คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22779/2555
#540880
เปิดฉบับเต็ม

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยหรือ บสท. ประสงค์จะบังคับจำนองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน สำหรับทรัพย์สินด้อยคุณภาพในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้จำนองตามมาตรา 74 เมื่อผู้จำนองไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา บสท. มีอำนาจดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันนั้นได้ โดยวิธีการขายทอดตลาด เว้นแต่ บสท. เห็นว่า การจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ แต่สำหรับกรณีที่ บสท. ดำเนินการยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนเจ้าหนี้เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 วรรคหก ซึ่งมาตรา 41 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ได้กำหนดว่า ภายใต้บังคับมาตรา 30 ในคดีที่สถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ฟ้องเป็นคดีต่อศาลเกี่ยวกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ บสท. รับโอนมาตามพระราชกำหนดนี้ให้ บสท. เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับคดีตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ บสท. เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น ดังนั้นเมื่อ บสท. เลือกที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนเจ้าหนี้ แทนที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาแล้ว บสท. จึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปตามมาตรา 41 เมื่อในคดีเดิมศาลชั้นต้นพิพากษาให้ บสท. เป็นฝ่ายชนะคดี บสท. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำขอต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดีแล้วจึงต้องดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่า หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ การที่ บสท. ไปขอรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสามต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อ พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 41

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13103 ถึง 13106 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ตามคำขอจดทะเบียนลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13103 ถึงเลขที่ 13106 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ตามคำขอจดทะเบียนลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์ทั้งสามและจำเลยไม่โต้เถียงกันว่า โจทก์ทั้งสามนำที่ดินโฉนดเลขที่ 13103 ถึง 13106 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองและขึ้นวงเงินจำนองไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้เงินกู้และหนี้สินประเภทอื่นที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีธนโอโตมีต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีธนโอโตและโจทก์ทั้งสามให้ชำระหนี้และบังคับจำนองต่อศาลแพ่งธนบุรี ในระหว่างพิจารณาคดี ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่แก่โจทก์ทั้งสามอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่จำเลยตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จำเลยมอบอำนาจให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องต่อศาลขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และขอให้ศาลดำเนินคดีต่อไปจนถึงที่สุด ศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 4515/2546 ว่าหากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 13103 ถึง เลขที่ 13106 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ต่อมาจำเลยยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย เพื่อขอรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสาม โดยอ้างว่าเป็นการโอนตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการตามคำขอของจำเลย

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสามให้แก่จำเลยชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า กรณีที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง กฎหมายดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่เป็นบทบังคับว่าจะต้องบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพียงอย่างเดียว อีกทั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ ปรับโครงสร้างหนี้ และปรับโครงสร้างกิจการ ทั้งนี้ โดยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ รวมตลอดทั้งสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น หรือโดยการใช้มาตรการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ ซึ่งการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีอำนาจในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันสำหรับสินทรัพย์ที่ด้อยคุณภาพ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการบังคับคดี ดังที่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ส่วนที่ 3 การจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน มาตรา 74 บัญญัติว่า ในกรณีที่ บสท. ประสงค์จะบังคับจำนองหรือบังคับจำนำกับทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันสำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ให้ บสท. มีหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้และผู้จำนองหรือผู้จำนำชำระหนี้ภายในเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว โดยจะต้องระบุด้วยว่าหากบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด บสท. จะบังคับชำระหนี้ในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 75 บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้ ผู้จำนอง หรือผู้จำนำ ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 74 ให้ บสท. มีอำนาจดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันนั้นได้ และมาตรา 76 บัญญัติว่า ในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ให้ บสท. ดำเนินการโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้า บสท. เห็นว่า การจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวในส่วนที่ 3 การจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน เป็นกรณีที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยหรือ บสท. ประสงค์จะบังคับจำนองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน สำหรับทรัพย์สินด้อยคุณภาพในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้จำนอง จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในมาตรา 74 หากผู้จำนองไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว บสท. จึงมีอำนาจดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันนั้นได้ โดยวิธีการขายทอดตลาด เว้นแต่ บสท. เห็นว่า การจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ แต่สำหรับคดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยดำเนินการยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนเจ้าหนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯ มาตรา 30 วรรคหก ที่บัญญัติว่า สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ต้องโอนมาตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงสินทรัพย์ที่มีการฟ้องคดีอยู่ในศาลโดยศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาด้วย โดยให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เว้นแต่ บสท. จะยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น แต่ไม่รวมถึงสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวหรือเด็ดขาดหรือให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว และในมาตรา 41 ที่บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 30 ในคดีที่สถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ฟ้องเป็นคดีต่อศาลเกี่ยวกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ บสท. รับโอนมาตามพระราชกำหนดนี้ ให้ บสท. เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ในการนี้ บสท. อาจคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านหรือคัดค้านพยานที่สืบไปแล้วได้ ส่วนวรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับคดีตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ บสท. เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น และวรรคสามบัญญัติว่า ให้ บสท. ได้รับยกเว้นบรรดาค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวเนื่องกับการยึด การขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้นเมื่อจำเลยเลือกที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนเจ้าหนี้ แทนที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแต่ก็หาได้กระทำไม่จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปตามมาตรา 41 แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อในคดีเดิมศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำขอต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จำเลยจึงต้องดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลแพ่งธนบุรีที่พิพากษาว่า หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13103 ถึงเลขที่ 13106 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยขอรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13103 ถึงเลขที่ 13106 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสามต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 41 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 282
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 30 ม. 41 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชายหรือรวีโรจน์ ลิ้มวิไลรัตนา กับพวก
จำเลย — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายไพโรจน์ ธนกิจโกเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22777 -ที่ 22778/2555
#532849
เปิดฉบับเต็ม

คำเสนอต้องมีข้อความชัดเจนแน่นอนเพียงพอที่จะถือเป็นข้อผูกพันในสัญญา จำเลยโฆษณามีใจความว่า ให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประมูลหลักทรัพย์ของจำเลยในงานมหกรรมขายทอดตลาด วงเงินกู้สูงสุด 90 % ของราคาประเมินหลักทรัพย์ประกัน อัตราดอกเบี้ยมี 3 ทางเลือก 1) คงที่ 1 ปี 3.5 % ต่อปี 2) คงที่ 2 ปี 4.25 % ต่อปี 3) คงที่ 3 ปี 4.75 % ต่อปี ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความประสงค์ของจำเลยที่จะให้สินเชื่อแก่ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ในการจัดงานดังกล่าวได้ ข้อความที่แสดงไม่ระบุรายละเอียดให้ชัดเจนพอที่จะถือว่าเป็นคำเสนอได้ คงเป็นเพียงคำเชื้อเชิญให้ผู้ชนะการประมูลทำคำเสนอขอสินเชื่อเงินกู้จากจำเลยภายในวงเงินและอัตราดอกเบี้ยประเภทใดประเภทหนึ่งที่ระบุเอาไว้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอนุมัติเงินกู้ 3,200,000 บาท ตามคำขอกู้ยืมเงินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,680,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะอนุมัติเงินกู้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมบังคับคดีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ระบุพยานเพิ่มเติม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของอุทธรณ์ทั้งสองฉบับให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2547 กรมบังคับคดีร่วมกับจำเลยจัดงานมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดินกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยโฆษณาข้อความการให้สินเชื่อแก่ผู้เข้าประมูลหลักทรัพย์ในงานดังกล่าวตามหนังสือมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดินกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2547 โจทก์ชนะการประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 63126 และ 131654 แขวงทุ่งสองห้อง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ราคา 3,275,000 บาท และทำสัญญาซื้อขายกับกรมบังคับคดีโดยวางเงินมัดจำจำนวน 160,000 บาท วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ยื่นคำขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต่อธนาคารจำเลย สาขาย่อยสรงประภา ขอกู้เงินจำนวน 3,200,000 บาท เพื่อชำระหนี้ให้แก่กรมบังคับคดีตามคำขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ต่อมาจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 แจ้งโจทก์ว่าจำเลยกำลังพิจารณาคำขอสินเชื่อของโจทก์ ขอให้โจทก์จัดส่งเอกสารเพิ่มเติมและแจ้งรายการค่าธรรมเนียมให้โจทก์ทราบ แล้วมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาขอสินเชื่อไปยังโจทก์ว่า จำเลยได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในการขอกู้ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการให้สินเชื่อของธนาคาร และเอกสารประกอบการให้สินเชื่อยังไม่เป็นที่ชัดเจนแน่นอน จึงเห็นว่าโจทก์ไม่ผ่านหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อตามหนังสือลงวันที่ 4 มีนาคม 2547

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยไม่อนุมัติสินเชื่อให้แก่โจทก์เป็นการผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า สาระสำคัญของสัญญานั้นจะต้องเป็นนิติกรรมสองฝ่ายเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาทำคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน โดยเมื่อมีผู้แสดงเจตนาเรียกว่าคำเสนอจะทำสัญญา หากผู้รับคำเสนอนั้นแสดงเจตนาตกลงสนองรับคำเสนอ สัญญาจึงจะเกิดขึ้น คำเสนอจึงต้องมีข้อความชัดเจนแน่นอนเพียงพอที่จะถือเป็นข้อผูกพันในสัญญาได้ สำหรับคดีนี้แม้ได้ความว่า จำเลยโฆษณาข้อความในหนังสือมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดินกรุงเทพมหานครมีใจความให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประมูลหลักทรัพย์ของจำเลยในงานมหกรรมขายทอดตลาด วงเงินกู้สูงสุด 90 % ของราคาประเมินหลักทรัพย์ประกันหรือราคาซื้อขายจริง แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า อัตราดอกเบี้ยมี 3 ทางเลือก 1) คงที่ 1 ปี 3.5 % ต่อปี 2) คงที่ 2 ปี 4.25 % ต่อปี 3) คงที่ 3 ปี 4.75 % ต่อปี (หลังจากนั้น เอ็มแอลอาร์ - 0.75 % ตลอดอายุสัญญา) และที่ปกหนังสือดังกล่าวมีข้อความว่า ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อ (เฉพาะผู้ที่ประมูลได้ในงานนี้เท่านั้น) แต่ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความประสงค์ของจำเลยที่จะให้สินเชื่อแก่ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ในการจัดงานดังกล่าวได้ ทั้งข้อความที่แสดงไม่ระบุรายละเอียดให้ชัดเจนพอที่จะถือว่าเป็นคำเสนอได้ คงเป็นเพียงคำเชื้อเชิญให้ผู้ซึ่งชนะการประมูลทำคำเสนอขอสินเชื่อเงินกู้จากจำเลยภายในวงเงินและอัตราดอกเบี้ยประเภทใดประเภทหนึ่งที่ระบุเอาไว้เท่านั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจึงเป็นการแสดงเจตนาทำคำเสนอต่อจำเลย เมื่อจำเลยไม่ได้แสดงเจตนาตกลงสนองรับตามคำเสนอ สัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น และไม่มีนิติสัมพันธ์ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 354
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ศิริ หาทอง
จำเลย — ธนาคากรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนันต์ ปัทมาคม
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
สบโชค สุขารมณ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22746/2555
#544497
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่วินรถจักรยานยนต์พูดว่า หากใครไม่จ่ายไม่ให้จอด ระวังจะจำเบอร์ไม่ได้ จำซอยไม่ได้ ขับเงียบ ๆ ใกล้จะหมดเวลาของพวกมึงแล้ว มีลักษณะเป็นการข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสามว่าอาจถูกทำร้าย หลังจากมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้วแต่ไม่มีการควบคุมตัวจำเลยในระหว่างดำเนินคดี ผู้เสียหายทั้งสามเกรงจะได้รับอันตรายและถูกห้ามขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุจึงต้องจำยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยวันละ 15 บาท ตามที่จำเลยเรียกร้อง แต่ข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายทั้งสามจำยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยวันละ 15 บาท ภายหลังมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้วนั้น ปรากฏแต่ในทางพิจารณาโดยโจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในฟ้อง ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ จึงต้องห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยโดยอาศัยข้อเท็จจริงนั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยได้แต่ในความผิดฐานพยายามกรรโชกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 337

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหนึ่ง, 80 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ผู้เสียหายทั้งสามมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่วินรถซอยสุขุมวิท 98/1 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยเป็นหัวหน้าผู้ดูแลวินรถและเรียกเก็บเงินจากผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นรายวันคนละ 70 บาท และผู้เสียหายทั้งสามกับพวกจ่ายให้จำเลยตลอดมา จนกระทั่งปี 2546 ที่รัฐบาลมีประกาศให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างไปขึ้นทะเบียนและรับหมายเลขประจำตัวจากสำนักงานเขตท้องที่เพื่อไม่ให้มีการเรียกเก็บค่าวินรถจักรยานยนต์รับจ้างอีก หลังจากนั้นจำเลยได้ลดจำนวนเงินที่เรียกเก็บจากผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยที่เกิดเหตุเหลือเพียงวันละ 15 บาท ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2546 ผู้เสียหายทั้งสามไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยขู่เข็ญบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสามจ่ายค่าจอดรถในวินรถดังกล่าวให้แก่จำเลย แต่ผู้เสียหายทั้งสามไม่ยอมจ่ายให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะประกาศนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลและไม่ให้มีการเก็บเงินค่าวินรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายทั้งสามจะเคยจ่ายเงินค่าวินขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยที่เกิดเหตุก็ตาม แต่หลังจากมีประกาศของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเรียกรับเงินใดๆ จากผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุได้อีก แต่จำเลยรับว่ายังเก็บเงินโดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำดื่มใส่น้ำแข็งที่จัดให้แก่ผู้ขับรถจักรยานยนต์ในซอยเกิดเหตุอีก และผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เบิกความยืนยันว่าในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่วินรถจักรยานยนต์ได้พูดว่าหากใครไม่จ่ายไม่ให้จอดระวังจะจำเบอร์ไม่ได้ จำซอยไม่ได้ ขับเงียบ ๆ ใกล้จะหมดเวลาของพวกมึงแล้ว ซึ่งมีลักษณะเป็นการข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสามว่าอาจถูกทำร้าย ทั้งไม่อนุญาตให้จอดรถจักรยานยนต์ในซอยเกิดเหตุอันเป็นการจำกัดเสรีภาพในการดำรงชีพตามปกติของผู้เสียหายทั้งสาม ทั้งหลังจากสำนักงานเขตพระโขนงได้ขึ้นทะเบียนผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุไว้ 61 คน โดยให้หมายเลข 1 ถึง 61 แล้ว จำเลยจัดให้มีผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากที่ได้มีการขึ้นทะเบียนไว้ถึง 10 คน บางคนก็มีหมายเลขซ้ำกับผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้ บางคนก็ได้หมายเลขใหม่ตั้งแต่หมายเลข 62 ถึง 65 โดยมีผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างหมายเลข 62 ซึ่งเป็นลูกน้องของจำเลยมาเก็บเงินแทนจำเลยในบางครั้งด้วย พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นการกระทำเยี่ยงผู้มีอิทธิพลไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายย่อมทำให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยที่เกิดเหตุรวมทั้งผู้เสียหายทั้งสามเกิดความกลัวเกรงว่าอาจถูกทำร้ายหรือห้ามขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุได้ ดังจะเห็นได้ว่าหลังจากมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้ว แต่ไม่มีการควบคุมตัวจำเลย ในระหว่างดำเนินคดีผู้เสียหายทั้งสามเกรงจะได้รับอันตรายและถูกห้ามขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในซอยเกิดเหตุจึงต้องจำยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยวันละ 15 บาท ตามที่จำเลยเรียกร้องต่อมาอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 แล้ว แต่ข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายทั้งสามจำยอมจ่ายเงินให้แก่จำเลยวันละ 15 บาท ภายหลังจากมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้วนั้น ปรากฏแต่ในทางพิจารณาโดยโจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในฟ้อง ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ จึงต้องห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยโดยอาศัยข้อเท็จจริงนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยได้แต่ในความผิดฐานพยายามกรรโชกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80 เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อโจทก์มิได้ฎีกาให้กำหนดโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขโทษจำคุกให้หนักกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ได้

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337 วรรคแรก ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่ ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมพงษ์ มั่นคง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางปราณี เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
เกษม เกษมปัญญา
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22745/2555
#540922
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกเตรียมอาวุธปืนเพื่อก่อเหตุร้ายโดยต่างทราบดีว่ามีบุคคลใดพาอาวุธปืนชนิดใดติดตัวไป และหากมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นก็จะใช้อาวุธปืนดังกล่าว แม้จำเลยรับอาวุธมาแล้วส่งมอบให้ผู้อื่นไปทันที ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยครอบครองอาวุธปืนดังกล่าวด้วยตนเอง แต่เมื่อจำเลยสมัครใจให้พวกของจำเลยรับอาวุธปืนไปเพื่อใช้ก่อเหตุด้วยกัน ย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวร่วมกับพวก การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 60, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาวสุภัตตรา มารดาของนายนาถพงศ์ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือนฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน และให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมโดยให้นำเงิน 100,000 บาท ที่โจทก์ร่วมได้รับไปแล้วระหว่างพิจารณาหักออกก่อน ข้อหาอื่นให้ยก ส่วนอาวุธปืนของกลางที่โจทก์ขอริบเนื่องจากศาลจังหวัดชลบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 811/2550 มีคำพิพากษาให้ริบแล้วจึงไม่ริบอีกให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ปรับ 60 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 40 บาทเมื่อรวมกับโทษฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ปรับ 40 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตด้วยหรือไม่ โจทก์มีนายวิวัฒน์หรือเนส เบิกความว่า ก่อนออกเดินทางพยานมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ 2 กระบอก พยานได้มอบอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาดกระสุน .38 จำนวน 1 กระบอก แก่จำเลย ส่วนนายพรหมนาถหรือนิคมีอาวุธปืนพก 1 กระบอก หลังเกิดเหตุพยานกับพวกเดินทางไปที่บริเวณอ่างเก็บน้ำบางพระ แล้วพยานรวมทั้งจำเลยและนายพรหมนาถหรือนิคได้โยนอาวุธปืนทั้งสามกระบอกทิ้ง เห็นว่า แม้นายวิวัฒน์จะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีความผิดเดียวกันกับจำเลยซึ่งถือได้ว่าเป็นคำซัดทอดและต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังก็ตาม แต่นายวิวัฒน์ก็มิได้เบิกความให้ตนพ้นผิดไปเสียทีเดียว เพราะพยานโจทก์ปากนี้เบิกความภายหลังจากที่ศาลจังหวัดชลบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาลงโทษพยานไปแล้ว ทั้งพันตำรวจตรีอานุภาพยังยึดอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ทั้งสองกระบอกเป็นของกลางได้ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนายวิวัฒน์ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งจำเลยก็ได้ให้การถึงการทิ้งอาวุธปืนทั้งสามกระบอกเช่นเดียวกันตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่ 5 นอกจากนี้จำเลยยังเบิกความเจือสมกับนายวิวัฒน์ว่า ที่จำเลยอ้างว่าวันเกิดเหตุจำเลยพาอาวุธปืนสั้นชนิดลูกซอง 1 กระบอกติดตัวไป เมื่อจำเลยได้รับอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์จากนายวิวัฒน์แล้วจึงมอบต่อให้นายขวัญชัยหรือบิ๊ก ขณะจำเลยกับพวกขับรถไล่ตามกลุ่มของผู้ตาย จำเลยได้ยินเสียงปืน 3 นัด ก่อนที่จำเลยจะใช้อาวุธปืนลูกซองยิงขึ้นฟ้า 1 นัด พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยกับพวกเตรียมอาวุธปืนเพื่อก่อเหตุร้ายโดยต่างทราบดีว่ามีบุคคลใดพาอาวุธปืนชนิดใดติดตัวไป และหากมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นก็จะใช้อาวุธปืนดังกล่าว แม้จำเลยรับอาวุธปืนมาจากนายวิวัฒน์แล้วส่งมอบให้ผู้อื่นไปทันที ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าจำเลยครอบครองอาวุธปืนดังกล่าวด้วยตนเอง แต่เมื่อจำเลยสมัครใจให้พวกของจำเลยรับอาวุธปืนไปเพื่อใช้ก่อเหตุด้วยกัน ย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวร่วมกับพวก อีกทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยยังมีอาวุธปืนอีก 2 กระบอก และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ทั้งสองฐานดังกล่าวตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองฐานความผิดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ร่วมขอคิดดอกเบี้ยจากค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แต่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นับแต่วันเกิดเหตุ จึงเกินคำขอไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วยและให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 สิงหาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาวสุภัตตรา ศุภจินดา
จำเลย — นายกฤษฎาหรือต้น จันทร์อากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายรักกิจ วิริยะประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22741/2555
#554992
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานปล้นทรัพย์และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง โจทก์บรรยายฟ้องความผิดทั้งสองฐานรวมมาในฟ้องข้อ ค. ว่า เหตุที่จำเลยทั้งสี่กระทำการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 นั้น ก็เพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์พาหรือเพื่อให้ยื่นให้ทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จึงเป็นกรรมเดียวกัน ที่ศาลล่างเรียงกระทงลงโทษความผิดฐานปล้นทรัพย์และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จึงยังไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความเสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ และเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาให้ได้รับประโยชน์ดุจจำเลยที่ 3 ผู้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 310, 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,550,900 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานปล้นทรัพย์และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปล้นทรัพย์ จำคุกคนละ 15 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี รวมสองกระทงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 11 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 11 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,550,900 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ขับรถบรรทุกยางแท่ง 430 แท่ง น้ำหนัก 15,050 กิโลกรัม ราคา 1,550,150 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 จากโรงงานของผู้เสียหายที่ 1 ที่จังหวัดชลบุรีไปส่งที่บริษัทไฮฮีโร่ จำกัด ตำบลบ่อเงิน อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ผู้เสียหายที่ 2 ขับรถไปถึงเมื่อเวลาประมาณ 22 นาฬิกา และจอดรถรออยู่ที่ริมถนนใกล้ป้อมยามหน้าประตูบริษัทไฮฮีโร่ จำกัด แล้วนอนพักผ่อนอยู่ในเก๋งหน้ารถบรรทุกเพื่อรอส่งสินค้าในเวลา 8 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ต่อมาเวลาเที่ยงคืนเศษ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกอีก 3 คน ขับรถจักรยานยนต์ 1 คัน และรถกระบะมีไฟสัญญาณฉุกเฉินติดไว้บนหลังคา 1 คัน ไปจอดที่ท้ายรถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 2 แล้วร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 โดยสวมกุญแจมือพาผู้เสียหายที่ 2 ขึ้นรถกระบะไปกักขังไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ที่ตำบลคู้สลอด อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปล้นยางแท่ง 430 แท่ง หนัก 15,050 กิโลกรัม ราคา 1,550,150 บาท และเงิน 750 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ที่มอบให้ผู้เสียหายที่ 2 ใช้ว่าจ้างขนถ่ายยางแท่งลงจากรถไปด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีของจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 สำหรับคดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 และข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย ไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ โดยมีอาวุธปืน และโดยใช้ยานพาหนะของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พยานโจทก์มีพิรุธควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 3 ในความผิดฐานดังกล่าวด้วย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ในความผิดฐานปล้นทรัพย์และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังนั้น โจทก์บรรยายฟ้องความผิดทั้งสองฐานรวมกันว่า เหตุที่จำเลยทั้งสี่กระทำการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 นั้น ก็เพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ พาหรือเพื่อให้ยื่นให้ทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จึงเป็นกรรมเดียวกัน ที่ศาลล่างเรียงกระทงลงโทษความผิดฐานปล้นทรัพย์และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จึงยังไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ และเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลย ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาให้ได้รับประโยชน์ดุจจำเลยที่ 3 ผู้ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานปล้นทรัพย์และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฐานปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด โดยกำหนดโทษและลดโทษตามคำพิพากษาศาลล่างแล้ว จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายสมาน หาวิธี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายโนรี จันทร์ทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิพันธ์ ช่วยสกุล
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
อาวุธ ปั้นปรีชา
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22725 -ที่ 22726/2555
#544487
เปิดฉบับเต็ม

วันเวลากระทำความผิดในสำนวนคดีแรกและในสำนวนคดีที่สองที่โจทก์บรรยายฟ้องทั้งในความผิดฐานลักทรัพย์และความผิดฐานรับของโจรนั้นต่างกัน โจทก์จะฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวกันหรือจะแยกฟ้องเป็นคนละคดีก็ได้ การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยในสำนวนคดีแรกและสำนวนคดีที่สองคนละคดีเป็นรายกระทงความผิดจึงกระทำได้ ประกอบกับวันที่จำเลยถูกจับกุมมิใช่วันกระทำความผิด และทรัพย์ที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์ของผู้เสียหายคนละคนต่างรายการกัน มิใช่ทรัพย์ของผู้เสียหายคนเดียวกัน นอกจากนี้เจ้าพนักงานตำรวจก็ตรวจค้นพบทรัพย์ของกลางที่บ้านพวกของจำเลยและที่ห้องพักของจำเลยคนละวันกัน แสดงว่าทรัพย์ของกลางที่ถูกตรวจค้นพบทั้งสองครั้งจำเลยมิได้รับไว้ในคราวเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดวันเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานรับของโจรจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระคนละกระทงความผิดกัน

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร เป็นการฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยพร้อมกันทั้งสองข้อหาได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้นแม้โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจร ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานรับของโจรได้ตามที่โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในฟ้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย และเรียกนายสมภพ ผู้เสียหายในสำนวนแรก และนายคม ผู้เสียหายในสำนวนที่สองว่า ผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องเป็นใจความขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 93 ,334, 335 (1) (3), 336 ทวิ, 357 เพิ่มโทษจำเลย กับให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีทั้งสองนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อดังกล่าว ให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 655,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 118,800 บาท

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นายสมภพ ผู้เสียหายที่ 1 ในสำนวนแรก ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาดังนี้ คดีสำนวนแรกพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 6 ปี จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 1243/2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ซ้ำอีกภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่พ้นโทษ เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 3473/2550 และคดีหมายเลขแดงที่ 3674/2550 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ 1020/2550 คดีหมายเลขดำที่ 2373/2550 คดีหมายเลขดำที่ 2374/2550 และคดีหมายเลขดำที่ 2376/2550 นั้น ปรากฏว่าทั้งสี่คดีดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ได้แยกฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 2942/ 2550 คดีหมายเลขดำที่ 2455/2550 คดีหมายเลขดำที่ 2456/2550 และคดีหมายเลขดำที่ 2457/2550 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่นับโทษต่อให้ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ลำดับที่ 2 ถึง 4 ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายฟ้องเป็นจำนวน 655,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก สำนวนที่สองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) (3) วรรคสอง ประกอบมาตรา 366 ทวิ, 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 118,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 กับให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3473/2550 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3674 /2550 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1020/2550 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2456/2550 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2457/2550 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในคดีดังกล่าวศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยถึงจำคุกหรือไม่ จึงไม่มีโทษจำคุกที่จะนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น เห็นว่า เนื่องจากจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและพ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งบัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่จำเลย โดยให้ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกในกรณีความผิดนั้น ๆ อีกต่อไป จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ และให้ยกฟ้องในข้อหารับของโจร

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ได้มีคนร้ายหลายคนร่วมกันทุบกระจกรถยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แล้วลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปหลายรายการ ต่อมาร้อยตำรวจเอกโอภาสกับพวกทำการจับกุมจำเลยและนายเอกชัยได้พร้อมทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 บางรายการ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นศาลและโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะชี้หรือยืนยันว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำการลักทรัพย์ของเสียหายที่ 1 และที่ 2 นอกจากคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่าและต้องห้ามมิให้รับฟังตามกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยจะกระทำผิดฐานลักทรัพย์ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การที่ร้อยตำรวจเอกโอภาสกับพวกจับกุมจำเลยได้พร้อมทรัพย์ของกลางจำนวน 48 รายการ ที่บ้านของนายเอกชัย ซึ่งทรัพย์ของกลางดังกล่าวมีนาฬิกายี่ห้ออาร์บูตุสของผู้เสียหายที่ 1 รวมอยู่ด้วย แสดงว่า จำเลยต้องร่วมรู้เห็นในการที่ทรัพย์ของกลางดังกล่าวอยู่ที่บ้านของนายเอกชัย และน่าเชื่อว่าจำเลยรู้ว่านายเอกชัยได้นาฬิกาดังกล่าวมาโดยมิชอบ นอกจากนั้นการที่นายเอกชัยมีทรัพย์เป็นจำนวนมากทั้งที่ค้นพบที่บ้านของนายเอกชัยและที่นำไปฝากไว้ที่ห้องพักของจำเลย ซึ่งนับว่าผิดปกติที่บุคคลจะมีทรัพย์เป็นจำนวนมากและต้องนำมาฝากจำเลยให้ซุกซ่อน จึงเชื่อว่าจำเลยรู้ว่าทรัพย์ของกลางที่พบที่บ้านของนายเอกชัยและที่พบที่ห้องพักของจำเลยเป็นทรัพย์ที่นายเอกชัยได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ การที่จำเลยนำนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ เรือนทอง ของผู้เสียหายที่ 1 ไปขาย จึงเป็นการช่วยจำหน่ายทรัพย์ซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นความผิดฐานรับของโจร ส่วนการที่พบทรัพย์ของกลางอีกประมาณ 30 รายการ ที่ห้องพักของจำเลยซึ่งมีเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ของผู้เสียหายที่ 2 รวมอยู่ด้วย จึงเป็นการที่จำเลยช่วยซ่อนเร้น หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นความผิดฐานรับของโจรอีกกระทงหนึ่ง และจากการตรวจค้นพบทรัพย์ของกลางที่บ้านของนายเอกชัยจำนวน 48 รายการ และการตรวจค้นพบทรัพย์ของกลางที่ห้องพักของจำเลยอีกประมาณ 30 รายการ ร้อยตำรวจเอกโอภาสกับพวกทำการตรวจค้นพบคนละวันกัน แสดงว่าทรัพย์ของกลางที่ถูกตรวจค้นพบทั้งสองครั้งจำเลยมิได้รับไว้ในคราวเดียวกัน แต่รับไว้ต่างวันเวลากันและแยกสถานที่เก็บซุกซ่อน อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ในสำนวนแรกโจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง และในวันที่ 11 กรกฎาคม 2549 มีผู้พบเห็นนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ เรือนทอง ของผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความครอบครองของจำเลย และจำเลยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 และเหตุรับของโจรเกิดระหว่างวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 ส่วนสำนวนคดีที่สองโจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อระหว่างวันที่ 11 เมษายน 2549 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 12 เมษายน 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยถูกจับกุมวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง และเหตุรับของโจรเกิดเมื่อระหว่างวันที่ 11 เมษายน 2549 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 12 เมษายน 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 จึงเห็นได้ว่า วันเวลากระทำความผิดในสำนวนคดีแรกและสำนวนคดีที่สองทั้งในความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรต่างกัน โจทก์จะฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวกันหรือจะแยกฟ้องเป็นคนละคดีก็ได้ การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยในสำนวนคดีแรกและสำนวนคดีที่สองคนละคดีเป็นรายกระทงความผิดจึงกระทำได้ ประกอบกับวันที่จำเลยถูกจับกุมมิใช่วันกระทำความผิด และทรัพย์ที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์ของผู้เสียหายคนละคนต่างรายการกัน มิใช่ทรัพย์ของผู้เสียหายคนเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดวันเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานรับของโจรจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระคนละกระทงความผิดกัน

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร เป็นการฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยพร้อมกันทั้งสองข้อหาได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจร ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานรับของโจรได้ตามที่โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในฟ้องแล้ว โดยเรียงกระทงลงโทษทั้งสองสำนวนตามที่พิจารณาได้ความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้จำคุกสำนวนละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกสำนวนละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ให้นับโทษจำเลยทั้งสองสำนวนต่อกับโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 3473/2550 และคดีหมายเลขแดงที่ 3674/2550 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ 1020/2550 (ฟ้องใหม่เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2942/2550) คดีหมายเลขดำที่ 2374/2550 (ฟ้องใหม่เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2456/2550) ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า คดีดังกล่าวศาลได้มีพิพากษาลงโทษจำเลยถึงจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 2376/2550 (ฟ้องใหม่เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2457/2550) ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น เห็นว่า เนื่องจากจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 1243/2546 ของศาลชั้นต้น และพ้นโทษไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2548 ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งบัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่จำเลย โดยให้ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกในกรณีความผิดนั้น ๆ อีกต่อไป จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ลำดับที่ 2 ถึง 4 ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายฟ้องเป็นจำนวน 655,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 118,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายสมภพ ฟูวงศ์เจริญ
จำเลย — นายจามรหรือปุ้ย ใจกล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวสุทัสสา แก้วจรวย
ศาลอุทธรณ์ — นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22722/2555
#541502
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมียาสูบซึ่งผลิตในต่างประเทศโดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบหลายยี่ห้อ รวม 861 ซอง โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบดังกล่าว แม้ในฟ้องจะระบุฐานความผิดว่า ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวก็ตาม ซึ่งก็มิใช่การบรรยายฟ้องในส่วนที่เป็นองค์ประกอบความผิดเพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) อีกทั้งการที่จำเลยมียาสูบของกลางจำนวนมากไว้ในครอบครอง ก็ไม่มีกฎหมายสันนิษฐานว่ามีไว้ขายหรือเพื่อขาย แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานขายหรือมีไว้เพื่อขายตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้

เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 จึงไม่อาจริบบุหรี่ของกลางเป็นของกรมสรรพสามิตตาม พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 44 ทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวตาม ป.อ. มาตรา 32 และมาตรา 33 อีกทั้งคดีนี้ศาลไม่ได้ลงโทษจำเลย จึงไม่อาจพิพากษาให้จ่ายสินบนและรางวัลตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 ตามที่โจทก์ขอ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 24, 44, 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8 และ 9 ริบบุหรี่ของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้นำจับและเจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 24, 50 ปรับ 446,472 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 79 (ที่ถูก มาตรา 78) คงปรับ 223, 236 บาท ริบของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกินกว่า 1 ปี ได้ แต่ไม่เกิน 2 ปี และให้จ่ายสินบนให้แก่ผู้นำจับและรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบบุหรี่ของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมียาสูบซึ่งผลิตในต่างประเทศโดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบหลายยี่ห้อ รวม 861 ซอง โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบดังกล่าว แม้ในฟ้องจะระบุฐานความผิดว่าขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวก็ตาม ซึ่งก็มิใช่การบรรยายฟ้องในส่วนที่เป็นองค์ประกอบความผิดเพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) อีกทั้งจำเลยมียาสูบของกลางจำนวนมากไว้ในครอบครอง ก็ไม่มีกฎหมายสันนิษฐานว่ามีไว้ขายหรือเพื่อขาย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ก็ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานขายหรือมีไว้เพื่อขายตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 จึงไม่อาจริบบุหรี่ของกลางเป็นของกรมสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 44 ทั้งของกลางดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด และไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และมาตรา 33 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ริบของกลางเป็นการไม่ชอบ อีกทั้งคดีนี้ศาลมิได้ลงโทษจำเลย จึงไม่อาจพิพากษาให้จ่ายสินบนและรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 ตามที่โจทก์ขอได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน แต่ให้คืนบุหรี่ของกลางแก่เจ้าของและยกคำขอให้จ่ายสินบนและรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 24 ม. 44 ม. 50
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายกอยา ตาเยะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายสุรวุฒิ อนุกูลกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชัชวาล บุนนาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22714/2555
#554876
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในข้อหาข่มขืนใจผู้อื่น โดยมีอาวุธ ตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาข่มขืนใจผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคแรก โจทก์มิได้อุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคสอง ความผิดดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาข่มขืนใจผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 321 เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งในความดูแลของ ค. บิดาผู้เสียหาย หรือผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ อันจะทำให้ ค. เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 การที่ ค. ไปแจ้งความร้องทุกข์จึงไม่ชอบ ถือได้ว่าไม่มีคำร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120, 121

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่รับว่าจำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายให้ไปกับจำเลยโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายโดยใช้กำลังประทุษร้ายจริงแต่มิได้กระทำโดยมีอาวุธปืน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยฉุดกระชากพานางสาวนงคราญ ผู้เสียหาย ขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยแล้วขับหนีไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อผู้เสียหายได้ ต่อมานายคลื้น บิดาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรกหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในข้อหาข่มขืนใจผู้อื่น โดยมีอาวุธ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก โจทก์มิได้อุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง ความผิดดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 321 ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามมาตรา 96 แม้จะได้ความว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2551 นายคลื้น บิดาผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ภายในระยะเวลาสามเดือน แต่ก็ไม่ปรากฏว่า ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ หรือเป็นผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแลของนายคลื้นหรือผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ อันจะทำให้นายคลื้นเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 การแจ้งความร้องทุกข์ของนายคลื้นนั้นจึงไม่ชอบ ถือได้ว่าไม่มีคำร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อคดีรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าสมควรรอการลงโทษหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 309 วรรคแรก ม. 309 วรรคสอง ม. 321
ป.วิ.อ. ม. 5 ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายศักดิ์สิทธิ์ สุวรรณโชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางดรุณี ชัยศรีอริยกุล คงเขษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวินิตย์ ศรีภิญโญ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22691/2555
#532915
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ เป็นหน้าที่ของโจทก์โดยตรงที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนคำฟ้อง และพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายว่า จำเลยตั้งโรงรับจำนำ ประกอบการรับจำนำสิ่งของ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า กบไสไม้ โทรศัพท์เคลื่อนที่และอื่น ๆ เป็นประกันหนี้เงินกู้เป็นปกติธุรกิจแต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 100,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจะได้ไถ่คืน โจทก์มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงให้สมฟ้อง แต่โจทก์มีพยานเพียง 3 คน เบิกความว่านำสิ่งของจำนำไว้แก่จำเลยเท่านั้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้หนังสือสัญญาซื้อขาย 69 เล่ม และคู่มือจดทะเบียนรถของกรมการขนส่งทางบก 10 เล่ม มาเป็นของกลาง แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้อ้างส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานและมิได้นำสืบให้เห็นว่าหนังสือสัญญาซื้อขายและคู่มือจดทะเบียนรถนั้นเกี่ยวข้องกับการรับจำนำสิ่งของที่ร้านค้าของจำเลยหรือไม่ อย่างไร ทั้งในชั้นสอบสวนก็ไม่ได้สอบผู้ที่ทำสัญญาซื้อขาย จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าหนังสือสัญญาซื้อขายและคู่มือจดทะเบียนรถเป็นพยานเกี่ยวกับการรับจำนำสิ่งของของจำเลยอันจะเป็นพฤติการณ์บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยประกอบการรับจำนำสิ่งของเป็นปกติธุระตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.โรงรับจำนำ พ.ศ.2505 จำเลยจึงยังไม่มีความผิดฐานตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ.2505 มาตรา 4, 8, 39 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูง เขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ.2505 มาตรา 4, 8 วรรคหนึ่ง, 39 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 3 เดือน ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ให้จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน และให้คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้จดทะเบียนพาณิชย์ใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่า ศรีกิจรัตน์ จำหน่ายเครื่องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด และรับซื้อขายของเก่าทุกชนิด โดยได้รับอนุญาตให้ขายทอดตลาดและค้าของเก่า ตามใบทะเบียนพาณิชย์และใบอนุญาตให้ขายทอดตลาดและค้าของเก่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านศรีกิจรัตน์ของจำเลยยึดได้หนังสือสัญญาซื้อขายจำนวน 69 เล่ม และคู่มือจดทะเบียนรถของกรมการขนส่งทางบกจำนวน 10 เล่ม เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญา เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ เป็นหน้าที่ของโจทก์โดยตรงที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนฟ้องและพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 18 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน จำเลยตั้งโรงรับจำนำใช้ชื่อว่าร้านศรีกิจรัตน์ อันเป็นสถานที่รับจำนำซึ่งประกอบการรับจำนำสิ่งของ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า กบไสไม้ โทรศัพท์เคลื่อนที่และอื่น ๆ เป็นประกันหนี้เงินกู้เป็นปกติธุรกิจ แต่ละรายมีจำนวนไม่เกินหนึ่งแสนบาท โดยมีข้อตกลงว่าจะได้ไถ่คืนภายหลัง ดังนั้น โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงให้เห็นสมฟ้องว่าในระหว่างวันและเวลาเกิดเหตุที่โจทก์ระบุในฟ้องจำเลยรับจำนำสิ่งของเป็นประกันหนี้เงินกู้เป็นปกติธุระตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ.2505 แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวบุปผา นายวีระพล และนางนิพันธ์พร พยานโจทก์เพียง 3 คนว่า พยานโจทก์ทั้งสามนำสิ่งของไปจำนำไว้แก่จำเลยเท่านั้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้หนังสือสัญญาซื้อขายจำนวน 69 เล่ม และคู่มือจดทะเบียนรถของกรมการขนส่งทางบกจำนวน 10 เล่ม ตามบัญชีของกลางคดีอาญามาเป็นของกลางประกอบคดี แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้อ้างส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานและมิได้นำสืบให้เห็นว่าหนังสือสัญญาซื้อขายและคู่มือจดทะเบียนรถนั้นเกี่ยวข้องกับการรับจำนำสิ่งของที่ร้านค้าของจำเลยหรือไม่ อย่างไร ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทสุขสันต์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า พยานไม่ได้สอบสวนผู้ที่ทำสัญญาซื้อขายตามหนังสือสัญญาซื้อขายจำนวน 69 เล่ม ในบัญชีของกลางคดีอาญาเป็นพยาน เช่นนี้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าหนังสือสัญญาซื้อขายและคู่มือจดทะเบียนรถตามบัญชีของกลางคดีอาญาเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับการรับจำนำสิ่งของของจำเลยอันจะเป็นพฤติการณ์บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยประกอบการรับจำนำสิ่งของเป็นปกติธุระ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีช่วงเวลาที่กระทำความผิดต่อเนื่องกันถึง 8 เดือนเศษ แต่ได้ความจากพยานโจทก์เพียง 3 คนว่า จำเลยรับจำนำสิ่งของจากพยานโจทก์เท่านั้น โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมายืนยันสนับสนุนว่าจำเลยรับจำนำสิ่งของเป็นปกติธุระให้ได้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดสมฟ้อง พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอถือว่าจำเลยรับจำนำสิ่งของเป็นประกันหนี้เงินกู้เป็นปกติธุระตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ.2505 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น โจทก์มีนางสาวบุปผา นายวีระพลและนางนิพันธ์พรเบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่า พยานโจทก์ทั้งสามนำสิ่งของไปจำนำไว้แก่จำเลยเท่านั้น เมื่อพยานโจทก์ทั้งสามต่างมิได้เบิกความยืนยันว่า พยานโจทก์ทั้งสามกู้ยืมเงินจำเลยโดยจำเลยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราแต่ประการใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น สำหรับหนังสือสัญญาซื้อขายจำนวน 69 เล่ม และคู่มือจดทะเบียนรถของกรมการขนส่งทางบกจำนวน 10 เล่ม ของกลางนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดซึ่งจะต้องคืนแก่เจ้าของ แม้โจทก์มิได้มีคำขอมาก็ตาม ศาลมีอำนาจสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9)

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.โรงรับจำนำ พ.ศ.2505 ม. 4 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นางรุ่งรพี น้อยเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสืบพงษ์ ศรีนาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22674/2555
#540935
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ได้ให้บทนิยามคำว่า "นำเข้า" หมายความว่า นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร การที่จำเลยเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย โดยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางติดตัวมาด้วยดังกล่าวไม่ว่าจำเลยจะได้เมทแอมเฟตามีนมาจากใครและด้วยวิธีการอย่างไร หรือเป็นการนำติดตัวจากประเทศไทยดังที่จำเลยอ้างหรือไม่ ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แหล่งที่มาและการได้มาซึ่งเมทแอมเฟตามีนก่อนการนำเข้าจึงมิใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 65 วรรคหนึ่ง, 67, 91, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท รวมจำคุก 33 ปี 7 เดือน และปรับ 805,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนว่าจำเลยได้มาจากไหน ต้องถือว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง นั้น ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากสิบตำรวจเอกปฏิวัติ ดาบตำรวจจำนงค์ และดาบตำรวจสิทธิพงษ์ ผู้ร่วมจับกุมว่า พยานทั้งสามร่วมกันจับกุมจำเลยในทันทีที่จำเลยเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยทางด่านถาวรช่องสะงำและยึดได้เมทแอมเฟตามีน 4 เม็ดครึ่ง ของกลางซุกซ่อนในกระเป๋าเล็กของกางเกงยีนข้างขวาที่จำเลยสวมใส่ ซึ่งจำเลยนำสืบว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองจริง เพียงแต่อ้างว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยซื้อและนำติดตัวไปขณะเดินทางเข้าไปในประเทศกัมพูชาเท่านั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ได้ให้บทนิยามคำว่า "นำเข้า" หมายความว่า นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนั้น การที่จำเลยเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย โดยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางติดตัวมาด้วยดังกล่าวไม่ว่าจำเลยจะได้เมทแอมเฟตามีนมาจากใครและด้วยวิธีการอย่างไร หรือเป็นการนำติดตัวจากประเทศไทยดังที่จำเลยอ้างหรือไม่ ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แหล่งที่มาและการได้มาซึ่งเมทแอมเฟตามีนก่อนการนำเข้าจึงมิใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้เบากว่านี้ได้อีก และโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ สำหรับฎีกาของจำเลยข้ออื่นๆ นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกและปรับด้วยนั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่ลงโทษปรับในความผิดฐานนี้ นอกจากนี้จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การพิจารณาฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 4 เม็ดครึ่ง เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรให้จำเลยกึ่งหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 25 ปีและปรับ 600,000 บาท รวมจำคุก 25 ปี 3 เดือน และปรับ 600,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายจัตตุวัฒน์ ดีปราสัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวมัณฑนา อิสสระโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22658/2555
#532925
เปิดฉบับเต็ม

ก. ออกเช็คสั่งให้ธนาคารโจทก์ร่วมจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือ จำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคารในขณะที่จำเลยเป็นผู้ถือเช็คดังกล่าว จำเลยจึงเป็นผู้มีเช็คไว้ในครอบครองในฐานเป็นผู้รับเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินตามเช็คได้ เมื่อเช็คถึงกำหนดจำเลยนำเช็คฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารโจทก์ร่วมจำต้องใช้เงินตามเช็คซึ่ง ก. ผู้เคยค้ากับธนาคารโจทก์ร่วมให้แก่จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีเงินในบัญชีของ ก. เป็นเจ้าหนี้พอจะจ่ายตามเช็คนั้น กรณีจึงต้องด้วยข้อยกเว้นตาม (1) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 991 ซึ่งให้สิทธิแก่ธนาคารโจทก์ร่วมที่จะไม่จ่ายเงินตามเช็คได้โดยไม่ต้องรับผิดต่อผู้เคยค้าหรือผู้สั่งจ่าย หรือธนาคารโจทก์ร่วมจะจ่ายเงินตามเช็คนั้นก็ได้ ซึ่งครั้งแรกธนาคารโจทก์ร่วมใช้สิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คโดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย แม้ต่อมาโจทก์ร่วมจะดำเนินการทางบัญชีผิดพลาดอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อจากพนักงานของธนาคารโจทก์ร่วม โดยธนาคารโจทก์ร่วมได้จ่ายเงินไปตามที่ ก. ออกเช็คสั่งจ่ายมา ถือว่าธนาคารโจทก์ร่วมใช้ดุลพินิจจ่ายเงินตามเช็คแล้วภายหลังจะอ้างว่าสั่งจ่ายโดยไม่มีเงินในบัญชีของ ก. พอที่จะจ่ายตามเช็คนั้น เพื่อนำมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดว่าเป็นการจ่ายเงินตามเช็คโอนเข้าบัญชีของจำเลยผู้ทรงเช็คโดยสุจริตโดยสำคัญผิดหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 500,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยคืนเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ร่วมคืนเช็คพิพาทและใบคืนเช็คพิพาทให้แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นที่ยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยนำเช็คธนาคารโจทก์ร่วม สาขาสนามบินน้ำ เลขที่ 0135526 จำนวนเงิน 500,000 บาท ที่นายโกมลเป็นผู้สั่งจ่าย ไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด ของจำเลยเลขที่ 001 - 834191 - 200 เพื่อให้เรียกเก็บเงินจากธนาคารโจทก์ร่วม สาขาสนามบินน้ำ นางสาวสุนันทา ผู้จัดการธนาคารโจทก์ร่วมสาขาสนามบินน้ำ อนุมัติให้มีการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวทั้งที่ไม่มีเงินในบัญชีของนายโกมลผู้สั่งจ่าย โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด ของจำเลยเลขที่ 001 - 834191 - 200 ต่อมาสำนักงานใหญ่ของธนาคารโจทก์ร่วมตรวจสอบพบว่าการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวผิดพลาดเนื่องจากไม่มีเงินในบัญชีของนายโกมล จึงแจ้งให้นางสาวสุนันทาทราบ นางสาวสุนันทาจึงติดต่อธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อขอคืนเช็คนอกรอบ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด ติดต่อสอบถามจำเลยแล้วแจ้งให้นางสาวสุนันทาทราบว่าจำเลยไม่ยินยอมคืนเงิน นางสาวสุนันทาจึงติดต่อกับจำเลยเพื่อขอให้คืนเงิน 500,000 บาท แต่จำเลยไม่ยินยอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงิน 500,000 บาท ตามเช็คที่นำไปเรียกเก็บให้แก่ธนาคารโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย การที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนอาญายุติแล้วว่า นายโกมลผู้สั่งจ่ายเช็คได้เปิดบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันไว้กับธนาคารโจทก์ร่วม สาขาสนามบินน้ำ และนายโกมลได้ออกเช็คลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 สั่งให้ธนาคารโจทก์ร่วม สาขาสนามบินน้ำ จ่ายเงิน 500,000 บาท ให้แก่ผู้ถือ จำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคารในขณะที่จำเลยเป็นผู้ถือเช็คดังกล่าว จำเลยจึงเป็นผู้มีเช็คไว้ในครอบครองในฐานเป็นผู้รับเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินตามเช็คได้ เมื่อเช็คถึงกำหนด จำเลยนำเช็คฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด ของจำเลยเลขที่ 001 - 834191 - 200 เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารโจทก์ร่วม สาขาสนามบินน้ำ จำต้องใช้เงินตามเช็ค ซึ่งนายโกมลผู้เคยค้ากับธนาคารโจทก์ร่วม สาขาสนามบินน้ำ ให้แก่จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีเงินในบัญชีของนายโกมลเป็นเจ้าหนี้พอจะจ่ายตามเช็คนั้น กรณีจึงต้องด้วยข้อยกเว้น ตาม (1) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 ซึ่งให้สิทธิแก่ธนาคารโจทก์ร่วมที่จะไม่จ่ายเงินตามเช็คได้โดยไม่ต้องรับผิดต่อผู้เคยค้าหรือผู้สั่งจ่าย หรือธนาคารโจทก์ร่วมจะจ่ายเงินตามเช็คนั้นก็ได้ ซึ่งครั้งแรกธนาคารโจทก์ร่วมใช้สิทธิปฏิเสธจ่ายเงินตามเช็ค โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย แม้ต่อมาโจทก์ร่วมจะดำเนินการทางบัญชีผิดพลาดอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อจากพนักงานของธนาคารโจทก์ร่วม โดยธนาคารโจทก์ร่วมได้จ่ายเงินไปตามที่นายโกมลออกเช็คสั่งจ่ายมา ถือว่าธนาคารโจทก์ร่วมใช้ดุลพินิจจ่ายเงินตามเช็คแล้วภายหลังจะอ้างว่าสั่งจ่ายโดยไม่มีเงินในบัญชีของนายโกมลพอที่จะจ่ายตามเช็คนั้น เพื่อนำมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดว่าเป็นการจ่ายเงินตามเช็คโอนเข้าบัญชีของจำเลยผู้ทรงเช็คโดยสุจริตไปโดยสำคัญผิดหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 500,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม และให้โจทก์ร่วมคืนเช็คพิพาทพร้อมกับใบคืนเช็คให้แก่จำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่สั่งให้โจทก์ร่วมคืนเช็คพิพาทพร้อมใบคืนเช็คพิพาทให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 991
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
โจทก์ร่วม — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวรภัสสรณ์ ตรีอินทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายสนั่น สร้อยผา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22631/2555
#532850
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญากู้ยืม จำเลยทั้งสองยอมรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ตามฟ้อง แต่ชำระหนี้เป็นรายวันครบถ้วนแล้ว หน้าที่นำสืบจึงตกแก่จำเลยทั้งสอง

การนำสืบถึงการชำระหนี้กู้ยืมด้วยเงินนั้น ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง กำหนดให้ผู้นำสืบต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองนำสืบโดยมีสมุดบันทึกการเก็บเงินเป็นรายวัน ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์มาแสดง แม้สมุดบันทึกดังกล่าวที่ลงลายมือชื่อโจทก์ไม่ได้ระบุว่ารับเงินค่าอะไร แต่ก็มีข้อความระบุจำนวนดอกเบี้ยที่ค้าง ซึ่งบ่งชี้ว่าในเดือนนั้นจำเลยทั้งสองชำระในส่วนที่เป็นต้นเงิน โดยยังค้างดอกเบี้ยไว้ ดังนี้ หลักฐานเป็นหนังสือตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง มิได้เคร่งครัดถึงกับว่าจะต้องมีถ้อยคำว่าใช้หนี้กู้ยืมเงิน เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เจ้าหนี้มาเก็บเงินเป็นรายวัน มีจำนวนเงินที่เรียกเก็บ และเมื่อลูกหนี้ค้างชำระในส่วนดอกเบี้ย ก็มีรายละเอียดว่าค้างดอกเบี้ยเดือนใดบ้าง โดยมีลายมือชื่อเจ้าหนี้ลงในช่องทุกวัน ที่มาเรียกเก็บเงิน ถือว่าสมุดบันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการชำระหนี้เงินกู้ตามมาตรา 653 วรรคสอง จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบการใช้เงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 428,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 245,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 428,750 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 245,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญากู้ยืม จำเลยทั้งสองรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ตามฟ้อง แต่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายวันครบถ้วนแล้ว หน้าที่นำสืบจึงตกแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำสืบการใช้เงินตามที่ได้กล่าวอ้าง และในการนำสืบถึงการชำระหนี้กู้ยืมด้วยเงินนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง กำหนดให้ผู้นำสืบคือจำเลยทั้งสองต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมหรือโจทก์มาแสดง มิฉะนั้นจำเลยทั้งสองจะนำสืบถึงการใช้เงินดังกล่าวไม่ได้ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองนำสืบโดยมีสมุดบันทึกการเก็บเงินเป็นรายวัน ซึ่งลงลายมือชื่อโจทก์มาแสดง แม้ข้อความในสมุดบันทึกดังกล่าวจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เดือน ปี จำนวนเงิน และลงลายมือชื่อโจทก์ผู้รับเงินโดยไม่ได้ระบุว่าเป็นการรับเงินค่าอะไรก็ตาม แต่ก็มีข้อความในหน้า 26 ระบุว่าในบางเดือนมีการค้างดอกเบี้ยประจำเดือนตามรายละเอียดที่เขียนไว้ ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าในเดือนดังกล่าวจำเลยทั้งสองชำระเงินให้โจทก์เฉพาะในส่วนที่เป็นต้นเงินโดยยังค้างดอกเบี้ยไว้ บ่งบอกว่าเป็นหนี้เงินกู้มากกว่าที่เป็นหนี้ค่าสินค้า ดังนี้เห็นว่าหลักฐานเป็นหนังสือตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง มิได้เคร่งครัดถึงกับว่าจะต้องมีถ้อยคำว่าใช้หนี้กู้ยืมเงิน เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เจ้าหนี้มาเก็บเงินจากลูกหนี้เป็นรายวัน โดยมีรายละเอียดของวันที่และจำนวนเงินที่เรียกเก็บ และเมื่อลูกหนี้ค้างชำระในส่วนของดอกเบี้ย ก็มีการระบุรายละเอียดว่าค้างดอกเบี้ยเดือนใดบ้าง ซึ่งรูปแบบและพฤติการณ์ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นวิธีการเก็บเงินของเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ และมีลายมือชื่อเจ้าหนี้ลงวันในช่องทุกวันที่มาเก็บเงิน ถือว่าสมุดบันทึก เป็นหลักฐานแห่งการชำระหนี้เงินกู้ตามมาตรา 653 วรรคสอง จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบการใช้เงินได้ นอกจากจะมีจำเลยทั้งสองอ้างตนเองเบิกความประกอบแล้วจำเลยทั้งสองยังมีนายอุดม ซึ่งเป็นลูกค้าที่นั่งรับประทานอาหารในร้านของจำเลยบ่อยครั้ง และเห็นโจทก์ซึ่งมีอาชีพปล่อยเงินกู้มาเก็บหนี้เงินกู้รายวันจากจำเลยที่ 1 ทุกครั้ง มาเบิกความสนับสนุนได้อย่างสอดคล้องต้องกัน พยานจำเลยจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง ส่วนโจทก์ที่นำสืบว่ารายการชำระเงินในสมุดบันทึก เป็นหลักฐานการชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากโจทก์ ก็มีแต่เพียงตัวโจทก์เพียงปากเดียวกล่าวอ้างลอย ๆ โดยโจทก์ไม่มีสัญญาซื้อขายสินค้าหรือใบส่งของมาแสดง จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักในการรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หนี้เงินรายวันที่โจทก์เก็บจากจำเลยทั้งสองเป็นหนี้เงินกู้มิใช่หนี้ค่าสินค้า และตามรายการในสมุดบันทึกชำระเงินรายวัน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นเวลา 2 ปีเศษ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 700,000 บาทเศษ ย่อมแสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เป็นผลทำให้หนี้ระงับ แม้จำเลยที่ 1 จะได้เคยไปเจรจาตกลงปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบตามรายงานการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิจิตรา แลดี
จำเลย — นางรอม ตรงใจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นางสาวเกษศิณี ศิระวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประสงค์ จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
พินิจ สายสอาด
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งศาลฎีกาที่ 22630/2555
#554752
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาเสร็จและส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) บัญญัติว่า นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณา ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ในกรณีที่มีการฟ้องคดีไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ แต่จำเลยและผู้ร้องต่างไม่แจ้งให้ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รู้ว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย และไม่ปรากฎว่าศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คดีล้มละลายอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย กรณีจึงต้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ที่ศาลฎีกาต้องงดการพิจารณาคดีไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 95,418,454.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 47,597,938.37 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์จำนองคือ สิ่งปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค บางแค เลขที่ 110, 110/5 ถึง 110/6 หมู่ที่ 9 ถนนเพชรเกษม ซอย 33 ถึง 35 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และสิ่งปลูกสร้างอื่นที่มีอยู่แล้วและที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้า ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 457, 458, 459, 477, 3604, 4258, 476, 50568, 6105, 37854, 42205, 50566, 53856, 53855, 50567, 39663, 66542, 66541, 66540,66539, 57779, 57778, 57777, 39664, 39665, 39666, 4259, 95238, 95239, 95240, 95241, 39667, 95242, 95243, 3041, 33834, 33837, 3602, 33835, 33836, 12331 เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทพุฒิแก้ว จำกัด โฉนดเลขที่ 4261 เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัททรัพย์กวี จำกัด และโฉนดเลขที่ 478 เป็นกรรมสิทธิ์ของนางกวีนี โดยที่ดินทั้งหมดตั้งอยู่ที่แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 66,855,779.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.50 ต่อปี ของต้นเงิน 47,597,938.37 บาท นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 47,597,938.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.50 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 พฤษภาคม 2545) ย้อนหลังไปไม่เกิน 5 ปี โดยคิดอัตราดังกล่าวถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2542 และจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราในบัญชีเงินกู้และรายการชำระหนี้ กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.50 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 12,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ต่อมาที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการและคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนฟื้นฟู ส่วนคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551 อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ตามคำร้องของผู้ร้อง แต่โจทก์ จำเลย และผู้ร้องไม่ได้แถลงให้ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ทราบว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย ศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาเสร็จและส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้น้อยกว่าเดิม ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่กระทำหลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 โดยอ้างว่าขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน ก่อนถึงวันนัดผู้ร้องยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาแล้ว

ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยแล้ว ศาลที่พิจารณาคดีนี้จะต้องงดการพิจารณาไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีหลังวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 จนถึงวันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา รวมทั้งการที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้ว แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับของมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความในหมวดนี้...(4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้... ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน...ในกรณีที่มีการฟ้องคดี...ไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น..." แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องขอฟื้นฟูกิจการและผู้ร้องซึ่งได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่างไม่แจ้งให้ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รู้ และไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่าคดีล้มละลายอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย กรณีจึงต้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) ที่ศาลฎีกาต้องงดการพิจารณาคดีไว้ก่อน และเมื่อไม่แน่ชัดว่าคดีล้มละลายจะเสร็จเมื่อไร จึงเห็นสมควรให้จำหน่ายคดี โดยไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออื่นของผู้ร้องอีก

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา หากต่อมาปรากฏว่ามีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาคดีต่อไป ให้ผู้ร้องแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทวัฒนวนา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางนิรมล อิ่มวิทยา
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22319/2555
#540869
เปิดฉบับเต็ม

ในการขนส่งสินค้ารายนี้ สินค้าถูกส่งมากับเที่ยวบินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งลงจอดที่สนามบินอู่ตะเภาเนื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิถูกปิดเพราะเหตุประท้วง แล้วส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 4 จากนั้นจำเลยที่ 4 บรรทุกสินค้าที่ได้รับมอบจากสนามบินอู่ตะเภามาที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเก็บไว้ในโกดังของจำเลยที่ 4 และดำเนินพิธีการทางศุลกากรที่สนามบินสุวรรณภูมิ กับแจ้งให้บริษัท ฮ. มารับสินค้า โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 เข้าไปมีส่วนร่วมขนส่งสินค้ากับผู้ขนส่งรายอื่นในส่วนใดส่วนหนึ่ง ทั้งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกใบตราส่งทางอากาศ การบรรทุกสินค้าจากสนามบินอู่ตะเภามายังสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเพียงการขนย้ายสินค้าเพื่อดำเนินพิธีการทางศุลกากรที่สนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น แสดงว่าจำเลยที่ 4 มีหน้าที่เพียงแจ้งการมาถึงของสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งมารับสินค้า ถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้ามีส่วนร่วมในการขนส่งทอดใดทอดหนึ่ง

จำเลยที่ 4 ได้รับสินค้าและตรวจพบความเสียหายของกล่องบรรจุสินค้าจึงได้ทำรายงานสินค้าเสียหายเอาไว้ แสดงว่าสินค้าต้องถูกกระแทกได้รับความเสียหายในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งระหว่างการขนส่ง แม้จะไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ชัดเจนว่าสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งของบุคคลใด แต่ได้ความจากพนักงานสำรวจและประเมินความเสียหายว่าเมื่อไปตรวจสอบความเสียหายของสินค้าที่สถานที่รับมอบสินค้าตามคำสั่งให้ส่งสินค้า (Delivery Order) พบสินค้าที่ขนส่งมาโดยเที่ยวบินของจำเลยที่ 3 ได้รับความเสียหาย อันเป็นสินค้าที่จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ดูแลทำการขนส่ง เมื่อผู้รับสินค้ายังไม่ยินยอมรับมอบสินค้า ถือได้ว่าสินค้าดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการดูแลของจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่ง เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่สินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเอง หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 แต่เมื่อมีข้อความระบุข้อจำกัดความรับผิดในการขนส่งทางอากาศของจำเลยที่ 3 ไว้ ซึ่งผู้ส่งหรือผู้แทนได้ลงนามตกลงไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ส่งหรือผู้แทนไม่ได้แจ้งต่อจำเลยที่ 3 ว่าประสงค์จะให้รับผิดตามราคาของที่อ้างว่าเสียหาย ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏในใบตราส่งทางอากาศว่าได้ระบุข้อจำกัดความรับผิดไว้ด้วย จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 736,963.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 697,716.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของนางสาวสโรชินี พยานของจำเลยที่ 4 ว่า ในการขนส่งสินค้ารายนี้ สินค้าได้ถูกส่งมากับเที่ยวบินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งลงจอดที่สนามบินอู่ตะเภา แล้วส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 4 จากนั้นจำเลยที่ 4 บรรทุกสินค้าที่ได้รับมอบจากสนามบินอู่ตะเภามาที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเก็บไว้ในโกดังของจำเลยที่ 4 เพื่อดำเนินพิธีการทางศุลกากรที่สนามบินสุวรรณภูมิและแจ้งให้บริษัทฮันคิว อินเตอร์เนชั่นแนล ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อมาติดต่อขอรับสินค้าไปจากจำเลยที่ 4 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 เข้าไปมีส่วนร่วมขนส่งสินค้ากับผู้ขนส่งรายอื่นในส่วนใดส่วนหนึ่ง ทั้งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกใบตราส่งทางอากาศ แม้สินค้าดังกล่าวจำเลยที่ 4 จะบรรทุกสินค้าจากสนามบินอู่ตะเภามายังสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ได้ความจากนายกฤษณะ พนักงานสำรวจและประเมินความเสียหายของสินค้า เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า เครื่องบินที่บรรทุกสินค้าลงจอดที่สนามบินอู่ตะเภาเพราะไม่สามารถลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิได้เนื่องจากสนามบินถูกปิดเพราะเหตุประท้วง ดังนั้น การบรรทุกสินค้าดังกล่าว จึงเป็นเพียงการขนย้ายสินค้าเพื่อดำเนินการพิธีการทางศุลกากรที่สนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่า จำเลยที่ 4 มีหน้าที่เพียงแจ้งการมาถึงของสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งมารับสินค้าตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย กรณีไม่อาจถือว่าเป็นการเข้ามีส่วนร่วมในการขนส่งทอดใดทอดหนึ่งตามที่โจทก์ยกขึ้นอุทธรณ์แต่ประการใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า สินค้าได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ ปัญหานี้นายสำรวล พนักงานฝ่ายสินไหมทดแทนของโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า โจทก์รับประกันภัยสินค้าพิพาทประเภทส่วนประกอบไอซี (CHIP) ไว้จากบริษัทโตชิบา เซมิคอนดัคเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งสั่งซื้อจากบริษัทโตชิบา คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อบริษัทฮันคิว อินเตอร์เนชั่นแนล ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้รับมอบจากบริษัทโตชิบา เซมิคอนดัคเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ไปขอรับสินค้าจากจำเลยที่ 4 ปรากฏว่ากล่องบรรจุสินค้ามีสภาพฉีกขาดและบุบอย่างมากเพราะโดนกระแทกอย่างรุนแรงจำนวน 3 กล่อง ซึ่งจำเลยที่ 4 ได้ออกรายงานสินค้าเสียหาย (DAMAGED SHIPMENT REPORT) ไว้เป็นหลักฐาน บริษัทนิปปอน ไคจิ เคนเตอิ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับจ้างสำรวจภัยอิสระ ทำการสำรวจความเสียหายของสินค้าแล้ว พบว่าสินค้าถูกกระแทกอย่างรุนแรง ไม่สามารถนำสินค้าใช้งานได้เพราะอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ และไม่สามารถซ่อมแซมได้แม้จะไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ชัดเจนว่าสินค้าพิพาทดังกล่าวได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งของบุคคลใด แต่ก็ได้ความจากนายกฤษณะ พนักงานสำรวจและประเมินความเสียหายว่า พยานได้ไปตรวจสอบความเสียหายของสินค้าพิพาทที่บริษัทโตชิบา เซมิคอนดัคเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด อันเป็นสถานที่รับมอบสินค้าตามคำสั่งให้ส่งสินค้า (Delivery Order) ซึ่งระบุว่าสินค้า 1 ใน 13 กล่อง ขนส่งมาโดยเที่ยวบินCX 703 ของจำเลยที่ 2 และสินค้า 12 ใน 13 กล่อง ขนส่งมาโดยเที่ยวบิน LD 831 ของจำเลยที่ 3 ย่อมแสดงว่าสินค้าพิพาทดังกล่าวเป็นสินค้าที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ดูแลทำการขนส่ง เมื่อผู้รับสินค้ายังไม่ยินยอมรับมอบสินค้า ก็ถือว่าสินค้าพิพาทดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการดูแลของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ขนส่ง และเมื่อปรากฏว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่สินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นหรือเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 อย่างไรก็ตาม รายงานการสำรวจความเสียหายซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญในการพิสูจน์ความเสียหายระบุชื่อเที่ยวบินที่ส่งสินค้าเป็นเที่ยวบินของจำเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว โดยใช้รหัสสินค้าที่จัดส่งเลขที่ MAWB No. 28830275092 / HAWB No. 2202879442 และระบุเลขที่ตามใบกำกับสินค้าไว้เลขที่ 15732KM ตรงกับรหัสและเลขที่ที่ระบุไว้ตามคำสั่งให้ส่งสินค้า (Delivery Order) ของจำเลยที่ 3 เอกสารหมาย จ.15 แสดงว่าพยานที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์ความเสียหายดังกล่าวเชื่อว่าสินค้าพิพาทที่ได้รับความเสียหายเป็นสินค้าที่ขนส่งมากับเที่ยวบินของจำเลยที่ 3 มิใช่สินค้าที่ขนส่งมากับเที่ยวบินของจำเลยที่ 2 เพราะมิฉะนั้นแล้วต้องระบุรายละเอียดกับบุคคลหรือเอกสารและสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ ไว้ด้วย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังไม่ได้ว่ากล่องสินค้าพิพาทเป็นสินค้าที่ขนส่งโดยเที่ยวบินของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาท อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตามปรากฏข้อความตามใบตราส่งทางอากาศ (AIRWAY BILL) โดยโจทก์มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่า มีข้อความระบุข้อจำกัดความรับผิดในการขนส่งทางอากาศของจำเลยที่ 3 ไว้ไม่เกิน 17 เอสดีอาร์ (Special Drawing Rights) ของน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ของสินค้าที่เสียหาย ซึ่งผู้ส่งหรือผู้แทนได้ลงนามตกลงไว้โดยชัดแจ้งและผู้ส่งหรือผู้แทนไม่ได้แจ้งต่อจำเลยที่ 3 ว่าประสงค์จะให้รับผิดตามราคาของที่อ้างว่าเสียหาย ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 625 จากการนำสืบของจำเลยที่ 3 ในการคำนวณอัตราเอสดีอาร์ ที่ได้จากเว็บไซต์ของไอเอ็มเอฟและตารางอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันฟ้อง ตามเอกสาร โดยโจทก์มิได้นำสืบโต้แย้งอัตราดังกล่าว ปรากฏว่า 17 เอสดีอาร์ เท่ากับ 10.67 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 355.43 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม คำสั่งให้ส่งสินค้าตามเอกสารหมาย จ.15 มีจำนวน 12 ใน 13 กล่อง น้ำหนักรวม 138.6 กิโลกรัม คิดคำนวณน้ำหนักเฉลี่ยได้กล่องละ 11.55 กิโลกรัม ดังนั้น จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อความเสียหายของสินค้าที่เสียหายจำนวน 3 กล่อง น้ำหนักรวมได้ 34.65 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 12,315.65 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏในใบตราส่งทางอากาศ ว่าได้ระบุข้อจำกัดความรับผิดไว้ด้วย จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าพิพาทเต็มจำนวน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ระเงินจำนวน 736,963.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี องต้นเงิน 697,716.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวน 12,315.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616 ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทดีเอชแอล แจแปน,อิ้งค์. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22318/2555
#541462
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าพิพาทที่โจทก์รับประกันภัยไว้ที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางทะเล โดยมิได้ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่จำเลยทั้งสาม ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยทั้งสามกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ และจำเลยที่ 3 ทราบราคาของที่ขนส่งตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.5 แล้ว เพื่อให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายแก่โจทก์โดยไม่ให้จำกัดความรับผิดตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 และมาตรา 60 (1) (4) การที่โจทก์อ้างถึงเหตุดังกล่าวในอุทธรณ์เพื่อให้เข้าข้อยกเว้นการจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสามผู้ขนส่ง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นำพยานมาสืบโต้แย้ง แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวหามิได้ยกข้อยกเว้นที่จะทำให้ไม่ให้จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งขึ้นอ้างมาแต่ต้นแล้ว ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งย่อมเป็นไปตามผลของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 106,949.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 106,403 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า บริษัทแอ็ลไลด์ เม็ททัลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด สั่งซื้อสินค้าเครื่องผลิตน้ำแข็งยี่ห้อ มานิโทวอค 1 เครื่อง และถังน้ำแข็ง 1 ถัง จากบริษัทมานิโทวอค ฟูดเซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเงิน 2,825.35 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้ซื้อทำสัญญาประกันภัยความเสียหายจากการขนส่งสินค้าพิพาทกับโจทก์ในวงเงิน 112,030.69 บาท หรือ 3,249.15 ดอลลาร์สหรัฐ และว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ขนส่ง โดยให้เป็นตัวแทนผู้ซื้อไปรับมอบสินค้าจากผู้ขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและขนส่งมายังประเทศไทย จำเลยที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 ไปรับมอบสินค้าจากผู้ขายและขนส่งสินค้าที่ต้นทางอีกทอดหนึ่ง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าอีกทอดหนึ่งโดยขนส่งมากับเรือ "เอ็นวายเค โฟนิก" ออกจากท่าเรือต้นทางถึงปลายทางท่าเรือแหลมฉบัง ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 และบริษัทชิฟโก้ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ได้ลากตู้สินค้าไปไว้ที่โกดังหรือโรงพักสินค้าลาดกระบัง และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วจำเลยที่ 1 แจ้งผู้ซื้อทราบ ผู้ซื้อไปตรวจสอบเพื่อรับสินค้า ปรากฏว่าสภาพหีบห่อของสินค้าอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยทั้งสองกล่อง กล่องสินค้าวางอยู่ด้านบนของไม้รองสินค้าซึ่งโก่งงอหัก มีร่องรอยฉีกขาดเป็นรูคล้ายถูกของแข็งเสียบ สินค้าเครื่องผลิตน้ำแข็งแตกหักมีรอยกระแทกและบุบเสียหาย โดยเฉพาะชุด AIR CONDENSOR/COMPRESSOR ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักทำหน้าที่ในการผลิตน้ำแข็งบิดเบี้ยว บุบเป็นรอยเสียหายสิ้นเชิง ส่วนหีบห่อของสินค้าถังน้ำแข็งเสียหาย ด้านบนถูกวัตถุแข็งและหนักกดทับ ด้านล่างบุบและฉีกขาด ด้านล่างของถังและแผงด้านบนบุบบริเวณเดียวกับรอยบุบของหีบห่อ ผู้ซื้อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหาย 106,403 บาท แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ผู้ซื้อจึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อเป็นเงิน 106,403 บาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทเต็มจำนวนตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าพิพาทที่โจทก์รับประกันภัยไว้ที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางทะเล โดยมิได้ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่จำเลยทั้งสามผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยทั้งสามกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้และจำเลยที่ 3 ทราบราคาของที่ขนส่งตามใบกำกับสินค้าแล้ว เพื่อให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายแก่โจทก์โดยไม่ให้จำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 และมาตรา 60 (1) (4)การที่โจทก์อ้างถึงเหตุดังกล่าวในอุทธรณ์เพื่อให้เข้าข้อยกเว้นการจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสามผู้ขนส่ง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นำสืบพยานให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น จึงต้องรับฟังว่าสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายจริงในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เต็มจำนวนโดยไม่สามารถยกข้อจำกัดความรับผิดมาอ้างได้ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นำพยานมาสืบโต้แย้งก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวหามิได้ยกข้อยกเว้นที่จะทำให้ไม่ให้จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งขึ้นอ้างมาแต่ต้นแล้ว ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งย่อมเป็นไปตามผลของกฎหมายดังกล่าวดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยมาโดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 45 ม. 58 ม. 60 (1) ม. 60 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัทเอ็ม พลัส อาร์ ฟอร์เวิร์ดดิ้ง
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22313/2555
#541466
เปิดฉบับเต็ม

ไม่ว่าอักษรจีน คำว่า "เตี้ยน สุ่ย โหลว" จะแปลว่า ภัตตาคารที่ขายอาหารว่างและน้ำ หรือองค์การที่เกี่ยวกับน้ำก็ตาม แต่อักษรจีนคำว่า เตี้ยน สุ่ย โหลว เป็นอักษรจีนที่ใช้ทั่วไป อาจมีสำเนียงและลีลาการออกเสียงแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าเป็นภาษาจีนกลาง จีนแต้จิ๋ว หรือจีนกวางตุ้ง และสามารถแปลความหมายได้หลายอย่าง ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถนำไปใช้ในเครื่องหมายการค้าหรือบริการของตนได้ บุคคลใดจะอ้างเป็นผู้ถือสิทธิของตนแต่ผู้เดียวไม่ได้

แม้เครื่องหมายบริการของโจทก์ยังมีอีกภาคส่วน คือ รูปรอยประดิษฐ์ลักษณะวงกลมอยู่บนอักษรจีนคำกลาง ซึ่งเมื่อพิจารณาทั้งเครื่องหมายแล้วอาจทำให้เข้าใจว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่น แต่เมื่ออักษรจีนดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ก็เป็นกรณีที่ต้องให้โจทก์แสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรจีนดังกล่าวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 วรรคหนึ่ง (1) แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายหรือมีคำขอท้ายฟ้องทั้งไม่ได้อุทธรณ์ไว้ จึงไม่อาจวินิจฉัยให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ และเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้จำเลยรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการอักษรจีน คำว่า "เตี้ยน สุ่ย โหลว" พร้อมรูปรอยประดิษฐ์ ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 605509 ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 074/6118 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1169/2550 เรื่อง เครื่องหมายบริการ รูป รอยประดิษฐ์และอักษรจีนคำว่า "เตี้ยน สุ่ย โหลว" คำขอเลขที่ 605509 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 605509 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามฟ้องมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ดินแดนไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 เพื่อประกอบธุรกิจให้ บริการอาหารระดับสูงหรือภัตตาคารครั้งแรกที่ดินแดนไต้หวันโดยใช้เครื่องหมายบริการอักษรจีนคำว่า "เตี้ยน สุ่ย โหลว" พร้อมรูปรอยประดิษฐ์ อย่างต่อเนื่องยาวนานจนเป็นที่รู้จักนิยมอย่างแพร่หลาย ต่อมาในปี 2547 โจทก์เปิดให้บริการเพิ่มขึ้นที่นานจิง และได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวในอีกหลายประเทศ ตามหลักฐานการจดทะเบียนซึ่งเครื่องหมายบริการดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ อักษรจีนคำว่า " เตี้ยน" ปัจจุบันลดรูปเป็น แปลว่า จุด หรือแต้ม มิได้แปลว่า ติ่มซำ หรืออาหารว่างคำว่า " สุ่ย " แปลว่า น้ำหรือแม่น้ำ และคำว่า " โหลว " แปลว่า ตึก หรืออาคาร ดังนั้น จึงไม่อาจแปลว่าภัตตาคารที่ขายอาหารว่างและน้ำ แต่อาจแปลรวมกันแล้วมีความหมายว่า องค์กรที่เกี่ยวกับน้ำ ไม่ใช่องค์กรที่เกี่ยวกับร้านค้าหรือภัตตาคารที่เกี่ยวกับอาหาร จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ เครื่องหมายบริการดังกล่าวเป็นเครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป เป็นที่รู้จักกันในหมู่ผู้บริโภค ส่วนจำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2548 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการอักษรจีนรูปรอยประดิษฐ์ ตามคำขอเลขที่ 605509 โดยระบุคำอ่านว่า "เตี้ยม จุ้ย เล้า" คำว่า "เตี้ยม" แปลว่า จุด รอย คำว่า "จุ้ย" แปลว่า น้ำ คำว่า "เล้า" แปลว่า ตึก เพื่อใช้สำหรับบริการจำพวกที่ 43 รายการบริการภัตตาคาร ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการโจทก์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า มีข้อบกพร่องตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 11 เพราะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง จึงมีคำสั่งให้อ่านและแปลเป็นสำเนียงจีนกลางและจีนแต้จิ๋วนอกจากนี้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์มีบางส่วนที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2549 จึงมีคำสั่งให้ยื่นหนังสือแสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรจีนคำว่า "เตี้ยน สุ่ย โหลว" ตามมาตรา 17 ตามสำเนาหนังสือแจ้งคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2549 โจทก์ยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนโดยขอแก้ไขคำอ่านใหม่เป็นสำเนียงจีนกลางว่า "เตี้ยน สุ่ย โหลว" และอ่านตามสำเนียงจีนแต้จิ๋วว่า "เตี้ยม จุ้ย เล้า" ตามสำเนาคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนและยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โดยอ้างเหตุผลว่า โจทก์ไม่มีความเห็นแย้งคำสั่งให้สละสิทธิการใช้อักษรคำว่า "โหลว" ที่แยกต่างหากจากเครื่องหมาย แต่คำสั่งให้สละสิทธิการใช้อักษรจีนคำว่า "เตี้ยน" และ "สุ่ย" โจทก์เห็นว่าคำดังกล่าวทั้งสองคำไม่มีลักษณะของการสื่อให้เห็นลักษณะของคุณสมบัติของบริการภัตตาคาร ดังนั้น จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพียงพอต่อการรับจดทะเบียนได้โดยไม่ต้องสละสิทธิการใช้คำทั้งสองดังกล่าวแต่อย่างใด ตามสำเนาคำอุทธรณ์พร้อมเอกสาร คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วเห็นว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์มีอักษรจีนคำว่า "เตี้ยน สุ่ย โหลว" ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายตามพจนานุกรมจีน - ไทย ฉบับใหม่โดยเธียรชัย เอี่ยมวรเมธ คำว่า "เตี้ยน" แปลว่า ติ่มซำ อาหารว่าง คำว่า "สุ่ย" แปลว่า น้ำ คำว่า "โหลว" แปลว่าภัตตาคาร รวมกันแปลว่า ภัตตาคารที่ขายอาหารว่างและน้ำ เมื่อนำมาใช้กับบริการจำพวกที่ 43 รายการบริการ ภัตตาคาร ทำให้เข้าใจได้ว่าบริการภายใต้เครื่องหมายบริการนี้เป็นบริการภัตตาคารที่ขายอาหารว่างและน้ำ นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของบริการโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ส่วนหลักฐานที่โจทก์นำส่งได้แก่ เว็บไซต์การท่องเที่ยวของไต้หวัน เว็บไซต์ของหอการค้าอเมริกาในเมืองไทเป เว็บไซต์หัวข้อธุรกิจในไต้หวัน สำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวในดินแดนไต้หวัน เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และประเทศญี่ปุ่น ยังไม่พอที่จะรับฟังได้ว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ได้มีการใช้หรือโฆษณาจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทยอันจะถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 101 วรรคสอง ประกอบระเบียบคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าด้วยวิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอเพิกถอนการจดทะเบียน พ.ศ.2545 ข้อ 18 พิจารณาทบทวนคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมีมติให้รอการวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งได้แจ้งให้โจทก์ยื่นคำชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐาน ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2550 โจทก์ได้ยื่นคำชี้แจงเหตุอันควรรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการให้แก่โจทก์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาอุทธรณ์พร้อมพยานหลักฐานและข้อชี้แจงของโจทก์แล้วเห็นว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์และพยานหลักฐานที่โจทก์นำส่งยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้มีการโฆษณาหรือใช้เครื่องหมายบริการนั้นจนเป็นที่แพร่หลายแล้วในประเทศไทยอันจะถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 6 จึงมีมติยืนยันตามความเห็นเดิมโดยไม่รับจดทะเบียนให้โจทก์ ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 16 ตามสำเนาหนังสือแจ้งมติคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เห็นว่า ไม่ว่าอักษรจีนคำว่า "เตี้ยน สุ่ย โหลว" จะแปลว่า ภัตตาคารที่ขายอาหารว่างและน้ำ หรือองค์การที่เกี่ยวกับน้ำก็ตาม แต่อักษรจีนคำว่า เตี้ยน สุ่ย โหลว เป็นอักษรจีนที่ใช้ทั่วไป อาจมีสำเนียงและลีลาการออกเสียงแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าเป็นภาษาจีนกลาง จีนแต้จิ๋ว หรือจีนกวางตุ้ง และสามารถแปลความหมายได้หลายอย่าง ซึ่งบุคคลทั่วไปย่อมสามารถนำไปใช้ในเครื่องหมายการค้าหรือบริการของตนได้ โดยบุคคลใดจะอ้างเป็นผู้ถือสิทธิของตนแต่ผู้เดียวย่อมไม่ได้ ทั้งโจทก์มีเพียงเว็บไซต์ท่องเที่ยวของดินแดนไต้หวัน เว็บไซต์ของหอการค้าอเมริกาในเมืองไทเป เว็บไซต์หัวข้อธุรกิจในไต้หวัน และสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวในดินแดนไต้หวันเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และประเทศญี่ปุ่น มาแสดงซึ่งก็ไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า เครื่องหมายบริการดังกล่าวได้มีการบริการหรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว อันจะถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ

อนึ่ง แม้เครื่องหมายบริการของโจทก์ยังมีอีกภาคส่วนคือ รูปรอยประดิษฐ์ลักษณะวงกลมอยู่บนอักษรจีนคำกลาง ซึ่งเมื่อพิจารณาทั้งเครื่องหมายประกอบกันแล้วอาจมีลักษณะเป็นเครื่องหมายบริการที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจว่าเครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น แต่เมื่ออักษรจีนดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ก็เป็นกรณีที่ต้องให้โจทก์แสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรจีนดังกล่าวตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 วรรคหนึ่ง (1) แต่ประเด็นดังกล่าวโจทก์ไม่ได้บรรยายหรือมีคำขอท้ายฟ้องทั้งไม่ได้อุทธรณ์ไว้ จึงไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ เมื่อเครื่องหมายบริการดังกล่าว ไม่เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันจะพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบ มาตรา 6 (1) และมาตรา 7 วรรคสาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 7 วรรคสาม ม. 17 วรรคหนึ่ง (1) ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เตี้ยน สุ่ย โหลว เรสโตรองท์บิสซิเนสส์ โค.,แอลทีดี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22312/2555
#532843
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างว่าผลของสัญญาซื้อขายหุ้นทำขึ้นโดยคู่สัญญาที่มิได้มีสัญชาติไทยและมิได้ทำขึ้นในประเทศไทยจึงต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ โจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวกับคดีนี้มีอยู่อย่างไร ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยบังคับ

เมื่อสัญญาดังกล่าวทำขึ้นระหว่างฟอร์เต้ ฟรานซ์ เอสเอ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโจทก์และผู้ถือหุ้น ส่วนที่เหลือของบริษัทโจทก์ในฐานะผู้ขาย กรานาด้า กรุ๊ป พีแอลซี ในฐานะผู้รับประกัน และพีเอโฮลดิงส์ (แอล) ฟรานซ์ เอสอา ในฐานะผู้ซื้อ โดยฟอร์เต้ ฟรานซ์ เอสเอ เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ส่วนฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนคนละประเทศกัน ย่อมมีความเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าฟอร์เต้ ฟรานซ์ เอสเอ มีอำนาจกระทำการแทนฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. สัญญาซื้อขายหุ้นจึงไม่มีผลผูกพันฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์.

เมื่อบริษัท พ. เป็นเจ้าของกิจการโรงแรมที่ใช้ชื่อ เป็นชื่อทางการค้าในประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการ และรูปลวดลายประดิษฐ์ จึงมีสิทธิทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการดังกล่าวในประเทศไทยได้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวทำขึ้นหลังจาก บริษัท พ. ซื้อสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิการใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการในกรุงนิวยอร์ก การทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่จดทะเบียนในต่างประเทศก่อนจดทะเบียนในประเทศไทยเป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยจึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 68 วรรคสอง สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการจึงมีผลใช้บังคับได้

ระหว่างพิจารณาคดีนี้ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า ของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์คำสั่งหรือฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุด และพยานหลักฐานของอื่นโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักโรงแรมของโจทก์ก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการหรือใช้ชื่อ ในประเทศไทย ส่วนจำเลยได้นำสืบถึงการโฆษณาในประเทศไทยเกี่ยวกับโรงแรมที่ใช้ชื่อดังกล่าวในกรุงนิวยอร์กของบริษัท พ. ตั้งแต่ปี 2541 เมื่อโรงแรมของจำเลยเปิดให้บริการในประเทศไทยจำเลยโฆษณาประชาสัมพันธ์และโรงแรมของจำเลยในประเทศไทยยังได้รับรางวัลและจัดอันดับโดยหนังสือท่องเที่ยวของต่างประเทศ เห็นว่า จำเลยใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายบริการโดยสุจริตโดยอาศัยสิทธิของบริษัท พ. การประกอบกิจการโรงแรมของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตโดยมิได้อาศัยชื่อเสียงของโรงแรมของโจทก์ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ทั้งโจทก์ก็มิได้ประกอบกิจการโรงแรมของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและในประเทศไทย จึงไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของกิจการโรงแรม ชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายบริการดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายบริการในประเทศไทยดีกว่าจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเลิกใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "HOTEL PLAZA ATHENEE" และหรือรูปลวดลายประดิษฐ์ตามเอกสารท้ายคำฟ้อง และดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมิให้ปรากฏการใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายบริการหรือชื่อทางการค้าและเครื่องหมายบริการที่เหมือนหรือคล้ายกันกับเอกสารสิ่งของเครื่องใช้ในการประกอบกิจการโรงแรมของจำเลย ให้จำเลยถอนทะเบียนเครื่องหมายบริการตามทะเบียนเลขที่ บ 10610 คำขอเลขที่ 346281 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน จำนวนเดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะยุติการทำละเมิด และแก้ไขเปลี่ยนแปลงการใช้ชื่อและเครื่องหมายบริการ และห้ามจำเลยใช้ยื่นขอจดทะเบียน หรือเข้าเกี่ยวข้องใด ๆ กับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการดังกล่าวหรือชื่อหรือเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกัน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า นายอีมิลล์ก่อตั้งโรงแรมชื่อ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ในกรุงปารีส ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ต่อมาเมื่อปี 2479 โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลชื่อ "HOTEL PLAZA ATHENEE SA" และเข้าดำเนินกิจการโรงแรมดังกล่าวโดยใช้ชื่อว่า "HOTEL PLAZA ATHENEE" และ "PLAZA ATHENEE" และโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "PLAZA ATHENEE" เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการรูปลวดลายประดิษฐ์รวมทั้งเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "PLAZA ATHENEE" ทั้งที่ร่วมหรือแยกจากกันกับรูปลวดลายประดิษฐ์ เพื่อใช้กับกิจการโรงแรม สิ่งของต่าง ๆ และเอกสารที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรมของโจทก์ตั้งแต่นั้นเรื่อยมา ตามรูปลักษณะเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ สิ่งของต่าง ๆ และเอกสารที่ใช้ในโรงแรม ประวัติโรงแรม หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ หนังสือคู่มือลูกจ้างพร้อมคำแปล สัญญาเช่าพร้อมคำแปล สิ่งพิมพ์โฆษณา โจทก์มีการโฆษณาเผยแพร่กิจการโรงแรมโดยใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการและยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการทั่วโลกรวมทั้งจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในประเทศไทย ต่อมาฟอร์เต้ ฟร้านซ์ เอสเอ (FORTE FRANCE SA) เข้าถือหุ้นของบริษัทโจทก์จำนวน 4,994 หุ้น จากหุ้นทั้งหมดจำนวน 5,000 หุ้น ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. (FORTE USA INC.) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับฟอร์เต้ฟรานซ์ เอสเอ เปิดดำเนินกิจการโรงแรม "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ถือหุ้นเดิมในบริษัทโจทก์ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่พีเอโฮลดิงส์ (แอล) ฟรานซ์ เอสเอ (P A Holdings (L) France SA) โจทก์โอนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 1,949,828 ให้แก่ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. บริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด ซื้อสินทรัพย์ของกิจการโรงแรม "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จากฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์.โอนเครื่องหมายบริการเลขที่ 1,310,491 และเครื่องหมายการค้าเลขที่ 1,949,828 ให้แก่บริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด บริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัดหรือบริษัทพลาซ่าอาธินีโฮเต็ล จำกัด ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" และรูปลวดลายประดิษฐ์ เสมือนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการแต่ผู้เดียว เพื่อใช้เป็นชื่อโรงแรมหรือกิจการโรงแรมในประเทศไทย โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาหรือเงื่อนไขใด ๆ โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "PLAZA ATHENEE" สำหรับบริการจำพวก 42 รายการบริการ ธุรกิจโรงแรม บริการภัตตาคาร บริการอาหารและเครื่องดื่ม ร้านขายของชำ บริการจัดอาหารและเครื่องดื่ม บริการชิมอาหาร ตามทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ บ 6551 คำขอจดทะเบียนเลขที่ 326211 จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" และรูปลวดลายประดิษฐ์คือเครื่องหมายบริการสำหรับบริการจำพวก 42 รายการบริการ โรงแรม ตามทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ บ 10610 คำขอเลขที่ 346281 ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "PLAZA ATHENEE" ตามทะเบียนเลขที่ บ 6551 ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 63 ตามคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 10/2545 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้นายทะเบียนดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" และรูปลวดลายประดิษฐ์ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 698/2543 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าสืบเนื่องจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของจำเลยคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" และรูปลวดลายประดิษฐ์กับบริการจำพวก 42 รายการบริการ โรงแรม ตามคำขอเลขที่ 346281 ด้วยเหตุว่าเครื่องหมายบริการที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วตามทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ บ 6551 ตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติให้ยกคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาดำเนินการเพื่อจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 346281 ของจำเลยต่อไป แต่เมื่อปรากฏว่าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามทะเบียนเลขที่ บ 6551 ของโจทก์ไปแล้ว จึงไม่มีเหตุต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 698/2543 และวินิจฉัยว่าเครื่องหมายบริการที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วตามทะเบียนเลขที่ บ 6551 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของบริการหรือแหล่งกำเนิดของบริการหรือไม่อีกต่อไป ปัญหาดังกล่าวย่อมไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ จึงไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์แต่เพียงว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายบริการคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" และรูปลวดลายประดิษฐ์คือ เครื่องหมายบริการที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนสำหรับบริการจำพวก 42 รายการบริการ โรงแรม ตามทะเบียนเครื่องหมายบริการที่ บ 10610 ดีกว่าจำเลยหรือไม่ และมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ห้ามจำเลยใช้ชื่อ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" เป็นชื่อทางการค้า และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่แท้จริงในชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" และรูปลวดลายประดิษฐ์ จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาก่อน ประกอบกับข้อความตามข้อ 5.9 (เอ) ของสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ระหว่าง ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. ในฐานะผู้ขาย บริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด ในฐานะผู้ซื้อ และกรานาด้า กรุ๊ป พีแอลซี (GRANADA GROUP PLC) ในฐานะผู้รับประกันตามเอกสารซึ่งมีความหมายว่า ผู้ขายและบริษัทในเครือจะไม่หาประโยชน์หรือรบกวนสิทธิในชื่อ "PLAZA ATHENEE" ของผู้ซื้อในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ผู้ขายและบริษัทในเครือจะไม่หาประโยชน์ในชื่อ "PLAZA ATHENEE" ณ ที่อื่นในโลกนั้น ไม่อาจแปลความได้ว่าผู้ซื้อมีสิทธิใช้ชื่อ "PLAZA ATHENEE" ได้ทั่วโลกดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย ส่วนข้อ 10.1 ของสัญญาซื้อขายหุ้นระหว่างฟอร์เต้ ฟรานซ์ เอสเอ และผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์ ในฐานะผู้ขาย กรานาด้า กรุ๊ป พีแอลซี ในฐานะผู้รับประกัน และพีเอโฮลดิงส์ (แอล) ฟรานซ์ เอสอา ในฐานะผู้ซื้อเอกสารมีความหมายว่า ห้ามมิให้ฟอร์เต้ ฟรานซ์ เอสเอ ในฐานะผู้ขายและบริษัทในเครือนำชื่อ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" หรือชื่อที่คล้ายกันไปใช้ เว้นแต่การใช้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ในกรุงนิวยอร์ก ซึ่งถือว่าผู้ซื้อยอมอนุญาตให้ใช้ได้ ดังนั้น กลุ่มบริษัทฟอร์เต้รวมทั้ง ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือมีสิทธิใช้ชื่อ "PLAZA ATHENEE" หรือ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" เฉพาะในกรุงนิวยอร์กเท่านั้น ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. และบริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยทราบถึงข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายหุ้น เนื่องจากมีข้อตกลงระหว่างกันตามข้อ 5.9 (เอ) ในสัญญาซื้อขายสินทรัพย์สอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าว และทราบว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "PLAZA ATHENEE" กับรูปลวดลายประดิษฐ์ที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วโอนเครื่องหมายการค้าให้แก่ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. ตามข้อตกลง บริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด มีสิทธิใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการได้เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงไม่มีสิทธิอนุญาตให้จำเลยใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ในประเทศไทย เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2527 ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. ดำเนินกิจการโรงแรมชื่อ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าในคดีนี้ในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งการใช้ชื่อทางการค้าดังกล่าว แม้โจทก์อ้างว่าขณะนั้นมีฟอร์เต้ ฟรานซ์ เอสเอ ซึ่งเป็นบริษัทเครือเดียวกันกับ ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือโจทก์ถูกครอบงำกิจการก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนกลุ่มผู้ถือหุ้นมาเป็นบริษัทพีเอโฮลดิงส์ (แอล) ฟรานซ์ เอสอา โจทก์ก็มิได้คัดค้านการใช้ชื่อทางการค้านี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา และตามสัญญาข้อ 10.1 ของสัญญาซื้อขายหุ้น ก็ถือได้ว่าโจทก์ยินยอมให้มีการใช้ชื่อ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของโรงแรม "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ในกรุงนิวยอร์กได้ ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผลของสัญญาซื้อขายหุ้น มีผลผูกพันฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. เนื่องจากสัญญาระบุให้มีผลผูกพันบริษัทในเครือของผู้ขายซึ่งรวมถึงฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. ด้วย นั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายหุ้นทำขึ้นโดยคู่สัญญาที่มิได้มีสัญชาติไทยและมิได้ทำขึ้นในประเทศไทย จึงต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวอ้างผลของสัญญามิได้นำสืบว่ากฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวกับคดีนี้มีอยู่อย่างไร จึงเป็นการที่โจทก์มิได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจศาล ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยมาบังคับแก่คดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 8 เมื่อสัญญาทำขึ้นระหว่างฟอร์เต้ ฟรานซ์ เอสเอ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโจทก์และผู้ถือหุ้นส่วนที่เหลือของบริษัทโจทก์ ในฐานะผู้ขาย กรานาด้า กรุ๊ป พีแอลซี ในฐานะผู้รับประกัน และพีเอโฮลดิงส์ (แอล) ฟรานซ์ เอสอา ในฐานะผู้ซื้อ โดยฟอร์เต้ ฟรานซ์ เอสเอ เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ส่วนฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นนิติบุคคล จดทะเบียนคนละประเทศกัน ย่อมมีความเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าฟอร์เต้ ฟรานซ์ เอสเอ มีอำนาจกระทำการแทนฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. สัญญาซื้อขายหุ้นจึงไม่มีผลผูกพันฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. ส่วนการที่โจทก์โอนเครื่องหมายการค้าคำว่า "PLAZA ATH?N?E" และรูปลวดลายประดิษฐ์เพื่อใช้กับสิ่งของในโรงแรมให้แก่ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. ตามสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าพร้อมคำแปลแนบท้ายสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าระหว่างฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. กับบริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด พร้อมคำแปล ก็ปรากฏว่าโจทก์มีข้อตกลงให้โอนสิทธิทั้งหมดในเครื่องหมายการค้าให้แก่ฟอร์เต้ ยูเอสเอ อิงค์. โดยไม่มีเงื่อนไขใดและไม่ปรากฏว่ามีการอ้างอิงถึงข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายหุ้นไว้ ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับที่ประธานบริหารโรงแรมของจำเลยและประธานบริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด พยานจำเลยตอบทนายจำเลยถามติงว่า ขณะที่พยานทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ พยานไม่ทราบถึงการซื้อขายหุ้น จึงเชื่อว่าบริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด ไม่ทราบถึงข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายหุ้น จึงไม่จำต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว ส่วนข้อตกลงตามข้อ 5.9 (เอ) ในสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ ก็มิได้ระบุข้อจำกัดสิทธิ เงื่อนไขหรือขอบเขตในการใช้ชื่อ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ของบริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด ผู้ซื้อไว้แต่ประการใด มีเพียงข้อจำกัดสิทธิหรือขอบเขตการใช้ชื่อของผู้ขายและผู้รับประกันการขายเท่านั้น บริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด จะใช้ชื่อ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ดังกล่าวในประเทศใดหรือจะอนุญาตให้บุคคลใดใช้ชื่อดังกล่าว จึงไม่ถูกจำกัดโดยข้อสัญญาแต่ประการใด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัด หรือบริษัทพลาซ่าอาธินีโฮเต็ล จำกัด เป็นเจ้าของกิจการโรงแรมที่ใช้ชื่อ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" เป็นชื่อทางการค้าในประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" และรูปลวดลายประดิษฐ์ จึงมีสิทธิทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการในประเทศไทยได้ โดยสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิได้ทำขึ้นภายหลังจากที่บริษัทพลาซ่าแอทธินีโฮเต็ล จำกัดหรือบริษัทพลาซ่าอาธินีโฮเต็ล จำกัด ผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิได้ซื้อสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิการใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของกิจการโรงแรม "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา มาแล้ว การทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" และรูปลวดลายประดิษฐ์ที่ได้รับการจดทะเบียนในต่างประเทศก่อนที่จะนำเครื่องหมายบริการนั้นมาจดทะเบียนในประเทศไทย เป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย ไม่ใช่การอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้รับการจดทะเบียนในประเทศไทย จึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 68 วรรคสอง สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการจึงมีผลใช้บังคับได้ นอกจากนี้ ข้อความในสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการระบุว่า "ผู้อนุญาตตกลงให้ผู้ได้รับอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิใช้เสมือนเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" พร้อมรูปรอยประดิษฐ์ ตามข้อความและรูปเครื่องหมายท้ายสัญญานี้ได้แต่เพียงผู้เดียว เพื่อเป็นชื่อโรงแรมและหรือกิจการของผู้ได้รับอนุญาตซึ่งประกอบกิจการในประเทศไทย โดยไม่มีกำหนดเวลาและเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น" นั้น นอกจากจะเป็นการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการเพื่อใช้กับกิจการโรงแรมของจำเลยแล้ว ยังเป็นการอนุญาตให้จำเลยใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ของผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นชื่อทางการค้าของจำเลยได้ กับทั้งได้ความตามพยานหลักฐานของจำเลยโดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า ก่อนที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการจำเลยตรวจสอบกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่า โจทก์ไม่เคยใช้คำว่า "PLAZA ATHENEE" กับการประกอบกิจการโรงแรมในประเทศไทยในระหว่างศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาคดีนี้ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า"PLAZA ATHENEE" ของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ บ 6551 โดยอ้างเหตุว่า ผู้ได้รับจดทะเบียน (โจทก์ในคดีนี้) มิได้ตั้งใจโดยสุจริตที่จะใช้เครื่องหมายบริการสำหรับบริการที่ได้จดทะเบียนไว้ และตามความจริงก็ไม่เคยมีการใช้เครื่องหมายบริการโดยสุจริตสำหรับบริการดังกล่าวเลย หรือในระหว่างสามปีก่อนที่จะมีคำร้องขอเพิกถอนมิได้มีการใช้เครื่องหมายบริการโดยสุจริตสำหรับบริการที่ได้จดทะเบียนไว้ จึงเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 63 ตามคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและไม่ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวหรือฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุด กับทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในประเทศไทยอีก เมื่อพิจารณาถึงหลักฐานการโฆษณาประชาสัมพันธ์โรงแรมของโจทก์ที่นำสืบมาตามสิ่งพิมพ์ นิตยสาร แม็กกาซีนชื่อเดียวกับโรงแรมของโจทก์ และแผ่นพับของโจทก์ ก็ไม่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่ามีการเผยแพร่หรือจำหน่ายจ่ายแจกเอกสารในประเทศไทย ส่วนหลักฐานเว็บไซต์ของโจทก์ทางอินเทอร์เน็ตนั้น หากมิได้มีการค้นหาชื่อโรงแรมของโจทก์ ก็ไม่แน่ว่าสาธารณชนทั่วไปหรือผู้บริโภคทั่วไปจะเข้าถึงการโฆษณาหรือไม่ โจทก์ไม่ได้นำหนังสือนิตยสารในประเทศไทยที่พยานโจทก์อ้างถึงมานำสืบให้เห็นถึงความมีอยู่จริงของนิตยสารดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่าสาธารณชนในประเทศไทยรู้จักความมีชื่อเสียงแพร่หลายในกิจการโรงแรมของโจทก์ กับทั้งพยานโจทก์ล้วนเป็นบุคคลที่เคยเห็นโรงแรมของโจทก์ที่ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสมาก่อน จึงรู้จักโรงแรมของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ว่า สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักโรงแรมของโจทก์ก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการหรือใช้ชื่อ "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ในประเทศไทยส่วนจำเลยได้นำสืบถึงการโฆษณาในประเทศไทยเกี่ยวกับโรงแรมที่ใช้ชื่อในกรุงนิวยอร์กของผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิตั้งแต่ปี 2541 เมื่อโรงแรมของจำเลยเปิดให้บริการในประเทศไทย จำเลยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้แก่โรงแรมผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิและโรงแรมของจำเลยควบคู่กัน และมีการติดต่อรับจองห้องพักในโรงแรมระหว่างกัน จำเลยใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" และเครื่องหมายบริการโดยสุจริตโดยอาศัยสิทธิของบริษัทพลาซาแอทธินีโฮเต็ล จำกัด ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายบริการ การประกอบกิจการโรงแรมของจำเลยโดยใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายบริการจึงเป็นการที่จำเลยได้ใช้สิทธิโดยสุจริตโดยมิได้อาศัยชื่อเสียงของโรงแรม "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ที่กรุงปารีส ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสของโจทก์ ทั้งโจทก์ก็มิได้ประกอบกิจการโรงแรมของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและไม่ได้ประกอบกิจการโรงแรมของโจทก์ในประเทศไทย เมื่อโจทก์ไม่เคยใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" หรือใช้เครื่องหมายบริการกับกิจการโรงแรมในประเทศไทย จึงไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของกิจการโรงแรม ชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายบริการว่าเป็นของโจทก์ นอกจากนี้ เมื่อโจทก์มิได้เข้ามาประกอบกิจการโรงแรมของโจทก์ในประเทศไทย จึงถือไม่ได้ว่าการดำเนินกิจการโรงแรมของจำเลยในประเทศไทยเป็นกิจการที่แข่งขันกับกิจการโรงแรมของโจทก์ในประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส อันจะทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์ในการที่จำเลยใช้ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายบริการ ในประเทศไทยดีกว่าจำเลยผู้ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนี้สำหรับบริการจำพวก 42 รายการบริการ โรงแรม ตามทะเบียนเลขที่ บ 10610 และรับฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของจำเลยตามทะเบียนเลขที่ บ 10610 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 67 ได้ และโจทก์ไม่มีสิทธิห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" กับกิจการโรงแรมของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 เมื่อได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่าการใช้เครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้าคำว่า "H?TEL PLAZA ATH?N?E" ของจำเลยไม่เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้าของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 421 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่ากรณีโจทก์ไม่มีเหตุอันสมควรเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามทะเบียนเลขที่ บ 10610 ของจำเลยและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 67 ม. 68 วรรคสอง ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โฮเท็ลพลาซ่าอาเธเน เอสอา
จำเลย — บริษัท นิวอิมพีเรียลโฮเต็ล จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปรานี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22267/2555
#540948
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายมิได้กำหนดรูปแบบของการร้องทุกข์ว่าต้องดำเนินการอย่างไร การที่โจทก์ร่วมแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า ประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย และพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำโจทก์ร่วมไว้ จึงถือว่าเป็นการร้องทุกข์แล้ว แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้บันทึกการมอบคดีความผิดอันยอมความไว้ก็ตาม พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ร่วมมอบเงินให้จำเลยไว้ใช้จ่ายร่วมกันในครอบครัว การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถเปิดบัญชีได้ จำเลยจึงเปิดบัญชีและฝากเงินในชื่อของจำเลยเพียงคนเดียว ถือได้ว่าจำเลยครอบครองเงินที่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เมื่อโจทก์ร่วมบอกให้จำเลยคืนเงินแต่จำเลยไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังยักยอกเอาเงินซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก หาใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นไม่ แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกันในเงินดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเพียงกึ่งหนึ่งในเงินจำนวนดังกล่าวเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายไบรอัน ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2550 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย รู้จักจำเลยและอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ต่อมาโจทก์ร่วมซื้อที่ดินที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมาและปลูกสร้างบ้านอยู่กับจำเลย ประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2550 โจทก์ร่วมต้องเดินทางกลับประเทศอังกฤษ ต่อมาจำเลยได้รับเงินตามฟ้องจากโจทก์ร่วม และเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2550 จำเลยนำเงินดังกล่าวฝากธนาคารในนามของจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามจำเลยไม่ยินยอมคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม และไม่กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ร่วมอีก วันที่ 27 ธันวาคม 2550 โจทก์ร่วมไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ติดตามจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคืน แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2551 โจทก์ร่วมจึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาฐานยักยอกทรัพย์เงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ จำเลยแก้ฎีกาโดยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าโจทก์ร่วมได้มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย ซึ่งเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสูงศักดิ์ พนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2550 ขณะที่พยานปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน โจทก์ร่วมมาแจ้งว่าถูกจำเลยซึ่งเป็นภริยายักยอกเงินไป 450,000 บาท ขอให้เรียกจำเลยมาเพื่อเจรจาตกลงกัน ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2551 โจทก์ร่วมมาพบพยานอีกครั้งหนึ่งแจ้งว่าประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พยานจึงสอบปากคำผู้เสียหายไว้ หลังจากนั้นได้มีหนังสือขอเอกสารทางบัญชีจากธนาคาร และมีคำสั่งแจ้งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าว และธนาคารได้รับแจ้งการอายัดไว้แล้ว เห็นว่า การร้องทุกข์นั้น กฎหมายมิได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ดังนี้ การที่โจทก์ร่วมมาแจ้งต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 11 มกราคม 2551 ว่า ประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ และพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำโจทก์ร่วมไว้ดังกล่าว จึงถือว่าเป็นการร้องทุกข์แล้ว แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้ทำบันทึกการมอบคดีความผิดอันยอมความไว้ก็ตาม พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริตตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานว่า หลังจากโจทก์ร่วมอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยแล้ว โจทก์ร่วมได้ออกเงินซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้านโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ต่อมาหลังจากโจทก์ร่วมเดินทางจากประเทศอังกฤษกลับมาประเทศไทย เมื่อวันที่17 ธันวาคม 2550 โจทก์ร่วมได้มอบเงิน 400,000 บาท กับเงินที่เหลือจากการตกแต่งบ้านอีก 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 450,000 บาท ให้จำเลยนำไปฝากธนาคารในชื่อบัญชีโจทก์ร่วมร่วมกับจำเลยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายร่วมกัน แต่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถเปิดบัญชีได้ จำเลยจึงเปิดบัญชีและฝากเงินในชื่อของจำเลยเพียงคนเดียว ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2550 โจทก์ร่วมทราบว่าโจทก์ร่วมสามารถเปิดบัญชีเงินฝากได้เอง จึงเปิดบัญชีเงินฝากในชื่อของโจทก์ร่วม หลังจากนั้นโจทก์ร่วมบอกจำเลยให้นำเงิน 450,000 บาท ซึ่งอยู่ในบัญชีของจำเลยนำเข้าบัญชีของโจทก์ร่วม แต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมาอ้างว่าจะไปดำเนินการให้ในวันรุ่งขึ้น แต่สุดท้ายจำเลยไม่ยอมโอนเงินให้แก่โจทก์ร่วม หลังจากนั้นจำเลยได้หนีออกจากบ้านไป ไม่กลับมาที่บ้านอีก โจทก์ร่วมโทรศัพท์บอกให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม แต่จำเลยปิดโทรศัพท์ไม่ยอมพูดคุยด้วย โจทก์ร่วมจึงไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีก จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมโดยมีนางบัวเผื่อน ญาติของจำเลย พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งเบิกความสนับสนุนว่าโจทก์ร่วมมอบเงินเข้าบัญชีของจำเลยเนื่องจากเข้าใจว่าชาวต่างชาติไม่สามารถเปิดบัญชีได้ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ประสงค์ที่จะมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยทั้งหมดเพียงคนเดียว โจทก์ร่วมยังประสงค์ที่จะนำเงินฝากมาใช้จ่ายร่วมกันในส่วนของโจทก์ร่วมด้วย แต่เมื่อจำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถเปิดบัญชีได้ ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ ดังนั้น การที่จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากในชื่อของจำเลยเพียงคนเดียวจึงถือได้ว่าจำเลยครอบครองเงินตามฟ้องที่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ว่าหลังจากโจทก์ร่วมบอกให้จำเลยคืนเงินและนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ไม่ยอมโอนเงินให้แก่โจทก์ร่วมและหาเหตุหนีออกจากบ้านไป ไม่ยอมกลับมาอยู่กับโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมโทรศัพท์ให้จำเลยคืนเงิน จำเลยก็ปิดเครื่องโทรศัพท์ไม่ยอมพูดคุยด้วย อันส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเอาเงินดังกล่าวเป็นของจำเลยคนเดียวทั้งหมด ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังเกิดเหตุ 3 ถึง 4 เดือน จำเลยก็ได้แต่งงานใหม่กับสามีคนไทย การที่จำเลยอยู่กินกับโจทก์ร่วมก็เพียงเพื่อต้องการได้ผลประโยชน์จากโจทก์ร่วมเท่านั้น เมื่อโจทก์ร่วมขอให้จำเลยโอนเงินที่ฝากไว้ในชื่อจำเลยเข้าบัญชีของโจทก์ร่วม จำเลยก็บ่ายเบี่ยงหาทางเลิกกับโจทก์ร่วมโดยหนีออกจากบ้านไม่มาอยู่กับโจทก์ร่วมเพื่อไม่ต้องการคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อเงินในบัญชีเงินฝากในชื่อของจำเลยเป็นเงินของโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกัน จำเลยได้ถอนเงินของโจทก์ร่วมไปและไม่ยอมถอนเงินคืนให้แก่โจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังยักยอกเอาเงินซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอกตามที่โจทก์ฟ้อง หาใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นไม่ ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยไว้ใช้อะไรก็ได้ จำเลยก็เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องภายในครอบครัวระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย ทั้งการลงโทษจำคุกจำเลยในระยะสั้นไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวมและไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้โดยให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์ร่วม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์ร่วมมอบให้จำเลยไว้ใช้จ่ายร่วมกันในครอบครัว โจทก์ร่วมและจำเลยจึงเป็นเจ้าของร่วมกันในเงินดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเพียงกึ่งหนึ่งของเงินจำนวนดังกล่าวเท่านั้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยคืนเงิน 225,000 บาท แก่โจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 43 ม. 44 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นายไบรอัน ฟิลลิป
จำเลย — นางสาวสุภาพรหรืออ้อ ห้วยสำโรง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายนิวัฒน์ ปิ่นสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22246/2555
#561065
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 340 ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษหนักขึ้นเฉพาะผู้มีหรือใช้อาวุธปืนเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 เพื่อไปติดต่อล่อซื้อและจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ โดยผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 เอาอาวุธปืนของผู้เสียหายไปเก็บรักษาไว้เพราะเคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ขณะที่จำเลยที่ 1 เก็บอาวุธปืนไว้แล้วผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ต่างลงจากรถ จำเลยที่ 1 บอกให้ผู้เสียหายหยุด อย่าขยับตัว ผู้เสียหายแย่งปืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงเข้าร่วมทำร้ายผู้เสียหาย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีอาวุธปืนมาก่อน จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี แต่การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนตีผู้เสียหายในการชิงทรัพย์นั้น แม้จะเป็นอาวุธปืนของผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงเอามาจากผู้เสียหายก็ตาม แต่การชิงทรัพย์ยังไม่ขาดตอน การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนตีผู้เสียหาย จึงเป็นส่วนหนึ่งของการชิงทรัพย์ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์ ดังนั้น เฉพาะจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 295,88, 339, 340 ตรี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 49,750 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83, 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประกอบกฎหมายอาญา มาตรา 295, 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยใช้อาวุธปืน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี ฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษเห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี 3 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 49,750 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายโดยใช้อาวุธปืน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจและร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กาย และยกคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 49,750 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า สิบตำรวจเอกปิติ ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นสรวิชญ์ และเลื่อนยศเป็นดาบตำรวจ ผู้เสียหายรับราชการที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ผู้เสียหายเคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อนในระหว่างที่ผู้เสียหายไปช่วยราชการที่ศาลจังหวัดสงขลา ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายถูกคนร้ายทำร้ายได้รับบาดแผลตามรายงานการชันสูตรบาดแผลความผิดฐานพยายามฆ่า โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีส่วนนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าคำเบิกความของผู้เสียหายแม้เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวแต่เบิกความอย่างละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน มีเหตุผลน่าเชื่อถือ อีกทั้งผู้เสียหายถูกจำเลยทั้งสองทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลต้องเย็บถึง 13 เข็ม ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญสนับสนุนให้น่าเชื่อว่าคำเบิกความของผู้เสียหายเป็นไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผู้เสียหายอยู่กับจำเลยทั้งสองก่อนเกิดเหตุจนกระทั้งถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายชิงทรัพย์และหลบหนีไปด้วยกันเป็นเวลานานพอที่จะจดจำจำเลยทั้งสองได้ กับพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีน้ำหนักน้อยไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ แต่ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยใช้อาวุธปืนตีประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายอันเป็นความผิดต้องปรับลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี มุ่งหมายที่ลงโทษหนักขึ้นเฉพาะผู้มีหรือใช้อาวุธปืนเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 เก็บอาวุธปืนของตนไว้แล้ว ผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ต่างลงจากรถ จำเลยที่ 1 มาบอกให้หยุดอย่าขยับตัว จึงเกิดแย่งปืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงเข้ามาร่วมทำร้ายนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีอาวุธปืนมาก่อน จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานร่วมชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี แต่การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนตีผู้เสียหายในการชิงทรัพย์นั้น แม้จะเป็นอาวุธปืนของผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงเอามาจากผู้เสียหายก็ตาม แต่การชิงทรัพย์ยังไม่ขาดตอน การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนตีผู้เสียหายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการชิงทรัพย์จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์ ดังนั้น เฉพาะจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรับโทษหนักขั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจและร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายโดยใช้อาวุธปืน และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจและร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามที่โจทก์นำสืบมาจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
นายกิติพงศ์หรือกิตติพงศ์
จำเลย — หรือโจ้ จินดาดวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอภัยรัตน์ ศรีราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมเกียรติ ตั้งสกุล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22241/2555
#532918
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกระทำผิดอาญาคดีนี้ขึ้นอีกในระหว่างได้รับการพักการลงโทษเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2478 มาตรา 43 กฎกระทรวงหมาดไทยออกตามความในมาตรา 58 แพ่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ข้อ 93 (1) และ 94 (ก) และจำเลยไม่ได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 มาตรา 5 จำเลยจึงมิใช่ผู้ซึ่งพ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 อันเป็นวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับการล้างมลทิน ตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 92 และเพิ่มโทษตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 3 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายวีระศักดิ์ ผู้เสียหาย และจำเลยซึ่งประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่วินเดียวกัน เกิดเหตุชกต่อยและยื้อแย่งเลื่อยกัน ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ฝ่ามือซ้าย นิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความและโจทก์ยังมีนายสมศักดิ์เป็นพยานเบิกความ เห็นว่า ทั้งผู้เสียหายและนายสมศักดิ์เบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ชกต่อยทั้งสองครั้งและเหตุการณ์ที่จำเลยคว้าเลื่อยจากรถเข็นของเทศบาลที่ผ่านมาแล้วใช้ทำร้ายผู้เสียหายสอดคล้องตรงกัน เพียงแต่นายสมศักดิ์ไม่ได้เบิกความถึงถ้อยคำที่ผู้เสียหายและจำเลยโต้ตอบกันซึ่งอาจจะเป็นเพราะความเป็นญาติกับทั้งสองฝ่ายเกรงจะกระทบความสัมพันธ์จึงไม่เบิกความถึง แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายแล้วจะเห็นได้ว่าผู้เสียหายเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งผู้เสียหายมีส่วนก่อเหตุไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือคำพูดยั่วยุท้าทายที่พูดออกมาล้วนสอดคล้องกับเหตุการณ์และลักษณะรูปร่างของผู้เสียหาย ซึ่งได้ความจากการตอบทนายจำเลยถามค้านว่าผู้เสียหายรูปร่างใหญ่กว่าจำเลย เชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและคำพูดโต้ตอบระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยตามความเป็นจริง จำเลยคงแต่อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ คำเบิกความของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายกับจำเลยทะเลาะโต้เถียงกันในการรับผู้โดยสารแล้วเกิดการต่อสู้ชกต่อยกัน เมื่อมีคนเข้าห้ามให้แยกจากกันแล้ว ผู้เสียหายยังพูดจาท้าทายจำเลยว่าเอาอีกไหม จำเลยตอบว่าเอาอีก การตอบเช่นนั้นพร้อมกับเข้าชกต่อยกับผู้เสียหายและต่อเนื่องมาจนถึงการคว้าเลื่อยจากรถเข็นแล้วใช้ทำร้ายผู้เสียหาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยสมัครใจเข้าต่อสู้วิวาทกับผู้เสียหาย จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยใช้เลื่อยทำร้ายผู้เสียหายจนมีบาดแผลที่ฝ่ามือซ้ายยาว 9 เซนติเมตร ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ และมีบาดแผลฉีกขาดอันเกิดจากการยื้อแย่งเลื่อยที่นิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวายาวแผลละ 1 เซนติเมตร แพทย์ลงความเห็นว่าต้องใช้เวลารักษา 15 วัน ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ถือได้ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยพ้นโทษตามคำพิพากษาแล้วจึงได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 การเพิ่มโทษจำเลยไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่จำเลยกระทำผิดอาญาคดีนี้ขึ้นอีกในระหว่างได้รับการพักการลงโทษเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขแห่งการพักการลงโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 43 กฎกระทรวงมหาดไทยออกตามความในมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ข้อ 93 (1) และ 94 (ก) และจำเลยไม่ได้รับประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 มาตรา 5 จำเลยจึงมิใช่ผู้ซึ่งพ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม. 43 ม. 58
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ
นายสุรัตน์หรือสุรัตคน์ ศิริวัฒนา หรือศิริรักษ์วัฒนา
หรือศิริวัติวัฒนา หรือศิริรัตติวัฒนา
จำเลย — หรือศิริรัตวัฒนา หรือศิริรัติวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายวังเดิม สู่ทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางรัชนี สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา