คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดและถูกเจ้าหน้าที่
ของรัฐกับหน่วยงานทางปกครองทำการตรวจสอบที่ดินของโจทก์แล้วแจ้งว่าโจทก์ถมดินและ
ขุดบ่อบาดาลรุกล้ำที่สาธารณะ เนื้อที่ประมาณ ๓๒๗ ตารางวา ซึ่งเป็นที่พิพาท จึงมีคำสั่งให้โจทก์
รื้อถอน ปรับปรุง แก้ไขบริเวณที่ดินให้กลับสู่สภาพเดิม ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลย
รบกวนสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่พิพาท เนื่องจาก
ที่พิพาทอยู่ในแนวเขตลำเหมืองแม่ดอกแดงอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีผลกระทบต่อสิทธิ
ของโจทก์ แต่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามจำเลยรบกวนสิทธิการครอบครองของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่จำเลยทั้งห้าจะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์
ได้นั้น ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล
ซึ่งจะต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ขอออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันแจ้งข้อความเท็จเป็นเหตุให้นายอำเภอ จำเลยที่ ๒ ออก น.ส. ๓ ก. ทับซ้อนที่ดินบางส่วนของโจทก์ และออกเป็นโฉนดที่ดิน จากนั้นได้ขายที่ดินให้ อ. และต่อมาขายให้จำเลยที่ ๕ ขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดิน ให้จำเลยที่ ๕ พร้อมบริวารออกจากที่ดิน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า น.ส. ๓ ก. และโฉนดออกโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๔ ให้การว่า การออก น.ส. ๓ ก. ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้ทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๕ ให้การและฟ้องแย้งว่า มีสิทธิครอบครองที่ดิน หากฟังว่าที่ดินทับซ้อนที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับโจทก์จดแจ้งเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนมาเป็นชื่อจำเลยที่ ๕ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ไม่มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตามฟ้องแย้ง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๕ พร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์และให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกเป็นชื่อบุคคลอื่น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริง ที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างเอกชนด้วยกันว่าโจทก์หรือจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับประเด็นตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๕ เป็นเรื่องเอกชนขอให้บังคับโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๕๐๕ และเลขที่ ๒๖๕ แต่ถูก ศ. แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเป็นเหตุให้นายอำเภอ จำเลยที่ ๒ ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๐ ให้แก่ ศ. ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ เมื่อ ศ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๔ ทายาทของ ศ. นำ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๐ ขอออกเป็นโฉนดที่ดินและยินยอมให้จำเลยที่ ๕ ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดิน ขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๐ และโฉนดที่ดิน ให้กรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ และเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๓ จำหน่าย น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๐ และโฉนดที่ดินออกจากทะเบียนและสารบบที่ดิน และขับไล่ออกจากที่ดิน ให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินและการจดทะเบียนให้ถือกรรมสิทธิ์รวม และพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมิใช่ ศ. หรือจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายการที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะปฏิบัติตามคำขอของโจทก์ได้ ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างเอกชนด้วยกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากันแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง น.ส. ๓ แต่ถูกจำเลยมอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านกำหนดเขตที่ดินหนองน้ำสาธารณะ "หนองแขม" ว่าอยู่ในที่ดิน น.ส. ๓ ของโจทก์ และจำเลยยังคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเปลี่ยน น.ส. ๓ เป็นโฉนดที่ดินได้ ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ให้ถอนเสาที่นำไปปักไว้ในที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยถอนคำร้องคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาท เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้ประเด็นข้อพิพาทจะเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แต่โจทก์ก็ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลย และโดยเฉพาะขอให้บังคับจำเลยถอนคำร้องคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้ ก็จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต ๓ (ภาคใต้) จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีปักเสาพาดสายไฟฟ้ารุกล้ำที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองโดยเช่าที่มาจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอให้ย้ายเสาไฟฟ้าที่รุกล้ำออกไป ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้เช่าที่พิพาทจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อปักเสาและพาดสายไฟฟ้า โดยผู้ฟ้องคดีไม่เคยโต้แย้ง เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทตามสัญญาเช่าที่ดินที่ต่างทำกับการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องว่าการปักเสาพาดสายไฟฟ้าอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องนี้ได้เกิดขึ้นก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะทำสัญญาเช่า เมื่อพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจในการเดินสายส่งศักย์สูงหรือสายส่งศักย์ต่ำไปใต้ เหนือ ตาม หรือข้ามพื้นดินของบุคคลใดๆ หรือปักหรือตั้งเสาสถานีไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ต่างๆ ลงในหรือบนพื้นดินของบุคคลใดๆ ในเมื่อพื้นดินนั้นไม่ใช่พื้นดินอันเป็นที่ตั้งโรงเรือน การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีตามฟ้องจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่ผู้อื่น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๓๔ ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๐๐๑ และเลขที่ ๑๙๑๑ โดยมีแนวเขตติดต่อกันบางส่วน เมื่อจำเลยขอออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง ได้ชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบคู่กรณีแล้วมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย และแจ้งให้คู่กรณีไปฟ้องคดีต่อศาลภายใน ๖๐ วัน โดยไม่ฟังคำคัดค้านของโจทก์ทั้งเจ็ด อันเป็นการกระทำละเมิด ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ และให้ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งเจ็ด กับให้จำเลยไปลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดนำชี้ไว้ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากที่พิพาทอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด และอยู่ในเขตที่ดินของจำเลย โจทก์ทั้งเจ็ดไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยพิพาทกันเรื่องสิทธิในที่พิพาทอันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบคู่กรณีแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งไม่พอใจการสั่งการของเจ้าพนักงานที่ดินจึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ วรรคสอง โดยเจ้าพนักงานที่ดินต้องรอเรื่องไว้ จนศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งถึงที่สุดประการใด จึงดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๖๐ วรรคสาม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันที่โต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำเลยที่ ๒ โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ ๑ จงใจมีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยปฏิบัติราชการอ้างว่าโจทก์กระทำผิดวินัยตามที่มีข้อร้องเรียนเรื่องทุจริต แต่ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ซึ่งผู้บังคับบัญชามีหนังสือตักเตือนจำเลยที่ ๑ พร้อมทั้งแจ้งโจทก์ว่าการออกคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้ แล้วจำเลยที่ ๑ ยังนำเรื่องตามที่อ้างในการออกคำสั่งไปร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ และจงใจกล่าวและไขข่าวแพร่หลายด้วยวาจาและด้วยเอกสารว่าโจทก์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ทำผิดวินัยร้ายแรง อันเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดชดใช้เงินค่าเสียหายเพื่อความเสียหายที่เกิดแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญในการประกอบอาชีพของโจทก์กรณีที่จำเลยที่ ๑ จงใจกลั่นแกล้งโจทก์ด้วยการออกคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยปฏิบัติราชการทั้งที่ไม่มีอำนาจ แล้วนำเรื่องตามที่อ้างในการออกคำสั่งไปร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ ทั้งยังจงใจกล่าวและไขข่าวแพร่หลายด้วยวาจาและด้วยเอกสารเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นเรื่องความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่ความรับผิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากคำสั่งทางปกครอง โดยที่ประเด็นเรื่องคำสั่งให้ไปช่วยปฏิบัติราชการนั้น ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามคำฟ้องโจทก์ แล้วว่าได้ถูกยกเลิกเนื่องจากเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ จึงไม่มีประเด็นที่จะตรวจสอบเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าวอีก ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีปกครอง แต่เป็นคดีแพ่งอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเอกชนผู้ขายวัสดุก่อสร้างยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและเทศบาลตำบลให้ชำระค่าวัสดุก่อสร้างประเภทหิน ทราย ท่อประปาที่ซื้อไปใช้ในกิจการประปาซึ่งเป็นภารกิจในการให้บริการระบบประปาอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยที่ ๑ สัญญาซื้อขายสินค้าและอุปกรณ์การก่อสร้างดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การคลังสินค้าซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างแปรสภาพมันสำปะหลังให้แก่โจทก์ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างแปรสภาพมันสำปะหลังและมีประเด็นต้องพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยเคยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแขวงดุสิตซึ่งเป็นศาลยุติธรรม ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ส่งมอบมันสำปะหลังแปรรูปให้จำเลยไม่ครบตามสัญญาฉบับเดียวกันนี้ จนศาลยุติธรรมมีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องบริษัท ทศท คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) จำเลย อ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญากรณีจ้างโจทก์ผลิตบัตรโทรศัพท์สาธารณะแบบชิบการ์ด (Chip card) ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อสัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีสาระสำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรโทรศัพท์สาธารณะแบบชิบการ์ดและนำมาใช้งานกับเครื่องโทรศัพท์สาธารณะตามภารกิจในการให้บริการเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ของจำเลย บัตรโทรศัพท์จึงเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการสื่อสารโทรคมนาคมให้บรรลุผล สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านพักของโจทก์ในข้อหายักยอกทรัพย์แล้วยึดวัตถุมงคลและองค์จตุคามรามเทพของโจทก์ไว้เป็นของกลาง ต่อมาคดีถึงที่สุดปรากฏว่าของกลางจำนวนหนึ่งสูญหายไป ขอให้ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า มูลความแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจาก การใช้อำนาจยึดทรัพย์ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ตรวจค้นบ้านพักพร้อมกับยึดทรัพย์ของโจทก์ เป็นการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะ และการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยละเลยไม่ดูแลทรัพย์สินของกลางทำให้สูญหาย จนไม่สามารถคืนได้ทั้งที่เสร็จคดีแล้ว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองต้นสังกัด ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง และผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร แต่ศาลปกครองกลางเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของตนแล้วส่งเรื่องไปให้ศาลทหารกรุงเทพทำความเห็น ศาลทหารกรุงเทพเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด เห็นว่า โดยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ต้องการให้ศาลที่เกี่ยวข้องได้จัดทำความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาล เพราะในท้ายที่สุดอาจมีการโอนหรือจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องยังศาลที่มีเขตอำนาจในคดีนั้น กรณีนี้แม้ศาลปกครองกลางและศาลทหารกรุงเทพจะมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องเขตอำนาจศาล แต่เมื่อศาลทหารกรุงเทพมีความเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม ซึ่งไม่ใช่ศาลที่ผู้ถูกฟ้องคดี ยื่นคำร้องว่าเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดี และศาลยุติธรรมก็ไม่ใช่ศาลที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการจัดทำความเห็นในคดีนี้ หรืออีกนัยหนึ่งอาจถือได้ว่าทั้งศาลปกครองกลางและศาลทหารกรุงเทพมิได้มีความเห็นแตกต่างกันว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร กรณีถือไม่ได้ว่ามีการขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจศาล จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) และวรรคสาม ชอบที่คณะกรรมการจะมีคำสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันว่า ที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของบิดาโจทก์บางส่วนถูกจำเลยทั้งห้าแจ้งต่อผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองว่าเป็นผู้ครอบครองและนำชี้รังวัดจนเจ้าหน้าที่ของนิคมออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. ๓) ให้แก่จำเลยทั้งห้า ขอให้เพิกถอนการออก (น.ค. ๓) และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเองในนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่ง โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดแต่ถูกจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ และ คัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง กับให้ถอนคำคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่เจ้าของเดิมขายให้แก่รัฐบาลและเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงออกโดยชอบด้วยกฎหมาย โฉนดที่ดินของโจทก์ออกทับที่ดินอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดแต่ถูกจำเลยขยายทางหลวงรุกล้ำที่ดินรวมทั้งตักดินนำไปถมเป็นทางก่อสร้าง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า เมื่อจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้ผู้รับจ้างทำการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงไม่มีผู้ใดโต้แย้งกรรมสิทธิ์ ถือว่าเจ้าของที่ดินอุทิศให้เป็นสาธารณประโยชน์โดยปริยาย จึงไม่เป็นละเมิด เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกับนายอำเภอรังวัดรวมโฉนดที่ดินรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยมิได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไประวังชี้แนวเขตที่ดิน และจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมโฉนดที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวและจดทะเบียนแบ่งแยกในนามเดิม แล้วจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่บุคคลภายนอก ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินเฉพาะส่วน รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ให้ที่ดินกลับมาเป็นของผู้ฟ้องคดี เพิกถอนและแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินให้ถูกต้อง เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรังวัดรวมโฉนดที่ดินรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและขอให้ เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี กับขอให้เพิกถอนและแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินให้ถูกต้อง ก็เป็นไปเพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้รับการรับรองหรือคุ้มครอง โดยให้ที่ดินกลับมาเป็นของผู้ฟ้องคดี ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินส่วนที่มีการรังวัดรุกล้ำว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า ได้นำที่ดินทั้งสามแปลงตาม ส.ค. ๑ ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน โดยมีจำเลยที่ ๑ และที่ ๓คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำเลยที่ ๔ จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน น.ส.ล. ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เพิกถอนคำร้องคัดค้านการออกโฉนดที่ดินและรับรองแนวเขตที่ดิน และให้จำเลยที่ ๔ ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื่องจาก ส.ค. ๑ ไม่ใช่หลักฐานการแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน อีกทั้งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในบริเวณทุ่งเลี้ยงสัตว์พาหนะอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และการออก น.ส.ล. ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองอ้างว่ามีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีรวมทั้งบังคับให้คืน ส.ป.ก. ๔-๐๑ และนำที่ดินพิพาทไปให้ผู้อื่นเช่า ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน กลับถูกปฏิเสธโดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นเขตป่าไม้ถาวรไม่ใช่เขตเดินสำรวจ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยกเลิกสัญญาเช่าหรือห้ามมิให้ต่ออายุสัญญาเช่าที่พิพาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ผู้ฟ้องคดีขาดการครอบครองเกินหนึ่งปีหลังจากถูกเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนที่พิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพราะมิได้แจ้งการครอบครองภายในระยะเวลาที่กำหนด และไม่เป็นผู้ซึ่งได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๒๗ ตรี ไว้ก่อนมีการกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานของรัฐว่า เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทำละเมิดโดยการรับรองสำเนา น.ส. ๓ ก. โดยประมาทเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ไปขายทอดตลาด ขอให้หน่วยงานต้นสังกัดชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ลงนามรับรองสำเนา น.ส. ๓ ก. และมีหนังสือแจ้งตอบเจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปของเจ้าหน้าที่ของจำเลยเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้กรมที่ดิน จำเลยที่ ๒ แก้ไขรูปแผนที่ที่ดินของโจทก์ให้ถูกต้องตามจริง และยกคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของนายอำเภอ จำเลยที่ ๑ ซึ่งคัดค้านการรังวัดที่ของโจทก์ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีมูลคดีเดียวกันกับที่เคยฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาพนมสารคาม ต่อศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคดีหมายเลขแดงที่ อ. ๓๕๕/๒๕๔๙ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์อันเป็นการขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า มูลความแห่งคดีนี้เกี่ยวพันกับคดีเดิมที่โจทก์ได้เคยยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาในศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม