คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3286/2566
#697540
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 20 โดยไม่ได้บรรยายฟ้องหรือกล่าวอ้างว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเพื่อประกอบดุลพินิจในการลงโทษของศาล แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ศาลตรวจสอบประวัติการการกระทำความผิดของจำเลย และจากการตรวจสอบพบว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุก 1 ปี ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาก่อน และศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ซึ่งจำเลยเองก็ยอมรับมาในอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อนในความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานเจ้าหน้าที่ศาลดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงในสำนวนคดีที่ศาลสามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับฟังรายงานเจ้าหน้าที่ศาลที่ระบุข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และพิพากษารอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 4, 6, 61, 73/2, 75 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 71, 92, 93, 148, 151 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 71 วรรคหนึ่ง, 93 วรรคหนึ่ง, 148, 151 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด คงจำคุก 2 เดือน ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถเป็นผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน ฐานใช้รถที่มิได้เสียภาษีประจำปี คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 5 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงไม่อาจรอการลงโทษได้ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ปรับ 6,000 บาท ฐานปฎิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คงปรับ 3,000 บาท ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 10,000 บาท รวม 3 กระทงเป็นปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลสามารถนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการกระทำความผิดที่ปรากฏในรายงานเจ้าหน้าที่ศาลมารับฟังประกอบในการลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 20 โดยไม่ได้บรรยายฟ้องหรือกล่าวอ้างว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเพื่อประกอบดุลพินิจในการลงโทษของศาล แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ศาลตรวจสอบประวัติการการกระทำความผิดของจำเลย และจากการตรวจสอบพบว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุก 1 ปี ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาก่อน และศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ซึ่งจำเลยเองก็ยอมรับมาในอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อนในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานเจ้าหน้าที่ศาลดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงในสำนวนคดีที่ศาลสามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับฟังรายงานเจ้าหน้าที่ศาลที่ระบุข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และพิพากษารอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายปวเมษ คล้ายสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ภัฏ วิภูมิรพี
กำพล ษมาคุณากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3277/2566
#693450
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 142 (1) ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า ลงโทษจำคุก 2 ปี แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนมีกำหนด 2 ปี ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 142 (1) ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เฉพาะวรรคความผิดในมาตราเดียวกัน แต่ความผิดในวรรคสองและวรรคห้ามีอัตราโทษขั้นต่ำและขั้นสูงแตกต่างกันมาก จึงเป็นการแก้วรรคและแก้ไขระยะเวลาฝึกอบรมอันเป็นการแก้ไขมาก แต่การที่ศาลล่างทั้งสองต่างเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน มิใช่การลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 2 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อทางพิจารณาของศาลฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ข้อแตกต่างดังกล่าว ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย บัญญัติไว้ว่า ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการพิจารณาพิพากษาคดีตามที่กฎหมายให้อำนาจศาลไว้ ส่วนการที่พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาและสอบสวนจำเลยในความผิดดังกล่าว เป็นเรื่องกฎหมายห้ามมิให้พนักงานอัยการนำคดีมาฟ้องในข้อหานั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 เท่านั้น อันเป็นขั้นตอนของการยื่นฟ้องคดี มิใช่การพิพากษาคดีของศาล ดังนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ 1/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ว. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 3 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา โดยนับระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยคดีนี้ต่อจากระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ 1/2564 หมายเลขแดงที่ ยชอ 75/2564 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์ร่วม ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำร้องของโจทก์ร่วม ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น จำคุก 4 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น คงจำคุก 2 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้จำเลยฟัง โดยให้นับระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยคดีนี้ต่อจากระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ 1/2564 หมายเลขแดงที่ ยชอ 75/2564 ของศาลชั้นต้น และในคดีส่วนแพ่งในส่วนอัตราดอกเบี้ย ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ร. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดวันที่ 19 มิถุนายน 2559 เป็นบุตรของโจทก์ร่วมและนาย ศ. ขณะเกิดเหตุอายุ 4 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมเพียง 2 คน ส่วนจำเลยพักอาศัยอยู่กับนาง ส. ยายจำเลย บ้านของนาง ส. อยู่ติดกับบ้านของโจทก์ร่วม มีถนนกว้างประมาณ 4 เมตร คั่นอยู่ เปิดเป็นร้านขายของชำ มีคนพักอาศัย 4 คน คือ นาง ส. จำเลย เด็กหญิง ห. อายุประมาณ 6 ปี และนาย ม. บิดาเด็กหญิง ห. สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คู่ความไม่ฎีกา คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ส่วนความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ยังรับฟังไม่ได้ว่าไม้ที่จำเลยแหย่ไปที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ได้ล่วงล้ำเข้าไปภายในหรือไม่ และถูกตรงอวัยวะส่วนใด พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยกระทำความผิด เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ลงโทษจำคุก 2 ปี แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนด 2 ปี ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เฉพาะวรรคความผิดในมาตราเดียวกันซึ่งความผิดแต่ละวรรคมีโทษขั้นต่ำและขั้นสูงแตกต่างกันซึ่งเป็นการแก้ทั้งบทลงโทษและแก้ไขระยะเวลาฝึกอบรมอันเป็นการแก้ไขมาก แต่การที่ศาลล่างทั้งสองต่างเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนมิใช่การลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 2 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 การที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ยังรับฟังไม่ได้ว่าไม้ที่จำเลยแหย่ไปที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ได้ล่วงล้ำเข้าไปภายในหรือไม่ และถูกตรงอวัยวะส่วนใด พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยส่วนนี้ไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายเพียงว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อทางพิจารณาของศาลฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย บัญญัติไว้ว่าถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้วัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการพิจารณาพิพากษาคดีตามที่กฎหมายให้อำนาจศาลไว้ ส่วนการที่พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหา และสอบสวนจำเลยในความผิดดังกล่าว เป็นเรื่องที่กฎหมายห้ามมิให้พนักงานอัยการนำคดีมาฟ้องในข้อหานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 เท่านั้น อันเป็นขั้นตอนของการยื่นฟ้องคดี มิใช่การพิพากษาคดีของศาล ดังนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดนั้นได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 279
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 192 ม. 219
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 142 (1) ม. 182/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว ว.
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสระแก้ว — นางสาวพินัดดา รัฐปัตย์
- นายอุเทน ศิริสมรรถการ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ คงบริรักษ์
อโนชา ชีวิตโสภณ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3265/2566
#695184
เปิดฉบับเต็ม

สินค้าพิพาทซึ่งมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของเฟืองเกียร์เพื่อจัดทำต่อเป็นเฟืองเกียร์สำเร็จ ใช้สำหรับนำไปประกอบชุดเกียร์ขับเคลื่อนของรถแทรกเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งรถแทรกเตอร์เป็นยานบกตามประเภทพิกัด 87.01 จึงอยู่ในหมวด 17 ตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภทพิกัด 87.08 "ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภท 87.01 ถึง 87.05" โจทก์นำเข้าสินค้าเฟืองเกียร์ตามใบขนสินค้าพิพาทเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของกระปุกเกียร์ของรถแทรกเตอร์ จัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.40.90 ในฐานะเป็น "ส่วนประกอบของกระปุกเกียร์สำหรับยานยนต์ตามประเภท 87.01 ถึง 87.05" กรณีนำเข้าก่อนปี 2555 และพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.40.91 ในฐานะเป็น"ส่วนประกอบของกระปุกเกียร์สำหรับยานยนต์ตามประเภท 87.01" กรณีนำเข้าตั้งแต่ปี 2555 ตามการประเมินของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ ) เลขที่ กค 3301312/08-11-2560 ถึงเลขที่ กค 3301430/08-11-2560 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 และให้จำเลยคืนเงิน 15,366,178.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 14,113,375 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ ) เลขที่ กค 3301312/08-11-2560 ถึงเลขที่ กค 3301430/08-11-2560 ให้จำเลยคืนเงิน 15,366,178.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 14,113,375 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า สินค้าพิพาทมีสภาพเป็นของทำด้วยเหล็กขึ้นรูปเพื่อนำมาผลิตเป็นเฟืองเกียร์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของระบบส่งกำลัง (Transmission) สำหรับรถแทรกเตอร์ไถนา โดยมีลักษณะเป็นเหล็กทรงกระบอกหลายขนาด แต่ละอันมีหน้าตัดกลม ตรงกลางมีรูกลวง ผ่านการขึ้นรูปเป็นชั้นหลายระดับ ชั้นบนทำเป็นร่องคล้ายฟันเฟืองโดยรอบ ชั้นกลางเรียบ และชั้นล่างมีร่องบากสองร่อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าพิพาท จัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.40.90 และพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.40.91 ตามการประเมินของจำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรดังกล่าว ซึ่งในภาค 2 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ได้ระบุสินค้าในประเภทพิกัด 72.07 ว่า "ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าไม่เจือ" และประเภทพิกัด 87.08 ระบุว่า "ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภท 87.01 ถึง 87.05" ประเภทย่อย 8708.40 ระบุว่า "กระปุกเกียร์และส่วนประกอบของกระปุกเกียร์" ประเภทย่อย 8708.40.90 ระบุว่า "ส่วนประกอบ" อัตราอากรร้อยละ 30 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 สำหรับการนำเข้าระหว่างเดือนสิงหาคม 2552 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 และอัตราอากรร้อยละ 10 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 20) ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 สำหรับการนำเข้าระหว่างเดือนมีนาคม 2554 ถึงเดือนตุลาคม 2554 และประเภทย่อย 8708.40.91 ระบุว่า "สำหรับยานยนต์ตามประเภท 87.01" อัตราอากรร้อยละ 10 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 6 มกราคม 2555 สำหรับการนำเข้าระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ถึงเดือนตุลาคม 2558 คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านเป็นอย่างอื่นว่า สินค้าพิพาทมีสภาพเป็นของทำด้วยเหล็กขึ้นรูปเพื่อนำมาผลิตเป็นเฟืองเกียร์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของระบบส่งกำลัง (Transmission) สำหรับรถแทรกเตอร์ไถนา โดยมีลักษณะเป็นเหล็กทรงกระบอกหลายขนาด แต่ละอันมีหน้าตัดกลม ตรงกลางมีรูกลวง ผ่านการขึ้นรูปเป็นชั้นหลายระดับ ชั้นบนทำเป็นร่องคล้ายฟันเฟืองโดยรอบ ชั้นกลางเรียบ และชั้นล่างมีร่องบากสองร่อง ไม่สามารถทำเป็นสินค้าประเภทอื่นได้นอกจากเฟืองเกียร์ โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตด้วยการนำเหล็กมาตัดเป็นท่อนกลมให้ได้ตามขนาด แล้วนำไปอบ จากนั้นตีขึ้นรูปโดยวิธี Hammered หรือการทุบขึ้นรูป โจทก์มีนางสาวสินีนาฏ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายวรากร พนักงานของโจทก์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า โจทก์นำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปเข้ามาผลิตเป็นสินค้าเฟืองเกียร์ขายให้กับบริษัท ส. วัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปที่โจทก์นำเข้ามาเป็นสินค้าที่ทำด้วยเหล็กซึ่งเกิดจากการตี อัด ปั๊มขึ้นรูป จะต้องผ่านกระบวนการผลิตอีกหลายขั้นตอนเพื่อให้เป็นเฟืองเกียร์สำเร็จรูป สินค้าพิพาทขณะนำเข้าจัดเข้าพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ประเภทที่ 72.07 แต่ขณะนำเข้าโจทก์สำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าเป็นประเภทพิกัด 84.83 ซึ่งอัตราอากรปกติคือร้อยละ 10 หากกรณีใช้สิทธิถิ่นกำเนิดญี่ปุ่น (JTEPA) ลดอัตราอากรเหลือร้อยละ 5 และกรณีใช้ถิ่นกำเนิดอาเซียน (FORM D) ลดอัตราอากรเหลือร้อยละ 0 ส่วนจำเลยมีนายชัยชนม์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ นายภานุพงษ์ นักวิชาการศุลกากรปฏิบัติการ และนายปกรณ์ นักวิชาการศุลกากรปฏิบัติการ ผู้พิจารณาทำความเห็นปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรเบิกความในทำนองเดียวกันว่า สินค้าที่จะจัดอยู่ในประเภทพิกัด 72.07 ได้นั้นจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่ตีเป็นรูปทรงหยาบ ๆ รวมถึงของที่เพียงแต่ขึ้นรูปเพื่อทำเป็นมุมเป็นรูปทรงหรือเป็นหน้าตัดรูปต่าง ๆ มีลักษณะเป็นรูปทรงเรขาคณิตไม่ได้มีลักษณะเฉพาะที่บ่งชี้ได้ว่าจะนำไปผลิตเป็นสินค้าโดยเฉพาะ แต่เมื่อพิจารณาสินค้าของโจทก์แล้ว สินค้าทั้งหมดเป็นสินค้าที่มีลักษณะคล้ายกันนำไปใช้งานกับชุดเกียร์ขับเคลื่อนของรถแทรกเตอร์ สินค้าผ่านการขึ้นรูปเพื่อใช้ผลิตเป็นเฟืองสำเร็จรูปเท่านั้น มีสาระสำคัญเป็นของที่สำเร็จแล้วเป็นส่วนประกอบของยานยนต์ตามประเภทพิกัด 87.08 ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 พิเคราะห์แล้ว เมื่อพิจารณาตามภาค 2 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ประเภทพิกัด 72.07 ระบุว่า "ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าไม่เจือ" หรือ "Semi - finish Product of Iron or Non - Alloy Steel" มีหมายเหตุตอนที่ 72 ข้อ 1 (ญ) ระบุนิยามผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปว่า "ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหล่อแบบต่อเนื่องที่มีหน้าตัดตัน จะผ่านการรีดร้อนขั้นต้นหรือไม่ก็ตาม และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มีหน้าตัดตัน ซึ่งไม่ได้ทำมากไปกว่าการรีดร้อนขั้นต้นหรือตีเป็นรูปทรงอย่างหยาบ ๆ รวมถึงของที่เพียงแต่ขึ้นรูปเพื่อทำเป็นมุม เป็นรูปทรง หรือเป็นหน้าตัดรูปต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องไม่เป็นม้วน" และตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ประเภทพิกัด 72.07 อธิบายผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปว่ามี 4 ประเภท คือ "(ก) ท่อนเหล็กที่เป็นเหลี่ยมแบบบลูม บิลเล็ต ท่อนกลม แท่งเหล็กหนาชนิดสแล๊ป แท่งบางชนิดชี้ทบาร์ (ข) ชิ้นที่ทำขึ้นเป็นรูปทรงอย่างหยาบ ๆ ด้วยการตี (ค) ของที่เพียงแต่ขึ้นรูปเพื่อทำเป็นมุม ทำเป็นรูปทรง หรือเป็นหน้าตัดรูปต่าง ๆ (ง) ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่ได้มาโดยการหล่อแบบต่อเนื่อง" ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสภาพของสินค้าพิพาทกับสินค้าสำเร็จรูปแล้ว สินค้าพิพาทมีลักษณะเป็นเหล็กทรงกระบอก หน้าตัดกลม มีขนาดใกล้เคียงกับเฟืองเกียร์สำเร็จรูป มีการเจาะรูกลวงตรงกลาง และด้านล่างมีร่องบากสองร่อง อีกทั้งด้านบนยังมีร่องคล้ายฟันเฟืองเล็ก ๆ และไม่สามารถนำไปทำเป็นสินค้าประเภทอื่นได้นอกจากเฟืองเกียร์ อันมีลักษณะใกล้เคียงกับเฟืองเกียร์สำเร็จรูป และเมื่อพิจารณาขั้นตอนกรรมวิธีการผลิตของสินค้าพิพาทที่มีกระบวนการขึ้นรูปเริ่มจากการนำเหล็กมาตัดเป็นท่อนกลม เมื่อตัดได้ตามขนาดแล้วต้องนำไปอบและตีขึ้นรูปโดยวิธี Hammered หรือการทุบขึ้นรูป การขึ้นรูปต้องตีเป็นชั้นและร่องหลายระดับ มีชั้นหนึ่งทำเป็นฟันเฟืองโดยรอบและมีการทำร่องบากสองร่อง ลักษณะที่ขึ้นรูปมาดังกล่าวถือเป็นกระบวนการสำคัญในการผลิตเฟืองเกียร์สำเร็จรูปที่มากกว่าการทำรูปทรงอย่างหยาบ ๆ ด้วยการตี หรือเพียงแต่ขึ้นรูปเพื่อทำเป็นมุมหรือทำเป็นรูปทรงตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ของผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปประเภทพิกัด 72.07 ตามที่โจทก์ฎีกา สินค้าพิพาทจึงถือได้ว่ามีการขึ้นรูปอันเป็นสาระสำคัญของเฟืองเกียร์สำเร็จรูปแล้ว ส่วนที่โจทก์มีนางสาวสินีนาฏ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์เบิกความว่า หลังจากนำเข้าแล้วต้องนำสินค้ามาผลิตต่อโดยวิธีการไส เจียร กลึง เจาะรู และยังต้องส่งไปชุบแข็งด้วยจึงจะสามารถใช้งานได้ ทำให้น้ำหนักสูญหายและมีมูลค่าเพิ่มนั้น เป็นเพียงวิธีการขั้นตอนที่ทำให้ของที่ขึ้นรูปมาแล้วมีลักษณะเป็นเฟืองเกียร์สำเร็จรูปสำหรับนำไปประกอบในชุดเกียร์ขับเคลื่อนของรถแทรกเตอร์โดยไม่ต้องจัดทำรูปทรงเพิ่มเติมอย่างมากและรูปทรงโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนแปลง และเป็นเพียงขั้นตอนส่วนน้อยที่ทำหลังจากผ่านกระบวนการในส่วนสาระสำคัญคือการขึ้นรูปสำเร็จแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ประเภทพิกัด 87.08 ตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินสินค้าพิพาทของโจทก์เป็นหมวดของสินค้าสำเร็จรูปที่สามารถใช้งานได้ โดยประเภทพิกัด 87.08 ระบุว่า "ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์..." ภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Parts and Accessories of the Motor Vehicles..." ถ้อยคำที่ระบุไว้ชัดเจนว่า คือส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบ (Parts and Accessories) จึงต้องเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่สามารถนำไปใช้งานได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการผลิตอีกจึงจะเรียกได้ว่าเป็นอะไหล่หรือส่วนประกอบสำเร็จรูปพร้อมใช้กับยานยนต์ที่สามารถใช้ประกอบหรือใช้ทดแทนของเดิมได้เลยนั้น เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 2 (ก) กำหนดว่า "ประเภทที่ระบุถึงของใด ให้หมายรวมถึงของนั้นที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ หากว่าในขณะนำเข้ามีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว..." ซึ่งในคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ได้อธิบายคำว่าของที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ (Incomplete or unfinished articles) ไว้ในข้อ 2 (ก) ว่า (1) ความตอนแรกของหลักเกณฑ์ข้อ 2 (ก) เป็นการขยายขอบเขตของประเภทพิกัดซี่งระบุถึงของใด ให้คลุมถึงไม่เฉพาะของสำเร็จรูป แต่คลุมถึงของที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จด้วย หากว่าในขณะนำเข้าของนั้นมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว (2) หลักเกณฑ์ข้อนี้ใช้กับของที่เพียงแต่ขึ้นรูป (แบล็งก์) ด้วย... คำว่า "ของที่เพียงแต่ขึ้นรูป" หมายถึงของที่ยังไม่พร้อมจะใช้ได้ทันที เพียงแต่มีรูปร่างหรือเค้าโครงของของหรือส่วนประกอบที่สำเร็จแล้ว และสามารถใช้เพื่อผลิตเป็นของหรือส่วนประกอบสำเร็จรูปเท่านั้น ยกเว้นเป็นพิเศษบางกรณี ของกึ่งสำเร็จรูปที่ยังไม่มีรูปร่างอันเป็นสาระสำคัญของของสำเร็จรูป (โดยทั่วไปเช่น เป็นท่อน วงกลม หลอดหรือท่อ ฯลฯ) ไม่ถือว่าเป็น "ของที่เพียงแต่ขึ้นรูป" ดังนี้ แม้สินค้าพิพาทไม่ใช่เฟืองเกียร์หรือของสำเร็จรูปที่พร้อมใช้ได้ทันที แต่เมื่อได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าขณะนำเข้าสินค้าพิพาทไม่ใช่ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่ตีเป็นรูปทรงหยาบ ๆ หรือของที่เพียงแต่ขึ้นรูปเพื่อทำเป็นมุมเป็นรูปทรงหรือเป็นหน้าตัดรูปต่าง ๆ แต่ได้ผ่านกระบวนการขึ้นรูป (แบล็งก์) และมีการทำเป็นฟันเฟืองโดยรอบและมีการทำร่องบากสองร่อง อันเป็นสาระสำคัญของของสำเร็จรูป มีลักษณะใกล้เคียงกับเฟืองเกียร์สำเร็จรูป และโจทก์มีเจตนานำสินค้าพิพาทดังกล่าวมาใช้ผลิตเป็นเฟืองเกียร์สำเร็จรูปเท่านั้น ประกอบกับจำเลยยังมีนายไตรทิพย์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการพิเศษ เจ้าหน้าที่ตรวจค้นจับกุมเบิกความว่า โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทโดยสำแดงชนิดสินค้าเป็นล้อเฟืองเกียร์ในฐานะเป็นส่วนประกอบของเฟืองเกียร์ของเครื่องจักรใช้ในการเกษตร แต่จากการตรวจสอบพบว่าสินค้าที่โจทก์นำเข้าจำนวน 119 ใบขนสินค้า เป็นเฟืองเกียร์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของระบบส่งกำลัง (Transmission) สำหรับรถแทรกเตอร์ไถนาต้องชำระอากรตามประเภทพิกัด 8708.40.90 กรณีนำเข้าก่อนปี 2555 และประเภทพิกัด 8708.40.91 กรณีนำเข้าตั้งแต่ปี 2555 โดยโจทก์จำหน่ายสินค้าที่นำเข้าให้กับบริษัท ส. ซึ่งบริษัท ส. ยืนยันว่าสินค้าที่ซื้อจากโจทก์ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบอยู่ในตำแหน่งชุดเกียร์ขับเคลื่อนของรถแทรกเตอร์ โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบคัดค้านข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น อีกทั้งนางสาวสินีนาฏ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ยังเบิกความตอบคำถามค้านรับว่า ในการนำเข้าทั้ง 119 ใบขนสินค้า โจทก์สำแดงประเภทสินค้าเป็นล้อเฟืองเกียร์ มิได้ระบุว่าเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์สำแดงสินค้าพิพาทเป็นเฟืองเกียร์มาโดยตลอด เพียงแต่สำแดงในฐานะเป็นเฟืองเกียร์ของเครื่องจักรใช้ในการเกษตรอันส่อแสดงเจตนาว่าโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้ามาตามใบขนสินค้าทั้ง 119 ฉบับ มีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของเฟืองเกียร์ที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปตามที่โจทก์อ้าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้าพิพาทไม่ใช่ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าไม่เจือตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 72.07 จึงต้องพิจารณาจำแนกประเภทพิกัดสินค้าพิพาทดังกล่าวในลักษณะเป็นเฟืองเกียร์ที่สำเร็จรูปแล้ว ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 2 (ก) ส่วนประเด็นที่ว่าสินค้าพิพาทจะเข้าข้อยกเว้นตามหมายเหตุของหมวด 17 ข้อ 2 (จ) หรือไม่ เห็นว่า ในภาค 2 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 พิกัดอัตราอากรขาเข้า หมวด 17 ยานบก อากาศยาน ยานน้ำ และเครื่องอุปกรณ์การขนส่งที่เกี่ยวข้อง ตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภทพิกัด 87.08 ระบุว่า "ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภท 87.01 ถึง 87.05" โดยหมายเหตุของหมวด 17 ข้อ 2 ระบุว่า "คำว่า "ส่วนประกอบ" และ "ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบ" ไม่ให้ใช้กับของดังต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นของที่บ่งชี้ได้ว่าใช้กับของในหมวดนี้หรือไม่ก็ตาม... (จ) เครื่องจักรและเครื่องอุปกรณ์ตามประเภท 84.01 ถึง 84.79 และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว...ของตามประเภท 84.81 หรือ 84.82 หรือของตามประเภท 84.83 เฉพาะที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องยนต์หรือมอเตอร์" หมายความว่า ของตามประเภทพิกัด 84.83 ซึ่งรวมถึงเกียร์และเครื่องเกียร์ เฉพาะที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ ให้เข้าประเภทพิกัด 84.83 ส่วนเกียร์และเครื่องเกียร์ที่ไม่ใช่ส่วนประกอบของเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ ให้เข้าประเภทพิกัด 87.08 คดีนี้เมื่อนายวรากร พนักงานของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าไม่สามารถไปทำเป็นสินค้าประเภทอื่นได้นอกจากเฟืองที่โจทก์จะผลิตขายให้กับบริษัท ส. เท่านั้น และบริษัท ส. นำสินค้าที่ซื้อจากโจทก์ไปเป็นส่วนประกอบในส่วนของเกียร์ใช้ในรถแทรกเตอร์ซึ่งมิได้อยู่ภายในเครื่องยนต์ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดในสำนวนว่าสินค้าพิพาทนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของมอเตอร์ เมื่อสินค้าพิพาทเป็นเฟืองเกียร์ที่ไม่ใช่เป็นส่วนประกอบของเครื่องยนต์หรือมอเตอร์จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามหมายเหตุของหมวด 17 ข้อ 2 (จ) ดังนั้น สินค้าพิพาทซึ่งมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของเฟืองเกียร์เพื่อจัดทำต่อเป็นเฟืองเกียร์สำเร็จ ใช้สำหรับนำไปประกอบชุดเกียร์ขับเคลื่อนของรถแทรกเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งรถแทรกเตอร์เป็นยานบกตามประเภทพิกัด 87.01 จึงอยู่ในหมวด 17 ตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภทพิกัด 87.08 "ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภท 87.01 ถึง 87.05" ตามที่จำเลยนำสืบ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์นำเข้าสินค้าเฟืองเกียร์ตามใบขนสินค้าพิพาทเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของกระปุกเกียร์ของรถแทรกเตอร์ จัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.40.90 ในฐานะเป็น "ส่วนประกอบของกระปุกเกียร์สำหรับยานยนต์ตามประเภท 87.01 ถึง 87.05" กรณีนำเข้าก่อนปี 2555 และพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.40.91 ในฐานะเป็น"ส่วนประกอบของกระปุกเกียร์สำหรับยานยนต์ตามประเภท 87.01" กรณีนำเข้าตั้งแต่ปี 2555 ตามการประเมินของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายเลิศชาย จิวะชาติ
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ปิยนุช จรูญรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3229/2566
#695679
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำงานในส่วนการผลิตเช่นเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 2 กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ" ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการจากผู้ประกอบกิจการในลักษณะอย่างเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาโดยตรงโดยไม่เลือกว่าเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงหรือลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ดังนั้น เมื่อเงินโบนัสถือเป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ประกอบกับโจทก์ทำงานมาประมาณ 3 ปี เกินระยะเวลาทดลองงาน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 120 วัน โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างทดลองงาน อีกทั้งแม้การจ่ายเงินโบนัสดังกล่าวเกิดจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างสหภาพแรงงาน ท. ซึ่งมีลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเป็นจำนวนไม่ถึงสองในสามส่วนของลูกจ้างทั้งหมดยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 2 แล้วเจรจาตกลงกันได้และทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวกันไว้ว่า จำเลยที่ 2 ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานตามหลักเกณฑ์การประเมินผลงานของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 และสหภาพแรงงาน ท. ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเช่นนี้ตลอดมาทุกปีตั้งแต่โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 2 ซึ่งทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมีผลผูกพันเฉพาะลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ท. แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงทุกคน ไม่ใช่จ่ายให้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ท. เท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงซึ่งทำงานในส่วนงานผลิตเช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 2 และไม่ได้มีลักษณะเป็นลูกจ้างทดลองงาน จึงถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติตามมาตรา 11/1 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าเช่าบ้านของเดือนพฤษภาคม 2563 ถึงเดือนกันยายน 2563 ค่าเบี้ยขยันเดือนพฤษภาคม 2563 ถึงเดือนสิงหาคม 2563 ค่าเช่าบ้านย้อนหลังตามสิทธิที่โจทก์ต้องได้รับตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เงินโบนัสประจำปี 2560 ปี 2561 และปี 2562 เบี้ยขยันรายปีประจำปี 2561 และปี 2562 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินทุกรายการนับแต่วันที่เลิกจ้างจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 จำเลยที่ 1 ขอสละประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำ

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินโบนัสรวม 124,796 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และเคยเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 ในส่วนของการผลิตเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2563 จำเลยที่ 2 ส่งตัวโจทก์คืนแก่จำเลยที่ 1 ระหว่างโจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 2 โจทก์ได้รับค่าเช่าบ้านจากจำเลยที่ 2 เดือนละ 750 บาท ในขณะที่ลูกจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 2 ได้รับค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,300 บาท โจทก์ไม่เคยได้รับเงินโบนัสและเบี้ยขยันประจำปีจากจำเลยทั้งสอง แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าเช่าบ้านและค่าเบี้ยขยันแก่โจทก์ ส่วนเงินโบนัส แม้จำเลยที่ 2 ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงาน ท. ว่าจำเลยที่ 2 ตกลงจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงาน ตามหลักเกณฑ์การประเมินผลงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีผลเฉพาะลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานเท่านั้น แต่จำเลยที่ 2 จ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างทุกคนเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน การที่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงซึ่งทำงานในส่วนการผลิตเช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงจึงเป็นการเลือกปฏิบัติขัดต่อมาตรา 11/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 2 จะอ้างเหตุไม่ประเมินลูกจ้างรับเหมาค่าแรงมาเป็นเหตุไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสไม่ได้ เมื่อไม่มีการประเมินผลงานของลูกจ้างรับเหมาค่าแรง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ในลำดับเกณฑ์ประเมินต่ำสุดดังที่โจทก์ขอมา ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จำเลยที่ 2 มีสิทธิกำหนดหลักเกณฑ์ให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานต่างจากลูกจ้างที่ไม่ได้เป็นสมาชิก เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 2 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับสหภาพแรงงาน ท. เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงาน ท. ว่าจำเลยที่ 2 ตกลงจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานตามหลักเกณฑ์การประเมินผลงานของโจทก์ ซึ่งมีผลเฉพาะลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานเท่านั้น และวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างทุกคน การที่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง เป็นการเลือกปฏิบัติขัดต่อมาตรา 11/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เห็นได้ว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มิได้โต้เถียงให้รับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมา แต่โต้เถียงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์เพราะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกิดจากการเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ท. ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ไม่ใช่นายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงนำมาตรา 11/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับไม่ได้ อันเป็นการอุทธรณ์ให้ตีความกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า การนำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ไปใช้ให้มีผลถึงบุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงงานและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น ถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 42 ขอให้ศาลฎีกาส่งประเด็นนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 5 และมาตรา 212 วรรคหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นั้น เห็นว่า กรณีตามข้ออ้างของจำเลยที่ 2 มิใช่เป็นการโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลฎีกาจะต้องส่งความเห็นนั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 212 วรรคหนึ่ง

เมื่อคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย แม้ว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า โจทก์ทำงานในส่วนการผลิตเช่นเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 2 กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ" ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการจากผู้ประกอบกิจการในลักษณะอย่างเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาโดยตรงโดยไม่เลือกว่าเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงหรือลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ดังนั้น เมื่อเงินโบนัสถือเป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ประกอบกับโจทก์ทำงานมาประมาณ 3 ปี เกินระยะเวลาทดลองงาน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 120 วัน โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างทดลองงาน อีกทั้งแม้การจ่ายเงินโบนัสดังกล่าวเกิดจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างสหภาพแรงงาน ท. ซึ่งมีลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเป็นจำนวนไม่ถึงสองในสามส่วนของลูกจ้างทั้งหมดยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 2 แล้วเจรจาตกลงกันได้และทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวกันไว้ว่าจำเลยที่ 2 ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานตามหลักเกณฑ์การประเมินผลงานของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 และสหภาพแรงงาน ท. ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเช่นนี้ตลอดมาทุกปีตั้งแต่โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 2 ซึ่งทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมีผลผูกพันเฉพาะลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ท. แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงทุกคน ไม่ใช่จ่ายให้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ท. เท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ซึ่งทำงานในส่วนงานผลิตเช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 2 และไม่ได้มีลักษณะเป็นลูกจ้างทดลองงาน จึงถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติตามมาตรา 11/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์ส่วนอื่นของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง เนื่องจากพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา ได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง จึงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินโบนัสรวม 124,796 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 ตุลาคม 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 11/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหรือนาง ร.
จำเลย — บริษัท ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายบุญเลิศ ศิลปะกิจวงษ์กุล
- นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3191/2566
#694144
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกของเจ้าพนักงานที่ดินที่ได้สอบสวนไกล่เกลี่ยเรื่องการคัดค้านแนวเขตที่ดิน ระหว่างผู้ขอซึ่งหมายถึงจำเลย และผู้คัดค้านซึ่งหมายถึงโจทก์ที่ 1 ทั้งสองฝ่ายทราบถึงแนวเขตของที่ดิน โดยยึดถือหลักฐานแผนที่เดิมและหลักฐานแผนที่แสดงแนวเขตคัดค้าน ตกลงกันได้โดยรูปแผนที่แนวเขตที่คัดค้านกันนั้นให้เป็นของผู้ขอหรือจำเลยประมาณ 1-1-52 ไร่ เป็นของผู้คัดค้านหรือโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 0-2-00 ไร่ และผู้คัดค้านหรือโจทก์ที่ 1 ขอยกเลิกการคัดค้าน เป็นกรณีที่จำเลยและโจทก์ที่ 1 ตกลงกันว่าที่ดินในแนวเขตที่คัดค้านกันนั้น ตามหลักฐานแผนที่เดิมเป็นที่ดินของจำเลย ตกลงให้เป็นของจำเลยเนื้อที่ประมาณ 1-1-52 ไร่ เป็นของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 0-2-00 ไร่ และโจทก์ที่ 1 ยกเลิกการคัดค้าน อันเป็นการที่จำเลยและโจทก์ที่ 1 ตกลงระงับข้อพิพาทในแนวเขตที่ดินที่คัดค้านให้เสร็จสิ้นไปโดยยอมผ่อนผันให้แก่กันแล้ว แม้ในบันทึกดังกล่าวจะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแผนที่ บริเวณหรือหลักหมุดใดก็ตาม ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเนื้อที่ดังกล่าวอยู่ภายในแนวเขตที่คัดค้านและต้องแบ่งตามแนวเขตของที่ดินทั้งสองแปลงนั้น จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 10655 ทางด้านทิศเหนือตามแผนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 75.6 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสาปูนหรือสิ่งอื่น ๆ ที่จำเลยและบริวารนำเข้ามาหรือนำมาปักไว้ในที่ดินพิพาทภายใน 5 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ห้ามโจทก์ทั้งสามเข้ามาเกี่ยวข้อง

โจทก์ทั้งสามยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 10655 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 75.6 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสาปูนออกจากที่ดินพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้งทั้งหมดในศาลชั้นต้นให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9056 โดยได้รับโอนมรดกมาจากนายกว้าง บิดาของโจทก์ทั้งสาม จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 10655 ที่ดินโจทก์ทั้งสามและที่ดินจำเลยมีแนวเขตติดกัน โดยแนวเขตด้านทิศใต้ของที่ดินโจทก์ทั้งสามติดกับแนวเขตด้านทิศเหนือของที่ดินจำเลย ขณะมีชีวิตอยู่นายกว้างทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสามโดยทำนาทั้งแปลงและทำนารุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 75.6 ตารางวา โดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเอง มีคันนากั้นเป็นแนวเขตแน่นอน นายกว้างทำนาในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2532 เมื่อโจทก์ทั้งสามรับโอนมรดกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 ได้ครอบครองทำนาในที่พิพาทติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว วันที่ 26 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสามนำช่างรังวัดเอกชนรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 9056 เพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวม เจ้าของที่ดินข้างเคียงรับรองแนวเขตครบทุกด้าน ปรากฏได้เนื้อที่มากกว่าเดิม 6-2-93.9 ไร่ ขึ้นรูปแผนที่ลงในระวางแล้วทับที่ดินแปลงข้างเคียงเลขที่ 61,62 (เลขที่ 62 เป็นที่ดินของจำเลย) แต่ในสภาพที่ดินจริงไม่ทับแต่อย่างใด ต่อมาจำเลยขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 10655 โจทก์ที่ 1 คัดค้านแนวเขต เจ้าพนักงานที่ดินไกล่เกลี่ยตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว บันทึกว่าผู้ขอ (จำเลย) และผู้คัดค้าน (โจทก์ที่ 1) ตกลงกันได้ โดยรูปแผนที่แนวเขตที่คัดค้านกันนั้นให้เป็นของผู้ขอประมาณ 1-1-52 ไร่ เป็นของผู้คัดค้าน 0-2-00 ไร่ ผู้คัดค้านขอยกเลิกการคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินนัดโจทก์ที่ 1 และจำเลยรังวัดแนวเขตตามเนื้อที่ที่ตกลงกัน แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้นำชี้แนวเขตอ้างว่าบันทึกไกล่เกลี่ยไม่เป็นไปตามเจตนาของโจทก์ที่ 1 และฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามในประการแรกว่า บันทึกไกล่เกลี่ยตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 บัญญัติว่า อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน พิจารณาบันทึกไกล่เกลี่ยแล้ว เป็นบันทึกของเจ้าพนักงานที่ดิน ได้สอบสวนไกล่เกลี่ยเรื่องการคัดค้านแนวเขตที่ดิน ระหว่างผู้ขอซึ่งหมายถึงจำเลยและผู้คัดค้านซึ่งหมายถึงโจทก์ที่ 1 ทั้งสองฝ่ายทราบถึงแนวเขตของที่ดิน โดยยึดถือหลักฐานแผนที่เดิมและหลักฐานแผนที่แสดงแนวเขตคัดค้าน ตกลงกันได้โดยรูปแผนที่แนวเขตที่คัดค้านกันนั้นให้เป็นของผู้ขอหรือจำเลยประมาณ 1-1-52 ไร่ เป็นของผู้คัดค้านหรือโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 0-2-00 ไร่ และผู้คัดค้านหรือโจทก์ที่ 1 ขอยกเลิกการคัดค้าน เป็นกรณีที่จำเลยและโจทก์ที่ 1 ตกลงกันว่าที่ดินในแนวเขตที่คัดค้านกันนั้น ตามหลักฐานแผนที่เดิมเป็นที่ดินของจำเลย ตกลงให้เป็นของจำเลยเนื้อที่ประมาณ 1-1-52 ไร่ เป็นของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 0-2-00 ไร่ และโจทก์ที่ 1 ยกเลิกการคัดค้าน อันเป็นการที่จำเลยและโจทก์ที่ 1 ตกลงระงับข้อพิพาทในแนวเขตที่ดินที่คัดค้านให้เสร็จสิ้นไปโดยยอมผ่อนผันให้แก่กันแล้ว แม้ในบันทึกดังกล่าวจะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแผนที่ บริเวณหรือหลักหมุดใดก็ตาม ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเนื้อที่ดังกล่าวอยู่ภายในแนวเขตที่คัดค้านและต้องแบ่งตามแนวเขตของที่ดินทั้งสองแปลงนั้น จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามในประการต่อมาที่ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามบันทึกไกล่เกลี่ยเป็นโมฆะหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ทั้งสามฎีกาทำนองว่า โจทก์ที่ 1 มีเจตนาแบ่งที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน ให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 1 ไม่ได้อ่านข้อความและเจ้าพนักงานไม่ได้อ่านบันทึกดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ฟัง โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าวโดยสำคัญผิดในจำนวนเนื้อที่อันเป็นสาระสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความ เห็นว่า การที่ผู้ทำบันทึกให้คู่กรณีอ่านข้อความเองหรือผู้ทำบันทึกอ่านข้อความในบันทึกไกล่เกลี่ยให้คู่กรณีฟังก่อนลงลายมือชื่อนั้น ไม่ไช่ขั้นตอนหรือองค์ประกอบที่กฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติกำหนดไว้ให้ต้องกระทำ มิฉะนั้นบันทึกการไกล่เกลี่ยไม่มีผลบังคับหรือเป็นโมฆะ เพียงแต่เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อยืนยันว่าคู่กรณีได้ทราบถึงข้อความในบันทึกการไกล่เกลี่ยแล้วเท่านั้น แม้คู่กรณีไม่ได้อ่านหรือเจ้าพนักงานที่จดบันทึกไม่ได้อ่านข้อความในบันทึกการไกล่เกลี่ยให้ฟัง หากบันทึกการไกล่เกลี่ยถูกต้องตรงกับเจตนาของคู่กรณี ย่อมมีผลบังคับได้ตามที่ตกลงกัน บันทึกไกล่เกลี่ยจัดทำโดยนายประยูร เจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ และนายประยูรยังเบิกความตอบทนายจำเลยยืนยันว่า การเจรจาไกล่เกลี่ยนั้น พยานให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยดูแผนที่จนตกลงกันได้ จำเลยได้เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ส่วนโจทก์ที่ 1 ได้เนื้อที่ประมาณ 2 งาน โดยโจทก์ที่ 1 ขอยกเลิกการคัดค้านในวันทำบันทึก โจทก์ที่ 1 และจำเลยต่างมีบุตรมาช่วยดูเอกสารดังกล่าวด้วย และตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า วันไกล่เกลี่ยโจทก์ที่ 2 ร่วมเดินทางไปพร้อมกับญาติโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ด้วยประมาณ 5 คน พยานเห็นโจทก์ที่ 1 และจำเลยไกล่เกลี่ยกันโดยมีบุตรของแต่ละฝ่ายช่วยไกล่เกลี่ย พยานไม่ได้ให้โจทก์ที่ 2 ลงลายมือชื่อในบันทึกเนื่องจากเห็นว่า โจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียวเป็นผู้คัดค้าน จากคำเบิกความของนายประยูรแสดงให้เห็นว่าก่อนตกลงกันนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ปรึกษาพูดคุยกันอย่างละเอียดแล้ว ฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อในบันทึกไกล่เกลี่ยโดยสมัครใจและจำนวนเนื้อที่เป็นไปตามที่ตกลงกัน ที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าลงลายมือชื่อในบันทึกไกล่เกลี่ยโดยสำคัญผิดในจำนวนเนื้อที่ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง บันทึกไกล่เกลี่ยไม่เป็นโมฆะ แม้บันทึกดังกล่าวโจทก์ที่ 1 ลงชื่อคนเดียว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยแล้วว่า โจทก์ที่ 1 กระทำแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ด้วย โจทก์ทั้งสามไม่ฎีกาโต้แย้งแต่อย่างใด จึงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 กระทำแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 บันทึกไกล่เกลี่ยจึงผูกพันโจทก์ที่ 2 และที่ 3 และถือว่าโจทก์ทั้งสามสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส. กับพวก
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายไกรสร อ่อนคำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุพาทน์ สุชาตานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3129/2566
#695186
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้เสียแล้ว คำร้องดังกล่าวของจำเลย จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลย เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาตามเงื่อนไขในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ จำเลยต้องยื่นคำร้องภายในวันที่ 20 มกราคม 2566 ปรากฏว่าจำเลยยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566 อันเป็นวันล่วงพ้นระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้เสียแล้ว คำร้องดังกล่าวของจำเลย จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามคำร้องฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2566 และยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายธีระเดช กิ่งแก้วจิรกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐดนัย ศกุนตนาคฐิติส์
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3127/2566
#694797
เปิดฉบับเต็ม

การอยู่ร่วมกันของเจ้าของร่วมในอาคารชุดเป็นชุมชนที่เกิดขึ้นโดยการรวมตัวของบุคคลที่มีพื้นฐานทางสังคมที่แตกต่างกัน มีความหลากหลายในด้านต่าง ๆ จำต้องมีปฏิสัมพันธ์กันในการรับบริการส่วนรวมและการใช้ประโยชน์ร่วมกันในทรัพย์ส่วนกลางอันได้แก่ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด ที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของร่วมโดยมีนิติบุคคลอาคารชุดบริหารจัดการตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 33 ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดตามมาตรา 38 (1) ให้ดำเนินไปตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 และข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด โดยอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีตามมาตรา 42/1 หรือการประชุมใหญ่วิสามัญตามมาตรา 42/2 ในกิจการปกติ มติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของเจ้าของร่วมที่เข้าประชุม ส่วนกิจการที่มีความสำคัญ มติที่ได้รับความเห็นชอบต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมดตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมด กรณีคะแนนเสียงไม่ครบกึ่งหนึ่งและมีการเรียกประชุมใหม่ตามมาตรา 48 วรรคสอง การเข้าร่วมประชุมจึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าของร่วมที่ต้องให้ความร่วมมือโดยเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทน เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือ ให้ความคิดความเห็น เสนอแนะ และร่วมตัดสินใจลงมติในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขโดยเร็วอันจะให้กิจการนิติบุคคลอาคารชุดดำเนินไปโดยเรียบร้อย กรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการนัดเรียกหรือการนัดประชุมหรือการลงมติในการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดจึงต้องได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดโดยเร็วเพื่อให้กิจการของนิติบุคคลอาคารชุดดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อความเป็นอยู่ของเจ้าของร่วม เมื่อไม่มีบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 บังคับใช้โดยเฉพาะแก่การนัดเรียกหรือการประชุมหรือการลงมติที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด การนำบทบัญญัติมาตรา 1195 แห่ง ป.พ.พ. หมวด 4 บริษัทจำกัด ซึ่งบัญญัติว่า "การประชุมใหญ่นั้น ถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกัน หรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย แต่ต้องร้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น" มาใช้บังคับแก่การประชุมใหญ่เจ้าของร่วมตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง จึงนับว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้การจัดการตลอดจนการแก้ไขปัญหานิติบุคคลอาคารชุดเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงตามความประสงค์ของเจ้าของร่วมทั้งหลาย แต่การนำบทบัญญัติมาตรา 1195 แห่ง ป.พ.พ. มาใช้บังคับกรณีการลงมติในการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 หรือข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดได้นั้นต้องเป็นกรณีมติของที่ประชุมเจ้าของร่วมที่ได้ดำเนินการครบถ้วนตามกระบวนการและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย ดังนี้ กรณีการลงมติในเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันตามข้อบังคับซึ่งเป็นกิจการตามมาตรา 48 (5) หากมติของที่ประชุมไม่ได้รับความเห็นชอบโดยได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมดในการประชุมเจ้าของร่วมครั้งแรก กระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยจะต้องมีการเรียกประชุมเจ้าของร่วมใหม่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเรียกประชุมครั้งก่อนและต้องมีการลงมติกันใหม่อีกครั้ง ได้ความตามรายงานประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2558 ถึงปี 2560 ว่าในการประชุมใหญ่สามัญของแต่ละปีมีการลงมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงปรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายส่วนกลางโดยอ้างว่าเป็นการจัดเก็บเงินเพื่อการบำรุงรักษาสำหรับห้องชุดในอัตรา 10 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือนด้วยคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมดตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แต่คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญกลับมิได้เรียกให้มีการประชุมใหม่เพื่อให้เจ้าของร่วมลงมติกันใหม่อันเป็นขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 48 วรรคสอง การเรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวจึงยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมาย มติของที่ประชุมเจ้าของร่วมที่เรียกเก็บเงินเพิ่มสำหรับห้องชุดในอัตรา 10 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือนจึงสิ้นสภาพไปโดยที่ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย โดยไม่จำต้องร้องขอให้เพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 แต่อย่างใด จำเลยไม่อาจถือเอาประโยชน์จากมติดังกล่าวมาเรียกให้โจทก์เจ้าของร่วมชำระเงินเพิ่มได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินที่ชำระให้แก่จำเลยคืนได้ การที่ศาลอุทธรณ์นำ ป.พ.พ. มาตรา 1195 มาวินิจฉัยแก่คดีโดยวินิจฉัยว่าเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือเจ้าของร่วมร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ มติของที่ประชุมใหญ่นั้นย่อมมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา การที่จำเลยเรียกเก็บเงินเพื่อการบำรุงรักษาสำหรับห้องชุดตามฟ้องแก่โจทก์โดยไม่มีสิทธิ จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 23,477.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยเรียกเก็บเงินรายได้อื่นตามมาตรา 40 (3) จากโจทก์ ด้วยมติอันมิชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ในปี 2563 และปีต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด อ. ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 และข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด อ. โจทก์เป็นเจ้าของร่วมผู้ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเลขที่ 9/1013 ของอาคารชุดดังกล่าว ตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดกำหนดให้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางอัตรา 30 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ต่อมาคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2559 ปี 2560 และปี 2561 มีการพิจารณาจัดเก็บเงินเพื่อบำรุงรักษาสำหรับห้องชุดอัตรา 10 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน อ้างว่าเป็นเงินอื่นเพื่อปฏิบัติตามมติที่ประชุมใหญ่ภายใต้เงื่อนไขซึ่งที่ประชุมใหญ่กำหนดตามมาตรา 40 (3) แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 โดยได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด โดยศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเป็นที่ยุติว่าเงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายร่วมกันของเจ้าของร่วมตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 32 (8) มติเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันของเจ้าของร่วมได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 48 วรรคหนึ่ง (5) จำเลยได้จัดเก็บเงินตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมของนิติบุคคลอาคารชุดจากโจทก์ในอัตรา 10 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน ในปี 2559 ถึงปี 2562 รวมเป็นเงินปีละ 4,376.40 บาท รวมเป็นเงิน 17,505.60 บาท ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ในฐานะที่เป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 เมื่อโจทก์เจ้าของร่วมมิได้ร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ มติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมย่อมมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนจากจำเลยได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 มาวินิจฉัยแก่คดีชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 เป็นบทบัญญัติเฉพาะ มิได้มุ่งหมายให้เจ้าของร่วมนำคดีไปฟ้องร้องต่อศาลให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วม จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 1195 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาวินิจฉัยคดีนี้ในฐานะบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งได้ เห็นว่า การอยู่ร่วมกันของเจ้าของร่วมในอาคารชุดเป็นชุมชนที่เกิดขึ้นโดยการรวมตัวของบุคคลที่มีพื้นฐานทางสังคมที่แตกต่างกัน มีความหลากหลายในด้านต่าง ๆ จำต้องมีปฏิสัมพันธ์กันในการรับบริการส่วนรวมและการใช้ประโยชน์ร่วมกันในทรัพย์ส่วนกลางอันได้แก่ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด ที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของร่วมโดยมีนิติบุคคลอาคารชุดบริหารจัดการตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 33 ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดตามมาตรา 38 (1) ให้ดำเนินไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 และข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด โดยอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีตามมาตรา 42/1 หรือการประชุมใหญ่วิสามัญตามมาตรา 42/2 ในกิจการปกติ มติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของเจ้าของร่วมที่เข้าประชุม ส่วนกิจการที่มีความสำคัญ มติที่ได้รับความเห็นชอบต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมดตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมด กรณีคะแนนเสียงไม่ครบกึ่งหนึ่งและมีการเรียกประชุมใหม่ตามมาตรา 48 วรรคสอง การเข้าร่วมประชุมจึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าของร่วมที่ต้องให้ความร่วมมือโดยเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทน เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือ ให้ความคิดความเห็น เสนอแนะ และร่วมตัดสินใจลงมติในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขโดยเร็วอันจะให้กิจการนิติบุคคลอาคารชุดดำเนินไปโดยเรียบร้อย ทั้งนี้เนื่องจากกิจการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเจ้าของร่วมในการใช้บริการต่าง ๆ ตลอดจนทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ดังนี้ กรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการนัดเรียกหรือการนัดประชุมหรือการลงมติในการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดจึงต้องได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดโดยเร็วเพื่อให้กิจการของนิติบุคคลอาคารชุดดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อความเป็นอยู่ของเจ้าของร่วม เมื่อไม่มีบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 บังคับใช้โดยเฉพาะแก่การนัดเรียกหรือการประชุมหรือการลงมติที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด การนำบทบัญญัติมาตรา 1195 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 4 บริษัทจำกัด ซึ่งบัญญัติว่า "การประชุมใหญ่นั้น ถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกัน หรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย แต่ต้องร้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น" มาใช้บังคับแก่การประชุมใหญ่เจ้าของร่วมตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง จึงนับว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้การจัดการตลอดจนการแก้ไขปัญหานิติบุคคลอาคารชุดเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงตามความประสงค์ของเจ้าของร่วมทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม การนำบทบัญญัติมาตรา 1195 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับกรณีการลงมติในการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 หรือข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดได้นั้นต้องเป็นกรณีมติของที่ประชุมเจ้าของร่วมที่ได้ดำเนินการครบถ้วนตามกระบวนการและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย สำหรับมติของเจ้าของร่วมในกิจการที่มีความสำคัญตามที่ระบุไว้ในมาตรา 48 โดยวรรคหนึ่งกำหนดว่าต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด กรณีคะแนนเสียงไม่ครบตามที่กำหนดในวรรคหนึ่ง บทบัญญัติวรรคสองได้บัญญัติถึงขั้นตอนดำเนินการต่อไปว่าให้เรียกประชุมเจ้าของร่วมใหม่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเรียกประชุมครั้งก่อน ในการลงมติในการประชุมครั้งใหม่เพียงแต่ได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมดก็เป็นอันใช้ได้ ดังนี้ กรณีการลงมติในเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันตามข้อบังคับซึ่งเป็นกิจการตามมาตรา 48 (5) หากมติของที่ประชุมไม่ได้รับความเห็นชอบโดยได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมดในการประชุมเจ้าของร่วมครั้งแรก กระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยจะต้องมีการเรียกประชุมเจ้าของร่วมใหม่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเรียกประชุมครั้งก่อนและต้องมีการลงมติกันใหม่อีกครั้ง ได้ความตามรายงานประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2558 ถึงปี 2560 ว่าในการประชุมใหญ่สามัญของแต่ละปีมีการลงมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงปรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายส่วนกลางโดยอ้างว่าเป็นการจัดเก็บเงินเพื่อการบำรุงรักษาสำหรับห้องชุดในอัตรา 10 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือนด้วยคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมดตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แต่คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญกลับมิได้เรียกให้มีการประชุมใหม่เพื่อให้เจ้าของร่วมลงมติกันใหม่อันเป็นขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 48 วรรคสอง การเรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวจึงยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมาย มติของที่ประชุมเจ้าของร่วมที่เรียกเก็บเงินเพิ่มสำหรับห้องชุดในอัตรา 10 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือนจึงสิ้นสภาพไปโดยที่ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย โดยไม่จำต้องร้องขอให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 แต่อย่างใด จำเลยไม่อาจถือเอาประโยชน์จากมติดังกล่าวมาเรียกให้โจทก์เจ้าของร่วมชำระเงินเพิ่มได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินที่ชำระให้แก่จำเลยคืนได้ การที่ศาลอุทธรณ์นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 มาวินิจฉัยแก่คดีโดยวินิจฉัยว่าเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือเจ้าของร่วมร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ มติของที่ประชุมใหญ่นั้นย่อมมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา การที่จำเลยเรียกเก็บเงินเพื่อการบำรุงรักษาสำหรับห้องชุดตามฟ้องแก่โจทก์โดยไม่มีสิทธิ จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ แต่ที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยรับเงินจากโจทก์นั้น เห็นว่า หนี้ที่จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์นั้น เป็นหนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระ จำเลยต้องรับผิดสำหรับดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันครบกำหนดบอกกล่าวทวงถามอันถือว่าเป็นวันที่จำเลยผิดนัด แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบถึงหลักฐานการบอกกล่าวทวงถาม จึงให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันฟ้อง โดยให้รับผิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยในมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ และบัญญัติความขึ้นใหม่ มีผลทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 17,505.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 ตุลาคม 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 แต่ทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามอัตราเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 33 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางสาวรสวันต์ ใจพันธุมาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิเศษ นิ่มกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2566
#696736
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้วย่อมมีผลต่อการดำเนินคดีแพ่งแก่ลูกหนี้ โดยต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่ง ม. 90/12 (4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ในกรณีที่มีการฟ้องคดีหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

คดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องไว้เพื่อพิจารณาแล้ว ในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องด้วยกรณีที่คณะอนุญโตตุลาการต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยไม่ได้งดการพิจารณาไว้จึงเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (4) อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ.ภาค 1 (เชียงใหม่) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.106/2564 หมายเลขแดงที่ ชม.57/2565 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน ที่ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย รวมถึงค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาแก่ผู้คัดค้าน อ้างว่าคำชี้ขาดดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี เนื่องจากเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2564 ผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการขอให้ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านจากเหตุละเมิดอันเกิดจากรถยนต์คันที่ผู้ร้องรับประกันภัยไว้ วันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางโดยศาลดังกล่าวรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 18 พฤษภาคม 2565 ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะอนุญาโตตุลาการงดการพิจารณาคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 แต่คณะอนุญาโตตุลาการกลับมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีดังกล่าวและมีคำชี้ขาดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 1,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2564 ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทเพื่อให้มีการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ.ภาค 1 (เชียงใหม่) ขอให้ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านเนื่องจากรถยนต์คันที่ผู้ร้องรับประกันภัยไว้เกิดเหตุพลิกคว่ำทำให้ผู้คัดค้านซึ่งนั่งโดยสารมาด้วยได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.106/2564 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้คณะอนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาท วันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟฟ.9/2565 วันที่ 18 พฤษภาคม 2565 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการขอให้งดการพิจารณาคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 อ้างว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องแล้ว วันที่ 25 พฤษภาคม 2565 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า คดีนี้มีคำสั่งให้ปิดการพิจารณาไว้แล้วเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 จึงให้ยกคำร้อง วันที่ 30 พฤษภาคม 2565 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ 18 ตุลาคม 2564 อันเป็นวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องรับผิดค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาด้วย โดยให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำชี้ขาด

คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นเหตุให้ศาลต้องเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ย่อมมีผลต่อการดำเนินคดีแพ่งแก่ลูกหนี้โดยต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 90/12 (4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ในกรณีที่มีการฟ้องคดีหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คดีนี้ได้ความว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 อันเป็นช่วงระยะเวลาก่อนคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาต่อคณะอนุญาโตตุลาการโดยอ้างว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วในวันที่ 18 พฤษภาคม 2565 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องไว้เพื่อพิจารณาแล้ว ในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องด้วยกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด การที่ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 โดยมิได้งดการพิจารณาไว้จึงเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (4) อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ากรณีไม่เป็นเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ.ภาค 1 (เชียงใหม่) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.106/2564 หมายเลขแดงที่ ชม.57/2565 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ส.
ผู้คัดค้าน — นาย ฐ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอนิรุทธิ์ วรินทร์
-
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ภัฏ วิภูมิรพี
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3098/2566
#696139
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของพนักงานสอบสวนที่ให้ผู้ต้องหาพิมพ์ลายนิ้วมือนอกจากมีวัตถุประสงค์เป็นการตรวจสอบข้อมูลบุคคลเพื่อยืนยันตัวตนของผู้ต้องหา ตรวจสอบประวัติอาชญากรเพื่อประกอบการพิจารณาเงื่อนไขในการเพิ่มโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 92 และมาตรา 93 และยังกระทำเพื่อประโยชน์แห่งการรวบรวมพยานหลักฐานในคดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 132 (1) และถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสอบสวน อันเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน ซึ่งรัฐย่อมมีอำนาจที่จะรวบรวมและเก็บข้อมูลของบุคคลได้ภายในขอบเขตความจำเป็น ทั้งยังสามารถนำข้อมูลจากการพิมพ์ลายนิ้วมือมาประกอบการดำเนินการในเรื่องอื่น ๆ แก่จำเลยได้ แม้คดีนี้และคดีก่อนการกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดลหุโทษ ซึ่งมิอาจนำประวัติการกระทำความผิดในครั้งก่อนหรือครั้งหลังมาเพิ่มโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 94 แต่การพิมพ์ลายนิ้วมือมิใช่มีวัตถุประสงค์เพื่อการเพิ่มโทษเพียงประการเดียว ดังนั้น ที่จำเลยปฏิเสธไม่พิมพ์ลายนิ้วมือตามคำสั่งพนักงานสอบสวนโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 368 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 822/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 386 วรรคแรก ปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 822/2563 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีนี้ศาลลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจโทขวัญชัย มีคำสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญและฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 และ มาตรา 393 พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งของพนักงานสอบสวนที่ให้ผู้ต้องหาพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นการตรวจสอบข้อมูลบุคคลเพื่อยืนยันตัวตนของผู้ต้องหา ตรวจสอบประวัติอาชญากรอันเป็นการตรวจสอบประวัติการกระทำความผิดเพื่อประกอบการพิจารณาเงื่อนไขในการเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และมาตรา 93 และเพื่อประโยชน์แห่งการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 132 (1) อันเป็นอำนาจที่กฎหมายให้แก่พนักงานสอบสวน คดีนี้และคดีก่อนเป็นความผิดลหุโทษ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 94 มิให้นำประวัติการกระทำความผิดในครั้งก่อนหรือครั้งหลังมาเพิ่มโทษจำเลยได้ แต่การพิมพ์ลายนิ้วมือมิใช่วัตถุประสงค์เพื่อการเพิ่มโทษเพียงประการเดียว แต่ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสอบสวนซึ่งรัฐย่อมมีอำนาจที่จะรวบรวมและเก็บข้อมูลของบุคคลได้ภายในขอบเขตความจำเป็น ทั้งยังสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการพิมพ์ลายนิ้วมือมาประกอบการดำเนินการแก่จำเลยต่อไปได้ เช่น เรื่องการขอให้นับโทษต่อ เป็นต้น ดังนั้น การที่จำเลยปฏิเสธไม่พิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร จึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคแรก ให้ปรับ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 94 ม. 368 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 132 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายชนาวีร์ ภัทราดูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
ทรงพล สงวนพงศ์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3068/2566
#694165
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ต้องวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นเป็นการปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 7 แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และมูลความแห่งคดีนี้เป็นการชําระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมคนหนึ่งได้นําเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการยื่นอุทธรณ์อีกเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อนเท่านั้น หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ 2 วางเงินแทนจำเลยที่ 1 ไม่ และเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชําระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ หาใช่เป็นการวางเพื่อชําระหนี้แก่คู่ความฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นไม่ จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ชนะคดี และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกําหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ก็ชอบที่จะร้องขอให้คืนเงินที่วางนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ยืมเงิน และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 3,431,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองต่างให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,431,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์พร้อมวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้วต่อมาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลแล้วมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ในศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้วางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คืน อ้างว่าศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ เป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจำเลยที่ 1 ที่ได้ยื่นอุทธรณ์ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจขอรับคืนได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์คืนหรือไม่ เห็นว่า เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ต้องวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และมูลความแห่งคดีนี้เป็นการชำระหนี้อันแบ่งแยกมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมคนหนึ่งได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วยจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ในการยื่นอุทธรณ์อีกเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อนเท่านั้น หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ 2 วางเงินแทนจำเลยที่ 1 ไม่ และเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเพียงเงินที่วางไว้เพื่อเป็นประกันว่า หากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์ต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้วผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้ออกใช้ก่อนจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ หาใช่เป็นการวางเพื่อชำระหนี้แก่คู่ความฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นไม่ จึงต้องถือว่าเงินดังกล่าวยังเป็นของผู้อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ชนะคดี และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ก็ชอบที่จะร้องขอให้คืนเงินที่วางนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยที่ 2 นำมาวางไว้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายสมชัย สงวนนภาพร
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3057/2566
#694143
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาปล่อยเงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเป็นการแสดงเจตนาลวง โจทก์จำเลยไม่มีเจตนากู้ยืมเงินกัน เป็นการอำพรางนิติกรรมที่โจทก์ให้เงินแก่จำเลยเพื่อไปซื้อยางก้อนถ้วยมาส่งให้แก่โจทก์ โดยจำเลยจะได้รับค่าตอบแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยวินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นการแสดงเจตนาลวงและนิติกรรมอำพราง จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว โดยเนื้อหาที่บรรยายมาในคำฟ้องอุทธรณ์เป็นการโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น และเมื่ออ่านอุทธรณ์ทั้งฉบับโดยเฉพาะในหน้าที่ 14 และหน้าที่ 15 แล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นการแสดงเจตนาลวงและนิติกรรมอำพราง อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งแล้ว

อนึ่ง คดีนี้จำเลยฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาล 66,375 บาท แต่เมื่อศาลฎีกาย้อนสํานวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ เช่นนี้ จำเลยชอบที่จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,318,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,999,993.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2563) ต้องไม่เกิน 318,750 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดและค่าธรรมเนียมใช้แทนที่เสียเกินมาเป็นเงิน 750 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาปล่อยเงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเป็นการแสดงเจตนาลวง โจทก์จำเลยไม่มีเจตนากู้ยืมเงินกัน เป็นการอำพรางนิติกรรมที่โจทก์ให้เงินแก่จำเลยเพื่อไปซื้อยางก้อนถ้วยมาส่งให้แก่โจทก์ โดยจำเลยจะได้รับค่าตอบแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยวินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นการแสดงเจตนาลวงและนิติกรรมอำพราง จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว โดยเนื้อหาที่บรรยายมาในคำฟ้องอุทธรณ์เป็นการโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น และเมื่ออ่านอุทธรณ์ทั้งฉบับโดยเฉพาะในหน้าที่ 14 และหน้าที่ 15 แล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า สัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นการแสดงเจตนาลวงและนิติกรรมอำพราง อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ

อนึ่ง คดีนี้จำเลยฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาล 66,375 บาท แต่เมื่อศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ เช่นนี้ จำเลยชอบที่จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้นอกจากที่สั่งคืนแล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมสั่งเมื่อได้มีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายปฏิภาณ กาพย์ไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3054/2566
#724080
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตาม ป.อ. มาตรา 175 โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และได้บรรยายฟ้องให้เห็นด้วยว่าความจริงเป็นประการใด แล้วต่อมาโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกับข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคสอง โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไว้ด้วยแล้ว ดังนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใด แต่เมื่อได้อ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้ว ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ความจริงดังกล่าวก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใดในข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา จำเลยได้ยื่นฎีกา จึงบ่งชี้ว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ คำฟ้องโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตาม ป.อ. มาตรา 177 จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 175, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 2 ปี และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 2 ปี รวมเป็นจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 1 ปี และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 1 ปี รวมเป็นจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 3153 เนื้อที่ 29 ไร่ มีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2192/2562 ว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยด้วยการนำพันธุ์ข้าวไปหว่านในที่ดินพิพาทเต็มทั้งแปลง ขอให้ลงโทษโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก ต่อมา วันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวต่อศาลว่า "ข้าฯ กับครอบครัวเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ด้วยการทำนาเต็มทั้งแปลงด้วยตนเอง และบางปี ข้าฯ ก็ได้มอบสิทธิให้บุคคลอื่นเช่าทำนาแทนตลอดมา" ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ คดีเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 โดยบรรยายฟ้องต่อเนื่องกัน แต่ในความผิดข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า คำเบิกความของจำเลยเป็นความเท็จอย่างไรเท่านั้น ส่วนความจริงเป็นอย่างไรไม่ได้บรรยายไว้ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งทราบอยู่แล้วว่าที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 3153 เป็นของโจทก์ แต่จำเลยนำความเท็จมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2192/2562 ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน โจทก์บุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลย ด้วยการนำพันธุ์ข้าวไปหว่านในที่ดินพิพาทเต็มทั้งแปลง ความจริงแล้วจำเลยได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน ต่อมานายบุญเรือนขายที่ดินพิพาทให้แก่นางอำพรหรืออ่ำ และโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวข้างต้นว่า "ข้าฯ กับครอบครัวเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน... ด้วยการทำนาเต็มทั้งแปลงด้วยตนเอง และบางปี ข้าฯ ก็ได้มอบสิทธิให้บุคคลอื่นเช่าทำนาตลอดมา..." ซึ่งเป็นความเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดี ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และได้บรรยายฟ้องให้เห็นด้วยว่าความจริงเป็นประการใด แล้วต่อมาโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกับข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งในข้อหานี้ โจทก์ได้กล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไว้ด้วยแล้ว เช่นนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใด แต่อย่างไรก็ดี เมื่อได้อ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้ว ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ความจริงดังกล่าวก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใดในข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 กล่าวคือ ความจริงแล้วจำเลยได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน ต่อมานายบุญเรือนขายที่ดินพิพาทให้แก่นางอำพรหรืออ่ำและโจทก์ การที่จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น หลังจากนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา จำเลยได้ยื่นฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ฎีกาว่าจำเลยไม่เข้าใจฟ้องของโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เช่นนี้ จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้แต่อย่างใด ดังนั้น คำฟ้องโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ นั้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความประกอบหนังสือสัญญาซื้อขายสอดคล้องทำนองเดียวกันว่าได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากนายบุญเรือนและนางดวน นายบุญเรือนมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทให้พยานโจทก์ทั้งสองยึดถือไว้ และส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาท จากนั้นพยานโจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินด้วยการทำนาปลูกข้าวตลอดมา ข้อนี้จำเลยไม่ได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายบุญเรือนและนางดวนจริง โจทก์ยังเบิกความว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือนและนางดวนไปแล้ว ทั้งได้มอบต้นฉบับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่นายบุญเรือนและนางดวนด้วยเพียงแต่ไม่ทราบว่านายบุญเรือนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยเมื่อปีใด ข้อนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากนายเขียน 340,000 บาท เพื่อนำมาเป็นทุนในการศึกษาแก่บุตร ในหนังสือสัญญากู้ระบุชื่อนางดวนเป็นผู้ให้กู้ มาทราบภายหลังว่าเป็นภริยาของนายเขียน และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2526 จากนั้นในปี 2546 จึงนำไปจำนำไว้แก่นายเขียนหรือบุญเรือน แล้วนายเขียนได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยการทำนา อันเป็นการอ้างว่าจำเลยกู้เงินจากนายเขียนโดยนำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทให้นายเขียนยึดถือไว้เป็นประกัน มิใช่เป็นการซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีนายบุญเรือนหรือนางดวนมาเบิกความยืนยันว่า นายบุญเรือนหรือนางดวนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยก็ตาม แต่จำเลยรับว่านายบุญเรือนได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่มีการทำหนังสือสัญญากู้เงินกับจำเลยเมื่อปี 2546 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมาติดต่อนายบุญเรือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้และขอหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทคืนแต่อย่างใด จำเลยเพิ่งมากล่าวอ้างว่าได้ติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทคืนจากนายบุญเรือนในปี 2562 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากทำสัญญากู้เงินแล้วถึงประมาณ 16 ปี จึงมีพิรุธ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่นายบุญเรือน ดังจะเห็นได้จากเมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีหนังสือแจ้งจำเลยมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองที่ดินพิพาท แต่จำเลยไม่มาชี้แจงข้อเท็จจริงตามแบบตรวจสอบการถือครอง กรณีแปลงที่ดินที่ได้มีการจัดที่ดินแล้ว จำเลยกลับมาว่าจ้างคนเข้าไปไถนาในที่ดินพิพาทภายหลังได้รับแจ้งจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าถ้าไม่เข้าทำประโยชน์จะสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทมานานแล้ว อีกทั้งก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก จำเลยไปลงบันทึกประจำวันยอมรับว่านายสาทร สามีจำเลยได้ขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่นายเขียนโดยให้นายเขียนเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ต่อมานายเขียนขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้นางอำพร เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน สามีนางดวนตั้งแต่ปี 2546 แล้ว หาใช่เป็นการนำที่ดินพิพาทไปเป็นประกันเงินกู้ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินดังที่จำเลยนำสืบไม่ การที่จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้นายบุญเรือนครอบครองทำประโยชน์ ถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท มีผลให้จำเลยสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยจึงรู้อยู่แล้วว่าจำเลยสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายบุญเรือน การที่จำเลยกลับมาอ้างสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายบุญเรือนและนางดวน จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนโจทก์จะได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ย่อมเป็นอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จะต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ดังนั้น ที่จำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก จึงเป็นการเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่ายังมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงใช้สิทธิฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งและคดีอาญานั้นฟังไม่ขึ้น ทั้งข้อความที่จำเลยเบิกความยืนยันว่าจำเลยและครอบครัวครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วโจทก์และนางอำพรเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและไม่ได้บุกรุกที่ดินพิพาทดังที่จำเลยเบิกความ ซึ่งหากศาลเชื่อว่าโจทก์กระทำความผิดจริง ศาลอาจพิพากษาลงโทษโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ การเบิกความเท็จของจำเลยจึงเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยมานั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาและฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมอีกด้วย ทั้งเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่เพียงแต่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ยังทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีของศาลผิดไปจากความเป็นจริง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษให้จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 6 เดือน และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเอกวุฒิ จรูญวิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายคมกริช ภัทรพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ษมาคุณากร
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3054/2566
#694172
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตาม ป.อ. มาตรา 175 โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และได้บรรยายฟ้องให้เห็นด้วยว่าความจริงเป็นประการใด แล้วต่อมาโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกับข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคสอง โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไว้ด้วยแล้ว ดังนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใด แต่เมื่อได้อ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้ว ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ความจริงดังกล่าวก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใดในข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา จำเลยได้ยื่นฎีกา จึงบ่งชี้ว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ คำฟ้องโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตาม ป.อ. มาตรา 177 จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 175, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 2 ปี และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 2 ปี รวมเป็นจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 1 ปี และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 1 ปี รวมเป็นจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 3153 เนื้อที่ 29 ไร่ มีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2192/2562 ว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยด้วยการนำพันธุ์ข้าวไปหว่านในที่ดินพิพาทเต็มทั้งแปลง ขอให้ลงโทษโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวต่อศาลว่า "ข้าฯ กับครอบครัวเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ด้วยการทำนาเต็มทั้งแปลงด้วยตนเอง และบางปี ข้าฯ ก็ได้มอบสิทธิให้บุคคลอื่นเช่าทำนาแทนตลอดมา" ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ คดีเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 โดยบรรยายฟ้องต่อเนื่องกัน แต่ในความผิดข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า คำเบิกความของจำเลยเป็นความเท็จอย่างไรเท่านั้น ส่วนความจริงเป็นอย่างไรไม่ได้บรรยายไว้ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งทราบอยู่แล้วว่าที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 3153 เป็นของโจทก์ แต่จำเลยนำความเท็จมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2192/2562 ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 เวลากลางวัน โจทก์บุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลย ด้วยการนำพันธุ์ข้าวไปหว่านในที่ดินพิพาทเต็มทั้งแปลง ความจริงแล้วจำเลยได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน ต่อมานายบุญเรือนขายที่ดินพิพาทให้แก่นางอำพรหรืออ่ำ และโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวข้างต้นว่า "ข้าฯ กับครอบครัวเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน... ด้วยการทำนาเต็มทั้งแปลงด้วยตนเอง และบางปี ข้าฯ ก็ได้มอบสิทธิให้บุคคลอื่นเช่าทำนาตลอดมา..." ซึ่งเป็นความเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดี ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 โดยกล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และได้บรรยายฟ้องให้เห็นด้วยว่าความจริงเป็นประการใด แล้วต่อมาโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกับข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งในข้อหานี้ โจทก์ได้กล่าวถึงข้อความซึ่งอ้างว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไว้ด้วยแล้ว เช่นนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใด แต่อย่างไรก็ดี เมื่อได้อ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้ว ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ความจริงดังกล่าวก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความจริงเป็นประการใดในข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 กล่าวคือ ความจริงแล้วจำเลยได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน ต่อมานายบุญเรือนขายที่ดินพิพาทให้แก่นางอำพรหรืออ่ำ และโจทก์ การที่จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น หลังจากนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษา จำเลยได้ยื่นฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ฎีกาว่าจำเลยไม่เข้าใจฟ้องของโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เช่นนี้ จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้แต่อย่างใด ดังนั้น คำฟ้องโจทก์ในข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ นั้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความประกอบหนังสือสัญญาซื้อขายสอดคล้องทำนองเดียวกันว่าได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากนายบุญเรือนและนางดวน นายบุญเรือนมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทให้พยานโจทก์ทั้งสองยึดถือไว้ และส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาท จากนั้นพยานโจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินด้วยการทำนาปลูกข้าวตลอดมา ข้อนี้จำเลยไม่ได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายบุญเรือนและนางดวนจริง โจทก์ยังเบิกความว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือนและนางดวนไปแล้ว ทั้งได้มอบต้นฉบับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่นายบุญเรือนและนางดวนด้วยเพียงแต่ไม่ทราบว่านายบุญเรือนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยเมื่อปีใด ข้อนี้จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากนายเขียน 340,000 บาท เพื่อนำมาเป็นทุนในการศึกษาแก่บุตร ในหนังสือสัญญากู้ระบุชื่อนางดวนเป็นผู้ให้กู้ มาทราบภายหลังว่าเป็นภริยาของนายเขียน และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2526 จากนั้นในปี 2546 จึงนำไปจำนำไว้แก่นายเขียนหรือบุญเรือน แล้วนายเขียนได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยการทำนา อันเป็นการอ้างว่าจำเลยกู้เงินจากนายเขียนโดยนำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทให้นายเขียนยึดถือไว้เป็นประกัน มิใช่เป็นการซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีนายบุญเรือนหรือนางดวนมาเบิกความยืนยันว่า นายบุญเรือนหรือนางดวนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยก็ตาม แต่จำเลยรับว่านายบุญเรือนได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่มีการทำหนังสือสัญญากู้เงินกับจำเลยเมื่อปี 2546 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมาติดต่อนายบุญเรือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้และขอหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ของที่ดินพิพาทคืนแต่อย่างใด จำเลยเพิ่งมากล่าวอ้างว่าได้ติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทคืนจากนายบุญเรือนในปี 2562 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากทำสัญญากู้เงินแล้วถึงประมาณ 16 ปี จึงมีพิรุธ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่นายบุญเรือน ดังจะเห็นได้จากเมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีหนังสือแจ้งจำเลยมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองที่ดินพิพาท แต่จำเลยไม่มาชี้แจงข้อเท็จจริงตามแบบตรวจสอบการถือครอง กรณีแปลงที่ดินที่ได้มีการจัดที่ดินแล้ว จำเลยกลับมาว่าจ้างคนเข้าไปไถนาในที่ดินพิพาทภายหลังได้รับแจ้งจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าถ้าไม่เข้าทำประโยชน์จะสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทมานานแล้ว อีกทั้งก่อนจำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก จำเลยไปลงบันทึกประจำวันยอมรับว่านายสาทร สามีจำเลยได้ขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่นายเขียนโดยให้นายเขียนเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ต่อมานายเขียนขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้นางอำพร เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบุญเรือน สามีนางดวนตั้งแต่ปี 2546 แล้ว หาใช่เป็นการนำที่ดินพิพาทไปเป็นประกันเงินกู้ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินดังที่จำเลยนำสืบไม่ การที่จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้นายบุญเรือนครอบครองทำประโยชน์ ถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท มีผลให้จำเลยสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยจึงรู้อยู่แล้วว่าจำเลยสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายบุญเรือน การที่จำเลยกลับมาอ้างสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายบุญเรือนและนางดวน จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนโจทก์จะได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ย่อมเป็นอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จะต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ดังนั้น ที่จำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุก จึงเป็นการเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่ายังมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงใช้สิทธิฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งและคดีอาญานั้นฟังไม่ขึ้น ทั้งข้อความที่จำเลยเบิกความยืนยันว่าจำเลยและครอบครัวครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วโจทก์และนางอำพรเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและไม่ได้บุกรุกที่ดินพิพาทดังที่จำเลยเบิกความ ซึ่งหากศาลเชื่อว่าโจทก์กระทำความผิดจริง ศาลอาจพิพากษาลงโทษโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ การเบิกความเท็จของจำเลยจึงเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยมานั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาและฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมอีกด้วย ทั้งเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่เพียงแต่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ยังทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีของศาลผิดไปจากความเป็นจริง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษให้จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ให้จำคุก 6 เดือน และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล ให้จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 175 ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเอกวุฒิ จรูญวิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายคมกริช ภัทรพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ษมาคุณากร
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3042/2566
#694795
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ ฟ. โดยโจทก์เป็นผู้พิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่จำเลยด้วยการให้จำเลยผ่อนชำระค่าศัลยกรรมซึ่งโจทก์ทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการสนับสนุนเงินทุนเพื่อทำศัลยกรรมกับ ซ. โดย ซ. เบิกความสนับสนุนว่ามีการทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์กันไว้จริงตามเอกสารหมาย จ.11 อันเป็นการนำสืบพยานหลักฐานในทำนองว่าโจทก์เป็นหุ้นส่วนร่วมกันประกอบกิจการในโครงการ ฟ. แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. 4426/2563 ของศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยฟ้องโจทก์ในคดีนี้ว่าร่วมกับพวกกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยในคดีดังกล่าวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำงานในโครงการ ฟ. ในฐานะเป็นลูกจ้าง ซึ่งตรงกับที่โจทก์เบิกความในคดีอื่น ๆ อีกหลายคดีที่ระบุว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของโครงการ ฟ. ได้รับเงินเดือนโดยเป็นผู้อำนวยการโครงการ มีหน้าที่จัดทำเว็บไซต์ของโครงการและทำหน้าที่ด้านการเงินเท่านั้น ซึ่งคำเบิกความของโจทก์และผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันโจทก์ว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างในโครงการ ฟ. โดยทำหน้าที่ในด้านการเงินและเป็นผู้เปิดบัญชีรับโอนเงินกับรับทำสัญญาผ่อนชำระหนี้ในโครงการดังกล่าวแทน ซ. เท่านั้น โจทก์เพิ่งยกหนังสือสัญญาแบ่งผลประโยชน์เป็นหลักฐานในคดีนี้ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวขัดกับคำให้การและคำเบิกความในคดีก่อนโดยโจทก์ไม่ได้นำสืบเอกสารดังกล่าวต่อศาล เชื่อว่าเอกสารหมาย จ.11 มีการจัดทำขึ้นในภายหลังเพื่อผลประโยชน์ในคดีที่เรียกร้องเงินตามสัญญาผ่อนชำระหนี้จากลูกหนี้ในโครงการเท่านั้น อีกทั้งโจทก์ยังเบิกความว่าโจทก์ได้รับมอบอำนาจจาก ซ. ให้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 12 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับเอกสารหมาย จ.11 จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวได้

คดีหมายเลขแดง ที่ ผบ. 4426/2563 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าการกระทำของโจทก์กับพวกซึ่งเป็นจำเลยในคดีไม่เป็นการทำละเมิด โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างหรือเป็นหุ้นส่วนกับ ซ. อันเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้หรือไม่ ผลของคำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ และจำเลยให้การต่อสู้ด้วยว่าโจทก์เบิกความเท็จต่อศาลในคดีดังกล่าวว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างไม่มีส่วนได้เสียในโครงการ ฟ. และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ อันเป็นการยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้ในคดีนี้แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างในโครงการ ฟ. การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทน จึงเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะตัวแทนของ ซ. เท่านั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้ระบุว่ากระทำในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจาก ซ. ซึ่งเป็นคู่สัญญาที่แท้จริง โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 412,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 320,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 30 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความ 600 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้อำนวยการโครงการ ฟ. ซึ่งเป็นโครงการให้คำปรึกษาแก่ผู้ต้องการทำศัลยกรรม อำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำ และประสานงานกับโรงพยาบาลที่จะทำศัลยกรรมหรือศัลยแพทย์ที่เหมาะสมให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จำเลยสมัครเข้าร่วมโครงการ ฟ. โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 จำเลยให้บุตรสาวของจำเลยโอนเงินจองคิวศัลยกรรมเข้าบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชี โครงการ ฟ. เลขที่ 391 – 1 – 05XXX – X จำนวน 50,000 บาท วันที่ 15 มีนาคม 2561 จำเลยชำระค่าผ่าตัดเป็นเงินสดแก่โครงการ 200,000 บาท และค่าตรวจสุขภาพ 15,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้รับเงินไว้ จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทนให้ไว้แก่โจทก์ วันที่ 22 มีนาคม 2561 โจทก์ดำเนินการให้จำเลยได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์ของโรงพยาบาล ศ. หลังการผ่าตัดผ่านไประยะหนึ่งจำเลยเห็นว่าผลที่ได้รับไม่ทำให้ใบหน้าของจำเลยดีขึ้น แต่ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายโดยใบหน้าผิดรูปและมีอาการเจ็บที่ใบหน้า จำเลยจึงฟ้องโจทก์และ ซ. กับพวกรวม 4 คน ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่จำเลยฐานละเมิดเป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ 3657/2562 ของศาลแพ่ง ซึ่งโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ศาลแพ่งมีคำพิพากษายกฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ 4426/2563 ขณะฟ้องคดีนี้คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างอุทธรณ์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จำเลยสมัครเข้าร่วมโครงการ ฟ. ซึ่งเป็นโครงการให้คำปรึกษาแก่ผู้ต้องการทำศัลยกรรม อำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำ และประสานงานกับโรงพยาบาลที่จะทำศัลยกรรมหรือศัลยแพทย์ที่เหมาะสมให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยจำเลยชำระค่าผ่าตัดเป็นเงินสดแก่โครงการฯ 200,000 บาท และค่าตรวจสุขภาพ 15,000 บาท มีโจทก์เป็นผู้รับเงินไว้ ส่วนค่าบริการในการทำศัลยกรรมดึงคอซึ่งโครงการฯ คิดค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 120,000 บาท และค่าทำศัลยกรรมในการนำไขมันจากหน้าท้องมาเติมที่แก้มเป็นเงิน 80,000 บาท จำเลยตกลงผ่อนชำระกับทางโครงการ ฯ โดยได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทนไว้ ซึ่งในข้อนี้ ซ. พยานโจทก์เบิกความว่า กรณีที่มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ทางโครงการฯ จะคิดค่าผ่าตัดตามความต้องการของผู้ที่สนใจ หากผู้สนใจไม่มีเงินชำระค่าผ่าตัดเต็มจำนวน โครงการฯ จะให้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมสนับสนุนเงินทุนเพื่อทำศัลยกรรม โดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ดูแลด้านการเงินของโครงการฯ เป็นผู้พิจารณาว่าสมควรให้การสนับสนุนแก่ผู้สนใจรายใด เนื่องจากพยานเป็นผู้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีในด้านการเงิน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าเงินที่จำเลยทำสัญญาผ่อนชำระไว้ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องชำระในโครงการ ฟ. ดังนั้น แม้โจทก์จะมีชื่อเป็นคู่สัญญาในเอกสารการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมดังกล่าว แต่ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไปว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวในฐานะใด ซึ่งในข้อนี้โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ ฟ. จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ โดยโจทก์เป็นผู้พิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่จำเลยด้วยการให้จำเลยผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมดังกล่าว ซึ่งโจทก์ทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการสนับสนุนเงินทุนเพื่อทำศัลยกรรมกับ ซ. โดยมี ซ. เบิกความสนับสนุนว่ามีการทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์กันไว้จริงตามสัญญาแบ่งผลประโยชน์เอกสารหมาย จ.11 อันเป็นการนำสืบพยานหลักฐานในทำนองว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนร่วมกันประกอบกิจการในโครงการ ฟ. แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ 4426/2563 ซึ่งจำเลยฟ้องโจทก์ในคดีนี้ว่าร่วมกับพวกกระทำละเมิดต่อโจทก์ ในคดีดังกล่าวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำงานในโครงการ ฟ. ในฐานะเป็นลูกจ้างของโครงการ ตรงกับที่โจทก์เบิกความไว้ในคดีหมายเลขดำที่ ผบ 1174/2563 ตามสำเนาคำเบิกความที่ระบุว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของโครงการโดยได้รับเงินเดือน เดือนละ 40,000 บาท และข้อเท็จจริงดังกล่าวยังตรงกับคำเบิกความของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. 1679/2563 คำเบิกความในคดีหมายเลขแดงที่ 965/2563 คำเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1174/2563 นอกจากนี้ยังปรากฏตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ 11677/2562 ระหว่าง ว. โจทก์ ก. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน จำเลย (ซ. เป็นจำเลยที่ 3 ส่วนโจทก์เป็นจำเลยที่ 4) ซึ่งคดีดังกล่าว ว. เป็นผู้เสียหายคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการ ฟ. ของ ซ. เช่นเดียวกับจำเลยในคดีนี้ ซึ่งปรากฏตามบันทึกคำเบิกความของโจทก์ในคดีดังกล่าวว่า โจทก์เป็นเพียงลูกจ้างในโครงการ ฟ. โดยเป็นผู้อำนวยการโครงการและมีหน้าที่จัดทำเว็บไซต์ของโครงการและทำหน้าที่ด้านการเงินเท่านั้น ซึ่งคำเบิกความของโจทก์และผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันโจทก์ว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างในโครงการ ฟ. โดยทำหน้าที่ในด้านการเงิน และเป็นผู้เปิดบัญชีรับโอนเงินกับรับทำสัญญาผ่อนชำระหนี้ในโครงการดังกล่าวแทน ซ. เท่านั้น ส่วนหนังสือสัญญาแบ่งผลประโยชน์เอกสารหมาย จ.11 นั้น โจทก์เพิ่งยกเอกสารดังกล่าวเป็นพยานในคดีนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวขัดกับคำให้การและคำเบิกความในคดีก่อน โดยโจทก์มิได้นำสืบเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลในคดีดังกล่าวข้างต้นมาก่อน จึงเชื่อว่าเอกสารหมาย จ.11 มีการจัดทำขึ้นในภายหลังเพื่อผลประโยชน์ในการฟ้องคดีเรียกร้องเงินตามสัญญาผ่อนชำระหนี้จากลูกหนี้ในโครงการเท่านั้น อีกทั้ง โจทก์เองยังเบิกความว่า โจทก์ได้รับมอบอำนาจจาก ซ. ให้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.12 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย จ.11 อีกด้วย จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวได้ ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องโจทก์กับพวกให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.4426/2563 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความในคดีนี้นั้น แต่คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าการกระทำของโจทก์กับพวกซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้นไม่เป็นการทำละเมิด โดยมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างหรือเป็นหุ้นส่วนกับ ซ. อันเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้หรือไม่ ผลของคำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ซึ่งจำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์เบิกความเท็จต่อศาลไว้ในคดีที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอื่นว่า โจทก์เป็นเพียงลูกจ้าง ไม่มีส่วนได้เสียในโครงการ ฟ. และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ อันเป็นการยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้ในคดีนี้แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างในโครงการ ฟ. ของ ซ. การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทนไว้ จึงเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะตัวแทนของ ซ. เท่านั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้ระบุว่ากระทำในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจาก ซ. ซึ่งเป็นคู่สัญญาที่แท้จริง โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยได้รับยกเว้นนั้น ให้โจทก์ชำระต่อศาลในนามของจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวชนพร ปรัชญาอาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายมโน ภักดิ์ภูวดล
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3041/2566
#695182
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของนางสาว ซ. และทำหน้าที่ลงชื่อในสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทนฯ แทนนางสาว ซ. เจ้าของโครงการเท่านั้น ซึ่งคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ แต่โจทก์นำสัญญาพิพาทมาฟ้อง ทั้งในคดีอื่นที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้น โจทก์เบิกความเท็จว่าโจทก์เป็นลูกจ้าง เป็นการใช้สิทฺธิทางศาลโดยไม่สุจริต คดีมีประเด็นตามคำให้การแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของนางสาว ซ. แต่โจทก์กลับฟ้องคดีนี้โดยอ้างสิทธิในฐานะตัวการเสียเอง โดยมิได้ระบุว่ากระทำในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากนางสาว ซ. ซึ่งเป็นคู่สัญญาที่แท้จริง โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 309,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 240,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นนั้น แสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยทำสัญญาผ่อนชำระเงินไว้ตามสัญญาที่พิพาททั้งสองฉบับนั้นเป็นการทำสัญญาผ่อนชำระเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องชำระในโครงการ ฟ. ซึ่งในข้อนี้โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ ฟ. จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ โดยโจทก์ทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการสนับสนุนเงินทุนเพื่อทำศัลยกรรมกับนางสาวเซปิงและโจทก์เป็นผู้พิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่จำเลยด้วยการให้จำเลยผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมดังกล่าว โดยโจทก์มีนางสาวเซปิงเบิกความสนับสนุนว่า พยานกับโจทก์ได้มีการทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์กันไว้ อันเป็นการนำสืบพยานหลักฐานในทำนองว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนร่วมกันประกอบกิจการในโครงการ ฟ. แต่โจทก์กับนางสาวเซปิงกลับเบิกความต่อไปว่า นางสาวเซปิงได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้แทนอันเป็นการกล่าวอ้างในทำนองว่า ผู้ที่เป็นคู่สัญญาในคดีนี้ คือ นางสาวเซปิงมิใช่โจทก์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่สับสนว่า โจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยจริงหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะมีชื่อเป็นคู่สัญญาในเอกสารการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมดังกล่าว แต่ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไปว่าโจทก์ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวในฐานะใด ซึ่งในข้อนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ไม่เคยเบิกความไว้ในคดีใด ๆ ว่าเป็นลูกจ้างในโครงการ ฟ. แต่โจทก์เบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 1570/2562 และในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 4453/2563 ของศาลแพ่ง ในฐานะจำเลยที่ 2 โดยเบิกความไว้ในทำนองเดียวกันว่า โจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างของนางสาวเซปิงโดยได้รับเพียงค่าจ้างจากนางสาวเซปิงเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยว่า โจทก์เป็นเพียงลูกจ้างของนางสาวเซปิงซึ่งเป็นเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ทำงานภายใต้การสั่งการของนางสาวเซปิงและไม่ได้รับส่วนแบ่งในกิจการของนางสาวเซปิงอีกทั้งยังปรากฏตามสำเนาคำเบิกความของนายกิตติศักดิ์ เบิกความไว้ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 15066/2562 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 7593/2563 ของศาลแขวงเชียงใหม่ ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของนางสาวเซปิงโดยมีนางสาวเซปิงเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวว่า โจทก์เป็นเพียงลูกจ้างของตนจริง ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ในคดีดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ในข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของนางสาวเซปิงและทำหน้าที่ลงชื่อในสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทน แทนนางสาวเซปิงเจ้าของโครงการเท่านั้น ซึ่งคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ สัญญาตามฟ้องเป็นสัญญาที่นางสาวเซปิงแจ้งว่าโครงการ ฟ. จะออกให้ก่อนแล้วผ่อนชำระในภายหลัง ต่อมามีเจ้าหน้าที่ของโครงการฯได้นำบันทึกสัญญาการผ่อนชำระเงินมาให้จำเลยลงชื่อก่อนผ่าตัด แต่โจทก์นำสัญญาที่พิพาทมาฟ้องทั้งที่ในคดีอื่นที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้นโจทก์ได้เบิกความเท็จว่าโจทก์เป็นลูกจ้างไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินของโครงการดังกล่าวอันเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต ซึ่งถือว่าคดีมีประเด็นตามคำให้การแล้วว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยไม่ได้ทำสัญญาผ่อนชำระเงินที่พิพาทกับโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า กรณีไม่อาจนำข้อเท็จจริงในคดีอื่นมาวินิจฉัยถึงสถานะของโจทก์ในคดีนี้ เพราะเป็นเหตุนอกเหนือไปจากประเด็นแห่งคดี จึงไม่ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของนางสาวเซปิงในการทำสัญญาการผ่อนชำระเงินค่าทำศัลยกรรมและค่าตอบแทน จึงเป็นการลงชื่อในฐานะตัวแทนของนางสาวเซปิงเท่านั้น แต่โจทก์กลับฟ้องคดีนี้โดยอ้างสิทธิในฐานะตัวการเสียเอง โดยมิได้ระบุว่ากระทำในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวเซปิงซึ่งเป็นคู่สัญญาที่แท้จริง โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — นาง จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายอำนาจ เพ็งมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2566
#694796
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปได้พบโฆษณาโครงการของจำเลยที่ 1 ผ่านเว็บไซต์ยูทูบย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดเกี่ยวกับการศัลยกรรมผ่าตัดเสริมความงามโดยมีโรงพยาบาลชั้นนำได้มาตรฐานระดับโลกร่วมอยู่ในโครงการของจำเลยที่ 1 และการผ่าตัดศัลยกรรมกับโครงการของจำเลยที่ 1 จะไม่มีผลกระทบ ไม่บวม ไม่เจ็บ ฟื้นตัวเร็ว ไร้รอยแผลเป็น และจะได้รับการบริการในราคาถูก ซึ่งข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนพบเห็นหรือทราบข้อความที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ในวิดีโอคลิปดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะถือว่าเป็นการโฆษณาเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังถือว่าการที่จำเลยที่ 1 หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 สนทนากับโจทก์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ตามบันทึกการสนทนานั้นเป็นการที่จำเลยที่ 1 ให้คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของ บริการหรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคเข้าทำสัญญาอันถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเข้าร่วมโครงการของจำเลยที่ 1 ตามความหมายของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 11 แล้ว เมื่อเป็นการโฆษณาที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความเสียหายแก่โจทก์

คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า จำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาหรือทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาททั้งในเรื่องผิดสัญญาและละเมิด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาให้บริการทางการแพทย์ มิใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในมูลละเมิด ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จึงเป็นความรับผิดอันเกิดจากสัญญา ซึ่งสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาให้บริการทางการแพทย์อันเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการ การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินโครงการโดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีผลประโยชน์ร่วมกันอันมีลักษณะเป็นหุ้นส่วนกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 7,911,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษจำเลยทั้งสี่ในขั้นสูงสุด

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมาแก่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฝ่ายละ 500 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งโครงการ ฟ. มีวัตถุประสงค์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ต้องการทำศัลยกรรมเกี่ยวกับความงาม โดยเป็นผู้ติดต่อโรงพยาบาลเพื่อให้บุคคลดังกล่าวทำศัลยกรรม โจทก์ทราบข้อมูลโครงการ ฟ. ทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานของโครงการดังกล่าว และเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลใช้ชื่อว่า โรงพยาบาล ฉ. ขณะเกิดเหตุมีนางศิริเพ็ญ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้รับอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นสามีนางศิริเพ็ญ เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 3 และเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2559 โจทก์ดูคลิปวิดีโอโครงการของจำเลยที่ 1 ทางเว็บไซต์ และเว็บไซต์ยูทูบ โจทก์สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว จึงทำสัญญาเข้าทำศัลยกรรมเสริมความงามกับจำเลยที่ 1 ตกลงราคาค่าทำศัลยกรรมเสริมความงามเป็นเงิน 450,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เพื่อขอเข้าร่วมโครงการทำศัลยกรรมดึงหน้า เป็นเงิน 50,000 บาท โดยในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 โจทก์เดินทางจากราชอาณาจักรสวีเดนมายังประเทศไทย และในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 อีก 200,000 บาท ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 โจทก์เดินทางไปพบจำเลยที่ 1 ที่หมู่บ้าน พ. และทำสัญญาขอเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 โดยในวันเดียวกันพนักงานของโครงการพาโจทก์ไปที่โรงพยาบาลจำเลยที่ 3 โจทก์ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าโดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้ทำการผ่าตัด สำหรับปัญหาที่ว่า การที่จำเลยที่ 4 ผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าให้แก่โจทก์เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 ศัลยกรรมผ่าตัดให้แก่โจทก์ตามมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 4 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในส่วนนี้ด้วย และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ปัญหาข้อนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา และต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 บัญญัติว่า "ประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้ หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของ บริการ หรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคเข้าทำสัญญา หรือข้อตกลงใด ๆ ที่ผู้ประกอบธุรกิจจะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภคเพิ่มเติมขึ้นจากที่ได้ทำสัญญาไว้ ให้ถือว่าข้อความ การกระทำหรือข้อตกลง ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ..." จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 นั้น นอกจากจะกำหนดให้การโฆษณาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาแล้ว ยังรวมถึง ประกาศ คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้ หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของ บริการหรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคเข้าทำสัญญา หรือข้อตกลงใด ๆ ที่ผู้ประกอบธุรกิจจะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภคเพิ่มเติมขึ้นจากที่ได้ทำสัญญาไว้ ให้ถือว่าข้อความ การกระทำหรือข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการนำวิดีโอคลิปโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 ไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทูบซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปในสังคมปัจจุบันว่าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันยูทูบเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 นำวิดีโอคลิปไปแสดงเผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ยูทูบดังกล่าวโดยไม่ปรากฏว่ามีการตั้งสถานะเป็นส่วนตัวหรือปิดกันมิให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ จึงเป็นการทำให้ปรากฏแก่บุคคลทั่วไปถึงข้อมูลที่เป็นรายละเอียดโครงการของจำเลยที่ 1 รวมทั้งแสดงช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับจำเลยที่ 1 เพื่อเข้าร่วมโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 ผ่านทางหมายเลขโทรศัพท์ เว็บไซต์ แอปพลิเคชันไลน์ แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กได้นั้น ถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 โฆษณาแก่บุคคลทั่วไปเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยที่ 1 ด้วย มิใช่เพียงการสนทนาส่วนตัวระหว่างจำเลยที่ 1 กับบุคคลที่ปรากฏในวิดีโอคลิปดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกาเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปได้พบโฆษณาโครงการของจำเลยที่ 1 ผ่านเว็บไซต์ยูทูบย่อมเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดเกี่ยวกับการศัลยกรรมผ่าตัดเสริมความงามโดยมีโรงพยาบาลชั้นนำได้มาตรฐานระดับโลกร่วมอยู่ในโครงการของจำเลยที่ 1 และการผ่าตัดศัลยกรรมกับโครงการของจำเลยที่ 1 จะไม่มีผลกระทบ ไม่บวม ไม่เจ็บ ฟื้นตัวเร็ว ไร้รอยแผลเป็น และจะได้รับการบริการในราคาถูก ซึ่งข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนพบเห็น หรือทราบข้อความที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ในวิดีโอคลิปดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะถือว่าเป็นการโฆษณาเพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังถือว่าการที่จำเลยที่ 1 หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 สนทนากับโจทก์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ตามบันทึกการสนทนานั้น เป็นการที่จำเลยที่ 1 ให้คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ในขณะทำสัญญาว่าผู้ประกอบธุรกิจตกลงจะมอบให้ หรือจัดหาให้ซึ่งสิ่งของบริการหรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อเป็นการตอบแทนที่ผู้บริโภคเข้าทำสัญญาอันถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเข้าร่วมโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 ตามความหมายของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 11 แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การโฆษณาของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นการโฆษณาอันเป็นเท็จหรือโฆษณาเกินจริงอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดี หรือมีคำสั่งให้แก้ไขข้อความที่โฆษณาแต่ประการใด หรือยังมีกรณีที่บุคคลอื่นก็ใช้คำโฆษณาในลักษณะเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกานั้น กรณีดังกล่าวไม่ถือเป็นข้อสำคัญที่จะนำมาพิจารณาในคดีนี้ เพราะไม่ว่าการโฆษณาของจำเลยที่ 1 จะเป็นเท็จหรือเกินจริงหรือไม่ จะมีบุคคลอื่นให้ถ้อยคำโฆษณาเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ หรือจำเลยที่ 1 จะเคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับโฆษณาดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม หากปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ ประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้แก่ผู้บริโภค ก็ต้องถือว่าประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคกับจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบธุรกิจ ตามความหมายของมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ด้วยเช่นกัน และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์มิได้ก้าวล่วงข้ามขั้นตอนของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการโฆษณาดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 ซึ่งเป็นสัญญาที่โจทก์ทำข้อตกลงเข้าร่วมโครงการ ฟ. กับจำเลยที่ 1 มีข้อความในทำนองว่า การเข้าร่วมโครงการของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการปรึกษาเพื่อให้ทางโครงการช่วยเหลือแนะนำตามสมควรตลอดจนแนะนำโรงพยาบาลหรือศัลยแพทย์ที่น่าจะเหมาะสมให้ ซึ่งโจทก์จะเป็นผู้ตัดสินใจเอง และโจทก์เข้าใจดีว่าทางโครงการไม่ได้โฆษณาหรือเป็นตัวแทนให้แก่โรงพยาบาลหรือศัลยแพทย์ท่านใด และจะไม่หยิบยกเรื่องนี้ไปร้องเรียนหรือกล่าวอ้างให้โรงพยาบาลหรือศัลยแพทย์ท่านใดที่เกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย รวมทั้งข้อตกลงยกเว้นความรับผิดอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าว โดยไม่มีข้อความที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นแพทย์ และข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าที่สามารถตกลงกันได้เพื่อแจ้งเตือนถึงผลลัพธ์อันอาจจะเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัด จึงไม่ถือว่าโจทก์ถูกหลอกลวงนั้น เมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยที่ 1 จัดทำไว้ก่อนแล้ว ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าที่เป็นการยกเว้น หรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลง หรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลงต้องรับผิดด้วย ตามความหมายของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ที่กำหนดไว้ว่าข้อสัญญาดังกล่าวจะนำมาเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้ และการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ติดต่อจัดหาโรงพยาบาลให้แก่โจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ติดต่อโรงพยาบาลจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์และโจทก์เข้ารับการผ่าตัดตามวัตถุประสงค์แล้ว ถือว่าภารกิจของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นสมบูรณ์ในฐานะตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 แล้วนั้นก็ล้วนเป็นข้อกล่าวอ้างที่ขัดกับที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการตามโครงการของจำเลยที่ 1 เอง จึงไม่อาจรับฟังได้เช่นกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการได้แสดงให้ปรากฏแก่บุคคลทั่วไปว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดเกี่ยวกับการศัลยกรรมผ่าตัดเสริมความงามโดยมีโรงพยาบาลชั้นนำได้มาตรฐานระดับโลกร่วมอยู่ในโครงการของจำเลยที่ 1 และการผ่าตัดศัลยกรรมกับโครงการของจำเลยที่ 1 นั้น จะไม่มีผลกระทบ ไม่บวม ไม่เจ็บ ฟื้นตัวเร็ว ไร้รอยแผลเป็น และจะได้รับการบริการในราคาถูก ซึ่งแม้โจทก์จะมีอาชีพเป็นพยาบาลแผนกจิตเวช เมื่อเห็นโฆษณาดังกล่าวก็อาจทำให้โจทก์เข้าใจว่าโครงการของจำเลยที่ 1 จะใช้เทคนิคการผ่าตัดใหม่ที่ไม่มีรอยแผลเป็น โจทก์จึงตัดสินใจเข้าร่วมกับโครงการของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์เบิกความว่าโจทก์เห็นโฆษณาของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงตัดสินใจทำศัลยกรรมดึงหน้าเพื่อให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น เมื่อโจทก์ตกลงทำสัญญาเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 จึงต้องถือว่าข้อความที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งข้อตกลงในสัญญาเข้าร่วมโครงการ ฟ. ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ด้วย ซึ่งในส่วนผลของการเข้าร่วมโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์เบิกความต่อไปว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 โจทก์เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรม โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ผ่าตัด แต่ผลการผ่าตัดไม่เป็นดังที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ โดยโจทก์มีอาการหน้าบวมมาก มีรอยเขียวฟกช้ำ ปลายจมูกของโจทก์มีอาการอักเสบ บวมแดง ขมับสองข้างมีอาการชา หางตาทั้งสองข้างตึง แก้มสองข้างไม่เท่ากัน ใบหน้าคล้อย มุมปากตก เหนียงคอห้อย ฝ้าที่ใบหน้ายังปรากฏเช่นเดิม มีแผลเป็นน่าเกลียดที่ใบหน้า และที่ตา ไม่เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณา จนโจทก์ขาดความมั่นใจ ระแวงคนเห็นแผลเป็น ซึ่งคำเบิกความของโจทก์สอดคล้องกับภาพถ่าย ซึ่งเป็นภาพถ่ายของโจทก์หลังการผ่าตัดที่ปรากฏร่องรอยบาดแผลหลังจากการผ่าตัดที่ชัดเจน ทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังบริเวณหลังใบหูหรือท้ายทอย ซึ่งในข้อนี้โจทก์ยังมีนายแพทย์เทพเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้ตรวจดูใบหน้าของโจทก์พบว่ามีรอยแผลเป็นที่ท้ายทอยทั้งสองข้าง ซึ่งในการผ่าตัดนั้นเป็นเรื่องปกติจะต้องมีรอยแผลเป็น ซึ่งจะต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบก่อนเข้ารับการผ่าตัดด้วยเสมอ อันเป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับที่นายแพทย์ปรีชา ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่ง คณะแพทย์ศาสตร์เขียนบทความไว้ว่า "ลงมีดไปแล้วถึงอย่างไรก็มีแผลเป็นแน่ ๆ นั่นเป็นสิ่งแรกที่ผู้หญิงต้องแลก" แม้นายแพทย์เทพจะมิได้ทำรายงานผลการตรวจร่างกายโจทก์ไว้ แต่โจทก์ก็ยังมีสำเนาใบแสดงความเห็นของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ส่งโจทก์ไปตรวจหาร่องรอยบาดแผลจากการทำศัลยกรรม ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจได้วินิจฉัยว่า พบบาดแผลเก่าจากการผ่าตัด อันเป็นข้อเท็จจริงซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้โจทก์จะผ่านการผ่าตัดทำศัลยกรรมมาเป็นเวลานานแล้วก็ยังปรากฏร่องรอยบาดแผลเก่าจากการผ่าตัดอยู่จริงดังที่นายแพทย์เทพเบิกความ เมื่อไม่ปรากฏว่านอกจากข้อพิพาทกับจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้แล้ว โจทก์มีการผ่าตัดศัลยกรรมกับบุคคลอื่นอีก จึงเชื่อว่าแผลเป็นดังกล่าวเกิดจากการผ่าตัดศัลยกรรมอันเป็นข้อพิพาทกันในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์นำเอกสารหมาย จ.30 มาถามค้านนายอิศรา พยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยนายอิศรามิได้รับรองข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว และโจทก์ไม่นำพลตำรวจตรีณรงค์ศักดิ์ แพทย์ผู้ตรวจและลงชื่อในเอกสารหมาย จ.30 มาเบิกความรับรอง ส่วนผลการตรวจก็ไม่ระบุว่าเป็นการตรวจบาดแผลส่วนไหนของร่างกาย จึงรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานเอกสารดังกล่าวไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีผู้บริโภคนั้นมีลักษณะที่ไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป เพื่อมิให้คู่ความเอาชนะกันโดยอาศัยเทคนิคทางกฎหมาย ดังนั้น แม้นายอิศราจะมิได้รับรองข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาจากสำเนาใบแสดงความเห็นของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจเอกสารหมาย จ.30 ที่เป็นเอกสารที่โรงพยาบาลตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานราชการเป็นผู้ส่งมาตามคำสั่งเรียกเข้ามาในสำนวนคดีแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะนำสำเนาใบแสดงความเห็นของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจเอกสารหมาย จ.30 มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า คำเบิกความของนายแพทย์ธีรภพ พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า แผลจากการผ่าตัดและแผลเป็นมีความแตกต่างกันและสามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งนายแพทย์ธีรภพ เป็นแพทย์ผู้มีประสบการณ์ในด้านการผ่าตัดศัลยกรรมมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี คำเบิกความย่อมมีน้ำหนักมากกว่าคำเบิกความของนายแพทย์เทพนั้น เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของนายแพทย์ธีรภพแล้วปรากฏว่าเป็นการเบิกความถึงข้อเท็จจริงทั่วไปเกี่ยวกับบาดแผลอันเกิดจากการผ่าตัด สาเหตุของการเกิดของบาดแผล ลักษณะของบาดแผล และการรักษาบาดแผลเท่านั้น ไม่ปรากฏว่านายแพทย์ธีรภพได้ตรวจร่างกายโจทก์หรือยืนยันว่าโจทก์มิได้มีแผลเป็นอันเกิดจากการผ่าตัดในคดีนี้แต่ประการใด ซึ่งต่างจากนายแพทย์เทพที่เบิกความยืนยันว่านายแพทย์เทพได้ตรวจร่างกายโจทก์และพบรอยแผลเป็นที่ท้ายทอยทั้งสองข้างจริง อีกทั้งนายแพทย์ธีรภพ ยังเบิกความเจือสมกับคำเบิกความของนายแพทย์เทพ และบทความของนายแพทย์ปรีชาในข้อเท็จจริงที่ว่า ในการผ่าตัดนั้นจะต้องมีรอยแผลอันเกิดจากมีดที่ผ่าตัดอีกด้วย คำเบิกความของนายแพทย์ธีรภพจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ผลการผ่าตัดศัลยกรรมของโจทก์ประสบความสำเร็จ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจ ตามที่จำเลยที่ 4 บันทึกไว้ในเวชระเบียน และหลังการผ่าตัดโจทก์มิได้โต้แย้งทักท้วงว่าผลการผ่าตัดมีรอยแผลเป็นหรือบกพร่องอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในวิดีโอคลิปการให้สัมภาษณ์ นั้น เห็นว่า บันทึกของจำเลยที่ 4 เป็นการระบุถึงผลการผ่าตัดศัลยกรรมเมื่อเสร็จสิ้นการทำศัลยกรรมผ่าตัดเท่านั้น ส่วนผลของการรักษาบาดแผลภายหลังจากการผ่าตัดในเวลาต่อมานั้นไม่มีการบันทึกไว้ สำหรับภาพถ่าย หรือวิดีโอคลิปของโจทก์ และตามสื่อบันทึกข้อมูล ซึ่งแสดงถึงผลภายหลังจากการผ่าตัดศัลยกรรมของโจทก์นั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีการแสดงภาพศีรษะด้านหลังเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการผ่าตัดศัลยกรรมให้แก่โจทก์ไม่มีร่องรอยแผลเป็นดังที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ ส่วนการจัดทำบันทึกวิดีโอคลิปนั้น โจทก์ให้สัมภาษณ์แก่ฝ่ายจำเลยที่ 1 หลังจากการผ่าตัดผ่านไปเพียง 1 เดือน ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ยังไม่ทราบถึงผลข้างเคียงอันเกิดจากการผ่าตัดว่าจะมีร่องรอยของแผลเป็นหรือไม่ การที่โจทก์มิได้โต้แย้งทักท้วงผลการผ่าตัดในทันทีจึงไม่ใช่ข้อพิรุธ ดังจะเห็นได้จากในเวลาต่อมาเมื่อโจทก์พบว่าโจทก์ได้รับผลกระทบจากการผ่าตัดศัลยกรรม โจทก์ได้แจ้งแก่จำเลยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ว่า ผลการผ่าตัดมิได้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ และไม่ขอจ่ายเงินที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไป ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโฆษณาของจำเลยที่ 1 มีข้อความเตือนแล้วว่า "ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล" นั้น คำเตือนดังกล่าวเป็นการเตือนผลของการทำศัลยกรรมซึ่งอาจจะได้ผลไม่เป็นที่พอใจของผู้เข้ารับบริการบางราย แต่ไม่ใช่การเตือนเป็นการเฉพาะว่าถ้าผ่าตัดทำศัลยกรรมแล้วอาจจะมีรอยแผลเป็น ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าการผ่าตัดศัลยกรรมในโครงการของจำเลยที่ 1 ไม่มีรอยแผลเป็นจึงไม่ตรงตามความเป็นจริง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ติดตามดูโฆษณาของโครงการของจำเลยที่ 1 ทางสื่อออนไลน์ และได้สนทนากับจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวโดยทำหนังสือขอเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะใช้เวลานานก่อนที่จะเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้เวลาในการรวบรวมเงินเพื่อเข้าทำสัญญาเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งคำโฆษณาและคำรับรองของโครงการของจำเลยที่ 1 ข้างต้นก็ยังคงถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเข้าร่วมโครงการด้วย เมื่อเป็นการโฆษณาที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความเสียหายแก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาซึ่งเป็นเรื่องนิติกรรม แต่กลับวินิจฉัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนในเรื่องละเมิดซึ่งเป็นเรื่องนิติเหตุ เป็นการวินิจฉัยกฎหมายคนละฉบับแตกต่างกัน การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงคลาดเคลื่อนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาให้บริการทางการแพทย์ โดยผลการผ่าตัดศัลยกรรมไม่เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ว่า การผ่าตัดศัลยกรรมในโครงการของจำเลยที่ 1 ไม่บวม ไม่ช้ำ ไร้รอยแผลเป็น ไม่ต้องพักฟื้น อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สัญญาหรือรับรองว่าโจทก์จะไม่มีอาการเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานจากการผ่าตัดศัลยกรรม หรือการผ่าตัดจะไม่มีรอยแผลเป็น แต่เมื่อฝ่ายจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโดยปรากฏว่าโจทก์มีรอยแผลเป็นที่หลังท้ายทอยหลังใบหูทั้งสองข้างทำให้โจทก์ขาดความมั่นใจ ระแวงคนเห็นแผลเป็น อันเป็นการที่โจทก์ได้รับความทุกข์ทรมานจากผลของการผ่าตัดที่ไม่เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณาไว้ ซึ่งเป็นความเสียหายโดยตรงอันเกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ประกอบมาตรา 222 วรรคแรก กรณีมิได้เป็นการที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดตามมาตรา 444 หรือมาตรา 446 ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกา แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์นั้นไม่ปรากฏว่ารอยแผลเป็นของโจทก์ที่ได้รับมีร่องรอยปรากฏชัดเพียงใด และโจทก์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่โจทก์กลับคืนมาเป็นเงินเพียงใด การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้มาเป็นเงิน 100,000 บาท นั้น นับว่าสูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรลดค่าเสียหายส่วนนี้ลงเหลือ 50,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์แล้วจะเห็นได้ว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามคำบรรยายฟ้องอาจเป็นได้ทั้งกรณีละเมิดเพราะจำเลยที่ 1 อาจต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดในส่วนของการผ่าตัดศัลยกรรมของจำเลยที่ 4 ที่อาจกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการผ่าตัดศัลยกรรมแก่โจทก์ หรืออาจเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาในเรื่องของสัญญาให้บริการทางการแพทย์ตามสัญญาเข้าร่วมในโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 ก็ได้เช่นกัน ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า จำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาหรือทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาททั้งในเรื่องผิดสัญญาและละเมิด เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาให้บริการทางการแพทย์ มิใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในมูลละเมิด ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จึงเป็นความรับผิดอันเกิดจากสัญญา ซึ่งสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาให้บริการทางการแพทย์ อันเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง มิใช่เรื่องของสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 จึงมิได้ถือเอาอายุความ 1 ปี นับแต่วันการชำรุดบกพร่องปรากฏขึ้นตามมาตรา 601 มาใช้บังคับ ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง แต่เป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์อ้างว่า หลังจากโจทก์เข้าทำศัลยกรรมกับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ผลการผ่าตัดโจทก์มีอาการอักเสบ บวมแดง ขมับสองข้างมีอาการชา หางตาทั้งสองข้างตึง แก้มสองข้างไม่เท่ากัน มีรอยแผลเป็นที่หลังหู ใบหน้าคล้อย มุมปากตก เหนียงคอห้อย ไม่เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 โฆษณา โดยไม่ปรากฏวันที่แน่ชัดว่าโจทก์ทราบเรื่องรอยแผลเป็นเมื่อใด จึงถือว่าโจทก์ทราบผลของการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2562 ซึ่งยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และกรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่จะต้องถือเอาอายุความในคดีอาญามาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้ความเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 1 เผยแพร่โครงการ ฟ. โดยใช้สถานที่โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลของจำเลยที่ 3 เป็นสถานที่ในการโฆษณาโครงการของจำเลยที่ 1 และสถานที่ถ่ายทำวิดีโอคลิป ดังปรากฏตามภาพถ่ายโรงพยาบาลและภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 และผู้เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังปรากฏตามภาพข่าวในหนังสือของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งปรากฏคำให้สัมภาษณ์ของนายสุรชัย นักร้องลูกทุ่งที่ถือว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาร่วมกันให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการผ่าตัดศัลยกรรมในโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ถูกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเปรียบเทียบปรับ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวจริง เมื่อพิจารณาประกอบกับจำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทาง มิใช่โรงพยาบาลที่รับรักษาโรคทั่วไป แม้จำเลยที่ 3 จะอ้างว่า จำเลยที่ 3 มีเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์กิจการของจำเลยที่ 3 เองอยู่แล้วก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 ก็ย่อมทราบอยู่แล้วว่า จำเลยที่ 3 ไม่อาจจูงใจหรือชักชวนผู้ป่วยให้เข้ารับบริการเพื่อประโยชน์ของตนได้ เพราะจะขัดกับข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 ซึ่งในข้อนี้นายอิศรา พยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่สถานพยาบาล ก็ไม่ต้องขออนุญาตในการโฆษณาจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงต้องอาศัยช่องทางหลบเลี่ยงโดยการจัดตั้งกลุ่มบุคคลเพื่อทำหน้าที่ในการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่สนใจเข้ารับบริการทางการแพทย์จากจำเลยที่ 3 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏจากการติดต่อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ชี้แจงรายละเอียดของการผ่าตัดและราคาผ่าตัด ต่าง ๆ มีการปรับเพิ่มรายการผ่าตัด เสนอส่วนลดแก่ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ และยังกำหนดวันผ่าตัดให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการได้โดยไม่ต้องสอบถามโรงพยาบาลจำเลยที่ 3 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการตัดสินใจในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารกิจการของจำเลยที่ 3 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างว่า นายอิศรา พยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 เป็นสถานที่ถ่ายทำคลิปโฆษณา และก่อนที่โจทก์จะเข้ารับการผ่าตัดในคดีนี้ จำเลยที่ 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ถ่ายภาพโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลของจำเลยที่ 3 นำไปทำเป็นวิดีโอคลิปโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 3 แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ตกลงที่จะหยุดการกระทำซึ่งละเมิดต่อจำเลยที่ 3 แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งตัวโจทก์ไปเข้ารับการผ่าตัด ทางโรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ก็รับตัวโจทก์ไว้ผ่าตัดทันที โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้ตรวจสอบการโฆษณาของจำเลยที่ 1 ว่ายังคงละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 3 หรือไม่ รวมทั้งไม่ปรากฏว่ามีการคิดค่าใช้จ่ายและเรียกเก็บค่าผ่าตัดศัลยกรรมในส่วนที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บไว้ก่อนแล้วแต่ประการใด คงมีแต่การคิดค่าผ่าตัดส่วนที่จำเลยที่ 3 ดำเนินการเพิ่มเติมให้เท่านั้น จึงเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงการหาช่องทางไว้ต่อสู้คดีหากถูกผู้เข้ารับการผ่าตัดฟ้องร้องให้ร่วมรับผิดในการโฆษณาของจำเลยที่ 1 มากกว่าประสงค์จะบังคับคดีตามคำพิพากษากับจำเลยที่ 1 อย่างจริงจัง ดังนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงมิใช่พยานหลักฐานที่จะชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์จากการโฆษณาร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น แม้จำเลยที่ 4 จะนำสืบในทำนองว่า จำเลยที่ 4 เป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่ปรากฏว่านอกจากจำเลยที่ 4 ได้รับเงินเดือนแล้ว จำเลยที่ 4 ยังได้รับค่าตอบแทนแพทย์ในแต่ละรายการผ่าตัดด้วย และได้ความจากนายอิศรา พยานจำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า นางศิริเพ็ญภริยาของจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นในโรงพยาบาลจำเลยที่ 3 นางศิริเพ็ญเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 ในการรับเงินนั้นนอกจากมีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 แล้ว ยังมีการโอนเงินเข้าบัญชีของนางศิริเพ็ญโดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏตามภาพข่าวในหนังสือพิมพ์ในสำนวนของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพซึ่งปรากฏคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 4 ที่ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในลักษณะสนับสนุนโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ยังเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่นายสุรชัยก่อนเข้ารับการผ่าตัดในโครงการของจำเลยที่ 1 อีกด้วย ซึ่งหากมีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการของจำเลยที่ 1 มาก จำเลยที่ 4 และนางศิริเพ็ญ ก็จะได้รับผลตอบแทนจากการผ่าตัดเป็นจำนวนมากเช่นกัน จึงแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 อีกด้วย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินโครงการโดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีผลประโยชน์ร่วมกันอันมีลักษณะเป็นหุ้นส่วนกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — นางสาว ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบุญทำ รุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3037/2566
#694167
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ มิใช่เรื่องการทำละเมิด โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ จึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้เป็นที่ยุติว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาต่อโจทก์ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุจำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในมูลฐานความผิดฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการเฟซออฟโดยแสดงให้เห็นว่าผู้เข้ารับการผ่าตัดดึงหน้าในโครงการผ่าตัดศัลยกรรมของจำเลยที่ 1 จะไร้รอยแผลเป็น ไม่เจ็บ หน้าจะเด็กลงนั้น มีลักษณะเป็นการเสนอให้บริการทางการแพทย์ เมื่อโจทก์หลงเชื่อการโฆษณาและตกลงเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาให้บริการทางการแพทย์อันเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์รู้ว่าการทำศัลยกรรมของจำเลยที่ 4 ที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ไม่ดีโดยนำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าเป็นการผ่าตัดไร้รอยแผล แม้จะเป็นการโฆษณาเกินความจริง แต่แผลเป็นหลังผ่าตัดที่ยังคงเหลืออยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอยของโจทก์เป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นตามปกติของการผ่าตัด ซึ่งโจทก์ยอมรับว่าผลการผ่าตัดทำให้ใบหน้าโจทก์เปลี่ยนแปลงดีขึ้นกว่าเดิม กรณียังไม่อาจรับฟังได้ว่าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 6,885,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษต่อจำเลยทั้งสี่ขั้นสูงสุด

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่โฆษณาว่าการผ่าตัดไม่มีรอยแผลเป็นมีลักษณะเป็นข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง เป็นการโฆษณาที่ใช้ความไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริการ และตัดโอกาสโจทก์ผู้บริโภคที่จะใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจที่จะเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ มิใช่เรื่องการทำละเมิด โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ในปัญหาข้อนี้ จึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้เป็นที่ยุติว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาต่อโจทก์ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุจำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในมูลฐานความผิดฉ้อโกงประชาชน หรือไม่ ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการ ฟ. ผ่านทางโปรแกรมยูทูปและเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าผู้เข้ารับการผ่าตัดดึงหน้าในโครงการผ่าตัดศัลยกรรม ฟ. ของจำเลยที่ 1 จะไร้รอยแผลเป็น ไม่เจ็บ หน้าจะเด็กลงนั้น มีลักษณะเป็นการเสนอให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งเมื่อโจทก์หลงเชื่อการโฆษณาและตกลงเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 ดังนี้ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาให้บริการทางการแพทย์ อันเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์อ้างว่า โจทก์รู้ว่าการทำศัลยกรรมของจำเลยที่ 4 ที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ไม่ดีตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2560 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2562 ซึ่งยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ ซึ่งในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้บัญชีทางการค้าและงานบริการของจำเลยที่ 1 โดยใช้บัญชีที่ชื่อว่า "โครงการ ฟ. โดยนายบทมากร " มีผู้รับประโยชน์เป็นจำเลยที่ 1 และยังยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลและสั่งให้พนักงานในโครงการของจำเลยที่ 1 อัดคลิปเผยแพร่ในเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้ฟ้องเรียกเงินค้างชำระจากผู้อื่นที่เข้าร่วมโครงการในฐานะคู่สัญญา จึงถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียและเป็นหุ้นส่วนในกิจการของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากที่ใช้สำหรับรับเงินจากผู้เข้าร่วมโครงการ และรับว่าเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ฟ. รวมทั้งจำเลยที่ 2 เคยฟ้องเรียกเงินจากผู้เข้าร่วมโครงการในนามของจำเลยที่ 2 เองก็ตาม แต่ในข้อนี้จำเลยที่ 2 นำสืบว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 อันเป็นไปในลักษณะที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนการเปิดบัญชีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ทำหน้าที่รับผิดชอบในการโอนเงินจำนวนนั้นไปชำระแก่โรงพยาบาล โดยทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับส่วนแบ่งหรือผลประโยชน์จากโครงการจากจำเลยที่ 1 นอกเหนือไปจากเงินค่าจ้างแต่ประการใด ลำพังข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกิจการหรือเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ในการติดต่อเข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ได้เจรจาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการทำศัลยกรรมผ่าตัดกับตัวแทนจำเลยที่ 1 ทางข้อความออนไลน์โดยมิได้ติดต่อกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยตรง ซึ่งตามข้อความดังกล่าวยังระบุว่า หากโจทก์เข้าร่วมโครงการของจำเลยที่ 1 แล้ว จะชำระค่าผ่าตัดเพียง 200,000 บาท เท่านั้น ซึ่งต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 โจทก์เดินทางมาจากประเทศเยอรมนีไปที่โครงการของจำเลยที่ 1 และได้พบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 แจ้งว่า จะต้องมีการทำศัลยกรรมเพิ่มเติมอีกหลายอย่างและโจทก์จะต้องชำระเงินเพิ่มเติมอีกเป็นเงิน 245,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังตกลงที่จะให้ทำศัลยกรรมใบหน้าแก่เพื่อนของโจทก์อีก 2 คน เป็นเงินรวม 90,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไว้และออกใบเสร็จรับเงินให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำโจทก์กับเพื่อนขึ้นรถตู้ไปที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ตรวจใบหน้าของโจทก์อีกครั้ง เมื่อปรากฏว่าไม่มีการดึงเหนียงและดึงคอ และโจทก์แจ้งไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้กำหนดราคาในการทำศัลยกรรมดังกล่าวและลดราคาค่าใช้จ่ายจาก 100,000 บาท เป็น 90,000 บาท โดยนำเงินที่จะทำศัลยกรรมให้แก่เพื่อนของโจทก์มาจ่ายแทน และจำเลยที่ 1 ยังนำคีย์การ์ดของโรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 เพื่อผ่านเข้าห้องพักมาให้แก่โจทก์เพื่อพักรอการผ่าตัดอีกด้วย ซึ่งเจือสมกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามข้อความการสนทนาที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจตัดสินใจรับผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการตรวจร่างกายเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลแทนจำเลยที่ 3 และมีอำนาจในการตกลงราคาค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทำศัลยกรรมแทนจำเลยที่ 3 รวมทั้งนัดหมายวันเวลาที่จะเข้ารับการผ่าตัดทำศัลยกรรมที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ได้ หากไม่มีข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 มาก่อน จำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าจะมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการตกลงราคา ค่าใช้จ่าย รวมทั้งจัดการให้โจทก์เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมในวันเวลาที่ตกลงกับโจทก์ได้ นอกจากนี้ ที่จำเลยที่ 1 พูดว่า เพราะเรามีโรงพยาบาล 2 แห่ง ในโลกเท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านโจทก์รับว่า หนึ่งในโรงพยาบาลดังกล่าวหมายถึงโรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 กับนายอิศรา กรรมการของจำเลยที่ 3 ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ รับว่าเป็นภาพที่มีการถ่ายที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โครงการ ฟ. โดยใช้สถานที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ในการโฆษณามาโดยตลอด ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 3 เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีละเมิดที่ถ่ายภาพสถานที่ต่าง ๆ โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลของจำเลยที่ 3 นำไปทำเป็นวิดีโอคลิปเผยแพร่ทางเว็บไซต์โดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ตกลงที่จะหยุดการกระทำซึ่งละเมิดต่อจำเลยที่ 3 โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการของจำเลยที่ 1 นั้น แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสำเนาบันทึกรายงานการประชุมและบันทึกการชำระเงินของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกมารวมไว้ในสำนวน ซึ่งได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่า ก่อนคดีดังกล่าว จำเลยที่ 3 เคยถูกคณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องการโฆษณาสถานพยาบาล กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีมติว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมีการกระทำในลักษณะที่เป็นการร่วมในการโฆษณา โครงการ ฟ. ของจำเลยที่ 1 นั้น เข้าข่ายเป็นการโฆษณาสถานพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลของจำเลยที่ 3 ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 38 ประกอบประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2546) เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณาสถานพยาบาล และถูกคณะกรรมการเปรียบเทียบคดี เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 20,000 บาท จึงเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเพียงการหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีในเรื่องเกี่ยวกับการโฆษณาโรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 และเป็นการหาช่องทางไว้ต่อสู้คดีหากถูกผู้เข้ารับการผ่าตัดฟ้องร้องให้ร่วมรับผิดในการโฆษณาของจำเลยที่ 1 มากกว่าประสงค์จะบังคับคดีตามคำพิพากษากับจำเลยที่ 1 อย่างจริงจัง ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงมิใช่พยานหลักฐานที่จะชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์จากการโฆษณาร่วมกับจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันใน โครงการ ฟ. ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการโครงการดังกล่าวร่วมกัน ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น นอกจากเป็นสามีนางศิริเพ็ญ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับอนุญาตแล้ว จำเลยที่ 4 ยังเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลของจำเลยที่ 3 อีกทั้งยังปรากฏตามรายงานการประชุม คณะกรรมการเปรียบเทียบคดี ครั้งที่ 7/2559 วันที่ 15 มีนาคม 2559 ตามเอกสารที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกมาประกอบสำนวนคดีนี้สรุปได้ความว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้มีส่วนร่วมในการโฆษณา โครงการ ฟ. โดยเป็นผู้ให้ความเห็นในทางการแพทย์เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมในโครงการดังกล่าวด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการของจำเลยที่ 3 และได้รับผลประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนผู้ดำเนินกิจการร่วมกันด้วย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายในเชิงลงโทษ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าเป็นการผ่าตัดไร้รอยแผล แม้จะเป็นการโฆษณาเกินความจริง แต่แผลเป็นหลังผ่าตัดที่ยังคงเหลืออยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอยของโจทก์เป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นตามปกติของการผ่าตัดซึ่งโจทก์ยอมรับว่าผลการผ่าตัดทำให้ใบหน้าโจทก์เปลี่ยนแปลงดีขึ้นกว่าเดิม กรณียังไม่อาจรับฟังได้ว่าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์สมควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด นั้น ในข้อนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โครงการของจำเลยที่ 1 ที่มีการโฆษณาว่า การทำศัลยกรรมกับโครงการของจำเลยที่ 1 ไม่มีรอยแผลเป็นนั้นเป็นการโฆษณาที่ไม่ตรงต่อความจริงทำให้โจทก์หลงเชื่อแล้วตัดสินใจเข้าร่วมโครงการของจำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาแก่โจทก์ และกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท แต่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 เนื่องจากถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จจึงเป็นการเข้าใจผิดในสาระสำคัญย่อมตกเป็นโมฆะ มิใช่เรื่องของสัญญาหรือการผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์นั้น มีลักษณะเป็นฎีกาที่ขัดแย้งกันเอง และยังเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 42 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ค.
จำเลย — นางสาว ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ เผือดโพธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3036/2566
#694166
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการตัดสินใจรับผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการตรวจร่างกายเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 และหากมีผู้เข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 จำนวนมากก็จะทำให้จำเลยที่ 3 ได้รับประโยชน์จากค่าผ่าตัดเป็นจำนวนมากไปด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในโครงการของจำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินโครงการร่วมกัน และจำเลยที่ 1 ในฐานะร่วมเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 4 ในการผ่าตัดศัลยกรรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการด้วยจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ก่อขึ้น ในส่วนของความรับผิดในการโฆษณาด้วยข้อความที่เกินความจริง แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องอาจเป็นได้ทั้งละเมิดและสัญญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ กรณีต้องถือว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องผิดสัญญา การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำโฆษณาและคำรับรองของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เมื่อการโฆษณาและรับรองไม่ตรงกับความจริง จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาท คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อปัญหานี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าผ่าตัดไร้รอยแผลเข้าลักษณะข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริงอันเป็นกรณีจำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิของโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ จึงต้องรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และ ที่ 3 ถือได้ว่าดำเนินการโครงการร่วมกัน การที่จำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการด้วยข้อความเกินความจริง แต่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ยังรับทำศัลยกรรรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวมาตลอด ย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการเกินจริง จึงต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,978,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษต่อจำเลยทั้งสี่ขั้นสูงสุด

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นนั้นให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งโครงการ ฟ. มีวัตถุประสงค์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ต้องการทำศัลยกรรมเกี่ยวกับความงามโดยเป็นผู้ติดต่อโรงพยาบาลเพื่อให้บุคคลดังกล่าวทำศัลยกรรม ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องให้โครงการบันทึกวิดีโอทั้งก่อนและหลังทำศัลยกรรม แล้วโครงการจะพิจารณานำไปประชาสัมพันธ์เผยแพร่ทางสื่อต่าง ๆ โครงการดังกล่าวมีเว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลการทำศัลยกรรมความงาม เผยแพร่วิดีโอการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมโครงการที่มีความพึงพอใจต่อการทำศัลยกรรม มีภาพของผู้เข้าร่วมโครงการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังทำศัลยกรรม จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลใช้ชื่อว่า โรงพยาบาล ฉ. จำเลยที่ 4 เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งประจำโรงพยาบาลดังกล่าวและเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 หลังจากโจทก์ทราบข้อมูลโครงการ ฟ. ทางสื่อออนไลน์ โจทก์เริ่มติดต่อสนทนากับพนักงานของโครงการดังกล่าวทางเฟซบุ๊ก เพื่อเข้าร่วมโครงการทำศัลยกรรมดึงหน้า ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2561 โจทก์ชำระเงินจองให้โครงการโดยโอนเข้าบัญชีธนาคารชื่อบัญชี โครงการ ฟ. โดยจำเลยที่ 2 (ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานจองคิวผ่าตัดโครงการ ฟ. ) 50,000 บาท วันที่ 19 ธันวาคม 2561 โจทก์เดินทางมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาไปพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการ โจทก์ชำระเงินสดให้โครงการ 228,500 บาท และโอนเงินเข้าบัญชีชื่อบัญชี โครงการ ฟ. โดยจำเลยที่ 2 (ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานจองคิวผ่าตัดโครงการ ฟ. ) 200,000 บาท รวมเป็นเงินที่ชำระไปแล้วทั้งสิ้น 478,500 บาท แบ่งเป็นค่าดึงหน้าสามส่วน 280,000 บาท ค่าดึงคอ 180,000 บาท และค่าตรวจร่างกาย 18,500 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจ้างเป็นที่ปรึกษาและปรับปรุงความงาม และวันเดียวกันทางโครงการได้ออกหนังสือส่งตัวคนไข้ให้โจทก์และเรียกรถแท็กซี่ให้พาโจทก์ไปส่งที่โรงพยาบาล ฉ. วันที่ 20 ธันวาคม 2561 โจทก์ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าและดึงคอโดยจำเลยที่ 4 เป็นแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด วันที่ 21 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 3 ได้รับค่ารักษาพยาบาลจากโครงการ ฟ. เป็นค่าตรวจร่างกายโจทก์ 13,300 บาท และค่าผ่าตัดดึงหน้าและดึงคอโจทก์ 160,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำละเมิด และจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด และตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับฟ้องโจทก์ในส่วนที่อ้างว่า จำเลยที่ 4 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์มีแผลเป็นที่ด้านหน้าและหลังใบหูทั้งสองข้าง ใบหน้าเบี้ยว ผิวหนังบริเวณแก้มและคางไม่เรียบตะปุ่มตะป่ำ นั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้อธิบายขั้นตอนการรักษารวมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นจากการรักษาให้โจทก์ทราบแล้ว ซึ่งผลการผ่าตัดที่ปรากฏแผลเป็นหลังจากผ่าตัดเป็นไปตามแผนการผ่าตัดของจำเลยที่ 4 มิได้ปรากฏบาดแผลจากการผ่าตัดที่จะเป็นการบ่งชี้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นไปด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้ใบหน้าของโจทก์เสียโฉม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อในการผ่าตัดดึงหน้าให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาเฉพาะแผลพุพองใต้คางของโจทก์ และการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริงของจำเลยที่ 1

ปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริงหรือไม่ เพียงใด และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องอาจเป็นได้ทั้งละเมิดและผิดสัญญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ส่วนเรื่องผิดสัญญามิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ และโจทก์ไม่ได้คัดค้าน กรณีต้องถือว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องผิดสัญญา การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำโฆษณาและคำรับรองของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เมื่อการโฆษณาและรับรองไม่ตรงกับความจริง จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาท คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 141 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 โฆษณาด้วยข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริงอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ปัญหาข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าผ่าตัดไร้รอยแผลเข้าลักษณะข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง อันเป็นการโฆษณาที่ใช้ข้อความไม่เป็นธรรมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริการ และตัดโอกาสของโจทก์ที่จะใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจที่จะเข้าทำสัญญาเป็นที่ปรึกษาและปรับปรุงความงามกับจำเลยที่ 1 โจทก์ผู้บริโภคจึงไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิของโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ จึงต้องรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 4 แจ้งถึงความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นภายหลังการผ่าตัดให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์เพิ่งจะได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวก่อนการผ่าตัดเพียงไม่กี่ชั่วโมง ประกอบกับที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำไว้ ระบุในข้อ 5 ว่า หากโจทก์ไม่ยอมเข้ารับการผ่าตัด ให้เงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 แล้วตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดโดยไม่ต้องคืนแก่โจทก์ แสดงว่าโจทก์ตกอยู่ในภาวะจำยอมที่จะต้องตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด การที่โจทก์ทราบข้อมูลเรื่องแผลเป็นจากจำเลยที่ 4 ก่อนการผ่าตัดจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ให้ไม่เป็นละเมิด จำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ ที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายสูงสุดตามฟ้อง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าตนเองได้รับความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจอย่างไรบ้างจนก่อให้เกิดความเสียหายคำนวณเป็นราคาเงินได้ ในทางกลับกันโจทก์ได้รับการผ่าตัดจนใบหน้าสวยงามย่อมทำให้โจทก์มีความสุขสดชื่น จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้โจทก์ทนทุกข์ทรมาน นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน โดยเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาเกินความจริงว่าผ่าตัดไร้รอยแผล ย่อมทำให้โจทก์คาดหวังว่าหลังได้รับการผ่าตัดจะไม่มีแผลเป็นอยู่บนใบหน้าโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีแผลเป็นบริเวณใบหน้าโจทก์ ไม่เป็นไปตามคำโฆษณา ย่อมเกิดผลกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ ถือว่าโจทก์ได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 แม้โจทก์ไม่อาจนำสืบให้เห็นได้ว่าความเสียหายดังกล่าวคำนวณเป็นราคาเงินเท่าใด ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ตามที่เห็นสมควร โดยเห็นว่า การที่โจทก์ยอมเสียเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมากถึง 478,500 บาท เพื่อทำศัลยกรรมดึงหน้าและดึงคอตามคำโฆษณาของจำเลยที่ 1 แสดงว่าโจทก์ให้ความสำคัญกับการไม่มีแผลเป็นบริเวณใบหน้าเป็นพิเศษ เมื่อมีแผลเป็นเกิดขึ้นย่อมกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์เป็นอย่างมากและเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ได้พิจารณาแผลเป็นบริเวณใบหน้าโจทก์แล้ว คงเหลือแผลเป็นอยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอย แม้ไม่เป็นไปตามคำโฆษณาของจำเลยที่ 1 ที่รับรองว่าไม่มีแผลเป็น แต่แผลเป็นดังกล่าวก็จางลงมาก สอดคล้องกับที่พลตำรวจโทนายแพทย์อรรถพันธ์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และทนายจำเลยที่ 3 ที่ 4 ถามค้านว่า แผลเป็นที่เกิดจากการผ่าตัดจะจางลงไปเรื่อย ๆ เมื่อระยะเวลาผ่านไปจะเห็นแผลเป็นไม่ชัด ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีเส้นผมบังอยู่ หากไม่ได้ตั้งใจมองในระยะใกล้ก็ไม่น่าจะเห็นแผลเป็นได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ 200,000 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 แล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขใหม่ นั้น เห็นว่า ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องบังคับตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขอัตราดอกเบี้ยเสียใหม่ให้ถูกต้อง ที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าเป็นการผ่าตัดไร้รอยแผล แม้จะเป็นการโฆษณาเกินความจริง แต่แผลเป็นหลังผ่าตัดที่ยังคงเหลืออยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอยของโจทก์เป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นตามปกติของการผ่าตัด อีกทั้งตามวิดีโอคลิปปรากฏว่าผลการผ่าตัดทำให้ใบหน้าโจทก์เปลี่ยนแปลงดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนที่จำเลยที่ 4 ไม่ได้ตรวจความเรียบร้อยของแผลให้โจทก์ในช่วงที่มีการนัดตัดไหมทำให้แผลที่เกิดขึ้นใต้คางของโจทก์ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีและโจทก์ขาดโอกาสที่จะได้รับคำแนะนำการดูแลแผลที่ถูกต้องก็มีผลเพียงทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ กรณียังไม่อาจรับฟังได้ว่าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 มีผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการโฆษณาเท็จ นั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถือได้ว่าดำเนินการโครงการ ฟ. ร่วมกัน การที่จำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการ ฟ. ด้วยข้อความเกินความจริง แต่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 ยังรับทำศัลยกรรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวมาตลอด ย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 โฆษณาโครงการเกินความจริง จึงต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีการแบ่งปันผลประโยชน์กัน และจำเลยที่ 2 มาฟ้องผู้เข้าร่วมโครงการ ฟ. ที่ค้างชำระเงินแก่โครงการเป็นการส่วนตัวตามสำเนาสัญญาแบ่งผลประโยชน์ที่เกิดจากโครงการ ฟ. ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายฎีกาของโจทก์ นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้อ้างส่งสำเนาสัญญาแบ่งผลประโยชน์แนบท้ายฎีกาของโจทก์เป็นพยานหลักฐานให้ถูกต้องตามขั้นตอนกระบวนพิจารณา นอกจากนี้ยังปรากฏจากสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 49/2564 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก แนบท้ายฎีกาของโจทก์เองว่าจำเลยที่ 2 เบิกความในคดีอื่นว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือน เดือนละ 40,000 บาท ไม่มีส่วนในการลงทุนในโครงการ ฟ. ขัดกับข้อความในสัญญาแบ่งผลประโยชน์ จึงไม่อาจนำสำเนาสัญญาแบ่งผลประโยชน์ดังกล่าวมารับฟังได้ เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ในโครงการ ฟ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการโฆษณาเกินความจริงของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และเกี่ยวข้องเพียงเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัดโจทก์ ไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือร่วมรู้เห็นกับการโฆษณาเกินความจริงของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยข้อโต้แย้งอื่นที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 เพราะถูกหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จจึงเป็นการเข้าใจผิดในสาระสำคัญย่อมตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินที่หลอกลวงเอาไปจากโจทก์ทั้งหมด นั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 เมษายน 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าว 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและตามระยะเวลาเดียวกันแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 141 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ค.
จำเลย — นางสาว ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ เผือดโพธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2566
#694145
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยภายหลังหย่าเป็นความตกลงระงับข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสที่มีต่อกันไว้ได้ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 และมาตรา 368 การตีความข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยจะอาศัยเพียงลำพังข้อสัญญาข้อหนึ่งข้อใดเพียงข้อเดียว ย่อมไม่อาจทราบเจตนาอันแท้จริงในทางสุจริตของคู่สัญญาได้ สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 มีความว่า จำเลยยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 25,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 ตุลาคม 2561 และจะชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนไปจนกว่าจะครบ 5 ปี แม้สัญญาระบุว่าเป็นข้อตกลงในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่แท้ที่จริงเป็นข้อตกลงในเรื่องการจ่ายค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า และสัญญาข้อ 8 ที่ว่า จำเลยตกลงจะชำระเงินโบนัสแก่โจทก์ปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 หลังจากที่จำเลยได้จ่ายเงินตามสัญญาข้อ 7 ครบ 5 ปี ในปี 2566 ซึ่งมีลักษณะเป็นเงินค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าเช่นกันและเป็นการจ่ายค่าเลี้ยงชีพต่อเนื่องกับสัญญาข้อ 7 รวมแล้วเป็นเวลา 10 ปี เป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงยอมผ่อนผันตามคำเรียกร้องของโจทก์ในคำฟ้อง ด้วยการลดจำนวนเงินที่เรียกร้องทั้งสองจำนวนลงจากที่จำเลยจะต้องจ่ายในช่วง 5 ปีแรก เดือนละ 35,000 บาท เหลือเดือนละ 25,000 บาท และช่วง 5 ปีหลัง จากที่จำเลยต้องจ่ายเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานของจำเลย (โบนัส) จำนวนครึ่งหนึ่งของเงินได้ เหลือเพียงปีละ 100,000 บาท แม้คำฟ้องและสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพจากเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานของจำเลย (โบนัส) ในช่วง 5 ปี หลังก็ตาม แต่น่าจะเป็นเพราะโจทก์ต้องการเรียกร้องเป็นเงินครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานหรือโบนัสของจำเลย มิได้ถือเอาเป็นข้อสำคัญว่าเงินที่จะนำมาจ่ายให้แก่โจทก์จะต้องเป็นเงินโบนัสที่จำเลยได้มาจากบริษัท บ. ประกอบกับสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างใดว่า เงินที่จะจ่ายแก่โจทก์ต้องเป็นเงินโบนัสที่จำเลยได้จากบริษัท บ. เมื่อพิเคราะห์เจตนาอันแท้จริงของโจทก์และจำเลยแล้ว โจทก์และจำเลยมีเจตนาตกลงกันให้จำเลยจ่ายเงินเป็นค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ตามสัญญาข้อ 8 อีกปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 เป็นต้นไป นอกเหนือจากที่จะต้องจ่ายตามสัญญาข้อ 7 อย่างไรก็ตามหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 เป็นหนี้ในอนาคต ยังไม่ถึงกำหนดตามคำพิพากษาตามยอม จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาตามยอมของศาล เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีแก่จำเลยได้ คำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้อายัดเงินในบัญชีธนาคารของจำเลยนั้น เป็นการไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ 2553 มาตรา 182/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2561 ซึ่งโจทก์จำเลยตกลงกันว่า ข้อ 1 โจทก์และจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนหย่ากัน...ภายในวันนี้ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนา ข้อ 2...ข้อ 3...ข้อ 4...ข้อ 5...ข้อ 6...ข้อ 7 จำเลยยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 25,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 ตุลาคม 2561 และจะชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนไปจนกว่าจะครบ 5 ปี ข้อ 8 จำเลยยินยอมชำระเงินโบนัสที่พึงได้จากบริษัท บ. ให้แก่โจทก์ปีละ 100,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 โดยจะชำระภายใน 30 วัน หลังจากจำเลยได้รับเงินโบนัสจากบริษัท ข้อ 9... ข้อ 10 โจทก์และจำเลยตกลงกันตามข้อ 1 ถึงข้อ 9 และไม่ติดใจเรียกร้องประการอื่นใดอีก และข้อ 11 หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นยินยอมให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นออกคำบังคับตามยอม ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2561 โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามยอมข้อ 7 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

วันที่ 8 มีนาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโดยไม่มีหนี้ค้างชำระ บัดนี้จำเลยได้ลาออกจากบริษัท บ. ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ทำให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 และข้อ 8 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งให้ถอนการอายัดเงินกรณีจำเลยลาออก เงินโบนัสและเงินอื่น ๆ เหลือเพียงอายัดแต่เงินเดือน โจทก์ได้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินบำเหน็จของจำเลยกรณีลาออกจากงาน ซึ่งจำเลยจะได้รับจากบริษัท บ. ส่งเข้าบัญชีบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานานาเหนือ ของจำเลย เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 เดือนละ 25,000 บาท อีก 35 งวด จนถึงเดือนกันยายน 2566 และเงินโบนัสตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 ปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,375,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่าโจทก์สามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้จำเลยชำระ เจ้าพนักงานจึงจะดำเนินการให้ได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินจำนวน 1,375,000 บาท จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลชั้นต้นนัดพร้อม ในวันนัดพร้อมโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่ติดใจเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดชำระ จำเลยแถลงว่า จำเลยมิได้ลาออกจากงาน แต่บริษัท บ. เลิกจ้าง โดยจำเลยจะได้รับเงินจากการออกจากงานประมาณ 5,000,000 บาท ส่วนข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 ที่ว่า จำเลยยินยอมจะจ่ายเงินโบนัสที่พึงได้จากบริษัทดังกล่าวแก่โจทก์ปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปีนั้น เมื่อจำเลยออกจากงาน ข้อตกลงนี้เป็นพ้นวิสัยที่จะบังคับได้ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจตนารมณ์ของคู่สัญญาประสงค์จะให้โจทก์ได้รับเงินรายปีจากจำเลยปีละ 100,000 บาท โดยเบื้องต้นให้จำเลยชำระจากเงินโบนัส เมื่อลาออกจากงานย่อมไม่มีเงินโบนัสรายปีที่จะนำมาจ่ายตามข้อตกลงได้ แต่หนี้ที่ตกลงกันไว้ยังมีอยู่ จึงให้อายัดเงินที่จำเลยจะได้จากบริษัท บ. จำนวน 500,000 บาท ตามข้อ 8 ของสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 6 กันยายน 2561

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิขออายัดเงินในบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อชำระเงินโบนัสแก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 หรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ นอกจากโจทก์และจำเลยทำความตกลงในเรื่องหย่าซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ไปจดทะเบียนหย่ากันแล้ว ยังมีข้อตกลงกันในเรื่องการแบ่งทรัพย์สินและที่พิพาทกันในชั้นนี้คือ ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 ที่ว่า "จำเลยยินยอมชำระเงินโบนัสที่พึงได้จากบริษัท บ. ให้แก่โจทก์ ปีละ 100,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 โดยจะชำระภายใน 30 วัน หลังจากจำเลยได้รับเงินโบนัสจากบริษัท" จำเลยฎีกาว่า ข้อตกลงที่จำเลยยินยอมชำระเงินโบนัสนี้เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนต่อเมื่อจำเลยจะต้องมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวจากบริษัท บ. และจำเลยจะชำระภายใน 30 วัน หลังจากที่จำเลยได้รับเงินจากบริษัท เมื่อจำเลยพ้นจากสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทนั้นแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับเงินโบนัสที่จะนำมาชำระแก่โจทก์ การชำระเงินโบนัสแก่โจทก์จึงเป็นอันพ้นวิสัยนั้น เห็นว่า ข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยภายหลังเมื่อหย่าเป็นความตกลงระงับข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสที่มีต่อกันไว้ได้ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และมาตรา 368 การตีความข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยจะอาศัยเพียงลำพังข้อสัญญาข้อหนึ่งข้อใดเพียงข้อเดียวดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ย่อมไม่อาจทราบเจตนาอันแท้จริงในทางสุจริตของคู่สัญญาได้ โดยโจทก์แก้ฎีกาว่า การจ่ายเงินตามสัญญาข้อ 8 โจทก์ประสงค์ให้จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์อีกปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เท่ากับสัญญาข้อ 7 โดยจำเลยขอจ่ายหลังจากจ่ายค่าเลี้ยงดูตามสัญญาข้อ 7 ครบ 5 ปีแล้ว ในปัญหานี้ สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 มีความว่า จำเลยยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 25,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 ตุลาคม 2561 และจะชำระทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนไปจนกว่าจะครบ 5 ปี แม้สัญญาระบุว่าเป็นข้อตกลงในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่แท้ที่จริงเป็นข้อตกลงในเรื่องการจ่ายค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า และสัญญาข้อ 8 ที่ว่า จำเลยตกลงจะชำระเงินโบนัสแก่โจทก์ปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 หลังจากที่จำเลยได้จ่ายเงินตามสัญญาข้อ 7 ครบ 5 ปี ในปี 2566 ซึ่งถือว่ามีลักษณะเป็นเงินค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าเช่นกันและเป็นการจ่ายค่าเลี้ยงชีพต่อเนื่องกับสัญญาข้อ 7 รวมแล้วเป็นเวลา 10 ปี เป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงยอมผ่อนผันตามคำเรียกร้องของโจทก์ในคำฟ้องด้วยการลดจำนวนเงินที่เรียกร้องทั้งสองจำนวนลงจากที่จำเลยจะต้องจ่ายในช่วง 5 ปีแรก เดือนละ 35,000 บาท เหลือเดือนละ 25,000 บาท และช่วง 5 ปีหลัง จากที่จำเลยต้องจ่ายเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานของจำเลย (โบนัส) จำนวนครึ่งหนึ่งของเงินได้ เหลือเพียงปีละ 100,000 บาท แม้คำฟ้องและสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพจากเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานของจำเลย (โบนัส) ในช่วง 5 ปี หลังก็ตาม แต่น่าจะเป็นเพราะโจทก์ต้องการเรียกร้องเป็นเงินครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินได้พิเศษประจำปีจากการทำงานหรือโบนัสของจำเลย มิได้ถือเอาเป็นข้อสำคัญว่าเงินที่จะนำมาจ่ายให้แก่โจทก์จะต้องเป็นเงินโบนัสที่จำเลยได้มาจากบริษัท บ. ซึ่งสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างใดว่า เงินที่จะจ่ายแก่โจทก์ต้องเป็นเงินโบนัสที่จำเลยได้จากบริษัท บ. ศาลฎีกาได้พิเคราะห์เจตนาอันแท้จริงของโจทก์และจำเลยแล้วเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาตกลงกันให้จำเลยจ่ายเงินเป็นค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ตามสัญญาข้อ 8 อีกปีละ 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกในปี 2567 เป็นต้นไป นอกเหนือจากที่จะต้องจ่ายตามสัญญาข้อ 7 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 เป็นหนี้ในอนาคตยังไม่ถึงกำหนดตามคำพิพากษาตามยอม จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาตามยอมของศาล เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีแก่จำเลยได้ คำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้อายัดเงินในบัญชีธนาคารของจำเลยนั้น เป็นการไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นายทรงพล พันธุ์วิชาติกุล
- นางแก้วตา เทพมาลี
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อโนชา ชีวิตโสภณ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2566
#694802
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยรับว่าที่ดินพิพาทจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น จำเลยจึงไม่อาจยกข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ขึ้นอ้างได้ โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง จำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่สินสมรส จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์

การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่ากัน ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" คดีนี้เป็นฟ้องให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาเมื่อมีการหย่ากันแล้วโดยคำพิพากษาของศาล จึงต้องบังคับตามมาตรา 1532 (ข) กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้นให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า การพิจารณาการได้มาเกี่ยวกับสินสมรสจึงต้องพิจารณามาตรา 1532 (ข) ประกอบด้วย โดยหากเป็นกรณีที่มีการหย่าโดยคำพิพากษา ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสที่จะเป็นสินสมรสจะต้องได้มาอย่างช้าสุดไม่เกินวันฟ้องหย่า จำเลยฟ้องหย่าโจทก์วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 จำเลยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 53456 จำเลยจดทะเบียนรับโอนมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นการได้รับโอนมาภายหลังจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์แล้ว และทางนำสืบของโจทก์ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยนำเงินที่เป็นสินสมรสไปชำระค่าที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้จำเลยได้มาภายหลังวันที่ฟ้องหย่า จึงไม่เป็นสินสมรสของจำเลยกับโจทก์ตามมาตรา 1574 (1) ประกอบมาตรา 1532 (ข) โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 และเลขที่ 53456 จากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดิน 9 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 3 งาน 13 ตารางวา ซึ่งจำเลยนำไปแบ่งในนามเดิมอีก 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถตกลงกันได้ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกัน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 3 งาน 13 ตารางวา ซึ่งจำเลยได้แบ่งแยกเป็นที่ดิน 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์กึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ไม่สามารถแบ่งได้ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดเพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ซึ่งเป็นแปลงคง) และที่ดินโฉนดเลขที่ 58052, 58053, 58054, 58056, 58057 และ 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยได้แบ่งในนามเดิมออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์และจำเลยตกลงกันเองก่อน หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และที่ดินโฉนดเลขที่ 58055 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาทรัพย์กึ่งหนึ่งของทรัพย์ที่ไม่สามารถแบ่งได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 จำเลยฟ้องหย่าโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้หย่าเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 และคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 โดยจำเลยไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักทะเบียนอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้นได้มาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 แล้วมีการแบ่งที่ดินในนามเดิมออกไปอีก 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้นได้มาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2559 จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ให้แก่นายสุวัฒน์ และวันที่ 18 ตุลาคม 2562 จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 58055 ให้แก่นางสาวปราณปริยา โดยการขายทั้งสองครั้งนั้นไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ส่วนโจทก์เคยต้องโทษจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางจังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีภาระการพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางรัตนา กับร้อยตำรวจตรีโอภาส มารดาและพี่ชายจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่าจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2558 ซึ่งต่อมามีการแบ่งในนามเดิมออกไปอีก 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 58052 ถึง 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 แต่จำเลยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายจำเลย โดยบุคคลทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แต่เพื่อความสะดวกในการทำนิติกรรม จึงให้จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทน และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดินซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนี้ เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น แม้จำเลยจะมีชื่อในโฉนดที่ดินจำเลยก็ไม่อาจนำข้อสันนิษฐานดังกล่าวขึ้นอ้างได้ เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง จำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่สินสมรส จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าจำเลยมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือเป็นของนางรัตนา และร้อยตำรวจตรีโอภาส ซึ่งเป็นมารดาและพี่ชายจำเลย เห็นว่า จำเลยนำสืบอ้างว่านางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดด้วยวิธีการประมูลราคา เพื่อความสะดวกในการทำนิติกรรมต่าง ๆ นั้น นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสมอบให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการในการทำนิติกรรมต่าง ๆ แทน รวมทั้งลงชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน การเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทนี้จำเลยเป็นผู้เข้าประมูลซื้อในนามของจำเลยเองซึ่งพยานจำเลยทั้ง 3 ปาก ล้วนเป็นผู้ใกล้ชิดกันและเป็นผู้มีส่วนได้เสียต่อผลแห่งคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยตรงจึงต้องรับฟังพยานจำเลยด้วยความระมัดระวัง ที่จำเลยอ้างว่าเหตุที่นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสให้จำเลยดำเนินการต่าง ๆ แทนเนื่องจากไว้วางใจจำเลย เพราะจำเลยเป็นบุตรและเป็นน้องสาว และจำเลยมีความคล่องตัวขับรถยนต์ด้วยตนเองได้ ส่วนนางรัตนาอายุมากสายตาไม่ค่อยดีและขับรถไม่เป็น และร้อยตำรวจตรีโอภาสมีงานยุ่งติดราชการตำรวจ นอกจากนี้การซื้อขายที่ดินมีการติดต่อกับหน่วยงานราชการและมีเอกสารเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาจำเลยติดต่อค้าขายแทนนางรัตนานั้น เห็นว่าการประมูลซื้อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีราคาสูงหากนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสเป็นผู้ประมูลซื้อและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแล้วให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทน ซึ่งแม้จำเลยจะเป็นบุตรนางรัตนาและน้องสาวร้อยตำรวจตรีโอภาสก็ตาม แต่จำเลยยังมีคู่สมรสอยู่ซึ่งอาจส่งผลทางกฎหมายที่เสียหายต่อนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสอย่างใหญ่หลวงได้ ดังนี้เพียงเหตุผลที่ว่าจำเลยมีความคล่องตัวขับรถยนต์ด้วยตนเองได้ ส่วนนางรัตนาอายุมากสายตาไม่ค่อยดีและขับรถไม่เป็น จึงไม่สมเหตุผลเพราะข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จำเลยอ้างมานั้น หากจำเลยต้องการช่วยเหลือนางรัตนาก็สามารถพานางรัตนาไปจัดการด้วยตนเองหรือมีการมอบอำนาจให้ทำแทนได้ รวมทั้งเหตุที่อ้างว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสมีงานยุ่งติดราชการตำรวจก็เป็นเหตุผลที่เลื่อนลอยเพราะการรับราชการนั้นข้าราชการสามารถบริหารเวลาโดยขอลากิจหรือลาพักผ่อนเพื่อทำกิจธุระจำเป็นของตนได้ ประกอบกับร้อยตำรวจตรีโอภาสเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมเป็นผู้ที่มีความรู้ในข้อกฎหมายดีว่าการที่ให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนอาจส่งผลเสียร้ายแรงอย่างไรต่อตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ที่ให้ถือกรรมสิทธิ์แทนนั้นมีคู่สมรสด้วยแล้วอาจมีผลต่อทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากับคู่สมรสของผู้ที่ให้ถือกรรมสิทธิ์แทนได้ดังเช่นคดีนี้ นอกจากนี้คำเบิกความของจำเลยที่เบิกความตอบคำซักถามทนายจำเลยก่อนทนายโจทก์ถามค้านว่า วันที่จำเลยไปประมูลซื้อที่ดินพิพาทจาก ป.ป.ส. มีตัวจำเลย มารดาจำเลยและพี่ชายจำเลยไปร่วมประมูลเพียงสามคน ไม่มีบุคคลอื่นหรือทนายความเข้าไปช่วยเหลือในการประมูล ซึ่งเป็นการเบิกความที่ขัดแย้งกับที่จำเลยเบิกความไว้ในตอนแรกว่า จำเลยเป็นผู้ไปดำเนินการประมูลซื้อที่ดินพิพาทเอง และจำเลยยังตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ขณะมีการประมูลที่ดินพิพาทจาก ป.ป.ส. พี่ชายข้าฯ เป็นผู้เข้าประมูล และประมูลได้รวม 3 แปลง แต่ต่อมาพี่ชายข้าฯ ได้ให้ข้าฯ ใส่ชื่อข้าฯ ในที่ดินพิพาทไว้แทน เหตุที่พี่ชายให้ใส่ชื่อข้าฯ ไว้แทนนั้น เพราะเดิมที่ดินพิพาทเป็นของข้าฯ แต่ถูก ป.ป.ส. ยึดไปขายทอดตลาด และพี่ชายข้าฯ ไม่สะดวกที่จะไปดำเนินการจดทะเบียนโอน รวมทั้งเบิกความว่า การลงชื่อเข้าร่วมประมูลจาก ป.ป.ส. มีการระบุชื่อข้าฯ เป็นผู้เข้าร่วมประมูล ไม่ได้ระบุชื่อมารดาและพี่ชายข้าฯ ด้วย นอกจากนี้ร้อยตำรวจตรีโอภาสก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า วันที่จำเลยและมารดาไปประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของ ป.ป.ส. นั้น ข้าฯ เดินทางไปด้วย จำเลยเป็นผู้ลงชื่อเข้าร่วมประมูล แต่คนที่ทำหน้าที่ในการถือป้ายเสนอราคาการประมูลคือตัวข้าฯ ซึ่งคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีโอภาสเป็นการรับว่าในการไปประมูลซื้อที่ดินพิพาทนั้นร้อยตำรวจตรีโอภาสไปด้วย จึงขัดแย้งกับเหตุผลที่จำเลยและร้อยตำรวจตรีโอภาสเบิกความไว้ว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสให้จำเลยดำเนินการแทนเพราะติดราชการตำรวจและภริยาไม่สบาย จึงเป็นการเบิกความที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยและขัดแย้งกันเอง จึงเป็นพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ และที่จำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสที่ให้จำเลยดำเนินการต่าง ๆ แทน โดยในการประมูลซื้อที่ดินพิพาทใช้เงินของร้อยตำรวจตรีโอภาส 3,500,000 บาท ซึ่งหากเป็นการประมูลซื้อของร้อยตำรวจตรีโอภาสจริงและใช้เงินบางส่วนของร้อยตำรวจตรีโอภาสแล้วเหตุใดจำเลยจึงต้องคืนเงิน 3,500,000 บาท ที่ใช้ในการประมูลซื้อนี้ให้แก่ร้อยตำรวจตรีโอภาสด้วย โดยจำเลยเบิกความในหน้า 4 ย่อหน้าแรกว่า "ต่อมาได้นำที่ดินแปลงตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ไปจำนองกับนายภราดรเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นเงิน 3,500,000 บาท โดยนำเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้ร้อยตำรวจตรีโอภาส" ซึ่งสอดรับกับคำเบิกความของนางรัตนาที่เบิกความว่า ได้นำที่ดินแปลงตำบลบ้านดู่ไปจำนองกับนายภราดรเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นเงิน 3,500,000 บาท โดยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปคืนให้แก่ร้อยตำรวจตรีโอภาสฯ อันเป็นข้อยืนยันที่แสดงให้เห็นว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสมิใช่ผู้เข้าประมูลและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้วย ส่วนเงินต่าง ๆ ที่นำมาจ่ายเป็นค่ามัดจำนั้นทางนำสืบของจำเลยได้ความเพียงว่านำมาจากเงินหมุนเวียนบางส่วนภายในกิจการของนางรัตนาประมาณ 1,500,000 บาท เงินของร้อยตำรวจตรีโอภาส 3,500,000 บาท และเงินที่นางรัตนากู้ยืมจากนายวินัย 1,000,000 บาท นางสาวพัชมณ 1,000,000 บาท และนางฟองนวล 800,000 บาท รวม 2,800,000 บาท นั้น เห็นว่า ในส่วนของร้อยตำรวจตรีโอภาสซึ่งมีจำนวนมากถึง 3,500,000 บาท แต่จำเลยและร้อยตำรวจตรีโอภาสไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงถึงแหล่งที่มาของเงินจำนวนดังกล่าวหรือนำเอกสารการเบิกถอนเงินจากธนาคารมาแสดงให้เห็นว่าร้อยตำรวจตรีโอภาสนำเงินจำนวนนี้มาจากที่ใด จึงเป็นคำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน สำหรับในส่วนของบุคคลอื่นที่จำเลยอ้างว่านางรัตนาเป็นผู้กู้ยืมมา แต่จากคำเบิกความของจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่ามีการชำระหนี้คืนแก่เพื่อน ๆ ของจำเลย โดยเป็นการชำระเต็มจำนวน และเมื่อจำเลยคืนเงินเพื่อนของจำเลยก็คืนหลักฐานการกู้ยืมให้ จากนั้นจำเลยได้ฉีกทำลายทิ้ง อันมีความหมายว่าเงินยืมดังกล่าวนั้นเป็นเงินที่จำเลยยืมจากเพื่อน ๆ ของจำเลยมิใช่นางรัตนาเป็นผู้ยืม ประกอบกับเป็นการเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน แม้จำเลย นางรัตนา และร้อยตำรวจตรีโอภาสจะอ้างในทำนองว่า เมื่อได้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกหมดแล้วก็ได้รับหลักฐานการกู้ยืมกลับมาและทำลายทิ้งไปแล้ว จึงไม่มีหลักฐานการกู้เงินดังกล่าวมาแสดงนั้น ซึ่งผิดวิสัยของบุคคลที่ประกอบกิจการค้าขายเยี่ยงจำเลยที่ควรจะเก็บหลักฐานดังกล่าวหรือถ่ายภาพเก็บไว้บ้าง และแม้หากจะมีการทำลายไปแล้วจริงจำเลยก็ยังสามารถนำบุคคลที่อ้างว่าให้กู้ยืมเงินมาเป็นพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของจำเลยได้ แต่จำเลยมิได้นำบุคคลใดเลยมาเป็นพยาน คงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงเป็นคำเบิกความที่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนทำให้มีน้ำหนักน้อย ส่วนที่นางรัตนาเบิกความว่า ในการประกอบกิจการของตนเงินหมุนเวียนบางส่วนได้มาจากการที่นางรัตนานำที่ดินพร้อมบ้านไปจำนองแก่นายสุไผทเป็นเงิน 6,000,000 บาท มีวงเงินที่ใช้ได้ 5,000,000 บาท นั้น แต่จากสัญญาจำนองปรากฏว่านางรัตนาทำสัญญาจำนองตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2557 ซึ่งทำก่อนที่ที่ดินพิพาทซึ่งเคยเป็นของจำเลยมาก่อนจะถูกโอนมาเป็นของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและก่อนที่จำเลยจะเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทถึง 1 ปี 4 เดือน จึงไม่น่าเชื่อว่าเงินที่ได้จากการจำนองดังกล่าวจะเป็นเงินที่นางรัตนาใช้เป็นเงินมัดจำที่ดินที่ประมูลดังกล่าว และนอกจากนี้การที่จำเลยเป็นผู้จัดการรวบรวมเงินชำระหนี้ที่อ้างว่านางรัตนากู้ยืมมาเองโดยทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่านางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสให้จำเลยจัดการหรือรู้เห็นให้จำเลยดำเนินการด้วย ซึ่งพฤติการณ์ที่จำเลยปฏิบัติเสมือนหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ของตัวจำเลยเองโดยจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 และ 53456 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมด้วยตนเองหลายครั้ง คือ การนำที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 จดทะเบียนจำนองแก่นายภราดรเป็นเงิน 3,500,000 บาท ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 หลังจากนั้นจำเลยก็ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ให้แก่นายสุวัฒน์เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ไถ่ถอนจำนองกับนายภราดร โดยอ้างว่านำเงินส่วนที่เหลือไปใช้คืนนางวิมลศรี 1,200,000 บาท คืนให้นายวินัย 1,000,000 บาท คืนให้นางสาวพัชมณ 1,000,000 บาท และคืนให้นางฟองนวล 800,000 บาท สำหรับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 จำเลยขายให้แก่นายอานนท์ และมีข้อตกลงกันว่านายอานนท์จะชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 6,000,000 บาท แล้วนำที่ดินไปแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กหลายแปลง จากนั้นนายอานนท์จะลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายพร้อมที่ดินดังกล่าวแล้วให้นางรัตนากับร้อยตำรวจตรีโอภาสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 1 ห้อง ส่วนที่เหลือเมื่อขายได้แล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยเงินที่ขายได้ตกเป็นของนายอานนท์ทั้งหมด และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 จำเลยได้รับเงินจากนายอานนท์ 6,000,000 บาท จึงนำไปไถ่ถอนจำนองในวันเดียวกัน นายอานนท์ขายอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 58055 ให้แก่นางสาวปราณปริยาโดยจดทะเบียนโอนวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ซึ่งการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยลำพังของจำเลยและการจัดการชำระหนี้เกี่ยวกับที่ดินพิพาทของจำเลยดังกล่าวข้างต้นนั้นมีลักษณะเหมือนเป็นการซื้อที่ดินและจัดการหนี้สินของตนเองมากกว่าจะเป็นการดำเนินการแทนผู้อื่น พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่สมเหตุผล ดูมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ข้ออ้างในเรื่องการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 กับนายอานนท์โดยมีการตกลงว่านายอานนท์จะชำระเงินไถ่ถอนจำนองเป็นเงิน 6,000,000 บาท แล้วนำที่ดินไปแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กหลายแปลง จากนั้นนายอานนท์จะลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายพร้อมที่ดินดังกล่าวแล้วให้แก่นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 1 ห้อง ส่วนที่เหลือเมื่อขายได้แล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยเงินที่ขายได้ตกเป็นของนายอานนท์ทั้งหมดนั้น ในข้อนี้จำเลยคงมีแต่สำเนารายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ซึ่งจำเลยอ้างว่านายอานนท์โอนเงินมาให้จำเลยเพื่อไปไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ในวันที่ 21 มีนาคม 2561 มาเป็นพยานเท่านั้น โดยจำเลยไม่ได้นำนายอานนท์มาเป็นพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ประกอบกับหากนายอานนท์นำเงิน 6,000,000 บาท ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวแล้วมีการแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กหลายแปลง และนายอานนท์ยังต้องลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายอีกซึ่งคงจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยกับนายอานนท์ทำบันทึกข้อตกลงกันเป็นหนังสือหรือมีการนำนายอานนท์มาเป็นพยานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของจำเลย คำเบิกความของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่สมเหตุผล เมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลย นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสทั้งหมดโดยตลอดแล้ว เห็นว่า คำเบิกความของจำเลย นางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสไม่น่าเชื่อถือและมีน้ำหนักน้อย จำเลยจึงนำสืบไม่สมกับที่มีภาระการพิสูจน์ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทคดีนี้เป็นของนางรัตนาและร้อยตำรวจตรีโอภาสโดยร่วมกันซื้อมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าที่ดินพิพาทซึ่งรวมถึงที่ดินที่แบ่งในนามเดิมอีก 7 แปลง เป็นของจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่วินิจฉัยไปข้างต้นว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวมถึงที่ดินที่แบ่งในนามเดิมอีก 7 แปลง ด้วยการประมูลซื้อมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การที่ที่ดินพิพาทจะเป็นสินสมรสก็ต่อเมื่อจำเลยได้ที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) แต่อย่างไรก็ตามการสมรสของโจทก์และจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยการที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์และศาลมีคำพิพากษาให้หย่า ซึ่งการจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่ากันนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" ดังนี้ เมื่อคดีนี้เป็นฟ้องให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาเมื่อมีการหย่ากันแล้วโดยคำพิพากษาของศาลจึงต้องบังคับตามมาตรา 1532 (ข) กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้นให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า ซึ่งการพิจารณาการได้มาเกี่ยวกับสินสมรสนอกจากจะต้องพิจารณามาตรา 1474 (1) ว่าเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสแล้วจะต้องพิจารณามาตรา 1532 (ข) ประกอบด้วย โดยหากเป็นกรณีที่มีการหย่าโดยคำพิพากษา ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสที่จะเป็นสินสมรสจะต้องได้มาอย่างช้าสุด ไม่เกินวันฟ้องหย่าด้วย โดยคดีที่จำเลยฟ้องหย่าโจทก์มีการยื่นฟ้องในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ส่วนที่ดินพิพาทจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 จำเลยรับโอนมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นการได้รับโอนมาภายหลังจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์แล้ว แต่อย่างไรก็ตามที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจำเลยได้มาจากการประมูลซื้อทอดตลาดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2558 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 จำเลยชำระค่าที่ดินที่เหลือ 4,237,500 บาท ในวันที่ 30 ตุลาคม 2558 และจดทะเบียนโอนในวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 จำเลยชำระค่าที่ดินที่เหลือ 7,222,500 บาท ในวันที่ 29 มกราคม 2559 และจดทะเบียนรับโอนในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ในวันที่ 17 ธันวาคม 2558 และได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 อันเป็นการได้มาภายหลังจากที่จำเลยฟ้องหย่าโจทก์ และทางนำสืบของโจทก์ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยนำเงินที่เป็นสินสมรสไปชำระค่าที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้จำเลยได้มาภายหลังวันที่ฟ้องหย่า จึงไม่เป็นสินสมรสของจำเลยกับโจทก์ตามมาตรา 1574 (1) ประกอบมาตรา 1532 (ข) โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 และเลขที่ 53456 จากจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ซึ่งเป็นแปลงคง) และที่ดินโฉนดเลขที่ 58052, 58053, 58054, 58055, 85056, 59057 และ 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยได้แบ่งในนามเดิมออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นรายละเอียด ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ซึ่งเป็นแปลงคง) และที่ดินโฉนดเลขที่ 58052, 58053, 58054, 58055, 85056, 59057 และ 58058 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยได้แบ่งในนามเดิมออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20691 และที่ดินโฉนดเลขที่ 53456 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373 ม. 1474 (1) ม. 1474 วรรคสอง ม. 1532 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโท ว.
จำเลย — นาง ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย — นายสงวนศักดิ์ กิมเอ็ง
- นายอมรรัตน์ กริยาผล
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
อโนชา ชีวิตโสภณ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา