คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 93/2556
#541683
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลแพงพวยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าผิดข้อตกลงในการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาโดยสั่งซื้อจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการ แต่ไม่ชำระเงินค่าสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่าไม่ต้องรับผิดเพราะไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ การสั่งซื้อสินค้าที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ไม่สุจริต เมื่อจำเลยเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีภารกิจในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองหลายประการ ซึ่งรวมถึงการให้บริการระบบประปาอันเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การปรากฏว่า การซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นไปตามข้อตกลงที่ให้จำเลยได้รับเครดิตในการซื้อสินค้าเพื่อใช้สำหรับให้บริการระบบประปาแก่ประชาชนในท้องถิ่นของจำเลย และการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวได้กระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่จำเลยมอบหมาย โดยตามคำฟ้องจำเลยสั่งซื้อหลายครั้งหลายรายการและเป็นจำนวนมากลักษณะเพื่อนำไปให้บริการตามภารกิจ ข้อตกลงในการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๓/๒๕๕๖

วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดราชบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดราชบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ นายวัลลภ วิริยะทวีกุล โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลแพงพวย จำเลย ต่อศาลจังหวัดราชบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๙๘/๒๕๕๔ ความว่า ระหว่างวันที่ ๑๖ มิถุนายน ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ จำเลยสั่งซื้อสินค้าเป็นวัสดุอุปกรณ์ประปาประเภทประตูน้ำทองเหลือง วาล์วทองเหลือง ท่อน้ำพีวีซี ข้อต่อ ใบเลื่อย และมาตรน้ำจากโจทก์จำนวน ๒๕ ครั้ง เพื่อนำไปให้บริการในกิจการของจำเลย โดยในทางปฏิบัติจำเลยจะให้นายเกียรติศักดิ์ กลีบเมฆ พนักงานจ้างทั่วไป ตำแหน่งพนักงานผลิตน้ำประปาของจำเลย เป็นผู้สั่งซื้อทั้งด้วยวาจาและโดยมีใบสั่งของแล้วรับสินค้าไปจากโจทก์ แต่เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ โจทก์แจ้งยอดค่าสินค้าค้างชำระเป็นเงิน ๖๐๐,๑๖๘.๓๕ บาท ให้จำเลยทราบ จำเลยมีหนังสือแจ้งว่าไม่อาจเบิกจ่ายเงินค่าสินค้าให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงิน ๖๐๐,๑๖๘.๓๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยสั่งซื้อและไม่เคยรับสินค้าที่โจทก์กล่าวอ้าง นายเกียรติศักดิ์ กลีบเมฆ เป็นผู้ปลอมเอกสารการสั่งของไปดำเนินการติดต่อกับร้านค้าโจทก์แล้วรับสินค้าไปใช้ในทางส่วนตัว โดยนายเกียรติศักดิ์ทำหนังสือชี้แจงยอมรับผิดไว้ จึงเป็นการกระทำนอกขอบอำนาจและไม่มีผลผูกพันจำเลย คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอให้ลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่นายเกียรติศักดิ์และต่อมาได้มีคำสั่งไล่ออกจากราชการ และจำเลยได้แจ้งความดำเนินคดีข้อหาปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมแล้ว โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในการซื้อขายที่ต้องมีใบสั่งของที่ถูกต้องและต้องเรียกเก็บเงินทุกเดือน อันเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบการค้าทั่วไป ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดราชบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นกรณีที่เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายสินค้าประเภทวัสดุอุปกรณ์ประปาระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งจำเลยอยู่ในฐานะเสมอภาคเช่นเดียวกับเอกชน มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะในเขตพื้นที่รับผิดชอบให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้สอยและอุปโภค บริโภค รวมถึงระบบการประปา อันเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อประชาชน ซึ่งเป็นภารกิจของจำเลยที่มีหน้าที่จัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคและการเกษตรตามมาตรา ๖๘ (๑) สัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการจัดหาน้ำประปาสำหรับบริการประชาชนในเขตตำบลแพงพวย ตลอดจนการซ่อมแซมระบบประปาของจำเลยอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ตลอดโดยไม่ขัดข้อง อันเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการสาธารณูปโภคตามอำนาจหน้าที่และภารกิจของจำเลย สัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดหาหรือจัดให้มีวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญาพิพาทซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าผิดข้อตกลงในการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาโดยสั่งซื้อจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการ แต่ไม่ชำระเงินค่าสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่าไม่ต้องรับผิดเพราะไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ การสั่งซื้อสินค้าที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ไม่สุจริต ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงในการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปา กรณีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าข้อตกลงซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เห็นว่า คดีนี้ จำเลยเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีภารกิจในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองหลายประการ ซึ่งรวมถึงการให้บริการระบบประปาอันเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การปรากฏว่า การซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นไปตามข้อตกลงที่ให้จำเลยได้รับเครดิตในการซื้อสินค้าเพื่อใช้สำหรับให้บริการระบบประปาแก่ประชาชนในท้องถิ่นของจำเลย และการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวได้กระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่จำเลยมอบหมาย โดยตามคำฟ้องจำเลยสั่งซื้อหลายครั้งหลายรายการและเป็นจำนวนมากลักษณะ เพื่อนำไปให้บริการตามภารกิจ ข้อตกลงในการซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ประปาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวัลลภ วิริยะทวีกุล โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลแพงพวย จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(สุขสันต์ สิงหเดช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัลลภ วิริยะทวีกุล
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลแพงพวย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 92/2556
#541682
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครว่าผิดสัญญาเช่ารถกวาดดูดฝุ่นพร้อมพนักงานขับรถ ขอให้ชำระค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า สัญญาเช่ารถดังกล่าว นอกจากโจทก์ผู้ให้เช่าต้องส่งมอบรถให้แก่จำเลยผู้เช่า โจทก์ยังต้องจัดให้มีพนักงานขับรถทำหน้าที่ขับรถ และผู้ควบคุมงานทำหน้าที่ควบคุมงาน โดยเฉพาะในการนำรถไปใช้ทำความสะอาดถนน ตรอก ซอย โจทก์ต้องทำและส่งแผนการดำเนินงาน รายละเอียดบุคลากร และการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ให้ฝ่ายจำเลย โดยจำเลยให้ความเห็นชอบก่อนการปฏิบัติงานในการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยในการจัดทำบริการสาธารณะดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยตกลงให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๒/๒๕๕๖

วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ไอ.พี. ออโต้พาร์ท โจทก์ ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๕๐/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ๑๕๑๔/๒๕๕๕ ความว่า จำเลยทำสัญญาเช่ารถกวาดดูดฝุ่น จำนวน ๑๐๐ คัน พร้อมพนักงานขับรถกับโจทก์ เพื่อทำความสะอาดถนน ตรอก ซอย ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นเวลา ๙ ปี โดยตกลงคิดค่าเช่าต่อวันต่อคัน โจทก์ส่งมอบรถพร้อมพนักงานขับรถไปตามสถานที่จอดรถ ตามแผนงานการใช้รถให้จำเลยครบถ้วนแล้ว และจำเลยนำรถไปใช้ประโยชน์และชำระค่าเช่าตลอดมา แต่ในงวดเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่ารถที่โจทก์จัดให้ในระหว่างวันที่ ๘ ถึง ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า พนักงานขับรถของโจทก์ไม่อาจนำรถออกปฏิบัติงานตามแผนงานประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ เพราะมีเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และรัฐบาลประกาศห้ามการใช้เส้นทางในบางพื้นที่กับห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานในเวลากลางคืนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นพฤติการณ์ที่อยู่นอกเหนือการบังคับและความรับผิดชอบของจำเลย ซึ่งทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนแผนการปฏิบัติงานได้ทัน โดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยสัญญาเช่าพิพาทเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยไม่ได้ใช้และรับประโยชน์ใด ๆ จากทรัพย์สินที่เช่าตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจโทษจำเลยผู้เช่าได้ โจทก์จึงต้องรับไปซึ่งผลแห่งภัยพิบัติ จำเลยย่อมหลุดพ้นจากการชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาเช่าพิพาทเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ แต่เมื่อพิจารณาลักษณะสัญญาเช่าพิพาท โจทก์เป็นเพียงผู้ให้เช่ารถกวาดดูดฝุ่นพร้อมพนักงานขับรถ เพื่อให้จำเลยนำรถไปใช้ทำความสะอาดถนน ตรอก ซอย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพนักงานขับรถของโจทก์ต้องปฏิบัติตามแผนการปฏิบัติงานที่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ของจำเลย อันเป็นหน้าที่จำเลยในการบริการสาธารณะฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ได้เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะ จึงไม่ใช่สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ อีกทั้งข้อกำหนดในสัญญาเช่าพิพาทไม่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ เพียงแต่ข้อสัญญาพิพาทบางส่วนเอื้อประโยชน์ให้แก่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิของคู่สัญญาที่ตกลงยินยอมให้กัน สัญญาเช่าพิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งคู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาเช่าทรัพย์ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดในมาตรา ๘๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งรวมถึงการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยดังกล่าว จำเลยได้ทำสัญญาเช่ารถกวาดดูดฝุ่นพร้อมพนักงานขับรถจากโจทก์เพื่อทำความสะอาดถนน ตรอก ซอยในพื้นที่ตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย ตามสัญญาดังกล่าวนอกจากโจทก์ผู้ให้เช่าต้องส่งมอบรถให้แก่จำเลยผู้เช่าแล้ว ยังกำหนดให้ผู้ให้เช่าต้องจัดให้มีพนักงานขับรถเพื่อทำหน้าที่ขับรถ ผู้ควบคุมงานทำหน้าที่ควบคุมงาน ตรวจสอบซ่อมแซมรถที่ให้เช่า และผู้ให้เช่าจะต้องรับผิดต่ออุปัทวเหตุ ความเสียหาย หรือภยันตรายใดๆ อันเกิดจากการปฏิบัติงานของผู้ให้เช่า ต้องรับผิดต่อความเสียหายจากการกระทำของลูกจ้างผู้ให้เช่า ทั้งยังกำหนดให้กรรมการตรวจรับพัสดุ ผู้ควบคุมงาน หรือบริษัทที่ปรึกษาที่ผู้เช่าแต่งตั้งเพื่อทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าไปตรวจงานในสถานที่ทำงานเช่าได้ทุกเวลา ซึ่งเป็นการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ให้เช่าต่างไปจากลักษณะเช่าทรัพย์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้จะใช้ชื่อว่า สัญญาเช่า แต่เนื้อหาตามที่ระบุไว้ในข้อ ๔ ข้อ ๗ ข้อ ๙ และข้อ ๑๐ เป็นกรณีที่จำเลยตกลงให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการในการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล อีกทั้งสัญญาดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นสัญญาที่จำเลยใช้เอกสิทธิ์ของรัฐในการทำสัญญา โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและระเบียบออกคำสั่งทางปกครองในขั้นตอนต่าง ๆ เกี่ยวกับการคัดเลือกคู่สัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว และจำเลยยังมีอำนาจกำหนดข้อตกลงของสัญญา แก้ไขสัญญาและบอกเลิก สัญญาได้ฝ่ายเดียว แสดงถึงเอกสิทธิ์ของจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหน่วยงานทางปกครองที่มีเหนือโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองด้านการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองของจำเลยบรรลุผล สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่ารถกวาดดูดฝุ่นพร้อมพนักงานขับรถ ขอให้ชำระค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาเช่ารถดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อพิจารณาสัญญาเช่ารถดังกล่าวแล้ว นอกจากโจทก์ผู้ให้เช่าต้องส่งมอบรถให้แก่จำเลยผู้เช่า โจทก์ยังต้องจัดให้มีพนักงานขับรถทำหน้าที่ขับรถ และผู้ควบคุมงานทำหน้าที่ควบคุมงาน โดยเฉพาะในการนำรถไปใช้ทำความสะอาดถนน ตรอก ซอย โจทก์ต้องทำและส่งแผนการดำเนินงาน รายละเอียดบุคลากร และการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ให้ฝ่ายจำเลย โดยจำเลยให้ความเห็นชอบก่อนการปฏิบัติงานในการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยในการจัดทำบริการสาธารณะดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยตกลงให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ไอ.พี. ออโต้พาร์ท โจทก์ กรุงเทพมหานคร จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(สุขสันต์ สิงหเดช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.ไอ.พี. ออโต้พาร์ท
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 91/2556
#557031
เปิดฉบับเต็ม

บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ประกอบกิจการโทรศัพท์ได้ทำสัญญาเช่าระบบและอุปกรณ์สำหรับการขยายโครงข่าย IP Network ด้วยเทคโนโลยี Optical IP Network และระบบอุปกรณ์พร้อม Software Electronic Billing System จากโจทก์ซึ่งเป็นเอกชน เพื่อให้บริการ IP Telephony และ Remote Access (Internet) แก่ประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์พื้นฐานของจำเลยซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากได้ใช้บริการในอัตราค่าบริการที่ถูกลง จึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาเช่าระบบและอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๑/๒๕๕๖

วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๔ บริษัทเพชราวุธ เทคโนโลยี จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๔๑/๒๕๕๔ ความว่า จำเลยทำสัญญาเช่าระบบและอุปกรณ์สำหรับการขยายโครงข่าย IP Network ด้วยเทคโนโลยี Optical IP Network และระบบอุปกรณ์พร้อม Software Electronic Billing System จากโจทก์ เพื่อให้บริการ IP Telephony และ Remote Access (Internet) โดยโจทก์มอบหนังสือค้ำประกันธนาคารให้แก่จำเลยเป็นหลักประกัน และสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่คืนระบบและอุปกรณ์ที่เช่าพร้อมหลักประกันและออกหนังสือรับรองผลงานให้แก่โจทก์ โดยโจทก์มีหน้าที่รื้อถอนระบบและอุปกรณ์ที่เช่าภายใน ๓๐ วัน แต่โจทก์ไม่สามารถรื้อถอนออกไปได้เพราะจำเลยยังให้บุคคลอื่นเช่าอยู่ อีกทั้งระบบและอุปกรณ์บางรายการสูญหาย นอกจากนี้จำเลยยังโยกย้ายระบบและอุปกรณ์จนโจทก์ไม่สามารถตรวจสอบและเข้าไปในสถานที่ของจำเลยได้ การที่จำเลยยังใช้ประโยชน์จากระบบและอุปกรณ์ที่เช่าอยู่ ไม่คืนให้โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงิน ๓๑๒,๐๒๑,๘๑๓.๙๖ บาท และให้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าทั้งหมดคืน หากไม่สามารถคืนได้ให้ชดใช้ราคาหรือหาทรัพย์มาใช้แทน ให้ส่งมอบหนังสือค้ำประกัน และออกหนังสือรับรองผลงานให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีภารกิจในการดำเนินกิจการโทรคมนาคมและเช่าระบบกับอุปกรณ์จากโจทก์เพื่อใช้จัดทำโครงข่ายทำให้อัตราค่าบริการโทรศัพท์พื้นฐานถูกลง ภายหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลง จำเลยไม่มีภาระผูกพันหรือความรับผิดชอบต่อทรัพย์ที่เช่า เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้โจทก์นำทรัพย์ที่เช่าคืนไปเท่านั้น ทรัพย์ที่เช่ายังอยู่ครบถ้วน จำเลยย้ายผู้ใช้งานไปให้บริการในโครงข่ายอื่นแล้วและไม่ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าอีกต่อไป จึงไม่ได้ผิดสัญญา และเมื่อโจทก์ยังนำทรัพย์ที่เช่ากลับคืนไปไม่แล้วเสร็จจึงยังมีภาระผูกพันตามสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิยึดหนังสือค้ำประกันไว้เป็นหลักประกันจนกว่าโจทก์จะปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนและไม่มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองผลงานให้แก่โจทก์เพราะโจทก์ยังรื้อถอนทรัพย์ที่เช่าไม่แล้วเสร็จ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากภายหลังสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าจึงใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ที่ให้เช่าคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ แต่ไม่สามารถเข้าไปรื้อระบบและอุปกรณ์ที่เช่าคืนได้ ประเด็นแห่งคดีเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการรื้อถอนระบบและอุปกรณ์ตามสัญญาเช่าคืน อันเกิดจากการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยขัดขวางและไม่ให้ความร่วมมือให้โจทก์เข้าไปรื้อถอนระบบและอุปกรณ์ที่เช่าคืน กรณีจึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง หาใช่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาเช่าไม่ สำหรับที่โจทก์เรียกค่าเสียหายกรณีไม่สามารถนำระบบและอุปกรณ์ดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นเช่าหรือจำหน่ายโดยคิดค่าเช่าไม่น้อยกว่าอัตราค่าเช่าที่ต้องชำระแก่โจทก์ตามสัญญาเช่า เป็นการคิดค่าเสียหายโดยใช้ฐานการคิดตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยในการคำนวณเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืนและเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ เป็นคดีพิพาทในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งแปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีอำนาจหน้าที่ประกอบกิจการโทรศัพท์ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองในกิจการโทรคมนาคม จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และสัญญาเช่าดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยร่วมกับโจทก์ในการจัดทำบริการสาธารณะ (Internet) ให้แก่ประชาชน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ศาลจะพิพากษาว่าฝ่ายใดจะต้องรับผิดตามฟ้องในการรื้อระบบและอุปกรณ์ คืนหนังสือค้ำประกัน และชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ นั้น ศาลจะต้องพิจารณาตามสัญญาเช่า ถึงแม้ว่าสัญญาเช่าดังกล่าวจะได้สิ้นสุดลงแล้ว คดีนี้กรณีพิพาทที่แท้จริงจึงเกี่ยวกับสัญญาเช่าดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ทั้งรูปแบบและเนื้อหา ไม่ใช่กรณีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทว่าเป็นของใคร และโจทก์มีสิทธิในการติดตามเอาคืนหรือไม่ ทั้งในคำฟ้องโจทก์ก็อ้างสัญญาเช่าดังกล่าวเป็นทั้งที่มาของสิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีตามสัญญา จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาเช่าระบบและอุปกรณ์สำหรับการขยายโครงข่าย IP Network ด้วยเทคโนโลยี Optical IP Network และระบบอุปกรณ์พร้อม Software Electronic Billing System จากโจทก์ เพื่อให้บริการ IP Telephony และ Remote Access (Internet) ครั้นสัญญาเช่าสิ้นสุดจำเลยไม่ยอมคืนระบบและอุปกรณ์ที่เช่าพร้อมหลักประกันและออกหนังสือรับรองผลงานให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ให้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าทั้งหมดคืน หากไม่สามารถคืนได้ให้ชดใช้ราคาหรือหาทรัพย์มาใช้แทน ให้ส่งมอบหนังสือค้ำประกัน และออกหนังสือรับรองผลงานให้แก่โจทก์ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาเช่าระบบและอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยเป็นบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งแปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ประกอบกิจการโทรศัพท์ การที่จำเลยทำสัญญาเช่าระบบและอุปกรณ์สำหรับการขยายโครงข่าย IP Network ด้วยเทคโนโลยี Optical IP Network และระบบอุปกรณ์พร้อม Software Electronic Billing System จากโจทก์ เพื่อให้บริการ IP Telephony และ Remote Access (Internet) แก่ประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์พื้นฐานของจำเลยซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากได้ใช้บริการในอัตราค่าบริการที่ถูกลง จึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาเช่าระบบและอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทเพชราวุธ เทคโนโลยี จำกัด โจทก์ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(สุขสันต์ สิงหเดช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพชราวุธ เทคโนโลยี จำกัด
จำเลย — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 90/2556
#541681
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยกล่าวอ้างว่าผิดสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลาก ไม่ยอมจำหน่ายสลากและไม่ออกหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเริ่มให้บริการ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามสัญญาพร้อมให้ชำระค่าใช้จ่ายและชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากไม่อาจบังคับได้ ขอให้เพิกถอนหรือให้เลิกสัญญาและให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การโดยสรุปว่า ไม่ได้ผิดสัญญา แต่การกระทำตามฟ้องโจทก์เป็นเพราะมีเหตุขัดข้องทั้งจากข้อกฎหมายและนโยบายของรัฐในแต่ละช่วงเวลา เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีภารกิจในการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลและกระทำการอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ และสัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเป็นการจ้างผู้ฟ้องคดีให้ออกแบบจัดหาและติดตั้งระบบเกมสลาก เครื่องจำหน่ายสลากและระบบสนับสนุนต่างๆ โดยในสัญญามีข้อกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเวลาได้ ในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายล้มเลิกโครงการหรือมีความจำเป็นต้องล้มเลิกโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว ผู้ถูกฟ้องคดีจะชดเชยการลงทุนบางส่วนให้แก่ผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือค่าชดเชยอย่างใดอีกสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากดังกล่าวที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีบอกเลิกสัญญาได้ด้วยเหตุเพียงว่ารัฐบาลมีนโยบายล้มเลิกโครงการ จึงเป็นสัญญาที่มีข้อสัญญาให้เอกสิทธิ์แก่ฝ่ายปกครองอย่างมากและไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่งทั่วไป จึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๐/๒๕๕๖

วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๔ บริษัทล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๗๔/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากเพื่อว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ออกแบบจัดหาและติดตั้งระบบเกมสลาก เครื่องจำหน่ายสลากและระบบสนับสนุนต่างๆ ด้วยค่าใช้จ่ายและบุคลากรของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีจะชำระค่าจ้างบริการเป็นรายเดือน โดยคิดจากปริมาณรายการจำหน่ายสลากทั้งหมดในแต่ละเดือน กำหนดระยะเวลาการปฏิบัติตามสัญญาเริ่มตั้งแต่วันลงนามในสัญญาและสิ้นสุดในวันที่ครบกำหนด ๕ ปี นับจากวันที่จำหน่ายสลากจริง ต่อมาผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานทั้งหมดตามที่กำหนดไว้ในสัญญา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับปฏิบัติผิดสัญญาโดยไม่ยอมจำหน่ายสลากและไม่ออกหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเริ่มให้บริการ (Notice to Service) ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามสัญญาโดยให้เริ่มจำหน่ายสลากจริง ให้เยียวยาความเสียหายจากภาระค่าใช้จ่ายเพื่อคงความพร้อมในการปฏิบัติตามสัญญาแก่ผู้ฟ้องคดี ให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการล่าช้าผิดสัญญา กับให้ชำระค่าใช้จ่ายหากมีการดำเนินการตามสัญญาโดยเริ่มจำหน่ายสลากจริง แต่หากไม่อาจบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามสัญญาได้ ขอให้เพิกถอนหรือให้เลิกสัญญาและให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินลงทุน ค่าเสียหายอันเกิดจากค่าใช้จ่ายเพื่อคงความพร้อมในการปฏิบัติตามสัญญากับค่าเสียหายจากการล้มเลิกโครงการ รวมค่าเสียหายกรณีเพิกถอนหรือให้เลิกสัญญาเป็นเงิน ๓,๑๖๗,๓๘๗,๗๖๘ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การโดยสรุปว่า ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา แต่มีเหตุขัดข้องทั้งจากข้อกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาครบถ้วนแล้วไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่เป็นผู้รับภาระการลงทุนเองทั้งหมดตามสัญญา อีกทั้งยังไม่อาจถือได้ว่าโครงการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยเครื่องจำหน่ายสลากได้ถูกล้มเลิกแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงยังไม่อาจกล่าวอ้างกรณีดังกล่าวมาเป็นมูลเหตุในการเรียกค่าเสียหายได้ คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากอันเป็นมูลพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการจัดทำบริการสาธารณะหรือเพื่อรองรับการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาข้อกำหนดในสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจะเห็นว่า สัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนเข้าร่วมดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นกิจการของรัฐ โดยผู้ฟ้องคดีจะต้องดำเนินการให้บริการระบบเกมสลากได้หลายรูปแบบและต้องเป็นผู้ลงทุน ออกแบบ จัดหา ติดตั้ง และให้บริการระบบเกมสลากรูปแบบใดๆ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนด ส่วนเงื่อนไขในการออกสลากและการจ่ายรางวัลจะกระทำในลักษณะใดนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นผู้พิจารณากำหนดต่อไปในภายหลัง เมื่อสลากที่ออกเป็นสลากกินแบ่งที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ออก และผู้ถูกฟ้องคดีได้นำเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายสลากไปจัดสรรตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว ก็ถือว่าการทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีให้จัดทำบริการระบบเกมสลากที่เป็นข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีในการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ กรณีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การออกสลากกินแบ่งรัฐบาลของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๓๖ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ในการออกสลากกินแบ่งโดยได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงและมีลักษณะเป็นการพนันอย่างหนึ่ง ดังนั้นรัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาควบคุมโดยเป็นผู้ประกอบการแต่ผู้เดียวเพื่อให้การดำเนินกิจการดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างบรรลุผล ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา ๒๒ (๒) มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๕ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องนำส่งรายได้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นรายได้แผ่นดินซึ่งรัฐจะนำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นงบประมาณในการดำเนินกิจการต่างๆ อันเป็นภาระหน้าที่ของรัฐซึ่งรวมถึงการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการจัดทำบริการสาธารณะด้วย ดังนั้นการดำเนินการเกี่ยวกับการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง นอกจากนี้สัญญาว่าจ้างบริการระบบเกมสลากยังมีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐและไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่งทั่วไป เช่น ข้อ ๑๒.๑ การบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเวลา ทั้งนี้เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีบรรลุผล ดังนั้นสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ ต้องพิจารณาองค์ประกอบของสัญญาซึ่งได้แก่ คู่สัญญา และเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของสัญญาว่ามีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะหรือมีข้อกำหนดที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสัญญาทางแพ่งหรือไม่ คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลและประกอบกิจการโรงพิมพ์อันเป็นการประกอบกิจการเพื่อหารายได้เข้ารัฐ มิได้มีการใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินการขายสลากหรือการรับจ้างพิมพ์จากบุคคลภายนอก จึงเป็นการประกอบกิจการเพื่อการค้าขายหากำไรโดยแท้ อันมีลักษณะเช่นเดียวกับเอกชนในเชิงพาณิชย์ มิได้มีลักษณะเป็นการทำภารกิจในการให้บริการสาธารณะ ส่วนที่มาตรา ๒๒ (๒) มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องส่งรายได้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นรายได้แผ่นดิน ก็มิได้หมายความว่าจะทำให้กิจการค้าเชิงพาณิชย์กลายเป็นการจัดทำบริการสาธารณะไปได้ นอกจากนี้รายได้ที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินนั้น หากรัฐบาลมิได้นำรายได้ดังกล่าวไปจัดทำบริการสาธารณะ คงเก็บไว้ในคลังแผ่นดิน ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่ากิจการของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการบริการสาธารณะได้เช่นกัน ส่วนที่อ้างว่ามาตรา ๓๖ บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ในการออกสลากกินแบ่งได้โดยได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลแต่ผู้เดียวเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองนั้น เมื่อข้อพิพาทคดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะเรื่องสัญญา มิใช่เรื่องการใช้อำนาจทางปกครอง อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลมอบอำนาจให้ผู้ถูกฟ้องคดีแต่ผู้เดียวเป็นผู้ออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็เป็นเพียงการค้าขายในกิจการผูกขาด เพราะการดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีลักษณะของการใช้อำนาจทางปกครอง เมื่อวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการประกอบกิจการค้าขายเช่นเดียวกับเอกชนเพื่อหาเงินเข้ารัฐ วัตถุประสงค์ในการทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีเพื่อจัดทำระบบบริการสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงไม่ใช่การว่าจ้างเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะหรือมอบหมายให้เอกชนเข้าจัดทำบริการสาธารณะ แต่เป็นเพียงสัญญาจ้างทำของอย่างหนึ่งซึ่งผู้ฟ้องคดีต้องลงทุนติดตั้งระบบเกมสลากทั้งหมด โดยผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นผู้กำหนดจำนวนสลากที่จำหน่ายและการจ่ายเงินรางวัล และผู้ฟ้องคดีจะได้รับค่าจ้างเป็นเงินจำนวนหนึ่งตามยอดของสลากที่จำหน่ายได้ กรณีจึงมิใช่เป็นการให้สิทธิแก่เอกชนในการออกสลาก หรือแบ่งปันรายได้ กำไร หรือผลประโยชน์ใดๆ ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดี และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีได้รับค่าตอบแทนอื่นใดนอกจากค่าจ้างหรือร่วมรับผลกำไรหรือขาดทุนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐอันเป็นลักษณะหนึ่งของสัญญาทางปกครอง คงเป็นเพียงสัญญาจ้างทำของตามกฎหมายเอกชน และโดยที่ทฤษฎีเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองมีไว้เพื่อให้บริการสาธารณะของรัฐบรรลุผลและดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีลักษณะเป็นบริการสาธารณะหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง แม้สัญญาพิพาทจะมีข้อสัญญาในลักษณะดังกล่าวก็ไม่อาจทำให้สัญญาจ้างทำของซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่งกลายเป็นสัญญาจัดทำบริการสาธารณะซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองไปได้ ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดกรณีที่คู่สัญญาตกลงกันเลิกสัญญาโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนเท่านั้น ทั้งเงื่อนไขดังกล่าวก็เป็นเงื่อนไขที่คู่สัญญาเล็งเห็นได้ตั้งแต่ขณะทำสัญญาแล้ว ข้อสัญญาดังกล่าวจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานความสมัครใจของคู่สัญญาและอาจพบได้ในทางแพ่ง เมื่อวัตถุแห่งสัญญาเป็นเรื่องก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่ง สัญญาว่าจ้างบริการระบบเกมสลากจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยกล่าวอ้างว่าผิดสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลาก โดยไม่ยอมจำหน่ายสลากและไม่ออกหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเริ่มให้บริการ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามสัญญาพร้อมให้ชำระค่าใช้จ่ายและชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากไม่อาจบังคับได้ ขอให้เพิกถอนหรือให้เลิกสัญญาและให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การโดยสรุปว่า ไม่ได้ผิดสัญญา แต่มีเหตุขัดข้องทั้งจากข้อกฎหมายและนโยบายของรัฐในแต่ละช่วงเวลา ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาครบถ้วนแล้วไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่เกิดขึ้นจากสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลาก กรณีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีภารกิจในการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินกิจการโรงพิมพ์ และกระทำการอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการจ้างผู้ฟ้องคดีให้ออกแบบจัดหาและติดตั้งระบบเกมสลาก เครื่องจำหน่ายสลากและระบบสนับสนุนต่างๆ โดยในสัญญาข้อ ๑๒.๑ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเวลาได้ ในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายล้มเลิกโครงการหรือมีความจำเป็นต้องล้มเลิกโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัว โดยผู้ถูกฟ้องคดีจะชดเชยการลงทุนบางส่วนให้แก่ผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือค่าชดเชยอย่างใดอีก สัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากดังกล่าวที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีบอกเลิกสัญญาได้ด้วยเหตุเพียงว่ารัฐบาลมีนโยบายล้มเลิกโครงการ จึงเป็นสัญญาที่มีข้อสัญญาให้เอกสิทธิ์แก่ฝ่ายปกครองอย่างมากและไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่งทั่วไป จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้นคดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี จำกัด ผู้ฟ้องคดี สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(สุขสันต์ สิงหเดช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 89/2556
#541680
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้รับจ้างให้ก่อสร้างรางระบายน้ำและถนนภายในหมู่บ้าน อันถือได้ว่าเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้รับจ้างซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างจากจำเลยได้ทำข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ โดยจำเลยทราบแล้วแต่ไม่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามข้อตกลงอันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๙/๒๕๕๖

วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดพล

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพลโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๔ บริษัทอัลฟ่า คอนกรีต จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลลอมคอม จำเลย ต่อศาลจังหวัดพล เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๘/๒๕๕๕ ความว่า จำเลยทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด วิบูลย์วิศวกรรมก่อสร้าง ผู้รับจ้าง ให้ก่อสร้างรางระบายน้ำและถนน คสล. ภายในหมู่บ้าน จำนวน ๒ สาย รวม ๓ สัญญา เป็นเงินค่าจ้างทั้งสิ้น ๒๖๔,๐๐๐ บาท ต่อมาผู้รับจ้างทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างทั้งหมดให้โจทก์ ซึ่งโจทก์และผู้รับจ้างมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว ต่อมาเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้จำเลยครบถ้วนแล้ว โจทก์ขอรับเงินค่าจ้างตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลย แต่จำเลยอ้างว่าชำระเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างไปแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงขอนแก่น ซึ่งศาลแขวงขอนแก่นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๕๖,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงขอนแก่นเป็นการฟ้องผิดศาล พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความ และศาลฎีกาพิพากษายืนโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ผูกพันโจทก์ เนื่องจากลงนามโดยนางจิตตาภา บุญจวง ซึ่งมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และโจทก์ก็ไม่ได้ส่งหนังสือมอบอำนาจที่ให้นางจิตตาภามีอำนาจลงนามในสัญญา คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพลพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้มีมูลเหตุมาจากการทำสัญญาจ้างก่อสร้างถนนและรางระบายน้ำระหว่างผู้รับจ้างกับจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะเป็นสัญญาจ้าง เพื่อจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ประเด็นพิพาทคดีนี้เป็นเพียงการฟ้องเรียกเงินตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเท่านั้น หาใช่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างก่อสร้างถนนและรางระบายน้ำ เมื่อสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างเป็นสัญญาระหว่างเอกชนด้วยกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างจากจำเลยในฐานะลูกหนี้ของผู้รับจ้างได้โดยตรง และสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้ระบุให้โจทก์มีอำนาจหรือมีสิทธิหน้าที่ในสัญญาจ้างก่อสร้างถนนและรางระบายน้ำ คงมีสิทธิเพียงได้รับเงินค่าจ้างที่ ผู้รับจ้างพึงได้รับเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือให้โจทก์จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด จึงเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไป มิใช่สัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งและมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างให้ทำการก่อสร้างถนนและรางระบายน้ำภายในหมู่บ้าน ถือเป็นการดำเนินกิจการบริการสาธารณะ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ผู้รับจ้างได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์เป็นผู้รับเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อันเป็นสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชนก็ตาม แต่การพิจารณาว่า การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องวินิจฉัยเกี่ยวเนื่องไปถึงสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับผู้รับจ้าง ประการสำคัญแม้มูลพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาทโดยตรงจากสัญญาจ้าง แต่ตามฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องก็มีมูลเหตุที่เกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับผู้รับจ้าง การที่จำเลยไม่ชำระเงินตามสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามสัญญาอันเกี่ยวเนื่องจากสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด วิบูลย์วิศวกรรมก่อสร้าง ผู้รับจ้าง ให้ก่อสร้างรางระบายน้ำและถนนภายในหมู่บ้าน อันถือได้ว่าเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดวิบูลย์วิศวกรรมก่อสร้าง ผู้รับจ้าง ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างจากจำเลยได้ทำข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ โดยจำเลยทราบแล้วแต่กลับไม่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามข้อตกลงอันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างรางระบายน้ำและถนนภายในหมู่บ้าน เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างรางระบายน้ำและถนนดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทอัลฟ่า คอนกรีต จำกัด โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลลอมคอม จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(สุขสันต์ สิงหเดช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอัลฟ่า คอนกรีต จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลลอมคอม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 88/2556
#557030
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่หน่วยงานทางปกครองว่าจ้างเอกชนให้ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านอันเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อเอกชนโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่หน่วยงานทางปกครองไม่ยอมจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ จึงฟ้องบังคับให้ร่วมกันชำระค่าจ้าง เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามข้อตกลงอันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๘/๒๕๕๖

วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดนราธิวาส

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนราธิวาสโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ นางสาวณัฐธยาน์ วัฒนธรนันท์ โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลรือเสาะออก ที่ ๑ บริษัทธนกุลนิติพัฒน์ จำกัด ที่ ๒ จำเลย และยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลตันหยงมัส ที่ ๑ บริษัทธนกุลนิติพัฒน์ จำกัด ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๔๗/๒๕๕๔ และที่ ๔๔๘/๒๕๕๔ ตามลำดับ ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดนราธิวาสสั่งรวมการพิจารณา โดยให้เรียกองค์การบริหารส่วนตำบลรือเสาะออก ว่า จำเลยที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลตันหยงมัส ว่า จำเลยที่ ๒ และบริษัทธนกุลนิติพัฒน์ จำกัด ว่า จำเลยที่ ๓ ความว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๓ ให้ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน ต่อมาจำเลยที่ ๓ ทำข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามสัญญาจ้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ความยินยอมแล้ว อันเป็นการรับสภาพหนี้ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทำผิดข้อตกลงไม่จ่ายเงินค่าจ้างแก่โจทก์ กลับจ่ายให้แก่จำเลยที่ ๓ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงิน ๒,๕๑๓,๗๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน ๑,๙๑๕,๒๘๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้บังคับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงิน ๑,๖๕๔,๑๘๔.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน ๓๕๖,๗๕๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่เคยทำสัญญารับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์และจำเลยที่ ๓ ร่วมลงทุนรับเหมาก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ โอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ ตกลงกันว่าโจทก์จะเก็บไว้เท่ากับเงินลงทุนจำนวนร้อยละ ๑๕ ส่วนที่เหลือต้องคืนให้แก่จำเลยที่ ๓ โจทก์รับเงินลงทุนของโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ จากจำเลยที่ ๓ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนราธิวาสพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้สัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ เป็นการว่าจ้างให้ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง แต่การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างร่วมกับจำเลยที่ ๓ ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น โจทก์อาศัยสิทธิในฐานะที่เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ ๓ ตามข้อตกลงการโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ ๓ ทำไว้กับโจทก์ แม้จะฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองร่วมรับผิดด้วย แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างสิทธิตามข้อตกลงการโอนสิทธิเรียกร้องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ปฏิบัติผิดข้อตกลง ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์มิได้อ้างสิทธิในฐานะคู่สัญญาและมิได้ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้าง คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้าง การวินิจฉัยชี้ขาดคดีจึงไม่จำต้องพิจารณาสัญญาจ้างดังกล่าว แม้สิทธิตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์จะมีที่มาจากสัญญาจ้าง แต่เห็นได้ชัดว่ามิได้มีเนื้อหาข้อพิพาทเกี่ยวด้วยเรื่องสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองโดยตรง จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นการว่าจ้างให้ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน สัญญาดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครอง แม้มูลคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ไม่ใช่ข้อพิพาทโดยตรงจากสัญญาจ้างก็ตาม แต่ข้ออ้างตามฟ้องโจทก์ก็เกี่ยวเนื่องกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ตามสัญญาจ้าง การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๘/๒๕๔๘

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

คดีนี้ เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๓ ให้ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน อันถือได้ว่าเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง แล้วจำเลยที่ ๓ ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ทำข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทราบแล้วแต่ไม่ชำระ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามข้อตกลงอันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวณัฐธยาน์ วัฒนธรนันท์ โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลรือเสาะออก ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลตันหยงมัส ที่ ๒ บริษัทธนกุลนิติพัฒน์ จำกัด ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(สุขสันต์ สิงหเดช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวณัฐธยาน์ วัฒนธรนันท์
จำเลยที่ 1 — องค์การบริหารส่วนตำบลรือเสาะออก
จำเลยที่ 2 — องค์การบริหารส่วนตำบลตันหยงมัส
จำเลยที่ 3 — บริษัทธนกุลนิติพัฒน์ จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 87/2556
#541679
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่า ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ ปล่อยให้ผู้ต้องขังทำร้ายร่างกายบุตรของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต อันเป็นการกระทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ มูลความแห่งคดีจึงสืบเนื่องมาจากการที่บุตรของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตายขณะอยู่ในอำนาจคุมขังของเจ้าหน้าที่ อันเป็นการจัดการให้เป็นไปตามหมายจำคุกของศาลยุติธรรม ฉะนั้น อำนาจคุมขังของเจ้าหน้าที่จึงเริ่มต้นต่อเนื่องมาจากหมายจำคุกของศาลยุติธรรมและย่อมสิ้นสุดลงเมื่อศาลยุติธรรมออกหมายปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง ผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายอาญาของศาลยุติธรรม และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ตลอดจนกฎกระทรวงมหาดไทยที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติถึงขั้นตอนและวิธีการเกี่ยวกับการควบคุมผู้ต้องขัง ย่อมเป็นกฎหมายและกฎระเบียบที่เสริมให้ผู้ถูกฟ้องคดีสามารถจัดการบังคับตามหมายจำคุกและหมายปล่อยรวมถึงคำสั่งใดๆ ของศาลยุติธรรมตาม ป.วิ.อ. ให้ลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย อันอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการจำคุกก่อนหรือหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๗/๒๕๕๖

วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๔ นางอารีย์ อภิรมย์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๗/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นมารดาของนายจักรพันธ์ อภิรมย์ ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี แต่ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ปล่อยให้นายสังวรณ์ พันธ์ไผ่ ผู้ต้องขัง ทำร้ายร่างกายบุตรของผู้ฟ้องคดีจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพแก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีรับตัวบุตรของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดไว้คุมขังตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น กำหนดจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน โดยนำตัวคุมขังไว้ที่ห้องสำหรับใช้คุมขังผู้ต้องขังใหม่และผู้ต้องขังที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ และบุตรของผู้ฟ้องคดีได้ถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุตกเลือดในช่องเยื่อบุสมอง ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และคณะกรรมการมีความเห็นว่าการตายของบุตรของผู้ฟ้องคดี ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากการถูกทำร้าย แต่การที่นักโทษชายสังวรณ์ พันธ์ไผ่ และนักโทษชายสวัสดิ์ วงศ์ประยูร ได้ร่วมกันทำร้ายบุตรของผู้ฟ้องคดีก่อนตาย เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบวินัยของเรือนจำและเป็นการกระทำผิดอาญา ส่วนเจ้าหน้าที่เวรรักษาการและพัศดีเวรได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังตามสมควรแล้ว เห็นควรดำเนินการทางวินัยและดำเนินคดีอาญาแก่นักโทษชายทั้งสอง สำหรับผู้ถูกฟ้องคดีก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้ด้วยแล้ว ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามระเบียบและได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่เหตุและพฤติการณ์แล้วจึงไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจและหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังภายหลังศาลมีคำพิพากษาในคดีอาญาที่ถึงที่สุด เป็นการดำเนินการที่แยกต่างหากจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากคำพิพากษาจะระบุให้จำคุกหรือกักขังซึ่งหมายถึงการจำกัดอิสรภาพเท่านั้น แต่การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังมีกฎหมาย กฎและระเบียบที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ กฎกระทรวงมหาดไทยออกตามความในมาตรา ๕๘ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ ซึ่งเป็นกฎที่กำหนดขั้นตอนและวิธีการต่างๆ เกี่ยวกับการควบคุมตัวผู้ต้องขัง การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังจึงมิใช่การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่เป็นการกระทำทางปกครอง โดยเมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำได้รับตัวผู้ต้องขังเข้าไปอยู่ในความควบคุมดูแลภายในเรือนจำแล้ว เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการควบคุมดูแลทุกข์สุขของผู้ต้องขัง ปกครองและควบคุมระเบียบวินัยผู้ต้องขัง รวมทั้งมีหน้าที่ตรวจตราป้องกันการกระทำผิดวินัยของผู้ต้องขังตามที่พระราชบัญญัติและกฎกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวกำหนดไว้ การที่บุตรของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตายเนื่องจากถูกผู้ต้องขังอื่นทำร้ายเป็นการฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการปกครองและควบคุมระเบียบวินัยของผู้ต้องขัง ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสิ้นสุดลงเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว จึงมิใช่เรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่คดีที่ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในทางละเมิดนั้น ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๓) มุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามธรรมดาทั่วไปของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องโดยอ้างว่าเหตุที่บุตรของผู้ฟ้องคดีถูกผู้ต้องขังอื่นทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายเป็นเพราะความบกพร่องของเจ้าพนักงานเรือนจำที่ปล่อยปละละเลยให้ผู้ต้องขังอื่นทำร้ายร่างกายบุตรของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นเรื่องการละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามธรรมดาทั่วไปเท่านั้น จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้บัญชาการเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ปล่อยให้ผู้ต้องขังทำร้ายร่างกายบุตรของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและถูกคุมขังตามหมายจำคุกคดีถึงที่สุด จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพแก่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้น มูลความแห่งคดีจึงสืบเนื่องมาจากการที่บุตรของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตายขณะอยู่ในอำนาจคุมขังของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นการจัดการให้เป็นไปตามหมายจำคุกของศาลยุติธรรม ที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๔ และมาตรา ๘๙ ฉะนั้น อำนาจคุมขังของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวจึงเริ่มต้นต่อเนื่องมาจากหมายจำคุกของศาลยุติธรรมและย่อมสิ้นสุดลงเมื่อศาลยุติธรรมออกหมายปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๗ วรรคสอง และมาตรา ๗๕ นอกจากนี้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๙/๒ ศาลยุติธรรมอาจมีคำสั่งให้จำคุกผู้ต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดไว้ในสถานที่อื่นนอกจากเรือนจำ หรือวิธีการอื่นที่จำกัดการเดินทางและอาณาเขตก็ได้ หรือศาลยุติธรรมอาจมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับให้จำคุกไว้ก่อน เมื่อปรากฏเหตุดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๖ ก็สามารถกระทำได้เช่นกัน ผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายอาญาของศาลยุติธรรม และพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ตลอดจนกฎกระทรวงมหาดไทยที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติถึงขั้นตอนและวิธีการเกี่ยวกับการควบคุมผู้ต้องขัง ย่อมเป็นกฎหมายและกฎระเบียบที่เสริมให้ผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีสามารถจัดการบังคับตามหมายจำคุกและหมายปล่อยรวมถึงคำสั่งใดๆ ของศาลยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย อันอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการจำคุกก่อนหรือหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางอารีย์ อภิรมย์ ผู้ฟ้องคดี กรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(สุขสันต์ สิงหเดช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางอารีย์ อภิรมย์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมราชทัณฑ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 86/2556
#557029
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จะยื่นคำร้องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ข้อเท็จจริงตามคำร้อง แม้คำพิพากษาของศาลปกครองจะถึงที่สุดตามมาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่คำพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ คู่ความจึงยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันดังกล่าว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกัน จึงยังไม่พ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาและเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๔๗ คำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๘๖/๒๕๕๖

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖

เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

เทศบาลตำบลหนองสอยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงในคดี

ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส อาร์ แกลเลอรี่ ๒๐๐๔ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลหนองสอ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๙/๒๕๕๓ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าจ้างสร้างและติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลปกครองขอนแก่นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงิน ๗๕๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๙๗/๒๕๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ ศาลปกครองขอนแก่นไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา คดีถึงที่สุด และในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองขอนแก่น ผู้ฟ้องคดีเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีเป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๑๐/๒๕๕๔ ขอให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างสร้างและติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติดังกล่าวอีก ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิพากษายกฟ้อง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๑๗๕๕/๒๕๕๔ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๓๒/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๒๘๑๗/๒๕๕๕ เทศบาลตำบลหนองสอเห็นว่าเป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลปกครองขอนแก่นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาของทั้งสองศาลว่าควรปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลใด

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คำร้องของเทศบาลตำบลหนองสอชอบด้วยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด" ดังนั้น คดีที่จะยื่นคำร้องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ จึงต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ข้อเท็จจริงตามคำร้อง แม้คำพิพากษาของศาลปกครองจะถึงที่สุดแล้วตามมาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมนั้น ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๖ คู่ความจึงยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันดังกล่าว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกัน จึงยังไม่พ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาและเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๔๗ คำร้องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔

จึงมีคำสั่งว่า คำร้องของเทศบาลตำบลหนองสอ ผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้อง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(สุขสันต์ สิงหเดช) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส อาร์ แกลเลอรี่ 2004
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลหนองสอ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 85/2556
#541676
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ค. ซึ่งมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามใบจอง (น.ส. ๒ ก.) โจทก์ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำเลยพร้อมชาวบ้านได้คัดค้านการรังวัด บุกรุกขัดขวางและขับไล่ผู้รับจ้างของโจทก์ออกจากที่ดิน ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดิน ห้ามคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน และให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณะ (ป่าชุมชน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่ซึ่ง ค. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๕/๒๕๕๖

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นางรมย์ชัญลักษณ์ หมายสิน โจทก์ ยื่นฟ้อง นายสายันต์ สายแวว ในฐานะผู้ใหญ่บ้านและในฐานะส่วนตัว จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๔๒/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำมี สายสั้น ยื่นคำขอรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายคำมี ตามใบจอง (น.ส. ๒ ก.) เลขที่ ๑๙๑ และเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ เจ้าพนักงานที่ดินเข้าทำการรังวัด แต่จำเลยในฐานะผู้ใหญ่บ้านและในฐานะส่วนตัวพร้อมชาวบ้านโต้แย้งคัดค้านการรังวัด โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ (ป่าชุมชน) ต่อมาวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ โจทก์ว่าจ้างชาวบ้านนำรถไถเข้าปรับพื้นที่ที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อทำนาตามฤดูกาล แต่จำเลยกับชาวบ้านได้บุกรุกขัดขวางและขับไล่ผู้รับจ้างออกจากที่ดิน การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ ขอให้พิพากษาหรือ มีคำสั่งห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองและไม่สามารถเรียกค่าเสียหายได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ อีกทั้งโจทก์และนายคำมีไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายกระทำการอันเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองและโต้แย้งคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ เป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำขอให้รังวัดเพื่อออก โฉนดที่ดิน แต่จำเลยในฐานะผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานคัดค้านการรังวัดอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าเป็นของเอกชนหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความเป็นสำคัญ ซึ่งต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทกันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ จำเลยในฐานะผู้ใหญ่บ้าน มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ฉะนั้น การที่จำเลยคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์จึงเป็นการใช้อำนาจและปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อโจทก์ฟ้องว่าการกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่จำเลยมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนด้วยกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินเป็นของเอกชนหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็เป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี และการพิจารณาปัญหาดังกล่าวนี้ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายคำมี สายสั้น ซึ่งมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามใบจอง (น.ส. ๒ ก.) เลขที่ ๑๙๑ โจทก์ยื่นคำขอรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยพร้อมชาวบ้านได้คัดค้านการรังวัด และเมื่อโจทก์เข้าดำเนินการปรับพื้นที่ที่ดิน จำเลยและชาวบ้านยังเข้าบุกรุกขัดขวางและขับไล่ผู้รับจ้างของโจทก์ออกจากที่ดินดังกล่าว ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดิน ห้ามคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณะ (ป่าชุมชน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์ไม่สามารถเรียกค่าเสียหาย ทั้งโจทก์และนายคำมีไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่พิพาท เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่ซึ่งนายคำมีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางรมย์ชัญลักษณ์ หมายสิน ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายคำมี สายสั้น โจทก์ นายสายันต์ สายแวว จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรมย์ชัญลักษณ์ หมายสิน
จำเลย — นายสายันต์ สายแวว ในฐานะผู้ใหญ่บ้านและในฐานะส่วนตัว
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 84/2556
#541673
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่าการออก น.ส.ล. (บึงราชนกสาธารณประโยชน์) อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอาณาเขตด้านทิศตะวันตกของบึงราชนกทับซ้อนลงบนที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนหรือแก้ไขอาณาเขตที่ดินให้ถูกต้อง จำเลยให้การว่า ที่ดินบริเวณบึงราชนกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาให้ที่ดินพิพาทที่โจทก์ที่ ๒ ครอบครองทับซ้อนกับบึงราชนก เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามโจทก์ที่ ๒ และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป น.ส.ล. พิพาทได้ออกโดยชอบและถูกต้องแล้ว เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการออก น.ส.ล. ซึ่งโจทก์ทั้งสองอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยเพิกถอน น.ส.ล. ตามคำขอโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่จำเลยโต้แย้งเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๔/๒๕๕๖

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๔ นางทองอยู่ เนียมเพาะ ที่ ๑ นางถนอมศรี เทพมาศ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๔๔๓/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดิน ๑ แปลง และโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) และหนังสือแสดงสิทธิครอบครอง (ส.ค. ๑) รวม ๘ แปลง เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๔ อธิบดีกรมที่ดินออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๔๗๕๔๗ (บึงราชนกสาธารณประโยชน์) อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน เนื้อที่ประมาณ ๔,๘๖๕ ไร่ ๒ งาน ๘๕ ตารางวา อยู่ในความดูแลรักษาของกรมเจ้าท่า โดยมีอาณาเขตด้านทิศตะวันตกทับซ้อนลงบนที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ต่อมาวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๗ โจทก์ทั้งสองได้ยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตรวจสอบการออก นสล. ดังกล่าวว่าเกินกว่าอาณาเขตที่แท้จริงและมีการรังวัดทับซ้อนลงบนที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ได้ครอบครองอยู่ก่อน ซึ่งทางราชการได้แต่งตั้งให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ตีความภาพถ่ายทางอากาศในบริเวณบึงราชนก ปรากฏว่าขอบเขตที่ดินของบึงราชนกตาม นสล. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีการรังวัดอาณาเขตภายหลังที่โจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินอยู่ก่อนแล้ว และด้านทิศตะวันตกมีอาณาเขตมากกว่าที่กรมประมงเคยสำรวจไว้ แต่จำเลยไม่ดำเนินการแก้ไขอาณาเขตตาม นสล. ดังกล่าวให้ถูกต้อง ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนหรือแก้ไขอาณาเขตที่ดินบึงราชนกด้านทิศตะวันตกให้ถูกต้องตามความเป็นจริง

จำเลยให้การว่า ที่ดินบริเวณบึงราชนกเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมาช้านาน ซึ่งทางราชการหวงห้ามไว้เป็นที่รักษาพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมงโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกจึงมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของราษฎรที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์บึงราชนก รวมทั้งที่ดินที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของในคดีนี้ โจทก์ทั้งสองไม่ได้มีชื่อในเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินตามฟ้องบางแปลงจึงไม่มีอำนาจฟ้อง และศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์ที่ ๒ ครอบครองทับซ้อนกับบึงราชนกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ห้ามโจทก์ที่ ๒ และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป จึงผูกพันโจทก์ที่ ๒ และ นสล. พิพาทได้ออกโดยชอบและถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์บึงราชนก และจำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียน อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์บึงราชนก อีกทั้งจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ หากศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีใดแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เมื่อการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการแสดงเขตที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดินโดยอธิบดีกรมที่ดิน (จำเลย) และต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคลอันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ นอกจากนี้การพิจารณาว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิได้พิจารณาเฉพาะประเด็นว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ แต่ยังต้องพิจารณาว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ออกโดยถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๔๗๕๔๗ (บึงราชนกสาธารณประโยชน์) อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอาณาเขตด้านทิศตะวันตกของบึงราชนกทับซ้อนลงบนที่ดินของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ครอบครองอยู่ก่อน ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนหรือแก้ไขอาณาเขตที่ดินบึงราชนกด้านทิศตะวันตกให้ถูกต้อง ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินบริเวณบึงราชนกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ที่ดินพิพาทที่โจทก์ที่ ๒ ครอบครองทับซ้อนกับบึงราชนกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามโจทก์ที่ ๒ และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป นสล. พิพาทได้ออกโดยชอบและถูกต้องแล้ว เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงซึ่งโจทก์ทั้งสองอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เพื่อให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเป็นธรรมตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่จำเลยโต้แย้งเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางทองอยู่ เนียมเพาะ ที่ ๑ นางถนอมศรี เทพมาศ ที่ ๒ โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองอยู่ เนียมเพาะ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 83/2556
#557025
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันรังวัดรวมโฉนดที่ดิน ๗ แปลง ทับที่ดินของโจทก์หลังจากนั้นก็ยื่นคำขอแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็น ๔ แปลง แล้วทำนิติกรรมโอนที่ดินบางส่วนให้กับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้กรมที่ดินจำเลยที่ ๗และอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๘ เพิกถอนโฉนดที่ดินเดิม และโฉนดที่ดินที่ได้จากการแบ่งแยกดังกล่าว รวมทั้งรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งหมดหากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย รวมทั้งมีคำสั่งห้ามจำเลยพร้อมบริวารเกี่ยวข้องและให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า การรังวัดสอบเขตและการออกโฉนดที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ถูกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แย่งการครอบครองตั้งแต่ก่อนยื่นคำขอรังวัดรวมโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดิน เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และได้ที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๓ ที่ ๗ และที่ ๘ ให้การว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของจำเลยที่ ๗ แล้ว และไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๓/๒๕๕๖

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๔ บริษัทรุ่งเรืองไพโรจน์ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง นายวีรชัย สุวรรณธาราเรือง ที่ ๑ นายวินิจ ศรีสงวนวิลาศ ที่ ๒ นายเทิดศักดิ์ บุรีรักษ์ ที่ ๓ นายวัชรวิชญ์ สิทธิเกรียงไกร ที่ ๔ นายพีรพัฒน์ ฉันทธนากร ที่ ๕ นางลัดดา ฉันทธนากร ที่ ๖ กรมที่ดิน ที่ ๗ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๘ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๗๙/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๗๔๑ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ ๔ ไร่ ๓ งาน โดยซื้อที่ดินมาจากนายเพ็ง สุขผล ในปี ๒๕๓๓ และครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ จำนวน ๗ แปลง รวมเนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๑ งาน ๒๐ ตารางวา ต่อมาในปี ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำขอรังวัดรวมโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลง เข้าไว้ในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๖๙๗๗ แต่ในการรังวัดดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริต โดยจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นช่างรังวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน ละเลยต่อหน้าที่ไม่มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ทราบถึงการรังวัด ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำชี้ให้จำเลยที่ ๓ รังวัดรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง เมื่อจำเลยที่ ๓ ขึ้นรูปแผนที่และคำนวณเนื้อที่ที่ดินจึงได้เนื้อที่รวม ๑๕ ไร่ ๒ งาน ๕๔ ตารางวา เพิ่มขึ้นจากเดิม ๔ ไร่ ๖ ตารางวา (ที่ถูก ๔ ไร่ ๑ งาน ๓๔ ตารางวา) ต่อมา จำเลยที่ ๓ ได้รายงานการรังวัดโดยทุจริตเสนอตามลำดับบังคับบัญชา จนกระทั่งในปี ๒๕๔๖ มีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๗ แทนฉบับเดิม ตามผลการรังวัดและมีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ยื่นคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็น ๔ แปลง คือโฉนดเลขที่ ๖๙๗๖ เลขที่ ๖๙๗๗ เลขที่ ๖๙๗๔ และเลขที่ ๖๙๗๕ แล้วจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๙๗๖ เลขที่ ๖๙๗๔ และเลขที่ ๖๙๗๕ ให้กับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ตามลำดับ ในปี ๒๕๕๓ โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินจึงทราบถึงการกระทำดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ ๓ เป็นการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ ๗ จึงต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๗ และที่ ๘ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๗ และโฉนดที่ดินที่ได้จากการแบ่งแยกดังกล่าว รวมทั้งรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๗ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า การรังวัดสอบเขตและออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว โจทก์ถูกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แย่งการครอบครองตั้งแต่ก่อนยื่นคำขอรังวัดรวมโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๗ แต่โจทก์ไม่ฟ้องเอาคืนภายใน ๑ ปี คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินแปลงที่ซื้อจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและได้เสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ที่ดินตามโฉนดไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ที่ ๗ และที่ ๘ ให้การว่า ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ไม่ถูกต้องและเป็นจริง จำเลยที่ ๓ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของจำเลยที่ ๗ แล้ว ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริงและเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ที่ ๗ และที่ ๘ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการรังวัด การออกโฉนดที่ดินและการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาท อันเป็นเอกสารของทางราชการ ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งเป็นการฟ้องการกระทำของจำเลยที่ ๓ ในการปฏิบัติหน้าที่ทำการรังวัดที่ดินพิพาทโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายเนื่องจากรังวัดโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ไประวังและชี้แนวเขต จึงเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ข้อโต้เถียงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๖ เป็นที่ยุติว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ที่ ๗ และที่ ๘ เมื่อโจทก์มีความประสงค์จะฟ้องให้เอกชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองร่วมรับผิดต่อโจทก์ การพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องพิจารณาประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งหมดตามลำดับ เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยังโต้แย้งอยู่ว่ามีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์เนื่องจากแย่งการครอบครองที่พิพาทมาก่อนที่จะมีการนำชี้รังวัดขอรวมโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๗ ดังนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทก่อนที่จะมีการรังวัดขอรวมโฉนดตามที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กล่าวอ้างหรือไม่แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งแปดเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่ จะต้องเพิกถอนโฉนดที่ดินหรือชดใช้ค่าเสียหายเพียงใด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งมูลคดีเกี่ยวกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ที่ ๗ และที่ ๘ ก็เป็นมูลคดีเดียวกับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๖ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๓ ไม่แจ้งให้โจทก์ซึ่งครอบครองที่ดินที่มีอาณาเขตติดต่อกันกับที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทราบ เพื่อให้มาระวังและชี้แนวเขตที่ดิน รวมทั้งได้ทำการรังวัดตามการนำชี้ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รวมเอาที่ดินของโจทก์ จึงเป็นกรณีฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการออกโฉนดเลขที่ ๖๙๗๗ ตามผลการรังวัดดังกล่าว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งหกฉบับดังกล่าวและคำขออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาท จึงเป็นคำขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง และเป็นการฟ้องคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์อ้างว่าได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๗ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๗ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐร่วมกับเอกชนให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน อันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดจำเลยที่ ๗ เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนกรณีที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครอง แต่มิได้ฟ้องคดีภายในอายุความ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ และที่จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ให้การว่า เป็นบุคคลภายนอกได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ข้อเท็จจริงปรากฏโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ ๓ ได้รังวัดเอาที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์รวมเข้าไว้ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๗ ฉบับใหม่ โดยมีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวหลายรายการ การอ้างอิงสิทธิในที่ดินพิพาทโดยการแย่งสิทธิการครอบครองของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการกล่าวอ้างเพื่อให้เห็นว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น ศาลจะต้องตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงมาประกอบการพิจารณาว่าในขณะที่จำเลยที่ ๓ รังวัดสอบเขตรวมโฉนดที่ดินพิพาททั้ง ๗ แปลง เข้าไว้ด้วยกันเป็นการรังวัดเกินคำขอหรือไม่ หรือเป็นการรังวัดเอาที่ดินนอกโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลงดังกล่าวมารวมไว้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจะพิจารณาว่าการแย่งสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีผลสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขทะเบียนที่ดินดังกล่าวอย่างไรหรือไม่เพียงใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบในการพิจารณา มิได้เป็นประเด็นพิพาทในคดีนี้แต่อย่างใด แม้หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินแปลง น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๗๔๑ ถูกแย่งการครอบครองและตกเป็นสิทธิของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ในการรังวัดสอบเขตรวมโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลง ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด การรังวัดที่ดินดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการรังวัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย การรวมโฉนดและออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๗ ฉบับใหม่ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวภายหลังไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย และถึงแม้ว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทโดยการแย่งการครอบครองก็ไม่มีผลที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ในการรังวัดสอบเขตและการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดำเนินการโดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้เป็นชอบด้วยกฎหมายได้ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๗๔๑ เนื้อที่ ๔ ไร่ ๓ งาน ได้รับความเสียหายกรณีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริตในการรังวัดรวมโฉนดที่ดิน ๗ แปลง ตามคำขอของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทับที่ดินของโจทก์ทั้งหมด โดยมีการออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๗ แทนฉบับเดิมซึ่งมีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็น ๔ แปลง แล้วจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วน ให้กับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๗ และที่ ๘ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๗ และโฉนดที่ดินที่ได้จากการแบ่งแยกดังกล่าว รวมทั้งรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๗ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๖ พร้อมบริวารเกี่ยวข้องและให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า การรังวัดสอบเขตและการออกโฉนดที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว โจทก์ถูกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แย่งการครอบครองตั้งแต่ก่อนยื่นคำขอรังวัดรวมโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๗๗ จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินแปลงที่ซื้อจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และได้ที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ที่ดินตามโฉนดไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๓ ที่ ๗ และที่ ๘ ให้การว่า ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ไม่ถูกต้องและเป็นจริง จำเลยที่ ๓ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของจำเลยที่ ๗ แล้ว และไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทั้งแปดยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทรุ่งเรืองไพโรจน์ จำกัด โจทก์ นายวีรชัย สุวรรณธาราเรือง ที่ ๑ นายวินิจ ศรีสงวนวิลาศ ที่ ๒ นายเทิดศักดิ์ บุรีรักษ์ ที่ ๓ นายวัชรวิชญ์ สิทธิเกรียงไกร ที่ ๔ นายพีรพัฒน์ ฉันทธนากร ที่ ๕ นางลัดดา ฉันทธนากร ที่ ๖ กรมที่ดิน ที่ ๗ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๘ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรุ่งเรืองไพโรจน์ จำกัด
จำเลย — นายวีรชัย สุวรรณธาราเรือง ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 82/2556
#541670
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกกรมสรรพสามิตออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น จึงฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และให้กำหนดราคาที่เป็นฐานในการคำนวณภาษีใหม่ เห็นว่า ประกาศกรมสรรพสามิตฉบับพิพาท เป็นการกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มของโจทก์เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับฐานภาษีสรรพสามิต และแม้ประกาศฉบับพิพาทจะเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่ก็เพื่อกำหนดฐานภาษี อันเป็นผลสืบเนื่องจากการวินิจฉัยของเจ้าพนักงานที่เห็นว่าราคาขายที่โจทก์แจ้งไว้เป็นราคาที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีเหตุอันสมควร จึงได้ออกเป็นประกาศฉบับใหม่ ซึ่งมีผลเช่นเดียวกันกับการประเมินภาษี จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินภาษีในรูปแบบหนึ่ง เมื่อโจทก์เห็นว่าประกาศดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องขอให้เพิกถอนย่อมเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๒/๒๕๕๖

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และมาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

ศาลภาษีอากรกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลภาษีอากรกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ บริษัทอาเจไทย จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องกรมสรรพสามิต จำเลย ต่อศาลภาษีอากรกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๓/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมตรา "อาเจ บิ๊กโคล่า" และ "อาเจ โอโร่" ชำระภาษีโดยใช้เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีจดทะเบียน (ฝา) พิกัดอัตราสรรพสามิต ประเภท ๐๒.๐๒ ชำระภาษีตามมูลค่าร้อยละ ๒๐ ก่อนการผลิตและจำหน่าย โดยมีการแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมสำหรับเครื่องดื่มดังกล่าวขนาดบรรจุขวด ๐.๕๓๕ ลิตร เพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษี ในราคาต่อหน่วย ๖.๔๐ บาท ซึ่งจำเลยได้อนุมัติให้แก่โจทก์แล้ว และโจทก์ได้ถือปฏิบัติตลอดมา ต่อมาจำเลยได้ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรที่ถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ ๑/๒๕๕๓) ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ กำหนดราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติของเครื่องดื่มโจทก์ชนิดขายทั้งภาชนะในราคาภาชนะละ ๘.๑๘ บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์ต่อจำเลย ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเห็นว่าประกาศดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์เห็นว่าประกาศและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เป็นการเข้าใจผิดในการใช้อำนาจตามกฎหมายและการตีความกฎหมาย กลั่นแกล้งโจทก์ให้เสียโอกาสในการประกอบธุรกิจ ขอให้เพิกถอนประกาศและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว และให้กำหนดราคาที่เป็นฐานในการคำนวณภาษีใหม่

จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้ตรวจสอบการชำระภาษีของโจทก์พบว่า การชำระภาษีไม่ถูกต้องโดยโจทก์ขายเครื่องดื่มน้ำอัดลมตรา "อาเจ บิ๊กโคล่า" ตามใบกำกับภาษีสูงกว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งไว้ โดยไม่ได้ยื่นแจ้งเปลี่ยนแปลงราคาขายใหม่ เจ้าพนักงานของจำเลย จึงได้ประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในส่วนที่ขาด ซึ่งโจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลนี้ขอให้เพิกถอนการประเมินเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๐/๒๕๕๓ ทั้งโจทก์ใช้วิธีหลีกเลี่ยงตั้งบริษัทซึ่งมีกรรมการชุดเดียวกับโจทก์และมีที่ตั้งเดียวกันเพื่อซื้อเครื่องดื่มดังกล่าวจากโจทก์ในราคาเท่ากับหรือต่ำกว่าราคาที่โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งราคาขายไว้ แล้วนำไปขายในราคาขวดละ ๘.๑๘ บาท และเมื่อโจทก์ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมตรา "อาเจ โอโร่" ก็ขายในราคาขวดละ ๘.๑๘ บาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งราคาขายไว้เช่นกัน จำเลยจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๑) วรรคสาม ออกประกาศกรมสรรพสามิต ฉบับที่ ๑/๒๕๕๓ กำหนดราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมใหม่สำหรับเครื่องดื่มของโจทก์ทั้งสองชนิดเป็นราคาขวดละ ๘.๑๘ บาท เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี การออกประกาศและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย คดีโจทก์ไม่ใช่คดีภาษีอากรเพราะประกาศและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ใช่คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีภาษีอากร แต่เป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเนื่องจากจำเลยออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ ๑/๒๕๕๓) ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ โดยกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มของโจทก์เพื่อเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีในราคาขวดละ ๘.๑๘ บาท โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า โดยมาตรา ๘ (๑) วรรคสาม ได้กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี ให้อำนาจอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีประกาศมูลค่าของสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยกำหนดราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติ อธิบดีกรมสรรพสามิตจึงมีอำนาจกำหนดมูลค่าของสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษีให้แตกต่างไปจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแจ้งไว้ได้ ประกาศกรมสรรพสามิตที่พิพาทซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจของบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับฐานภาษีสรรพสามิต และแม้ประกาศกรมสรรพสามิตที่พิพาทจะมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ก็ตาม แต่ก็เป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกมาเพื่อกำหนดฐานภาษีอันเป็นผลสืบเนื่องจากการวินิจฉัยของเจ้าพนักงานที่เห็นว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่โจทก์แจ้งไว้เป็นราคาที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีเหตุอันสมควร จึงได้ทำการกำหนดราคาเพิ่มขึ้นโดยออกเป็นประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าว ซึ่งมีผลเช่นเดียวกันกับการประเมินภาษี การประเมินมูลค่าเครื่องดื่มเพื่อกำหนดราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินภาษีในรูปแบบหนึ่ง เมื่อโจทก์เห็นว่าประกาศและคำวินิจฉัยเกี่ยวกับประกาศดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมายและประสงค์จะฟ้องคดี เพื่อเพิกถอนหรือแก้ไขประกาศและคำวินิจฉัยต่อศาลย่อมเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ตามมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ และย่อมไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง การออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ ๑/๒๕๕๓) ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ จำเลยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๘ (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ในการกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มน้ำอัดลม ซึ่งเป็นสินค้าของโจทก์ที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีสรรพสามิตที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลย มีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับเฉพาะรายกับสินค้าของโจทก์เท่านั้น จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การกำหนดมูลค่าของสินค้าเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีตามมาตรา ๘ (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ดังกล่าว เป็นขั้นตอนการดำเนินการของอธิบดีกรมสรรพสามิตโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะทำการประเมินภาษีเพื่อแจ้งให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีชำระภาษีภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๗๙ และมาตรา ๘๑ ประกอบกับมาตรา ๕๐ หากผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่เห็นด้วยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองและปลัดกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ตามมาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบกับข้อ ๒ (๔) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ส่วนกรณีที่มีการประเมินภาษีตามประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าว ถ้าโจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีของพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีสิทธิคัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิตและอุทธรณ์คำวินิจฉัยคัดค้านต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๘๖ และมาตรา ๘๙ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ และมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ที่บัญญัติให้ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร กรณีตามคำฟ้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งและรองปลัดกระทรวงการคลังได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว จึงมิใช่การพิจารณาอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ประกอบกับโจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ตลอดจนยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรแล้วตามคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๐/๒๕๕๓ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองกำหนดคำบังคับได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยได้ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ ๑/๒๕๕๓) ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ กำหนดราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติของเครื่องดื่มโจทก์ชนิดขายทั้งภาชนะในราคาภาชนะละ ๘.๑๘ บาท เพิ่มขึ้นจากราคาที่เคยอนุมัติให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยและอุทธรณ์ต่อจำเลย ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ จึงฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว และให้กำหนดราคาที่เป็นฐานในการคำนวณภาษีใหม่ ส่วนจำเลยให้การว่าโจทก์ชำระภาษีไม่ถูกต้องโดยโจทก์ขายเครื่องดื่มน้ำอัดลมตามใบกำกับภาษีสูงกว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งไว้ โดยไม่ได้ยื่นแจ้งเปลี่ยนแปลงราคาขายใหม่ และถูกประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในส่วนที่ขาดแล้ว ซึ่งโจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๐/๒๕๕๓ ทั้งโจทก์ใช้วิธีหลีกเลี่ยงตั้งบริษัทเพื่อซื้อเครื่องดื่มจากโจทก์ในราคาเท่ากับหรือต่ำกว่าราคาที่โจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งราคาขายไว้ แล้วนำไปขายในราคาที่สูงขึ้น จำเลยจึงได้ออกประกาศกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มของโจทก์เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีในราคาที่เพิ่มขึ้น การออกประกาศและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ประกาศกรมสรรพสามิตฉบับพิพาท เป็นการกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มของโจทก์เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีในราคาขวดละ ๘.๑๘ บาท โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๑) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า โดยมาตรา ๘ (๑) วรรคสาม ได้กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี ให้อำนาจอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีประกาศมูลค่าของสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยกำหนดราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติ อธิบดีกรมสรรพสามิตจึงมีอำนาจกำหนดมูลค่าของสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษีให้แตกต่างไปจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแจ้งไว้ได้ จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับฐานภาษีสรรพสามิต และแม้ประกาศกรมสรรพสามิตฉบับพิพาทจะเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ก็ตาม แต่ก็เพื่อกำหนดฐานภาษีอันเป็นผลสืบเนื่องจากการวินิจฉัยของเจ้าพนักงานที่เห็นว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่โจทก์แจ้งไว้เป็นราคาที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีเหตุอันสมควร จึงได้ออกเป็นประกาศกรมสรรพสามิตกำหนดราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลเช่นเดียวกันกับการประเมินภาษี การกำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีของเครื่องดื่มโจทก์จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินภาษีในรูปแบบหนึ่ง เมื่อโจทก์เห็นว่าประกาศกรมสรรพสามิตและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับประกาศดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลย่อมเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ และย่อมไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทอาเจไทย จำกัด โจทก์ กรมสรรพสามิต จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาเจไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 80/2556
#557028
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่คณะอนุกรรมการสวัสดิการกองบิน ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลภายนอก โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดทุจริตเงินค่าจำหน่ายน้ำมันให้แก่ลูกค้าของโจทก์ เห็นว่า กิจการสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิงเป็นกิจการในเชิงธุรกิจและผู้ดำเนินการจัดสวัสดิการจะเป็นข้าราชการหรือผู้ที่มิใช่ข้าราชการก็ได้ การที่โจทก์แต่งตั้งจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกองบิน ๒ เป็นผู้จัดการสถานี การปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ ที่ได้รับแต่งตั้ง จึงมิใช่การปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยตรง แต่เป็นเพียงหน้าที่บริหารจัดการกิจการสถานีในเชิงธุรกิจการค้ากับบุคคลทั่วไปเพื่อให้มีผลกำไรเข้ากองทุนสวัสดิการของกองบิน ๒ เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดในมูลละเมิดในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานในกิจการสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิง จึงมิใช่กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างในกิจการสถานีฯ และจำเลยที่ ๓ เป็นลูกค้าจึงต่างเป็นเอกชน กรณีมูลละเมิดตามฟ้องที่กระทำโดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๐/๒๕๕๖

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดลพบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดลพบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ คณะอนุกรรมการสวัสดิการกองบิน ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องนาวาอากาศโท สุวิทย์ พึ่งกัน ที่ ๑ นางกัลยกร เกษาคม ที่ ๒ พันจ่าอากาศเอก ก้องเกียรติ เกิดสาท ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดลพบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๔๕/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากกรณีจำเลยทั้งสามร่วมกันทุจริตเงินค่าซื้อน้ำมัน โดยจำเลยที่ ๑ ผู้จัดการสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิง กระทิงแดง กองบิน ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๓ ลูกค้าของสถานีนำน้ำมันของสถานีไปจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่มิใช่สมาชิกของกองทุนสวัสดิการกองบิน ๒ แล้วไม่นำเงินส่งให้สถานี โดยจำเลยที่ ๒ พนักงานบัญชีของสถานีปกปิดยอดการซื้อเชื่อน้ำมันของจำเลยที่ ๓ ส่วนที่เกินกว่า

จำนวนที่ได้รับอนุมัติ ด้วยการไม่นำชื่อของจำเลยที่ ๓ ส่งให้แผนกการเงินหักเงินเดือนในแต่ละเดือน โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันนำเงินดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนกับพวกรวม ๒,๐๐๐,๔๓๘ บาท ต่อมาจำเลยที่ ๓ ชำระเงินบางส่วนคืนแล้ว คงเหลือหนี้ที่จำเลยทั้งสามต้องชำระคืน ๑,๙๕๗,๘๓๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทุจริตเงินค่าซื้อน้ำมัน กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการซื้อขายเงินผ่อนตามการอนุมัติของผู้บังคับบัญชาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ แล้วจำเลยที่ ๓ ผ่อนชำระค่าซื้อน้ำมันไม่ครบถ้วน จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ควบคุมและตรวจสอบการขายน้ำมันได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามที่กล่าวอ้าง ขณะยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ยังผ่อนชำระเงินโดยการหักเงินเดือน โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ทั้งเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นการขายน้ำมันโดยให้สินเชื่อ จำเลยที่ ๓ เป็นเพียงพนักงานสถานีจำหน่ายน้ำมันของโจทก์ เหตุที่โจทก์นำมาฟ้องเกิดจากการที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าน้ำมันจากการให้สินเชื่อของสถานีของโจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดลพบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปของจำเลยที่ ๑ หาใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดสวัสดิการของโจทก์เป็นการดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการสวัสดิการกองทัพอากาศ ว่าด้วยการจัดสวัสดิการกองบิน ๒ กองพลบินที่ ๑ กองบัญชาการยุทธทางอากาศ พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบระเบียบสวัสดิการกองทัพอากาศ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๙.๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สวัสดิการแก่ข้าราชการในสังกัด ช่วยเหลือสมาชิกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการครองชีพตามความจำเป็นนอกเหนือจากสวัสดิการที่ทางราชการจัดให้ การดำเนินการของโจทก์จึงเป็นการดำเนินกิจการตามที่กฎหมายให้อำนาจและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินกิจการสวัสดิการก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจและถือเป็นการปฏิบัติราชการ เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและในฐานะผู้จัดการสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิง มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบบริหารงานของสถานีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตรวจสอบ ดูแล รับผิดชอบการเงินและบัญชี เป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ กำกับดูแลการปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบและรายงานกิจการของสถานีให้ประธานอนุกรรมการทราบทุกเดือน ได้อาศัยโอกาสในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ทำบัญชีส่งให้แผนกการเงินของกองบิน ๒ เพื่อหักเงินเดือนของจำเลยที่ ๓ ในการซื้อเชื่อน้ำมันแล้วเบียดบังยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้มุ่งประสงค์จะเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ มูลละเมิดอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๓ จึงเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ ๒ แม้มิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่มูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันสมควรดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเดียวกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ข้อเท็จจริงคดีนี้โจทก์อ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีจำเลยทั้งสามร่วมกันทุจริตเงินค่าซื้อน้ำมัน โดยจำเลยที่ ๑ ผู้จัดการสถานี ร่วมกับจำเลยที่ ๓ ลูกค้าของสถานีนำน้ำมันไปจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่มิใช่สมาชิกของกองทุนสวัสดิการกองบิน ๒ แล้วไม่นำเงินส่งให้สถานี จำเลยที่ ๒ พนักงานบัญชี ปกปิดยอดการซื้อเชื่อน้ำมันของจำเลยที่ ๓ ส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่ได้รับอนุมัติ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คดีนี้กองบิน ๒ ดำเนินกิจการสวัสดิการ ๗ กิจการ ตามบันทึกข้อความสำนักงานกองทุนสวัสดิการ บน. ๒ พล.บ. ๑ บยอ. ที่ ๔๑/๕๐ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๐ และหลายกิจการเป็นการจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจโดยเป็นกิจการสวัสดิการซึ่งเป็นไปในทางการค้ากับบุคคลทั่วไป ได้แก่ ร้านค้า ตลาด ตลาดนัด รวมทั้งสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิง กระทิงแดง กองบิน ๒ ซึ่งเป็นกิจการจำหน่ายเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์อื่นตามมาตรฐานที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กำหนด และโดยที่ในการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการนั้น คณะกรรมการสวัสดิการภายในส่วนราชการมีอำนาจแต่งตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือคณะอนุกรรมการที่เป็นข้าราชการหรือผู้ที่มิใช่ข้าราชการเพื่อดำเนินการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการนั้นได้ตามข้อ ๙ (๔) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ และข้อ ๙.๔ แห่งระเบียบสวัสดิการกองทัพอากาศ พ.ศ. ๒๕๔๘ ดังนั้น เมื่อกิจการสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิงเป็นกิจการในเชิงธุรกิจและผู้ดำเนินการจัดสวัสดิการจะเป็นข้าราชการหรือผู้ที่มิใช่ข้าราชการก็ได้ การที่คณะอนุกรรมการสวัสดิการกองบิน ๒ กองพลบินที่ ๑ กองบัญชาการยุทธทางอากาศ โดยประธานอนุกรรมการแต่งตั้งจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกองบิน ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกิจการสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิงในตำแหน่งผู้จัดการสถานีตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในระเบียบคณะกรรมการสวัสดิการกองทัพอากาศ ว่าด้วยการจัดสวัสดิการกองบิน ๒ กองพลบินที่ ๑ กองบัญชาการยุทธทางอากาศ พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๘.๔ ออกตามความในข้อ ๙.๒ แห่งระเบียบสวัสดิการกองทัพอากาศ พ.ศ. ๒๕๔๘ การปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ ที่ได้รับแต่งตั้งจึงมิใช่การปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยตรง แต่เป็นเพียงหน้าที่บริหารจัดการกิจการสถานีในเชิงธุรกิจการค้ากับบุคคลทั่วไปเพื่อให้มีผลกำไรเข้ากองทุนสวัสดิการของกองบิน ๒ เท่านั้น คดีนี้เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดในมูลละเมิดในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งคณะอนุกรรมการดังกล่าวได้แต่งตั้งให้ปฏิบัติงานในกิจการสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิง จึงมิใช่กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นการกระทำที่ทำให้โจทก์เสียหายอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในกิจการเชิงธุรกิจการค้าเท่านั้น คดีพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนจำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นลูกจ้างในกิจการสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิง และจำเลยที่ ๓ มีฐานะเป็นลูกค้าคนหนึ่งของสถานีบริการจำหน่ายเชื้อเพลิงจึงต่างเป็นเอกชน กรณีมูลละเมิดตามฟ้องที่กระทำโดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างคณะอนุกรรมการสวัสดิการกองบิน ๒ โจทก์ นาวาอากาศโท สุวิทย์ พึ่งกัน ที่ ๑ นางกัลยกร เกษาคม ที่ ๒ พันจ่าอากาศเอก ก้องเกียรติ เกิดสาท ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2547
ระเบียบสวัสดิการกองทัพอากาศ พ.ศ.2548
ระเบียบคณะกรรมการสวัสดิการกองทัพอากาศ ว่าด้วยการจัดสวัสดิการกองบิน 2 กองพลบินที่ 1 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ พ.ศ. 2549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะอนุกรรมการสวัสดิการกองบิน 2
จำเลย — นาวาอากาศโท สุวิทย์ พึ่งกัน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 79/2556
#541665
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีคำสั่งโยกย้ายโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขัดขวางการทำหน้าที่ของโจทก์และขัดต่อกฎหมาย เพราะโจทก์อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้องฝ่ายลูกจ้างและการเจรจา ยังไม่มีข้อยุติซึ่งเป็นการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ แต่เพียงผู้เดียว ขอให้เพิกถอนคำสั่งโยกย้ายโจทก์และให้โจทก์กลับเข้ารับตำแหน่งเดิม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งโยกย้ายโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว กระบวนการยื่นข้อเรียกร้องเสร็จสิ้นลงตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า โจทก์ทำสัญญาเป็นลูกจ้างขององค์การค้าของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งเพื่อหาประโยชน์ให้แก่คุรุสภาและอำนวยความสะดวกให้แก่การศึกษา โดยผลิต จำหน่าย และพัฒนาสื่อการศึกษาทุกประเภท โดยไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลและสามารถบริหารกิจการจนมีกำไร การดำเนินกิจการขององค์การค้าของจำเลยที่ ๑ มีลักษณะเดียวกับการดำเนินการของเอกชนซึ่งเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชยกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีลักษณะเป็นนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ประกอบกับโจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งโยกย้ายอ้างว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์เป็นกรรมการสหภาพแรงงานและยื่นข้อเรียกร้อง อันเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การโต้แย้งว่ามีสิทธิโยกย้ายโจทก์เพราะไม่มีข้อเรียกร้องอยู่ในระหว่างการเจรจา ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๙/๒๕๕๖

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ นายอารีย์ สืบวงค์ โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ ๑ นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ในฐานะผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๓๕/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ๑๙๗๑/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ เดิมตำแหน่งหัวหน้าส่วนแผนงาน ระดับ ๗ ฝ่ายบัญชี ปฏิบัติงานที่โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ คณะกรรมการลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีโจทก์เป็นกรรมการได้ยื่นข้อเรียกร้องประจำปีต่อจำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๔ จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งโยกย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งรักษาการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ระดับ ๘ สังกัดฝ่ายค้าปลีก ณ สถานีบริการจำหน่ายน้ำมันจังหวัดอุตรดิตถ์ อันเป็นการกลั่นแกล้งและเป็นการโยกย้ายโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขัดขวางการทำหน้าที่ของโจทก์และขัดต่อกฎหมาย เพราะโจทก์อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้องฝ่ายลูกจ้างและการเจรจายังไม่มีข้อยุติ อีกทั้งยังมีปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติของจำเลยที่ ๒ ในการเป็นผู้แทนเจรจาข้อตกลงสภาพการจ้างว่ามีอำนาจหรือไม่ นอกจากนี้การโยกย้ายโจทก์เป็นการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีมติที่ประชุมผู้บริหารเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายในการประชุมเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๔ ตามที่กล่าวอ้างในคำสั่งโยกย้ายโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งโยกย้ายโจทก์และให้โจทก์กลับเข้ารับตำแหน่งเดิม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่พัก ค่าเดินทางและค่าพาหนะรับส่งบุตรของโจทก์พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งโยกย้ายโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมต่อโจทก์แล้ว ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมในระหว่างยื่นข้อเรียกร้องสภาพการจ้าง ไม่เป็นความจริง เพราะกระบวนการยื่นข้อเรียกร้องประจำปี ๒๕๕๓ ได้เสร็จสิ้นลงตามกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ใดๆ ไม่มีระเบียบหรือข้อบังคับที่ให้สิทธิโจทก์เบิกค่าที่พัก ค่าขนย้าย หรือค่าพาหนะเดินทาง และคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแรงงาน แต่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตกลงทำสัญญากับลูกจ้างของรัฐ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการและส่วนหนึ่งของรายได้เป็นเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน แต่มูลพิพาทคดีนี้เป็นเรื่องสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ และเป็นกรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) และ (๓) คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จำเลยที่ ๑ ดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านจัดการศึกษา การที่จำเลยที่ ๑ จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำงานโรงพิมพ์ขององค์การค้าของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองตกลงให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง กรณีพิพาทเกี่ยวกับการมีคำสั่งโยกย้ายโจทก์โดยจำเลยที่ ๒ ถือเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาจ้าง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลยว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีคำสั่งโยกย้ายโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขัดขวางการทำหน้าที่ของโจทก์และขัดต่อกฎหมาย เพราะโจทก์อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้องฝ่ายลูกจ้างและการเจรจายังไม่มีข้อยุติ ทั้งการโยกย้ายโจทก์เป็นการดำเนินการของจำเลยที่ ๒ แต่เพียงผู้เดียว โดยที่ประชุมผู้บริหารไม่ได้ให้ความเห็นชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งโยกย้ายโจทก์และให้โจทก์กลับเข้ารับตำแหน่งเดิม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งโยกย้ายโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมต่อโจทก์แล้ว ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมในระหว่างยื่นข้อเรียกร้องสภาพการจ้างไม่เป็นความจริง เพราะกระบวนการยื่นข้อเรียกร้องเสร็จสิ้นลงตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า โจทก์ทำสัญญาเป็นลูกจ้างขององค์การค้าของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งเพื่อหาประโยชน์ให้แก่ คุรุสภาและอำนวยความสะดวกให้แก่การศึกษา โดยผลิต จำหน่าย และพัฒนาสื่อการศึกษาทุกประเภท โดยไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือหน่วยงานใดและสามารถบริหารกิจการจนมีกำไร จะเห็นได้ว่า การดำเนินกิจการขององค์การค้าของจำเลยที่ ๑ มีลักษณะเดียวกับการดำเนินการของเอกชนซึ่งเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชยกรรม นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีลักษณะเป็นนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ประกอบกับโจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนคำสั่งโยกย้ายดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์เป็นกรรมการสหภาพแรงงานและยื่นข้อเรียกร้อง ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาซึ่งจดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนกลาง ตามใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนกรรมการสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘โจทก์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการลูกจ้างขององค์การค้าของจำเลยที่ ๑ ตามคำสั่งสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างขององค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ต่อมาโจทก์ในฐานะรองประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา ปฏิบัติการแทนประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา ทำหนังสือยื่นข้อเรียกร้องประจำปี ๒๕๕๓ ต่อจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้อำนวยการองค์การค้า โดยขอให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างทั้งในส่วนที่มีผลกระทบต่อค่าจ้าง สวัสดิการและประโยชน์อื่นอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานของพนักงานเจ้าหน้าที่และลูกจ้างขององค์การค้าของคุรุสภา ตามหนังสือที่ สร.อค ๕๔/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ อันเป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ออกคำสั่งองค์การค้าของ สกสค. ที่ ๑/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๔ เรื่องตั้งหน่วยงาน แต่งตั้ง และย้ายพนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค. โยกย้ายโจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่ต่างจังหวัด อันเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ในขณะที่จำเลยทั้งสองให้การโต้แย้งว่ามีสิทธิโยกย้ายโจทก์เพราะไม่มีข้อเรียกร้องอยู่ในระหว่างการเจรจา ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ เห็นได้ว่า ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายอารีย์ สืบวงค์ โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ ๑ นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอารีย์ สืบวงค์
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู
และบุคลากรทางการศึกษา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 78/2556
#541663
เปิดฉบับเต็ม

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษายื่นฟ้องผู้กู้ให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน เห็นว่า เนื้อหาของสัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยกำหนดวิธีชำระเงินคืนเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วเท่านั้น โดยจำเลยที่ ๑ ผู้กู้เป็นผู้รับบริการด้านเงินทุนเพื่อการศึกษาจากโจทก์ จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ ๑ เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง และแม้โจทก์มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ว่าด้วยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการให้นักเรียนหรือนักศึกษากู้ยืมเงิน การชำระหนี้และการนำเงินส่งกองทุน เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายด้วยก็ตาม แต่มูลพิพาทคดีนี้ก็เป็นเรื่องการบังคับชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองตามบทกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๘/๒๕๕๖

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โจทก์ ยื่นฟ้อง นายจิตรนันต์ วัณไวทยจิตร ที่ ๑ นางสาวแสงหล้า สาปัญญา ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแขวงสุราษฎร์ธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ. ๑๗๐๙/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๔ จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน ๒๑,๐๐๐ บาท เพื่อนำไปเป็นทุนการศึกษา โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ตกลงคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑ ต่อปี จนกว่าจำเลยที่ ๑ สำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษา หากผิดนัดยอมเสียเบี้ยปรับอัตราร้อยละไม่เกิน ๑.๕ ต่อเดือน เริ่มผ่อนชำระงวดแรกนับแต่จำเลยที่ ๑ สำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาครบ ๒ ปี และชำระให้ครบถ้วนภายใน ๑๕ ปี โดยจำเลยที่ ๑ ตกลงปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งต่าง ๆ ของโจทก์ เมื่อครบกำหนดชำระเงินคืน จำเลยที่ ๑ ชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน คงค้างชำระ ๒๐,๑๖๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์เป็นหน่วยงานราชการหรือองค์การของรัฐ การดำเนินการตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นสัญญาทางปกครอง แม้จะฟังว่าสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องเป็นสัญญาทางแพ่ง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นสัญญาอุปกรณ์แห่งสัญญาทางปกครอง มูลคดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ในฐานะหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนก็ตาม แต่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้จำเลยทั้งสองเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ สัญญาที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองทำขึ้นเป็นสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันโดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ในการให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเงินและทรัพย์สินที่โจทก์นำมาใช้ในการดำเนินภารกิจ ส่วนหนึ่งมาจากเงินอุดหนุนที่ได้รับจากรัฐบาลหรืองบประมาณรายจ่ายประจำปี ภารกิจของโจทก์ต้องใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายและเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาของรัฐให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ และปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๘๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งบังคับใช้ขณะนั้น โจทก์จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาค้ำประกัน และหนังสือให้ความยินยอม กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาซึ่งมีข้อตกลงในสาระสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการดำเนินกิจการทางปกครองของโจทก์ในการทำสัญญาให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา เงินที่ให้กู้ยืมตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนให้การดำเนินการของโจทก์ในการให้การศึกษาแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐ นอกจากนี้ ในการปฏิบัติตามสัญญาพิพาทโจทก์มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งมีบทบัญญัติที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะพิเศษของข้อสัญญาเพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองของโจทก์ อันได้แก่การจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายบรรลุผล ต่างไปจากข้อกำหนดในสัญญาทางแพ่งที่คู่สัญญามีเสรีภาพในการกำหนดข้อตกลงของสัญญา และมุ่งประสงค์ที่จะรักษาประโยชน์ของฝ่ายตนเป็นสำคัญ สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา และเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ในการให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเงินและทรัพย์สินที่โจทก์นำมาใช้ในการดำเนินภารกิจ ส่วนหนึ่งมาจากเงินอุดหนุนที่ได้รับจากรัฐบาลหรืองบประมาณรายจ่ายประจำปี โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จึงต้องพิจารณาว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติว่าสัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่เมื่อพิจารณาสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ แม้จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เนื้อหาของสัญญา มีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยกำหนดวิธีชำระเงินคืนเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วเท่านั้น สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ผู้กู้ ซึ่งเป็นผู้รับบริการด้านเงินทุนเพื่อการศึกษาจากโจทก์ จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าวมาข้างต้น และมิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ ๑ เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง และแม้โจทก์มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการให้นักเรียนหรือนักศึกษากู้ยืมเงิน การชำระหนี้และการนำเงินส่งกองทุน เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายด้วยก็ตาม แต่มูลพิพาทคดีนี้ก็เป็นเรื่องการบังคับชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองตามบทกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โจทก์ นายจิตรนันต์ วัณไวทยจิตร ที่ ๑ นางสาวแสงหล้า สาปัญญา ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
จำเลย — นายจิตรนันต์ วัณไวทยจิตร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 77/2556
#541659
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นเอกชนให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน และสัญญาค้ำประกัน จึงต้องพิจารณาว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า แม้โจทก์จะมีหน้าที่ในการพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่เมื่อพิจารณาตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ก็ได้ความว่า โจทก์เป็นผู้ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาผีมือแรงงานของตน ตามหลักสูตรโครงการพัฒนาบุคลากรคอมพิวเตอร์ กับเงื่อนไขข้อสัญญาที่ระบุว่า การกู้ยืมผู้กู้จะต้องจัดให้มีหลักประกัน จะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่กัน หากผิดนัดหรือผิดสัญญายินยอมให้เรียกเบี้ยปรับและบอกเลิกสัญญาได้ และเมื่อเข้าไปทำงานสถานที่ใดจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเท่านั้น โจทก์ผู้ให้กู้จึงมีหน้าที่เพียงส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้กู้ ส่วนจำเลยที่ ๑ ก็เพียงแต่มีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อสัญญาด้วยการชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา อันมีลักษณะเป็นสัญญากู้ยืมเงินในทางแพ่ง ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ดังนี้ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๗/๒๕๕๖

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแขวงพระนครเหนือ

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงพระนครเหนือโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โจทก์ ยื่นฟ้องนายกฤษฎา เจริญพิทักษ์ ที่ ๑ นายสุขสวัสดิ์ บุตรเนียร ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ. ๗๖๙/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจากหน่วยงานของโจทก์เป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑ ต่อปี ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒ เดือน หากผิดนัดตั้งแต่ ๒ งวดขึ้นไป โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกให้ ชำระเงินกู้พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระ จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๓๓,๑๑๔.๗๔ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากโจทก์ มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน โดยโจทก์จะเป็นผู้ชำระหนี้ตามสัญญาที่จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินให้แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเป็นค่าการศึกษา แต่จำเลยที่ ๑ ไปเรียนได้เพียง ๕ วัน เนื่องจากมีภาระทางครอบครัวและไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศึกษา จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ทราบว่าไม่ประสงค์จะศึกษาต่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของโจทก์แจ้งว่าจะยกเลิกการกู้ยืมเงินให้แต่ก็มิได้ดำเนินการ กลับชำระเงินค่าการศึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีจนครบถ้วน จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ ๑ ยอมรับผิดเฉพาะค่าการศึกษางวดแรกจำนวน ๔,๐๐๐ บาท เท่านั้น

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญากู้ยืมเงินมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานของผู้กู้ยืมตามหลักสูตรโครงการพัฒนาบุคลากรคอมพิวเตอร์ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามหน้าที่ของโจทก์ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแขวงพระนครเหนือพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์เป็นส่วนราชการ มีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีสำนักงานกองทุนเพื่อการพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นหน่วยงานในสังกัดโจทก์ ซึ่งทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจากโจทก์ เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานของจำเลยที่ ๑ มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน โดยโจทก์ได้รับผลประโยชน์เพียงเงินที่จะให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมไปพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ ๑ ได้รับผลประโยชน์เป็นเงินกู้จากโจทก์เพื่อนำไปชำระเป็นทุนในการศึกษาพัฒนาฝีมือแรงงานของตน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงเป็นการดำเนินกิจการในการทำธุรกรรมทางแพ่งทั่วไป และมีลักษณะมุ่งผูกพันตนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค หาได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงานและศักยภาพของกำลังแรงงาน เพื่อให้กำลังแรงงานมีฝีมือได้มาตรฐานในระดับสากลและมีความสามารถในการประกอบอาชีพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อันเป็นภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะในด้านเศรษฐกิจและสังคม โจทก์ได้ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นทุนในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานของจำเลยที่ ๑ ตามหลักสูตรโครงการพัฒนาบุคลากรคอมพิวเตอร์ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็นไปเพื่อการพัฒนาฝีมือแรงงานและศักยภาพของกำลังแรงงานไทยตามวัตถุประสงค์ของกองทุน อันแสดงให้เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ดำเนินการพัฒนาฝีมือแรงงานเอง แต่ได้อาศัยสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นเหตุพิพาทในคดีนี้เป็นกลไก หรือวิธีการหนึ่งเพื่อสนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์ สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล การที่โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจึงมิใช่เป็นการดำเนินกิจการในการทำธุรกรรมทางแพ่งทั่วไปหรือเป็นการประกอบธุรกิจในเชิงพาณิชย์ของรัฐ นอกจากนี้ ข้อ ๖ ของสัญญาดังกล่าวกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ว่าด้วยกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานโดยให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ อันจะเห็นได้ว่าคู่สัญญาฝ่ายรัฐมีอำนาจเหนือกว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ซึ่งแสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ แตกต่างไปจากสัญญาแพ่งตามกฎหมายเอกชน ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การฟ้องขอให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงแรงงาน ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จึงต้องพิจารณาว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น แม้โจทก์จะมีหน้าที่ในการดำเนินการพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่เมื่อพิจารณาเนื้อความตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ก็ได้ความเพียงว่า โจทก์เป็นผู้ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาผีมือแรงงานของตน ตามหลักสูตรโครงการพัฒนาบุคลากรคอมพิวเตอร์ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กับเงื่อนไขข้อสัญญาที่ระบุว่า การกู้ยืมผู้กู้จะต้องจัดให้มีหลักประกัน จะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่กัน หากผิดนัดหรือผิดสัญญายินยอมให้เรียกเบี้ยปรับและบอกเลิกสัญญาได้ และเมื่อเข้าไปทำงานสถานที่ใดจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบเท่านั้น โจทก์ผู้ให้กู้จึงมีหน้าที่เพียงส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้กู้ ส่วนจำเลยที่ ๑ ก็เพียงแต่มีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อสัญญาในประการสำคัญด้วยการชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา อันมีลักษณะเป็นสัญญากู้ยืมเงินในทางแพ่ง ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ดังนี้ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โจทก์ นายกฤษฎา เจริญพิทักษ์ ที่ ๑ นายสุขสวัสดิ์ บุตรเนียร ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
จำเลย — นายกฤษฎา เจริญพิทักษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2556
#541658
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องสหกรณ์การเกษตรให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินตามโครงการจัดหาปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี ๒๕๔๓ เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์และมีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริม เผยแพร่ ให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ให้แก่บุคลากรสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในการเพิ่มขีดความสามารถในด้านการบริหารการจัดการการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเชื่อมโยงธุรกิจสหกรณ์สู่ระดับสากล เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อนำไปให้สมาชิก ซึ่งเป็นเกษตรกรกู้ยืมนำไปดำเนินการตามโครงการจัดหาปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี ๒๕๔๓ จึงมีลักษณะเป็นการมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ จัดทำบริการสาธารณะทางด้านการเกษตรโดยวิธีการจัดหาเงินหรือสินเชื่อให้แก่เกษตรกร สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่มอบหมายให้เอกชนจัดทำหรือเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ เกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๖/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดสุรินทร์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสุรินทร์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๔ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โจทก์ ยื่นฟ้องสหกรณ์ช่วยเกษตรกรสังขะ - ศรีณรงค์ จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖ คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ. ๑๖๗/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงิน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อดำเนินการตามโครงการจัดหาปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี ๒๕๔๓ กำหนดเวลาชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ โดยมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๓ นายสมบัติ ลายมั่น และนายชาญชัย แก้วหลวงหรือแก้วกาหลง เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้บางส่วนแล้วผิดนัดชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๓ จำเลยที่ ๑๔ ในฐานะทายาทของนายสมบัติ จำเลยที่ ๑๕ และที่ ๑๖ ในฐานะทายาทของนายชาญชัย ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ๔๓,๕๘๗,๘๕๐.๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน ๑๙,๕๕๐,๖๘๕ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ ถึงที่ ๑๔ ให้การว่า นายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งเลิกสหกรณ์จำเลยที่ ๑ แล้ว แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการตรวจสอบบัญชีให้แล้วเสร็จ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยได้รับเงินกู้ยืมตามสัญญา แต่โจทก์สมคบกับบุคคลภายนอกหลอกลวงให้จำเลยที่ ๑ รวมกลุ่มตั้งสหกรณ์และเป็นตัวแทนทำนิติกรรมอำพรางตามคำแนะนำของโจทก์ เพื่อผลประโยชน์ของโจทก์และบุคคลภายนอก ทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีศักยภาพที่จะชำระหนี้เงินกู้ได้ตามฟ้อง โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดด้วยคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ที่ ๑๕ และที่ ๑๖ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ ถึงที่ ๑๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โครงการจัดหาปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี ๒๕๔๓ การกู้ยืมเงินดังกล่าวไม่มีกฎหมายบังคับให้สหกรณ์ต้องจัดหาแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมเงินกองทุนจากโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ ๑ ยังสามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์หรือระดมทุนจากสมาชิกหรือวิธีอื่นๆ ได้ อีกทั้งกิจการสหกรณ์เป็นเพียงนโยบายของรัฐที่สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มกันของสมาชิก เพื่อให้เกิดการร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างสมาชิก จำเลยที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นเอกชนเท่านั้น ส่วนเนื้อหาของสัญญาที่กำหนดว่า ให้ผู้กู้ต้องใช้เงินที่กู้ยืมเพื่อดำเนินการตามโครงการจัดหาปุ๋ยเพื่อเกษตรกรเท่านั้น จะนำเงินไปใช้นอกเหนือจากระบุไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ให้กู้ยืม ระหว่างที่ผู้กู้ยืมยังเป็นหนี้ตามสัญญา ผู้กู้ยืมต้องปฏิบัติตามระเบียบคำสั่งและคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์ โจทก์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ก็เป็นการกำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนดเพื่อมิให้ผู้กู้ยืมนำเงินไปใช้ในกิจการอย่างอื่นนอกวัตถุประสงค์ที่ผู้ให้กู้กำหนด มิใช่ข้อบ่งชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจเหนือขององค์กรฝ่ายรัฐ อีกทั้งเมื่อพิจารณาวัตถุแห่งสัญญาแล้ว สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามหลักทั่วไปของกฎหมายเอกชนที่หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอต่อศาลเพื่อบังคับชำระหนี้ได้ตามข้อสัญญา ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการที่โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีฐานะเป็นเอกชนและสมาชิกกู้ยืมเงิน เป็นการให้กู้ยืมเฉพาะเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกเท่านั้น นิติสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมิได้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม การให้กู้ยืมเงินตามวัตถุประสงค์ของกองทุนจากโจทก์จึงไม่ใช่บริการสาธารณะ เมื่อโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่บริหารกองทุนต่างๆ ที่ผ่านโจทก์ ทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการจัดหาปุ๋ยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี ๒๕๔๓ โดยมีหลักการที่จะให้สหกรณ์ส่งเสริมให้สมาชิกดำเนินธุรกิจร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อเกิดประโยชน์แก่สมาชิกและส่วนรวมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งการกู้ยืมเงินดังกล่าวมีข้อตกลงว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงินเพื่อดำเนินการตามโครงการดังกล่าวเท่านั้น ไม่สามารถนำเงินที่กู้ยืมไปใช้ในกิจการอื่นได้ ในระหว่างที่จำเลยยังเป็นหนี้เงินกู้ตามสัญญานี้อยู่ จำเลยจะกู้ยืมเงินจากผู้อื่นไม่ได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากโจทก์ก่อน หากจำเลยชำระหนี้แล้วเสร็จภายในกำหนด จำเลยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยและค่าปรับแก่โจทก์ และในระหว่างที่ยังเป็นหนี้เงินที่กู้ยืมตามสัญญา จำเลยที่ ๑ ต้องทำรายงานตามที่โจทก์กำหนด อีกทั้งจำเลยที่ ๑ ต้องปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง คำแนะนำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าตรวจสอบกิจการได้ตลอดเวลา รวมทั้งยินยอมให้โจทก์มีอำนาจสั่งแก้ไขด้วยประการใดๆ หากไม่แก้ไขโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที และหากมีดอกเบี้ยเกิดขึ้นจากบัญชีเงินฝากต้องส่งคืนโจทก์ทั้งหมด อันเป็นข้อสัญญาที่กำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายรัฐควบคุมการบริหารเงินที่ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืม จากข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดำเนินกิจการทางปกครองและจัดทำบริการสาธารณะแทนโจทก์ในรูปของสัญญากู้ยืมเงิน โดยมีเป้าหมายให้สมาชิกสหกรณ์ไม่ต้องเดือดร้อนในการจัดหาปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการผลิตสินค้าเกษตรและในด้านสินเชื่อตามวัตถุประสงค์ของกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร สัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นเครื่องมือของโจทก์เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะตามภาระหน้าที่บรรลุผล การที่โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจึงมิใช่เป็นการกระทำเพื่อมุ่งให้เกิดนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งระหว่างรัฐกับจำเลย รวมทั้งมิใช่เป็นการประกอบธุรกิจในเชิงพาณิชย์ของรัฐ สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะและเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน กรณีจึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ (๑๑) มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริม เผยแพร่ ให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ให้แก่บุคลากรสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในการเพิ่มขีดความสามารถในด้านการบริหารการจัดการการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเชื่อมโยงธุรกิจสหกรณ์สู่ระดับสากล เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ ๒/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๓ และสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมีสาระสำคัญให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรกู้ยืมเงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร นำไปดำเนินการตามโครงการจัดหาปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี ๒๕๔๓ จึงมีลักษณะเป็นการมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ จัดทำบริการสาธารณะทางด้านการเกษตรโดยวิธีการจัดหาเงินหรือสินเชื่อให้แก่เกษตรกร สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่มอบหมายให้เอกชนจัดทำหรือเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ เกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ โจทก์ สหกรณ์ช่วยเกษตรกรสังขะ - ศรีณรงค์ จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖ คน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมส่งเสริมสหกรณ์
จำเลย — สหกรณ์ช่วยเกษตรกรสังขะ-ศรีณรงค์ จำกัด ที่ 1
กับพวกรวม 16 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 75/2556
#541657
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ให้เช่าทรัพย์ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ผู้เช่า โดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่ารถเก็บขนมูลฝอยและสัญญาเช่ารถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เมื่อสัญญาเช่ารถระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองฉบับเพียงกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบรถและดูแลให้อยู่ในสภาพที่ดีกับกำหนดความรับผิดอันเกิดจากการปฏิบัติงานของโจทก์ไว้เท่านั้น และเมื่อโจทก์ส่งมอบรถตามสัญญาแล้ว สัญญาก็มิได้กำหนดให้โจทก์จะต้องไปจัดเก็บขนมูลฝอยหรือรดน้ำในที่ใด หรือจะต้องควบคุมการจัดทำบริการสาธารณะอย่างไรบ้าง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำหรือจัดให้มีบริการสาธารณะโดยตรง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทตามสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๕/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และ (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ บริษัทอิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๗๗/๒๕๕๔ ความว่า จำเลยทำสัญญาเช่ารถเก็บขนมูลฝอยแบบอัด จำนวน ๑๓๕ คัน และทำสัญญาเช่ารถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ จำนวน ๒๒๐ คัน กับโจทก์ โดยมีเงื่อนไขและความรับผิดในสัญญาทั้งสองฉบับว่า กรณีอันเกิดจากความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่ออุปัทวเหตุ ความเสียหาย หรือภยันตรายใด ๆ อันเกิดแก่รถที่เช่านั้นทุกประการ ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล โดยเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและกำลังทหารหลายจุดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จำเลยมีคำสั่งให้ลูกจ้างของจำเลยขับรถเก็บขนมูลฝอยและรถบรรทุกน้ำเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม โดยมิได้มีเหตุเร่งด่วนหรือจำเป็นใด ๆ ทำให้ผู้ชุมนุมยึดรถทั้งสองคันของโจทก์ ภายหลังจากการชุมนุมโจทก์ติดตามรถทั้งสองคันคืนและพบว่ารถเก็บขนมูลฝอยถูกไฟไหม้เสียหายทั้งคัน ส่วนรถบรรทุกน้ำถูกกระสุนปืนยิงรอบคันได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเช่าหรือกระทำละเมิดต่อโจทก์ เพราะความเสียหายเกิดจากเหตุจลาจลอันเป็นเหตุสุดวิสัย และจำเลยใช้รถที่เช่าตามปกติในภารกิจของจำเลย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ค่าเสียหายสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ แต่เมื่อพิจารณาลักษณะสัญญาเช่าพิพาท โจทก์เป็นเพียงผู้ให้เช่ารถเก็บขนมูลฝอยและรถบรรทุกน้ำ เพื่อให้จำเลยนำรถไปใช้ในการเก็บขยะและรดน้ำ อันเป็นหน้าที่จำเลยในการบริการสาธารณะฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ได้เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะ จึงไม่ใช่สัญญาที่จัดทำบริการสาธารณะ อีกทั้งข้อกำหนดในสัญญาเช่าพิพาทไม่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ เพียงแต่ข้อสัญญาพิพาทบางส่วนเอื้อประโยชน์ให้แก่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิของคู่สัญญาที่ตกลงยินยอมให้กัน สัญญาเช่าพิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งคู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ การที่จำเลยให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยนำรถที่เช่าออกไปเก็บขยะและรดน้ำในวันที่มีการชุมนุมประท้วงและรถได้ถูกผู้ชุมนุมยึดจนเกิดความเสียหายแก่รถที่เช่า เป็นเพียงการดำเนินการภายในหน่วยงานของจำเลยเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่า มิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ เห็นได้ว่า นอกจากสัญญาทางปกครองสี่ประเภทตามลักษณะที่กฎหมายกำหนดแล้ว ยังมีสัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองอื่นๆ ได้อีก โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์และเนื้อหาของสัญญานั้นๆ หากเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐได้ตกลงกับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งในเรื่องที่มีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจทางปกครองหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือเป็นสัญญาที่มีเนื้อหาซึ่งแสดงให้เห็นถึงเอกสิทธิ์ของรัฐที่มีเหนือคู่สัญญา สัญญาดังกล่าวก็จะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ และโดยเฉพาะสัญญาเช่าวัสดุหรืออุปกรณ์ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนนี้ คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๘/๒๕๕๔ ก็วินิจฉัยเป็นแนวทางว่าสัญญาเช่าวัสดุอุปกรณ์หรือเครื่องมือเพื่อนำไปใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดในมาตรา ๘๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งรวมถึงการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และการพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยดังกล่าว จำเลยมีความจำเป็นต้องจัดหารถเก็บขนมูลฝอยและรถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์เพื่อดำเนินการเก็บขยะและรดน้ำต้นไม้ จึงได้ทำสัญญาเช่ารถจากโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินภารกิจอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยให้บรรลุผล จึงเป็นสัญญาที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง อีกทั้งสัญญาดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นสัญญาที่จำเลยใช้เอกสิทธิ์ของรัฐ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและระเบียบออกคำสั่งทางปกครองในขั้นตอนต่าง ๆ เกี่ยวกับการคัดเลือกคู่สัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว และจำเลยยังมีอำนาจกำหนดข้อตกลงของสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหน่วยงานทางปกครองที่มีเหนือโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองของจำเลยอันได้แก่ การเช่ารถเพื่อนำไปใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล อันเป็นลักษณะพิเศษของสัญญาทางปกครองที่ไม่อาจพบได้ในสัญญาทางแพ่ง สัญญาเช่ารถระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องว่า การที่รถชำรุดเสียหายอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยในฐานะผู้เช่า จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาในสัญญาทางปกครอง อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่ารถเก็บขนมูลฝอยและสัญญาเช่ารถบรรทุกน้ำอเนกประสงค์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาเช่ารถดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่สัญญาเช่ารถระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองฉบับเพียงกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบรถและดูแลให้อยู่ในสภาพที่ดีกับกำหนดความรับผิดอันเกิดจากการปฏิบัติงานของโจทก์ไว้เท่านั้น เมื่อโจทก์ส่งมอบรถตามสัญญาแล้ว สัญญามิได้กำหนดว่าให้โจทก์จะต้องไปจัดเก็บขนมูลฝอยหรือรดน้ำในที่ใด จำนวนเท่าใด ในเวลาใดบ้าง หรือจะต้องควบคุมการจัดทำบริการสาธารณะดังกล่าวเลย ดังนี้จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำหรือจัดให้มีบริการสาธารณะโดยตรงแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทตามสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทอิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2556
#546029
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกองทัพอากาศ จำเลย โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จโดยสั่งซื้อยาจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการ แต่ไม่ชำระเงินค่าสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ เห็นว่า เมื่อสัญญาเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยและเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีสาระสำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จอันเป็นเวชภัณฑ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๔/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ บริษัทไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องกองทัพอากาศ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๓๘๓/๒๕๕๓ ความว่า ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน ๒๕๕๐ ถึงมีนาคม ๒๕๕๑ โรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยตกลงซื้อสินค้าประเภทยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการ กำหนดชำระเงินค่ายาภายในหกสิบวันนับแต่วันสั่งซื้อ แต่หลังจากโจทก์ส่งมอบสินค้าและครบกำหนดเวลาชำระเงินตามใบสั่งซื้อแล้ว โรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑,๑๕๑,๐๓๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับในต้นเงิน ๘๒๗,๔๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาซื้อขายกับโจทก์และมิได้ตกลงยินยอมกับโจทก์ในการสั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์และในเงื่อนไขตามเอกสารที่โจทก์กล่าวอ้าง จากการตรวจสอบปรากฏว่าโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ไม่ได้สั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ แต่เป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ไม่สุจริตโดยมีการให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่ การสั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ดังกล่าวจึงมิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่มีใบสั่งซื้อที่ถูกต้องจากโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้จำเลยได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลและผู้เกี่ยวข้องแล้ว การที่โจทก์จำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลโดยไม่ดำเนินการตามระเบียบทั้งที่โจทก์เคยดำเนินการในเรื่องเหล่านี้มาก่อนแล้ว เป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามสัญญาที่เกี่ยวกับการจัดให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนโดยทั่วไปอันเป็นบริการสาธารณะ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาซื้อขายยาและเวชภัณฑ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้อง แม้จะฟังได้ว่าจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามที่อ้าง สัญญาดังกล่าวก็เป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์และจำเลยแสดงเจตนาด้วยใจสมัครในฐานะที่เท่าเทียมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองตกลงมอบหมายให้โจทก์ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองแทนรัฐ ทั้งสัญญาดังกล่าวก็มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนั้นสัญญาซื้อขายตามโจทก์บรรยายฟ้องมาก็ไม่ปรากฏว่ามีส่วนใดของสัญญาที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของจำเลยว่ามีอยู่เหนือโจทก์ ประกอบกับสัญญาก็มิได้ให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง ดังนั้นสัญญาดังกล่าวจึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อสัญญาซื้อขายตามฟ้องมิใช่สัญญาทางปกครอง คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณามาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๓ และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่านอกจากสัญญาทางปกครองตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแล้วยังมีสัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองอื่นๆ ได้อีก โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์และเนื้อหาของสัญญานั้นๆ หากเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงกับคู่สัญญาอีกฝ่ายให้ดำเนินการในลักษณะที่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจทางปกครองหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือเป็นสัญญาที่มีเนื้อหาซึ่งแสดงให้เห็นถึงเอกสิทธิ์ของรัฐที่มีเหนือคู่สัญญา สัญญาดังกล่าวก็จะมีลักษณะที่เป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ โดยที่สัญญาซื้อขายยาแผนปัจจุบันระหว่างโจทก์กับโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ เป็นสัญญาที่มีสาระสำคัญให้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนจัดหาและส่งมอบยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการแพทย์ของโรงพยาบาล ยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นในการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะของโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ และจำเลย อันเป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจทางปกครองหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง อีกทั้งสัญญาดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นสัญญาที่จำเลยใช้เอกสิทธิ์ของรัฐโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และระเบียบกองทัพอากาศ ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๓ ออกคำสั่งทางปกครองในขั้นตอนต่างๆ เกี่ยวกับการคัดเลือกคู่สัญญาแต่ฝ่ายเดียว รวมทั้งมีอำนาจแก้ไขสัญญาและบอกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียว อันแสดงให้เห็นถึงเอกสิทธิ์ของจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายปกครองที่มีเหนือโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองของจำเลย อันได้แก่ การจัดซื้อยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จเพื่อนำไปใช้จัดทำบริการสาธารณะด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยบรรลุผล สัญญาซื้อขายยาแผนปัจจุบันระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยอันเนื่องมาจากโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลย ผิดสัญญาซื้อขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จโดยสั่งซื้อยาจากโจทก์หลายครั้งหลายรายการแต่ไม่ชำระเงินค่าสินค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ส่วนจำเลยให้การว่าไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาซื้อขายกับโจทก์ การสั่งซื้อยาที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ไม่สุจริตซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยที่เกิดขึ้นจากสัญญาซื้อขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จ กรณีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อสัญญาซื้อขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยและเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีสาระสำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จอันเป็นเวชภัณฑ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลกองบิน ๒๓ ให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด โจทก์ กองทัพอากาศ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพอากาศ กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2552
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด
จำเลย — กองทัพอากาศ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 73/2556
#557027
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสองอ้างว่าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ แต่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่ ส. โดยไม่ชอบทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองบางส่วน ส. ไม่มีสิทธินำที่ดินไปขายฝากและผู้รับซื้อฝากไม่มีสิทธิขายต่อให้จำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ส่งมอบ น.ส. ๓ ก. คืนแก่สำนักงานที่ดิน และให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. หรือเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีซึ่งศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นสิทธิครอบครองของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งผูกพันโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ ๒ ออก น.ส. ๓ ก. โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องสิทธิครอบครอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๓/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเดชอุดม

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเดชอุดมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ นายสมบูรณ์ นำระนะ ที่ ๑ นางปั่น นำระนะ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องนายวิรัตน์ กุลแก้ว ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเดชอุดม เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๖๙/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลตาเกา อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ต่อเนื่องมาโดยตลอด เมื่อปี ๒๕๓๙ โจทก์ทั้งสองได้แจ้งการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินคนละ ๑๒ ไร่เศษ ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาน้ำยืน แต่ปรากฏว่ามีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๔๔๗ ตำบลตาเกา อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่นายสัมฤทธิ์ อินตะ ไปแล้วเมื่อปี ๒๕๒๑ โดยออกทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองบางส่วน ทั้งที่นายสัมฤทธิ์ไม่เคยแจ้งการครอบครอง ไม่เคยพิสูจน์การทำประโยชน์และไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว และทางราชการไม่เคยประกาศการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงดังกล่าว การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๔๔๗ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายสัมฤทธิ์ไม่มีสิทธินำที่ดินดังกล่าวไปขายฝากให้แก่นายเดชา โชควิวัฒนวนิช และนายเดชาไม่มีสิทธินำที่ดินแปลงดังกล่าวไปขายต่อให้จำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๔๔๗ คืนแก่สำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาน้ำยืน และให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวหรือเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๔๐/๒๕๕๒ ของศาลจังหวัดเดชอุดม ซึ่งศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นสิทธิครอบครองของจำเลยที่ ๑ ให้ขับไล่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกรวม ๗ คน ออกจากที่ดินดังกล่าวและให้ชดใช้ค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนและคดีถึงที่สุด

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยโจทก์ทั้งสองเคยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีในข้อเท็จจริงเดียวกับคดีนี้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๕/๒๕๔๒ (ที่ถูก ๑๗๕๔/๒๕๔๒) ซึ่งศาลพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๘๕/๒๕๕๑ และโจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลจังหวัดเดชอุดมในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้อีก เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๐/๒๕๕๒ ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โดยอาศัยข้อเท็จจริงตาม คำพิพากษาฎีกาดังกล่าว ที่ได้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. พิพาทซึ่งผูกพันโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ ๒ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๔๔๗ โดยถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวโดยมิชอบ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ออกคำสั่งทางปกครอง โดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเดชอุดมพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการออกหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ของทางราชการให้แก่ผู้มีชื่อทับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ทั้งสอง การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) หรือเพิกถอนในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องอธิบดีกรมที่ดินเป็นจำเลยที่ ๒ มาด้วย แต่ในการที่ศาลจะพิจารณาว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของทางราชการให้แก่ผู้มีชื่อทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพื่อที่จะมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือไม่ ศาลจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความ โดยจะต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติก่อนว่าโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ ๑เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญในข้อหาแห่งคดี ดังนั้น คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และ ๒๒๓ หากศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีใดแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๔๔๗ ให้แก่นายสัมฤทธิ์ อินตะ ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองบางส่วนอันเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกล่าวอ้างว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ตามมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงฟ้องขอให้ศาลมีคำบังคับให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวหรือเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการด้วยการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาว่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี แม้จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การพิจารณาแต่เพียงเฉพาะประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินย่อมไม่ครอบคลุมทุกประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่กล่าวอ้างว่า พนักงานเจ้าหน้าที่มิได้พิสูจน์การทำประโยชน์และไม่ดำเนินการประกาศการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ก็เป็นประเด็นปัญหาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน ทั้งนี้ หากการพิจารณาในประเด็นดังกล่าวข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้าง กระบวนการในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทในคดีนี้ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลปกครองสามารถเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน มีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่มีการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๔๗ ให้แก่นายสัมฤทธิ์ ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองบางส่วน การออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๔๗ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายสัมฤทธิ์ไม่มีสิทธินำที่ดิน น.ส. ๓ ก. แปลงดังกล่าวไปขายฝากและผู้รับซื้อฝากไม่มีสิทธิขายต่อให้จำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ส่งมอบ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๔๗ คืนแก่สำนักงานที่ดินจังหวัด และให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวหรือเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำกับคดีของศาลจังหวัดเดชอุดมที่ศาลพิพากษาว่า ที่ดินเป็นสิทธิครอบครองของจำเลยที่ ๑ ให้ขับไล่โจทก์ทั้งสองกับพวก ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนและคดีถึงที่สุด และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยโจทก์ทั้งสองเคยยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีในข้อเท็จจริงเดียวกับคดีนี้ ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. พิพาทซึ่งผูกพันโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ ๒ ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๔๗ โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องสิทธิครอบครอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสมบูรณ์ นำระนะ ที่ ๑ นางปั่น นำระนะ ที่ ๒ โจทก์ นายวิรัตน์ กุลแก้ว ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์ นำระนะ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นายวิรัตน์ กุลแก้ว ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ