คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 133/2556
#537987
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายไม่ทำให้ผู้ขายมีสิทธิจะได้ทรัพย์คืนโดยตรง ดังนั้น ผู้ขายย่อมต้องคำนึงถึงการที่จะต้องสูญเสียทรัพย์ไปในการกำหนดราคาขายสูงตามมูลค่าทรัพย์ แต่ในสัญญาขายฝากมีสิทธิได้รับทรัพย์คืนโดยการไถ่ถอนได้ ย่อมมีเหตุผลที่ผู้ขายฝากจะกำหนดราคาขายฝากเพื่อใช้สิทธิไถ่ถอนในราคาต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์ตามความจำเป็นที่ต้องการเงินและไม่เป็นภาระที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการใช้สิทธิไถ่ถ่อนเกินความจำเป็น ดังนั้น เมื่อมีการทำสัญญาขายฝากโดยตกลงราคาต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์ที่แท้จริงและต่อมาไม่สามารถไถ่ถ่อนการขายฝากได้ ก็ย่อมมีผลให้โจทก์ผู้รับซื้อฝากได้รับทรัพย์สินนั้นในมูลค่าทรัพย์ที่สูงกว่าจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้ผู้ขายฝากไปได้ อันเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 40 (1) ถึง (7) ดังที่บัญญัติไว้ในความตอนท้ายของมาตรา 40 (8) ประกอบกับมาตรา 39 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับเงินได้ของผู้ขายฝากที่ได้รับเงินจากผู้ซื้อฝากตามสัญญาขายฝาก นอกจากนี้หากเป็นกรณีที่โจทก์ผู้รับซื้อฝากไว้ในราคาสูงหรือเท่ากับมูลค่าทรัพย์จริง โจทก์ก็อาจพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคานี้ เพื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร... ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาดังต่อไปนี้... (27) การรับสินไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝาก หรือการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเด็ดขาดจากการขายฝาก ร้อยละ 85 และ มาตรา 8 วรรคสอง กำหนดว่า เว้นแต่ผู้มีเงินได้จากกิจการตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่งแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 65 ทวิ... และมาตรา 65 ตรี... แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าตามหลักฐานที่นำมาพิสูจน์นั้นปรากฏว่ามีรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมายน้อยกว่าอัตราค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ข้างต้น ก็ให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าหลักฐานที่นำมาพิสูจน์ โจทก์ไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ เจ้าพนักงานประเมินจึงใช้อัตราร้อยละ 85 ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) มาตรา 8 (27) มีผลเท่ากับว่าโจทก์มีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายอันเป็นกำไรเพียงร้อยละ 15 ซึ่งก็สอดคล้องกับอัตราผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายฝากตาม ป.พ.พ. มาตรา 499 วรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้รับซื้อฝากมีสิทธิได้รับสินไถ่ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้น การที่โจทก์รับซื้อฝากที่ดินแล้วผู้ขายฝากไม่ไถ่ถอนภายในกำหนดเวลาตามสัญญาถือว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ในปีภาษีนั้น และให้โจทก์หักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) จึงมิได้ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่กลับทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เกิดความซ้ำซ้อน เนื่องจากราคาที่ขายฝากซึ่งเคยนำมาคำนวณเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินได้ของผู้ขายฝากไปแล้วนั้นจะถูกนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้ของผู้รับซื้อฝาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ 03016200 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.1.2)/524/2550 (ที่ถูก 2551)

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์รับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 37433 และ 18260 ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร จากนายวิชัย ผู้ขายฝากมีกำหนดเวลาไถ่ถอน 1 ปี ในราคา 1,524,000 บาท ตามสำเนาสัญญาขายฝากที่ดินลงวันที่ 31 มกราคม 2544 และที่ดินโฉนดเลขที่ 22188 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี จากนางโฉมยงค์ ผู้ขายฝาก มีกำหนดเวลาไถ่ถอน 1 ปี ในราคา 635,000 บาท ตามสัญญาขายฝากที่ดิน ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 รวมมูลค่าที่ดินตามสัญญาขายฝากทั้งสองฉบับเป็นเงิน 2,159,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาผู้ขายฝากไม่ไถ่ถอน วันที่ 30 กันยายน 2545 โจทก์ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2545 โดยแสดงรายการเงินได้เฉพาะค่าเช่า ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2550 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2545 แก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์มิได้นำเงินได้จากการได้กรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาดจากการรับซื้อฝากที่ดินจำนวน 2 สัญญา มูลค่า 2,159,000 บาท มายื่นแบบแสดงรายการ ซึ่งเงินได้ดังกล่าวพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 มาตรา 8 (27) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 85 คงเหลือเป็นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 323,850 บาท จึงประเมินภาษีโจทก์เป็นเงิน 64,770,.04 บาท เบี้ยปรับ 64,770.04 บาท และเงินเพิ่ม 53,435.28 บาท รวมเป็นเงิน 182,975 บาท และได้แจ้งการประเมินให้โจทก์นำเงินค่าภาษีอากรตามการประเมินดังกล่าวมาชำระ ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า โจทก์รับซื้อฝากที่ดินมีระยะเวลาไถ่ถอนคืนภายใน 1 ปี เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญา ผู้ขายฝากที่ดินมิได้ไถ่ถอนคืน ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ประกอบกับหนังสือจำเลยที่ กค. 0711/ว. 02222 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการเสียภาษีกรณีการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ และการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเด็ดขาดจากการขายฝาก ข้อ 4. ระบุว่า กรณีผู้ขายฝากมิได้มาไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนดระยะเวลา ถือว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้ตกมาเป็นของโจทก์โดยเด็ดขาดจากการขายฝาก เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากรในปีที่ทรัพย์หลุด โดยจำนวนเงินได้พึงประเมินให้ถือเอาราคาค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้เปรียบเทียบกับราคาตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการซื้อขายกันโดยสุจริตในบริเวณเดียวกันซึ่งมีสภาพเดียวกันกับอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในวันที่ได้รับกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด โจทก์ต้องนำเงินที่ได้จากการรับซื้อฝากที่ดินดังกล่าวมาคำนวณภาษี การประเมินภาษีโจทก์เพิ่มเติมจึงเป็นการถูกต้องและชอบแล้ว กรณีเบี้ยปรับเนื่องจากโจทก์มิได้นำเงินได้จากการรับซื้อฝากขายที่ดินไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี น่าจะเกิดจากความไม่เข้าใจในข้อกฎหมาย โดยเข้าใจว่าโจทก์ยังมิได้จำหน่ายจ่ายโอนที่ดินดังกล่าวไปจึงยังไม่เกิดเงินได้ที่จะนำมายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี และมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี มีเหตุอันควรผ่อนผันลดเบี้ยปรับให้โจทก์โดยเรียกเก็บเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เงินเพิ่มตามการประเมินเป็นเงินเพิ่มตามมาตรา 27 จึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์รับซื้อฝากที่ดินแล้วผู้ขายฝากไม่ไถ่ถอนภายในกำหนดเวลาตามสัญญา ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามการประเมินหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 บัญญัติว่า อันว่าขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขายฝากจึงตกเป็นของโจทก์ผู้รับซื้อฝากโดยทันที มิใช่ตกเป็นของโจทก์เมื่อผู้ขายฝากมิได้ไถ่ถอน ทั้งผู้ขายฝากชำระภาษีในวันทำสัญญาขายฝากแล้ว หากโจทก์ต้องชำระภาษีเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาขายฝากจะเป็นการเสียภาษีโดยไม่มีเงินได้พึงประเมิน เพราะโจทก์มิได้ขายที่ดิน การประเมินภาษีของจำเลยเป็นการเก็บภาษีเงินได้ซ้ำซ้อนในนิติกรรมเดียวกัน และหากโจทก์ขายที่ดินก็ต้องเสียภาษีในวันจดทะเบียนโอนที่ดินอีกครั้งหนึ่ง กรณีไม่อาจบังคับตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 มาตรา 8 (27) ซึ่งขัดแย้งกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ที่บัญญัติว่า "อันว่าขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้" นั้นมีลักษณะที่แตกต่างจากสัญญาซื้อขายเด็ดขาดตามมาตรา 453 ที่บัญญัติว่า "อันว่าซื้อขายนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย" ที่สำคัญคือกรณีการซื้อขายเด็ดขาดนั้น สัญญาซื้อขายไม่ทำให้ผู้ขายมีสิทธิจะได้ทรัพย์คืนโดยตรง ดังนั้น ผู้ขายย่อมต้องคำนึงถึงการที่จะต้องสูญเสียทรัพย์ไปในการกำหนดราคาขายสูงตามมูลค่าทรัพย์ แต่ในสัญญาขายฝากผู้ขายมีสิทธิได้รับทรัพย์คืนโดยการไถ่ถอนได้ ย่อมมีเหตุผลที่ผู้ขายฝากจะกำหนดราคาขายฝากเพื่อใช้สิทธิไถ่ถอนในราคาต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์ตามความจำเป็นที่ต้องการเงินและไม่เป็นภาระที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการใช้สิทธิไถ่ถอนเกินความจำเป็น ดังนั้น เมื่อมีการทำสัญญาขายฝากโดยตกลงราคาต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์ที่แท้จริงและต่อมาไม่สามารถไถ่ถอนการขายฝากได้ ก็ย่อมมีผลให้โจทก์ผู้รับซื้อฝากได้รับทรัพย์สินนั้นในมูลค่าทรัพย์ที่สูงกว่าจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้ผู้ขายฝากไปได้ อันเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ถึง (7) ดังที่บัญญัติไว้ในความตอนท้ายของมาตรา 40 (8) ประกอบกับมาตรา 39 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับเงินได้ของผู้ขายฝากที่ได้รับเงินจากผู้ซื้อฝากตามสัญญาขายฝาก นอกจากนี้หากเป็นกรณีที่โจทก์ผู้รับซื้อฝากไว้ในราคาสูงหรือเท่ากับมูลค่าทรัพย์จริง โจทก์ก็อาจพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคานี้ เพื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า เงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร... ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาดังต่อไปนี้... (27) การรับสินไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝาก หรือการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเด็ดขาดจากการขายฝาก ร้อยละ 85 และ มาตรา 8 วรรคสอง กำหนดว่า เว้นแต่ผู้มีเงินได้จากกิจการตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่งแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 65 ทวิ... และมาตรา 65 ตรี... แห่งประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าตามหลักฐานที่นำมาพิสูจน์นั้นปรากฏว่ามีรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมายน้อยกว่าอัตราค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ข้างต้น ก็ให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าหลักฐานที่นำมาพิสูจน์ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ เจ้าพนักงานประเมินจึงใช้อัตราร้อยละ 85 ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 (27) มีผลเท่ากับว่าโจทก์มีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายอันเป็นกำไรเพียงร้อยละ 15 ซึ่งก็สอดคล้องกับอัตราผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 499 วรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้รับซื้อฝากมีสิทธิได้รับสินไถ่ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี อีกด้วย ดังนั้นการที่โจทก์รับซื้อฝากที่ดินแล้วผู้ขายฝากไม่ไถ่ถอนภายในกำหนดเวลาตามสัญญาถือว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ในปีภาษีนั้น และให้โจทก์หักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 มาตรา 8 (27) จึงมิได้ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์แต่อย่างใด แต่กลับทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เกิดความซ้ำซ้อน เนื่องจากราคาที่ขายฝากซึ่งเคยนำมาคำนวณเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินได้ของผู้ขายฝากไปแล้วนั้นจะถูกนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้ของผู้รับซื้อฝาก การประเมินภาษีโจทก์โดยหักค่าใช้จ่ายให้ตามพระราชกฤษฎีกาของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิพากษาอุทธรณ์เป็นการถูกต้องแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร แซ่ตั้ง
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 133/2556
#557182
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนเจ้าของที่ดินมือเปล่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกเจ้าพนักงานที่ดินประกาศรังวัดปักหลักเขต และเตรียมออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ทุ่งบ้านแด" ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และให้เพิกถอนประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทุ่งบ้านแด กับสั่งให้ระงับการปักหลักเขตและการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๓/๒๕๕๖

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุดรธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓ นางรัศมี มีสิงห์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๒๔/๒๕๕๓ และศาลปกครองอุดรธานีรับโอนมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๑๘/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า บริเวณทุ่งบ้านแด ตำบลหมูม่น อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยครอบครองต่อเนื่องกันมาเกินกว่า ๑๐๐ ปีเศษ โดยสงบ เปิดเผย และแสดงความเป็นเจ้าของ และได้ทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีผู้คัดค้านการครอบครอง ต่อมาเมื่อประมาณต้นปี ๒๕๕๓ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีคำสั่งให้ช่างรังวัดออกรังวัดปักหลักเขตที่ดินและเตรียมออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงทุ่งบ้านแด รวม ๓ แปลง แปลงที่ ๑ จำนวนเนื้อที่ ๖ ไร่ ๑ งาน ๓ ตารางวา แปลงที่ ๒ จำนวนเนื้อที่ ๔๕๙ ไร่ ๙๖ ตารางวา แปลงที่ ๓ จำนวนเนื้อที่ ๒๖๙ ไร่ ๖๖ ตารางวา รวมเนื้อที่ทั้งหมด ๗๓๔ ไร่ ๒ งาน ๖๕ ตารางวา ทั้งที่ที่ดินสาธารณะทุ่งบ้านแด มีเนื้อที่เพียง ๒๓ ไร่ ๘๓ ตารางวา และทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินให้ราษฎรผู้ทำประโยชน์อยู่เช่นเดียวกันกับผู้ฟ้องคดี โดยโฉนดที่ดินเหล่านั้นอยู่ในพื้นที่จำนวน ๗๓๔ ไร่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประกาศรังวัดปักหลักเขต และเตรียมออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทุ่งบ้านแดในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และให้เพิกถอนประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทุ่งบ้านแด ฉบับลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ กับสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามระงับการปักหลักเขตและการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงทุ่งบ้านแด

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "ทุ่งบ้านแด" อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะครอบครองที่ดินพิพาทกี่ปีก็หาได้กรรมสิทธิ์ไม่ จะโอนแก่กันไม่ได้ และจะยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินมิได้ การดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ทุ่งบ้านแด" ดังกล่าว เป็นการดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีและนายอำเภอเมืองอุดรธานี โดยรับมอบอำนาจจากกรมที่ดินและกระทรวงมหาดไทย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกไปทำการรังวัดและประกาศออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบปฏิบัติแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการแสดงเขตที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมกันกระทำการรบกวนสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาทของผู้ฟ้องคดี และดำเนินการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นการรบกวนการครอบครองของผู้ฟ้องคดีโดยปกติสุข และเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดี จึงฟ้องขอให้พิพากษาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และให้เพิกถอนการรังวัดปักหลักเขตและประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงทุ่งบ้านแด ฉบับลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ กับมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามระงับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงทุ่งบ้านแด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้แก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับจากการกระทำดังกล่าวได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับประเด็นปัญหาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การรังวัดปักหลักเขตและการประกาศออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครอง มิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นกัน นอกจากนี้มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้

เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้ สรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งให้ช่างรังวัดออกรังวัดปักหลักเขตที่ดินและเตรียมออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงทุ่งบ้านแด รวม ๓ แปลง ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง ขอให้ศาลพิพากษาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นกรณีโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่า เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลคงมีประเด็นต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินที่พิพาทระหว่างคู่กรณีเป็นกรณีพิพาทอันเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๔๓/๒๕๕๓

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า บริเวณทุ่งบ้านแด ตำบลหมูม่น อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยครอบครองต่อเนื่องกันมาเกินกว่า ๑๐๐ ปีเศษ โดยสงบ เปิดเผย และแสดงความเป็นเจ้าของ และได้ทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ไม่มีผู้คัดค้านการครอบครอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประกาศรังวัดปักหลักเขต และเตรียมออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทุ่งบ้านแดในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และให้เพิกถอนประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทุ่งบ้านแด กับสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามระงับการปักหลักเขตและการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงทุ่งบ้านแด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "ทุ่งบ้านแด" อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะครอบครองที่ดินพิพาทนานเพียงใดก็หาได้กรรมสิทธิ์ไม่ กับจะโอนให้แก่กันไม่ได้ และจะยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินมิได้ การดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่พิพาทเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณา ให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยว่า คดีระหว่างนางรัศมี มีสิงห์ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางรัศมี มีสิงห์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 132/2556
#557181
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนเจ้าของที่ดินมือเปล่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ทุ่งบ้านแด" โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่รังวัดรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๒/๒๕๕๖

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุดรธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓ นางจันทร์เพ็ง สีเหล่าน้อย ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๒๗/๒๕๕๓ และศาลปกครองอุดรธานีรับโอนมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๓/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าบริเวณทุ่งบ้านแด ตำบลหมูม่น อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยซื้อมาจากนายเฉลียว สินศรีพิมพ์ เมื่อปี ๒๕๒๓ ซึ่งนายเฉลียวครอบครองต่อมาจากบิดาที่ครอบครองต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๔๕๐ ต่อมาเมื่อประมาณต้นปี ๒๕๕๓ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงทุ่งบ้านแด รวม ๓ แปลง เนื้อที่ทั้งหมด ๗๓๔ ไร่ ๒ งาน ๖๕ ตารางวา รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงทุ่งบ้านแด ที่รังวัดวัดรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "ทุ่งบ้านแด" อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะครอบครองที่ดินพิพาทกี่ปีก็หาได้กรรมสิทธิ์ไม่ จะโอนแก่กันไม่ได้ และจะยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินมิได้ การดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ทุ่งบ้านแด" ดังกล่าว เป็นการดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีและนายอำเภอเมืองอุดรธานี โดยรับมอบอำนาจจากกรมที่ดินและกระทรวงมหาดไทย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกไปทำการรังวัดและประกาศออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบปฏิบัติแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการแสดงเขตที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน และต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ร่วมกันกระทำการรบกวนสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาทของผู้ฟ้องคดี และดำเนินการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการรบกวนการครอบครองของผู้ฟ้องคดีโดยปกติสุข และเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดี จึงฟ้องขอให้พิพากษาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และให้เพิกถอนการรังวัดปักหลักเขตและประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงทุ่งบ้านแด ฉบับลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้แก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับจากการกระทำดังกล่าวได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับประเด็นปัญหาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การรังวัดปักหลักเขตและการประกาศออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นกัน นอกจากนี้มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้

เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้ สรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งให้ช่างรังวัดออกรังวัดปักหลักเขตที่ดินและเตรียมออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงทุ่งบ้านแด รวม ๓ แปลง ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง ขอให้ศาลพิพากษาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นกรณีโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่า เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลคงมีประเด็นต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินที่พิพาทระหว่างคู่กรณีเป็นกรณีพิพาทอันเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๔๓/๒๕๕๓

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า บริเวณ ทุ่งบ้านแด ตำบลหมูม่น อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อซึ่งมีการครอบครองต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๔๕๐ แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงทุ่งบ้านแด รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงทุ่งบ้านแด ที่รังวัดรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "ทุ่งบ้านแด" อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะครอบครองที่ดินพิพาท นานเพียงใดก็หาได้กรรมสิทธิ์ไม่ กับจะโอนให้แก่กันไม่ได้ และจะยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินมิได้ การดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่พิพาทเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางจันทร์เพ็ง สีเหล่าน้อย ผู้ฟ้องคดี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางจันทร์เพ็ง สีเหล่าน้อย
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 131/2556
#557180
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยบุกรุกที่ดินและขุดรื้อถอนต้นปาล์มน้ำมันในที่ดิน ของผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่พิพาทเป็นของเรือนจำชั่วคราวทุ่งเขนโดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ใช้ที่สาธารณประโยชน์ "ป่าทุ่งเขน" สำหรับก่อสร้างเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีแห่งใหม่ ที่พิพาทไม่ได้เป็นของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้บุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้มีประเด็นเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิด ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหาย แต่การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ใช้ในการก่อสร้างเรือนจำเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๑/๒๕๕๖

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๕ นายธีรศักดิ์ ยวนเกิด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๒/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ตั้งอยู่หมู่ ๓ ตำบลพลายวาส อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ประมาณ ๒๓ ไร่ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และได้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีปฏิบัติหน้าที่ที่เรือนจำชั่วคราวทุ่งเขนได้บุกรุกที่ดินและขุดรื้อถอนต้นปาล์มน้ำมันของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของเรือนจำชั่วคราวทุ่งเขน ผู้ฟ้องคดีแจ้งความไว้เป็นหลักฐานและมีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงยุติธรรม แต่จนถึงวันฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่พิพาทเป็นของเรือนจำชั่วคราวทุ่งเขน ไม่ได้เป็นของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ใช้ที่สาธารณประโยชน์ "ป่าทุ่งเขน" สำหรับก่อสร้างเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีแห่งใหม่ แต่เนื่องจากยังไม่ได้รับงบประมาณ กระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งจัดตั้งเรือนจำชั่วคราวทุ่งเขนขึ้นบนที่ดินดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้บุกรุกเรือนจำชั่วคราวทุ่งเขนจึงแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีหยุดทำการบุกรุกพร้อมรายงานให้ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีและนายอำเภอกาญจนดิษฐ์ทราบ และให้คณะกรรมการตรวจสอบแนวหลักเขตของเรือนจำชั่วคราวทุ่งเขนดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่าหลักเขตในที่ดินครบตามตารางวัดของสำนักงานที่ดินและพบว่า ผู้ฟ้องคดีเตรียมการบุกรุกเพิ่มขึ้นโดยนำต้นปาล์มมาปลูกในที่พิพาท เรือนจำชั่วคราวทุ่งเขน จึงถอนต้นปาล์มไปเก็บรักษาเพื่อรอผู้ฟ้องคดีมารับคืนภายหลังและได้แจ้งเรื่องต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐานแล้ว การปลูกต้นปาล์มลงในที่พิพาทและการเรียกร้องค่าเสียหายในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีปฏิบัติหน้าที่ที่เรือนจำชั่วคราวทุ่งเขนได้ขุดรื้อถอนต้นปาล์มน้ำมันของผู้ฟ้องคดีออกจากพื้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ "ป่าทุ่งเขน" สำหรับก่อสร้างเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีถือเป็นการเข้าไปดูแลรักษาพื้นที่ของเรือนจำ เป็นการกระทำทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเสียหายจากกการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไรก็ดี หากข้อพิพาทในคดีนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่ใช้ประกอบการพิจารณาข้อหาการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นบทกฎหมายทั่วไป แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด และศาลปกครองสามารถนำกฎหมาย ดังกล่าวมาใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ในการพิจารณาการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นละเมิดหรือไม่ จะต้องชดใช้ค่าเสียหายเพียงใด ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่พิพาทดังกล่าวเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ มูลความแห่งคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่พิพาทระหว่างคู่กรณี อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ได้รับความเสียหายอันเนื่อง มาจากเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยบุกรุกที่ดินและขุดรื้อถอนต้นปาล์มน้ำมันในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่พิพาทเป็นของเรือนจำชั่วคราวทุ่งเขนโดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ใช้ที่สาธารณประโยชน์ "ป่าทุ่งเขน" สำหรับก่อสร้างเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีแห่งใหม่ ที่พิพาทไม่ได้เป็นของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้บุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้มีประเด็นเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิด ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหาย แต่การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ใช้ในการก่อสร้างเรือนจำเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายธีรศักดิ์ ยวนเกิด ผู้ฟ้องคดี กรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายธีรศักดิ์ ยวนเกิด
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมราชทัณฑ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 130/2556
#557179
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ โดยใช้ทำนาและมีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท. ๕ แต่ถูกจำเลยที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) ให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองและความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องและห้ามมิให้โจทก์และบริวารรบกวนสิทธิครอบครองของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้มีประเด็นเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่ง ให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวเฉพาะ ส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์กับห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓๐/๒๕๕๖

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดพิจิตร

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพิจิตรโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นายธนู ทายะยัง โจทก์ ยื่นฟ้องนายทองปาน เยาวมาลย์ ที่ ๑ สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดพิจิตร ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพิจิตร เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๒๐/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ๑ แปลง เนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ อยู่ที่หมู่ที่ ๒ ตำบลหนองโสน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร โดยใช้ทำนาและมีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท. ๕ มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องให้จำเลยที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยรวมเอาที่ดินของโจทก์ด้วย ต่อมาจำเลยที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) แปลงเลขที่ ๗๑ เนื้อที่ ๒๐ ไร่เศษ ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองและความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทของโจทก์ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์กับห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ ต่อมาปี ๒๕๒๗ จำเลยที่ ๑ ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพิจิตรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน แปลงเลขที่ ๗๑ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑๕ ตารางวา และในปี ๒๕๓๑ จำเลยที่ ๒ ได้ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน แปลงเลขที่ ๗๑ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑๕ ตารางวา จำเลยที่ ๑ ยินยอมให้โจทก์อาศัยทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ ต่อมาต้นปี ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและห้ามมิให้โจทก์และบริวารรบกวนสิทธิครอบครองของจำเลยที่ ๑ กับให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม และไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดพิจิตรวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ สังกัดสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) อันเป็นการโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพิจิตรพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่โจทก์และจำเลยต่างมีความมุ่งหมายในการฟ้องคดีเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดิน แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) ทับที่ดินของโจทก์ ประกอบกับโจทก์และจำเลยยังโต้แย้งกัน เกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตาม มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว สำหรับประเด็นปัญหาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่นั้น เป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี เป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การที่จำเลยที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแห่งคดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ๑ แปลง เนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่เศษ โดยใช้ทำนาและมีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท. ๕ มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ แต่ถูกจำเลยที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) ให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามคำร้องขอทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองและความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทของโจทก์ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) ดังกล่าว เฉพาะส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ กับห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ แล้วได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพิจิตรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน และจำเลยที่ ๒ ได้ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำเลยที่ ๑ ยินยอมให้โจทก์อาศัยทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ ต่อมาต้นปี ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและห้ามมิให้โจทก์และบริวารรบกวนสิทธิครอบครองของจำเลยที่ ๑ กับให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้มีประเด็นเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก) ดังกล่าวเฉพาะ ส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์กับห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายธนู ทายะยัง โจทก์ นายทองปาน เยาวมาลย์ ที่ ๑ สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดพิจิตร ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนู ทายะยัง
จำเลย — นายทองปาน เยาวมาลย์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 129/2556
#557178
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า แต่ถูกจำเลยที่ ๑ นำที่ดินไปขอออก น.ส. ๓ ก. แล้วนำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๓ จากนั้นนำไปขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีสิทธิ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดิน พร้อมทั้งเพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองกับหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงตลอดมา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๓ ให้การว่า การจดทะเบียนจำนองทำเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริตเปิดเผยและเสียค่าตอบแทน นิติกรรมจำนองที่ดินจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนด้วยกัน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำเนา

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๙/๒๕๕๖

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ นายแฉล้ม แก้วคำ โจทก์ ยื่นฟ้องนายเกรียงศักดิ์ แซ่เอง ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๒๖๐/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ ๒๑ ไร่ ๑ งาน ๔๐ ตารางวา เดิมโจทก์กับบิดามารดาเข้าครอบครองปลูกมันสำปะหลัง ต่อมา บิดามารดายกที่ดินให้แก่โจทก์ จึงเปลี่ยนมาปลูกต้นยูคาลิปตัสแทน โจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลา ๔๒ ปี ต่อมา โจทก์ตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินพบว่าจำเลยที่ ๑ นำที่ดินของโจทก์ไปขอออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๘ และเลขที่ ๑๙๘๙ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๓ จากนั้นนำไปขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๕๓๖ และเลขที่ ๔๓๕๓๗ ตามลำดับโดยไม่มีสิทธิ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทโจทก์มีสิทธิครอบครองดีกว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ รวมทั้งบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๘ และเลขที่ ๑๙๘๙ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๕๓๖ และเลขที่ ๔๓๕๓๗ พร้อมทั้งเพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองกับหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๓

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๕๓๖ และ ๔๓๕๓๗ โดยโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ได้รับการยกให้มาจากบิดามารดาเมื่อประมาณปี ๒๕๑๐ ส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ซื้อมาจากผู้มีชื่อเมื่อประมาณปี ๒๕๑๐ จำเลยที่ ๑ ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงตลอดมา โจทก์เข้าไปอาศัยทำกินในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิบิดามารดาจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และฟ้องแย้งขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งเรียกค่าเสียหาย

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ เพราะคดีนี้เป็นคดีปกครอง อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม การจดทะเบียนจำนองทำเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริตเปิดเผยและเสียค่าตอบแทน นิติกรรมจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ไม่สามารถฟ้องให้เพิกถอนได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ในเรื่องการพิจารณาออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินพิพาท จะเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของฝ่ายปกครองดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้โต้แย้งว่าจำเลยที่ ๑ ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินมือเปล่าพิพาทที่แท้จริง และไม่สามารถนำที่ดินพิพาทไปออก น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินได้ ซึ่งเรื่องนี้จำเลยที่ ๑ ก็ให้การคัดค้านว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าพิพาท และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดิน โดยเมื่อประมาณปี ๒๕๑๐ จำเลยที่ ๑ ได้รับการยกให้ที่ดินมาจากบิดามารดา และปีเดียวกันที่ดินบางส่วนซื้อมาจากผู้มีชื่อ จำเลยที่ ๑ ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงตลอดมา ดังนั้น การที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๘ และ ๑๙๘๙ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๕๓๖ และ ๔๓๕๓๗ รวมทั้งคำขออื่นๆ ของโจทก์ได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองดีกว่ากันเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า การออก น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินที่โจทก์อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ที่ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์มีความประสงค์จะให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินพิพาทที่อ้างว่าออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ โดยการสั่งให้เพิกถอนการออก น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้คดีนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๒ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวมิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้ง ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือดำเนินกิจการทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมทั้งศาลปกครองมีอำนาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อีกทั้งจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน จึงมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทที่ศาลจะพิพากษาเฉพาะสิทธิในที่ดินเพียงอย่างเดียว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดี ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีจึงมิใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินโดยเฉพาะเท่านั้น

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า ด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลา ๔๒ ปี แต่ถูกจำเลยที่ ๑ นำที่ดินไปขอออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๘ และเลขที่ ๑๙๘๙ แล้วนำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๓ จากนั้นนำไปขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๕๓๖ และเลขที่ ๔๓๕๓๗ ตามลำดับโดยไม่มีสิทธิ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทโจทก์มีสิทธิครอบครองดีกว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ รวมทั้งบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดิน พร้อมทั้งเพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองกับหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๕๓๖ และ ๔๓๕๓๗ โดยโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ได้รับการยกให้มาจากบิดามารดา ส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๓๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ซื้อมาจากผู้มีชื่อ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงตลอดมา โจทก์เข้าไปอาศัยทำกินในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิบิดามารดาจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และฟ้องแย้งขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๓ ให้การว่า การจดทะเบียนจำนองทำเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริตเปิดเผยและเสียค่าตอบแทน นิติกรรมจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ไม่สามารถฟ้องให้เพิกถอนได้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ พร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์และให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกเป็นชื่อบุคคลอื่น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๒ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างเอกชนด้วยกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายแฉล้ม แก้วคำ โจทก์ นายเกรียงศักดิ์ แซ่เอง ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแฉล้ม แก้วคำ
จำเลย — นายเกรียงศักดิ์ แซ่เอง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 128/2556
#557177
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวโดยอ้างว่าออกในพื้นที่ป่าภูแลนคา ซึ่งเป็นป่าคุ้มครองและได้ประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกอุทธรณ์ แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า น.ส. ๓ ก. ไม่ได้ออกทับทางสาธารณประโยชน์ ป่าสงวนและป่าคุ้มครอง ซึ่งข้อเท็จจริงยุติ ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลจังหวัดชัยภูมิว่า ที่ดินดังกล่าวผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนหรือยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่พิพาททับที่สงวนหวงห้ามของทางราชการ น.ส. ๓ ก. ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๘/๒๕๕๖

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชัยภูมิ

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ นางคำบด เริงชัยภูมิ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๘๓๘ ตำบลห้วยไร่ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ (ต่อมามีการแบ่งแยก น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวออกเป็น น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕) โดยซื้อที่ดินมาจากนายสังวาลย์ บุญศรี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ถูกผู้มีอิทธิพลชักจูงโน้มน้าวจนในปี ๒๕๕๔ ได้มีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๓๘ ของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่า น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีออกในพื้นที่ป่าภูแลนคาซึ่งเป็นป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าภูแลนคาเป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๙๒ และได้ประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๑๒ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออก น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวมิได้ออกโดยคลาดเคลื่อน เนื่องจากผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีไม่เคยออกทับทางสาธารณประโยชน์ ป่าสงวนและป่าคุ้มครอง ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลจังหวัดชัยภูมิว่า ที่ดินดังกล่าวผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง (คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๘๒๗/๒๕๔๔ ระหว่าง นางคำบด เริงชัยภูมิ โจทก์ นายสำฤทธิ์ ปราณีชน ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน จำเลย) ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนหรือยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเดิมเป็นที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๐๗ มีชื่อนายปาน สวาดนา เป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดินเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๔๙๘ ต่อมาบุตรของนายปานได้ขอรับรองการทำประโยชน์และในปี ๒๕๐๕ ได้ขายที่พิพาทให้แก่นายสังวาลย์ ซึ่งต่อมาในปี ๒๕๓๔ ได้โอนขายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ที่ดินแปลงพิพาทเป็นการแจ้งการครอบครองหลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๙๒ กำหนดให้ป่าภูแลนคาเป็นป่าคุ้มครอง และประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จึงเป็นการแจ้งการครอบครองทับที่สงวนหวงห้ามของทางราชการ เมื่อนำ ส.ค. ๑ ที่ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้แจ้งมาเป็นหลักฐานในการขอรับรองการทำประโยชน์เป็นที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๓๘ จึงเป็น น.ส. ๓ ก. ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวได้ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสองฉบับโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายที่มีผลทำให้สิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่มีอยู่ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๓๘ และเลขที่ ๑๘๔๕ ถูกระงับไป จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า การออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ส่วนการที่จะต้องพิจารณาปัญหาเบื้องต้นว่า ที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรืออยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูแลนคา ไม่ใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชัยภูมิพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๓๘ (ต่อมามีการแบ่งแยก น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวออกเป็น น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕) โดยซื้อที่ดินมาโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ถูกผู้มีอิทธิพลชักจูงโน้มน้าวจนมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่า ออกในพื้นที่ป่าภูแลนคาซึ่งเป็นป่าคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าภูแลนคาเป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๙๒ และได้ประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๑๒ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกอุทธรณ์ แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวไม่ได้ออกทับทางสาธารณประโยชน์ป่าสงวนและป่าคุ้มครอง ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลจังหวัดชัยภูมิว่า ที่ดินดังกล่าวผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง (คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๘๒๗/๒๕๔๔ ระหว่าง นางคำบด เริงชัยภูมิ โจทก์ นายสำฤทธิ์ ปราณีชน ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน จำเลย) ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนหรือยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเดิมเป็นที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๐๗ ซึ่งเป็นการแจ้งการครอบครองทับที่สงวนหวงห้ามของทางราชการ เมื่อนำ ส.ค. ๑ ที่ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้แจ้งมาเป็นหลักฐานในการขอรับรองการทำประโยชน์เป็นที่ดิน น.ส. ๓ ก. จึงเป็น น.ส. ๓ ก. ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวได้ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดี ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ และการที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางคำบด เริงชัยภูมิ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางคำบด เริงชัยภูมิ
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 127/2556
#554737
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว แต่จำเลยได้ขอแก้ไขคำให้การก่อนสืบพยานจำเลยเป็นให้การรับสารภาพในข้อหานี้แล้ว เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 222 ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 มีนาคม 2552 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมว่า ในวันดังกล่าวโจทก์ จำเลย และทนายจำเลยมาศาล จำเลยแถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้อง ส่วนข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ยังคงยืนยันให้การปฏิเสธ ตามคำให้การจำเลยที่ศาลบันทึกไว้ การให้การรับสารภาพของจำเลยในข้อหาความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้อง เป็นการให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและเป็นการร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยก่อนศาลพิพากษา เมื่อความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงไม่ใช่ความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อนหากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดในฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้องได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานนี้โดยระบุในคำพิพากษาว่าจำเลยให้การปฏิเสธและโจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหาความผิดฐานดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

แม้ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังมีบทบัญญัติในมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้น เป็นความผิดทางอาญา โดยมิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมดังเช่นที่บทบัญญัติใน ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้ความคุ้มครองไว้ กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติใน ป.อ. ดังกล่าวขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และเมื่อ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลัง มาตรา 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2504 เท่านั้น ศาลจึงชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ได้ เพราะบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 แห่ง ป.อ. ดังกล่าวมิได้ถูกยกเลิกไปโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "POSH RACING PROJECT" มิใช่การละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร แต่เป็นกรณีที่จำเลยคิดเครื่องหมายการค้าคำว่า "POSH RACING PROJECT" ขึ้นเอง มิใช่การปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม จำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยสุจริตตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 โจทก์ร่วมมิได้นำสินค้าของโจทก์ร่วมเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย จำเลยมิได้มีเจตนาปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มิได้ห้ามผู้จำหน่ายสินค้าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยจึงมิใช่เรื่องแปลกดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยนั้น อุทธรณ์ดังกล่าวทั้งหมดเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยในข้อหานี้ 5,000 บาท และไม่ปรากฏว่ามีผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งรับรองว่ามีเหตุอันสมควรอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 273 และ 275 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3, 14, 30, 31 และ 52 กับริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมเฉพาะข้อหาในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ส่วนข้อหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาคงให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายโก๊ะโก๋ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ลงโทษปรับ 5,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีจึงมีเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว แต่จำเลยได้ขอแก้ไขคำให้การก่อนสืบพยานจำเลยเป็นให้การรับสารภาพในข้อหานี้แล้ว เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 มีนาคม 2552 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมว่า ในวันดังกล่าวโจทก์ จำเลย และทนายจำเลยมาศาล จำเลยแถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้อง ส่วนข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ยังคงยืนยันให้การปฏิเสธ ตามคำให้การจำเลยที่ศาลบันทึกไว้ การให้การรับสารภาพของจำเลยในข้อหาความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้อง เป็นการให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและเป็นการร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยก่อนศาลพิพากษา เมื่อความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงไม่ใช่ความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสียก่อนหากศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดในฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ตามฟ้องได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานนี้โดยระบุในคำพิพากษาว่าจำเลยให้การปฏิเสธและโจทก์ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหาความผิดฐานดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ตามคำฟ้องของโจทก์ถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้ในภายหลังมีบทบัญญัติในมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้น เป็นความผิดทางอาญา โดยมิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าดังกล่าวปลอมดังเช่นที่บทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ซึ่งออกมาใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ให้ความคุ้มครองไว้ กรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และเมื่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะซึ่งใช้บังคับในภายหลัง มาตรา 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยกเลิกเฉพาะพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช 2474 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2504 เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะบทบัญญัติมาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 แห่งประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งให้ความคุ้มครองเฉพาะเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรตามหลักดินแดน เมื่อโจทก์ร่วมมิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามฟ้องไว้ในราชอาณาจักรจึงไม่ได้รับความคุ้มครองนั้นฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "POSH RACING PROJECT" มิใช่การละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร แต่เป็นกรณีที่จำเลยคิดเครื่องหมายการค้าคำว่า "POSH RACING PROJECT" ขึ้นเอง มิใช่การปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม จำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยสุจริต ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 โจทก์ร่วมมิได้นำสินค้าของโจทก์ร่วมเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย จำเลยมิได้มีเจตนาปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มิได้ห้ามผู้จำหน่ายสินค้าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยจึงไม่ใช่เรื่องแปลกดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวทั้งหมดเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยในข้อหานี้ 5,000 บาท และไม่ปรากฏว่ามีผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งรับรองว่ามีเหตุอันสมควรอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง เป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษปรับ 7,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหานี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษในข้อหานี้ให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 3,500 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับ 5,000 บาท ในความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร เป็นปรับ 8,500 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 273 ม. 275
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 222
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 39 ม. 45
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 3 วรรคหนึ่ง ม. 27 ม. 108 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 52 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายโก๊ะโก๋ ชวน
จำเลย — นายชูสิทธิ์ ฝ้ายมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 127/2556
#557176
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเอกชน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ซึ่งได้ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดิน และจำเลยที่ ๒ คัดค้านว่า เป็นที่สาธารณประโยชน์ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๓ แจ้งว่าสามารถออกโฉนดให้แก่โจทก์ด้านทิศตะวันตกได้เพียง ๒ งาน ส่วนที่เหลือไม่สามารถออกโฉนดให้ได้ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตาม ส.ค. ๑ เป็นที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ที่พิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖ (๑) ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้ ก็จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ ๑ หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำเนา

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๗/๒๕๕๖

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสงขลา

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสงขลาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ นางแหม ตุละ โจทก์ ยื่นฟ้องนายสุนทร วิบูลย์พันธ์ ที่ ๑ นายสุนทร ณ พัทลุง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสงขลา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๒๒๖/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๑๘ หมู่ที่ ๖ ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๔๐ ตารางวา โดยได้รับมอบมาจากบิดา โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยทำสวน ปลูกต้นไม้ ต่อมา เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๔๕ โจทก์ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาสทิงพระ แต่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่า โจทก์นำชี้รังวัดรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ เนื้อที่ประมาณ ๒๕ ตารางวา และจำเลยที่ ๒ คัดค้านว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งยื่นเรื่องร้องเรียนต่ออำเภอสทิงพระ ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ความเห็นว่า ไม่มีเอกสารใดชี้ชัดว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาสทิงพระ ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๓ แจ้งว่าสามารถออกโฉนดให้แก่โจทก์ด้านทิศตะวันตกได้เพียง ๒ งาน ส่วนที่เหลือไม่สามารถออกโฉนดให้ได้ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตาม ส.ค. ๑ เป็นที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ถอนคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ให้จำเลยที่ ๒ ถอนเรื่องร้องเรียนจากอำเภอสทิงพระ และห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เกี่ยวข้องกับที่พิพาท กับให้จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่เคยเข้าทำประโยชน์หรือใช้สิทธิครอบครองในที่พิพาท จึงไม่มีสิทธิครอบครอง แต่ประชาชนทั่วไปเป็นผู้ใช้ประโยชน์ ที่พิพาทจึงเป็นที่สาธารณประโยชน์

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หลังจากบิดาโจทก์แจ้งการครอบครองที่พิพาทแล้วมิได้เข้าครอบครองทำประโยชน์เต็มพื้นที่และมิได้ขอคำรับรองการทำประโยชน์ต่ออำเภอท้องที่ โดยปล่อยให้ที่ดินบางส่วนจำนวน ๖ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา เป็นที่รกร้างว่างเปล่าจนเกินกำหนด ๓ ปี ที่พิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖ (๑) โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินต่อจากบิดา จึงไม่อาจอ้างสิทธิในที่พิพาทได้ และโจทก์ไม่ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทและยังคงปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าตลอดมาเกินกว่าสามปี ที่พิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐตามมาตรา ๖ (๑) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยที่ ๓ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้เต็มเนื้อที่ตามคำขอของโจทก์ได้ การกระทำของเจ้าพนักงานที่ดินสังกัดจำเลยที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ต่อมา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ ศาลอนุญาต และโจทก์ได้ฟ้องนายสุนทร วิบูลย์พันธุ์ จำเลย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๙๑/๒๕๕๕ ศาลสั่งรวมการพิจารณาโดยให้เรียกจำเลยในคดีหลังว่าจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในคดีแรกให้คงเรียกเช่นเดิม

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๑๘ หมู่ที่ ๖ ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ดินรวม ๗ ไร่ ๑ งาน ๔๐ ตารางวา โดยบิดาโจทก์ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์มาประมาณ ๓๐ ปี หลังจากรับมอบ โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเข้าทำสวน ปลูกต้นไม้ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่เคยเข้าทำประโยชน์หรือใช้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่เคยเข้าทำประโยชน์หรือใช้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยที่ ๓ จึงไม่อาจดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้เต็มเนื้อที่คำขอโจทก์ได้ คดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามที่โจทก์ขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาสทิงพระ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ตามคำขอ โดยโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๒๑๘ เนื้อที่ดินรวม ๗ ไร่ ๑ งาน ๔๐ ตารางวา แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ แจ้งโจทก์ว่าสามารถออกโฉนดแก่โจทก์เป็นเนื้อที่ได้เพียง ๒ งาน การออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล การออกโฉนดที่ดินดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คำสั่งของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ที่ปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ครบตามคำขอเป็นการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อโจทก์อ้างว่าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาประมาณ ๓๐ ปี โจทก์จึงได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำขอให้ศาลพิพากษาแสดงสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท และให้จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ครบตามคำขอ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับเพื่อแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่โจทก์ตามคำขอได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว สำหรับประเด็นปัญหาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่าผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณา และแม้ว่าการพิจารณาว่าโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงอาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเอกชน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ต่อมา โจทก์ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่า โจทก์นำชี้รังวัดรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ คัดค้านว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ความเห็นว่า ไม่มีเอกสารใดชี้ชัดว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๓ แจ้งว่าสามารถออกโฉนดให้แก่โจทก์ด้านทิศตะวันตกได้เพียง ๒ งาน ส่วนที่เหลือไม่สามารถออกโฉนดให้ได้ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตาม ส.ค. ๑ เป็นที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ถอนคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ให้จำเลยที่ ๒ ถอนเรื่องร้องเรียนจากอำเภอสทิงพระ และห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เกี่ยวข้องกับที่พิพาท กับให้จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า บิดาโจทก์ปล่อยให้ที่ดินบางส่วนเป็นที่รกร้างว่างเปล่าจนเกินกำหนด ๓ ปี ที่พิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖ (๑) โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินต่อจากบิดาจึงไม่อาจอ้างสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และโจทก์ยังปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าตลอดมา ที่พิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐตามมาตรา ๖ (๑) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้เต็มเนื้อที่ตามคำขอของโจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้ว่าโจทก์จะมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เกี่ยวข้องกับที่พิพาท และโดยเฉพาะขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสำคัญ ซึ่งการที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินก็เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของโจทก์ในการที่จะขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินให้ได้ การที่จำเลยที่ ๑ ผู้คัดค้านจะเป็นเอกชนผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน แต่ในการออกโฉนดที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินก็ย่อมเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไม่ว่าผู้คัดค้านจะเป็นเอกชนหรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้ ก็จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ ๑ หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางแหม ตุละ โจทก์ นายสุนทร วิบูลย์พันธ์ ที่ ๑ นายสุนทร ณ พัทลุง ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแหม ตุละ
จำเลย — นายสุนทร วิบูลย์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 126/2556
#557175
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยเป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่แปรรูปมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด อันเป็นบริการสาธารณะด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์จำเลยทำสัญญาร่วมลงทุนจัดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟ เพื่อเป็นโครงข่ายวงจรทางไกลรองรับการขยายหมายเลขโทรศัพท์และเป็นข่ายสำรองฉุกเฉินของจำเลย จึงเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการสื่อสารโทรคมนาคมให้บรรลุผล สัญญาร่วมลงทุนจัดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ส่วนสัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำการดูแลซ่อมบำรุงรักษาโครงข่ายเคเบิลใยแก้วเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาร่วมลงทุน ซึ่งเป็นสัญญาหลัก สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำเนา

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๖/๒๕๕๖

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๔ บริษัทคอม - ลิ้งค์ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๖๔๙/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๓๓ โจทก์และจำเลยทำสัญญาร่วมลงทุนจัดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟ (Fibre Optic Cable Transmission System) เพื่อเป็นข่ายรองรับวงจรทางไกล และเป็นข่ายสำรองฉุกเฉินของจำเลย เพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทยใช้เป็นระบบสื่อสัญญาณควบคุมการเดินรถและเป็นระบบโทรคมนาคมสำหรับการบริหารงานภายในของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีกำหนดเวลา ๒๐ ปี นับแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๔ โดยโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมด เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์โครงข่ายทำการก่อสร้างและติดตั้ง รวมทั้งการให้บริการโครงข่ายและให้บรรดาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนทรัพย์สินอื่นๆ ที่โจทก์ได้กระทำขึ้นหรือจัดหามาไว้สำหรับดำเนินการตามสัญญาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทันทีที่ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยและทดสอบตรวจรับแล้ว และโจทก์มีหน้าที่บำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี นับแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๔ โดยจำเลยตกลงแบ่งรายได้จากการให้บริการโครงข่ายเคเบิลใยแก้วให้แก่โจทก์เป็นรายปีตามอัตราส่วนของรายได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญา ก่อนที่โจทก์จะหมดหน้าที่ในการดูแลและบำรุงรักษาตามสัญญาร่วมลงทุน จำเลยได้ตกลงทำสัญญาซ่อมบำรุงจัดหาอุปกรณ์โครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟกับโจทก์ โดยว่าจ้างให้โจทก์ทำการดูแลตรวจซ่อมบำรุงรักษาโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง ตลอดจนทรัพย์สินอื่นๆ เป็นระยะเวลา ๕ ปี นับแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๙ หลังจากทำสัญญากันแล้วจำเลยชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ตลอดมา จนกระทั่ง ๕ เดือนสุดท้ายของอายุสัญญา จำเลยไม่ยอมชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างจำนวน ๑๑๖,๔๐๘,๒๖๑.๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน๑๑๒,๐๔๔,๑๐๘.๘๒ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยรับผิดชอบค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันแก่ธนาคารจนกว่าจะคืนโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาซ่อมบำรุง โดยมิได้จัดให้ช่างผู้มีความรู้ความชำนาญมาตรวจสอบบำรุง ทำให้ Sever ไม่สามารถใช้งานได้ การซ่อมบำรุงรักษาส่วนอุปกรณ์มีค่า Loss สูงเกินค่ามาตรฐาน อุปกรณ์และทรัพย์สินบางส่วนอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม สูญหายหรือเสียหายจนใช้การไม่ได้ ซึ่งจำเลยได้แจ้งให้โจทก์แก้ไขปรับปรุงแล้ว แต่โจทก์ไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหาย และค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันธนาคาร ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาร่วมลงทุนและสัญญาซ่อมบำรุงเกี่ยวเนื่องกันตามข้อ ๑๖ ของสัญญาซ่อมบำรุงถือเป็นกิจการที่หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ในการจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการโทรศัพท์ เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชนจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล และเป็นกิจการสาธารณูปโภค สัญญาทั้งสองฉบับจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และสัญญาว่าจ้างบำรุงรักษาโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟสืบเนื่องมาจากสัญญาร่วมลงทุนโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟ ระหว่างคู่สัญญาสามฝ่าย คือ โจทก์ จำเลย และการรถไฟแห่งประเทศไทยอันมีลักษณะเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองมอบให้เอกชนดำเนินการจัดสร้างโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟเพื่อใช้ในกิจการบริการสาธารณะอันทำให้พิจารณาได้ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่กรณีพิพาทคดีนี้เกี่ยวกับการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดนัดสัญญาไม่ชำระเงินค่าจ้างซ่อมบำรุงรักษาโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟ ฉบับลงวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๘ ซึ่งเกิดจากการตกลงกันโดยปกติธรรมดาระหว่างคู่สัญญาโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และข้อสัญญาไม่ปรากฏว่ามีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยตรงแต่อย่างใด จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งทั่วไป มิใช่ข้อพิพาทตามสัญญาทางปกครองอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยสัญญาฉบับแรกเป็นสัญญาร่วมลงทุนจัดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟระหว่างโจทก์ จำเลย และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นโครงข่ายวงจรทางไกลรองรับการขยายหมายเลขโทรศัพท์ประจำที่ให้บริการโทรศัพท์แก่ประชาชนและเป็นข่ายสำรองฉุกเฉินของจำเลยที่ก่อสร้างในที่ดินของการรถไฟแห่งประทศไทย เพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทยใช้เป็นระบบสื่อสัญญาณควบคุมการเดินรถและเป็นระบบโทรคมนาคมสำหรับการบริหารงานภายในของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีกำหนดเวลา ๒๐ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ โดยเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่โจทก์ทำขึ้นและหามาไว้สำหรับโครงข่ายเคเบิลใยแก้วตามสัญญาให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และโจทก์จะต้องดูแลตรวจซ่อมบำรุงรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนทรัพย์สินอื่นๆ เป็นระยะเวลา ๑๕ ปี โดยมีภาระตรวจซ่อมบำรุงรักษา จนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ สัญญาฉบับนี้จึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองมอบหมายให้เอกชนร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนสัญญาฉบับที่สองเป็นสัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำการดูแลซ่อมบำรุงรักษาโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนทรัพย์สินอื่นๆ ในระยะเวลา ๕ ปี สุดท้ายของสัญญาร่วมลงทุนจัดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ โดยโจทก์ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการตรวจซ่อมบำรุงรักษา แก้ไขเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น ตลอดจนการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการดูแลตรวจซ่อมบำรุงรักษาและทดแทนส่วนที่ชำรุดเสียหายเพื่อให้โครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่จำเลยใช้ในการให้บริการโทรศัพท์แก่ประชาชนอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีเช่นเดียวกับสัญญาฉบับแรก สัญญาฉบับนี้ จึงเป็นสัญญาที่จำเลยซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการโทรศัพท์รวมถึงการซ่อมบำรุงเสาและสายโทรศัพท์ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในกิจการโทรศัพท์มอบหมายให้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนดำเนินการบำรุงรักษาและซ่อมแซมโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ ของจำเลยให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีตลอดเวลาต่อเนื่องจากสัญญาฉบับแรก เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยมีความต่อเนื่องและบรรลุผล อันเป็นสัญญาที่ให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาฉบับที่สองที่พิพาทในคดีนี้จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ศาลจะพิพากษาว่าฝ่ายใดเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดตามฟ้องหรืออีกนัยหนึ่งคือ เป็นผู้รับผิดชอบในค่าซ่อมบำรุง และค่าจัดหาอุปกรณ์โครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟ นั้น ศาลจะต้องพิจารณาตามสัญญาดังกล่าวข้างต้นทั้งสองฉบับ ว่าใครเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดตามสัญญา ถึงแม้ว่าเงื่อนไขในการรับภาระในการซ่อมบำรุงในระยะแรกจะสิ้นสุดก่อนระยะเวลาตามสัญญาร่วมทุนก็ตาม อีกทั้งข้อ ๑๖ ของสัญญาฉบับที่สองยังกำหนดให้นำข้อความตามสัญญาฉบับแรกในส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลตรวจซ่อมบำรุงรักษาโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงมาบังคับใช้ คดีนี้กรณีพิพาทที่แท้จริงจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองทั้งด้านรูปแบบและเนื้อหา ดังนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำบังคับให้จำเลยชำระค่าจ้างที่ค้างชำระและค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ จำเลยเป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่แปรรูปมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด พร้อมโครงข่ายโทรคมนาคมผ่านบริการต่างๆ ซึ่งรวมถึงการให้บริการเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ อันเป็นบริการสาธารณะด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งถือเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์จำเลยทำสัญญาร่วมลงทุนจัดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟ เพื่อเป็นโครงข่ายวงจรทางไกลรองรับการขยายหมายเลขโทรศัพท์และเป็นข่ายสำรองฉุกเฉินของจำเลย โดยโจทก์เป็นผู้จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ มาติดตั้ง สัญญาดังกล่าวมีกำหนด ๒๐ ปี แต่ตามข้อสัญญากำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาระบบเพียง ๑๕ ปี เท่านั้น ภายหลังโจทก์จำเลยได้ดำเนินการตามสัญญามาจนถึงปีที่ ๑๔ จำเลยจึงทำสัญญาพิพาทว่าจ้างโจทก์ให้บำรุงรักษาต่ออีกเป็นเวลา ๕ ปี จึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อสัญญาร่วมลงทุนจัดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟอันเป็นสัญญาหลักและเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีสาระสำคัญเพื่อเป็นข่ายรองรับวงจรทางไกลรองรับการขยายหมายเลขโทรศัพท์ประจำที่ให้บริการโทรศัพท์แก่ประชาชนและเป็นข่ายสำรองฉุกเฉินของจำเลย ตามภารกิจในการให้บริการเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ของจำเลย ดังนั้น โครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟ จึงเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการสื่อสารโทรคมนาคมให้บรรลุผล สัญญาร่วมลงทุนจัดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ส่วนสัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำการดูแลซ่อมบำรุงรักษาโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนทรัพย์สินอื่นๆ ในระยะเวลา ๕ ปี สุดท้ายของสัญญาร่วมลงทุนดังกล่าว โดยโจทก์ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการตรวจซ่อมบำรุงรักษา แก้ไขเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น ตลอดจนการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการดูแลตรวจซ่อมบำรุงรักษาและทดแทนส่วนที่ชำรุดเสียหายเพื่อให้โครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่จำเลยใช้ในการให้บริการโทรศัพท์แก่ประชาชนอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีเช่นเดียวกับสัญญาร่วมลงทุน โดยข้อ ๑๖ ของสัญญาพิพาทกำหนดให้นำข้อความตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลตรวจซ่อมบำรุงรักษาโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงมาบังคับใช้ และเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาร่วมลงทุนซึ่งเป็นสัญญาหลัก สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทคอม - ลิ้งค์ จำกัด โจทก์ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอม-ลิงค์ จำกัด
จำเลย — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 125/2556
#557174
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนเจ้าของรถยนต์ (แท็กซี่) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกกรมการขนส่งทางบก ไม่ยอมจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ (แท็กซี่) ให้ โดยอ้างว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ เพราะเป็นทรัพย์มรดกของผู้มีชื่อต้องให้ทายาทของผู้มีชื่อดำเนินการ ขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสมุดคู่มือจดทะเบียนมาเป็นชื่อโจทก์ หรือตามคำสั่งของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย กับค่าขาดประโยชน์ เห็นว่า การจดทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายในอันที่จะเป็นการรับรองคุ้มครอง สิทธิในทรัพย์สินของบุคคลแต่อย่างใด เป็นเพียงหลักฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการควบคุมการใช้รถและการเสียภาษีของเจ้าพนักงานเท่านั้น ซึ่งในการจดทะเบียนรถยนต์นายทะเบียนจะต้องดำเนินการไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง เมื่อคดีนี้ไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทระหว่างโจทก์กับทายาทของผู้มีชื่อ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีเพียงประเด็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ ว่ากระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๕/๒๕๕๖

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ นายวรศักดิ์ พวงเดช โจทก์ ยื่นฟ้องกรมการขนส่งทางบก ที่ ๑ สำนักงานมาตรฐานงานทะเบียนและภาษีรถยนต์ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๕/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้ครอบครองรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่มิเตอร์) ประเภทบุคคลสีเขียวเหลือง โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ มีวัตถุประสงค์ให้นายอำนวย กุยศรีกุล ใช้เป็นรถรับจ้างและจดทะเบียนให้นายอำนวยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตามระเบียบของจำเลยทั้งสองที่กำหนดให้ผู้มีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะเท่านั้นที่จะจดทะเบียนรถรับจ้างได้ โจทก์รับรถยนต์พิพาทไว้ในครอบครองก่อนที่นายอำนวยจะถึงแก่กรรม ต่อมาเมื่อนายอำนวยถึงแก่กรรมโจทก์ตกลงขายรถยนต์พิพาทให้แก่นายเดชา บุญนะ โดยโจทก์และ นายเดชายื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ต่อนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ พร้อมทั้งแจ้งข้อเท็จจริงรวมทั้งพยานหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของโจทก์จน แจ้งชัดแล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จริง แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้โดยอ้างว่า รถยนต์พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายอำนวย และแนะนำให้ทายาทนายอำนวยมาดำเนินการแทน ต่อมาโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ ๑ ขอให้เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในคู่มือจดทะเบียนรถอีก แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย และได้ให้จำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าไม่สามารถจดทะเบียนให้แก่โจทก์ได้เนื่องจากรถยนต์พิพาทเป็นทรัพย์มรดกตามระเบียบของกรมการขนส่งทางบกฯ ข้อ ๓๖ อันเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้องและโดยสุจริต เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถเป็นชื่อโจทก์ หรือนายเดชา บุญนะ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามคำสั่งของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท โจทก์เพิ่งมาอ้างกรรมสิทธิ์หลังจากนายอำนวยผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ถึงแก่ความตาย ทั้งโจทก์ไม่ใช่ทายาทของนายอำนวย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย เอกสารที่โจทก์นำมายื่นไม่สามารถยืนยันได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่แท้จริง การโอนรถโดยการรับมรดกที่ไม่มีพินัยกรรม และไม่มีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติตามระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๓๑ ข้อ ๓๔ และข้อ ๓๖ ที่กำหนดให้ทายาทของผู้ตายแสดงความจำนงขอรับโอน ซึ่งโจทก์ไม่ใช่ทายาทของผู้ตายและไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท ทั้งรถยนต์พิพาทเป็นรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่) ซึ่งตามระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการรับจดทะเบียนรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) ในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๖ และข้อ ๑๐ กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ประสงค์จะจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างต้องยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพร้อมหลักฐานใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะเพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้างสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์รับจ้าง โจทก์ไม่ได้ประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้าง หรือประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคลหรือสหกรณ์ โจทก์จึงไม่อาจเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท การดำเนินการของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีนี้เกิดจากกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่มิเตอร์) ประเภทบุคคลสีเขียวเหลืองแตกต่างไปจากใบคู่มือจดทะเบียนที่ระบุว่านายอำนวยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และโจทก์ได้ทำคำขอให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องหรือโอนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายเดชาตามคำสั่งของโจทก์ หากแต่จำเลยที่ ๑ เห็นว่านายอำนวยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่มิเตอร์) ประเภทบุคคลสีเขียวเหลืองดังกล่าว เพราะมีชื่ออยู่ในใบคู่มือจดทะเบียน ดังนั้น การยื่นคำร้องของโจทก์เพื่อให้เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นชื่อโจทก์ในใบคู่มือจดทะเบียนหรือการโอนต่อไปให้แก่บุคคลภายนอกต้องกระทำตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องมรดก ดังนั้นในเบื้องต้นการพิจารณา จึงต้องพิจารณาถึงกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงเสียก่อนว่าเป็นของโจทก์หรือเป็นทรัพย์มรดกของนายอำนวย ซึ่งการวินิจฉัยในกรณีนี้อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ ๑ การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถยนต์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่) หรือการโอนรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่) เป็นการใช้อำนาจของนายทะเบียนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อจัดระเบียบและควบคุมการใช้รถยนต์ มิใช่การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามนัยมาตรา ๑๗/๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่บัญญัติว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถยนต์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งการโอนรถที่จดทะเบียนแล้ว ผู้โอนและผู้รับโอนต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันโอน และการแจ้งให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกำหนด ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวประกอบกับระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๓๑ และระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการรับจดทะเบียนรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) ในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๔๙ สำหรับการโอนรถโดยการรับมรดกที่ไม่มีพินัยกรรมและไม่มีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ตามข้อ ๓๔ (๕) ประกอบกับข้อ ๓๖ ของระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๓๑ กำหนดให้นายทะเบียนจะต้องตรวจสอบหลักฐานประกอบคำขอ ซึ่งประกอบด้วยใบคู่มือจดทะเบียนรถ สำเนาใบมรณะบัตรของเจ้าของมรดกและหลักฐานประจำตัวของผู้รับโอน เมื่อหลักฐานประกอบคำขอถูกต้องแล้ว นายทะเบียนจะต้องดำเนินการตรวจสอบรถ และจัดทำหนังสือไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือพนักงานสอบสวนท้องที่ตามภูมิลำเนาของเจ้ามรดกเพื่อขอความร่วมมือในการสอบปากคำบรรดาทายาทของเจ้ามรดก พร้อมทั้งขอให้ดำเนินการประกาศรับโอนมรดกนั้น หากไม่อาจดำเนินการดังกล่าวได้ นายทะเบียนจะต้องแจ้งให้ผู้รับโอนยื่นคำร้องต่อศาลให้มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก แล้วนำคำสั่งศาลมาเป็นหลักฐานประกอบการโอนรถก่อนที่นายทะเบียนจะดำเนินการบันทึกรายการโอนในทะเบียนรถและใบคู่มือจดทะเบียนรถตามคำขอโอนรถได้ ดังนั้น การที่นายทะเบียนต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถหรือโอนรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่) ตามคำร้องหรือไม่ จะต้องดำเนินการตามบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยรถยนต์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนด จึงต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยรถยนต์อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในลักษณะที่มีอำนาจเหนือเอกชน ทั้งนี้ หากนายทะเบียนเห็นว่ามีกรณีที่จะต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถหรือโอนรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่) ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล กรณีที่ศาลปกครองเข้าไปตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษาและคำบังคับตามมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเช่นกัน ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจที่จะวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินอันเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาในเบื้องต้นได้ตามมาตรา ๗๑ (๔) แล้วจึงพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไป อีกทั้งข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินไม่ใช่เกณฑ์ในการพิจารณาอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

เมื่อมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่โจทก์ได้มีคำร้องขอเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ (แท็กซี่) คันพิพาท ต่อนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองปฏิเสธไม่ดำเนินการให้ โดยอ้างว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายอำนวย โจทก์มิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ต้องให้ทายาทของนายอำนวยดำเนินการแทน โจทก์เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการตามที่โจทก์ร้องขอ แต่จำเลยทั้งสองกับพวกไม่ทำการจดทะเบียนให้ เป็นการกระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้จำเลย ทั้งสองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสมุดคู่มือจดทะเบียนจากนายอำนวยเป็นชื่อโจทก์ หรือนายเดชาหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามคำสั่งของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย กับค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องและคำขอจึงเป็นการโต้แย้งการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ ว่ากระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐให้ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ หน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ ๑ โดยตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ (แท็กซี่) คันพิพาทต่อนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองไม่ทำการจดทะเบียนให้ โดยอ้างว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ เพราะเป็นทรัพย์มรดกของนายอำนวย ต้องให้ทายาทของนายอำนวยดำเนินการแทน เป็นการกระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสมุดคู่มือจดทะเบียนจากนายอำนวยเป็นชื่อโจทก์ หรือนายเดชาหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามคำสั่งของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย กับค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า รถยนต์พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายอำนวย โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ การโอนรถโดยการรับมรดกที่ไม่มีพินัยกรรม และไม่มีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย ทั้งโจทก์ไม่ได้ประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้าง จึงไม่อาจเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท การดำเนินการของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การจดทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายในอันที่จะเป็นการรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลแต่อย่างใด เป็นเพียงหลักฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการควบคุมการใช้รถและการเสียภาษีของเจ้าพนักงานเท่านั้น ซึ่งในการจดทะเบียนรถยนต์นายทะเบียนจะต้องดำเนินการไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง เมื่อคดีนี้ไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทระหว่างโจทก์กับทายาทของนายอำนวย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีเพียงประเด็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ ว่ากระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวรศักดิ์ พวงเดช โจทก์ กรมการขนส่งทางบก ที่ ๑ สำนักงานมาตรฐานงานทะเบียนและภาษีรถยนต์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรศักดิ์ พวงเดช
จำเลย — กรมการขนส่งทางบก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 123/2556
#557172
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาชี้ขาดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และการมีคำสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า คำร้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมิใช่กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ที่คณะกรรมการจะมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๙ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ คำร้องดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๑๒๓/๒๕๕๖

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

-

ระหว่าง

-

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

พันตำรวจตรี เสงี่ยม สำราญรัตน์ ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และมีคำสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทำคำชี้แจงเป็นการไม่ชอบ อันเป็นกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๙

ข้อเท็จจริงในคดี

พันตำรวจตรี เสงี่ยม สำราญรัตน์ ยื่นคำร้องลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของประธานรัฐสภาที่ส่งความเห็นของนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิภา (สรรหา) กับพวกรวม ๕๐ คน และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กับพวกรวม ๖๒ คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๒๗ ส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลปกครอง และมาตรา ๒๘ ส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขัดแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้ปรับลดงบประมาณจากที่หน่วยงานได้เสนอขอจัดสรร รวมทั้งในชั้นแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ ไม่มีการเชิญหน่วยงานดังกล่าวร่วมหารือด้วย โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทำคำชี้แจงต่อศาลในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ผู้ร้องเห็นว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร มาตรา ๑๙๘ บัญญัติให้บรรดาศาลจะตั้งขึ้นได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ มาตรา ๒๑๖ และมาตรา ๓๐๐ บัญญัติให้วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจออกข้อกำหนดเกี่ยวกับวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยได้ แต่ต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญและไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดไว้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องดังกล่าวและมีคำสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการไม่ชอบ และเป็นกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๙ ขอให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คำร้องของพันตำรวจตรี เสงี่ยม สำราญรัตน์ ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลอื่น และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นกรรมการ และวรรคสอง บัญญัติว่า หลักเกณฑ์การเสนอปัญหาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลไว้ ๓ ลักษณะ ได้แก่ กรณีมีปัญหาว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งและวรรคสอง กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ และกรณีอื่นที่อำนาจหน้าที่ระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๕ ดังนั้น คำร้องที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้จึงต้องเป็นกรณีตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ กล่าวคือ จะต้องเป็นการขัดแย้งอำนาจหน้าที่กันระหว่างศาลแต่ละระบบ ศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง ศาลปกครองกับศาลทหาร หรือศาลทหารกับศาลยุติธรรม การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาชี้ขาดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และการมีคำสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นการไม่ชอบ ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมิใช่กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ที่คณะกรรมการจะมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๙ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ คำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงมีคำสั่งว่า คำร้องของพันตำรวจตรี เสงี่ยม สำราญรัตน์ ผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้อง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พันตำรวจตรี เสงี่ยม สำราญรัตน์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 122/2556
#557171
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารและสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ให้เช่า กับเอกชน ผู้เช่า มีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้าง เพื่อจัดหาประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน และโจทก์ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเอกชน มิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๒/๒๕๕๖

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทรัชดาร่วมสิทธิ์ จำกัด จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๑๕/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๔ จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินรายย่อยในพื้นที่เช่าแปลงที่ ๘๔-๘๕ ของโจทก์บริเวณริมถนนรัชดาภิเษก ยื่นคำเสนอขอเช่าที่ดินแปลงที่ ๘๔-๘๕ เพื่อดำเนินโครงการจัดประโยชน์ในที่ดินเป็นเวลา ๓๐ ปี โจทก์ทำคำสนองมีเงื่อนไขเสนอให้จำเลยเช่าที่ดินแปลงที่ ๘๔ บางส่วน และแปลงที่ ๘๕ จำนวนพื้นที่ ๑,๘๕๐ ตารางเมตร โดยคิดค่าธรรมเนียมจัดประโยชน์ ๔,๔๙๒,๐๐๐ บาท จัดทำสัญญาเช่าในคราวเดียวกัน ๒ ฉบับ คือสัญญาเช่าที่ดิน เพื่อปลูกสร้างอาคารกับสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อจัดหาประโยชน์มีกำหนด ๓๐ ปี โดยให้อาคารสิ่งปลูกสร้างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันทีที่เริ่มปลูกสร้าง ระหว่างก่อสร้างอาคารคิดค่าเช่าปีแรกเป็นเงิน ๑๗๗,๑๓๐ บาท ปีที่สองเป็นเงิน ๓๗๒,๕๓๑ บาท เมื่อก่อสร้างอาคารเสร็จให้เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อจัดหาประโยชน์มีกำหนด ๓๐ ปี คิดค่าเช่าปีละ ๕๘๖,๔๔๓ บาท และปรับเพิ่มค่าเช่าในอัตราร้อยละ ๕ ทุกปี จำเลยสนองรับเงื่อนไขของโจทก์ทุกประการ ต่อมาโจทก์ปรับปรุงเงื่อนไขของสัญญาโดยลดพื้นที่เช่าของจำเลยลงและคิดผลตอบแทนใหม่ กำหนดระยะเวลาก่อสร้างอาคาร ๓ ปี จำเลยสนองรับเงื่อนไขของโจทก์ทุกประการ โจทก์จึงอนุญาตให้จำเลยเช่าที่ดินตามเงื่อนไขที่กำหนดและทำสัญญาเช่าให้จำเลยลงนาม แต่จำเลยไม่ลงนามและไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ให้ครบถ้วน เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๓ โจทก์อนุญาตให้จำเลยผ่อนชำระค่าใช้ประโยชน์ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ เป็นเงิน ๓,๘๐๐,๙๐๓ บาท เป็นรายเดือนรวม ๓๖ งวด แต่จำเลยไม่ชำระเงินค่าใช้ประโยชน์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามกำหนดและไม่ลงนามในสัญญาเช่าที่ตกลงกัน เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๐ โจทก์ลดพื้นที่เช่าของจำเลยลงเหลือ ๑,๕๓๑.๕๐ ตารางเมตร จำเลยตกลงและขอให้โจทก์คิด ค่าเช่าตามพื้นที่เช่าที่แท้จริง โจทก์จึงทำบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าและแจ้งให้จำเลยลงนามในสัญญาเช่าและบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่า แต่จำเลยไม่ลงนามและไม่ชำระค่าใช้ประโยชน์และค่าเสียหายที่ค้างชำระ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าโดยเพิกถอนสิทธิการเช่าของจำเลย และทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่าเช่า ค่าภาษีบำรุงท้องที่และค่าใช้ประโยชน์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑๑,๓๖๔,๓๗๐.๐๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี กับให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยชำระค่าใช้ประโยชน์จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยยังมิได้ลงนามในสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสัญญาเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารทั้งสองฉบับ จำเลยครอบครองที่ดินเพื่อทำสัญญาเช่ามิใช่เป็นการรับมอบตามสัญญา สัญญาทั้งสองฉบับจึงไม่สามารถใช้บังคับกับจำเลยได้ ที่ดินที่จะเช่ามีผู้บุกรุก จำเลยขอให้โจทก์มอบอำนาจให้ดำเนินคดีกับผู้บุกรุก แต่โจทก์เพิกเฉย ทำให้จำเลยไม่สามารถกำหนดระยะเวลาในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่ดินที่เช่าได้ จึงไม่เป็นธรรมกับจำเลยที่ต้องลงนามในสัญญาเช่าที่ดินโดยไม่สามารถใช้ที่ดินได้ จำเลยจึงไม่ได้เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จึงไม่ต้องออกจากที่ดินและรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลพิพาทเกี่ยวกับคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนให้ชำระเงินค่าเช่า ค่าภาษีบำรุงท้องที่ และค่าใช้ประโยชน์ กับให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์และให้จำเลยใช้ค่าใช้ประโยชน์จนกว่าจะออกจากที่ดินของโจทก์ เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์แก่โจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วน และไม่ลงนามในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทและบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตามที่ตกลงกัน ข้อพิพาทจึงเป็นเรื่องสัญญาเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารและสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยโจทก์จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินของตนและได้กรรมสิทธิ์ในอาคารที่จำเลยก่อสร้าง ส่วนจำเลยจะได้รับผลประโยชน์เป็นสิทธิการเช่าที่ดินและอาคารเป็นเวลา ๓๐ ปี นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยในกรณีนี้จึงเป็นการดำเนินกิจการในการทำธุรกรรมทางแพ่งทั่วไปและมีลักษณะมุ่งผูกพันตนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ในการจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟและธุรกิจอื่นซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ สำหรับคดีนี้ โดยที่การได้มาซึ่งที่ดินรถไฟเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ ซึ่งคงใช้บังคับต่อไปเท่าที่มิได้มีความขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ โดยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวกำหนดขั้นตอนและวิธีการที่แสดงให้เห็นว่าการจัดหาที่ดินของโจทก์เกิดจากการบังคับให้เจ้าของหรือผู้ที่ปกครองทรัพย์โดยชอบด้วยกฎหมายขายให้แก่โจทก์ ส่งผลให้ที่ดินรถไฟมีสถานะตามกฎหมายที่พิเศษและแตกต่างจากที่ดินซึ่งเอกชนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เนื่องจากเป็นที่ดินที่ได้มาโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ด้วยเหตุนี้การที่โจทก์จะนำที่ดินรถไฟไปจัดหาประโยชน์เพื่อพัฒนาทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์และเพิ่มพูนรายได้ จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ขั้นตอนและวิธีการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและระเบียบของโจทก์ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การอนุมัติหรืออนุญาตให้เช่าตามหลักเกณฑ์ขั้นตอนและวิธีการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและระเบียบของโจทก์จึงถือเป็นการออกคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ และเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดการเกี่ยวกับผลประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์ ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งในสัญญาเช่า ข้อ ๑ กำหนดว่า หากผู้ให้เช่ามีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์พื้นที่บางส่วนเพื่อดำเนินกิจการอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อกิจการนั้น ๆ ได้ทันที โดยผู้เช่าไม่มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าทดแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะให้เอกสิทธิ์แก่รัฐที่จะบอกเลิกข้อตกลงหรือสัญญาเมื่อใดก็ได้เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์บรรลุผล อันแสดงให้เห็นถึงอำนาจในการทำสัญญาทางปกครองของหน่วยงานของรัฐที่มีอยู่เหนือคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของสัญญาทางปกครอง สัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงที่แท้จริงจากหน่วยงานของรัฐตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลปกครอง คดีนี้จึงสมควรได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าเช่า ค่าภาษีบำรุงท้องที่และค่าใช้ประโยชน์ กับให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยชำระค่าใช้ประโยชน์จนกว่าจะออกจากที่ดินของโจทก์ เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์แก่โจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วน และไม่ลงนามในสัญญาเช่าที่ดินและบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าที่ดินตามที่ตกลงกัน จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารและสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารและสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติมีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้เช่าที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้างเพื่อจัดหาประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งมีเนื้อหาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน และโจทก์ประสงค์เพียงค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์ ในที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้างซึ่งก็เป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเอกชนเท่านั้น มิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ บริษัทรัชดาร่วมสิทธิ์ จำกัด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทรัชดาร่วมสิทธิ์ จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 121/2556
#557170
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่และหน่วยงานทางปกครอง รวม ๖ คน อ้างว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจากถูกหน่วยงานทางปกครองครองคัดค้านการรังวัด จนกระทั่งเจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบ และมีคำสั่งไม่ออกโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก ขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย และพิพากษาว่าที่ดินทั้งห้าแปลงเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งหก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งหกที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกกล่าวอ้างเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำเนา

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๑/๒๕๕๖

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเชียงราย

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นางอมรา วิชยาภัย บุนนาค ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ที่ ๒ กรมทางหลวง ที่ ๓ แขวงการทางเชียงราย ที่ ๔ กระทรวงการคลัง ที่ ๕ ธนารักษ์พื้นที่เชียงราย ที่ ๖ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๑๑/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. จำนวน ๕ แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ต่อมาทางราชการประกาศสำรวจรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทั้งหกยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ คัดค้านการรังวัด โดยอ้างว่า มีการนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเขตทางหลวงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายนำเรื่องเสนอคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัด (กบร. ส่วนจังหวัด) โดย กบร. ส่วนจังหวัดมีมติให้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการเปรียบเทียบการออกโฉนดที่ดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ในฐานะผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ในฐานะผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก เนื่องจากเห็นว่าได้ที่ดินมาภายหลังที่ทางราชการได้ประกาศสงวนหวงห้ามไว้ ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดีกว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และคำคัดค้านของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๖ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก เพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ และพิพากษาว่าที่ดินทั้งห้าแปลงเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งหก ห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ หรือตัวแทนเข้าไปเกี่ยวข้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งหกหรือเป็นที่ราชพัสดุซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๖ คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ (ที่สงวนนอกเขตทางหลวง) ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนไว้ ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และคำคัดค้านของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๖ เป็นคำสั่งและคำคัดค้านที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากประกาศสงวนหวงห้ามของอำเภอเมือง ลงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๗๖ ออกใช้บังคับโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยผู้ลงนามในท้ายประกาศเป็นบุคคลที่ไม่มีอำนาจลงนาม การสงวนหวงห้ามที่ดินตามประกาศ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังเห็นว่าระยะของที่ดินตามประกาศดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อน อันเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้นำผลการรังวัดที่ดินพิพาทไปพิจารณา ประกอบกับหลักฐานระวางภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งหากพิจารณาจากหลักฐานระวางภาพถ่ายทางอากาศก็จะพบว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในแนวเขตที่ดินตามประกาศสงวนหวงห้ามแต่อย่างใด เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับซึ่งสิทธิ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงรายพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งหกหรือเป็นที่ราชพัสดุอันเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ โดยกรณีจะมีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการใช้อำนาจตามกฎหมายของรัฐว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายได้นั้นก็ต่อเมื่อมีการพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใด เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ดังนั้น คดีที่มีประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม เมื่อการขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีทั้งหกมีการโต้แย้งสิทธิ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินในคดีนี้จึงได้แก่ศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. จำนวน ๕ แปลง แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ คัดค้านการรังวัด โดยอ้างว่ามีการนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเขตทางหลวงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ต่อมาเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ในฐานะผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ในฐานะผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ก็คัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก เนื่องจากเห็นว่าได้ที่ดินมาภายหลังที่ทางราชการได้ประกาศสงวนหวงห้ามไว้ ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดีกว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และคำคัดค้านของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๖ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก เพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ทั้งห้าแปลง และพิพากษาว่าที่ดินทั้งห้าแปลงเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งหก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งหกที่ใช้สิทธิทางศาล ขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก และเพิกถอนคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ทั้งห้าแปลง ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกกล่าวอ้างเป็นสำคัญ ซึ่งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๖ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินก็เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหก ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางอมรา วิชยาภัย บุนนาค ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางอมรา วิชยาภัย ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 120/2556
#557169
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. โดยซื้อมาและจดทะเบียนต่อจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน แต่จำเลยที่ ๓ มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าการจดทะเบียนดังกล่าวคลาดเคลื่อน เพราะอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ และ พ.ร.ฎ.กำหนดที่ดินเป็นป่าคุ้มครอง ป่าบางละมุง จึงมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้เขตศรีราชาตรวจสอบพบว่า อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติบางละมุง การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าคุ้มครองอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีเอกชนผู้ซื้อที่ดินและผู้รับจำนองที่ดินแปลงอื่นที่ออก น.ส. ๓ ก. โดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ เช่นเดียวกับที่ดินของโจทก์และอยู่ในบริเวณเดียวกับที่ดินของโจทก์ได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๒ ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินกรณีให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. ๓ ก. ที่ออกโดยอาศัย ส.ค. ๑ ซึ่งศาลปกครองกลางได้พิจารณาและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำเนา

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๐/๒๕๕๖

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้องเพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๒ นายกตพล คงอุดม โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗/๒๕๕๒ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๗๐ ไร่ โดยซื้อมาจากเจ้าของเดิม เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๖ และจดทะเบียนต่อจำเลยที่ ๓ พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงเป็นผู้ซื้อและผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๓ มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าการจดทะเบียนดังกล่าวคลาดเคลื่อนโดยอ้างว่าที่ดินแปลงพิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ และพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินเป็นป่าคุ้มครอง ป่าบางละมุง โดยจำเลยที่ ๒ จะมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว โจทก์จึงคัดค้านและไม่ยินยอมส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก.เลขที่ ๑๑๐๗ ของโจทก์รวมทั้งที่ดินแปลงอื่นๆ โดยแจ้งว่าเป็น น.ส. ๓ ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวเปลี่ยนมาจาก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๑๖ (ที่ถูก น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖) โดยมีที่มาจากหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๖ ซึ่งแจ้งการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินเป็นป่าคุ้มครอง ป่าบางละมุง การแจ้งการครอบครองดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งตามมาตรา ๕ วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ มีหนังสือแจ้งคำสั่งของจำเลยที่ ๒ แก่โจทก์ และให้โจทก์ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ เป็นหนังสือของทางราชการและโจทก์ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต ตามระเบียบขั้นตอนและวิธีปฏิบัติของทางราชการ อีกทั้งที่ดินของโจทก์ก็ไม่ได้อยู่ในเขตป่าคุ้มครอง ป่าบางละมุง ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ ของโจทก์

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ในมูลคดีเดียวกันต่อศาลปกครองระยองเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๑/๒๕๔๙ ซึ่งศาลปกครองระยองมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๙๔/๒๕๔๙ โดยวินิจฉัยว่าแม้จะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเกี่ยวกับการเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ ของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีให้ได้ข้อยุติก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าคุ้มครองอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๖ หมู่ที่ ๑ ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเจ้าของเดิมได้แจ้งการครอบครองไว้ ต่อมาที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดังกล่าว ได้ออกเป็น น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ เนื้อที่ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ แล้วขายให้บริษัทนิวัชแลนด์ คอปโปเรชั่น จำกัด เมื่อบริษัทขอเปลี่ยนเป็น น.ส. ๓ ก. นายอำเภอบางละมุงและเจ้าหน้าที่ป่าไม้เขตศรีราชาตรวจสอบพบว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติบางละมุงทั้งแปลง ซึ่งบริษัทขอให้ออก น.ส. ๓ ก. โดยยืนยันสิทธิเท่าที่มีอยู่ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ นายอำเภอบางละมุงจึงออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๖ ให้แก่บริษัทแทน น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ ส่วนกรณีที่จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งที่ ๓๕๘๕/๒๕๔๘ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เนื่องจากที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ จึงไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ก. ได้ ดังนั้น น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ และ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๖ และเลขที่ ๑๑๐๗ จึงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งมีคดีที่เอกชนผู้ซื้อที่ดินและผู้รับจำนองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ที่ออกโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๖ ซึ่งเป็นที่ดินบริเวณเดียวกับที่ดินของโจทก์ได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๖๘/๒๕๔๙ และ ๗๙๔/๒๕๔๙ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินกรณีให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. ๓ ก. ที่ออกโดยอาศัย ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๖ และเลขที่ ๓๑๗ ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๕๓-๕๔/๒๕๕๔

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และโจทก์มุ่งประสงค์ให้ตรวจสอบการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นสำคัญ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จึงเป็นการโต้แย้งคำสั่งทางปกครองและเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ แม้จะมีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินปะปนอยู่ก็ตาม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ โดยซื้อมาจากเจ้าของเดิมและจดทะเบียนต่อจำเลยที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๓ มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าการจดทะเบียนดังกล่าวคลาดเคลื่อน โดยอ้างว่าที่ดินแปลงพิพาทอยู่ในเขตป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ และพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินเป็นป่าคุ้มครอง ป่าบางละมุง จำเลยที่ ๒ จึงมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ ของโจทก์รวมทั้งที่ดินแปลงอื่นๆ โดยแจ้งว่าเป็น น.ส. ๓ ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ ของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๖ ซึ่งเจ้าของเดิมได้แจ้งการครอบครองไว้ ต่อมาที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดังกล่าว ได้ออกเป็น น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ เนื้อที่ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ แล้วขายให้บริษัทนิวัชแลนด์ คอปโปเรชั่น จำกัด เมื่อบริษัทขอเปลี่ยนเป็น น.ส. ๓ ก. นายอำเภอบางละมุง และเจ้าหน้าที่ป่าไม้เขตศรีราชาตรวจสอบพบว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติบางละมุงทั้งแปลง ซึ่งบริษัทขอให้ออก น.ส. ๓ ก. โดยยืนยันสิทธิเท่าที่มีอยู่ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ นายอำเภอบางละมุงจึงออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๖ ให้แก่บริษัทแทน น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ ส่วนกรณีที่จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งที่ ๓๕๘๕/๒๕๔๘ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เนื่องจากที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๑๐๗ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๖ จึงไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ก. ได้ การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีเกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ การที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าคุ้มครองอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีเอกชนผู้ซื้อที่ดินและผู้รับจำนองที่ดินแปลงอื่นที่ออก น.ส. ๓ ก. โดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๖ เช่นเดียวกับที่ดินของโจทก์และอยู่ในบริเวณเดียวกับที่ดินของโจทก์ได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๒ ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๖๘/๒๕๔๙ และที่ ๗๙๔/๒๕๔๙ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินกรณีให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. ๓ ก. ที่ออกโดยอาศัย ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๖ และเลขที่ ๓๑๗ ซึ่งศาลปกครองกลางได้พิจารณาและมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๕๓-๕๔/๒๕๕๔ แล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายกตพล คงอุดม โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกตพล คงอุดม
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 119/2556
#557168
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ และ ภ.บ.ท. ๖ แต่จำเลยมีคำสั่งให้จัดทำหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แปลงป่าช้าดงหนองแล้ง ดอนคัดเค้าโดยรังวัดเอาที่ดินของโจทก์บางส่วน ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยออกคำสั่งยกเลิกแผนที่ น.ส.ล. บริเวณที่พิพาทและให้ที่ดินที่โจทก์ครอบครองเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ส่วนจำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและการออก น.ส.ล. ชอบด้วยระเบียบและกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) และมีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยออกคำสั่งยกเลิกแผนที่ น.ส.ล. บริเวณที่พิพาท ก็เพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ซึ่งเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ และการที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ก็ต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ซึ่งจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๙/๒๕๕๖

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕ นายสินธุ์ สาโรจน์ ที่ ๑ นางก้าน โคตะมะ ที่ ๒ นางฉวี ถวิลลัมภ์ ที่ ๓ นางโฮม พรมสูงยาง ที่ ๔ โจทก์ ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด จำเลย ต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๑๘/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒ ตำบลหนองผือ และที่ดินตามแบบสำรวจเนื้อที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. ๖) ตำบลคูเมือง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ โดยครอบครองต่อเนื่องมาจากนายเหลา สาโรจน์ บิดาของโจทก์ทั้งสี่ตั้งแต่ก่อนปี ๒๔๙๘ แต่ในปี ๒๕๔๐ จำเลยมีคำสั่งให้จัดทำหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แปลงป่าช้าดงหนองแล้ง ดอนคัดเค้า ซึ่งเป็นการจัดทำแผนที่ น.ส.ล. ที่ไม่ตรงกับความจริง มีการรังวัดเอาที่ดินของโจทก์ทั้งสี่รวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ น.ส.ล. ด้วย โดยโจทก์ทั้งสี่และทายาทไม่ทราบเรื่องและไม่มีโอกาสได้ชี้แจงหรือคัดค้านการรังวัดดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องของที่ดินตาม น.ส.ล. แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสี่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิที่ดินตามที่ครอบครองได้ ขอให้พิพากษาให้จำเลยออกคำสั่งยกเลิกแผนที่ น.ส.ล. บริเวณที่พิพาท และให้ที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครองตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒ และ ภ.บ.ท. ๖ เป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย

จำเลยให้การว่า การที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าจำเลยรังวัดเอาที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๓๒ เนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ รวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ น.ส.ล. นั้น ไม่เป็นความจริง ที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ รอ. ๐๒๐๐ เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและออกโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ในการรังวัดเจ้าของที่ดินข้างเคียงรวมทั้งโจทก์ที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับมรดกจากนายเหลาก็ร่วมรับรองแนวเขตโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ความจริงที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒ หลังจากนายเหลาถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๓ ได้นำ ส.ค. ๑ ดังกล่าวไปยื่นขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) คำนวณเนื้อที่ได้ ๘ ไร่ ๒๔ ตารางวา และในปี ๒๕๓๓ ได้มีการรังวัดออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๔ ให้แก่โจทก์ที่ ๓ ต่อมาในปี ๒๕๓๘ ได้มีการย้ายรูปแปลง น.ส. ๓ ก. เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๘๗๒ จึงถือว่าโจทก์ที่ ๓ ได้ขอออกเอกสารสิทธิที่ดินเต็มทั้งแปลงแล้ว การออกเอกสารสิทธิที่ดินและการออก น.ส.ล.ชอบด้วยระเบียบและกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่านายเหลาเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ และ ภ.บ.ท. ๖ รวมเนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ ภายหลังนายเหลาถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสี่เป็นบุตรที่นายเหลาบิดารับรองแล้วได้ครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ภายหลังจำเลยได้ออก น.ส.ล. ทับที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครอง จำเลยให้การว่าการออก น.ส.ล. ดังกล่าวได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมายแล้ว คดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามที่โจทก์ขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสี่หรือเป็นป่าช้าซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสี่หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์นั้น เป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีว่าการออก น.ส.ล. แปลงพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เป็นที่ดินของเอกชนหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ศาลจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒ และ ภ.บ.ท. ๖ เนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ โดยครอบครองต่อเนื่องมาจากนายเหลา บิดาของโจทก์ทั้งสี่ แต่จำเลยมีคำสั่งให้จัดทำหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แปลงป่าช้าดงหนองแล้งดอนคัดเค้าโดยรังวัดเอาที่ดินของโจทก์ทั้งสี่บางส่วน ทำให้โจทก์ทั้งสี่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิตามที่มีการครอบครองได้ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยออกคำสั่งยกเลิกแผนที่ น.ส.ล. บริเวณที่พิพาทและให้ที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครองตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒ และ ภ.บ.ท. ๖ เป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ส่วนจำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและการออก น.ส.ล. ชอบด้วยระเบียบและกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) และมีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แต่การที่โจทก์ทั้งสี่ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยออกคำสั่งยกเลิกแผนที่ น.ส.ล. บริเวณที่พิพาท ก็เพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ซึ่งเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสี่ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครอง สิทธิในที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ และการที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ได้นั้น ก็ต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ซึ่งจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสี่ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสินธุ์ สาโรจน์ ที่ ๑ นางก้าน โคตะมะ ที่ ๒ นางฉวี ถวิลลัมภ์ ที่ ๓ นางโฮม พรมสูงยาง ที่ ๔ โจทก์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสินธุ์ สาโรจน์ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 118/2556
#557167
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิซึ่งเดิมอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับค่าชดเชยที่ดินกรณีได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล แต่เมื่อปักหลักแนวเขตใหม่กลับไม่อยู่ในแนวเขตชลประทาน และผู้ถูกฟ้องคดีถมดินเพื่อสร้างอาคารสำนักงานรุกล้ำ ที่ดินพิพาท ขอให้จ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชยที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินอยู่นอกเขตอ่างเก็บน้ำทั้งแปลงและอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ อีกทั้งผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับค่าชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรี เห็นว่า ความมุ่งหมายในการฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีประสงค์เรียกเงินค่าชดเชยในฐานะที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเป็นสำคัญ มิได้มีคำขอให้ศาลพิพากษาแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินโต้แย้งกับรัฐไม่ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะให้การโต้แย้งว่าที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดิน ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์การได้รับค่าชดเชย การอ้างเรื่องความเป็นที่สาธารณประโยชน์ของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งประกอบกับหลักเกณฑ์ข้ออื่นที่ผู้ถูกฟ้องคดียกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าชดเชย ตามที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องมาในคำฟ้องเท่านั้น ประเด็นแห่งคดีจึงต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีว่าเข้าหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๘/๒๕๕๖

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดศรีสะเกษ

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๔ นางพิมพา โพธิบุตร ที่ ๑ นางสวาสดิ์ นิระบุตร ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง สำนักชลประทานที่ ๘ ที่ ๑ กรมชลประทาน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๕/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต่างเป็นเจ้าของที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ครอบครองทำประโยชน์สืบต่อมาจากบรรพบุรุษ ที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศลและอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับเงินค่าชดเชยที่ดิน โดยในการสำรวจแนวเขตที่ได้รับผลกระทบในครั้งแรกที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอยู่ในระวางซึ่งเจ้าหน้าที่ลงนามรับรอง ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปักหลักแนวเขตใหม่ ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอยู่นอกแนวเขตชลประทาน จึงไม่เข้าเกณฑ์การที่จะได้รับเงินค่าชดเชย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ติดใจและเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวตลอดมา แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการถมดินเพื่อสร้างอาคารสำนักงานหลายหลังในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยไม่ได้ขออนุญาตหรือมีข้อตกลงใดๆ กับผู้ฟ้องคดีทั้งสอง รวมทั้งมิได้ดำเนินการเวนคืนหรือจ่ายเงินค่าชดเชยเช่นเดียวกับเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอให้ระงับโครงการและเจรจากับผู้ฟ้องคดี ทั้งสอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่รับผิดชอบและดำเนินการต่อไปจนแล้วเสร็จ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายและค่าชดเชยที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ก่อนการก่อสร้างอาคารสำนักงานผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ตรวจสอบร่วมกับสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาราษีไศล ปรากฏว่าที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน (ทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์) ตาม น.ส.ล. เลขที่ ศก ๐๗๓๖ โดยไม่ปรากฏว่ามีชื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้ครอบครองแต่อย่างใด การเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินจึงไม่เป็นการบุกรุกที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย นอกจากนี้การก่อสร้างดังกล่าวยังได้รับความเห็นชอบจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแคในฐานะหน่วยงาน ที่มีหน้าที่ปกครองดูแลที่ดินบริเวณดังกล่าวแล้ว ทั้งได้มีการปิดประกาศการขออนุญาตใช้พื้นที่ แต่ไม่มีผู้ใดคัดค้านและขณะนี้อยู่ระหว่างรอความเห็นชอบให้ถอนสภาพที่สาธารณประโยชน์จากอำเภอราษีไศลและสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาราษีไศล ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างเป็นที่ดินที่อยู่หลังคันกั้นน้ำท้ายฝายราษีไศลซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ผลการรังวัดที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างเป็นที่ดินอยู่นอกเขตอ่างเก็บน้ำทั้งแปลงและอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ อีกทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับค่าชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรีและก่อนฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองก็ได้ลงลายมือชื่อยินยอมให้ขุดดินในที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อนำไปถมที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารจึงเป็นการสละสิทธิเรียกร้องแล้ว ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐอยู่ระหว่างดำเนินการขอใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์และขอถอนสภาพที่สาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่มีสิทธิในที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้คู่กรณีต่างอ้างสิทธิในที่พิพาท โดยโต้แย้งว่าใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถมดินเพื่อสร้างอาคารสำนักงานรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยไม่ได้ขออนุญาตหรือมีข้อตกลงใดๆ กับผู้ฟ้องคดีทั้งสอง รวมทั้งมิได้ดำเนินการเวนคืนหรือการจ่ายเงินค่าชดเชยเช่นเดียวกับ เจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองสูญเสียทรัพย์สินและที่ดินทำกินในการประกอบอาชีพ จึงเป็นการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการหรือละเว้นกระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการชลประทานซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินการทางปกครอง และเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับข้อพิพาทดังกล่าวไม่มีการกระทำของเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดศรีสะเกษพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกถมดินและก่อสร้างอาคารสำนักงานโดยไม่ได้ขออนุญาตหรือมีข้อตกลงต่อกัน ขอให้จ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่เป็นที่ดินทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิในที่พิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิในที่พิพาทหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต่างเป็นเจ้าของที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิซึ่งเดิมอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับค่าชดเชยที่ดินกรณีได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล แต่เมื่อมีการปักหลักแนวเขตใหม่ปรากฏว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่อยู่ในแนวเขตชลประทาน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถมดินเพื่อสร้างอาคารสำนักงานรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายค่าเสียหายต่อทรัพย์สินและค่าชดเชยที่ดิน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โต้แย้งว่าที่ดินตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างมานั้นไม่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล เป็นที่ดินอยู่นอกเขตอ่างเก็บน้ำทั้งแปลงและอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ อีกทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับค่าชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรี เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศลโดยถือหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรี แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองยอมรับว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าครอบครองทำประโยชน์อยู่นอกแนวเขตก่อสร้างชลประทาน แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองบรรยายในคำฟ้องและคำชี้แจงเพิ่มเติมอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองบุกรุกเข้ามาปลูกสร้างอาคารสำนักงานและที่พักอาศัยสำหรับบุคลากรของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองทำประโยชน์โดยไม่มีผู้ใดมาตกลงเจรจากับผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งที่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทำประโยชน์อยู่นั้นมีสภาพและลักษณะเดียวกับที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายค่าชดเชยให้แก่ราษฎรรายอื่นไป กล่าวคือเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ แต่มีการครอบครองทำประโยชน์สืบต่อกันจนถึงปัจจุบัน คำฟ้องและคำชี้แจงดังกล่าวแสดงให้เห็นความมุ่งหมายในการฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีทั้งสองว่ามุ่งประสงค์เรียกเงินค่าชดเชยในฐานะที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ มิได้มีคำขอให้ศาลพิพากษาแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินโต้แย้งกับรัฐไม่ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะให้การโต้แย้งว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองทำประโยชน์อยู่นั้นเป็นที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ก็ปรากฏในคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ขณะตรวจสอบเรื่องการขอใช้ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินมีนายเฉลา อาจสาลี ครอบครองทำประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ด้วยการปลูกต้นยูคาลิปตัส ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับคำขอรับเงินค่าชดเชยของนายเฉลาไว้พิจารณาแล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดิน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์การได้รับค่าชดเชยดังเช่น นายเฉลา ดังนั้น การอ้างเรื่องความเป็นที่สาธารณประโยชน์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งประกอบกับหลักเกณฑ์ข้ออื่นที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าชดเชยตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเรียกร้องมาในคำฟ้องเท่านั้น ประเด็นแห่งคดีจึงต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีทั้งสองว่า เข้าหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางพิมพา โพธิบุตร ที่ ๑ นางสวาสดิ์ นิระบุตร ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง สำนักชลประทานที่ ๘ ที่ ๑ กรมชลประทาน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางพิมพา โพธิบุตร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง สำนักชลประทานที่ 8
ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 117/2556
#557166
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ขอออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์แล้วเรื่องอยู่ระหว่างรอออกโฉนดที่ดิน แต่ถูกจำเลยที่ ๑ คัดค้านอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ ทำให้จำเลยที่ ๒ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่พิพาทและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ โต้แย้งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการได้เช่นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปซึ่งรวมทั้งคดีของจำเลยที่ ๒ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้าน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๗/๒๕๕๖

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นายพนม บุญยืด โจทก์ ยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๑๕๔/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ๗๐๐/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๒๐๙ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่รวม ๑๗๐ ไร่ ซึ่งเดิมนายทอ เย็นวัฒนา เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ตั้งแต่ปี ๒๔๗๑ และแจ้งการครอบครองไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ และได้มีการโอนต่อกันมา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์และนำเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินโดยมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงร่วมระวังแนวเขตและไม่มีผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๒ ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โดยไม่สุจริตยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ และทั้งที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ที่ดินดังกล่าว เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ และเป็นที่ดินหวงห้ามไว้ใช้ในราชการ ที่ดินแปลงพิพาทจึงเป็นที่ดินรถไฟตามมาตรา ๓ (๒) และได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลบังคับ จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การกระทำของโจทก์เป็นละเมิดต่อจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาโดยเฉพาะ คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อาจบังคับได้ โจทก์มิได้ครอบครองหรือซื้อที่ดินมาโดยชอบ จึงมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทและไม่มีสิทธินำที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดิน อีกทั้งมีผู้คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ ซึ่งใช้ในกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนได้ จำเลยที่ ๒ มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ได้ทำละเมิดต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ที่ดินของโจทก์อยู่นอกเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ และไม่ใช่ที่ดินรถไฟ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ประเด็นพิพาทเป็นเรื่องสิทธิของบุคคลเกี่ยวกับที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้าง หรือที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินนั้น เป็นที่ดินที่จำเลยที่ ๒ สามารถจะออกโฉนดที่ดินให้ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนการที่จำเลยที่ ๒ จะทำการสอบสวนเปรียบเทียบในกรณีที่มีผู้โต้แย้งสิทธิในการออกโฉนดที่ดินหรือไม่ เป็นเรื่องสืบเนื่องจากโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๒ ใช้ดุลพินิจตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่ดินในการที่จะทำการสอบสวนเปรียบเทียบหรือไม่ก็ได้ จึงไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ เป็นที่ดินของรัฐ เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ ประกอบพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินรถไฟเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการรถไฟ และการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ทำการสอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งคำขอออกโฉนดที่ดิน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง นอกจากนี้แม้คดีจะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตรถไฟหรือเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนว่า การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินการทางปกครองชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการจัดวางการรถไฟแลทางหลวงหรือไม่ สำหรับประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการครอบครองและสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปนั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี และแม้การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในประเด็นดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและโต้แย้งกันสรุปได้ว่า โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์และนำเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๒ ได้ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์ไว้ แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินรถไฟอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ และทั้งที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรถไฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ โต้แย้งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการได้เช่นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินและการขอออกโฉนดที่ดินตามสิทธิของตนเป็นสำคัญ โดยเมื่อจำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับโจทก์ออกจากที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหาย และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า เหตุที่ไม่สอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ เพราะจำเลยที่ ๑ ผู้คัดค้านอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ซึ่งรวมทั้งคดีของจำเลยที่ ๒ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านนั่นเอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายพนม บุญยืด โจทก์ การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพนม บุญยืด
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 116/2556
#557165
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ขอออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์แล้วเรื่องอยู่ระหว่างรอออกโฉนดที่ดิน แต่ถูกจำเลยที่ ๑ คัดค้านอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ ทำให้จำเลยที่ ๒ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่พิพาทและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ โต้แย้งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการได้เช่นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปซึ่งรวมทั้งคดีของจำเลยที่ ๒ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้าน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๖/๒๕๕๖

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางมารศรี ยืนยาว โจทก์ ยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๑๕๔/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ๗๐๐/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๒๐๙ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่รวม ๑๗๐ ไร่ ซึ่งเดิมนายทอ เย็นวัฒนา เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ตั้งแต่ปี ๒๔๗๑ และแจ้งการครอบครองไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ และได้มีการโอนต่อกันมา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์และนำเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินโดยมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงร่วมระวังแนวเขตและไม่มีผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๒ ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โดยไม่สุจริตยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ และทั้งที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ และเป็นที่ดินหวงห้ามไว้ใช้ในราชการ ที่ดินแปลงพิพาทจึงเป็นที่ดินรถไฟตามมาตรา ๓ (๒) และได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลบังคับ จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การกระทำของโจทก์เป็นละเมิดต่อจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาโดยเฉพาะ คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อาจบังคับได้ โจทก์มิได้ครอบครองหรือซื้อที่ดินมาโดยชอบ จึงมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทและไม่มีสิทธินำที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดิน อีกทั้งมีผู้คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ ซึ่งใช้ในกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนได้ จำเลยที่ ๒ มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ได้ทำละเมิดต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ที่ดินของโจทก์อยู่นอกเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ และไม่ใช่ที่ดินรถไฟ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ประเด็นพิพาทเป็นเรื่องสิทธิของบุคคลเกี่ยวกับที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้าง หรือที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินนั้น เป็นที่ดินที่จำเลยที่ ๒ สามารถจะออกโฉนดที่ดินให้ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนการที่จำเลยที่ ๒ จะทำการสอบสวนเปรียบเทียบในกรณีที่มีผู้โต้แย้งสิทธิในการออกโฉนดที่ดินหรือไม่ เป็นเรื่องสืบเนื่องจากโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๒ ใช้ดุลพินิจตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่ดินในการที่จะทำการสอบสวนเปรียบเทียบหรือไม่ก็ได้ จึงไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ เป็นที่ดินของรัฐ เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ ประกอบพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินรถไฟเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการรถไฟ และการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ทำการสอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งคำขอออกโฉนดที่ดิน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง นอกจากนี้แม้คดีจะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตรถไฟหรือเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนว่า การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินการทางปกครองชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการจัดวางการรถไฟแลทางหลวงหรือไม่ สำหรับประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการครอบครองและสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปนั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี และแม้การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในประเด็นดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและโต้แย้งกันสรุปได้ว่า โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์และนำเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๒ ได้ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์ไว้ แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินรถไฟอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ และทั้งที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรถไฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ โต้แย้งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการได้เช่นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินและการขอออกโฉนดที่ดินตามสิทธิของตนเป็นสำคัญ โดยเมื่อจำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับโจทก์ออกจากที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหาย และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า เหตุที่ไม่สอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ เพราะจำเลยที่ ๑ ผู้คัดค้านอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ซึ่งรวมทั้งคดีของจำเลยที่ ๒ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านนั่นเอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางมารศรี ยืนยาว โจทก์ การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมารศรี ยืนยาว
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 115/2556
#557163
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน และนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ในคำขอและเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งเป็นความเท็จ แล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวยื่นต่อจำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๔ รับจดทะเบียนให้ โดยโจทก์ไม่ได้รู้เห็นกับการจดทะเบียนดังกล่าว จึงขอให้จำเลยที่ ๔ เพิกถอนการจดทะเบียน แต่จำเลยที่ ๔ ไม่ดำเนินการ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าคำขอและเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ให้การจดทะเบียนเป็นโมฆะหรือเพิกถอนการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวหรือเพิกถอนชื่อโจทก์จากการเป็นหุ้นส่วน กับให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดที่กระทำขึ้น เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีที่ต้องพิสูจน์การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ว่า ได้ร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนและเป็นเรื่องที่โจทก์ถือเอาเป็นข้อโต้แย้งสิทธิในคดี ส่วนคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๔ ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าไม่ยอมเพิกถอนการจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวเป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเองเกี่ยวกับการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในเอกสารดังกล่าวข้างต้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๕/๒๕๕๖

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ นางสาวสุดารัตน์ ศรีศิริ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายอรุณ รัตนเรือง ที่ ๑ นางจิตตินันท์ แกล้วกสิกิจ ที่ ๒ นายฑีฆายุบุตร คุปอริยสิทธิ์ ที่ ๓ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรี ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ. ๑๔๖๔/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ พ. ๑๘๗/๒๕๕๕ ความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันปลอมแปลงลายมือชื่อโจทก์ในคำขอและเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด แฟมมิลี่ แอนด์ แฮปปี้ แคร์ เซอร์วิส โดยมีข้อความระบุให้โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวซึ่งเป็นความเท็จ และจำเลยที่ ๑ ยังลงลายมือชื่อตนเองในหนังสือมอบอำนาจในช่องผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ไปจดทะเบียน โดยมีจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวด้วย และจำเลยที่ ๓ ในฐานะสมาชิกสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภาลงลายมือชื่อในช่องผู้รับรองลายมือชื่อโจทก์ในคำขอจดทะเบียน ซึ่งโจทก์ไม่เคยยื่นคำขอหรือมอบอำนาจให้ผู้ใดยื่นคำขอและไม่เคยรู้จักจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๑ นำเอกสารปลอมดังกล่าวยื่นต่อจำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๔ รับจดทะเบียนให้ ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ โจทก์ได้รับหนังสือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดนนทบุรี หนังสือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หนังสือกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ ๒ และหนังสือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรีแจ้งคำสั่งให้โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรวม ๔ ราย ทำให้โจทก์ทราบว่ามีการปลอมลายมือชื่อโจทก์ จึงขอให้จำเลยที่ ๔ เพิกถอนการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด แฟมมิลี่ แอนด์ แฮปปี้ แคร์ เซอร์วิส แต่จำเลยที่ ๔ แจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เว้นแต่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า คำขอและเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด แฟมมิลี่ แอนด์ แฮปปี้ แคร์ เซอร์วิส เป็นเอกสารปลอม ให้การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวเป็นโมฆะหรือเพิกถอนการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวหรือเพิกถอนชื่อโจทก์จากการเป็นหุ้นส่วน กับให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดที่กระทำขึ้นในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ได้กระทำการโดยสุจริตและไม่มีเจตนาร่วมกันปลอมเอกสาร การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดในชื่อแฟมมิลี่ แอนด์ แฮปปี้ แคร์ เซอร์วิส เป็นการดำเนินการของสำนักงานการบัญชี เจทีเอ็น จำกัด ที่มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยการติดต่อว่าจ้างของนางสาวสุดารัตน์ ศรีศิริ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ไม่เคยพบตัว ไม่รู้จัก และไม่ทราบว่าผู้ว่าจ้างเป็นบุคคลที่แท้จริงตามบัตรประชาชนหรือไม่ และไม่ทราบว่าลายมือชื่อเป็นของบุคคลใด จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้ดำเนินการส่งเอกสารให้ผู้ว่าจ้างลงลายมือชื่อและตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนแล้วส่งให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นทนายความและเป็นสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภาลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อนางสาวสุดารัตน์เท่านั้น มิได้รับรองตัวตนแต่อย่างใด

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบและวิธีปฏิบัติแล้ว โดยในการพิจารณาคำขอและเอกสารประกอบการจดทะเบียนพบว่ามีเอกสารครบถ้วนและไม่พบข้อห้ามมิให้รับจดทะเบียน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การที่จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า จากคำฟ้องและคำให้การคงมีประเด็นแต่เพียงว่าลายมือชื่อโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ การพิจารณาว่าจะเพิกถอนการจดทะเบียนได้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาถึงสิทธิทางแพ่งเป็นสำคัญ กล่าวคือ ถ้าเอกสารคำขอจดทะเบียนและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคำขอจดทะเบียนตามคำฟ้องเป็นเอกสารปลอมก็ต้องเพิกถอนการจดทะเบียน ข้อพิพาทคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ ๔ จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดของจำเลยที่ ๔ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นการก่อตั้งสิทธิหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลผู้เป็นหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและโจทก์ มิใช่เป็นเพียงการรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่งเท่านั้น ประกอบกับกฎกระทรวงจัดตั้งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท แต่งตั้งนายทะเบียน และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. ๒๕๔๙ และระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงานของนายทะเบียนโดยเฉพาะเรื่องวิธีการลงลายมือชื่อและการตรวจสอบการลงลายมือชื่อซึ่งนายทะเบียนจะต้องดำเนินการตามที่ระเบียบดังกล่าวกำหนดไว้ อีกทั้งยังกำหนดให้มีการอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนที่ปฏิเสธการรับจดทะเบียน คำสั่งรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดของจำเลยที่ ๔ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ ๔ คือการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยมีชื่อโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือให้เพิกถอนโจทก์ออกจากห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนประเด็นว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือไม่ เป็นข้ออ้างของโจทก์ที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดีต่อไป แต่มิได้เป็นผลให้อำนาจศาลในการพิจารณาพิพากษาคดีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เปลี่ยนแปลงไป คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน และนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ในคำขอและเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด แฟมมิลี่ แอนด์ แฮปปี้ แคร์ เซอร์วิส โดยให้โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวซึ่งเป็นความเท็จ แล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวยื่นต่อจำเลยที่ ๔ และจำเลยที่ ๔ รับจดทะเบียนให้ โดยโจทก์ไม่ได้รู้เห็นกับการจดทะเบียนดังกล่าว จึงขอให้จำเลยที่ ๔ เพิกถอนการจดทะเบียน แต่จำเลยที่ ๔ แจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าคำขอและเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด แฟมมิลี่ แอนด์ แฮปปี้ แคร์ เซอร์วิส เป็นเอกสารปลอม ให้การจดทะเบียนเป็นโมฆะหรือเพิกถอนการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวหรือเพิกถอนชื่อโจทก์จากการเป็นหุ้นส่วน กับให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดที่กระทำขึ้นในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด แฟมมิลี่ แอนด์ แฮปปี้ แคร์ เซอร์วิส เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีไม่เพิกถอนการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดตามคำขอและเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์มาด้วยก็ตาม แต่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน ได้ร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ในเอกสารดังกล่าวเพื่อใช้ในการยื่นคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดต่อจำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การต่อสู้ว่าได้กระทำโดยสุจริตและไม่มีเจตนาร่วมกันปลอมเอกสาร ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่ต้องพิสูจน์การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ว่า ได้ร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนและเป็นเรื่องโจทก์ถือเอาเป็นข้อโต้แย้งสิทธิในคดี ส่วนคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๔ ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าไม่ยอมเพิกถอนการจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ก็เป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เกี่ยวกับการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในเอกสารดังกล่าวข้างต้น ทั้งข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง โจทก์ก็มิได้กล่าวอ้างถึงการกระทำของจำเลยที่ ๔ ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในการรับจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบอย่างไร คงกล่าวอ้างแต่เพียงว่าจำเลยที่ ๔ แจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนได้เว้นแต่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ซึ่งก็หมายถึงคำพิพากษาในประเด็นปัญหาว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์หรือไม่ เมื่อประเด็นข้อพิพาทเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวสุดารัตน์ ศรีศิริ โจทก์ นายอรุณ รัตนเรือง ที่ ๑ นางจิตตินันท์ แกล้วกสิกิจ ที่ ๒ นายฑีฆายุบุตร คุปอริยสิทธิ์ ที่ ๓ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรี ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(กฤษฎา เจริญพานิช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุดารัตน์ ศรีศิริ
จำเลย — นายอรุณ รัตนเรือง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ