คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3007/2566
#694170
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองต่างเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้รายที่ 2 เฉพาะในส่วนจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงยังเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 อยู่ เจ้าหนี้รายที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 ตามความเห็นของผู้คัดค้าน คำสั่งดังกล่าว ถึงที่สุดแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแต่อย่างใด แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิในทรัพย์หลักประกัน คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ร่วมกับเจ้าหนี้รายที่ 2 แต่ก็เป็นสิทธิในหลักประกันเฉพาะส่วนซึ่งประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น หากผู้ร้องเห็นว่าตนมีสิทธิเช่นไรผู้ร้องย่อมใช้สิทธิของตนได้ ผู้ร้องไม่อาจมาขอสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้รายที่ 2 ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2548

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้รายที่ 2 เฉพาะมูลหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2532 จำนวน 3,500,000 บาท และหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงินรวม 750,000 บาท โดยมีหลักประกันร่วมกับเจ้าหนี้รายที่ 2 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้ยึดทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องร่วม กับเจ้าหนี้รายที่ 2 ตามกฎหมายต่อไปด้วย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองกับพวกเป็นหนี้ธนาคาร ก. เจ้าหนี้รายที่ 2 ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9955/2537 วันที่ 22 มกราคม 2540 เจ้าหนี้รายที่ 2 นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์หลักประกัน วันที่ 21 กันยายน 2543 เจ้าหนี้รายที่ 2 โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9955/2537 แต่ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำร้อง เจ้าหนี้รายที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9955/2537 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) มีที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักประกัน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 ตามความเห็นของผู้คัดค้าน และผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้รายที่ 2 ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 แทนธนาคาร ก. ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองต่างเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9955/2537 ต่อมาผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้รายที่ 2 แต่ปรากฏตามบัญชีรายชื่อลูกหนี้แนบท้ายสัญญาดังกล่าวว่า ลูกหนี้ที่ผู้ร้องรับโอนมาคือห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. จำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงยังเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 อยู่ เจ้าหนี้รายที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 ตามความเห็นของผู้คัดค้าน คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแต่อย่างใด และแม้ตามความเห็นของผู้คัดค้านจะมีข้อความระบุว่า "แต่ให้เจ้าหนี้รายที่ 2 มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนองโดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันก่อนเจ้าหนี้อื่น คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ภายในวงเงินจำนองลำดับที่ 1 ลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3 รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 19,637,500 บาท แต่ทั้งนี้ไม่เกินยอดหนี้ที่ค้างตามคำพิพากษาในคดีแพ่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 9955/2537" อันเป็นการรับรองสิทธิของเจ้าหนี้รายที่ 2 ว่ายังมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากตัวทรัพย์หลักประกันอยู่มิได้สิ้นสิทธิไปเสียทีเดียว แต่การบังคับทรัพย์หลักประกันดังกล่าวย่อมหมายความถึงการบังคับทรัพย์หลักประกันซึ่งเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 เท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงการบังคับทรัพย์หลักประกันซึ่งประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิในทรัพย์หลักประกันคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41348 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ร่วมกับเจ้าหนี้รายที่ 2 แต่ก็เป็นสิทธิในหลักประกันเฉพาะส่วนซึ่งประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้รายที่ 2 มีต่อจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด หากผู้ร้องเห็นว่าตนมีสิทธิเช่นไรผู้ร้องย่อมใช้สิทธิของตนได้ ผู้ร้องไม่อาจมาขอสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้รายที่ 2 ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขอสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้รายที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บริหารสินทรัพย์ ก.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสุธี ปิ่นนิกร
- นายวิเชียร วชิรประทีป
ชื่อองค์คณะ
กีรติ ตั้งธรรม
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3003/2566
#693668
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 นำข้าวเปลือกและข้าวสารไปจำนำเป็นประกันหนี้ตามสัญญาสินเชื่อของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าโกดังของจำเลยที่ 1 เป็นที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำ แม้จำเลยที่ 1 ผู้จำนำมีสิทธิเข้าออกโกดังที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำได้ตลอดเวลา แต่สัญญาจำนำไม่ได้ให้สิทธิจำเลยที่ 1 นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 ได้ การนำทรัพย์จำนำออกจากสถานที่เก็บรักษาเพื่อการไถ่ถอนทรัพย์จำนำก็ดี การนำทรัพย์จำนำไปขาย จำหน่าย จ่าย โอน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดภาระผูกพันหรือบุริมสิทธิใด ๆ กับทรัพย์จำนำก็ดี หรือการนำทรัพย์จำนำเข้าออกจากสถานที่เก็บรักษาก็ดี ล้วนแต่ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อนทั้งสิ้น และไม่ถือว่าทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด สัญญารักษาทรัพย์จำนำก็ระบุให้ผู้รักษาทรัพย์จำนำดูแลและรักษาทรัพย์จำนำเพื่อประโยชน์ของโจทก์และแทนโจทก์เท่านั้น อีกทั้งยังระบุไว้ชัดเจนว่าผู้รักษาทรัพย์จำนำมิได้ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และไม่ได้ครอบครองและดูแลรักษาทรัพย์จำนำแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งผู้รักษาทรัพย์จำนำไม่มีสิทธิเคลื่อนย้าย นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์หรือก่อให้เกิดภาระใด ๆ แก่ทรัพย์จำนำได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อน ข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า คู่สัญญาประสงค์ให้ทรัพย์จำนำอยู่ในครอบครองของโจทก์ตลอดเวลา โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำทรัพย์จำนำไปใช้ประโยชน์ในทางใด ๆ ในกิจการของจำเลยที่ 1 ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อนเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ยอมให้ทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของจำเลยที่ 1 สัญญาจำนำจึงหาระงับสิ้นไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน 290,455,483.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 228,784,186.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้บังคับคดี บังคับจำนองและจำนำ ยึดทรัพย์จำนองและจำนำตามฟ้องพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และบังคับยึดทรัพย์หลักประกันทางธุรกิจกับทรัพย์ตามสัญญาดำรงสินค้า และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 25,471,804.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,099,228.27 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,099,228.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,099,228.27 บาท นับถัดจากวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,099,228.27 บาท นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 เป็นเวลา 60 วัน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันรับผิดชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.76/2559 จำนวน 35,702,350.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 28,365,419.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.17/2560 จำนวน 25,538,235.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,074,126.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.001/2560 จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ (เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ (เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 เป็นเวลา 60 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.002/2560 จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ (เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ (เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2562 เป็นเวลา 60 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.27/2560 เป็นต้นเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2560 จนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2560 จนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 เป็นเวลา 60 วัน ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.16/2560 จำนวน 25,576,680.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.003/2560 จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (อัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2562 เป็นเวลา 60 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.25/2560 จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 เป็นเวลา 60 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.26/2560 จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มโออาร์ลบ 0.5 (ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยเอ็มโออาร์เท่ากับร้อยละ 7.12 ต่อปี) ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 เป็นเวลา 60 วัน หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6395, 6849 และ 7530 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 7394, 7420 และ 7432 (ปัจจุบันคือโฉนดเลขที่ 7747, 7773 และ 7780) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับเครื่องจักร เลขที่ 23 - 113 - 106 - 0001 ถึง 23 - 113 - 106 - 0004 รวม 4 เครื่อง และเครื่องจักร เลขที่ 50 - 113 - 106 - 0020 ถึง 0021 รวม 2 เครื่อง อันเป็นทรัพย์จำนอง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยประกันภัย 390,135.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 319,539.11 บาท นับแต่วันฟ้อง (24 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนำในสัญญาจำนำ สัญญารักษาทรัพย์จำนำ สัญญาดำรงสินค้า และสัญญาเช่าโรงเก็บสินค้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ และในส่วนของดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2562 และวันที่ 21 กรกฎาคม 2562 แก้เป็นนับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 และวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จําเลยที่ 1 ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยกู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ วงเงิน 15,000,000 บาท และ 5,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับชำระหนี้เพื่อขอกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์หลายครั้ง โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และนำที่ดินโฉนดเลขที่ 6395, 7530, 6849, 7747, 7773 และ 7780 เครื่องจักรเลขที่ 23 - 113 - 106 - 0001 ถึง 23 - 113 - 106 – 0004 รวม 4 เครื่อง และเครื่องจักรเลขที่ 50 - 113 - 106 - 0020 ถึง 0021 รวม 2 เครื่อง มาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 นำข้าวเปลือก ข้าวสาร ในสต๊อกสินค้าของจำเลยที่ 1 มาจำนำไว้แก่โจทก์โดยให้สามารถออกตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับได้ไม่เกินร้อยละ 70 ของมูลค่าสินค้าที่จำนำ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ประการเดียวว่า โจทก์ยอมให้ข้าวเปลือกและข้าวสารอันเป็นทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้จำนำ จำนำจึงระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 769 (2) หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 นำข้าวเปลือกและข้าวสารไปจำนำเป็นประกันหนี้ตามสัญญาสินเชื่อของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าโกดังของจำเลยที่ 1 เป็นที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำ แม้จำเลยที่ 1 ผู้จำนำมีสิทธิเข้าออกโกดังที่เก็บรักษาทรัพย์จำนำได้ตลอดเวลาดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อ้าง แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจำนำแล้ว ไม่มีข้อความใดที่ให้สิทธิจำเลยที่ 1 นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 ได้เลย การนำทรัพย์จำนำออกจากสถานที่เก็บรักษาเพื่อการไถ่ถอนจำนำก็ดี (ข้อ 2.4) การนำทรัพย์จำนำไปขาย จำหน่าย จ่าย โอน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดภาระผูกพันหรือบุริมสิทธิใด ๆ กับทรัพย์จำนำก็ดี (ข้อ 4 (1)) หรือการนำทรัพย์จำนำเข้าออกจากสถานที่เก็บรักษาก็ดี (ข้อ 5) ล้วนแต่ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อนทั้งสิ้น และไม่ถือว่าทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด (ข้อ 2.3) หรือแม้แต่การดูแลรักษาทรัพย์จำนำตามสัญญารักษาทรัพย์จำนำก็ยังระบุในสัญญาให้ผู้รักษาทรัพย์จำนำดูแลและรักษาทรัพย์จำนำเพื่อประโยชน์ของโจทก์และแทนโจทก์เท่านั้น (ข้อ 2) อีกทั้งยังระบุไว้ชัดเจนว่าผู้รักษาทรัพย์จำนำมิได้ทำหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และไม่ได้ครอบครองและดูแลรักษาทรัพย์จำนำแทนจำเลยที่ 1 (ข้อ 5.2) รวมทั้งผู้รักษาทรัพย์จำนำไม่มีสิทธิเคลื่อนย้ายหรือนำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ หรือก่อให้เกิดภาระใด ๆ แก่ทรัพย์จำนำได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อน (ข้อ 5.3) จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า คู่สัญญาประสงค์ให้ทรัพย์จำนำอยู่ในครอบครองของโจทก์ตลอดเวลา โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำทรัพย์จำนำไปใช้ประโยชน์ในทางใด ๆ ในกิจการของตนได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ก่อนเท่านั้น ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์จำนำออกไปใช้ประโยชน์ในกิจการของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ยอมให้ทรัพย์จำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของจำเลยที่ 1 สัญญาจำนำจึงหาระงับสิ้นไปไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุผลอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำนำยังไม่ระงับสิ้นไปและให้บังคับจำนำ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญารับชำระหนี้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ บน.17/2560 ในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ในอัตราคงที่ตลอดไปนั้น หากนับถัดจากวันฟ้องมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ต่ำกว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดจะทำให้การคิดดอกเบี้ยตามอัตราคงที่นั้นเกินกว่าอัตราตามประกาศของโจทก์ในช่วงระยะเวลานั้นได้อันเป็นการไม่ชอบ จึงเห็นควรกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยถัดจากวันฟ้องปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามประกาศของโจทก์ตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ไม่ให้เกินอัตราที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยทั้งห้ารับผิดในอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่ประกาศต่อ ๆ ไปตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่อัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 769 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายเชาวนัฐ บุญลาภ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลิขิต รัตนประภาพรรณ
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
สิริกานต์ มีจุล
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2996/2566
#694149
เปิดฉบับเต็ม

แม้ได้ความจาก ส. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อจำเลยมาชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ ผู้เสียหายที่ 1 ถามพยานว่าให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหรือไม่ ตอนแรกพยานไม่ยอมให้ไป เมื่อผู้เสียหายที่ 1 รบเร้าพยานจึงอนุญาต แต่การอนุญาตดังกล่าวก็เป็นการอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น มิใช่อนุญาตให้ไปกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยและกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 พฤติการณ์ของจำเลยจึงบ่งชี้แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาพาผู้เสียหายที่ 1 จากบริเวณหนึ่งไปอีกบริเวณหนึ่งเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าเป็นการพาไปหรือแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกจากการปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ทำให้การปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจารตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ป. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ข. ผู้เสียหายที่ 2 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม และผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินคนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 23 มีนาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อล่วงพ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยชำระมาแก่จำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2564 และให้รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2564 ไว้พิจารณา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้คู่ความแก้ภายในระยะเวลาตามกฎหมายต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เด็กหญิง ป. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดวันที่ 12 กันยายน 2554 ขณะเกิดเหตุอายุ 8 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย ป. กับนางสาว ข. ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับนาง ส. ยายของผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 53 วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบ้านของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เสียหายที่ 1 กลับมาบ้าน หลังจากนั้นนาง ส. พาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย วันที่ 23 ธันวาคม 2562 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็ก ขณะเกิดเหตุอายุเพียง 8 ปีเศษ แต่เบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับตรงไปตรงมา ยากที่เด็กทั่ว ๆ ไปซึ่งมิได้ประสบเหตุการณ์มาก่อนจะสามารถเบิกความได้เช่นนั้น โดยเฉพาะพฤติกรรมของจำเลยตอนที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยมาถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จนมีน้ำลักษณะเหนียวออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลยนั้น นับเป็นเรื่องเกินกว่าที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งยังไร้เดียงสาจะปั้นแต่งขึ้นมาได้เอง ทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ยังสอดคล้องกับที่เคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าพนักงานอัยการจังหวัด นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ และนาง ส. ซึ่งเป็นผู้ที่เด็กร้องขอ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 อันเป็นเวลาที่ใกล้ชิดต่อเหตุการณ์ ยากที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำผู้ใด นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 ว่า หลังจากทราบเหตุคดีนี้ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ผู้เสียหายที่ 1 เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังตรงตามที่ผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความต่อศาล ทั้งเมื่อผู้เสียหายที่ 2 สอบถามผู้เสียหายที่ 1 อีกครั้งหลังจากผู้เสียหายที่ 2 กลับไปให้การต่อพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงเล่าเหมือนเดิม และในการสืบพยานปากผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นได้ให้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความผ่านนักจิตวิทยาอันเป็นการใช้วิธีการพิจารณาคดีสำหรับพยานที่เป็นเด็กเป็นการเฉพาะต่างจากพยานบุคคลทั่วไป โดยอยู่ในกำหนดหลักการว่าในการสืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ศาลต้องจัดให้พยานอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก โดยในการถามนั้นศาลจะเป็นผู้ถามพยานเอง หรือถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ หรือจะให้คู่ความถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ก็ได้ ผลของกฎหมายดังกล่าวทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถได้ข้อเท็จจริงจากพยานที่เป็นเด็กมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อมีวิธีการถามความผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กและความเชี่ยวชาญในการซักถามเด็ก จะเป็นผลให้พยานที่เป็นเด็กสามารถให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องสมบูรณ์ กรณีจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความไปตามความจริง นอกจากนี้พยานโจทก์ปากนาง ส. และผู้เสียหายที่ 2 ยังให้การยืนยันข้อเท็จจริงสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอด ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักควรค่าแก่การรับฟังยิ่งขึ้น ทั้งข้อเท็จจริงดังกล่าวยังเจือสมกับที่จำเลยได้ให้การไว้ต่อร้อยตำรวจเอก ส. ในชั้นสอบสวน เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2562 หลังเกิดเหตุเพียงสองวัน ใจความว่า วันเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุ หลังจากจำเลยทานข้าวเที่ยงเสร็จ จำเลยเดินไปที่เปลใกล้หน้าบ้านผู้เสียหายที่ 1 ขณะที่จำเลยกำลังสูบบุหรี่ ผู้เสียหายที่ 1 เดินมาหาจำเลย บอกจำเลยว่าอยากดูการ์ตูน หลังจากจำเลยสูบบุหรี่เสร็จ จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยแล้วพาเข้าไปนั่งดูโทรทัศน์ที่เตียงนอนของจำเลย ระหว่างนั้นผู้เสียหายที่ 1 เข้ามานั่งติดกับจำเลย จำเลยจึงโอบตัวเข้ามากอดโดยมือของจำเลยไปถูกนมผู้เสียหายที่ 1 จึงเล่นกับผู้เสียหายที่ 1 สมมุติว่าจำเลยเป็นลูกผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยขอดูดนมผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม เมื่อร้อยตำรวจเอก ส. เป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยและไม่มีเหตุที่จะเบิกความกลั่นแกล้งจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของร้อยตำรวจเอก ส. ที่ยืนยันว่าจำเลยให้การไว้ตามเอกสารหมาย จ.12 โดยพยานได้อ่านบันทึกคำให้การดังกล่าวให้จำเลยฟังแล้วจำเลยลงลายมือชื่อไว้ ขณะสอบคำให้การ นาง ด. ภริยาของจำเลยได้อยู่ร่วมฟังด้วยและลงลายมือชื่อไว้ จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจตามความเป็นจริง แม้จำเลยจะเบิกความว่า ในวันที่ 23 ธันวาคม 2562 ไม่มีการสอบปากคำจำเลยหรืออ่านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคดีนี้ให้จำเลยฟัง ทำนองว่าจำเลยไม่ได้ให้การถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.12 ด้วยความสมัครใจ แต่จำเลยก็เบิกความรับว่าลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.12 เป็นลายมือชื่อของจำเลย ทั้งยังเบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า บันทึกคำให้การมีลายมือชื่อนาง ด. อยู่ด้วย ความข้อนี้นาง ด. พยานจำเลยเองก็เบิกความรับว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจสอบถามและพูดคุยข้อเท็จจริงกับจำเลยเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยไปกระทำการบางอย่างกับผู้เสียหายที่ 1 นั้น พยานนั่งอยู่ด้วย เพียงแต่อ้างว่าได้ยินเพียงจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดโดยไม่ได้ให้รายละเอียดอื่น ๆ เท่านั้น จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ประกอบกับนาง ด. เป็นภริยาของจำเลยอาจเบิกความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยผู้เป็นสามีก็เป็นได้ คดีนี้แม้โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุเพียง 8 ปีเศษ เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับตรงไปตรงมาอย่างละเอียด โดยไม่มีเหตุระแวงว่าถูกเสี้ยมสอนให้มาเบิกความเพื่อปรักปรำใส่ร้ายจำเลย ทั้งเรื่องราวหลังเกิดเหตุอันเป็นพฤติการณ์แวดล้อมยังเชื่อมโยงกันดีกับพยานอื่น ทำให้มีเหตุผลเชื่อได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ ที่จำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างว่าวันเกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 มาดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลย นาง ด. ก็อยู่ที่บ้านและเห็นเหตุการณ์โดยตลอดนั้น กลับได้ความจากนาง ด. ว่าเห็นผู้เสียหายที่ 1 มาดูโทรทัศน์ที่บ้านในช่วงที่ตนกำลังเตรียมอาหาร อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่นาง ด. จะรับประทานอาหารกลางวันกับจำเลยเท่านั้น ขณะที่คำเบิกความของจำเลย นาง ส. และคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ปรากฏข้อเท็จจริงสอดคล้องต้องกันว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยสองช่วงเวลา คือช่วงเช้าก่อนที่นาง ด.จะรับประทานอาหารกลางวันกับจำเลย และช่วงบ่ายหลังจากที่นาง ด. รับประทานอาหารกลางวันกับจำเลยเสร็จแล้ว โดยช่วงเวลาที่ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่าจำเลยกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นช่วงบ่าย ประกอบกับนาง ส. เองก็เบิกความว่า ก่อนที่ผู้เสียหายที่ 1 จะไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยในช่วงบ่าย จำเลยบอกว่านาง ด. ไม่อยู่บ้าน ทั้งผู้เสียหายที่ 1 ยังเบิกความยืนยันว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุนอกจากจำเลยแล้วไม่มีผู้ใดอยู่ที่บ้านของจำเลย คำเบิกความของนาง ด. จึงหาได้สนับสนุนให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากขึ้นแต่อย่างใด สำหรับผลการตรวจพิสูจน์นั้น แม้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์จะพบคราบอสุจิติดอยู่ที่กางเกงที่ผู้เสียหายที่ 1 สวมใส่ ซึ่งมีดีเอ็นเอบุคคลอื่นที่แตกต่างจากดีเอ็นเอของจำเลยก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความว่าเป็นเพราะหลังเกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายที่ 1 กลับถึงบ้านได้เปลี่ยนไปสวมกางเกงตัวใหม่ก่อนจะเดินทางไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล กางเกงของกลางที่นำไปตรวจพิสูจน์เป็นคนละตัวกับกางเกงที่ผู้เสียหายที่ 1 สวมใส่ในขณะเกิดเหตุ ทั้งการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวก็เป็นเพียงความเห็นของผู้ทำการตรวจพิสูจน์หลักฐานเท่านั้น ประการสำคัญ การกระทำอนาจารตามฟ้องและทางนำสืบคือการกระทำที่จำเลยดูดนมผู้เสียหายที่ 1 และใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ ลำพังผลการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมที่ไม่พบดีเอ็นเอของจำเลยที่กางเกงของผู้เสียหายที่ 1 จึงยังไม่ถึงขนาดเป็นข้อพิรุธอันจะทำให้คำยืนยันของผู้เสียหายที่ 1 ไม่เป็นความจริงและไม่น่าเชื่อถือ และไม่อาจเป็นข้อพิสูจน์ถึงกับจะทำให้คำเบิกความพยานโจทก์รับฟังไม่ได้ อันจะเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศซึ่งถือเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 จริงหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาต่างเชื่อมโยงสนับสนุนให้สอดคล้องต้องกันปราศจากข้อพิรุธ มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 จริง สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ได้ความจากนาง ส. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อจำเลยมาชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ ผู้เสียหายที่ 1 ถามพยานว่าให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหรือไม่ ตอนแรกพยานไม่ยอมให้ไป เมื่อผู้เสียหายที่ 1 รบเร้าพยานจึงอนุญาต แต่การอนุญาตดังกล่าวก็เป็นการอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น มิใช่อนุญาตให้ไปกระทำการที่ไม่สมควรทางเพศ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านของจำเลยและกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ดังวินิจฉัย พฤติการณ์ของจำเลยจึงบ่งชี้แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาพาผู้เสียหายที่ 1 จากบริเวณหนึ่งไปอีกบริเวณหนึ่งเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าเป็นการพาไปหรือแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกจากการปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ทำให้การปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ย่อมเป็นการทำละเมิด จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัดนั้น หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยเพื่อให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทน ให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 23 มีนาคม 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม ม. 283 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ป. โดยนางสาว ข. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายชันยธร กริชชาญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายคนึง คงบริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2993/2566
#695189
เปิดฉบับเต็ม

ในวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แทนวิธีการตามที่กำหนดในข้อบังคับบริษัทข้อที่ 20 แต่ก็มีผู้ถือหุ้นบางส่วนรวมทั้งโจทก์ยังคงคัดค้านการใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ ทั้งเมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับของบริษัทในกรณีดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะอ้างเอาเหตุที่ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แล้วดำเนินการลงมติเลือกตั้งกรรมการด้วยวิธีการดังกล่าวหาได้ไม่ ประกอบกับการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ออกคำสั่งกล่าวโทษจำเลยที่ 1 เหตุที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับบริษัทข้อที่ 20 ทำให้กลุ่มของจำเลยที่ 1 ได้รับเลือกเป็นกรรมการ อีกทั้งยังปรากฏว่าศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมเกี่ยวกับวาระเลือกตั้งกรรมการบริษัทในวันดังกล่าว จึงบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/7 ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนดังกล่าว อันเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง แต่กรณียังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำไปโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 1, 4, 89/1, 89/7, 281/2, 281/10 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 70, 71, 72(5), 85, 91(3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 86, 90, 91 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ฟ้องข้อ 2.1 มีมูล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 85, 91(3) พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/7, 281/2, 281/10 ฟ้องข้อ 2.2 มีมูลตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 70, 71, 85, 215 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/1, 89/7, 281/2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง และยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการบริษัท อ. ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 วาระที่ 3 เพื่อพิจารณาอนุมัติแต่งตั้งกรรมการ จำเลยที่ 1 ประธานที่ประชุมให้จัดทำใบลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการบริษัทโดยให้ผู้ถือหุ้นหนึ่งคนมีคะแนนเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นที่ถือคูณด้วยจำนวนกรรมการที่เลือก ซึ่งขัดกับข้อบังคับของบริษัท ข้อที่ 20 ที่กำหนดว่า ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งมีคะแนนเสียงเท่ากับหนึ่งหุ้นต่อหนึ่งเสียง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 281/2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 แทนวิธีการตามที่กำหนดในข้อบังคับบริษัทข้อที่ 20 แต่ก็มีผู้ถือหุ้นบางส่วนรวมทั้งโจทก์ยังคงคัดค้านการใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ ทั้งเมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับของบริษัทในกรณีดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะอ้างเอาเหตุที่ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้วิธีการลงคะแนนตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 แล้วดำเนินการลงมติเลือกตั้งกรรมการด้วยวิธีการดังกล่าวหาได้ไม่ ประกอบกับการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ออกคำสั่งกล่าวโทษจำเลยที่ 1 เหตุที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับข้อที่ 20 ทำให้กลุ่มของจำเลยที่ 1 ได้รับเลือกเป็นกรรมการ อีกทั้งยังปรากฏว่าศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมเกี่ยวกับวาระเลือกตั้งกรรมการบริษัทในวันดังกล่าว จึงบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริตตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/7 ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนดังกล่าว อันเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง แต่กรณียังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำไปโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อหาตามมาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 89/7 ม. 281/2
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกิตติพงษ์ ฐาปนพันธ์นิติกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรทัย เจริญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2987/2566
#693696
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 คดีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยในคำชี้ขาดว่า ผู้ร้องมิได้นำสืบให้ฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ เพียงแต่นำสืบว่าผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลเท่านั้น และคำสั่งศาลดังกล่าวก็มีคำสั่งหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายถึง 1 ปีเศษ อีกทั้งเหตุแห่งการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็เป็นเพราะความบกพร่องทางจิต คือเป็นคนไอคิวต่ำเท่านั้น มิใช่เหตุทุพพลภาพแต่อย่างใด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏด้วยว่า ผู้ร้องเคยมีสามีและเคยมีบุตรมาแล้ว 3 คน อันเป็นข้อสนับสนุนได้อีกข้อหนึ่งว่า ผู้ร้องมิได้เป็นผู้ทุพพลภาพ ส่วนข้อที่อ้างว่าขณะที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่เคยให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องนั้น ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งว่า ทางนำสืบในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้ร้องอ้างใบรับรองแพทย์ว่าผู้ร้องหย่อนกำลังความสามารถที่จะประกอบการงานได้ตามปกติ แพทย์ได้ให้ความเห็นว่าผู้ร้องมีความสามารถทางเชาวน์ปัญญาอยู่ระดับปัญญาอ่อน ไอคิวเท่ากับ 65 เทียบเท่ากับอายุ 9 ปี มีพยาธิทางสมอง และสภาพจิตใจในลักษณะการรับรู้ความเป็นจริงไม่เหมาะสม มีปัญหาการตัดสินใจและการปรับตัว จำเป็นต้องมีผู้ดูแลในการดำเนินชีวิต มีความบกพร่องในการวางแผนการตัดสินใจ การรับรู้ความเป็นจริง ถูกชักจูงใจได้ง่าย สามารถทำกิจวัตรประจำวันขั้นปกติได้ กิจกรรมที่มีความซับซ้อนต้องมีผู้ช่วยเหลือดูแล ความเห็นแพทย์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นชัดแล้วว่าผู้ร้องเป็นผู้หย่อนความสามารถที่จะประกอบการงานตามปกติได้ จึงไม่อาจหาเลี้ยงตนเองได้ตามปกติ แต่คณะอนุญาโตตุลาการมิได้หยิบยกใบรับรองแพทย์ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ขึ้นพิจารณา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด การที่คณะอนุญาโตตุลาการจะหยิบยกหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกัน ย่อมกระทำได้โดยชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้คณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนพิจารณาและชี้ขาดข้อพิพาทใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวน จึงให้งดไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ สข.9/2564 เรียกร้องให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นค่าขาดไร้อุปการะ จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเหตุที่นาง ร. มารดาของผู้ร้อง ถูกรถยนต์ซึ่งผู้คัดค้านรับประกันภัยไว้เฉี่ยวชน เป็นเหตุให้นาง ร. ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าหลังเกิดเหตุทายาทผู้ตายได้รับเงินตามคำสั่งของนายทะเบียนไปแล้ว และผู้ร้องมิได้เป็นผู้ทุพภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะ ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ ดังนั้นผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะในกรณีที่ผู้ตายถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย และมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 คดีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยในคำชี้ขาดว่า ผู้ร้องมิได้นำสืบให้ฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ เพียงแต่นำสืบว่าผู้ร้องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลเท่านั้น และคำสั่งศาลดังกล่าวก็มีคำสั่งหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายถึง 1 ปีเศษ อีกทั้งเหตุแห่งการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็เป็นเพราะความบกพร่องทางจิต คือเป็นคนไอคิวต่ำเท่านั้น มิใช่เหตุทุพพลภาพแต่อย่างใด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏด้วยว่า ผู้ร้องเคยมีสามีและเคยมีบุตรมาแล้ว 3 คน อันเป็นข้อสนับสนุนได้อีกข้อหนึ่งว่า ผู้ร้องมิได้เป็นผู้ทุพพลภาพ ส่วนข้อที่อ้างว่าขณะที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่เคยให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องนั้น ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งว่า ทางนำสืบในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้ร้องอ้างใบรับรองแพทย์ว่าผู้ร้องหย่อนกำลังความสามารถที่จะประกอบการงานได้ตามปกติ แพทย์ได้ให้ความเห็นว่าผู้ร้องมีความสามารถทางเชาวน์ปัญญาอยู่ระดับปัญญาอ่อน ไอคิวเท่ากับ 65 เทียบเท่ากับอายุ 9 ปี มีพยาธิทางสมองและสภาพจิตใจในลักษณะการรับรู้ความเป็นจริงไม่เหมาะสม มีปัญหาการตัดสินใจและการปรับตัว จำเป็นต้องมีผู้ดูแลในการดำเนินชีวิต มีความบกพร่องในการวางแผน การตัดสินใจ การรับรู้ความเป็นจริง ถูกชักจูงใจได้ง่าย สามารถทำกิจวัตรประจำวันขั้นปกติได้ กิจกรรมที่มีความซับซ้อนต้องมีผู้ช่วยเหลือดูแล จากความเห็นแพทย์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นชัดแล้วว่าผู้ร้องเป็นผู้หย่อนความสามารถที่จะประกอบการงานตามปกติได้ จึงไม่อาจหาเลี้ยงตนเองได้ตามปกติ แต่คณะอนุญาโตตุลาการมิได้หยิบยกใบรับรองแพทย์ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ขึ้นพิจารณา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้ โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด การที่คณะอนุญาโตตุลาการจะหยิบยกพยานหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกัน ย่อมเป็นสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ประการต่อมาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานเป็นการไม่ชอบและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องในส่วนนี้จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (2) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ผู้ร้องมิได้เสียมาด้วยจึงไม่จำต้องสั่งคืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ด. โดยนางสาว ส. ผู้พิทักษ์
ผู้คัดค้าน — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — สิทธิชัย เสวีวัลลพ
-
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ภัฏ วิภูมิรพี
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2979/2566
#693457
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคดีถึงที่สุดแล้ว ระหว่างจำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้มี พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงเป็นการกระทำอย่างเดียวกันคือการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดซึ่งแยกเป็นคนละฐานความผิด จึงต้องลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 เพียงบทเดียว ส่วนการที่จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจนั้น ป.ยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงบัญญัติให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งดังกล่าวน้อยกว่าอัตราโทษ ที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ ทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 แต่กฎหมายใหม่กำหนดหลักเกณฑ์ให้โจทก์ต้องระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล หรือมิฉะนั้นผู้กระทำความผิดต้องยื่นคำร้องต่อศาล ศาลจึงจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก ส่วนการกระทำความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ป.ยาเสพติด มาตรา 126 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษผู้พยายามกระทำความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 แต่เมื่อลงโทษจำเลยตามกฎหมายใหม่ มาตรา 90, 145 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว จึงต้องบังคับตามกฎหมายใหม่ มาตรา 126 ด้วย ตาม ป.อ. มาตรา 3

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 4,018 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 70.823 กรัม และจำเลยพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1,996 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 35.180 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ โดยเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนทราบการกระทำความผิดของจำเลยมาจากผู้ต้องหาคดียาเสพติดให้โทษที่เคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย จึงวางแผนล่อซื้อและจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง พฤติการณ์แห่งคดีจึงบ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และหากมีการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางออกไปย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังผู้เสพหลายคนโดยสภาพเข้าลักษณะเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) มิใช่เป็นเพียงความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ตามที่จำเลยยกขึ้นฎีกา ทั้งยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป อันเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เช่นนี้ เมื่อ ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท และการมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดตามกฎหมายใหม่ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่จำเลยพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,996 เม็ด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 4,018 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวลงโทษได้เพียงกระทงเดียว โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังทั้งในเรื่องการกำหนดโทษและจำนวนกระทงลงโทษ ศาลย่อมมีอำนาจตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่จะกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 126 ป.อ. มาตรา 80 และ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยได้ กรณีไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ตามที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท รวมจำคุก 50 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และถุงพลาสติกของกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ประกอบมาตรา 100/2 ด้วย ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ลงโทษฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนบทเดียว จำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิได้รับการกำหนดโทษใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม, 100/2 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 4,018 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 70.823 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1,996 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 35.180 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 140,000 บาท ทั้งจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 20 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ในระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วนั้น ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นความผิดอย่างเดียวกันคือการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดซึ่งแยกเป็นคนละฐานความผิด ต้องลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 เพียงบทเดียว ส่วนการที่จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจนั้น ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงบัญญัติให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งดังกล่าวน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ ทำนองเดียวกับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 แต่กฎหมายใหม่กำหนดหลักเกณฑ์ให้โจทก์ต้องระบุในคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล หรือมิฉะนั้นผู้กระทำความผิดต้องยื่นคำร้องต่อศาล ศาลจึงจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก ส่วนการกระทำความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 126 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษผู้พยายามกระทำความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จทำนองเดียวกับพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 แต่เมื่อลงโทษจำเลยตามกฎหมายใหม่ มาตรา 90, 145 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว จึงต้องบังคับตามกฎหมายใหม่ มาตรา 126 ด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 4,018 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 70.823 กรัม และจำเลยพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1,996 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 35.180 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ โดยเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนทราบการกระทำความผิดของจำเลยมาจากผู้ต้องหาคดียาเสพติดให้โทษที่เคยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย จึงวางแผนล่อซื้อและจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง พฤติการณ์แห่งคดีจึงบ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยว่า จำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และหากมีการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางออกไปย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังผู้เสพหลายคนโดยสภาพเข้าลักษณะเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) มิใช่เป็นเพียงความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ตามที่จำเลยยกขึ้นฎีกา ทั้งยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เช่นนี้ เมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท และการมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดตามกฎหมายใหม่ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่จำเลยพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,996 เม็ด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 4,018 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวลงโทษได้เพียงกระทงเดียว โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังทั้งในเรื่องการกำหนดโทษและจำนวนกระทงลงโทษ ศาลย่อมมีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่จะกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยได้ กรณีไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ตามที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) โดยให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกระทงเดียว จำคุก 16 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.ยาเสพติด ม. 1 ม. 90 ม. 126 ม. 145 ม. 153
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางวันทนา อินทปัตย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2566
#694142
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้ผ่านธนาคารที่จำเลยที่ 2 มีบัญชีเงินฝากเพื่อให้จำเลยที่ 2 ได้รับเงินที่ชำระหนี้โดยมิได้ทำนิติกรรมโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 ถือเป็นการชำระอย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องนำเงินจำนวน 1,850,000 บาท ไปชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 เมื่อปรากฏว่าต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ทยอยถอนเงินที่จำเลยที่ 1 นำฝากออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารโดยมิได้คืนให้จำเลยที่ 1 มีผลเท่ากับจำเลยที่ 2 ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว หนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมย่อมระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 592 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ระหว่างพิจารณาโจทก์กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความ มีใจความว่า ข้อ 1. จำเลยที่ 2 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 592 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวสามชั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ข้อ 2. จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินจำนวน 1,850,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 โดยชำระ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ข้อ 3. หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามข้อตกลง จำเลยที่ 1 ยินยอมออกจากบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 592 พร้อมยินยอมเสียค่าปรับให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 1,000,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2562 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอ้างว่าจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 สามารถใช้ตึกแถวพิพาทเปิดร้านจำหน่ายสินค้าของตนได้ตามปกติ

โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงิน 1,850,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 ภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 จำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 2 จำนวน 1,850,000 บาท ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2562 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ครั้นวันที่ 21 มกราคม 2563 ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่ามิใช่บริวารของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันปิดประกาศ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าจำเลยที่ 1 และบริวารยังคงอาศัยอยู่ในสถานที่พิพาท วันที่ 18 เมษายน 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และบริวาร วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และบริวาร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 จำนวน 1,850,000 บาท ตรงกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และการโอนกระทำเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 สอดคล้องกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้จำนวนดังกล่าวภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 พร้อมบ้านพักเป็นเงินประมาณ 1,680,000 บาท ส่วนที่เกินเป็นค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการโอนนั้น จำเลยที่ 2 คงนำสืบแต่เพียงว่าในการตกลงซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 พร้อมบ้านพัก ระหว่างนายสมคิดกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ตกลงโอนเงินเฉพาะค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 และบ้านพักให้แก่นายสมคิดนำไปดำเนินการไถ่ถอน โดยนายสมคิดได้แจ้งยอดเงินที่เป็นค่าไถ่ถอนจำนองจำนวน 1,680,000 บาทเศษ แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่ามีการตกลงให้จำเลยที่ 1 โอนค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินและบ้านพักด้วย การที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่นายสมคิดเป็นเงินถึง 1,850,000 บาท เป็นจำนวนมากกว่าภาระหนี้จำนองถึงประมาณ 170,000 บาท ทั้งที่ไม่มีการตกลงกันมาก่อนนับว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าภายหลังโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้แจ้งแก่นายสมคิดว่าจำเลยที่ 1 โอนเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 และบ้านพัก เป็นเงิน 1,684,919.69 บาท ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน เป็นข้อต่อสู้ที่เลื่อนลอยไม่สมเหตุผลเพราะขณะนั้นยังไม่มีการคิดคำนวณว่ามีค่าภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 และบ้านพักเป็นเงินเท่าใด จึงยังเป็นจำนวนไม่แน่นอน ที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 นั้น เพราะจำหมายเลขบัญชีเงินฝากของนายสมคิดที่ให้ไว้ไม่ได้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงข้อพิรุธเพราะปัจจุบันการติดต่อสื่อสารเพื่อสอบถามนายสมคิดถึงหมายเลขบัญชีเงินฝากสามารถกระทำได้โดยง่ายซึ่งมีการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายสมคิดกันอยู่แล้ว ทั้งไม่ปรากฏมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ต้องโอนเงินค่าไถ่ถอนจำนองให้แก่นายสมคิดภายในวันดังกล่าวมิฉะนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13792 พร้อมบ้านพัก จึงมิใช่เรื่องเร่งด่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 แตกต่างจากการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งเหลือกำหนดเวลาชำระอีกเพียงวันเดียวเท่านั้น คือวันที่ 10 สิงหาคม 2562 มิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ต้องถูกบังคับคดีให้ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงมีความจำเป็นและเร่งด่วนมากกว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีเหตุผลและน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินจำนวน 1,850,000 บาท เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ปัญหาว่าการที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 อันเป็นวิธีการชำระหนี้ที่แตกต่างจากที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ถือเป็นการชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ หนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้ผ่านธนาคารที่จำเลยที่ 2 มีบัญชีเงินฝากเพื่อให้จำเลยที่ 2 ได้รับเงินที่ชำระหนี้โดยมิได้ทำนิติกรรมโดยตรงต่อจำเลยที่ 2 ถือเป็นการชำระอย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องนำเงินจำนวน 1,850,000 บาท ไปชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 เมื่อปรากฏว่าต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ทยอยถอนเงินที่จำเลยที่ 1 นำฝากออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารโดยมิได้คืนให้จำเลยที่ 1 มีผลเท่ากับจำเลยที่ 2 ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ด้วยวิธีการชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว หนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมย่อมระงับสิ้นไปตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีที่บังคับแก่จำเลยที่ 1 และบริวารจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
วิเศษ นิ่มกุล
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2566
#695185
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ พ. เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่กระทำไปโดยฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 และเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว คำพิพากษาก็ไม่มีผลผูกพัน เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับ พ. เป็นโมฆะ ถือเสมือนไม่มีการทำนิติกรรม อันเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ย่อมถือว่าคู่กรณียังคงอยู่ในฐานะเดิมเหมือนมิได้กระทำนิติกรรมต่อกัน และไม่มีผลให้ พ. มีสิทธิในที่ดินทั้ง 9 แปลงของจำเลย โดยไม่จำต้องให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะอีก ส่วนการที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมของสัญญาประนีประนอมยอมความขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องก็ได้ใช้สิทธิดังกล่าวแล้ว เมื่อครั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องงดการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย และผู้ร้องมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุให้งดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของจำเลยเนื่องจากสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับ พ. เป็นโมฆะ เมื่อผู้ร้องได้ยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง ทั้งไม่มีการเพิกถอนรายการจดทะเบียน ผู้ร้องจึงไม่มีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลและไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2550 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2551 ต่อมาจำเลยถึงแก่ความตาย ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับนางยุพินรัตน์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้าน (ที่ถูก นางยุพินรัตน์) ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2551 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางยุพินรัตน์ โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 30523, 30561, 34451, 34632, 34633, 34634, 34659, 36797 และที่ดินโฉนดเลขที่ 27549 ให้แก่นางยุพินรัตน์ และศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อผู้ร้องขอให้งดการขายทอดตลาดที่ดินมีโฉนด 8 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 30523, 30561, 34451, 34632, 34633, 34634, 34659 และ 36797 ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยองของจำเลยโดยอ้างว่าศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยโอนที่ดินตามประกาศขายทอดตลาดดังกล่าวให้แก่นางยุพินรัตน์แล้ว จำเลยจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ผู้ร้องนำออกขายทอดตลาด ผู้ร้องสอบสวนแล้วเห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะ กรณีไม่มีเหตุให้งดการขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีนี้ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับนางยุพินรัตน์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความทำขึ้นภายหลังเวลาที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นย่อมตกเป็นโมฆะโดยผลของกฎหมาย โดยไม่จำต้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะอีกหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนางยุพินรัตน์เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่กระทำไปโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 และเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว คำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพัน เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับนางยุพินรัตน์เป็นโมฆะ ถือเสมือนไม่มีการทำนิติกรรม อันเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ย่อมถือว่าคู่กรณียังคงอยู่ในฐานะเดิมเหมือนมิได้กระทำนิติกรรมต่อกัน และไม่มีผลให้นางยุพินรัตน์มีสิทธิในที่ดินทั้ง 9 แปลงของจำเลย โดยไม่จำต้องให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะอีก ส่วนการที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องก็ได้ใช้สิทธิดังกล่าวแล้วในครั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องงดการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย และผู้ร้องมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุให้งดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของจำเลยเนื่องจากสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยกับนางยุพินรัตน์เป็นโมฆะ เมื่อผู้ร้องได้ยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง ทั้งไม่มีการเพิกถอนรายการจดทะเบียน ผู้ร้องจึงไม่มีเหตุที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลและไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นาย ย. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง พ.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายฉัตรชัย โชคธีรสวัสดิ์
- นางเพชรน้อย สมะวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2951/2566
#693673
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองร่วมกันมียาแก้ไอซึ่งมีส่วนผสมของไดเฟนไฮดรามีนและคลอร์เฟนิรามีน มาลีเอต อันเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายจำพวกฮิสตามีนและแอนติฮิสตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป เพื่อประโยชน์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และขอให้ยึดรถกระบะของกลางที่จำเลยทั้งสองใช้เป็นยานพาหนะไปรับและส่งยาแก้ไอให้แก่ลูกค้า เมื่อคดีมิได้มีการสืบพยานและข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถกระบะของกลางไปรับและส่งยาแก้ไอของกลางในลักษณะอย่างไร ทั้งรถกระบะโดยสภาพแล้วก็เป็นยานพาหนะที่บุคคลทั่วไปใช้เป็นยานพาหนะสัญจรตามธรรมดาในชีวิตประจำวัน รถกระบะของกลางจึงมิได้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือยานพาหนะที่จำเลยสองได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง จึงไม่อาจริบรถกระบะของกลาง ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ได้ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 12, 76, 101, 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จําเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 101 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จําคุกคนละ 3 ปี จําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจําคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ยาแก้ไอของกลางแม้จะเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตราย และมีจำนวนมากถึง 1,500 ขวด มีปริมาตรรวม 90 ลิตร แต่โดยสภาพมีคุณสมบัติหรือสรรพคุณใช้สำหรับบรรเทาอาการไอ ทั้งจำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดของตน ประกอบกับการต้องโทษจำคุกในระยะสั้น นอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยทั้งสองได้เท่าที่ควรแล้ว ยังทำให้จำเลยทั้งสองมีประวัติเสื่อมเสียและอาจได้รับผลกระทบในการประกอบสัมมาอาชีพโดยสุจริตหลังจากพ้นโทษ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองและคุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้ เพื่อให้พนักงานคุมประพฤติได้คอยช่วยเหลือสอดส่องดูแล แนะนำ หรือตักเตือน ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองและสังคมมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองมานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้จำเลยทั้งสองหลาบจำไม่กลับมากระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก เห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่งด้วย

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองร่วมกันมียาแก้ไอ ซึ่งมีส่วนผสมของไดเฟนไฮดรามีนและคลอร์เฟนิรามีน มาลีเอต อันเป็นยาแผนปัจจุบันชนิดยาอันตรายจำพวกฮิสตามีนและแอนติฮิสตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยทั้งสอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และขอให้ยึดรถกระบะของกลางที่จำเลยทั้งสองใช้เป็นยานพาหนะไปรับและส่งยาแก้ไอให้แก่ลูกค้า แต่เมื่อคดีนี้มิได้มีการสืบพยาน จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถกระบะของกลางไปรับและส่งยาแก้ไอของกลางในลักษณะอย่างไร ทั้งรถกระบะโดยสภาพแล้วก็เป็นยานพาหนะที่บุคคลทั่วไปใช้เป็นยานพาหนะสัญจรตามธรรมดาในชีวิตประจำวัน รถกระบะของกลางจึงมิได้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง จึงไม่อาจริบรถกระบะของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ได้ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสองคนละ 2,500 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 เดือน และปรับคนละ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองมีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอที่ให้ริบรถกระบะของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวบุญสิตา เชาว์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
วีระพงศ์ สุดาวงศ์
ภัทริกา จุลฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2934/2566
#700201
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ตำแหน่งนายกเทศมนตรี มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย กับมีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อและสั่งจ้างในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 จำเลยที่ 1 ลงนามอนุมัติสั่งซื้อและสั่งจ้างโดยทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีแล้วว่าการดำเนินการจ้างเหมาประกอบอาหารขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุไม่รู้ระเบียบมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นความรับผิดหาได้ไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะปลัดเทศบาล มีหน้าที่ควบคุมดูแลราชการประจำของเทศบาลให้เป็นไปตามนโยบาย แม้จะไม่มีหน้าที่ในการตรวจสอบระเบียบการดำเนินการจ้างโดยตรง และไม่มีอำนาจอนุมัติการจ้าง รวมทั้งไม่มีหน้าที่ในการตรวจรับการจ้างก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบรายงานที่ต้องเสนอจำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติตามลำดับชั้น จำเลยที่ 2 ลงนามในบันทึกขออนุมัติตกลงจ้างโดยวิธีตกลงราคาทั้งที่รู้ว่าเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่ผิดระเบียบ เสนอให้จำเลยที่ 1 ลงนาม โดยมีการดำเนินการในลักษณะเร่งรีบและรวบรัดเพื่อจะกำหนดตัวผู้รับจ้างได้เอง อันเป็นพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำไปเพื่อช่วยเหลือให้ ก. และ ส. เป็นผู้รับจ้างทำสัญญากับเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเหตุให้เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมได้รับความเสียหาย ไม่อาจพิจารณาคัดเลือกหาผู้รับจ้างที่เสนอราคาต่ำที่สุดจากการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 157 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาเงินค่าอาหาร หรือทรัพย์ใด ๆ ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ในโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151

สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองคลัง ย่อมมีอำนาจหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบกำกับดูแลภายในกองคลัง ทั้งยังมีฐานะเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และมีหน้าที่ตรวจสอบรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน การรับรองสิทธิการเบิกเงินงบประมาณ การควบคุมการปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน และเป็นฝ่ายตรวจอนุมัติฎีกาและควบคุมงบประมาณ มีหน้าที่ตรวจสอบรับรองความถูกต้อง การปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ และมติรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตามคำสั่งเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม การดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัสดุของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมย่อมอยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม แต่จำเลยที่ 3 กลับปล่อยให้มีการอนุมัติจัดจ้างด้วยวิธีการที่ขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 โดยไม่ทักท้วง และเสนอความเห็นทำนองรับรองความถูกต้องในการปฏิบัติตามระเบียบ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 3 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ในการอนุมัติและเห็นชอบให้มีดำเนินการจ้างเหมาประกอบโดยวิธีตกลงราคาทั้งที่ตามระเบียบจะต้องดำเนินการจ้างโดยวิธีสอบราคา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำไปโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และเป็นไปในทางเอื้ออำนวยให้ ก. และ ส. เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญาจ้างกับเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองไผ่ล้อมจึงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 3 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพ และยื่นคำร้องขอวางเงินบรรเทาความเสียหาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 48 เอกวีสติ โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองไผ่ล้อม จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม และจำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองคลังเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ในปีงบประมาณ 2551 เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมจัดโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ โดยใช้เงินงบประมาณตามเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2551 หมวดค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุประเภทค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรับรองและพิธีการเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม 340,000 บาท เพื่อจ้างเหมาประกอบอาหารเลี้ยงผู้มาร่วมงาน จำเลยที่ 2 ในฐานะปลัดเทศบาลเป็นผู้ลงนามเห็นชอบให้จัดโครงการ จำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติให้จัดโครงการและมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานประเพณีสงกรานต์ ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2551 มีการจัดทำบันทึกกองการศึกษาที่ นม.84701.6/- ลงวันที่ 17 เมษายน 2551 รวม 2 ฉบับ เรื่อง รายงานขอจ้างโดยวิธีตกลงราคา เพื่อขอจ้างเหมาประกอบอาหาร 14 รายการ เป็นเงิน 170,000 บาท และเรื่อง รายงานขอจ้างโดยวิธีตกลงราคา เพื่อขอจ้างเหมาประกอบอาหาร 12 รายการ เป็นเงิน 170,000 บาท โดยรายงานขอจ้างทั้งสองฉบับ มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเสนอจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาอนุมัติว่าเห็นควรดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 และมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้อนุมัติ และในวันเดียวกันมีการจัดทำบันทึกกองการศึกษาที่ นม.84701.6/- ลงวันที่ 17 เมษายน 2551 อีกสองฉบับ เรื่อง ขออนุมัติตกลงจ้างโดยวิธีตกลงราคา เพื่อจ้างเหมาประกอบอาหาร 14 รายการ เป็นเงิน 170,000 บาท กับนางสาวกฤษณา และเรื่องขออนุมัติตกลงจ้างโดยวิธีตกลงราคา เพื่อจ้างเหมาประกอบอาหาร 12 รายการ เป็นเงิน 170,000 บาท กับนางสวาท บันทึกทั้งสองฉบับมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะปลัดเทศบาล และจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่ออนุมัติและมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ตามคำสั่งเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมที่ 241/2551 ลงวันที่ 17 เมษายน 2551 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังลงลายมือชื่อในใบอนุมัติจ้างเลขที่ 193/2551 และ 194/2551 โดยจำเลยที่ 2 มีความเห็นว่า เห็นสมควรอนุมัติ จำเลยที่ 3 มีความเห็นว่าตรวจสอบถูกต้องแล้วเห็นสมควรอนุมัติ เสนอจำเลยที่ 1 ลงนามอนุมัติ ต่อมาเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมโดยจำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาจ้างกับนางสาวกฤษณาและนางสวาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อในฎีกาเบิกจ่ายเงินตามงบประมาณรายจ่ายโดยมีความเห็นว่า เห็นควรให้เบิกจ่ายได้ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่ออนุมัติและมีการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่นางสาวกฤษณาและนางสวาทแล้ว คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่อุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า การดำเนินคดีในระบบไต่สวนศาลต้องพิจารณาค้นหาความจริง เป็นหน้าที่ของศาลที่ต้องตรวจคำฟ้องว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เสียก่อน โดยคดีนี้โจทก์ได้ระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดพร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนี้ในวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีทนายความแล้ว ปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าเพิ่งได้รับแต่งตั้งจึงไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทัน แต่ในวันดังกล่าวศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 2 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ยืนยันให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ตามคำให้การที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2562 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเพิ่มเติมตามคำให้การฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ซึ่งปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีตามข้อกล่าวหาของโจทก์ได้อย่างถูกต้อง มิได้มีข้อหลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาตามคำฟ้องโจทก์เป็นอย่างดีแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นนี้ได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพซึ่งไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การจ้างเหมาประกอบอาหารในโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ประจำปี 2551 ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมที่ดำเนินการจ้างโดยวิธีตกลงราคาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 เป็นการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยชอบหรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้นางกนกวรรณ มวลตะคุ นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินภาค 4 และนางพุทธิพร พลอยผักแว่น นักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการพิเศษ สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ให้ถ้อยคำต่อพนักงานไต่สวนและเบิกความยืนยันเช่นเดียวกันว่า การจัดซื้อจัดจ้าง ในกรณีดังกล่าวจะต้องดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 14 ซึ่งจะต้องกระทำโดยวิธีสอบราคา ไม่อาจกระทำโดยวิธีตกลงราคาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 ได้ หากเรื่องใดไม่มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้จึงจะนำระเบียบกระทรวงการคลังมาใช้ได้ นอกจากนี้นางพุทธิพรยังให้ถ้อยคำอีกว่า ตามระเบียบปฏิบัติกรณีการจ้างซึ่งมีวงเงิน 340,000 บาท เพื่อจัดหาอาหารเลี้ยงผู้มาร่วมงานในวันเดียวกันนั้นจะต้องดำเนินการจ้างในคราวเดียวกัน ไม่อาจแบ่งแยกการจ้างเหมาเป็น 2 สัญญาได้ การที่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมจัดทำสัญญาจ้างเหมาเป็น 2 ฉบับ โดยแบ่งซื้อแบ่งจ้างและมีรายการอาหารซ้ำซ้อนกันเป็นการดำเนินการที่ผิดระเบียบ และหากเป็นกรณีเร่งด่วนในระยะเวลากระชั้นชิด แม้ไม่สามารถจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาได้ทันก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการแยกการจ้างเพื่อเปลี่ยนวิธีการจัดจ้างจากวิธีสอบราคาเป็นวิธีตกลงราคาได้เพราะเป็นการต้องห้ามตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ข้อ 13 ข้อ 14 และข้อ 20 เมื่อพิเคราะห์ระเบียบกระทรวงมหาดไทยและระเบียบกระทรวงการคลังทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว เห็นว่า การจ้างเหมาประกอบอาหารตามฟ้องเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมซึ่งเป็นหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุตามความในข้อ 5 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ซึ่งได้กำหนดคำนิยามของคำว่า "การพัสดุ" ไว้ให้หมายความว่า การจัดทำเอง การซื้อ การจ้าง... และการจ้างให้หมายความรวมถึงการจ้างทำของด้วย ดังนี้ ในการดำเนินการจ้างจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวตามความในข้อ 6 ที่กำหนดให้ใช้ระเบียบฉบับนี้บังคับแก่หน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุโดยใช้เงินงบประมาณ เงินกู้ เงินช่วยเหลือ เงินนอกงบประมาณ เงินยืมเงินสะสม เว้นแต่ได้มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เช่นนี้การจะนำระเบียบอื่นใดมาใช้บังคับแก่การดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุรวมถึงการจ้างในกรณีนี้ได้ก็ต่อเมื่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวมิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในเรื่องนั้นไว้ หรือในกรณีมีบทบัญญัติหรือระเบียบอื่นใดกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งในส่วนของการจ้างซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท นั้น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 14 วางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะแล้ว โดยกำหนดให้ดำเนินการจ้างโดยวิธีสอบราคา ทั้งเมื่อพิจารณาระเบียบกระทรวงการคลังข้างต้นแล้วไม่ปรากฏว่ามีระเบียบข้อใดวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินการจ้างกรณีตามฟ้องไว้โดยเฉพาะ อันเป็นบทยกเว้นการนำระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ มาใช้บังคับแก่กรณีการจ้างตามฟ้อง ดังนี้ เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมจึงไม่อาจนำระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549 มาบังคับใช้แก่กรณีการจ้างตามฟ้องโดยอนุโลมดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำสืบต่อสู้มาได้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างถึงหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0313.4/ว 1506 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 ทำนองว่า หนังสือฉบับดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 โดยสามารถนำระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าวมาใช้โดยอนุโลมได้นั้น เห็นว่า ความตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวเป็นเรื่องการจัดหาพัสดุในการฝึกอบรมของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น จึงไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่จะนำมาถือปฏิบัติสำหรับการเบิกค่าใช้จ่ายในการจ้างเหมาประกอบอาหารในโครงการส่งเสริมสนับสนุนสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการดำเนินการจ้างเหมาประกอบอาหารในโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ประจำปี 2551 ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 14 ซึ่งจะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีสอบราคา เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมไม่อาจเลือกใช้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 มาอ้างอิงในการดำเนินการจ้างได้ตามอำเภอใจ การที่จำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้ความเห็นชอบ และจำเลยที่ 1 อนุมัติให้ดำเนินการจ้างเหมาประกอบอาหารโดยวิธีตกลงราคา จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นดังกล่าว กรณีมีข้อต้องพิจารณาต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 หรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น จากการไต่สวนได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 อนุมัติโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ประจำปี 2551 แล้ว มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานดังกล่าวโดยแต่งตั้งจำเลยที่ 4 เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายอาหาร/เครื่องดื่มและภาชนะใส่อาหาร แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ/เลขานุการฝ่ายอาหาร/เครื่องดื่มและภาชนะใส่อาหาร ให้มีหน้าที่ติดต่อจัดหาอาหาร และมีคำสั่งแต่งตั้งนายนพดล นางรุ่งนภา และนางสาวลาภิกา เป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ จากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปมีหน้าที่ในขั้นตอนการคัดเลือกผู้รับจ้างประกอบอาหารหรือตกลงราคากับผู้รับจ้าง รวมทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตรวจรับการจ้าง จำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเห็นชอบตามที่มีการเสนอมาเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ลงนามและเสนอความเห็นตามที่มีการเสนอผ่านมาตามลำดับชั้นในฐานะที่เป็นปลัดเทศบาล ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการเงินงบประมาณค่าอาหารในโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนี้ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาเงินค่าอาหาร 340,000 บาท หรือทรัพย์ใด ๆ ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมในโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ครั้งนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 แต่การที่จำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรีซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย และรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย กับมีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อและสั่งจ้างในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 โดยภาระหน้าที่ดังกล่าวจำเลยที่ 1 ย่อมจะต้องรู้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเป็นงานในหน้าที่ของตน ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะที่เป็นปลัดเทศบาลมีหน้าที่ควบคุมดูแลราชการประจำของเทศบาลให้เป็นไปตามนโยบาย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่มีหน้าที่ในเรื่องการตรวจสอบระเบียบการดำเนินการจ้างโดยตรงและไม่มีอำนาจอนุมัติการจ้าง รวมทั้งไม่ได้มีหน้าที่ในการตรวจรับการจ้างก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบรายงานที่ต้องเสนอจำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติตามลำดับชั้น ดังนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมต้องทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องที่จะให้ความเห็นชอบอย่างถี่ถ้วนก่อนเสนอจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาอนุมัติ หากเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องใดไม่ถูกต้องตามระเบียบจะต้องมีข้อทักท้วง สำหรับเรื่องนี้ความปรากฏตามตามหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในบันทึกขออนุมัติตกลงจ้างโดยวิธีตกลงราคาทั้งที่รู้ว่าเป็นจัดซื้อจัดจ้างที่ผิดระเบียบ ยิ่งเป็นข้อชี้ชัดว่าจำเลยที่ 2 ลงนามเสนอความเห็นโดยทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีแล้วว่าการดำเนินการจ้างเหมาประกอบอาหารในครั้งนี้ขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยข้างต้น เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อหาผู้รับจ้างประกอบอาหารกับเป็นผู้กำหนดรายการอาหาร และจากการตรวจสอบเกี่ยวกับตัวผู้รับจ้างปรากฏว่านางสาวกฤษณาและนางสวาทไม่ได้เป็นผู้มีอาชีพประกอบอาหารโดยตรงแต่เป็นลูกจ้างของบริษัทเมืองย่า อินเตอร์เทรด จำกัด ส่วนนางสวาทเคยรับจ้างส่งนมให้แก่บริษัทดังกล่าวเท่านั้น โดยนางสวาทไม่ทราบเรื่องที่ตนเองมีชื่อเป็นผู้รับจ้างประกอบอาหารให้แก่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมในโครงการดังกล่าวและไม่เคยทำอาหารไปส่งตามสัญญาจ้าง ทั้งนางสวาทยอมรับว่าเป็นคนนำเช็คค่าอาหารจากเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมไปเรียกเก็บเงินตามคำไหว้วานของคนขับรถบริษัทเมืองย่า อินเตอร์เทรด จำกัด เมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คแล้วได้มอบเงินให้แก่คนขับรถดังกล่าวไป จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของการจัดซื้อจัดจ้างโดยปรากฏว่ามีการดำเนินการที่ผิดระเบียบหลายขั้นตอนในลักษณะเร่งรีบและรวบรัดเพื่อจะกำหนดตัวผู้รับจ้างได้เองอันเป็นพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริต โดยเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้เห็นและกระทำไปเพื่อช่วยเหลือให้มีการใช้ชื่อนางสาวกฤษณาและนางสวาทเป็นผู้รับจ้างทำสัญญากับเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเหตุให้เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมได้รับความเสียหายไม่อาจพิจารณาคัดเลือกหาผู้รับจ้างที่เสนอราคาต่ำที่สุดจากการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 กระทำไปเพราะความเข้าใจผิดพลาดเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ไม่มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหายและไม่มีเจตนาทุจริตนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเพื่อทำงานในหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของแผ่นดิน จำเลยที่ 1 ย่อมต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับระเบียบที่เกี่ยวข้องกับงานในอำนาจหน้าที่ จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุการไม่รู้ระเบียบมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นความรับผิดหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 2 ลงนามในเอกสารการจัดจ้างไปเพราะถูกจำเลยที่ 1 บังคับและข่มขู่นั้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบสนับสนุนตามข้อกล่าวอ้าง ทั้งในทางไต่สวนไม่ปรากฏเหตุใด ๆ ตามกฎหมายที่จะยกเว้นโทษให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองคลังย่อมมีอำนาจหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบกำกับดูแลภายในกองคลัง ทั้งยังมีฐานะเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน งานรับรองสิทธิการเบิกเงินงบประมาณ การควบคุมการปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน และเป็นฝ่ายตรวจอนุมัติฎีกาและควบคุมงบประมาณ มีหน้าที่ตรวจสอบรับรองความถูกต้อง การปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ และมติรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ การดำเนินการใด ๆ ของจำเลยที่ 3 ที่เกี่ยวข้องกับการพัสดุของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมย่อมเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 3 ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ของเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ซึ่งจำเลยที่ 3 ย่อมต้องทราบอำนาจหน้าที่ของตนและรู้ถึงระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอย่างดี โดยจะต้องปฏิบัติภายใต้กฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด หากมีการดำเนินการจ้างที่ผิดระเบียบก็มีหน้าที่ต้องนำเสนอระเบียบที่ถูกต้อง แต่จำเลยที่ 3 กลับปล่อยให้มีการอนุมัติจัดจ้างด้วยวิธีการที่ขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 โดยไม่ทักท้วง และเสนอความเห็นทำนองรับรองความถูกต้องในการปฏิบัติตามระเบียบ ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นและมีเจตนาที่จะนำระเบียบกระทรวงการคลังฯ มาใช้บังคับเพื่อหลบเลี่ยงการจ้างโดยวิธีสอบราคาโดยมุ่งหมายที่จะกำหนดตัวผู้รับจ้างได้โดยสะดวก ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาทำนองว่า การดำเนินการจ้างในครั้งนี้เป็นกรณีเร่งด่วนจึงไม่มีเวลาที่จะดำเนินการจ้างโดยวิธีสอบราคาได้นั้น เห็นว่า ทางไต่สวนได้ความว่า มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการส่งเสริมสนับสนุนงานสืบสานประเพณีวันสงกรานต์ปี 2551 มาตั้งแต่ก่อนสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ดังนี้ หากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมีเจตนาจะดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบมาแต่แรกก็อยู่ในวิสัยที่ดำเนินการในทุกขั้นตอนให้เสร็จสิ้นได้ไม่ยาก แต่กลับไม่กระทำการใดโดยปล่อยเวลาล่วงมาจนเป็นเวลากระชั้นชิดซึ่งนับเป็นข้อพิรุธในการจ้างอีกประการหนึ่งด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองไผ่ล้อมซึ่งถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางเมืองตามบทบัญญัติดังกล่าว และยังถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ด้วย ดังนั้น เมื่อมีการกระทำอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานราชการไปตามขอบอำนาจของระเบียบกฎหมายโดยสุจริตโดยมิได้มุ่งหมายให้มีการแข่งขันราคาอย่างไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 3 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ในการอนุมัติและเห็นชอบให้มีดำเนินการจ้างเหมาประกอบอาหารโดยวิธีตกลงราคาทั้งที่ตามระเบียบจะต้องดำเนินการจ้างโดยวิธีสอบราคา พฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้กระทำไปโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมและเป็นไปในทางเอื้ออำนวยแก่นางสาวกฤษณาและนางสวาทให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญาจ้างกับเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โทษจำคุกในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น เป็นอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาไม่อาจวางโทษสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ต่ำกว่านี้ได้อีก ทั้งศาลอุทธรณ์ยังลดโทษให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละหนึ่งในสามนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานและเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบและตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งมุ่งเอาแต่ประโยชน์แก่พวกพ้องส่งผลกระทบต่องบประมาณของรัฐในการพัฒนาประเทศ ทำให้รัฐต้องเสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะได้วางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายแล้ว ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และพิพากษาลงโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 5 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 151 ม. 157
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 — นายทวีศักดิ์ ไกรยา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธีร์ ไทยจินดา
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ประจุมาศ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2915/2566
#693451
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ จำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง จำคุก 3 ปี 6 เดือน เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นาง อ. ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ ผู้ร้องทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุก 25 ปี รวมจำคุก 27 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว รวมทุกกระทงคงจำคุก 5 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ จำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง จำคุก 3 ปี 6 เดือน เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยจำเลยไม่ได้ร่วมสมคบกับพวกวางแผนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในลักษณะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาตั้งแต่ต้นอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยร่วมกับพวกคบคิดกันกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ฎีกาของโจทก์จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสอง ม. 277 วรรคสี่
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายธวัชชัย หมื่นนาวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2912/2566
#694168
เปิดฉบับเต็ม

เหตุบกพร่องของสัญญาไม่ว่าจะเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือกลฉ้อฉลของผู้คัดค้านอันนำไปสู่ข้ออ้างของผู้ร้องว่าเป็นการกระทำละเมิดของผู้คัดค้าน เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเนื้อหาและความสมบูรณ์ของสัญญาซื้อขาย จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาโดยตรง อีกทั้งการยกเหตุดังกล่าวถือเป็นการโต้เถียงในเรื่องความมีอยู่ของสัญญา และการมีผลใช้บังคับของสัญญา ซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 24 การยื่นคำร้องคดีนี้จึงเป็นเรื่องสัญญา หาใช่มูลละเมิด และตามคำร้องดังกล่าวเป็นการตั้งสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับข้อโต้แย้งตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งจะต้องดำเนินการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงในสัญญา ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของตนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 16 ทั้งผู้ร้องกล่าวอ้างมาในคำร้องดังกล่าวแล้วว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปให้พ้นจากอำนาจศาล หรือจะโอนขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่ผู้คัดค้านหรือเพื่อจะทำให้ผู้ร้องเสียเปรียบ หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ย่อมมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) การที่ศาลชั้นต้นด่วนยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงว่าเป็นเช่นไรก่อน จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอให้มีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีที่มีชื่อบริษัทผู้คัดค้านเป็นเจ้าของบัญชี ตามบัญชีธนาคาร ก. สาขาถนนนวลจันทร์ เลขที่ 009 – 1 – 47XXX - X บัญชีธนาคาร ท. สาขาถนนนวลจันทร์ เลขที่ 149 – 3 – 01XXX – X บัญชีธนาคาร ก. สาขาถนนนวลจันทร์ เลขที่ 024 – 1 – 39XXX – X บัญชีธนาคาร ท. สาขาถนนนวลจันทร์ เลขที่ 149 – 2 – 45XXX - X บัญชีออมทรัพย์ธนาคาร ร. สาขาเทสโก้โลตัส สุขาภิบาล 1 เลขที่ 045 – 0 – 41XXX - X และเงินประกันตามสัญญาเช่าและสัญญาบริการในห้องเลขที่ 208 และ 209 อาคาร เอ็ม เอส สยามทาวเวอร์ เลขที่ 1023 ถนนพระราม 3 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ระหว่างบริษัท ท. กับผู้คัดค้านจำนวน 443,850 บาท ไว้ก่อนจนกว่าคณะอนุญาโตตุลาการจะได้มีคำชี้ขาด เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องก่อนหรือขณะดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 16

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของตนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 16 หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ข้อความตามสัญญาซื้อขายข้อ 7 ผู้ร้องและผู้คัดค้านมีเจตนาระงับข้อพิพาททั้งปวง โดยรวมถึงข้อพิพาททางแพ่งทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาททางสัญญาหรือละเมิดที่เกิดขึ้นจากหรือที่เกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขาย ถือเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านจงใจทำละเมิดต่อผู้ร้อง และผู้ร้องขอเรียกเงินมัดจำคืน แต่เหตุแห่งละเมิดสืบเนื่องมาจากที่ผู้ร้องถูกผู้คัดค้านหลอกลวงให้เข้าทำสัญญาซื้อขายโดยผู้คัดค้านไม่มีเจตนาก่อนิติสัมพันธ์ให้มีผลผูกพันตามสัญญาซื้อขายหรือส่งมอบสินค้าแก่ผู้ร้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินมัดจำ 66,600,000 บาท เป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายและเป็นข้อพิพาทที่ต้องระงับโดยวิธีอนุญาโตตุลาการนั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายข้อ 7 คู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาท การโต้เถียง หรือการเรียกร้องสิทธิใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้ รวมถึงความถูกต้อง ความไม่ถูกต้อง การฝ่าฝืน หรือการเลิกสัญญาดังกล่าว จะต้องได้รับการแก้หรือระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้คัดค้านกับพวกร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้ร้องด้วยการหลอกลวงผู้ร้องโดยทุจริต ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า ผู้คัดค้านมีถุงมือชนิดไนไตร ยี่ห้อ M. จำนวน 1,000,000 กล่อง ตามมาตรฐานคุณสมบัติที่ผู้ร้องต้องการและสามารถส่งมอบสินค้าให้ผู้ร้องได้ภายในกำหนด โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาหรือส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ร้องแต่อย่างใด ทั้งผู้คัดค้านไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ด้วยการส่งมอบถุงมือไนไตรตามคุณสมบัติและจำนวนที่ระบุในสัญญาได้อย่างแน่นอน เพียงแต่อาศัยการหลอกลวงผู้ร้องให้ทำสัญญาซื้อขายเพื่อเป็นช่องทางที่จะได้รับเงินมัดจำจำนวนร้อยละ 30 ของราคาสินค้าทั้งหมด คิดเป็นจำนวนเงิน 66,600,000 บาท และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 ผู้ร้องสั่งให้ E. Company โอนเงินของผู้ร้องเพื่อชำระมัดจำค่าถุงมือ 66,600,000 บาท ตามสัญญา เข้าบัญชีของผู้คัดค้านที่ธนาคาร ก. สาขาถนนนวลจันทร์ ต่อมาผู้คัดค้านกับพวกได้ร่วมกันยักย้ายเงินดังกล่าวโดยวิธีการถอนเงินสดออกจากบัญชี โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น หรือจะโอนทรัพย์สินเพื่อประวิงหรือขัดขวางการบังคับตามคำบังคับเอาแก่ผู้คัดค้าน เพื่อทำให้ผู้ร้องเสียเปรียบและมิให้ผู้ร้องสามารถติดตามเอาทรัพย์คืนนั้น เห็นว่า เหตุบกพร่องของสัญญาในกรณีที่ผู้ร้องอ้างไม่ว่าจะเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือกลฉ้อฉลของผู้คัดค้านอันนำไปสู่ข้ออ้างของผู้ร้องว่าเป็นการกระทำละเมิดของผู้คัดค้าน เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเนื้อหาและความสมบูรณ์ของสัญญาซื้อขาย จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาโดยตรง อีกทั้งการยกเหตุดังกล่าวถือเป็นการโต้เถียงในเรื่องความมีอยู่ของสัญญา และการมีผลใช้บังคับของสัญญา ซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 24 การยื่นคำร้องคดีนี้จึงเป็นเรื่องสัญญา หาใช่มูลละเมิดดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างไม่ และตามคำร้องดังกล่าวเป็นการตั้งสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับข้อโต้แย้งตามสัญญาซื้อขายซึ่งจะต้องดำเนินการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงในสัญญา ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของตนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 16 ทั้งผู้ร้องกล่าวอ้างมาในคำร้องดังกล่าวแล้วว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปให้พ้นจากอำนาจศาล หรือจะโอนขายหรือจำหน่ายทรัพยสินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่ผู้คัดค้านหรือเพื่อจะทำให้ผู้ร้องเสียเปรียบ หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ย่อมมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (1) (ก) การที่ศาลชั้นต้นด่วนยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงว่าเป็นเช่นไรก่อน จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 16 ม. 24
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวลภัสรดา บุญศรีโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัช นกแสง
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ธนาคม ลิ้มภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2911/2566
#693449
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ผ. จะมีชื่อเป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทร่วมกับ ม. ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 613/2531 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2531 แต่ต้องถือว่าเป็นการครอบครองทำประโยชน์ในฐานะเจ้าของรวม และ ผ. ใช้สิทธิแห่งการเป็นเจ้าของรวมในที่พิพาทเป็นโจทก์ที่ 3 ฟ้องจังหวัดสงขลาเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น และต่อสู้คดีจนถึงศาลฎีกา จึงเป็นกรณีเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิจัดการทรัพย์สินอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อรักษาทรัพย์สินโดยเข้าต่อสู้กับบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 และมาตรา 1359 อันเป็นการฟ้องคดีแทน ม. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งตามบทกฎหมายดังกล่าว จังหวัดสงขลาให้การและนำสืบต่อสู้ว่า ข. นายอำเภอเมืองสงขลาในขณะนั้นได้ประกาศให้ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์เมื่อปี 2476 ต่อมาเมื่อปี 2518 มีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพกลับกลายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอยู่ในความครอบครองดูแลของอธิบดีกรมที่ดิน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีอำนาจควบคุมดูแล และที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 3512-3518/2536 วินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2476 ผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาย่อมต้องผูกพัน ม. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมดุจกัน โจทก์ทั้งสิบเจ็ดเป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 26 ในคดีดังกล่าวจาก ม. จึงต้องถูกผูกพันตามข้อเท็จจริงที่ได้ความเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2476 ให้เป็นที่หวงห้ามสำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ต่อมาแม้มีพระราชกฤษฎีกาเมื่อปี 2518 ให้เพิกถอนสภาพแต่ที่พิพาทก็ยังคงเป็นของรัฐอยู่โดยอธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควรแก่กรณีตาม ป.ที่ดิน มาตรา 8 การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 26 ของที่พิพาทแก่ ม. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องเพราะเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โจทก์ทั้งสิบเจ็ดผู้รับโอนสิทธิจาก ม. จึงไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ทั้งสิบเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบ และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 ที่มิได้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ มาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับห้ามจำเลยทั้งสิบและบริวารโต้แย้งคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินและยุ่งเกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาทของโจทก์ทั้งสิบเจ็ด ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสิบเจ็ดในอัตราเดือนละ 450,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบและบริวารจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดตามฟ้อง หากจำเลยทั้งสิบไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 ถอนคำคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 26 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 กับบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 ไม่ถอนคำคัดค้านให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบเจ็ดสำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ให้โจทก์ทั้งสิบเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสิบเจ็ดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 26 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 และที่ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กับบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า ที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 26 เนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ เดิมมีชื่อนายเมฆเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ โดยนายเมฆขอรับรองการทำประโยชน์ในที่พิพาทเมื่อปี 2501 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2523 นางผ่องพักตร์ซื้อที่พิพาทจากนายเมฆ และนางผ่องพักตร์เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเมฆต่อศาลชั้นต้น ขอให้ส่งมอบที่ดินที่ซื้อขาย วันที่ 28 มิถุนายน 2531 นายเมฆทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงโอนที่พิพาทฝั่งทิศตะวันตกของถนนสาธารณะพื้นที่ด้านทิศใต้จดทางหลวงชนบทสายท่าสะอ้าน – บ้านน้ำกระจาย ฝั่งเดียวกับที่ตั้งของโรงเรียน น. ให้แก่นางผ่องพักตร์ตามแผนที่สังเขปท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 597/2529 หมายเลขแดงที่ 613/2531 ของศาลชั้นต้น ต่อมานางผ่องพักตร์เป็นโจทก์ฟ้องจังหวัดสงขลาเป็นจำเลย ขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการครองครองที่พิพาท ที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 3512 - 3518/2536 ว่า ที่พิพาทของนางผ่องพักตร์ที่นายเมฆโอนให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตั้งแต่ปี 2476 โดยเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2476 ขุนภักดีดำรงฤทธิ์ นายอำเภอเมืองสงขลาได้ประกาศให้ที่ดินตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เนื้อที่ประมาณ 4,600 ไร่ เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามสำเนาทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ต่อมาปี 2518 มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พ.ศ. 2518 ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อจะนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรให้แก่ประชาชนที่ประกอบอาชีพทำการประมงขนาดเล็ก (โพงพาง) และมีปัญหาด้านทำกินอยู่ในขณะนั้น โดยกองทัพภาคที่ 4 ได้รับมอบหมายจากกรมที่ดินให้เข้ามาจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนดังกล่าว เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544 จังหวัดสงขลาประกาศตั้งและกำหนดเขตหมู่บ้านในอำเภอเมืองสงขลาใหม่ โดยแยกหมู่บ้านบางดาน หมู่ที่ 1 และบ้านน้ำกระจาย หมู่ที่ 2 ตำบลพะวง จัดตั้งเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านชื่อหมู่บ้านโคกไร่ โดยตั้งเป็นหมู่ที่ 8 ตำบลพะวง โจทก์ทั้งสิบเจ็ดโดยโจทก์ที่ 16 เป็นทายาทผู้รับมรดกของนายเมฆมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 โจทก์ทั้งสิบเจ็ดและบุคคลที่มีชื่อเป็นเจ้าของรวมนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินดังกล่าวเพื่อแบ่งแยก จำเลยทั้งสิบคัดค้านว่า โจทก์ทั้งสิบเจ็ดนำรังวัดทับที่ดินสาธารณประโยชน์ที่กันไว้สำหรับเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการและที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ได้รับจัดสรรให้เข้าทำประโยชน์จากกองทัพภาคที่ 4

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ข้อแรกว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512 - 3518/2536 วินิจฉัยว่าที่ดินของนางผ่องพักตร์ ส่วนหนึ่งของที่พิพาทตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 26 เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมีผลผูกพันโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงที่พิพาท และแผนที่พิพาทที่ทั้งสองฝ่ายนำชี้แนวเขตให้เจ้าพนักงานที่ดินขึ้นรูปที่ดินพิพาทปรากฏว่า ที่พิพาทของโจทก์ทั้งสิบเจ็ดด้านทิศเหนือจดมัสยิดบ้านท่าสะอ้านเรียงรายตามแนวถนนสาธารณะด้านทิศตะวันออกลงมายังด้านทิศใต้จดทางหลวงชนบทสายท่าสะอ้าน – บ้านน้ำกระจาย และตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 597/2529 หมายเลขแดงที่ 613/2531 ของศาลชั้นต้น ประกอบแผนที่สังเขปแสดงที่ตั้งที่ดินแนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความ แผ่นที่ 3 ปรากฏว่านางผ่องพักตร์ซื้อที่พิพาทจากนายเมฆเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2523 ต่อมานางผ่องพักตร์เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเมฆต่อศาลชั้นต้น ขอให้ส่งมอบที่ดินที่ซื้อขาย วันที่ 28 มิถุนายน 2531 นายเมฆทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 26 ฝั่งทิศตะวันตกของถนนสาธารณะพื้นที่ด้านทิศใต้จดทางหลวงชนบทสายท่าสะอ้าน – บ้านน้ำกระจาย ฝั่งเดียวกับที่ตั้งของโรงเรียน น. ให้แก่นางผ่องพักตร์โดยให้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกับนายเมฆ นอกจากนี้ตามระวางรูปถ่ายทางอากาศที่ดินบ้านน้ำกระจาย ตำบลพะวง ยังระบุว่าที่พิพาทตั้งอยู่ในเขตบริเวณที่จัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐท้องที่หมู่ที่ 1 และที่ 2 ตำบลพะวง ตรงกับรูปแผนผังแสดงการแบ่งที่ดินให้แก่ส่วนราชการและประชาชนในท้องที่หมู่ที่ 1 และที่ 2 ตำบลพะวง ที่กองทัพภาคที่ 4 จัดทำ ซึ่งปรากฏที่ตั้งมัสยิดบ้านท่าสะอ้าน ที่ตั้งโรงเรียน น. และที่พิพาทอยู่ภายในแผนผังแสดงการแบ่งที่ดินตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ซึ่งได้ถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน (ที่เลี้ยงสัตว์) ในท้องที่ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ตามทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ และภายหลังจังหวัดสงขลากำหนดให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวใช้ชื่อว่า หมู่บ้านโคกไร่ หมู่ที่ 8 ตามประกาศจังหวัดสงขลา ยิ่งกว่านั้นยังได้ความจากหนังสือเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่นายเมฆจัดทำขึ้นว่า เมื่ออำเภอเมืองสงขลามีหนังสือด่วนมากที่ สข.0120/5982 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2533 แจ้งนายเมฆเจ้าของที่พิพาทว่ากระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบและพิจารณาเป็นยุติว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกในบริเวณหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องดำเนินการเพิกถอน โดยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 26 มีชื่อนายเมฆเป็นผู้ถือสิทธิอยู่ในขณะนั้นยังไม่ได้ถูกเพิกถอน ให้นายเมฆส่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวไปให้อำเภอเมืองสงขลาเพื่อดำเนินการเพิกถอน นายเมฆแจ้งต่ออำเภอเมืองสงขลาว่านายเมฆเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทต่อเนื่องมาจากบิดามารดาไม่น้อยกว่า 100 ปี ก่อนที่ทางราชการจะมีประกาศเป็นเขตหวงห้ามเลี้ยงสัตว์ร่วมกันเมื่อปี 2476 ก่อนขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อปี 2483 เท่ากับยอมรับว่าที่พิพาทอยู่ในเขตพื้นที่ที่ขุนภักดีดำรงฤทธิ์นายอำเภอเมืองสงขลาประกาศให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันประเภทที่เลี้ยงสัตว์ไว้ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2476 และขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อปี 2483 เยี่ยงนี้ แม้นางผ่องพักตร์จะมีชื่อเป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทร่วมกับนายเมฆตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 613/2531 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2531 แต่ต้องถือว่าเป็นการครอบครองทำประโยชน์ในฐานะเจ้าของรวม และนางผ่องพักตร์ใช้สิทธิแห่งการเป็นเจ้าของรวมในที่พิพาทเป็นโจทก์ที่ 3 ฟ้องจังหวัดสงขลาเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น และต่อสู้คดีจนถึงศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512 - 3518/2536 จึงเป็นกรณีเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิจัดการทรัพย์สินอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อรักษาทรัพย์สินโดยเข้าต่อสู้กับบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 และมาตรา 1359 อันเป็นการฟ้องคดีแทนนายเมฆซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งตามบทกฎหมายดังกล่าว จังหวัดสงขลาให้การและนำสืบต่อสู้ว่าขุนภักดีดำรงฤทธิ์นายอำเภอเมืองสงขลาในขณะนั้นได้ประกาศให้ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์เมื่อปี 2476 ต่อมาเมื่อปี 2518 มีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพกลับกลายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอยู่ในความครอบครองดูแลของอธิบดีกรมที่ดิน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีอำนาจควบคุมดูแล และที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 3512 - 3518/2536 วินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2476 ผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาย่อมต้องผูกพันนายเมฆซึ่งเป็นเจ้าของรวมดุจกัน โจทก์ทั้งสิบเจ็ดเป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 26 ในคดีดังกล่าวจากนายเมฆ จึงต้องถูกผูกพันตามข้อเท็จจริงที่ได้ความเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2476 ให้เป็นที่หวงห้ามสำหรับประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ต่อมาแม้มีพระราชกฤษฎีกาเมื่อปี 2518 ให้เพิกถอนสภาพแต่ที่พิพาทก็ยังคงเป็นของรัฐอยู่โดยอธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควรแก่กรณีตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 26 ของที่พิพาทแก่นายเมฆจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องเพราะเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันดังที่ได้วินิจฉัย โจทก์ทั้งสิบเจ็ดผู้รับโอนสิทธิจากนายเมฆจึงไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ทั้งสิบเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบ และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 ที่มิได้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ มาตรา 252 เมื่อวินิจฉัยเยี่ยงนี้แล้ว ก็หาจำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ที่ 1 ต่อไป เนื่องเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มานั้น ชอบแล้ว แต่ที่มิได้พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 นั้น ยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบเจ็ดสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1358 ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 252
ป.ที่ดิน ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ. กับพวก
จำเลย — นาย ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายเจน องควานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิเชียร ศรีฟ้าวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2868/2566
#694146
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำหน้าที่ประจำอยู่ในเรือเดินทะเลขนส่งสินค้าระหว่างประเทศอันเป็นเรือเดินทะเลที่มีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์โดยได้รับค่าจ้างตั้งแต่ปี 2537 จำเลยจึงเป็นเจ้าของเรือ โจทก์เป็นคนประจำเรือ และสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นข้อตกลงการจ้างของคนประจำเรือตามความหมายของ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 3

จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ในขณะ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ประกาศใช้บังคับแล้ว สิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการเลิกจ้างจึงต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว

การทำงานบนเรือเดินทะเลมีลักษณะและสภาพของงานแตกต่างจากการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานทั่วไป ดังจะเห็นได้จากเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ประกอบกับ พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง การตีความตามสัญญาจ้างแรงงานทั่วไปจึงไม่อาจนำมาใช้แก่คดีนี้ได้

จำเลยจ้างโจทก์ทำหน้าที่ประจำบนเรือเดินทะเล ซี่งโดยสภาพของการทำงานนั้นลูกจ้างต้องทำงานตลอดระยะเวลาที่อยู่ในเรือตั้งแต่เรือออกจากท่าเรือจนกระทั่งเรือถึงสถานที่ปลายทางแล้ว จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ตั้งแต่ปี 2537 เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันหลายฉบับ โดยสัญญาจ้างแต่ละฉบับได้กำหนดระยะเวลาทำงานไว้แน่นอน เช่น 12 เดือนบ้าง 9 เดือนบ้าง เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแล้ว สัญญาจ้างฉบับแรก ข้อ 07 เอ) มีข้อความว่า สัญญาจ้างนี้ให้ถือว่าถูกยกเลิกโดยปราศจากความรับผิดชอบอื่นใดของจำเลยโดยมีผลตั้งแต่วันที่โจทก์กลับมาถึงสถานที่ทำสัญญาหรือ ณ สถานที่ซึ่งตกลงกันให้เป็นสถานที่ปลายทาง โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผลในการเลิกสัญญา ส่วนสัญญาจ้างฉบับอื่นก็มีข้อความในทำนองเดียวกัน เห็นได้ว่าสัญญาจ้างแต่ละฉบับกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้แน่นอน รวมทั้งยังกำหนดเงื่อนไขการสิ้นสุดของสัญญาจ้างเมื่อโจทก์กลับถึงสถานที่ทำสัญญา หรือ ณ สถานที่ซึ่งตกลงกันให้เป็นสถานที่ปลายทาง แสดงว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันให้จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นคราว ๆ ตามระยะเวลาที่โจทก์ทำงานประจำบนเรือเท่านั้น

พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าของเรือต้องจัดให้มีข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือเป็นหนังสือพร้อมลายมือชื่อของเจ้าของเรือและคนประจำเรือ โดยจัดทำเป็นคู่ฉบับจัดเก็บไว้บนเรือหนึ่งฉบับ และอีกฉบับหนึ่งให้คนประจำเรือเก็บไว้ พร้อมที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ และ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรือทำงานบนเรือ โดยที่คนประจำเรือไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงว่ามีความพร้อมด้านสุขภาพในการทำงานบนเรือ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนด หมายความว่า เจ้าของเรือจะจ้างคนประจำเรือแต่ละครั้งต้องมีการทำสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ และต้องตรวจสุขภาพคนประจำเรือซึ่งเป็นเงื่อนไขในการทำงานบนเรือก่อนทุกครั้ง ดังนั้น จำเลยต้องคัดเลือกและตรวจสุขภาพโจทก์ก่อนให้ทำหน้าที่ประจำบนเรือทุกครั้ง มิใช่จำเลยสามารถสั่งให้โจทก์เข้าทำงานบนเรือได้ทันทีเสมือนโจทก์ยังเป็นลูกจ้างจำเลย ถือไม่ได้ว่าระยะเวลานับจากสัญญาจ้างฉบับเดิมสิ้นสุดลงจนถึงวันก่อนวันทำงานตามสัญญาจ้างฉบับต่อไปเป็นระยะเวลาพักอันจะนำระยะเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นระยะเวลาทำงานตามสัญญาจ้างทุกฉบับติดต่อกัน สัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา

ส่วนที่สัญญาจ้าง ข้อ 07 บี) มีข้อความว่า โจทก์อาจจะเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือ 2 เดือน และสัญญาจ้างฉบับอื่นก็มีข้อความในทำนองเดียวกันนั้น นอกจากมีข้อความดังกล่าวแล้วยังมีข้อความต่อไปอีกว่า จำเลยจะพยายามปลดเปลื้องโจทก์จากภาระหน้าที่ภายใน 2 เดือน หลังจากได้รับหนังสือบอกกล่าวนี้ หรือภายในโอกาสที่เร็วที่สุดหลังจากนั้น ในกรณีเช่นนั้นโจทก์จะมีสิทธิจะได้รับสิทธิในการส่งตัวกลับ อย่างไรก็ดี ถ้าคำขอเลิกสัญญานี้ได้ถูกให้ภายใน 4 เดือน นับแต่วันเข้าเป็นลูกเรือ (ระยะเวลาทดลองงาน) จำเลยสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องเอาคืนค่าใช้จ่ายและ/หรือความสูญเสียที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวกับค่าเดินทางมาร่วมโดยทางเครื่องบินและค่าเดินทางกลับทางเครื่องบิน ข้อความดังกล่าวจึงเป็นเพียงการคุ้มครองการทำงานของโจทก์ในกรณีโจทก์บอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา โดยกำหนดหน้าที่ของจำเลยเป็นผู้ดำเนินการส่งตัวโจทก์กลับ ข้อความดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาตามรายการในสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือเป็นสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ดังนี้ สัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือจึงสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาหรือสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันในสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานแต่ละฉบับโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง

เมื่อสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอน แม้โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดใดก็ตาม แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ถือได้ว่ามีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้าง ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 27,358 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 469,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวน กับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 234,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 27,358 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 234,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 23,450 บาท และไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ทำงานเป็นนายท้ายเรือ ปฏิบัติงาน ณ เรือขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ อันมีลักษณะและสภาพของงานที่มีลักษณะเฉพาะ จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ตั้งแต่ปี 2537 และมีการต่อสัญญากันต่อเนื่อง 18 ฉบับ หลังจากครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้าง เมื่อลูกจ้างขึ้นฝั่งจะต้องมีระยะเวลาพักอย่างน้อย 2 เดือน เห็นได้ว่าสัญญาจ้างแรงงานเพื่อทำงานทางทะเลโดยสภาพแล้วลูกจ้างต้องใช้ชีวิตอยู่บนเรือตลอดระยะเวลาของสัญญา เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างแล้วต้องพักผ่อนก่อนจึงเข้าทำงานใหม่ จึงเป็นระยะเวลาพักอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพและลักษณะเฉพาะของสัญญาจ้างแรงงานทางทะเล แม้ระหว่างระยะเวลาดังกล่าวจำเลยจะไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ก็ตาม ก็ถือว่าระยะเวลาการทำงานของโจทก์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ถือได้ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา แต่ขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นวันที่พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ใช้บังคับแล้ว พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การจ้างงานระหว่างเจ้าของเรือกับคนประจำเรือตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2560 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 29 ตุลาคม 2560 จึงเป็นกรณีที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 27,358 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดใด ๆ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นสมควรให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 234,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปี 2560 สัญญาจ้างยังมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างงานได้ซึ่งไม่แน่นอนว่าโจทก์จะบอกเลิกสัญญาจ้างงานเมื่อใด จึงเป็นการจ้างงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา และกรณีไม่ใช่เป็นการจ้างงานโดยเฉพาะเจาะจง ที่โจทก์ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากจำเลยตามที่เจ้าของเรือกำหนดและตรวจสุขภาพก่อนจึงจะได้ทำงานบนเรือได้นั้นเป็นขั้นตอนและกระบวนการรับสมัครแรงงานทางทะเลโดยทั่วไป สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าสามสิบวันเป็นเงิน 23,450 บาท ตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 44 วรรคสอง แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามข้อตกลงในสัญญาจ้างงานตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น นับได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้าง ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำหน้าที่ประจำอยู่ในเรือเดินทะเลขนส่งสินค้าระหว่างประเทศอันเป็นเรือเดินทะเลที่มีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์โดยได้รับค่าจ้างตั้งแต่ปี 2537 ครั้งสุดท้ายทำงานในตำแหน่งนายท้ายเรือ จำเลยจึงเป็นเจ้าของเรือ โจทก์เป็นคนประจำเรือ และสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นข้อตกลงการจ้างของคนประจำเรือตามความหมายของพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 3 เมื่อจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ในขณะพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ประกาศใช้บังคับแล้ว สิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการเลิกจ้างจึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว การทำงานบนเรือเดินทะเลมีลักษณะและสภาพของงานแตกต่างจากการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานทั่วไปดังจะเห็นได้จากเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวที่ปรากฏอยู่ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การจ้างงานระหว่างเจ้าของเรือกับคนประจำเรือตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน วรรคสอง บัญญัติว่า เจ้าของเรือต้องจัดให้มีการคุ้มครองด้านประกันสังคมและเงินทดแทนโดยให้คนประจำเรือได้รับสิทธิประโยชน์จากการคุ้มครองตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกำหนด ดังนั้น การตีความตามสัญญาจ้างแรงงานทั่วไปจึงไม่อาจนำมาใช้แก่คดีนี้ได้ พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 43 วรรคสอง บัญญัติว่า ข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการ ดังต่อไปนี้ (1) ... (17) วันสิ้นสุดหรือเงื่อนไขการสิ้นสุดของข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ ... และมาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ หรือสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และวรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่ข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือไม่มีกำหนดระยะเวลา เจ้าของเรือหรือคนประจำเรืออาจบอกเลิกข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือโดยบอกกล่าวล่วงหน้าให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ทั้งนี้ ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน แต่ไม่เกินสามสิบวัน ดังนี้ แม้บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้สัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือต้องกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด แต่บางกรณีสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานอาจไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ก็ได้ อย่างไรก็ดีหากสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดหรือเงื่อนไขของการสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานไว้ สัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานย่อมสิ้นสุดตามที่ตกลงกันนั้น คดีนี้จำเลยจ้างโจทก์ทำหน้าที่ประจำบนเรือเดินทะเล ซึ่งโดยสภาพของการทำงานนั้นลูกจ้างต้องทำงานตลอดระยะเวลาที่อยู่ในเรือตั้งแต่เรือออกจากท่าเรือจนกระทั่งเรือถึงสถานที่ปลายทางแล้ว จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ตั้งแต่ปี 2537 เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันหลายฉบับ โดยสัญญาจ้างแต่ละฉบับได้กำหนดระยะเวลาทำงานไว้แน่นอน เช่น 12 เดือนบ้าง 9 เดือนบ้าง เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแล้ว สัญญาจ้างฉบับแรก ข้อ 07 เอ) มีข้อความว่า สัญญาจ้างนี้ให้ถือว่าถูกยกเลิกโดยปราศจากความรับผิดชอบอื่นใดของจำเลยโดยมีผลตั้งแต่วันที่โจทก์กลับมาถึงสถานที่ทำสัญญาหรือ ณ สถานที่ซึ่งตกลงกันให้เป็นสถานที่ปลายทางโดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผลในการเลิกสัญญา ส่วนสัญญาจ้างฉบับอื่นก็มีข้อความในทำนองเดียวกัน เห็นได้ว่าสัญญาจ้างแต่ละฉบับกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้แน่นอน รวมทั้งยังกำหนดเงื่อนไขการสิ้นสุดของสัญญาจ้างเมื่อโจทก์กลับถึงสถานที่ทำสัญญาหรือ ณ สถานที่ซึ่งตกลงกันให้เป็นสถานที่ปลายทาง แสดงว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันให้จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นคราว ๆ ตามระยะเวลาที่โจทก์ทำงานประจำบนเรือเท่านั้น นอกจากนี้พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าของเรือต้องจัดให้มีข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือเป็นหนังสือพร้อมลายมือชื่อของเจ้าของเรือและคนประจำเรือ โดยจัดทำเป็นคู่ฉบับจัดเก็บไว้บนเรือหนึ่งฉบับและอีกฉบับหนึ่งให้คนประจำเรือเก็บไว้ พร้อมที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ และมาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรือทำงานบนเรือ โดยที่คนประจำเรือไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงว่ามีความพร้อมด้านสุขภาพในการทำงานบนเรือ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า เจ้าของเรือจะจ้างคนประจำเรือแต่ละครั้งต้องมีการทำสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือ และต้องตรวจสุขภาพคนประจำเรือซึ่งเป็นเงื่อนไขในการทำงานบนเรือก่อนทุกครั้ง ดังนั้น จำเลยต้องคัดเลือกและตรวจสุขภาพโจทก์ก่อนให้ทำหน้าที่ประจำบนเรือทุกครั้ง มิใช่จำเลยสามารถสั่งให้โจทก์เข้าทำงานบนเรือได้ทันทีเสมือนโจทก์ยังเป็นลูกจ้างจำเลย ถือไม่ได้ว่าระยะเวลานับจากสัญญาจ้างฉบับเดิมสิ้นสุดลงจนถึงวันก่อนวันทำงานตามสัญญาจ้างฉบับต่อไปเป็นระยะเวลาพักอันจะนำระยะเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นระยะเวลาทำงานตามสัญญาจ้างทุกฉบับติดต่อกัน สัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา ส่วนที่สัญญาจ้าง ข้อ 07 บี) มีข้อความว่า โจทก์อาจจะเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือ 2 เดือน และสัญญาจ้างฉบับอื่นก็มีข้อความในทำนองเดียวกันนั้น เห็นว่า สัญญาจ้าง ข้อ 07 บี) นอกจากมีข้อความว่า โจทก์อาจจะเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือ 2 เดือน แล้วยังมีข้อความต่อไปอีกว่า จำเลยจะพยายามปลดเปลื้องโจทก์จากภาระหน้าที่ภายใน 2 เดือน หลังจากได้รับหนังสือบอกกล่าวนี้ หรือภายในโอกาสที่เร็วที่สุดหลังจากนั้น ในกรณีเช่นนั้นโจทก์จะมีสิทธิจะได้รับสิทธิในการส่งตัวกลับ อย่างไรก็ดีถ้าคำขอเลิกสัญญานี้ได้ถูกให้ภายใน 4 เดือน นับแต่วันเข้าเป็นลูกเรือ (ระยะเวลาทดลองงาน) จำเลยสงวนสิทธิ์ที่จะเรียกร้องเอาคืนค่าใช้จ่ายและ/หรือความสูญเสียที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวกับค่าเดินทางมาร่วมโดยทางเครื่องบินและค่าเดินทางกลับทางเครื่องบิน ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการคุ้มครองการทำงานของโจทก์ในกรณีโจทก์บอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา โดยกำหนดหน้าที่ของจำเลยเป็นผู้ดำเนินการส่งตัวโจทก์กลับ ข้อความดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาตามรายการในสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือเป็นสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ดังนี้ สัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือจึงสิ้นสุดลง เมื่อครบกำหนดระยะเวลาหรือสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันในสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานแต่ละฉบับโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาจ้างหรือข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอนดังวินิจฉัยข้างต้น แม้โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดใดก็ตาม แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ถือได้ว่ามีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้าง ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาในทำนองว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนั้น โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้ศาลฎีกาบังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ประกอบกับศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าชดเชย แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องค่าชดเชยจึงเป็นอันยุติแล้ว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ม. 3 ม. 4 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 43 วรรคสอง ม. 44 วรรคหนึ่ง ม. 44 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายมานะ ธรรมชุตินันท์
- นายวัฒนา สุขประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2867/2566
#694805
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันซึ่งปรากฏในคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้ว การที่ผู้ร้องมิได้ระบุโฉนดที่ดินเลขที่ 18874 เป็นหลักฐานประกอบไว้ในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ก็จะฟังว่า ผู้ร้องไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันเสียทีเดียวหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอและ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 97 มิได้กำหนดระยะเวลาในการขอแก้ไขข้อความในรายการคำขอรับชำระหนี้ไว้ ผู้ร้องจึงชอบที่จะขออนุญาตแก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้จากการขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันเป็นการขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2554

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันโดยขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 18874 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์พร้อมอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.22/2551 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94 ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าหนี้ไม่มีประกันเป็นเจ้าหนี้มีประกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอแก้ไขข้อความในรายการคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้มีประกันขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน เจ้าหนี้นั้นต้องคืนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และสิทธิเหนือทรัพย์นั้นเป็นอันระงับ เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะแสดงต่อศาลได้ว่า การละเว้นนั้นเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอในกรณีเช่นนี้ศาลอาจอนุญาตให้แก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้ โดยกำหนดให้คืนส่วนแบ่งหรือกำหนดอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้" โดยมาตรา 97 มิได้กำหนดระยะเวลาในการขอแก้ไขข้อความในรายการคำขอรับชำระหนี้ไว้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขข้อความในรายการคำขอรับชำระหนี้ได้ไม่ว่าระยะเวลาใด ๆ แม้ว่าจะพ้นกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 แล้วก็ตาม ส่วนปัญหาว่า ผู้ร้องขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านตามคำขอรับชำระหนี้และบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน โดยระบุในคำขอรับชำระหนี้ว่าเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันก็ระบุว่า เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.22/2551 ระหว่างผู้ร้องเป็นโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 คดีนี้เป็นจำเลย มีหลักฐานประกอบหนี้เป็นคำพิพากษาตามยอม และสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งจะนำส่งต้นฉบับหลักฐานในชั้นสอบสวน เมื่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4 ระบุว่า หากจำเลยทั้งสอง (คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้) ผิดนัดไม่ชำระหนี้ไม่ว่างวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดในหนี้ทั้งหมด จำเลยทั้งสองยอมรับผิดชำระหนี้เต็มตามฟ้อง ให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดียึดทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 735/372 ชั้นที่ 29 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดคอนโด ท. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2539 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 28741 และที่ดินโฉนดเลขที่ 18874 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากขายได้ไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันจึงปรากฏในคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้ว การที่ผู้ร้องมิได้ระบุโฉนดที่ดินเลขที่ 18874 เป็นหลักฐานประกอบไว้ในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ก็จะฟังว่า ผู้ร้องไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันเสียทีเดียวหาได้ไม่ ทั้งตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายภานุ ลูกจ้างและทนายผู้ร้องให้ถ้อยคำไว้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่พลั้งเผลอยื่นคำขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันเนื่องจากเข้าใจว่าได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้ว ผู้ร้องมิได้มีเจตนาขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ร้องปกปิดหลักประกันเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้อื่น ทั้งผู้คัดค้านมิได้นำสืบพยานหลักฐานเพื่อหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ผู้ร้องไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยของสถาบันการเงินที่จะพึงมีเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่ผู้ร้องนำสืบว่า การที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอ ผู้ร้องชอบที่จะขออนุญาตแก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 97 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาโดยได้มีการสืบพยานของคู่ความในศาลล้มละลายกลางเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาใหม่ และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยข้างต้นว่า ผู้ร้องขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอและพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 97 มิได้กำหนดระยะเวลาในการขอแก้ไขข้อความในรายการคำขอรับชำระหนี้ไว้ ผู้ร้องจึงชอบที่จะขออนุญาตแก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้จากการขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันเป็นการขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันได้

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้ได้ตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท.
ผู้ร้อง — บริษัทธนาคาร ก.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัท ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวันดี ถิ่นวงษ์ม่อม
- นายสถาพร วิสาพรหม
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2863/2566
#694801
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าคดีนี้ไม่มีคุณลักษณะที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องดังกล่าว และอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยเฉพาะ แต่ยังสามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นได้ นอกจากนี้ ตามรายละเอียดของสินค้าและข้อมูลในแค็ตตาล็อกระบุคุณลักษณะและประสิทธิภาพการทำงานของสินค้าพิพาทว่าเหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่านำไปใช้สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องดังกล่าว และอุปกรณ์โทรคมนาคมเท่านั้น ดังนั้น สินค้าพิพาทจึงต้องจัดเข้าประเภทที่เหมาะสมตามหน้าที่การทำงานของสินค้านั้น จึงไม่อาจจัดเข้าในพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.11 ในฐานะเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ได้ แต่จัดอยู่ในพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.90 ในฐานะเป็นเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ อื่น ๆ อัตราอากรร้อยละ 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) เลขที่ กค 9200067/26-05-2558 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 กค 9200068/26-05-2558 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 กค 9200158/28-05-2558 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 กค 9200159/02-06-2558 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2558 กค 9200560/03-06-2558 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2558 กค 9200561/03-06-2558 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2558 กค 9200222/26-06-2558 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2558 กค 9200575/27-07-2558 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 กค 9200576/27-07-2558 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 กค 9200112/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 และ กค 9200167/17-11-2558 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ กค 40.3/3/2562/ป1/2562(3.4) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ให้จำเลยคืนเงินประกันและเบี้ยปรับพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน จนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 1,343,970.59 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน จากต้นเงิน 859,816.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความ 40,000 บาท แทนจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน เลขที่ กค 9200067/26-05-2558 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 เลขที่ กค 9200068/26-05-2558 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 เลขที่ กค 9200158/28-05-2558 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 เลขที่ กค 9200159/02-06-2558 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2558 เลขที่ กค 9200560/03-06-2558 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2558 เลขที่ กค 9200561/03-06-2558 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2558 เลขที่ กค 9200222/26-06-2558 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2558 เลขที่ กค 9200575/27-07-2558 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 เลขที่ กค 9200576/27-07-2558 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 เลขที่ กค 9200112/28-07-2558 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 และเลขที่ กค 9200167/17-11-2558 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ กค 40.3/3/2562/ป1/2562(3.4) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ให้จำเลยคืนเงินประกันค่าอากร 728,858.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือนของต้นเงิน 41,720 บาท นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2554 ของต้นเงิน 79,130 บาท นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2554 ของต้นเงิน 38,626 บาท นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2555 ของต้นเงิน 36,425.66 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 ของต้นเงิน 117,270 บาท นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2555 ของต้นเงิน 36,400 บาท นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2554 ของต้นเงิน 65,479.07 บาท นับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2553 ของต้นเงิน 49,146.13 บาท นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 ของต้นเงิน 71,280 บาท นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2555 ของต้นเงิน 137,138 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2555 และของต้นเงิน 56,243.47 บาท นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไปโดยไม่คิดทบต้น เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือนจนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืน แต่มิให้เกินจำนวนเงินประกันค่าอากรที่ต้องคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อระหว่างเดือนกันยายน 2553 ถึงเดือนธันวาคม 2557 โจทก์นำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่มีคุณลักษณะเป็นเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ (Static Converter) วันที่ 28 กันยายน 2553 โจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย โดยสำแดงพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.11 อัตราอากรร้อยละ 1 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าสินค้าดังกล่าวจัดเข้าพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.90 อัตราอากรร้อยละ 10 ในฐานะเป็นเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ อื่น ๆ จึงดำเนินคดีโจทก์ในความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 99 โจทก์โต้แย้งและขอวางเงินประกันค่าอากรในอัตราร้อยละ 10 กับวางเงินประกันค่าปรับจำนวน 2 เท่าของเงินอากรที่ขาดสำหรับความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป็นเงิน 130,958 บาท ต่อมาโจทก์นำเข้าสินค้าประเภทเดียวกันโดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย จำนวน 10 ฉบับ สำแดงพิกัดศุลกากรประเภท 8504.40.90 อัตราอากรร้อยละ 10 แต่โต้แย้งพิกัดและขอชำระอากรในพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.11 อัตราอากรร้อยละ 1 และร้อยละ 0 ตามช่วงเวลาที่นำเข้า โดยขอวางเงินประกันค่าอากรส่วนที่เหลือไว้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยให้โจทก์ชำระอากรกับวางเงินประกันค่าอากรไว้ในอัตราร้อยละ 10 และตรวจปล่อยสินค้าให้โจทก์รับไปแล้ว ต่อมาสำนักพิกัดอัตราศุลกากรของจำเลยได้พิจารณาตัวอย่างสินค้าของโจทก์แล้วเห็นว่า สินค้าที่นำเข้าจัดเข้าพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.90 อัตราอากรร้อยละ 10 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงประเมินเรียกเก็บภาษีอากรที่โจทก์ต้องชำระตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีวางประกัน) โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยกำหนดให้สินค้าเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่โจทก์นำเข้าจัดเป็นสินค้าในพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.90 อัตราอากรร้อยละ 10 ในฐานะเป็นเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ อื่น ๆ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจัดอยู่ในพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.90 ในฐานะเป็นเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ อื่น ๆ อัตราอากรร้อยละ 10 หรือจัดอยู่ในพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.11 ในฐานะเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) อัตราอากรร้อยละ 1 หรือร้อยละ 0 ตามช่วงเวลาที่นำเข้า โดยจำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้หยิบยกพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาพิจารณาประกอบกับใบโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน (Brochure) ของบริษัทผู้ผลิตที่โจทก์ได้นำส่ง ซึ่งลักษณะสินค้าของโจทก์เป็นตู้ขนาดใหญ่ บางรุ่นไม่มีแบตเตอรี่บรรจุอยู่ภายใน บางรุ่นก็มีแบตเตอรี่บรรจุอยู่ภายใน ลักษณะไม่เหมือนกับเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่ใช้กับเครื่องประมวลผลอัตโนมัติที่ประชาชนใช้กันทั่วไปในบ้านเรือนหรือในสำนักงานที่มีลักษณะเป็นกล่องขนาดไม่ใหญ่นักและนำมาใช้กับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติเท่านั้น เมื่อพิจารณาลักษณะของสินค้าตามแค็ตตาล็อกหรือคู่มือการใช้สินค้าแล้วเห็นว่าลักษณะสินค้าโจทก์ตามใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าวทุกฉบับเป็นตู้ขนาดใหญ่ ตามแค็ตตาล็อกของสินค้าที่โจทก์นำเข้าระบุสินค้าของโจทก์สามารถนำไปใช้กับ Data Center และอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นSensitive Electronic Equipment หรือเครื่องมือที่มีความไวต่อกระแสไฟฟ้า เช่น เครื่องมือแพทย์ต่าง ๆ ดังจะเห็นได้จากข้อความ "This is unique and perfectly responds to today's data center requirements" ซึ่งแปลว่า เครื่องนี้รองรับโดยสมบูรณ์กับความต้องการของศูนย์ข้อมูล หรือ "It is possible to add power as the data center power requirement grow" ซึ่งแปลว่า เครื่องนี้สามารถเพิ่มพลังงานตามความต้องการพลังงานของการเจริญเติบโตของศูนย์ข้อมูล แสดงให้เห็นว่า เครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่โจทก์นำเข้าไม่ใช่เครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่ใช้กันทั่วไปกับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ ประกอบกับตามคู่มือการใช้งานหรือแค็ตตาล็อกไม่มีข้อความใดระบุว่าเป็นเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่ใช้สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ มีแต่ข้อความใช้กับ "Data Center" ซึ่งข้อความทั้งหมดดังกล่าวหมายถึงเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) สามารถใช้กับอุปกรณ์ทาง data center และเพิ่มจำนวนพลังงานตามการเติบโตของอุปกรณ์ทาง data center หรือใช้กับระบบโครงสร้างพื้นฐาน มีช่องเสียบอุปกรณ์หลายช่องตามความต้องการของลูกค้า สินค้าที่โจทก์นำเข้าไม่ได้ใช้สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติและไม่มีข้อความที่แสดงว่าสินค้าของโจทก์ดังกล่าวผลิตเพื่อนำไปใช้สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติในใบโฆษณาแต่อย่างใด จึงไม่จัดอยู่ในพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.11 ของพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 นั้น พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีพยานปากเดียวคือนายธีรวัฒน์ กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์และเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าเป็นเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่และตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มระบุว่าเป็นเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ใช้สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องดังกล่าว และอุปกรณ์โทรคมนาคม และตามคู่มือการใช้งานสินค้า (Brochure) ก็ไม่มีข้อความว่าเครื่องจ่ายไฟสำรองนั้นสามารถนำไปใช้ได้กับอุปกรณ์อย่างอื่นและการตีความพิกัดอัตราศุลกากรของพนักงานเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น สินค้าที่โจทก์นำเข้าจึงจัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากร ประเภท 8504.40.11 ส่วนจำเลยมีนางสาวธัญญา นางสาวศรัณยา นางณัฐธิดา นางจารุวรรณ นางสาวอังคณา นายเศรษฐภัสส์ นายทวีพงษ์ นายชาญชัย นายพริสร และนายชัยชนม์ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเป็นพยานเบิกความสรุปได้ความทำนองเดียวกันว่า โจทก์นำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) รุ่น UPS CONCEPTPOWER DPA และ UPS CONCEPTPOWER DPA UPSCALE โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม สำแดงพิกัดอัตราศุลกากร ประเภท 8504.40.11 อัตราอากรร้อยละ 1 ของราคา แต่ในการตรวจปล่อยสินค้านั้นพบว่าสินค้าที่โจทก์นำเข้ามีลักษณะเป็นตู้ขนาดใหญ่เป็นเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่เป็นแบบ Double Conversion True Online หรือ True Double Conversion Online ภายในไม่มีแบตเตอรี่ และมีข้อมูลจากผู้ผลิตว่าสินค้านั้นไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่ใช้กับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติแต่ยังใช้กับระบบอื่นได้ จึงจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากร ประเภท 8504.40.90 อัตราอากรร้อยละ 10 ของราคา โดยนางสาวอังคณาและนายชัยชนม์ยังได้เบิกความเกี่ยวกับพิกัดอัตราศุลกากร ได้ความว่า พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ได้กำหนดพิกัดอัตราศุลกากร ประเภท 8504.40 สำหรับสินค้าประเภทเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ โดยแยกย่อยออกเป็น 5 ระดับ สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติและหน่วยของเครื่องดังกล่าวและอุปกรณ์โทรคมนาคมแยกย่อยออกเป็นประเภทพิกัดย่อย 8504.40.11 เครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) และประเภทพิกัดย่อย 8504.40.19 อื่น ๆ สำหรับเครื่องชาร์ตแบตเตอรี่มีพิกัดเกิน 100 เควีเอ จัดอยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8504.40.20 สำหรับเครื่องกลับกระแสไฟฟ้าอื่น ๆ จัดอยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8504.40.30 สำหรับเครื่องผกผัน (อินเวอร์เตอร์) จัดอยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8504.40.40 และสำหรับอื่น ๆ จัดอยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8504.40.90 และยังได้ความจากข้อมูลในเว็บไซด์ www.newaveups.com ซึ่งเป็นเว็บไซด์ของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าคดีนี้ให้โจทก์ โดยข้อมูลในเว็บไซด์ดังกล่าวไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ใช้กับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้กับระบบอื่นได้ และเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่โจทก์นำเข้ามีทั้งระบบใช้ไฟ 1 เฟส (ใช้กับแรงดันไฟฟ้า 220 – 240 V) และใช้ไฟ 3 เฟส (ใช้กับแรงดันไฟฟ้า 380 – 415 V) มาเป็นเหตุผลประกอบเพิ่มเติมโดยเห็นว่าสินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นสินค้าที่ใช้ไฟ 3 เฟส เป็นสินค้าที่ใช้สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร..." ดังนั้น การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดศุลกากรใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า และตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 บัญญัติว่า "...การจำแนกประเภทให้จำแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น" และข้อ 6 บัญญัติว่า "ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้หมายเหตุของหมวดและของตอนที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ดังนั้น ความหมายของรายการสินค้าในประเภทย่อยระดับใดระดับหนึ่งย่อมต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของข้อความในประเภทย่อยระดับที่เหนือขึ้นไป ซึ่งตามบัญชีพิกัดอัตราศุลกากร ในพิกัดประเภทย่อยที่ 8504.40 เครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ มีการจัดรายการสินค้าแบ่งพิกัดเป็นรายการย่อยลงไปอีก 5 ระดับ คือ หนึ่ง สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องดังกล่าวและอุปกรณ์โทรคมนาคม โดยระดับนี้มีพิกัดย่อยลงไปอีก 2 ระดับ คือ ประเภทย่อย 8504.40.11 เครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) และประเภทย่อย 8504.40.19 อื่น ๆ สอง ประเภทย่อย 8504.40.20 เครื่องชาร์ตแบตเตอรี่มีพิกัดเกิน 100 เควีเอ สาม ประเภทย่อย 8504.40.30 เครื่องกลับกระแสไฟฟ้าอื่น ๆ สี่ ประเภทย่อย 8504.40.40 เครื่องผกผัน (อินเวอร์เตอร์) และห้าประเภทย่อย 8504.40.90 อื่น ๆ ดังนี้ เมื่อเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) เป็นประเภทย่อยของพิกัดระดับ สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องดังกล่าว และอุปกรณ์โทรคมนาคม พิกัด 8504.40.11 จึงต้องเป็นเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่ใช้สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องดังกล่าว และอุปกรณ์โทรคมนาคมเท่านั้น หากกฎหมายต้องการที่จะให้เครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ โดยไม่จำกัดเฉพาะสำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องดังกล่าว และอุปกรณ์โทรคมนาคมเท่านั้น ก็ย่อมจัดให้เครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) เป็นรายการย่อยในระดับเดียวกับเครื่องชาร์ตแบตเตอรี่มีพิกัดเกิน 100 เควีเอ เครื่องกลับกระแสไฟฟ้าอื่น ๆ หรือเครื่องผกผัน (อินเวอร์เตอร์) มิใช่จัดให้อยู่ในรายการประเภทย่อยของพิกัดระดับ สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องดังกล่าว และอุปกรณ์โทรคมนาคม เมื่อนายชัยชนม์ พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้พิจารณาประเภทพิกัดศุลกากรและเป็นผู้ตรวจสอบตัวสินค้าพิพาทเบิกความว่า สินค้าพิพาทบางใบขนสินค้าไม่มีแบตเตอรี่ สินค้าที่ไม่มีแบตเตอรี่ย่อมไม่สามารถสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ได้แต่ต้องนำแบตเตอรี่มาเชื่อมต่อที่ช่องเสียบที่มีอยู่ กรณีจึงเห็นได้ว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าเป็นเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ (Static Converter) ซึ่งจัดอยู่ในพิกัดประเภทย่อยที่ 8504.40 มีหลักการทำงานที่เรียกว่า True Online Double Conversion มีลักษณะเป็นตู้ขนาดใหญ่และสามารถเพิ่มจำนวนหน่วยการจ่ายไฟฟ้าสำรองหรืออุปกรณ์เพิ่มเติม (Module) ได้ตามความต้องการของลูกค้าหรือลักษณะการใช้งานและตามแค็ตตาล็อกระบุว่าเหมาะสำหรับใช้กับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ดังจะเห็นได้จากข้อความ "This is unique and perfectly responds to today's data center requirements" ซึ่งแปลว่า เครื่องนี้รองรับโดยสมบูรณ์กับความต้องการของศูนย์ข้อมูล หรือ "It is possible to add power as the data center power requirement grow" ซึ่งแปลว่า เครื่องนี้สามารถเพิ่มพลังงานตามความต้องการพลังงานของการเจริญเติบโตของศูนย์ข้อมูล และตามแค็ตตาล็อกเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) คดีนี้ใช้กับศูนย์ข้อมูล (Data Center), เบลดเสิร์ฟเวอร์ (Blade server) ระบบป้องกันพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และยังได้ความจากข้อมูลในเว็บไซด์ www.newaveups.com ซึ่งเป็นเว็บไซด์ของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าคดีนี้ให้โจทก์ โดยข้อมูลเว็บไซด์ดังกล่าวไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ใช้กับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้กับระบบอื่นได้ นอกจากนี้เครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ที่โจทก์นำเข้ายังมีช่องเสียบสายสัญญาณต่าง ๆ ได้แก่ สาย USB สาย RS-232 ซึ่งเป็นสายสื่อสาร ไม่ใช่สายไฟฟ้า SNMP Slot ซึ่งเป็นช่องติดต่อระหว่างเครือข่าย (Network) จึงไม่ใช่เครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) สำหรับใช้กับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติหรือคอมพิวเตอร์เท่านั้น และโจทก์ก็ยอมรับในคำฟ้องว่าระบบไฟฟ้า 3 เฟส 380/220 V ไม่ได้จำกัดให้ใช้สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าในงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ดังนั้น สินค้าพิพาทจึงจัดอยู่ในพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.90 ในฐานะเป็นเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ อื่น ๆ อัตราอากรร้อยละ 10 ของราคา ส่วนที่โจทก์นำสืบว่าก่อนหน้านี้เมื่อปี 2559 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เคยพิจารณาอุทธรณ์สินค้าเครื่องจ่ายไฟสำรองรายโจทก์คดีนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว โดยเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าเป็นสินค้าพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.90 อัตราอากรร้อยละ 10 ของราคา แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เป็นสินค้าพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.11 อัตราอากรร้อยละ 1 ของราคา นั้น เนื่องจากในเอกสารแค็ตตาล็อกสินค้าดังกล่าวระบุชัดเจนว่าออกแบบเพื่อใช้ป้องกันอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (Computer and Servers) รายละเอียดปรากฏตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในรายงานการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งสินค้าในคดีดังกล่าวเป็นสินค้าเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) รุ่น POWERWARE PW 9155 และรุ่น POWERWARE PW 9355 แต่สินค้าพิพาทคดีนี้เป็นสินค้าคนละรุ่นกับที่เคยมีการพิจารณาไว้ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าคดีนี้ไม่มีคุณลักษณะที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องดังกล่าว และอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยเฉพาะ แต่ยังสามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นได้ นอกจากนี้ ตามรายละเอียดของสินค้าและข้อมูลในแค็ตตาล็อกระบุคุณลักษณะและประสิทธิภาพการทำงานของสินค้าพิพาทว่าเหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่านำไปใช้สำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องดังกล่าว และอุปกรณ์โทรคมนาคมเท่านั้น ดังนั้น สินค้าพิพาทจึงต้องจัดเข้าประเภทที่เหมาะสมตามหน้าที่การทำงานของสินค้านั้น จึงไม่อาจจัดเข้าในพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.11 ในฐานะเครื่องจ่ายไฟสำรอง (ยูพีเอส) ได้ แต่จัดอยู่ในพิกัดศุลกากร ประเภท 8504.40.90 ในฐานะเป็นเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดอยู่คงที่ อื่น ๆ อัตราอากรร้อยละ 10 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 15 วรรคสาม
บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายเดชา คำสิทธิ
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2860/2566
#693667
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างจำเลยควบคุมงานก่อสร้างโครงการอาคารชุดของโจทก์ การควบคุมงานในส่วนงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมอันเป็นงานก่อสร้างของบริษัท น. งานที่ก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่องและยังไม่ได้แก้ไข จำเลยจึงไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมงานให้ถูกต้องตามที่ได้ให้สัญญา เป็นการผิดสัญญาว่าจ้างควบคุมงานในส่วนงานก่อสร้างของบริษัท น. แต่การควบคุมงานในส่วนงานระบบของบริษัท อ. เมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าจ้างควบคุมงานของเดือนมีนาคม 2559 จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่มาควบคุมงาน การที่จำเลยไม่มาควบคุมงานตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 ถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะทิ้งงาน ที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 25 เมษายน 2559 แจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา และมีหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2559 บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย แต่ตามหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวโจทก์เพียงแจ้งให้จำเลยกลับมาทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างภายใน 15 วัน และขอให้จำเลยเรียกบริษัท อ. เข้ามาแก้ไขความบกพร่องที่เกิดจากการทำงานของบริษัทดังกล่าว เมื่อจำเลยเพิกเฉย โจทก์ก็มีหนังสือบอกเลิกสัญญา เท่ากับว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาด้วยเหตุที่จำเลยทิ้งงานและเหตุที่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างควบคุมงานในส่วนงานก่อสร้างของบริษัท อ. ซึ่งทั้งสองเหตุนี้จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่อาจนำมาเป็นเหตุในการบอกเลิกสัญญาได้ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบ มีผลเท่ากับกับโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา

ตามสัญญาว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง ข้อ 4 วรรคสอง ระบุไว้ในตอนท้ายว่า การที่โจทก์ไม่บอกเลิกสัญญา ไม่เป็นเหตุให้จำเลยพ้นจากความรับผิดตามสัญญา จำเลยจึงยังคงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาว่าจ้างควบคุมงานในส่วนงานก่อสร้างของบริษัท น. แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัท น. ได้ยื่นฟ้องขอให้บังคับโจทก์คืนเงินประกันผลงานและชำระค่าจ้างทำงานก่อสร้างดังกล่าวส่วนที่ยังค้างชำระ โจทก์ฟ้องแย้งขอให้บังคับบริษัท น. ชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานก่อสร้างบกพร่อง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2309/2561 ของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์คืนเงินประกันผลงานที่โจทก์หักไว้จากค่าจ้างในแต่ละงวด รวม 14,256,971.38 บาท และให้รับผิดในค่าจ้างที่ยังไม่ได้ชำระ 7,978,778.68 บาท แก่บริษัท น. โดยให้หักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายที่บริษัท น. ทำงานก่อสร้างบกพร่อง เป็นเงิน 4,857,212.97 บาท ซึ่งค่าเสียหายในส่วนของงานก่อสร้างที่บกพร่องเป็นค่าเสียหายจำนวนเดียวกับที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในคดีนี้ ถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ จำเลยและบริษัท น. ต้องรับผิดแก่โจทก์เช่นอย่างลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 การที่บริษัท น. ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ด้วยวิธีการหักกลบลบหนี้กับเงินประกันผลงานและค่าจ้างที่โจทก์ค้างชำระ ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยด้วยตามมาตรา 292 วรรคหนึ่ง มีผลให้หนี้ของจำเลยในคดีนี้ระงับไป จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาว่าจ้างควบคุมงานในส่วนงานก่อสร้างของบริษัท น. แก่โจทก์อีก

ตามสัญญาว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง ข้อ 5 ระบุว่า หากโจทก์บอกเลิกสัญญาตามข้อ 4 แล้ว จำเลยจะต้องคืนเงินค่าจ้างที่ได้รับไว้ให้แก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยสัญญาข้อ 4 วรรคสอง มีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างที่จำเลยได้รับไปแล้วคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 27,661,402.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,022,929.26 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยควบคุมงานก่อสร้างโครงการอาคารชุดของโจทก์ ประกอบด้วยงานก่อสร้างปรับปรุงอาคาร A, B และ C งานสถาปัตยกรรมตกแต่งภายใน และงานวิศวกรรมระบบประกอบอาคาร ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 7,366,950 บาท แบ่งชำระเป็น 20 งวดเดือน กำหนดระยะเวลาควบคุมการก่อสร้าง 20 เดือน นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2556 และจะควบคุมการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2558 ซึ่งต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2557 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท น. ก่อสร้างคอนโดมิเนียม อาคาร A, B และ C ในส่วนของงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม และงานระบบสุขาภิบาล กำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 25 กรกฎาคม 2558 และทำสัญญาว่าจ้างบริษัท อ. ทำงานระบบประกอบอาคารชุดคอนโดมิเนียม อาคาร A, B และ C ประกอบด้วยงานระบบไฟฟ้าสื่อสาร งานระบบปรับอากาศและระบายอากาศ งานระบบสุขาภิบาล งานระบบดับเพลิง และงานภายนอกอาคาร กำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 25 กรกฎาคม 2558 จำเลยทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2558 แต่งานก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ จำเลยยังคงทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างต่อมาโดยได้รับค่าจ้างจากโจทก์เป็นรายเดือน โดยโจทก์ชำระค่าจ้างเพียงถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2559 รวมเป็นเงินค่าจ้างที่จำเลยได้รับจากโจทก์ทั้งสิ้น 9,539,404.32 บาท แต่โจทก์ไม่ชำระค่าจ้างของเดือนมีนาคม 2559 จำเลยจึงหยุดทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 เป็นต้นไป ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 25 เมษายน 2559 แจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2559 บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2561 แจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและเรียกเงินค่าจ้างคืน แต่จำเลยเพิกเฉย บริษัท อ. ยื่นฟ้องโจทก์เรียกค่าจ้างที่ค้างชำระและให้คืนเงินประกันผลงานอันเกิดจากการทำงานตามสัญญาว่าจ้างรับเหมาทำงานระบบประกอบอาคารชุดคอนโดมิเนียม โจทก์ให้การและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่บริษัท อ. ทำงานล่าช้าและบกพร่อง โดยค่าเสียหายในส่วนของงานบกพร่องนั้นเป็นรายการเดียวกับค่าเสียหายในคดีนี้ที่โจทก์ยื่นฟ้องให้จำเลยรับผิดจากการที่ไม่ได้ควบคุมงานระบบของบริษัท อ. ให้เป็นไปตามสัญญา ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่าบริษัท อ. ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และฟังไม่ได้ว่าความชำรุดบกพร่องของงานระบบเกิดจากความผิดของบริษัท อ. แล้วพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระและคืนเงินประกันผลงานแก่บริษัท อ. และยกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา คดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างและต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด และตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าจ้างที่ได้รับไปแล้วให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ความเสียหายที่โจทก์ฟ้องเกิดจากบริษัท น. ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ไม่ได้เกิดจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของจำเลย ส่วนโจทก์ฎีกาว่า งานของผู้รับเหมายังไม่แล้วเสร็จ เพราะยังไม่ได้ส่งมอบงานตามสัญญาและมีงานบกพร่องที่ผู้รับเหมาจะต้องแก้ไข สัญญาว่าจ้างจำเลยควบคุมงานยังไม่ได้สิ้นสุดลง จำเลยต้องปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาต่อไป แต่จำเลยผิดสัญญาด้วยการทิ้งงาน โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และจำเลยต้องคืนเงินค่าจ้างที่ได้รับไปแล้วให้แก่โจทก์ตามสัญญา เห็นว่า ตามข้อเสนอบริการบริหารงานโครงการและควบคุมงานก่อสร้างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างได้กำหนดขอบเขตการให้บริการไว้ในข้อ 3 ถึงข้อ 5 ว่า จำเลยมีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้าง โดยทำการควบคุมและกำกับดูแลให้คู่สัญญาของโครงการปฏิบัติตามสัญญาและทำภารกิจต่าง ๆ ให้สำเร็จ ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนโจทก์ในการตรวจสอบงานต่าง ๆ พร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อโจทก์เพื่อใช้ประกอบการตรวจรับมอบงาน ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยมาทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2556 ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2559 จำเลยต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว ในข้อนี้ โจทก์มีนายกมล กรรมการผู้จัดการโจทก์ และนายพิละพรรธน์ พนักงานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบและสำรวจความเสียหายของงานก่อสร้าง เบิกความในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ตรวจสอบการก่อสร้างของบริษัท น. พบว่าทำงานบกพร่องผิดสัญญาหลายประการ อันเกิดจากจำเลยควบคุมงานไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้ใช้ความสามารถของตนในการตรวจสอบถึงความบกพร่องและสั่งให้แก้ไข ส่วนจำเลยมีนายคณบฎหรืออภิชัช พนักงานของจำเลยซึ่งทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโครงการก่อสร้างอาคารของโจทก์ เบิกความว่า ขณะทำงานพยานตรวจพบความเสียหายที่เกิดจากการทำงานของบริษัทผู้รับเหมาทั้งสองรายและแจ้งให้ผู้รับเหมาแก้ไขแล้ว รวมทั้งแจ้งให้โจทก์ทราบในระหว่างการประชุมผู้ทำงานด้วย เห็นว่า โจทก์มีภาพถ่ายรอยร้าวของผนังอาคาร ช่องหน้าต่างที่กว้างกว่าบานหน้าต่างเกินมาตรฐาน น้ำที่รั่วเข้าห้องพัก และลานจอดรถใต้อาคารที่มีน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ก่อสร้างชำรุดบกพร่องมาสนับสนุน และสอดคล้องกับรายงานการประชุม Site Meeting ครั้งที่ 65/2558 ที่นายโกสิน ตัวแทนของบริษัท น. แถลงต่อที่ประชุมยอมรับว่าลูกค้าห้องเลขที่ 225, 417 และ 418 อาคาร C แจ้งว่าพื้นลามิเนตยุบ โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งถึงความชำรุดบกพร่องของงานดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า งานก่อสร้างของบริษัท น. มีความชำรุดบกพร่องที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขดังที่โจทก์นำสืบ เมื่อพิจารณาถึงขั้นตอนการทำงานของบริษัท น. ที่ปรากฏในสำเนารายงานการประชุม Site Meeting แล้ว เชื่อว่าบริษัทดังกล่าวก่อสร้างงานชำรุดบกพร่องตั้งแต่ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยมาควบคุมงาน แม้จะตรวจพบความชำรุดบกพร่องในภายหลัง แต่ก็ถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย หากจำเลยซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพด้านการควบคุมงานก่อสร้างได้ใช้ความรู้ความชำนาญในวิชาชีพทำการควบคุมงานโดยใกล้ชิดและตรวจสอบผลงานก่อสร้างของบริษัท น. ด้วยความละเอียดรอบคอบ ย่อมสามารถตรวจพบความชำรุดบกพร่องของงานก่อสร้างตามที่โจทก์นำสืบและสั่งให้ดำเนินการแก้ไขพร้อมทั้งแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อใช้ประกอบในการตรวจรับมอบงานได้ไม่ยาก แต่จำเลยกลับไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้องตามที่ได้ให้สัญญาไว้แก่โจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากงานก่อสร้างของบริษัท น. ที่มีความชำรุดบกพร่องและยังไม่ได้รับการแก้ไข จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาว่าจ้างควบคุมงานในส่วนงานก่อสร้างของบริษัท น. แต่การควบคุมงานในส่วนงานระบบของบริษัท อ. ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ พ.1627/2561 ซึ่งวินิจฉัยว่า บริษัท อ. ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และฟังไม่ได้ว่าความชำรุดบกพร่องของงานระบบเกิดจากความผิดของบริษัท อ. คดีนี้จึงต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาว่าจ้างควบคุมงานในส่วนงานก่อสร้างของบริษัท อ. สำหรับข้ออ้างว่าจำเลยทิ้งงานนั้น เห็นว่า ตามข้อเสนอบริการบริหารงานโครงการและควบคุมงานก่อสร้างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างได้กำหนดขอบเขตการให้บริการไว้ในข้อ 8 ว่า จำเลยมีหน้าที่ดูแลผลงานหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้นลง โดยยังคงความรับผิดชอบต่อไปจนกว่าความรับผิดของคู่สัญญาของโครงการสิ้นสุดลงและหมดระยะเวลาประกันผลงานทุกสัญญา แสดงว่าหลังจากควบคุมงานก่อสร้างจนเสร็จและโจทก์รับมอบงานจากผู้รับเหมาแล้ว จำเลยยังคงมีหน้าที่ดูแลผลงานหลังการก่อสร้างต่อไปอีกจนหมดระยะเวลารับประกันผลงานก่อสร้างของผู้รับเหมา หาใช่ว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาควบคุมงานตามที่ระบุในสัญญาแล้วสัญญาจะสิ้นสุดลงทันทีไม่ ส่วนที่สัญญาว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง ข้อ 2.2 วรรคหนึ่ง ระบุว่า ในกรณีที่ครบกำหนดระยะเวลารับจ้างควบคุมการก่อสร้างแล้ว แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จอันเนื่องมาจากความบกพร่อง หรือความผิด หรือเหตุใด ๆ ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยตกลงจะควบคุมการก่อสร้างต่อไปจนกว่างานจะเสร็จสิ้นโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และวรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่ครบกำหนดระยะเวลารับจ้างควบคุมการก่อสร้างแล้ว แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัยซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ ถ้าโจทก์มีความประสงค์จะว่าจ้างจำเลยต่อไป ให้โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบเป็นลายลักษณ์อักษร นั้น ปรากฏจากสำเนารายงานการประชุม Site Meeting ว่าเหตุที่งานล่าช้าเป็นเพราะจำนวนคนงานของผู้รับเหมาทั้งสองรายมีน้อย และจำเลยได้สั่งให้เร่งดำเนินการเพิ่มจำนวนคนงานมาตลอด ซึ่งตัวแทนของโจทก์ที่เข้าร่วมประชุมก็ได้รับทราบปัญหานี้แล้ว การที่ผู้รับเหมาทั้งสองรายก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาถือเป็นเหตุสุดวิสัยซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ หาได้เกิดจากความบกพร่อง หรือความผิด หรือเหตุใด ๆ ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ อันจะทำให้จำเลยต้องควบคุมการก่อสร้างต่อไปจนกว่างานจะเสร็จสิ้นโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไม่ ดังจะเห็นได้จากเมื่อครบกำหนดระยะเวลาควบคุมงานในวันที่ 15 มิถุนายน 2558 ตามสัญญาแล้ว งานก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ จำเลยยังคงทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างต่อไปโดยโจทก์ชำระค่าจ้างให้เป็นรายเดือนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ดังนี้ แม้โจทก์ไม่ได้แจ้งความประสงค์จะว่าจ้างจำเลยต่อไปให้จำเลยทราบเป็นลายลักษณ์อักษรตามที่ระบุไว้ในสัญญา ก็ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยตกลงต่อระยะเวลาควบคุมงานตามสัญญาออกไปโดยปริยาย สัญญาว่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์มีหน้าที่ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยตามระยะเวลาที่จำเลยมาควบคุมงานก่อสร้าง เมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าจ้างของเดือนมีนาคม 2559 จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่มาควบคุมงานภายหลังจากนั้น การที่จำเลยไม่มาควบคุมงานตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 เป็นต้นไป จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะทิ้งงาน มีปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง ข้อ 4 ได้กำหนดขั้นตอนในการบอกเลิกสัญญาว่า ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จะต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรโดยแจ้งเหตุผลในการที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและขอให้จำเลยจัดการปรับปรุงแก้ไขเสียก่อน ถ้าจำเลยละเลยไม่จัดการแก้ไขภายใน 15 วัน โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ในข้อนี้ โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 25 เมษายน 2559 แจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา และมีหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2559 บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย แต่ตามหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวโจทก์เพียงแจ้งให้จำเลยกลับมาทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างภายใน 15 วัน และขอให้จำเลยเรียกบริษัท อ. เข้ามาแก้ไขความบกพร่องที่เกิดจากการทำงานของบริษัทดังกล่าว เมื่อจำเลยเพิกเฉย โจทก์ก็มีหนังสือบอกเลิกสัญญา เท่ากับว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาด้วยเหตุที่จำเลยทิ้งงานและเหตุที่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างควบคุมงานในส่วนงานก่อสร้างของบริษัท อ. ซึ่งทั้งสองเหตุนี้จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาดังที่ได้วินิจฉัยมาในตอนต้น โจทก์ย่อมไม่อาจนำมาเป็นเหตุในการบอกเลิกสัญญาได้ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบ มีผลเท่ากับกับโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา อย่างไรก็ดี ตามสัญญาว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง ข้อ 4 วรรคสอง ระบุไว้ในตอนท้ายว่า การที่โจทก์ไม่บอกเลิกสัญญา ไม่เป็นเหตุให้จำเลยพ้นจากความรับผิดตามสัญญา ดังนั้น จำเลยจึงยังคงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาว่าจ้างควบคุมงานในส่วนงานก่อสร้างของบริษัท น. แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัท น. ได้ยื่นฟ้องขอให้บังคับโจทก์คืนเงินประกันผลงานและชำระค่าจ้างทำงานก่อสร้างดังกล่าวส่วนที่ยังค้างชำระ โจทก์ฟ้องแย้งขอให้บังคับบริษัท น. ชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานก่อสร้างบกพร่อง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2309/2561 ของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์คืนเงินประกันผลงานที่โจทก์หักไว้จากค่าจ้างในแต่ละงวด รวม 14,256,971.38 บาท และให้รับผิดในค่าจ้างที่ยังไม่ได้ชำระ 7,978,778.68 บาท แก่บริษัท น. โดยให้หักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายที่บริษัท น. ทำงานก่อสร้างบกพร่อง เป็นเงิน 4,857,212.97 บาท ซึ่งค่าเสียหายในส่วนของงานก่อสร้างที่บกพร่องเป็นค่าเสียหายจำนวนเดียวกับที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในคดีนี้ ถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ จำเลยและบริษัท น. ต้องรับผิดแก่โจทก์เช่นอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 การที่บริษัท น. ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ด้วยวิธีการหักกลบลบหนี้กับเงินประกันผลงานและค่าจ้างที่โจทก์ค้างชำระ ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยด้วยตามมาตรา 292 วรรคหนึ่ง มีผลให้หนี้ของจำเลยในคดีนี้ระงับไป จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาว่าจ้างควบคุมงานในส่วนงานก่อสร้างของบริษัท น. แก่โจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์ 500,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าจ้างที่ได้รับไปแล้วทั้งหมดให้แก่โจทก์ตามสัญญา นั้น เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง ข้อ 5 ระบุว่า หากโจทก์บอกเลิกสัญญาตามข้อ 4 แล้ว จำเลยจะต้องคืนเงินค่าจ้างที่ได้รับไว้ให้แก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยสัญญาข้อ 4 วรรคสอง ดังที่ได้วินิจฉัยมาในตอนต้น มีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างที่จำเลยได้รับไปแล้วคืน ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอในส่วนนี้ของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ 10,039,404.32 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 9,539,404.32 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 190,788 บาท และค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท รวมเป็นเงิน 190,888 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 200,000 บาท โดยคิดจากทุนทรัพย์ 10,039,404.32 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมา 9,112 บาท แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 9,112 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์กับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 292 วรรคหนึ่ง ม. 301 ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮ.
จำเลย — บริษัท จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ศาลอุทธรณ์ — นายฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2844/2566
#695678
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบ การเบิกถอนโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องตรวจสอบความถูกต้อง และใช้ความระมัดระวังในการเบิกถอนโอนเงินจากบัญชีเงินฝากยิ่งกว่าวิญญูชนทั่วไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกระทบต่อความเชื่อถือไว้วางใจในการประกอบกิจการธนาคาร เมื่อสำเนาคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเอกสารปลอม มีการจัดเรียงผิดย่อหน้าผิดแผกแตกต่างจากรูปแบบคำสั่งศาล และมีข้อความที่พิมพ์ตกหล่นหลายแห่งเป็นพิรุธ ทั้งจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากที่ขอเบิกถอนมากกว่าล้านบาท เช่นนี้ โดยหน้าที่ตามสัญญารับฝากเงินและระเบียบปฏิบัติงาน จำเลยที่ 2 จะต้องเพิ่มความระมัดระวังและพิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยการตรวจสอบสำเนาคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกให้แน่ชัดเสียก่อนว่าเป็นสำเนาคำสั่งที่ถูกต้องแท้จริงหรือไม่ ก่อนที่จะอนุมัติให้เบิกถอนเงิน ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จำเลยที่ 2 สามารถตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวก่อนได้ไม่ยาก แต่จำเลยที่ 2 ละเว้นมิได้กระทำ โดยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมสำเนาคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ตายไปทันที ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และถือว่าจำเลยที่ 2 ผู้รับฝากซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์มิได้ใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้ในกิจการของตนดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม จึงเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,323,707.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,196,571.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,196,571.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่หากโจทก์ได้รับการชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขดำที่ อ.2254/2561 หมายเลขแดงที่ อ.2904/2561 ตามเอกสารหมาย ล.4 เป็นเงินจำนวนเท่าใดก็ให้นำเงินจำนวนนั้นมาหักออกจากต้นเงินจำนวน 1,196,571.80 บาท ในคดีนี้ในวันที่โจทก์ได้รับเงินมาด้วย กับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้รับทรัพย์มรดกของนางหรรษา ผู้ตาย ผู้ตายได้เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารจำเลยที่ 2 สาขาสำนักนานาเหนือ โดยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 1 นำเอกสารปลอมสำเนาคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของศาลจังหวัดนครนายก ไปดำเนินการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ตาย ธนาคารจำเลยที่ 2 สาขาสำนักนานาเหนือ เบิกถอนเงิน 1,196,571.80 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้ตายไปเข้าบัญชีธนาคารอื่นของจำเลยที่ 1 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2904/2561 ว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมเพื่อลักเอาเงินจากบัญชีของผู้ตาย ลงโทษจำคุกและให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,196,571.80 บาท แก่โจทก์ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาดังกล่าว ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบ การเบิกถอนโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องตรวจสอบความถูกต้อง และใช้ความระมัดระวังในการเบิกถอนโอนเงินจากบัญชีเงินฝากยิ่งกว่าวิญญูชนทั่วไป เพื่อมิให้เกิดความเสียหายกระทบต่อความเชื่อถือไว้วางใจในการประกอบกิจการธนาคาร แต่กลับได้ความตามคำเบิกความของนางสาวดาเรศ พยานจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานเพียงตรวจสอบเอกสารที่จำเลยที่ 1 นำมาแสดงว่ามีครบถ้วนถูกต้องตามระเบียบก่อนส่งให้หัวหน้าตรวจสอบ พยานไม่ได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่า ใครเป็นผู้จัดการมรดกของนางหรรษา พยานเพียงดูคำสั่งศาลจังหวัดนครนายกที่จำเลยที่ 1 นำมาแสดงเท่านั้น และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามติงว่า ตามระเบียบของธนาคารจำเลยที่ 2 ไม่มีระบุว่าให้พยานไปตรวจสอบคำสั่งศาล เพราะสำเนาคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกที่จำเลยที่ 1 นำมาแสดงในวันดังกล่าวมีตราประทับของศาล และในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ยังมีหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดมาแสดงด้วย และนายนันธวัช พยานจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าส่วนสาขาสำนักนานาหนือ เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เมื่อพยานได้รับเอกสารจากนางสาวดาเรศแล้ว พยานได้ตรวจเอกสารแต่ไม่ได้มีการตรวจสอบไปยังศาลแต่อย่างใด ทั้งที่ตามระเบียบปฏิบัติงานของจำเลยที่ 2 ข้อ 6.1.1 ระบุชัดว่า กรณีผู้จัดการมรดก ทายาทของเจ้าของบัญชีที่ถึงแก่กรรมมาติดต่อขอถอนเงินเพื่อปิดบัญชีเงินฝาก ให้สาขาเจ้าของบัญชีตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐาน อันรวมถึงคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกหรือสำเนาคำสั่งที่มีการรับรองสำเนาโดยเจ้าหน้าที่ศาลให้ถูกต้องครบถ้วน ก่อนดำเนินการถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าว ดังนี้ การตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบปฏิบัติงานดังกล่าวนั้น มีความหมายชัดเจนว่าพนักงานของจำเลยที่ 2 ต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ผู้จัดการมรดกหรือทายาทของเจ้าของบัญชีนำมาแสดงว่าถูกต้องหรือไม่ หากเป็นสำเนาเอกสารก็ต้องตรวจสอบว่าถูกต้องตรงกับเอกสารที่แท้จริง มิใช่เพียงตรวจสอบว่าเป็นประเภทเอกสารหรือมีจำนวนเอกสารครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในระเบียบปฏิบัติงานเท่านั้นดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสำเนาคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเอกสารปลอม ซึ่งศาลฎีกาตรวจดูสำเนาคำสั่งดังกล่าวแล้ว เห็นว่า หน้าแรกในส่วนเนื้อหาของคำสั่งมีการจัดเรียงย่อหน้าที่หนึ่งและที่สองไม่ตรงกันอย่างเห็นได้ชัด ผิดแผกแตกต่างจากรูปแบบคำสั่งศาล และหน้าอื่นยังมีข้อความที่พิมพ์ตกหล่นหลายแห่ง โดยเฉพาะหน้าสุดท้ายบรรทัดที่ 9 และที่ 10 ย่อหน้าสุดท้ายในส่วนคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ระบุว่า ...ให้ตั้งนายณัฐชัย ผู้ร้องเป็นผู้จัดการของผู้ตาย... ซึ่งตกคำว่า "มรดก" ระหว่างคำว่า "ผู้จัดการ" กับ "ของผู้ตาย" อันเป็นส่วนสำคัญของคำสั่งศาลในการตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงเป็นพิรุธ อีกทั้งจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากที่ขอเบิกถอนไปทั้งหมดนั้นมีจำนวนมากกว่าล้านบาท เช่นนี้ โดยหน้าที่ตามสัญญารับฝากเงินและตามระเบียบปฏิบัติงานดังกล่าวจำเลยที่ 2 จะต้องเพิ่มความระมัดระวังและพิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยการตรวจสอบสำเนาคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกให้แน่ชัดเสียก่อนว่าเป็นสำเนาคำสั่งที่ถูกต้องแท้จริงหรือไม่ ก่อนที่จะอนุมัติให้เบิกถอนเงิน ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จำเลยที่ 2 สามารถตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวก่อนได้ไม่ยาก แต่จำเลยที่ 2 ละเว้นมิได้กระทำให้ถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติดังกล่าว โดยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมสำเนาคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของศาลจังหวัดนครนายกเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ตายไปทันที จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และถือว่าจำเลยที่ 2 ผู้รับฝากซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์มิได้ใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้ในกิจการของตนดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสาม จึงเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า มูลละเมิดคดีนี้เป็นมูลคดีเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2904/2561 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 1,196,571.80 บาท แก่โจทก์ในฐานะผู้เสียหายแล้ว ผลคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ลักเอาเงินฝากของโจทก์ไปโดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการลักเงินฝากดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญา ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวหาได้ผูกพันจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งนี้ ให้จำต้องถือตามไม่ เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นหนี้อันเกิดจากมูลละเมิด ถือว่าจำเลยที่ 2 ลูกหนี้ย่อมผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์ไม่จำต้องเตือนหรือทวงถามก่อนฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากมีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,196,571.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 659 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ห.
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสายัณห์ ลิมปกาญจน์เวช
ศาลอุทธรณ์ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2836/2566
#695183
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีชื่อ ป. ท. ส. จำเลยที่ 2 และ น. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยเจ้าของรวมเหล่านั้นมิได้แบ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด เมื่อ น. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทส่วนของ น. ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งมีผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 รวมอยู่ด้วย สำหรับที่ดินพิพาทส่วนของ ส. เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งรวมถึงผู้ร้องที่ 4 ด้วย บุตรของ น. และ ส. ทุกคนจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีเช่นเดียวกับ น. และ ส. ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทอยู่แต่เดิม เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้ทายาททุกคนของ น. และ ส. ทราบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 331 วรรคสอง และมาตรา 287 (4)

การที่จำเลยที่ 2 ป. และ ท. ได้รับแจ้งประกาศขายทอดตลาดนั้นไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรับแจ้งประกาศขายทอดตลาดแทนผู้ร้องทั้งสี่ด้วย เพราะมิใช่เป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ทายาทของเจ้ามรดกที่ได้รับแจ้งข้อเท็จจริงใดให้ถือว่าเป็นการได้รับแจ้งแทนทายาทคนอื่นด้วย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทั้งสี่ทราบจึงเป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 331 วรรคสอง

แม้การส่งหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ความตอนท้ายมาตรา 295 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควร ข้อเท็จจริงได้ความแต่เพียงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบ โดยไม่ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสี่จะสามารถหาบุคคลภายนอกมาประมูลซื้อที่ดินพิพาทในราคาสูงกว่าที่ผู้คัดค้านที่ 2 ประมูลซื้อได้ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ 276,300 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 ประมูลซื้อได้ในราคา 375,000 บาท สูงกว่าราคาประเมินดังกล่าว ประกอบกับจำเลยที่ 2 และผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นซึ่งได้รับหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดโดยชอบแล้วไม่มาดูแลการขาย จึงเป็นการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทในราคาที่เหมาะสมแล้ว กรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 115,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 53244 และ 53373 ของจำเลยที่ 2 ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายเกียรติศักดิ์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 53244 และ 53373 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินที่ซื้อขายแก่ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 53244 และ 53373 มีชื่อนางแปลง นางทองแดง นางแสง จำเลยที่ 2 และนายหนู เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยไม่ได้มีการแบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัด นายหนูถึงแก่ความตายไปนานแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 นางแปลง นางทองแดง นางแสง จำเลยที่ 2 และจ่าสิบเอกสมศักดิ์ เป็นบุตรของนายหนู วันที่ 10 กันยายน 2557 นางแสงถึงแก่ความตาย ผู้ร้องที่ 4 และนางสาวมยุรา เป็นบุตรของนางแสง โจทก์แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่านายหนูมีทายาท 4 คน คือ นางแปลง นางทองแดง นางแสงและจำเลยที่ 2 ส่วนนางแสงมีทายาท 1 คน คือ นางสาวมยุรา ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งประกาศขายทอดตลาดที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 นางแปลง นางทองแดงและนางสาวมยุรา โดยไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของนายหนู และผู้ร้องที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรของนางแสงทราบ วันที่ 4 ธันวาคม 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงโดยมีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ซื้อได้ตามลำดับ

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า มีเหตุสมควรเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 53244 หรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 331 วรรคสอง บัญญัติว่า "ก่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ซึ่งจะทำการขายทอดตลาดให้บรรดาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งปรากฏตามทะเบียนหรือประการอื่นได้ทราบด้วย..." และบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 287 (4) ได้แก่ บุคคลผู้เป็นเจ้าของรวมหรือบุคคลผู้มีบุริมสิทธิ สิทธิยึดหน่วง หรือสิทธิอื่นตามมาตรา 322 เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่ถูกบังคับคดี ข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 53244 มีชื่อนางแปลง นางทองแดง นางแสง จำเลยที่ 2 และนายหนู เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม โดยเจ้าของรวมเหล่านั้นมิได้แบ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 นางแปลง นางทองแดง นางแสง จำเลยที่ 2 และจ่าสิบเอกสมศักดิ์เป็นทายาทโดยธรรมของนายหนู ส่วนผู้ร้องที่ 4 และนางสาวมยุราเป็นทายาทโดยธรรมของนางแสง เมื่อนายหนูถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทส่วนของนายหนูย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งมีผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 รวมอยู่ด้วย สำหรับที่ดินพิพาทส่วนของนางแสงเมื่อนางแสงถึงแก่ความตายย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งรวมถึงผู้ร้องที่ 4 ด้วย บุตรของนายหนูและนางแสงทุกคนจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีเช่นเดียวกับนายหนูและนางแสงซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทอยู่แต่เดิม เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้ทายาททุกคนของนายหนูและนางแสงทราบ การที่โจทก์มิได้แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นทายาทของนายหนู และผู้ร้องที่ 4 เป็นทายาทของนางแสง เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทั้งสี่ทราบ โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีคงส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 นางแปลง นางทองแดง และนางสาวมยุราเท่านั้น ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 นางแปลงและนางทองแดงได้รับแจ้งประกาศขายทอดตลาดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรับแจ้งประกาศขายทอดตลาดแทนผู้ร้องทั้งสี่ด้วย เพราะมิใช่เป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ทายาทของเจ้ามรดกที่ได้รับแจ้งข้อเท็จจริงใดให้ถือว่าเป็นการได้รับแจ้งแทนทายาทคนอื่นด้วย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทของนายหนูและนางแสงทราบ จึงเป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 331 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ดี แม้การส่งหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ความตอนท้ายมาตรา 295 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควร ข้อเท็จจริงคงได้ความตามคำร้องและทางนำสืบของผู้ร้องทั้งสี่แต่เพียงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบ โดยไม่ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสี่จะสามารถหาบุคคลภายนอกมาประมูลซื้อที่ดินพิพาทในราคาสูงกว่าที่ผู้คัดค้านที่ 2 ประมูลซื้อได้ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ 276,300 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 ประมูลซื้อได้ในราคา 375,000 บาท สูงกว่าราคาประเมินดังกล่าว ประกอบกับจำเลยที่ 2 และผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมคนอื่นซึ่งได้รับหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดโดยชอบแล้วไม่มาดูแลการขาย จึงเป็นการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทในราคาที่เหมาะสมแล้ว กรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 53244

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่เฉพาะส่วนที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 53244 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 287 (4) ม. 295 ม. 331 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
ผู้ร้อง — นาย ห. กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายชัยวัฒน์ ทรงศิริศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอุตสาห์ ทองโคตร
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2835/2566
#694799
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว ย่อมมีผลให้โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองทำการงานให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนจึงไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 391 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้นั้น การที่จะชดใช้คืน ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้เถียงกันเกี่ยวกับการงานที่ได้ทำไปแล้ว กรณีจึงมีข้อพิจารณาว่า ค่าแห่งการงานที่จำเลยทั้งสองทำให้โจทก์นั้นมีเพียงใด เห็นว่า สัญญาว่าจ้างผลิตเครื่องสำอางแบบเบ็ดเสร็จที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นการเฉพาะ มุ่งประสงค์ถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ คือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมที่โจทก์สามารถนำไปวางจำหน่ายได้ แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังไม่เคยผลิตเครื่องสำอางเป็นผลสำเร็จและส่งมอบผลงานให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้แม้แต่ชิ้นเดียว แม้จำเลยทั้งสองจะได้ดำเนินการคิดค้น วิเคราะห์วิจัย และพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้โจทก์จนสามารถนำไปขอจดแจ้งต่อนายทะเบียนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และตระเตรียมวัสดุอุปกรณ์และเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตไว้บ้างแล้วก็ตาม แต่ได้ความจากจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า สูตรในการผลิตเครื่องสำอางดังกล่าวตลอดจนส่วนประกอบหรือส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตนั้นจำเลยทั้งสองไม่ได้บอกให้โจทก์ทราบเนื่องจากต้องเก็บไว้เป็นความลับ หากโจทก์ประสงค์จะผลิตเครื่องสำอางที่จำเลยทั้งสองคิดค้น จะต้องว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ผลิตเท่านั้น แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า โจทก์ไม่สามารถนำสูตรผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่จำเลยทั้งสองคิดค้น ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตที่จำเลยทั้งสองตระเตรียมไว้ไปใช้ประโยชน์หรือว่าจ้างบุคคลภายนอกทำการผลิตต่อให้แล้วเสร็จได้เลย ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการงานที่จำเลยทั้งสองทำให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 553,734.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 545,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับโจทก์ชำระเงิน 582,806.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 567,806.50 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง และให้โจทก์ชำระค่าใช้ประโยชน์ในพื้นที่อัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์จะรับสินค้าไปจากจำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง (ที่ถูก และฟ้องแย้ง) ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าเครื่องสำอาง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้บริการผลิตเครื่องสำอาง มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อเดือนธันวาคม 2560 โจทก์ว่าจ้างจำเลยทั้งสองผลิตสินค้าประเภทเครื่องสำอางและบรรจุภัณฑ์แบบเบ็ดเสร็จ 3 รายการ คือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวพรรณ (Cleansing Balm) ขนาด 90 กรัม 5,000 ชิ้น ครีมกันแดด ขนาด 35 กรัม 3,000 ชิ้น และครีมทาผิวหน้าและตา (Eye and Face Cream) ขนาด 20 กรัม 3,000 ชิ้น รวมค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าจ้างเป็นเงิน 1,300,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โจทก์ชำระเงินมัดจำแก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 500,000 บาท และค่ายื่นขอเครื่องหมายอนุมัติการให้บริการหรือจำหน่ายใด ๆ ที่ไม่ขัดต่อบัญญัติของศาสนาอิสลามหรือหนังสือรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาล 45,000 บาท จำเลยที่ 1 ออกแบบบรรจุภัณฑ์และหีบห่อของเครื่องสำอางทั้ง 3 รายการ ไม่เป็นที่พอใจของโจทก์ จึงตกลงกันให้โจทก์เป็นฝ่ายออกแบบเอง แล้วจำเลยที่ 1 นำแบบที่โจทก์ออกแบบไว้ไปจัดพิมพ์ข้อความ ลายเส้น และตัวอักษรลงบนบรรจุภัณฑ์และหีบห่อของเครื่องสำอาง แต่ไม่สามารถกระทำจนสำเร็จได้ เนื่องจากการพิมพ์ไม่มีความคมชัด สีหลุดล่อน ไม่มีความคงทน วันที่ 12 มกราคม 2562 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญา และเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระเงินมัดจำและค่าดำเนินการขอหนังสือรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลคืน ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยทั้งสองมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ และเรียกให้โจทก์มารับวัสดุอุปกรณ์ไปจากโรงงาน และชำระค่าใช้ประโยชน์ในพื้นที่จัดเก็บวัสดุอุปกรณ์และเคมีภัณฑ์ที่ตระเตรียมไว้สำหรับผลิตเครื่องสำอางแก่จำเลยทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์กับจำเลยทั้งสองสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันหรือไม่ เห็นว่า สัญญาว่าจ้างผลิตเครื่องสำอางแบบเบ็ดเสร็จระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ถือเอาผลสำเร็จของงานคือโจทก์สามารถนำเครื่องสำอางที่ว่าจ้างจำเลยทั้งสองผลิตไปวางจำหน่ายในท้องตลาดได้ ซึ่งในการผลิตเครื่องสำอางดังกล่าวนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์และจำเลยทั้งสองตรงกันว่า จำเลยทั้งสองผู้รับจ้างเป็นผู้ผลิตทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่คิดค้นพัฒนาสูตรเครื่องสำอาง ขออนุญาตหรือจดแจ้งการผลิตต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผลิตเครื่องสำอาง คิดชื่อผลิตภัณฑ์ ออกแบบเครื่องหมาย (โลโก้) รวมทั้งออกแบบและผลิตหลอดเครื่องสำอาง กล่อง บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนทำการบรรจุเครื่องสำอางลงในกล่องหรือบรรจุภัณฑ์พร้อมสำหรับวางจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคทั่วไป จึงเห็นได้ว่าการออกแบบหลอดและบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นขั้นตอนการผลิตที่สำคัญ ทั้งนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความสวยงามเป็นที่สนใจของลูกค้าสมกับเป็นเครื่องสำอางที่มีคุณภาพและราคาระดับสูงตามความประสงค์ของผู้ว่าจ้าง แต่จำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินขั้นตอนนี้ให้แล้วเสร็จได้ โดยได้ความจากนางสาวกนกวรรณ กรรมการโจทก์ผู้ติดต่อว่าจ้างจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้ออกแบบมาให้โจทก์พิจารณาครั้งแรก เป็นการออกแบบโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ไม่มีความสวยงามและไม่มีเอกลักษณ์ ทั้งยังทำงานล่าช้ามาก โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไขแล้ว แต่ยังคงออกแบบมาในลักษณะเดิม โจทก์จึงต้องออกแบบเอง แล้วให้จำเลยทั้งสองไปจัดพิมพ์ตามที่โจทก์ออกแบบไว้ แต่การพิมพ์ข้อความลงบนหลอดและกระปุกเครื่องสำอางยังคงไม่สวยงามและไม่มีความคมชัด แสดงถึงการพิมพ์ที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเครื่องพิมพ์ที่ใช้เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้พิมพ์หลอดเครื่องสำอางที่วางขายในห้างสรรพสินค้าหรือเคาน์เตอร์แบรนด์ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็นำสืบรับว่า จำเลยทั้งสองได้จัดพิมพ์ข้อความ ลายเส้น และตัวอักษรลงบนบรรจุภัณฑ์และหีบห่อตามที่โจทก์ออกแบบมา แต่สีหลุดล่อนและไม่มีความคงทนถาวรจริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าวิธีการพิมพ์และสีสันอาจไม่เหมาะสมจึงทำให้เกิดความเสียหายดังกล่าวเท่านั้น จึงรับฟังได้ว่า เหตุความบกพร่องของการพิมพ์ที่ทำให้งานไม่แล้วเสร็จอยู่ในขั้นตอนความรับผิดชอบของจำเลยทั้งสอง และยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่จำเลยทั้งสองจะทำให้สำเร็จได้ ดังนั้น แม้ทางนำสืบของโจทก์จะไม่ได้ความชัดว่า จำเลยทั้งสองจะต้องผลิตเครื่องสำอางตามสัญญาว่าจ้างให้แล้วเสร็จเมื่อใด อันถือได้ว่าสัญญาไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่สามารถผลิตเครื่องสำอางให้แล้วเสร็จตามสัญญาว่าจ้างได้โดยแน่แท้ด้วยเหตุข้างต้น จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอ้างประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาดังกล่าวได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตราบใดที่การที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605 และมาตรา 386 เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาว่าจ้างผลิตเครื่องสำอางระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองย่อมเป็นอันสิ้นสุดลง แม้ต่อมาจำเลยทั้งสองจะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ในภายหลัง ก็ไม่มีผลเป็นการเลิกสัญญาได้อีก กรณีหาใช่เป็นการที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง และโจทก์ต้องชำระเงินแก่จำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว ย่อมมีผลให้โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองทำการงานให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน จึงไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 391 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้นั้น การที่จะชดใช้คืน ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้เถียงกันเกี่ยวกับการงานที่ได้ทำไปแล้ว กรณีจึงมีข้อพิจารณาว่า ค่าแห่งการงานที่จำเลยทั้งสองทำให้โจทก์นั้นมีเพียงใด เห็นว่า สัญญาว่าจ้างผลิตเครื่องสำอางแบบเบ็ดเสร็จที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นการเฉพาะ มุ่งประสงค์ถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ คือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมที่โจทก์สามารถนำไปวางจำหน่ายได้ แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังไม่เคยผลิตเครื่องสำอางเป็นผลสำเร็จและส่งมอบผลงานให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้แม้แต่ชิ้นเดียว แม้จำเลยทั้งสองจะได้ดำเนินการคิดค้น วิเคราะห์วิจัย และพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้โจทก์จนสามารถนำไปขอจดแจ้งต่อนายทะเบียนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และตระเตรียมวัสดุอุปกรณ์และเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตไว้บ้างแล้วก็ตาม แต่ได้ความจากจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า สูตรในการผลิตเครื่องสำอางดังกล่าว ตลอดจนส่วนประกอบหรือส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตนั้นจำเลยทั้งสองไม่ได้บอกให้โจทก์ทราบ เนื่องจากต้องเก็บไว้เป็นความลับ หากโจทก์ประสงค์จะผลิตเครื่องสำอางที่จำเลยทั้งสองคิดค้น จะต้องว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ผลิตเท่านั้น แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า โจทก์ไม่สามารถนำสูตรผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่จำเลยทั้งสองคิดค้น ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตที่จำเลยทั้งสองตระเตรียมไว้ไปใช้ประโยชน์หรือว่าจ้างบุคคลภายนอกทำการผลิตต่อให้แล้วเสร็จได้เลย ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการงานที่จำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าแห่งการงานส่วนนี้ให้จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 508,013 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับค่าดำเนินการขอหนังสือรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาล 45,000 บาท นั้น มีลักษณะเป็นงานเพิ่มที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยทั้งสองทำต่างหากนอกเหนือจากการขออนุญาตหรือจดแจ้งการผลิตต่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องตามสัญญาว่าจ้าง เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสองดำเนินการให้โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่กำหนดให้จำเลยทั้งสองคืนเงินส่วนนี้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ต้องชดใช้เงินที่จำเลยทั้งสองจ่ายไปในการตระเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ ตลอดจนเป็นค่าจ้างในขั้นตอนการผลิตและพัฒนาสินค้ารวม 1,067,806.50 บาท และค่าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของจำเลยทั้งสองสำหรับจัดวางวัสดุอุปกรณ์และเคมีภัณฑ์เดือนละ 5,000 บาท จนกว่าโจทก์จะขนย้ายของออกไปจากโรงงานของจำเลยทั้งสอง และนำมาหักกลบลบหนี้กับเงินมัดจำ 500,000 บาท ที่ต้องคืนให้แก่โจทก์ได้นั้น เป็นการเรียกค่าเสียหายจากการเลิกสัญญา เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายดังกล่าวจากโจทก์และนำมาหักกลบลบหนี้ได้ดังที่อ้าง จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนเงินมัดจำ 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันที่ได้รับไว้ แต่โจทก์ขอนับแต่วันผิดนัด (วันที่ 26 มีนาคม 2562) จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 กระทำการภายในขอบอำนาจของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี.." ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสัณพัชญ รัตนเมกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ พรหมสุวรรณ
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
สมชาย เงารุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา