คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1879/2566
#691704
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารรับฝากเงิน ทำการโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ด้วยข้อความว่าเป็นการรับฝากเงินสงเคราะห์ แบบคุ้มครองสินเชื่อแก่ลูกค้าผู้กู้ของธนาคาร โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ฝากเงินสงเคราะห์และเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ฝากเงินสงเคราะห์ต้องมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรลูกค้าผู้กู้และคู่สมรส อายุระหว่าง 20 ปี ถึง 70 ปี ชำระเงินต่อปี โดยมีผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรับเพิ่ม 100 เปอร์เซ็นต์ ของเงินทุนสงเคราะห์ ข้อความโฆษณาดังกล่าวจำเลยนำมาจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกรมธรรม์มอบรัก 1/1 ย่อมทำให้ผู้ตายซึ่งเป็นผู้บริโภคเข้าใจว่า หากผู้ตายเป็นลูกค้าของธนาคารจำเลย นำเงินไปฝากกับจำเลยตามจำนวนและต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำโฆษณาแล้ว ผู้ตายซึ่งเป็นคู่สัญญาฝากทรัพย์จะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของกรมธรรม์มอบรัก 1/1 ที่จำเลยโฆษณาไว้ด้วย จำเลยจึงต้องผูกพันให้ความคุ้มครองแก่ผู้ตายตามที่ตนโฆษณาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 การที่ผู้ตายขอฝากเงินสงเคราะห์ต่อจำเลยโดยมุ่งหวังรับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์มอบรัก 1/1 จึงเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาฝากทรัพย์โดยมีความคุ้มครองประกันชีวิตให้แก่ผู้ตายอยู่ด้วย เพราะต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ตายซึ่งเป็นผู้บริโภคซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 นายสลิด บิดาโจทก์ยื่นใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์และชำระเงินฝากสงเคราะห์ 1,930 บาทต่อปี สำหรับคุ้มครองการเสียชีวิตเป็นเงิน 200,000 บาท และชำระเงินฝากสงเคราะห์ 300 บาทต่อปี สำหรับเพิ่มเติมคุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นเงิน 200,000 บาท กับจำเลย ระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ วันที่ 15 มีนาคม 2562 นายสลิดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ต่อมาวันที่ 21 มีนาคม 2562 และวันที่ 17 เมษายน 2562 จำเลยมีหนังสือปฏิเสธการรับฝากเงินสงเคราะห์และโอนเงินคืนให้แก่นายสลิด เนื่องจากนายสลิดเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะอนุมัติให้รับฝากเงินสงเคราะห์ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นและมีผลสมบูรณ์หรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ความสมบูรณ์ในการทำสัญญาประกันชีวิต จะถือว่าการแสดงเจตนาทำคำขอเอาประกันชีวิตของผู้บริโภคเป็นเพียงคำเสนอต่อผู้ประกอบธุรกิจรับประกันภัย และตราบใดที่ผู้รับประกันภัยยังมิได้พิจารณาคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้ขอแต่ละรายแล้วทำคำสนองรับประกันชีวิต สัญญาประกันชีวิตจะยังมิได้เกิดขึ้นดังที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อฎีกา แต่เมื่อจำเลยประกอบธุรกิจธนาคารรับฝากเงินเป็นปกติธุระมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจรับประกันภัย ทั้งการโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ของจำเลยด้วยข้อความสำคัญที่ว่า เป็นการฝากเงินสงเคราะห์ แบบคุ้มครองสินเชื่อแก่ลูกค้าผู้กู้ของธนาคาร โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ฝากเงินสงเคราะห์และเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ฝากเงินสงเคราะห์ต้องมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกร ลูกค้าผู้กู้และคู่สมรส อายุระหว่าง 20 ถึง 60 ปี บริบูรณ์ ผู้ฝากที่มีช่วงอายุ 20 ถึง 50 ปี ชำระเงิน 365 บาท ต่อปี ผู้ฝากที่อายุ 51 ถึง 60 ปี ชำระเงิน 665 บาท ต่อปี ผู้ฝากที่อายุ 61 ถึง 65 ปี ชำระเงิน 965 บาท ต่อปี และผู้ฝากที่อายุ 66 ถึง 70 ปี ชำระเงิน 1,265 บาท ต่อปี โดยมีผลประโยชน์ กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงทุกกรณีรับ 100 เปอร์เซ็นต์ ของเงินทุนสงเคราะห์ กรณีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรับเพิ่ม 100 เปอร์เซ็นต์ ของเงินทุนสงเคราะห์ กรณีขอรับความคุ้มครองอุบัติเหตุเพิ่มเติม ข้อความโฆษณาของจำเลยดังกล่าวที่นำมาจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกรมธรรม์มอบรัก 1/1 และมีถ้อยคำเรื่องการฝากเงินสงเคราะห์เป็นหลักสำคัญยิ่งกว่าข้อความบ่งชี้เกี่ยวกับการชำระเบี้ยประกันชีวิต ย่อมทำให้ผู้ตายซึ่งเป็นผู้บริโภคเข้าใจได้ตามสามัญสำนึกว่า หากผู้ตายเป็นลูกค้าของธนาคารจำเลยนำเงินไปฝากกับจำเลยตามจำนวนและต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในคำโฆษณาแล้ว ผู้ตายซึ่งเป็นคู่สัญญาฝากทรัพย์จะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของกรมธรรม์มอบรัก 1/1 ที่จำเลยโฆษณาไว้ด้วย จำเลยจึงต้องผูกพันให้ความคุ้มครองแก่ผู้ตายตามที่ตนโฆษณาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 นอกจากนี้ การที่ผู้ตายขอฝากเงินสงเคราะห์ต่อจำเลยโดยมุ่งหวังจะได้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์มอบรัก 1/1 จนเกิดปัญหาการตีความการก่อนิติสัมพันธ์ตามใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์กับคำโฆษณากรมธรรม์มอบรัก 1/1 ของจำเลยที่เป็นต้นตอในการก่อสัญญาและเผยแพร่ออกไปสู่ผู้บริโภคโดยทั่วไป การตีความจึงพึงยึดถือความเข้าใจของผู้บริโภคซึ่งเป็นวิญญูชนและมิได้เป็นผู้โฆษณาข้อความเช่นนั้นเป็นสำคัญยิ่งกว่าการตีความตามความมุ่งหมายของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นผู้เขียนคำโฆษณา ประกอบกับ หากกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีความ ย่อมต้องตีความไปในทางให้สัญญามีผลบังคับซึ่งเป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายผู้บริโภคที่เป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น เพราะหากตีความจนสัญญาไม่เป็นผลผู้บริโภคจะเป็นฝ่ายเสียไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างที่ควรจะเป็น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ดังนี้ สัญญาฝากเงินตามใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์ระหว่างผู้ตายกับจำเลยจึงตีความได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาฝากทรัพย์โดยมีความคุ้มครองประกันชีวิตให้แก่ผู้ตายด้วยอยู่ในตัว เมื่อผู้ตายมีคุณสมบัติเฉพาะตัวตามหลักเกณฑ์แห่งคำโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ของจำเลยและนำเงินไปฝากตามจำนวนที่จำเลยกำหนด โดยธนาคารจำเลย สาขาภูสิงห์ ยอมรับใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์พร้อมเงินฝากของผู้ตายไว้เช่นนี้ สัญญาฝากทรัพย์โดยมีความคุ้มครองประกันชีวิตย่อมเกิดขึ้นตามเจตนาของคู่สัญญาแล้ว จำเลยต้องผูกพันให้ความคุ้มครองแก่ผู้ตายตามกรมธรรม์มอบรัก 1/1 ที่ตนโฆษณาไว้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายภายหลังจากสัญญาฝากทรัพย์ที่มีความคุ้มครองประกันชีวิตเกิดขึ้นและมีผลบังคับ จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ตายตามผลประโยชน์ที่ควรได้รับในกรมธรรม์มอบรัก 1/1 อันเป็นส่วนหนึ่งในการโฆษณาของจำเลยได้ ทั้งกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยจะปฏิเสธความคุ้มครองให้แก่ผู้ตายตามกรมธรรม์มอบรัก 1/1 จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามใบคำขอฝากเงินสงเคราะห์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่จำเลยฎีกาในตอนท้ายว่า จำเลยได้บอกล้างสัญญาที่เป็นโมฆียะแล้ว เป็นทำนองสัญญาประกันชีวิตที่เกิดขึ้นตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไปเพราะการบอกล้างสัญญาตามกฎหมาย นับเป็นฎีกาที่ขัดแย้งกับฎีกาของจำเลยในตอนต้นที่อ้างว่า สัญญาประกันชีวิตรายนี้ยังไม่เกิดขึ้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งแก้ไขใหม่ โดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์ ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทบัญญัติเดิมก่อนมีการแก้ไข และรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มิถุนายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวตริตาเวสน์ โสธนะเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวันชัย บัวเทียน
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1878/2566
#691965
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับให้รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาประกันภัย ซึ่งเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกันกับการฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในมูลหนี้ละเมิด เมื่อกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท ต่อหนึ่งคนสำหรับการเสียชีวิต จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงต้องชําระแก่โจทก์และโจทก์ร่วมที่เป็นทายาทโดยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ แต่อย่างไรก็ตาม การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. โดย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และมาตรา 31 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หรือเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถ ผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทน....ไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวหรือมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนเงินดังกล่าวได้" อันหมายความว่าเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อผู้ประสบภัยได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ผู้ประสบภัยยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. จากผู้ก่อความเสียหายได้อีก และในกรณีที่ความเสียหายเกิดจากบุคคลภายนอก เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใด บริษัทก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้ ค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนที่จะต้องจ่ายตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนี้จึงเป็นการจ่ายตามสัญญาประกันวินาศภัย ซึ่งค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขความคุ้มครองหมายถึงค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าเสียหายส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำนวนเงินที่คุ้มครองผู้ประสบภัยดังกล่าว จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. นั่นเอง

คดีนี้ผู้ตายขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 และความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถกระบะของจำเลยที่ 2 จึงเป็นกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หากจำเลยที่ 3 ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนไป จำเลยที่ 3 ก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกได้ ในกรณีนี้คือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับ รวมทั้งฟ้องจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยภาคบังคับ แม้การฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดจะเป็นการฟ้องตามสัญญาประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถก็ตาม ในส่วนที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดนี้ หากจำเลยที่ 3 ชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเท่าใดก็ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้กระทำละเมิดหรือผู้ก่อความเสียหายได้ ตามมาตรา 31 แห่งบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น ดังนั้น เมื่อเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ แม้การฟ้องจะแยกจำนวนเงินที่แต่ละคนต้องรับผิด ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชําระเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อไม่ให้ผู้ประสบภัยได้รับชดใช้เกินจำนวนความเสียหายที่ได้รับ และไม่ให้บุคคลภายนอกผู้ก่อความเสียหายต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าที่ต้องรับผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมตามจำนวนความเสียหายที่กําหนดให้แล้ว ซึ่งต่อมาโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามคําพิพากษาจนเป็นที่พอใจแล้ว กรณีจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชําระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมได้อีก เพราะจะทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับค่าสินไหมทดแทนเกินจำนวนที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งหากจำเลยที่ 3 ชําระให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมแล้วก็ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเกินไปกว่าจำนวนความเสียหายที่แท้จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 2,418,006.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,262,288 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 288,672.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 270,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวรัชฎาภรณ์ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประสิทธิ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 620,000 บาท นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และโจทก์ร่วม ให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 265,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 มกราคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประสิทธิ์ ผู้ตาย ผู้ตายทำสัญญาประกันภัยภาคบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 รถกระบะไว้กับจำเลยที่ 3 ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 12 ตุลาคม 2560 สิ้นสุดวันที่ 12 ตุลาคม 2561 กรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกำหนดจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยกรณีเสียชีวิต 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 1 ตำแหน่งคนงานทั่วไป กองสวัสดิการสังคมของจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน กค 3011 กำแพงเพชร ของจำเลยที่ 2 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคมของจำเลยที่ 2 เมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนมี 4 ช่องเดินรถ ไป 2 ช่อง และกลับ 2 ช่อง มีเส้นทึบสีเหลืองแบ่งกึ่งกลางถนน จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาทข้ามเส้นทึบสีเหลืองดังกล่าวเข้าไปชนรถกระบะ ที่ผู้ตายขับสวนทางมา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย รถกระบะของผู้ตายได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 3 จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 35,000 บาท แก่โจทก์ คดีในส่วนอาญาพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดทางละเมิดไม่ได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นค่าใช้จ่ายในการปลงศพ 110,000 บาท ค่าซ่อมรถกระบะของผู้ตาย 110,000 บาท ค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของโจทก์และโจทก์ร่วม 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด โจทก์และโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีระหว่างคู่ความดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 3 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีเสียชีวิตแก่โจทก์และโจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเป็นเหตุให้นายประสิทธิ์ ถึงแก่ความตาย ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และโจทก์ร่วมอันเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในมูลหนี้ละเมิด และฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับซึ่งต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และโจทก์ร่วมกรณีผู้ตายซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต อันเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาประกันภัย เห็นได้ว่าโจทก์และโจทก์ร่วมประสงค์ที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 รับผิดชำระหนี้ในมูลหนี้คนละส่วนแยกต่างหากจากกัน เมื่อตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท ต่อหนึ่งคนสำหรับการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพอย่างถาวร จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงมีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์และโจทก์ร่วมที่เป็นทายาทโดยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ แต่อย่างไรก็ตาม การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และมาตรา 31 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หรือเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถ ผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทน...ไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวหรือมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนเงินดังกล่าวได้" อันหมายความว่าเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อผู้ประสบภัยได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ผู้ประสบภัยยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จากผู้ก่อความเสียหายได้อีก และในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใด บริษัทก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้ ค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนที่จะต้องจ่ายตามกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนี้จึงเป็นการจ่ายตามสัญญาประกันภัยวินาศภัย ซึ่งค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขความคุ้มครองหมายถึงค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าเสียหายส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามตารางกรมธรรม์ประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถระบุว่าค่าเสียหายเบื้องต้น คือ ค่าเสียหายต่อร่างกายไม่เกิน 30,000 บาท ต่อหนึ่งคน หรือตามที่กฎหมายกำหนด ค่าเสียหายต่อร่างกาย สำหรับการสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร 35,000 บาท หรือตามที่กฎหมายกำหนด ความเสียหายต่อชีวิต 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน หรือตามที่กฎหมายกำหนด ตามที่ระบุไว้ในรายการ 5 จำนวนค่าเสียหายเบื้องต้น ส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่าจำเลยที่ 3 ต้องจ่ายในกรณีนี้จำนวน 300,000 บาท ไม่ใช่ค่าเสียหายเบื้องต้น แต่อยู่ในส่วนจำนวนเงินที่คุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร ตามที่ระบุไว้ในรายการ 4 จำนวนเงินที่คุ้มครองผู้ประสบภัย กรณีเป็นดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น จำนวนเงินที่คุ้มครองผู้ประสบภัยดังกล่าวจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั่นเอง เมื่อปรากฏว่าผู้ตายขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 และความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถกระบะคันของจำเลยที่ 2 จึงเป็นกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หากจำเลยที่ 3 ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ไป จำเลยที่ 3 ก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกได้ ในกรณีนี้คือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับ รวมทั้งฟ้องจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยภาคบังคับ แม้การฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดจะเป็นการฟ้องตามสัญญาประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถก็ตาม ในส่วนที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดนี้ หากจำเลยที่ 3 ชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเท่าใดก็ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้กระทำละเมิดหรือผู้ก่อความเสียหายได้ ตามมาตรา 31 แห่งบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น ดังนั้น เมื่อเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ แม้การฟ้องจะแยกจำนวนเงินที่แต่ละคนต้องรับผิด ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อไม่ให้ผู้ประสบภัยได้รับชดใช้เกินจำนวนความเสียหายที่ได้รับ และไม่ให้บุคคลภายนอกผู้ก่อความเสียหายต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าที่ต้องรับผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมตามจำนวนความเสียหายที่กำหนดให้แล้ว ซึ่งต่อมาโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับชำระค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาจนเป็นที่พอใจแล้ว กรณีจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมได้อีก เพราะจะทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับค่าสินไหมทดแทนเกินจำนวนที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งหากจำเลยที่ 3 ชำระให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมแล้วก็ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเกินไปกว่าจำนวนความเสียหายที่แท้จริงเช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 20 ม. 22 ม. 25 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ล.
โจทก์ร่วม — นางสาว ร.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายขจร มั่งมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ชื่อองค์คณะ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิริกานต์ มีจุล
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2566
#693456
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยฟ้องเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง และเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากโจทก์ได้ดังฟ้องของจำเลยเพียงใดหรือไม่ แต่จำเลยอ้างในคดีก่อนว่าเหตุที่โจทก์เลิกจ้างเนื่องจากจำเลยกระทำผิดวินัยโดยจำเลยเอื้อประโยชน์ให้ น. ใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อ และจำเลยเบิกค่าล่วงเวลาทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ให้การต่อสู้ว่าจำเลยกระทำผิดวินัยจริง ในคดีก่อนศาลแรงงานกลางจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดวินัยดังที่จำเลยฟ้องและโจทก์ให้การในคดีก่อนหรือไม่ คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน จำเลยจึงต้องผูกพันในผลแห่งคดีและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางในคดีก่อนวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ว่า จำเลยยินยอมให้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยแก่พนักงานอื่นเพื่อทำการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย แทน อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงและทุจริตต่อหน้าที่

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดและผิดสัญญา อ้างว่าเนื่องจากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้ 5 ราย ที่จำเลยมีส่วนกระทำความผิดและโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยคดีนี้มีมูลเหตุจากสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหนี้ของลูกค้าซึ่งเป็นลูกหนี้ทั้ง 5 ราย การที่โจทก์โอนหนี้ของลูกหนี้ดังกล่าวให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคาร อ. เป็นเพียงการบรรเทาความเสียหายในหนี้ส่วนลูกหนี้ดังกล่าวเท่านั้น อีกทั้งการโอนหนี้ของลูกหนี้ดังกล่าวนั้นก็ไม่เกี่ยวกับมูลหนี้อันสืบเนื่องจากการจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงไม่มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยตามมูลหนี้ดังกล่าวระงับสิ้นไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,761,187.42 บาท พร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,600,091.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,546.76 บาท พร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2554 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการบริหาร 1 ส่วนวิเคราะห์สินเชื่อรายย่อย มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานกำกับดูแลวิเคราะห์สินเชื่อ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 53,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 23 ของเดือน เมื่อระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2555 มีผู้นำรหัสผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยไปใช้ในการอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย คือ นายอรรถพล นางสาวสุมาลี นางพิศมัย นายประจวบ และนางสาวประพัฒสร โจทก์ออกคำสั่งพักงานจำเลยในระหว่างการสอบสวนวินัย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555 (ที่ถูกคือ วันที่ 28 ธันวาคม 2555) โจทก์มีคำสั่งให้จำเลยพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์ โดยมีหนังสือเลิกจ้างจำเลยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2555 ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างพร้อมเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 989/2557 ในระหว่างที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลฎีกา จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางในมูลคดีเดียวกัน ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเป็นฟ้องซ้อน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2818/2558 คดีทั้งสองสำนวนถึงที่สุดแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 989/2556 (ที่ถูกคือ คดีหมายเลขแดงที่ 989/2557) ระหว่างจำเลยและโจทก์คดีนี้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยอาศัยวิธีการและขั้นตอนของการปฏิบัติงานของจำเลยมาวินิจฉัย และประเด็นที่วินิจฉัย คือ โจทก์ (จำเลยคดีนี้) กระทำผิดวินัยร้ายแรงและทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ซึ่งมิใช่ประเด็นโดยตรงกับที่วินิจฉัยในคดีนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อรายนางพิศมัย นายประจวบ นายอรรถพล และนางสาวสุมาลี แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานหรือพยานบุคคลยืนยันว่าจำเลยยินยอมให้นางสาวนงนุช หรือพนักงานอื่นใช้รหัสผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยหรือจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการที่นางสาวนงนุชหรือพนักงานอื่นใช้รหัสดังกล่าวของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 4 ราย ดังกล่าว ส่วนลูกค้ารายนางสาวประพัฒสร จำเลยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อร่วมกับผู้จัดการโจทก์ฝ่ายอื่นอีก 2 คน โดยไม่ปรากฏความผิดปกติในการอนุมัติเมื่อเปรียบเทียบกับการอนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายอื่น ๆ อีกหลายราย ส่วนนางสาวประพัฒสรจะชำระหนี้คืนแก่โจทก์ครบถ้วนหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องในอนาคต ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องดำเนินการกับนางสาวประพัฒสรต่อไป ทั้งปรากฏว่ามีการโอนสินทรัพย์และหนี้สินของลูกหนี้ทั้ง 5 รายดังกล่าวให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคาร อ. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 โจทก์จึงไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้ทั้ง 5 รายดังกล่าวอีกต่อไป การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้แทนตามจำนวนหนี้ที่ลูกหนี้แต่ละรายค้างชำระแก่โจทก์อีก จึงไม่ชอบ ส่วนค่าล่วงเวลานั้นข้อเท็จจริงยุติแล้วตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 989/2556 (ที่ถูกคือ คดีหมายเลขแดงที่ 989/2557) ว่าจำเลยในคดีนี้ทุจริตเบิกเงินค่าล่วงเวลา จึงให้จำเลยชดใช้ค่าล่วงเวลาคืนพร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์และจำเลยต้องผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 989/2557 ของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับละเมิด ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายโดยกล่าวหาว่าการใช้รหัสผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนคดีก่อนเป็นเรื่องจำเลยฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง และเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นคนละกรณีกันกับคดีนี้ โดยศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในคดีดังกล่าวถึงวิธีการและขั้นตอนของการปฏิบัติงานของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามข้อกล่าวหาของคณะกรรมการวินัยของโจทก์อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงและทุจริตต่อหน้าที่ แม้คดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว แต่ศาลแรงงานกลางในคดีนี้หาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวมาพิจารณาพิพากษาในคดีนี้ว่าจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้รหัสผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อแทน เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่าแม้โจทก์โอนหนี้และทรัพย์สินให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว ก็ไม่มีผลทำให้สิทธิของโจทก์สิ้นไป เนื่องจากเป็นคนละมูลหนี้กันนั้น ไม่เป็นสาระแก่คดี

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า คำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 989/2557 ของศาลแรงงานกลาง ผูกพันโจทก์และจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อน จำเลยคดีนี้ (โจทก์คดีก่อน) ฟ้องเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง และเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากโจทก์คดีนี้ (จำเลยคดีก่อน) กล่าวอ้างว่า โจทก์มีคำสั่งไล่จำเลยออก อ้างเหตุว่าจำเลยเอื้ออำนวยประโยชน์ให้นางสาวนงนุช ใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยอนุมัติสินเชื่อ และยินยอมให้ผู้อื่นลงเวลาทำงานให้เบิกค่าล่วงเวลาโดยทุจริต ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ให้การต่อสู้ในคดีก่อนว่าจำเลยยินยอมให้ผู้อื่นลงเวลาทำงานให้ตนเองทุจริตเบิกเงินค่าล่วงเวลา และยินยอมให้พนักงานอื่นใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อโดยสินเชื่อดังกล่าวมีลักษณะที่เล็งเห็นว่าเรียกคืนไม่ได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ขอให้ยกฟ้อง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเอื้อประโยชน์ให้นางสาวนงนุชเจ้าหน้าที่อาวุโสของโจทก์ใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย ที่เล็งเห็นว่าเรียกคืนไม่ได้ และจำเลยเบิกค่าล่วงเวลาทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง เป็นการกระทำผิดประมวลจริยธรรมของโจทก์และผิดวินัยตามข้อบังคับของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ แม้คดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยฟ้องเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง และเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากโจทก์ได้ดังฟ้องของจำเลยเพียงใดหรือไม่ แต่จำเลยอ้างในคดีก่อนว่าเหตุที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยเนื่องจากจำเลยกระทำผิดวินัยโดยจำเลยเอื้อประโยชน์ให้นางสาวนงนุชใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อ และจำเลยเบิกค่าล่วงเวลาทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริงซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ให้การต่อสู้ว่าจำเลยกระทำผิดวินัยจริง ดังนั้น ในคดีก่อนศาลแรงงานกลางจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดวินัยดังที่จำเลยฟ้องและโจทก์ให้การในคดีก่อนหรือไม่ ซึ่งในคดีก่อนศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนยินยอมให้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของตนแก่พนักงานอื่นเพื่อทำการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อแทน อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง และทุจริตต่อหน้าที่ คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน จำเลยจึงต้องผูกพันในผลแห่งคดีและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางในคดีก่อนวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โดยต้องถือตามข้อเท็จจริงในคดีก่อนว่าจำเลยยินยอมให้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยแก่พนักงานอื่นเพื่อทำการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย แทน อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง และทุจริตต่อหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าคดีนี้หาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงในคดีก่อนไม่และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับระเบียบปฏิบัติหรือข้อบังคับของโจทก์ที่กำหนดให้พนักงานใช้รหัสผ่านเพื่อการวิเคราะห์สินเชื่อและพิจารณาอนุมัติสินเชื่อโดยผ่านการพิเคราะห์ตามลำดับก่อนจะมาถึงผู้มีอำนาจอนุมัติสินเชื่อ กลับเอื้อประโยชน์ให้นางสาวนงนุชผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อแทนเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่ใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีในส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยยินยอมให้พนักงานอื่นใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยในการอนุมัติสินเชื่อของลูกค้า 5 ราย หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดและผิดสัญญา อ้างว่าเนื่องจากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้ 5 ราย ที่จำเลยมีส่วนกระทำความผิดและโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยคดีนี้มีมูลเหตุจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่เป็นนายจ้างกับจำเลยที่เป็นลูกจ้าง ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหนี้ของลูกค้าซึ่งเป็นลูกหนี้ทั้ง 5 ราย การที่โจทก์โอนหนี้ของลูกหนี้ดังกล่าวให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคาร อ. เป็นเพียงการบรรเทาความเสียหายในหนี้ส่วนลูกหนี้ดังกล่าวเท่านั้น อีกทั้งการโอนหนี้ของลูกหนี้ดังกล่าวนั้นก็ไม่เกี่ยวกับมูลหนี้อันสืบเนื่องจากการจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงไม่มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยตามมูลหนี้ดังกล่าวระงับสิ้นไป ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน เมื่อจำเลยต้องผูกพันในผลแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 989/2557 ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยและคดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเกี่ยวกับลูกหนี้ทั้ง 5 ราย แล้วว่า จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวกระทำผิดตามข้อกล่าวหาของคณะกรรมการวินัย โดยจำเลยยินยอมให้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยแก่พนักงานอื่นเพื่อทำการวิเคราะห์ และอนุมัติสินเชื่อแทนโดยขณะที่มีการอนุมัติสินเชื่อนั้นจำเลยไม่อยู่ในสถานที่ทำงาน เป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงและทุจริตต่อหน้าที่ ดังนี้ จำเลยจึงผิดสัญญาจ้างแรงงานตามสัญญาจ้าง ลงวันที่ 1 กันยายน 2554 และตามข้อบังคับธนาคาร อ. ฉบับที่ 8 ว่าด้วยการทำงานและสวัสดิการของพนักงานและลูกจ้างธนาคาร พ.ศ. 2551 หมวด 7 ส่วนที่ 1 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 49.3.1 49.3.8 49.3.9 และ 49.5.3 ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ในส่วนนี้ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องมาจากการที่จำเลยยินยอมให้ใช้ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของจำเลยกับพนักงานอื่น เพื่อทำการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อลูกค้า 5 ราย แทน ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายในส่วนดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคมสัน ภูมิภัคเมธากุล
- นายวรศักดิ์ จันทร์คีรี
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1874/2566
#691967
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นหนังสือ และต้องมีส่วนสำคัญ 3 ประการ ประการแรก ต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังไว้นั้นมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีการอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนั้น ประการที่สอง จะต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานจดไว้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และประการที่สาม คำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้นจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่

ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางนำมาใช้วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางอ้างถึงเหตุต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาอย่างชัดแจ้ง คงปรากฏเฉพาะเพียงการนำคำพยานโจทก์และพยานจำเลยมาเรียงต่อกัน แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไปตามข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลย โดยไม่ปรากฏถึงเหตุผลของคำวินิจฉัยว่ามีข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเหตุใดศาลแรงงานกลางจึงเชื่อว่ามีข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยเช่นนั้น คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางเช่นนี้ จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาในการรับฟังพยานหลักฐาน และเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 2,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เคยทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัท ก. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยตั้งแต่ปี 2544 โจทก์ถูกโอนย้ายไปทำงานกับบริษัทอื่น ๆ อีกหลายแห่งจนมาทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ชำนาญการด้านโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ หน่วยงานด้านพัฒนาธุรกิจโรงงานแปรรูป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 77,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 มกราคม 2563 โดยจ่ายค่าชดเชย 775,000 บาท และค่าตอบแทนพิเศษจำนวน 3 เท่าของค่าจ้าง จำนวน 232,500 บาท รวมเป็นเงิน 1,007,500 บาท แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปรับองค์กรให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ลักษณะงานในหน่วยงานที่โจทก์ทำอยู่มีการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น มีผลให้บุคลากรล้นงาน จำเลยพยายามหาทางโยกย้ายโจทก์ให้ไปทำงานยังธุรกิจอื่นของจำเลยและบริษัทในเครือ แต่ไม่มีหน่วยงานหรือธุรกิจใดรองรับโจทก์ได้ จำเลยโยกย้ายลูกจ้างบางส่วนไปยังธุรกิจอื่นของจำเลยและเจรจาเลิกจ้างลูกจ้างไปบางส่วน ไม่ได้เจาะจงเลือกปฏิบัติเฉพาะโจทก์ โจทก์อยู่ในหน่วยงานด้านพัฒนาธุรกิจโรงงานแปรรูปเพียงคนเดียวและไม่มีงานที่จะต้องทำ แต่จำเลยให้โจทก์มาทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเวลาถึง 1 ปีเศษ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานของจำเลยเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจการบริหารงานและดำเนินกิจการของจำเลยในการประกอบธุรกิจเพื่อความเหมาะสมและอยู่รอด ไม่ถือเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" ซึ่งหมายความว่า ศาลแรงงานจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นหนังสือและในคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เป็นหนังสือนั้นจะต้องมีส่วนสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรกต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังไว้นั้นมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีการอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนั้น ประการที่สองจะต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานจดไว้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และประการที่สามคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้น จะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางนำมาใช้วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากเห็นว่าการปรับโครงสร้างการบริหารงานของจำเลยเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจการบริหารงานและดำเนินกิจการของจำเลยในการประกอบธุรกิจเพื่อความเหมาะสมและอยู่รอด ไม่ถือเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์นั้น ศาลแรงงานกลางอ้างถึงเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปรับองค์กรให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ลักษณะงานในหน่วยงานที่โจทก์ทำอยู่มีการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น มีผลให้บุคลากรล้นงาน การพยายามหาทางแก้ไขโดยโยกย้ายโจทก์ให้ไปทำงานยังธุรกิจอื่นของจำเลยและบริษัทในเครือ การไม่ได้เจาะจงเลือกปฏิบัติเฉพาะโจทก์ ลักษณะงานในหน่วยงานด้านพัฒนาธุรกิจโรงงานแปรรูปที่อ้างว่ามีโจทก์ทำงานเพียงคนเดียวและไม่มีงานที่จะต้องทำแต่จำเลยให้โจทก์มาทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเวลาถึง 1 ปีเศษ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยเพียงฝ่ายเดียวทั้งสิ้น ซึ่งไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาอย่างชัดแจ้ง คงปรากฏเฉพาะเพียงการนำคำพยานโจทก์และพยานจำเลยมาเรียงต่อกันแล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไปตามข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยเท่านั้น โดยไม่ปรากฏถึงเหตุผลของคำวินิจฉัยว่ามีข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเหตุใดศาลแรงงานกลางจึงเชื่อว่ามีข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยเช่นนั้น คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางเช่นนี้ จึงไม่ใช่เป็นการทำคำพิพากษาที่กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และไม่ได้แสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏในประเด็นแห่งคดี พร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาในการรับฟังพยานหลักฐาน และเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง และเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงใหม่เสียก่อน แล้วพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามประเด็นแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางปรียนันท์ กุลเจริญ เดชภิรัตนมงคล
- นายชะรัตน์ สุวรรณมา
ชื่อองค์คณะ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566
#692038
เปิดฉบับเต็ม

การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์มิให้กีดกันการที่จำเลยพบบุตรผู้เยาว์ และให้โจทก์ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ให้จำเลยเป็นผู้ดูแลจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์หรือจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว แต่จำเลยสามารถพบและเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนฟ้องหย่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนสัญชาติอังกฤษ โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ก. เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2556 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอหย่าโดยอ้างเหตุว่าจำเลยทอดทิ้งโจทก์และบุตรผู้เยาว์ไปโดยจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรผู้เยาว์ การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนและอับอายอย่างร้ายแรง ทั้งยังเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และ (6) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 มาพิพากษายกฟ้องโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า กฎหมายประเทศอังกฤษห้ามมิให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดกัน ถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อต่อสู้ดังกล่าวแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าว จึงไม่ต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 มาใช้บังคับ เห็นว่า การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นในเบื้องต้นต้องได้ความก่อนว่า กฎหมายของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นสัญชาติของจำเลยมีบทบัญญัติให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษสามารถหย่าหรือฟ้องหย่ากันได้ ศาลจึงจะพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายไทยอันเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้องหย่าต่อไป ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยไม่อาจพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนฟ้องหย่ามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 27
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นาย ป. (Mr.P)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยภูมิ — นายระวิ พวงกนก
- นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
อโนชา ชีวิตโสภณ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1818/2566
#693441
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นก่อนแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้ว ได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 326 วรรคห้า ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดที่พิพาทนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าว คือวันที่ 5 มิถุนายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำเป็นต้องงดการบังคับคดีไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5)

ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า หากผู้คัดค้านสละสิทธิในการบังคับคดีหรือไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดให้ผู้ร้องบังคับคดีต่อไปนั้น เนื่องจากตาม ป.วิ.พ. มาตรา 327 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคำร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 ทราบโดยไม่ชักช้า...." ดังนั้น หากมีการถอนการบังคับคดีจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในส่วนนี้มาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 9 ที่ 205/2562 ลงวันที่ 25 กันยายน 2562 ที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ ต่อมาทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดี และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยมีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้อง จำนวน 582,610.10 บาท ผู้ร้องส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับแล้วเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในเงินดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการพิจารณา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า การบังคับคดียังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) จึงให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง หากผู้คัดค้านสละสิทธิในการบังคับคดีหรือไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดให้ผู้ร้องบังคับคดีต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ โดยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนับแต่ที่ศาลแรงงานกลางได้อ่านคำสั่งดังกล่าว และให้คู่ความแถลงยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกัน และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยาน เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละศูนย์ ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 จำเลยมีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 582,610.10 บาท วันที่ 14 มกราคม 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวแก่ผู้ร้อง วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ผู้ร้องนำส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นเช็ค ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คดังกล่าวไว้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 วันที่ 4 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นคดีนี้ จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยศาลล้มละลายกลางรับคำร้องไว้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 185,415,666.28 บาท โดยผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากร รับไว้โดยชอบ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยมีทรัพย์สินเพียงสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคารและกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ การแก้ไขวันที่ในใบแต่งทนายความของผู้ร้องโดยลบเลข 2 ออกให้เหลือเพียงเลข 4 เท่านั้น ให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้อง เป็นการแต่งตั้งทนายความให้ดำเนินคดีโดยชอบแล้ว ไม่ทำให้การแต่งตั้งทนายความเสียไป ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้แล้ว โดยไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นศาลที่พิจารณาคดีแพ่งต้องงดการบังคับคดีไว้ตามมาตรา 90/12 (5) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว แต่ที่ศาลแรงงานกลางกลับมีคำสั่งต่อไปโดยอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง ทั้งที่การขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องถือว่าเป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่งที่จะต้องถูกงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) จึงเป็นกระบวนการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อไม่ปรากฏว่าบทบัญญัติอื่นของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นอกจากมาตรา 110 วรรคสอง ที่ให้คำนิยามความหมายของคำว่า "การบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องถือตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ถือว่าการบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นเหตุยกเว้นให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไปได้เมื่อการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/12 (5) การที่จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาเฉลี่ยทรัพย์ที่ผู้ร้องยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ การบังคับคดีจึงสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ชอบแล้ว เห็นว่า เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นก่อนแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้วได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 วรรคห้า กำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในศาลแรงงานกลางได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดที่พิพาทนี้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าว คือวันที่ 5 มิถุนายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) การที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าการบังคับคดียังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นตามกฎหมายดังกล่าว แล้วมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ย่อมไม่ถูกต้อง เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วยกับที่ศาลแรงงานกลางงดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ และเห็นว่าคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์เป็นกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นตามที่โจทก์ได้อุทธรณ์ไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ เพื่อความรวดเร็วสมดังเจตนารมณ์ของการพิจารณาพิพากษาคดีแรงงาน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานเอกสารของผู้ร้องมีข้อเท็จจริงคลุมเครือไม่ชัดเจน โดยใบแต่งตั้งทนายความของผู้ร้องมีการแก้ไขด้วยน้ำยาลบคำผิดและไม่ได้มีการลงชื่อรับรองการแก้ไข จึงต้องถือวันที่ลงในใบแต่งตั้งเดิมคือวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องจึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ผู้ร้องไม่มีสิทธิในการเข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้อง จำนวนหนี้ที่ผู้ร้องอ้างมีจำนวนเกินหนี้ที่เป็นจริง ผู้ร้องไม่มีหลักฐานมูลหนี้ที่แท้จริงกับจำเลยมายืนยันว่าจำเลยผูกพันเป็นหนี้ตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายผู้ร้องในการชำระหนี้ภาษีจริงหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีหลักฐานว่า นางสาวนิภาภรณ์ เป็นผู้รับหนังสือเตือนให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างจริง นางสาวนิภาภรณ์ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่ผู้ร้องอ้างว่าได้นำส่งหนังสือเตือนดังกล่าว จำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นสิทธิในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนกันยายน 2560 ถึงเดือนเมษายน 2562 รวมเป็นเงิน 74,680,632.09 บาท ให้ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้เพียงพอต่อจำนวนหนี้ที่มีต่อผู้ร้อง และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไป 1 ครั้ง เมื่อผู้ร้องไม่คัดค้านถือว่าการบังคับคดีได้สิ้นสุดแล้วนั้น ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่รับฟังมาว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 185,415,666.28 บาท โดยผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากร รับไว้โดยชอบ จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ และการแก้ไขใบแต่งตั้งทนายความของผู้ร้องให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้องของเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง โดยให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงถึงวันยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องใหม่ให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ซึ่งจะเป็นวันพ้นระยะเวลาที่ผู้ร้องอาจเข้าขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ และจำเลยไม่มีหนี้อยู่กับผู้ร้องโดยผู้ร้องสามารถเอาชำระจากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยได้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า หากผู้คัดค้านสละสิทธิในการบังคับคดีหรือไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้ร้องบังคับคดีต่อไปนั้น เนื่องจากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคำร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 ทราบโดยไม่ชักช้า..." ดังนั้น หากมีการถอนการบังคับคดีจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในส่วนนี้มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องด้วย

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง หากโจทก์ถอนการบังคับคดีให้ดำเนินการตามขั้นตอนในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 ต่อไป และให้เพิกถอนคำสั่งงดการบังคับคดีของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 326 วรรคห้า ม. 327
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (5) ม. 110 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายคันฉัตร พลรัตน์
- นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1810/2566
#693658
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 ต่อมาจำเลยได้กำหนดการจ่ายเงินบำเหน็จแก่พนักงานหรือลูกจ้างตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 จึงถือได้ว่าจำเลยตกลงจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ตามระเบียบฉบับดังกล่าวแล้ว ระเบียบนี้จึงกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ผูกพันโจทก์และจำเลย ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องปฏิบัติตาม

ตามระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จตั้งแต่ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 จนถึงระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จต่อเมื่อลาออก ซึ่งต่างจากระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 ที่กำหนดให้พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อออกจากตำแหน่ง ซึ่งหมายความว่าพนักงานหรือลูกจ้างคนใดพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด เว้นแต่เป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะถูกลงโทษไล่ออกหรือเลิกจ้างและมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามข้อยกเว้นตอนท้ายของระเบียบปีดังกล่าวข้อ 32 ย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จทั้งสิ้น เช่นนี้ ถือว่าจำเลยแก้ไขระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตั้งแต่ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 จนถึงระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อไม่ปรากฏว่าการแก้ไขได้รับความยินยอมจากโจทก์ ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ข้อ 51 จึงไม่มีผลใช้บังคับแก่โจทก์

พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 43 บัญญัติว่า "ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (1) ... (10) การแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการ" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นว่าได้ให้ความสำคัญต่อตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ โดยจะต้องให้สหกรณ์ออกข้อบังคับกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการไว้ในข้อบังคับ เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 95 (4) กำหนดให้ผู้จัดการจำเลยพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง การพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการจึงต้องบังคับตามข้อบังคับดังกล่าวซึ่งออกโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่ พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 บัญญัติไว้ ส่วนระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 หมวด 11 ข้อ 45 (3) ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่สหกรณ์เกษียณอายุ 60 ปี ตามปีบัญชีสหกรณ์จำเลย โดยข้อ 9 ของระเบียบดังกล่าวกำหนดไว้ว่า ปีบัญชีสหกรณ์คือ 1 มกราคม สิ้นสุด 31 ธันวาคม ของทุกปีนั้น เป็นระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 79 (8) และข้อ 107 (12) ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการดำเนินการตามข้อบังคับสหกรณ์กำหนดระเบียบต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คงมีอำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ รวมถึงวัตถุประสงค์แห่งข้อบังคับเท่านั้น ไม่อาจกำหนดระเบียบในส่วนของการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่งหรือการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการให้แตกต่างไปจากข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ได้ จึงต้องแปลว่าระเบียบนี้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงตำแหน่งผู้จัดการจำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 404,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยแก้ไขระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ให้เป็นคุณแก่โจทก์ และให้ยกเลิกมติของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยในส่วนที่เรียกเงินบำเหน็จคืนจากโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลย ครั้งที่ 13/2562 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เฉพาะส่วนที่มีมติให้เรียกเงินบำเหน็จคืนจากโจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง 404,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษขอให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง และประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยที่ วร 30/2564 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มติของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยครั้งที่ 13/2562 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ที่ให้เรียกเงินบำเหน็จคืนจากโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 ต่อมาจำเลยได้กำหนดการจ่ายเงินบำเหน็จแก่พนักงานหรือลูกจ้างตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 ไว้ในข้อ 32 โดยวรรคหนึ่ง กำหนดว่า "พนักงานหรือลูกจ้างของสหกรณ์คนใดทำงานในสหกรณ์นี้ด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าห้าปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อออกจากตำแหน่ง เว้นแต่การออกเพราะถูกลงโทษไล่ออก หรือเลิกจ้าง และมีสิทธิได้รับเงินชดเชยแล้วตามข้อที่ 31" วรรคสอง กำหนดว่า "การคำนวณเงินบำเหน็จให้เอาเงินเดือนเดือนสุดท้ายตั้ง คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานในสหกรณ์ เศษของปีถ้าถึง 180 วัน ให้นับเป็นหนึ่งปี ถ้าต่ำกว่านี้ให้ปัดทิ้ง" วรรคสาม กำหนดว่า "จำนวนปีที่ทำงาน หมายถึง ระยะเวลาวันบรรจุพนักงานหรือลูกจ้างเข้าทำงานในสหกรณ์จนถึงวันที่ออกจากสหกรณ์ หักด้วยวันลาของผู้นั้น" วรรคสี่ กำหนดว่า "ในสหกรณ์ที่คำนวณเงินบำเหน็จตามระเบียบนี้มีจำนวนมากกว่าเงินชดเชยที่พนักงานหรือลูกจ้างพึงได้รับตามข้อ 31 ให้สหกรณ์จ่ายเงินบำเหน็จเพิ่มได้เฉพาะส่วนที่เกินกว่าเงินชดเชยเท่านั้น" จึงถือได้ว่าจำเลยตกลงจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ตามระเบียบฉบับดังกล่าวแล้ว ระเบียบนี้จึงกลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ผูกพันโจทก์และจำเลย ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องปฏิบัติตาม แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ต่อมาจำเลยได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จให้พนักงานและลูกจ้าง เช่น ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์ และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 ยกเลิกระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 และกำหนดเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จไว้ในข้อ 52 ว่า "พนักงานของสหกรณ์ฯ คนใดทำงานในสหกรณ์ฯ นี้ด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าห้าปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จเมื่อลาออกจากสหกรณ์ การคำนวณเงินบำเหน็จ ให้เอาเงินเดือนสุดท้ายตั้ง คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานในสหกรณ์ฯ เศษของปีถ้าถึง 180 วัน ให้นับเป็นหนึ่งปี" และจำเลยออกระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ยกเลิกระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 กำหนดเรื่องจ่ายเงินบำเหน็จไว้ในข้อ 50 ว่า "เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ คนใด ทำงานในสหกรณ์ฯ นี้ด้วยด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าห้าปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จเมื่อลาออกจากสหกรณ์ การคำนวณเงินบำเหน็จ ให้เอาเงินเดือนเดือนสุดท้ายตั้ง คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานในสหกรณ์ เศษของปีถ้าถึง 180 วัน ให้นับเป็นหนึ่งปี" เป็นต้น และในที่สุด จำเลยออกระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 มาใช้บังคับ โดยข้อ 51 กำหนดว่า "เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ คนใดทำงานในสหกรณ์ฯ นี้ด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จเมื่อลาออกจากสหกรณ์ การคำนวณเงินบำเหน็จ ให้เอาเงินเดือนเดือนสุดท้ายตั้ง คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานในสหกรณ์ฯ เศษของปีถ้าถึง 180 วัน ให้นับเป็นหนึ่งปี" จะเห็นได้ว่าตามระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จตั้งแต่ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 จนถึงระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จต่อเมื่อลาออก ซึ่งต่างจากระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 ที่กำหนดให้พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อออกจากตำแหน่ง ซึ่งหมายความว่าพนักงานหรือลูกจ้างคนใดพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด เว้นแต่เป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะถูกลงโทษไล่ออกหรือเลิกจ้างและมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามข้อยกเว้นตอนท้ายของระเบียบปีดังกล่าว ข้อ 32 ย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จทั้งสิ้น เช่นนี้ ถือว่าจำเลยแก้ไขระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตั้งแต่ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน ว่าด้วยพนักงานสหกรณ์และการปฏิบัติงาน พ.ศ. 2544 จนถึงระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อไม่ปรากฏว่าการแก้ไขได้รับความยินยอมจากโจทก์ ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 ข้อ 51 จึงไม่มีผลใช้บังคับแก่โจทก์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยพนักงาน และลูกจ้าง พ.ศ. 2539 ซึ่งผูกพันโจทก์และจำเลย โดยข้อ 32 วรรคสี่ ตอนท้าย กำหนดให้สหกรณ์จ่ายเงินบำเหน็จได้เฉพาะส่วนที่คำนวณได้เกินกว่าค่าชดเชยที่พนักงานหรือลูกจ้างพึงได้รับเท่านั้น โจทก์จึงย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบข้อ 32 วรรคสี่ ตอนท้าย กล่าวคือ เมื่อคำนวณเงินบำเหน็จได้ 1,552,980 บาท และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 796,400 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเท่ากับส่วนต่างของเงินดังกล่าวคือ 756,580 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 ซึ่งตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ให้ถือว่าบรรดาสหกรณ์จำกัด ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ เป็นสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยจึงเป็นสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 โดยพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 43 บัญญัติว่า "ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (1) ... (10) การแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการ" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นว่าได้ให้ความสำคัญต่อตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ โดยจะต้องให้สหกรณ์ออกข้อบังคับกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการไว้ในข้อบังคับ เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 95 (4) กำหนดให้ผู้จัดการจำเลยพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ดังนั้น การพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการจึงต้องบังคับตามข้อบังคับดังกล่าวซึ่งออกโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 บัญญัติไว้ ส่วนระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2560 หมวด 11 ข้อ 45 (3) ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่สหกรณ์เกษียณอายุ 60 ปี ตามปีบัญชีสหกรณ์จำเลย โดยข้อ 9 ของระเบียบดังกล่าวกำหนดไว้ว่า ปีบัญชีสหกรณ์คือ 1 มกราคม สิ้นสุด 31 ธันวาคม ของทุกปีนั้น เป็นระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 79 (8) และข้อ 107 (12) ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กำหนดระเบียบต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คงมีอำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ รวมถึงวัตถุประสงค์แห่งข้อบังคับเท่านั้น ไม่อาจกำหนดระเบียบในส่วนของการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่งหรือการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการให้แตกต่างไปจากข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ได้ จึงต้องแปลว่าระเบียบนี้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงตำแหน่งผู้จัดการจำเลยด้วย ดังนี้ เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 8 มิถุนายน 2562 ตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จำกัด พ.ศ. 2560 ข้อ 95 (4) โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยอีกต่อไป ไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่จำเลยให้โจทก์เกษียณอายุก่อนปีบัญชีสหกรณ์ โจทก์ย่อมมีสิทธิทำงานและได้รับค่าจ้างจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ตามปีบัญชีสหกรณ์จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จำเลยครั้งที่ 13/2562 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เฉพาะส่วนที่มีมติให้เรียกคืนเงินบำเหน็จจากโจทก์จำนวน 756,580 บาท (โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเพียง 756,580 บาท) กับให้ยกคำขอที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างรายเดือนพร้อมดอกเบี้ยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ช.
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นางสุปราณี พูลแสง ทิมพิทักษ์
- นายวิชชุพล สุขสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1788/2566
#691385
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้กำหนดกรณีดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 295, 371

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางจันทิมา และนายศุภฤกษ์ มารดาและบิดาของนางสาวนพมาศ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 3,736,415 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

นายสันธิชัย ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

นายธนพล ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 116,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 32 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง เป็นเงิน 2,680,415 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 28,000 บาท และ 65,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยทั้งสองชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 1,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองกับผู้เสียหายทั้งสองมีส่วนร่วมในการก่อเหตุทะเลาะวิวาท และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยทั้งสองดังกล่าว ดังนี้ ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร และความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2563 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกา นายสันธิชัย ผู้เสียหายที่ 1 กับนางสาวจุฑาทิพย์ นายธนพล ผู้เสียหายที่ 2 นายธนพงษ์ มารดากับยายของผู้เสียหายที่ 2 และนางสาวนพมาศ ผู้ตาย นางสาวรัตวรรณ กับนางสาวอัญญารักษ์ ต่างไปเที่ยวงานปีใหม่ที่สะพานสารสิน แล้วมาพบกันบริเวณสถานที่จัดคอนเสิร์ต ต่อมาเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ของวันที่ 5 มกราคม 2563 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 กำลังเดินไปปัสสาวะบริเวณตอม่อของสะพานสารสินหน้าเวทีคอนเสิร์ต จำเลยที่ 1 ถีบหลังผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 ชกต่อยผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 วิ่งกลับไปยังสถานที่จัดคอนเสิร์ตเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 2 ฟัง ผู้เสียหายทั้งสอง ผู้ตาย นางสาวรัตวรรณ นายธนพงษ์ นางสาวนุสรา และนายบัณฑิต จึงเดินออกจากสถานที่จัดคอนเสิร์ต ระหว่างทางผู้เสียหายที่ 1 พบจำเลยทั้งสองกับพวกจึงชี้บอกผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายทั้งสองเดินไปหาจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง จนขวดเบียร์แตกกระเด็นใส่ใบหน้าผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย แล้วจำเลยทั้งสองต่างชักอาวุธมีดที่นำติดตัวมาถือไว้ จำเลยที่ 1 พูดท้าทายให้ผู้เสียหายที่ 2 ตามไปข้างนอก ผู้เสียหายที่ 2 จึงไปหยิบอาวุธมีดจากร้านอาหารแล้วเดินตามจำเลยทั้งสองไป โดยมีผู้ตาย นางสาวรัตวรรณ นายธนพงษ์ นางสาวนุสรา และนายบัณฑิตเดินตามหลังผู้เสียหายที่ 2 ไปด้วย จำเลยทั้งสองเดินถอยหลังเข้าไปในเต็นท์จนจำเลยที่ 1 เดินถอยหลังชนกับรถขายของล้มลง หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ถูกอาวุธมีดฟันและแทงที่บริเวณหน้าอกและช่องท้อง เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนผู้ตายถูกอาวุธมีดแทงบริเวณหน้าอกด้านซ้าย ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยทั้งสองหลบหนีไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เมื่อจำเลยทั้งสองชักอาวุธมีดออกมา ผู้เสียหายที่ 2 จึงรีบวิ่งไปหยิบอาวุธมีดที่ร้านอาหารในละแวกนั้นมาถือไว้ป้องกันตัว แล้วตามจำเลยทั้งสองไป เมื่อจำเลยที่ 1 ล้มลงและลุกขึ้นมา จำเลยที่ 1 พุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่รู้ว่าถูกอาวุธมีดแทง ผู้เสียหายที่ 2 มองเห็นจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ข้างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถืออาวุธมีดตามจำเลยที่ 1 มา หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นอีก เมื่อผู้เสียหายที่ 2 รู้ว่าถูกแทง จึงร้องถามว่าแทงผู้เสียหายที่ 2 ทำไม และวิ่งออกไปนอกเต็นท์ แตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ชูอาวุธมีดพกตวัดขึ้นและชี้มาที่ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่แน่ใจว่าจังหวะนั้นถูกปลายอาวุธมีดของจำเลยที่ 1 แทงเข้าช่องท้องหรือไม่เพราะยืนหันหน้าเข้าหากัน ผู้เสียหายที่ 2 หันไปเห็นมีดอีโต้วางอยู่บนเขียงในร้านขายอาหารตามสั่ง ผู้เสียหายที่ 2 จึงเดินไปหยิบเอามาไว้ที่ตัวเพื่อป้องกันพวกของจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ใช้มีดอีโต้ขู่กลุ่มจำเลยที่ 1 และไล่ให้ออกไป จำเลยที่ 1 กับพวก 3 คน เดินออกไปที่บริเวณหน้าเต็นท์ ผู้เสียหายที่ 2 เดินตามไปโดยมีนางสาวรัตวรรณเดินตามไปด้วย จำเลยที่ 1 กับพวกวิ่งเข้าไปในเต็นท์ ผู้เสียหายที่ 2 ตามเข้าไปในเต็นท์เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งชนรถกระบะแล้วล้มลง ผู้เสียหายที่ 1 ใช้เท้าเตะจำเลยที่ 1 เพื่อนของจำเลยที่ 1 รูปร่างสูงไว้ผมยาวใส่หมวกเข้ามาช่วยจำเลยที่ 1 โดยเตะผู้เสียหายที่ 2 มีดอีโต้ที่ผู้เสียหายที่ 2 ถืออยู่จึงหลุดมือไป จำเลยที่ 1 กับเพื่อนซึ่งมีอาวุธมีดอยู่ในมือใช้อาวุธมีดแทงที่ท้องของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 เปิดเสื้อดูเห็นมีแผลถูกแทงและเลือดไหล จึงวิ่งออกมานอกเต็นท์ก็ตาม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง มีนางสาวรัตวรรณเบิกความว่า ขณะที่พยานอยู่ห่างจากจำเลยทั้งสองประมาณ 4 ถึง 5 เมตร จำเลยที่ 1 วิ่งในลักษณะถอยไปด้านหลังจนกระทั่งจำเลยที่ 1 วิ่งถอยหลังไปชนรถขายของ จำเลยที่ 1 ล้มลง ขณะนั้นผู้เสียหายที่ 2 เดินนำหน้าพยานไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ลุกขึ้นมาพร้อมกับพุ่งเข้ามายังพยานและผู้เสียหายที่ 2 และนายธนพงษ์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งถอยหลังไปชนรถกระบะแล้วล้มลง ขณะนั้นพยานอยู่ห่างจากจำเลยทั้งสองประมาณ 4 เมตร จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ด้านหลังจำเลยที่ 1 เพียงเอื้อมมือถึงกัน พยานเห็นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดง้างไว้ข้างลำตัวคมมีดชี้ไปด้านหน้าวิ่งสวนกลับมา จำเลยที่ 1 วิ่งมาทางนางสาวรัตวรรณ เมื่อได้ความจากร้อยตำรวจเอกอัครพล พนักงานสอบสวนว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟฟ้ามองเห็นได้ชัด เชื่อว่านางสาวรัตวรรณและนายธนพงษ์เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งถืออาวุธมีดไปทางนางสาวรัตวรรณและผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 พุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 ทั้งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่า ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลถูกแทงบริเวณหน้าท้องเพียงบาดแผลเดียว ส่วนบาดแผลที่เหลือเป็นบาดแผลฉีกขาด ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนว่า ใบหน้าบริเวณคิ้วข้างขวาถูกเศษขวดแก้วบาด ใบหูขวาถูกเศษขวดแก้วบาด และต้นคอขวาถูกเศษขวดแก้วบาด ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 กับเพื่อนซึ่งมีอาวุธมีดอยู่ในมือใช้อาวุธมีดแทงที่ท้องของผู้เสียหายที่ 2 ดังที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การไว้ในชั้นสอบสวน อันแสดงให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ต้องถูกอาวุธมีดแทงที่หน้าท้อง 2 ครั้ง แล้ว บาดแผลถูกแทงบริเวณที่หน้าท้องของผู้เสียหายที่ 2 ต้องมี 2 บาดแผล เช่นนี้ บาดแผลถูกแทงของผู้เสียหายที่ 2 ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ จึงขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนางสาวรัตวรรณและนายธนพงษ์ประกอบกับบาดแผลถูกแทงที่หน้าท้องของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว เชื่อว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 เป็นจริงยิ่งกว่าคำให้การชั้นสอบสวน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ แม้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 ก็ตาม แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดยืนเผชิญหน้ากับผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 พุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 รู้ว่าตนเองถูกแทง ดังนี้ ผู้ที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 จะเป็นบุคคลอื่นไปไม่ได้นอกจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ถืออาวุธมีดพุ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้อาวุธมีดแทงถูกบริเวณหน้าท้องของผู้เสียหายที่ 2 ลึกประมาณ 4 เซนติเมตร บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เลือกแทงบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญที่อยู่ภายในร่างกาย จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 อาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า หลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสองต่างคนต่างชักอาวุธมีดออกมา แล้วจำเลยที่ 2 ก็ตามจำเลยที่ 1 เข้าไปในเต็นท์ ทั้งขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็อยู่บริเวณที่เกิดเหตุใกล้จำเลยที่ 1 หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็หลบหนีไปพร้อมจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ส่งเสียงร้องท้าทายให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมต่อสู้และไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 เท่ากับเป็นการสมทบกำลังให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดและเป็นพฤติการณ์อันต้องถือว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมด้วยในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีนางสาวรัตวรรณเบิกความว่า จำเลยที่ 1 พุ่งเข้ามายังพยานและผู้เสียหายที่ 2 ขณะนั้นผู้ตายยืนอยู่ด้านขวาของพยาน พยานพยายามปัดผู้ตายให้หลบ แต่ไม่ทัน จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายบริเวณหน้าอกด้านซ้าย แล้วจำเลยที่ 1 ชักอาวุธมีดออกวิ่งฝ่าผู้คนออกไป นางสาวนุสราเบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งมาชนผู้ตาย พยานไม่ทันสังเกตว่าจำเลยที่ 1 ถืออะไร เมื่อจำเลยที่ 1 ชนผู้ตายแล้ว ผู้ตายล้มลงไปนอนกับพื้น เมื่อผู้ตายลุกขึ้นยืน พยานเห็นมีโลหิตไหลออกมาใต้ราวนมของผู้ตาย แล้วผู้ตายล้มลงไปอีก และนายธนพงษ์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 วิ่งมาทางนางสาวรัตวรรณ ซึ่งอยู่ติดกับผู้ตาย จำเลยที่ 1 ชนผู้ตาย ผู้ตายล้มลง ซึ่งพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญโดยไม่มีข้อพิรุธแต่อย่างใด เมื่อวินิจฉัยข้างต้นว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟฟ้ามองเห็นได้ชัดแล้ว เชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนั้นเห็นการกระทำของจำเลยที่ 1 แม้นางสาวนุสราและนายธนพงษ์ไม่ได้เบิกความว่าเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายดังเช่นคำเบิกความนางสาวรัตวรรณก็ตาม แต่นางสาวนุสราและนายธนพงษ์ก็เห็นจำเลยที่ 1 วิ่งชนผู้ตายจนล้มลงและนางสาวนุสราเห็นผู้ตายมีโลหิตไหลออกมาใต้ราวนมของผู้ตายตรงตามที่นางสาวรัตวรรณเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่บริเวณหน้าอกซ้ายและรายงานการชันสูตรพลิกศพ ที่ระบุว่าผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดที่หน้าอกข้างซ้าย คำเบิกความของนางสาวรัตวรรณ นางสาวนุสรา และนายธนพงษ์ จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย แม้อาวุธมีดที่นายธนพงษ์นำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนยังมีข้อสงสัยว่าเป็นอาวุธมีดที่จำเลยที่ 1 ใช้กระทำความผิดหรือไม่ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ เช่นนี้ อาวุธมีดดังกล่าวจะเป็นอาวุธมีดที่จำเลยที่ 1 ใช้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายบริเวณหน้าอกข้างซ้ายซึ่งเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่าผู้ตายอาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ร้องทั้งสองเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องทั้งสองมีส่วนร่วมกระทำความผิด และร่วมกันใช้อาวุธมีดฟันและแทงพยายามฆ่าผู้ร้องที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ทั้งค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสองนั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับฎีกาโจทก์ร่วมทั้งสองที่ว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 18 ปี อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่ชอบดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ศาลฎีกาต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนนี้ และเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้กำหนดกรณีดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องทั้งสอง แต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้น ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ยกฎีกาโจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นาง จ. กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวชิสา เมธารัตนารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2566
#691962
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้บังคับคดีซึ่งต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) ศาลมีอำนาจที่จะขยายหรือย่นระยะเวลาได้โดยคู่ความไม่จำต้องร้องขอ เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 23

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ขอให้บังคับคดีและศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ต่อมาโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยรวมถึงหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง การดำเนินการของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี แต่ศาลกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาภายหลังรับคำร้องนานเกือบ 3 เดือน แล้วมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว นับได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ แต่ระยะเวลาบังคับคดีได้สิ้นสุดลงในระหว่างการไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิดังกล่าว ทำให้ศาลไม่อาจมีคำสั่งขยายระยะเวลาบังคับคดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น จึงมีเหตุสุดวิสัย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ต้องถือว่าศาลมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปแล้ว บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับ จ. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามที่ศาลชั้นต้นให้ขยาย กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 27,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2542) เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 12 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2554 โจทก์โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 99/203 ซึ่งจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางจุลินธ์ ในวันเดียวกันเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์พิพาทดังกล่าว

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์พิพาทด้วยเหตุโจทก์โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาและขอให้งดการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีกับจำเลยที่ 2 ภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะมีคำสั่งเพิกถอนหรืองดการบังคับคดีตามคำร้องได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 99/203 ซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทของจำเลยที่ 2 ที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางจุลินธ์ ให้โจทก์โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ซึ่งเป็นผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้บังคับคดีซึ่งต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่มีการขอให้บังคับคดี ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาดังกล่าวได้โดยคู่ความไม่จำเป็นต้องร้องขอ แต่จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 23 คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2552 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองซึ่งรวมถึงหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งการดำเนินการของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี แต่ศาลชั้นต้นกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ภายหลังรับคำร้องนานเกือบ 3 เดือน แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว แต่กรณีต้องมีการบังคับคดีต่อไปและนับได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ แต่ระยะเวลาบังคับคดีได้สิ้นสุดลงในระหว่างการไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ทำให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีไม่อาจมีคำสั่งขยายระยะเวลาบังคับคดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น จึงมีเหตุสุดวิสัย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปแล้วเพราะมิฉะนั้นคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์จะไร้ผลเพราะไม่อาจดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141813 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางจุลินธ์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามที่ศาลชั้นต้นให้ขยาย กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึด ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271 (เดิม) ม. 296 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
จำเลย — ร้อยเอก ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนันต์ พร้อมพูล
ศาลอุทธรณ์ — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2566
#691960
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ให้รับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิด หรือให้รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทนกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ทำการเป็นตัวแทนหรือทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 แต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรแล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าจะต้องด้วยบทกฎหมายใด ซึ่งสหกรณ์ น. เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 37 วรรคสอง และโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และเป็นผู้แทนสหกรณ์ น. ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 จึงเป็นผู้แทนสหกรณ์ น. ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 51 ความเกี่ยวพันระหว่างสหกรณ์ น. กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ทั้งสองทาง โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 รับผิดทั้งในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทนและในมูลละเมิด แม้ว่าโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าในวันที่ 20 ธันวาคม 2555 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 อันทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดของโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 กระทำการฝ่าฝืนระเบียบสหกรณ์ น. ในวันที่ 17 มิถุนายน 2552 โดยการทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายปาล์มน้ำมันกับบริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อและมิได้ให้บริษัท ภ. จัดหาหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามระเบียบ เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบเอ็ดร่วมกันชำระเงิน 60,309,065.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,834,265 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่สหกรณ์ น.

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 21 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ และจำเลยที่ 11 ถึงแก่ความตาย นาย ธ. ทายาทของจำเลยที่ 11 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า สหกรณ์ น. เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสมาชิกโดยวิธีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์และบริการแก่สมาชิกมาจัดการขาย หรือแปรรูปออกขาย โดยซื้อหรือรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกก่อนผู้อื่น อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายทะเบียนสหกรณ์ โจทก์เป็นรองนายทะเบียนสหกรณ์ โจทก์มีอำนาจดำเนินคดีแทนสหกรณ์ น. ในกรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ ผู้จัดการหรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย และสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 21 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 21 ถึงชุดที่ 23 มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2551 สหกรณ์ น. ออกระเบียบว่าด้วยการรวบรวมผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของสมาชิก พ.ศ. 2551 ข้อ 15 กำหนดว่า "ถ้าจำเป็นต้องขายเงินเชื่อ ให้ผู้ซื้อทำสัญญาไว้กับสหกรณ์ และจะต้องให้ธนาคารค้ำประกันเงินเชื่อนั้น" เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2552 ซึ่งอยู่ในช่วงคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 21 ถึงชุดที่ 23 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ได้ทำบันทึกข้อตกลงขายปาล์มน้ำมันกับบริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อ โดยไม่มีการเรียกหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ต่อมาบริษัท ภ. ผิดนัดชำระหนี้ สหกรณ์ได้ยื่นฟ้องบริษัท ภ. ต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 227 - 228/2554 บริษัท ภ. ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยขอผ่อนชำระหนี้แก่สหกรณ์และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว แต่บริษัทดังกล่าวไม่ชำระหนี้แก่สหกรณ์ สหกรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีต่อไป บริษัท ภ. มีหนี้ค้างชำระแก่สหกรณ์คำนวณถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นเงิน 48,834,265 บาท และดอกเบี้ย 11,120,250.20 บาท รวมเป็นเงิน 59,954,515.20 บาท และค้างชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2562 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 354,550.14 บาท เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2561 โจทก์แต่งตั้งผู้ตรวจการสหกรณ์ทำการตรวจสอบกิจการสหกรณ์ และวันที่ 1 เมษายน 2562 โจทก์มีคำสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำผิดระเบียบ แต่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ไม่ดำเนินการตามคำสั่งนั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบสหกรณ์ น. ว่าด้วยการรวบรวมผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของสมาชิก พ.ศ. 2551 โดยการทำสัญญาขายปาล์มน้ำมันแก่บริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อ แต่ไม่ได้ให้บริษัทดังกล่าวนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาเป็นหลักประกันไว้แก่สหกรณ์ ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 21 โจทก์มิใช่ตัวแทนหรือผู้ใช้อำนาจทำการแทนนิติบุคคลตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 กระทำละเมิดทำให้สหกรณ์ น. ได้รับความเสียหาย จึงไม่อาจนำอายุความละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ กรณีต้องนำอายุความ 10 ปี อันเป็นบทบัญญัติอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้อันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ น. ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสหกรณ์ว่าด้วยการรวบรวมผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของสมาชิก พ.ศ. 2551 โดยทำสัญญาขายปาล์มน้ำมันแก่บริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อโดยไม่ได้ให้บริษัทดังกล่าวจัดให้มีธนาคารค้ำประกันเงินเชื่อนั้น เป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์แจ้งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบในกรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย แต่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการ โจทก์ในฐานะเป็นรองนายทะเบียนสหกรณ์จึงฟ้องคดีแทนสหกรณ์ น. ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ให้รับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิด หรือให้รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทนกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ทำการเป็นตัวแทนหรือทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 แต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรแล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าจะต้องด้วยบทกฎหมายใด ซึ่งสหกรณ์ น. เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 37 วรรคสอง และโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และเป็นผู้แทนสหกรณ์ น. ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 จึงเป็นผู้แทนสหกรณ์ น. ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 51 ดังนั้น ความเกี่ยวพันระหว่างสหกรณ์ น. กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 บัญญัติให้ตัวแทนจะต้องรับผิดถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใด ๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของตัวแทน เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทน หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจ ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ทั้งสองทาง โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 รับผิดทั้งในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือตัวแทนและในมูลละเมิด ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าในวันที่ 20 ธันวาคม 2555 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 อันทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือในฐานะตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 กระทำการฝ่าฝืนระเบียบสหกรณ์ น. ในวันที่ 17 มิถุนายน 2552 โดยการทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายปาล์มน้ำมันกับบริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อและมิได้ให้บริษัท ภ. จัดหาหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามระเบียบ เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 11 ว่า สหกรณ์ น. ได้ฟ้องบริษัท ภ. ให้ชำระหนี้ค่าปาล์มน้ำมันต่อศาลชั้นต้น และบริษัทดังกล่าวทำสัญญาประนีประนอมยอมความขอผ่อนชำระหนี้แก่สหกรณ์ ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว แม้บริษัท ภ. จะไม่ชำระหนี้แก่สหกรณ์ สหกรณ์ก็สามารถบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวได้อยู่แล้ว ความเสียหายของสหกรณ์จึงหมดไป โจทก์ไม่อาจมาฟ้องจำเลยที่ 11 กับพวกได้อีกนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 เป็นคดีนี้แทนสหกรณ์ น. เพื่อบังคับให้ชำระค่าเสียหายแก่สหกรณ์อันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ในฐานะคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการฝ่าฝืนระเบียบของสหกรณ์ในการทำสัญญาขายปาล์มน้ำมันแก่บริษัท ภ. เป็นเงินเชื่อ โดยไม่ได้ให้บริษัทดังกล่าวจัดหาธนาคารมาค้ำประกันการขายเงินเชื่อนั้น ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้รับชำระหนี้ แม้สหกรณ์ได้ฟ้องบริษัท ภ. ให้ชำระหนี้และบริษัทดังกล่าวทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลขอผ่อนชำระหนี้แก่สหกรณ์แล้วก็ตาม แต่บริษัทดังกล่าวผิดนัดชำระหนี้ โดยยังค้างชำระหนี้แก่สหกรณ์อีกหลายสิบล้านบาท เมื่อสหกรณ์ยังเสียหายเพราะไม่ได้รับชำระหนี้จนครบถ้วน โจทก์ย่อมมีอำนาจกระทำการแทนสหกรณ์โดยนำคดีมาฟ้องบังคับจำเลยที่ 11 กับพวก ที่ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหายได้ คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 11 ฟังไม่ขึ้น

เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่สหกรณ์ น. เพียงใด เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายปาล์มน้ำมันกับบริษัท ภ. ฝ่าฝืนระเบียบ ทำให้สหกรณ์ น. ได้รับความเสียหาย เพราะบริษัท ภ. ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นเต็มจำนวน โดยยังคงมีหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นเงิน 48,834,265 บาท ดอกเบี้ย 11,120,250.20 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2562 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 354,550.14 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 60,309,065.34 บาท และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 มิได้ให้การปฏิเสธจำนวนค่าเสียหายดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า สหกรณ์ น. ได้รับความเสียหายตามจำนวนหนี้ที่บริษัท ภ. ค้างชำระในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่สหกรณ์ น. แต่ที่โจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องนั้น ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีหมายเลขแดงที่ 227 - 228/2554 ของศาลชั้นต้น ว่า บริษัท ภ. ต้องรับผิดในดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี เมื่อความเสียหายที่สหกรณ์ น. ได้รับ คือจำนวนหนี้ที่บริษัท ภ. ค้างชำระในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 จึงต้องรับผิดดอกเบี้ยไม่เกินอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี และหากภายหลังสหกรณ์ น. ได้รับชำระหนี้จากบริษัท ภ. ในคดีดังกล่าวเพียงใด ก็ต้องนำมาหักจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ต้องรับผิดในคดีนี้ด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 21 ร่วมกันชำระเงิน 60,309,065.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,834,265 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่สหกรณ์ น. ทั้งนี้ หากภายหลังวันฟ้องดังกล่าวสหกรณ์ น. ได้รับชำระหนี้จากบริษัท ภ. เป็นจำนวนเท่าใด ให้นำมาหักออกและบังคับได้เฉพาะส่วนที่ยังค้างชำระเท่านั้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 193/30 ม. 448 ม. 812
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์จังหวัด ช.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายพีระพงศ์ เภรีฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนพรัตน์ อักษร
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
กีรติ ตั้งธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1695/2566
#693677
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าว ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของทางราชการมากรอกข้อความขึ้นเองและลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่เอกชนทำขึ้นเพื่อยื่นต่อทางราชการ เจ้าพนักงานมิได้เป็นผู้ทำเอกสาร และมิใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ จึงไม่ใช่เอกสารราชการ จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารธรรมดาและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268 ริบหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และแบบแจ้งการจ้างคนต่างด้าว รวม 20 ฉบับ ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่จำเลยเป็นผู้ปลอมหนังสือมอบอำนาจและแบบแจ้งการจ้างคนต่างด้าวและใช้เอกสารปลอมเอง จึงลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264, 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยนำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าวมากรอกข้อความว่า นางสาวรำพึง ผู้เสียหายที่ 1 นางสาวนุชจรี ผู้เสียหายที่ 2 นางสาวดอกไม้ ผู้เสียหายที่ 3 และนางสาวนปภา ผู้เสียหายที่ 4 ขอแจ้งว่าได้จ้างคนต่างด้าวตามรายชื่อที่ระบุไว้เพื่อทำงาน และลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ในช่องนายจ้าง แล้วนำแบบพิมพ์ดังกล่าวไปใช้ยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อขออนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 จ้างคนต่างด้าวทำงานนั้นเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) นิยาม "เอกสารราชการ" หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่า จำเลยเพียงแต่นำแบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าว ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของทางราชการมากรอกข้อความขึ้นเองและลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่เอกชนทำขึ้นเพื่อยื่นต่อทางราชการ เจ้าพนักงานมิได้เป็นผู้ทำเอกสารดังกล่าวขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าในขณะที่จำเลยกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าว เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงครามได้ลงนามเป็นผู้รับแจ้งการยื่นแบบแจ้งการจ้างคนต่างด้าวไว้ก่อนแล้ว แบบพิมพ์แจ้งการจ้างคนต่างด้าวดังกล่าว จึงมิใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 เมื่อจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยคงมีความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมานั้น เป็นการไม่ถูกต้อง แม้คู่ความไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงเห็นควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันต่างกรรมต่างวาระถึง 5 ครั้ง ส่อแสดงว่าจำเลยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดแก่ทางราชการและส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 15 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 264 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นางสาวศิรประภา ตันติรัตนโอภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ธนาคม ลิ้มภักดี
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1689/2566
#693672
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง, 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เป็นกรณีที่ทั้งสองศาลต่างวางบทความผิดแก่จำเลยทั้งมาตรา 278 วรรคหนึ่ง และมาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอยู่แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ปรับบทกฎหมายตามมาตรา 278 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดที่ใช้ลงโทษจำเลยให้ถูกต้องดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขบท แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะแก้ไขโทษเพิ่มขึ้นตามบทหนักที่ใช้ลงโทษแก่จำเลย ก็เป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า สั่งในฎีกา แล้วมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาของจำเลยว่า เป็นกรณีแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ให้รับฎีกาของจำเลย จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 362, 364, 365

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง, 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง, 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เป็นกรณีที่ทั้งสองศาลต่างวางบทความผิดแก่จำเลยทั้งมาตรา 278 วรรคหนึ่ง และมาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอยู่แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ปรับบทกฎหมายตามมาตรา 278 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดที่ใช้ลงโทษจำเลยให้ถูกต้องดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขบท แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะแก้ไขโทษเพิ่มขึ้นตามบทหนักที่ใช้ลงโทษแก่จำเลย ก็เป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า สั่งในฎีกา แล้วมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาของจำเลยว่า เป็นกรณีแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ให้รับฎีกาของจำเลย จึงเป็นการสั่งคดีโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นในคำร้องและในคำฟ้องฎีกา ฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2565 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 219 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางสาวอธิวรรณ สวรรค์วัฒนกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ประสิทธิ์ ตันติเสรี
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1684/2566
#692040
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์บรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ผิดสัญญาจ้างแรงงานและกระทำละเมิดต่อโจทก์มาด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานและกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชำระเงินค่าสินค้าเกินกว่าราคาที่แท้จริงในอัตราร้อยละ 3 จำเลยจึงต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนที่จำเลยเรียกรับจากบริษัท อ. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. จึงหาได้วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินในส่วนค่าเสียหายจากการสั่งซื้อสินค้าในอัตราร้อยละ 20 ของยอดการสั่งซื้อสินค้าทั้งหมด ของบริษัท ซ. เป็นค่าเสียหาย 1,818,172.88 บาท บริษัท ว. เป็นค่าเสียหาย 330,104.80 บาท ในฐานะลูกจ้างและตัวแทนของโจทก์เรียกและได้รับเงินผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการแผนกจัดซื้อและในฐานะตัวแทนของโจทก์จากบริษัท อ. เป็นเงิน 1,224,383 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. เป็นเงิน 5,360,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,733,160.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 8,733,160.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินที่ได้รับจากบริษัท อ. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. คืนแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการสั่งซื้อสินค้าบริษัท ซ. ในอัตราร้อยละ 18 ของยอดเงิน 9,090,864.40 บาท กับค่าเสียหายจากการสั่งซื้อสินค้าบริษัท ว. เป็นเงิน 330,104.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยใช้เงินที่จำเลยได้รับจากบริษัท อ. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. ให้แก่โจทก์ เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องข้อ 1 เกี่ยวกับสถานะของโจทก์ วัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจและโจทก์มีโครงการก่อสร้างอาคารโรงงานอีก 2 แห่ง โดยมอบหมายให้ลูกจ้างของโจทก์ช่วยเหลือดูแลการดำเนินโครงการจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะฝ่ายจัดซื้อต้องเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักรในการก่อสร้างโรงงานจำนวนมากและมีมูลค่าสูง ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อมีหน้าที่คัดสรร ตรวจสอบผู้จำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ คำฟ้องข้อ 2 บรรยายถึงสถานะของจำเลยและนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยเป็นอดีตลูกจ้างของโจทก์ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการแผนกจัดซื้อ มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการคัดสรร คัดเลือก ตรวจสอบผู้จำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ เปรียบเทียบราคาและบริการต่าง ๆ ให้ตรงตามความต้องการใช้งานของโจทก์ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจำเลยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของสัญญาจ้างและระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์ รักษาผลประโยชน์ของโจทก์ในการจัดซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ และต้องมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามคำสั่งของโจทก์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ต้องคัดสรร คัดเลือก และติดต่อประสานงานพบปะกับผู้จำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ จำเลยกระทำในฐานะตัวแทนของโจทก์ หากจำเลยได้รับเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดสืบเนื่องจากการเป็นตัวแทนของโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นตัวการทั้งสิ้น คำฟ้องข้อ 3 บรรยายถึงขั้นตอนการจัดซื้อสินค้าและบริการของโจทก์ คำฟ้องข้อ 4 บรรยายถึงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและประพฤติผิดสัญญาจ้างไม่เอื้อเฟื้อสอดส่องกิจการของโจทก์ด้วยความระมัดระวัง และกระทำการอันเป็นการขัดแย้งกับผลประโยชน์ของโจทก์ด้วยการแนะนำผู้จำหน่ายสินค้าที่ตนเองสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีส่วนได้เสียให้มาเป็นคู่ค้ากับโจทก์ เรียกรับเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นจากบรรดาผู้จำหน่ายสินค้าหรือบริการของโจทก์ และนำเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเอง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยคำฟ้องข้อ 4.1 บรรยายกรณีจำเลยแนะนำบริษัท ซ. และบริษัท ว. ให้เข้ามาเป็นคู่ค้ากับโจทก์ แต่จำเลยปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญโดยมีเจตนาทุจริตต่อโจทก์และมีผลประโยชน์ทับซ้อน คำฟ้องข้อ 4.2 บรรยายกรณีจำเลยเรียกรับเงินผลประโยชน์จากบริษัท อ. โดยอ้างว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ในการสรรหาคัดเลือกผู้จำหน่ายสินค้าและบริการ ตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและเปรียบเทียบราคาและสั่งซื้อสินค้า เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการเป็นตัวแทนของโจทก์ดังกล่าว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนแก่โจทก์ทั้งสิ้น โจทก์ตรวจสอบหลักฐานพบว่าจำเลยเรียกรับผลประโยชน์จากบริษัท อ. จากการที่จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทดังกล่าว และตอนท้ายของคำฟ้องข้อ 4.2 นี้ โจทก์บรรยายว่า จากการประพฤติปฏิบัติผิดสัญญาและทุจริตต่อหน้าที่ทำให้จำเลยได้รับเงินผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและในฐานะตัวแทนของโจทก์ไปจากบริษัท อ. เป็นเงินทั้งสิ้น 1,224,383 บาท ซึ่งจำเลยมีหน้าที่นำส่งเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย และโจทก์บรรยายคำฟ้องข้อ 4.3 ว่าจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์เรียกรับเงินผลประโยชน์จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. โจทก์ตรวจพบว่าจำเลยได้รับเงินจากห้างดังกล่าว 5,360,500 บาท จำเลยในฐานะลูกจ้างและในฐานะตัวแทนของโจทก์ได้รับเงินหรือผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและตัวแทนของโจทก์โดยทุจริตจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. จึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย และโจทก์บรรยายคำฟ้องข้อ 5 สรุปค่าเสียหายที่เรียกร้องจากจำเลยแต่ละรายการ เห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2 ได้อ้างไว้ว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงาน และคำฟ้องในข้อ 4 โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและประพฤติผิดสัญญาจ้าง แม้คำฟ้องข้อ 4.2 ในตอนต้นโจทก์จะบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ก็ตาม แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องข้อ 4.2 นี้ โจทก์ก็ยังบรรยายเน้นย้ำว่าการประพฤติปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานและทุจริตต่อหน้าที่ของจำเลยทำให้จำเลยได้รับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและตัวแทนของโจทก์ไปจากบริษัท อ. ส่วนคำฟ้องข้อ 4.3 โจทก์ก็ได้บรรยายมาด้วยว่าจำเลยในฐานะลูกจ้างและในฐานะตัวแทนของโจทก์ได้รับเงินหรือผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการแผนกจัดซื้อและตัวแทนของโจทก์โดยทุจริตจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. ไปเป็นเงิน 5,360,500 บาท จำเลยจึงมีหน้าที่ส่งเงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ในข้อ 4.2 และข้อ 4.3 หาได้บรรยายมาแต่เพียงว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์เพียงประการเดียวไม่ แต่คำฟ้องดังกล่าวเป็นการบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ผิดสัญญาจ้างแรงงานและกระทำละเมิดต่อโจทก์มาด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีส่วนนี้ว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานและกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชำระเงินค่าสินค้าเกินกว่าราคาที่แท้จริงในอัตราร้อยละ 3 จำเลยจึงต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนที่จำเลยเรียกรับจากบริษัท อ. และห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. จึงหาได้วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดั่งที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยมาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดคืนเงินที่จำเลยรับมาจากทั้งสองนิติบุคคลดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินที่จำเลยเรียกรับจากบริษัท อ. 1,224,383 บาท และในส่วนที่จำเลยเรียกรับผลประโยชน์จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. 5,360,500 บาท ให้แก่โจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายแก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าเสียหายในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดใช้เงินส่วนที่เรียกรับจากบริษัท อ. 1,224,383 บาท และส่วนที่จำเลยเรียกรับจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. 5,360,500 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวและในต้นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 เมษายน 2562) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 35 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรพล ชลสาคร
- นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2566
#691590
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้ว ได้มี พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ประกาศใช้บังคับ โดยมาตรา 134 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ยังคงบัญญัติให้ผู้แข่งรถในทางเป็นความผิดอยู่ และมาตรา 134/1 ที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติให้ผู้จัด หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางเป็นความผิด กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตามมาตรา 134 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม) แต่อัตราโทษตามมาตรา 160 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่ากฎหมายเดิม และโทษตามมาตรา 160 ทวิ วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกและปรับสูงกว่ากฎหมายเดิม ดังนั้น โทษตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 17 ส่วนการที่บทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) มีส่วนที่เป็นคุณในเรื่องการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ที่บัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ซึ่งเป็นคุณกว่าบทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (เดิม) ที่บัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนโดยไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุดไว้ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวของจำเลย จำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น แม้บทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย แต่ก็ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 134, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46, 83 ริบรถยนต์ ของกลางพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย และสั่งให้จำเลยทำทัณฑ์บนตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134 วรรคสอง (ที่ถูก วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 160 ทวิ จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ (ที่ถูก ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอริบรถยนต์ของกลาง และคำขอสั่งจำเลยให้ทำทัณฑ์บน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษกักขังจำเลย 1 เดือนแทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ไม่ลงโทษปรับ (ที่ถูก ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่ลงโทษปรับให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23) เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ออกโดยนายทะเบียนจังหวัดระยองของจำเลยริบรถยนต์ ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเพียงใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปในที่จัดแข่งเท่านั้น มิได้ใช้ในการแข่งรถนั้น เห็นว่า ความผิดที่โจทก์ฟ้อง มิใช่ความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยร่วมกันจัด สนับสนุน หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถและร่วมกันแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย เนื่องจากต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาหรือประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลย รวมทั้งการกำหนดวิธีการคุมความประพฤติที่เหมาะสมแก่จำเลย อันเป็นอำนาจศาลที่จะรับฟังรายงานของพนักงานคุมประพฤติโดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานประกอบตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 31 เท่านั้น หาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่จะนำมาเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยความผิดให้แตกต่างจากการกระทำที่ถูกฟ้องได้ การที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปในที่จัดแข่ง มิได้ใช้ในการแข่งรถในทำนองเดียวกับที่ให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤตินั้น จึงเป็นการฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ผิดไปจากที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงมาตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ย่อมเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่นำรถยนต์ของกลางมาใช้เข้าร่วมแข่งขันเพื่อประลองความเร็วบนถนนสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกันในเวลากลางคืน นอกจากทำให้ประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงและผู้ที่ใช้รถสัญจรไปมาเกิดความเดือดร้อนรำคาญแล้วยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทางดังกล่าว นับเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนรำคาญของผู้อื่น และไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง อันเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องดูแลบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างในฎีกา ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า สมควรริบรถยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการร่วมกันจัด สนับสนุนหรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถ และร่วมกันแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) การที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางมาใช้แข่งในทางสาธารณะนอกจากเป็นการกระทำซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทางร่วมกับจำเลยแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง และก่อให้เกิดความไม่สงบสุขในสังคม แม้จำเลยจะมีความจำเป็นในการใช้รถยนต์ของกลางเพื่อประกอบสัมมาชีพ แต่การริบรถยนต์ของกลางเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเป็นการป้องปรามมิให้มีการกระทำความผิดในลักษณะเช่นเดียวกันอีกย่อมเป็นวิธีการที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ริบรถยนต์ของกลางมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้ว ได้มีพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ประกาศใช้บังคับ โดยมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 134 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยมาตรา 134 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดแข่งรถในทางเว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรวรรคสอง ..." และมาตรา 10 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 134/1 และมาตรา 134/2 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยมาตรา 134/1 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใด จัด โฆษณา ประกาศ ชักชวน หรือดำเนินการด้วยวิธีการใดเพื่อให้มีการแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 134 ..." เช่นนี้ มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้ผู้แข่งรถในทางเป็นความผิดอยู่ และมาตรา 134/1 ยังคงบัญญัติให้ผู้จัด หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางเป็นความผิด กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตาม มาตรา 134 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ส่วนอัตราโทษและการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่นั้น พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 มาตรา 30 ให้ยกเลิกความในมาตรา 160 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งตามมาตรา 160 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 134 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่" และวรรคสองบัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 134/1 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 160 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จึงมีระวางโทษปรับขั้นต่ำสูงกว่ากฎหมายเดิมและโทษตามมาตรา 160 ทวิ วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกและปรับสูงกว่ากฎหมายเดิม ดังนั้น โทษตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 17 ส่วนการที่บทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) มีส่วนที่เป็นคุณในเรื่องการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ที่บัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ซึ่งเป็นคุณกว่าบทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (เดิม) ที่บัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนโดยไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุดไว้ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวของจำเลย จำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น แม้บทบัญญัติมาตรา 160 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่) มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยแต่ก็ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 17
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 134 (เดิม) ม. 134 (ที่แก้ไขใหม่) ม. 134/1 ม. 160 ทวิ (เดิม) ม. 160 ทวิ (ที่แก้ไขใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงระยอง — นายติมศักดิ์ บุญอากาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ช่อมณี
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1595/2566
#692032
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์โดยรับเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อไว้โดยสุจริต เมื่อกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อยังเป็นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ภายหลังจากทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดมูลฐาน ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งรถยนต์ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อได้ แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานมาชำระเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ก่อนที่จะบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบที่จะคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เสียทีเดียว แต่ชอบที่จะคืนเงินลงทุนที่ยังเหลืออยู่ภายหลังหักเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 แล้ว โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต้องดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์ แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ไม่เกินเงินลงทุนที่ยังขาดอยู่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้หักเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเท่ากับเป็นการให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ใช้หรือรับประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ในระหว่างเช่าซื้อโดยไม่เสียค่าตอบแทน เป็นการเสียหายแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินดังกล่าวพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51

ผู้คัดค้านทั้งสี่ ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 4 รายการ พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้าและรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ ออกขายทอดตลาด แล้วให้หักเงินจำนวน 365,267.22 บาท และ 850,368.06 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองและที่คู่ความทุกฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ลักลอบค้าสัตว์ป่า (ตัวนิ่ม) โดยเป็นเครือข่ายเกี่ยวข้องกับนายสุริยชัยหรือถัง ซึ่งเป็นนายทุนลักลอบค้าไม้พะยูงและลักลอบค้าสัตว์ป่า (ตัวนิ่ม) โดยทำหน้าที่จัดหาตัวนิ่มและรถยนต์บรรทุกตัวนิ่ม และได้ใช้บัญชีของบุคคลอื่นในการโอนเงิน รับโอนเงิน เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตรวจยึดทรัพย์สินได้ อันเป็นการกระทำซึ่งเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง (ตัวนิ่ม) โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 อันเป็นความผิดมูลฐานและเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 3 (15) และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเป็นกรณีมีหลักฐานเชื่อว่าทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 1,156,000 บาท พร้อมดอกผล เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมีมติเห็นชอบให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับแหวนเพชร 2 วง ทรัพย์สินรายการที่ 3 และที่ 4 ยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวนี้ตกเป็นของแผ่นดิน

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ขายทอดตลาดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ แล้วให้หักเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเป็นเงินดาวน์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ทั้งสองคันเป็นเงิน 365,267.22 บาท และ 850,368.06 บาท ตามลำดับ ให้ตกเป็นของแผ่นดินชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการให้เช่าซื้อรถยนต์แก่บุคคลทั่วไป และจากผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้จากการค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง (ตัวนิ่ม) ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้ามาชำระเงินดาวน์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวดเดือนแต่ละเดือนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ก็ตาม แต่กรณีเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อและรับเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อนั้นไว้โดยสุจริตไม่ทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวมาชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เมื่อกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อยังเป็นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ทั้งผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 และวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 ภายหลังจากที่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งรถยนต์ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าซื้อดังกล่าวได้ แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นมาชำระเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ก่อนที่จะบอกเลิกสัญญาแก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเงิน 365,267.22 บาท และ 850,368.06 บาท ตามลำดับ เช่นนี้จึงไม่ชอบที่จะคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เสียทีเดียวได้ แต่ชอบที่จะคืนเงินลงทุนที่ยังเหลืออยู่ภายหลังหักเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 แล้ว เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 กับผู้คัดค้านที่ 1 รถยนต์ที่ให้เช่าซื้อนั้นมีราคาเงินสดหักเงินดาวน์แล้วผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ใช้เงินลงทุนในการให้เช่าซื้อรถยนต์แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเงิน 704,908.41 บาท และ 643,229.91 บาท ตามลำดับ โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระไป ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 มีสิทธิเรียกเก็บจากผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 แล้วบางส่วน ในส่วนที่ยังขาดอยู่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 มีสิทธิได้รับคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม อยู่แล้ว ซึ่งเมื่อการเช่าซื้อมีกำหนดระยะเวลาชำระเป็นงวดรายเดือน 72 งวด และ 60 งวด ตามลำดับ และค่าเช่าซื้อในส่วนที่เป็นราคารถยนต์ที่เช่าซื้องวดละ 12,257.94 บาท และ 12,114.95 บาท ตามลำดับ ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 มาแล้ว 18 งวด และ 50 งวด เป็นเงิน 220,642.92 บาท และ 605,747.50 บาท ตามลำดับ คงเหลือเป็นเงินลงทุนของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ที่ยังขาดอยู่ซึ่งผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 มีสิทธิจะได้รับ 484,265.49 บาท 37,482.41 บาท จึงต้องคืนราคารถยนต์ที่ให้เช่าซื้อตามสิทธิของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต้องดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์ที่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ให้เช่าซื้อแก่ผู้คัดค้านที่ 1 แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ไม่เกิน 484,265.49 บาท และ 37,482.41 บาท พร้อมดอกผล ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้หักเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนที่เหลือ (หากมี) ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเท่ากับเป็นการให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ใช้หรือรับประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ในระหว่างเช่าซื้อโดยไม่เสียค่าตอบแทน เป็นการเสียหายแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ที่ให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้คัดค้านที่ 3 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้หักเงินจำนวน 365,267.22 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า ตกเป็นของแผ่นดิน ถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา ต้องชำระค่าขึ้นศาล 7,305 บาท แต่ผู้คัดค้านที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกินมา จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่ผู้คัดค้านที่ 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ไม่เกิน 484,265.49 บาท และ 37,482.41 บาท ตามลำดับ หากมีเงินเหลือพร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 3 เสียเกิน 7,305 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อำนาจ โชติชะวารานนท์
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2566
#694169
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดก และบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกอันมีลักษณะเป็นการที่โจทก์เข้ามามีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในกองมรดกผ่านทางส่วนแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยจะได้รับ โดยโจทก์มิได้เป็นทนายความ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นญาติกับเจ้ามรดกหรือจำเลย เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้อื่นโดยที่โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายแต่วัตถุประสงค์แห่งสัญญาว่าจ้างดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 88,797,587.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 74,742,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์คืนเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 14,649,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องทั้งสองศาล และค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ ให้ตกเป็นพับทั้งสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต บิดา ตกลงจ่ายค่าดำเนินการให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 30 ของทรัพย์มรดกส่วนของจำเลยที่ติดตามมาได้ แต่ถ้าดำเนินการไม่สำเร็จจะไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมกับมอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการติดตาม รวบรวมทรัพย์มรดก โจทก์จัดให้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งมรดกโดยโจทก์จัดหาทนายความและออกค่าใช้จ่ายให้จำเลย จำเลยได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกเป็นที่ดิน 5 แปลง ต่อมาโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ค่าบริการโดยจำเลยตกลงจ่ายให้โจทก์เป็นเงิน 9,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด และจำเลยชำระเงินแก่โจทก์แล้ว 6,000,000 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกปัญหาว่าสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต และบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า ถึงแม้จำเลยจะให้การต่อสู้แต่เพียงว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตกเป็นโมฆะ โดยมิได้ให้การชัดแจ้งว่า ขณะทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกนายสาธิต จำเลยมีคดีพิพาทหรือฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของนายสาธิตกับทายาทคนอื่นเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา หรือโจทก์จัดหาทนายความและออกค่าใช้จ่ายให้จำเลยเป็นความฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีกับทายาทอื่นก็ตาม แต่ปัญหาว่าสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิตและบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการ มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตาม ทรัพย์มรดกของนายสาธิต และบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการมีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ขณะจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิตในวันที่ 24 พฤษภาคม 2558 จำเลยยังไม่มีคดีฟ้องร้องกับทายาทคนอื่น ๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายสาธิต แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากที่นายสาธิตถึงแก่ความตาย บรรดาทายาทของนายสาธิตได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือ นายชาญณรงค์และจำเลย ฝ่ายที่สองคือ นางสาวเจียมจิตร์ นางสาวสุนิสา นางสาววนิดา นางสาวสุภาพร และนายวสันต์ โดยในปี 2555 นายชาญณรงค์และนางศิริวรรณ ภริยาได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวสันต์และนางสาวเจียมจิตร์ ในข้อหายักยอกโฉนดที่ดิน 11 ฉบับ โดยมีการโต้เถียงกันเกี่ยวกับที่ดินตามโฉนดที่ดินทั้ง 11 แปลง ว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายสาธิตหรือไม่ตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 922/2556 ของศาลแขวงนนทบุรี ซึ่งต่อมาในปี 2556 เมื่อนายชาญณรงค์และจำเลยยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของนายสาธิต นายวสันต์และนางสาวเจียมจิตร์ทายาทอีกฝ่ายหนึ่งก็ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดี จนในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยและนายวสันต์ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายสาธิต อันแสดงให้เห็นว่า ขณะที่จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต จำเลยและบรรดาทายาทคนอื่นของนายสาธิตมีปัญหากันเรื่องทรัพย์มรดกของนายสาธิตอยู่ก่อนแล้ว แม้ตามบันทึกข้อตกลงจะระบุเพียงว่า ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการติดตามทรัพย์มรดกก็ตาม แต่ในวันที่ 8 มิถุนายน 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เพียง 15 วัน จำเลยได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์มีอำนาจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก หรือโต้แย้งสิทธิ หรือหน้าที่ของทายาทของนายสาธิตทั้งทางแพ่งและทางอาญา รวมทั้งให้มีอำนาจเข้าร่วมประชุมทายาทของนายสาธิตในการจัดการทรัพย์มรดกพร้อมกับระบุให้โจทก์มีอำนาจ 1. รวบรวมทรัพย์ที่ได้มาทั้งหมด แบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้จำเลยและนายชาญณรงค์ ส่วนค่าดำเนินการของโจทก์ให้หัก 30 เปอร์เซ็นต์ จากส่วนที่จำเลยได้รับมา ส่วนค่าดำเนินการต่าง ๆ โจทก์จะเป็นผู้ชำระเองทั้งหมด รวมถึงการขอตรวจสอบ...วางเงิน วางค่าใช้จ่ายต่อศาล... และให้มีอำนาจถอนการแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ คำร้อง คำขอ คำแถลง คำบอกกล่าวหรือถ้อยคำดังกล่าวข้างต้นได้ด้วย 2. ฟ้องร้องดำเนินคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เข้าเป็นโจทก์ร่วม/จำเลยร่วมกับพนักงานอัยการ ยื่นคำให้การ แก้ต่าง ฟ้องแย้ง ร้องสอด ตลอดจนชั้นบังคับคดี เบิกความต่อศาลและดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิได้ด้วย... จนกว่าคดีจะถึงที่สุด และ 3. ให้โจทก์มีอำนาจในการแต่งตั้งทนายความคนเดียวหรือหลายคนโดยให้ทนายความที่ได้รับแต่งตั้งดำเนินคดีไปในทางจำหน่ายสิทธิ... รวมถึงการเพิกถอนการแต่งตั้งทนายความด้วย ซึ่งโจทก์เองก็เบิกความยอมรับว่า โจทก์รับที่จะดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เจรจา ไกล่เกลี่ยเพื่อขอแบ่งทรัพย์มรดกจากนางสาวเจียมจิตร์ นายวสันต์และทายาทคนอื่นที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยและนายชาญณรงค์ โดยโจทก์จะดำเนินการต่าง ๆ หากต้องมีการฟ้องคดีในศาลโจทก์จะเป็นผู้จัดหาทนายความ จ่ายค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี โดยจำเลยและนายชาญณรงค์จะต้องจ่ายค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้โจทก์ตามที่ตกลงกัน สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์และจำเลย จึงมิได้เป็นเพียงการว่าจ้างให้โจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิตเท่านั้น หากแต่เป็นการให้โจทก์มีอำนาจในการเจรจาไกล่เกลี่ยฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาเพื่อให้จำเลยได้มาซึ่งส่วนแบ่งทรัพย์มรดก โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายค่าดำเนินการต่าง ๆ ไปก่อน ทั้งตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวยังระบุถึงค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับว่าคิดเป็นเงิน 30 เปอร์เซ็นต์ ของทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยได้รับ แต่ถ้าดำเนินการไม่สำเร็จ โจทก์จะไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนี้ ค่าตอบแทน 30 เปอร์เซ็นต์ ที่โจทก์จะได้รับจะมีจำนวนมากน้อยเพียงใดจึงไม่แน่นอนหากแต่ผันแปรไปตามจำนวนทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยได้รับ และหากจำเลยไม่ได้รับทรัพย์มรดก โจทก์ก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทน อันมีลักษณะเป็นการที่โจทก์เข้ามามีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในกองมรดกของนายสาธิตผ่านทางส่วนแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยจะได้รับ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิได้เป็นทนายความ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นญาติกับนายสาธิตหรือจำเลย จึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้อื่นโดยที่โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่วัตถุประสงค์แห่งสัญญาว่าจ้างดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และโจทก์ย่อมไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายและค่าบริการที่สืบเนื่องมาจากสัญญาว่าจ้างที่เป็นโมฆะซึ่งไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น ๆ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางสาวรสวันต์ ใจพันธุมาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1574/2566
#691369
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าข้อ 10.3 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้เช่าบอกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญาเช่า สอดคล้องกับข้อ 3.2 ซึ่งกำหนดว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า โดยเหตุจากการกระทำผิดสัญญาของผู้เช่าหรือผู้เช่าขอเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดระยะเวลา ผู้เช่าตกลงให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิยึดเงินประกันได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้สัญญาเช่าข้อ 11 ยังระบุว่า เมื่อสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุครบกำหนดสัญญาแล้ว ไม่มีการต่อสัญญาออกไปตามข้อ 9 หรือโดยการบอกเลิกสัญญาตามข้อ 10 หรือด้วยเหตุอื่นใด ผู้ให้เช่ามีสิทธิดังต่อไปนี้ ข้อ 11.1 ผู้ให้เช่ามีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ทันที โดยมิจำเป็นต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าทราบก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ให้เช่ามีสิทธิครอบครองยึดหน่วง และขนย้ายทรัพย์สินทั้งปวงที่อยู่ในทรัพย์สินที่เช่าออกไป รวมทั้งมีสิทธิดำเนินการให้ผู้อื่นเช่าทรัพย์สินที่เช่าต่อไปด้วย และสัญญาจ้างบริการข้อ 8 ยังกำหนดให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการใช้บริการได้ในกรณีสัญญาจ้างบริการสิ้นสุดโดยเหตุแห่งการผิดสัญญาของจำเลย แสดงให้เห็นว่าหากการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวมิได้เป็นความผิดของโจทก์ จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยให้จำเลยชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา แม้ว่าจำเลยจะมิได้ครอบครองใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าอีกต่อไป รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการเช่าและเงินประกันการใช้บริการดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ถือว่าเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 ดังนั้น การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าและสัญญาจ้างบริการก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์ จึงมีผลให้สัญญาเลิกกันตามสัญญาเช่าข้อ 10.3 เมื่อคู่สัญญาได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแต่อย่างใดไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระเสมือนหนึ่งเป็นการเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาที่เลิกกันไปแล้วหาได้ไม่ คงเรียกได้แต่ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลยที่บอกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญาโดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 802,547.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 769,758.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 32,788.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 426,798.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 411,798.83 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 สิงหาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 71,941.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ก. ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนโจทก์ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในอาคาร ค. เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ชั้น 10 โซน C2 เนื้อที่ 157 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในอาคาร ค. กับโจทก์ กำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 อัตราค่าเช่ารายเดือน 228 บาท ต่อ 1 ตารางเมตร คิดเป็นค่าเช่า 35,796 บาท ต่อเดือน โดยจำเลยวางเงินประกันการเช่า 107,388 บาท นอกจากนี้ จำเลยทำสัญญาจ้างบริการในสำนักงานและอาคารดังกล่าวกับโจทก์ ซึ่งให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าอาคาร อัตราค่าบริการรายเดือน 152 บาท ต่อ 1 ตารางเมตร คิดเป็นค่าบริการ 23,864 บาท ต่อเดือน ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจำเลยวางเงินประกันการใช้บริการ 71,592 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 จำเลยมีหนังสือยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาจ้างบริการดังกล่าวไปยังโจทก์ โดยที่ยังไม่ครบกำหนดอายุสัญญาเช่าและไม่ใช่ความผิดของโจทก์ และวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวให้ชำระค่าเช่า ค่าบริการ และค่าเสียหายไปยังจำเลย สำหรับค่าเสียหายในส่วนค่าเช่าเดือนมกราคม 2562 จำนวน 35,796 บาท ค่าบริการเดือนมกราคม 2562 จำนวน 23,864 บาท ค่าไฟฟ้าและค่าบริการจอดรถ จำนวน 1,209.67 บาท และ 5,071.80 บาท ตามลำดับ และค่าปรับเนื่องจากชำระค่าเช่าและค่าบริการตามสัญญาจ้างบริการล่าช้า 6,000 บาท รวมเป็นเงิน 71,941.47 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดนั้น คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ฎีกาโต้แย้ง ค่าเสียหายในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยทำให้สัญญาเช่าและสัญญาจ้างบริการเลิกกันหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดในค่าเช่าและค่าบริการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่า ข้อ 10 เรื่องการเลิกสัญญา ได้กำหนดสิทธิในการเลิกสัญญาไว้ โดยข้อ 10.1 และ 10.2 กำหนดสิทธิในการเลิกสัญญาของผู้ให้เช่ากรณีผู้เช่าผิดสัญญาส่วนข้อ 10.3 กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่ผู้เช่าบอกยกเลิกสัญญานี้ก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญาเช่า สอดคล้องกับข้อ 3.2 เรื่องค่าเช่าและเงินประกันการเช่า ซึ่งกำหนดว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า โดยเหตุจากการกระทำผิดสัญญาของผู้เช่าหรือผู้เช่าขอเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดระยะเวลา ผู้เช่าตกลงให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิยึดเงินประกันดังกล่าวได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้ตามสัญญาเช่า ข้อ 11 ยังระบุว่า "เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุครบกำหนดสัญญาแล้ว ไม่มีการต่อสัญญาออกไปตามข้อ 9 หรือโดยการบอกเลิกสัญญาตามข้อ 10 หรือด้วยเหตุอื่นใด ผู้ให้เช่ามีสิทธิดังต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง 11.1 ผู้ให้เช่ามีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ทันทีโดยมิจำเป็นต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าทราบก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ให้เช่ามีสิทธิครอบครองยึดหน่วง และขนย้ายทรัพย์สินทั้งปวงที่อยู่ในทรัพย์สินที่เช่าออกไป... รวมทั้งมีสิทธิดำเนินการให้ผู้อื่นเช่าทรัพย์สินที่เช่าต่อไปด้วย..." และสัญญาจ้างบริการ ข้อ 8 ยังกำหนดให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการใช้บริการได้ในกรณีสัญญาจ้างบริการสิ้นสุดโดยเหตุแห่งการผิดสัญญาของจำเลย แสดงให้เห็นว่า หากการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวมิได้เป็นความผิดของโจทก์ ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงได้กำหนดค่าเสียหายไว้ โดยให้จำเลยชำระค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา แม้ว่าจำเลยจะมิได้ครอบครองใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าอีกต่อไป รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการเช่าและเงินประกันการใช้บริการดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ถือว่าเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ประกอบกับนางสาวกุลสรา ผู้จัดการโจทก์ ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า เมื่อจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิกลับเข้าครอบครองพื้นที่ตามสัญญาเช่า ข้อ 11.1 และนายนิวัฒน์ ซึ่งเป็นบุคลากรในการดูแลบริหารอาคารของโจทก์ ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า ในช่วงสิ้นเดือนธันวาคม 2561 พนักงานทุกคนของจำเลยนำคีย์การ์ดที่ใช้ในการเข้าออกอาคารมาคืนแก่พยาน พยานทราบว่ามีการเลิกสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทแล้ว จึงรับคีย์การ์ดคืนจากพนักงานของจำเลย หลังจากนั้นพยานก็ไม่เห็นพนักงานของจำเลยเข้ามาในพื้นที่พิพาทและจำเลยก็ไม่ได้ใช้บริการต่าง ๆ ของอาคาร เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ตลอดจนสถานที่จอดรถ ดังนั้น การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าและสัญญาจ้างบริการก่อนหมดอายุสัญญา โดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์ จึงมีผลให้สัญญาเลิกกันตามสัญญาเช่า ข้อ 10.3 เมื่อคู่สัญญาได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแต่อย่างใดไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระเสมือนหนึ่งเป็นการเรียกให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาที่เลิกกันไปแล้วหาได้ไม่ คงเรียกได้แต่ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของจำเลยที่บอกเลิกสัญญาก่อนหมดอายุสัญญาโดยมิได้เป็นความผิดของโจทก์เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ให้จำเลยรับผิดในค่าเช่าและค่าบริการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 และให้โจทก์มีสิทธิยึดเงินประกันการเช่าและเงินประกันการใช้บริการโดยเห็นว่าเป็นค่าเสียหายที่พอสมควรแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ค. โดยบริษัท ห.
จำเลย — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวธัญลักษณ์ กมลมุนีโชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2566
#690167
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ให้ผู้ต้องขังชาย ด. เป็นผู้เขียนอุทธรณ์ และผู้ต้องขังชาย ด. ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ไว้ท้ายฟ้องอุทธรณ์ โดยผู้ต้องขังชาย ด. มิได้เป็นทนายความ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยพลั้งเผลอที่ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงผิดพลาดไป อันจะทำให้ฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้อง มีข้อบกพร่องเกิดขึ้น แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ฟ้องอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ตรวจพบข้อบกพร่องว่ามีบุคคลซึ่งมิได้จดทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นทนายความและไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้น ตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 ที่ให้มีอำนาจเรียงฟ้องอุทธรณ์ เป็นผู้เขียนฟ้องอุทธรณ์และลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงในฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 สั่งให้จำเลยที่ 2 แก้ไขข้อบกพร่องเรื่องดังกล่าวในฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 6, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 5,000,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 3,333,333.33 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินคนละ 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาลหรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้องหรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาล...แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็สามารถที่จะลงลายมือชื่อเป็นผู้ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 ให้ผู้ต้องขังชายดำรงศักดิ์เป็นผู้เขียนอุทธรณ์ และผู้ต้องขังชายดำรงศักดิ์ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ไว้ท้ายฟ้องอุทธรณ์ โดยผู้ต้องขังชายดำรงศักดิ์มิได้เป็นทนายความ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยพลั้งเผลอที่ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงผิดพลาดไป อันจะทำให้ฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้อง มีข้อบกพร่องเกิดขึ้น แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ฟ้องอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ตรวจพบข้อบกพร่องว่ามีบุคคลซึ่งมิได้จดทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นทนายความและไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้น ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 ที่ให้มีอำนาจในการเรียงฟ้องอุทธรณ์ เป็นผู้เขียนฟ้องอุทธรณ์และลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงในฟ้องอุทธรณ์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 สั่งให้จำเลยที่ 2 แก้ไขข้อบกพร่องเรื่องดังกล่าวในฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เนื่องจากเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 2 แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดและเมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 2 แก้ไขข้อผิดพลาดในเรื่องลงชื่อผู้เรียง แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 215
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายเจนรบ นครสุต
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล ชูวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ กลับอำไพ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ปัญญา ช่อมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2566
#701881
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นผู้ให้บริการในการที่ผู้เอาประกันภัยเข้าทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ โจทก์จึงมิได้เป็นตัวกลางผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อบำเหน็จ ค่าตอบแทนที่โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยต่อจ่ายให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อเป็นเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ ที่คำนวณโดยนำจำนวนเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นเป็นตัวตั้งและหักด้วยส่วนลดที่โจทก์เรียกว่า Fee and Commission Income Local สำหรับการประกันภัยต่อในประเทศ และเรียกว่า Fee and Commission Income Non Local สำหรับการประกันภัยต่อในต่างประเทศตามอัตราที่ตกลงกันไว้ ซึ่งมีอัตราหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับอัตราส่วนความเสียหายและความเสี่ยงในแต่ละสัญญาประกันภัย บริษัทผู้รับประกันภัยต่อจึงได้รับเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิเป็นค่าตอบแทนเพื่อความเสี่ยงตามสัญญาประกันภัยต่อ และเมื่อโจทก์มิใช่นายหน้าหรือผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อ ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไร จึงไม่ใช่ค่านายหน้า แต่เป็นเพียงตัวแปรในวิธีการคำนวณเพื่อให้ได้เบี้ยประกันภัยต่อสุทธิตามปกติธรรมเนียมประเพณีของธุรกิจประกันภัย และการที่โจทก์ทำสัญญาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่ออีกทอดหนึ่ง แยกต่างหากจากการทำสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัย โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยต่อจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการ ส่วนผู้รับประกันภัยต่ออยู่ในฐานะผู้ให้บริการ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อในกรณีที่โจทก์เอาประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ใช่ค่าบริการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (10) จึงมิใช่มูลค่าที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการอันเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79 วรรคหนึ่ง กรณีที่โจทก์เอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศ ถือว่าบริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศเป็นผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร เมื่อโจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยต่อให้บริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศโจทก์จึงมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศมีหน้าที่ต้องเสียตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83/6 (2) โดยไม่ต้องนำส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อดังกล่าวมารวมเป็นฐานภาษีเพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิก กลับ หรือแก้ไข หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 73.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงธันวาคม 2556 ยกเลิก กลับ หรือแก้ไข หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 73.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2557 ถึงธันวาคม 2557 ยกเลิก กลับ หรือแก้ไข หนังสือแจ้งประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 75.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงธันวาคม 2556 ยกเลิก กลับ หรือแก้ไข หนังสือแจ้งประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 75.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2557 ถึงธันวาคม 2557 ยกเลิก กลับ หรือแก้ไข คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/437-484/2561 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ยกเลิกการที่จำเลยนำภาษีซื้อยกยอดของโจทก์เป็นจำนวนทั้งหมด 2,482,330.65 บาท มาหักออกจากภาษีขายอันเป็นผลจากการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษี มีนาคม 2556 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 (ภพ 73.1)

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 73.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงธันวาคม 2557 และให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/437-484/2561 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ในส่วนที่เกี่ยวกับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว กับให้ยกเลิกการนำภาษีซื้อยกยอดของโจทก์จำนวน 2,482,330.65 บาท มาหักออกจากภาษีขาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่าอุทธรณ์ของจำเลยมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 รวม 24 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/437-484/2561 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ในส่วนที่เกี่ยวกับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวด้วย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจการประกันวินาศภัยทุกประเภท รวมทั้งการรับประกันภัยต่อและการเอาประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 รวม 24 ฉบับ และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 รวม 24 ฉบับ โจทก์ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 48 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 137,182,213.06 บาท วันที่ 17 มีนาคม 2560 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 48 ฉบับ ดังกล่าว เนื่องจากเป็นหนังสือแจ้งการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากจะประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 ขอให้งดเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 เนื่องจากโจทก์ไม่มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม และโจทก์ได้ให้ความร่วมมือแก่ทางราชการด้วยดีตลอดมา วันที่ 19 ตุลาคม 2561 โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.3)/437-484/2561 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ซึ่งมีมติให้ยกอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 จนถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 พิพาทรวม 24 ฉบับ ที่ให้โจทก์รับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) บัญญัติว่า "บริการ" หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า..." มาตรา 79 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ..." วรรคสาม บัญญัติว่า "มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึง (1) ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการและได้หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว... (4) ค่าตอบแทนที่มีลักษณะและเงื่อนไขตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 862 ได้กำหนดนิยามของคำว่า "ผู้รับประกันภัย" หมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ คำว่า "ผู้เอาประกันภัย" หมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย กรณีนายหน้า มาตรา 845 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้าเพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จ..." และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ได้กำหนดนิยามของคำว่า "นายหน้าประกันวินาศภัย" หมายความว่า ผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับบริษัท โดยกระทำเพื่อบำเหน็จเนื่องจากการนั้น ทางพิจารณาโจทก์มีนายสุเทพ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนางสาวดวงใจ ผู้จัดการส่วนอาวุโสบัญชีทั่วไป เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า การประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของโจทก์แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 โจทก์ให้บริการประกันวินาศภัยโดยออกกรมธรรม์ประกันวินาศภัยให้แก่ลูกค้าผู้เอาประกันภัย เพื่อคุ้มครองภัยตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย ในส่วนนี้โจทก์จะเป็นผู้ให้บริการประกันวินาศภัย และส่วนที่ 2 กรณีที่จำนวนเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ที่โจทก์ออกให้ลูกค้าสูงเกินที่โจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยลำพังในกรณีที่เกิดภัย โจทก์จะบริหารความเสี่ยงของตนโดยเข้าทำสัญญาประกันภัยต่อ (Reinsurance) กับบริษัทผู้ประกอบกิจการประกันวินาศภัยรายอื่นทั้งที่เป็นบริษัทผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ โดยในกรณีนี้โจทก์จะมีสถานภาพเป็นลูกค้าผู้เอาประกันภัยต่อ (Reinsured หรือ Reassured หรือ Cedant หรือ Ceding Company) ส่วนบริษัทผู้รับประกันวินาศภัยต่อจะเป็นผู้ให้บริการแก่โจทก์ หรือที่เรียกว่า ผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurer) กรณีที่โจทก์ทำสัญญาประกันภัยต่อ หากเกิดภัยตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้น ผู้รับประกันภัยต่อจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ สำหรับการจ่ายเงินให้กับผู้รับประกันภัยต่อ โจทก์จะจ่ายค่าตอบแทนให้กับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อเป็นเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ ซึ่งมีวิธีการคำนวณโดยนำจำนวนเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยเป็นตัวตั้งและหักด้วยส่วนลดตามอัตราที่ตกลงกันไว้กับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ อันเป็นสูตรในการคำนวณค่าตอบแทนเป็นปกติตามธรรมเนียมประเพณีของธุรกิจประกันภัยนี้ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อจึงไม่ใช่ค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ และโจทก์ไม่เคยจ่ายเบี้ยประกันภัยต่อในส่วนที่เป็นส่วนลด ส่วนจำเลยมีนางสาวดวงใจ และนางธนัชพร เจ้าพนักงานของจำเลยเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อที่เกิดจากการที่ผู้เอาประกันภัยโดยตรงซื้อประกันภัยจากโจทก์ แล้วโจทก์ในฐานะบริษัทผู้เอาประกันภัยต่อจะหักส่วนลดจากการประกันภัยต่อไว้แล้วจึงโอนเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิให้บริษัทผู้รับประกันภัยต่อ ดังนั้นผู้ใช้บริการที่แท้จริงคือผู้เอาประกันภัยโดยตรง เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้น โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยต่อจะจ่ายค่าชดเชยให้ผู้เอาประกันภัยโดยตรงไปก่อน และเมื่อได้รับเอกสารแล้วจึงเรียกค่าชดเชยคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ บริษัทผู้รับประกันภัยต่อจึงเป็นผู้ให้บริการที่แท้จริง โดยมีโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทผู้เอาประกันภัยต่อเป็นผู้ประกอบการและให้บริการในฐานะตัวกลางในการจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น เมื่อรายการส่วนลดรับเบี้ยประกันภัยต่อในประเทศ โจทก์ระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า Fee and Commission Income Local และส่วนลดรับเบี้ยประกันภัยต่อในต่างประเทศ โจทก์ระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า Fee and Commission Income Non Local ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อจึงมีความหมายว่าเป็นค่านายหน้า ซึ่งเป็นมูลค่าที่โจทก์ในฐานะบริษัทผู้เอาประกันภัยต่อพึงได้รับจากเบี้ยประกันภัยต่อ ฐานภาษีสำหรับการให้บริการประกันภัยต่อของโจทก์จึงต้องรวมส่วนลดที่ได้หักออกจากค่าเบี้ยประกันภัยต่อด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยนำส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศที่โจทก์ลงบันทึกในบัญชีแยกประเภท (General Ledger) มาประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเห็นว่าส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อเป็นค่าบริการของโจทก์ที่โจทก์ต้องนำมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี จึงต้องพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้ให้บริการและส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อเป็นค่าบริการของโจทก์หรือไม่ ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดฐานภาษีสำหรับการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ได้นิยามความหมายของคำว่า นายหน้า ใจความว่าคือ ผู้ชี้ช่องให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัย โดยกระทำเพื่อบำเหน็จเนื่องจากการชี้ช่องนั้น ที่จำเลยอ้างว่า ระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัย โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยต่อเป็นเพียงตัวกลางในการจ่ายค่าชดเชยให้ผู้เอาประกันภัยแทนผู้รับประกันภัยต่อเท่านั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการรับประกันวินาศภัยของโจทก์กับผู้เอาประกันภัย แล้วเห็นได้ว่า โจทก์ให้บริการโดยทำสัญญารับประกันวินาศภัยกับผู้เอาประกันภัย โดยหากเกิดภัยตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย และเมื่อพิจารณาบันทึกถ้อยคำพยานโจทก์ของนายวัชรินทร์ รองกรรมการผู้จัดการด้านการเงินและการบัญชีของบริษัท ป. ผู้เอาประกันภัยที่ซื้อกรมธรรม์ประกันวินาศภัยจากโจทก์ได้ความว่า บริษัทได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์กรณีเกิดภัยหลายครั้ง เมื่อบริษัทได้รับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยจากโจทก์แล้ว บริษัทจะออกหนังสือปิดเรื่องให้แก่โจทก์เพื่อแสดงความตกลงยอมรับค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่ระบุและยืนยันว่าบริษัทไม่ได้ขอรับความคุ้มครองความเสียหายเดียวกันจากบริษัทประกันวินาศภัยรายอื่น บริษัทไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการที่โจทก์เอาประกันภัยต่อในส่วนของกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ออกให้กับบริษัท เพราะเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้รับประกันภัยต่อ โจทก์ไม่เคยแสดงออกว่าเป็นนายหน้าตัวแทนหรือคนกลางระหว่างบริษัทกับผู้รับประกันภัยต่อแต่อย่างใด ซึ่งจำเลยเองก็แถลงยอมรับบันทึกถ้อยคำพยานของพยานปากดังกล่าว และไม่ได้โต้แย้งรายละเอียดในบันทึกถ้อยคำพยานและเอกสารเกี่ยวกับการประกันวินาศภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงฟังได้ว่าในการทำสัญญาประกันภัยโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยเป็นคู่สัญญากับผู้เอาประกันภัยโดยตรง หากเกิดความเสียหายขึ้น โจทก์ต้องผูกพันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัย ส่วนลักษณะการประกอบการระหว่างโจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการ แต่โจทก์มีสถานภาพเป็นลูกค้าผู้เอาประกันภัยต่อ ในขณะที่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อเป็นผู้ให้บริการคุ้มครองความเสี่ยงภัยต่อโจทก์ โดยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์กรณีเกิดภัยตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โดยโจทก์มีบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าของนายอานนท์ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยประจำปี 2556 ถึงปี 2560 และประจำปี 2562 ถึงปี 2564 ที่อธิบายถึงลักษณะของสัญญาประกันภัยต่อ ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า สถานภาพของบริษัทผู้เอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อตามสัญญาประกันภัยต่อเป็นการให้บริการคุ้มครองความเสี่ยงของบริษัทประกันวินาศภัย เมื่อบริษัทผู้รับประกันวินาศภัยได้เข้าทำสัญญารับประกันความเสี่ยงให้แก่ลูกค้า แต่พิจารณาแล้วเห็นว่าเงินที่เอาประกันภัยไว้ตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยที่ตนออกให้แก่ลูกค้ามีจำนวนที่สูงก็จะกระจายความเสี่ยงบางส่วนไปยังบริษัทประกันวินาศภัยรายอื่นด้วยการเข้าทำสัญญาประกันภัยต่อ โดยบริษัทประกันวินาศภัยที่เป็นบริษัทผู้รับประกันภัยตรงให้แก่ลูกค้าตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นจะกลายเป็นลูกค้า เรียกว่า บริษัทผู้เอาประกันภัยต่อ และบริษัทประกันวินาศภัยรายที่รับกระจายความเสี่ยงภัยจะเรียกว่า บริษัทผู้รับประกันภัยต่อ การทำสัญญาประกันภัยต่อจะไม่มีผลเป็นการปลดภาระความรับผิดชอบของบริษัทผู้รับประกันภัยตรงตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นซึ่งยังต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นลูกค้าของตน ปรากฏตามแนวทางปฏิบัติในการจัดทำกลยุทธ์การบริหารการประกันภัยต่อสำหรับบริษัทประกันวินาศภัย ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และคู่มือบัญชีประกันวินาศภัย ที่ตีพิมพ์โดยสมาคมประกันวินาศภัย ซึ่งสอดคล้องกับสำเนาสัญญารับประกันภัยต่อระหว่างโจทก์กับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ ที่มีบริษัท อ. เป็นผู้รับประกันวินาศภัยต่อ ที่มีเพียงรายละเอียดความรับผิดระหว่างบริษัทผู้รับประกันวินาศภัยต่อที่มีต่อโจทก์โดยตรง หาได้มีข้อความแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ให้บริการใดแก่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อ หรือโจทก์เป็นผู้รับเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัย แล้วจะส่งต่อเบี้ยประกันภัยนั้นให้บริษัทผู้รับประกันภัยต่อโดยมีส่วนลดเบี้ยประกันภัยเป็นค่าบริการของโจทก์ตามข้ออ้างของจำเลยแต่อย่างใด ประกอบกับได้ความจากพยานจำเลยปากนางสาวดวงใจ เจ้าพนักงานของจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานไม่มีหลักฐานในการรับเงินจากผู้เอาประกันภัยทอดแรกและในการนำส่งเงินดังกล่าวให้ผู้รับประกันภัยต่อ และพยานไม่มีหลักฐานในการที่ผู้รับประกันภัยต่อได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยส่งต่อมายังโจทก์ และให้โจทก์นำส่งให้แก่ผู้เอาประกันภัย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นผู้ให้บริการในการที่ผู้เอาประกันภัยเข้าทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อโจทก์จึงมิได้เป็นตัวกลางผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อบำเหน็จดังที่จำเลยอ้าง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า บริษัทผู้รับประกันภัยต่อไม่ได้รับค่าเบี้ยประกันภัยต่อจากโจทก์เท่ากับความเสี่ยงที่ได้รับเบี้ยประกันภัยต่อ โดยโจทก์หักเป็นส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อไว้ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อ จึงถือเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากการให้บริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (5) (10) ไม่ว่าจะเรียกชื่อใด ๆ และต้องนำมารวมเป็นฐานภาษีในการคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 นั้น เห็นว่า พยานโจทก์ปากนายอานนท์ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำพยานที่บันทึกไว้ล่วงหน้าว่า ตามสัญญาประกันภัยต่อ ผู้รับประกันภัยต่อจะได้รับค่าตอบแทนที่เรียกว่า "เบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ" ซึ่งคำนวณโดยใช้จำนวนเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นเป็นตัวตั้ง หักด้วยส่วนลด (Reinsurance Commission) ตามอัตราที่ตกลงกันเพื่อให้ได้จำนวนเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิเสมอ ดังนั้นค่าตอบแทนที่ผู้รับประกันภัยต่อมีสิทธิได้รับ คือ เบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณตามปกติธรรมเนียมประเพณีในการทำสัญญาประกันภัยต่อในวงการประกันวินาศภัยทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ผู้รับประกันภัยต่อจะไม่มีการจ่ายส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อเป็นเงินสด หรือนำส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อไปหักกลบกับรายการใด ๆ ที่ผู้เอาประกันภัยต่อต้องชำระให้กับผู้รับประกันภัยต่อเนื่องจากส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อเป็นเพียงตัวเลขที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันในสูตรการคำนวณจำนวนค่าตอบแทนที่ผู้รับประกันภัยต่อมีสิทธิได้รับตามสัญญาประกันภัยต่อที่เรียกว่า "เบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ" เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า ค่าตอบแทนที่โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยต่อจ่ายให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อ เป็นเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ ที่คำนวณโดยนำจำนวนเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต้นเป็นตัวตั้งและหักด้วยส่วนลดที่โจทก์เรียกว่า Fee and Commission Income Local สำหรับการประกันภัยต่อในประเทศ และเรียกว่า Fee and Commission Income Non Local สำหรับการประกันภัยต่อในต่างประเทศตามอัตราที่ตกลงกันไว้ ซึ่งมีอัตราหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับอัตราส่วนความเสียหายและความเสี่ยงในแต่ละสัญญาประกันภัย บริษัทผู้รับประกันภัยต่อจึงได้รับเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิเป็นค่าตอบแทนเพื่อความเสี่ยงตามสัญญาประกันภัยต่อ และเมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าโจทก์มิใช่นายหน้าหรือผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อ ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไร จึงไม่ใช่ค่านายหน้า แต่เป็นเพียงตัวแปรในวิธีการคำนวณเพื่อให้ได้เบี้ยประกันภัยต่อสุทธิตามปกติธรรมเนียมประเพณีของธุรกิจประกันภัย และการที่โจทก์ทำสัญญาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่ออีกทอดหนึ่ง แยกต่างหากจากการทำสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัย โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยต่อจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการ ส่วนผู้รับประกันภัยต่ออยู่ในฐานะผู้ให้บริการ และเมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ว่าโจทก์ได้ให้บริการใด ๆ ต่อผู้รับประกันภัยต่อพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อในกรณีที่โจทก์เอาประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ใช่ค่าบริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (1) ดังนั้น ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อในกรณีที่โจทก์เอาประกันภัยต่อในประเทศและต่างประเทศจึงมิใช่มูลค่าที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการอันเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 วรรคหนึ่ง หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพิพาททั้ง 24 ฉบับ ดังกล่าวจึงไม่ชอบ และการที่จำเลยนำภาษีซื้อที่โจทก์มีสิทธิได้รับมาหักออกจากภาษีขายที่จำเลยประเมินไว้นั้นจึงไม่ชอบ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.75.1) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2556 จนถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 พิพาทรวม 24 ฉบับ ที่ให้โจทก์รับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า ในการประกอบกิจการประกันวินาศภัยของโจทก์ เมื่อโจทก์รับประกันวินาศภัยจากผู้เอาประกันภัยแล้ว เพื่อเป็นการคุ้มครองความเสี่ยงภัยของธุรกิจ โจทก์จะเอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อเพื่อที่โจทก์จะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทผู้รับประกันภัยต่อตามสัญญาประกันภัยต่อ กรณีที่โจทก์มีการเอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศ ถือว่าบริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศเป็นผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร เมื่อโจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยต่อให้บริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศ โจทก์จึงมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศมีหน้าที่ต้องเสียตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (2) ส่วนฐานภาษีที่โจทก์ต้องนำมาคำนวณเพื่อส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มต้องรวมส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อตามที่จำเลยฎีกาด้วยหรือไม่ นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (2) บัญญัติให้ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีเมื่อมีการชำระค่าบริการให้ผู้ประกอบการ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อเป็นตัวคำนวณหาค่าเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ผู้รับประกันภัยต่อ มิใช่ส่วนลดที่ผู้รับประกันภัยต่อลดให้โจทก์จากค่าเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิที่กำหนดไว้แล้ว อันจะนำมาเป็นค่าบริการของผู้รับประกันภัยต่อดังที่จำเลยอ้าง เมื่อส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อในกรณีที่โจทก์เอาประกันภัยต่อกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศไม่ใช่ค่าบริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) จึงมิใช่มูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทผู้รับประกันภัยต่อในต่างประเทศได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการตามมาตรา 79 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่ต้องนำส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อดังกล่าวมารวมเป็นฐานภาษีเพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (2) หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพิพาททั้ง 24 ฉบับ ดังกล่าวจึงไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในส่วนที่จำเลยอ้างว่า ก่อนประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 207) ที่กำหนดให้มูลค่าของการให้บริการรับประกันวินาศภัยต่อตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย ทั้งนี้ เฉพาะส่วนลดประกันภัยต่อที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการประกันภัยต่อได้หักออกจากค่าเบี้ยประกันภัยต่อไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีมีผลใช้บังคับ มูลค่าฐานภาษีสำหรับเบี้ยประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องเป็นไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 คือส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อต้องนำมารวมเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะได้วินิจฉัยแล้วว่า ส่วนลดเบี้ยประกันภัยต่อในคดีนี้ไม่ใช่ค่าบริการจึงไม่อาจถือเป็นส่วนลดของค่าบริการที่ต้องพิจารณาว่าเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องนำมารวมเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 845 ม. 862
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (5) ม. 77/1 (10) ม. 79 ม. 83/6
พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
- นายนรินทร ตั้งศรีไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ ตั้งธรรม
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ปิยนุช จรูญรัตนา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2566
#691372
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์โดยไม่ได้ยึดถือที่ดินตามสัดส่วนของเจ้าของรวมและครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ทราบว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรวม แสดงถึงเจตนาของผู้ร้องทั้งสองว่าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับรู้ถึงสิทธิของเจ้าของรวมทั้งฝ่ายที่ส่งมอบการครอบครองต่อ ๆ มาแก่ตนและเจ้าของรวมฝ่ายผู้คัดค้านจึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของเอง หาใช่ครอบครองในฐานะเจ้าของรวมหรือผู้สืบสิทธิจากเจ้าของรวมอันจะต้องแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินแก่เจ้าของรวมไม่ เมื่อผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตามกรอบสีดำหมายสีเขียว เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 25 5/10 ตารางวา ในโฉนดที่ดินเลขที่ 4824 จังหวัดราชบุรี ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยอ้างว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้ดำเนินการส่งสำเนาคำร้องให้แก่ทายาทของนางพริ้ง ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์

วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) โดยขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับว่า ให้รับคำร้องขอของผู้คัดค้านฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ไว้ดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องสอด (ที่ถูก ผู้คัดค้าน) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทตามกรอบสีดำหมายสีเขียว เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 25 5/10 ตารางวา ในโฉนดที่ดินเลขที่ 4824 จังหวัดราชบุรี ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และยกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าที่ดินพิพาทบริเวณกรอบสีดำหมายสีเขียวเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 25 5/10 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4824 จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 12 ตารางวา มีบ้านอยู่บนที่ดินพิพาท บ้านหลังนี้นายเลย บิดาของผู้ร้องทั้งสองเป็นคนสร้าง ผู้ร้องทั้งสองพักอาศัยอยู่กับบิดาที่บ้านหลังดังกล่าวตั้งแต่เกิดและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 4824 มีชื่อนางพริ้งยายของนายเลย ซึ่งเป็นบิดาของผู้ร้องทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับอำแดงหล่ำหรือนางหล่ำ ต่อมานายเอี่ยม จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของนางหล่ำ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2501 นายเอี่ยมจดทะเบียนโอนขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายทอน ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2511 นายทอนจดทะเบียนโอนขายเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายเติม บิดาผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ผู้คัดค้านจดทะเบียนรับโอนมรดกเฉพาะส่วนของนายเติม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกรอบสีดำหมายสีเขียว เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 25 5/10 ตารางวา ในโฉนดที่ดินเลขที่ 4824 จังหวัดราชบุรี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ ผู้ร้องทั้งสองฎีกาในข้อสาระสำคัญว่า ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ มิได้ครอบครองในฐานะสืบสิทธิของผู้เป็นเจ้าของรวม จึงไม่จำต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าของรวม ดังนั้น เมื่อผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทเกินสิบปีแล้วผู้ร้องทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน เห็นว่า การที่ผู้ร้องทั้งสองนำสืบว่านางพริ้งยกที่ดินให้นางชดซึ่งเป็นบุตรต่อมานางชดยกที่ดินให้นายเลยบิดาผู้ร้องทั้งสอง นายเลยถึงแก่ความตายเมื่อปี 2532 ก่อนตายนายเลยยกที่ดินให้ผู้ร้องทั้งสองแล้วผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาจนปัจจุบัน เป็นเพียงการนำสืบถึงความเป็นมาในการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ต่อศาลเฉพาะเนื้อที่ที่ดินส่วนที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ โดยไม่ได้ยึดถือที่ดินตามสัดส่วนของเจ้าของรวมประกอบผู้ร้องทั้งสองเบิกความยืนยันว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ทราบว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรวม แสดงถึงเจตนาของผู้ร้องทั้งสองว่าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับรู้ถึงสิทธิของเจ้าของรวมทั้งฝ่ายที่ส่งมอบการครอบครองต่อ ๆ มาแก่ตนและเจ้าของรวมฝ่ายผู้คัดค้าน นอกจากนี้การปลูกสร้างบ้านที่มีลักษณะมั่นคงถาวรโดยนายเลยบิดาผู้ร้องทั้งสองที่ย้ายจากบ้านหลังเดิมที่นางชดปลูกอยู่บริเวณกลางที่ดินมาในบริเวณที่ดินพิพาท ทั้งนายเลยไม่ได้บอกกล่าวหรือขอความเห็นชอบจากเจ้าของรวมก่อนแต่อย่างใด ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่านายเลยบิดาผู้ร้องทั้งสองและผู้ร้องทั้งสองมีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของเอง หาใช่ครอบครองในฐานะเจ้าของรวมหรือผู้สืบสิทธิจากเจ้าของรวมอันจะต้องแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินแก่เจ้าของรวมไม่ ดังนั้น การที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ป. กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาย ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาววิภา ธีวาวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา