โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลแพงพวยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าผิดข้อตกลงในการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาโดยสั่งซื้อจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการ แต่ไม่ชำระเงินค่าสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่าไม่ต้องรับผิดเพราะไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ การสั่งซื้อสินค้าที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ไม่สุจริต เมื่อจำเลยเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีภารกิจในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองหลายประการ ซึ่งรวมถึงการให้บริการระบบประปาอันเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การปรากฏว่า การซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นไปตามข้อตกลงที่ให้จำเลยได้รับเครดิตในการซื้อสินค้าเพื่อใช้สำหรับให้บริการระบบประปาแก่ประชาชนในท้องถิ่นของจำเลย และการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวได้กระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่จำเลยมอบหมาย โดยตามคำฟ้องจำเลยสั่งซื้อหลายครั้งหลายรายการและเป็นจำนวนมากลักษณะเพื่อนำไปให้บริการตามภารกิจ ข้อตกลงในการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครว่าผิดสัญญาเช่ารถกวาดดูดฝุ่นพร้อมพนักงานขับรถ ขอให้ชำระค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า สัญญาเช่ารถดังกล่าว นอกจากโจทก์ผู้ให้เช่าต้องส่งมอบรถให้แก่จำเลยผู้เช่า โจทก์ยังต้องจัดให้มีพนักงานขับรถทำหน้าที่ขับรถ และผู้ควบคุมงานทำหน้าที่ควบคุมงาน โดยเฉพาะในการนำรถไปใช้ทำความสะอาดถนน ตรอก ซอย โจทก์ต้องทำและส่งแผนการดำเนินงาน รายละเอียดบุคลากร และการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ให้ฝ่ายจำเลย โดยจำเลยให้ความเห็นชอบก่อนการปฏิบัติงานในการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยในการจัดทำบริการสาธารณะดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยตกลงให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ประกอบกิจการโทรศัพท์ได้ทำสัญญาเช่าระบบและอุปกรณ์สำหรับการขยายโครงข่าย IP Network ด้วยเทคโนโลยี Optical IP Network และระบบอุปกรณ์พร้อม Software Electronic Billing System จากโจทก์ซึ่งเป็นเอกชน เพื่อให้บริการ IP Telephony และ Remote Access (Internet) แก่ประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์พื้นฐานของจำเลยซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากได้ใช้บริการในอัตราค่าบริการที่ถูกลง จึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาเช่าระบบและอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยกล่าวอ้างว่าผิดสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลาก ไม่ยอมจำหน่ายสลากและไม่ออกหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเริ่มให้บริการ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามสัญญาพร้อมให้ชำระค่าใช้จ่ายและชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากไม่อาจบังคับได้ ขอให้เพิกถอนหรือให้เลิกสัญญาและให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การโดยสรุปว่า ไม่ได้ผิดสัญญา แต่การกระทำตามฟ้องโจทก์เป็นเพราะมีเหตุขัดข้องทั้งจากข้อกฎหมายและนโยบายของรัฐในแต่ละช่วงเวลา เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีภารกิจในการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลและกระทำการอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ และสัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเป็นการจ้างผู้ฟ้องคดีให้ออกแบบจัดหาและติดตั้งระบบเกมสลาก เครื่องจำหน่ายสลากและระบบสนับสนุนต่างๆ โดยในสัญญามีข้อกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเวลาได้ ในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายล้มเลิกโครงการหรือมีความจำเป็นต้องล้มเลิกโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว ผู้ถูกฟ้องคดีจะชดเชยการลงทุนบางส่วนให้แก่ผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือค่าชดเชยอย่างใดอีกสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากดังกล่าวที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีบอกเลิกสัญญาได้ด้วยเหตุเพียงว่ารัฐบาลมีนโยบายล้มเลิกโครงการ จึงเป็นสัญญาที่มีข้อสัญญาให้เอกสิทธิ์แก่ฝ่ายปกครองอย่างมากและไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่งทั่วไป จึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้รับจ้างให้ก่อสร้างรางระบายน้ำและถนนภายในหมู่บ้าน อันถือได้ว่าเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้รับจ้างซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างจากจำเลยได้ทำข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ โดยจำเลยทราบแล้วแต่ไม่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามข้อตกลงอันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่หน่วยงานทางปกครองว่าจ้างเอกชนให้ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านอันเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อเอกชนโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่หน่วยงานทางปกครองไม่ยอมจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ จึงฟ้องบังคับให้ร่วมกันชำระค่าจ้าง เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามข้อตกลงอันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่า ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ ปล่อยให้ผู้ต้องขังทำร้ายร่างกายบุตรของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต อันเป็นการกระทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ มูลความแห่งคดีจึงสืบเนื่องมาจากการที่บุตรของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตายขณะอยู่ในอำนาจคุมขังของเจ้าหน้าที่ อันเป็นการจัดการให้เป็นไปตามหมายจำคุกของศาลยุติธรรม ฉะนั้น อำนาจคุมขังของเจ้าหน้าที่จึงเริ่มต้นต่อเนื่องมาจากหมายจำคุกของศาลยุติธรรมและย่อมสิ้นสุดลงเมื่อศาลยุติธรรมออกหมายปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง ผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายอาญาของศาลยุติธรรม และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ตลอดจนกฎกระทรวงมหาดไทยที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติถึงขั้นตอนและวิธีการเกี่ยวกับการควบคุมผู้ต้องขัง ย่อมเป็นกฎหมายและกฎระเบียบที่เสริมให้ผู้ถูกฟ้องคดีสามารถจัดการบังคับตามหมายจำคุกและหมายปล่อยรวมถึงคำสั่งใดๆ ของศาลยุติธรรมตาม ป.วิ.อ. ให้ลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย อันอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการจำคุกก่อนหรือหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่จะยื่นคำร้องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ข้อเท็จจริงตามคำร้อง แม้คำพิพากษาของศาลปกครองจะถึงที่สุดตามมาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่คำพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ คู่ความจึงยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันดังกล่าว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกัน จึงยังไม่พ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาและเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๔๗ คำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ค. ซึ่งมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามใบจอง (น.ส. ๒ ก.) โจทก์ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำเลยพร้อมชาวบ้านได้คัดค้านการรังวัด บุกรุกขัดขวางและขับไล่ผู้รับจ้างของโจทก์ออกจากที่ดิน ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดิน ห้ามคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน และให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณะ (ป่าชุมชน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่ซึ่ง ค. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่าการออก น.ส.ล. (บึงราชนกสาธารณประโยชน์) อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอาณาเขตด้านทิศตะวันตกของบึงราชนกทับซ้อนลงบนที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนหรือแก้ไขอาณาเขตที่ดินให้ถูกต้อง จำเลยให้การว่า ที่ดินบริเวณบึงราชนกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาให้ที่ดินพิพาทที่โจทก์ที่ ๒ ครอบครองทับซ้อนกับบึงราชนก เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามโจทก์ที่ ๒ และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป น.ส.ล. พิพาทได้ออกโดยชอบและถูกต้องแล้ว เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการออก น.ส.ล. ซึ่งโจทก์ทั้งสองอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยเพิกถอน น.ส.ล. ตามคำขอโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่จำเลยโต้แย้งเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันรังวัดรวมโฉนดที่ดิน ๗ แปลง ทับที่ดินของโจทก์หลังจากนั้นก็ยื่นคำขอแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็น ๔ แปลง แล้วทำนิติกรรมโอนที่ดินบางส่วนให้กับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้กรมที่ดินจำเลยที่ ๗และอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๘ เพิกถอนโฉนดที่ดินเดิม และโฉนดที่ดินที่ได้จากการแบ่งแยกดังกล่าว รวมทั้งรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งหมดหากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย รวมทั้งมีคำสั่งห้ามจำเลยพร้อมบริวารเกี่ยวข้องและให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า การรังวัดสอบเขตและการออกโฉนดที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ถูกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แย่งการครอบครองตั้งแต่ก่อนยื่นคำขอรังวัดรวมโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดิน เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และได้ที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๓ ที่ ๗ และที่ ๘ ให้การว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของจำเลยที่ ๗ แล้ว และไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเอกชนผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกกรมสรรพสามิตออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น จึงฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และให้กำหนดราคาที่เป็นฐานในการคำนวณภาษีใหม่ เห็นว่า ประกาศกรมสรรพสามิตฉบับพิพาท เป็นการกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มของโจทก์เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับฐานภาษีสรรพสามิต และแม้ประกาศฉบับพิพาทจะเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่ก็เพื่อกำหนดฐานภาษี อันเป็นผลสืบเนื่องจากการวินิจฉัยของเจ้าพนักงานที่เห็นว่าราคาขายที่โจทก์แจ้งไว้เป็นราคาที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีเหตุอันสมควร จึงได้ออกเป็นประกาศฉบับใหม่ ซึ่งมีผลเช่นเดียวกันกับการประเมินภาษี จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินภาษีในรูปแบบหนึ่ง เมื่อโจทก์เห็นว่าประกาศดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องขอให้เพิกถอนย่อมเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่คณะอนุกรรมการสวัสดิการกองบิน ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลภายนอก โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดทุจริตเงินค่าจำหน่ายน้ำมันให้แก่ลูกค้าของโจทก์ เห็นว่า กิจการสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิงเป็นกิจการในเชิงธุรกิจและผู้ดำเนินการจัดสวัสดิการจะเป็นข้าราชการหรือผู้ที่มิใช่ข้าราชการก็ได้ การที่โจทก์แต่งตั้งจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกองบิน ๒ เป็นผู้จัดการสถานี การปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ ที่ได้รับแต่งตั้ง จึงมิใช่การปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยตรง แต่เป็นเพียงหน้าที่บริหารจัดการกิจการสถานีในเชิงธุรกิจการค้ากับบุคคลทั่วไปเพื่อให้มีผลกำไรเข้ากองทุนสวัสดิการของกองบิน ๒ เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดในมูลละเมิดในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานในกิจการสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิง จึงมิใช่กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างในกิจการสถานีฯ และจำเลยที่ ๓ เป็นลูกค้าจึงต่างเป็นเอกชน กรณีมูลละเมิดตามฟ้องที่กระทำโดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีคำสั่งโยกย้ายโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขัดขวางการทำหน้าที่ของโจทก์และขัดต่อกฎหมาย เพราะโจทก์อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้องฝ่ายลูกจ้างและการเจรจา ยังไม่มีข้อยุติซึ่งเป็นการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ แต่เพียงผู้เดียว ขอให้เพิกถอนคำสั่งโยกย้ายโจทก์และให้โจทก์กลับเข้ารับตำแหน่งเดิม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งโยกย้ายโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว กระบวนการยื่นข้อเรียกร้องเสร็จสิ้นลงตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า โจทก์ทำสัญญาเป็นลูกจ้างขององค์การค้าของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งเพื่อหาประโยชน์ให้แก่คุรุสภาและอำนวยความสะดวกให้แก่การศึกษา โดยผลิต จำหน่าย และพัฒนาสื่อการศึกษาทุกประเภท โดยไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลและสามารถบริหารกิจการจนมีกำไร การดำเนินกิจการขององค์การค้าของจำเลยที่ ๑ มีลักษณะเดียวกับการดำเนินการของเอกชนซึ่งเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชยกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีลักษณะเป็นนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ประกอบกับโจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งโยกย้ายอ้างว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์เป็นกรรมการสหภาพแรงงานและยื่นข้อเรียกร้อง อันเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การโต้แย้งว่ามีสิทธิโยกย้ายโจทก์เพราะไม่มีข้อเรียกร้องอยู่ในระหว่างการเจรจา ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษายื่นฟ้องผู้กู้ให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน เห็นว่า เนื้อหาของสัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยกำหนดวิธีชำระเงินคืนเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วเท่านั้น โดยจำเลยที่ ๑ ผู้กู้เป็นผู้รับบริการด้านเงินทุนเพื่อการศึกษาจากโจทก์ จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ ๑ เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง และแม้โจทก์มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ว่าด้วยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการให้นักเรียนหรือนักศึกษากู้ยืมเงิน การชำระหนี้และการนำเงินส่งกองทุน เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายด้วยก็ตาม แต่มูลพิพาทคดีนี้ก็เป็นเรื่องการบังคับชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองตามบทกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นเอกชนให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน และสัญญาค้ำประกัน จึงต้องพิจารณาว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า แม้โจทก์จะมีหน้าที่ในการพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่เมื่อพิจารณาตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ก็ได้ความว่า โจทก์เป็นผู้ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาผีมือแรงงานของตน ตามหลักสูตรโครงการพัฒนาบุคลากรคอมพิวเตอร์ กับเงื่อนไขข้อสัญญาที่ระบุว่า การกู้ยืมผู้กู้จะต้องจัดให้มีหลักประกัน จะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่กัน หากผิดนัดหรือผิดสัญญายินยอมให้เรียกเบี้ยปรับและบอกเลิกสัญญาได้ และเมื่อเข้าไปทำงานสถานที่ใดจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเท่านั้น โจทก์ผู้ให้กู้จึงมีหน้าที่เพียงส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้กู้ ส่วนจำเลยที่ ๑ ก็เพียงแต่มีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อสัญญาด้วยการชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา อันมีลักษณะเป็นสัญญากู้ยืมเงินในทางแพ่ง ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ดังนี้ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องสหกรณ์การเกษตรให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินตามโครงการจัดหาปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี ๒๕๔๓ เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์และมีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริม เผยแพร่ ให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ให้แก่บุคลากรสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในการเพิ่มขีดความสามารถในด้านการบริหารการจัดการการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเชื่อมโยงธุรกิจสหกรณ์สู่ระดับสากล เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อนำไปให้สมาชิก ซึ่งเป็นเกษตรกรกู้ยืมนำไปดำเนินการตามโครงการจัดหาปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี ๒๕๔๓ จึงมีลักษณะเป็นการมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ จัดทำบริการสาธารณะทางด้านการเกษตรโดยวิธีการจัดหาเงินหรือสินเชื่อให้แก่เกษตรกร สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่มอบหมายให้เอกชนจัดทำหรือเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ เกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนผู้ให้เช่าทรัพย์ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ผู้เช่า โดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่ารถเก็บขนมูลฝอยและสัญญาเช่ารถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เมื่อสัญญาเช่ารถระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองฉบับเพียงกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบรถและดูแลให้อยู่ในสภาพที่ดีกับกำหนดความรับผิดอันเกิดจากการปฏิบัติงานของโจทก์ไว้เท่านั้น และเมื่อโจทก์ส่งมอบรถตามสัญญาแล้ว สัญญาก็มิได้กำหนดให้โจทก์จะต้องไปจัดเก็บขนมูลฝอยหรือรดน้ำในที่ใด หรือจะต้องควบคุมการจัดทำบริการสาธารณะอย่างไรบ้าง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำหรือจัดให้มีบริการสาธารณะโดยตรง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทตามสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกองทัพอากาศ จำเลย โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จโดยสั่งซื้อยาจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการ แต่ไม่ชำระเงินค่าสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ เห็นว่า เมื่อสัญญาเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยและเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีสาระสำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จอันเป็นเวชภัณฑ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์ทั้งสองอ้างว่าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ แต่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่ ส. โดยไม่ชอบทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองบางส่วน ส. ไม่มีสิทธินำที่ดินไปขายฝากและผู้รับซื้อฝากไม่มีสิทธิขายต่อให้จำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ส่งมอบ น.ส. ๓ ก. คืนแก่สำนักงานที่ดิน และให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. หรือเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีซึ่งศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นสิทธิครอบครองของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งผูกพันโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ ๒ ออก น.ส. ๓ ก. โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องสิทธิครอบครอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม