คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 72/2556
#557026
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้จำเลยที่ ๓ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๔ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า โดยซื้อมาจาก ก. จำเลยที่ ๓ ได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ ก. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ซึ่งรับโอนมรดกที่ดินและจำเลยที่ ๒ ซึ่งซื้อที่ดิน จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดิน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรม และพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ก. ไม่เคยขายหรือมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ ในที่ดินโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต ทั้งที่ดินดังกล่าวมิใช่แปลงเดียวกับที่ดินมือเปล่าตามฟ้องโจทก์ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๒/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ นายพูลสมบัติ ดำเนินชาญวนิชย์ โจทก์ ยื่นฟ้องนางสาวกิติยา แก้วคำ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแก่น แก้วคำ ที่ ๑ นางเฉลียว กุฎีทอง ที่ ๒ สำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาพนมสารคาม ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๐๒๘/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๑ งาน โดยซื้อมาจากนายแก่น แก้วคำ เจ้าของที่ดินเดิม โจทก์เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนถึงปัจจุบัน โดยนายแก่นไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านแต่อย่างใด ต่อมาโจทก์พบว่าในปี ๒๕๔๐ นายแก่นนำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๓๐ ตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๑ งาน ๗๑ ตารางวา ให้แก่นายแก่นอันเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายแก่นถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ รับโอนมรดกที่ดินพิพาท แต่ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะการออกโฉนดที่ดินพิพาทไม่ชอบ เมื่อจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเช่นกัน การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมโฉนดที่ดินพิพาท และพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า นายแก่นไม่เคยขายหรือมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าให้แก่โจทก์ สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของนายแก่นและนายแก่นมีสิทธิยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินได้ จำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๓๐ มาโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต ทั้งที่ดินดังกล่าวมิใช่แปลงเดียวกับที่ดินมือเปล่าตามฟ้องโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การออกโฉนดที่ดินให้แก่นายแก่นชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว ไม่ได้ละเมิดต่อโจทก์ คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินที่โจทก์อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ความมุ่งหมายในการฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน ทั้งจากคำให้การบางประเด็นของจำเลยที่ ๒ ว่า นายแก่นไม่เคยขายหรือมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ นายแก่นจึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกโฉนดที่ดินได้ จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต ทั้งเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินตามฟ้องโจทก์นั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ การออกโฉนดที่ดินที่โจทก์ อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์มีความประสงค์จะให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทที่อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ โดยการสั่งให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่าการดำเนินการออกโฉนดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวมิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน และนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ อีกทั้งจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีหน้าที่ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน จึงมิได้อยู่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทที่ศาลจะพิพากษาเฉพาะสิทธิในที่ดินเพียงอย่างเดียว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดี ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีจึงมิใช่เรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินโดยเฉพาะเท่านั้น

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๓ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและจำเลยที่ ๔ เป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า โดยซื้อมาจากนายแก่นเจ้าของที่ดินเดิม แต่จำเลยที่ ๓ ได้ออกโฉนดในที่ดินพิพาทให้แก่นายแก่นตามที่ยื่นคำขออันเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ซึ่งรับโอนมรดกที่ดินพิพาทก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์และจำเลยที่ ๒ ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ ๑ ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์เช่นกัน ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมโฉนดที่ดินพิพาท และพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า นายแก่นไม่เคยขายหรือมอบการครอบครองที่ดินมือเปล่าให้แก่โจทก์ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของนายแก่นและนายแก่นมีสิทธิยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินได้จำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต ทั้งที่ดินดังกล่าวมิใช่แปลงเดียวกับที่ดินมือเปล่าตามฟ้องโจทก์ และจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินให้แก่นายแก่นชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว ไม่ได้ละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายพูลสมบัติ ดำเนินชาญวนิชย์ โจทก์ นางสาวกิติยา แก้วคำ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแก่น แก้วคำ ที่ ๑ นางเฉลียว กุฎีทอง ที่ ๒สำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาพนมสารคาม ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพูลสมบัติ ดำเนินชาญวนิชย์
จำเลย — นางสาวกิติยา แก้วคำ ในฐานะผู้จัดการมรดก
ของนายแก่น แก้วคำ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 71/2556
#541656
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่า จำเลยทำละเมิดโดยการฝังท่อระบายน้ำและเทพื้นถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินโจทก์ ขอให้รื้อถอนท่อระบายน้ำและถนนคอนกรีตที่รุกล้ำออกจากที่ดิน จำเลยให้การว่า ทางพิพาทเป็นทางเกวียนสาธารณประโยชน์ที่มีอยู่ก่อนทางราชการออกโฉนดให้แก่โจทก์ จำเลยสร้างถนนและท่อระบายน้ำตามแนวเขตทางเดิม ก่อนและขณะก่อสร้างโจทก์ไม่เคยคัดค้าน จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๑/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดชลบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชลบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ นายซิว แซ่ตั๊ง โจทก์ ยื่นฟ้องเทศบาลเมืองพนัสนิคม จำเลย ต่อศาลจังหวัดชลบุรีเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗๓๙/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๙๙ ตำบลพนัสนิคม (วัดกลาง) อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จำเลย ทำโครงการปรับปรุงถนนและท่อระบายน้ำโดยประมาทเลินเล่อมิได้มีการสอบเขตอย่างแน่ชัด ฝังท่อระบายน้ำและเทพื้นถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ ๙๖ ตารางเมตร ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนท่อระบายน้ำและถนนคอนกรีตที่รุกล้ำออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ทางพิพาทเป็นทางเกวียนสาธารณประโยชน์ที่มีอยู่ก่อนทางราชการออกโฉนดให้แก่โจทก์ จำเลยสร้างถนนและท่อระบายน้ำตามแนวเขตทางเดิม ทั้งก่อนก่อสร้างได้ออกตรวจสอบพื้นที่และปักหลักแนวเขต โจทก์ก็ไม่คัดค้าน และขณะก่อสร้างโจทก์ก็ไม่เคยคัดค้านเช่นกัน ถือว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการปักหลักแนวเขตตลอดจนการก่อสร้างของจำเลย จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์กับจำเลยโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำฟ้องของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ และประมวลกฎหมายที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำโดยประมาทเลินเล่อรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เนื่องจากมิได้มีการสอบแนวเขตที่ดินก่อนดำเนินการ อันเป็นการฟ้องว่า จำเลยกระทำการโดยใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ถึงแม้ในการวินิจฉัยประเด็นพิพาทว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ศาลจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ (ทางเกวียนสาธารณประโยชน์เดิม) ก็ตาม แต่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ห้ามมิให้ศาลปกครองแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นมาของที่ดิน และประเด็นดังกล่าวซึ่งเป็นการวินิจฉัยถึงสถานะทางกฎหมายของที่ดินว่าเป็นที่ดินของเอกชนหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้น เป็นเพียงประเด็นเบื้องต้นที่ศาลจะต้องนำมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยประเด็นพิพาทที่ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ อันเป็นประเด็นหลักที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาด คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่คำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดแต่จำเลยได้ทำโครงการปรับปรุงถนนและท่อระบายน้ำโดยประมาทเลินเล่อมิได้มีการสอบเขตอย่างแน่ชัด ฝังท่อระบายน้ำและเทพื้นถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ ๙๖ ตารางเมตร ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนท่อระบายน้ำและถนนคอนกรีตที่รุกล้ำออกจากที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า ทางพิพาทเป็นทางเกวียนสาธารณประโยชน์ที่มีอยู่ก่อนทางราชการออกโฉนดให้แก่โจทก์ จำเลยสร้างถนนและท่อระบายน้ำตามแนวเขตทางเดิม ทั้งก่อนก่อสร้างจำเลยได้ออกตรวจสอบพื้นที่และปักหลักแนวเขต โจทก์ก็ไม่คัดค้าน และขณะก่อสร้างโจทก์ก็ไม่คัดค้านเช่นกัน ถือว่าโจทก์ให้ความยินยอมในการปักหลักแนวเขตตลอดจนการก่อสร้างของจำเลย จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายซิว แซ่ตั๊ง โจทก์ เทศบาลเมืองพนัสนิคม จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายซิว แซ่ตั๊ง
จำเลย — เทศบาลเมืองพนัสนิคม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 70/2556
#537961
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าประเภทบุหรี่ซิกาแรตที่เป็นเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหาย และบรรยายฟ้องต่อมาถึงการจดทะเบียนเพียงว่าผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนแล้วในราชอาณาจักร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นสำหรับสินค้าบุหรี่ซิกาแรตด้วย ย่อมไม่อาจฟังได้ว่าผู้เสียหายจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนไว้สำหรับใช้กับสินค้าบุหรี่ซิกาแรตในอันที่จะมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้านี้สำหรับสินค้าบุหรี่ซิกาแรตที่มีผลให้การที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้าเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย และย่อมไม่เป็นความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลย ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงไม่ครบองค์ประกอบความผิด แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า มีผู้ประสงค์สินบนนำจับนำเจ้าพนักงานจับจำเลยได้ ผู้นำจับมีสิทธิได้รับสินบน และมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้มีคำพิพากษาตามคำขอนี้ จึงยังไม่ถูกต้อง และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 24, 43, 44, 50, 53 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 110 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 24, 43, 44, 50, 53 (ที่ถูก มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 50) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ปรับ 10,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 24, 43, 44, 50, 53 กับความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นปรับ 1,008,358 บาท รวมปรับ 1,018,358 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 509,179 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ โดยให้จ่ายตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันจะถือเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 รวมทั้งการนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมตามมาตรา108 อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 110 (1) ดังที่โจทก์ฟ้องนั้น จะต้องมีการปลอมเครื่องหมายการค้าและใช้กับสินค้าตามที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้เฉพาะสำหรับสินค้ารายการที่จดทะเบียนด้วย เพราะหากมีการใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว แต่เป็นการใช้กับสินค้าอื่นนอกจากสินค้ารายการที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้จดทะเบียนไว้ก็ไม่เป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนนั้น ตามมาตรา 44 แต่อย่างใด องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ที่ว่า เครื่องหมายการค้าที่ปลอมต้องเป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ย่อมหมายถึงการจดทะเบียนสำหรับสินค้าเฉพาะรายการที่ได้จดทะเบียนด้วย และการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วนี้ก็ย่อมหมายถึงสินค้าเฉพาะตามรายการที่ได้จดทะเบียนไว้ด้วยเท่านั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในตอนแรกว่าจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าประเภทบุหรี่ซิกาแรต ยี่ห้อกรองทิพย์ 90 จำนวน 200 ซอง น้ำหนัก 3,800 กรัม ยี่ห้อวันเดอร์ จำนวน 150 ซอง น้ำหนัก 2,850 กรัม และยี่ห้อสายฝน 90 จำนวน 100 ซอง น้ำหนัก 1,900 กรัม ที่เป็นเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหาย และบรรยายฟ้องต่อมาถึงการจดทะเบียนเพียงว่า ผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนแล้วในราชอาณาจักร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นสำหรับสินค้าบุหรี่ซิกาแรตด้วยแต่อย่างใด ย่อมไม่อาจฟังได้ว่า ผู้เสียหายจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนไว้สำหรับใช้กับสินค้าบุหรี่ซิกาแรตในอันที่จะมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้านี้สำหรับสินค้าบุหรี่ซิกาแรต ที่มีผลให้การที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งบุหรี่ซิกาแรตที่มีเครื่องหมายการค้าเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย และย่อมไม่เป็นความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยมาดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงไม่ครบองค์ประกอบความผิด แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบและไม่จำต้องวินิจฉัยในข้อที่ว่าความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานอื่นตามฟ้องหรือไม่ และควรลดโทษจำเลยในความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือไม่อีกต่อไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยน้อยลงตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ หรือไม่ เห็นว่า ในคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องถึงประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบเพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าปรับ กำหนดราคาบุหรี่ซิกาแรตที่บรรจุซองละ 20 มวน 10 มวน และ 14 มวน ราคาซองละ 46.75 บาท 23.375 บาท และ 32.725 บาท ตามลำดับ และรวมราคาของกับค่าอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นเงิน 252,089.50 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องโดยโจทก์ไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานประกอบคำให้การรับสารภาพ และตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ กำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องปรับสี่เท่าของเงินจำนวน 252,089.50 บาท เป็นเงิน 1,008,358 บาท กรณีไม่อาจกำหนดโทษปรับให้ต่ำกว่านี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า มีผู้ประสงค์สินบนนำจับนำเจ้าพนักงานจับจำเลยได้ ผู้นำจับมีสิทธิได้รับสินบน และมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้มีคำพิพากษาตามคำขอนี้ จึงยังไม่ถูกต้อง และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะในความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 108 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 8 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นางวิมล นุดสมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 70/2556
#541655
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสิบเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและหน่วยงานทางปกครองอ้างว่า มารดาจำเลยที่ ๑ นำรังวัดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เพื่อเปลี่ยนเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่พิพาทซึ่งเป็นบางหรือร่องน้ำไหลสาธารณสมบัติของแผ่นดินและได้จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ทั้งสิบและชาวบ้านไม่สามารถใช้ที่พิพาทได้ ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยที่ ๑ ให้การว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) และโฉนดที่ดินไม่ได้ทับที่ดินข้างเคียงหรือที่สาธารณประโยชน์ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสิบได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๐/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดชุมพร

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชุมพรโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ นางจุรี สมสอน ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๐ คน โจทก์ ยื่นฟ้องนางพิจิตรา ลี้ยุทธานนท์ ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดชุมพร เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๘๐/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อปี ๒๕๑๕ นางศิริ จันทรปะทิวหรือตรีนันทวัน เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตั้งอยู่ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่ ๒ งาน ด้านทิศตะวันตกจดที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน (บางหรือร่องน้ำไหล) ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งเป็นที่พิพาทในคดีนี้ และป่าตาคุ่ม โดยโจทก์ทั้งสิบและชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงได้นำเรือเข้าไปจอดในที่พิพาทดังกล่าวเป็นประจำ ต่อมานางศิริได้ถมที่พิพาทเหลือไว้เฉพาะบริเวณบางหรือร่องน้ำไหลที่ติดกับคลองปะทิวและนำรังวัดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เพื่อเปลี่ยนเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) รุกล้ำทับที่พิพาทที่ได้มีการถมดินปรับพื้นที่ไว้รวมไปด้วยได้เนื้อที่เพิ่มจากเดิมประมาณ ๕ ไร่ ต่อมาได้รังวัดเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๐๗๒๖ ทับที่พิพาทที่ได้มีการถมดินปรับพื้นที่ไว้ได้เนื้อที่เพิ่มจากเดิมอีกประมาณ ๑ ไร่เศษ และได้จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ทั้งสิบและชาวบ้านไม่สามารถใช้ที่พิพาทได้ ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามให้ส่งโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าพนักงานที่ดิน ถ้าไม่ส่งมอบให้ถือว่าโฉนดที่ดินสูญหาย ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินได้ และให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินของนางศิริตามหลักฐาน น.ส. ๓ ไม่ปรากฏว่าจดที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน (บางหรือร่องน้ำไหล) นางศิริซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ ๑ ไม่เคยถมที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และบางหรือร่องน้ำไหลไม่เคยมีอยู่จริง การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) และโฉนดที่ดินได้ปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดิน ไม่ได้ทับที่ดินข้างเคียง ที่สาธารณประโยชน์หรือที่สงวนหวงห้าม จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามฟ้องและมิได้เป็นผู้ออกโฉนดที่ดิน จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิบ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยด้านทิศตะวันตกของที่ดินมิได้เป็นบางหรือร่องน้ำไหลซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่โจทก์ทั้งสิบกล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า การขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการดำเนินการหรือการกระทำทางปกครอง คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชุมพรพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้คู่ความยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่แล้วจึงพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของเอกชนหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นส่วนราชการระดับกรมจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และโดยที่ข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ กำหนดให้จำเลยที่ ๒ มีอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินและ มาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ใดโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้อธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสิบอ้างว่า นางศิรินำรังวัดรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น น.ส. ๓ ก. และโฉนดที่ดินจึงเป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสิบประสงค์ให้ศาลตรวจสอบการออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำขอท้ายคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งเป็นผลมาจากการออกคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามคำขอของโจทก์ทั้งสิบได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง อย่างไรก็ดี หากคดีมีประเด็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ประเด็นดังกล่าวก็เป็นเพียงประเด็นข้อเท็จจริงในคดีที่ใช้ประกอบการพิจารณาข้อหาการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และแม้จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างบุคคลหรือนิติบุคคลกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้โดยตรง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสิบอ้างว่า โจทก์ทั้งสิบและชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงได้นำเรือเข้าไปจอดในที่พิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน (บางหรือร่องน้ำไหล) เป็นประจำ แต่ถูกมารดาจำเลยที่ ๑ นำรังวัดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เพื่อเปลี่ยนเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. ๓ ก.) และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินรุกล้ำทับที่พิพาทและได้จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ทั้งสิบและชาวบ้านไม่สามารถใช้ที่พิพาทได้ ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และให้จำเลยที่ ๒ เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) และโฉนดที่ดินไม่ได้ทับที่ดินข้างเคียง ที่สาธารณประโยชน์หรือที่สงวนหวงห้าม จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามฟ้อง และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสิบได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางจุรี สมสอน ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๐ คน โจทก์ นางพิจิตรา ลี้ยุทธานนท์ ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุรี สมสอน ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน
จำเลย — นางพิจิตรา ลี้ยุทธานนท์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 69/2556
#537956
เปิดฉบับเต็ม

การที่สินค้าสูญหายไปจากตู้สินค้าโดยมีการนำถุงทรายมาแทนที่นั้นเป็นไปเพื่อเจตนาลวงว่าสินค้ายังอยู่ครบถ้วนในตู้สินค้าระหว่างขนส่งด้วยเหตุที่สินค้าที่สูญหายไปมีน้ำหนักถึง 3,243.20 กิโลกรัม และการที่ดวงตราผนึกของตู้สินค้าอยู่ในสภาพเรียบร้อยดีถึงท่าเรือปลายทางก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าตู้สินค้ามิได้ถูกเปิดออกก่อนหน้านั้น หมายความว่าตู้สินค้ามิได้ถูกเปิดเอาสินค้าออกไปและใส่ถุงทรายเข้ามาแทนที่ด้วยวิธีการตามปกติ สอดคล้องกับที่โจทก์นำสืบว่า บริษัทผู้สำรวจสินค้าได้ทดลองถอดนอตด้านข้างตู้สินค้าออกพบว่าสามารถเปิดประตูตู้สินค้าได้โดยที่ตราประทับไม่ถูกตัดออก การที่ท่อทองแดงมีน้ำหนักประมาณม้วนละ 350 ถึง 450 กิโลกรัม การขนถ่ายจึงต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ เมื่อพิจารณาแผนผังการวางตู้สินค้าที่ถูกวางในชั้นที่สูงสุด ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าการลักลอบนำสินค้าออกจากตู้สินค้าไม่อาจทำได้ในระหว่างการขนส่งโดยเรือเดินสมุทร ทั้งถุงทรายที่ถูกแทนที่มีภาษาไทยอยู่บนถุง และหากสินค้าถูกลักลอบนำออกจากตู้สินค้าพิพาทที่ปลายทางก็ไม่จำเป็นต้องนำถุงทรายจำนวนมากเข้ามาแทนที่เพื่อลวงน้ำหนักตู้สินค้าระหว่างการขนส่ง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สินค้าสูญหายขณะอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบังซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 51 และ 52 จึงต้องรับผิด

จำเลยที่ 2 รับขนส่งสินค้าพิพาทในเงื่อนไข CY/CY ผู้ขายเป็นผู้บรรจุและตรวจนับสินค้าเข้าตู้สินค้าที่โรงงานของผู้ขาย ลานพักตู้สินค้ามีเนื้อที่มากกว่า 4 สนามฟุตบอล มีการปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง มีแสงครอบคลุมบริเวณที่วางตู้สินค้าทุกบริเวณ สินค้าที่สูญหายมีน้ำหนักมาก การขนย้ายออกจากตู้สินค้าและนำถุงทรายเข้าแทนที่เป็นเรื่องที่ต้องใช้กำลังคน เครื่องมือ และเวลาในการดำเนินการ เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่มีบุคคลจงใจวางแผนลักลอบนำสินค้าพิพาทออกจากตู้สินค้าแล้วทดแทนน้ำหนักสินค้าด้วยถุงทรายโดยไม่กระทบถึงดวงตราผนึกตู้สินค้า ข้อเท็จจริงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 หรือตัวแทนละเลยหรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายอาจเกิดขึ้นได้อันเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามความในมาตรา 60 (1) จึงสามารถจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 วรรคหนึ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 804,464.09 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 29,092.94 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทสีมาทรานส์เฟอร์ จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 731,328.34 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 35,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยการขนส่งสินค้าจากบริษัทอุโตคุมปู ฮิตาชิ คอปเปอร์ ทูบ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ขายสินค้าประเภทท่อทองแดง จำนวน 70 ม้วน น้ำหนักรวม 7,970 กิโลกรัม ราคารวมค่าระวางการขนส่งสินค้าและประกันภัย จำนวน 44,018.93 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทบลู สตาร์ จำกัด ผู้ซื้อในประเทศอินเดีย ผู้ขายติดต่อจำเลยที่ 2 เพื่อขนส่ง จำเลยที่ 2 ได้รับมอบสินค้าจากผู้ขายในสภาพเรียบร้อยจำนวนครบถ้วน โดยสินค้าพิพาทบรรจุในตู้สินค้าหมายเลข 3106821 ปิดดวงตราผนึกเลขที่ ซีจี 5969 ขนส่งโดยเรือซีนาร์บินทันเที่ยวที่ 143 จากประเทศไทยไปถึงประเทศสิงคโปร์และเปลี่ยนมาขนส่งโดยเรืออาเซียนเทรเดอร์ เที่ยวที่ 18 ดับบลิว จนถึงจุดหมายปลายทาง วันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 สินค้าพิพาทขนส่งมาถึงประเทศอินเดีย ผู้รับตราส่งพบว่าดวงตราผนึกของตู้อยู่ในสภาพเรียบร้อย แต่เมื่อเปิดตู้สินค้าพบว่าสินค้าจำนวน 8 แผ่นรอง บรรจุสินค้าจำนวน 28 ม้วน น้ำหนัก 3,243.20 กิโลกรัม สูญหายและถูกแทนที่ด้วยถุงทราย จำนวน 20 ถุง น้ำหนักถุงละ 50 กิโลกรัม โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2549 จำนวน 804,464.09 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประเด็นแรกว่า สินค้าพิพาทสูญหายขณะอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่สินค้าพิพาทได้สูญหายไปจากตู้สินค้าพิพาทโดยมีการนำถุงทรายมาแทนที่สินค้าพิพาทนั้น เป็นไปเพื่อเจตนาลวงว่าสินค้ายังอยู่ครบถ้วนในตู้สินค้าพิพาทระหว่างขนส่งด้วยเหตุที่สินค้าพิพาทที่สูญหายไปมีน้ำหนักถึง 3,243.20 กิโลกรัม และการที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ดวงตราผนึกของตู้สินค้าพิพาทอยู่ในสภาพเรียบร้อยดีถึงท่าเรือนาวา ชิวา ประเทศอินเดีย ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าตู้สินค้าพิพาทมิได้ถูกเปิดออกก่อนหน้านั้น เนื่องจากปรากฏว่ามีการพบถุงทรายเข้ามาแทนที่สินค้าที่สูญหายตอนที่ตู้สินค้าพิพาทถูกเปิดออกที่ปลายทาง ซึ่งมีความหมายว่า ตู้สินค้าพิพาทมิได้ถูกเปิดเอาสินค้าออกไปและใส่ถุงทรายเข้ามาแทนที่ด้วยวิธีการตามปกติ สอดคล้องกับที่โจทก์นำสืบว่า บริษัทผู้สำรวจภัยได้ทดลองถอดนอตด้านข้างตู้สินค้าออกพบว่าสามารถเปิดประตูตู้สินค้าได้โดยที่ตราประทับไม่ถูกตัดออก จึงเชื่อว่าสินค้าถูกลักขโมยด้วยวิธีนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่าสินค้าสูญหายก่อนที่จำเลยที่ 2 จะรับมอบสินค้า ประกอบกับท่อทองแดงมีน้ำหนักมากประมาณม้วนละ 350 ถึง 450 กิโลกรัม การขนถ่ายจึงต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ คือรถฟอร์คลิฟต์และกำลังคนส่วนหนึ่ง เมื่อพิจารณาประกอบกับแผนผังการวางตู้สินค้าที่แสดงให้เห็นว่าตู้สินค้าถูกวางในชั้นที่สูงสุด ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าการลักลอบนำสินค้าออกจากตู้สินค้าพิพาทไม่อาจทำได้ในระหว่างการขนส่งโดยเรือเดินสมุทร อีกทั้งการที่พบว่าถุงทรายที่ถูกแทนที่สินค้าพิพาทเป็นถุงทรายที่มีภาษาไทยปรากฏอยู่บนถุง ซึ่งผู้มีชื่อปรากฏบนถุงทรายก็ได้ยืนยันว่าไม่เคยส่งสินค้าไปประเทศอินเดียและหากสินค้าถูกลักลอบนำออกจากตู้สินค้าพิพาทที่ปลายทาง ก็ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องนำถุงทรายจำนวนมากเข้ามาแทนที่โดยเจตนาเพื่อลวงน้ำหนักตู้สินค้าพิพาทระหว่างการขนส่ง ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพของถุงทรายที่ระบุว่าเป็นของประเทศไทยเจตนาการลวงเรื่องน้ำหนักสินค้า พื้นที่การวางตู้สินค้าของท่าเรือแหลมฉบังที่มีเนื้อที่ขนาดสนามฟุตบอล 4 สนาม และการขนย้ายตู้สินค้า 2 ครั้ง ระหว่างตู้สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สินค้าพิพาทสูญหายขณะอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ช่วงที่สินค้าพิพาทอยู่ในประเทศไทยจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สินค้าพิพาทได้สูญหายไปขณะอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่า กรณีมีข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 รับขนส่งสินค้าพิพาทในเงื่อนไข CY/CY โดยที่ผู้ขายเป็นผู้บรรจุและตรวจนับสินค้าเข้าตู้สินค้าที่โรงงานของผู้ขาย และข้อเท็จจริงยังได้ความจากนายปรีชา พยานจำเลยที่ 1 หัวหน้าแผนกเอกสารของบริษัทแหลมฉบัง อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินัล จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการรับส่ง ตรวจ และปล่อยตู้สินค้าที่ใช้บริการกับบริษัท ซึ่งได้เบิกความว่า วันที่ 31 ตุลาคม 2548 ตู้สินค้าพิพาทถูกวางไว้ที่ชั้น 4 ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ตู้สินค้าถูกเปลี่ยนตำแหน่งมาวางไว้ชั้น 2 และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 ตู้สินค้าพิพาทถูกนำขึ้นบรรทุกบนเรือ และช่องว่างระหว่างตู้สินค้าจะแคบมาก การเดินเข้าไปหาตู้สินค้าจะต้องตะแคงตัวเข้าไป โอกาสที่จะเปิดประตูตู้สินค้าพิพาทจะยากมากเพราะติดกับตู้สินค้าอื่น และรายละเอียดเกี่ยวกับลานพักตู้สินค้าก็ได้ความว่า ลานพักตู้สินค้ามีเนื้อที่มากกว่า 4 สนามฟุตบอล ซึ่งไม่มีพนักงานประจำ ลานพักตู้สินค้าไม่เปลี่ยว โดยมีการปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งมีการติดตั้งไฟสปอทไลท์เพื่อให้มีแสงครอบคลุมบริเวณที่วางตู้สินค้าทุกบริเวณ เมื่อพิจารณาถึงสินค้าพิพาทที่สูญหายแล้ว สินค้าพิพาทที่สูญหายมีน้ำหนักมาก โดยน้ำหนักแต่ละแผ่นรองประมาณ 350 ถึง 450 กิโลกรัม สินค้าสูญหายรวม 28 ม้วน รวมน้ำหนัก 3,243.20 กิโลกรัม การขนย้ายสินค้าพิพาทออกจากตู้สินค้าพิพาทและนำถุงทรายจำนวน 20 ถุง น้ำหนักถุงละ 50 กิโลกรัม เข้าแทนที่สินค้าพิพาทในตู้สินค้า จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้กำลังคน เครื่องมือ และเวลาในการดำเนินการ เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่มีบุคคลจงใจวางแผนลักลอบนำสินค้าพิพาทออกจากตู้สินค้าพิพาทแล้วทดแทนน้ำหนักสินค้าพิพาทด้วยถุงทราย โดยการดำเนินการดังกล่าวยังคงไม่กระทบถึงดวงตราผนึกตู้สินค้าที่มีอยู่แต่เดิม ข้อเท็จจริงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 หรือตัวแทนละเลยหรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายอาจเกิดขึ้นได้ อันเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามความในมาตรา 60 (1) แต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงสามารถยกขึ้นอ้างซึ่งข้อจำกัดความรับผิดตามความในมาตรา 58 วรรคหนึ่ง ได้ ดังนั้น สินค้าพิพาทสูญหายจำนวน 28 ม้วน รวมน้ำหนัก 3,243.20 กิโลกรัม ข้อจำกัดความรับผิดในกรณีนี้อันคำนวณแล้วมีจำนวนเงินมากกว่าตามความในมาตรา 58 วรรคหนึ่ง คือ กิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เป็นราคาสินค้าจึงอยู่ที่จำนวน 97,296 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นในข้อนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 97,296 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2549 อันเป็นวันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 51 ม. 52 ม. 58 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
สายการเดินเรือเอ็นวายเคไลน์ หรือสายการเดินเรือ
จำเลย — นิปปอน ยูเซ็น ไคชา กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทสีมาทรานส์เฟอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 69/2556
#541654
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า จำเลยรังวัดเพื่อออก น.ส.ล. แปลงป่าช้าบ้านโคกยางทับที่ดินที่โจทก์ทั้งหกครอบครอง โจทก์ทั้งหกได้ยื่นคำขอคัดค้านแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้ใช้สิทธิทางศาล ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินและห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งหกได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๙/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนางรอง

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนางรองโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ นางสำราญ บุญซำ ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน โจทก์ ยื่นฟ้องนายอำเภอชำนิ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนางรอง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๑๗/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์ทั้งหกเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าโดยครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๒๖ จำเลยรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงป่าช้าบ้านโคกยางทับที่ดินของโจทก์ทั้งหก ต่อมาวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง แจ้งให้โจทก์ทั้งหกยื่นคำขอคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "แปลงป่าช้าบ้านโคกยางสาธารณประโยชน์" แปลงที่ ๑ และแปลงที่ ๒ โจทก์ทั้งหกได้ยื่นคำขอคัดค้านแล้ว และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ได้แจ้งให้ไปใช้สิทธิทางศาลภายในกำหนด ๖๐ วัน การกระทำของจำเลยเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของโจทก์ทั้งหก ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและห้ามมิให้จำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหกอ้างว่า จำเลยกระทำการในทางปกครองอันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายละเมิดสิทธิ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนางรองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้คู่ความโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าโจทก์ทั้งหกมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท หรือที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นสิทธิของบุคคลเกี่ยวกับที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ มาตรา ๑๒๙๘ และมาตรา ๑๓๐๔ ประกอบประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท คดีนี้จึงไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินจึงได้แก่ศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอในการขอออกและทำการรังวัดชี้แนวเขต อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งหกฟ้องว่าจำเลยขอรังวัดและรังวัดที่สาธารณประโยชน์ทับที่ดินของตน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ อีกทั้งการพิจารณาว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิได้พิจารณาเฉพาะประเด็นว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ แต่ยังต้องพิจารณาในประเด็นว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ออกโดยถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า จำเลยรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงป่าช้าบ้านโคกยางทับที่ดินที่โจทก์ทั้งหกครอบครอง โจทก์ทั้งหกได้ยื่นคำขอคัดค้านแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้ใช้สิทธิทางศาล ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินและห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งหกได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสำราญ บุญซำ ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน โจทก์ นายอำเภอชำนิ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำราญ บุญซำ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
จำเลย — นายอำเภอชำนิ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 68/2556
#557024
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันและหน่วยงานทางปกครอง กรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี นำที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองไปให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนเช่าโดยอ้างว่าเป็นที่ราชพัสดุและดำเนินการให้เช่าโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ราชพัสดุ ไม่มีการรังวัดสำรวจพื้นที่ก่อนอนุญาตให้เช่า รวมถึงไม่มีการประกาศหรือแจ้งให้ราษฎรในพื้นที่มาคัดค้านการเช่าก่อน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังกระทำการขัดต่อวัตถุประสงค์การเช่าตามสัญญาเช่าและกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนสัญญาเช่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การโดยสรุปว่า การเช่าที่ราชพัสดุเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เมื่อการให้เช่าที่ราชพัสดุเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมธนารักษ์ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ และกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ และข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ศาลเพิกถอนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยโต้แย้งกันว่าการดำเนินการให้เช่าที่ราชพัสดุดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับคดีระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๘/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดกาญจนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ นางรัตนา ลีลาขจรโรจน์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ นายภคคม ถาวรเจริญสุโข ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๑๕/๒๕๕๓ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจำนวน ๓ แปลง เนื้อที่ประมาณ ๓๑ ไร่เศษ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยเสียภาษีบำรุงท้องที่มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แต่ธนารักษ์พื้นที่กาญจนบุรีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กลับนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่า โดยอ้างว่าเป็นที่ราชพัสดุและดำเนินการให้เช่าโดยไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ เนื่องจากการเช่าดังกล่าวยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ราชพัสดุและไม่มีการรังวัดสำรวจพื้นที่ก่อนอนุญาตให้เช่า รวมถึงไม่มีการประกาศหรือแจ้งให้ราษฎรในพื้นที่คัดค้านการเช่า นอกจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้เข้าทำประโยชน์ภายในสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต ทั้งยังนำที่ดินไปจัดสรรขายสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลอื่นอันเป็นการขัดวัตถุประสงค์การเช่าที่ระบุว่าเป็นการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังบังคับขู่เข็ญผู้ฟ้องคดีและราษฎรในพื้นที่ที่เช่าให้ชำระค่าโอนสิทธิ เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ยินยอม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้นำรถแทรกเตอร์และรถไถดันรั้วแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้เช่าและมีคำสั่งบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามหยุดการดำเนินการที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างตามฟ้องเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้รับสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้เสียภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดไม่สามารถใช้ต่อสู้กับสิทธิการเช่าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พิจารณาอนุญาตให้นายสมโชค มีไชยโย เช่าที่ราชพัสดุซึ่งครอบคลุมที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง ต่อมานายสมโชคโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุดังกล่าวให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ การที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เห็นชอบและอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่าที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นการฟ้องคดีโต้แย้งว่าการดำเนินการหาผู้เช่าที่ราชพัสดุตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกระทำการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๔/๒๕๕๓ นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดีเคยร้องขอความเป็นธรรมไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีขอเช่าหรือรับโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุเฉพาะส่วนที่ครอบครองทำประโยชน์ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ได้กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อโต้แย้งสิทธิกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามหรือขอให้ศาลรับรองสิทธิในที่ดินพิพาท หากแต่เป็นการกล่าวอ้างเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเท่านั้น คดีนี้จึงมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาวินิจฉัยแต่เพียงว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่าที่ราชพัสดุเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลจังหวัดกาญจนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พิจารณาอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่าที่ราชพัสดุทับซ้อนที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนครอบครองมาก่อนโดยชอบ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถพื้นที่และทำลายแนวเขตรั้วของที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง แม้กล่าวอ้างว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่าที่ราชพัสดุ เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน รูปแบบ หรือวิธีการพิจารณาอนุญาตให้เช่าที่ราชพัสดุ และไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ จะมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่การที่จะมีคำสั่งได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทใครมีสิทธิครอบครองระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ อันเป็นประเด็นสำคัญในคดี ประกอบกับคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีระบุให้ศาลมีคำสั่งบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ฟ้องคดีและประชาชนในเขตที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หยุดนำรถเข้าไปไถดิน แผ้วถาง รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในที่ดิน ดังนั้นคดีระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินแต่อย่างใด คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖ และกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ กำหนดให้อำนาจอธิบดีกรมธนารักษ์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการหรือที่ไม่ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการมาจัดหาประโยชน์โดยการจัดให้เช่าได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด การให้เช่าที่ราชพัสดุจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมธนารักษ์ที่จะพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ นำที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองไปให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนเช่าโดยอ้างว่าเป็นที่ราชพัสดุและดำเนินการให้เช่าโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ราชพัสดุ ไม่มีการรังวัดสำรวจพื้นที่ก่อนอนุญาตให้เช่า รวมถึงไม่มีการประกาศหรือแจ้งให้ราษฎรในพื้นที่มาคัดค้านการเช่าก่อน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังกระทำการขัดต่อวัตถุประสงค์การเช่าตามสัญญาเช่าและกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนสัญญาเช่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การโดยสรุปว่า การเช่าที่ราชพัสดุเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเป็นการฟ้องคดีที่สืบเนื่องมาจากการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ในการจัดให้เช่าที่ราชพัสดุตามที่พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ บัญญัติไว้ และตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น เมื่อคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ศาลเพิกถอนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยโต้แย้งกันว่าการดำเนินการให้เช่าที่ราชพัสดุดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกระทำการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับคดีระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางรัตนา ลีลาขจรโรจน์ ผู้ฟ้องคดี กระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ นายภคคม ถาวรเจริญสุโข ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางรัตนา ลีลาขจรโรจน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 67/2556
#557023
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันและหน่วยงานทางปกครอง กรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี นำที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองไปให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนเช่าโดยอ้างว่าเป็นที่ราชพัสดุและดำเนินการให้เช่าโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ราชพัสดุ ไม่มีการรังวัดสำรวจพื้นที่ก่อนอนุญาตให้เช่า รวมถึงไม่มีการประกาศหรือแจ้งให้ราษฎรในพื้นที่มาคัดค้านการเช่าก่อน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังกระทำการขัดต่อวัตถุประสงค์การเช่าตามสัญญาเช่าและกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนสัญญาเช่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การโดยสรุปว่า การเช่าที่ราชพัสดุเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เมื่อการให้เช่าที่ราชพัสดุเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมธนารักษ์ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ และกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ และข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ศาลเพิกถอนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยโต้แย้งกันว่าการดำเนินการให้เช่าที่ราชพัสดุดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับคดีระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๗/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดกาญจนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๔ นายดามพ์ เผด็จดัสกร หรือนายธนฤกษ์ ธัญมงคล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ นายภคคม ถาวรเจริญสุโข ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๑๙/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน เดิมเลขสำรวจที่ ๔๙๓/๒๕๕๓ ต่อมาเปลี่ยนเป็น ๒๙๑/๒๕๕๓ เนื้อที่ประมาณ ๑๔ ไร่ ๓ งาน ๗๓ ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยเสียภาษีบำรุงท้องที่มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ แต่ธนารักษ์พื้นที่กาญจนบุรีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กลับนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่า โดยอ้างว่าเป็นที่ราชพัสดุและดำเนินการให้เช่าโดยไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ เนื่องจากการเช่าดังกล่าวยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ราชพัสดุและไม่มีการรังวัดสำรวจพื้นที่ก่อนอนุญาตให้เช่า รวมถึงไม่มีการประกาศหรือแจ้งให้ราษฎรในพื้นที่คัดค้านการเช่า นอกจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้เข้าทำประโยชน์ภายในสามปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต ทั้งยังนำที่ดินไปจัดสรรขายสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลอื่นอันเป็นการขัดวัตถุประสงค์การเช่าที่ระบุว่าเป็นการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังบังคับขู่เข็ญผู้ฟ้องคดีและราษฎรในพื้นที่ที่เช่าให้ชำระค่าโอนสิทธิ์ เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ยินยอม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้นำรถแทรกเตอร์และรถไถดันรั้วแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้เช่าและมีคำสั่งบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามหยุดการดำเนินการที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุตามประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พ.ศ. ๒๔๘๑ เพื่อประโยชน์ในราชการทหาร และขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุไว้เป็นแปลงหมายเลขทะเบียนที่ กจ ๒๐๙ อยู่ในความปกครองดูแลของกองทัพบกโดยจังหวัดทหารบกกาญจนบุรี (ส่วนแยกกาญจนบุรี) เป็นผู้ปกครองดูแล การให้เช่าได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว เดิมที่พิพาททางราชการจัดให้นายสมโชค มีไชยโย เป็นผู้เช่า ต่อมานายสมโชคขอโอนสิทธิการเช่าให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทางราชการรังวัดตรวจสอบที่ดินดังกล่าวพบว่ามีราษฎรบุกรุกจึงกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการขับไล่ผู้บุกรุกออกไปจากที่ราชพัสดุดังกล่าวซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ยื่นฟ้องผู้บุกรุกที่พิพาทต่อศาลแล้ว แต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่มีอำนาจฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทำการปรับปรุงพื้นที่เช่าและยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การเช่าเพื่อจัดทำบ้านพักอาศัย รวมถึงขออนุญาตแบ่งโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุให้ราษฎรรายอื่น ซึ่งกองทัพบกในฐานะหน่วยราชการที่มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลพื้นที่ดังกล่าวเห็นว่าเป็นการไม่เหมาะสม สำนักงานธนารักษ์พื้นที่กาญจนบุรีจึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทราบแล้ว ข้อเท็จจริงตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นการโต้แย้งสิทธิทางแพ่งและเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีบุกรุกเข้าไปถือครองที่ราชพัสดุโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างตามฟ้องเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้รับสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ แต่ผู้ฟ้องคดีเข้ามาบุกรุกที่ดินและบริวารของผู้ฟ้องคดียังร่วมกันลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครอง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้แจ้งความดำเนินคดีกับบริวารของผู้ฟ้องคดีและศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษแล้ว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พิจารณาอนุญาตให้นายสมโชค มีไชยโย เช่าที่ราชพัสดุซึ่งครอบคลุมที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง ต่อมานายสมโชคโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุดังกล่าวให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ การที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เห็นชอบและอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่าที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นการฟ้องคดีโต้แย้งว่า การดำเนินการหาผู้เช่าที่ราชพัสดุตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกระทำการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๔/๒๕๕๓ นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดีเคยร้องขอความเป็นธรรมไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีขอเช่าหรือรับโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุเฉพาะส่วนที่ครอบครองทำประโยชน์ (ที่ถูกไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องร้องขอความเป็นธรรม) คดีนี้จึงไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ได้กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อโต้แย้งสิทธิกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามหรือขอให้ศาลรับรองสิทธิในที่พิพาท หากแต่เป็นการกล่าวอ้างเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเท่านั้น คดีนี้จึงมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาวินิจฉัยแต่เพียงว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่าที่ราชพัสดุเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลจังหวัดกาญจนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พิจารณาอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่าที่ราชพัสดุทับซ้อนที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนครอบครองมาก่อนโดยชอบ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถพื้นที่และทำลายแนวเขตรั้วของที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง แม้กล่าวอ้างว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เช่าที่ราชพัสดุ เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน รูปแบบ หรือวิธีการพิจารณาอนุญาตให้เช่าที่ราชพัสดุ และไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ จะมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่การที่จะมีคำสั่งได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท ใครมีสิทธิครอบครองระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ อันเป็นประเด็นสำคัญในคดี ประกอบกับคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีระบุให้ศาลมีคำสั่งบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ฟ้องคดีและประชาชนในเขตที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หยุดนำรถเข้าไปไถดิน แผ้วถาง รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในที่ดิน ดังนั้นคดีระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินแต่อย่างใด คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖ และกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ กำหนดให้อำนาจอธิบดีกรมธนารักษ์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นำที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการหรือที่ไม่ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการมาจัดหาประโยชน์โดยการจัดให้เช่าได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดการให้เช่าที่ราชพัสดุจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมธนารักษ์ที่จะพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ นำที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองไปให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนเช่าโดยอ้างว่าเป็นที่ราชพัสดุและดำเนินการให้เช่าโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ราชพัสดุ ไม่มีการรังวัดสำรวจพื้นที่ก่อนอนุญาตให้เช่า รวมถึงไม่มีการประกาศหรือแจ้งให้ราษฎรในพื้นที่มาคัดค้านการเช่าก่อน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังกระทำการขัดต่อวัตถุประสงค์การเช่าตามสัญญาเช่าและกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนสัญญาเช่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การโดยสรุปว่า การเช่าที่ราชพัสดุเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการฟ้องคดีที่สืบเนื่องมาจากการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ในการจัดให้เช่าที่ราชพัสดุตามที่พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ บัญญัติไว้ และตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น เมื่อคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ศาลเพิกถอนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยโต้แย้งกันว่าการดำเนินการให้เช่าที่ราชพัสดุดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกระทำการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับคดีระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกัน ชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายดามพ์ เผด็จดัสกร หรือนายธนฤกษ์ ธัญมงคล ผู้ฟ้องคดี กระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ นายภคคม ถาวรเจริญสุโข ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายดามพ์ เผด็จดัสกร หรือนายธนฤกษ์ ธัญมงคล
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 66/2556
#557022
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้ององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ที่ ๑ และผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ที่ ๒ จำเลย อ้างว่าเลิกจ้างโจทก์โดยขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและเงินค่าตอบแทนอื่นเพิ่มพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ จะบัญญัติให้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริการสาธารณะด้านการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อสัญญาพิพาทเข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้าง แม้มาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงฯ จะบัญญัติให้กิจการของจำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาเขตอำนาจศาล เพียงแต่กำหนดว่าการจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไป อีกทั้งการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าเป็นพนักงานก็เป็นเพียงการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จำเลยที่ ๑ สามารถจัดทำบริการสาธารณะไปได้ตามภารกิจเท่านั้น หาใช่การจ้างพนักงานให้เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๖/๒๕๕๖

วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๓ นายบุญชาย ศิริโภคทรัพย์ โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ที่ ๑ นายเทพชัย หย่อง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๘๕๗/๒๕๕๓ หมายเลขแดงที่ ๔๑๑๑/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการ สังกัดฝ่ายผลิตรายการ โดยได้รับค่าจ้างในอัตราเดือนละ ๒๐๗,๕๒๐ บาท โจทก์ครบเกษียณอายุการทำงานในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ ในตำแหน่งรักษาการรองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. และนายสถานี แต่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าและจ่ายเฉพาะค่าจ้างเดือนสุดท้ายกับเงินค่าตอบแทนอื่นตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๒๔ เป็นเงินจำนวน ๒๐๗,๕๒๐ บาท อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของจำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานภายในองค์กร เพราะโจทก์มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์ไม่ได้ใช้และเงินค่าตอบแทนอื่น โดยคำนวณเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนตามมาตรา ๙ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าตอบแทนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานกรรมการนโยบาย กรรมการนโยบาย และกรรมการบริหารอื่นขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและเงินค่าตอบแทนอื่น รวมเป็นเงิน ๑,๐๕๑,๔๓๔ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากการบรรจุแต่งตั้งหรือการให้โจทก์ออกจากงานเป็นคำสั่งทางปกครอง การพ้นสภาพพนักงานของโจทก์มิได้เป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แต่เป็นการพ้นสภาพตามระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔๓ (๒) เนื่องจากเกษียณอายุ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยการเลิกจ้างหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าเสียหายประการอื่น และจำเลยที่ ๑ ได้จ่ายเงินค่าตอบแทนอื่นตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๒๔ วรรคท้าย ให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าตอบแทนอื่นเพิ่มอีก นอกจากนี้ เมื่อกิจการของจำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ การที่โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีถือว่าโจทก์สละสิทธิในการลาซึ่งไม่มีบทกฎหมายบัญญัติให้โจทก์เรียกร้องได้ ส่วนค่าตอบแทนอื่นที่โจทก์กล่าวอ้างตามมาตรา ๙ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าตอบแทนและประโยชน์ตอบแทนอื่นฯ พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะสำหรับบุคคลซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ แตกต่างจากโจทก์ที่เป็นพนักงานประจำได้รับสวัสดิการต่างๆ นอกเหนือจากเงินเดือนปกติ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าตอบแทนใดๆ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์เป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับลูกจ้างในสังกัดที่มีขึ้นเพื่อร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ข้อตกลงจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อกรณีพิพาทคดีนี้สืบเนื่องมาจากสัญญาทางปกครองคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๖/๒๕๔๘ และที่ ๒๙/๒๕๕๓

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ จะกำหนดสถานะจำเลยที่ ๑ ให้เป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ทำหน้าที่เป็นองค์การสื่อสาธารณะด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยกิจการของจำเลยที่ ๑ ไม่ตกอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน จำเลยที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นหน่วยงานทางปกครองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานบริการสาธารณะด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของประเทศ แต่โดยที่มาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้อำนวยการ พนักงาน และลูกจ้างของจำเลยต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่าสิทธิประโยชน์ของพนักงานลูกจ้างของจำเลยต้องเป็นไปตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้ เมื่อพิจารณาจากสัญญาจ้างที่พิพาท ก็ปรากฏเรื่องที่จำเลยในฐานะนายจ้างตกลงจ้างโจทก์เข้าทำงาน โดยจ่ายค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานให้ อันมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวจำเลยยอมสละเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองที่มีอำนาจเหนือเอกชน โดยลดฐานะให้มีสิทธิเสรีภาพในการทำสัญญาจ้างพนักงานที่เท่าเทียมกันกับโจทก์ แม้ในสัญญาดังกล่าวจะปรากฏถึงสิทธิของจำเลยฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศและคำสั่งต่างๆ การมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ และมีอำนาจเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่กับค่าจ้างของโจทก์ตามความจำเป็นและตามสมควร แต่การตกลงให้อำนาจจำเลยฝ่ายเดียวดังกล่าวก็ไม่ใช่ข้อกำหนดที่มีลักษณะพิเศษอันจะแสดงอำนาจของจำเลยที่เป็นฝ่ายปกครองในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อสนองความต้องการและความต่อเนื่องของการบริการสาธารณะ เพราะเป็นเพียงการยืนยันอำนาจของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างที่มีสิทธิแสดงเจตนาฝ่ายเดียวในการเลิกจ้างลูกจ้าง การใช้อำนาจบังคับบัญชาในการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่ และการใช้อำนาจบริหารกิจการในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งต่างๆ รวมถึงการปรับอัตราค่าจ้าง อันเป็นอำนาจของนายจ้างโดยทั่วไปที่ปรากฏในสัญญาจ้างแรงงานตามระบบกฎหมายเอกชนทั้งสิ้น หาใช่เป็นการแสดงอำนาจเหนือของฝ่ายปกครองตามระบบกฎหมายมหาชนไม่ สัญญาพิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คงเป็นเพียงสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น การที่โจทก์ใช้สิทธิในฐานะลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและเงินตอบแทนอื่นจากจำเลยตามสัญญาจ้างพนักงานข้อ ๘ ประกอบมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน และเป็นการเรียกร้องให้คุ้มครองสิทธิในการให้ได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานกับการหยุดงานตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเป็นกรณีพิพาทในส่วนของการขอรับความคุ้มครองให้ได้รับค่าจ้าง ค่าตอบแทน และการมีหลักประกันการทำงานที่เหมาะสม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามมาตรา ๘ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดตั้งจำเลยที่ ๑ ให้มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ มีเจตนารมณ์ให้การบริหารและการดำเนินงานของจำเลยที่ ๑ เป็นไปอย่างอิสระและปราศจากการแทรกแซง โดยให้คณะกรรมการนโยบายของจำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ กิจการของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่ใช้บังคับกับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยจะอยู่ภายใต้บังคับของระเบียบกฎเกณฑ์และข้อบังคับต่างๆ ที่คณะกรรมการนโยบายของจำเลยที่ ๑ กำหนดขึ้น และเพื่อเป็นการคุ้มครองและรับรองสิทธิประโยชน์ตอบแทนของผู้อำนวยการ พนักงาน และลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ กฎหมายจึงบัญญัติให้ได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมการนโยบายของจำเลยที่ ๑ ออกระเบียบกฎเกณฑ์ในส่วนที่เกี่ยวกับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าประโยชน์ตอบแทนที่ลูกจ้างในหน่วยงานเอกชนได้รับตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งการที่กฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิประโยชน์ในลักษณะดังกล่าวไว้ ไม่ใช่เกณฑ์สำหรับใช้ในการพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาล และศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาว่าข้อบังคับ ระเบียบ กฎเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดสิทธิประโยชน์ตอบแทนน้อยกว่าที่กฎหมายทั้งสามฉบับกำหนดไว้หรือไม่ การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างบุคคลที่ผ่านกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงวิธีการในการบรรจุแต่งตั้งพนักงานของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นกลไกหรือเครื่องมือในการบริหารงานบุคคลของจำเลยที่ ๑ ตามที่คณะกรรมการนโยบายของจำเลยที่ ๑ กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ เพื่อให้การดำเนินการบริหารงานบุคคลของจำเลยที่ ๑ เป็นไปด้วยความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ได้สละเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองหรือยอมลดฐานะของตนลงในการเข้าทำสัญญาจ้างผู้อำนวยการ พนักงาน หรือลูกจ้าง อันมีผลทำให้สัญญาจ้างผู้อำนวยการ พนักงาน หรือลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาจ้างพนักงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์ในการจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานประจำของจำเลยที่ ๑ เพื่อให้โจทก์เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะหรือการดำเนินกิจการทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ตามที่กฎหมายกำหนด สัญญาจ้างพนักงานดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีภารกิจเพื่อบริการสาธารณะจึงมีอำนาจเหนือลูกจ้าง เพื่อบังคับการให้การบริการสาธารณะบรรลุผล และมีเอกสิทธิ์ในการทำสัญญาจ้างโจทก์ด้วย นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์จึงเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีอำนาจเหนือลูกจ้างที่เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจบริการสาธารณะของหน่วยงานทางปกครอง อันเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ไม่ใช่นิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างที่เท่าเทียมกันตามสัญญาจ้างแรงงานในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ข้อตกลงจ้างทำงานระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์จึงไม่เป็นสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายแพ่ง คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๖/๒๕๔๘ อีกทั้งมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติให้กิจการของจำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองอ้างว่าเลิกจ้างโจทก์ซึ่งครบเกษียณอายุการทำงานแล้วโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าและจ่ายเฉพาะค่าจ้างเดือนสุดท้ายกับเงินค่าตอบแทนอื่นซึ่งขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและเงินค่าตอบแทนอื่นเพิ่มพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยการเลิกจ้างหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าเสียหายประการอื่น เนื่องจากการพ้นสภาพพนักงานของโจทก์มิได้เป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แต่เป็นการพ้นสภาพเนื่องจากเกษียณอายุ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเพราะกิจการของจำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ และจำเลยที่ ๑ ได้จ่ายเงินค่าตอบแทนอื่นตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ โดยชอบแล้ว ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยทั้งสองที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ กรณีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าสัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ จะบัญญัติให้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริการสาธารณะด้านการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อสัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ฉบับลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ มีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ ๑ ตกลงจ้างโจทก์และโจทก์ตกลงรับจ้างทำงานให้จำเลยโดยจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ตกลงจะทำงานให้แก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ตกลงจะให้สินจ้างแก่โจทก์ตลอดเวลาที่ทำงานให้ อันเข้าลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้าง แม้มาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ จะบัญญัติให้กิจการของจำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาเขตอำนาจศาล เพียงแต่กำหนดว่าการจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไป อีกทั้งการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าเป็นพนักงานก็เป็นเพียงการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จำเลยที่ ๑ สามารถจัดทำบริการสาธารณะไปได้ตามภารกิจเท่านั้น หาใช่การจ้างพนักงานให้เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) (๒) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายบุญชาย ศิริโภคทรัพย์ โจทก์ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ที่ ๑ นายเทพชัย หย่อง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551
พ.ร.ฎ.ค่าตอบแทนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานกรรมการนโยบาย กรรมการนโยบาย และกรรมการบริหารอื่นขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญชาย ศิริโภคทรัพย์
จำเลย — องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
(ส.ส.ท.) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 65/2556
#557021
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และนายอำเภอเรื่องที่ดิน โดยจำเลยให้การโต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การว่า เป็นคดีปกครองอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลจังหวัดจัดทำความเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของตนแล้วส่งให้ศาลปกครองจัดทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจศาล เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า หากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานของศาลยุติธรรม การโต้แย้งอำนาจศาลจึงต้องทำเป็นคำร้อง แต่การโต้แย้งของจำเลยไว้ในคำให้การจึงเป็นเพียงข้อต่อสู้คดีเท่านั้น ไม่ได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ จึงเป็นการโต้แย้งอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๑๐ วรรคสาม ให้ใช้ความตามมาตรา ๑๐ บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเองโดยอนุโลมซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น มิใช่เห็นว่าอยู่ในอำนาจของศาลตน เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งมิใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอื่น จึงถือไม่ได้ว่ามีการขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจศาล กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๖๕/๒๕๕๖

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖

เรื่อง การส่งเรื่องกรณีโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครสวรรค์ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ นายเกษม พวงจำปา ที่ ๑ นางแห้ง พวงจำปา ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องนายธนพัฒน์ บูรณศักดิ์ภิญโญ ที่ ๑ นายเสงี่ยม ขำสุข ที่ ๒ นายพงศ์อินทร์ ติยะโสภณจิต ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๔๗๐/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๑๕๓๔/๒๕๕๕ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัวจังหวัดนครสวรรค์ แต่ถูกจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนายอำเภอหนองบัวมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านนำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาหนองบัว รังวัดชี้แนวเขตในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โจทก์ทั้งสองทำการคัดค้านการรังวัดแล้ว แต่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว มีหนังสือแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินเชื่อตามหนังสือดังกล่าว ทั้งที่ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์มากว่า ๕๐ ปี โดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านตลอดมา ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิยื่นขอออกโฉนดที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยทั้งสามเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า มูลคดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการอ้างว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่เจ้าของหรือเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๓ ออกจากสารบบความ เนื่องจากโจทก์มีคำขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การเกินกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิจารณาคำให้การของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้วจัดทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครองว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ยื่นคำร้องว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง โดยมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การโดยมิได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ และการทำความเห็นของศาลจังหวัดนครสวรรค์ไม่ใช่กรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ไม่ใช่คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลตน ทั้งนี้ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ ๔๒/๒๕๕๔

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามเรื่องที่ดินต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การโต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การว่า คดีนี้เป็นคดีปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง โดยไม่ได้ยื่นคำร้องว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองแต่อย่างใด ศาลจังหวัดนครสวรรค์จัดทำความเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของตนแล้วส่งให้ศาลปกครองจัดทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจศาล เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า หากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานของศาลยุติธรรม การโต้แย้งอำนาจศาลจึงต้องทำเป็นคำร้อง ทั้งการที่ศาลจะทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะต้องเป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็นตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการที่คู่ความยื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจศาลเสียก่อน แต่การโต้แย้งของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การซึ่งเป็นเพียงข้อต่อสู้คดีเท่านั้น ไม่ได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ จึงเป็นการโต้แย้งอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๑๐ วรรคสาม ให้ใช้ความตามมาตรา ๑๐ บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเองโดยอนุโลมซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น มิใช่เห็นว่าอยู่ในอำนาจของศาลตน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งมิใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอื่น จึงถือไม่ได้ว่ามีการขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจศาล กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม ชอบที่คณะกรรมการจะมีคำสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒)

จึงมีคำสั่งว่า การส่งเรื่องกรณีระหว่างศาลจังหวัดนครสวรรค์และศาลปกครองพิษณุโลกที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามในคดีนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกษฒ พวงจำปา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นายธนพัฒน์ บูรณศักดิ์ภิญโญ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 64/2556
#541653
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๑๔๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดเลขที่ ๑๐๘๗๑ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยมิใช่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับออกเป็นโฉนดเลขที่ ๑๐๙๑๒ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยอาศัยสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นสัญญาปลอม แล้วผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไป ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดเลขที่ ๑๐๙๑๒ และการโอนขายที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับคืนโฉนดเลขที่ ๑๐๘๗๑ ไปดำเนินการให้ถูกต้องกับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดเลขที่ ๑๐๙๑๒ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซื้อที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวมาจากผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๔/๒๕๕๖

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชัยภูมิ

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ นางจันลา ศรีจันทร์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ สาขาบ้านเขว้า ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายวรวิทย์ ชัยวิรัตนะ ที่ ๓ นางขวัญเรือน กองโฮม ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๕/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้วยการทำนาปลูกข้าวตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ จนมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๑๔๑ อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ในปี ๒๕๑๘ และในปี ๒๕๓๙ ผู้ฟ้องคดีได้รับโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๘๗๑ มาโดยเข้าใจว่าเป็นโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๑๔๑ แปลงของผู้ฟ้องคดี แต่ต่อมาในปี ๒๕๕๑ ผู้ฟ้องคดีจึงทราบว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๘๗๑ ที่ถือครองอยู่ไม่ตรงกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ จึงได้ตรวจสอบเอกสารการถือครองที่ดินพบแต่เพียงสำเนา น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๑๔๑ ซึ่งเป็นชื่อผู้ฟ้องคดี และพบอีกว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ระบุชื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยมีหลักฐานการซื้อขายที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๑๔๑ ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีไม่เคยทำสัญญาซื้อขายและลงลายมือชื่อในเอกสารที่ดินแปลงดังกล่าว ในปี ๒๕๕๒ ผู้ฟ้องคดีจึงได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต่อศาลจังหวัดชัยภูมิ ระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และต่อมาทนายความของผู้ฟ้องคดีได้ให้ผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อในเอกสารขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว ซึ่งศาลจังหวัดชัยภูมิมีคำสั่งอนุญาต การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ที่ออกให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รวมถึงการจดทะเบียนขายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้ผู้ฟ้องคดีได้ถือครองโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ โดยชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการกับโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๘๗๑ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดเนื่องจากการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ และ ๑๐๘๗๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการออกจากหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๑๔๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว มาจากการขายของผู้ฟ้องคดี จึงมีสิทธินำหลักฐานตาม น.ส. ๓ ก. มารับโฉนดที่ดินจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า เดิมที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๓๑๔๑ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองอยู่ก่อนและขายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในปี ๒๕๓๒ จนกระทั่งปี ๒๕๓๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ให้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยินยอมให้ผู้ฟ้องคดีดูแลและใช้สอยที่ดินพิพาทแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตลอดมา ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะขายที่ดินพิพาท ผู้ฟ้องคดีเกรงว่าผู้ซื้อจะไม่ยอมให้ผู้ฟ้องคดีใช้สอยที่ดินพิพาท จึงยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต่อศาลจังหวัดชัยภูมิ อ้างว่าผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท ซึ่งในวันนัดสืบพยานผู้ฟ้องคดีไม่ยอมสืบพยานแต่ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและแถลงต่อศาลเพิ่มเติมด้วยวาจาว่าจะไม่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยซื้อมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า แม้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ศาลจะพิจารณาว่าการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องวินิจฉัยให้ได้ความก่อนว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะมีคำสั่งเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใด อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่งและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ และ ๑๐๘๗๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ที่ออกให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รวมทั้งการจดทะเบียนขายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้ผู้ฟ้องคดีถือครองโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ โดยชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการกับโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๘๗๑ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจากการออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อเท็จจริงรับฟังได้จากคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ออกตามความในมาตรา ๕๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจะออกให้แก่ผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในหนังสือรองการทำประโยชน์ สำหรับที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกให้ตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๑๔๑ ซึ่งมีชื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้มีสิทธิโดยปรากฏตามหลักฐานการจดทะเบียนขายระหว่างผู้ฟ้องคดี ผู้ขาย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผู้ซื้อ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ อ้างว่าเป็นการจดทะเบียนขายโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ไปจดทะเบียนขายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็อ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จดทะเบียนขายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ด้วยตนเอง ซึ่งการออกโฉนดที่ดินและจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีได้ไปจดทะเบียนขายที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หรือไม่ อีกทั้งการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวของเจ้าพนักงานที่ดินก็เป็นการกระทำที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการจดทะเบียนขายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ใน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๑๔๑ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องให้มีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดชัยภูมิพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และการโอนขายที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับคืนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๘๗๑ ไปดำเนินการให้ถูกต้อง กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายโดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๑๔๑ ปัจจุบันคือโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กลับออกโฉนดที่ดินเลขที่ดังกล่าวให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยอาศัยสัญญาซื้อขายที่ดินปลอมระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กับผู้ฟ้องคดี แล้วออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๘๗๑ ซึ่งไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีขายที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๑๔๑ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยถูกต้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้ผู้ฟ้องคดีทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแทนเท่านั้น ดังนี้ การที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๑๔๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๒๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยอาศัยสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กับผู้ฟ้องคดี ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีไม่เคยทำสัญญาซื้อขายและลงลายมือชื่อในเอกสาร และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๘๗๑ ซึ่งไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ และการโอนขายที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับคืนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๘๗๑ ไปดำเนินการให้ถูกต้องกับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๙๑๒ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซื้อที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว มาจากผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยินยอมให้ผู้ฟ้องคดีดูแลและใช้สอยที่ดินพิพาทแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตลอดมา และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางจันลา ศรีจันทร์ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ สาขาบ้านเขว้า ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายวรวิทย์ ชัยวิรัตนะ ที่ ๓ นางขวัญเรือน กองโฮม ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางจันลา ศรีจันทร์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ สาขาบ้านเขว้า ที่ 1
กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 63/2556
#541652
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และจัดที่ดินดังกล่าว ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ ซึ่งเป็นเอกชนเข้าทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าร่วมกันเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ เข้าไปยุ่งเกี่ยว กับห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดิน เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดี สืบเนื่องมาจากการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และการจัดที่ดินดังกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ เข้าทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในการยื่นคำขอออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ซึ่งเป็นเท็จ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความ เสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๓/๒๕๕๖

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเลย

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๔ นายสุชาติ รุ่งพรชัย ที่ ๑ นางสาวเกตน์สิรี เจียรุ่งเรืองกิจ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ กับพวกรวม ๙ คน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๙๙/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๐๐ ถึง ๒๐๔ จำนวน ๕ แปลง ตั้งอยู่ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โดยซื้อมาจากเจ้าของเดิมเมื่อปี ๒๕๓๒ ในขณะมีหลักฐานเป็น น.ส. ๓ และเข้าทำประโยชน์เรื่อยมา โดยมอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้จัดการดูแลและทำประโยชน์ในที่ดินแทน และได้นำ น.ส. ๓ ไปขอออกหลักฐานเป็น น.ส. ๓ ก. ต่อมาผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอรังวัดออกโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาวังสะพุง แต่ไม่อาจออกโฉนดที่ดินได้เนื่องจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้าน อ้างว่าที่ดินทั้งห้าแปลงได้ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่ดินดังกล่าว เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน และการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดิน ส.ป.ก. แปลงเลขที่ ๓ และเลขที่ ๗ ถึง ๑๒ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จัดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในการยื่นคำขอออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ซึ่งเป็นเท็จ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าร่วมกันเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงเลขที่ ๓ และเลขที่ ๗ ถึง ๑๒ ในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ทั้งห้าแปลงของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ เข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กับห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ที่ดินพิพาทเป็นป่าไม้ถาวรเมื่อปี ๒๕๐๖ ต่อมาในปี ๒๕๓๒ ได้มีมติจำแนกพื้นที่ออกจากป่าไม้ถาวรเพื่อเป็นที่ดินทำกินของราษฎรหรือเพื่อให้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้กำหนดให้พื้นที่ที่จำแนกมาเป็นเขตปฏิรูปที่ดินและตราเป็นพระราชกฤษฎีกาให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี ๒๕๓๖ การจัดที่ดินและออกหนังสือรับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่อาจขอออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งเจ็ดฉบับได้ ที่ดินทั้งห้าแปลงที่ผู้ฟ้องคดีอ้างได้ออก น.ส. ๓ โดยอาศัยใบจองที่ออกในเขตป่าไม้ถาวร เป็นใบจองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย น.ส. ๓ ก. ทั้งห้าฉบับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจอ้างสิทธิใช้ยันผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ ให้การว่า การออก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะออกภายหลังมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งห้าแปลง ที่พิพาทเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีเจ้าของและมีราษฎรบุกรุกจับจองเป็นเจ้าของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ จึงร่วมกับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรผสมผสานจังหวัดเลย จำกัด จับจองที่ดินเพื่อทำประโยชน์ เป็นการครอบครองและยึดถือเพื่อตนโดยสุจริตและเปิดเผยเกินกว่า ๑๐ ปี คำขอท้ายคำฟ้องไม่อาจบังคับได้เนื่องจากที่ดินพิพาททางราชการเป็นผู้ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยมีความมุ่งหมายในการฟ้องเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินก็เป็นการกระทำในฐานะผู้ถือสิทธิในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเช่นเดียวกันกับเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงอื่น ๆ การคัดค้านดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจศาลระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ยังจำต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำที่เป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีและคำขอท้าย คำฟ้องเป็นหลัก คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นส่วนราชการในสังกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว เนื่องจากที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง อ้างว่ามีสิทธิครอบครองทับซ้อนกับที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า เป็นการออกโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ส่วนที่ออกทับซ้อนกับที่ดิน น.ส. ๓ ก. กับห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ ยุ่งเกี่ยวในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าออกคำสั่งและหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กรณีเป็นการฟ้องคดีโต้แย้งว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ใช้อำนาจในการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ โดยไม่ชอบตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้คดีนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาด้วยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครอง หรือเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ มีสิทธิเข้าทำประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม ซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้าม ศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน

ศาลจังหวัดเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. รวม ๕ แปลง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองบางส่วนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ ยื่นคำขอออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ตามคำฟ้องคดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะกล่าวอ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายในการฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. จำนวน ๕ แปลง แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอรังวัดออกโฉนดที่ดินได้ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้าน อ้างว่าที่ดินทั้งห้าแปลงได้ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน และการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ รวม ๗ แปลง ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จัดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ ซึ่งการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งเก้าร่วมกันเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ เข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กับห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ที่ดินพิพาทเป็นป่าไม้ถาวร ต่อมาในปี ๒๕๓๒ ได้มีมติจำแนกพื้นที่ออกจากป่าไม้ถาวรเพื่อเป็นที่ดินทำกินของราษฎรหรือเพื่อให้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้กำหนดให้พื้นที่ที่จำแนกมาเป็นเขตปฏิรูปที่ดินและตราเป็นพระราชกฤษฎีกาให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปี ๒๕๓๖ การจัดที่ดินและออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่อาจขอออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งเจ็ดฉบับได้ ที่ดินทั้งห้าแปลงที่ผู้ฟ้องคดีอ้างได้ออก น.ส. ๓ โดยอาศัยใบจองที่ออกในเขตป่าไม้ถาวร เป็นใบจองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย น.ส. ๓ ก. ทั้งห้าฉบับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจอ้างสิทธิใช้ยัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ ให้การว่า การออก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะออกภายหลังมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งห้าแปลง ที่พิพาทเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ เข้าจับจองทำประโยชน์เกินกว่า ๑๐ ปี เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และการจัดที่ดินดังกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๙ เข้าทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในการยื่นคำขอออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ซึ่งเป็นเท็จ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสุชาติ รุ่งพรชัย ที่ ๑ นางสาวเกตน์สิรี เจียรุ่งเรืองกิจ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ กับพวกรวม ๙ คน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสุชาติ รุ่งพรชัย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ 1
กับพวกรวม 9 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2556
#541651
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับ ส.ป.ก. ๔-๐๑ แต่ถูกจำเลยไปรับสิทธิใส่ชื่อแทน โดยจำเลยไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ โจทก์ขอให้จดทะเบียนโอนเปลี่ยนมาเป็นชื่อโจทก์ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนชื่อของจำเลยใน ส.ป.ก. ๔-๐๑ และจดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของและห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดิน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยถูกต้องตามกฎหมายและขอให้ขับไล่โจทก์ เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ในนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่ง โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๒/๒๕๕๖

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสุรินทร์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสุรินทร์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ นายสมนึก สายแก้ว โจทก์ ยื่นฟ้องนายสมจิตร ดีงาม จำเลย ต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๑๓๐/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อปี ๒๕๔๘ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุรินทร์ได้ออกไปสอบสิทธิเพื่อออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับตามสิทธิที่โจทก์ได้ครอบครองทำกินในที่ดินที่ได้รับจัดสรร ต่อมาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุรินทร์แจ้งให้โจทก์ไปรับ ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงที่ ๗๙ แต่โจทก์เดินทางไปต่างจังหวัด ภริยาโจทก์จึงให้จำเลยซึ่งเป็นน้องชายไปรับสิทธิใส่ชื่อแทนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ที่ดินดังกล่าวโจทก์ครอบครองทำประโยชน์โดยทำนามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ถึงปี ๒๕๔๙ จำเลยไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ ในปี ๒๕๕๐ โจทก์และภริยาได้ถมที่เพื่อทำตลาดให้ชาวบ้านเช่าค้าขาย ปลูกสร้างห้องน้ำไว้บริการประชาชนเพื่อเก็บค่าบริการและปลูกบ้านพักอาศัย ต่อมาปี ๒๕๕๔ จำเลยแจ้งต่อโจทก์ว่าจะเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวและขอเก็บค่าเช่าแทนโจทก์ โจทก์มีหนังสือไปยังสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุรินทร์เพื่อขอให้จดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อจากจำเลยเป็นชื่อโจทก์ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนชื่อของจำเลยออกจาก ส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๔๖๔๕ แปลงที่ ๗๙ และจดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของและห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและตามระเบียบ กฎ ข้อบังคับและเงื่อนไขที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนดโดยถูกต้อง ขอให้ยกฟ้องและขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔- ๐๑ เลขที่ ๔๖๔๕ แปลงที่ ๗๙ อันเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เมื่อข้อพิพาทคดีนี้โจทก์และจำเลยต่างเป็นเอกชนด้วยกัน ทั้งมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนชื่อออกจากหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิแทนและห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป อันเป็นนิติสัมพันธ์ที่คู่ความจะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่งเท่านั้น มิได้เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่อำนาจในการให้ความเห็นชอบเกษตรกรผู้ได้รับการคัดเลือกและได้รับที่ดินทำกินเป็นของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด ตามข้อ ๕ วรรคหนึ่ง ประกอบข้อ ๑๑ แห่งระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ และอำนาจในการเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นของปฏิรูปที่ดินจังหวัดตามข้อ ๑๐ (๒) แห่งระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการออก แก้ไขเพิ่มเติม เพิกถอน และออกใบแทนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๐ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยใน ส.ป.ก. ๔-๐๑ โดยให้เปลี่ยนเป็นชื่อโจทก์นั้น เห็นว่า ปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามข้อ ๑๐ แห่งระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๔ ลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ถึงสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุรินทร์ และปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุรินทร์มีหนังสือลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๔ แจ้งโจทก์และจำเลยไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและเปลี่ยนชื่อใน ส.ป.ก. ๔-๐๑ โจทก์ไปพบเจ้าหน้าที่แต่ขอทำคำชี้แจงเป็นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ภายใน ๑๕ วัน ส่วนจำเลยไม่ไปพบเจ้าหน้าที่แต่มีหนังสือชี้แจงต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุรินทร์ แต่จนถึงวันฟ้องคดีนี้ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุรินทร์ยังไม่แจ้งผลการพิจารณาให้คู่กรณีทราบ แม้คดีนี้จะเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชน แต่การที่โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่มีชื่อของจำเลย และโดยที่มติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดที่อนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ตามมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาแห่งคดี จึงเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเป็นคู่กรณีในคดีได้ ตามมาตรา ๕๗ (๓) (ข) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง" คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แต่ถูกจำเลยซึ่งเป็นน้องภริยาโจทก์ไปรับสิทธิใส่ชื่อแทน โดยจำเลยไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือครอบครองทำประโยชน์ โจทก์ขอให้จดทะเบียนโอนเปลี่ยนมาเป็นชื่อโจทก์ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเพิกถอนชื่อของจำเลยใน ส.ป.ก. ๔-๐๑ และจดทะเบียนโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของและห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดิน ส่วนจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยถูกต้องตามกฎหมายและขอให้ขับไล่โจทก์ เห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง ในนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่ง โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสมนึก สายแก้ว โจทก์ นายสมจิตร ดีงาม จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก สายแก้ว
จำเลย — นายสมจิตร ดีงาม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2556
#541650
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิได้รับความเดือดร้อนจากการถูกคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินมีมติยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าที่ดินเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงฟ้องขอให้เพิกถอนมติดังกล่าว ขอให้จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่โจทก์ เพิกถอนการส่งมอบที่ดินของโจทก์คืนกรมป่าไม้ และให้เพิกถอนข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เห็นว่า คดีมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า มติของจำเลยที่ว่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจนำมาปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มูลพิพาทคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๑/๒๕๕๖

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นายวันทา สุวรรณรมย์ โจทก์ที่ ๑ ยื่นฟ้องคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๓๘๓/๒๕๕๔ และในวันเดียวกันนายบุญมา รัตนมูล โจทก์ที่ ๒ ยื่นฟ้องคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี จำเลย ต่อศาลเดียวกันเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๓๘๔/๒๕๕๔ ซึ่งศาลสั่งรวมพิจารณาเข้ากับคดีแรก ความว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๒ งาน ๕๓ ตารางวา และ ๑๗ ไร่ ๓ งาน ๒๙ ตารางวา ตามลำดับ บริเวณป่าดงตาหวัง ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ต่อจากบรรพบุรุษ ในปี ๒๕๓๐ ได้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒๐๙ ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ กำหนดให้ป่าดงตาหวังซึ่งรวมถึงที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมาในปี ๒๕๔๑ ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินซึ่งรวมที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์ทั้งสองนำเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีไปรังวัดปักหลักเขตที่ดินพร้อมกับยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ ซึ่งจำเลยประกาศผลคัดเลือกเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๘ ให้โจทก์ทั้งสองได้รับคัดเลือกเข้าทำประโยชน์คนละ ๑ แปลง แต่ต่อมาจำเลยได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองโดยมีมติในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง อ้างว่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองเป็นส่วนหนึ่งของโคกทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าภูแปก อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของอำเภอโพธิ์ไทร กรณีราษฎรร้องเรียนขอให้ตรวจสอบแนวเขตป่าชุมชน และดำเนินการคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้กรมป่าไม้ ขอให้เพิกถอนมติของจำเลยที่ยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามประกาศรายชื่อเกษตรกรผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน ให้จำเลยเพิกถอนการส่งมอบที่ดินของโจทก์ทั้งสองคืนกรมป่าไม้ และให้เพิกถอนข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

จำเลยให้การว่า ที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินไม่มีอำนาจทำการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ จำเลยจึงไม่มีอำนาจนำที่ดินดังกล่าวไปจัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ มติของจำเลยที่ให้ยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเนื่องจากเคยฟ้องคดีในประเด็นเดียวกันต่อศาลปกครองนครราชสีมา โดยในคดีดังกล่าวโจทก์ทั้งสองฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีแทนจำเลยคดีนี้ ซึ่งศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณา เพราะโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฟ้อง และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืน คดีของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยในฐานะหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีมติยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทั้งสองได้เข้าทำประโยชน์ต่อจากบรรพบุรุษ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งหรือคัดค้าน ต่อมามีกฎกระทรวงกำหนดให้ที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ จากนั้นได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เขตที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์ทั้งสองจึงนำเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีทำการรังวัดปักหลักเขตที่ดินและยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน เจ้าหน้าที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีได้ทำการรังวัดที่ดินและสอบสวนสิทธิของโจทก์ทั้งสอง แล้วประกาศว่าโจทก์ทั้งสองได้รับการคัดเลือกให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ต่อมาจำเลยมีมติที่ประชุมให้ยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยอ้างว่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์เป็นส่วนหนึ่งของโคกทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าภูแปก เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จากนั้นจำเลยได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองโดยการนำที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์อยู่ไปกันคืนให้แก่กรมป่าไม้ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครอง ทำประโยชน์อยู่นั้น โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยมีมติให้โจทก์ทั้งสองได้รับการคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อให้เกิดสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง แต่ต่อมาจำเลยกลับมีมติให้ยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง ซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในอันที่จะระงับซึ่งสิทธิ จึงเห็นได้ว่ามติทั้งสองมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองโดยตรง อันถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อจำเลยเห็นว่าการอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินไม่ถูกต้อง เนื่องจากที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์อยู่นั้นเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงมีมติให้ยกเลิกการจัดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๐ ของระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วย การออก แก้ไขเพิ่มเติม เพิกถอนและออกใบแทนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๐ เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่ามติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้คดีมีประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาว่า มติของจำเลยที่ให้ยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการที่ศาลจะพิจารณาประเด็นดังกล่าวได้ต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์นั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน จึงไม่มีประเด็นโต้แย้งสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ทั้งการที่จะพิจารณาประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณาคดีเพื่อให้ศาลควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณา โดยไม่ถูกจำกัดให้พิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริงที่คู่ความเสนอ หรือตามที่คู่ความตกลงประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องเสียสิทธิในการใช้ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๘ กำหนดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งตามความหมายของ "การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่ประการหนึ่ง ในการนำที่ดินของรัฐมาจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินไม่เพียงพอแก่การครองชีพได้เข้าทำประโยชน์ การดำเนินการจัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ ซึ่งแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และโดยที่ข้อ ๕ ของระเบียบดังกล่าวกำหนดว่า การจัดเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามโครงการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมท้องที่ใดให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเสนอ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ทั้งนี้ ในการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ (๑) บัญญัติให้การกำหนดเขตที่ดินในท้องที่ใดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ถ้าในเขตปฏิรูปที่ดินนั้นมีที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะมีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ก็ต่อเมื่อพลเมืองเลิกใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น หรือได้เปลี่ยนสภาพจากการเป็นที่ดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หรือเมื่อได้จัดที่ดินแปลงอื่นให้พลเมืองใช้ร่วมกันแทน เมื่อตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินซึ่งรวมที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน จึงได้ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน และจำเลยประกาศผลให้โจทก์ทั้งสองได้รับคัดเลือกเข้าทำประโยชน์แล้ว แต่ต่อมากลับมีมติยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยอ้างว่าที่ดิน ที่โจทก์ทั้งสองครอบครองเป็นส่วนหนึ่งของโคกทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าภูแปก อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของอำเภอโพธิ์ไทร และคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้กรมป่าไม้ ขอให้บังคับให้จำเลยเพิกถอนมติที่ให้ยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่โจทก์ทั้งสองให้จำเลยเพิกถอนการส่งมอบที่ดินของโจทก์ทั้งสองคืนกรมป่าไม้ และให้เพิกถอนข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองยังมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจึงไม่มีอำนาจนำที่ดินดังกล่าวมาปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และจำเลยไม่มีอำนาจจัดให้เกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น การที่จำเลยมีมติตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า คดีมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า มติของจำเลยที่ว่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงไม่อาจนำมาปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและยกเลิกการจัดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มูลพิพาทคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวันทา สุวรรณรมย์ ที่ ๑ นายบุญมา รัตนมูล ที่ ๒ โจทก์ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันทา สุวรรณรมย์
จำเลย — คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2556
#541649
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเอาชื่อไปจดทะเบียนเป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท จึงขอให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการดังกล่าว แต่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทมีคำสั่งไม่เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอ โดยอ้างว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแล้ว และถูกผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ รวมทั้งเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท อันเป็นการโต้แย้งคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๐/๒๕๕๖

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ นายธนวัฒน์ หนูวัน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนธุรกิจ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๕๕/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๓ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทของบริษัทพี.ไพรส์ ซัพพลายส์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด จากนายกิตติพันธ์ หิรัญชัยสกุล เป็นผู้ฟ้องคดี ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จดทะเบียนให้ เนื่องจากมีการนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านและลายมือชื่อของผู้ฟ้องคดีไปจดทะเบียนโดยผู้ฟ้องคดีไม่ทราบเรื่อง มิได้ยินยอมหรือมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทและไม่เคยเข้าร่วมประชุมหรือดำเนินกิจการของบริษัทแต่อย่างใด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่า ไม่อาจเพิกถอนการจดทะเบียน เนื่องจากได้จดทะเบียนโดยถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายแล้ว เมื่อผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกอุทธรณ์ ขอให้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทตามคำขอของผู้ฟ้องคดี เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี และเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า บริษัทพี.ไพรส์ ซัพพลายส์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ยื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทมาเป็นผู้ฟ้องคดี โดยอาศัยมติที่ประชุมวิสามัญ ผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบจึงจดทะเบียนให้ และไม่อาจเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่อ้างว่ามิได้ตกลงยินยอมด้วยและไม่เคยเข้าร่วมประชุมหรือดำเนินกิจการใด ๆ ของบริษัท เนื่องจากได้จดทะเบียน โดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้ว และอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีไม่มีเหตุผลพอที่จะรับฟังได้

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ซึ่งเรื่องการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ ๒๒ หมวด ๔ การตั้งกรรมการใหม่จะต้องกระทำโดยที่ประชุมใหญ่เท่านั้น ดังนั้น การที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนหรือไม่ จึงต้องตรวจสอบถึงการประชุมใหญ่ว่าได้ดำเนินการถูกต้องและชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการจะต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง แก้ไข อย่างใดจะต้องเป็นผลมาจากการประชุมใหญ่ที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลต้องตรวจสอบตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลยุติธรรมในการตรวจสอบ ไม่ใช่การตรวจสอบการใช้อำนาจในทางปกครองของฝ่ายปกครองแต่อย่างใด การจะจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง แก้ไข อย่างใดเป็นเพียงความสมบูรณ์ในส่วนรูปแบบเท่านั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับบริษัท แต่ได้มอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านกับลงลายมือชื่อในเอกสารให้นายจ้าง และมีการนำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง กรรมการให้ผู้ฟ้องคดีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทโดยที่ผู้ฟ้องคดีไม่รู้เห็นยินยอม ซึ่งในการจดทะเบียนดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะต้องพิจารณาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องข้อพิพาทของผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าว แต่เป็นการโต้แย้งคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ถูกบริษัทยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการบริษัทนำชื่อผู้ฟ้องคดีเข้าเป็นกรรมการบริษัทโดยอ้างมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีไม่เคยรู้จักหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทและไม่เคยเข้าร่วมประชุมหรือดำเนินการใด ๆ ของบริษัทและไม่เคยตกลงหรือรู้เห็นยินยอมที่จะเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งเท่ากับผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการประชุมและมติที่ประชุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งรับจดทะเบียนจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่มีคำสั่งปฏิเสธการเพิกถอนการรับจดทะเบียน เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่รับจดทะเบียนและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดี รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทและอำนาจกรรมการบริษัททำให้ผู้ฟ้องคดีเข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท และการที่อ้างว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทได้ เมื่อบริษัทเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าเพื่อแสวงหากำไรและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงบัญญัติว่า ในการก่อตั้ง การดำเนินการ ตลอดจนการเลิกกิจการของนิติบุคคลต้องเป็นไปตามขั้นตอนและจดทะเบียน หากมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็ต้องนำความไปแจ้งต่อนายทะเบียน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับรองสิทธิของนิติบุคคลนั้นว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีความสามารถทำนิติกรรมได้และเพื่อเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ถึงสถานะอำนาจหน้าที่ของกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลนั้น ๆ ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายดังกล่าวเป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่งเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องทางปกครอง สถานภาพของผู้ฟ้องคดีจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ต้องเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง ไม่ใช่อยู่ที่การรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อศาลต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีได้มีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทพี.ไพรส์ ซัพพลายส์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด จากผู้มีชื่อเป็นผู้ฟ้องคดี ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับบริษัทฯ แต่ได้มอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านกับลงลายมือชื่อในเอกสารให้นายจ้าง และ มีการนำเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการให้ผู้ฟ้องคดีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ โดยที่ผู้ฟ้องคดีไม่รู้เห็นยินยอม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอ โดยอ้างว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้ว ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ อันเป็นการโต้แย้งคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายธนวัฒน์ หนูวัน ผู้ฟ้องคดี นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนธุรกิจ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายธนวัฒน์ หนูวัน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2556
#537997
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ผลิตและขายหนังสือพิมพ์จีน จำเลยประกอบกิจการการบินขนส่งผู้โดยสารด้วยเครื่องบินโดยสาร จำเลยมีจดหมายขอสั่งซื้อหนังสือพิมพ์จีนจากโจทก์เพื่อให้การบริการด้านข่าวสารแก่ผู้โดยสาร โจทก์เริ่มส่งหนังสือพิมพ์แก่จำเลยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2548 โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ทุกวันสิ้นเดือนเพื่อเรียกเก็บเงินค่าหนังสือพิมพ์ของเดือนนั้น ๆ รวม 550,774.80 บาท ต่อมาจำเลยได้ออกตั๋วโดยสารเครื่องบินเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์รวม 37 ฉบับ คงเหลือหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 446,814.80 บาท

คดีนี้ เอกสารที่เกี่ยวกับข้อตกลงการซื้อขายหนังสือพิมพ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ปรากฏว่าได้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้กันไว้อย่างไรนับแต่วันแจ้งหนี้ (วางบิล) แต่จำเลยให้การต่อสู้ว่าอายุความฟ้องคดีนี้เริ่มนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ทั้งพนักงานบัญชีของโจทก์เป็นพยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านก็ยอมรับตามนั้น จึงถือว่าโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป การประกอบกิจการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศด้วยอากาศยานของจำเลย เป็นธุรกิจบริการที่สาระสำคัญอยู่ที่การสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ใช้บริการ คือ ไม่เพียงแต่ต้องตรงเวลา ปลอดภัย และสะดวกเป็นหลักเท่านั้น แต่ต้องสามารถตอบสนองความต้องการด้านอื่น ๆ ของผู้โดยสารให้ได้มากที่สุดด้วยเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อประโยชน์ในการแข่งขันกับสายการบินอื่น ๆ และเพื่อที่จะสามารถดึงดูดลูกค้าให้กลับมาใช้บริการอีกในครั้งต่อไป ซึ่งการให้การบริการแก่ผู้โดยสารในด้านข้อมูลข่าวสารระหว่างทำการบินหรือระหว่างรอรับบริการ เช่นด้วยหนังสือพิมพ์ก็ต้องนับว่าเป็นไปเพื่อการสร้างความพึงพอใจแก่ผู้โดยสารที่กำลังใช้บริการของจำเลยด้วยไม่มากก็น้อย ทั้งตามถ้อยคำในกฎหมายมิได้แสดงนัยไว้ว่ากิจการของฝ่ายลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ทำให้นั้นต้องเป็นกิจการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญด้วย ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าหนังสือพิมพ์ 550,774.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 446,814.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 เมษายน 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ผลิตและขายหนังสือพิมพ์จีนชื่อ ตงฮั้ว ส่วนจำเลยประกอบกิจการการบินขนส่งผู้โดยสารด้วยเครื่องบินโดยสาร จำเลยได้มีจดหมายขอสั่งซื้อหนังสือพิมพ์จีนจากโจทก์ตามจดหมาย ในนั้นมีอารัมภบทความว่าตามที่จำเลยสั่งซื้อหนังสือพิมพ์เพื่อให้การบริการด้านข่าวสารแก่ผู้โดยสารในเส้นทาง กรุงเทพ - ฮ่องกง - กรุงเทพ และ กรุงเทพ - สิงคโปร์ - กัวลาลัมเปอร์ - กรุงเทพ ในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดี จำเลยจึงประสงค์จะสั่งซื้อต่อไปและจำเลยได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนหนังสือพิมพ์ สถานที่ เวลาส่ง สถานที่วางบิล และราคา เฉพาะราคาฉบับวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ได้กำหนดวิธีการจ่ายเป็นแบบ Barter แลกตั๋วโดยสารเครื่องบินในอัตรา 5.74 บาทต่อ 1 ฉบับ จ่ายเป็นเงินสดในอัตรา 1.91 บาท ต่อ 1 ฉบับ ส่วนฉบับวันอาทิตย์ จ่ายเป็นแบบ Barter แลกตั๋วโดยสารเครื่องบินในอัตรา 2.25 บาทต่อ 1 ฉบับ จ่ายเป็นเงินสด 0.85 บาทต่อ 1 ฉบับ โจทก์ได้เริ่มส่งหนังสือพิมพ์แก่จำเลยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2548 โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ทุกวันสิ้นเดือนเพื่อเรียกเก็บเงินค่าหนังสือพิมพ์ของเดือนนั้น ๆ รวม 550,774.80 บาท ต่อมาจำเลยได้ออกตั๋วโดยสารเครื่องบินเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์รวม 37 ฉบับ โดยตั๋วโดยสารเครื่องบินฉบับสุดท้ายที่จำเลยออกให้โจทก์ รวม 103,960 บาท จึงคงเหลือหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 446,814.80 บาท แต่ในชั้นนี้มีประเด็นเรื่องอายุความ เพื่อที่จะเริ่มต้นนับอายุความจำเป็นที่จะต้องกำหนดวันที่จะเริ่มต้นนับอายุความเสียก่อน สำหรับคดีนี้ ตามเอกสารที่เกี่ยวกับข้อตกลงการซื้อขายหนังสือพิมพ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ปรากฏว่าได้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้กันไว้อย่างไรนับแต่วันแจ้งหนี้ (วางบิล) แต่จำเลยให้การต่อสู้ว่า อายุความฟ้องคดีนี้เริ่มนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ทั้งพนักงานบัญชีของโจทก์เป็นพยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านก็ยอมรับตามนั้น จึงถือว่าโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป จึงมีปัญหาตามที่จำเลยต่อสู้ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปีแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ข้อยกเว้นที่จะทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 ประกอบมาตรา 193/34 (1) ที่ว่า เว้นแต่จะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง จะต้องเป็นการให้บริการที่เป็นส่วนสำคัญ เป็นบริการหลักในกิจการสายการบินซึ่งถ้าขาดไปจะทำให้กิจการการบินดำเนินต่อไปไม่ได้ ซึ่งการให้บริการหนังสือพิมพ์แก่ผู้โดยสารไม่ได้มีความสำคัญเช่นนั้น สามารถยกเลิกได้โดยไม่กระทบกับกิจการการบินของจำเลย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การบริการหนังสือพิมพ์แก่ผู้โดยสารเป็นการอำนวยความสะดวกจึงไม่ใช่ส่วนสำคัญของกิจการการบินนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขนส่งผู้โดยสารทางอากาศด้วยอากาศยาน เป็นธุรกิจบริการที่สาระสำคัญอยู่ที่การสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ใช้บริการ คือ ไม่เพียงแต่ต้องตรงเวลา ปลอดภัย และสะดวกเป็นหลักเท่านั้นแต่ต้องสามารถตอบสนองความต้องการด้านอื่น ๆ ของผู้โดยสารให้ได้มากที่สุดด้วยเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อประโยชน์ในการแข่งขันกับสายการบินอื่น ๆ และเพื่อที่จะสามารถดึงดูดลูกค้าให้กลับมาใช้บริการอีกในครั้งต่อไป ซึ่งการให้การบริการแก่ผู้โดยสารในด้านข้อมูลข่าวสารระหว่างทำการบินหรือระหว่างรอรับบริการ เช่นด้วยหนังสือพิมพ์ ก็ต้องนับว่าเป็นไปเพื่อการสร้างความพึงพอใจแก่ผู้โดยสารที่กำลังใช้บริการของจำเลยด้วยไม่มากก็น้อย ทั้งตามถ้อยคำในกฎหมายมิได้แสดงนัยไว้ว่ากิจการของฝ่ายลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ทำให้นั้นต้องเป็นกิจการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญด้วย ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 5 ปี จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทตงฮั้ว คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวชิระ แก้วภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 59/2556
#541648
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ร้านขายวัสดุก่อสร้างยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลให้ชำระค่าวัสดุก่อสร้าง เมื่อสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างดังกล่าวมีคู่สัญญาฝ่ายจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างจากโจทก์เพื่อนำไปก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อันเป็นการดำเนินกิจการบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย จึงเป็นสัญญาทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๙/๒๕๕๖

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ ขุมทรัพย์ค้าไม้ โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบางงาม จำเลย ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ. ๔๔๘/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ จำเลยทำสัญญาซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์จำนวน ๖๒ รายการ เป็นเงิน ๙๕๗,๐๐๐ บาท โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยครบถ้วน และจำเลยมีมติให้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยยังไม่ชำระ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑,๐๕๒,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๕๗,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างกับโจทก์เพื่อนำมาก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตามโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ แต่ยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ เนื่องจากติดขัดเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณขอเบิกจ่ายจากสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองทำสัญญาซื้อวัสดุก่อสร้างกับโจทก์เพื่อนำมาก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กซึ่งเป็นหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ เพื่อส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กเล็ก เป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนรัฐ และมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นหน่วยงานทางปกครอง เกี่ยวกับข้อกำหนดในสัญญาปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาสัญญาซื้อขาย ข้อ ๑ ว่า จำเลยตกลงทำสัญญาซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์เพื่อนำไปก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กซึ่งถือว่าเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ แต่ข้อสัญญาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งมอบสินค้า การตรวจรับสินค้า หลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา การบอกเลิกสัญญา หรือค่าปรับ ล้วนแต่เป็นข้อกำหนดที่สามารถพบได้ในสัญญาทั่วไปในทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชน มิได้มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งก็คือการจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล ดังนั้น สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นสัญญาที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมุ่งผูกพันตนกับโจทก์ด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และโดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามมติของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้วินิจฉัยวางหลักไว้ สัญญาทางปกครองเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค สัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาที่ให้เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง สัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐเพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ในการสังคมสงเคราะห์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาสตามมาตรา ๑๖ (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องจากจำเลยมีความประสงค์จะดำเนินการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย จึงได้ทำสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างกับโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์เพื่อนำไปก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอันเป็นการดำเนินกิจการบริการสาธารณะซึ่งหากไม่มีวัสดุก่อสร้างจำเลยย่อมไม่อาจก่อสร้างอาคารให้สำเร็จและบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ได้อย่างแน่แท้ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๗/๒๕๕๐ และที่ ๒๗/๒๕๕๑ นอกจากนี้ในการเข้าทำสัญญาดังกล่าว จำเลยไม่มีเสรีภาพในการแสดงเจตนาเลือกคู่สัญญาเช่นดังเอกชนทั่วไป รวมทั้งหากมีเหตุที่เชื่อได้ว่าการเสนอราคากระทำไปโดยไม่สุจริตหรือมีการสมยอมกันในการเสนอราคา จำเลยต้องยกเลิกการสอบราคาและลงโทษผู้เสนอราคาเสมือนเป็นผู้ทิ้งงาน หรือหากโจทก์ไม่ไปลงนามในสัญญาภายในเวลาที่จำเลยกำหนด จำเลยสามารถพิจารณาให้โจทก์เป็นผู้ทิ้งงานซึ่งเอกชนทั่วไปไม่อาจลงโทษผู้เสนอราคาเช่นนี้ได้ ทั้งนี้ การกำหนดข้อสัญญาต่าง ๆ เป็นเอกสิทธิ์ของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว โจทก์ไม่อาจต่อรองข้อกำหนดในสัญญาใด ๆ ได้ มีเพียงว่าจะลงนามในสัญญาหรือไม่เท่านั้น อันเป็นข้อกำหนดที่ให้เอกสิทธิ์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหน่วยงานทางปกครองมีเหนือโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชน การทำสัญญาดังกล่าวจึงมิได้อยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคระหว่างโจทก์กับจำเลย อันแสดงถึงลักษณะพิเศษของสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งตามมาตรา ๖๖ และมาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง (๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ กำหนดให้จำเลยมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ประกอบกับมาตรา ๑๖ (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้จำเลยมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองในการสังคมสงเคราะห์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากจำเลยได้รับการจัดสรรงบประมาณตามโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ โครงการยกระดับการศึกษาท้องถิ่นในการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน ๑ หลัง โดยจำเลยสบทบเงินค่าก่อสร้างจำนวนหนึ่ง จำเลยจึงทำสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างกับโจทก์เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดังกล่าว เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว เห็นว่า มีคู่สัญญาฝ่ายจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างจากโจทก์เพื่อนำไปก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อันเป็นการดำเนินกิจการบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าวัสดุก่อสร้างให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญาพิพาทซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างขุมทรัพย์ค้าไม้ โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลบางงาม จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ขุมทรัพย์ค้าไม้
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบางงาม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 58/2556
#546028
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยราชภัฏจำเลย โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยผิดคำโฆษณาหรือคำมั่นที่ปรากฏตามแผ่นพับและเอกสารหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของจำเลย โดยโจทก์ทราบภายหลังเข้าศึกษาว่าหลักสูตรดังกล่าวไม่สามารถศึกษาอบรมต่อในระดับองค์กรวิชาชีพทางกฎหมายได้ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากหลักสูตรของจำเลยไม่เป็นไปตามที่โฆษณาหรือให้คำมั่นไว้ มิใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการจัดหรือกำหนดหลักสูตรของจำเลยว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะเป็นเรื่องการใช้อำนาจทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาโดยตรง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๘/๒๕๕๖

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ นายพงษ์เทพ เปี่ยมคง โจทก์ ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำเลย ต่อศาลแขวงเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๒๒๖๒/๒๕๕๒ ความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘ โจทก์เข้ารับบริการการศึกษาในหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของจำเลย โดยหลงเชื่อตามคำโฆษณาและคำมั่นของจำเลยว่าหากสำเร็จการศึกษาจะศึกษาต่อในระดับองค์กรวิชาชีพทางกฎหมายหรือประกอบวิชาชีพทางกฎหมายได้ แต่โจทก์ได้ทราบภายหลังเข้ารับการศึกษาว่าหลักสูตรของจำเลยไม่สามารถศึกษาอบรมต่อในระดับองค์กรวิชาชีพทางกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาหรือสภาทนายความ เนื่องจากองค์กรวิชาชีพดังกล่าวยังไม่ได้รับรองหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของจำเลย ประมาณเดือนกันยายน ๒๕๕๑ โจทก์จึงลาออกและไปศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาอื่น การกระทำของจำเลยถือเป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ต้องย้ายสถาบันการศึกษาและค่าเสียโอกาสในการทำงานหรือประกอบวิชาชีพกฎหมายที่โจทก์จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นเนื่องจากโจทก์ต้องจบการศึกษาล่าช้าไปอีกสองภาคการศึกษารวมเป็นเงิน ๑๑๖,๓๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเชิงลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔๒

จำเลยให้การว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) การเปิดหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของจำเลยเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว หลักสูตรดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณารับรองหลักสูตรของเนติบัณฑิตยสภาและสภาทนายความ โดยยังไม่ได้มีคำสั่งหรือมติใดๆ ที่จะไม่รับรองหลักสูตรของจำเลย ความเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างมาจากการกระทำของโจทก์ ไม่ได้เกิดจากจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนตามหลักการให้บริการทางการศึกษาในคดีคุ้มครองผู้บริโภค โดยประเด็นพิพาทที่โจทก์อ้างว่าการเปิดหลักสูตรของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ ตามนัยคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๒๙/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒ นอกจากนี้คดีที่มีมูลเหตุเดียวกันกับคดีนี้ได้มีการฟ้องและคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลปกครองเชียงใหม่หลายคดี

ศาลแขวงเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ประเด็นข้อพิพาทมีว่าจำเลยผิดสัญญาให้บริการด้านการศึกษาหรือไม่ และค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดเท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีวัตถุประสงค์ให้บริการทางการศึกษา การที่จำเลยรับโจทก์เข้าเป็นนักศึกษาตามวัตถุประสงค์จึงมีลักษณะเป็นการรับจัดทำการงานให้แก่โจทก์อย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยคิดค่าหน่วยกิตและค่าธรรมเนียมอื่นๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอน จึงถือได้ว่าการดำเนินงานด้านการเรียนการสอนของจำเลยมีค่าตอบแทน จำเลยจึงเป็นผู้ให้บริการด้านการศึกษา ส่วนโจทก์เป็นผู้ได้รับการศึกษาจากจำเลยถือว่าเป็นผู้ได้รับบริการและเป็นผู้บริโภค คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) จึงเป็นคดีผู้บริโภค และหากพิจารณาความหมายของคำว่า "ผิดสัญญา" แล้ว คำว่า ผิดสัญญาทางแพ่ง หมายความรวมถึง ผิดสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนในสัญญาเกี่ยวกับบริการสาธารณะทางพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมด้วย แต่มีลักษณะแตกต่างกับสัญญาทางปกครอง กล่าวคือ สัญญาทางปกครองนั้นจะมีข้อความที่รับรองเอกสิทธิ์ทางอำนาจมหาชนของฝ่ายปกครองเป็นพิเศษ เมื่อสัญญาให้บริการด้านการศึกษาไม่มีลักษณะเป็นพิเศษแตกต่างจากสัญญาทั่วไป ไม่ว่าในเรื่องฐานะของคู่สัญญา หลักเสรีภาพในการทำสัญญา ความเป็นธรรม เงื่อนไขเพื่อความสมบูรณ์ของสัญญา ผิดสัญญา การเลิกสัญญา ในลักษณะที่จำเลยมีอำนาจเหนือหรือเอกสิทธิ์ดีกว่าโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาแล้วย่อมถือว่าโจทก์กับจำเลยมีฐานะเท่าเทียมกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนอันมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ในทางแพ่ง จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับการผิดสัญญาให้บริการด้านการศึกษาจึงได้แก่ศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะตั้งประเด็นในคำฟ้องเป็นเรื่องผิดสัญญาการให้บริการทางการศึกษา แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดีและรูปเรื่องของข้อพิพาทในคดีนี้แล้วเห็นได้ว่า เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของจำเลย เหตุแห่งการฟ้องคดีจึงเป็นเรื่องการจัดการศึกษาของจำเลยที่ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย และรูปเรื่องของข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างนักศึกษาและสถาบันการศึกษาอันเนื่องมาจากการจัดการศึกษาดังกล่าว ดังนั้น การจะตั้งประเด็นในคำฟ้องอย่างไรย่อมไม่อาจนำมาพิจารณาเปลี่ยนแปลงเหตุแห่งการฟ้องคดีที่แท้จริงและรูปเรื่องของข้อพิพาทเพื่อให้มีผลกระทบต่อเขตอำนาจศาลซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติรับรองไว้อย่างแจ้งชัดแล้ว เพราะมิฉะนั้นก็จะเท่ากับเป็นการยอมให้มีการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายได้โดยเจตนาและอำเภอใจของบุคคล เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีอำนาจหน้าที่ในการให้บริการทางด้านการศึกษาตามมาตรา ๗ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๔๗ การที่จำเลยรับโจทก์เข้าเป็นนักศึกษาตามวัตถุประสงค์ของจำเลย จึงมิได้มีลักษณะเป็นการรับจัดทำการงานให้แก่โจทก์ หากแต่เป็นกรณีที่จำเลยได้ดำเนินการให้บริการสาธารณะด้านการศึกษาแก่โจทก์ ข้อพิพาทที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในคดีนี้เป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการของจำเลย อันได้แก่การจัดการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งการจัดการศึกษาเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานทางปกครอง ไม่ว่าจะกระทำโดยรัฐหรือมอบหมายให้หน่วยงานหรือบุคคลอื่นใช้อำนาจหรือดำเนินกิจการแทนโดยยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับดูแลของรัฐ และในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ เช่น บริการสาธารณะทางด้านการสาธารณสุข หรือบริการสาธารณะทางด้านการยุติธรรม เป็นต้น นั้น แม้จะมีการเรียกเก็บเงินเป็นค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมด้วยก็ตาม แต่กรณีก็ไม่อาจเข้าใจไปได้ว่าการจัดทำบริการสาธารณะทางด้านการศึกษาเป็นเรื่องการบริโภคหรือการมุ่งแสวงหากำไรโดยตรงอย่างอิสระแบบเอกชน เพราะความเข้าใจเช่นนั้นไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาที่กระทบต่อการแบ่งเขตอำนาจศาลว่าข้อพิพาทในลักษณะเช่นนี้จะอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดทั้งที่ได้มีรัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติรับรองไว้โดยแจ้งชัดแล้วเท่านั้น แต่ยังถึงขนาดจะเป็นการตัดภารกิจและความรับผิดชอบในฐานะที่จะต้องเป็นผู้ให้หลักประกันในการจัดให้มีการศึกษาออกไปจากบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานทางปกครองของรัฐ และกลายลักษณะของบริการสาธารณะให้เป็นเรื่องพาณิชยกรรมหรือการประกอบธุรกิจหรือการบริโภค ซึ่งผิดต่ออุดมการณ์ของรัฐและหลักการพื้นฐานของการปกครองดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๙ และมาตรา ๘๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และคดีนี้การเรียกเก็บเงินหรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวมิได้มีผลทำให้จำเลยมีลักษณะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ แต่คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยราชการ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองตามมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยผิดคำโฆษณาหรือคำมั่นที่ปรากฏตามแผ่นพับและเอกสารหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของจำเลย โดยโจทก์ทราบภายหลังเข้าศึกษาว่าหลักสูตรดังกล่าวไม่สามารถศึกษาอบรมต่อในระดับองค์กรวิชาชีพทางกฎหมายได้เนื่องจากองค์กรวิชาชีพยังไม่ได้รับรองหลักสูตร โจทก์จึงลาออกจากการเป็นนักศึกษาของสถาบันจำเลย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนจำเลยให้การว่า การเปิดหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของจำเลยเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และอยู่ระหว่างการพิจารณารับรองหลักสูตรของเนติบัณฑิตยสภาและสภาทนายความ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามมาตรา ๗ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยมีสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการมหาวิทยาลัย เช่น การอนุมัติให้ปริญญา การพิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษา ฯลฯ แต่เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของจำเลยไม่เป็นไปตามที่จำเลยโฆษณาหรือให้คำมั่นไว้ มิใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการจัดหรือกำหนดหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตของจำเลยว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะเป็นเรื่องการใช้อำนาจทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาโดยตรง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายพงษ์เทพ เปี่ยมคง โจทก์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์เทพ เปี่ยมคง
จำเลย — มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2556
#541646
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ขอออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์แล้วเรื่องอยู่ระหว่างรอออกโฉนดที่ดิน แต่ถูกจำเลยที่ ๑ คัดค้านอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ ทำให้จำเลยที่ ๒ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่พิพาทและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ โต้แย้งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการได้เช่นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปซึ่งรวมทั้งคดีของจำเลยที่ ๒ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้าน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๖/๒๕๕๖

วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางสาวสุนีย์ เย็นวัฒนา โจทก์ ยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒จำเลย ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๑๔๗/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ๙๕๕/๒๕๕๕ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๒๐๙ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่รวม ๑๗๐ ไร่ซึ่งเดิมนายทอ เย็นวัฒนา เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ตั้งแต่ปี ๒๔๗๑ และแจ้งการครอบครองไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ และได้มีการโอนต่อกันมา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์และนำเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินโดยมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงร่วมระวังแนวเขตและไม่มีผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๒ ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โดยไม่สุจริตยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ และทั้งที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ และเป็นที่ดินหวงห้ามไว้ใช้ในราชการ ที่ดินแปลงพิพาทจึงเป็นที่ดินรถไฟตามมาตรา ๓ (๒) และได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลบังคับ จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การกระทำของโจทก์เป็นละเมิดต่อจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาโดยเฉพาะ คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อาจบังคับได้ โจทก์มิได้ครอบครองหรือซื้อที่ดินมาโดยชอบ จึงมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทและไม่มีสิทธินำที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดิน อีกทั้งมีผู้คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ ซึ่งใช้ในกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนได้ จำเลยที่ ๒ มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ได้ทำละเมิดต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ที่ดินของโจทก์อยู่นอกเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ และมิใช่ที่ดินรถไฟ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานของรัฐแต่ประเด็นพิพาทเป็นเรื่องสิทธิของบุคคลเกี่ยวกับที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินนั้น เป็นที่ดินที่จำเลยที่ ๒ สามารถจะออกโฉนดที่ดินให้ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนการที่จำเลยที่ ๒ จะทำการสอบสวนเปรียบเทียบในกรณีที่มีผู้โต้แย้งสิทธิในการออกโฉนดที่ดินหรือไม่ เป็นเรื่องสืบเนื่องจากโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๒ ใช้ดุลพินิจตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่ดินในการที่จะทำการสอบสวนเปรียบเทียบหรือไม่ก็ได้ จึงไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาเรื่องอำนาจศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั่วไป เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ในขณะที่ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงคดีพิพาทตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่เรื่องที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังที่กล่าวมา ดังนั้น หากคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีนั้น และศาลยุติธรรมก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น

คดีนี้การออกโฉนดที่ดินเป็นการออกตามโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นการเดินสำรวจรังวัดทำแผนที่ตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๒ จะต้องตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน และเงื่อนไขตามที่บัญญัติในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งในกรณีที่มีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน บทบัญญัติในมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กำหนดให้เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๒ มีอำนาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันได้ก็ให้ดำเนินการไปตามที่ตกลงกัน หากตกลงกันไม่ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร การที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ เป็นที่ดินของรัฐ เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ ประกอบพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินรถไฟเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการรถไฟ และการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ทำการสอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งคำขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับข้อ ๑๔ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๓) และวรรคสอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านคำขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ถือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองและปกปักรักษาที่ดินรถไฟ และสงวนที่ดินดังกล่าวไว้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการรถไฟ ข้อพิพาทในคดีจึงเป็นเรื่องที่ศาลต้องพิสูจน์ถึงสถานะของที่ดินพิพาทโดยอาศัยพยานหลักฐานและเอกสารของทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรถไฟตามกฎหมายว่าด้วยการจัดวางการรถไฟแลทางหลวงสำหรับใช้ในกิจการรถไฟหรือไม่ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชนแต่อย่างใด ในส่วนของการพิสูจน์สถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินรถไฟหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนว่า การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และโดยที่ตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ บัญญัติให้พระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ และบรรดากฎข้อบังคับที่ได้ออกตามพระราชบัญญัตินั้นให้คงใช้บังคับต่อไป เท่าที่มิได้มีความขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ การพิจารณาเรื่องการได้มาซึ่งที่ดินและการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินของจำเลยที่ ๑ จึงต้องนำบทบัญญัติของพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ มาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งตามมาตรา ๓ (๒) บัญญัติว่า ที่ดินรถไฟหมายความว่า ที่ดินทั้งหลายที่ได้จัดหาฤาเช่าถือไว้ใช้ในการรถไฟโดยชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย ส่วนบทบัญญัติเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างรถไฟแผ่นดินนั้น กฎหมายกำหนดไว้ในส่วนที่ ๒ ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดิน ตามมาตรา ๑๘ ถึงมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ตั้งแต่การตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเพื่อสร้างทางรถไฟ เพื่อกำหนดแนวสำรวจเส้นทางเพื่อสร้างทางรถไฟ การตราพระราชกฤษฎีกาจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟ ภายหลังสำรวจเส้นทางแน่นอนและจำนวนที่ดินที่มีความจำเป็นต้องใช้ รวมทั้งการดำเนินการจัดซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นและการจ่ายเงินค่าทำขวัญเพื่อทดแทนความเสียหาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดหาที่ดินของจำเลยที่ ๑ มิได้เกิดจากการตกลงซื้อขายด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และเมื่อมีการจ่ายเงินค่าทดแทนกันแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวก็จะตกเป็นของจำเลยที่ ๑ อันส่งผลทำให้ที่ดินรถไฟมีสถานะตามกฎหมายที่แตกต่างจากที่ดินของเอกชน ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินใดๆ ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านคมนาคม ดังนั้น แม้การพิจารณาคดีนี้จะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตรถไฟตามแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ หรือเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนว่า การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินการทางปกครองชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการจัดวางการรถไฟแลทางหลวงหรือไม่ การพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทในประเด็นดังกล่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะและอาจมีผลกระทบถึงการบริหารราชการแผ่นดินจึงจำเป็นต้องใช้ระบบไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงที่แท้จริงจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลปกครอง คดีนี้จึงสมควรได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการครอบครองและสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปนั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี และแม้การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในประเด็นดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรและการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและโต้แย้งกันสรุปได้ว่า โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์และนำเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๒ ได้ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์ไว้ แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินรถไฟอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ และทั้งที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรถไฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ โต้แย้งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการได้เช่นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินและการขอออกโฉนดที่ดินตามสิทธิของตนเป็นสำคัญ โดยเมื่อจำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับโจทก์ออกจากที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหาย และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า เหตุที่ไม่สอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ เพราะจำเลยที่ ๑ ผู้คัดค้านอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ซึ่งรวมทั้งคดีของจำเลยที่ ๒ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านนั่นเอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวสุนีย์ เย็นวัฒนา โจทก์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494
พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ.2464
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ.2464
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุนีย์ เย็นวัฒนา
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2556
#541645
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ขอออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์แล้วเรื่องอยู่ระหว่างรอออกโฉนดที่ดิน แต่ถูกจำเลยที่ ๑ คัดค้านอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ ทำให้จำเลยที่ ๒ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่พิพาทและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินรถไฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ โต้แย้งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการได้เช่นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปซึ่งรวมทั้งคดีของจำเลยที่ ๒ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้าน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๕/๒๕๕๖

วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางสาวแจ้ง ขุมทอง โจทก์ ยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒จำเลย ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๑๔๘/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ๙๕๖/๒๕๕๕ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๒๐๙ ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่รวม ๑๗๐ ไร่ซึ่งเดิมนายทอ เย็นวัฒนา เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ตั้งแต่ปี ๒๔๗๑ และแจ้งการครอบครองไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ และได้มีการโอนต่อกันมา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์และนำเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินโดยมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงร่วมระวังแนวเขตและไม่มีผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๒ ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โดยไม่สุจริตยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ และทั้งที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ และเป็นที่ดินหวงห้ามไว้ใช้ในราชการ ที่ดินแปลงพิพาทจึงเป็นที่ดินรถไฟตามมาตรา ๓ (๒) และได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลบังคับ จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การกระทำของโจทก์เป็นละเมิดต่อจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาโดยเฉพาะ คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อาจบังคับได้ โจทก์มิได้ครอบครองหรือซื้อที่ดินมาโดยชอบ จึงมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทและไม่มีสิทธินำที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดิน อีกทั้งมีผู้คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ ซึ่งใช้ในกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนได้ จำเลยที่ ๒ มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ได้ทำละเมิดต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ที่ดินของโจทก์อยู่นอกเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ และมิใช่ที่ดินรถไฟ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดบุรีรัมย์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานของรัฐแต่ประเด็นพิพาทเป็นเรื่องสิทธิของบุคคลเกี่ยวกับที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ดินพิพาทที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินนั้น เป็นที่ดินที่จำเลยที่ ๒ สามารถจะออกโฉนดที่ดินให้ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนการที่จำเลยที่ ๒ จะทำการสอบสวนเปรียบเทียบในกรณีที่มีผู้โต้แย้งสิทธิในการออกโฉนดที่ดินหรือไม่ เป็นเรื่องสืบเนื่องจากโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๒ ใช้ดุลพินิจตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่ดินในการที่จะทำการสอบสวนเปรียบเทียบหรือไม่ก็ได้ จึงไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาเรื่องอำนาจศาลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั่วไป เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ในขณะที่ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงคดีพิพาทตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่เรื่องที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังที่กล่าวมา ดังนั้น หากคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีนั้น และศาลยุติธรรมก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น

คดีนี้การออกโฉนดที่ดินเป็นการออกตามโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นการเดินสำรวจรังวัดทำแผนที่ตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๒ จะต้องตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน และเงื่อนไขตามที่บัญญัติในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งในกรณีที่มีการคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน บทบัญญัติในมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กำหนดให้เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๒ มีอำนาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันได้ก็ให้ดำเนินการไปตามที่ตกลงกัน หากตกลงกันไม่ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร การที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ เป็นที่ดินของรัฐ เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ ประกอบพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินรถไฟเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการรถไฟ และการที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ทำการสอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งคำขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับข้อ ๑๔ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๓) และวรรคสอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านคำขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ถือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองและปกปักรักษาที่ดินรถไฟ และสงวนที่ดินดังกล่าวไว้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการรถไฟ ข้อพิพาทในคดีจึงเป็นเรื่องที่ศาลต้องพิสูจน์ถึงสถานะของที่ดินพิพาทโดยอาศัยพยานหลักฐานและเอกสารของทางราชการว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรถไฟตามกฎหมายว่าด้วยการจัดวางการรถไฟแลทางหลวงสำหรับใช้ในกิจการรถไฟหรือไม่ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชนแต่อย่างใด ในส่วนของการพิสูจน์สถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินรถไฟหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนว่า การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และโดยที่ตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ บัญญัติให้พระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ และบรรดากฎข้อบังคับที่ได้ออกตามพระราชบัญญัตินั้นให้คงใช้บังคับต่อไป เท่าที่มิได้มีความขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ การพิจารณาเรื่องการได้มาซึ่งที่ดินและการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินของจำเลยที่ ๑ จึงต้องนำบทบัญญัติของพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ มาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งตามมาตรา ๓ (๒) บัญญัติว่า ที่ดินรถไฟหมายความว่า ที่ดินทั้งหลายที่ได้จัดหาฤาเช่าถือไว้ใช้ในการรถไฟโดยชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย ส่วนบทบัญญัติเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างรถไฟแผ่นดินนั้น กฎหมายกำหนดไว้ในส่วนที่ ๒ ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดิน ตามมาตรา ๑๘ ถึงมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ตั้งแต่การตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเพื่อสร้างทางรถไฟ เพื่อกำหนดแนวสำรวจเส้นทางเพื่อสร้างทางรถไฟ การตราพระราชกฤษฎีกาจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟ ภายหลังสำรวจเส้นทางแน่นอนและจำนวนที่ดินที่มีความจำเป็นต้องใช้ รวมทั้งการดำเนินการจัดซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นและการจ่ายเงินค่าทำขวัญเพื่อทดแทนความเสียหาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดหาที่ดินของจำเลยที่ ๑ มิได้เกิดจากการตกลงซื้อขายด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และเมื่อมีการจ่ายเงินค่าทดแทนกันแล้ว กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวก็จะตกเป็นของจำเลยที่ ๑ อันส่งผลทำให้ที่ดินรถไฟมีสถานะตามกฎหมายที่แตกต่างจากที่ดินของเอกชน ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินใดๆ ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านคมนาคม ดังนั้น แม้การพิจารณาคดีนี้จะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตรถไฟตามแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ หรือเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนว่า การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินการทางปกครองชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการจัดวางการรถไฟแลทางหลวงหรือไม่ การพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทในประเด็นดังกล่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะและอาจมีผลกระทบถึงการบริหารราชการแผ่นดินจึงจำเป็นต้องใช้ระบบไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงที่แท้จริงจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลปกครอง คดีนี้จึงสมควรได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการครอบครองและสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทของโจทก์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปนั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี และแม้การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในประเด็นดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรและการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและโต้แย้งกันสรุปได้ว่า โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์และนำเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๒ ได้ออกใบไต่สวนให้แก่โจทก์ไว้ แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินรถไฟอยู่ในเขตพื้นที่ของจำเลยที่ ๑ และทั้งที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวน ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามใบไต่สวนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรถไฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ โต้แย้งว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และไม่อาจใช้อำนาจสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการได้เช่นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินและการขอออกโฉนดที่ดินตามสิทธิของตนเป็นสำคัญ โดยเมื่อจำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับโจทก์ออกจากที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหาย และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า เหตุที่ไม่สอบสวนเปรียบเทียบและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ เพราะจำเลยที่ ๑ ผู้คัดค้านอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ซึ่งรวมทั้งคดีของจำเลยที่ ๒ อันเป็นประเด็นข้อพิพาทเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านนั่นเอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวแจ้ง ขุมทอง โจทก์ การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สุขสันต์ สิงหเดช (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สุขสันต์ สิงหเดช) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494
พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ.2464
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ.2464
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุญเด่น ถวิลไพร
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ