คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15/2556
#537973
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะฟ้องคดี โจทก์จะไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 137029 แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ห. บิดาโจทก์ ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวมาตั้งแต่ที่ดินยังไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อมาจึงออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเมื่อปี 2543 ห. ยกที่ดินให้โจทก์เมื่อ 27 ปี ก่อน ขณะเป็นที่ดินมือเปล่า ซึ่งย่อมโอนให้แก่กันได้โดยเพียงเจ้าของแสดงเจตนาสละการครอบครอง เมื่อโจทก์เข้าครอบครองปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาทนับแต่เวลานั้น โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 137030 ที่อยู่ติดกัน แม้จะระบุชื่อ อ. สามีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิเพียงคนเดียวก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าที่ดินแปลงนี้ อ. กับจำเลยร่วมกันซื้อมา เมื่อ อ. เสียชีวิตแต่ยังมิได้เปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทางทะเบียน ที่ดินส่วนที่เป็นของ อ. ย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกแก่ทายาท ซึ่งจำเลยก็เป็นทายาทคนหนึ่งและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวด้วย จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 137030 รวมทั้งบ้านเลขที่ 85/1 ที่ปลูกบนที่ดินนั้นด้วย แม้บุตรจำเลยจะเป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างก็เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เท่านั้น การปลูกสร้างบ้านและส้วมบนที่ดินเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลย และจำเลยย่อมต้องรู้เห็นและให้ความยินยอม ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1342 วรรคหนึ่ง เจ้าของที่ดินหรือเจ้าของอาคารไม่มีสิทธิสร้างส้วมหรือบ่อบำบัดใกล้แนวเขตที่ดินข้างเคียงในระยะสองเมตร เมื่อจำเลยฝ่าฝืน โจทก์ซึ่งมีสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์ข้างเคียงย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ่อส้วม โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยและบริวารใช้ห้องส้วมดังกล่าว รวมทั้งห้ามจำเลยสร้างห้องส้วมและหรือบ่อส้วมใกล้กับแนวเขตที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการรื้อถอนบ่อส้วม โดยให้โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้าไปดำเนินการแทนและให้จำเลยเป็นฝ่ายชำระค่าใช้จ่าย หากไม่สามารถปฏิบัติตามคำขอข้างต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนหรือกลบบ่อส้วมตามฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรนายหนูนุ้ย โจทก์พักอาศัยอยู่ร่วมกับนายหนูนุ้ยที่บ้านเลขที่ 88/1 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 137029 เดิมมีชื่อนายหนูนุ้ยถือกรรมสิทธิ์ ต่อมานายหนูนุ้ยจดทะเบียนให้ที่ดินแก่โจทก์ภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ส่วนจำเลยเป็นภริยานายอั้นซึ่งเสียชีวิตไปแล้วแต่ยังคงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 137030 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 137029 ด้านทิศตะวันออก วันที่ 16 สิงหาคม 2551 นางสาวละออง บุตรของจำเลย ยื่นขออนุญาตต่อองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้ามก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสำหรับใช้เป็นบ้านพักอาศัยบนที่ดินโฉนดเลขที่ 137030 ซึ่งต่อมาเป็นบ้านเลขที่ 85/1 และก่อสร้างส้วมซึมโดยมีบ่อบำบัด (บ่อเกรอะ) ใกล้กับแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 137029 และบ่อน้ำบาดาลของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายหนูนุ้ยเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวตั้งแต่ที่ดินยังไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อมาจึงมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเมื่อปี 2543 นายหนูนุ้ยยกที่ดินให้โจทก์เมื่อประมาณ 27 ปีก่อน จำเลยไม่นำสืบหักล้างให้ฟังเป็นอื่น จึงเห็นได้ว่า ขณะที่นายหนูนุ้ยยกที่ดินให้โจทก์ ที่ดินแปลงนี้เป็นเพียงที่ดินมือเปล่าซึ่งย่อมโอนให้แก่กันได้โดยเพียงเจ้าของแสดงเจตนาสละการครอบครอง เมื่อโจทก์ได้เข้าครอบครองปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาทมานับแต่เวลานั้น โจทก์จึงมีสิทธิครอบครอง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 137030 ที่อยู่ติดกัน แม้สำเนาโฉนดที่ดินจะระบุชื่อนายอั้นสามีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียวก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าจำเลยกับนายอั้นร่วมกันซื้อมา เมื่อนายอั้นเสียชีวิตแต่ยังมิได้เปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทางทะเบียน ที่ดินส่วนที่เป็นของนายอั้นตกเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาท ซึ่งจำเลยก็เป็นทายาทคนหนึ่งและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินดังกล่าวด้วย จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 137030 รวมทั้งบ้านเลขที่ 85/1 ที่ปลูกบนที่ดินนั้นด้วย แม้นางสาวละอองจะเป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างก็เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เท่านั้น การปลูกสร้างบ้านและส้วมบนที่ดินเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลย และจำเลยย่อมต้องรู้เห็นและให้ความยินยอม ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 วรรคหนึ่ง เจ้าของที่ดินหรือเจ้าของอาคารไม่มีสิทธิสร้างส้วมหรือบ่อบำบัดใกล้แนวเขตที่ดินข้างเคียงในระยะสองเมตร เมื่อจำเลยฝ่าฝืน โจทก์ซึ่งมีสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์ข้างเคียงย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1342
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเจียร วงวร
จำเลย — นางเพ็ง เกียรติขวัญบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายวนนท์ บุญรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 15/2556
#541546
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า สามีของโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส.๓ ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ของจำเลยที่ ๑ แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยระบุว่าทางด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้จำเลยที่ ๒ แก้ไขระวางที่ดินและโฉนดที่ดินดังกล่าวให้ถูกต้อง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดของเจ้าพนักงานที่ดินถูกต้องแล้ว เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่สามีของโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๕/๒๕๕๖

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๔ นางกันตะนา สุดโต ที่ ๑ นางยุพา แป้นแก้ว ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องนางพวงเพ็ชร บุบผาทอง ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๕๖/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกของนายประยุทธ สุดโต นายประยุทธและโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เล่ม ๔ หน้า ๕๒ สารบบเล่ม ๓๗ หมู่ ๘ ตำบลพิหารแดง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี โดยที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ได้จดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมแยกมาจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙ ซึ่งมีนางพะเยาว์ ก้อนแข็ง กับพวก เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๒๔ โดยระบุแนวเขตทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าวติดทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๙ นางพะเยาว์ได้ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ให้แก่จำเลยที่ ๑ นางสาวอารีย์ เรือนเพ็ชรและนางสาวแพงสี ชูชื่น หลังจากนั้นเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๐ ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมได้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ โดยจำเลยที่ ๑ และนางสาวประไพ ปานเพชร ได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศใต้ ต่อมา นางสาวประไพได้ให้ที่ดินเฉพาะส่วนของตนแก่จำเลยที่ ๑ โจทก์ทั้งสองเห็นว่า ระวางแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าวมิใช่ทางสาธารณประโยชน์ แต่เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ของนายประยุทธและโจทก์ที่ ๒ ซึ่งนายประยุทธได้ทำประโยชน์อยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว ส่วนโจทก์ที่ ๒ ก็ปลูกบ้านอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวมาประมาณ ๒๐ ปีแล้ว โดยปลูกสร้างก่อนที่จะมีการแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙ เมื่อปี ๒๕๒๔ การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ซึ่งระบุในระวางที่ดินและโฉนดที่ดินว่าทางด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายประยุทธและโจทก์ที่ ๒ เคยยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินเพื่อให้ได้ที่ดินเต็มเนื้อที่ตามหลักฐาน น.ส. ๓ และตรงกับสภาพความเป็นจริง แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เนื่องจากมีการโต้แย้งจากจำเลยที่ ๑ มาตลอด และนายประยุทธเคยมีคำขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่เพิกถอนและแก้ไขระวางที่ดินดังกล่าว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้จำเลยที่ ๒ แก้ไขระวางที่ดินและโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ดังกล่าว ที่ระบุว่าด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ออกไปและแก้ไขโฉนดที่ดินดังกล่าวให้ตรงกับระวางที่ดินที่แก้ไข

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินทางด้านทิศใต้ของจำเลยที่ ๑ อยู่ติดทางสาธารณประโยชน์ตรงตามที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดิน โจทก์ที่ ๒ ได้สร้างบ้านบนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม และการออกโฉนดที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ ๒ แก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวออกโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและฉ้อฉล เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ไปขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ โต้แย้งคัดค้านแนวเขตที่ดิน จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง และขอบังคับให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจตามกฎหมายทำการเพิกถอนและแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ ระบุในระวางที่ดินและโฉนดที่ดินว่าทางด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์นั้นไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์ แต่เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เล่ม ๔ หน้า ๕๒ สารบบเล่มหน้า ๓๗ หมู่ที่ ๘ ตำบลพิหารแดง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ของนายประยุทธและโจทก์ที่ ๒ ซึ่งโจทก์ที่ ๒ ได้ปลูกบ้านอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวมาประมาณ ๒๐ ปีแล้ว ส่วนนายประยุทธสามีของโจทก์ที่ ๑ ก็ได้ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ แก้ไขระวางที่ดินและโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ที่ระบุว่าทางด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ให้ถูกต้อง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวถูกต้องแล้ว ดังนั้นแม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองในการออกระวางที่ดินและโฉนดที่ดิน ซึ่งโจทก์ทั้งสองอ้างว่าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ทำการแก้ไขระวางที่ดินและโฉนดที่ดินตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่นายประยุทธและโจทก์ที่ ๒ มีสิทธิครอบครองหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่งและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง คดีนี้ อธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ในสังกัดกรมที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีจำเลยที่ ๒ มีอำนาจกระทำการแทนกรมที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐ โดยการออกหนังสือแสดงสิทธิและให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยระบุในระวางที่ดินและโฉนดที่ดินว่าด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเดิมที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ เป็นแปลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมแยกมาจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙ มีนางพะเยาว์ ก้อนแข็ง กับพวก เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ นางพะเยาว์กับพวกได้ทำการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙ โดยได้ระบุแนวเขตทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าวติดทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาในปี ๒๕๒๙ นางพะเยาว์ได้ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ให้แก่จำเลยที่ ๑ นางสาวอารี เรือนเพชร และนางสาวแพงสี ชูชื่น หลังจากนั้น เมื่อปี ๒๕๕๐ ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมได้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ โดยจำเลยที่ ๑ และนางสาวประไพ ปานเพ็ชร ได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศใต้ ต่อมา นางสาวประไพได้ให้ที่ดินเฉพาะส่วนของตนแก่จำเลยที่ ๑ โจทก์ทั้งสองเห็นว่า การระวางแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าวมิใช่ทางสาธารณประโยชน์แต่เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ของนายประยุทธและโจทก์ที่ ๒ ซึ่งนายประยุทธได้ทำประโยชน์อยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว ส่วนโจทก์ที่ ๒ ก็ปลูกบ้านอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวมาประมาณ ๒๐ ปีแล้ว โดยปลูกสร้างก่อนที่จะมีการแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ซึ่งระบุในระวางที่ดินและโฉนดที่ดินว่าด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ แก้ไขระวางที่ดินและโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ที่ระบุว่าด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ให้ถูกต้อง กรณีจึงเป็นการฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องคดีต่อศาล ขอให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งเพิกถอนและแก้ไขระวางที่ดินและโฉนดที่ดินดังกล่าวให้ถูกต้อง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้ สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นย่อยประเด็นหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ในการออกโฉนดที่ดินเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยมีปัญหาที่ต้องพิจารณาก่อนว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งแม้ว่าจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าว ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงมีอำนาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน และนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงเห็นว่า กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า นายประยุทธ สามีของโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ) เล่ม ๔ หน้า ๕๒ สารบบเล่ม ๓๗ หมู่ ๘ ตำบลพิหารแดง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ของจำเลยที่ ๑ แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ดังกล่าว ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยระบุในระวางที่ดินและโฉนดที่ดินว่าทางด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงที่ดินทางด้านทิศใต้ของจำเลยที่ ๑ อยู่ติดกับที่ดินของสามีของโจทก์ที่ ๑ และที่ดินของโจทก์ที่ ๒ จึงเป็นการไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้จำเลยที่ ๒ แก้ไขระวางที่ดินและโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๕๙๖ ที่ระบุว่าทางด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ให้ถูกต้อง ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ สำหรับจำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดของเจ้าพนักงานที่ดินถูกต้องแล้ว เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่นายประยุทธสามีของโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางกันตะนา สุดโต ที่ ๑ นางยุพา แป้นแก้ว ที่ ๒ โจทก์ นางพวงเพ็ชร บุบผาทอง ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ติดราชการ

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกันตะนา สุดโต ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นางพวงเพ็ชร บุบผาทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2556
#541461
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. ถูกเจ้าหน้าที่ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ทำรั้วลวดหนามเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้บังคับกองทัพบก ผู้บัญชาการกองทัพบก และผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ร่วมกันรื้อถอนรั้วลวดหนาม ปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม และให้ชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่าไม่ได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของราษฎร แต่ก่อสร้างตามแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และการออก นส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นการออกทับที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๕๖

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นางสุดสวาท ดวงเนตร ที่ ๑ นายทยา สุนทราชัย ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกองทัพบก ที่ ๑ ผู้บัญชาการกองทัพบก ที่ ๒ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๙๖/๒๕๕๓ ความว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๘๕๙เลขที่ ๑๘๖๐ เลขที่ ๑๘๖๒ เลขที่ ๑๘๖๕ เลขที่ ๓๐๓๕ เลขที่ ๓๐๓๖ เลขที่ ๒๐๙๖ เลขที่ ๑๖๗๓ และเลขที่ ๑๖๘๑ ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๖๗๔ และเลขที่ ๑๖๗๙ ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ที่ดินมาโดยการรับซื้อจากเจ้าของที่ดินเดิมเมื่อปี ๒๕๓๒ ซึ่งเจ้าของที่ดินเดิมได้ครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๐๐ และมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เมื่อปี ๒๕๒๑ โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศและมีผู้ปกครองท้องที่และเจ้าหน้าที่พิสูจน์สอบสวนร่วมกันพิสูจน์แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ได้ร่วมกันทำรั้วลวดหนามเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ รื้อถอนลวดหนามออกจากที่ดินทั้งหมดภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรื้อถอนรั้วลวดหนามส่วนที่อยู่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมและให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแทนค่าเช่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ซื้อที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการทหาร โดยชดใช้ราคาที่ดินให้กับประชาชนที่เคยครอบครองที่ดินบริเวณดังกล่าวโดยถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๑๘๑๙/๒๕๐๗ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และปักหมุดเพื่อแสดงแนวเขตที่ดิน ศูนย์การทหารราบได้ก่อสร้างรั้วลวดหนามสำหรับที่ตั้งหน่วยและพื้นที่ฝึก ความยาว ๗,๕๕๓ เมตร โดยกำหนดจุดก่อสร้างตามแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว มิได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของราษฎรและเว้นระยะการก่อสร้างในบางจุดที่มีการก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ในระหว่างการก่อสร้างรั้วลวดหนามผู้ฟ้องคดีทั้งสองมิได้คัดค้านแต่อย่างใด นอกจากนี้การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้าง เป็นการออกโดยใช้แผนที่ภาพถ่ายโดยไม่ได้มีการเดินสำรวจ จึงเป็นการออกทับที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ซึ่งหากมีการเดินสำรวจย่อมพบเห็นหลักหมุดซึ่งเป็นหลักฐานของแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการเตรียมกำลังกองทัพบกและป้องกันราชอาณาจักร ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมยุทธศึกษาทหารบก หน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้บังคับบัญชา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อมาตรา ๕ (๒๖) ของพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบก กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๔๔ บัญญัติให้กรมยุทธศึกษาทหารบกมีหน้าที่ประสานงาน แนะนำ กำกับการ ดำเนินการ สนับสนุน และตรวจตราเกี่ยวกับการฝึกและศึกษาของบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพบกทั้งในและนอกกองทัพบกรวมทั้งในต่างประเทศ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างรั้วลวดหนาม เพื่อดำเนินการก่อสร้างศูนย์ฝึกกำลังทดแทน จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการสนับสนุนการฝึกของบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อเป็นการเตรียมกำลังกองทัพบกและป้องกันราชอาณาจักร นอกจากนี้โดยที่ข้อ ๑๘ ของกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ กำหนดให้ผู้ใช้ที่ราชพัสดุมีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุ โดยมีผู้แทนกรมธนารักษ์เข้าตรวจสอบสภาพที่ราชพัสดุเป็นครั้งคราว อีกทั้งผู้ใช้ที่ราชพัสดุจะต้องจัดทำรายงานเกี่ยวกับการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุที่อยู่ในความครอบครองหรือใช้ประโยชน์ต่อกรมธนารักษ์ทุกปีตามแบบที่กรมธนารักษ์กำหนด ในเมื่อที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ราชพัสดุเพื่อใช้ในราชการทหารที่ตั้งศูนย์ฝึกกำลังทดแทนปราณบุรี ที่มีหลักฐานเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๘๑๙/๒๕๐๗ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ก่อสร้างรั้วลวดหนามจึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุในฐานะผู้ใช้ที่ราชพัสดุตามที่กฎหมายบัญญัติอีกหน้าที่หนึ่งด้วย เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอคดีนี้แล้วเห็นว่ามูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามในการก่อสร้างศูนย์ฝึกกำลังทดแทนรวมทั้งรั้วลวดหนามในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการดำเนินการสนับสนุนการฝึกของบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อเป็นการเตรียมกำลังกองทัพบกและป้องกันราชอาณาจักร ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ ประกอบกับมาตรา ๕ (๒๖) ของพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบก กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๔๔ และโต้แย้งการใช้อำนาจหน้าที่ในการดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุ เพื่อป้องกันการบุกรุกเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินของทางราชการ ตามข้อ ๑๘ ของกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชดใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และแม้คดีนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาด้วยว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ และศาลปกครองก็ได้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้กับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองหลายกรณี ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบกับมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก.รวม ๑๒ แปลง ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ได้ร่วมกันทำรั้วลวดหนามเข้าไปในที่ดินดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรื้อถอนลวดหนามในส่วนที่อยู่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองทุกแปลงออกไปและปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนสร้างรั้วลวดหนาม กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งว่า บริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้ในราชการอยู่ตามขอบเขตของที่ดินที่ปรากฏตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๘๑๙/๒๕๐๗ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอได้นั้น ศาลจำเป็นต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้ในราชการอยู่ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ได้ที่ดินมาโดยการรับซื้อจากเจ้าของที่ดินเดิมเมื่อปี ๒๕๓๒ ซึ่งเจ้าของที่ดินเดิมได้ครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๐๐ และมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เมื่อปี ๒๕๒๑ โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศและมีผู้ปกครองท้องที่และเจ้าหน้าที่พิสูจน์สอบสวนร่วมกันพิสูจน์แล้ว ต่อมาผู้ฟ้องคดีทั้งสองตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ได้ร่วมกันทำรั้วลวดหนามเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ รื้อถอนรั้วลวดหนามออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรื้อถอนรั้วลวดหนามส่วนที่อยู่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมและให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแทนค่าเช่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การโดยสรุปว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จัดซื้อที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการทหาร โดยชดใช้ราคาที่ดินให้กับประชาชนที่เคยครอบครองที่ดินบริเวณดังกล่าวโดยถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๑๘๑๙/๒๕๐๗ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และปักหมุดเพื่อแสดงแนวเขตที่ดิน ศูนย์การทหารราบได้ก่อสร้างรั้วลวดหนามโดยกำหนดจุดก่อสร้างตามแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว มิได้ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของราษฎรและเว้นระยะการก่อสร้างในบางจุดที่มีการก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง นอกจากนี้การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้าง เป็นการออกโดยใช้แผนที่ภาพถ่ายโดยไม่ได้มีการเดินสำรวจ จึงเป็นการออกทับที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินที่อยู่ในแนวเขตตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๑๘๑๙/๒๕๐๗ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสุดสวาท ดวงเนตร ที่ ๑ นายทยา สุนทราชัย ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี กองทัพบก ที่ ๑ ผู้บัญชาการกองทัพบก ที่ ๒ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ติดราชการ

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุดสวาท ดวงเนตร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กองทัพบก ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2556
#541460
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินมือเปล่าฟ้องกรมที่ดินว่าได้รับความเดือดร้อนจากการถูกช่างรังวัดของจำเลยรังวัดที่ดินดังกล่าวรวมเข้าไปกับที่สาธารณประโยชน์ โดยขอให้จำเลยมีคำสั่งห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทำละเมิดหรือเข้ารบกวนการครอบครองที่ดิน ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ การกระทำของช่างรังวัดชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่โจทก์อ้างอยู่ทางทิศใต้ของที่ดินพิพาทและมีการออก น.ส. ๓ ก. แล้ว เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๕๖

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเลย

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเลยส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ นายนิเทศก์ อรรคสูรย์ โจทก์ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลจังหวัดเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๐๓/๒๕๕๓ หมายเลขแดงที่ ๕๘๗/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าจำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ตั้งอยู่ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยได้รับการยกให้โดยเสน่หาจากบิดาโจทก์ที่ได้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อนตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ และโจทก์ได้ถือครองทำประโยชน์ปลูกพืชไร่และพืชสวนเป็นของตนเองต่อเนื่องในที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ จนถึงปัจจุบัน เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๙ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มีหนังสือถึงจำเลยผ่านสำนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาด่านซ้าย ขอให้สั่งเจ้าหน้าที่ออกไปทำการรังวัดตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ ๔๔๐๔ (แปลงโคกซำอีต้อน) ตั้งอยู่ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย สำนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาด่านซ้าย มอบหมายให้นายสมชาย ไพศาลวิทย์ ช่างรังวัด ข้าราชการสังกัดของจำเลยไปทำการตรวจสอบ นายไพศาลได้ปฏิบัติหน้าที่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของอำเภอด่านซ้าย โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำการรังวัดที่ดินของโจทก์เข้าไปรวมกับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้จำเลยมีคำสั่งห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลย กระทำละเมิดหรือเข้ารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันประเภทที่ดินทำเลเลี้ยงสัตว์โคกซำอีต้อน บิดาโจทก์ไม่เคยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณที่พิพาทแต่อย่างใด แต่เป็นการบุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินที่โจทก์อ้างว่าได้รับการยกให้โดยเสน่หาจากบิดานั้น อยู่ทางทิศใต้ของที่ดินพิพาทที่มีการสอบสวนสิทธิพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยโจทก์เป็นผู้นำสำรวจและได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๒๒ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๘๐๐ ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เนื้อที่ ๒๓ ไร่ ๑ งาน ๕๓ ตารางวา ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การครอบครองที่ดินของบิดาโจทก์ แม้จะครอบครองนานเพียงใด ก็ไม่ได้สิทธิครอบครอง และจะโอนให้แก่กันมิได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท และไม่มีอำนาจฟ้อง การกระทำของนายสมชายเป็นการกระทำโดยสุจริต ตามอำนาจหน้าที่และที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ และได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน และระเบียบของกรมที่ดิน จึงไม่เป็นการละเมิดหรือรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือกระทำละเมิดของนายสมชาย เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลจังหวัดเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐว่า รังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง แม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลย กระทำละเมิดหรือเข้ารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ก็เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของโจทก์ ประกอบกับจำเลยต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ตามนัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ประกอบมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ดำเนินการรังวัดเพื่อตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๔๔๐๔ (แปลงโคกซำอีต้อน) ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้มีการดำเนินการรังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ยึดถือครอบครองทำประโยชน์อยู่ และได้มีการทำรูปแผนที่ที่ดินฉบับใหม่โดยรวมเอาที่ดินของโจทก์และของเอกชนรายอื่นเข้าไว้ด้วย อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการรังวัดเพื่อตรวจสอบและรับรองแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) พิจารณาเห็นว่าการดำเนินการรังวัดเพื่อตรวจสอบแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามกรณีพิพาท เป็นกรณีที่อำเภอด่านซ้ายซึ่งเป็นทบวงการเมืองผู้มีอำนาจดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๔๔๐๔ (แปลงโคกซำอีต้อน) ได้ยื่นคำขอเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินท้องที่ดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดิน ตามข้อ ๗ ของระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการรับคำขอรังวัด การนัดรังวัด และการเรียกค่าใช้จ่ายในการรังวัดเฉพาะราย พ.ศ. ๒๕๔๗ เมื่อต่อมาเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยได้ดำเนินการตามคำขอดังกล่าวแล้วเห็นว่าที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ฉบับดังกล่าว มีรูปแผนที่คลาดเคลื่อนจึงได้จัดทำแผนที่ฉบับใหม่อันเป็นมูลเหตุของข้อพิพาทในคดีนี้ ขั้นตอนการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลย ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้กำหนดแนวทางในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ปรากฏว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงใดที่ออกไปโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อน เป็นต้นว่า ออกไปโดยผิดแปลงทับที่บุคคลอื่น หรือแนวเขตผิดพลาดคลาดเคลื่อนให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจดำเนินการรังวัดตรวจสอบและดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขรูปแผนที่ในกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยตามกรณีพิพาทจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งหากการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกรณีดังกล่าว กระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองดังกล่าวของจำเลยหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลยุติธรรมจึงย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบกับมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น จึงเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

สำหรับประเด็นปัญหาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การรังวัดตรวจสอบ และการจัดทำแผนที่ที่สาธารณประโยชน์ หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๔๔๐๔ (แปลงโคกซำอีต้อน) ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าจำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ตั้งอยู่ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ได้รับการยกให้โดยเสน่หามาจากบิดาซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ แต่ถูกนายสมชายช่างรังวัด ข้าราชการสังกัดของจำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปทำการตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ ๔๔๐๔ (แปลงโคกซำอีต้อน) จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำการรังวัดที่ดินของโจทก์เข้าไปรวมกับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้จำเลยมีคำสั่งห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทำละเมิดหรือเข้ารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันประเภทที่ดินทำเลเลี้ยงสัตว์โคกซำอีต้อน บิดาโจทก์ไม่เคยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณที่พิพาท แต่เป็นการบุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ การครอบครองที่ดินของบิดาโจทก์ แม้จะครอบครองนานเพียงใด ก็ไม่ได้สิทธิครอบครอง และจะโอนให้แก่กันมิได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท การกระทำของนายสมชายเป็นการกระทำโดยสุจริต ตามอำนาจหน้าที่และที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ และได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน และระเบียบของกรมที่ดิน จึงไม่เป็นการละเมิดหรือรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ที่ดินที่โจทก์อ้างว่าได้รับการยกให้โดยเสน่หาจากบิดานั้น อยู่ทางทิศใต้ของที่ดินพิพาทที่มีการสอบสวนสิทธิพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายนิเทศก์ อรรคสูรย์ โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ติดราชการ

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิเทศก์ อรรคสูรย์
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2556
#541459
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากที่ดินดังกล่าวรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ (คลองประปา) อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับรองแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยทั้งสามให้การว่า ได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๕๖

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดปทุมธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดปทุมธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นายสุเทพ ศรีกระจ่าง ที่ ๑ พันจ่าอากาศเอก กมล ศรีกระจ่าง ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมธนารักษ์ ที่ ๑ ธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานี ที่ ๒ การประปานครหลวงที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดปทุมธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ. ๔๓๖/๒๕๕๓ หมายเลขแดงที่ ๒๓/๒๕๕๔ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๘๖ ตำบลบางพูน (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ ๕ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒ โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินแปลงดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีและได้ทำการรังวัดในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดและเจ้าของที่ดินข้างเคียงลงลายมือชื่อรับรองแนวเขต รวมทั้งจำเลยทั้งสามได้ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตเช่นกัน ต่อมาเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๒ สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีได้มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองว่า การครอบรูปแผนที่โฉนดที่ดินเดิมเหลื่อมล้ำที่สาธารณประโยชน์ (คลองประปา) จึงไม่สามารถแบ่งแยกได้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามจึงขอให้มีการรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินอีกครั้ง โดยกำหนดให้มีการรังวัดในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ และเมื่อมีการตรวจสอบแนวเขตใหม่ในวันดังกล่าว จำเลยทั้งสามยินยอมรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองว่ามิได้รุกล้ำคลองประปาแต่อย่างใด ช่างรังวัดทำการคำนวณและขึ้นรูปแผนที่แตกต่างจากรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเดิม และนำรูปแผนที่ใหม่ครอบรูปแผนที่โฉนดที่ดินเดิมแล้วทับคลองประปา สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีจึงได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ ถึงจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้ทำการตรวจสอบว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองรุกล้ำแนวเขตคลองประปาหรือไม่ เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๓ ได้มีหนังสือแจ้งว่า ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในเขตคลองประปาแต่ประการใด และเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งว่า ตรวจสอบรูปแผนที่จากผลการรังวัดของช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีรังวัดแล้วปรากฏว่า แนวเขตที่ดินบางส่วนรุกล้ำเขตที่ดินคลองประปา สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีจึงได้ทำการรังวัดใหม่ในวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ ในการรังวัดครั้งนี้ จำเลยทั้งสามได้คัดค้านแนวเขตที่ดิน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองมาทำการสอบสวนไกล่เกลี่ย ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามในการคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง การคัดค้านของจำเลยทั้งสามที่อ้างว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองรุกล้ำคลองประปาเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับรองแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๘๖ ตำบลบางพูล (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ทางด้านทิศตะวันออกจรดที่ดินคลองประปาให้กับโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมปฏิบัติตาม โจทก์ทั้งสองขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามในการรับรองแนวเขตที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การโดยสรุปว่า ได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายและการกระทำดังกล่าวไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลพิพาทเกี่ยวกับคดีนี้ โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ปกครองดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุทั่วประเทศ รวมถึงคลองประปาและฟ้องจำเลยที่ ๒ ในฐานะเป็นหน่วยงานสังกัดของจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ดูแลและปกครองบำรุงรักษาที่ราชพัสดุที่ตั้งอยู่ในเขตคลองประปาจังหวัดปทุมธานี ฟ้องจำเลยที่ ๓ ในฐานะเป็นผู้ใช้ที่ราชพัสดุคือคลองประปาในเขตจังหวัดปทุมธานี กระทำการโดยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง กรณีคัดค้านการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสองซึ่งความจริงแล้วที่ดินของโจทก์ทั้งสองมิได้รุกล้ำคลองประปา แต่อย่างใด การคัดค้านของจำเลยทั้งสาม เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองได้ขอยื่นรังวัดเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่จำเลยทั้งสามคัดค้านว่าการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองนั้นรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดิน อันเป็นคันคลองประปาและถนนเลียบคลองประปาซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างโต้แย้งกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่ราชพัสดุ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างคู่ความต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ทรัพย์สิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า หากพิจารณาบทบัญญัติ มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจศาลปกครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น คดีนี้ กรมธนารักษ์ จำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษาและพัฒนาที่ราชพัสดุ รวมทั้งดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๕๑ และธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานี จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของจำเลยที่ ๑ ส่วนการประปานครหลวง จำเลยที่ ๓ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. ๒๕๑๐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และมีวัตถุประสงค์ในการสำรวจจัดหาแหล่งน้ำดิบและจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปาผลิต การจัดส่งและจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ และควบคุมมาตรฐานเกี่ยวกับระบบประปาเอกชนในเขตท้องที่ดังกล่าว รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเป็นประโยชน์แก่การประปานครหลวง ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อีกทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองและดูแลรักษาคลองประปาและเขตคลองประปาตามที่กฎหมายว่าด้วยการรักษาคลองประปากำหนด จำเลยทั้งสามจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตคลองประปาของจำเลยที่ ๓ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติรักษาคลองประปา พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๕ ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดบริเวณและเขตคลองประปาและบริเวณคลองรับน้ำในเขตการประปานครหลวงและจังหวัดปทุมธานีไว้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดูแลและจัดการที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในกิจการประปา ปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองคลองประปาและคันคลองประปาซึ่งอยู่ในแนวเขตคลองประปาหรือเขตหวงห้ามเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดทำลายหรือทำให้คันคลองประปาเสียหายตามที่มาตรา ๙ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติรักษาคลองประปา พ.ศ. ๒๕๒๖ กำหนด ดังนั้น การฟ้องว่าจำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับโดยเพิกถอนการคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับ รวมถึงการสั่งให้จำเลยทั้งสามถือปฏิบัติต่อสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า แนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้รุกล้ำเข้าไปในคลองประปาเป็นที่ราชพัสดุก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวก็เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาในข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายเท่านั้น หามีผลทำให้คดีซึ่งเป็นคดีปกครองเปลี่ยนเป็นคดีแพ่งไปได้ไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งยังไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น ศาลปกครองจึงสามารถนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนั้น ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับโดยสั่งให้จำเลยทั้งสามถือปฏิบัติตามสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลที่เกี่ยวข้องในกรณีที่มีการฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงความเป็นอยู่ของสิทธินั้น ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวยังบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวข้องกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ประกอบกับจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์หรือผู้ทรงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่เป็นเพียงผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดส่งและจำหน่ายน้ำประปาโดยขุดคลองประปาและก่อสร้างคันคลอง และถนนริมคลองประปา รวมทั้งคุ้มครองและดูแลรักษาคลองประปาในเขตคลองประปาเท่านั้น ข้อพิพาทในทำนองนี้ จึงไม่อาจเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินดังเช่นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนทั่วไปเมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไว้ตามนัย มาตรา ๒๒๓ ประกอบกับมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๘๖ ตำบลบางพูน (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ ๕ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา ได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีโดยมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงรวมทั้งจำเลยทั้งสามได้ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตในการรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย ต่อมา สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีมีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองแจ้งว่าการครอบรูปแผนที่โฉนดที่ดินเดิมเหลื่อมล้ำที่สาธารณประโยชน์ (คลองประปา) จึงไม่สามารถแบ่งแยกได้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามจึงขอให้มีการรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินอีกครั้ง เมื่อมีการตรวจสอบแนวเขตใหม่ จำเลยทั้งสามยินยอมรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองว่ามิได้รุกล้ำคลองประปาแต่อย่างใด ช่างรังวัดจึงทำการคำนวณและขึ้นรูปแผนที่แตกต่างจากรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเดิม โดยนำรูปแผนที่ใหม่ครอบรูปแผนที่โฉนดที่ดินเดิมแล้วทับคลองประปา สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีจึงได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำการตรวจสอบว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองรุกล้ำแนวเขตคลองประปาหรือไม่ จำเลยที่ ๓ ได้มีหนังสือแจ้งว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในเขตคลองประปา ส่วนจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งว่า ผลการรังวัดของช่างรังวัดปรากฏว่าแนวเขตที่ดินบางส่วนรุกล้ำเขตที่ดินคลองประปา สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีจึงได้ทำการรังวัดใหม่และการรังวัดครั้งนี้ จำเลยทั้งสามได้คัดค้านแนวเขตที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีจึงได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสองมาทำการสอบสวนไกล่เกลี่ย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามในการคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง การคัดค้านของจำเลยทั้งสามที่อ้างว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองรุกล้ำคลองประปาเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับรองแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าว หากไม่ยอมปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ส่วนจำเลยทั้งสามให้การโดยสรุปว่า ได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายและการกระทำดังกล่าวไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้นศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสุเทพ ศรีกระจ่าง ที่ ๑ พันจ่าอากาศเอก กมล ศรีกระจ่างที่ ๒ โจทก์ กรมธนารักษ์ ที่ ๑ ธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานี ที่ ๒ การประปานครหลวงที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ติดราชการ

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเทพ ศรีกระจ่าง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมธนารักษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 11/2556
#541458
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กรมทางหลวงยื่นฟ้องทายาทคนขับรถโดยสารปรับอากาศลูกจ้าง บริษัทนายจ้างซึ่งเป็นเอกชน และบริษัทขนส่ง จำกัด ว่าคนขับรถโดยสารขับรถด้วยความประมาทชนแผงกันรถบริเวณไหล่ทางราวกันอันตรายของโจทก์ได้รับความเสียหาย และคนขับรถโดยสารถึงแก่ความตาย ขอให้ร่วมกันรับผิด เห็นว่า แม้บริษัทขนส่ง จำกัด เป็นนิติบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ประกอบการขนส่ง และบริษัทนายจ้างจะเข้าร่วมในการประกอบกิจการขนส่งด้วยก็ตาม แต่คนขับรถโดยสารซึ่งเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนมีหน้าที่เพียงขับรถโดยสารเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีการใช้อำนาจทางปกครองหรือมีหน้าที่ทางปกครองแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนี้มูลเหตุละเมิดเกิดจากการปฎิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชนทั่วไป เมื่อเกิดการละเมิดแก่ผู้อื่นก็ต้องรับผิดตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายเอกชน มิใช่ตามกฎหมายปกครองซึ่งเป็นกฎหมายมหาชน ส่วนบริษัทนายจ้างและบริษัทขนส่ง จำกัด หากจะต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างก็เป็นเพราะเนื่องมาจากกฎหมายแพ่งกำหนดเอาไว้ มิใช่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองแต่อย่างใดเช่นกัน คดีนี้จึงมิใช่เป็นการทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๕๖

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๙ กรมทางหลวง โจทก์ ยื่นฟ้องนางอนงค์ ศรีจริยา ที่ ๑ นางรวง ศรีจริยา ที่ ๒ นางสาววนิดา ศรีจริยา ที่ ๓ เด็กหญิงขนิษฐา ศรีจริยา โดยนางอนงค์ ศรีจริยา ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๔ บริษัทจักรพงษ์ทัวร์ จำกัด ที่ ๕ บริษัทขนส่ง จำกัด ที่ ๖ จำเลย ต่อศาลแขวงพิษณุโลก เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๘/๒๕๔๙ หมายเลขแดงที่ ๖๔๓/๒๕๕๐ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีฐานะ เป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม มีอำนาจหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาทางหลวง ตลอดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและอยู่ในความครอบครองของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ถึง ๔ เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายวินิจ ศรีจริยา (ผู้ตาย) ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดคดีนี้ จำเลยที่ ๕ และจำเลยที่ ๖ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่ง จำเลยที่ ๕ ได้ร่วมกิจการประกอบกิจการขนส่งกับจำเลยที่ ๖ จำเลยที่ ๕ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์โดยสารปรับอากาศคันหมายเลขทะเบียน ๑๐-๓๖๒๗ อุดรธานี และจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ เป็นนายจ้างหรือตัวการของนายวินิจ ศรีจริยา ผู้ดูแลควบคุมรถยนต์โดยสารคันดังกล่าว ตามคำสั่งของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ อันเป็นการทำงานตามทางการที่จ้าง เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๙ เวลา ๐๒.๐๐ นาฬิกา นายวินิจได้ขับรถโดยสารปรับอากาศคันหมายเลขทะเบียน ๑๐-๓๖๒๗ อุดรธานี อันเป็นยานพาหนะเดินด้วยจักรกลไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ตามทางหลวงหมายเลข ๑๒ ตอนพิษณุโลก - หล่มสัก จากอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มุ่งหน้าไปจังหวัดพิษณุโลก โดยมีผู้โดยสารเต็มคันรถ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ในการขับรถยนต์โดยสาร เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวกำหนด ให้เดินรถสองช่องทางมีรถวิ่งสวนไปมาตลอดเวลาและเป็นทางลาดลงจากภูเขาลาดชันและคดโค้ง นายวินิจต้องขับรถด้วยความระมัดระวังไม่ใช้ความเร็วจนเกินสมควรที่จะสามารถขับขี่และบังคับให้แล่นไปได้โดยปลอดภัย ซึ่งนายวินิจอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ยังคงขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควร จนไม่สามารถที่จะบังคับให้รถแล่นไปในช่องทางโดยปลอดภัย เป็นเหตุให้รถยนต์โดยสารเสียหลักวิ่งออกนอกเส้นทางจราจร อันเนื่องจากการเสียการทรงตัวและชนแผ่นกั้นรถบริเวณไหล่ทางราวกั้นอันตรายและพลิกคว่ำ ตกลงไปในร่องข้างถนน เป็นเหตุให้แผงกั้นรถ ๒๐ แผ่น เสากั้น ๒๐ ต้น น็อตติดเสา ๑๘๐ ตัว ซึ่งเป็นของโจทก์และอยู่ในความดูแลของโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน ๘๒,๒๐๐ บาท หลังจากเกิดเหตุนายวินิจได้หลบหนีตลอดมา จนถึงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ นายวินิจได้ถึงแก่ความตาย การกระทำของนายวินิจเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ซึ่งเป็นนายจ้างและตัวการของนายวินิจ ส่วนจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดก จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๑๔๓,๗๑๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๒,๒๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๕ ให้การว่า ค่าเสียหายสูงเกินความจริง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๖ ให้การว่า จำเลยที่ ๖ ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดกับนายวินิจ และจำเลยที่ ๕ หากจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริงตามฟ้องก็เป็นเรื่องส่วนตัวมิได้เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ ๖ การประเมินราคาของโจทก์สูงเกินควร คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ แถลงรับข้อเท็จจริงว่า มีการขับรถชนแผงกั้นรถตามที่โจทก์ฟ้องจริง แต่น่าจะทำความเสียหายให้แผงกั้นได้เพียง ๓ แผ่น ค่าเสียหายสูงเกินควร ขอให้ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าเสียหายและประเด็นเรื่องอายุความ ศาลเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ พยาน จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ ๖ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยที่ ๖ เป็นรัฐวิสาหกิจมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นจำนวนร้อยละ ๙๙.๙๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นผู้รับสัมปทานการเดินรถจากกรมการขนส่งทางบกเพื่อจัดทำบริการสาธารณะ การที่โจทก์ฟ้องคดีต่อจำเลยที่ ๖ ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องคดีอันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ศาลแขวงพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๖ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่านายวินิจ ศรีจริยา ผู้ตาย ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ขับรถโดยประมาทชนทรัพย์สินของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และจำเลยที่ ๖ ให้การว่า นายวินิจไม่ได้กระทำโดยประมาท ตามฟ้อง จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการกระทำในทางกายภาพ เป็นการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่การกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงไม่ใช่กรณีการกระทำละเมิดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติว่า "หน่วยงานทางปกครอง" ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" หมายความว่า...(๑) ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบุคคล หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง... มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้... (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้... (๑๒) วางมาตรการในการกำหนดอนุญาต เพิกถอนการอนุญาตและการควบคุมกิจการขนส่งทางบก มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบการขนส่งประจำทางการขนส่งไม่ประจำทางการขนส่งโดยรถขนาดเล็ก หรือการขนส่งส่วนบุคคล เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้นายทะเบียนกลางเป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งในกรุงเทพมหานคร การขนส่งระหว่างจังหวัดและการขนส่งระหว่างประเทศ และให้นายทะเบียนประจำจังหวัดเป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งในจังหวัดของตน วรรคสอง บัญญัติว่า ในการออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ

คดีนี้แม้จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ จะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด แต่เมื่อจำเลยที่ ๖ เป็นนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารจากนายทะเบียนประจำจังหวัดโดยอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง (๑๒) และมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อให้เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งภารกิจดังกล่าวเป็นไปในลักษณะของ "การดำเนินกิจการทางปกครอง" อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐที่เอกชนไม่อาจประกอบกิจการได้โดยพลการ หากไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ตามมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังนั้น จำเลยที่ ๖ จึงอยู่ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองโดยผ่านความสัมพันธ์ตามกฎหมายจากใบอนุญาตของนายทะเบียนอันเป็นผลให้จำเลยที่ ๖ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ทำสัญญาเข้าร่วมเดินรถโดยสารกับจำเลยที่ ๖ จำเลยที่ ๕ จึงอยู่ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง โดยผ่านความสัมพันธ์ตามสัญญาทางปกครองอันเป็นผลให้จำเลยที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครองด้วยเช่นกัน และพนักงานขับรถยนต์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง อันเป็นผลให้พนักงานขับรถยนต์ดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า นายวินิจ ศรีจริยา พนักงานขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ได้ขับรถยนต์โดยสารปรับอากาศคันหมายเลขทะเบียน ๑๐-๓๖๒๗ อุดรธานี ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๒ ตอนพิษณุโลก - หล่มสัก โดยบรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคันรถและขับรถด้วยความประมาท เป็นเหตุให้รถยนต์โดยสารเสียหลักชนการ์ดเรล (แผงกันรถบริเวณไหล่ทางราวกันอันตราย) ของโจทก์เสียหาย จึงฟ้องขอให้จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ในฐานะนายจ้างของนายวินิจร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ย เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครองด้านการขนส่งผู้โดยสาร การที่นายวินิจซึ่งเป็นพนักงานขับรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ได้ขับรถยนต์โดยสารปรับอากาศซึ่งบรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคันรถชนการ์ดเรล (แผงกันรถบริเวณไหล่ทางราวกันอันตราย) ของโจทก์เสียหาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่า นายวินิจในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินกิจการทางปกครองด้านการขนส่งผู้โดยสารตามที่พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้นสังกัดของนายวินิจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้กรมทางหลวงเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ทายาทโดยธรรมของนายวินิจ ศรีจริยา ผู้ตาย ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของบริษัทจักรพงษ์ทัวร์ จำกัด จำเลยที่ ๕ และบริษัทขนส่ง จำกัด จำเลยที่ ๖ ว่า นายวินิจลูกจ้างขับรถโดยสารปรับอากาศ คันหมายเลขทะเบียน ๑๐-๓๖๗๒ อุดรธานีไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้รถโดยสารเสียหลักแล้วพุ่งชนแผงกันรถบริเวณไหล่ทางราวกันอันตรายของโจทก์ได้รับความเสียหายขอให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายและขอให้จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ร่วมกันรับผิดในฐานะเป็นนายจ้างหรือตัวการของผู้ตาย เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๖ จะเป็นนิติบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ประกอบการขนส่ง และจำเลยที่ ๕ เข้าร่วมกับจำเลยที่ ๖ ในการประกอบกิจการขนส่งก็ตาม แต่นายวินิจซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนและมีหน้าที่เพียงขับรถโดยสารเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีการใช้อำนาจทางปกครองหรือมีหน้าที่ทางปกครองแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนี้มูลเหตุละเมิดเกิดจากการที่นายวินิจปฎิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชนทั่วไป ซึ่งเมื่อเกิดการละเมิดแก่ผู้อื่นแล้วก็ต้องรับผิดตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายเอกชน มิใช่ตามกฎหมายปกครองซึ่งเป็นกฎหมายมหาชน ส่วนจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ หากจะต้องร่วมรับผิดกับนายวินิจลูกจ้างก็เป็นเพราะเนื่องมาจากกฎหมายแพ่งกำหนดเอาไว้ มิใช่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองแต่อย่างใดเช่นกัน คดีนี้จึงมิใช่เป็นการทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง แต่เป็นการทำละเมิดระหว่างเอกชนด้วยกันเอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกรมทางหลวง โจทก์ นางอนงค์ ศรีจริยา ที่ ๑ นางรวง ศรีจริยา ที่ ๒ นางสาววนิดา ศรีจริยา ที่ ๓ เด็กหญิงขนิษฐา ศรีจริยา โดยนางอนงค์ ศรีจริยา ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๔ บริษัทจักรพงษ์ทัวร์ จำกัด ที่ ๕ บริษัทขนส่ง จำกัด ที่ ๖ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ติดราชการ

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นางอนงค์ ศรีจริยา ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2556
#557018
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องหัวหน้าสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดแพร่ จำเลย กรณีโจทก์ยื่นคำขอให้จำเลยจำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท แต่จำเลยไม่ดำเนินการโดยอ้างว่าโจทก์จะต้องดำเนินการชำระบัญชีให้ถูกต้องตามขั้นตอนและวิธีการตามที่กฎหมายกำหนด ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยจำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่คู่ความโต้แย้งกันเกี่ยวกับการสิ้นสภาพของห้างหุ้นส่วนจำกัดว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ เมื่อการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นไปเพื่อรับรองสิทธิว่านิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลตามกฎหมายแพ่ง การสิ้นสภาพของนิติบุคคลโจทก์จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เป็นไปตามความประสงค์ของหุ้นส่วน มิใช่อยู่ที่การจดทะเบียนของจำเลย ดังนั้น คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาถึงการเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดของโจทก์ว่า ได้ดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดบัญญัติไว้แล้วหรือไม่ อันเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสภาพบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดในทางแพ่ง เมื่อศาลจำต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งเป็นสำคัญแล้ว คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐/๒๕๕๖

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลจังหวัดแพร่

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดแพร่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ห้างหุ้นส่วนจำกัดแพร่การ์ด โดยนายศักดา ภู่พลับ หุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ ยื่นฟ้องนายธงชัย อุบลแย้ม ในฐานะหัวหน้าสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดแพร่ จำเลย ต่อศาลจังหวัดแพร่ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๔๕/๒๕๔๖ หมายเลขแดงที่ ๘๖๑/๒๕๔๖ ความว่า โจทก์ได้จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดกับสำนักทะเบียนการค้าจังหวัดแพร่ เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ แต่เนื่องจากมิได้ดำเนินกิจการตามที่ได้จดทะเบียนไว้ บรรดาหุ้นส่วนจึงได้ประชุมและมีมติให้เลิกกิจการเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๔ และคืนเงินค่าหุ้นให้แก่หุ้นส่วนทุกคนพร้อมกับยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อขอให้จำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท แต่จำเลยไม่ดำเนินการให้โดยอ้างว่า โจทก์ต้องดำเนินการชำระบัญชีให้ถูกต้อง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยจำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด การเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องจดทะเบียนเลิกและให้ผู้ชำระบัญชียื่นจดทะเบียนเลิกห้าง จากนั้นจะต้องดำเนินการชำระบัญชีจนเสร็จ ตามที่มาตรา ๑๒๕๔ และมาตรา ๑๒๗๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ มิใช่เลิกกันโดยความตกลงของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นการเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญ ตามมาตรา ๑๐๖๑ ตามที่โจทก์อ้าง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒

จำเลยยื่นคำร้อง ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๖ ขอให้วินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔ ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องและพิพากษายกฟ้องโจทก์ และจำหน่ายคดีหรือโอนคดีไปยังศาลปกครองต่อไป

โจทก์ยื่นคำร้อง ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๖ ขอให้โอนคดีไปยังศาลปกครองและยื่นคำร้อง ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๖ ขอถอนฟ้อง ศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่ง ลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง เนื่องจากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ประกอบกับหากอนุญาตให้โอนคดีหรือถอนฟ้องแล้วคดีก็ยังไม่เสร็จไป ต่อมาศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่ายแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่า การเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดของโจทก์ มิได้มีการชำระบัญชี แม้ห้างหุ้นส่วนโจทก์จะประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติให้เลิกห้างหุ้นส่วนก็ตาม มติดังกล่าวหามีผลที่จะบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทต้องจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนตามคำขอของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๕ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดแพร่พิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ สืบเนื่องมาจากโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอยกเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด แต่จำเลยในฐานะนายทะเบียนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดำเนินการให้โดยให้เหตุผลว่า การเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องยื่นจดทะเบียนชำระบัญชีและจัดส่งงบดุล บัญชีกำไรขาดทุนซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่จำเป็นต้องชำระบัญชี ดังนั้น การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้ จำต้องพิจารณาถึงการเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดของโจทก์ว่าปฏิบัติถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัด บัญญัติไว้แล้วหรือไม่ เนื่องจากเป็นขั้นตอนวิธีการที่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว จากนั้นจึงพิจารณาการกระทำของจำเลยต่อไป อีกทั้งอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนในการถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดได้มีบทบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๒๒ หมวด ๖ ว่าด้วยการถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดร้าง มาตรา ๑๒๗๓/๑ ถึง ๑๓๗๒/๔ ดังนั้น กรณีพิพาทในคดีนี้จึงไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะถือเป็นการกระทำทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดให้แก่โจทก์ตามคำขอและมีคำขอให้ศาลสั่งให้จำเลยดำเนินการจำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยฐานะนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัด ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทเป็นหน้าที่ ที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อ๑ (๓) กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจำเลยรับราชการเป็นข้าราชการในสังกัดและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัด ตามข้อ ๓ ตรี ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๑) ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๑ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัท) การรับจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทตามคำขอของผู้ยื่นคำขอ จึงเป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดต้องปฏิบัติ โดยเหตุแห่งการฟ้องคดีตามคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า ได้ยื่นคำขอต่อจำเลยเพื่อให้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดให้แก่โจทก์ตามคำขอแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดให้แก่โจทก์ตามคำขอ ข้อหาของคดีนี้จึงมีเพียงข้อหาเดียวว่าจำเลยในฐานะนายทะเบียนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีหน้าที่ในการรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทตามคำขอของผู้ยื่นได้ละเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดให้แก่โจทก์ตามคำขอ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อคดีนี้มีเพียงข้อหาเดียวอันเป็นคดีปกครอง การพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวจะมีประเด็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเบื้องต้นอย่างไร หรือไม่ ย่อมไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงลักษณะของคดีพิพาทให้เป็นคดีพิพาททางแพ่งได้ เพราะมิฉะนั้นกรณีก็จะกลายเป็นการหยิบยกเอาประเด็นเพียงบางประเด็นในคดีมาเปลี่ยนแปลงลักษณะของคดีพิพาท ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพิจารณาเขตอำนาจศาลตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้ อีกทั้งการที่มีบทบัญญัติที่ศาลปกครองจะนำมาปรับใช้บัญญัติเอาไว้ไนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็มิได้หมายความว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายเอกชนหรือกฎหมายแพ่ง แต่จะต้องพิจารณาจากเนื้อหาสาระของกฎหมายนั้นๆ ว่า เป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางกฎหมายมหาชนหรือกฎหมายปกครอง กล่าวคือ เป็นส่วนที่ปรากฏความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือฝ่ายปกครองกับเอกชนหรือไม่ ซึ่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่ว่าด้วยการถอนทะเบียนหุ้นส่วนจำกัด เห็นได้อย่างแจ้งชัดว่า เป็นส่วนที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชน จึงเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์กับพวกได้จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดกับสำนักทะเบียนการค้าจังหวัดแพร่ แต่เนื่องจากมิได้ดำเนินกิจการตามที่ได้จดทะเบียนไว้ บรรดาหุ้นส่วนจึงมีมติให้เลิกกิจการและคืนเงินค่าหุ้นให้แก่หุ้นส่วนทุกคน พร้อมกับยื่นคำขอให้จำเลยจำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท แต่จำเลยไม่ดำเนินการ โดยอ้างว่า โจทก์จะต้องดำเนินการชำระบัญชีให้ถูกต้อง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยจำหน่ายชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ส่วนจำเลยให้การว่า ได้กระทำการตามขั้นตอนวิธีการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด การเลิกกันของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องให้ผู้ชำระบัญชียื่นจดทะเบียนเลิกห้าง จากนั้นจะต้องดำเนินการชำระบัญชีจนเสร็จ ตามที่มาตรา ๑๒๕๔ และมาตรา ๑๒๗๐ กำหนด มิใช่เลิกกันโดยความตกลงของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นการเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญ ตามมาตรา ๑๐๖๑ ตามที่โจทก์อ้าง เห็นว่า ประเด็นพิพาทคดีนี้จึงเป็นกรณีที่คู่ความโต้แย้งกันเกี่ยวกับการสิ้นสภาพของห้างหุ้นส่วนจำกัดว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าเพื่อแสวงหากำไรและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก รัฐจึงได้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้การก่อตั้ง การดำเนินกิจการ ตลอดจนการเลิกกิจการของนิติบุคคลต้องเป็นไปตามขั้นตอนและจดทะเบียน หากมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็ต้องนำความไปแจ้งต่อนายทะเบียนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับรองสิทธิว่านิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมได้และเพื่อเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายเหล่านี้เป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่ง การสิ้นสภาพของนิติบุคคลโจทก์จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เป็นไปตามความประสงค์ของหุ้นส่วน มิใช่อยู่ที่การจดทะเบียนของจำเลย ดังนั้น คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาถึงการเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดของโจทก์ว่า ได้ดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดบัญญัติไว้แล้วหรือไม่ อันเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสภาพบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดในทางแพ่ง เมื่อศาลจำต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งเป็นสำคัญแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดแพร่การ์ด โดยนายศักดา ภู่พลับ หุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ นายธงชัย อุบลแย้ม ในฐานะหัวหน้าสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดแพร่ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ติดราชการ

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดแพร่การ์ด โดยนายศักดา ภู่พลับ
หุ้นส่วนผู้จัดการ
จำเลย — นายธงชัย อุบลแย้ม ในฐานะหัวหน้าสำนักงานพัฒนาธุรกิจ
การค้าจังหวัดแพร่
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2556
#541457
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถูกอดีตพนักงานยื่นฟ้องตามสัญญาจ้างขอให้จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งระบุว่าจำเลยตกลงจ้างและโจทก์ตกลงรับจ้างทำงานให้จำเลยภายในระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญา โดยกำหนดอัตราเงินเดือนที่จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์ในแต่ละเดือน มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์และจำเลยจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั่วไป แม้กฎหมายที่จัดตั้งจำเลยจะกำหนดให้กิจการของจำเลยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนก็ตาม แต่ก็ได้บัญญัติรับรองไว้ว่าผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้างของจำเลยต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คณะกรรมการของจำเลยอาจกำหนดเรื่องประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายทั้งสามฉบับก็ได้ เพียงแต่ต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาที่จำเลยกระทำกับบุคคลใดอันมีลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานแล้วจะไม่กลายเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ส่วนการที่จำเลยออกระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์ตอบแทนพนักงานโดยเฉพาะเรื่องการลาพักผ่อนประจำปี ก็เป็นหลักเกณฑ์ของจำเลยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของพนักงาน ลูกจ้างของจำเลยอันเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของสภาพการจ้างที่ใช้บังคับตามสิทธิและหน้าที่ของสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) อันอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๕๖

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑)

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นางวันทนี เพชร์หลิม โจทก์ ยื่นฟ้องสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๒๗๘/๒๕๕๓ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๑๕ จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงาน ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่ผู้ชำนาญด้านบริหารทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๖๘,๕๗๗ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันสิ้นเดือน ๓ วันทำการ จำเลยมีระเบียบว่าด้วยสวัสดิการและประโยชน์ตอบแทนพนักงาน พ.ศ. ๒๕๔๓ กำหนดให้พนักงานมีสิทธิลาพักผ่อนปีงบประมาณละ ๑๐ วันทำงาน และสามารถสะสมจำนวนวันที่ยังมิได้หยุดพักผ่อนในปีงบประมาณนั้น ไปรวมกับปีงบประมาณถัดไปได้แต่ต้องไม่เกิน ๒๐ วันทำงาน เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งกรณีเกษียณอายุ ๖๐ ปี บริบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ โจทก์ยังมีวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีเหลืออีก ๒๐ วัน โดยจำเลยไม่ได้กำหนดให้โจทก์ลาพักผ่อนประจำปีที่คงเหลือแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวม ๒๐ วัน เป็นเงิน ๔๕,๗๑๘ บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายค่าจ้างดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน ๔๕,๗๑๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์เป็นพนักงานจำเลยตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ต่อมาพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นพนักงานมีกำหนด ๕ ปี และมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ตลอดมา ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๒ โดยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นพนักงาน ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารทั่วไปอาวุโส มีกำหนด ๕ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ จึงต้องถือว่าสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างที่ทำเป็นครั้งแรก และถือว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยครั้งแรกเมื่อ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โจทก์จึงมีเวลาทำงานไม่ครบ ๖ เดือน ย่อมไม่มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปี ตามข้อ ๒๐ ของระเบียบสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่าด้วยสวัสดิการและประโยชน์ตอบแทนพนักงาน พ.ศ. ๒๕๔๓ หากฟังว่าโจทก์มีสิทธิลาพักผ่อน ๒๐ วัน ตามฟ้อง การที่โจทก์ทราบ อยู่แล้วว่าตนเองจะเกษียณอายุ แต่ไม่ยอมใช้สิทธิลาพักผ่อนประจำปีตามที่จำเลยได้แจ้งให้ทราบทางระบบการลาอิเล็กทรอนิกส์ย่อมถือว่าโจทก์สละสิทธิ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ใช่ความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจเหนือลูกจ้างที่เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้เข้าร่วมภารกิจบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางปกครอง ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓๖/๒๕๔๘ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ จะกำหนดสถานะจำเลยให้เป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายอื่น โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาด้านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีให้สำเร็จบรรลุผล โดยกิจการของจำเลยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน อันมีลักษณะเป็นหน่วยงานทางปกครองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานบริการสาธารณะในด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ซึ่งการดำเนินกิจการของจำเลยไม่จำต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานฉบับต่าง ๆ ก็ตาม แต่ในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่กำหนดให้ผู้อำนวยการ พนักงาน และลูกจ้างของจำเลยต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ก็แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่า สิทธิประโยชน์ของพนักงานลูกจ้างของจำเลยต้องเป็นไปตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้ เมื่อพิจารณาจากสัญญาจ้างที่พิพาทก็ปรากฏถึงเรื่องที่จำเลยในฐานะนายจ้างตกลงจ้างโจทก์เข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานให้ อันมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งสัญญาดังกล่าวเป็นการที่จำเลยยอมสละอำนาจพิเศษหรือเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองที่มีอำนาจเหนือเอกชน โดยยอมลดฐานะตนลงให้มีสิทธิเสรีภาพในการทำสัญญาจ้างพนักงานที่เท่าเทียมกันกับโจทก์ แม้ในสัญญาดังกล่าวจะปรากฏถึงสิทธิของจำเลยฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง ตลอดจนนโยบายและแนวปฏิบัติต่าง ๆ การมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์และมีอำนาจเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่โจทก์ตามความจำเป็นและตามสมควร ตามที่ปรากฏในสัญญาข้อ ๒ ข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๘ ก็ตาม แต่การตกลงให้อำนาจจำเลยฝ่ายเดียวดังกล่าว ก็ไม่ใช่ข้อกำหนดที่มีลักษณะพิเศษอันจะแสดงอำนาจของจำเลยที่เป็นฝ่ายปกครองในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อสนองความต้องการและความต่อเนื่องของการบริการสาธารณะ เพราะเป็นเพียงการยืนยันอำนาจของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างที่มีสิทธิการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวในการเลิกจ้างลูกจ้าง การใช้อำนาจบังคับบัญชาในการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่ และการใช้อำนาจบริหารกิจการในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง ตลอดจนนโยบายและแนวปฏิบัติต่าง ๆ อันเป็นอำนาจของนายจ้างโดยทั่วไปที่ปรากฏในสัญญาจ้างแรงงานตามระบบกฎหมายเอกชนทั้งสิ้น หาใช่เป็นการแสดงอำนาจเหนือของฝ่ายปกครองตามระบบกฎหมายมหาชนไม่ สัญญาจ้างพนักงานที่พิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คงเป็นเพียงสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น การที่โจทก์ใช้สิทธิในฐานะลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเรียกร้องค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลย ตามสัญญาจ้างพนักงานข้อ ๔ และระเบียบสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าด้วยสวัสดิการและประโยชน์ตอบแทนพนักงาน พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๒๐ ถึงข้อ ๒๒ ประกอบกับพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๘ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน และเป็นการเรียกร้องให้คุ้มครองสิทธิในการให้ได้หยุดงานตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเป็นกรณีพิพาทในส่วนของการขอรับความคุ้มครองให้ได้รับค่าจ้าง ค่าตอบแทน และการมีหลักประกันการทำงานที่เหมาะสม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและและตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และ (๒) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยจัดตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๒ ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๑๕ และพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับบริการสาธารณะด้านการศึกษา จำเลยจึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่พระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗ บัญญัติให้จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น และมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กิจการของจำเลยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ พนักงาน และลูกจ้างของจำเลยต้องได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน อีกทั้ง พระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติให้จำเลยบริหารและดำเนินกิจการตามนโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับกฎเกณฑ์ที่กำหนดโดยคณะกรรมการของจำเลยตามมาตรา ๑๕ ประกอบกับพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมณ์ในการดำเนินงานของจำเลยซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นไปอย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพตามที่ระบุไว้ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ กฎหมายจึงบัญญัติให้คณะกรรมการของจำเลยมีอำนาจหน้าที่ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของจำเลยทั้งด้านการปฏิบัติงาน การบริหารงานบุคคล การเงินและการงบประมาณ รวมทั้งข้อบังคับ ต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลย เมื่อกฎหมายบัญญัติให้จำเลยไม่เป็นทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ กิจการของจำเลยจึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่ใช้บังคับกับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานและลูกจ้างของจำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับของข้อบังคับต่าง ๆ ที่คณะกรรมการของจำเลยกำหนดขึ้น แต่เพื่อเป็นการคุ้มครองและรับรองสิทธิประโยชน์ตอบแทนของพนักงานและลูกจ้างของจำเลย กฎหมายจึงบัญญัติให้ได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมการของจำเลยออกระเบียบข้อบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับประโยชน์ตอบแทนของพนักงานและลูกจ้างของจำเลยต้องไม่น้อยกว่าประโยชน์ตอบแทนที่ลูกจ้างในหน่วยงานเอกชนได้รับตามกฎหมายดังกล่าวไว้ ซึ่งการที่กฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิประโยชน์ในลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่เกณฑ์สำหรับใช้ในการพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาล นอกจากนั้น การที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้มิได้หมายความว่าประโยชน์ตอบแทนของพนักงานและลูกจ้างของจำเลยมีเฉพาะเท่าที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนกำหนดไว้ และมิได้หมายความว่า กรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน และลูกจ้างของจำเลยแล้ว จะต้องนำกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับโดยตรง แต่จะต้องพิจารณาจากข้อบังคับระเบียบกฎเกณฑ์ของจำเลยที่เกี่ยวข้องซึ่งคณะกรรมการของจำเลยกำหนดขึ้นเป็นสำคัญ หาไม่แล้วมาตรา ๘ วรรคหนึ่งตอนต้น คงไม่บัญญัติให้กิจการของสถาบันไม่ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาว่าข้อบังคับระเบียบกฎเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดสิทธิประโยชน์ตอบแทนน้อยกว่าที่กฎหมายทั้งสามฉบับกำหนดไว้หรือไม่

นอกจากนั้น การที่จำเลยทำสัญญาจ้างบุคคลที่ผ่านกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานของจำเลยก็เป็นเพียงวิธีการในการบรรจุแต่งตั้งพนักงานของจำเลยซึ่งเป็นกลไกหรือเครื่องมือในการบริหารงานบุคคลของจำเลยตามที่คณะกรรมการของจำเลยกำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับของจำเลย อันเป็นวิธีการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่เป็นส่วนราชการและมิใช่รัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน เพื่อให้การดำเนินการบริหารงานบุคคลของจำเลยเป็นไปด้วยความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ และทำให้วัตถุประสงค์ของจำเลยบรรลุผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยได้สละอำนาจพิเศษหรือเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองหรือยอมลดฐานะของตนลงในการเข้าทำสัญญาจ้างพนักงานหรือลูกจ้างให้มีฐานะเท่าเทียมกันกับพนักงานหรือลูกจ้าง อันมีผลทำให้สัญญาจ้างพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด ซึ่งการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานราชการในปัจจุบันก็มีการทำสัญญาจ้างพนักงานราชการสำหรับการปฏิบัติงานของส่วนราชการเช่นเดียวกัน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ อีกทั้ง ในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐในปัจจุบันมีการตรากฎหมายจัดตั้งหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเพื่อจัดทำบริการสาธารณะด้านต่าง ๆ ขึ้น โดยดำเนินการภายใต้ทุน ทรัพย์สิน และรายได้ของหน่วยงานของรัฐนั้น มีคณะกรรมการของหน่วยงานของรัฐนั้นเป็นผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนระเบียบ ข้อบังคับกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารทั้งด้านการเงิน การงบประมาณ และการบริหารงานบุคคล โดยกฎหมายจัดตั้งได้บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐนั้นไม่ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่มีบทบัญญัติให้พนักงานและลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐนั้นจะต้องได้รับประโชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน อาทิ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ออกจากระบบราชการไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และองค์การมหาชนต่าง ๆ รวมทั้งสถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยว่านิติสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกับลูกจ้างเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน มิใช่นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานในกฎหมายแพ่งทั่วไป ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๖/๒๕๔๘ และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งมีคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ ๕๒/๒๕๔๒ วินิจฉัยว่า ประโยชน์ตอบแทนที่พนักงานของสถาบันเรียกร้องเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติ มิได้เกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น สัญญาจ้างพนักงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์ในการจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานของจำเลย เพื่อให้โจทก์เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะหรือการดำเนินกิจการทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามที่กฎหมายกำหนด สัญญาจ้างพนักงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่ผู้ชำนาญด้านบริหารทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๖๘,๕๗๗ บาท เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งกรณีเกษียณอายุ ๖๐ ปีบริบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ โจทก์ยังมีวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีเหลืออีก ๒๐ วัน โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี รวม ๒๐ วัน เป็นเงิน ๔๕,๗๑๘ บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายค่าจ้างดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีภารกิจเพื่อบริการสาธารณะจึงต้องมีอำนาจเหนือพนักงานหรือลูกจ้างเพื่อให้ภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล ดังจะเห็นได้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การระงับข้อพิพาทแรงงาน การนัดหยุดงาน การปิดงาน การงดจ้าง และการจัดตั้งสหภาพแรงงาน เมื่อมีข้อพิพาทจึงไม่จำต้องระงับข้อพิพาทโดยองค์คณะที่ประกอบด้วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างดังเช่นในคดีแรงงาน และเป็นกรณีที่จำเลยมีเอกสิทธิ์ในการทำสัญญาจ้างโจทก์ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีอำนาจเหนือลูกจ้างที่เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจบริการสาธารณะของหน่วยงานทางปกครองอันเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ไม่ใช่นิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างที่เท่าเทียมกันตามสัญญาจ้างแรงงานในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ข้อตกลงจ้างทำงานระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงไม่เป็นสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายแพ่ง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๖/๒๕๔๘ อีกทั้งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ บัญญัติให้กิจการของจำเลยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ทั้งนี้ มีคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ ๕๒/๒๕๔๒ ในคดีแพ่งของศาลแรงงานกลาง หมายเลขดำที่ ๘๔๑๗/๒๕๔๒ ระหว่าง นางสาวทัศนีย์ สงวนศักดิ์ โจทก์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำเลย ซึ่งวินิจฉัยไว้ว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยจ่ายประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าชดเชยที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๘ เห็นว่า ประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์เรียกร้องเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติ มิได้เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลย จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน และแม้ประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวเป็นเงื่อนไขการจ้าง ค่าจ้าง สวัสดิการและประโยชน์อย่างอื่นของลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้าง ซึ่งเป็น "สภาพการจ้าง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่พระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า กิจการของสถาบันไม่ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์และจำเลยมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำเลย เป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานครั้งสุดท้ายทำหน้าที่ผู้ชำนาญด้านบริหารทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๖๘,๕๗๗ บาท จำเลยมีระเบียบว่าด้วยสวัสดิการและประโยชน์ตอบแทนพนักงาน พ.ศ. ๒๕๔๓ กำหนดให้พนักงานมีสิทธิลาพักผ่อนปีงบประมาณละ ๑๐ วันทำงาน และสามารถสะสมจำนวนวันที่ยังมิได้หยุดพักผ่อนในปีงบประมาณนั้น ไปรวมกับปีงบประมาณถัดไปได้แต่ต้องไม่เกิน ๒๐ วันทำงาน เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งกรณีเกษียณอายุโจทก์ยังมีวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีเหลืออีก ๒๐ วัน จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวม ๒๐ วัน เป็นเงิน ๔๕,๗๑๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๖) เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตราดังกล่าว โดยกำหนดให้คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้นเป็นคดีประเภทหนึ่งที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นพนักงานตามสัญญาจ้างฉบับลงวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๒ โดยมีสาระสำคัญของสัญญาข้อ ๑. ว่าจำเลยตกลงจ้างและโจทก์ตกลงรับจ้างทำงานให้จำเลย ตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ ในอัตราเงินเดือน เดือนละ ๖๓,๙๖๐ บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์ ตกลงจะทำงานให้แก่จำเลย และจำเลยตกลงจะให้สินจ้างแก่โจทก์ตลอดเวลาที่ทำงานให้ อันเข้าลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ โจทก์และจำเลยจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างและนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั่วไป แม้พระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๘ บัญญัติว่ากิจการของสถาบันไม่ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนก็ตาม แต่ความตอนท้ายของมาตราเดียวกันนั้น ก็บัญญัติรับรองไว้ว่าผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้างของสถาบันต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ฉะนั้น ความในมาตรา ๘ ดังกล่าวจึงเป็นการเปิดโอกาสให้คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาจกำหนดเรื่องประโยชน์ตอบแทนที่จะตกได้แก่ผู้อำนวยการ พนักงานและลูกจ้างของสถาบันสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนก็ได้ เพียงแต่ประโยชน์ตอบแทนนั้นต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎหมาย ทั้งสามฉบับดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าสัญญาที่จำเลยกระทำกับบุคคลใดอันมีลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานแล้วจะไม่กลายเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ส่วนการที่จำเลยออกระเบียบสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าด้วยสวัสดิการและประโยชน์ตอบแทนพนักงาน พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยเฉพาะในส่วนที่ ๕ เรื่องการลาพักผ่อนประจำปี ข้อ ๒๐ ถึงข้อ ๒๒ ซึ่งจำเลยหยิบยกขึ้นมาปฏิเสธว่าไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์นั้น ก็เป็นหลักเกณฑ์ของจำเลยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของพนักงาน ลูกจ้างของจำเลยอันเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของสภาพการจ้างที่ใช้บังคับตามสิทธิและหน้าที่ของสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓)

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางวันทนี เพชร์หลิม โจทก์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ติดราชการ

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.2541
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวันทนี เพชร์หลิม
จำเลย — สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2556
#527237
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อันมีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร กู้ยืมเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ โดยกำหนดวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ ๑ นำเงินที่กู้ยืมไปใช้รวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิก และช่วยเหลือเกษตรกรในด้านสินเชื่อตามวัตถุประสงค์ของกองทุน สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นสัญญาที่ให้จัดทำหรือเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๕๖

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดสุรินทร์

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสุรินทร์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โจทก์ ยื่นฟ้องสหกรณ์ช่วยเกษตรกรสังขะ - ศรีณรงค์ จำกัด ที่ ๑ นายจงกิจ ขวัญทอง ที่ ๒ นายหงษ์ทอง พวงจิตร ที่ ๓ นายสันติ สุขเต็ม ที่ ๔ นายเดชาหรือสมพล ศรีอุฬารวัฒน์ ที่ ๕ นายทรงชาติ อินตาหรืออินทร์ตา ที่ ๖ นายจรูญ บุญร่วม ที่ ๗ นายณรงค์ แก้มทอง ที่ ๘ นายไพฑูรย์ เวชไสยหรือเวชไสย์ ที่ ๙ นายทองอุ่น บูรณะ ที่ ๑๐ นายเกียม คำผุย ที่ ๑๑ นางสมบูรณ์ ศรีเสน ที่ ๑๒ นายสนอง ทองอ้ม ที่ ๑๓ นางจันทร์งาม เกียงวัว ที่ ๑๔ นายวีรพล แก้วหลวง ที่ ๑๕ นางสาวสนธยา แก้วหลวง ที่ ๑๖ นางพันธ์ อนุมาร ที่ ๑๗ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๙๐๕/๒๕๕๓ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจเกี่ยวกับการส่งเสริมสหกรณ์ แนะนำ กำกับดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อดำเนินการตามโครงการเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ ปีการผลิต ๒๕๔๔/๒๕๔๕ กำหนดชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๕ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดหรือเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ ต้องเสียดอกเบี้ยจากการผิดนัดร้อยละ ๖ ต่อปีของต้นเงินค้างชำระ หากนำเงินไปใช้นอกเหนือวัตถุประสงค์ จำเลยที่ ๑ ต้องชำระค่าปรับแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี โดยมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๓ นายสงัด เกียงวัว นายชาญชัย แก้วหลวงหรือแก้วกาหลง และนายสมบัติ ลายมั่น เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ มิได้นำเงินกู้ยืมไปใช้รวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกของจำเลยที่ ๑ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกให้ชำระหนี้ แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย คงชำระค่าปรับบางส่วนแก่โจทก์บางส่วน จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๓ ในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑๔ ในฐานะผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสงัด จำเลยที่ ๑๕ และที่ ๑๖ ในฐานะผู้มีสิทธิรับมรดกของนายชาญชัย และจำเลยที่ ๑๗ ในฐานะผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสมบัติ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ขอให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันชำระต้นเงิน ดอกเบี้ยและค่าปรับ จำนวน ๒๑,๙๐๕,๖๑๖.๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ที่ ๑๓ ที่ ๑๔ และที่ ๑๗ ยื่นคำให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ เพราะโจทก์สมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการและบุคคลภายนอกเชิดจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนทำสัญญา แล้วให้บุคคลภายนอกนำเงินไปใช้ในการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปช่วงปี ๒๕๔๓ ถึง ๒๕๔๕ สัญญากู้ยืมจึงเป็นนิติกรรมอำพราง และจำเลยที่ ๑ มิได้รับเงินตามสัญญาใบเสร็จรับเงินท้ายฟ้องมิใช่ของจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งโจทก์มิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ว่าด้วยการกู้ยืมเงินระหว่างสหกรณ์กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมโดยขาดการพิจารณาอนุมัติที่รอบคอบ เมื่อการกู้ยืมในคดีนี้เป็นการกระทำตามนโยบายของรัฐกระทบต่อคนหมู่มาก จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ศาลปกครองจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา และคดีขาดอายุความ จำเลยที่ ๑๔ ถึง ๑๗ เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสงัด เกียงวัว นายชาญชัย แก้วหลวงหรือแก้วกาหลง และนายสมบัติ ลายมั่น จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์ต้องเรียกร้องจากผู้จัดการมรดกของนายสงัด นายชาญชัย และนายสมบัติ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ที่ ๑๓ ที่ ๑๔ และที่ ๑๗ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามระเบียบและเงื่อนไข รู้เห็นและสนับสนุนให้บุคคลภายนอกเป็นผู้รับเงินและนำไปใช้ซื้อสิทธิขายเสียง การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นคำสั่งทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองนครราชสีมาศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ (๑๑) มีอำนาจเกี่ยวกับส่งเสริมสหกรณ์ แนะนำ กำกับดูแล บรรดาสหกรณ์ทั่วประเทศ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโครงการเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ ปีการผลิต ๒๕๔๔/๔๕ และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๓ และจำเลยที่ ๑๔ ถึงที่ ๑๗ ในฐานะผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสงัด เกียงวัว นายชาญชัย แก้วหลวงหรือแก้วกาหลง และนายสมบัติ ลายมั่น ตามลำดับ รับผิดตามสัญญาค้ำประกันนั้น ไม่มีกฎหมายบังคับให้จำเลยที่ ๑ ต้องจัดหาแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมเงินกองทุนของโจทก์เท่านั้น แต่จำเลยที่ ๑ มีเสรีภาพในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอื่น ๆ นอกจากนี้แม้สัญญากู้ยืมมีข้อกำหนดว่า ผู้กู้ยืมจะต้องใช้เงินที่กู้ยืมเพื่อดำเนินการตามโครงการเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ ปีการผลิต ๒๕๔๔/๔๕ และต้องปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง และคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์ โจทก์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ก็เป็นเพียงข้อกำหนดหรือเงื่อนไขเช่นเดียวกับการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินทั่วไปเพื่อมิให้ผู้กู้ยืมนำเงินไปใช้ในกิจการอย่างอื่นนอกวัตถุประสงค์ ทั้งข้อสัญญามิได้ให้เอกสิทธิ์โจทก์อย่างหนึ่งอย่างใดนอกเหนือไปจากที่กฎหมายเอกชนของประเทศยินยอมให้กระทำได้ การอนุมัติให้กู้ยืมเงินของโจทก์จึงมิใช่การกระทำทางปกครองที่เป็นการแสดงออกซึ่งเจตนาของหน่วยงานทางปกครองที่มุ่งจะผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับประชาชนในฐานะที่หน่วยงานทางปกครองมีอำนาจที่เหนือกว่าแต่ประการใด นอกจากนี้แม้มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่มีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยกำหนดวิธีใช้เงินคืน ทั้งวัตถุแห่งสัญญาก็เป็นการให้กู้ยืมเฉพาะเกษตรกรที่เป็นสมาชิกเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น มิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ ๑ เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์อันจะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่อย่างใด ประการต่อมา ที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ที่ ๑๓ ที่ ๑๔ และที่ ๑๗ ให้การต่อสู้คดีและโต้แย้งเขตอำนาจศาลทำนองว่า โจทก์กระทำการขัดคำสั่งหรือกฎต่าง ๆ นั้น เมื่อพิเคราะห์คำให้การและคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ที่ ๑๓ ที่ ๑๔ และที่ ๑๗ แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ที่ ๑๓ ที่ ๑๔ และที่ ๑๗ ให้การกล่าวอ้างลอย ๆ มิได้ระบุให้ชัดเจนว่า โจทก์หรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องหลอกลวงหรือเชิดจำเลยที่ ๑ อย่างไร ทั้งไม่ปรากฏรายละเอียดว่า โจทก์กระทำการขัดคำสั่งหรือนโยบายของรัฐโดยมิชอบอย่างไร คำให้การและคำโต้แย้งของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ที่ ๑๓ ที่ ๑๔ และที่ ๑๗ จึงเป็นการอ้างเหตุผลย่อยประการหนึ่ง เพื่อต่อสู้ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ที่ ๑๓ ที่ ๑๔ และที่ ๑๗ หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันอันเป็นประเด็นหลักแห่งคดี กรณีมิใช่เรื่องที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ที่ ๑๓ ที่ ๑๔ และที่ ๑๗ ประสงค์ใช้สิทธิต่อสู้คดีว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่ประการใด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันอันเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริม เผยแพร่ ให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ให้แก่บุคลากรสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในการเพิ่มขีดความสามารถในด้านการบริหารจัดการ การดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเชื่อมโยงธุรกิจ สหกรณ์สู่ระดับสากล เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็นกองทุนซึ่งจัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั้งระบบและครอบคลุมสินค้าเกษตรทุกชนิด ตามข้อ ๑๖ ของระเบียบดังกล่าว ซึ่งการช่วยเหลือเกษตรกรจะต้องดำเนินการภายใต้หลักการเดียวกันอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ มีกลไกให้ผลประโยชน์นั้นกลับไปถึงเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยให้การช่วยเหลือในด้านการตลาด สินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิต ตามข้อ ๑๕ ของระเบียบเดียวกัน โดยข้อ ๑๔ กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรพิจารณาให้ความช่วยเหลือ เมื่อเห็นว่าราคาตลาดต่ำกว่า หรือคาดว่าจะต่ำกว่าราคาเป้าหมายนำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และหยุดให้ความช่วยเหลือเมื่อเห็นว่าราคาตลาดสูงกว่า หรือคาดว่าจะสูงกว่าราคาเป้าหมายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประกอบด้วยเงินที่ได้รับการจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้ ดอกผลของเงินกองทุน และเงินที่รัฐบาลอุดหนุนให้ ตามข้อ ๑๘ และข้อ ๑๙ กำหนดให้จ่ายเงินจากกองทุนได้ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ตามมติคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) ช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการตลาดเพื่อรักษาระดับราคาหรือยกระดับราคาสินค้าเกษตร (๒) พัฒนาโครงสร้างการผลิต และการปรับปรุงคุณภาพสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร (๓) ช่วยเหลือเกษตรกรในด้านสินเชื่อและการดำเนินงานของกองทุนที่ดิน (๔) ค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนไม่เกินร้อยละ ๑ ของกองทุน (๕) ช่วยเหลือสินค้าเกษตรที่มีกฎหมายกำหนดให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบอยู่แล้ว โดยผ่านกองทุนซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นเป็นการเฉพาะคราวและมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของเกษตรกร ทั้งนี้ การจ่ายเงินเพื่อดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) จะจ่ายในลักษณะหมุนเวียนหรือจ่ายขาดก็ได้ ส่วนการจ่ายเงินตาม (๕) ให้จ่ายได้เฉพาะในลักษณะหมุนเวียนและต้องคำนึงถึงเงินกองทุนคงเหลือแต่ที่ปลอดภาระผูกพันที่จะนำไปช่วยเหลือสินค้าเกษตรกรอื่นที่มีปัญหาหรือคาดว่าจะมีปัญหาประกอบด้วย ซึ่งข้อ ๑๗ กำหนดให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการใช้จ่ายหรือขอรับจัดสรรเงินกองทุน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรตลอดจนดูแลรักษาประโยชน์เงินกองทุน รวมทั้งควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินกองทุน ดังนั้น เห็นได้ว่ากองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็นกองทุนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการตลาด ด้านการผลิตสินค้าเกษตร และด้านสินเชื่อ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐที่ให้บริการแก่เกษตรกรโดยเฉพาะ การดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกองทุนดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกิจการของฝ่ายทางปกครอง การที่โจทก์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่บริหารกองทุนต่าง ๆ ที่ผ่านโจทก์ ทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ โดยให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ตามโครงการเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ ปีการผลิต ๒๕๔๔/๒๕๔๕ โดยมีหลักการที่จะให้สหกรณ์ดำเนินการรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกมาจัดการด้านการตลาด ตั้งแต่การขนส่ง คัดคุณภาพ แปรรูป บรรจุ จนถึงการจำหน่าย นอกจากสมาชิกสหกรณ์จะได้รับราคาข้าวเปลือกขั้นต่ำตามราคาตลาดส่วนหนึ่งเมื่อส่งมอบข้าวเปลือกแล้ว สมาชิกสหกรณ์ยังจะได้รับราคาเพิ่มขึ้นเมื่อสหกรณ์ดำเนินการมีกำไรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้สมาชิกสหกรณ์ได้รับราคาขั้นสุดท้ายสูงกว่าราคาตลาดโดยทั่วไป ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์ไม่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้กู้ยืมเงินจากโจทก์ตามโครงการเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ ปีการผลิต ๒๕๔๔/๒๔๔๕ ตามสัญญาเลขที่ ๑/๒๔๔๕ ลงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๔๔๕ โดยมีข้อตกลงกันตามข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๗ ว่าโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจำนวน ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๑ จะต้องใช้เงินเพื่อดำเนินการตามโครงการเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ ปีการผลิต ๒๕๔๔/๔๕ เท่านั้น ไม่สามารถนำเงินที่กู้ยืมไปใช้ในกิจการอื่นได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากโจทก์ก่อน หากจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยและค่าปรับแก่โจทก์ ตามข้อ ๑๓ และข้อ ๑๗ หากปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ใช้จ่ายเงินกู้ยืมดังกล่าวไม่หมดหรือหมดความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน ให้จำเลยที่ ๑ ส่งคืนให้แก่โจทก์ภายใน ๕ วันทำการ ตั้งแต่วันที่หมดความจำเป็นต้องใช้ และในระหว่างที่ยังเป็นหนี้เงินที่กู้ยืมตามสัญญานี้ จำเลยที่ ๑ ต้องจัดทำบัญชีสำหรับติดตามผลการปฏิบัติงานการรวบรวมข้าวตามโครงการ ฯ อย่างใกล้ชิดและทุกรอบระยะเวลา ๑๒ เดือน นับจากเดือนที่ได้รับเงินกู้ยืมไป และต้องจัดทำรายงานตามที่โจทก์กำหนด ส่งให้โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ตามนัยข้อ ๖ และข้อ ๑๐ ของสัญญา อีกทั้งจำเลยที่ ๑ ต้องปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง คำแนะนำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวเข้าตรวจสอบกิจการได้ตลอดเวลา รวมทั้งยินยอมให้โจทก์มีอำนาจสั่งแก้ไขด้วยประการใด ๆ หากไม่แก้ไข โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที และหากมีดอกเบี้ยเกิดขึ้นจากบัญชีเงินฝากต้องส่งคืนโจทก์ทั้งหมด อันเป็นข้อกำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายรัฐควบคุมบริหารเงินที่ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินตามข้อ ๑๑ จากข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดำเนินกิจการทางปกครองและจัดทำบริการสาธารณะดังกล่าวแทนโจทก์ในรูปของสัญญากู้ยืมเงิน โดยกำหนดวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ ๑ นำเงินที่กู้ยืมเงินไปใช้เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกไปแปรรูปเป็นข้าวสารและจำหน่าย โดยมีเป้าหมายให้สมาชิกสหกรณ์ไม่ต้องได้รับความเดือดร้อนในเรื่องราคาข้าวเปลือกตกต่ำและเป็นการยกระดับราคาข้าวเปลือกให้เป็นธรรม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการตลาด เพื่อรักษาระดับราคาหรือยกระดับราคาสินค้าเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรในด้านสินเชื่อตามวัตถุประสงค์ของกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ตามข้อ ๑๙ (๑) และ (๓) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๓๔ สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จึงเป็นเครื่องมือของโจทก์เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะตามภาระหน้าที่บรรลุผล การที่โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจึงมิใช่เป็นการกระทำเพื่อมุ่งให้เกิด

นิติสัมพันธ์ในทางแพ่งระหว่างรัฐกับจำเลย รวมทั้งมิใช่เป็นการประกอบธุรกิจในเชิงพาณิชย์ของรัฐ แม้ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแก่จำเลย ที่ ๑ เพื่อดำเนินโครงการเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ ปีการผลิต ๒๕๔๔/๔๕ เพียงสหกรณ์เดียวหรือรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกสหกรณ์เพียงกลุ่มเดียว แต่การให้กู้ยืมเงินดังกล่าวคงมีวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ ๑ จัดทำบริการสาธารณะแทนโจทก์ ซึ่งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานทางปกครองหาได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้รับบริการไม่ แม้จะมีจำนวนผู้รับบริการมากน้อยเพียงใดหรือมีเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว การจัดทำบริการสาธารณะนั้นก็ยังคงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ หาได้ทำให้กลายเป็นมิใช่การจัดทำบริการสาธารณะไม่ ดังนั้น จำนวนหรือกลุ่มสมาชิกจึงมิใช่เงื่อนไขที่จะทำให้สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ฉบับนี้ไม่เป็นสัญญาทางปกครองเพราะสัญญาใดจะเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่นั้น จักต้องพิจารณาจากเนื้อหาสาระและวัตถุประสงค์ของสัญญานั้นเป็นสำคัญ ดังนั้น สัญญากู้ยืมเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โครงการเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ ปีการผลิต ๒๕๔๔/๔๕ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ ตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะและเป็นสัญญาทางปกครอง ตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาข้อกำหนดในสัญญา มีข้อสัญญาหลายข้อที่กำหนดให้คู่สัญญามีสิทธิและหน้าที่แตกต่างไปจากที่มีการกำหนดในสัญญาทางแพ่งตามกฎหมายเอกชนหรือไม่ค่อยมีการกำหนดไว้ในสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชน เช่น ข้อ ๖ ที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องส่งเงินคืนโจทก์ หากใช้เงินกู้ดังกล่าวไม่หมดหรือหมดความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็เพื่อนำเงินส่วนที่เหลือคืนกองทุน ฯ เพื่อนำไปหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือเกษตรกรตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน ฯ อันจะทำให้การจัดทำบริการสาธารณะแก่เกษตรกรสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและทั่วถึงแก่เกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ด้วย รวมทั้งกำหนดให้จำเลยที่ ๑ จัดทำบัญชีติดตามผลการรวบรวมข้าวตามโครงการอย่างใกล้ชิดและรายงานโจทก์จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินดังกล่าว แต่หากนำเงินไปใช้นอกเหนือวัตถุประสงค์จำเลยที่ ๑ ต้องชำระค่าปรับแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี อีกทั้งโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้เงินที่กู้ยืมทั้งหมดหรือบางส่วนเมื่อใดก็ได้ แม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวมีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาทางแพ่งตามกฎหมายของเอกชน หรือไม่ค่อยพบในสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชน อันเป็นลักษณะของสัญญาทางปกครอง ดังนั้น เมื่อมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้กู้ยืม คืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเลขที่ ๑/๒๕๔๕ ระหว่างสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๓ นายสงัด เกียงวัว นายชาญชัย แก้วหลวงหรือแก้วกาหลง และนายสมบัติ ลายมั่น ในฐานะผู้ค้ำประกัน กรณีจึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริม เผยแพร่ ให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ให้แก่บุคลากรสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในการเพิ่มขีดความสามารถในด้านการบริหารจัดการ การดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเชื่อมโยงธุรกิจ สหกรณ์สู่ระดับสากล เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม สำหรับกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็นกองทุนซึ่งจัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั้งระบบและครอบคลุมสินค้าเกษตรทุกชนิด ทั้งในด้านการตลาด ด้านการผลิตสินค้าเกษตรและด้านสินเชื่อ อันมีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น การที่โจทก์ได้ตกลงกันทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการเชื่อมโยงสินเชื่อเพื่อการผลิตและบริการตลาดข้าวของสหกรณ์ ปีการผลิต ๒๕๔๔/๔๕ โดยกำหนดวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ ๑ นำเงินที่กู้ยืมไปใช้เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิก โดยมีเป้าหมายให้สมาชิกสหกรณ์ไม่ต้องได้รับความเดือดร้อนในเรื่องราคาข้าวเปลือกตกต่ำและเป็นการยกระดับราคาข้าวเปลือกให้เป็นธรรม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการตลาด เพื่อรักษาระดับราคาหรือยกระดับราคาสินค้าเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรในด้านสินเชื่อตามวัตถุประสงค์ของกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ตามข้อ ๑๙ (๑) และ (๓) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๓๔สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำหรือเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ โจทก์ สหกรณ์ช่วยเกษตรกรสังขะ - ศรีณรงค์ จำกัด ที่ ๑ นายจงกิจ ขวัญทอง ที่ ๒ นายหงษ์ทอง พวงจิตร ที่ ๓ นายสันติ สุขเต็ม ที่ ๔ นายเดชาหรือสมพล ศรีอุฬารวัฒน์ ที่ ๕ นายทรงชาติ อินตาหรืออินทร์ตา ที่ ๖ นายจรูญ บุญร่วม ที่ ๗ นายณรงค์ แก้มทอง ที่ ๘ นายไพฑูรย์ เวชไสยหรือเวชไสย์ ที่ ๙ นายทองอุ่น บูรณะ ที่ ๑๐ นายเกียม คำผุย ที่ ๑๑ นางสมบูรณ์ ศรีเสน ที่ ๑๒ นายสนอง ทองอ้ม ที่ ๑๓ นางจันทร์งาม เกียงวัว ที่ ๑๔ นายวีรพล แก้วหลวง ที่ ๑๕ นางสาวสนธยา แก้วหลวง ที่ ๑๖ นางพันธ์ อนุมาร ที่ ๑๗ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ติดราชการ

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมส่งเสริมสหกรณ์
จำเลย — สหกรณ์ช่วยเกษตรกรสังขะ - ศรีณรงค์ จำกัด ที่ 1
กับพวกรวม 17 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2556
#527236
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ และถูกอายัดตัวตามหมายจับของศาลจังหวัดเพื่อดำเนินคดีอีกคดีหนึ่ง ฟ้องพนักงานสอบสวนและผู้กำกับการสถานีตำรวจ ขอให้เร่งรัดการสอบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณา เห็นว่า มูลความแห่งคดีเนื่องมาจากการดำเนินการของพนักงานสอบสวนภายหลังการอายัดตัวผู้ฟ้องคดีซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาตามหมายจับของศาลข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อนำไปสู่การฟ้องคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาที่ให้อำนาจพนักงานสอบสวนไว้เป็นการ เฉพาะโดยตรง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑) ก็บัญญัติว่า "ศาล" หมายความถึงศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา ดังนั้น ศาลที่มีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบการสอบสวนของพนักงานสอบสวน คือ ศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญาเท่านั้น และเป็นศาลที่ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาออกหมายจับผู้ฟ้องคดีไว้แล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจศาลเหนือคดีนี้แล้วด้วย แม้ผู้ฟ้องคดีจะบรรยายฟ้องในทำนองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม แต่การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก็เป็นเรื่องการสอบสวนเพื่อนำตัวผู้ฟ้องคดีไปลงโทษทางอาญา มิใช่เป็นเรื่องของการใช้อำนาจทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอันอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๕๖

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมีนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ นายวัฒนา ปั้นเกตุ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลำผักชี ที่ ๑ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน สถานีตำรวจนครบาลลำผักชี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๖๘/๒๕๕๓ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นนักโทษเด็ดขาดชายซึ่งได้ทราบว่าถูกอายัดตัวตามหมายจับที่ ๒๑๖/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๗ ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เร่งพิจารณาสอบสวนและส่งเรื่องให้แก่พนักงานอัยการต่อไป แต่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการตามที่ร้องขอและแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการละเลยต่อหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติต่อหน้าที่ เลือกปฏิบัติ และประวิงเวลา เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เสียสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบมีความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีต่อไปภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลปกครองเนื่องจากเป็นการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เดิมผู้ฟ้องคดีถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรีตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีในคดีหมายเลขแดงที่ ๖๘๔๓/๒๕๕๑ และคดีหมายเลขแดงที่ ๕๖๑๕/๒๕๕๑ รวมโทษจำคุกสองคดีเป็นเวลา ๒๐ ปี ๙ เดือน และได้มีการโอนตัวผู้ฟ้องคดีไปควบคุมที่เรือนจำกลางคลองเปรม และเรือนจำกลางขอนแก่นตามลำดับ ขณะที่ผู้ฟ้องคดีถูกควบคุมที่เรือนจำพิเศษมีนบุรี ผู้ฟ้องคดีได้ถูกพนักงานสอบสวนท้องที่ ต่าง ๆ อายัดตัวดำเนินคดีรวมถึงพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลลำผักชี ตามหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ ๒๑๖/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๗ ขณะผู้ฟ้องคดีถูกควบคุมที่เรือนจำกลางคลองเปรม ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้เร่งรัดดำเนินคดีที่อายัดไว้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลำผักชีได้สอบสวน และส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ แต่พนักงานอัยการไม่รับสำนวน เนื่องจากไม่มีผลการตรวจสอบประวัติลายพิมพ์นิ้วมือและไม่มีตัวผู้ต้องหามาฟ้องพร้อมกับสำนวนการสอบสวน ต่อมา เมื่อได้ทำการสอบสวนผู้ฟ้องคดีเพิ่มเติมที่เรือนจำกลางขอนแก่นแล้ว จึงได้ส่งผลการสอบสวนให้พนักงานอัยการอีกครั้งเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๓ แต่พนักงานอัยการได้ปฏิเสธไม่รับสำนวนการสอบสวน เนื่องจากไม่เป็นไปตามข้อ ๙๙ ของระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ เลือกปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการประวิงเวลาให้ล่าช้าเพื่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี ทั้งไม่เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับตามกฎหมาย เนื่องจากการลดโทษหรือลดวันต้องโทษจำคุกไม่เกี่ยวกับการอายัดตัวผู้ต้องขัง และแม้ไม่มีการอายัดตัวผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีก็ไม่ได้รับการพักโทษเนื่องจากจำคุกมาเพียง ๓ ปี จาก ๒๐ ปี ๙ เดือน ซึ่งยังไม่ถึง ๑ ใน ๓ ของโทษทั้งหมด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเร่งดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานคดีตามหมายจับที่ ๒๑๖/๒๕๔๗ ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องนั้น เป็นกรณีขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ในการดำเนินกิจการหรือการกระทำต่าง ๆ ของรัฐทุกระบบจะต้องถูกตรวจสอบได้โดยศาล โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีที่มีการฟ้องว่า หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือในคดีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือในคดีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่ง หรือคำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือในคดีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือในคดีที่กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด หรือในคดีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง อันเป็นการตรวจสอบการกระทำทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ส่วนศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ ซึ่งได้แก่คดีแพ่ง คดีอาญา และคดีอื่น ๆ ที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

สำหรับการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เป็นขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดในคดีอาญามาลงโทษ เช่น การจับกุม การสอบสวน การเปรียบเทียบปรับ การมีความเห็นในคดี เช่น การสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง และการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลยุติธรรม ซึ่งในขั้นตอนการดำเนินการของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อาจมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย ถ้าขั้นตอนใดเป็นการกระทำที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่ถ้าการกระทำใดที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นการกระทำที่เข้าเกณฑ์เป็นกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การกระทำนั้นจะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๔๐ (๔) และ (๗) ได้บัญญัติรับรองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ว่า ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ซึ่งเป็นสิทธิของบุคคลที่ได้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง และมีผลผูกพันศาล และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๐ ประกอบกับมาตรา ๑๒๑ ได้บัญญัติให้พนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาจะต้องเริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า จะทำการที่ใด เวลาใด แล้วแต่จะเห็นสมควร โดยที่ผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย นอกจากนี้ ประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ข้อ ๒๐๙ (๑) กำหนดว่า พนักงานสอบสวนจะต้องรีบกระทำการสอบสวนโดยมิชักช้าด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาด ชั้นดีมาก ในคดีฐานความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ และฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนหรือใช้อาวุธปืนหรือโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งศาลมี คำพิพากษาลงโทษจำคุก ๒๐ ปี ๙ เดือน อยู่ที่เรือนจำกลางขอนแก่น ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้มีหนังสือสถานีตำรวจนครบาลลำผักชี ที่ ๐๐๑๖.(บก.น.๓)(๑๐)(๓๒)/๔๓๔๘ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ถึงผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี ซึ่งได้ฝากขังผู้ฟ้องคดีระหว่างสอบสวนไว้ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรี เพื่อขออายัดตัวผู้ฟ้องคดีเพื่อนำมาดำเนินคดีซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป และการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ทำร้ายร่างกายมีและพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคดีอาญาที่ ๖/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๗ ของสถานีตำรวจนครบาลลำผักชี และตามหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรีที่ ๒๑๖/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๗ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยแจ้งข้อกล่าวหาและทำการสอบปากคำเพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเร่งรัดการสอบสวนและดำเนินคดีเพื่อให้พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีต่อไปแล้ว แต่ไม่ได้รับแจ้งผลการดำเนินการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชอบที่จะแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำผู้ฟ้องคดีตั้งแต่มีหนังสือขออายัดตัว โดยไม่จำต้องรอให้ผู้ฟ้องคดีได้รับการปล่อยตัวก่อน การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ประวิงเวลาให้ล่าช้า ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ต้องเสียสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายหลายประการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีต่อไป โดยให้ศาลกำหนดระยะเวลาในขั้นตอนการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมิให้ชักช้าเกินควร จึงเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในข้อหาที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำผิดอาญาดังกล่าว ารกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงมิใช่เรื่องการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่เป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองว่า ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเข้าลักษณะเป็นคดีปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับโดยสั่งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการสอบสวนคดีตามอำนาจหน้าที่เพื่อเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ นั้น ได้บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ซึ่งการพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องถือตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และข้อพิพาทในคดีระหว่างคู่ความเป็นสำคัญ สำหรับคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการละเลย เพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่ และประวิงเวลา เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย และได้มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบมีความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีต่อไปภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีนั้นเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในเรื่องการดำเนินการสอบสวนคดีอาญากับผู้ฟ้องคดี ซึ่งการสอบสวนคดีอาญานั้น กฎหมายได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถกระทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา อันเป็นขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงานไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง ซึ่งการที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่อย่างใดหรือใช้เวลาดำเนินการเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและพิจารณาสั่งคดีนั้น ย่อมเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่จะใช้ดุลพินิจภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามที่ได้ให้อำนาจไว้ อันเป็นการใช้อำนาจกระทำการในทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจกระทำการในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ อันเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานในทางอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา ซึ่งมีลักษณะเฉพาะและแตกต่างกับการใช้ดุลพินิจทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นนักโทษเด็ดขาดชายยื่นฟ้องผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลำผักชี ที่ ๑ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน สถานีตำรวจนครบาลลำผักชี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่าผู้ฟ้องคดีถูกอายัดตัวตามหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ ๒๑๖/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๗ จึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๑ เร่งการพิจารณาสอบสวนและส่งเรื่องให้แก่พนักงานอัยการต่อไป แต่ไม่มีการดำเนินการตามที่ร้องขอและแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการละเลยต่อหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติต่อหน้าที่เลือกปฏิบัติ และประวิงเวลาเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เสียสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับตามกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบมีความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีต่อไปภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด เห็นว่า มูลความแห่งคดีเนื่องมาจากการดำเนินการของพนักงานสอบสวนภายหลังการอายัดตัวผู้ฟ้องคดีตามหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ ๒๑๖/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๗ ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีและใช้อาวุธปืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป และการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีไว้เพื่อทำการสอบสวนดำเนินคดีอาญา อันเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งจะต้องเริ่มทำการสอบสวนโดยไม่ชักช้า จะทำการสอบสวนในที่ใด เวลาใด แล้วแต่จะเห็นสมควร โดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย และให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจหน้าที่ทำการรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๐ และมาตรา ๑๓๑ ประกอบมาตรา ๒ (๖) อันเป็นขั้นตอนดำเนินการเพื่อนำไปสู่การฟ้องคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจพนักงานสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑) ก็บัญญัติว่า "ศาล" หมายความถึงศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา ดังนั้นศาลที่มีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบการสอบสวนของพนักงานสอบสวน คือศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญาเท่านั้น นอกจากนี้ศาลยุติธรรมยังเป็นศาลที่ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาออกหมายจับผู้ฟ้องคดีไว้แล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจศาลเหนือคดีนี้แล้วด้วย แม้ผู้ฟ้องคดีจะบรรยายฟ้องในทำนองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม แต่การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก็เป็นเรื่องการสอบสวนเพื่อนำตัวผู้ฟ้องคดีไปลงโทษทางอาญาดังที่กล่าวมาแล้ว มิใช่เป็นเรื่องของการใช้อำนาจทางปกครองแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมในทางอาญาอันอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวัฒนา ปั้นเกตุ ผู้ฟ้องคดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลำผักชี ที่ ๑ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน สถานีตำรวจนครบาลลำผักชี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ติดราชการ

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายวัฒนา ปั้นเกตุ
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลำผักชี ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2556
#557017
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่สภาการเหมืองแร่ยื่นคำร้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกการประชุมวิสามัญเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สอง และการเลือกตั้งกรรมการสภาการเหมืองแร่ เห็นว่า สภาการเหมืองแร่เป็นนิติบุคคลที่มีลักษณะของการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ประกอบการค้า เพื่อหากำไรจากเหมืองแร่ โดยมีภารกิจสำคัญในการประสานดูแลผลประโยชน์จากการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ของสมาชิกให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ กระบวนการเลือกตั้งคณะกรรมการของสมาชิกสภาการเหมืองแร่จึงเป็นเพียงกระบวนการคัดเลือกตัวแทนจากสมาชิกผู้ประกอบการค้าด้วยกัน ซึ่งการคัดเลือกกรรมการของสภาการเหมืองแร่จะชอบด้วยข้อบังคับสภาการเหมืองแร่ ว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการ พ.ศ. ๒๕๒๖ หรือไม่ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๕๖

วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ สภาการเหมืองแร่ โดยนายยงยุทธ เพ็ชร์สุวรรณ ประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่ ที่ ๑ คณะกรรมการเลือกตั้ง โดยนายยงยุทธ เพ็ชร์สุวรรณ ประธานกรรมการเลือกตั้ง ที่ ๒ บริษัทสันทัดกรุ๊ป จำกัด โดยนายยงยุทธ เพ็ชร์สุวรรณ ผู้รับมอบอำนาจ ที่ ๓ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๐๓/๒๕๕๓ ความว่า ผู้ร้องที่ ๑ เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มีนายยงยุทธ เพ็ชร์สุวรรณ เป็นประธานสภาการเหมืองแร่ มีวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ผู้ร้องที่ ๓ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเหมืองแร่ เป็นสมาชิกสภาการเหมืองแร่ประเภทสามัญ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ นายวิเชียร ปลอดประดิษฐ์ เลขาธิการสภาการเหมืองแร่ มีหนังสือถึงสมาชิกสภาการเหมืองแร่ทุกคนเพื่อเรียกประชุมวิสามัญสภาการเหมืองแร่ประจำปี ๒๕๕๓ ในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ เพื่อเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ เมื่อถึงวันนัดประชุมมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๔๒๔ คน ครบองค์ประชุม นายยงยุทธ เพ็ชร์สุวรรณ ประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่ในขณะนั้นได้ดำเนินการประชุมเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งจำนวน ๕ คน โดยมีนายยงยุทธเป็นประธานกรรมการและมีผู้ร้องที่ ๒ เป็นกรรมการเลือกตั้ง ต่อมาคณะกรรมการเลือกตั้งและสมาชิกจำนวนมากอภิปรายแสดงความคิดเห็นและไม่พอใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภาการเหมืองแร่ที่ถูกอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่แทรกแซงการทำงาน จนเป็นเหตุให้สมาชิกเกินกว่าครึ่งหนึ่งเดินออกจากที่ประชุมจนมีสมาชิกที่เหลืออยู่ในที่ประชุมไม่ถึง ๒๒๗ ราย จึงไม่ครบองค์ประชุมตามข้อบังคับ ประธานกรรมการเลือกตั้งและกรรมการเลือกตั้งอีกสี่คนในขณะนั้นจึงเดินออกจากห้องประชุม อันมีผลให้ไม่มีกรรมการเลือกตั้งที่จะเลือกกรรมการ ต้องถือว่าการประชุมวาระดังกล่าวได้ยุติลงโดยไม่อาจเลือกตั้งกรรมการสภาการเหมืองแร่ที่ว่างลงตามวาระที่จะพ้นจากตำแหน่งได้ แต่นายวิเชียร ปลอดประดิษฐ์ เลขาธิการสภาการเหมืองแร่ ได้ดำเนินการเลือกตั้งต่อไปโดยพลการและไม่มีอำนาจ โดยจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งชุดใหม่โดยขัดต่อข้อบังคับสภาการเหมืองแร่ เพื่อให้ดำเนินการเลือกกรรมการสภาการเหมืองแร่จำนวน ๙ คน แทนที่ตำแหน่งที่จะว่างลงตามวาระในวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ โดยปราศจากอำนาจและการยินยอมของนายยงยุทธซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่จนถึงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ และนายวิเชียรยังทำหนังสือลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๓ เรียกประชุมคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่จำนวน ๑๘ คน เพื่อประชุมลงมติเลือกประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่คนใหม่ในวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๓ ด้วย เป็นเหตุให้ผู้ร้องทั้งสามได้รับความเสียหายเนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของสภาการเหมืองแร่ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งยกเลิกการเลือกตั้งทั้งหมดที่ดำเนินการโดยนายวิเชียรเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ ยกเลิกคณะกรรมการเลือกตั้งชุดใหม่ และกรรมการสภาการเหมืองแร่ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำสั่งระงับการประชุมคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ในวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๓

สภาการเหมืองแร่โดยรองศาสตราจารย์ ฉดับ ปัทมสูต ประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่ ที่ ๑ และนายวิเชียร ปลอดประดิษฐ์ เลขาธิการสภาการเหมืองแร่ ที่ ๒ ผู้คัดค้าน ยื่นคำคัดค้านว่า สภาการเหมืองแร่เป็นนิติบุคคลที่มีวิธีการดำเนินกิจการ และบริหารกิจการที่อยู่ใต้การกำกับดูแลของรัฐ และหน่วยงานที่ใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจปกครองของรัฐในการกลั่นกรองคุณสมบัติของผู้ต้องการประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่หรือธุรกิจเหมืองแร่ที่อยู่ในความควบคุมของรัฐตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่ง นอกจากนี้ขณะยื่นคำร้องผู้ร้องที่ ๑ และผู้ร้องที่ ๒ ไม่ได้เป็นประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่ และคณะกรรมการเลือกตั้งสภาการเหมืองแร่ เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวมีผลถึงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ เท่านั้น ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ นายยงยุทธ เพ็ชร์สุวรรณ ในฐานะประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่และประธานกรรมการเลือกตั้งในขณะนั้นละเลยต่อหน้าที่ ร่วมกับกรรมการเลือกตั้งอีกสี่คน เดินออกจากที่ประชุมเนื่องจากไม่พอใจที่นายวิเชียร ปลอดประดิษฐ์ เลขาธิการสภาการเหมืองแร่ ได้ทักท้วงให้มีการเลือกตั้งกรรมการสภาการเหมืองแร่แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๙ ตำแหน่ง เนื่องจากนายยงยุทธปล่อยให้สมาชิกที่ไม่พอใจนโยบายของอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่อภิปรายแสดงความคิดเห็นที่ไม่พอใจเกี่ยวกับการดำเนินการของสภาการเหมืองแร่ แต่การประชุมยังไม่ยุติลง เนื่องจากรองศาสตราจารย์ ฉดับ ปัทมสูตร ซึ่งเป็นรองประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่คนที่ ๑ ได้เสนอให้ที่ประชุมดำเนินการประชุมต่อไป โดยให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการเลือกตั้งขึ้นใหม่ ๕ คน ซึ่งกรรมการทั้งห้าคนนี้ได้ดำเนินการเลือกตั้งกรรมการสภาการเหมืองแร่ใหม่จำนวน ๙ คน เพื่อดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลง อันเป็นการปฏิบัติโดยถูกต้องและชอบด้วยข้อบังคับของสภาการเหมืองแร่ ว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการ พ.ศ. ๒๕๒๖ ทุกประการ เป็นการวินิจฉัยหรือแก้ไขปัญหาในการประชุมดังกล่าวโดยคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สองแล้ว ตามข้อบังคับสภาการเหมืองแร่ ว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการ พ.ศ. ๒๕๒๖ ข้อ ๑๓ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คู่ความโต้แย้งกันเกี่ยวกับการดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สองของที่ประชุมสภาการเหมืองแร่ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ และการดำเนินการเลือกตั้งกรรมการสภาการเหมืองแร่โดยคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สอง เพื่อดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนี้การที่จะพิจารณาว่าการดำเนินการประชุมและการเลือกตั้งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาในปัญหาว่าการดำเนินการประชุมและการลงมติของที่ประชุมดังกล่าวฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของสภาการเหมืองแร่หรือไม่ ซึ่งเป็นเพียงวิธีการบริหารงานภายในของสภาการเหมืองแร่ว่าไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญอย่างไร จึงไม่มีลักษณะของคำสั่งทางปกครองหรือพิพาทกันในเรื่องสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และคดีต้องพิจารณาโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๒ หมวด ๔ ประกอบพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นสำคัญ จึงไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้หน่วยงานทางปกครอง หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายความว่า คณะกรรมการ และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควรหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

คดีนี้ผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยมีเจตนารมณ์ในการจัดตั้งปรากฏตามเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติคือ เนื่องจากแร่เป็นทรัพยากรของชาติที่ใช้หมดแล้วจะไม่สามารถหาสิ่งอื่นใดมาทดแทนได้ และอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและทำรายได้ให้แก่ประเทศชาติ ดังนั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงสมควรจัดตั้งผู้คัดค้านที่ ๑ขึ้นทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ในการประสานนโยบายและการดำเนินงานระหว่างเอกชนกับรัฐ โดยผู้คัดค้านที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินงานตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้แก่ (๑) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ภาคเอกชนในการประสานนโยบายและการดำเนินงานระหว่างเอกชนกับรัฐ (๒) ส่งเสริมและพัฒนาการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ (๓) ศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ (๔) คุ้มครองและรักษาประโยชน์ของสมาชิกในการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ (๕) ส่งเสริม สนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและทดลองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ รวมทั้งเผยแพร่ผลงานดังกล่าวให้สมาชิกทราบ อีกทั้งผู้คัดค้านที่ ๑ ยังมีอำนาจในการอนุญาต อนุมัติ รับรอง หรือรับจดทะเบียนกรณีที่บุคคลใดขอขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกของผู้คัดค้าน อันนำไปสู่การได้สิทธิแห่งการเป็นสมาชิกของผู้คัดค้านในการขออาชญาบัตร ประทานบัตร และใบอนุญาตดำเนินการเกี่ยวกับแร่ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ต่อไป อันเห็นได้ว่าเป็นภารกิจที่ผู้คัดค้านต้องใช้อำนาจทางปกครองและดำเนินกิจการทางปกครองของรัฐ

นอกจากนั้น การดำเนินงานของผู้คัดค้านที่ ๑ ตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีอำนาจในการควบคุมดูแล สั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริง สั่งให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหรือรายงานการประชุม และสั่งโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีให้ยับยั้งหรือแก้ไขการกระทำใดๆ ของผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ปรากฏว่าขัดต่อนโยบายของรัฐบาลหรือมติของคณะรัฐมนตรีซึ่งเห็นได้ว่า แม้ผู้คัดค้านที่ ๑ จะมิได้มีฐานะเป็นองค์การในภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐโดยตรง แต่ด้วยภารกิจที่ต้องใช้อำนาจทางปกครองและการดำเนินกิจการทางปกครองของรัฐที่ผู้คัดค้านต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอีกชั้นหนึ่ง จึงทำให้ผู้คัดค้านที่ ๑มีฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ผู้คัดค้านที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ในการวางนโยบายและดำเนินงานในกิจการของผู้คัดค้านที่ ๑ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๖ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

โดยที่ในการประชุมดำเนินงานของผู้คัดค้านที่ ๑ ได้มีบทบัญญัติมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๖ กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ โดยในส่วนของการประชุมเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่นั้น จำต้องเป็นไปตามข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกตั้งคณะกรรมการที่ออกโดยคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๖ เท่านั้น คณะกรรมการสภาการเหมืองแร่จึงไม่อาจจัดการประชุมเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการที่นอกเหนือหรือไม่อยู่ในขอบเขตของข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ออกตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ โดยเฉพาะไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการประชุมและการลงมติของที่ประชุมของบริษัทจำกัด ตามบรรพ ๓ ลักษณะ ๒๒ หมวด ๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาปรับใช้กับการประชุมและลงมติของผู้คัดค้านที่ ๑ได้แต่อย่างใด ประกอบกับการประชุมของผู้คัดค้านที่ ๑ เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่มาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินงานในกิจการตามกฎหมายของผู้คัดค้านที่ ๑ ก็ยังเป็นการเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครองคือ มติที่เลือกสมาชิกผู้ใดเป็นกรรมการสภาการเหมืองแร่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอันอยู่ในความหมายของการพิจารณาทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การประชุมของผู้คัดค้านที่ ๑ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของหมวด ๒ ส่วนที่ ๑ ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย

คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามร้องว่า การประชุมเลือกตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สองของผู้คัดค้านที่ ๑ และการประชุมเลือกตั้งกรรมการสภาการเหมืองแร่โดยคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สองเพื่อดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งกรรมการสภาการเหมืองแร่ที่ว่างลงไม่ชอบด้วยข้อบังคับสภาการเหมืองแร่ ว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการ พ.ศ. ๒๕๒๖ ทำให้ผู้ร้องทั้งสามในฐานะผู้มีส่วนได้เสียได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ยกเลิกการเลือกตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สองของผู้คัดค้าน และการเลือกตั้งกรรมการสภาการเหมืองแร่โดยคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สองในครั้งดังกล่าว และสั่งให้ระงับการประชุมของผู้คัดค้านในวันทื่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๓ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องว่า การประชุมวิสามัญสภาการเหมืองแร่เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ ที่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สองซึ่งดำเนินการเลือกตั้งโดยผู้คัดค้านที่ ๒ และการประชุมเลือกตั้งกรรมการสภาการเหมืองแร่โดยคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สองเพื่อดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งกรรมการสภาการเหมืองแร่ที่ว่างลงเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับสภาการเหมืองแร่ว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการ พ.ศ. ๒๕๒๖ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกการเลือกตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สองเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ และการเลือกตั้งกรรมการสภาการเหมืองแร่โดยคณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่สองในครั้งดังกล่าว กับให้ระงับการประชุมของผู้คัดค้านที่ ๑ ในวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๓ ส่วนผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ได้ปฏิบัติโดยถูกต้องและชอบด้วยข้อบังคับของสภาการเหมืองแร่ ว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการ พ.ศ. ๒๕๒๖ แล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๖ กำหนดวัตถุประสงค์ของสภาการเหมืองแร่ไว้ว่าให้เป็นตัวแทนของผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ในการประสานนโยบายและดำเนินงานระหว่างเอกชนกับรัฐ คุ้มครองและรักษาประโยชน์ในการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ รวมถึงการพัฒนา ส่งเสริม ศึกษาแก้ไขปัญหา สนับสนุน การค้นคว้าวิจัยและทดลองที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและธุรกิจเหมืองแร่ โดยในมาตรา ๑๖ บัญญัติให้มีคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกสามัญที่เลือกตั้งโดยสมาชิกสามัญ และสมาชิกสมทบที่เลือกตั้งโดยสมาชิกสมทบซึ่งตามความในมาตรา ๑๓ นั้น สมาชิกสามัญ ได้แก่ ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ส่วนสมาชิกสมทบได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจเหมืองแร่ ฉะนั้นสภาการเหมืองแร่จึงเป็นนิติบุคคลที่มีลักษณะของการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ประกอบการค้าเพื่อหากำไรจากเหมืองแร่ โดยมีภารกิจสำคัญในการประสานดูแลผลประโยชน์จากการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และธุรกิจเหมืองแร่ของหมู่สมาชิกให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐเท่านั้น กระบวนการเลือกตั้งคณะกรรมการของสมาชิกสภาการเหมืองแร่จึงเป็นเพียงกระบวนการคัดเลือกตัวแทนจากสมาชิกผู้ประกอบการค้าด้วยกันโดยในข้อบังคับสภาการเหมืองแร่ว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการ พ.ศ. ๒๕๒๖ ข้อ ๙ และข้อ ๑๑ นั้น สมาชิกแต่ละคนต่างก็มีสิทธิเสนอชื่อผู้เข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการและมีสิทธิออกเสียงละคะแนนเลือกกรรมการได้อย่างเท่าเทียมกัน การคัดเลือกกรรมการของสภาการเหมืองแร่จะชอบด้วยข้อบังคับสภาการเหมืองแร่ว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการ พ.ศ. ๒๕๒๖ หรือไม่ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างสภาการเหมืองแร่ โดยนายยงยุทธ เพ็ชร์สุวรรณ ประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่ ที่ ๑ คณะกรรมการเลือกตั้ง โดยนายยงยุทธ เพ็ชร์สุวรรณ ประธานกรรมการเลือกตั้ง ที่ ๒ บริษัทสันทัดกรุ๊ป จำกัด โดยนายยงยุทธ เพ็ชร์สุวรรณ ผู้รับมอบอำนาจ ที่ ๓ ผู้ร้อง สภาการเหมืองแร่ โดยรองศาสตราจารย์ ฉดับ ปัทมสูต ประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่ ที่ ๑ และนายวิเชียร ปลอดประดิษฐ์ เลขาธิการสภาการเหมืองแร่ ที่ ๒ ผู้คัดค้าน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ติดราชการ

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาการเหมืองแร่ พ.ศ.2526
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — สภาการเหมืองแร่ โดยนายยงยุทธ เพ็ชร์สุวรรณ ประธานกรรม
การสภาการเหมืองแร่ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2556
#527200
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ แต่ถูกกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปักหลักกันเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีแจ้งให้แก้ไข แต่ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดมหาสารคาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชี้แจงว่าการปักหลักกันเขตได้กระทำตามแนวเขตโดยถูกต้อง ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถอนหลักเขตให้อยู่ตามแนวคันดินชลประทานตามที่ระบุไว้ใน น.ส. ๓ หรือให้เวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังคงปักหลักเขตชลประทานตามที่ปักในปัจจุบัน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดีมีเนื้อที่เกินกว่าที่เจ้าของที่ดินเดิมได้แจ้งการครอบครองไว้ อันเป็นการรุกล้ำสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การปักหลักเขตใหม่เป็นการซ่อมเขตตามแนวเขตเดิมและเป็นไปโดยถูกต้อง การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๕๖

วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมหาสารคาม

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ นายบุญสวน ศรีกะกูล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดมหาสารคาม ที่ ๑ กรมชลประทาน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๕๕/๒๕๕๓ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๕๙ เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา ตั้งอยู่ที่ ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม แบ่งขายให้กระทรวงการคลัง (เพื่อการคลองชลประทาน) เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๘ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปักหลักกันเขตบริเวณท้ายทำนบดินอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทรรุกล้ำเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดีประมาณ ๒๐ เมตร สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่รังวัดได้ทำการรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ทำให้ทราบว่าจะต้องกันที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อทำอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทร จึงได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาแก้ไขเรื่องดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่า อ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทร ก่อสร้างเมื่อปี ๒๔๙๖ แต่เอกสารสิทธิของผู้ฟ้องคดีออกเมื่อปี ๒๕๐๔ การปักหลักเขตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะต้องกันเขตไว้ก่อนปี ๒๔๙๖ และใน น.ส. ๓ แจ้งว่าทิศตะวันตกจรดคันดินชลประทาน หมายถึง เขตชลประทานที่กันไว้ด้านท้ายคันดิน ต่อมาผู้ฟ้องคดีจึงร้องเรียนต่อสำนักงานชลประทานที่ ๖ และสำนักงานชลประทานที่ ๖ มีหนังสือแจ้งในทำนองเดียวกับหนังสือชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และชี้แจงเพิ่มเติมว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ถูกแนวคลองฝั่งซ้ายตัดผ่าน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการจัดซื้อแล้วเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๘ กว้าง ๒๐ เมตร เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา ได้ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินจากแนวหลักเขตชลประทานบริเวณท้ายทำนบดิน ไม่ได้รังวัดแบ่งแยกจากตัวทำนบดิน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการชี้แจงแนวเขตของผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ ๖ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ถูกต้อง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถอนหลักเขตให้อยู่ตามแนวคันดินชลประทานตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังเดิม หรือให้เวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังคงปักหลักเขตชลประทานบริเวณท้ายทำนบดินตามที่ปักหลักเขตในปัจจุบัน

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงสิทธิครอบครองตาม น.ส. ๓ ดังกล่าว โดยได้รับโอนมรดกที่ดินพิพาทจากนายสี ศรีกะกูล ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางเต็ม ศรีกะกูล หรือมูลนี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในขณะที่กรมชลประทานเข้าดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทรในปี ๒๔๙๖ โดยเป็นที่ดินไม่มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือได้แจ้งการครอบครองไว้ นางเต็มได้แจ้งการครอบครองหลังจากที่กรมชลประทานได้เข้าทำการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทรแล้วเสร็จ แต่เมื่อปี ๒๕๐๒ นางเต็มได้ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ และทางราชการได้ออก น.ส. ๓ เลขที่ ๕๙ เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา ให้แก่นางเต็มเมื่อปี ๒๕๐๔ ปรากฏว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ดังกล่าวมีเนื้อที่มากกว่าหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง อันทำให้เห็นได้ว่า การออก น.ส. ๓ ดังกล่าว เจ้าของอาจจะนำชี้เขตออกมาจนจรดคันดินชลประทาน ทำให้ได้เนื้อที่เกินกว่าที่ได้แจ้งการครอบครองไว้ อันเป็นการรุกล้ำทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่ชลประทานเข้าไปปักหลักเขตใหม่จึงเป็นการซ่อมเขตตามแนวเขตเดิม ไม่ได้มีการแก้ไขแนวแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ประเด็นแห่งคดีจะต้องพิสูจน์ว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิในที่ดินพิพาทโดยชอบหรือไม่ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองโดยชอบ หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นภาระการพิสูจน์ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินว่าด้วยการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิเคราะห์บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง จะเห็นได้ว่า ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยทั่วไป เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ในขณะที่ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าว รวมถึงคดีพิพาทตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่เรื่องที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังที่กล่าวมา ดังนั้น หากคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ อีกทั้งการพิจารณาเขตอำนาจของศาลในคดีพิพาทต่างๆ จะต้องพิจารณาจากคำฟ้องและคำขอของผู้ฟ้องคดีเป็นหลัก มิใช่พิจารณาจากคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดี เนื่องจากคำให้การเป็นการยกข้อต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างในประเด็นเนื้อหาแห่งคดี เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอของผู้ฟ้องคดีโดยตลอดแล้วเห็นได้ว่า เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ ออกประกาศกระทรวงเกษตร เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๓ กำหนดให้อ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทร ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นทางน้ำชลประทานประเภท ๔ และได้ทำการปักหลักกันเขตบริเวณบริเวณท้ายทำนบดินอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทร เข้าไปในเขตที่ดิน น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดี ประมาณ ๒๐ เมตร โดยไม่ได้รับความยินยอมและมิได้มีการเวนคืนที่ดินตามกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ปักหลักกันเขตบริเวณท้ายทำนบดินอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทร เป็นการใช้อำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น สำหรับประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ทะเบียนครอบครองเลขที่ ๕๙

ของผู้ฟ้องคดี นั้น แม้เป็นประเด็นเกี่ยวพันกันที่ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนจึงจะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้ก็ตาม แต่ศาลปกครองย่อมมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวพันดังกล่าวได้ ตามข้อ ๔๑ วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ แม้การวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวพันดังกล่าวจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายห้ามศาลปกครองมิให้นำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวพันที่จำต้องวินิจฉัยก่อนจึงจะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดมหาสารคามพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ทะเบียนครอบครองเลขที่ ๕๙ ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นของผู้ฟ้องคดี ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปักหลักกันเขตบริเวณท้ายทำนบดินอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทร รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีประมาณ ๒๐ เมตร ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การปฏิเสธคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวเพราะที่ดินที่พิพาทอยู่ในอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทร ซึ่งได้ก่อสร้างเมื่อปี ๒๔๙๖ อันเป็นทรัพย์สินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเด็นหลักแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คดีดังกล่าวนี้เป็นคดีโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่พิพาทว่าที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ใดจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อได้วินิจฉัยว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ใดแล้วจึงจะนำไปสู่ประเด็นวินิจฉัยที่ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปักหลักกันเขตบริเวณท้ายทำนบดินอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทรรุกล้ำเข้าไปในคดีของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นการละเมิดผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และจะต้องชดใช้ค่าเวนคืนหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้เป็นเพียงประเด็นย่อยหลังจากที่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องที่ว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ใดก่อน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๕๙ เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปักหลักกันเขตบริเวณท้ายทำนบดินอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทรรุกล้ำเข้าไปในที่ดินดังกล่าวประมาณ ๒๐ เมตร ผู้ฟ้องคดีจึงแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาแก้ไข แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่า อ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทร ก่อสร้างเมื่อปี ๒๔๙๖ แต่เอกสารสิทธิของผู้ฟ้องคดีออกเมื่อปี ๒๕๐๔ การปักหลักเขตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะต้องกันเขตไว้ก่อนปี ๒๔๙๖ และใน น.ส. ๓ แจ้งว่าทิศตะวันตกจรดคันดินชลประทาน หมายถึง เขตชลประทานที่กันไว้ด้านท้ายคันดิน ต่อมาผู้ฟ้องคดีจึงร้องเรียนต่อสำนักงานชลประทานที่ ๖ และสำนักงานชลประทานที่ ๖ ได้แจ้งในทำนองเดียวกับหนังสือชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และชี้แจงเพิ่มเติมว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ถูกแนวคลองฝั่งซ้ายตัดผ่าน โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการจัดซื้อแล้วเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๘ กว้าง ๒๐ เมตร เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา ได้ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินจากแนวหลักเขตชลประทานบริเวณท้ายทำนบดิน ไม่ได้รังวัดแบ่งแยกจากตัวทำนบดิน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถอนหลักเขตให้อยู่ตามแนวคันดินชลประทานตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังเดิม หรือให้เวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังคงปักหลักเขตชลประทานบริเวณท้ายทำนบดินตามที่ปักหลักเขตในปัจจุบัน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีมีเพียงสิทธิครอบครองตาม น.ส. ๓ ดังกล่าว โดยได้รับโอนมรดกที่ดินพิพาทจากนายสี ศรีกะกูล ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางเต็ม ศรีกะกูล หรือมูลนี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในขณะที่กรมชลประทานเข้าดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทรในปี ๒๔๙๖ โดยเป็นที่ดินไม่มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือได้แจ้งการครอบครองไว้ นางเต็มได้แจ้งการครอบครองหลังจากที่กรมชลประทานได้เข้าทำการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเอกสัตย์สุนทรแล้วเสร็จ แต่เมื่อปี ๒๕๐๒ นางเต็มได้ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ และทางราชการได้ออก น.ส. ๓ เลขที่ ๕๙ ให้แก่นางเต็มเมื่อปี ๒๕๐๔ ปรากฏว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ดังกล่าวมีเนื้อที่มากกว่าหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง อันทำให้เห็นได้ว่า การออก น.ส. ๓ ดังกล่าว เจ้าของอาจจะนำชี้เขตออกมาจนจรดคันดินชลประทาน ทำให้ได้เนื้อที่เกินกว่าที่ได้แจ้งการครอบครองไว้ อันเป็นการรุกล้ำทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่ชลประทานเข้าไปปักหลักเขตใหม่จึงเป็นการซ่อมเขตตามแนวเขตเดิม ไม่ได้มีการแก้ไขแนวแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ

ศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายบุญสวน ศรีกะกูล ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดมหาสารคาม ที่ ๑ กรมชลประทาน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายบุญสวน ศรีกะกูล
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดมหาสารคาม ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2556
#527235
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของตนเองว่าร่วมกับนาย ว. และนาย ช. ปลอม น.ส. ๓ ก และนำมาจดทะเบียนจำนองกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อคดีสืบเนื่องมาจาก นาย ว. ซึ่งเป็นเอกชนกู้ยืมเงินโจทก์โดยใช้เอกสารปลอม ซึ่งเป็นนิติกรรมทางแพ่ง และศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า นาย ว. ร่วมกับจำเลยทั้งห้ากระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ยังได้ฟ้องนาย ว. กับนาย ช. เป็นคดีล้มละลายและคดีอาญาต่อศาลยุติธรรม จนศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว มูลความแห่งคดีนี้ จึงเกี่ยวเนื่องกันกับคดีเดิม กรณีจึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลระบบเดียวกันคือ ศาลยุติธรรม เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๕๖

วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๖

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โจทก์ ยื่นฟ้อง นายอิ่นคำ แสงใส ที่ ๑ นายกวี วีระสมิทธ์ ที่ ๒ นายสมบัติ ชื่นชม ที่ ๓ นายประสิทธิ์ ใจตรงกล้า ที่ ๔ นายสุวิทย์ จันทร์แสนตอ ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.๘๔๖/๒๕๕๓ ความว่า เมื่อระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๘ นายชาติชาย ศรีชนบท อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน ได้ปลอมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ระบุชื่อนายวิสุทธิ์ บุรุษภักดี เป็นเจ้าของที่ดิน รวม ๒๘ ฉบับ โดยขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่ง ปลัดอำเภอขุนยวม และจำเลยที่ ๒ นายอำเภอขุนยวม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และลงนามออก น.ส. ๓ ก. ได้ลงนามออก น.ส. ๓ ก. ปลอมดังกล่าว ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๐๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และรู้เห็นการกระทำของนายชาติชาย ต่อมานายวิสุทธิ์ได้ขอกู้เงินจากโจทก์โดยยื่น น.ส. ๓ ก. ปลอมดังกล่าวเป็นหลักประกัน จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นพนักงานโจทก์ตำแหน่งพนักงานสินเชื่อ มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบและประเมินราคาที่ดินที่เสนอเพื่อจำนองเป็นหลักประกันการกู้เงิน จงใจไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติ ข้อบังคับของโจทก์ รู้อยู่แล้วว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและรู้เห็นการกระทำของนายชาติชาย กลับร่วมกันตรวจสอบประเมินราคาที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว แล้วเสนอเอกสารการตรวจสอบและประเมินราคาที่ดิน อันเป็นเอกสารอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นพนักงานโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการสาขา มีอำนาจหน้าที่บริหารงานโดยทั่วไปในกิจการของโจทก์ รวมทั้งมีอำนาจเกี่ยวกับการอนุมัติเงินกู้และอนุมัติราคาประเมินที่ดินที่จำนอง จงใจไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติ ข้อบังคับของโจทก์ อนุมัติการประเมินราคาที่ดินและเงินกู้ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับจำนองแทนโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้รับจดทะเบียนจำนองและบันทึกในทะเบียนการจำนอง นายวิสุทธิ์ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์รวมจำนวน ๕ ฉบับ เป็นต้นเงินจำนวน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยยื่น น.ส. ๓ ก. ปลอมดังกล่าวจำนองเป็นประกันรวมวงเงินจำนองทั้งสิ้น ๒๒,๒๗๓,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ทราบว่า น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว เป็นเอกสารสิทธิปลอมเนื่องจากที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์จึงเรียกให้นายวิสุทธิ์ชำระหนี้เงินกู้คืนแก่โจทก์ และแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับนายชาติชายและนายวิสุทธิ์ ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และฐานฉ้อโกง ซึ่งศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนพิพากษาว่านายชาติชายมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและฐานฉ้อโกงให้ลงโทษจำคุก (คำพิพากษาของศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๔๑๑/๒๕๓๕ และ อ.๑๖๕๘/๒๕๔๖) และโจทก์ได้ฟ้องนายวิสุทธิ์ต่อศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้นายวิสุทธิ์เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว (คำพิพากษาของศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ล.๙๗๙/๒๕๔๓) เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ โจทก์ได้ขอให้กรมที่ดินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของนายชาติชาย ตามนัยมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งจังหวัดแม่ฮ่องสอนและโจทก์ได้ร่วมกันแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและได้ส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณา ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒ กรมบัญชีกลางได้แจ้งผลการพิจารณาว่าพฤติการณ์และการกระทำของนายชาติชายและจำเลยทั้งห้า เป็นการอาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ของตนดำเนินการในแต่ละขั้นตอนเพื่อให้นายวิสุทธิ์ได้รับเงินกู้ยืมไปจากโจทก์โดยไม่มีหลักประกันการกู้ยืมอันแท้จริง เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการทุจริตเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยให้นายวิสุทธิ์กู้ยืมเงินโดยไม่มีหลักประกัน จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย การกระทำดังกล่าวของนายชาติชาย นายวิสุทธิ์ และจำเลยทั้งห้าเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน ๑๗,๓๐๙,๐๔๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ หากแต่ผู้แทนของโจทก์เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ คดีขาดอายุความ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ประเมินราคาที่ดินในเบื้องต้นด้วยความระมัดระวังและรอบคอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของโจทก์ตามวิธีปฏิบัติ คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๕ ได้พิจารณาบันทึกการตรวจสอบที่ดินและให้ประเมินราคาตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ กระทำการด้วยความรอบคอบตามมาตรฐานงานที่โจทก์กำหนด ไม่ได้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับนายวิสุทธิ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๕ คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดทางอาญา โดยจำเลยทั้งห้าอาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ของตนตามปกติทั่วไปของการปฏิบัติหน้าที่ โดยแบ่งหน้าที่กันดำเนินการในแต่ละขั้นตอนตามอำนาจหน้าที่ของตนโดยทุจริต เพื่อทำให้โจทก์หลงเชื่อว่านายวิสุทธิ์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทั้ง ๒๘ ฉบับ ทำให้โจทก์อนุมัติเงินกู้ให้แก่นายวิสุทธิ์โดยไม่มีหลักประกันการกู้ยืม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ มูลคดีที่เป็นเหตุวินิจฉัยการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมิใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่คดีพิพาทในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า ธนาคารโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. ๒๕๐๙ โดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ประกอบธุรกิจอื่น อันเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนการประกอบการเกษตรกรรม ดำเนินงานเป็นสถาบันการเงิน เพื่อการพัฒนาชนบท และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สหกรณ์ ตามที่บัญญัติในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ในขณะเกิดเหตุนั้น จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอขุนยวม รักษาราชการแทนนายอำเภอขุนยวม จำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอขุนยวม ทั้งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และลงนามออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) อันเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ นั้น เป็นพนักงานที่ปฏิบัติงานในธนาคารโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยที่นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอเป็นผู้มีอำนาจในการลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามมาตรา ๕๗ และมาตรา ๗๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ ประกอบกับมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าวที่บัญญัติให้การปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าเขต นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวปฏิบัติต่อไปพลางก่อนจนกว่ารัฐมนตรีจะได้ประกาศยกเลิกในราชกิจจานุเบกษาเป็นท้องที่ไป ซึ่งในมาตรา ๗๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสอบสวนคู่กรณีและเรียกให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ตามความจำเป็น หากพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่านิติกรรมที่คู่กรณีนำมาขอจดทะเบียนนั้นเป็นโมฆะกรรม พนักงานเจ้าหน้าที่จะไม่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่คู่กรณีได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายเดียวกัน ดังนั้น กรณีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามประมวลกฎหมายที่ดินที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้อาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินด้วยการใช้อำนาจลงนามออก น.ส. ๓ ก. และดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวระหว่างนายวิสุทธิ์ในฐานะผู้จำนองกับธนาคารโจทก์ในฐานะผู้รับจำนอง ซึ่งทำให้การกู้เงินของนายวิสุทธิ์เป็นการกู้เงินโดยไม่มีหลักประกัน การกระทำดังกล่าวของนายชาติชาย และของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หาใช่เป็นการกระทำในทางส่วนตัวไม่ เมื่อต่อมาภายหลังธนาคารโจทก์ทราบว่าเอกสารสิทธิในที่ดินที่นายวิสุทธิ์นำมาจำนองไว้กับธนาคารโจทก์เป็นเอกสารปลอมแล้ว ธนาคารโจทก์ไม่อาจบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินที่เป็นหลักประกันได้ เป็นเหตุให้ธนาคารโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองได้รับความเดือนร้อนเสียหายจากการกระทำละเมิดของนายชาติชาย และของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท ดังนั้น กรณีจึงมีลักษณะเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากคำสั่งทางปกครอง ซึ่งเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินเป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน สำหรับการกระทำของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ลงนามออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งโจทก์มุ่งประสงค์จะขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในการชำระเงินค่าเสียหายพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ มูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ จึงเป็นกรณีที่มีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กับมูลความแห่งคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กรณีจึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาโดยศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้นายวิสุทธิ์ บุรุษภักดี ซึ่งเป็นเอกชนกู้ยืมเงินไป ๕ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท การกู้ยืมเงินดังกล่าว นายวิสุทธิ์นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินปลอมรวม ๒๘ ฉบับ ซึ่งมีชื่อของตนเองเป็นผู้ครอบครอง และมีนายชาติชาย ศรีชนบท ลงนามในฐานะเจ้าพนักงาน มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันกับโจทก์ โดยจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบเพื่อตรวจสอบและประเมินราคาที่ดินให้รัดกุม แต่กลับเสนอเอกสารการตรวจสอบที่ดินแก่จำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารโจทก์ และจำเลยที่ ๕ ก็อนุมัติเงินกู้ให้แก่นายวิสุทธิ์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเอกสารปลอม ต่อมาโจทก์ทราบว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เนื่องจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์อยู่ในที่ป่าสงวน จึงดำเนินคดีอาญากับนายชาติชาย ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิ และฐานฉ้อโกง จนศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายชาติชายไปแล้ว และโจทก์ดำเนินคดีกับนายวิสุทธิ์ เป็นคดีล้มละลายและศาลล้มละลายกลาง มีคำพิพากษาให้นายวิสุทธิ์ล้มละลายไปแล้วเช่นกัน โจทก์จึงเรียกร้องค่าเสียหายจากกรมที่ดิน ซึ่งเป็นต้นสังกัดของนายชาติชาย ต่อมากรมบัญชีกลางพิจารณาว่า นายชาติชายกับจำเลยทั้งห้าอาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ของตนดำเนินการแต่ละขั้นตอนเพื่อให้นายวิสุทธิ์กู้ยืมเงินโจทก์โดยไม่มีหลักประกันมูลความแห่งคดีนี้ จึงสืบเนื่องมาจากการที่นายวิสุทธิ์ซึ่งเป็นเอกชนทำนิติกรรมกู้ยืมเงินโจทก์โดยใช้เอกสารปลอม นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนายวิสุทธิ์ จึงเป็นนิติกรรมทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในบังคับของกฎหมายเอกชน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับนายวิสุทธิ์ทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จะไม่ได้ฟ้องนายวิสุทธิ์มาในคดีนี้ด้วยก็ตาม แต่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ก็ให้การไว้ด้วยว่า ไม่เคยรู้จักและไม่เคยร่วมมือกับนายวิสุทธิ์ทำละเมิดโจทก์ ดังนี้ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความด้วยว่า นายวิสุทธิ์ร่วมกับจำเลยทั้งห้ากระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ยังได้ฟ้องนายวิสุทธิ์กับนายชาติชาย เป็นคดีล้มละลายและคดีอาญาต่อศาลยุติธรรม จนศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว มูลความแห่งคดีนี้จึงเกี่ยวเนื่องกันกับคดีเดิม กรณีจึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลระบบเดียวกันคือศาลยุติธรรม เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โจทก์ นายอิ่นคำ แสงใส ที่ ๑ นายกวี วีระสมิทธ์ ที่ ๒ นายสมบัติ ชื่นชม ที่ ๓ นายประสิทธิ์ ใจตรงกล้า ที่ ๔ นายสุวิทย์ จันทร์แสนตอ ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
จำเลย — นายอิ่นคำ แสงใส ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2556
#527234
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าต่างครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน สค. ๑ ต่อจากบิดาของโจทก์แต่ละคน แต่ถูกจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เอกสารเท็จฉ้อโกงและยึดหน่วงที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยมิชอบด้วยกฎหมายและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โดยมิชอบด้วยหน้าที่ ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบที่ดิน สค. ๑ รวม ๒ แปลง คืนโจทก์ทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้จัดหาที่ดินสภาพและขนาดเท่ากับที่ดินเดิมมาชดใช้แทน จำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า มิได้ร่วมกันฉ้อโกงและยึดหน่วงที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่ได้กระทำตามหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งและข้อบังคับในการออก น.ส.ล. โดยชอบแล้ว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๕๖

วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๖

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกัน

ในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ นายสมบูรณ์ บุญประเสริฐ ที่ ๑ นางปราณี วินไธสง ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ กรมการปกครอง ที่ ๒ สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๓ สภาตำบลทองหลาง ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๐๖๐/๒๕๕๓ ความว่า เดิมนายจันดา บุญประเสริฐ บิดาโจทก์ที่ ๑ ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน สค. ๑ เลขที่ ๖๙ หมู่ที่ ๙ ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ (พุทไธสง) จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน ๙ ไร่เพื่อใช้ทำนามาหลายสิบปี เมื่อนายจันดา ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นทายาทโดยชอบธรรมได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่นาต่อมา และเดิมบิดาโจทก์ที่ ๒ ซื้อที่ดิน สค.๑ เลขที่ ๗ หมู่ที่ ๖ตำบลทองหลางอำเภอพุทไธสง (บ้านใหม่ไชยพจน์) จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน ๖ ไร่ จากนายศรี ลิ่วไธสง ซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์ทำนามาตั้งแต่ก่อนปี ๒๔๙๘ เมื่อนายศรีถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๒ ได้ครอบครองทำประโยชน์มาถึงปัจจุบัน ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นที่ดินว่างเปล่ามิใช่เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินและมีการครอบครองทำนา ทำไร่ มาจนถึงปัจจุบัน แต่เมื่อเดือนมกราคม๒๕๓๗ นายสว่าง ฉวีวรรณ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอประจำกิ่งอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาพุทไธสงอ้างคำสั่งระเบียบแบบแผนกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖)ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๑๖ อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการใช้เอกสารที่ทำขึ้นอันเป็นเท็จ โดยร่วมกันฉ้อโกงที่ดิน สค.๑ ของโจทก์ทั้งสองหรือยึดหน่วงที่ดินหรือทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมานายอนันต์หรือนายกมลโชค เวทไธสง ประธานสภาตำบลทองหลางได้มีคำสั่งสภาตำบล ที่ ๕/๒๕๓๗ แต่งตั้งผู้แทนสภาตำบลออกไปรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง(น.ส.ล.) กับจำเลยที่ ๓ หรือเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาพุทไธสง ทำการปักหลักเขตและสอบสวนเขต ออก น.ส.ล โดยมิชอบด้วยหน้าที่ อันเป็นการฉ้อโกงและยึดหน่วงที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยมิชอบ นอกจากนี้จำเลยที่ ๔ หรือนายอนันต์ ได้ร่วมกับนายช่างรังวัดของจำเลยที่ ๓ ทำบันทึกรับรองว่าการรังวัดถูกต้องด้วย การกระทำของจำเลยที่ ๔ เป็นการยึดหน่วงที่ดิน สค. ๑ ของโจทก์ทั้งสองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่สามารถครอบครองทำประโยชน์ได้ตามปกติ และไม่สามารถออกโฉนดได้ โดยจำเลยทั้งสี่ร่วมกันฉ้อโกง และยึดหน่วงไว้เป็นที่ดินของหลวงโดยมิชอบ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือบอกกล่าวต้นสังกัดของจำเลยทั้งสี่แล้วแต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ยอมส่งมอบที่ดิน สค.๑ คืนแก่โจทก์ทั้งสอง ขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบที่ดิน สค.๑ เลขที่ ๗ และเลขที่ ๖๙ หมู่ที่ ๖ ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ และหากส่งมอบที่ดินคืนไม่ได้ให้จัดหาที่ดินสภาพและขนาดเท่ากับที่ดินเดิมของโจทก์ทั้งสองมาชดใช้แทนที่ดินเดิมจำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จำเลยที่ ๓ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีหน้าที่ในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หรือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ไปดำเนินการใดๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คำฟ้องโจทก์มีลักษณะเป็นการฟ้องเรียกคืนการครอบครองซึ่งต้องกระทำภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครอง เมื่อนายอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในปี ๒๕๓๗ และเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินได้รังวัดสอบเขตจนต่อมาได้มีการปิดประกาศเรื่อง ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๗ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทำการคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จนต่อมาได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๓๘ อันเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองถูกแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท และโจทก์ทั้งสองได้มีหนังสือร้องเรียน ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองถูกแย่งการครอบครองมาตั้งแต่วันที่โจทก์ทั้งสองได้ร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วคือ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองในวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ จึงเกิน ๑ ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ และที่ดินพิพาทมีเพียง สค. ๑ หรือหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดินเท่านั้น ไม่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือโฉนดที่ดิน โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์อันจะมีสิทธิที่จะสามารถเรียกร้องเอาที่ดินที่พิพาทคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ มิได้ร่วมกันฉ้อโกงและยึดหน่วงที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่ได้กระทำตามหน้าที่ตามขั้นตอนที่กฎหมายระเบียบคำสั่งและข้อบังคับในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยชอบแล้วเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ ซึ่งมีสภาพเป็นทุ่งสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ปี ๒๔๖๙ เมื่อพื้นที่ดังกล่าวใช้เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์มามากกว่า ๘๐ ปีเศษแล้ว จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) แม้ผู้ใดเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวบุคคลนั้นก็ไม่สามารถยกเอาอายุความครอบครองมาเป็นเหตุให้ได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ตามมาตรา ๑๓๐๖ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มูลคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลาง ศาลแพ่ง

ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ขอให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ทั้งสองนำคดีไปฟ้องยังศาลปกครองศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินว่างเปล่ามิใช่ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และโจทก์ทั้งสองได้ครอบครองทำนาทำไร่มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การโต้แย้งว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ ซึ่งมีสภาพเป็นทุ่งสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ปี ๒๔๖๙ เมื่อพื้นที่ดังกล่าวใช้เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์มามากกว่า ๘๐ ปี จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยเป็นทรัพย์สินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) แม้ผู้ใดเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ที่สาธารณสมบัติของที่ดินดังกล่าว บุคคลนั้นก็ไม่สามารถยกเอาอายุความครอบครองมาเป็นเหตุให้ได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ ตามมาตรา ๑๓๐๖จะเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่คู่ความโต้แย้งกันในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ การพิจารณาพิพากษาของศาลคงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทนี้เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสองตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างหรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของโจทก์ทั้งสองและข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสี่ว่าไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยจำเลยทั้งสี่เป็นหน่วยงานของรัฐและถูกฟ้องคดีเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ซึ่งสิทธิของบุคคลอันเกี่ยวกับที่ดินเหนืออสังหาริมทรัพย์ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ทรัพย์สิน มาตรา ๑๒๙๘ ที่บัญญัติว่า"ทรัพยสิทธิทั้งหลายนั้น ท่านว่าจะก่อตั้งขึ้นได้แต่ด้วยอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น" บทบัญญัติมาตรานี้กำหนดให้การพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นที่บัญญัติในเรื่องนั้นไว้เป็นพิเศษ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ บัญญัติว่า "สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นรวมถึงทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันเช่น (๑) ที่ดินรกร้างว่างเปล่าและที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน...." นอกจากนี้การพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทในคดีนี้ยังต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดินประกอบ โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการดูแลใช้ประโยชน์ที่ดินของคู่กรณี ซึ่งมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ดังนั้น ในการพิจารณาพิพากษาว่าจะมีคำบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับการพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นสิทธิของฝ่ายใด ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ หรือตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช๒๕๕๐ และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยทั่วไปเว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ในขณะที่ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนหรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งสองฉบับดังกล่าว รวมถึงคดีพิพาทตามที่กฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่เรื่องที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังที่กล่าวมาหากคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีนั้นได้ และศาลยุติธรรมก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นการแสดงเขตที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ และต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรีแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖ ) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗)ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของจำเลย ที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบสิทธิหน้าที่ของบุคคลอันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำการรบกวนสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์ทั้งสอง และดำเนินการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์โจทก์ทั้งสองเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ทั้งสองโดยปกติสุขและเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบที่ดิน สค. ๑ เลขที่ ๗ และเลขที่ ๖๙ หมู่ที่ ๖ ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งคำขอดังกล่าวมีผลเช่นเดียวกับการขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองและเป็นการขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในบริเวณที่ออกทับที่ดินที่พิพาทด้วย ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสองแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทตามฟ้องนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และแม้การพิจารณาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้วศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามนัยมาตรา ๒๑๘ ประกอบกับมาตรา ๒๒๓ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ในข้อหาที่ฟ้องว่าอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ รวมทั้งจำเลยรายอื่นกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ต้องพิจารณาก่อนว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ดังเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้น อีกทั้งการพิจารณาว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิได้พิจารณาเฉพาะประเด็นว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่แต่เพียงประการเดียว แต่ยังต้องพิจารณาในประเด็นว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ออกโดยถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน ศาลปกครองนครราชสีมาจึงเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า เดิมนายจันดา บุญประเสริฐ บิดาโจทก์ที่ ๑ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน สค. ๑ เลขที่ ๖๙ หมู่ที่ ๙ ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ (พุทไธสง) จังหวัดบุรีรัมย์จำนวน ๙ ไร่ เมื่อนายจันดา ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นทายาทโดยชอบธรรมได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่นาต่อมา และเดิมบิดาโจทก์ที่ ๒ ซื้อที่ดิน สค.๑ เลขที่ ๗ หมู่ที่ ๖ตำบลทองหลาง อำเภอพุทไธสง (บ้านใหม่ไชยพจน์) จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน ๖ ไร่ จากนายศรี ลิ่วไธสงซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์ทำนามาตั้งแต่ก่อนปี ๒๔๙๘ เมื่อนายศรีถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๒ ได้ครอบครองทำประโยชน์มาถึงปัจจุบัน ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นที่ดินว่างเปล่ามิใช่เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินและมีการครอบครองทำนา ทำไร่ มาจนถึงปัจจุบัน ต่อมา ปลัดอำเภอประจำกิ่งอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ขณะนั้นร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาพุทไธสง อ้างคำสั่งระเบียบแบบแผนกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๑๖ อ้างว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นการใช้เอกสารที่ทำขึ้นอันเป็นเท็จโดยร่วมกันฉ้อโกงที่ดิน สค.๑ ของโจทก์ทั้งสองหรือยึดหน่วงที่ดินหรือทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาประธานสภาตำบลทองหลาง มีคำสั่งสภาตำบล ที่ ๕/๒๕๓๗ แต่งตั้งผู้แทนสภาตำบลออกไปรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) กับจำเลยที่ ๓ หรือเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาพุทไธสง ทำการปักหลักเขตและสอบสวนเขต ออก น.ส.ล.โดยมิชอบด้วยหน้าที่ เป็นการฉ้อโกงและยึดหน่วงที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยมิชอบ นอกจากนี้จำเลยที่ ๔ ได้ร่วมกับนายช่างรังวัดของจำเลยที่ ๓ ทำบันทึกรับรองว่าการรังวัดถูกต้องด้วย การกระทำของจำเลยที่ ๔ เป็นการยึดหน่วงทรัพย์สิน หรือ สค.๑ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่สามารถครอบครองทำประโยชน์ได้ตามปกติและไม่สามารถออกโฉนดได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบที่ดิน สค.๑ เลขที่ ๗ และเลขที่ ๖๙ หมู่ที่ ๖ ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ และหากส่งมอบที่ดินคืนไม่ได้ให้จัดหาที่ดินสภาพและขนาดเท่ากับที่ดินเดิมของโจทก์ทั้งสองมาชดใช้แทนที่ดินเดิม จำเลยทั้งสี่ให้การโดยสรุปว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ มิได้ร่วมกันฉ้อโกงและยึดหน่วงที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่ได้กระทำตามหน้าที่ตามขั้นตอนที่กฎหมายระเบียบ คำสั่งและข้อบังคับในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยชอบแล้ว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะซึ่งมีสภาพเป็นทุ่งสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์มามากกว่า ๘๐ ปีเศษ จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ส่วนจำเลยที่ ๓ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีหน้าที่ในการออก น.ส.ล.หรือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการใดๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสมบูรณ์ บุญประเสริฐ ที่ ๑ นางปราณี วินไธสง

ที่ ๒ โจทก์ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ กรมการปกครองที่ ๒ สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๓ สภาตำบลทองหลาง

ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์ บุญประเสริฐ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 1/2556
#527232
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นกรณีที่คู่ความยื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจศาลเสียก่อน ส่วนในกรณีศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม จะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น มิใช่เห็นเองว่า อยู่ในอำนาจของตนเอง เมื่อจำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การซึ่งเป็นเพียงข้อต่อสู้คดีโดยไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ ทั้งมิใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอื่น จึงถือไม่ได้ว่ามีการขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจศาล ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๑/๒๕๕๖

วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๖

เรื่อง การส่งเรื่องกรณีโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่

ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

ศาลจังหวัดตรัง

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตรังส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ โต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ กรมชลประทาน โจทก์ ยื่นฟ้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด มัธยฐาน กรุ๊ป ที่ ๑ นายสนชัย สัมฤทธิ์ ที่ ๒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก.นำเบญจพลพาณิชย์ ที่ ๓ นายเกตุ นำเบญจพล ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดตรัง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๘๗๗/๒๕๕๓ ความว่า เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๑ โจทก์ได้ดำเนินการสอบราคาซื้อปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ ๑ ชนิดบรรจุถุงกระดาษหนาไม่น้อยกว่า ๓ ชั้น หนักถุงละ ๕๐ กิโลกรัม มอก. ๑๕ เล่ม ๑-๒๕๔๗ ปูนซีเมนต์ผสมและปูนขาวใช้สำหรับงานก่อสร้าง รวม ๓ รายการ เพื่อใช้สำหรับงานก่อสร้างซ่อมแซมรั้วบริเวณหัวงานโครงการชลประทานตรัง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๖ ตำบลบ้านควน อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ตามประกาศ กรมชลประทาน เรื่อง สอบราคาซื้อปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ ๑ ปูนซีเมนต์ผสมและปูนขาว เลขที่ ตง.สช. ๑๓/๒๕๕๑ กำหนดเปิดซองใบเสนอราคา ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๑ โดยมีข้อกำหนด ข้อ ๔.๒ ว่า "ราคาที่เสนอจะต้องเสนอกำหนดยืนราคาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน นับแต่วันเปิดซองใบเสนอราคา โดยภายในกำหนดยืนราคาผู้เสนอราคาต้องรับผิดชอบราคาที่ตนได้เสนอไว้และจะถอนการเสนอราคามิได้" และข้อ ๙.๓ ว่า "ผู้เสนอราคา ซึ่งกรมได้คัดเลือกแล้วไม่ไปทำสัญญาหรือข้อตกลงภายในเวลาที่ทางราชการกำหนด ดังระบุใน ข้อ ๖ กรมจะพิจารณาเรียกร้องให้ชดใช้ความเสียหายอื่น (ถ้ามี) อาทิเช่น ค่าความเสียหายกรณีที่ผู้เสนอราคาต่ำสุดซึ่งทางราชการเรียกให้เข้ามาทำสัญญาแล้วไม่มาทำสัญญา อันส่งผลให้ราชการต้องซื้อกับผู้เสนอราคารายอื่นในราคาที่สูงกว่า เป็นต้น รวมทั้งจะพิจารณาให้เป็นผู้ทิ้งงานตามระเบียบของทางราชการ" จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดเป็นเงินจำนวน ๒๐๒,๗๒๐ บาท เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๑ คณะกรรมการเปิดซองสอบราคาได้ติดต่อจำเลยที่ ๑ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของยอดเงินรวมในใบเสนอราคา แต่จำเลยที่ ๑ แจ้งว่า ไม่ได้มอบอำนาจให้นายธีระยุทธ ศรีษะภูมิ ดำเนินการใดๆ ในนามของจำเลยที่ ๑ และไม่ได้มอบอำนาจให้ยื่นซองสอบราคาแก่โครงการชลประทานตรังแต่อย่างใด คณะกรรมการเปิดซองสอบราคาจึงดำเนินการพิจารณาผู้เสนอราคาต่ำสุดรายถัดไป คือ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเสนอราคาเป็นเงิน ๒๐๕,๒๕๔ บาท เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ โจทก์ได้แจ้งจำเลยที่ ๓ ซึ่งมีจำเลยที่ ๔ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการว่า โจทก์สนองรับราคาตามที่จำเลยที่ ๓ เสนอ และให้จำเลยที่ ๓ รับใบสั่งซื้อภายในห้าวันทำการ นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่เมื่อถึงกำหนดแล้วจำเลยที่ ๓ กลับเพิกเฉย และเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๔ ได้มีหนังสือแจ้งว่า ไม่เคยยื่นซองเสนอราคาหรือมอบอำนาจให้ผู้ใดยื่นซองเสนอราคาแก่โครงการชลประทานตรัง และตราประทับกับลายมือชื่อของจำเลยที่ ๔ หุ้นส่วนผู้จัดการ ในใบเสนอราคาและหนังสือมอบอำนาจยื่นซองเสนอราคาเป็นตราประทับและลายมือชื่อปลอม คณะกรรมการเปิดซองสอบราคาจึงดำเนินการพิจารณารับห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี้ยท่งฮวด ผู้เสนอราคาต่ำสุดรายถัดไป ซึ่งเสนอราคารวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๓๔,๑๙๐ บาท พร้อมทั้งได้ส่งมอบของเสร็จเรียบร้อยแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน ๒,๙๕๘.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน ๓๓,๗๘๑.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่เคยทำหนังสือใบเสนอราคาตามที่โจทก์ฟ้อง ไม่เคยไปเสนอราคาและหรือมอบอำนาจให้บุคคลใดไปเสนอราคาให้กับโจทก์ และได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โดยนายประเวทย์ รำพึงนิตย์ เป็นผู้ปลอมเอกสารทั้งหมด และประทับตราจำเลยที่ ๓ และลงลายมือชื่อจำเลยที่ ๔ ปลอม ซึ่งจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ยื่นฟ้องนายประเวทย์ เป็นคดีอาญา หมายเลขดำที่ ๑๗๑๕/๒๕๕๒ หมายเลขแดงที่ ๒๐๔๐/๒๕๕๒ ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ต่อศาลจังหวัดตรังแล้ว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ ตามคำฟ้องโจทก์อ้างเพียงจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้อ้างคำเสนอ แต่โจทก์เองซึ่งเป็นผู้รับคำเสนอได้บอกปัดไม่ได้สนองรับภายในระยะเวลาดังกล่าว โดยโจทก์ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคาได้พิจารณารับราคาต่ำสุดรายถัดไปคือห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี้ยท่งฮวด จึงทำให้โจทก์ในฐานะผู้รับเสนอราคาสิ้นสุดความผูกพันที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และประกอบกับตามคำฟ้องของโจทก์ได้อ้างเหตุที่นำเอาผู้ประมูลรายใหม่เข้ามา จึงไม่เป็นเหตุทำให้เสื่อมเสียแก่โจทก์ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ เพราะเป็นความผิดของโจทก์ โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองและตามประกาศกรมชลประทาน เรื่อง สอบราคาซื้อปูนงานซ่อมรั้วบริเวณงานโครงการชลประทานตรังเป็นการให้บริการสาธารณะ การที่โจทก์ต้องการให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เข้ามาดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้ามาดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ถือได้ว่าเป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดตรังพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาทางปกครองหมายถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เข้ายื่นซองเสนอราคาขายปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ ๑ ปูนซีเมนต์ผสมและปูนขาวตามที่โจทก์ได้ดำเนินการสอบราคาเพื่อซื้อปูนซีเมนต์และปูนขาวดังกล่าว โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดตามลำดับ แต่เมื่อโจทก์ได้คัดเลือกแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ไปทำสัญญา ทำให้โจทก์ต้องสั่งซื้อวัสดุดังกล่าวจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี้ยท่งฮวด ซึ่งเสนอราคาที่สูงกว่าราคาที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เสนอนั้น หาใช่เป็นสัญญาทางปกครองไม่ แม้คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ก็หามีลักษณะของสัญญาดังที่ระบุไว้ไม่ กรณีจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ประกาศสอบราคาซื้อปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ ๑ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนขาว ใช้สำหรับงานก่อสร้างซ่อมแซมรั้วบริเวณหัวงานโครงการชลประทานตรัง โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีอาชีพขายพัสดุที่สอบราคาซื้อดังกล่าวที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้าแข่งขันราคาด้วยวิธีการยื่นซองเสนอราคา หากผู้เสนอราคารายใดเสนอราคาที่เหมาะสมแก่การว่าจ้างในราคาต่ำสุด ผู้เสนอราคารายนั้นจะเป็นผู้ชนะการสอบราคาและมีสิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ มีลักษณะเป็นคำเชื้อเชิญให้ผู้มีอาชีพขายพัสดุทำคำเสนอต่อโจทก์ เมื่อต่อมาเอกชนผู้เสนอราคาได้ยื่นใบเสนอราคาต่อโจทก์จึงเป็นการทำคำเสนอขอเข้าทำสัญญากับโจทก์ และการที่โจทก์ได้พิจารณาอนุมัติรับราคาที่เอกชนเสนอและแจ้งให้มาทำสัญญานั้น ถือว่าโจทก์ได้เลือกให้เป็นผู้ชนะการสอบราคาและได้สนองรับคำเสนอทำให้เกิดสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า สัญญาสอบราคาที่คู่สัญญาตามสัญญาสอบราคามีความผูกพันกันในฐานะที่จะเข้าทำสัญญากัน และเมื่อสัญญาสอบราคาดังกล่าวมีคู่สัญญาฝ่ายโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง อีกทั้งโจทก์ก็มีเอกสิทธิ์ในการเลือกคู่สัญญา ควบคุมการปฏิบัติตามสัญญา แก้ไขสัญญา และเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียว อันแสดงถึงลักษณะพิเศษในการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อให้การบริการสาธารณะบรรลุผล ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เข้ายื่นซองเสนอราคาขายปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ ๑ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนขาว ตามที่โจทก์ได้ดำเนินการสอบราคาเพื่อซื้อปูนซีเมนต์และปูนขาวดังกล่าว โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดตามลำดับ แต่เมื่อโจทก์ได้คัดเลือกแล้ว จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ไม่ไปทำสัญญา ทำให้โจทก์ต้องสั่งซื้อวัสดุดังกล่าวจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี้ยท่งฮวด ซึ่งเสนอราคาที่สูงกว่าราคาที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เสนอ โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้เงินค่าเสียหายซึ่งเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ไม่ปฏิบัติตามสัญญาสอบราคาดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ไม่ปฏิบัติตามสัญญาสอบราคาและเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ดำเนินการสอบราคาซื้อปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ ๑ ปูนซีเมนต์ผสมและปูนขาว เพื่อใช้สำหรับงานก่อสร้างซ่อมแซมรั้วบริเวณหัวงานโครงการชลประทานตรัง โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดตามลำดับ แต่เมื่อโจทก์คัดเลือกแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ไปทำสัญญา ทำให้โจทก์ต้องสั่งซื้อวัสดุดังกล่าวจากบุคคลอื่น ซึ่งเสนอราคาที่สูงกว่าราคาที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เสนอ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้เงินค่าเสียหายดังกล่าว จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ โต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การโดยมิได้ทำเป็นคำร้องว่า คดีนี้เป็นคดีปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลจังหวัดตรังจัดทำความเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของตนแล้วส่งให้ศาลปกครองจัดทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจศาล เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า หากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานของศาลยุติธรรม การโต้แย้งอำนาจศาลจึงต้องทำเป็นคำร้อง แต่การโต้แย้งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การซึ่งเป็นเพียงข้อต่อสู้คดีเท่านั้น โดยไม่ได้จัดทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะจึงเป็นการโต้แย้งอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งการที่ศาลจะทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็นตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการที่คู่ความยื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจศาล ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งเสียก่อน ส่วนในกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ให้อนุโลมตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น มิใช่เห็นเองว่าอยู่ในอำนาจของตนเอง เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งมิใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอื่น จึงถือไม่ได้ว่ามีการขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ชอบที่คณะกรรมการจะมีคำสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒)

จึงมีคำสั่งว่า การส่งเรื่องกรณีระหว่างศาลจังหวัดตรังและศาลปกครองสงขลาที่เกี่ยวข้องกับโจทก์และจำเลยทั้งหกในคดีนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) ไพโรจน์ วายุภาพ (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายไพโรจน์ วายุภาพ) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สถาพร เกียรติภิญโญ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สถาพร เกียรติภิญโญ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่งและสาม
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมชลประทาน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดมัธยฐาน กรุ๊ป ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22850/2555
#554926
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าบกระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ข้อ 4 เกี่ยวกับการส่งมอบงานงวดที่ 3 อันเป็นงวดสุดท้าย คู่สัญญาทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างต้องมีการทดลองระบบทุกระบบที่ติดตั้งให้คณะกรรมการตรวจการจ้างรับว่าใช้ราชการได้ดี แต่ในการตรวจรับงานงวดที่ 3 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ได้ทำการทดลองทุกระบบ รวมทั้งไม่ได้ทดลองจ่ายไฟฟ้าบกให้แก่เรือรบหลวงตามสัญญาอันจะทำให้ทราบว่าระบบไฟฟ้าบกใช้ราชการได้ดีหรือไม่ และต่อมาเมื่อมีการใช้ระบบไฟฟ้าบกแก่เรือรบหลวง ปรากฏว่าไม่สามารถใช้ได้ตามสัญญา เป็นเหตุให้เรือรบหลวง 5 ลำ ต้องเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในเรือซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น ค่าบำรุงรักษา และค่าสึกหรอของเครื่องยนต์กำเนิดไฟฟ้าสูงกว่าการใช้ระบบไฟฟ้าบกเป็นเงิน 4,591,790.07 บาท นั้น เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 5 ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าบกไม่ครบถ้วน และไม่มีประสิทธิภาพตามสัญญา อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา และเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากเหตุที่ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างทำของ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงเป็นกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ที่บัญญัติให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี โดยสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องดังกล่าวมิใช่สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 รับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องในตัวทรัพย์อันจะมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 601 แต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์รับมอบงานจากจำเลยที่ 5 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จากการที่จำเลยที่ 5 ผิดสัญญา การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 5 เพราะเหตุปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์ในวันที่ 25 กันยายน 2540 จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 5 ให้ติดตั้งระบบไฟฟ้าบกก็เพื่อให้สามารถส่งกระแสไฟฟ้าจากภาคพื้นดินให้แก่เรือรบหลวงที่จอดเทียบท่าเทียบเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ ทำให้เรือรบหลวงนั้นไม่ต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้ต้องสิ้นเปลืองค่าน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น และเครื่องยนต์สึกหรอ และงานการติดตั้งระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าตามรูปแบบที่กำหนดตามสัญญาดังกล่าวก็มีรายละเอียดมาก ทั้งงานทั้งระบบก็มีมูลค่าค่าจ้างสูงถึง 5,600,000 บาท ย่อมมีเหตุผลที่โจทก์จะต้องตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดให้ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ในการจ้างติดตั้งระบบไฟฟ้าบกดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ โดยมีการกำหนดเป็นข้อสัญญาว่า ต้องมีการทดลองระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งทุกระบบ ให้คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจสอบและรับว่าใช้ราชการได้ดีด้วยนั้นเป็นข้อสำคัญที่จำเลยที่ 5 ต้องปฏิบัติตามข้อสัญญานี้ โดยต้องทดลองในสภาพเช่นเดียวกับการใช้งานจริงตามวัตถุประสงค์ของสัญญาที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านระบบนี้ให้แก่เรือรบหลวงด้วย มิใช่เพียงทดลองตรวจสอบระบบที่ติดตั้งโดยไม่ต้องทดลองจ่ายไฟฟ้าแก่เรือรบหลวงดังที่จำเลยที่ 5 ให้การแต่อย่างใด จำเลยที่ 5 มิได้ทดลองจ่ายไฟฟ้าตามระบบที่ติดตั้งนี้ให้แก่เรือรบหลวงที่จอดเทียบท่าเทียบเรือแหลมเทียนว่าใช้งานได้เรียบร้อยดีหรือไม่ ย่อมเป็นการที่จำเลยที่ 5 ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อสัญญาดังกล่าว อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาแล้ว

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 363/2537 ของศาลทหารกรุงเทพ ซึ่งกองทัพเรือโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยอัยการศาลทหารกรุงเทพดำเนินคดีแทนโจทก์ ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีอาญาจึงเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีนี้ และปัญหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์คดีนี้หรือไม่ จึงเป็นประเด็นโดยตรงที่โจทก์นำมาฟ้องในทางแพ่งเป็นคดีนี้ ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีอาญาดังกล่าว และปรากฏตามคำพิพากษาคดีอาญาว่า มีการกล่าวอ้างและสืบพยานหลักฐานในปัญหาข้อเท็จจริงนี้แล้ว ซึ่งในที่สุดศาลทหารกรุงเทพก็ได้วินิจฉัยถึงสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าบกว่า คณะกรรมการตรวจการจ้างมีหน้าที่ต้องให้ผู้รับจ้างทดลองระบบทุกระบบรวมถึงการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่เรือด้วย และวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้รับจ้างไม่ได้ทดลองระบบทุกระบบต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้าง และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้ทดลองจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่เรือ ทั้ง ๆ ที่ในวันตรวจรับงานมีเรือจอดที่ท่าเทียบเรือ การตรวจรับงานงวดที่ 3 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ทางราชการกองทัพเรือได้รับความเสียหาย และเมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดที่เกิดจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งศาลทหารกรุงเทพได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาของศาลทหารกรุงเทพจึงย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีนี้ และศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 54 จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ตามคำฟ้อง

สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการยื่นฟ้องคดีแพ่งคดีนี้ย่อมเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดอันมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 และ ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม ไม่ใช่มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือ 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด

ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์นั้น ไม่ใช่กรณีที่ต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพ หากแต่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในทางแพ่งเกี่ยวกับความรับผิดในค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง และ ป.พ.พ. มาตรา 424

จำเลยที่ 5 ไม่ได้ทดลองจ่ายไฟฟ้าในระบบไฟฟ้าบกแก่เรือจริง แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ก็ยังยอมรับมอบงานและรับรองว่างานถูกต้องตามสัญญาอันเป็นการเอื้อต่อการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยที่ 5 โดยมิชอบ จนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในเรือรบหลวงในช่วงเวลาที่ต้องตรวจสอบเหตุบกพร่องของระบบไฟฟ้าบกที่จำเลยที่ 5 รับจ้างโจทก์ติดตั้ง อันมีเหตุแห่งความเสียหายและลักษณะแห่งความเสียหายเดียวกัน ย่อมมีผลให้มีจำนวนค่าเสียหายจำนวนเดียวกัน โดยตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ก็ไม่มีเหตุที่ควรกำหนดค่าเสียหายแตกต่างกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท เช่นเดียวกับที่จำเลย ที่ 5 ต้องรับผิดจากการผิดสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ร่วมกันทำละเมิดต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม แต่สำหรับจำเลยที่ 5 แม้ต้องรับผิดในหนี้จำนวนเดียวแต่เป็นหนี้เงินซึ่งมิใช่หนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกกันชำระได้ ทั้งมูลเหตุแห่งความรับผิดในมูลละเมิดและการผิดสัญญาก็แตกต่างกัน จำเลยที่ 5 จึงมิใช่ลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 290

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2555)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหาย 4,591,790.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2533 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 7 ปี เป็นเงินดอกเบี้ย 2,410,642.50 บาท รวมเงินทั้งสิ้น 7,002,432.57 บาท และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 4,591,790.07 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกานี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2531 โจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 5 ติดตั้งระบบไฟฟ้าบกที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อส่งกระแสไฟฟ้าจากภาคพื้นดินให้แก่เรือรบหลวงที่จอดเทียบท่าเทียบเรือแหลมเทียนในฐานทัพเรือสัตหีบ โดยแบ่งงวดงานเป็น 3 งวดงานให้เสร็จภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2531 และโจทก์แต่งตั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับนาวาเอกชัชวาลย์เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้าง จำเลยที่ 5 ส่งมอบงานงวดที่ 1 และที่ 2 แก่โจทก์แล้ว ส่วนงานงวดที่ 3 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย จำเลยที่ 5 มีหนังสือลงวันที่ 20 ตุลาคม 2531 ขอส่งมอบงาน ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 จึงมีการตรวจการจ้างงวดดังกล่าว ขณะนั้นนาวาเอกชัชวาลติดราชการอื่น จึงคงมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ดำเนินการตรวจการจ้าง แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 5 ไม่ได้ดำเนินการทดลองจ่ายไฟฟ้าบกไปยังเรือรบหลวง และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทำบันทึกผลการตรวจการจ้างว่า งานถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา ต่อมาเมื่อมีการใช้งานปรากฏว่าระบบไฟฟ้าบกดังกล่าวขัดข้องและใช้งานได้ไม่สมบูรณ์ โดยสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่เรือรบหลวงที่จอดเทียบท่าเทียบเรือแหลมเทียนได้ไม่ถึง 5 ลำ เป็นเหตุให้มีเรือรบหลวงลำที่ไม่ได้รับการจ่ายกระแสไฟฟ้าบกต้องเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในเรือเอง โจทก์จึงกล่าวโทษและดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และร่วมกันทำเอกสารและรับรองเอกสารอันมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 และ 83 ต่อมาศาลทหารกรุงเทพพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 363/2537 ของศาลทหารกรุงเทพ คดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับจำเลยที่ 5 ผู้รับจ้างต่อโจทก์เสียก่อนเป็นประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 5 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าบกระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ข้อ 4 เกี่ยวกับการส่งมอบงานงวดที่ 3 อันเป็นงวดสุดท้ายคู่สัญญาทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างต้องมีการทดลองระบบทุกระบบที่ติดตั้งให้คณะกรรมการตรวจการจ้างรับว่าใช้ราชการได้ดี แต่ในการตรวจรับงานงวดที่ 3 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ได้ทำการทดลองทุกระบบ รวมทั้งไม่ได้ทดลองจ่ายไฟฟ้าบกให้แก่เรือรบหลวงตามสัญญาอันจะทำให้ทราบว่า ระบบไฟฟ้าบกใช้ราชการได้ดีหรือไม่ และต่อมาเมื่อมีการใช้ระบบไฟฟ้าบกแก่เรือรบหลวง ปรากฏว่าไม่สามารถใช้ได้ตามสัญญา เป็นเหตุให้เรือรบหลวง 5 ลำ ต้องเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในเรือซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น ค่าบำรุงรักษา และค่าสึกหรอของเครื่องยนต์กำเนิดไฟฟ้าสูงกว่าการใช้ระบบไฟฟ้าบกเป็นเงิน 4,591,790.07 บาท นั้น เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 5 ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าบกไม่ครบถ้วน และไม่มีประสิทธิภาพตามสัญญา อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา และเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากเหตุที่ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างทำของ ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงเป็นกรณีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่บัญญัติให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี โดยสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องดังกล่าวมิใช่สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 รับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องในตัวทรัพย์อันจะมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 601 แต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์รับมอบงานจากจำเลยที่ 5 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จากการที่จำเลยที่ 5 ผิดสัญญา การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 5 เพราะเหตุปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์ในวันที่ 25 กันยายน 2540 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ การเรียกร้องให้จำเลยที่ 5 รับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องมีอายุความ 1 ปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 5 ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าบกต่อโจทก์อันต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัยแต่คู่ความนำสืบพยานหลักฐานกันมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาใหม่ โดยในปัญหาว่าจำเลยที่ 5 ผู้รับจ้างปฏิบัติผิดสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าบกต่อโจทก์ผู้ว่าจ้างหรือไม่นั้น ปรากฏว่าในสัญญาดังกล่าว ข้อ 1 ระบุว่า ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างให้ทำการติดตั้งระบบไฟฟ้าบกให้กับเรือที่ท่าเทียบเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบให้ถูกต้องตามแบบและรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทุกประการ และในสัญญาข้อ 4 ระบุถึงการจ่ายเงินค่าจ้างรายงวดและงานที่ต้องทำในงวดต่าง ๆ รวม 3 งวด ในงวดที่ 1 เงิน 1,500,000 บาท จะจ่ายให้เมื่อผู้รับจ้างได้ดำเนินการแล้วเสร็จดังนี้ปักเสาไฟฟ้าแรงสูง พร้อมติดตั้งอุปกรณ์หัวเสา และพาดสายแรงสูงครบชุด เดินท่อร้อยสายไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งแรงสูงและแรงต่ำ ติดตั้งกล่องเหล็กวางสายท่อร้อยสายไฟฟ้าทั้งหมดบ่อพักสายทั้งหมดส่ง SHOP DRAWING ของงานทั้งหมด ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2531 งวดที่ 2 เงิน 1,500,000 บาท จะจ่ายเมื่อดำเนินการดังนี้เดินสายไฟฟ้าแรงสูงร้อยในท่อ เดินสายไฟฟ้าแรงต่ำร้อยในท่อ ส่ง SHOP DRAWING สิ่งที่ทำในประเทศและงานที่จะต้องดำเนินการในงวด 3 ทั้งหมด ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 19 กันยายน 2531 และโดยเฉพาะในงวดที่ 3 อันเป็นงวดสุดท้ายมีข้อสัญญาระบุว่า "งวดที่ 3 เงิน 2,600,000 บาท จะจ่ายให้เมื่อผู้รับจ้างได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ดังนี้

-ติดตั้ง SUB - STATION แล้วเสร็จ

-ติดตั้งตู้จ่ายไฟ้ฟ้าชนิด A แล้วเสร็จ

-ติดตั้งตู้จ่ายไฟชนิด B แล้วเสร็จ

-ส่งมอบ RECTIFIER

-อื่น ๆ ครบถ้วนตามแบบและรายการตามสัญญาทุกประการ

-ทดลองระบบทุกระบบที่ติดตั้งให้คณะกรรมการตรวจการจ้างรับว่าใช้ราชการได้ ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2531..." ตามข้อสัญญาดังกล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 5 ติดตั้งระบบไฟฟ้าบกดังกล่าวก็เพื่อให้สามารถส่งกระแสไฟฟ้าจากภาคพื้นดินให้แก่เรือรบหลวงที่จอดเทียบท่าเทียบเรือแหลมเทียนฐานทัพเรือสัตหีบ ทำให้เรือรบหลวงนั้นไม่ต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้ต้องสิ้นเปลืองค่าน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น และเครื่องยนต์สึกหรอ และงานการติดตั้งระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าตามรูปแบบที่กำหนดตามสัญญาดังกล่าวก็มีรายละเอียดมาก ทั้งงานทั้งระบบก็มีมูลค่าค่าจ้างสูงถึง 5,600,000 บาท ย่อมมีเหตุผลที่โจทก์จะต้องตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดให้ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ในการจ้างติดตั้งระบบไฟฟ้าบกดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ย่อมเห็นได้ว่า กรณีที่มีการกำหนดเป็นข้อสัญญาว่าต้องมีการทดลองระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งทุกระบบให้คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจสอบและรับว่าใช้ราชการได้ดีด้วยนั้นเป็นข้อสำคัญที่จำเลยที่ 5 ต้องปฏิบัติตามข้อสัญญานี้ โดยต้องทดลองในสภาพเช่นเดียวกับการใช้งานจริงตามวัตถุประสงค์ของสัญญาที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านระบบนี้ให้แก่เรือรบหลวงด้วย มิใช่เพียงทดลองตรวจสอบระบบที่ติดตั้งโดยไม่ต้องทดลองจ่ายไฟฟ้าแก่เรือรบหลวงดังที่จำเลยที่ 5 ให้การแต่อย่างใด และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 มิได้ทดลองจ่ายไฟฟ้าตามระบบที่ติดตั้งนี้ให้แก่เรือรบหลวงที่จอดเทียบท่าเทียบเรือแหลมเทียนว่าใช้งานได้เรียบร้อยดีหรือไม่ ย่อมเป็นการที่จำเลยที่ 5 ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อสัญญาดังกล่าว อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า คำพิพากษาในคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพมีผลผูกพันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า จากกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจการจ้างงานจ้างเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าบกที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้รับจ้างโดยไม่มีการทดลองระบบทุกระบบที่ติดตั้งให้คณะกรรมการตรวจการจ้างรับว่าใช้ราชการได้ดีนั้น อัยการศาลทหารกรุงเทพได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นจำเลยต่อศาลทหารกรุงเทพ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ และเมื่อสืบพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้ว ศาลทหารกรุงเทพมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 162 (4) และ 83 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 363/2537 และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อพิจารณารายละเอียดในคำพิพากษาของศาลทหารกรุงเทพปรากฏว่าคดีดังกล่าวอัยการศาลทหารกรุงเทพเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยกล่าวหาว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นนายทหารสัญญาบัตรประจำการกองทัพเรือเป็นเจ้าพนักงานซึ่งผู้บังคับบัญชามอบหมายให้เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างการติดตั้งระบบไฟฟ้าบกที่ท่าเทียบเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ ซึ่งกองทัพเรือทำสัญญาจ้างเหมา บริษัทโอ. วี. เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (จำเลยที่ 5 คดีนี้) เป็นผู้รับจ้าง โดยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2531 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจการจ้างงานงวดที่ 3 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย โดยจะต้องให้ผู้รับจ้างทดลองระบบทุกระบบรวมทั้งทดลองจ่ายไฟฟ้าบกให้แก่เรือจริงตามสัญญา ก่อนที่จะรับไว้ใช้ในราชการแต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ได้ให้ผู้รับจ้างทดลองจ่ายไฟฟ้าบกแก่เรือ และร่วมกันกรอกข้อความกับลงลายมือชื่อในเอกสารรายงานผลการตรวจสอบจ้างเหมาว่า ผู้รับจ้างได้ทำการทดลองทุกระบบที่ติดตั้งตามข้อกำหนดในสัญญาจ้างติดตั้งระบบไฟฟ้าบกดังกล่าวจนใช้ราชการได้ดี ผลงานดีรับไว้ใช้ในราชการได้ อันเป็นการรับรองหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงเพื่อมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จและเมื่อกองทัพเรือได้ทดลองใช้ระบบไฟฟ้าดังกล่าวปรากฏว่า จ่ายไฟฟ้าบกไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดในสัญญา ทำให้เรือไม่สามารถรับไฟฟ้าบกไปใช้ประโยชน์ขณะจอดเทียบท่าได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กองทัพเรือ และขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 83 ตามฟ้อง เช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่าคดีอาญาดังกล่าวกองทัพเรือซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และถือได้ว่าอัยการศาลทหารกรุงเทพดำเนินคดีแทนโจทก์ด้วย โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีอาญาจึงเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีนี้ และปัญหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์คดีนี้หรือไม่ จึงเป็นประเด็นโดยตรงที่โจทก์นำมาฟ้องในทางแพ่งเป็นคดีนี้ ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีอาญาดังกล่าว และปรากฏตามคำพิพากษาคดีอาญาว่า มีการกล่าวอ้างและสืบพยานหลักฐานในปัญหาข้อเท็จจริงนี้แล้ว ซึ่งในที่สุดศาลทหารกรุงเทพก็ได้วินิจฉัยถึงสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าบกว่า คณะกรรมการตรวจการจ้างมีหน้าที่ต้องให้ผู้รับจ้างทดลองระบบทุกระบบรวมถึงการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่เรือด้วยและวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้รับจ้างไม่ได้ทดลองระบบทุกระบบต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้าง และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้ทดลองจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่เรือ ทั้ง ๆ ที่ในวันตรวจรับงานมีเรือจอดที่ท่าเทียบเรือ การตรวจรับงานงวดที่ 3 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ทางราชการกองทัพเรือได้รับความเสียหาย และเมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดที่เกิดจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีดังกล่าวคดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งศาลทหารกรุงเทพได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาของศาลทหารกรุงเทพจึงย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีนี้ และศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารพ.ศ.2498 มาตรา 54 จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต่อไปว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในอันที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2540 โดยก่อนฟ้องอัยการศาลทหารกรุงเทพได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นคดีอาญาที่ศาลทหารกรุงเทพและในปี 2537 ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (4) และมาตรา 83 จนคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว ดังนี้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการยื่นฟ้องคดีแพ่งคดีนี้ย่อมเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดอันมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสาม ไม่ใช่มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือ 10 ปีนับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามฟ้องจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

ส่วนปัญหาในเรื่องจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์นั้น ไม่ใช่กรณีที่ต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพ หากแต่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในทางแพ่งเกี่ยวกับความรับผิดในค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 424 และตามที่ได้วินิจฉัยถึงความเสียหายที่จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดเพราะปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์มาแล้วนั้น เห็นได้ว่า ในกรณีของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ตรวจรับงานโดยที่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ทดลองจ่ายไฟฟ้าบกไปยังเรือรบหลวงเพื่อให้เห็นว่าระบบไฟฟ้าบกที่จำเลยที่ 5 รับจ้างติดตั้งใช้ในราชการได้ดีตามสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าบก จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าแก่เรือได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด และต้องเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในเรืออันเป็นการสิ้นเปลืองค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งมูลเหตุแห่งความเสียหายเกิดจากการที่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ทดลองจ่ายไฟฟ้าในระบบไฟฟ้าบกแก่เรือจริง แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ก็ยังยอมรับมอบงานและรับรองว่างานถูกต้องตามสัญญาอันเป็นการเอื้อต่อการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยที่ 5 โดยมิชอบ จนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในเรือรบหลวงในช่วงเวลาที่ต้องตรวจสอบเหตุบกพร่องของระบบไฟฟ้าบกที่จำเลยที่ 5 รับจ้างโจทก์ติดตั้ง อันมีเหตุแห่งความเสียหายและลักษณะแห่งความเสียหายเดียวกัน ย่อมมีผลให้มีจำนวนค่าเสียหายจำนวนเดียวกัน โดยตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ก็ไม่มีเหตุที่ควรกำหนดค่าเสียหายแตกต่างกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท เช่นเดียวกับที่จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดจากการผิดสัญญาดังวินิจฉัยไว้แล้ว โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ร่วมกันทำละเมิดต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม แต่สำหรับจำเลยที่ 5 แม้ต้องรับผิดในหนี้จำนวนเดียวแต่เป็นหนี้เงินซึ่งมิใช่หนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกกันชำระได้ ทั้งมูลเหตุแห่งความรับผิดในมูลละเมิดและการผิดสัญญาก็แตกต่างกัน จำเลยที่ 5 จึงมิใช่ลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 290 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 5 รับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย แต่ทั้งนี้ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 5 รวมแล้วไม่เกิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/32 ม. 290 ม. 420 ม. 424 ม. 448 ม. 587
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47 วรรคหนึ่ง ม. 51 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพเรือ
จำเลย — พลเรือตรีธีระ อุตตรานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสำราญ โยธาใหญ่
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22843/2555
#544498
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์ โดยอ้างว่า คดีนี้เหตุเกิดที่ร้านบ้านนาการเกษตร อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก และที่บริษัท อ. อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมูลคดีเกิดในเขตอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำราจภูธรบ้านนา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ไม่มีการจับกุมแจ้งข้อหาแก่บริษัท อ. ทั้งที่ทำการของบริษัทดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนหรือสาขาของจำเลยที่ 1 เมื่อฟ้องว่าจำเลยทั้งสองผลิตจึงต้องให้พนักงานสอบสวนที่อยู่ในเขตภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองรับผิดชอบ คือสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้ว จึงไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตปุ๋ย ณ สถานที่ตั้งหรือสถานที่แบ่งบรรจุ ส่วนเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นเพียงผลสรุปแห่งข้อโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวเท่านั้น จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30, 32, 62, 63 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4, 32, 33, 34, 83, 91 และริบปุ๋ยเคมีปลอม 2 กระสอบ ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (1), 32 (5), 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตปุ๋ยปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี ฐานขายปุ๋ยปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 120,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี รวม 2 กระทง จำเลยที่ 1 ปรับ 320,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี คำเบิกความของจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ปรับ 240,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบปุ๋ยเคมีปลอม 2 กระสอบ ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (1) (เดิม), 32 (5) (เดิม), 62 (เดิม), 63 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 50,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 30,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 37,500 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี 9 เดือน ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม จำเลยที่ 1 ปรับ 22,500 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 3 เดือน รวมจำเลยที่ 1 ปรับ 60,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยที่ 2 ในปัญหาเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์นั้น เหตุที่จำเลยที่ 2 อาศัยเป็นหลักแห่งข้อโต้แย้ง คือ คดีนี้เหตุเกิดที่ร้านบ้านนาการเกษตร อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก และที่บริษัทอินฟินิตี้ เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด เลขที่ 37/6 ตำบลคลองพระอุดม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมูลคดีเกิดในเขตอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านนา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ไม่มีการจับกุมแจ้งข้อหาแก่บริษัทอินฟินิตี้ เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ทั้งที่ทำการของบริษัทดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนหรือสาขาของจำเลยที่ 1 เมื่อฟ้องว่าจำเลยทั้งสองผลิตจึงต้องให้พนักงานสอบสวนที่อยู่ในเขตภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองรับผิดชอบคือสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้ว ซึ่งไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตปุ๋ย ณ สถานที่ตั้งหรือสถานที่แบ่งบรรจุ ซึ่งระบุที่ผลิตว่าอยู่ที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ส่วนเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นเพียงผลสรุปแห่งข้อโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — บริษัทผลปุ๋ยรุ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางกมลา เทพวงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22788/2555
#540897
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกันระหว่างทายาท จึงมิใช่กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 ที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้พ้นกำหนดอายุความมรดก การที่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย ย่อมต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคท้าย และสิทธิในทรัพย์มรดกย่อมตกแก่จำเลยผู้สืบสิทธิ น. ซึ่งเป็นทายาทของ จ. เจ้ามรดกโดยสมบูรณ์ การที่จำเลยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในเวลาต่อมาก็เพื่อให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1754 แล้วไม่ และแม้จำเลยจะเบิกความรับว่าเหตุที่โอนทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยเพื่อความสะดวกในการแบ่งมรดกแก่ทายาทของ จ. ก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 โจทก์จึงไม่อาจยกเอาประโยชน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 และมาตรา 1748 มาอ้างเพื่อเรียกร้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความมรดกตามมาตรา 1754 แล้วได้ จำเลยย่อมมีสิทธิยกอายุความมรดกใช้ยันโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 206 ตำบลดงแดง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 172 ตารางวา แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ นายเต่ง นายชน นายโหล่ และนางน้อยเป็นบุตรของนายเจิดกับนางจันทร์ที่นายเจิดรับรองว่าเป็นบุตร จำเลยเป็นบุตรของนายเต่ง นายเจิดตายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2522 นายเต่งตายเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2540 ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 206 ตำบลดงแดง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 16 ตารางวา เป็นทรัพย์มรดกของนายเจิด จำเลยกับทายาทอื่นทำกินในทรัพย์มรดกก่อนนายเจิดเจ้ามรดกตาย เมื่อเจ้ามรดกตายก็ยังครอบครองทรัพย์มรดกนับแต่เจ้ามรดกตายเกิน 10 ปี แล้ว โดยโจทก์ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่แรก ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจิด หลังจากนั้นจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยกับทายาทอื่นครอบครองที่ดินพิพาทไว้อันเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง ถือว่าครอบครองแทนโจทก์ซึ่งเป็นทายาทด้วย เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยและทายาทอื่นเข้าครอบครองทำกินในทรัพย์มรดกก่อนนายเจิดเจ้ามรดกตาย และภายหลังจากเจ้ามรดกตายก็ยังครอบครองทรัพย์มรดกนับแต่เจ้ามรดกตายเกิน 10 ปี แล้ว โดยโจทก์ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่แรก เช่นนี้ การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์โดยนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกซึ่งมีจำเลยกับทายาทอื่นครอบครองแทนโจทก์ แต่ตามทางนำสืบของโจทก์นอกจากไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างแล้ว โจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่ามีบ้านปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท 3 หลัง เป็นของจำเลย นายชน และบุตรของนายชน คนละ 1 หลัง อันเป็นการเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกับทายาทอื่นครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทจากจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเจิดซึ่งละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 และการที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก กับเบิกความรับว่าโอนทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทเท่ากับเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกันระหว่างทายาท จึงมิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1747 ที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้พ้นกำหนดอายุความมรดก สิทธิเรียกร้องของโจทก์ให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งเป็นคดีมรดกเช่นนี้จึงอยู่ในบังคับอายุความมรดกตามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 การที่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย ย่อมต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย และสิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าวย่อมตกแก่จำเลยผู้สืบสิทธินายเต่ง ซึ่งเป็นทายาทของนายเจิดเจ้ามรดกโดยสมบูรณ์ การที่จำเลยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในเวลาต่อมาก็เพื่อจะดำเนินการให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แล้วไม่ และแม้จำเลยเบิกความรับว่าเหตุที่โอนทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยเพื่อความสะดวกในการแบ่งมรดกแก่ทายาทของนายเจิดก็ตาม กรณีก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 โจทก์จึงไม่อาจยกเอาประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 และมาตรา 1747 มาอ้างเพื่อเรียกร้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความมรดกตามมาตรา 1754 แล้วได้ จำเลยย่อมมีสิทธิยกอายุความมรดกใช้ยันโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/10 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/10 ม. 193/24 ม. 1748 วรรคหนึ่ง ม. 1754 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเชิด มะรังษี
จำเลย — นางเกษร สมเพ็ชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเพิ่มศักดิ์ สุริยวนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22785/2555
#540870
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงชื่อในใบตราส่งไว้ในฐานะตัวแทนเรือ จำเลยรับจองระวางเรือและลงชื่อในใบตราส่งแทนผู้ขนส่งเท่านั้น โดยจำเลยเป็นสำนักงานตัวแทนของผู้ขนส่งในประเทศไทย มีสำนักงานอยู่ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ แม้จำเลยและผู้ขนส่งต่างก็เป็นผู้ประกอบกิจการให้บริการการขนส่งระหว่างประเทศ (Freight Forwarder) เช่นกัน แต่จำเลยก็มิใช่ผู้ขนส่ง และเมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ขนส่งโดยไม่ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับโจทก์แทนผู้ขนส่งตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศอันจะทำให้จำเลยต้องรับผิดแต่ลำพังตนเอง จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,002,505.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 960,101.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,305.20 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยจะชำระเป็นเงินบาท ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่มีการชำระเงิน ถ้าไม่มีประกาศในวันที่มีการชำระเงิน ก็ให้ใช้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้ประกาศเป็นฉบับสุดท้ายก่อนวันที่จะมีการชำระเงิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งหรือไม่ เห็นว่า ตามใบตราส่ง ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งในครั้งพิพาทนั้น เป็นใบตราส่งของบริษัทโกลบลิงค์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด มีชื่อ ที่อยู่ และเครื่องหมายการค้าของบริษัทโกลบลิงค์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด ปรากฏชัดเจนที่มุมบนด้านขวา ชื่อผู้ส่งที่ทำสัญญาว่าจ้างคือโจทก์ ชื่อผู้รับตราส่งยังไม่ได้ระบุ ระบุเพียงว่า "To order" ชื่อผู้แจ้งการไปถึงของสินค้าคือ บริษัทดอง ทัง จำกัด เรือที่ใช้ในการขนส่งคือ VAN PHUC ขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพถึงท่าเรือเมืองไฮฟง รูปแบบการขนส่งแบบ CFS การลงชื่อในใบตราส่ง แม้จำเลยลงชื่อไว้ แต่ก็ระบุชัดเจนว่าลงชื่อแทนบริษัทโกลบลิงค์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด ผู้ขนส่ง โดยระบุเช่นนี้ไว้ถึงสองแห่ง นางจุฑามน กรรมการผู้จัดการของบริษัทโกลเด้นพอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนของโจทก์ที่ติดต่อจำเลยเบิกความว่า จำเลยลงชื่อในใบตราส่งไว้ในฐานะตัวแทนเรือ โดยจำเลยเป็นสำนักงานตัวแทนของบริษัทโกลบลิงค์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด ในประเทศไทย บริษัทโกลบลิงค์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด มีสำนักงานอยู่ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ จำเลยและบริษัทโกลเด้นพอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่างก็เป็น Freight Forwarder เช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์จึงเจือสมอย่างชัดเจนกับข้อต่อสู้ของจำเลยและทางนำสืบของจำเลยที่มีนายวิชัย กรรมการผู้จัดการจำเลยมายืนยันว่า จำเลยเป็นเพียงตัวแทนของบริษัทโกลบลิงค์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด ผู้ขนส่งซึ่งอยู่ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ จำเลยรับจองระวางเรือและลงชื่อในใบตราส่งแทนบริษัทโกลบลิงค์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด เท่านั้น คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องและที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมา และเมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นผู้ขนส่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นตัวแทน ผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับโจทก์แทนบริษัทโกลบลิงค์คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศอันจะทำให้จำเลยต้องรับผิดแต่ลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยต้องรับผิดตามบทบัญญัติมาตรา 824 ได้ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ขนส่งตามใบตราส่งนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรุ่งเรืองแทนนิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทจีแอลเอส อินเตอร์เฟรท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22783/2555
#541464
เปิดฉบับเต็ม

ภาพประดิษฐ์ และภาพประดิษฐ์ประกอบคำหรือชื่อ ดังที่ปรากฏในหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตรงส่วนด้านล่าง เป็นข้อเท็จจริงที่เข้าใจโดยทั่วไปว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพเครื่องหมายทั้งเครื่องหมายที่โจทก์ได้ยื่นคำขอและได้รับการจดทะเบียนไว้ โจทก์มิได้นำสืบหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เห็นว่า นอกจากผู้ขอจดทะเบียนจะแสดงภาพประดิษฐ์ของตัวเครื่องหมายการค้าในคำขอจดทะเบียนแล้ว ผู้ขอจดทะเบียนยังสามารถแสดงให้เห็นถึงลักษณะการใช้เครื่องหมายที่ขอจดทะเบียนให้ปรากฏในคำนำขอจดทะเบียนอันเป็นการเพิ่มเติมไปจากการแสดงให้เห็นถึงตัวเครื่องหมายการค้าได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า ภาพประดิษฐ์และภาพประดิษฐ์ประกอบคำหรือชื่อของโจทก์เป็นเพียงภาพเครื่องหมายการค้าทั้งเครื่องหมายที่โจทก์ได้ยื่นคำขอและได้รับการจดทะเบียนไว้ มิได้มีความหมายสื่อไปถึงว่าเป็นภาพเครื่องหมายที่ถูกแสดงประกอบวิธีการใช้เครื่องหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและมีคำสั่งให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสี่แถบประกอบคำว่า FOUR LINES คำขอเลขที่ 559213 หรือเครื่องหมายการค้าอื่นที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปสามแถบของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประเด็นแรกว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียน รูป คำเลขที่ 559213 คล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปสามแถบของโจทก์ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสามแถบในลักษณะต่าง ๆ ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียน นอกจากนี้โจทก์ยังได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสามแถบที่ประกอบคำหรือรูปอื่นตามหนังสือรับรองการจดทะเบียน ซึ่งตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ได้นิยามคำว่า เครื่องหมาย หมายความว่าภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อกลุ่มของสี รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ หรือสิ่งเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันด้วยเหตุนี้เครื่องหมายการค้าตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงเป็นเครื่องหมายที่แสดงโดย "ภาพประดิษฐ์" หรือ "ภาพประดิษฐ์"ประกอบด้วย "คำ" หรือ "ชื่อ" ประการใดประการหนึ่ง ตามคำนิยามดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ภาพประดิษฐ์และภาพประดิษฐ์ประกอบคำหรือชื่อ ดังที่ปรากฏในหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตรงส่วนด้านล่าง เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพเครื่องหมายทั้งเครื่องหมายที่โจทก์ได้ยื่นคำขอและได้รับการจดทะเบียนไว้ การที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จะมีรูปเสื้อกางเกง และรองเท้าอยู่ด้วย แต่รูปดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่แสดงด้วยเส้นประ เป็นเพียงแค่รูปที่ใช้อ้างอิงเพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะการใช้เครื่องหมายรูปสามแถบของโจทก์บนสินค้าดังกล่าวและโจทก์ก็ได้สละไม่ถือสิทธิแต่ผู้เดียวในรูปสินค้าดังกล่าวแล้ว เท่ากับว่า โจทก์ถือเอาแต่เพียงว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคือ เฉพาะภาคส่วนรูปสามแถบเท่านั้น สำหรับส่วนประกอบอื่นในภาพประดิษฐ์ที่ปรากฏเป็นภาพต่าง ๆ เช่น รูปเสื้อหรือกางเกงหรือรองเท้าแสดงให้เห็นถึงลักษณะการใช้เครื่องหมายการค้าเท่านั้น เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เห็นว่า นอกจากผู้ขอจดทะเบียนจะแสดงภาพประดิษฐ์ของตัวเครื่องหมายการค้าในคำขอจดทะเบียนแล้ว ผู้ขอจดทะเบียนยังสามารถแสดงให้เห็นถึงลักษณะการใช้เครื่องหมายที่ขอจดทะเบียนให้ปรากฏในคำขอจดทะเบียน อันเป็นการเพิ่มเติมไปจากการแสดงให้เห็นถึงตัวเครื่องหมายการค้าได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า ภาพประดิษฐ์และภาพประดิษฐ์ประกอบคำหรือชื่อ ดังที่ปรากฏในหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตรงส่วนด้านล่าง เป็นเพียงภาพเครื่องหมายการค้าทั้งเครื่องหมายที่โจทก์ได้ยื่นคำขอและได้รับการจดทะเบียนไว้ มิได้มีความหมายสื่อไปถึงว่าเป็นภาพเครื่องหมายสามแถบที่ถูกแสดงประกอบวิธีการใช้เครื่องหมายดังกล่าว ซึ่งเมื่อได้พิเคราะห์รูปลักษณะของเครื่องหมายการค้า รูป ตามคำขอเลขที่ 559213 แล้ว เครื่องหมายดังกล่าวมีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ รูป ทะเบียนเลขที่ ค181764 รูป ทะเบียนเลขที่ ค36956 รูป ทะเบียนเลขที่ ค138814 รูป ทะเบียนเลขที่ ค38943 รูป ทะเบียนเลขที่ ค38942 รูป ทะเบียนเลขที่ ค181870 รูป ทะเบียนเลขที่ ค181765 ปรากฏตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 559213 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นในข้อนี้

ปัญหาต่อไปมีว่า เครื่องหมายการค้า รูป ตามคำขอเลขที่559213 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ รูป ทะเบียนเลขที่ ค101355รูป ทะเบียนเลขที่ ค126456 รูป ทะเบียนเลขที่ ค11418 และรูป ทะเบียนเลขที่ ค230054 ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้ารูปสามแถบที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้ง 3 เครื่องหมาย ดังกล่าวมีความแตกต่างจากเครื่องหมายรูป ของผู้ขอจดทะเบียนเนื่องจากเครื่องหมายของผู้ขอจดทะเบียนมีคำว่า FOUR LINES อยู่ด้านล่างและสำหรับเครื่องหมายการค้าของโจทก์รูป มีคำว่า adidas อันเป็นการแตกต่างกันนอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์รูป และรูป ยังมีลักษณะของแถบและจำนวนแถบที่แตกต่างจากเครื่องหมายของผู้ขอจดทะเบียนอันเป็นที่ชัดเจน เครื่องหมายของผู้ขอจดทะเบียนไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยต้องกันมาว่า เครื่องหมายการค้ารูป คำขอเลขที่ 559213 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน และเมื่อได้ความว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 559213 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไปเนื่องจากไม่เปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อะดิดาส เอยี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม แย้มสอาด
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา