบียน นายสมบูรณ์ เป็นกรรมการและเลขาธิการ และนายณัฐพงศ์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ รวม 11 คน และจะครบวาระในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้คัดค้านมีสมาชิกแบบตลอดชีพ 158 คน และแบบรายปี 38 คน รวม 196 คน และมีข้อบังคับที่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนแล้ว เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2562 มีการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2562 มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม 7 คน ได้แก่ นางชนิดา นายเกียรติศักดิ์ นางเสาวคนธ์ นางชนิศา นางสาวศันสนีย์ นางสาวลัดดา และนายสมบูรณ์ โดยมีมติให้นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 9 ถึง 12 นาฬิกา และให้สมาชิกที่ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารของสมาคมผู้คัดค้านส่งใบสมัครและชำระค่าสมัคร 10,000 บาท ภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 นายสมบูรณ์ในฐานะเลขาธิการสมาคมมีหนังสือลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 และแจ้งสมาชิกที่สนใจสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการของสมาคม ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 มีการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ครั้งที่ 42 มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 64 คน และที่ประชุมดังกล่าวดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระที่ 1 ประธานกล่าวเปิดประชุม วาระที่ 2 รายงานผลการดำเนินงานของกรรมการบริหารสมาคมปี 2561 วาระที่ 3 พิจารณารับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 วาระที่ 4 พิจารณารับรองงบการเงินของสมาคมประจำปี 2561 และแต่งตั้งผู้สอบบัญชีปี 2562 และวาระที่ 5 เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคม มีผู้ใช้สิทธิเลือกกรรมการ 38 เสียง มีผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ 25 คน ในกรรมการที่ได้รับเลือกดังกล่าวได้เลือกกรรมการบริหาร 19 คน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า มีเหตุให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของผู้คัดค้านเพราะมีการนัดประชุมโดยไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนข้อบังคับหรือบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ในเบื้องต้นเห็นได้ว่าปัญหาข้อพิพาทระหว่างสมาชิกของสมาคม มีสาเหตุสำคัญจากความไม่ชัดเจนของระเบียบข้อบังคับของสมาคมกับความเห็นและมูลเหตุจูงใจที่แตกต่างกันของสมาชิก การแสวงหาข้อยุติเพื่อลดความขัดแย้งข้อพิพาท และสร้างความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขระเบียบข้อบังคับให้สอดคล้องกับกฎหมายและความต้องการของสมาชิกส่วนใหญ่เป็นสำคัญ สำหรับข้อพิพาทในชั้นนี้ ศาลจำต้องอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของสมาคมที่มีอยู่ประกอบวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและควบคุมกำกับการทำงานของสมาคมเพื่อประโยชน์ของสมาชิกและการคุ้มครองสาธารณชนที่เกี่ยวข้อง กรณีการประชุมใหญ่ของสมาคมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 93 บัญญัติให้คณะกรรมการของสมาคมต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง และมาตรา 95 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการเรียกประชุมใหญ่ คณะกรรมการของสมาคมต้องส่งหนังสือนัดประชุมไปยังสมาชิกทุกคนซึ่งมีชื่อในทะเบียนของสมาคมก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันหรือลงพิมพ์โฆษณาอย่างน้อยสองคราวในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายในท้องที่ฉบับหนึ่งก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และวรรคสองบัญญัติให้การเรียกประชุมใหญ่ต้องระบุสถานที่ วัน เวลา และระเบียบวาระการประชุมและจัดส่งรายละเอียดและเอกสารที่เกี่ยวข้องตามควรไปพร้อมกันด้วย ทั้งตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน ข้อ 16 ข้อ ก. ถึง ง. กำหนดให้มีการนัดประชุมใหญ่ทุกปีเพื่อพิจารณารายงานกิจการของคณะกรรมการบริหารเกี่ยวกับกิจการของสมาคม ซึ่งคณะกรรมการนั้นได้บริหารมา เพื่อพิจารณาและอนุมัติบัญชีงบดุลสำหรับปีที่ล่วงมาแล้ว เพื่อเลือกตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี และเพื่อปรึกษาพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ตามลำดับ การจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายและข้อบังคับของผู้คัดค้าน สำหรับปัญหาว่า คณะกรรมการของสมาคมผู้คัดค้านได้ร่วมประชุมคณะกรรมการโดยชอบและมีมติให้นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของผู้คัดค้านโดยชอบหรือไม่ นั้น ผู้ร้องทั้งหกมีนายสมชาติ ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องทั้งหก และนายชวินทร์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า คณะกรรมการของผู้คัดค้านที่ได้รับเลือกจากสมาชิกในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 มี 40 คน โดยสมาชิกซึ่งเข้าร่วมประชุมใหญ่เสนอรายชื่อต่อที่ประชุมและให้สมาชิกที่เข้าประชุมลงคะแนนเลือกแล้วนับคะแนนจากมากไปหาน้อยเหลือเพียง 40 คน แล้วจึงถามความสมัครใจของผู้ที่ได้รับเลือก หากไม่สมัครใจก็จะเลื่อนผู้ที่ได้รับคะแนนถัดไปขึ้นมาจนครบ 40 คน แล้วคณะกรรมการ 40 คน ดังกล่าวลงคะแนนเลือกนายกสมาคมโดยนายกสมาคมจะแต่งตั้งคณะทำงาน หลังจากนั้นผู้คัดค้านจะนำรายชื่อคณะกรรมการที่ได้รับเลือกไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน แต่เพื่อความสะดวกของผู้คัดค้านและตามธรรมเนียมประเพณีของผู้คัดค้านมีการจดทะเบียนแต่งตั้งคณะกรรมการของผู้คัดค้านเพียง 11 คน คณะกรรมการของสมาคมผู้คัดค้านจึงมีจำนวน 40 คน มิใช่เพียง 11 คน ที่ได้จดทะเบียน การนัดประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2562 ที่ส่งหนังสือนัดประชุมให้แก่คณะกรรมการที่ได้จดทะเบียนเพียง 11 คน และมีคณะกรรมการมาประชุม 7 คน และกรรมการ 2 คน ที่มาประชุม คือนางสาวศันสนีย์และนางสาวลัดดาเป็นสมาชิกที่ขาดคุณสมบัติ จึงเป็นการประชุมที่ไม่ครบองค์ประชุมตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน ส่วนผู้คัดค้านมีนายสมบูรณ์เลขาธิการสมาคมผู้คัดค้านเป็นพยานเบิกความว่า ตามข้อบังคับ ข้อ 9 ระบุว่า ให้มีกรรมการ 2 ประเภท คือ กรรมการบริหารและกรรมการที่ปรึกษา โดยให้มีกรรมการบริหารไม่น้อยกว่า 5 คน ซึ่งสมาชิกได้เลือกมาจำนวน 40 คน แต่สมาคมผู้คัดค้านจดทะเบียนกรรมการบริหารเพียง 11 คน เป็นผู้มีสิทธิออกเสียงลงมติและกระทำการผูกพันบุคคลภายนอก ส่วนกรรมการที่ได้รับเลือกจากสมาชิกที่เหลือ คงมีสิทธิเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการและเสนอความเห็น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติ และตามข้อบังคับหมวดที่ 4 คณะกรรมการ ข้อ 10 ง. ระบุว่า การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการบริหารมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวน จึงเป็นองค์ประชุมได้ พยานจึงส่งหนังสือนัดประชุมคณะกรรมการบริหารให้แก่คณะกรรมการบริหารที่ได้จดทะเบียน 11 คน ส่วนกรรมการที่เหลือที่ไม่ใช่กรรมการบริหารได้แจ้งให้ทราบทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในวันประชุมมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม 7 คน จึงถือว่าเกินกึ่งจำนวน ครบเป็นองค์ประชุม สำหรับนางสาวศันสนีย์และนางสาวลัดดาเป็นกรรมการที่ได้รับความเห็นชอบให้เป็นสมาชิกในวาระที่นายชวินทร์เป็นนายกสมาคม และได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการบริหารตามมติที่ประชุมใหญ่ปี 2560 ซึ่งไม่มีสมาชิกยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 85 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือการเปลี่ยนแปลงของสมาคมกระทำตามข้อบังคับของสมาคม และสมาคมต้องนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม และวรรคสองบัญญัติว่า ถ้านายทะเบียนเห็นว่ากรรมการของสมาคมตามวรรคหนึ่งผู้ใด มีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสมาคม นายทะเบียนจะไม่รับจดทะเบียนกรรมการของสมาคมผู้นั้นก็ได้ การตรวจสอบฐานะและความประพฤติของกรรมการก่อนจดทะเบียนกรรมการของสมาคมจึงเป็นสาระสำคัญในการควบคุมสมาคมและเพื่อให้บุคคลภายนอกทราบตัวบุคคลผู้บริหารกิจการสมาคมได้จากหลักฐานทางทะเบียน ที่ผู้ร้องทั้งหกนำสืบว่าคณะกรรมการของสมาคมผู้คัดค้านมีจำนวน 40 คน มิใช่เพียง 11 คน ที่ได้จดทะเบียนจึงขัดต่อเจตจำนงของกฎหมายเพราะย่อมเป็นการเปิดช่องให้คณะกรรมการคนอื่น ๆ ของผู้คัดค้านสามารถครอบงำที่ประชุมคณะกรรมการโดยที่นายทะเบียนไม่สามารถตรวจสอบได้ ประกอบกับข้อบังคับของผู้คัดค้านกำหนดให้คณะกรรมการของผู้คัดค้านประกอบด้วยกรรมการบริหารและกรรมการที่ปรึกษา โดยกรรมการบริหารประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน ซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิกสามัญที่ยังดำรงสมาชิกภาพอยู่ และให้คณะกรรมการบริหารเลือกตั้งกันเองทำหน้าที่ นายก อุปนายก เลขาธิการ เหรัญญิก นายทะเบียน ปฏิคม และตำแหน่งอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นแก่การบริหารของสมาคม การแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ จึงมีการเลือกและแต่งตั้งกันในวันประชุมใหญ่สามัญและนำชื่อไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ดังที่ได้ความจากนายสมบูรณ์พยานผู้คัดค้าน กรรมการที่ได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ซึ่งมิได้นำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ย่อมมิใช่กรรมการบริหารของผู้คัดค้าน สำหรับนางสาวศันสนีย์และนางสาวลัดดาที่ผู้ร้องทั้งหกอ้างว่าขาดคุณสมบัติเป็นกรรมการบริหารเพราะมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีหรือกฎหมาย นอกจากไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งหกว่าในเวลาดังกล่าวนางสาวศันสนีย์และนางสาวลัดดาพ้นจากการเป็นสมาชิกสามัญตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน นายสมชาติและนายชวินทร์ยังเบิกความตอบทนายผู้คัดค้านถามค้านเจือสมกับนายสมบูรณ์พยานผู้คัดค้านว่า ไม่มีสมาชิกของผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่แต่งตั้งนางสาวศันสนีย์และนางสาวลัดดาเป็นกรรมการของผู้คัดค้าน ข้ออ้างของผู้ร้องทั้งหกในเรื่องนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ในขณะเกิดข้อพิพาทคดีนี้ผู้คัดค้านจึงมีคณะกรรมการบริหาร 11 คน การประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2562 ซึ่งมีกรรมการเข้าร่วมประชุม 7 คน จึงมีกรรมการบริหารมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวน ครบเป็นองค์ประชุม ทั้งได้ความว่าคณะกรรมการของผู้คัดค้านจะครบวาระในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 และตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน ข้อ 17 กำหนดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการใหม่ทุก 2 ปี ภายในเดือนเมษายนของปีถัดไป การที่นายสมบูรณ์มีหนังสือนัดประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2562 โดยกำหนดระเบียบวาระเพื่อจัดเตรียมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 และคณะกรรมการของผู้คัดค้านได้พิจารณาในเรื่องดังกล่าวโดยมีมติให้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 และให้ส่งใบสมัครเป็นกรรมการบริหารไปพร้อมจดหมายเชิญประชุมใหญ่สามัญประจำปีแจ้งให้ทราบว่า หากสนใจสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารของผู้คัดค้าน ให้ชำระเงินค่าสมัครคนละ 10,000 บาท พร้อมแจ้งชื่อและชื่อสกุล พร้อมกับส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปยังสมาคมผู้คัดค้านภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 จึงเป็นการนัดประชุมและลงมติของคณะกรรมการตามข้อบังคับของสมาคมผู้คัดค้านโดยถูกต้อง ส่วนที่ผู้ร้องทั้งหกนำสืบว่า มีสมาชิกได้รับหนังสือนัดประชุมก่อนวันประชุมน้อยกว่า 7 วัน และมีสมาชิกของผู้คัดค้านคือ นายวิชาญ ไม่ได้รับหนังสือนัดประชุมและเอกสารดังกล่าว จึงไม่ได้เข้าร่วมประชุม นั้น เห็นว่า ข้อบังคับของผู้คัดค้าน ข้อ 19 กำหนดไว้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 95 วรรคหนึ่ง ว่าในการเรียกประชุมใหญ่ คณะกรรมการของสมาคมต้องส่งหนังสือนัดประชุมไปยังสมาชิกทุกคนซึ่งมีชื่อในทะเบียนของสมาคมก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โดยผู้คัดค้านมีนายสมบูรณ์และนางสาวชนิกานต์ เจ้าหน้าที่ของผู้คัดค้านเป็นพยานเบิกความว่า นางสาวชนิกานต์ส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 และหนังสือเรื่องขอเรียนเชิญสมาชิกสมัครเป็นกรรมการของสมาคม ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ให้แก่สมาชิกของผู้คัดค้านที่มีชื่อในทะเบียนของผู้คัดค้านทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 โดยนางสาวชนิกานต์ซื้อไปรษณียากรเพิ่ม 576 บาท จึงเป็นการส่งหนังสือนัดประชุมและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังสมาชิกที่มีชื่อในทะเบียนของผู้คัดค้านก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน แม้มีสมาชิกของผู้คัดค้านได้รับหนังสือนัดประชุมก่อนวันนัดน้อยกว่าเจ็ดวันหรือสมาชิกบางคนไม่ได้รับหนังสือนัดประชุมหากมีจำนวนน้อยมิได้ถึงขนาดที่มีนัยสำคัญต่อผลของการลงมติสำคัญใด ๆ ก็ไม่ทำให้การส่งหนังสือนัดประชุมดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้านหรือกฎหมาย ทั้งได้ความว่าในวันดังกล่าวมีสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงมาประชุม 64 คน จึงมีสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงมาประชุมไม่น้อยกว่า 20 คน ตามข้อบังคับข้อ 20 ครบเป็นองค์ประชุมและมีการลงมติโดยชอบแล้ว ย่อมไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 85 ม. 95 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย พ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — สมาคม ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางบวรวรรณ ธีระมงคลกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายจิระศักดิ์ จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
กมล คำเพ็ญ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 909/2567
#706442
เปิดฉบับเต็ม

การจดทะเบียนกรรมการของสมาคมตาม ป.พ.พ. มาตรา 85 นั้น การตรวจสอบฐานะและความประพฤติของกรรมการก่อนจดทะเบียนเป็นสาระสำคัญในการควบคุมสมาคมเพื่อให้ทราบบุคคลผู้บริหารกิจการสมาคมได้จากหลักฐานทางทะเบียน ผู้คัดค้านจึงมีคณะกรรมการตามจำนวนที่จดทะเบียนไว้ เมื่อกรรมการของผู้คัดค้านเข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม การประชุมและลงมติให้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีจึงเป็นไปตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน

ในการเรียกประชุมใหญ่ผู้คัดค้านส่งหนังสือนัดประชุมและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังสมาชิกที่มีชื่อในทะเบียนของผู้คัดค้านก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันชอบด้วยข้อบังคับของผู้คัดค้านและ ป.พ.พ. มาตรา 95 วรรคหนึ่งแล้ว แม้มีสมาชิกของผู้คัดค้านได้รับหนังสือนัดประชุมก่อนวันนัดน้อยกว่าเจ็ดวัน หรือสมาชิกบางคนไม่ได้รับหนังสือนัดประชุมหากมีจำนวนน้อยมิได้ถึงขนาดที่มีนัยสำคัญต่อผลการลงมติสำคัญใด ๆ ก็ไม่ทำให้การส่งหนังสือนัดประชุมดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้านหรือกฎหมาย ในวันประชุมมีสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงมาประชุมครบเป็นองค์ประชุมและมีการลงมติโดยชอบแล้ว ย่อมไม่มีเหตุเพิกถอนมติในการประชุมใหญ่ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม ขณะเกิดข้อพิพาทมีนางชนิดา เป็นนายกสมาคม นายเกียรติศักดิ์ เป็นอุปนายกและเหรัญญิก นางเสาวคนธ์ และนางชนิศา เป็นอุปนายก นางสาวดวงพร นางสาวศันสนีย์ และนางสาวลัดดา เป็นกรรมการ นายวิรัช เป็นกรรมการและฝ่ายปฏิคม นายสรสิทธิ์ เป็นกรรมการและนายทะเบียน นายสมบูรณ์ เป็นกรรมการและเลขาธิการ และนายณัฐพงศ์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ รวม 11 คน และจะครบวาระในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้คัดค้านมีสมาชิกแบบตลอดชีพ 158 คน และแบบรายปี 38 คน รวม 196 คน และมีข้อบังคับที่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนแล้ว เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2562 มีการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2562 มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม 7 คน ได้แก่ นางชนิดา นายเกียรติศักดิ์ นางเสาวคนธ์ นางชนิศา นางสาวศันสนีย์ นางสาวลัดดา และนายสมบูรณ์ โดยมีมติให้นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 9 ถึง 12 นาฬิกา และให้สมาชิกที่ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารของสมาคมผู้คัดค้านส่งใบสมัครและชำระค่าสมัคร 10,000 บาท ภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 นายสมบูรณ์ในฐานะเลขาธิการสมาคมมีหนังสือลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 และแจ้งสมาชิกที่สนใจสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการของสมาคม ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 มีการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ครั้งที่ 42 มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 64 คน และที่ประชุมดังกล่าวดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระที่ 1 ประธานกล่าวเปิดประชุม วาระที่ 2 รายงานผลการดำเนินงานของกรรมการบริหารสมาคมปี 2561 วาระที่ 3 พิจารณารับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 วาระที่ 4 พิจารณารับรองงบการเงินของสมาคมประจำปี 2561 และแต่งตั้งผู้สอบบัญชีปี 2562 และวาระที่ 5 เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคม มีผู้ใช้สิทธิเลือกกรรมการ 38 เสียง มีผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ 25 คน ในกรรมการที่ได้รับเลือกดังกล่าวได้เลือกกรรมการบริหาร 19 คน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า มีเหตุให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของผู้คัดค้านเพราะมีการนัดประชุมโดยไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนข้อบังคับหรือบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ในเบื้องต้นเห็นได้ว่าปัญหาข้อพิพาทระหว่างสมาชิกของสมาคม มีสาเหตุสำคัญจากความไม่ชัดเจนของระเบียบข้อบังคับของสมาคมกับความเห็นและมูลเหตุจูงใจที่แตกต่างกันของสมาชิก การแสวงหาข้อยุติเพื่อลดความขัดแย้งข้อพิพาท และสร้างความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขระเบียบข้อบังคับให้สอดคล้องกับกฎหมายและความต้องการของสมาชิกส่วนใหญ่เป็นสำคัญ สำหรับข้อพิพาทในชั้นนี้ ศาลจำต้องอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของสมาคมที่มีอยู่ประกอบวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและควบคุมกำกับการทำงานของสมาคมเพื่อประโยชน์ของสมาชิกและการคุ้มครองสาธารณชนที่เกี่ยวข้อง กรณีการประชุมใหญ่ของสมาคมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 93 บัญญัติให้คณะกรรมการของสมาคมต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง และมาตรา 95 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการเรียกประชุมใหญ่ คณะกรรมการของสมาคมต้องส่งหนังสือนัดประชุมไปยังสมาชิกทุกคนซึ่งมีชื่อในทะเบียนของสมาคมก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันหรือลงพิมพ์โฆษณาอย่างน้อยสองคราวในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายในท้องที่ฉบับหนึ่งก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และวรรคสองบัญญัติให้การเรียกประชุมใหญ่ต้องระบุสถานที่ วัน เวลา และระเบียบวาระการประชุมและจัดส่งรายละเอียดและเอกสารที่เกี่ยวข้องตามควรไปพร้อมกันด้วย ทั้งตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน ข้อ 16 ข้อ ก. ถึง ง. กำหนดให้มีการนัดประชุมใหญ่ทุกปีเพื่อพิจารณารายงานกิจการของคณะกรรมการบริหารเกี่ยวกับกิจการของสมาคม ซึ่งคณะกรรมการนั้นได้บริหารมา เพื่อพิจารณาและอนุมัติบัญชีงบดุลสำหรับปีที่ล่วงมาแล้ว เพื่อเลือกตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี และเพื่อปรึกษาพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ตามลำดับ การจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายและข้อบังคับของผู้คัดค้าน สำหรับปัญหาว่า คณะกรรมการของสมาคมผู้คัดค้านได้ร่วมประชุมคณะกรรมการโดยชอบและมีมติให้นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของผู้คัดค้านโดยชอบหรือไม่ นั้น ผู้ร้องทั้งหกมีนายสมชาติ ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องทั้งหก และนายชวินทร์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า คณะกรรมการของผู้คัดค้านที่ได้รับเลือกจากสมาชิกในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 มี 40 คน โดยสมาชิกซึ่งเข้าร่วมประชุมใหญ่เสนอรายชื่อต่อที่ประชุมและให้สมาชิกที่เข้าประชุมลงคะแนนเลือกแล้วนับคะแนนจากมากไปหาน้อยเหลือเพียง 40 คน แล้วจึงถามความสมัครใจของผู้ที่ได้รับเลือก หากไม่สมัครใจก็จะเลื่อนผู้ที่ได้รับคะแนนถัดไปขึ้นมาจนครบ 40 คน แล้วคณะกรรมการ 40 คน ดังกล่าวลงคะแนนเลือกนายกสมาคมโดยนายกสมาคมจะแต่งตั้งคณะทำงาน หลังจากนั้นผู้คัดค้านจะนำรายชื่อคณะกรรมการที่ได้รับเลือกไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน แต่เพื่อความสะดวกของผู้คัดค้านและตามธรรมเนียมประเพณีของผู้คัดค้านมีการจดทะเบียนแต่งตั้งคณะกรรมการของผู้คัดค้านเพียง 11 คน คณะกรรมการของสมาคมผู้คัดค้านจึงมีจำนวน 40 คน มิใช่เพียง 11 คน ที่ได้จดทะเบียน การนัดประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2562 ที่ส่งหนังสือนัดประชุมให้แก่คณะกรรมการที่ได้จดทะเบียนเพียง 11 คน และมีคณะกรรมการมาประชุม 7 คน และกรรมการ 2 คน ที่มาประชุม คือนางสาวศันสนีย์และนางสาวลัดดาเป็นสมาชิกที่ขาดคุณสมบัติ จึงเป็นการประชุมที่ไม่ครบองค์ประชุมตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน ส่วนผู้คัดค้านมีนายสมบูรณ์เลขาธิการสมาคมผู้คัดค้านเป็นพยานเบิกความว่า ตามข้อบังคับ ข้อ 9 ระบุว่า ให้มีกรรมการ 2 ประเภท คือ กรรมการบริหารและกรรมการที่ปรึกษา โดยให้มีกรรมการบริหารไม่น้อยกว่า 5 คน ซึ่งสมาชิกได้เลือกมาจำนวน 40 คน แต่สมาคมผู้คัดค้านจดทะเบียนกรรมการบริหารเพียง 11 คน เป็นผู้มีสิทธิออกเสียงลงมติและกระทำการผูกพันบุคคลภายนอก ส่วนกรรมการที่ได้รับเลือกจากสมาชิกที่เหลือ คงมีสิทธิเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการและเสนอความเห็น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติ และตามข้อบังคับหมวดที่ 4 คณะกรรมการ ข้อ 10 ง. ระบุว่า การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการบริหารมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวน จึงเป็นองค์ประชุมได้ พยานจึงส่งหนังสือนัดประชุมคณะกรรมการบริหารให้แก่คณะกรรมการบริหารที่ได้จดทะเบียน 11 คน ส่วนกรรมการที่เหลือที่ไม่ใช่กรรมการบริหารได้แจ้งให้ทราบทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในวันประชุมมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม 7 คน จึงถือว่าเกินกึ่งจำนวน ครบเป็นองค์ประชุม สำหรับนางสาวศันสนีย์และนางสาวลัดดาเป็นกรรมการที่ได้รับความเห็นชอบให้เป็นสมาชิกในวาระที่นายชวินทร์เป็นนายกสมาคม และได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการบริหารตามมติที่ประชุมใหญ่ปี 2560 ซึ่งไม่มีสมาชิกยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 85 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือการเปลี่ยนแปลงของสมาคมกระทำตามข้อบังคับของสมาคม และสมาคมต้องนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม และวรรคสองบัญญัติว่า ถ้านายทะเบียนเห็นว่ากรรมการของสมาคมตามวรรคหนึ่งผู้ใด มีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสมาคม นายทะเบียนจะไม่รับจดทะเบียนกรรมการของสมาคมผู้นั้นก็ได้ การตรวจสอบฐานะและความประพฤติของกรรมการก่อนจดทะเบียนกรรมการของสมาคมจึงเป็นสาระสำคัญในการควบคุมสมาคมและเพื่อให้บุคคลภายนอกทราบตัวบุคคลผู้บริหารกิจการสมาคมได้จากหลักฐานทางทะเบียน ที่ผู้ร้องทั้งหกนำสืบว่าคณะกรรมการของสมาคมผู้คัดค้านมีจำนวน 40 คน มิใช่เพียง 11 คน ที่ได้จดทะเบียนจึงขัดต่อเจตจำนงของกฎหมายเพราะย่อมเป็นการเปิดช่องให้คณะกรรมการคนอื่น ๆ ของผู้คัดค้านสามารถครอบงำที่ประชุมคณะกรรมการโดยที่นายทะเบียนไม่สามารถตรวจสอบได้ ประกอบกับข้อบังคับของผู้คัดค้านกำหนดให้คณะกรรมการของผู้คัดค้านประกอบด้วยกรรมการบริหารและกรรมการที่ปรึกษา โดยกรรมการบริหารประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน ซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิกสามัญที่ยังดำรงสมาชิกภาพอยู่ และให้คณะกรรมการบริหารเลือกตั้งกันเองทำหน้าที่ นายก อุปนายก เลขาธิการ เหรัญญิก นายทะเบียน ปฏิคม และตำแหน่งอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นแก่การบริหารของสมาคม การแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ จึงมีการเลือกและแต่งตั้งกันในวันประชุมใหญ่สามัญและนำชื่อไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ดังที่ได้ความจากนายสมบูรณ์พยานผู้คัดค้าน กรรมการที่ได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ซึ่งมิได้นำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ย่อมมิใช่กรรมการบริหารของผู้คัดค้าน สำหรับนางสาวศันสนีย์และนางสาวลัดดาที่ผู้ร้องทั้งหกอ้างว่าขาดคุณสมบัติเป็นกรรมการบริหารเพราะมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีหรือกฎหมาย นอกจากไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งหกว่าในเวลาดังกล่าวนางสาวศันสนีย์และนางสาวลัดดาพ้นจากการเป็นสมาชิกสามัญตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน นายสมชาติและนายชวินทร์ยังเบิกความตอบทนายผู้คัดค้านถามค้านเจือสมกับนายสมบูรณ์พยานผู้คัดค้านว่า ไม่มีสมาชิกของผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่แต่งตั้งนางสาวศันสนีย์และนางสาวลัดดาเป็นกรรมการของผู้คัดค้าน ข้ออ้างของผู้ร้องทั้งหกในเรื่องนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ในขณะเกิดข้อพิพาทคดีนี้ผู้คัดค้านจึงมีคณะกรรมการบริหาร 11 คน การประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2562 ซึ่งมีกรรมการเข้าร่วมประชุม 7 คน จึงมีกรรมการบริหารมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวน ครบเป็นองค์ประชุม ทั้งได้ความว่าคณะกรรมการของผู้คัดค้านจะครบวาระในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 และตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน ข้อ 17 กำหนดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการใหม่ทุก 2 ปี ภายในเดือนเมษายนของปีถัดไป การที่นายสมบูรณ์มีหนังสือนัดประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2562 โดยกำหนดระเบียบวาระเพื่อจัดเตรียมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 และคณะกรรมการของผู้คัดค้านได้พิจารณาในเรื่องดังกล่าวโดยมีมติให้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 และให้ส่งใบสมัครเป็นกรรมการบริหารไปพร้อมจดหมายเชิญประชุมใหญ่สามัญประจำปีแจ้งให้ทราบว่า หากสนใจสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารของผู้คัดค้าน ให้ชำระเงินค่าสมัครคนละ 10,000 บาท พร้อมแจ้งชื่อและชื่อสกุล พร้อมกับส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปยังสมาคมผู้คัดค้านภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 จึงเป็นการนัดประชุมและลงมติของคณะกรรมการตามข้อบังคับของสมาคมผู้คัดค้านโดยถูกต้อง ส่วนที่ผู้ร้องทั้งหกนำสืบว่า มีสมาชิกได้รับหนังสือนัดประชุมก่อนวันประชุมน้อยกว่า 7 วัน และมีสมาชิกของผู้คัดค้านคือ นายวิชาญ ไม่ได้รับหนังสือนัดประชุมและเอกสารดังกล่าว จึงไม่ได้เข้าร่วมประชุม นั้น เห็นว่า ข้อบังคับของผู้คัดค้าน ข้อ 19 กำหนดไว้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 95 วรรคหนึ่ง ว่าในการเรียกประชุมใหญ่ คณะกรรมการของสมาคมต้องส่งหนังสือนัดประชุมไปยังสมาชิกทุกคนซึ่งมีชื่อในทะเบียนของสมาคมก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โดยผู้คัดค้านมีนายสมบูรณ์และนางสาวชนิกานต์ เจ้าหน้าที่ของผู้คัดค้านเป็นพยานเบิกความว่า นางสาวชนิกานต์ส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 และหนังสือเรื่องขอเรียนเชิญสมาชิกสมัครเป็นกรรมการของสมาคม ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ให้แก่สมาชิกของผู้คัดค้านที่มีชื่อในทะเบียนของผู้คัดค้านทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 โดยนางสาวชนิกานต์ซื้อไปรษณียากรเพิ่ม 576 บาท จึงเป็นการส่งหนังสือนัดประชุมและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังสมาชิกที่มีชื่อในทะเบียนของผู้คัดค้านก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน แม้มีสมาชิกของผู้คัดค้านได้รับหนังสือนัดประชุมก่อนวันนัดน้อยกว่าเจ็ดวันหรือสมาชิกบางคนไม่ได้รับหนังสือนัดประชุมหากมีจำนวนน้อยมิได้ถึงขนาดที่มีนัยสำคัญต่อผลของการลงมติสำคัญใด ๆ ก็ไม่ทำให้การส่งหนังสือนัดประชุมดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้านหรือกฎหมาย ทั้งได้ความว่าในวันดังกล่าวมีสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงมาประชุม 64 คน จึงมีสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงมาประชุมไม่น้อยกว่า 20 คน ตามข้อบังคับข้อ 20 ครบเป็นองค์ประชุมและมีการลงมติโดยชอบแล้ว ย่อมไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนมติในการประชุมใหญ่ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 85 ม. 95 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย พ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — สมาคม ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางบวรวรรณ ธีระมงคลกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายจิระศักดิ์ จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
กมล คำเพ็ญ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567
#706441
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนที่โจทก์จะฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยก็ไม่หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ และการที่โจทก์มิได้ขอให้เรียก บริษัท ร. เข้ามาในคดี ตามที่จำเลยฎีกาก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตด้านหลังที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6170 และ 6171 ที่เป็นประตูผ่านเข้าไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 หากจำเลยไม่ก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตให้โจทก์ร้องขอต่อศาลเพื่อให้บุคคลภายนอกกระทำการโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นคำพิพากษาที่กำหนดการบังคับคดีในกรณีที่พิพากษาให้กระทำการแต่จำเลยเพิกเฉย ซึ่งเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่เกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ส่วนที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่าหากจำเลยไม่ยอมซ่อมแซมรั้วกำแพงคอนกรีตให้โจทก์เข้าดำเนินการซ่อมแซมโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น ไม่เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะต้องยกคำขอดังกล่าวของโจทก์

แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับมีมากน้อยเพียงใด โจทก์ต้องมีภาระในการพิสูจน์ โจทก์เป็นเพียงเจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินที่มีหน้าที่ต้องบำรุงรักษารั้วกำแพงซึ่งเป็นสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ของผู้ที่พักอาศัยในหมู่บ้านที่โจทก์จัดสรร โจทก์มิใช่เป็นผู้ที่ใช้ประโยชน์จากรั้วกำแพงที่พิพาทโดยตรง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงความเสียหายโดยตรงที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อผู้ที่พักอาศัยในหมู่บ้านอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งมีความยาว 5 เมตร ที่ทำเป็นประตูช่องเข้าออกอันเป็นการบังคับให้จำเลยชำระหนี้ด้วยการกระทำแล้ว แม้ศาลอาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายได้เองดังที่โจทก์แก้ฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้ดุลพินิจไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตด้านทิศใต้ที่จำเลยทุบทำลายไปให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยไม่ยอมซ่อมแซมรั้วกำแพงคอนกรีตดังกล่าว ให้โจทก์เข้าดำเนินการซ่อมแซมรั้วกำแพงคอนกรีตดังกล่าวโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 310,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะทำการก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตแล้วเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยทำการก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตด้านหลังที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 และ 6171 ส่วนที่ก่อสร้างเป็นประตูผ่านเข้าไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 ซึ่งเป็นที่ดินนอกแนวเขตที่ดินจัดสรรของโจทก์ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยไม่ทำการดังกล่าว ให้โจทก์ร้องขอต่อศาลเพื่อให้บุคคลภายนอกกระทำการนั้นโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 กันยายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวมเป็นเงิน 12,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาเฉพาะประเด็นว่า โจทก์บังคับให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงพิพาทให้กลับสู่สภาพเดิมได้หรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ส่วนฎีกาข้ออื่นศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ รั้วกำแพงพิพาทรอบโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์อยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมดจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 รั้วกำแพงพิพาทจึงมิใช่ของจำเลย แต่เป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดิน ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์จะบังคับให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงพิพาทให้กลับสู่สภาพเดิมได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยได้เนื่องจากจำเลยได้โอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วก่อนโจทก์ฟ้องจำเลย ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันที่ 30 มิถุนายน 2542 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6170, 6171 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและมีรั้วกำแพงที่พิพาทจากผู้อื่น เป็นที่ดินอยู่ในโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2563 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 ซึ่งอยู่ด้านหลังติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 6170, 6171 จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาท และก่อสร้างรั้วกำแพงขึ้นใหม่โดยมีประตูออกไปสู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 ได้ ก่อนฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 จำเลยได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6170, 6171 ให้แก่บริษัท ร. แล้ว เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ โดยผลของกฎหมายโจทก์มีหน้าที่ต้องบำรุงรักษารั้วกำแพงที่พิพาท การที่จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170, 6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนที่โจทก์จะฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยก็ไม่หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ และการที่โจทก์มิได้ขอให้เรียก บริษัท ร. เข้ามาในคดี ตามที่จำเลยฎีกาก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ก่อสร้างรั้วกำแพงที่พิพาทให้กลับสู่สภาพเดิมได้ และที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิด แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยกระทำการด้วยการให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงที่พิพาทให้กลับสู่สภาพเดิม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตด้านหลังที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6170 และ 6171 ที่เป็นประตูผ่านเข้าไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 หากจำเลยไม่ก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตให้โจทก์ร้องขอต่อศาลเพื่อให้บุคคลภายนอกกระทำการโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นคำพิพากษาที่กำหนดการบังคับคดีในกรณีที่พิพากษาให้กระทำการแต่จำเลยเพิกเฉย ซึ่งเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่เกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่าหากจำเลยไม่ยอมซ่อมแซมรั้วกำแพงคอนกรีตให้โจทก์เข้าดำเนินการซ่อมแซมโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น ไม่เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะต้องยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำพิพากษาในคำขอส่วนนี้ จึงเห็นควรพิพากษายกคำขอของโจทก์ดังกล่าวด้วย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายด้วยเหตุที่มิได้กระทำละเมิด แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับมีมากน้อยเพียงใด โจทก์ต้องมีภาระในการพิสูจน์ พยานโจทก์คงมีนางจิตภินันท์ พนักงานของโจทก์เป็นพยานเบิกความแต่เพียงว่า ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า โจทก์เป็นเพียงเจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินที่มีหน้าที่ต้องบำรุงรักษารั้วกำแพงซึ่งเป็นสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ของผู้ที่พักอาศัยในหมู่บ้านที่โจทก์จัดสรร โจทก์มิใช่เป็นผู้ที่ใช้ประโยชน์จากรั้วกำแพงที่พิพาทโดยตรง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงความเสียหายโดยตรงที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อผู้ที่พักอาศัยในหมู่บ้านอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งมีความยาว 5 เมตร ที่ทำเป็นประตูช่องเข้าออกอันเป็นการบังคับให้จำเลยชำระหนี้ด้วยการกระทำแล้ว แม้ศาลอาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายได้เองดังที่โจทก์แก้ฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้ดุลพินิจไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้โจทก์เข้าดำเนินการซ่อมแซมเองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 84/1 ม. 142 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — นางสาว ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2567
#701907
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว เดินทางเข้ามาในประเทศไทย รู้จักและคบหาโจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยร่วมลงทุนทำธุรกิจ และอยู่กินฉันสามีภริยาและลงทุนทำธุรกิจร่วมกันตลอดมา โดยอยู่อาศัยร่วมกันที่บ้านเช่าของจำเลยแล้วร่วมกันซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโดยใช้เงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว จึงตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อในที่ดินและบ้านพิพาท หลังจากนั้นโจทก์กระทำการอันเป็นความผิดร้ายแรงต่อจำเลยและบุตรสาวเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยไม่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ จำเลยให้โจทก์ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ก่อนที่โจทก์จะย้ายออก โจทก์บอกว่าโจทก์ยกที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชดเชยกับสิ่งที่โจทก์ทำกับจำเลยและบุตรสาว แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่สามารถจดทะเบียนมีชื่อในโฉนดที่ดินโดยยังไม่ได้รับอนุญาต โฉนดที่ดินจึงยังเป็นชื่อของโจทก์ โดยจำเลยครอบครองอยู่อาศัยอย่างเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวตลอดมา คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย มิใช่ขอให้ส่งมอบแก่เด็กหญิง ก. จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนในภายหน้าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใดย่อมเป็นสิทธิส่วนตัวของจำเลย ชอบที่จะต้องรับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 38/5 และส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 38/5 ซึ่งเป็นที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายกานต์ ให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่าภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลยเพื่อส่งมอบแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่าภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า และให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนให้ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และนายกานต์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี จากนั้นให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า เป็นฟ้องแย้งที่มีผลกระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอก และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีนิติสัมพันธ์หรือหน้าที่ตามกฎหมายอย่างไรกับเด็กหญิงกาปีตาลีน่า จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่อาจบังคับได้ ส่วนค่าเสียหายเป็นการอ้างมูลเหตุการกระทำของโจทก์ที่โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลภายนอก อันเป็นมูลเหตุคนละเรื่องไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าขึ้นศาลต้องสั่งคืน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายกานต์ ให้หมายเรียกนายกานต์เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบิดาของโจทก์ร่วม โจทก์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 พร้อมบ้านเลขที่ 38/5 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 โจทก์จดทะเบียนการให้แก่โจทก์ร่วม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นเดียวว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ มาตลอดจนถึงปัจจุบัน ต่อมาโจทก์ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านพิพาท จึงแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย ส่วนจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติรัสเซีย เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเดือนมีนาคม 2533 รู้จักและคบหาโจทก์ ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2533 โจทก์และจำเลยร่วมลงทุนทำธุรกิจ และตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2545 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาและลงทุนทำธุรกิจร่วมกันตลอดมา โดยอยู่อาศัยร่วมกันที่บ้านเช่าของจำเลย และวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 ร่วมกันซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโดยใช้เงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว จึงตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อในที่ดินและบ้านพิพาท จากนั้นเดือนตุลาคม 2545 โจทก์กระทำการอันเป็นความผิดร้ายแรงต่อจำเลยและบุตรสาวเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยไม่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ และจำเลยให้โจทก์ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ก่อนที่โจทก์จะย้ายออก โจทก์บอกจำเลยว่าโจทก์ยกที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชดเชยกับสิ่งที่โจทก์ทำกับจำเลยและบุตรสาว แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่สามารถจดทะเบียนมีชื่อในโฉนดที่ดินโดยยังไม่ได้รับอนุญาต โฉนดที่ดินจึงยังเป็นชื่อของโจทก์ แต่จำเลยครอบครองอยู่อาศัยอย่างเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวตลอดมา คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย มิใช่ขอให้ส่งมอบแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนในภายหน้าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใดย่อมเป็นสิทธิส่วนตัวของจำเลย ชอบที่จะต้องรับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
โจทก์ร่วม — นาย ก.
จำเลย — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบุญชัย ภูรีเสถียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ ปุญญาภิชัย
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
กงจักร์ โพธิ์พร้อม
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2567
#708439
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว เดินทางเข้ามาในประเทศไทย รู้จักและคบหาโจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยร่วมลงทุนทำธุรกิจ และอยู่กินฉันสามีภริยาและลงทุนทำธุรกิจร่วมกันตลอดมา โดยอยู่อาศัยร่วมกันที่บ้านเช่าของจำเลยแล้วร่วมกันซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโดยใช้เงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว จึงตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อในที่ดินและบ้านพิพาท หลังจากนั้นโจทก์กระทำการอันเป็นความผิดร้ายแรงต่อจำเลยและบุตรสาวเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยไม่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ จำเลยให้โจทก์ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ก่อนที่โจทก์จะย้ายออก โจทก์บอกว่าโจทก์ยกที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชดเชยกับสิ่งที่โจทก์ทำกับจำเลยและบุตรสาว แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่สามารถจดทะเบียนมีชื่อในโฉนดที่ดินโดยยังไม่ได้รับอนุญาต โฉนดที่ดินจึงยังเป็นชื่อของโจทก์ โดยจำเลยครอบครองอยู่อาศัยอย่างเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวตลอดมา คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย มิใช่ขอให้ส่งมอบแก่เด็กหญิง ก. จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนในภายหน้าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใดย่อมเป็นสิทธิส่วนตัวของจำเลย ชอบที่จะต้องรับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 38/5 และส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 38/5 ซึ่งเป็นที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายกานต์ ให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่าภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลยเพื่อส่งมอบแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่าภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า และให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนให้ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และนายกานต์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี จากนั้นให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า เป็นฟ้องแย้งที่มีผลกระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอก และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีนิติสัมพันธ์หรือหน้าที่ตามกฎหมายอย่างไรกับเด็กหญิงกาปีตาลีน่า จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่อาจบังคับได้ ส่วนค่าเสียหายเป็นการอ้างมูลเหตุการกระทำของโจทก์ที่โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลภายนอก อันเป็นมูลเหตุคนละเรื่องไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าขึ้นศาลต้องสั่งคืน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายกานต์ ให้หมายเรียกนายกานต์เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบิดาของโจทก์ร่วม โจทก์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 พร้อมบ้านเลขที่ 38/5 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 โจทก์จดทะเบียนการให้แก่โจทก์ร่วม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นเดียวว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ มาตลอดจนถึงปัจจุบัน ต่อมาโจทก์ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านพิพาท จึงแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย ส่วนจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติรัสเซีย เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเดือนมีนาคม 2533 รู้จักและคบหาโจทก์ ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2533 โจทก์และจำเลยร่วมลงทุนทำธุรกิจ และตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2545 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาและลงทุนทำธุรกิจร่วมกันตลอดมา โดยอยู่อาศัยร่วมกันที่บ้านเช่าของจำเลย และวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 ร่วมกันซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโดยใช้เงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว จึงตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อในที่ดินและบ้านพิพาท จากนั้นเดือนตุลาคม 2545 โจทก์กระทำการอันเป็นความผิดร้ายแรงต่อจำเลยและบุตรสาวเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยไม่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ และจำเลยให้โจทก์ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ก่อนที่โจทก์จะย้ายออก โจทก์บอกจำเลยว่าโจทก์ยกที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชดเชยกับสิ่งที่โจทก์ทำกับจำเลยและบุตรสาว แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่สามารถจดทะเบียนมีชื่อในโฉนดที่ดินโดยยังไม่ได้รับอนุญาต โฉนดที่ดินจึงยังเป็นชื่อของโจทก์ แต่จำเลยครอบครองอยู่อาศัยอย่างเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวตลอดมา คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย มิใช่ขอให้ส่งมอบแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนในภายหน้าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใดย่อมเป็นสิทธิส่วนตัวของจำเลย ชอบที่จะต้องรับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
โจทก์ร่วม — นาย ก.
จำเลย — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
กงจักร์ โพธิ์พร้อม
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 888/2567
#701254
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) และ (5) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้รอการกำหนดโทษและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วม โดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมภายในระยะเวลารอการกำหนดโทษ โดยให้ชำระทุก 3 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไป โดยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นหรือโดยวิธีการที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนดตาม ป.อ. มาตรา 56 วรรคสอง (10) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ระบุว่าจำนวนยอดหนี้ตามเช็คพิพาทที่ค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเท่าใด จึงเป็นการยากที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ ทั้งจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งมาโดยตลอดว่าได้มีการชำระหนี้เงินต้นบางส่วนแก่โจทก์ร่วมแล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมหลายครั้งตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 แม้ศาลล่างทั้งสองจะฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ต้นเงิน แต่จำนวนยอดหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ร่วมมีเพียงใดนั้น โจทก์ร่วมจะต้องไปฟ้องร้องบังคับเป็นคดีแพ่งต่างหาก ซึ่งในการพิจารณาคดีแพ่งดังกล่าวศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีนี้อันเป็นคดีอาญา เนื่องจากการฟ้องร้องคดีแพ่งดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แต่อย่างใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คดีแพ่งดังกล่าวมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไม่อยู่ในบังคับบัญญัติมาตรา 46 แห่ง ป.วิ.อ. การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติในการเยียวยาโจทก์ร่วมจึงไม่เป็นไปตามควรแก่กรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จําเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสกนธ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2) (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุก 6 เดือน และลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวมสองกระทงเป็นปรับ 20,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จําเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการกำหนดโทษและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วมโดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมภายในระยะเวลารอการกำหนดโทษ โดยให้ชำระทุก 3 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไป โดยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นหรือโดยวิธีการที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก มาตรา 56 วรรคสอง) (10) ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เพื่อสอดส่องตักเตือนให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้นอย่างเคร่งครัด หากผิดเงื่อนไขดังกล่าวให้พนักงานคุมประพฤติรายงานศาลชั้นต้นเพื่อกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 2 ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วมโดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมภายในระยะเวลารอการกำหนดโทษ โดยให้ชำระทุก 3 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไป โดยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นหรือโดยวิธีการที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคสอง (10) ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เพื่อสอดส่องตักเตือนให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้นอย่างเคร่งครัด หากผิดเงื่อนไขดังกล่าวให้พนักงานคุมประพฤติรายงานศาลชั้นต้นเพื่อกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 2 ต่อไปนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดในการเยียวยาโจทก์ร่วมโดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมนั้น ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งมาโดยตลอดว่าได้มีการชำระหนี้ต้นเงินบางส่วนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมหลายครั้ง แม้ศาลล่างทั้งสองจะฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาเงินกู้ไปแล้วบางส่วน แต่จำนวนยอดหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมมีเพียงใดนั้น โจทก์ร่วมจะต้องไปฟ้องร้องบังคับกันเป็นคดีแพ่งต่างหาก ซึ่งในการพิจารณาคดีแพ่งดังกล่าวศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีนี้อันเป็นคดีอาญา เนื่องจากการฟ้องร้องคดีแพ่งดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องโดยไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แต่อย่างใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คดีแพ่งดังกล่าวมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อีกทั้งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มิได้ระบุว่าจำนวนยอดหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยทั้งสองค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเงินเท่าใด จึงเป็นการยากที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติในการเยียวยาโจทก์ร่วมมานั้น จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติไม่เป็นไปตามควรแก่กรณีแห่งคดี เป็นการไม่ชอบ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่กำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วมตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นางสาวแสงอรุณ สุขกรีด
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางยุพาพรรณ์ กลั่นนุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 888/2567
#708437
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) และ (5) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้รอการกำหนดโทษและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วม โดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมภายในระยะเวลารอการกำหนดโทษ โดยให้ชำระทุก 3 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไป โดยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นหรือโดยวิธีการที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนดตาม ป.อ. มาตรา 56 วรรคสอง (10) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ระบุว่าจำนวนยอดหนี้ตามเช็คพิพาทที่ค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเท่าใด จึงเป็นการยากที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ ทั้งจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งมาโดยตลอดว่าได้มีการชำระหนี้เงินต้นบางส่วนแก่โจทก์ร่วมแล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมหลายครั้งตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 แม้ศาลล่างทั้งสองจะฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ต้นเงิน แต่จำนวนยอดหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ร่วมมีเพียงใดนั้น โจทก์ร่วมจะต้องไปฟ้องร้องบังคับเป็นคดีแพ่งต่างหาก ซึ่งในการพิจารณาคดีแพ่งดังกล่าวศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีนี้อันเป็นคดีอาญา เนื่องจากการฟ้องร้องคดีแพ่งดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แต่อย่างใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คดีแพ่งดังกล่าวมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 46 แห่ง ป.วิ.อ. การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติในการเยียวยาโจทก์ร่วมจึงไม่เป็นไปตามควรแก่กรณีแห่งคดี เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสกนธ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2) (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุก 6 เดือน และลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวมสองกระทงเป็นปรับ 20,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการกำหนดโทษและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วมโดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมภายในระยะเวลารอการกำหนดโทษ โดยให้ชำระทุก 3 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไป โดยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นหรือโดยวิธีการที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก มาตรา 56 วรรคสอง) (10) ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เพื่อสอดส่องตักเตือนให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้นอย่างเคร่งครัด หากผิดเงื่อนไขดังกล่าวให้พนักงานคุมประพฤติรายงานศาลชั้นต้นเพื่อกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 2 ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วมโดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมภายในระยะเวลารอการกำหนดโทษ โดยให้ชำระทุก 3 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไป โดยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นหรือโดยวิธีการที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคสอง (10) ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เพื่อสอดส่องตักเตือนให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้นอย่างเคร่งครัด หากผิดเงื่อนไขดังกล่าวให้พนักงานคุมประพฤติรายงานศาลชั้นต้นเพื่อกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 2 ต่อไปนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดในการเยียวยาโจทก์ร่วมโดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ร่วมนั้น ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งมาโดยตลอดว่าได้มีการชำระหนี้ต้นเงินบางส่วนให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมหลายครั้ง แม้ศาลล่างทั้งสองจะฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาเงินกู้ไปแล้วบางส่วน แต่จำนวนยอดหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมมีเพียงใดนั้น โจทก์ร่วมจะต้องไปฟ้องร้องบังคับกันเป็นคดีแพ่งต่างหาก ซึ่งในการพิจารณาคดีแพ่งดังกล่าวศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีนี้อันเป็นคดีอาญา เนื่องจากการฟ้องร้องคดีแพ่งดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องโดยไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แต่อย่างใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คดีแพ่งดังกล่าวมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อีกทั้งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มิได้ระบุว่าจำนวนยอดหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยทั้งสองค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเงินเท่าใด จึงเป็นการยากที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติในการเยียวยาโจทก์ร่วมมานั้น จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติไม่เป็นไปตามควรแก่กรณีแห่งคดี เป็นการไม่ชอบ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยทั้งสองอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่กำหนดเงื่อนไขในการเยียวยาโจทก์ร่วมตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

(เสถียร ศรีทองชัย - บดินทร์ ตรีรานุรัตน์ - สิทธิชัย พูนเกษม)

นีรชา ชูโต - ตรวจ

ที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หมายเหตุ

สำหรับคดีอาญาที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายด้วยนั้น ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศว่า เพียงความตกลงของจำเลยและผู้เสียหายจะชำระค่าสินไหมทดแทนกัน ศาลย่อมสามารถนำมาพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ (ป.อ. มาตรา 78) และสามารถนำมาเป็นเหตุผลในการรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ (ป.อ. มาตรา 56) ได้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่จำเลยและผู้เสียหายยังไม่ได้ตกลงกันหรือไม่สามารถตกลงกันในส่วนค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายได้ จึงยังมีข้อพิพาททางแพ่งที่จะต้องมีการพิสูจน์ความรับผิดและจำนวนค่าเสียหายกันต่อไป ด้วยเหตุนี้ ตราบใดที่จำเลยและผู้เสียหายยังไม่มีการตกลงกัน ศาลย่อมไม่สามารถที่จะกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ (probation condition) เพื่อให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายได้ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่ได้การรับยอมรับโดยทั่วไป โดยเฉพาะประเทศที่ใช้ ระบบประมวลกฎหมายในยุโรป ดังบัญญัติไว้ใน German Criminal Code, Section 46 a: Victim-offender mediation, restitution (T?ter-Opfer-Ausgleich, Schadenswiedergutmachung), Swiss Criminal Code, Art. 53 Reparation และ Austrian Criminal Procedure Code, Section 204 Compensation เช่นเดียวกันกับประมวลกฎหมายอาญาของไทย ก็บัญญัติรองรับหลักการดังกล่าวไว้ใน มาตรา 56 วรรคสาม (7) ที่ต้องอาศัยหลักความยินยอมหรือความตกลงของคู่กรณีเป็นสำคัญ

สำหรับความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คนี้หลายประเทศมีการยกเลิกกฎหมายไปแล้ว และประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณายกเลิกเช่นเดียวกัน ประกอบกับคดีอาญาตามพระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ส่งผลให้ผู้เสียหายต้องไปฟ้องคดีแพ่งต่างหาก ไม่สามารถที่จะฟ้องหรือร้องขอค่าเสียหายส่วนแพ่งรวมมาในคดีอาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 และ 44/1 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1735/2565) ทั้งศาลที่พิจารณาความผิดส่วนอาญาไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปกำหนดให้จำเลยชดใช้เงินที่ค้างชำระตามเช็คอันเป็นหนี้ส่วนแพ่งโดยอาศัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคสาม (10) ได้ แม้ว่าศาลจะมีความประสงค์ดีเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาหรือชำระหนี้ไปพร้อมกับการรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษแก่จำเลย เนื่องจากเงื่อนไขในการเยียวยาผู้เสียหาย (restitution) ตามอนุมาตราดังกล่าวนั้นมุ่งประสงค์ให้จำเลยเยียวยาผู้เสียหายโดยวิธีอย่างอื่นที่มิใช่การชดใช้ด้วยเงิน เพื่อให้ศาลสามารถรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษไปพร้อมกับการเยียวยาผู้เสียหายให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือไปจากการให้ชำระค่าสินไหมทดแทนหรือการเยียวยาตามมาตรา 56 วรรคสาม (7) ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกความผิดดังกล่าว หากศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำเลยพร้อมกับความประสงค์ที่จะเยียวยาผู้เสียหายด้วย ย่อมมีทางออกภายใต้กฎหมายเพียงการเรียกผู้เสียหายและจำเลยมาตกลงกันในส่วนของค่าเสียหายเท่านั้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567
#700991
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่ง ต. ผู้เอาประกันภัยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ต. ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้ จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อฟ้องกันอีก ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

ในคดีอาญาดังกล่าว ต. ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุ โดยอ้างส่งหลักฐานการซ่อมเป็นรายการราคาของอะไหล่แต่ละชิ้นและภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งศาลจังหวัดทุ่งสงพิจารณาหลักฐานดังกล่าวแล้ว เห็นว่า รถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพลงเพราะการใช้งาน การคิดคำนวนราคาซ่อมไม่อาจคิดคำนวณราคาค่าอะไหล่ทุกชิ้นเป็นเกณฑ์ในการเรียกราคา ทั้งพิจารณาจากสภาพรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย หากทำการซ่อมก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่ทั้งหมด เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ 400,000 บาท อันเป็นการวินิจฉัยราคาค่าซ่อมรถยนต์จากหลักฐานรายการซ่อมและสภาพความเสียหายที่ปรากฏจากภาพถ่ายรถยนต์คันเกิดเหตุ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จากการตรวจสอบสภาพความเสียหายและประเมินราคาค่าซ่อมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย ปรากฏว่าได้รับความเสียหาย 254,463 บาท ตามเอกสารสรุปค่าอะไหล่และใบเสนอราคาความเสียหายของอู่ ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ 200,000 บาท โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท ตามความผูกพันในสัญญาประกันภัยข้อ 2.1 การชดใช้ความเสียหายต่อรถยนต์ในกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง ค่าเสียหายที่ ต. ได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง 400,000 บาท และที่ ต. ได้รับจากโจทก์ 200,000 บาท จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เช่นเดียวกัน การที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ต. ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่ ต. เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 สิทธิของโจทก์ในการเข้ารับช่วงสิทธิของ ต. เรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัย ย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ ต. และเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จาก ต. ก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญา ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่ ต. เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทุ่งสงที่กำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามคำร้องขอให้บังคับผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่ง ตามพฤติการณ์จึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ละเมิดโดยสุจริต การชำระหนี้ดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 316 แม้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิจาก ต. ก่อนจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าว แต่สิทธิของโจทก์มีเท่ากับสิทธิของ ต. ผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และการชำระหนี้ในมูลละเมิดสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ต. ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำลงนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว มูลหนี้ส่วนนี้จึงระงับไป โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ 200,000 บาท ได้ แต่สำหรับค่าลากรถที่โจทก์ฟ้องเรียกมา 6,400 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ชดใช้ให้แก่ ต. ไปตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง เมื่อโจทก์ได้ชดให้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่ ต. ไป และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่ ต. แล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของ ต. เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 212,295.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 206,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 202,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์จากนายตุลาคม มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2563 โดยคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์เนื่องจากการชนกับยานพาหนะทางบก 200,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 เวลา 19.15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะขณะเมาสุราไปตามถนนสายบ้านบ่อล้อ-ลำทับ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุบริเวณทางแยกจบกับถนนสายบ่อล้อ-ลำทับ หมู่ที่ 1 ตำบลบางขัน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวาเปลี่ยนช่องเดินรถผ่านทางแยกทันทีเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่นายตุลาคมขับมุ่งหน้าไปทางบ้านเขาขาว ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2562 พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดทุ่งสง โดยนายตุลาคมยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ วันที่ 26 มีนาคม 2563 ศาลจังหวัดทุ่งสงพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน และปรับ 32,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายตุลาคม 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวให้แก่นายตุลาคมเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 เป็นเงิน 250,000 บาท วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นเงิน 100,000 บาท และวันที่ 4 มิถุนายน 2563 เป็นเงิน 50,000 บาท คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ส่วนโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นายตุลาคม 200,000 บาท เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 และจ่ายค่าลากรถอีก 6,400 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำกับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสงหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งนายตุลาคมผู้เอาประกันภัยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โจทก์คดีนี้มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2565 ของศาลจังหวัดทุ่งสง นายตุลาคมผู้เอาประกันภัยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุโดยอ้างส่งหลักฐานการซ่อมเป็นรายการราคาของอะไหล่แต่ละชิ้นและภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งศาลจังหวัดทุ่งสงพิจารณาหลักฐานดังกล่าวแล้วเห็นว่า ราคารถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพลงเพราะการใช้งาน การคิดคำนวณราคาค่าซ่อมไม่อาจคิดคำนวณจากราคาค่าอะไหล่ทุกชิ้นเป็นเกณฑ์ในการเรียกราคา ทั้งพิจารณาจากสภาพรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย หากทำการซ่อมก็ไม่จำต้องเปลี่ยนอะไหล่ทั้งหมด เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ 400,000 บาท อันเป็นการวินิจฉัยราคาค่าซ่อมรถยนต์จากหลักฐานรายการการซ่อมและสภาพความเสียหายที่ปรากฏจากภาพถ่ายรถยนต์คันเกิดเหตุ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จากการตรวจสอบสภาพความเสียหายและการประเมินราคาค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุของโจทก์ปรากฏว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย 254,463 บาท ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ 200,000 บาท โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท ตามความผูกพันในสัญญาประกันภัยข้อ 2.1 การชดใช้ความเสียหายต่อรถยนต์ในกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง ค่าเสียหายที่นายตุลาคมได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง 400,000 บาท และที่นายตุลาคมได้รับจากโจทก์ 200,000 บาท จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เช่นเดียวกัน การที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายตุลาคมตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่นายตุลาคมเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 สิทธิของโจทก์ในการเข้ารับช่วงสิทธิของนายตุลาคมเรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่นายตุลาคมและเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จากนายตุลาคมก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญา ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่นายตุลาคมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทุ่งสงที่กำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามคำร้องขอให้บังคับผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่ง ตามพฤติการณ์จึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ละเมิดโดยสุจริต การชำระหนี้ดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 316 แม้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิจากนายตุลาคมก่อนจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าว แต่สิทธิของโจทก์มีเท่ากับสิทธิของนายตุลาคม ผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และการชำระหนี้ในมูลละเมิดสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของนายตุลาคมซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำลงนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว มูลหนี้ส่วนนี้จึงระงับไป โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในหนี้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ 200,000 บาท ได้ แต่สำหรับค่ายกลากรถที่โจทก์ฟ้องเรียกมา 6,400 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 1 ชดใช้ให้แก่นายตุลาคมไปตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง เมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่นายตุลาคมไปและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่นายตุลาคมแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของนายตุลาคมเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ได้ ทางพิจารณาโจทก์นำสืบค่าเสียหายส่วนนี้ว่า โจทก์ชำระค่ายกลากรถที่เอาประกันภัยจากที่เกิดเหตุไปยังสถานีตำรวจภูธรบางชันให้แก่นายตุลาคมซึ่งสำรองจ่ายค่ายกลากรถไปก่อน 4,000 บาท และชำระค่ายกลากรถให้แก่ผู้ยกลากรถจากอำเภอบางชันเข้าอู่พระเวียงอีก 2,400 บาท รวมเป็นเงิน 6,400 บาท จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า ค่ายกลากรถที่โจทก์เรียกมาเหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ที่โจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยของค่ายกลากรถในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงกำหนดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าเสียหายในเหตุละเมิดครบถ้วนเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์สำหรับค่าเสียหายทุกจำนวนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยระบุว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ และในขณะเดียวกันเป็นนายจ้างหรือตัวการที่ได้จ้างวาน ใช้ หรือมอบหมายหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้าง หรือทางการอันได้รับมอบหมาย หรือที่ตนมีผลประโยชน์ร่วมกันในขณะเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อโจทก์ แต่ทางนำสืบโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 นั่งโดยสารรถยนต์กระบะไปกับจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุเท่านั้น แต่การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถยนต์กระบะตามหลักฐานทางทะเบียนและนั่งโดยสารไปกับจำเลยที่ 1 เพียงเท่านี้มิได้แสดงว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือในกิจการที่ได้รับมอบหมายให้ทำแทนแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการซึ่งได้ใช้ จ้างวาน มอบหมายหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะดังกล่าวหรือมีผลประโยชน์ใดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ในการใช้รถยนต์กระบะ พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 316 ม. 880 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงทุ่งสง — นางสาวสรณ์นันทน์ ดิชจันทรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวจริยา ปาละวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
อาคม รุ่งแจ้ง
ภัทริกา จุลฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567
#708436
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่ง ต. ผู้เอาประกันภัยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ต. ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้ จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อฟ้องกันอีก ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

ในคดีอาญาดังกล่าว ต. ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุ ศาลในคดีอาญากำหนดค่าเสียหายให้ 400,000 บาท โดยวินิจฉัยราคาค่าซ่อมรถยนต์จากหลักฐานรายการซ่อมและสภาพความเสียหายที่ปรากฏจากภาพถ่ายรถยนต์คันเกิดเหตุ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จากการตรวจสอบสภาพความเสียหายและประเมินราคาค่าซ่อมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย ปรากฏว่าได้รับความเสียหาย 254,463 บาท ตามเอกสารสรุปค่าอะไหล่และใบเสนอราคาความเสียหายของอู่ ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ 200,000 บาท โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท ตามความผูกพันในสัญญาประกันภัยข้อ 2.1 การชดใช้ความเสียหายต่อรถยนต์ในกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง ค่าเสียหายที่ ต. ได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีอาญา 400,000 บาท และที่ ต. ได้รับจากโจทก์ 200,000 บาท จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เช่นเดียวกัน การที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ต. ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันที่ศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่ ต. เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 สิทธิของโจทก์ในการเข้ารับช่วงสิทธิของ ต. เรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัย ย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีอาญาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ ต. และเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จาก ต. ก่อนวันที่ศาลในคดีอาญามีคำพิพากษา ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่ ต. เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาที่กำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามคำร้องขอให้บังคับผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่ง ตามพฤติการณ์จึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ละเมิดโดยสุจริต การชำระหนี้ดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 316 แม้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิจาก ต. ก่อนจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าว แต่สิทธิของโจทก์มีเท่ากับสิทธิของ ต. ผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และการชำระหนี้ในมูลละเมิดสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ต. ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำลงนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว มูลหนี้ส่วนนี้จึงระงับไป โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ 200,000 บาท ได้ แต่สำหรับค่าลากรถที่โจทก์ฟ้องเรียกมา 6,400 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 1 ชดใช้ให้แก่ ต. ไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา เมื่อโจทก์ได้ชดให้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่ ต. ไป และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่ ต. แล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของ ต. เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 212,295.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 206,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 202,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์จากนายตุลาคม มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2563 โดยคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์เนื่องจากการชนกับยานพาหนะทางบก 200,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 เวลา 19.15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะขณะเมาสุราไปตามถนนสายบ้านบ่อล้อ-ลำทับ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุบริเวณทางแยกจบกับถนนสายบ่อล้อ-ลำทับ หมู่ที่ 1 ตำบลบางขัน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวาเปลี่ยนช่องเดินรถผ่านทางแยกทันทีเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่นายตุลาคมขับมุ่งหน้าไปทางบ้านเขาขาว ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2562 พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดทุ่งสง โดยนายตุลาคมยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ วันที่ 26 มีนาคม 2563 ศาลจังหวัดทุ่งสงพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน และปรับ 32,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายตุลาคม 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวให้แก่นายตุลาคมเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 เป็นเงิน 250,000 บาท วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นเงิน 100,000 บาท และวันที่ 4 มิถุนายน 2563 เป็นเงิน 50,000 บาท คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ส่วนโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นายตุลาคม 200,000 บาท เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 และจ่ายค่าลากรถอีก 6,400 บาท ตามใบเสนอราคา ใบสั่งจ่ายสินไหมยานยนต์และใบเสร็จรับเงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำกับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสงหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งนายตุลาคม ผู้เอาประกันภัย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โจทก์คดีนี้มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลจังหวัดทุ่งสงซึ่งพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ได้วินิจฉัยคดีส่วนแพ่งแล้วว่า ความเสียหายอันเกิดแก่รถยนต์ของนายตุลาคมจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 มีความเสียหายที่แท้จริงเพียง 400,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนครบจำนวนดังกล่าวให้แก่นายตุลาคมโดยสุจริตเป็นเหตุให้หนี้ดังกล่าวระงับไปแล้ว การที่โจทก์เรียกร้องเงินเพิ่มเติมอีก 212,296.12 บาท เป็นการเรียกร้องจากมูลหนี้เดียวกันซึ่งระงับไปแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดเกินกว่ามูลหนี้ที่ต้องชำระแก่นายตุลาคมอีกนั้น เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2565 ของศาลจังหวัดทุ่งสง นายตุลาคม ผู้เอาประกันภัย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุโดยอ้างส่งหลักฐานการซ่อมเป็นรายการราคาของอะไหล่แต่ละชิ้นและภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งศาลจังหวัดทุ่งสงพิจารณาหลักฐานดังกล่าวแล้วเห็นว่า ราคารถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพลงเพราะการใช้งาน การคิดคำนวณราคาค่าซ่อมไม่อาจคิดคำนวณจากราคาค่าอะไหล่ทุกชิ้นเป็นเกณฑ์ในการเรียกราคา ทั้งพิจารณาจากสภาพรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย หากทำการซ่อมก็ไม่จำต้องเปลี่ยนอะไหล่ทั้งหมด เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ 400,000 บาท อันเป็นการวินิจฉัยราคาค่าซ่อมรถยนต์จากหลักฐานรายการการซ่อมและสภาพความเสียหายที่ปรากฏจากภาพถ่ายรถยนต์คันเกิดเหตุ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จากการตรวจสอบสภาพความเสียหายและการประเมินราคาค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุของโจทก์ปรากฏว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย 254,463 บาท ตามเอกสารสรุปค่าอะไหล่และใบเสนอราคาความเสียหายของอู่พระเวียงกลการ ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ 200,000 บาท โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท ตามความผูกพันในสัญญาประกันภัยข้อ 2.1 การชดใช้ความเสียหายต่อรถยนต์ในกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง ค่าเสียหายที่นายตุลาคมได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง 400,000 บาท และที่นายตุลาคมได้รับจากโจทก์ 200,000 บาท จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เช่นเดียวกัน การที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายตุลาคมตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่นายตุลาคมเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 สิทธิของโจทก์ในการเข้ารับช่วงสิทธิของนายตุลาคมเรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่นายตุลาคมและเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จากนายตุลาคมก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญา ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่นายตุลาคมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทุ่งสงที่กำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามคำร้องขอให้บังคับผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่ง ตามพฤติการณ์จึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ละเมิดโดยสุจริต การชำระหนี้ดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 316 แม้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิจากนายตุลาคมก่อนจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าว แต่สิทธิของโจทก์มีเท่ากับสิทธิของนายตุลาคม ผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และการชำระหนี้ในมูลละเมิดสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของนายตุลาคมซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำลงนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว มูลหนี้ส่วนนี้จึงระงับไป โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในหนี้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ 200,000 บาท ได้ แต่สำหรับค่ายกลากรถที่โจทก์ฟ้องเรียกมา 6,400 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 1 ชดใช้ให้แก่นายตุลาคมไปตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง เมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่นายตุลาคมไปและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่นายตุลาคมแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของนายตุลาคมเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ได้ ทางพิจารณาโจทก์นำสืบค่าเสียหายส่วนนี้ว่า โจทก์ชำระค่ายกลากรถที่เอาประกันภัยจากที่เกิดเหตุไปยังสถานีตำรวจภูธรบางชันให้แก่นายตุลาคมซึ่งสำรองจ่ายค่ายกลากรถไปก่อน 4,000 บาท และชำระค่ายกลากรถให้แก่ผู้ยกลากรถจากอำเภอบางชันเข้าอู่พระเวียงอีก 2,400 บาท รวมเป็นเงิน 6,400 บาท จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า ค่ายกลากรถที่โจทก์เรียกมาเหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ที่โจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยของค่ายกลากรถในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงกำหนดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าเสียหายในเหตุละเมิดครบถ้วนเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์สำหรับค่าเสียหายทุกจำนวนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 แต่ในชั้นสืบพยาน โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 อย่างไร ทั้งศาลคดีส่วนอาญาซึ่งจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยระบุว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ และในขณะเดียวกันเป็นนายจ้างหรือตัวการที่ได้จ้างวาน ใช้ หรือมอบหมายหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้าง หรือทางการอันได้รับมอบหมาย หรือที่ตนมีผลประโยชน์ร่วมกันในขณะเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อโจทก์ แต่ทางนำสืบโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุตามรายงานข้อมูลทะเบียนรถยนต์ และจำเลยที่ 2 นั่งโดยสารรถยนต์กระบะไปกับจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุเท่านั้น แต่การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถยนต์กระบะตามหลักฐานทางทะเบียนและนั่งโดยสารไปกับจำเลยที่ 1 เพียงเท่านี้มิได้แสดงว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือในกิจการที่ได้รับมอบหมายให้ทำแทนแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการซึ่งได้ใช้ จ้างวาน มอบหมายหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะดังกล่าวหรือมีผลประโยชน์ใดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ในการใช้รถยนต์กระบะ พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 880 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
อาคม รุ่งแจ้ง
ภัทริกา จุลฤกษ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2567
#701250
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย โจทก์สละสิทธิในการไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์นั้น แต่กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวระบุข้อยกเว้นที่โจทก์ยังสงวนสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยไว้ด้วยว่า กรณีการใช้โดยบุคคลของสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถ การทำความสะอาดรถ การบำรุงรักษารถ หรือการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเมื่อรถยนต์ได้ส่งมอบให้เพื่อรับบริการนั้น โจทก์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากบุคคลเหล่านั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เอาประกันภัยประสงค์จะนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเข้าซ่อมที่บริษัท บ. แต่ไม่สามารถนำรถไปส่งซ่อมเองได้ จึงมอบหมายให้บริษัท บ. จัดหาบุคคลไปรับรถยนต์มาเพื่อซ่อม เมื่อบริษัท บ. เป็นสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถ การที่บริษัท บ. ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ไปรับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัย จึงเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเข้ารับบริการซ่อมตามการมอบหมายและความยินยอมของผู้เอาประกันภัย ต่อมาจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างไปรับรถและขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยไปส่งที่บริษัท บ. จึงเป็นการกระทำในวัตถุประสงค์และการมอบหมายของบริษัท บ. เช่นเดียวกัน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งรับดำเนินการในกรณีนี้เป็นตัวแทนของบริษัท บ. ในการรับมอบรถยนต์จากผู้เอาประกันภัยเพื่อนำไปรับบริการซ่อมแซมจากบริษัท บ. ผู้เป็นตัวการ การที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจึงเป็นการกระทำโดยบุคคลของสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถเมื่อรถยนต์ได้ส่งมอบให้เพื่อรับบริการนั้น อันเป็นข้อยกเว้นซึ่งโจทก์ยังสงวนสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากผู้ใช้รถยนต์ที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยนั้น โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้าง และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง มาตรา 420 และมาตรา 425

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 820,468 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 817,968 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 820,468 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 817,968 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงิน 820,468 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 817,968 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ฆข XXXX กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัท ฮ. ผู้เอาประกันภัย ระยะเวลาประกันภัยเริ่มวันที่ 12 พฤษภาคม 2561 สิ้นสุดวันที่ 12 พฤษภาคม 2562 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยและเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์โดยสารสาธารณะ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 บริษัท ฮ. ประสงค์จะนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปเข้าซ่อมที่บริษัท บ. แต่ไม่สามารถนำรถยนต์ไปส่งซ่อมได้ จึงมอบหมายให้บริษัท บ. จัดหาบุคคลไปรับรถยนต์มาเพื่อซ่อม บริษัท บ. จึงว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ไปรับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยที่บริษัท ฮ. ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างไปรับรถและขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากบริษัท ฮ. ไปส่งที่บริษัท บ. ระหว่างทางที่จำเลยที่ 1 ขับรถมาตามถนนบรมราชชนนี จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงปราศจากความระมัดระวังชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฒง XXXX กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างที่ได้มอบหมายสั่งการให้มารับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากบริษัท ฮ. แล้วเกิดอุบัติเหตุชนท้ายรถยนต์คันอื่น โดยได้ทำบันทึกยอมรับผิดไว้กับพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์ ต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลธรรมศาลาสอบสวนแล้วมีความเห็นว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถผู้อื่นได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ หลังเกิดเหตุรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ต้องเสียค่ายกลากรถไปยังบริษัท บ. เป็นเงิน 2,500 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าซ่อมรถเป็นค่าอะไหล่และค่าแรงไป 815,468 บาท แล้วใช้สิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยด้วยความประมาทชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฒง XXXX กรุงเทพมหานคร เป็นการกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงส่วนนี้ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระไปหรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับบริษัท ฮ. ผู้เอาประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย โจทก์สละสิทธิในการไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์นั้น แต่กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวได้ระบุข้อยกเว้นที่โจทก์ยังสงวนสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยไว้ด้วยว่า กรณีการใช้โดยบุคคลของสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถ การทำความสะอาดรถ การบำรุงรักษารถ หรือการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เมื่อรถยนต์ได้ส่งมอบให้เพื่อรับบริการนั้น โจทก์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากบุคคลเหล่านั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เอาประกันภัยประสงค์จะนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเข้าซ่อมที่บริษัท บ. แต่ไม่สามารถนำรถไปส่งซ่อมเองได้ จึงมอบหมายให้บริษัท บ. จัดหาบุคคลไปรับรถยนต์มาเพื่อซ่อม เมื่อบริษัท บ. เป็นสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถ การที่บริษัท บ. ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ไปรับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยจึงเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเข้ารับบริการซ่อมตามการมอบหมายและความยินยอมของผู้เอาประกันภัย ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างไปรับรถและขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยไปส่งที่บริษัท บ. จึงเป็นการกระทำในวัตถุประสงค์และการมอบหมายของบริษัท บ. เช่นเดียวกัน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งรับดำเนินการในกรณีนี้เป็นตัวแทนของบริษัท บ. ในการรับมอบรถยนต์จากผู้เอาประกันภัยเพื่อนำไปรับบริการซ่อมแซมจากบริษัท บ. ผู้เป็นตัวการ การที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ลูกจ้างขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจึงเป็นการกระทำโดยบุคคลของสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถเมื่อรถยนต์ได้ส่งมอบให้เพื่อรับบริการนั้น ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ตอนท้าย อันเป็นข้อยกเว้นซึ่งโจทก์ยังสงวนสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากผู้ใช้รถยนต์ที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยนั้น แม้กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยไม่ได้ระบุชื่อผู้ขับขี่ ซึ่งหมายความว่า เมื่อผู้เอาประกันภัยยินยอมให้บุคคลใดเป็นผู้ขับขี่ ย่อมถือว่าบุคคลนั้นเป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยเอง และโจทก์ตกลงสละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ต้องด้วยข้อยกเว้นของการที่โจทก์ตกลงสละสิทธิไล่เบี้ยซึ่งมีต่อผู้ใช้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยดังวินิจฉัยข้างต้น โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยในความเสียหายของรถยนต์อันเป็นผลจากเหตุละเมิดที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง มาตรา 420 และมาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามรับผิดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาในเรื่องค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดนั้น ในส่วนของค่ายกลากรถ ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์เป็นเงิน 2,500 บาท จำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์ว่าสูงเกินไป จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปว่า ค่าซ่อมรถที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสุรพล ผู้จัดการฝ่ายซ่อมสีและตัวถังของบริษัท บ. เบิกความว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายด้านหน้าขวา จึงได้ทำใบเสนอราคาค่าอะไหล่และค่าแรงเพื่อส่งให้โจทก์คุมราคาค่าอะไหล่และค่าแรงแล้วเป็นเงิน 815,468.94 บาท เมื่อซ่อมรถเสร็จ โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมรถให้แก่บริษัท บ. และพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายด้านหน้าขวาซึ่งเป็นที่ตั้งของเทอร์โบ และต้องใช้วิธีซ่อมแซมทั้งชุดตามรายการที่ 89 ในใบเสนอราคา ส่วนอะไหล่รายการที่ 63 เป็นการเปลี่ยนไฟหน้าขวาเพียงด้านเดียว อะไหล่ที่มีการถอดเปลี่ยนได้คืนให้แก่โจทก์ เมื่อพิจารณารายการอะไหล่ที่ระบุในใบเสนอราคาดังกล่าวข้างต้นปรากฏว่าสอดคล้องตรงกับความเสียหายของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยที่ได้รับความเสียหายทางด้านหน้าขวา ทั้งโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยย่อมต้องตรวจสอบควบคุมราคาค่าอะไหล่และค่าแรงมิให้ต้องชดใช้ค่าเสียหายเกินความเสียหายที่แท้จริง จำเลยทั้งสามก็มิได้ถามค้านหรือนำสืบให้ได้ความว่า ชิ้นส่วนที่เสียหายดังกล่าวสามารถซ่อมแซมให้มีสภาพใช้งานได้ดีดังเดิมโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ทั้งชุด และไม่ปรากฏว่าชิ้นส่วนซากอะไหล่เดิมที่เสียหายยังคงใช้ประโยชน์และนำไปขายได้ จึงฟังได้ว่ารายการค่าอะไหล่และค่าแรงที่โจทก์จ่ายไปเป็นจำนวนที่เหมาะสมและถูกต้องตามรายการที่เสียหายจริงแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าซ่อมรถตามจำนวนเงินที่โจทก์ชำระไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เนื่องจากได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว บัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องใช้กฎหมายใหม่บังคับแก่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นางสาวสุทัสสา แก้วจรวย
ศาลอุทธรณ์ — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
อาคม รุ่งแจ้ง
ทรงกลด บุญชูกุศล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2567
#708435
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย โจทก์สละสิทธิในการไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์นั้น แต่กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวระบุข้อยกเว้นที่โจทก์ยังสงวนสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยไว้ด้วยว่า กรณีการใช้โดยบุคคลของสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถ การทำความสะอาดรถ การบำรุงรักษารถ หรือการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเมื่อรถยนต์ได้ส่งมอบให้เพื่อรับบริการนั้น โจทก์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากบุคคลเหล่านั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เอาประกันภัยประสงค์จะนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเข้าซ่อมที่บริษัท บ. แต่ไม่สามารถนำรถไปส่งซ่อมเองได้ จึงมอบหมายให้บริษัท บ. จัดหาบุคคลไปรับรถยนต์มาเพื่อซ่อม เมื่อบริษัท บ. เป็นสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถ การที่บริษัท บ. ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ไปรับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัย จึงเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเข้ารับบริการซ่อมตามการมอบหมายและความยินยอมของผู้เอาประกันภัย ต่อมาจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างไปรับรถและขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยไปส่งที่บริษัท บ. จึงเป็นการกระทำในวัตถุประสงค์และการมอบหมายของบริษัท บ. เช่นเดียวกัน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งรับดำเนินการในกรณีนี้เป็นตัวแทนของบริษัท บ. ในการรับมอบรถยนต์จากผู้เอาประกันภัยเพื่อนำไปรับบริการซ่อมแซมจากบริษัท บ. ผู้เป็นตัวการ การที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจึงเป็นการกระทำโดยบุคคลของสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถเมื่อรถยนต์ได้ส่งมอบให้เพื่อรับบริการนั้น อันเป็นข้อยกเว้นซึ่งโจทก์ยังสงวนสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากผู้ใช้รถยนต์ที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยนั้น โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้าง และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง มาตรา 420 และมาตรา 425

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 820,468 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 817,968 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 820,468 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 817,968 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงิน 820,468 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 817,968 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ฆข XXXX กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัท ฮ. ผู้เอาประกันภัย ระยะเวลาประกันภัยเริ่มวันที่ 12 พฤษภาคม 2561 สิ้นสุดวันที่ 12 พฤษภาคม 2562 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยและเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์โดยสารสาธารณะ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 บริษัท ฮ. ประสงค์จะนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปเข้าซ่อมที่บริษัท บ. แต่ไม่สามารถนำรถยนต์ไปส่งซ่อมได้ จึงมอบหมายให้บริษัท บ. จัดหาบุคคลไปรับรถยนต์มาเพื่อซ่อม บริษัท บ. จึงว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ไปรับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยที่บริษัท ฮ. ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างไปรับรถและขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากบริษัท ฮ. ไปส่งที่บริษัท บ. ระหว่างทางที่จำเลยที่ 1 ขับรถมาตามถนนบรมราชชนนี จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงปราศจากความระมัดระวังชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฒง XXXX กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างที่ได้มอบหมายสั่งการให้มารับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากบริษัท ฮ. แล้วเกิดอุบัติเหตุชนท้ายรถยนต์คันอื่น โดยได้ทำบันทึกยอมรับผิดไว้กับพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์ ต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลธรรมศาลาสอบสวนแล้วมีความเห็นว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนรถผู้อื่นได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ หลังเกิดเหตุรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ต้องเสียค่ายกลากรถไปยังบริษัท บ. เป็นเงิน 2,500 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าซ่อมรถเป็นค่าอะไหล่และค่าแรงไป 815,468 บาท แล้วใช้สิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยด้วยความประมาทชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฒง XXXX กรุงเทพมหานคร เป็นการกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงส่วนนี้ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระไปหรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับบริษัท ฮ. ผู้เอาประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย โจทก์สละสิทธิในการไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์นั้น แต่กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวได้ระบุข้อยกเว้นที่โจทก์ยังสงวนสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยไว้ด้วยว่า กรณีการใช้โดยบุคคลของสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถ การทำความสะอาดรถ การบำรุงรักษารถ หรือการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เมื่อรถยนต์ได้ส่งมอบให้เพื่อรับบริการนั้น โจทก์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากบุคคลเหล่านั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เอาประกันภัยประสงค์จะนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเข้าซ่อมที่บริษัท บ. แต่ไม่สามารถนำรถไปส่งซ่อมเองได้ จึงมอบหมายให้บริษัท บ. จัดหาบุคคลไปรับรถยนต์มาเพื่อซ่อม เมื่อบริษัท บ. เป็นสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถ การที่บริษัท บ. ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ไปรับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยจึงเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเข้ารับบริการซ่อมตามการมอบหมายและความยินยอมของผู้เอาประกันภัย ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างไปรับรถและขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยไปส่งที่บริษัท บ. จึงเป็นการกระทำในวัตถุประสงค์และการมอบหมายของบริษัท บ. เช่นเดียวกัน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งรับดำเนินการในกรณีนี้เป็นตัวแทนของบริษัท บ. ในการรับมอบรถยนต์จากผู้เอาประกันภัยเพื่อนำไปรับบริการซ่อมแซมจากบริษัท บ. ผู้เป็นตัวการ การที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ลูกจ้างขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจึงเป็นการกระทำโดยบุคคลของสถานให้บริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถเมื่อรถยนต์ได้ส่งมอบให้เพื่อรับบริการนั้น ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ตอนท้าย อันเป็นข้อยกเว้นซึ่งโจทก์ยังสงวนสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปคืนจากผู้ใช้รถยนต์ที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยนั้น แม้กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยไม่ได้ระบุชื่อผู้ขับขี่ ซึ่งหมายความว่า เมื่อผู้เอาประกันภัยยินยอมให้บุคคลใดเป็นผู้ขับขี่ ย่อมถือว่าบุคคลนั้นเป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยเอง และโจทก์ตกลงสละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ต้องด้วยข้อยกเว้นของการที่โจทก์ตกลงสละสิทธิไล่เบี้ยซึ่งมีต่อผู้ใช้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยดังวินิจฉัยข้างต้น โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยในความเสียหายของรถยนต์อันเป็นผลจากเหตุละเมิดที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง มาตรา 420 และมาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามรับผิดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาในเรื่องค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดนั้น ในส่วนของค่ายกลากรถ ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์เป็นเงิน 2,500 บาท จำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์ว่าสูงเกินไป จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปว่า ค่าซ่อมรถที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสุรพล ผู้จัดการฝ่ายซ่อมสีและตัวถังของบริษัท บ. เบิกความว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายด้านหน้าขวา จึงได้ทำใบเสนอราคาค่าอะไหล่และค่าแรงเพื่อส่งให้โจทก์คุมราคาค่าอะไหล่และค่าแรงแล้วเป็นเงิน 815,468.94 บาท เมื่อซ่อมรถเสร็จ โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมรถให้แก่บริษัท บ. และพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายด้านหน้าขวาซึ่งเป็นที่ตั้งของเทอร์โบ และต้องใช้วิธีซ่อมแซมทั้งชุดตามรายการที่ 89 ในใบเสนอราคา ส่วนอะไหล่รายการที่ 63 เป็นการเปลี่ยนไฟหน้าขวาเพียงด้านเดียว อะไหล่ที่มีการถอดเปลี่ยนได้คืนให้แก่โจทก์ เมื่อพิจารณารายการอะไหล่ที่ระบุในใบเสนอราคาดังกล่าวข้างต้นปรากฏว่าสอดคล้องตรงกับความเสียหายของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยที่ได้รับความเสียหายทางด้านหน้าขวา ทั้งโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยย่อมต้องตรวจสอบควบคุมราคาค่าอะไหล่และค่าแรงมิให้ต้องชดใช้ค่าเสียหายเกินความเสียหายที่แท้จริง จำเลยทั้งสามก็มิได้ถามค้านหรือนำสืบให้ได้ความว่า ชิ้นส่วนที่เสียหายดังกล่าวสามารถซ่อมแซมให้มีสภาพใช้งานได้ดีดังเดิมโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ทั้งชุด และไม่ปรากฏว่าชิ้นส่วนซากอะไหล่เดิมที่เสียหายยังคงใช้ประโยชน์และนำไปขายได้ จึงฟังได้ว่ารายการค่าอะไหล่และค่าแรงที่โจทก์จ่ายไปเป็นจำนวนที่เหมาะสมและถูกต้องตามรายการที่เสียหายจริงแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าซ่อมรถตามจำนวนเงินที่โจทก์ชำระไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เนื่องจากได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว บัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องใช้กฎหมายใหม่บังคับแก่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
อาคม รุ่งแจ้ง
ทรงกลด บุญชูกุศล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 858/2567
#701588
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 บัญญัติว่า คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้มีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่เป็นความผิดแล้ว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ได้

คดีนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหารับของโจร เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ในส่วนความผิดข้อหาลักทรัพย์กับข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ตายและจำเลยร่วมกันลักโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลง และรับฟังไมได้ว่ามีการลักสมุดเช็คตามฟ้องเกิดขึ้น ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมหรือสนับสนุนผู้ตายลักทรัพย์ในวัตถุแห่งการกระทำเดียวกัน ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในส่วนความผิดข้อหารับของโจรว่าที่จำเลยครอบครองโฉนดที่ดินและสมุดเช็คดังกล่าวต่อมาย่อมไม่เป็นความผิด เพราะความผิดฐานข้อหาของโจรตามฟ้องต้องเกิดขึ้นภายหลังการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์ชอบที่ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ไม่เป็นการขัดต่อมาตรา 170 และไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นดังที่โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 264, 265, 266 (4), 334, 335, 357

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหารับของโจร ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนายอุดรเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันสองคน คือ นายภัทรธวัฒน์ (สามีจำเลย) และนายธนัทพัชร์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 นายอุดรถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายอุดร วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลจังหวัดกาญจนบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายอุดร นายอุดรมีทรัพย์สินคือ ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 105953, 21447, 21448 และ 7352 ตามลำดับ และทรัพย์สินอื่นอีก ส่วนจำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายภัทรธวัฒน์ผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายวันที่ 14 มีนาคม 2564 สำหรับความผิดข้อหาลักทรัพย์ กับข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ประทับฟ้องทุกข้อหา ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหารับของโจรด้วย โจทก์ยื่นฎีกาฉบับแรกลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2566 โจทก์ยื่นฎีกาฉบับที่ 2 พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์เฉพาะข้อหารับของโจรตามฎีกาฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อหารับของโจรขึ้นวินิจฉัย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดข้อหานี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 บัญญัติว่า คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้มีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่เป็นความผิดแล้ว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง คดีนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหารับของโจร แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ในส่วนความผิดฐานลักทรัพย์กับปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ตายและจำเลยร่วมกันลักโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลง และรับฟังไม่ได้ว่ามีการลักสมุดเช็คตามฟ้องเกิดขึ้น ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันหรือสนับสนุนผู้ตายลักทรัพย์ในวัตถุแห่งการกระทำเดียวกันเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในส่วนความผิดฐานรับของโจรว่า การที่จำเลยครอบครองโฉนดที่ดินและสมุดเช็คดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร เพราะความผิดฐานรับของโจรตามฟ้องย่อมต้องเกิดขึ้นภายหลังการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ เนื่องจากปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ไม่เป็นการขัดต่อมาตรา 170 และไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นดังที่โจทก์อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170 ม. 185 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภ.
จำเลย — นาง ฤ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายวินัย ศักดาไกร
ศาลอุทธรณ์ — นางอภิญญา แพทย์พงษ์
ชื่อองค์คณะ
อัจฉรา วริวงศ์
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 858/2567
#712253
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 บัญญัติว่า คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้มีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่เป็นความผิดแล้ว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ได้

คดีนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหารับของโจร เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ในส่วนความผิดข้อหาลักทรัพย์กับข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ตายและจำเลยร่วมกันลักโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลง และรับฟังไม่ได้ว่ามีการลักสมุดเช็คตามฟ้องเกิดขึ้น ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมหรือสนับสนุนผู้ตายลักทรัพย์ในวัตถุแห่งการกระทำเดียวกัน ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในส่วนความผิดข้อหารับของโจรว่าที่จำเลยครอบครองโฉนดที่ดินและสมุดเช็คดังกล่าวต่อมาย่อมไม่เป็นความผิด เพราะความผิดฐานข้อหาของโจรตามฟ้องต้องเกิดขึ้นภายหลังการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์ชอบที่ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ไม่เป็นการขัดต่อมาตรา 170 และไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นดังที่โจทก์อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 264, 265, 266 (4), 334, 335, 357

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหารับของโจร ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนายอุดรเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันสองคน คือ นายภัทรธวัฒน์ (สามีจำเลย) และนายธนัทพัชร์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 นายอุดรถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายอุดร วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลจังหวัดกาญจนบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายอุดร นายอุดรมีทรัพย์สินคือ ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 105953, 21447, 21448 และ 7352 ตามลำดับ และทรัพย์สินอื่นอีก ส่วนจำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายภัทรธวัฒน์ผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายวันที่ 14 มีนาคม 2564 สำหรับความผิดข้อหาลักทรัพย์ กับข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ประทับฟ้องทุกข้อหา ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหารับของโจรด้วย โจทก์ยื่นฎีกาฉบับแรกลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2566 โจทก์ยื่นฎีกาฉบับที่ 2 พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์เฉพาะข้อหารับของโจรตามฎีกาฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อหารับของโจรขึ้นวินิจฉัย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดข้อหานี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 บัญญัติว่า คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้มีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่เป็นความผิดแล้ว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง คดีนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหารับของโจร แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ในส่วนความผิดฐานลักทรัพย์กับปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ตายและจำเลยร่วมกันลักโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลง และรับฟังไม่ได้ว่ามีการลักสมุดเช็คตามฟ้องเกิดขึ้น ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันหรือสนับสนุนผู้ตายลักทรัพย์ในวัตถุแห่งการกระทำเดียวกันเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในส่วนความผิดฐานรับของโจรว่า การที่จำเลยครอบครองโฉนดที่ดินและสมุดเช็คดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร เพราะความผิดฐานรับของโจรตามฟ้องย่อมต้องเกิดขึ้นภายหลังการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ เนื่องจากปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ไม่เป็นการขัดต่อมาตรา 170 และไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นดังที่โจทก์อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170 ม. 185 ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ภ.
จำเลย — นาง ฤ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายวินัย ศักดาไกร
ศาลอุทธรณ์ — นางอภิญญา แพทย์พงษ์
ชื่อองค์คณะ
อัจฉรา วริวงศ์
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857/2567
#721455
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตราบใดที่การที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จ เพียงแต่จำเลยทั้งสองจะต้องเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 605 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองสั่งให้โจทก์ยุติการก่อสร้างระหว่างที่โจทก์ทำงานงวดที่ 7 ยังไม่แล้วเสร็จ และชำระค่าจ้างในงวดนั้นให้แก่โจทก์เต็มจำนวน ย่อมเท่ากับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ว่าจ้างได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ตามบทบัญญัติข้างต้น ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองเจรจาตกลงกันภายหลังเลิกสัญญาเกี่ยวกับค่าจ้างที่เหลือ และจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 250,000 บาท โดยผ่อนชำระ 5 งวด งวดละ 50,000 บาท เป็นการตกลงกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่โจทก์จะพึงได้รับภายหลังเลิกสัญญา มิใช่เรื่องเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเดิม เมื่อข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมมีผลบังคับได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงเต็มจำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะในส่วนที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับ กำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับขึ้นลงตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันตามคำฟ้อง คำให้การ และในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารบ้านพักอาศัย คสล. 1 ชั้น พื้นที่ 350 ตารางเมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 120850 ในราคา 1,150,000 บาท ตกลงชำระค่าจ้างตามงวดงาน 11 งวด หลังจากทำสัญญาโจทก์ดำเนินการก่อสร้างงานงวดที่ 1 ถึงที่ 6 และได้รับชำระค่าจ้างครบถ้วนรวมเป็นเงิน 550,000 บาท ต่อมาระหว่างโจทก์ทำการก่อสร้างงานงวดที่ 7 ยังไม่แล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองสั่งให้โจทก์ยุติการก่อสร้างและจ่ายค่าจ้างงานงวดที่ 7 ให้แก่โจทก์เต็มจำนวน 100,000 บาท หลังจากนั้นมีการเจรจากันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับค่าจ้างส่วนที่เหลือตามสัญญา จำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 250,000 บาท โดยผ่อนชำระ 5 งวด งวดละ 50,000 บาท กำหนดชำระทุก 15 วัน จำเลยทั้งสองชำระเงินงวดแรกให้โจทก์จำนวน 50,000 บาท แล้วไม่ชำระงวดที่เหลือ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตราบใดที่การที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จ เพียงแต่จำเลยทั้งสองจะต้องเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองสั่งให้โจทก์ยุติการก่อสร้างระหว่างที่โจทก์ทำงานงวดที่ 7 ยังไม่แล้วเสร็จ และชำระค่าจ้างในงวดนั้นให้แก่โจทก์เต็มจำนวน ย่อมเท่ากับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ว่าจ้างได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ตามบทบัญญัติข้างต้น ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ การที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองเจรจาตกลงกันภายหลังเลิกสัญญาเกี่ยวกับค่าจ้างที่เหลือ และจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 250,000 บาท โดยผ่อนชำระ 5 งวด งวดละ 50,000 บาท เป็นการตกลงกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่โจทก์จะพึงได้รับภายหลังเลิกสัญญา มิใช่เรื่องเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเดิม เมื่อข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมมีผลบังคับได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงเต็มจำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเพียงคนเดียว ไม่ได้ลงลายมือชื่อกรรมการผู้จัดการและประทับตราสำคัญของบริษัท และจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการเจรจาทำข้อตกลงกับโจทก์ จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องนี้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 605
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายเลอภพอักขรา พรชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวสุทธิมาลย์ วิริยะการุณย์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ พรหมสุวรรณ
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
ประสิทธิ์ ตันติเสรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 855/2567
#700988
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ตามสัญญา โดยโจทก์แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อพร้อมคำฟ้องและอ้างส่งต่อศาล ทั้งมีคำขอบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหาย แม้โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย แต่พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายตามสัญญาเช่าซื้อด้วย

สัญญาเช่าซื้อข้อ 6.7 กำหนดว่า กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย หากมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือ ทั้งนี้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้จ่ายไปจริงโดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ดังนั้น โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต้องผูกพันตามข้อสัญญาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ จำเลยผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดเฉพาะเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือเท่านั้น ซึ่งในส่วนเบี้ยปรับ แม้เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง แต่มีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กันเมื่ออีกฝ่ายไม่ชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 4 กำหนดรายละเอียดของเบี้ยปรับว่า ได้แก่ เบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัด เบี้ยปรับของค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ชำระที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บแทนผู้เช่าซื้อ เบี้ยปรับจึงมีความหมายเฉพาะที่ระบุในข้อสัญญาดังกล่าว มิใช่ค่าเสียหายอย่างอื่นที่โจทก์อาจมีสิทธิเรียกได้กรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือตามที่ระบุไว้ในข้อสัญญาดังกล่าว ทั้งสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอย่างอื่น จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 380,623.04 บาท ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 22,876.96 บาท และค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 2,859.62 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนครบถ้วน และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 403,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2562 จำเลยเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้วยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมกซ์ 2 ดีอาร์ จากโจทก์ในราคาค่าเช่าซื้อ 391,500 บาท จำเลยตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 72 งวด งวดที่ 1 ถึง 71 เดือนละ 5,819 บาท งวดที่ 72 เป็นเงิน 5,755.83 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 มิถุนายน 2562 และภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบถ้วน หากผิดนัด 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 2 งวด และงวดที่ 3 บางส่วน รวมเป็นเงิน 10,876.96 บาท เป็นการผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่จำเลยเพิกเฉย ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป ภรรยาจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ตามสัญญา โดยโจทก์แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อพร้อมคำฟ้องและอ้างส่งต่อศาล ทั้งมีคำขอบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหาย แม้โจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย แต่พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายตามสัญญาเช่าซื้อด้วย ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6.7 กำหนดว่า กรณีรถที่เช่าซื้อสูญหาย หากมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือ ทั้งนี้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ดังนั้น โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต้องผูกพันตามข้อสัญญาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยผู้เช่าซื้อ จำเลยผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดเฉพาะเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือเท่านั้น ซึ่งในส่วนเบี้ยปรับ แม้เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง แต่มีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กันเมื่ออีกฝ่ายไม่ชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 4 ได้กำหนดรายละเอียดของค่าเบี้ยปรับว่า ได้แก่ เบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัด และเบี้ยปรับของค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ชำระที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บแทนผู้เช่าซื้อ โดยผู้เช่าซื้อต้องชำระในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี บวกร้อยละ 3 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้น เบี้ยปรับจึงมีความหมายเฉพาะที่ระบุในข้อสัญญาดังกล่าว มิใช่ค่าเสียหายอย่างอื่นที่โจทก์อาจมีสิทธิเรียกได้กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือตามที่ระบุไว้ในข้อสัญญาดังกล่าว ทั้งสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอย่างอื่นให้แก่โจทก์นอกจากที่ตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ดังนี้แล้ว จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 562 ม. 572
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 35 ทวิ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวสิปปวันต์ แสงรุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 855/2567
#706440
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ตามสัญญา โดยโจทก์แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อพร้อมคำฟ้องและอ้างส่งต่อศาล ทั้งมีคำขอบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหาย แม้โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย แต่พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายตามสัญญาเช่าซื้อด้วย

สัญญาเช่าซื้อข้อ 6.7 กำหนดว่า กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย หากมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือ ทั้งนี้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้จ่ายไปจริงโดยประหยัดตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ดังนั้น โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต้องผูกพันตามข้อสัญญาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ จำเลยผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดเฉพาะเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือเท่านั้น ซึ่งในส่วนเบี้ยปรับ แม้เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง แต่มีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กันเมื่ออีกฝ่ายไม่ชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 4 กำหนดรายละเอียดของเบี้ยปรับว่า ได้แก่ เบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัด เบี้ยปรับของค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ชำระที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บแทนผู้เช่าซื้อ เบี้ยปรับจึงมีความหมายเฉพาะที่ระบุในข้อสัญญาดังกล่าว มิใช่ค่าเสียหายอย่างอื่นที่โจทก์อาจมีสิทธิเรียกได้กรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือตามที่ระบุไว้ในข้อสัญญาดังกล่าว ทั้งสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอย่างอื่น จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 380,623.04 บาท ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 22,876.96 บาท และค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 2,859.62 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทนครบถ้วน และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 403,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2562 จำเลยเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้วยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมกซ์ 2 ดีอาร์ จากโจทก์ในราคาค่าเช่าซื้อ 391,500 บาท จำเลยตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 72 งวด งวดที่ 1 ถึง 71 เดือนละ 5,819 บาท งวดที่ 72 เป็นเงิน 5,755.83 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 มิถุนายน 2562 และภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบถ้วน หากผิดนัด 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 2 งวด และงวดที่ 3 บางส่วน รวมเป็นเงิน 10,876.96 บาท เป็นการผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่จำเลยเพิกเฉย ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป ภรรยาจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ตามสัญญา โดยโจทก์แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อพร้อมคำฟ้องและอ้างส่งต่อศาล ทั้งมีคำขอบังคับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหาย แม้โจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย แต่พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายตามสัญญาเช่าซื้อด้วย ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6.7 กำหนดว่า กรณีรถที่เช่าซื้อสูญหาย หากมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือ ทั้งนี้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ดังนั้น โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต้องผูกพันตามข้อสัญญาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยผู้เช่าซื้อ จำเลยผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดเฉพาะเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือเท่านั้น ซึ่งในส่วนเบี้ยปรับ แม้เป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง แต่มีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กันเมื่ออีกฝ่ายไม่ชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 4 ได้กำหนดรายละเอียดของค่าเบี้ยปรับว่า ได้แก่ เบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัด และเบี้ยปรับของค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ชำระที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บแทนผู้เช่าซื้อ โดยผู้เช่าซื้อต้องชำระในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี บวกร้อยละ 3 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้น เบี้ยปรับจึงมีความหมายเฉพาะที่ระบุในข้อสัญญาดังกล่าว มิใช่ค่าเสียหายอย่างอื่นที่โจทก์อาจมีสิทธิเรียกได้กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือตามที่ระบุไว้ในข้อสัญญาดังกล่าว ทั้งสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอย่างอื่นให้แก่โจทก์นอกจากที่ตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ดังนี้แล้ว จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 562 ม. 572
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 35 ทวิ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวสิปปวันต์ แสงรุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 853/2567
#704176
เปิดฉบับเต็ม

ถ้าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้องหรือบังคับคดีโดยวิธีอื่น ตาม ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่การบังคับคดีดังกล่าวต้องไม่กระทบกระทั่งถึงทรัพยสิทธิ บุริมสิทธิ สิทธิยึดหน่วง หรือสิทธิอื่นของบุคคลภายนอกหรือบุคคลใดที่มีอยู่เหนือสิทธินั้น ตาม ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 หมวด 2 ส่วนที่ 6 สิทธิของบุคคลภายนอกและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดี ได้ความว่า จำเลยที่ 14 ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 69 แปลง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีนี้ นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 ต่อธนาคาร พ. ต่อมาผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคาร พ. ที่มีต่อจำเลยที่ 12 ทั้งหมด และมีการจดทะเบียนการโอนสิทธิเรียกร้องต่อเจ้าพนักงาน ดังนี้ เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งปวงที่ธนาคาร พ. มีต่อจำเลยที่ 12 หากธนาคาร พ. มีสิทธิในฐานะผู้รับจำนองแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 14 ซึ่งจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 อย่างไร ผู้ร้องย่อมรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์ดังกล่าวด้วย และสิทธิในฐานะผู้รับจำนองดังกล่าวของผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 324 (1) ซึ่งบัญญัติให้บุคคลใดที่มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในกรณีเป็นผู้รับจำนอง บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมาชำระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อจำกัดว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลภายนอกเหมือนเช่นมาตรา 322 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกที่อาจจะได้รับการกระทบกระทั่งจากการบังคับคดี แตกต่างกับสิทธิของบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 324 ดังจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 322 บัญญัติไว้แต่ต้นว่าเป็นกรณีภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 324 ซึ่งมีความหมายว่าการบังคับใช้บทบัญญัติมาตรา 322 เป็นกรณีนอกเหนือจากสิทธิที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 324 ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดิน 69 แปลง อันเป็นสิทธิตามกฎหมายสารบัญญัติที่กฎหมายให้การรับรองคุ้มครอง ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดี ก็ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะผู้รับจำนองได้ และการที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้ง 69 แปลง ก่อนเจ้าหนี้อื่นก็หาได้กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับคดีแก่เงินจำนวนดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องแต่อย่างใด เพราะโจทก์ยังสามารถร้องขอให้บังคับคดีแก่เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้นได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจาก โจทก์ทั้งยี่สิบสองฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่ให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งยี่สิบสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จากสารบบความ วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์แต่ละคน ตามรายละเอียดที่ระบุในรายการคำนวณเงินที่ต้องชำระตามเอกสารท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความ และจำเลยที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 ตกลงนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 95 แปลง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ไม่ไปจดทะเบียนจำนองภายในกำหนดถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์ทั้งยี่สิบสองบังคับคดีได้ทันที หากผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ทั้งยี่สิบสองบังคับคดีตามคำขอท้ายฟ้อง และให้บังคับจำนองที่ดินที่ได้จดทะเบียนจำนอง (หากมีการจดทะเบียน) ออกขายทอดตลาดได้ทันที หากขายทอดตลาดแล้วยังคงเหลือหนี้ค้างชำระ ให้บังคับคดียึด อายัดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ออกขายทอดตลาดจนกว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสองจะได้รับชำระเงินครบถ้วน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 และวันที่ 4 ธันวาคม 2562 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน 65 แปลง และ 4 แปลง ตามลำดับ รวม 69 แปลง มีชื่อจำเลยที่ 14 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ปัจจุบันที่ดินทั้ง 69 แปลง ดังกล่าว มีชื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จดทะเบียนรับจำนอง สืบเนื่องจากวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 และวันที่ 16 กันยายน 2548 จำเลยที่ 14 นำที่ดินทั้ง 69 แปลง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 12 ต่อธนาคาร พ. และยังมีการจดทะเบียนจำนองต่อเจ้าหนี้รายอื่น คือ ธนาคาร น. และบริษัท บ. ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2553 จำเลยที่ 12 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการ ธนาคาร พ. ยื่นขอรับชำระหนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 1,272,660,266.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 843,643,383.26 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น วันที่ 28 มิถุนายน 2559 ธนาคาร พ. จดทะเบียนโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันที่มีต่อจำเลยที่ 14 เฉพาะส่วนของตนให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องยังเข้าสวมสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการแทนธนาคาร พ. ครั้นวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 12 เนื่องจากดำเนินการตามแผนฟื้นฟูเป็นผลสำเร็จ แต่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองที่ดินทั้ง 69 แปลง ของจำเลยที่ 14 ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิในคดีฟื้นฟูกิจการแทนเจ้าหนี้เดิม ยังไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 12 เลย เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบสองนำยึดที่ดิน 69 แปลง ของจำเลยที่ 14 ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจากธนาคาร พ. เจ้าหนี้เดิม ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองเป็นเงิน 2,649,763,655.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 843,643,383.26 บาท นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้องจนถึงวันที่ผู้ร้องได้รับชำระครบถ้วน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องซึ่งมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดีนี้ จะอาศัยอำนาจแห่งการจำนองในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองทรัพย์สินของจำเลยที่ 14 ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้ เห็นว่า ในการบังคับคดี ถ้าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้องหรือบังคับคดีโดยวิธีอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่การบังคับคดีดังกล่าวต้องไม่กระทบกระทั่งถึงทรัพยสิทธิ บุริมสิทธิ สิทธิยึดหน่วง หรือสิทธิอื่นของบุคคลภายนอกหรือบุคคลใดที่มีอยู่เหนือสิทธินั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 หมวด 2 ส่วนที่ 6 สิทธิของบุคคลภายนอกและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดี ได้ความว่า จำเลยที่ 14 ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 69 แปลง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีนี้ นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 ต่อธนาคาร พ. ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 และวันที่ 16 กันยายน 2548 จำนวน 65 แปลง และ 4 แปลง ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคาร พ. ทีมีต่อจำเลยที่ 12 ทั้งหมด และมีการจดทะเบียนการโอนสิทธิเรียกร้องต่อเจ้าพนักงานวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งปวงที่ธนาคาร พ. มีต่อจำเลยที่ 12 หากธนาคาร พ. มีสิทธิในฐานะผู้รับจำนองแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 14 ซึ่งจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 อย่างไร ผู้ร้องย่อมรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์ดังกล่าวด้วย และสิทธิในฐานะผู้รับจำนองดังกล่าวของผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) ซึ่งบัญญัติให้บุคคลใดที่มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในกรณีเป็นผู้รับจำนอง บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมาชำระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อจำกัดว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลภายนอก เหมือนเช่นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกที่อาจจะได้รับการกระทบกระทั่งจากการบังคับคดี แตกต่างกับสิทธิของบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 324 ดังจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 322 บัญญัติไว้แต่ต้นว่าเป็นกรณีภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 324 ซึ่งมีความหมายว่าการบังคับใช้บทบัญญัติมาตรา 322 เป็นกรณีนอกเหนือจากสิทธิที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 324 ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดิน 69 แปลง อันเป็นสิทธิตามกฎหมายสารบัญญัติที่กฎหมายให้การรับรองคุ้มครอง ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดี ก็ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะผู้รับจำนองได้ และการที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้ง 69 แปลง ก่อนเจ้าหนี้อื่นก็หาได้กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับคดีแก่เงินจำนวนดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องแต่อย่างใด เพราะโจทก์ยังสามารถร้องขอให้บังคับคดีแก่เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้นได้ตามกฎหมายอยู่แล้วที่ศาลอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองหรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล และภายใต้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 49 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเป็นที่สุด จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 322 ม. 324
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ. กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวศศิธร พงศ์พันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 853/2567
#708434
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 14 ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 69 แปลง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีนี้ นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 ต่อธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งปวงที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยมีต่อจำเลยที่ 12 ผู้ร้องย่อมรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์ดังกล่าวด้วย และสิทธิในฐานะผู้รับจำนองดังกล่าวของผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 324 (1) โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อจำกัดว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลภายนอกเหมือนเช่นมาตรา 322 แม้ผู้ร้องจะมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดี ก็ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะผู้รับจำนองได้ และการที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้ง 69 แปลง ก่อนเจ้าหนี้อื่นก็หาได้กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับคดีแก่เงินจำนวนดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องแต่อย่างใด เพราะโจทก์ยังสามารถร้องขอให้บังคับคดีแก่เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้นได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจาก โจทก์ทั้งยี่สิบสองฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่ให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งยี่สิบสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จากสารบบความ วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์แต่ละคน และจำเลยที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 ตกลงนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 95 แปลง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ไม่ไปจดทะเบียนจำนองภายในกำหนดถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์ทั้งยี่สิบสองบังคับคดีได้ทันที หากผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ทั้งยี่สิบสองบังคับคดีตามคำขอท้ายฟ้อง และให้บังคับจำนองที่ดินที่ได้จดทะเบียนจำนอง (หากมีการจดทะเบียน) ออกขายทอดตลาดได้ทันที หากขายทอดตลาดแล้วยังคงเหลือหนี้ค้างชำระ ให้บังคับคดียึด อายัดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ออกขายทอดตลาดจนกว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสองจะได้รับชำระเงินครบถ้วน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองที่ดินทั้ง 69 แปลง ของจำเลยที่ 14 ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิในคดีฟื้นฟูกิจการแทนเจ้าหนี้เดิม ยังไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 12 เลย เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบสองนำยึดที่ดิน 69 แปลง ของจำเลยที่ 14 ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเจ้าหนี้เดิม ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองเป็นเงิน 2,649,763,655.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 843,643,383.26 บาท นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้องจนถึงวันที่ผู้ร้องได้รับชำระครบถ้วน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องซึ่งมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดีนี้ จะอาศัยอำนาจแห่งการจำนองในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองทรัพย์สินของจำเลยที่ 14 ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีต่อจำเลยที่ 12 และที่ 14 มาจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เมื่อที่ดินของจำเลยที่ 14 จำนวน 69 แปลง ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้ และผู้ร้องยังมิได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 12 ครบถ้วน ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงยื่นขอรับชำระหนี้โดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) ซึ่งไม่มีข้อจำกัดสิทธิว่าต้องเป็นบุคคลภายนอก มิใช่ยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 เห็นว่า ในการบังคับคดี ถ้าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้องหรือบังคับคดีโดยวิธีอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่การบังคับคดีดังกล่าวต้องไม่กระทบกระทั่งถึงทรัพยสิทธิ บุริมสิทธิ สิทธิยึดหน่วง หรือสิทธิอื่นของบุคคลภายนอกหรือบุคคลใดที่มีอยู่เหนือสิทธินั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 หมวด 2 ส่วนที่ 6 สิทธิของบุคคลภายนอกและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดี ได้ความว่า จำเลยที่ 14 ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 69 แปลง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีนี้ นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 ต่อธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยในวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 และวันที่ 16 กันยายน 2548 จำนวน 65 แปลง และ 4 แปลง ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยที่มีต่อจำเลยที่ 12 ทั้งหมด และมีการจดทะเบียนการโอนสิทธิเรียกร้องต่อเจ้าพนักงานวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งปวงที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยมีต่อจำเลยที่ 12 หากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยมีสิทธิในฐานะผู้รับจำนองแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 14 ซึ่งจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 อย่างไร ผู้ร้องย่อมรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์ดังกล่าวด้วย และสิทธิในฐานะผู้รับจำนองดังกล่าวของผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) ซึ่งบัญญัติให้บุคคลใดที่มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในกรณีเป็นผู้รับจำนอง บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมาชำระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อจำกัดว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลภายนอก เหมือนเช่นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกที่อาจจะได้รับการกระทบกระทั่งจากการบังคับคดี แตกต่างกับสิทธิของบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 324 ดังจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 322 บัญญัติไว้แต่ต้นว่าเป็นกรณีภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 324 ซึ่งมีความหมายว่าการบังคับใช้บทบัญญัติมาตรา 322 เป็นกรณีนอกเหนือจากสิทธิที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 324 ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดิน 69 แปลง อันเป็นสิทธิตามกฎหมายสารบัญญัติที่กฎหมายให้การรับรองคุ้มครอง ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดี ก็ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะผู้รับจำนองได้ และการที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้ง 69 แปลง ก่อนเจ้าหนี้อื่นก็หาได้กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับคดีแก่เงินจำนวนดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องแต่อย่างใด เพราะโจทก์ยังสามารถร้องขอให้บังคับคดีแก่เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้นได้ตามกฎหมายอยู่แล้วที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองหรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล และภายใต้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 49 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเป็นที่สุด จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 322 ม. 324
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ. กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา