คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2249 -ที่ 2250/2566
#693448
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์แล้ว การดำเนินการต่าง ๆ อันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินของโจทก์ในฐานะลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการจึงอยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความในหมวดนี้... (9) ห้ามมิให้ลูกหนี้ จำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สิน นอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น..." บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภายหลังจากศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ลูกหนี้จะดำเนินกิจการได้เฉพาะการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่หากลูกหนี้จะดำเนินการจำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินที่มิใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติทางการค้าของลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้วเท่านั้น

คดีทั้งสองสำนวนนี้ โจทก์ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 398/2561 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 และศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องของโจทก์วันที่ 9 กันยายน 2557 ส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 399/2561 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557 เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์วันที่ 26 สิงหาคม 2557 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ไว้ในวันเดียวกัน การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงเป็นการยื่นคำฟ้องหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์แล้ว จึงตกอยู่ในบังคับตามมาตรา 90/12 (9) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าชำระเงินคืนโจทก์ 119,020,000 บาท และ 9,522,533,049.50 บาท การฟ้องคดีดังกล่าวหากโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีก็อาจมีผลกระทบต่อกองทรัพย์สินของโจทก์ หรือโจทก์อาจต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนฝ่ายจำเลยทั้งเก้า จึงมิได้เป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของโจทก์สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่เป็นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดภาระแก่ทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการได้ แม้คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 398/2561 โจทก์จะยื่นฟ้องในวันเดียวกันกับวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องฟื้นฟูกิจการของโจทก์ในวันเดียวกัน สภาวะการพักชำระหนี้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/12 (9) ย่อมเกิดขึ้นในวันดังกล่าว ส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 399/2561 โจทก์ยื่นฟ้องภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อทั้งสองสำนวนโจทก์ยื่นฟ้องโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางไม่ได้มีคำสั่งอนุญาต จึงเป็นการฟ้องคดีต่อศาลโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งการพิจารณาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาถึงอำนาจฟ้องในขณะยื่นคำฟ้องเป็นสำคัญ แม้ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการโจทก์ และอำนาจในการบริหารกิจการของโจทก์กลับคืนมาตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/75 และมาตรา 90/76 ก็ตาม แต่หามีผลทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่มีในขณะยื่นคำฟ้องกลับมีขึ้นในภายหลังได้ไม่ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณา โดยให้เรียกนายศุภชัย เป็นจำเลยที่ 1 พระครูปลัดวิจารณ์ เป็นจำเลยที่ 2 นางสาวศรัณยา เป็นจำเลยที่ 3 นางจันทร์ฉาย เป็นจำเลยที่ 4 นางวันเพ็ญ เป็นจำเลยที่ 5 นายวัฒน์ชานนท์ เป็นจำเลยที่ 6 นายจิรเดช เป็นจำเลยที่ 7 บริษัท อ. เป็นจำเลยที่ 8 นายสัมฤทธิ์ เป็นจำเลยที่ 9

สำนวนแรก โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 119,631,404.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 119,020,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันรับผิดชำระเงิน 10,641,756,796.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,522,533,049.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 6 ชำระเงิน 1,927,326,027.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 7 ชำระเงิน 438,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 8 ชำระเงิน 57,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 9 ชำระเงิน 12,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 9 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่านางผกามาศ ฯลฯ ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 วันที่ 13 ตุลาคม 2558 และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกบุคคลดังกล่าวเป็นจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 32 ตามลำดับ

จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 12 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 13 และที่ 19 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยร่วมที่ 14 ถึงที่ 18 และจำเลยร่วมที่ 20 ถึงที่ 32 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 และขอถอนฟ้องจำเลยร่วมที่ 18 และที่ 30 ถึงที่ 32 ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 และจำเลยร่วมที่ 18 และที่ 30 ถึงที่ 32 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ 9,642,164,453.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 119,020,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 สิงหาคม 2557) และของต้นเงิน 9,522,533,049.50 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 119,631,404.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 119,020,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 สิงหาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 9,522,533,049.50บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 8 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 149,506,497 บาท ให้จำเลยที่ 9 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 31,300,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 10,581,850 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 13,500,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 22,061,665 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 7 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 62,000,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 8 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 82,020,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 9 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 18,700,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 10 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 36,386,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 11 และจำเลยร่วมที่ 12 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 150,000,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 13 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์ เป็นเงิน 2,179,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 14 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 30,000,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 15 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 31,756,680 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 16 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 367,400,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 19 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์ เป็นเงิน 15,500,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 20 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์ เป็นเงิน 322,320,750 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 21 และจำเลยร่วมที่ 22 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 197,371,500 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 23 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 13,215,200 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 24 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 68,683,441 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 25 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 3,500,000 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 26 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 8,181,400 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 27 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 91,434,200 บาท ให้จำเลยร่วมที่ 28 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 8 จำเลยที่ 9 จำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 5 ถึงจำเลยร่วมที่ 16 จำเลยร่วมที่ 18 ถึงจำเลยร่วมที่ 26 และจำเลยร่วมที่ 28 (ที่ถูก จำเลยร่วมที่ 19 ถึงจำเลยร่วมที่ 28) รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยและจำเลยร่วมแต่ละคนจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยที่ 8 และที่ 9 จำเลยร่วมที่ 1 ถึงจำเลยร่วมที่ 16 จำเลยร่วมที่ 19 ถึงจำเลยร่วมที่ 28 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม และตามทุนทรัพย์ที่จำเลยและจำเลยร่วมแต่ละคนจะต้องรับผิดต่อโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิด คนละ 50,000 บาท จำเลยที่ 8 จำเลยที่ 9 จำเลยร่วมที่ 1 ถึงจำเลยร่วมที่ 16 จำเลยร่วมที่ 19 ถึงจำเลยร่วมที่ 28 ให้รับผิดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์คนละ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 ถึงจำเลยร่วมที่ 4 จำเลยร่วมที่ 17 และจำเลยร่วมที่ 29 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 ถึงจำเลยร่วมที่ 4 จำเลยร่วมที่ 17 และจำเลยร่วมที่ 29 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยร่วมที่ 5 ที่ 14 ที่ 21 ถึงที่ 23 และที่ 28 อุทธรณ์ โดยจำเลยร่วมที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ในระหว่างอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 จำเลยร่วมที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นเวลา 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2561 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2561 ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 12 กันยายน 2561 และเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 จำเลยร่วมที่ 26 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 จำเลยร่วมที่ 2 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราวของจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 4 และในวันดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 จำเลยร่วมที่ 14 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์

จำเลยร่วมที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 9 และที่ 26 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกอุทธรณ์ของจำเลยร่วมที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 9 และที่ 26 และยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของจำเลยร่วมที่ 14 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยร่วมที่ 5 ที่ 14 ที่ 21 ถึงที่ 23 และที่ 28 โดยค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เฉพาะในส่วนของจำเลยร่วมที่ 5 ที่ได้รับยกเว้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลยร่วมที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความให้แก่จำเลยร่วมที่ 5 ที่ 14 ที่ 21 ถึงที่ 23 และที่ 28 รวมทั้งสองศาล คนละ 10,000 บาท ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 9 และที่ 26 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของโจทก์ต่อศาลล้มละลายกลางในฐานะลูกหนี้ผู้ร้องขอ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอในวันเดียวกันเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.20/2557 คดีทั้งสองสำนวนนี้ โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 398/2561 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมศาลเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องในวันดังกล่าว ส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 399/2561 โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของโจทก์และตั้งโจทก์ในฐานะลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน วันที่ 21 มกราคม 2559 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของโจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้บริหารแผน ครั้นวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของโจทก์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของโจทก์ อำนาจในการบริหารกิจการของโจทก์กลับคืนมา โจทก์ย่อมมีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/14 และมาตรา 90/15 เห็นว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้รับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์แล้ว การดำเนินการต่าง ๆ อันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินของโจทก์ในฐานะลูกหนี้ในคดีขอให้ฟื้นฟูกิจการจึงอยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการกำกับ ตรวจสอบ ดูแลกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งให้ศาลมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนและควบคุมดูแลการทำงานของผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนให้เป็นไปตามกฎหมายในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 บัญญัติว่า"ภายใต้บังคับมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความในหมวดนี้... (9) ห้ามมิให้ลูกหนี้ จำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สิน นอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น..." ซึ่งมาตรา 90/12 (9) นำไปใช้กับอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารแผนชั่วคราวตามความในมาตรา 90/21 และอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนตามมาตรา 90/25 ด้วย โดยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภายหลังจากศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้วลูกหนี้จะดำเนินกิจการได้เฉพาะการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่หากลูกหนี้จะดำเนินการจำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินที่มิใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติทางการค้าของลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้วเท่านั้น ซึ่งคดีทั้งสองสำนวนนี้ โจทก์ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 398/2561 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 และศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องของโจทก์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 ส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 399/2561 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557 เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์วันที่ 26 สิงหาคม 2557 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ไว้ในวันเดียวกัน การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงเป็นการยื่นคำฟ้องหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์แล้ว ดังนั้น การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองสำนวนนี้จึงตกอยู่ในขอบอำนาจและกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการ และอยู่ในบังคับตามมาตรา 90/12 (9) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 การที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืนโดยอ้างว่าจำเลยทั้งเก้าได้รับทรัพย์สินของโจทก์ไปโดยมีการกระทำอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ กระทำหรือละเว้นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของโจทก์อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าชำระเงินคืนแก่โจทก์ 119,020,000 บาท และ 9,522,533,049.50 บาท ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนเป็นการฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืนโดยอ้างว่าจำเลยทั้งเก้าได้รับทรัพย์สินของโจทก์ไป โดยมีการกระทำอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ กระทำหรือละเว้นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าคืนทรัพย์ซึ่งเป็นเงินอันเป็นทรัพย์ของโจทก์ การฟ้องคดีดังกล่าวหากโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีก็อาจมีผลกระทบต่อกองทรัพย์สินของโจทก์ หรือโจทก์อาจต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนฝ่ายจำเลยทั้งเก้าผู้ถูกฟ้องคดี จึงมิได้เป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของโจทก์สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่เป็นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดภาระแก่ทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีขอให้ฟื้นฟูกิจการได้ ดังนั้น โจทก์จะกระทำการดังกล่าวได้จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลาง อันเป็นศาลที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อน แม้คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 398/2561 โจทก์จะยื่นฟ้องในวันเดียวกันกับวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของโจทก์ในวันเดียวกัน สภาวะพักการชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (9) ย่อมเกิดขึ้นในวันดังกล่าวส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 399/2561 โจทก์ยื่นฟ้องภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อทั้งสองสำนวนโจทก์ยื่นฟ้องโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางไม่ได้มีคำสั่งอนุญาต จึงเป็นการฟ้องคดีต่อศาลโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งการพิจารณาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาถึงอำนาจฟ้องในขณะยื่นคำฟ้องเป็นสำคัญ ดังนั้น แม้ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของโจทก์ และอำนาจในการบริหารกิจการของโจทก์กลับคืนมาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75 และมาตรา 90/76 ดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่หามีผลทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่มีในขณะยื่นคำฟ้องกลับมีขึ้นในภายหลังได้ไม่ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ ค.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
จำเลยร่วม — นาง ผ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2241/2566
#691374
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง หาจำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทของผู้ตายทุกกรณีไม่ เมื่อผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ผู้ตายที่ 1 กับ ศ. เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ก่อนตายผู้ตายที่ 1 มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 419 และ 420 โดยผู้ตายที่ 1 กับผู้ตายที่ 2 ทำประโยชน์และมีชื่อเป็นผู้ครอบครองร่วมกันตั้งแต่ปี 2516 โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ตายที่ 1 เป็นผู้ทำกินโดยปลูกข้าวและนำผลผลิตมาอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายที่ 2 หากผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายก็ให้ที่ดินทั้งหมดตกเป็นสิทธิของผู้ตายที่ 1 เพียงผู้เดียว ต่อมาผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายที่ 1 ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายที่ 1 ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของผู้ตายที่ 2 เมื่อปรากฏว่าการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องและผู้ร้องมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก จึงเห็นสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง

ศาลประกาศนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบัวสอด ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายคำ ผู้ตายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องในส่วนของผู้ตายที่ 2

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกนางขอด ผู้ตายที่ 2 และมีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง หาจำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทของผู้ตายทุกกรณีไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายคำ ผู้ตายที่ 1 กับนางศรีคำ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ก่อนตายผู้ตายที่ 1 มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 2 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 419 และ 420 โดยผู้ตายที่ 1 กับผู้ตายที่ 2 ทำประโยชน์และมีชื่อเป็นผู้ครอบครองร่วมกันตั้งแต่ปี 2516 โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ตายที่ 1 เป็นผู้ทำกินโดยปลูกข้าวและนำผลผลิตมาอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายที่ 2 หากผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายก็ให้ที่ดินทั้งหมดตกเป็นสิทธิของผู้ตายที่ 1 เพียงผู้เดียว ต่อมาผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายที่ 1 ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายที่ 1 ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของผู้ตายที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องและผู้ร้องมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก จึงเห็นสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ด้วย เมื่อได้ความดังที่ได้วินิจฉัยมานี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของผู้ร้องอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องในส่วนขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางบัวสอด ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางขอด ผู้ตายที่ 2 ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) — นางสาวสุวณัญฐ์ ไม้สูงดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวนิตยา วัฒนะชีวะกุล
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
ทรงพล สงวนพงศ์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2566
#693701
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" เมื่อพิจารณาคำร้องขอถอนฟ้องซึ่งเป็นข้อตกลงในการถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6070/2560 ปรากฏข้อความว่าให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ 200,000 บาท แล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6070/2560 นอกจากนั้นยังให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1967/2561 และชำระเงิน 400,000 บาท ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.6137/2560 และยังมีข้อตกลงในส่วนคดีของศาลแรงงานกลางที่ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้เลิกแล้วต่อกัน รวมถึงจำเลยจะไม่ไปดำเนินการร้องเรียนใด ๆ เกี่ยวกับการประมูลงานของโจทก์ ส่วนที่ร้องเรียนไปแล้วก็จะไปถอนคำร้อง ซึ่งเห็นได้ว่า ข้อความตามคำร้องขอถอนฟ้องเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทด้วยการให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาหมายดำที่ 6070/2560 โดยมีข้อตกลงอื่นด้วยว่าจำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์อีก 600,000 บาท ข้อตกลงตามคำร้องขอถอนฟ้องจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทั้งสองฝ่ายตกลงผ่อนผันให้แก่กันเพื่อระงับข้อพิพาท เมื่อปรากฏว่าข้อตกลงประนีประนอมยอมตามคำร้องขอถอนฟ้อง โจทก์ตกลงถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6070/2560 ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264, 268 อันเป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับเรียกค่าเสียหายส่วนที่เหลือตามสัญญาที่เป็นโมฆะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กันยายน 2562) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยตกลงไกล่เกลี่ยกันในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6070/2560 ของศาลแขวงชลบุรี โดยมีรายละเอียดของข้อตกลงเป็นไป ตามคำร้องขอถอนฟ้องฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2561 จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ 200,000 บาท และโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6070/2560 ของศาลแขวงชลบุรี ตามขอและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คดีถึงที่สุดตามรายงานกระบวนพิจารณาและหนังสือสำคัญเพื่อแสดงว่าคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามข้อตกลงในคำร้องขอถอนฟ้องฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2561 แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความ คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่ง ซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" เมื่อพิจารณาคำร้องขอถอนฟ้อง ซึ่งเป็นข้อตกลงในการถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6070/2560 ของศาลแขวงชลบุรี ปรากฏข้อความว่าให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ 200,000 บาท แล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6070/2560 ของศาลแขวงชลบุรี นอกจากนั้นยังให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1967/2561 ของศาลแขวงชลบุรี และชำระเงิน 400,000 บาท ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.6137/2560 ของศาลแขวงสมุทรปราการ และยังมีข้อตกลงในส่วนคดีของศาลแรงงานกลางที่ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้เลิกแล้วต่อกัน รวมถึงจำเลยจะไม่ไปดำเนินการร้องเรียนใดๆ เกี่ยวกับการประมูลงานของโจทก์ ส่วนที่ร้องเรียนไปแล้วก็จะไปถอนคำร้อง ซึ่งเห็นได้ว่า ข้อความตามคำร้องขอถอนฟ้อง เป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทด้วยการให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6070/2560 ของศาลแขวงชลบุรี โดยมีข้อตกลงอื่นด้วยว่าจำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์อีก 600,000 บาท ข้อตกลงตามคำร้องขอถอนฟ้อง จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทั้งสองฝ่ายตกลงผ่อนผันให้แก่กันเพื่อระงับข้อพิพาท เมื่อปรากฏว่าข้อตกลงประนีประนอมยอมตามคำร้องขอถอนฟ้อง โจทก์ตกลงถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6070/2560 ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 อันเป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับเรียกค่าเสียหายส่วนที่เหลือตามสัญญาที่เป็นโมฆะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 268
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ช.
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายนิธิ เมทินีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — สุบิน ชิ้นประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
อรุณ เรืองเพชร
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2566
#696288
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แม้ภายหลังขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดี มี พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ยกเลิก พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 แต่มาตรา 4 (1) ของกฎหมายใหม่ที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งสูงกว่าระวางโทษตามกฎหมายเก่าที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุ จึงต้องใช้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) ซึ่งเป็นกฎหมายส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3 ส่วนความผิดฐานยักยอกที่โจทก์ฟ้องรวมกันมา ก็มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงเช่นกัน แม้ศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจรับพิจารณาคดีนี้จะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 19/1 แต่การพิจารณาพิพากษาก็ต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีของคดีนั้น ๆ เมื่อคดีนี้เป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงต้องนำ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาใช้บังคับแก่คดี กล่าวคือ โจทก์จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนดระยะเวลาผัดฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิได้ขอผัดฟ้อง ในการฟ้องคดีโจทก์จึงต้องได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด หรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 9 แต่ไม่ปรากฏว่าอัยการสูงสุด หรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายได้อนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 589,192.65 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แม้ภายหลังขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดี มีพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ยกเลิกพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 แต่มาตรา 4 (1) ของกฎหมายใหม่ที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งสูงกว่าระวางโทษตามกฎหมายเก่าที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุ จึงต้องใช้พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) ซึ่งเป็นกฎหมายส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนความผิดฐานยักยอกที่โจทก์ฟ้องรวมกันมา ก็มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงเช่นกัน แม้ศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจรับพิจารณาคดีนี้จะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 19/1 แต่การพิจารณาพิพากษาก็ต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีของคดีนั้น ๆ เมื่อคดีนี้เป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงต้องนำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาใช้บังคับแก่คดี กล่าวคือ โจทก์จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนดระยะเวลาผัดฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิได้ขอผัดฟ้อง ในการฟ้องคดีโจทก์จึงต้องได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด หรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 9 แต่ไม่ปรากฏว่าอัยการสูงสุด หรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายได้อนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเป็นทำนองว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แล้วยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 352
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 19/1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวชญานิษฐ์ อภิชาตบุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2185/2566
#693659
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมแก่จำเลยทั้งสี่ได้ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีทั้งเป็นศาลที่มีอำนาจในการออกหมายบังคับคดีรวมตลอดถึงมีอำนาจในการทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี ต่อมาศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ตามหมายบังคับคดีมีรายละเอียดเกี่ยวกับคำพิพากษาซึ่งจะขอให้มีการบังคับคดี จำนวนที่ยังไม่ได้รับชำระตามคำพิพากษาและวิธีการบังคับคดีซึ่งขอให้ออกหมายนั้น รวมตลอดถึงหมายเลขคดี ชื่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี และชื่อคู่ความทั้งหมดถูกต้องครบถ้วนตรงตามสำนวนคดีนี้ จึงเชื่อว่าศาลชั้นต้นได้ตรวจสอบคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของโจทก์ และได้ออกหมายบังคับคดีโดยถูกต้องแล้ว ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามอ้างว่าคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของโจทก์ไม่ถูกต้องและไม่ใช่คำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีในสำนวนคดีนี้นั้น สำเนาคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นในสำนวนคดีนี้ ทั้งหากจะฟังว่าโจทก์ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีผิดพลาดไป ก็พอเข้าใจเจตนาของโจทก์ได้ว่า โจทก์ประสงค์ที่จะบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในสำนวนคดีนี้ มิใช่ประสงค์ที่จะบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนคดีอื่น การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ในกรณีเช่นนี้จึงต้องถือว่าศาลชั้นต้นใช้อำนาจออกหมายบังคับคดีตามข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแล้ว โดย ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่งตอนท้ายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควรได้ โดยไม่จำต้องสั่งยกคำขอหรือให้โจทก์แก้ไขคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเสียก่อน ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีชอบแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 281,865.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ของต้นเงิน 254,400 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนภายในวันที่ 5 ของทุกเดือนติดต่อกันไป เดือนละไม่น้อยกว่า 2,700 บาท เริ่มชำระงวดแรกเดือนธันวาคม 2550 โดยจะนำเงินไปชำระที่ธนาคาร ก. บัญชีตามหมายเลขประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 9 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ผิดนัดในแต่ละงวด จำเลยทั้งสี่ยอมชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืน 200 บาท ค่าทนายความ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 1,700 บาท โดยจะนำเงินไปชำระที่ธนาคาร ก. พร้อมกับการชำระหนี้งวดแรก หากจำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 119 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีและคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ยึดที่ดินดังกล่าว เนื่องจากกระบวนการขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและการออกหมายบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของโจทก์ตามคำขอฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2560 เป็นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีอื่น มิใช่คดีนี้ การที่ศาลสั่งให้หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนี้เสีย

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและมีคำสั่งว่าหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา วันที่ 20 มีนาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ จากนั้นโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 119 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาสำนวนคดีถูกปลดเผา คงเหลือแต่สัญญาประนีประนอมยอมความ คำพิพากษาตามยอมและหมายบังคับคดี

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามมีว่า มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมแก่จำเลยทั้งสี่ได้ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีทั้งเป็นศาลที่มีอำนาจในการออกหมายบังคับคดีรวมตลอดถึงมีอำนาจในการทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี ต่อมาศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับคำพิพากษาซึ่งจะขอให้มีการบังคับคดี จำนวนที่ยังไม่ได้รับชำระตามคำพิพากษาและวิธีการบังคับคดีซึ่งขอให้ออกหมายนั้น รวมตลอดถึงหมายเลขคดี ชื่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี และชื่อคู่ความทั้งหมดถูกต้องครบถ้วนตรงตามสำนวนคดีนี้ จึงเชื่อว่าศาลชั้นต้นได้ตรวจสอบคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของโจทก์ และได้ออกหมายบังคับคดีโดยถูกต้องแล้ว ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามอ้างว่า คำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของโจทก์ไม่ถูกต้อง และไม่ใช่คำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีในสำนวนคดีนี้ เห็นว่า สำเนาคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นในสำนวนคดีนี้ จึงมีน้ำหนักน้อย ทั้งหากจะฟังว่าโจทก์ยื่นคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีผิดพลาดไป ก็พอเข้าใจเจตนาของโจทก์ได้ว่า โจทก์ประสงค์ที่จะบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในสำนวนคดีนี้ มิใช่ประสงค์ที่จะบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนคดีอื่น การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ในกรณีเช่นนี้จึงต้องถือว่าศาลชั้นต้นใช้อำนาจออกหมายบังคับคดีตามข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแล้ว โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งตอนท้ายบัญญัติให้ ศาลมีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควรได้ โดยไม่จำต้องสั่งยกคำขอหรือให้โจทก์แก้ไขคำขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเสียก่อน ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีชอบแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 275 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
ผู้คัดค้าน — นาย ฉ. กับพวก
จำเลย — นาย ฉ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวฐิตินันท์ มงคลพิทักษ์สุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุภกิจ กิตสัมบันท์
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2164/2566
#691705
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ได้บัญญัติถึงเรื่องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ตั้งแต่มาตรา 112 สัตต ถึงมาตรา 112 อัฏฐารส ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในการวินิจฉัยคำอุทธรณ์ของผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกที่ไม่พอใจการประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ คดีนี้เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่าสินค้าพิพาทของโจทก์ เข้าประเภทพิกัดชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถทรัคแทรกเตอร์ที่สามารถประกอบเป็นรถทรัคแทรกเตอร์ครบสมบูรณ์ตามประเภทพิกัด 8701.20 ส่วนโจทก์เห็นว่า สินค้าพิพาทเข้าประเภทพิกัดส่วนประกอบ และอุปกรณ์ของยานยนต์ตามประเภทพิกัด 87.01 ถึง 87.06 ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ววินิจฉัยให้สินค้าพิพาทที่โจทก์สำแดงในแต่ละใบขนสินค้าขาเข้าตามแบบแจ้งการประเมินอากรและคำอุทธรณ์ที่เมื่อนำมาประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของแค้ป (Cab) ให้จัดเป็นของในประเภทพิกัดของแค้ป ตามประเภทพิกัด 8707.90 ตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และให้สินค้ารายอุทธรณ์ในแต่ละใบขนสินค้าขาเข้ารายการใดที่สำแดงปริมาณเกินกว่าจำนวนที่ต้องใช้ในการประกอบเป็นแค้ปต่อ 1 ชุด ให้ชำระอากรตามประเภทของสินค้านั้น ๆ และอัตราอากรตามที่เป็นอยู่ ณ วันนำเข้า การวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นเดียวกันที่ว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจัดเข้าประเภทพิกัดอัตราศุลกากรใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ใด้พิจารณาประกอบข้อ 2 (ก) ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 จึงถือได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ตามประเด็นเดียวกันกับที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ทำการประเมินไว้ จากการพิจารณาข้อเท็จจริง ชนิดของของหรือสินค้าพิพาท และข้อเท็จจริงการนำเข้าของโจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าสินค้าพิพาทเข้าประเภทพิกัดอัตราศุลกากรใด ก็มีคำวินิจฉัยให้เข้าประเภทพิกัดอัตราศุลกากรนั้น ซึ่งอาจเป็นประเภทพิกัดอัตราศุลกากรอื่นนอกเหนือจากประเภทพิกัดอัตราศุลกากรที่เจ้าพนักงานประเมินมีความเห็นหรือประเภทพิกัดอัตราศุลกากรที่ผู้นำเข้าอุทธรณ์ก็ได้ การที่โจทก์ต้องเสียอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ในจำนวนซึ่งมากกว่าจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียนั้น ก็เป็นประเด็นสืบเนื่องมาจากประเภทพิกัดอัตราศุลกากรที่ได้มีการโต้แย้งกันมาตั้งแต่ชั้นเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตลอดมาจนถึงชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มิใช่การเรียกเก็บอากรเพิ่มเติมในประเด็นข้ออื่น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงมีอำนาจแก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิก เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินได้ และตามมาตรา 112 โสฬส วรรคสอง หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า เจ้าพนักงานประเมินประเมินจำนวนค่าอากรน้อยไปกว่าจำนวนที่ผู้อุทธรณ์จะต้องเสียตามกฎหมาย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจแก้ไข หรือมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์ เสียอากรเพิ่มขึ้นให้ถูกต้องตามกฎหมายได้

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 12 วรรคหนึ่ง การพิจารณาว่าสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรต้องเสียอากรขาเข้าหรือภาษีอื่นหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าของหรือสินค้าอยู่ในสภาพ ราคา และพิกัดอัตราศุลกากรใดในขณะนำเข้าสำเร็จเสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาต่อไปว่าพิกัดอัตราศุลกากรของของที่นำเข้าดังกล่าวได้รับสิทธิพิเศษยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรศุลกากรหรือต้องเสียอากรในอัตราเท่าใด โดยการจะจัดสินค้าที่นำเข้าว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดนั้น ตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคสาม ต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ที่ใช้บังคับในขณะนำของเข้า ซึ่งการพิจารณาว่าของหรือสินค้าที่นำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ หรือเป็นชิ้นส่วนที่ถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกันมีจำนวนและลักษณะเพียงพอที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว อันส่งผลให้ประเภทพิกัดอัตราศุลกากรของของที่นำเข้าเปลี่ยนจาก "ชิ้นส่วนของของหรือสินค้า" กลายเป็น "ของหรือสินค้าที่ครบสมบูรณ์" แล้วนั้น ตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ได้อธิบายหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรข้อ 2 (ก) ไว้ ซึ่งจากหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรข้อ 2 (ก) มิได้หมายถึงเฉพาะการนำเข้าแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จรูปหรือนำเข้าชิ้นส่วนแค้ปทั้งหมดทุกรายการเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงการนำเข้าชิ้นส่วนแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่มีจำนวนเพียงพอที่เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จสามารถนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องนำไปทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จแล้ว ย่อมถือได้ว่าเป็นการนำเข้าแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่เป็นชิ้นส่วนอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ชิ้นส่วนหัวเก๋ง (Cab Shell) และอุปกรณ์ของหัวเก๋ง (Parts and Accessories of Cab) ที่โจทก์นำเข้ามาถือเป็นลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของแค้ป และนำไปประกอบเป็นแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ซึ่งอยู่ในประเภทพิกัด 8727.90 ได้ทันทีโดยไม่ต้องนำไปทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จจึงต้องจำแนกเข้าพิกัดของของที่สมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ประกอบเข้าด้วยกันตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 ตามภาค 1 บัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มิใช่ประเภทพิกัดอัตราของชิ้นส่วนว่าด้วยของนั้น ๆ (Parts by Parts) โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.ก.กำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ดังที่โจทก์อ้าง

เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการประเมินอากรแก่โจทก์ หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินประเด็นใด โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ฉ ที่ใช้บังคับในขณะนั้น เมื่อตามคำอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินและแบบแจ้งการประเมิน โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกเลิกหรือแก้ไขการประเมินเท่านั้น โดยไม่ได้ร้องขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มไว้ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธินำประเด็นนี้มาฟ้องต่อศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจดูการคำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าแล้ว ขณะเกิดความรับผิดอากรขาเข้าของโจทก์ในคดีนี้ยังอยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งมาตรา 112 จัตวา ไม่ได้กำหนดว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม จึงต้องบังคับตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 กำหนดให้เงินเพิ่มอากรขาเข้าต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ฉะนั้น จำเลยจึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 เท่านั้น หากเงินเพิ่มอากรขาเข้าถึงวันดังกล่าวแล้ว ยังไม่เท่าอากรขาเข้า ก็ให้คำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไปจนกว่าจะเท่าจำนวนอากรขาเข้า ซึ่งเมื่อพิจารณาจากใบขนสินค้าพิพาททุกฉบับเงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 เกินจำนวนอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิคิดเงินเพิ่มอากรขาเข้านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 อีก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ กอ 159/2560/ป14/2560 (3.11) ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย และให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะในส่วนของการนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0084581077 ใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0094581292 ใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0114580374 ใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0114580737 ใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0114581165 ใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0124680342 ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-0124581065 ใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0014680823 ใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0014680838 ใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0024680791 ใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0024680790 ใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0034680333 และใบขนสินค้าเลขที่ 2801-0034680898 ทั้ง 13 ฉบับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 โจทก์ได้นำชิ้นส่วนหัวเก๋ง (Cab Shell) และส่วนประกอบพร้อมอุปกรณ์ประกอบของหัวเก๋ง (Parts and Accessories of Cab) เพื่อผลิตหรือประกอบเป็นหัวเก๋ง (Cab) สำหรับเป็นส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์คือ รถทรัคแทรกเตอร์ เข้ามาในราชอาณาจักร จำนวน 36 ใบขน โดยได้ชำระภาษีตามที่โจทก์สำแดงตามประเภทพิกัดอัตราว่าด้วยของนั้น ๆ (Parts by Parts) อาทิเช่น ส่วนประกอบรถยนต์ ประเภทพิกัด 8708.990 สลักเกลียวทำด้วยเหล็ก ประเภทพิกัด 7318.150 อุปกรณ์ทำด้วยยาง ประเภทพิกัด 4016.999 อุปกรณ์ทำด้วยเหล็ก ประเภทพิกัด 7326.900 สติกเกอร์ทำด้วยพลาสติก ประเภทพิกัด 3918.900 เป็นต้น ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2556 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เลขที่ กค 0514(2)/214/3-3-04757 ถึงเลขที่ 0514(2)/214/3-3-04792 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2556 แก่โจทก์รวม 36 ฉบับ โดยให้เหตุผลว่า บริษัท ส. และโจทก์ได้ร่วมกันนำสินค้าที่นำเข้าทั้งหมดมาเพื่อประกอบเป็นรถทรัคแทรกเตอร์ทั้งคัน จึงต้องชำระอากรประเภทพิกัด 8701.20 อัตราร้อยละ 30 ในฐานะเป็นของครบชุดสมบูรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมิน วันที่ 17 พฤษภาคม 2556 โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินทั้ง 36 ฉบับ ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 พร้อมด้วยคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ให้โจทก์ทราบทางไปรษณีย์ โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า ให้ยกคำขออุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ เพิกถอนการประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ และให้สินค้ารายอุทธรณ์ชำระอากรตามประเภทพิกัดและอัตราอากร ดังนี้ ข้อ 1) ให้สินค้ารายอุทธรณ์ในแต่ละใบขนสินค้าขาเข้า ที่เมื่อนำเข้ามาประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของแค้ป ตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 2 (ก) ให้สินค้าดังกล่าวจัดเป็นของในประเภทพิกัดของแค้ป ตามประเภทพิกัด 8707.90 อัตราอากรร้อยละ 80 (นำเข้าก่อนวันที่ 17 ธันวาคม 2546) ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และร้อยละ 40 (นำเข้าหลังวันที่ 17 ธันวาคม 2546) ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 12) ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2546 และหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 และข้อ 2) ให้สินค้ารายอุทธรณ์ในแต่ละใบขนสินค้าขาเข้า รายการใดที่สำแดงปริมาณเกินกว่าจำนวนที่ต้องใช้ในการประกอบเป็นแค้ป ต่อ 1 ชุด ให้ชำระอากรตามประเภทของสินค้านั้น ๆ และอัตราอากรตามที่เป็นอยู่ ณ วันนำเข้า ส่วนใบขนสินค้าพิพาทจำนวน 13 ฉบับ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีแบบแจ้งการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าเพิ่มเติมไปยังโจทก์พ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยอาจใช้สิทธิบังคับจากโจทก์ได้ จำเลยจึงไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บอากรตามใบขนสินค้าทั้ง 13 ฉบับ คู่ความไม่ฎีกาในประเด็นดังกล่าว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นแรกว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่วินิจฉัยให้โจทก์เสียค่าอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้โจทก์มีภาระที่ต้องเสียอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มในอัตราที่สูงมาก โดยสูงเกินกว่าพิกัดอัตราศุลกากรที่โจทก์และจำเลยได้มีข้อโต้แย้งต่อกัน และวินิจฉัยในประเด็นที่ไม่เคยมีการหยิบยกขึ้นมากล่าวในชั้นตรวจสอบกล่าวหา แจ้งการประเมิน โต้แย้งคัดค้าน อุทธรณ์ หรือแจ้งข้อกล่าวหาทางอาญาทั้งสิ้น อีกทั้งในเรื่องที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยนี้ก็ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาให้โจทก์ได้ชี้แจงก่อน การกระทำดังกล่าวของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นการกระทำเสมือนเป็นเจ้าพนักงานประเมินเสียเองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ได้บัญญัติถึงเรื่องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ตั้งแต่มาตรา 112 สัตต ถึงมาตรา 112 อัฏฐารส ซึ่งความในมาตรา 112 สัตต วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ประกอบด้วยอธิบดีเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอธิบดีแต่งตั้งอีกจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเจ็ดคน เป็นกรรมการ" มาตรา 112 ทวาทศ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้อุทธรณ์หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งบัญชี เอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูล ไม่ว่าในสื่อรูปแบบใด ๆ หรือสิ่งของอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อุทธรณ์มาแสดงได้..." มาตรา 112 ปัณรส บัญญัติว่า "คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด และในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยในภายหลัง คำวินิจฉัยที่เปลี่ยนแปลงนั้นมิให้มีผลใช้บังคับย้อนหลัง เว้นแต่ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการตามคำพิพากษาในส่วนที่เป็นโทษย้อนหลังได้เฉพาะบุคคลซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น" มาตรา 112 โสฬส วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องชำระอากรเพิ่มหรือเงินประกันไม่คุ้มค่าอากร การอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ฉ ไม่เป็นเหตุทุเลาการชำระเงินอากรตามจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินไว้..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียอากรเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง" มาตรา 112 อัฏฐารส บัญญัติว่า "ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์..." ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จากบทบัญญัติดังกล่าวได้ให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในการวินิจฉัยคำอุทธรณ์ของผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกที่ไม่พอใจการประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ คดีนี้เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่าสินค้าพิพาทของโจทก์เข้าประเภทพิกัดชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถทรัคแทรกเตอร์ที่สามารถประกอบพิกัดเป็นรถทรัคแทรกเตอร์ครบสมบูรณ์ตามประเภทพิกัด 8701.20 ส่วนโจทก์เห็นว่า สินค้าพิพาทเข้าประเภทพิกัดส่วนประกอบ และอุปกรณ์ของยานยนต์ตามประเภทพิกัด 87.01 ถึง 87.06 ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ววินิจฉัยให้สินค้าพิพาทที่โจทก์สำแดงในแต่ละใบขนสินค้าขาเข้าตามแบบแจ้งการประเมินอากรและคำอุทธรณ์ที่เมื่อนำมาประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของแค้ป (Cab) ให้จัดเป็นของในประเภทพิกัดของแค้ป ตามประเภทพิกัด 8707.90 ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และให้สินค้ารายอุทธรณ์ในแต่ละใบขนสินค้าขาเข้า รายการใดที่สำแดงปริมาณเกินกว่าจำนวนที่ต้องใช้ในการประกอบเป็นแค้ปต่อ 1 ชุด ให้ชำระอากรตามประเภทของสินค้านั้น ๆ และอัตราอากรตามที่เป็นอยู่ ณ วันนำเข้า การวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นเดียวกันที่ว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจัดเข้าประเภทพิกัดอัตราศุลกากรใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาประกอบข้อ 2 (ก) ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งมีหลักอยู่ว่า ประเภทที่ระบุถึงของใด ให้หมายรวมถึงของนั้นที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ หากว่าในขณะนำเข้ามีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วและให้หมายรวมถึงของที่สมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน จึงถือได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ตามประเด็นเดียวกันกับที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ทำการประเมินไว้ ซึ่งจากการพิจารณาข้อเท็จจริง ชนิดของของหรือสินค้าพิพาท และข้อเท็จจริงการนำเข้าของโจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าสินค้าพิพาทเข้าประเภทพิกัดอัตราศุลกากรใด ก็มีคำวินิจฉัยให้เข้าประเภทพิกัดอัตราศุลกากรนั้น ซึ่งอาจเป็นประเภทพิกัดอัตราศุลกากรอื่นนอกเหนือจากประเภทพิกัดอัตราศุลกากรที่เจ้าพนักงานประเมินมีความเห็นหรือประเภทพิกัดอัตราศุลกากรที่ผู้นำเข้าอุทธรณ์ก็ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้โจทก์มีภาระที่ต้องเสียอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าการประเมินจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า อัตราอากรของของหรือสินค้าจะเป็นไปตามประเภทพิกัดหรือประเภทพิกัดย่อยของสินค้าพิพาท เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสินค้าพิพาทของโจทก์จัดเป็นของในประเภทพิกัด 8707.90 โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ดังนั้น สินค้าพิพาทของโจทก์จึงต้องเสียอัตราอากรแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ เสียอัตราอากรร้อยละ 80 สำหรับของที่นำเข้าก่อนวันที่ 17 ธันวาคม 2546 ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และเสียอัตราอากรร้อยละ 40 สำหรับของที่นำเข้าหลังวันที่ 17 ธันวาคม 2546 เนื่องจากสินค้าประเภทพิกัดดังกล่าวได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 12) ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2546 เพื่อนำมาคำนวณเป็นค่าอากรขาเข้าที่โจทก์ต้องเสียสำหรับสินค้าพิพาท ดังนั้น การที่โจทก์ต้องเสียอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ในจำนวนซึ่งมากกว่าจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียนั้น ก็เป็นประเด็นสืบเนื่องมาจากประเภทพิกัดอัตราศุลกากรที่ได้มีการโต้แย้งกันมาตั้งแต่ชั้นเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตลอดมาจนถึงชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มิใช่การเรียกเก็บอากรเพิ่มเติมในประเด็นข้ออื่น ส่วนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของของที่นำเข้านั้น เมื่อมีคำวินิจฉัยในเรื่องประเภทพิกัดอัตราศุลกากรอันมีผลกระทบต่ออากรขาเข้าที่โจทก์ต้องเสียซึ่งใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงย่อมมีผลต่อจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงมีอำนาจแก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิก เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินได้ และจากบทบัญญัติตามมาตรา 112 โสฬส วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียอากรเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง" แสดงให้เห็นว่า หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินจำนวนค่าอากรน้อยไปกว่าจำนวนที่ผู้อุทธรณ์จะต้องเสียตามกฎหมาย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจแก้ไข หรือมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์เสียอากรเพิ่มขึ้นให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าหากโจทก์ทราบถึงข้อเท็จจริงว่าจะมีประเด็นตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ย่อมต้องทำการโต้แย้ง ชี้แจง ขอทำหนังสือเพิ่มเติมคำอุทธรณ์ หรืออธิบายความในประเด็นนี้อย่างแน่นอน นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานและเอกสารที่โจทก์นำส่งในชั้นเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และในชั้นศาล ก็ล้วนเป็นพยานหลักฐานและเอกสารตามข้อต่อสู้ของโจทก์ที่โต้แย้งในประเด็นที่ว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าเข้าประเภทพิกัดส่วนประกอบ และอุปกรณ์ของยานยนต์ตามประเภทพิกัด 87.01 ถึง 87.06 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้กระทำการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายทั้งไม่ได้วินิจฉัยนอกเหนือจากประเด็นแห่งคดีที่มีอยู่ จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว ฎีกาประเด็นนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นต่อมาว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เรื่องพิกัดอัตราศุลกากรถูกต้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การนำเข้าสินค้าของโจทก์ตามใบขนสินค้าพิพาท ไม่ใช่เป็นการนำเข้าสินค้าที่ถือเป็นสินค้าที่มีสาระสำคัญของหัวเก๋ง (Cab) ที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว ประเภท Scania Cab Shell Type CP19 ซึ่งอยู่ในประเภทพิกัด 8707.90 แต่เป็นการนำเข้าสินค้าหลากหลายรายการ ซึ่งแต่ละรายการมีประเภทพิกัดอัตราศุลกากรแตกต่างกัน สินค้าพิพาทของโจทก์ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 12) ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2546 เนื่องจากสินค้าที่โจทก์นำเข้ามีชิ้นส่วน ซี.เค.ดี. ของแค้ปบางชิ้นที่ต้องมีการเจาะ จึงมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญแล้วแต่ยังต้องนำชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งมาทำเพิ่มเติมในแบบ (Further Working Operation) จึงไม่สามารถถือเป็นสาระสำคัญของหัวเก๋ง (Cab) ได้ ประกาศกระทรวงการคลังซึ่งให้สิทธิยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 12 เป็นกฎหมายพิเศษ จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรข้อ 2 (ก) อันเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะนำของเข้า บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การคำนวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น..." และพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ของที่นำเข้ามาหรือพาเข้ามาในหรือส่งหรือพาออกไปนอกราชอาณาจักรนั้นให้เรียกเก็บและเสียอากรตามที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากรท้ายพระราชกำหนดนี้ หรือตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดนี้" มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศหรือเพื่อความผาสุกของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศลดอัตราอากรสำหรับของใด ๆ จากอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือยกเว้นอากรสำหรับของใด ๆ หรือเรียกเก็บอากรพิเศษเพิ่มขึ้นสำหรับของใด ๆ ไม่เกินร้อยละห้าสิบของอัตราอากรที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับของนั้น ทั้งนี้ โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้" ดังนั้น การพิจารณาว่าสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรต้องเสียอากรขาเข้าหรือภาษีอื่นหรือไม่ ต้องพิจารณาว่า ของหรือสินค้าอยู่ในสภาพ ราคา และพิกัดอัตราศุลกากรใดในขณะนำเข้าสำเร็จเสียก่อนแล้ว จึงจะพิจารณาต่อไปว่าพิกัดอัตราศุลกากรของของที่นำเข้าดังกล่าวได้รับสิทธิพิเศษยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรศุลกากรหรือต้องเสียอากรในอัตราเท่าใด โดยการจะจัดสินค้าที่นำเข้าว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดนั้น พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ซึ่งทำเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2493 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515" การตีความว่าของอยู่ในประเภทพิกัดอัตราศุลกากรใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes, Third edition (2002) ของ Harmonized Commodity Description and Coding System : EN/HS) ที่ใช้บังคับในขณะนำของเข้าในคดีนี้ ซึ่งหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 1 ระบุว่า "ชื่อของหมวด ตอน และตอนย่อย ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้สะดวกแก่การอ้างอิงเท่านั้น ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทให้จำแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ข้อ 2 (ก) วรรคหนึ่ง ระบุว่า "ประเภทที่ระบุถึงของใด ให้หมายรวมถึงของนั้นที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ หากว่าในขณะนำเข้ามีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วและให้หมายรวมถึงของที่สมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว (หรือที่จำแนกเข้าประเภทของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วตามนัยแห่งหลักเกณฑ์นี้) ที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน" ข้อ 6 ระบุว่า "ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้หมายเหตุของหมวดและของตอนที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ซึ่งการพิจารณาว่าของหรือสินค้าที่นำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ หรือเป็นชิ้นส่วนที่ถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกันมีจำนวนและลักษณะเพียงพอที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว อันส่งผลให้ประเภทพิกัดอัตราศุลกากรของของที่นำเข้าเปลี่ยนจาก "ชิ้นส่วนของของหรือสินค้า" กลายเป็น "ของหรือสินค้าที่ครบสมบูรณ์" แล้วนั้น ตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ได้อธิบายหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรข้อ 2 (ก) ดังนี้ หลักเกณฑ์ข้อ 2 (ก) (ของที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ) (1) ความตอนแรกของหลักเกณฑ์ข้อ 2 (ก) เป็นการขยายขอบเขตของประเภทพิกัดซึ่งรวมถึงของใด ให้คลุมถึงไม่เฉพาะของสำเร็จรูปแต่คลุมถึงของที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จด้วยหากว่าในขณะนำเข้าของนั้นมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว หลักเกณฑ์ข้อ 2 (ก) (ของที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน) (5) ความตอนหลังของหลักเกณฑ์ข้อ 2 (ก) บัญญัติว่า ของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกันให้จำแนกเข้าประเภทเดียวกับของที่ประกอบแล้ว ของที่นำเข้าในลักษณะดังกล่าว โดยปกติเนื่องมาจากเหตุเช่นเป็นความต้องการหรือเพื่อความสะดวกในการบรรจุ การขนถ่ายหรือการขนส่ง (6) หลักเกณฑ์ข้อนี้ใช้รวมถึงของที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จที่นำเข้ามา โดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน ถ้าหากของนั้นถือได้ว่าเป็นของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วตามความตอนแรกของหลักเกณฑ์ข้อนี้ (7) ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์ข้อนี้ "ของที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน" หมายความถึงองค์ประกอบซึ่งจะนำมาประกอบเข้าด้วยกันโดยใช้อุปกรณ์ที่ยึดติด (ตะปูควง แป้นเกลียว สลัก ฯลฯ) หรือใช้หมุดย้ำหรือเชื่อม เป็นต้น ทั้งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการประกอบกับของที่นำเข้าเท่านั้น ไม่ต้องคำนึงถึงความซับซ้อนในวิธีการประกอบ อย่างไรก็ตามชิ้นส่วนเหล่านี้จะต้องนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่นำไปทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จ องค์ประกอบที่ยังไม่ได้ประกอบซึ่งมีจำนวนเกินกว่าของครบสมบูรณ์พึงมี ต้องแยกส่วนที่เกินจำแนกประเภทต่างหาก เมื่อตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าได้ระบุสินค้าที่อยู่ในตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภทพิกัด 87.07 ตัวถัง (รวมถึงแค้ป) สำหรับยานยนต์ตามประเภท 87.01 ถึง 87.05 ประเภทพิกัดย่อย 8707.90 – อื่น ๆ – – สำหรับยานยนต์ตามประเภท 87.01 ดังนั้น จากหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรข้อ 2 (ก) จึงมิได้หมายถึงเฉพาะการนำเข้าแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จรูปหรือนำเข้าชิ้นส่วนแค้ปทั้งหมดทุกรายการเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงการนำเข้าชิ้นส่วนแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่มีจำนวนเพียงพอที่เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จสามารถนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องนำไปทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จแล้ว ย่อมถือได้ว่าเป็นการนำเข้าแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่เป็นชิ้นส่วนอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว ปัญหาว่าชิ้นส่วนสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจะจัดอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องพิจารณาว่า ชิ้นส่วนสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีลักษณะสภาพโดยรวมเป็นสาระสำคัญของแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วหรือไม่ โดยจำเลยมีนายสมชาย เจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบอากร และนายมงคล เจ้าหน้าที่สำนักพิกัดอัตราศุลกากรของจำเลยเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จากการตรวจสอบเอกสารพบว่าบริษัท ส. ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศสวีเดนได้ออกเอกสารรับรอง (certificate) ให้โจทก์เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบหัวเก๋ง Scania Cab CP 19 ในประเทศไทย และเมื่อตรวจสอบเอกสารใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทพบว่าในขณะนำเข้าโจทก์นำเข้า Cab Shell, Parts and Accessories of Cab โดยชิ้นส่วนหัวเก๋ง (Cab Shell) โจทก์สำแดงรายการสินค้าเป็น Scania Cab Shell Type CP19 พิกัด 8707.90 ส่วนอุปกรณ์ประกอบ (Parts and Accessories of Cab) โจทก์สำแดงรายการสินค้าเป็นส่วนประกอบของยานยนต์ ซึ่งโจทก์นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ประกอบเข้าด้วยกันและชิ้นส่วนเหล่านั้นสามารถนำเข้าสู่กระบวนการประกอบหัวเก๋ง (Cab) ได้ทันทีด้วยการนำไปประกอบยึดติดชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำเบิกความของนายสมชายและนายมงคลว่า ชิ้นส่วนสินค้าที่โจทก์นำเข้าเหล่านั้นสามารถนำเข้าสู่กระบวนการประกอบหัวเก๋ง (Cab) ได้ทันทีด้วยการนำไปประกอบยึดติดชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ จึงถือได้ว่าชิ้นส่วนสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้ามีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของแค้ป และเป็นของที่ใช้สำหรับประกอบเป็นรถทรัคแทรกเตอร์จึงเป็นของตามความในประเภทพิกัด 8707.90 ในฐานะเป็นแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ชิ้นส่วนรถยนต์ที่โจทก์นำเข้ามาต้องนำไปทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จหรือไม่ โจทก์มีนายสาธิต กรรมการบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า อุปกรณ์ที่โจทก์นำเข้าไม่ถือเป็นอุปกรณ์ครบชุดสำเร็จเนื่องจากโจทก์ได้นำอุปกรณ์บางส่วนมาประกอบเพิ่มเติมและมีขั้นตอนการเจาะเป็นการกระทำเพิ่มเติมต่อชิ้นงาน คือ มีการเจาะหัวเก๋ง เพื่อทำการติดตั้ง Air Deflector ส่วนเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 18 ถึง 423 เป็นรายละเอียดขั้นตอนของการประกอบหัวเก๋ง ส่วนจำเลยมีนายสมชายและนายมงคล เจ้าพนักงานจำเลยเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ชิ้นส่วนที่โจทก์นำเข้าสามารถพิจารณาจำแนกเป็นประเภทพิกัดของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว แต่โจทก์ได้นำเข้ามาโดยถูกถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน สามารถนำเข้าไปสู่กระบวนการประกอบหัวเก๋งได้ทันที โดยไม่ต้องนำไปผ่านกระบวนการเพิ่มเติมใด ๆ (Any Further Working Operation) เพื่อให้ชิ้นส่วนนั้นสมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จก่อนนำไปประกอบ เห็นว่า ตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) หลักเกณฑ์ข้อ 2 (ก) (7) กำหนดหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วหรือที่ถือได้ว่าเป็นของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน โดยระบุว่า ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์ข้อนี้ "ของที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน" หมายความถึงองค์ประกอบซึ่งจะนำมาประกอบเข้าด้วยกันโดยใช้อุปกรณ์ที่ยึดติด (ตะปูควง แป้นเกลียว สลัก ฯลฯ) หรือใช้หมุดย้ำหรือเชื่อม เป็นต้น ทั้งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการประกอบกับของที่นำเข้าเท่านั้น ไม่ต้องคำนึงถึงความซับซ้อนในวิธีการประกอบ อย่างไรก็ตามชิ้นส่วนเหล่านี้จะต้องนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่นำไปทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จ แสดงว่ากระบวนการจัดทำเพิ่มเติมกับชิ้นส่วนที่นำเข้านั้นต้องไม่ใช่กระบวนการประกอบและต้องเป็นการทำต่อชิ้นส่วนนั้นเพื่อให้เป็นชิ้นส่วนที่สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จก่อนนำไปประกอบ ซึ่งเมื่อพิจารณาขั้นตอนการประกอบ รูปภาพส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าประกอบหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของโจทก์ รวมถึงรายการชิ้นส่วน (Parts List) และหนังสือภาพชิ้นส่วน (Part Catalogue) ของหัวเก๋งรุ่น Model Cab CP19 ชิ้นส่วนหัวเก๋ง (Cab Shell) และอุปกรณ์ประกอบของหัวเก๋ง (Parts and Accessories of Cab) ที่โจทก์นำเข้ามานั้นเป็นชิ้นส่วนที่สำเร็จหรือสมบูรณ์ตั้งแต่นำเข้า สามารถนำมาประกอบกันเป็นแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 สำเร็จรูปได้ทันที โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะของชิ้นส่วนที่นำเข้าและไม่ปรากฏว่าต้องมีการทำอะไรต่อชิ้นส่วนประกอบแต่ละชิ้นเพิ่มเติม เพื่อให้เป็นชิ้นส่วนสมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จก่อนนำไปประกอบกับชิ้นส่วนอื่น ส่วนที่โจทก์อ้างว่า ต้องมีการเจาะที่ด้านหลังและด้านข้างของหัวเก๋งเพื่อมาติดตั้งบังลมข้าง (Air Deflector) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของสินค้า และมีการติดตั้งไฟสัญญาณ รวมถึงแผ่นป้ายทะเบียนการผลิตของโจทก์เข้าไปอีกด้วย นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้นำสืบและไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนให้เห็นว่า การเจาะดังกล่าวเป็นกระบวนการจัดทำเพิ่มเติม (Further Working Operation) ที่จำเป็นเพื่อให้ชิ้นส่วนนั้นครบสมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จก่อนนำไปประกอบเป็นหัวเก๋ง แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนายสาธิตพยานโจทก์ที่ตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ส่วนประกอบที่เป็นตัวลู่บังลม (Air Deflector) ซึ่งอยู่ด้านบนของหัวเก๋ง ประกอบขึ้นเอาไว้ใช้ลู่ลมไม่ให้มีการปะทะของลมเวลาขับเคลื่อน ซึ่งการติดตั้งตัวลู่บังลมดังกล่าวนั้นจะมีประโยชน์เมื่อบรรทุกของที่สูงกว่าหลังคารถก็จะทำให้ไม่มีแรงลมปะทะหัวเก๋ง แต่หากสิ่งของที่บรรทุกด้านหลังนั้นต่ำกว่าหลังคารถก็จะไม่มีประโยชน์ในการลู่ลมแต่อย่างใด ทั้งช่วยลดแรงปะทะในการลู่ลมซึ่งก็จะช่วยประหยัดน้ำมันด้วย อุปกรณ์ส่วนนี้กฎหมายจะกำหนดให้เป็นส่วนควบของรถยนต์บรรทุกด้วยหรือไม่ พยานไม่ทราบ แต่ความเข้าใจของพยานนั้นรถประเภทนี้ใช้สำหรับบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีความสูงกว่าหลังคารถทุกคัน จึงต้องมีอุปกรณ์ลู่บังลมดังกล่าวติดไว้ที่บริเวณด้านบนหัวเก๋งทุกคัน แต่หากไม่มีอุปกรณ์ตัวลู่บังลมดังกล่าว รถบรรทุกก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ เห็นว่า ตัวลู่บังลม (Air Deflector) เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตัวรถ ส่วนไฟสัญญาณและแผ่นป้ายทะเบียนการผลิต ถือเป็นอุปกรณ์เสริมในการขับขี่และอุปกรณ์แสดงถึงผู้ผลิตที่ไม่ได้มีส่วนสาระสำคัญต่อการทำงานของหัวเก๋ง (Cab) การเจาะติดตัวลู่บังลม (Air Deflector) ไฟสัญญาณและแผ่นป้ายทะเบียนการผลิต จึงไม่ถือเป็นจัดทำเพิ่มเติม (Further Working Operation) เพื่อให้เป็นชิ้นส่วนที่สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จในความหมายของหลักเกณฑ์ข้อ 2 (ก) ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า สำนักตรวจสอบอากรของจำเลยได้เข้าไปตรวจสอบภายในโรงงานโจทก์พบว่ามีพนักงานเพียง 5 ถึง 6 คน ทำหน้าที่ขันนอต ยึดประตู กระจกหน้า กระจังหน้า ป้ายเครื่องหมายให้ติดกันกับหัวเก๋ง (Cab) ด้วยเครื่องมือง่าย ๆ เท่านั้น ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านในส่วนนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่า ชิ้นส่วนหัวเก๋ง (Cab Shell) และอุปกรณ์ของหัวเก๋ง (Parts and Accessories of Cab) ที่โจทก์นำเข้ามาถือเป็นลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของแค้ป และนำไปประกอบเป็นแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ซึ่งอยู่ในประเภทพิกัด 8707.90 ได้ทันทีโดยไม่ต้องนำไปทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จจึงต้องจำแนกเข้าพิกัดของของที่สมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ประกอบเข้าด้วยกันตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรข้อ 1 ข้อ 2 (ก) และข้อ 6 ในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มิใช่ประเภทพิกัดอัตราของชิ้นส่วนว่าด้วยของนั้น ๆ (Parts by Parts) ดังที่โจทก์อ้าง ฎีกาประเด็นนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นต่อมาว่า โจทก์ได้รับยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าได้รับการลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามข้อ 2 (8) ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2544 และตามข้อ 2 (8) (8.1) ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 12) ลงวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2546 โดยตามประกาศกระทรวงการคลังระบุให้ลดอัตราอากรแก่ส่วนประกอบและอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นของพิกัดประเภทใดที่จะนำเข้ามาเพื่อประกอบหรือผลิตเป็นยานบกตามตอนที่ 87 เมื่อโจทก์ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแล้ว โจทก์จึงได้รับสิทธิลดอัตราอากร นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวให้สิทธิลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของในภาค 2 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ตามพิกัดที่ระบุในประกาศดังกล่าวซึ่งในการนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทของโจทก์นั้น โจทก์นำเข้าโดยขอใช้สิทธิในฐานะเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ หรือของตามประเภทย่อยที่นำเข้ามาเพื่อใช้ผลิตหรือประกอบเป็นส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ของยานยนต์ตามประเภท 87.01 ถึงประเภท 87.06 อันเป็นการขอใช้สิทธิลดอัตราอากรในฐานะนำเข้าเป็นชิ้นส่วนรายชิ้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8707.90 ในฐานะเป็นแค้ปสำหรับยานยนต์ตามประเภท 87.01 โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังทั้งสองฉบับดังกล่าว ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจัดเป็นของในประเภทแค้ปตามประเภทพิกัด 8707.90 อัตราอากรร้อยละ 80 (นำเข้าก่อนวันที่ 17 ธันวาคม 2546) ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และอัตราอากรร้อยละ 40 (นำเข้าหลังวันที่ 17 ธันวาคม 2546) ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2546 สำหรับชิ้นส่วนที่สำแดงปริมาณเกินกว่าจำนวนที่ต้องใช้ในการประกอบแค้ป Cab ต่อ 1 ชุด ให้จัดเป็นของตามประเภทพิกัดที่ว่าด้วยของนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาประเด็นนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นสุดท้ายว่า มีเหตุควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการประเมินอากรแก่โจทก์ หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินประเด็นใด โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ฉ ที่ใช้บังคับในขณะนั้น เมื่อตามคำอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินและแบบแจ้งการประเมิน โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกเลิกหรือแก้ไขการประเมินเท่านั้น โดยไม่ได้ร้องขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มไว้ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธินำประเด็นนี้มาฟ้องต่อศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจดูการคำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2556 ขณะเกิดความรับผิดอากรขาเข้าของโจทก์ในคดีนี้ยังอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งมาตรา 112 จัตวา ไม่ได้กำหนดว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม จึงต้องบังคับตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 กำหนดให้เงินเพิ่มอากรขาเข้าต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ฉะนั้น จำเลยจึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 เท่านั้น หากเงินเพิ่มอากรขาเข้าถึงวันดังกล่าวแล้ว ยังไม่เท่าอากรขาเข้า ก็ให้คำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไปจนกว่าจะเท่าจำนวนอากรขาเข้า ซึ่งเมื่อพิจารณาจากใบขนสินค้าพิพาททุกฉบับเงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 เกินจำนวนอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิคิดเงินเพิ่มอากรขาเข้านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 อีก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์รับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้นที่คำนวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แต่ไม่ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8 ม. 26 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 10 ทวิ วรรคสอง ม. 112 จัตวา ม. 112 สัตต ม. 112 ทวาทศ ม. 112 ปัณรส ม. 112 โสฬส ม. 112 ฉ ม. 112 อัฏฐารส
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 12 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
- นายเดชา คำสิทธิ
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ปิยนุช จรูญรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2566
#691592
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดฐานจำหน่ายตาม ป.ยาเสพติด มีจำนวน 2,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 40.445 กรัม แม้ไม่ปรากฏพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ของจำเลยที่ 3 อย่างชัดเจน แต่ปริมาณของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวย่อมบ่งชี้ได้ว่าหากไม่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเป็นของกลางเสียก่อน จำเลยที่ 3 กับพวกต้องจำหน่าย จ่าย แจกเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปยังกลุ่มผู้เสพหลายคน โดยสภาพย่อมถือเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 มากกว่ากฎหมายเดิม เมื่อโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดตามคำพิพากษาก่อนลดโทษหนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยที่ 3 ใหม่ตามโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง

จำเลยที่ 3 ซึ่งกำลังรับโทษอยู่ร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ และศาลกำหนดโทษให้จำเลยที่ 3 ใหม่แล้ว เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ยังรับโทษอยู่ ศาลย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ด้วยได้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) และ ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนการกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน 10 วัน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 25 ปี 4 เดือน และปรับ 500,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 16 ปี 8 เดือน และปรับ 444,444.44 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน 2 เดือน 20 วัน รวมจำคุก 16 ปี 10 เดือน 20 วัน และปรับ 444,444.44 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน 5 เดือน 10 วัน รวมจำคุก 33 ปี 9 เดือน 10 วัน และปรับ 666,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 4745 XXXX และอุปกรณ์การเสพยาเสพติดให้โทษของกลาง ส่วนของกลางอื่นให้คืนแก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่ง และฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสาม ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษปรับที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 22 ปี 5 เดือน 10 วัน และปรับ 444,444.44 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 33 ปี 8 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท คดีถึงที่สุด

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า กรณีมีเหตุที่จะกำหนดโทษจำเลยที่ 3 ใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 40.445 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพิพากษายืนให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนจะลดโทษให้หนึ่งในสาม ระหว่างที่จำเลยที่ 3 กำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วนั้นได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 3 ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 90 และมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดฐานจำหน่ายตามมาตรา 145 มีจำนวน 2,000 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 40.445 กรัม แม้ไม่ปรากฏพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ของจำเลยที่ 3 อย่างชัดเจน แต่ปริมาณของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวย่อมบ่งชี้ได้ว่าหากไม่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเป็นของกลางเสียก่อน จำเลยที่ 3 กับพวกต้องจำหน่าย จ่าย แจกเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปยังกลุ่มผู้เสพหลายคน โดยสภาพย่อมถือเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 มากกว่ากฎหมายเดิม เมื่อโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดตามคำพิพากษาก่อนลดโทษคือโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท หนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยที่ 3 ใหม่ตามโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งกำลังรับโทษอยู่ร้องขอและศาลกำหนดโทษให้จำเลยที่ 3 ใหม่แล้ว เมื่อความปรากฏต่อศาลว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ยังรับโทษอยู่ ศาลย่อมกำหนดโทษใหม่ สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ด้วยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้กำหนดโทษจำเลยทั้งสามเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 คนละ 15 ปี และปรับคนละ 900,000 บาท ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 600,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน ปรับ 450,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 600,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์กำหนดเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 10 เดือน และปรับ 450,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 10 เดือน 20 วัน และปรับ 400,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 4 เดือน และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องต้องกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 213
ป.ยาเสพติด ม. 145 วรรคสอง (2)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางสาวคัทลียา โรจน์วัฒนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชัย วงษาพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2120/2566
#706806
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดต้องสูดดมก๊าซคาร์บอนไดซัลไฟด์และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่แพร่กระจายมาจากโรงงานของจำเลยที่ 1 และสูดดมเขม่าผงคาร์บอนแบล็คจากโรงงานของจำเลยที่ 2 มาเป็นเวลานาน และต้องคอยทำความสะอาดบ้านเรือนและอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดเนื่องจากมีเขม่าผงคาร์บอนแบล็คที่ฟุ้งกระจายจากโรงงานของจำเลยที่ 2 มาเกาะนั้น ย่อมทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดต้องทนทุกข์ทรมานจิตใจจากการสูดดมก๊าซพิษและจากการฟุ้งกระจายของเขม่าผงคาร์บอนแบล็ค ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดได้รับความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วย โดยเป็นความเสียหายอีกส่วนหนึ่งแยกต่างหากจากความเสียหายที่คำนวณเป็นเงินได้ เมื่อเป็นความเสียหายอย่างหนึ่ง และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าความเสียหายที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษจะต้องรับผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษมีเฉพาะความเสียหายที่เป็นตัวเงินเท่านั้น เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ ย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินด้วย โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ตัวเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดคนละ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 35,400,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองหยุดประกอบกิจการจนกว่าจะปรับปรุงแก้ไขไม่ให้มีการแพร่กระจายมลพิษเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและมีผลกระทบต่อการอยู่อาศัยของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ที่ 7 ที่ 16 ที่ 34 ที่ 39 ที่ 45 ที่ 84 ที่ 107 และที่ 117 ถึงแก่ความตาย นายสรรเสริญ บุตรของโจทก์ที่ 7 นางนภิศา บุตรของโจทก์ที่ 16 นางสมร บุตรของโจทก์ที่ 34 นางนลินี บุตรของโจทก์ที่ 39 นายชยากร บุตรของโจทก์ที่ 45 นายอัศวิน บุตรของโจทก์ที่ 84 นายมานพ บุตรของโจทก์ที่ 107 และนายพรชัย สามีของโจทก์ที่ 117 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด คนละ 150,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด คนละ 117,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้ 150,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน แต่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด คนละ 3,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด คนละ 3,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด คนละ 3,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด คนละ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 9 ที่ 19 ที่ 47 ที่ 70 ที่ 72 ที่ 75 และที่ 100 ถึงแก่ความตาย นายละเอียด บุตรของโจทก์ที่ 9 นางศิริพร ภริยาของโจทก์ที่ 19 นายภูมินทร์ บุตรของโจทก์ที่ 47 นายสถาพร บุตรของโจทก์ที่ 70 นางเฉลิม ภริยาของโจทก์ที่ 72 นางสาวบังอร บุตรของโจทก์ที่ 75 และนายภุชงค์ บุตรของโจทก์ที่ 100 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 (เดิม) ที่ใช้บังคับแก่คดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 9 ตำบลหัวไผ่ อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ในท้องที่ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการโรงงานผลิตเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์ซึ่งมีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดซัลไฟด์และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่า ส่วนจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการโรงงานผลิตผงคาร์บอนแบล็ค โรงงานของจำเลยทั้งสองตั้งอยู่ห่างกันประมาณ 500 เมตร อยู่ในย่านที่พักอาศัยมีบ้านเรือนของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดตั้งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตร เกิน 1 กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 1 กิโลเมตรครึ่ง และเกิน 1 กิโลเมตรครึ่งขึ้นไปตามลำดับ ในระหว่างการประกอบกิจการมีก๊าซคาร์บอนไดซัลไฟด์ กับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์แพร่กระจายออกมาจากโรงงานของจำเลยที่ 1 สามารถรับรู้ได้จากกลิ่นที่เกิดขึ้น และมีผงคาร์บอนแบล็คแพร่กระจายออกมาจากโรงงานของจำเลยที่ 2 สามารถเห็นได้จากคราบสีดำที่จับตัวเปรอะเปื้อนบนอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้และภายในบริเวณบ้านเรือนของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด ลักษณะตามภาพถ่าย ก๊าซและผงดังกล่าวสามารถลอยและรวมตัวอยู่กับอากาศที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดหายใจเข้าสู่ร่างกายได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมในเครือเดียวกัน เมื่อปี 2521 จำเลยที่ 1 ขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานทอผ้า ส่วนจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการผลิตผงคาร์บอนแบล็ค และในการประกอบกิจการดังกล่าวทำให้เกิดมลพิษก๊าซเสียจากโรงงานของจำเลยที่ 1 และมลพิษผงคาร์บอนแบล็คจากโรงงานของจำเลยที่ 2 แพร่กระจายในชุมชนที่อยู่อาศัยหมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 9 ซึ่งโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดอาศัยอยู่ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดและชาวบ้านในหมู่บ้านดังกล่าวได้รับความเสียหายแก่สุขภาพอนามัยจากการสูดดมก๊าซและผงคาร์บอนดังกล่าว โดยโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดขอคิดค่าเสียหายแก่สุขภาพอนามัยคนละ 200,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อคุณภาพชีวิตอีกคนละ 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดคนละ 300,000 บาท ดังนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจได้อยู่แล้วว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดจากการแพร่กระจายของมลพิษที่เกิดจากการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สุขภาพอนามัยของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด และการแพร่กระจายของมลพิษดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีการดำเนินกระบวนการผลิตภายในโรงงานตามวันและเวลาที่โรงงานของจำเลยที่ 1 เปิดทำการนั่นเอง ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายที่ต่อเนื่องกันตลอดมา ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่อุทธรณ์ว่าผงคาร์บอนแบล็คไม่ใช่ "มลพิษ" เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดฟ้องว่าโรงงานของจำเลยที่ 2 ทำให้เกิดการแพร่กระจายของมลพิษอันได้แก่ผงคาร์บอนแบล็ค ทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดได้รับความเสียหายแก่สุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิต จำเลยที่ 2 มิได้ให้การโต้เถียงโดยชัดแจ้งว่าผงคาร์บอนแบล็คดังกล่าวไม่ใช่มลพิษ กลับให้การยอมรับว่าโรงงานของจำเลยที่ 2 มีปัญหาในการก่อให้เกิดการแพร่กระจายของผงคาร์บอนแบล็คในชุมชนที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดอาศัยอยู่หลายครั้งจริง โดยกล่าวอ้างทำนองว่าเป็นเหตุสุดวิสัยและได้ตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบแล้ว เช่นนี้ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้คดีว่าผงคาร์บอนแบล็คไม่ใช่มลพิษไว้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่บังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาสรุปได้ว่า คดีนี้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการแพร่กระจายมลพิษของจำเลยทั้งสองมา 2 ส่วน คือ ค่าเสียหายแก่สุขภาพอนามัย และค่าเสียหายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดไม่ได้รับความเสียหายแก่สุขภาพอนามัย เพียงแต่อาจเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่สุขภาพอนามัย ซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขความรับผิดทางแพ่งที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นกลับนำนิยาม คำว่า "สุขภาพ" และการกำหนดสิทธิของประชาชนในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 5 และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 25 (1) (3) (4) มาปรับใช้แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน เป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งไว้ว่า "แหล่งกำเนิดมลพิษใดก่อให้เกิด หรือเป็นแหล่งกำเนิดของการรั่วไหล หรือแพร่กระจายของมลพิษอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพอนามัย หรือเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่น หรือของรัฐเสียหายด้วยประการใด ๆ เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าเสียหายเพื่อการนั้น ไม่ว่าการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อของเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษหรือไม่ก็ตาม..." ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 1 มีก๊าซคาร์บอนไดซัลไฟด์ กับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่าแพร่กระจายออกมาจากโรงงานสามารถรับรู้ได้จากกลิ่นที่เกิดขึ้น และในกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 2 มีผงคาร์บอนแบล็คแพร่กระจายออกมาจากโรงงานสามารถพบเห็นได้จากคราบสีดำที่จับตัวเปรอะเปื้อนบนอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้และภายในบริเวณบ้านเรือนของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด ลักษณะตามภาพถ่าย ซึ่งก๊าซและผงดังกล่าวสามารถลอยและรวมตัวอยู่กับอากาศที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดหายใจเข้าสู่ร่างกายได้ ดังนี้ ก๊าซเสียและผงคาร์บอนแบล็คดังกล่าว ย่อมเป็นมลพิษที่ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นพิษภัยอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดโดยตรง แม้ในทางพิจารณาโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดไม่สามารถนำสืบถึงค่าเสียหายแก่สุขภาพอนามัยได้ชัดเจนก็หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดไม่ได้รับความเสียหายแก่สุขภาพอนามัยไม่ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายได้ตามพฤติการณ์ความร้ายแรงของการกระทำดังกล่าวได้ มิใช่เป็นการพิพากษาให้รับผิดในเชิงนามธรรมดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาทำนองว่า โรงงานของจำเลยทั้งสองแพร่กระจายมลพิษไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดจึงไม่เป็นธรรมและส่งผลกระทบต่อการลงทุน นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโรงงานของจำเลยทั้งสองแพร่กระจายมลพิษมีลักษณะเป็นก๊าซที่มองไม่เห็น และเป็นผงขนาดเล็กสามารถผสมรวมไปกับบรรยากาศโดยรอบ ถูกพัดพาลอยรวมไปในอากาศได้ไกล ยากที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดซึ่งพักอาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าวจะหลีกเลี่ยงจากการสูดดมมลพิษได้ ดังนั้น ย่อมก่อให้เกิดพิษภัยเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด แม้จะไม่เกิดอันตรายร้ายแรงโดยเฉียบพลันแต่เมื่อมีการสะสมมลพิษดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดเป็นธรรมดา จึงถือว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดได้รับอันตรายแก่สุขภาพอนามัยจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 96 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 แล้ว ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดและชาวบ้านในชุมชนที่เกิดเหตุได้ตกลงเรื่องค่าเสียหายกับจำเลยที่ 2 อันเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน เป็นเหตุให้หนี้ระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอีกนั้น เห็นว่า ในข้อนี้ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยโดยแสดงเหตุผลประกอบไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นเรื่องที่ชาวบ้านและโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด ซึ่งได้รับผลกระทบจากมลพิษทำความตกลงกับจำเลยที่ 2 เพื่อยอมรับเงินเยียวยาในเบื้องต้นสำหรับการกระจายของผงคาร์บอนแบล็คแต่ละครั้งเท่านั้นซึ่งการประกอบกิจการของจำเลยที่ 2 มีลักษณะต่อเนื่องไม่มีกำหนดสิ้นสุด ย่อมไม่อาจถือว่าการตกลงรับเงินเยียวยาผลกระทบเพียงครั้งละ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาท ต่อคน เป็นการตกลงยอมรับผลกระทบรวมไปถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย จึงถือไม่ได้ว่าหนี้ระหว่างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดกับจำเลยที่ 2 ระงับไปแล้วด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน คำวินิจฉัยส่วนนี้ของศาลล่างทั้งสองชอบด้วยเหตุผลแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้าง ข้อเท็จจริงแตกต่างกับคดีนี้ ไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดซึ่งฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อคุณภาพชีวิตต่างหากจากค่าเสียหายแก่สุขภาพอนามัยนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดต้องสูดดมก๊าซคาร์บอนไดซัลไฟด์และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่แพร่กระจายมาจากโรงงานของจำเลยที่ 1 และสูดดมเขม่าผงคาร์บอนแบล็คจากโรงงานของจำเลยที่ 2 มาเป็นเวลานาน รวมทั้งต้องคอยทำความสะอาดบ้านเรือนและอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดเนื่องจากมีเขม่าผงดังกล่าวมาเกาะนั้น ย่อมทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดต้องทนทุกข์ทรมานจิตใจจากการสูดดมก๊าซพิษและจากการฟุ้งกระจายของเขม่าผงคาร์บอนแบล็ค ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดได้รับความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วย โดยเป็นความเสียหายอีกส่วนหนึ่งแยกต่างหากจากความเสียหายที่คำนวณเป็นเงินได้ เมื่อเป็นความเสียหายอย่างหนึ่ง และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าความเสียหายที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษจะต้องรับผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษมีเฉพาะความเสียหายที่เป็นตัวเงินเท่านั้น เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ ย่อมต้องรับผิดในความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินด้วย โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ตัวเงินได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สำหรับปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดยื่นฟ้องรวมมาเป็นคดีเดียวกัน การกำหนดค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงต้องคิดคำนวณจากทุนทรัพย์ตามฟ้องทั้งคดี มิใช่คิดตามรายตัวโจทก์แต่ละคน และแม้จำเลยทั้งสองมิได้เป็นลูกหนี้ร่วม ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 162 ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 150,000 บาท จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองแยกกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ ชั้นศาลละ 3,000 บาท แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดตามรายคน เป็นผลให้จำเลยแต่ละรายต้องรับผิดใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ เป็นเงินถึง 708,000 บาท กล่าวอีกนัยหนึ่งโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดได้รับค่าทนายความในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์รวมเป็นเงินถึง 1,416,000 บาท ย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากนี้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดชนะคดีไม่เต็มตามฟ้อง ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดชนะคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปด เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 150,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบแปดรวม 50,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก. กับพวก
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายสงคราม วัฒนะรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2118/2566
#693459
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหก แม้มีระเบียบคณะกรรมการธุรกรรม ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2559 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 34 (5/1) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 และข้อ 2 (6) แห่งประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของคณะกรรมการธุรกรรม ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการประชุมครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบคณะกรรมการธุรกรรมว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 กำหนดความหมาย "ผู้เสียหาย" ตามมาตรา 49 วรรคหก แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ไว้ แต่ระเบียบคณะกรรมการธุรกรรมดังกล่าวเป็นเพียงระเบียบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ออกเพื่อให้สำนักงานปฏิบัติ ไม่อาจนำมาพิจารณาถึงสิทธิของผู้เสียหาย ตามที่มาตรา 49 วรรคหก บัญญัติได้ ฉะนั้น เมื่อตามคำร้องขอของผู้ร้อง ศ. กับพวก มีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. และความผิดเกี่ยวกับการยักยอกตาม ป.อ. อันมีลักษณะเป็นปกติธุระตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (3) (18) ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานแห่งคดีนี้ การที่ตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ผู้คัดค้านที่ 5 ได้ชำระเงินฝากสะสมหุ้นและเงินฝากออมทรัพย์แก่ผู้คัดค้านที่ 5 และได้รับความเสียหายที่ต้องสูญเสียเงินจากการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. ของ ศ. กับพวกตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ย่อมเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานนี้ และมีสิทธิร้องคัดค้านขอให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้อ้างว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการยักยอกตาม ป.อ. อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ หรือผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานดังกล่าวตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา แต่เมื่อยังไม่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนเกิดขึ้นหรือไม่ หรือมีการกระทำความผิดมูลฐานใดเกิดขึ้นตามคำร้องขอของผู้ร้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นไม่รับคำคัดค้าน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานและไม่รับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องว่า ผู้ร้องอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 49 ประกอบมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 พิจารณาพยานหลักฐานที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้รวบรวมมา ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่า นายศุภชัย กับพวก เป็นบุคคลผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดเกี่ยวกับการยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ อันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (3) (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2556 และมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หรือเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน และทรัพย์สินจำนวน 2 รายการ ได้แก่ สิ่งปลูกสร้างอาคารบุญรักษา อาคาร ค.ส.ล. 6 ชั้น (อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก) และพื้นที่ที่จอดรถ ที่กลับรถ และทางเข้าออกของรถ กับสิ่งปลูกสร้างอาคาร ค.ส.ล. (อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก) จำนวน 1 อาคาร ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 101461, 101462 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งยังมิได้ดำเนินการกับทรัพย์สินนี้ตามกฎหมายอื่นมาก่อน และหากดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางแผ่นดินมากกว่า ทั้งมีเหตุผลที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินได้ตามนัยมาตรา 49 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และเนื่องจากเป็นกรณีที่มี สหกรณ์ ค. เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จึงขอให้ศาลทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายศุภชัยกับพวก จำนวน 2 รายการ ดังกล่าว รวมราคาประเมินทั้งสิ้นประมาณ 395,365,744.81 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 อนึ่ง ในกรณีที่ศาลมิได้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย หรือกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย แต่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินที่เหลือจากการนำไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย ก็ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 ต่อไป

ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้าน และขอให้ยกคำร้อง

ก่อนสืบพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งเจ็ด ศาลชั้นต้นสอบผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ที่ฝากเงินกับ สหกรณ์ ค. ผู้คัดค้านที่ 5

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นไม่รับคำร้องคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหก แม้มีระเบียบคณะกรรมการธุรกรรม ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2559 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 34 (5/1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 และข้อ 2 (6) แห่งประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของคณะกรรมการธุรกรรม ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการประชุมครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบคณะกรรมการธุรกรรมว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 กำหนดความหมาย "ผู้เสียหาย" ตามมาตรา 49 วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ไว้แต่ระเบียบคณะกรรมการธุรกรรมดังกล่าวเป็นเพียงระเบียบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ออกเพื่อให้สำนักงานปฏิบัติ ไม่อาจนำมาพิจารณาถึงสิทธิของผู้เสียหาย ตามที่มาตรา 49 วรรคหก บัญญัติได้ ฉะนั้น เมื่อตามคำร้องขอของผู้ร้อง นายศุภชัย กับพวกมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดเกี่ยวกับการยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (3) (18) ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานแห่งคดีนี้ การที่ตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นสมาชิก สหกรณ์ ค. ผู้คัดค้านที่ 5 ได้ชำระเงินฝากสะสมหุ้นและเงินฝากออมทรัพย์แก่ผู้คัดค้านที่ 5 และได้รับความเสียหายที่ต้องสูญเสียเงินจากการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาของนายศุภชัยกับพวกตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ย่อมเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานนี้ และมีสิทธิร้องคัดค้านขอให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ แม้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้อ้างว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ หรือผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานดังกล่าวตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา แต่เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนเกิดขึ้นหรือไม่ หรือมีการกระทำความผิดมูลฐานใดเกิดขึ้นตามคำร้องขอของผู้ร้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นไม่รับคำคัดค้าน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานและไม่รับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ศาลชั้นต้นรับคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 49 วรรคหก
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวฺุฒิธรรมรงค์ กลิ่นเฉย
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2566
#693440
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ โดยสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น แม้จะสละหรือโอนมิได้และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 1598/41 ก็ตาม แต่โจทก์มีสิทธิดังกล่าวก่อนที่จะถึงแก่ความตาย ประกอบกับโจทก์ได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 ตามสิทธิแล้ว สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์โดยแท้ และเป็นกองมรดกของโจทก์ตามมาตรา 1600 เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายสิทธินี้ย่อมตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนหย่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ก. กับโรงพยาบาล ล. ที่ผู้อนุบาลต้องเสียไปเป็นเงิน 6,461,630 บาท ค่ายาและอุปกรณ์การแพทย์ 1,236,687 บาท รวมเป็นเงิน 7,698,317 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 70 เดือน เดือนละ 100,000 บาท เป็นเงิน 7,000,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ต่อไปนับถัดจากวันฟ้องอีก 5 ปี ในอัตราเดือนละ 100,000 บาท เป็นเงิน 6,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่เบิกถอนไปใช้ส่วนตัว 9,205,717.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้แบ่งสินสมรสเงินฝากบัญชีธนาคาร อ. บัญชีเลขที่ 9816-4xxxx จำนวน 137,271.84 ดอลลาร์ออสเตรเลีย บัญชีเลขที่ 9989-3xxxx จำนวน 33,401.91 ดอลลาร์ออสเตรเลีย บัญชีเลขที่ 9992-8xxxx จำนวน 14,414.70 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นเงิน 4,425,464.84 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 2,212,732.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่เบิกถอนไปโดยมิชอบจากบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ 261-4-06xxxx จำนวน 17,777,313.98 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 8,888,656.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าทดแทน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โจทก์ถึงแก่ความตาย นางบุพณี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์เฉพาะประเด็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู เรียกค่ารักษาพยาบาล คืนเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์จากจำเลยที่ 1 และฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ส่วนประเด็นฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสไม่อนุญาต

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนถึงวันที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลสัญชาติไทย โดยโจทก์มีบุตรกับสามีเดิม คือ นางบุพณี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลสัญชาติออสเตรีย โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันที่สาธารณรัฐออสเตรียเมื่อปี 2519 และพักอาศัยอยู่ที่ประเทศดังกล่าวโดยไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาปี 2543 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ย้ายกลับมาอยู่ในประเทศไทย และปี 2556 โจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ต่อมาศาลมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถโดยมีนางบุพณีบุตรโจทก์เป็นผู้อนุบาล ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโจทก์ถึงแก่ความตาย นางบุพณียื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์เฉพาะประเด็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู เรียกค่ารักษาพยาบาล คืนเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์จากจำเลยที่ 1 และฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ส่วนประเด็นฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสไม่อนุญาต คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์สูงเกินไปหรือไม่

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ โดยสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น แม้จะสละหรือโอนมิได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 1598/41 ก็ตาม แต่โจทก์มีสิทธิดังกล่าวก่อนที่จะถึงแก่ความตายประกอบกับโจทก์ได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 ตามสิทธิแล้ว สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์โดยแท้ และเป็นกองมรดกของโจทก์ตามมาตรา 1600 เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายสิทธินี้ย่อมตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในประเด็นสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ค่าทดแทนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระแก่โจทก์นั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่ และสถานะทางสังคมของโจทก์ และจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2519 ที่สาธารณรัฐออสเตรีย จนปี 2543 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงย้ายกลับมาอยู่กินด้วยกันในประเทศไทยต่อ อันเป็นการครองชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานจนทั้งคู่ต่างเข้าสู่วัยชราที่คาดหวังเพื่อฝากอนาคตและชีวิตไว้กับอีกฝ่ายเพื่อดูแลซึ่งกันและกัน ประกอบกับโจทก์ซึ่งมีปัญหาเรื่องสุขภาพที่ต้องเข้าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องด้วยแล้วยิ่งต้องการความรักและกำลังใจจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีมากกว่าคู่สมรสทั่วไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกและสะเทือนใจโจทก์เป็นอย่างยิ่ง โดยจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมและก่อให้เกิดการล่มสลายในชีวิตครอบครัวของโจทก์โดยตรง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท นั้น เหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีเสียดอกเบี้ยให้แก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้นดอกเบี้ยของค่าทดแทนที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระแก่โจทก์ จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ โดยโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยในส่วนนี้ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยในส่วนนี้ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1461 วรรคสอง ม. 1598/41 ม. 1599 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส. โดยนาง บ. ผู้อนุบาลและผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง — นายมนต์รัก พันธพืช
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
อโนชา ชีวิตโสภณ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2088/2566
#693461
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีอ้างว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วน มิได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขการประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดและให้งดหรือชะลอการขายทอดตลาดทรัพย์สินไว้ก่อน อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดต่ำกว่าราคาประเมินที่บริษัท ฟ. ประเมินไว้ ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยยกคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นคนละประเด็นกับคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินค่าเช่าทรัพย์สินในตลาดของจำเลยทั้งสอง มิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ที่ค้างชำระ 45,000,000 บาท กำหนดผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งเก้าให้เสร็จสิ้นภายใน 6 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยปี 2558 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป ชำระไม่น้อยกว่า 200,000 บาท ทุก ๆ เดือน ปี 2559 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป ชำระไม่น้อยกว่า 300,000 บาท ทุก ๆ เดือน จนครบถ้วนและจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าเช่าที่ดินให้โจทก์ทั้งเก้าตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2557 และจะชำระทุก ๆ วันที่ 10 ของทุกเดือน จนถึงเดือนธันวาคม 2557 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ของทุกเดือน ในปี 2558 เริ่มชำระตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2558 เดือนละ 1,200,000 บาท ทุกวันที่ 10 ของเดือน ปี 2559 เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2559 เดือนละ 1,500,000 บาท ทุกวันที่ 10 ของเดือน ส่วนการต่อสัญญาเช่าที่ดินในปี 2560 ขึ้นอยู่กับความยินยอมของทั้งสองฝ่าย โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยทั้งสองจะไปดำเนินการถอนฟ้องคดีอาญาทุกคดีที่ศาลแขวงนครปฐมและศาลจังหวัดนครปฐม จำเลยทั้งสองตกลงมอบเงินที่บริษัทประกันภัยต้องชำระให้แก่จำเลยทั้งสอง 11,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งเก้าเป็นเงิน 5,000,000 บาท เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระ 45,000,000 บาท ของปี 2557 หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่งให้โจทก์ทั้งเก้าบังคับคดีได้ทันที โดยให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากที่ดินเช่าของโจทก์ทั้งเก้าและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าที่ค้างจ่ายตามฟ้อง 52,540,000 บาท โดยให้หักในส่วนที่ชำระแล้วออกและให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เงินค่าเช่า คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2557 โจทก์ทั้งเก้าขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระค่าเช่าประจำเดือนพฤศจิกายน 2557 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2557 ระหว่างบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองหลายรายการ และจำเลยทั้งสองนำเงินมาชำระแก่โจทก์ทั้งเก้าบางส่วน

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วนแล้ว ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4376/2562

วันที่ 5 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดเป็นเงิน 37,893,550 บาท ต่ำกว่าราคาประเมินที่บริษัท ฟ. ประเมินไว้เป็นเงิน 137,329,000 บาท ทำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขการประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดและให้งดหรือชะลอการขายทอดตลาดไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณจำนวนหนี้ที่โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2558 รวมยอดหนี้คงเหลือ 46,713,528.46 บาท แต่ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณหนี้ที่โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสองอีกครั้ง โดยมีการนำค่าเช่านับแต่เดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนธันวาคม 2559 มาเป็นหนี้ตามคำพิพากษาด้วย รวมเป็นยอดหนี้คงเหลือ 84,960,469.15 บาท ซึ่งเป็นการคำนวณที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากมีการผิดนัดชำระหนี้ จำเลยทั้งสองคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าเช่าค้างชำระเดิมจากยอดเงิน 52,540,000 บาท และต้องออกไปจากสถานที่เช่าเท่านั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าเช่าทรัพย์สินในตลาดของจำเลยทั้งสองจนถึงปัจจุบันเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินค่าเช่าทรัพย์สินในตลาดของจำเลยทั้งสองส่วนที่เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้

โจทก์ทั้งเก้ายื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งที่ 1 ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 โจทก์ทั้งเก้ายื่นคำร้องขอรับเงินประกันความเสียหาย 2,000,000 บาท เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนและค่าทนายความตามคำพิพากษาที่จำเลยทั้งสองวางไว้ต่อศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและให้ศาลคืนเงินประกันแก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งที่ 2 ให้นำเงินประกันความเสียหาย 2,000,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ทั้งเก้าโดยมิต้องนำไปหักกับหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนรายงานการคำนวณหนี้เงินตามคำพิพากษาของเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 22 ตุลาคม 2561 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำรายงานการคำนวณหนี้เงินตามคำพิพากษาใหม่โดยไม่ต้องนำค่าเช่าในปี 2557 ถึง 2559 มารวมคำนวณด้วยแล้วดำเนินการบังคับคดีตามรายงานการคำนวณหนี้เงินตามคำพิพากษาใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งเก้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าประการแรกมีว่า การยื่นคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินค่าเช่าทรัพย์สินในตลาดของจำเลยทั้งสองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี และคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขการประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดและให้งดหรือชะลอการขายทอดตลาดทรัพย์สินไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีอ้างว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วน มิได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2561 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขการประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดและให้งดหรือชะลอการขายทอดตลาดทรัพย์สินไว้ก่อน อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาณราคาทรัพย์สินที่ยึดต่ำกว่าราคาประเมินที่บริษัท ฟ. ประเมินไว้ ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยยกคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงเป็นคนละประเด็นกับคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดเงินค่าเช่าทรัพย์สินในตลาดของจำเลยทั้งสอง มิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าประการต่อไปว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามคำพิพากษาตามยอมถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5. ระบุว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่งให้โจทก์ทั้งเก้าบังคับคดีได้ทันที โดยให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากที่ดินที่เช่าของโจทก์ทั้งเก้าและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าที่ค้างจ่ายตามฟ้อง 52,540,000 บาท โดยให้หักในส่วนที่ชำระแล้วออกและให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เงินค่าเช่า เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าเช่า โจทก์ทั้งเก้าย่อมมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5. กล่าวคือ จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้ค่าเช่าที่ค้างจ่ายตามฟ้อง 52,540,000 บาท โดยหักส่วนที่ชำระแล้วออกพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เงินค่าเช่าและออกไปจากที่ดินที่เช่าเท่านั้น โจทก์ทั้งเก้าไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ค่าเช่านับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เงินค่าเช่านับแต่เดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนธันวาคม 2559 ได้ เนื่องจากสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1. วรรคสอง คงระบุเพียงว่า จำเลยทั้งสองตกลงเช่าที่ดินของโจทก์ทั้งเก้าอีกต่อไปนับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2557 จนถึงสิ้นปี 2559 อัตราค่าเช่าและวันชำระค่าเช่าตามที่กำหนด และหากจะมีการต่อสัญญาเช่าในปี 2560 จะขึ้นอยู่กับความยินยอมของทั้งสองฝ่าย โดยข้อตกลงดังกล่าวมิได้มีลักษณะบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าเช่าดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิบังคับคดีในหนี้ค่าเช่าเดือนสิงหาคม 2557 จนถึงสิ้นปี 2559 ที่ค้างชำระได้ ทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4376/2562 ยังระบุว่า จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าเดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนธันวาคม 2557 แก่โจทก์ทั้งเก้าแล้วเป็นเงิน 4,000,000 บาท โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าที่ได้ชำระแก่โจทก์ทั้งเก้าไปแล้วได้อีก ส่วนการที่จำเลยทั้งสองและบริวารคงอยู่ในที่ดินที่เช่าต่อไป หากทำให้โจทก์ทั้งเก้าเสียหาย โจทก์ทั้งเก้าก็ชอบที่จะว่ากล่าวกับจำเลยทั้งสองเป็นคดีต่างหาก ไม่อาจที่จะบังคับคดีให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้นอกเหนือจากคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้ได้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำค่าเช่านับแต่เดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนธันวาคม 2559 มารวมคำนวณเป็นหนี้เงินที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิด จึงไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางชุลีภรณ์ เฟื่องฟุ้ง ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2085/2566
#691963
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยมีเนื้อความว่า "ตัวเองไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ แล้วพี่ก็จะไม่ทวงไม่ทำให้ตัวเองลำบากใจอีก พี่ขอโทษกับเรื่องราวที่ผ่านมา และอยากให้รู้ว่าพี่ยังรักตัวเองอยู่" ข้อความการสนทนาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะทวงเงินที่จำเลยยืมไปอีก เป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลย ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นการปลดหนี้จำนวนอื่น ไม่ใช่หนี้จำนวน 105,000 บาท จำเลยยืมไปแล้วยังไม่ชำระคืนให้โจทก์ตามฟ้อง เห็นว่า โจทก์ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันไลน์ทวงเงินคืนจากจำเลย และส่งข้อความถึงจำเลยให้เวลาจำเลยคืนเงินภายในเวลา 1 เดือน เมื่อจำเลยมีพยานหลักฐานคือข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทวงเงินคืนจากจำเลยว่าโจทก์ปลดหนี้ตามฟ้องให้จำเลยแล้ว แม้ข้อความจะไม่ได้ระบุชัดว่ามูลหนี้ใดและโจทก์อ้างว่าหมายถึงหนี้ จำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ อื่น แต่มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยืมจากโจทก์ก็คงมีเพียงมูลหนี้ 105,000 บาท เพียงอย่างเดียว เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามเพิ่มว่า โจทก์คบหากับจำเลย ระหว่างที่คบหาก็มีการให้ยืมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างประมาณ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาท บ้าง และให้ทั้งที่เป็นเงินสดและโอนเข้าบัญชีการให้ดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา ยิ่งสนับสนุนให้เห็นว่าเงินจำนวนเล็กน้อยที่โจทก์อ้างนั้นเป็นการให้โดยเสน่หาเฉกเช่นคนรักที่คบหากัน ไม่ใช่มูลหนี้อื่นตามที่โจทก์อ้าง และไม่ปรากฏว่าโจทก์นำพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีมูลหนี้ที่จำเลยยืมจากโจทก์จำนวนอื่นอีก แม้การแสดงเจตนาปลดหนี้จะใช้วิธีการส่งข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งมิใช่การส่งผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ตามที่โจทก์เคยใช้ติดต่อกับจำเลย ก็ได้ความจากคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์เองว่า จำเลยตัดช่องทางการติดต่อกับโจทก์ โจทก์ได้ติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์แต่จำเลยไม่รับ จึงติดต่อไปทางแอปพลิเคชันวีแชต จึงเชื่อว่าหนี้ที่โจทก์แสดงเจตนาปลดหนี้เป็นหนี้จำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมตามฟ้อง การส่งข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชตเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ถือเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จึงต้องนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาใช้บังคับด้วย เมื่อโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ส่งข้อความดังกล่าวให้จำเลยผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งสามารถยืนยันตัวตนโจทก์ได้ ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7, 8 พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้รับการปลดหนี้จากการกู้ยืมเงินตามฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 106,312 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 105,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่เกิน 1,312 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท และ 5,000 บาท และโจทก์โอนเงินให้จำเลยเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 และ 21 มิถุนายน 2563 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 โจทก์ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันไลน์ทวงเงินที่จำเลยกู้ยืมไปทั้งหมดคืน หลังจากนั้นวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยให้จำเลยคืนเงินภายในเวลา 1 เดือน ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2563 โจทก์ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันวีแชตถึงจำเลยว่า "ตัวเองไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ แล้วพี่ก็จะไม่ทวง ไม่ทำให้ตัวเองลำบากใจอีก พี่ขอโทษกับเรื่องราวที่ผ่านมา และอยากให้รู้ว่าพี่ยังรักตัวเองอยู่"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์ปลดหนี้ให้แก่จำเลยแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย..." เมื่อโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ซึ่งข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยมีเนื้อความว่า "ตัวเองไม่ต้องคืนเงินพี่แล้วนะ แล้วพี่ก็จะไม่ทวงไม่ทำให้ตัวเองลำบากใจอีก พี่ขอโทษกับเรื่องราวที่ผ่านมา และอยากให้รู้ว่าพี่ยังรักตัวเองอยู่" ข้อความการสนทนาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะทวงเงินที่จำเลยยืมไปอีก เป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลย ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นการปลดหนี้จำนวนอื่น ไม่ใช่หนี้จำนวน 105,000 บาท ที่จำเลยยืมไปแล้วยังไม่ชำระคืนให้โจทก์ตามฟ้อง นั้น เห็นว่า โจทก์ให้จำเลยยืมเงินจำนวน 100,000 บาท และ 5,000 บาท โดยโอนเงินให้จำเลยเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 และวันที่ 21 มิถุนายน 2563 ตามลำดับ ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 โจทก์ส่งข้อความทางแอปพลิเคชันไลน์ทวงเงินคืนจากจำเลย และเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 โจทก์ส่งข้อความถึงจำเลยให้เวลาจำเลยคืนเงินภายในเวลา 1 เดือน เมื่อจำเลยมีพยานหลักฐานคือข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยทางแอปพลิเคชันวีแชตเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทวงเงินคืนจากจำเลยว่าโจทก์ปลดหนี้ตามฟ้องให้จำเลยแล้ว แม้ข้อความจะไม่ได้ระบุชัดว่ามูลหนี้ใดและโจทก์อ้างว่าหมายถึงหนี้จำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ อื่น แต่มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยืมจากโจทก์ก็คงมีเพียงมูลหนี้ 105,000 บาท เพียงอย่างเดียว เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับที่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามเพิ่มว่า โจทก์คบหากับจำเลย ระหว่างที่คบหาก็มีการให้ยืมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างประมาณ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาท บ้าง และให้ทั้งที่เป็นเงินสดและโอนเข้าบัญชี การให้ดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา ยิ่งสนับสนุนให้เห็นว่าเงินจำนวนเล็กน้อยที่โจทก์อ้างนั้นเป็นการให้โดยเสน่หาเฉกเช่นคนรักที่คบหากัน ไม่ใช่มูลหนี้อื่นตามที่โจทก์อ้าง และไม่ปรากฏว่าโจทก์นำพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีมูลหนี้ที่จำเลยยืมจากโจทก์จำนวนอื่นอีก แม้การแสดงเจตนาปลดหนี้จะใช้วิธีการส่งข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งมิใช่การส่งผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ตามที่โจทก์เคยใช้ติดต่อกับจำเลย ก็ได้ความจากคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์เองว่า จำเลยตัดช่องทางการติดต่อกับโจทก์ โจทก์ได้ติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์แต่จำเลยไม่รับ จึงติดต่อไปทางแอปพลิเคชันวีแชต จึงเชื่อว่าหนี้ที่โจทก์แสดงเจตนาปลดหนี้เป็นหนี้จำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมตามฟ้อง การส่งข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชตเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ถือเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จึงต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาใช้บังคับด้วย ซึ่งตามมาตรา 7 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" มาตรา 8 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว" ดังนั้น เมื่อโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ส่งข้อความดังกล่าวให้จำเลยผ่านทางแอปพลิเคชันวีแชต ซึ่งสามารถยืนยันตัวตนโจทก์ได้ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7, 8 พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้รับการปลดหนี้จากการกู้ยืมเงินตามฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 340
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงบางบอน — นายสมหวัง ธนถาวรลาภ
ศาลอุทธรณ์ — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช จรูญรัตนา
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2566
#693439
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชําระหนี้และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและ อ. ซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน อันเป็นคําชี้ขาดที่มีผลบังคับให้ผู้คัดค้านชําระหนี้ตอบแทนโดยเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านกับ อ. กลับมาเป็นของผู้คัดค้านแล้วโอนให้แก่ฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งการจะเพิกถอนนิติกรรมระหว่างผู้คัดค้านกับ อ. ได้ต้องปรากฏว่าผู้คัดค้านกับ อ. เป็นคู่พิพาทหรือคู่ความในคดีจึงจะบังคับได้ เมื่อ อ. เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การบังคับตามคําชี้ขาดในกรณีนี้จึงไม่อาจบังคับกับ อ. บุคคลนอกคดีได้ การยอมรับหรือการบังคับตามคําชี้ขาดในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

การที่อนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และ ที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชําระหนี้และสัญญาจำนำหุ้น ทั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคําคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งโดยขอเพียงให้ผู้ร้องทั้งสามชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าขาดประโยชน์แก่ผู้คัดค้านเป็นคําชี้ขาดที่เกินคําขอของผู้คัดค้าน ไม่ชอบตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและคำชี้ขาดเพิ่มเติม ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โดยให้ผู้คัดค้านรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ค่าภาษีอากร และค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ ให้ผู้คัดค้านรับชำระเงิน 9,800,000 บาท ตามเงื่อนไขในสัญญาจะซื้อขาย ข้อ 3.5.2 โดยผ่อนชำระตามเอกสารภาคผนวก F และให้ผู้คัดค้านจัดทำสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านตามแบบที่กำหนดในสัญญาภาคผนวก G และ H หากผู้คัดค้านไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายที่เกิดจากการยกเลิกการจองเช่าสิ่งปลูกสร้าง 445,000 บาทต่อเดือน ค่าโนตารีปับลิก 27,664.99 บาท ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติม 354,019.25 บาท ค่าโรงแรม 9,245 บาท ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 20,671,459.05 บาท นับแต่วันชำระเงินไปจนถึงวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องที่ 3 ค่าปรับล่าช้าวันละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบต้นฉบับทะเบียนบ้านใบอนุญาตก่อสร้าง แบบแปลน และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ร้องทั้งสาม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและคำร้องแย้งขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามและขอให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 9,800,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน โดยให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงิน หรือ MOA การค้ำประกันการชำระหนี้ และทำสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 9,800,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2562 เป็นเงิน 1,067,260 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน และให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าเดินทาง 50,000 บาท และ ค่าที่พักและรถยนต์สาธารณะ 50,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคัดค้านคำร้องแย้งขอให้ยกคำร้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม และให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้ หรือ MOA การค้ำประกันการชำระหนี้ และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำตัดสิน ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,800,000 บาท นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสามตกลงที่จะชำระส่วนที่เหลือในวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ไปจนถึงวันที่ได้รับคำตัดสินในวันที่ 13 ธันวาคม 2562 รวม 1 ปี 5 เดือน 11 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 1,067,260 บาท แก่ผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องที่ 2 ที่ 3 และผู้คัดค้านมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยตกลงในราคา 28,000,000 บาท ที่ดินมีขนาดประมาณ 1 งาน 35.25 ตารางวา แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 49911 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านวิลล่าขนาดประมาณ 393.62 ตารางเมตร โดยผู้คัดค้านจะดำเนินการรังวัดแบ่งแยกและออกโฉนดที่ดินให้แล้วเสร็จเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 หรือบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ผู้ร้องที่ 1 ตกลงจะชำระเงินโดยแบ่งเป็น 5 งวด ในงวดที่ 5 ผู้ร้องที่ 1 ตกลงยอมรับการให้เงินกู้จากผู้คัดค้าน 9,800,000 บาท โดยจะเริ่มต้นชำระเงินดังกล่าวคืนเมื่อมีการโอนสิ่งปลูกสร้างไปยังผู้ร้องที่ 1 หรือบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ซึ่งการโอนดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันหรือก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 โดยการชำระคืนเงินกู้จะเริ่มต้นในวันหรือก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2561 มีระยะเวลาในการชำระคืน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 จากยอดเงินคงค้าง และเป็นไปตามกำหนดการชำระเงินตามที่ระบุในภาคผนวก F (หรือ ฉ) และจะต้องมีการลงนามในสัญญาจำนำหุ้นเพื่อเป็นหลักประกันเงินกู้ตามที่ระบุในภาคผนวก G และ H (หรือ ช และ ซ) หลังทำสัญญาซื้อขายผู้ร้องทั้งสามชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านบางส่วนและผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ร้องที่ 2 แล้ว ส่วนสิ่งปลูกสร้างยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ผู้คัดค้านให้ผู้ร้องที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) แต่ผู้ร้องที่ 1 ปฏิเสธ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2562 ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 และขอให้ถือคำชี้ขาดแทนการแสดงเจตนา และให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายพร้อมดอกเบี้ย รวมถึงส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งขอให้ผู้ร้องทั้งสามชำระเงิน 9,800,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน และต้องชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่ผู้คัดค้าน 200,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน วันที่ 13 ธันวาคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสามกระทำผิดสัญญา ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะไม่โอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้จนกว่าจะได้รับการชำระเงินเต็มจำนวน และมีคำชี้ขาดให้คู่พิพาทจะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์วิลล่าที่สำนักงานที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด ให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาพผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด และให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยรวม 1,067,260 บาท สำหรับคำขออื่นของผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้าน อนุญาโตตุลาการเห็นว่าไม่มีมูล จึงไม่ชี้ขาดให้ตามขอ ต่อมาผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ชี้แจงคำชี้ขาด วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเพิ่มเติมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2562 โดยในประเด็นการโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์นี้คณะอนุญาโตตุลาการจะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพร ซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน หรือในทางกลับกันตามมาตรา 5 และมาตรา 155 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเอื้อมพร

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างไปให้แก่นางสาวเอื้อมพรไปก่อนแล้ว แม้นางสาวเอื้อมพรจะเป็นอดีตกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้าน แต่ก็ถือว่าเป็นคนละบุคคลกันกับผู้คัดค้านและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและคำชี้ขาดเพิ่มเติมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดว่า ให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพรซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน อันเป็นคำชี้ขาดที่มีผลบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ตอบแทนโดยให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรกลับมาเป็นของผู้คัดค้านแล้วโอนให้แก่ฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งการจะเพิกถอนนิติกรรมระหว่างผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรได้ต้องปรากฏว่าผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรเป็นคู่พิพาทหรือคู่ความในคดี จึงจะบังคับได้ เมื่อนางสาวเอื้อมพรเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การบังคับตามคำชี้ขาดในกรณีนี้จึงไม่อาจบังคับกับนางสาวเอื้อมพรบุคคลนอกคดีได้ คำชี้ขาดในส่วนที่จะให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพรซึ่งเป็นผู้รับโอนและจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ดังนั้น การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากนี้ ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด ทั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งโดยขอเพียงให้ผู้ร้องทั้งสามชำระเงิน 9,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าขาดประโยชน์แก่ผู้คัดค้าน โดยไม่ได้มีคำขอให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H แต่อย่างใด จึงเป็นคำชี้ขาดที่เกินคำขอของผู้คัดค้าน ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและคำชี้ขาดเพิ่มเติม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 215 ม. 237 ม. 381
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 37 วรรคสอง ม. 40 วรรคสาม (2) (ข) ม. 41 ม. 45 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ด. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมนตรี สาโรช
-
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ภัฏ วิภูมิรพี
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2047/2566
#693703
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 8 วรรคสอง กำหนดให้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคำร้องนั้นด้วย แม้ตามคําร้องของจำเลยทั้งสองขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ มีคําขอท้ายคําร้องเพียงว่าขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่และพิพากษายกฟ้อง มิได้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคําร้องนี้ด้วย ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้รับคําร้องของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ ในชั้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ จำเลยทั้งสองจึงเพิ่งยื่นคําร้องขอเงินค่าปรับคืนจากศาลพร้อมดอกเบี้ยก็ตาม ก็พออนุโลมได้ว่า จำเลยทั้งสองประสงค์จะขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนดังกล่าวและระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคําร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว และตามมาตรา 14 (2) ตอนแรกที่บัญญัติว่า "ถ้าต้องรับโทษปรับและได้ชําระค่าปรับต่อศาลแล้ว ให้ได้รับเงินค่าปรับคืน..." เป็นการบังคับว่าต้องให้ได้รับเงินค่าปรับคืน จะใช้ดุลพินิจไม่ให้ได้รับเงินค่าปรับคืนไม่ได้ ส่วนตอนท้ายที่บัญญัติว่า "…โดยศาลจะคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับตั้งแต่วันชําระค่าปรับ จนถึงวันที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้" เป็นการให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะคิดดอกเบี้ยให้หรือไม่ก็ได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสํานวนว่าสมควรจะคิดดอกเบี้ยให้หรือไม่ หาใช่ว่าศาลต้องคิดดอกเบี้ยให้โดยศาลคงใช้ดุลพินิจคิดดอกเบี้ยให้เพียงถึงวันใดเท่านั้น

คดีรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มีเจตนารมณ์ให้บุคคลผู้ต้องรับโทษทางอาญาโดยคําพิพากษาถึงที่สุดมีสิทธิขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในภายหลังหากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนและได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคําพิพากษานั้นคืน หากปรากฏตามคําพิพากษาของศาลที่พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้กระทำความผิด ซึ่งการที่จะให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทน และได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคําพิพากษานั้นคืน ศาลที่พิจารณาคดีในชั้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นี้ ไม่จำต้องถูกผูกพันว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่ทำให้จำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีไม่ได้กระทำความผิดแล้วจะกำหนดให้จำเลยทั้งสองได้รับค่าทดแทนไม่ได้ เพราะเห็นได้ว่าส่วนหนึ่งแห่งเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้ก็เพื่อต้องการให้บุคคลที่มิได้เป็นผู้กระทำความผิดได้รับการแก้ไขเยียวยาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย ดังนั้น ศาลที่พิจารณาคดีในชั้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นี้ ซึ่งรวมทั้งศาลฎีกายังคงมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยทั้งสองได้ และเมื่อข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายมาก สมควรที่จำเลยที่ 2 จะได้รับการเยียวยาด้วยการคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับตั้งแต่วันชําระค่าปรับจนถึงวันที่ได้รับเงินค่าปรับคืนด้วย ส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ของกลาง เพื่อมิให้มีปัญหาที่อาจมีในชั้นการขอคืน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจ และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งรถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น ALPHARD ความจุกระบอกสูบ 2,400 ซีซี หมายเลขตัวรถ ATH10-0012880 หมายเลขเครื่องยนต์ 2AZ-1955163 เป็นรถยนต์ที่ยังมิได้เสียภาษีสรรพสามิต และเป็นสินค้าตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 คิดเป็นมูลค่าภาษีสรรพสามิตที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระเป็นเงิน 1,422,350 บาท โดยจำเลยทั้งสองรู้ว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีและมิได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ตามวันเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานยึดรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง รถยนต์ของกลางโจทก์ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานดำเนินการตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 163 แล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 161, 167 พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 3, 5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 161 (1), 167 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละสองเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสียเป็นเงิน 2,844,700 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 1,422,350 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2560 จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับจำนวน 1,422,350 บาท ซึ่งเป็นค่าปรับเฉพาะที่ปรับจำเลยที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงวันที่ 24 มกราคม 2561

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 อ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่ว่า กรณีรถยนต์ของกลางได้ชำระภาษีสรรพสามิตถูกต้องแล้ว มีคำขอท้ายคำร้องเพียงว่า ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่และพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยมติที่ประชุมใหญ่มีคำสั่งรับคำร้องของจำเลยทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้คืนค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนแก่จำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 14

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วทำความเห็นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางมีการเสียภาษีสรรพสามิตครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เห็นสมควรพิพากษายกคำพิพากษาเดิม และพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิด

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2561 และพิพากษาใหม่ว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิด ให้ยกฟ้องโจทก์และคืนเงินค่าปรับแก่จำเลยที่ 2

จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าของจำนวนเงินค่าปรับด้วยและมีคำสั่งคืนรถยนต์ของกลางโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่นี้ จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้คิดดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินค่าปรับ 1,422,350 บาท นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 กับขอให้สั่งคืนรถยนต์ของกลางและสั่งให้พนักงานสอบสวนคืนรถยนต์ของกลางโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพราะมีค่าใช้จ่ายในการจอดรถยนต์และขอให้กำหนดค่าทนายความแก่จำเลยทั้งสองด้วย โจทก์ไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำร้องให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ได้พิพากษาคดีนั้นหรือศาลอื่นที่ได้มีเขตอำนาจแทนศาลนั้น เว้นแต่..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคำร้องดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ต้องอ้างเหตุตามที่ระบุไว้ในมาตรา 5 โดยละเอียดชัดแจ้ง และถ้าประสงค์จะขอค่าทดแทนเพื่อการที่บุคคลใดต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือขอรับสิทธิที่บุคคลนั้นเสียไปอันเป็นผลโดยตรงจากคำพิพากษานั้นคืน ให้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคำร้องนั้นด้วย คำขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนนั้น มิให้เรียกค่าธรรมเนียมศาล" คดีนี้แม้ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ มีคำขอท้ายคำร้องเพียงว่าขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่และพิพากษายกฟ้อง มิได้ระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคำร้องนี้ด้วย ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้รับคำร้องของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ ในชั้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ จำเลยทั้งสองจึงเพิ่งยื่นคำร้องลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ขอเงินค่าปรับคืนจากศาลพร้อมดอกเบี้ยก็ตาม ก็พออนุโลมได้ว่า จำเลยทั้งสองประสงค์จะขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนดังกล่าวและระบุการขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนไว้ในคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว จึงมีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่คิดดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าปรับที่คืนให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เป็นบทบัญญัติที่ไม่ได้ให้อำนาจศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการไม่คิดดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เป็นเพียงบทบัญญัติที่ให้ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจเพียงวันที่ศาลอุทธรณ์จะกำหนดให้ดอกเบี้ยถึงเมื่อใดเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่คิดดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าปรับดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบนั้น พิจารณาแล้ว เกี่ยวกับค่าทดแทนนอกจากบัญญัติไว้ในมาตรา 8 ดังกล่าวแล้ว ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 13 มาตรา 14 และมาตรา 17 ด้วย มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ศาลมีอำนาจ(1)... (2)..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนตามมาตรา 8 วรรคสอง เมื่อศาลตาม (1) หรือ (2) พิพากษาว่าบุคคลนั้นมิได้กระทำความผิดให้ศาลกำหนดค่าทดแทนหรือมีคำสั่งเกี่ยวกับการขอรับสิทธิคืนด้วย" มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การกำหนดค่าทดแทนให้กำหนดได้ไม่เกินจำนวนตามคำขอที่ระบุในคำร้องตามมาตรา 8 และตามหลักเกณฑ์ดังนี้ (1)... (2) ถ้าต้องรับโทษปรับและได้ชำระค่าปรับต่อศาลแล้ว ให้ได้รับเงินค่าปรับคืน โดยศาลจะคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับแต่วันชำระค่าปรับ จนถึงวันที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้ (3)..."มาตรา 17 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีเดิมนั้นไม่ได้กระทำความผิดและศาลได้กำหนดค่าทดแทนตามมาตรา 14 แล้ว ให้กระทรวงการคลังจ่ายค่าทดแทนตามจำนวนที่ระบุไว้ในคำพิพากษานั้น ถ้าผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับค่าทดแทน ให้กระทรวงการคลังจ่ายค่าทดแทนให้แก่ทายาท" เห็นว่า ตามมาตรา 14 (2) ตอนแรกที่บัญญัติว่า "ถ้าต้องรับโทษปรับและได้ชำระค่าปรับต่อศาลแล้ว ให้ได้รับเงินค่าปรับคืน..." เป็นการบังคับว่าต้องให้ได้รับเงินค่าปรับคืน จะใช้ดุลพินิจไม่ให้ได้รับเงินค่าปรับคืนไม่ได้ ส่วนตอนท้ายที่บัญญัติว่า "...โดยศาลจะคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับตั้งแต่วันชำระค่าปรับ จนถึงวันที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้" เป็นการให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะคิดดอกเบี้ยให้หรือไม่ก็ได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสำนวนว่าสมควรจะคิดดอกเบี้ยให้หรือไม่หาใช่ว่าศาลต้องคิดดอกเบี้ยให้โดยศาลคงใช้ดุลพินิจคิดดอกเบี้ยให้เพียงถึงวันใดเท่านั้นดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยข้อเท็จจริงในสำนวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรกำหนดดอกเบี้ยของเงินค่าปรับให้ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (2) แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สมควรคิดดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีอาญาที่จำเลยทั้งสองฟ้องนายวิชัย กับพวกอีก 6 คนรวมเป็น 7 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157 ศาลวินิจฉัยว่าคดีมีมูล 2 คน คือนายอภินันท์ และร้อยตำรวจเอกณัฐพล และต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่านายอภินันท์ปฏิบัติหน้าที่และกระทำการตามหน้าที่ไปตามขอบอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จึงไม่ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และร้อยตำรวจเอกณัฐพลปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งหรือมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องทางอาญาส่วนคดีนี้ในชั้นนี้เป็นคดีรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้บุคคลผู้ต้องรับโทษทางอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดมีสิทธิขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในภายหลังหากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนและได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคำพิพากษานั้นคืน หากปรากฏตามคำพิพากษาของศาลที่พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้กระทำความผิด ซึ่งการที่จะให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทน และได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคำพิพากษานั้นคืน ศาลคดีที่พิจารณาคดีในชั้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นี้ ไม่จำต้องถูกผูกพันว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่ทำให้จำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีไม่ได้กระทำความผิดแล้วจะกำหนดให้จำเลยทั้งสองได้รับค่าทดแทนไม่ได้ เพราะเห็นได้ว่าส่วนหนึ่งแห่งเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้ก็เพื่อต้องการให้บุคคลที่มิได้เป็นผู้กระทำความผิดได้รับการแก้ไขเยียวยาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย ดังนั้น ศาลที่พิจารณาคดีในชั้นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นี้ ซึ่งรวมทั้งศาลฎีกายังคงมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยทั้งสองได้ และเมื่อได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงประกอบกับคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองตลอดแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าทดแทนโดยคิดดอกเบี้ยให้ด้วย โดยตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์และนางสาวรัชฎาพรประกอบกันได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 2 มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคนอื่นที่สถานีตำรวจนครบาลบางนาท้องที่ที่ประมูลรถยนต์ มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีบริษัท อ. กับพวก ฐานร่วมกันฉ้อโกง และต่อมาได้มาติดตามความคืบหน้าของคดี ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าคดีไม่คืบหน้า จึงมอบหมายให้ร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์เป็นพนักงานสอบสวนแทน ร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์ได้สอบปากคำจำเลยที่ 2 และตัวแทนบริษัทดังกล่าว ขอและได้รับเอกสารเกี่ยวกับการประมูล แต่ไม่มีเอกสารการเสียภาษีสรรพสามิต และเนื่องจากรถยนต์ของกลางเป็นรถที่มีหมายเลขตัวรถและหมายเลขเครื่องยนต์ แต่ยังไม่มีเลขทะเบียน ร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์จึงได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการที่ให้สอบถามไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง โดยการมีหนังสือสอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากร ก็ได้รับแจ้งจากกรมการขนส่งทางบกว่ามีข้อมูลเป็นรายงานข้อมูลบัญชีรถสำหรับรถยนต์ของกลางอยู่ที่กรมการขนส่งทางบก ซึ่งตามปกติรถยนต์ทุกคันที่เมื่อนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้า กรมศุลกากรก็จะแจ้งข้อมูลมายังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับวันนำเข้า ประเภทกลุ่มรถ หมายเลขเครื่องยนต์ เล่มที่และเลขที่ใบรับรองการนำเข้า เลขที่ใบขนสินค้าขาเข้าด้วย กรมการขนส่งทางบกก็จะทำและเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ในรายงานข้อมูลบัญชีรถด้วย เมื่อต่อมาฝ่ายผู้นำเข้าหรือเจ้าของมายื่นคำขอที่กรมการขนส่งทางบกเป็นการขอตัดบัญชีซึ่งจะมีการรับรองหลักฐาน และจะมีการออกเลขทะเบียนว่านำไปใช้จังหวัดใด แล้วตัดบัญชีออกไปจากบัญชีรถ โดยจะบันทึกข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวมานี้ลงในรายงานข้อมูลบัญชีรถซึ่งรถยนต์ของกลางก็มีข้อมูลดังกล่าวมาปรากฏอยู่ในรายงานข้อมูลบัญชีรถในช่องสถานะรถระบุว่า ยังไม่มีการขอตัดบัญชี เมื่อร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์ทราบข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ก็ไปตรวจสอบที่กรมศุลกากร กรมศุลกากรแจ้งว่ารถยนต์ของกลางได้มีการชำระภาษีสรรพสามิตตั้งแต่ขณะนำเข้าเมื่อปี 2548 แล้ว จะเห็นได้ว่าเพียงแต่ร้อยตำรวจเอกณัฐพสิษฐ์สอบถามไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องสองหน่วยงานดังกล่าวก็ทราบทันทีว่ารถยนต์ของกลางเสียภาษีขณะนำเข้าซึ่งรวมทั้งภาษีสรรพสามิตที่กรมศุลกากรเก็บแทนแล้ว เมื่อรถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ที่มีหมายเลขตัวรถและหมายเลขเครื่องยนต์ แต่ยังไม่มีเลขทะเบียน ก็ย่อมสมควรอย่างยิ่งที่ต้องสอบถามไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องซึ่งก็คือกรมการขนส่งทางบกที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเลขทะเบียนรถอยู่เป็นหลัก และกรมศุลกากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีขณะนำเข้า แต่เจ้าพนักงานสรรพสามิตผู้อายัดและจับกุมก็ดี พนักงานสอบสวนชั้นต้นในคดีที่ยึดรถยนต์ของกลางก็ดี คงตรวจสอบแต่เฉพาะข้อมูลจากกรมสรรพสามิตเท่านั้น หาได้สอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากรไม่ โจทก์ซึ่งแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมถึง 4 ครั้ง ก็มิได้ระบุให้สอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากรแต่อย่างใด นอกจากนี้ตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายสันติภาพ ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคาร ธ. ที่ให้การต่อร้อยตำรวจเอกณัฐพลที่ยกขึ้นกล่าวข้างต้น ก็ส่อไปในทางให้เห็นว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ น่าจะตรวจสอบข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากรด้วย ซึ่งถ้าได้มีการตรวจสอบหรือสอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากรตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสองก็ย่อมไม่ถูกดำเนินคดี แม้ตามสำเนารายการประมูลรถยนต์ ที่ระบุในช่องหมายเหตุด้วยว่า ขายเฉพาะตัวรถ ไม่มีชุดแจ้งจำหน่ายหรือเอกสารใด ๆ ให้ผู้ซื้อดำเนินการทำเรื่องจดป้ายใหม่เอง ขายตามสภาพ ไม่รับผิดชอบการโอนทุกกรณีก็ตาม แต่ก็มิได้ระบุว่ารถยนต์ของกลางไม่ได้มีการชำระภาษีสรรพสามิต และการที่ผู้ขายทอดตลาดโดยอาชีพเช่นนั้น คนทั่วไปรวมทั้งจำเลยทั้งสองคงไม่คิดว่าจะนำรถยนต์ที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตมาขายทอดตลาด จึงจะหาว่าจำเลยทั้งสองต้องทราบว่าเป็นเรื่องผิดปกติและยอมเข้าเสี่ยงภัยเองไม่ถนัดนัก จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อปี 2554 อันเป็นเวลาหลังจากมีการนำเข้ารถยนต์ของกลางนานถึง 6 ปี อาจจำต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการดำเนินการเพื่อให้มีการจดทะเบียนและได้เลขทะเบียนรถยนต์ แต่รถยนต์ของกลางมาอยู่ในครอบครองของจำเลยเพียง 58 วัน ก็ถูกเจ้าพนักงานสรรพสามิตอายัด และให้หาหลักฐานการเสียภาษีสรรพสามิตไปแสดง จำเลยทั้งสองน่าจะหาไม่ได้ในเร็ววันเพราะจำเลยทั้งสองอยู่ในภาคเอกชน การหาหลักฐานดังกล่าวอาจไม่ได้รับความสะดวกเหมือนภาคราชการด้วยกัน ซึ่งข้อนี้ที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกาอยู่ว่า มิใช่จำเลยทั้งสองมิได้ดำเนินการขวนขวายหาเอกสารในการเสียภาษี แต่ติดอยู่ที่การดำเนินการขั้นตอนของทางราชการมีความซับซ้อนและไม่ให้เอกสารแก่จำเลยทั้งสอง ก็น่าเชื่อว่าเป็นความจริง ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนางสาวรัชฎาพรข้าราชการกรมการขนส่งทางบกที่เบิกความว่า หากบุคคลทั่วไปนำหมายเลขตัวรถและหมายเลขเครื่องยนต์มาขอตรวจสอบที่กรมการขนส่งทางบกว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ กรมการขนส่งทางบกจะไม่อนุญาต แต่จะยินยอมให้ตรวจสอบข้อมูลโดยหน่วยงานราชการ เจ้าพนักงานตำรวจหรือศาลเท่านั้น ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ชั้นพิจารณาของศาลก็ให้การปฏิเสธ และจำเลยที่ 2 แถลงว่าจะนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างว่าจำเลยไม่รู้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถที่ไม่ได้เสียภาษี แต่พอถึงวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ขอให้ศาลสั่งพนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจและลงโทษสถานเบา จำเลยที่ 2 เบิกความถึงสาเหตุที่ให้การรับสารภาพว่า เจ้าพนักงานสรรพสามิตยืนยันว่ารถยนต์ของกลางไม่ได้เสียภาษีให้จำเลยที่ 2 ไปหาหลักฐานการเสียภาษีมายืนยัน แต่จำเลยที่ 2 หาหลักฐานไม่ได้ไม่รู้ไปหาหลักฐานได้จากที่ใด ในวันนัดพิจารณาทั้งทนายความของจำเลยทั้งสองเองและพนักงานอัยการพูดต่อจำเลยที่ 2 ทำนองว่าค่าปรับสูง จำเลยที่ 2 ต้องการลดความเสี่ยงเกี่ยวกับค่าปรับ จึงให้การรับสารภาพ แม้การให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองอาจเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เพราะไม่ควรรับสารภาพ แต่ก็เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองยังไม่รู้ข้อเท็จจริงว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ที่ได้เสียภาษีมาแล้วหรือไม่ จะมาพิจารณาเพียงว่าเพราะจำเลยรับสารภาพต่อศาลจึงถูกลงโทษอย่างเดียวไม่น่าจะถูกต้องนัก แต่น่าจะพิจารณาว่าเหตุที่จำเลยทั้งสองถูกพิพากษาลงโทษมีสาเหตุหลักมาจากเจ้าพนักงานสรรพสามิต พนักงานสอบสวนคนก่อนและโจทก์ที่มิได้มีการตรวจสอบหรือสอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบกและกรมศุลกากรมากกว่า การที่จำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดี ทำให้ต้องว่าจ้างทนายความทีละคนถึงสามคนย่อมจะต้องเสียเงินเป็นค่าจ้าง ทั้งตามคำร้องขอเงินค่าปรับคืน ก็อ้างอยู่ว่า ค่าปรับ 1,422,350 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระต่อศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ได้ไปยืมผู้อื่น จำต้องใช้คืนแก่ผู้ที่ยืมมา ต้องใช้เงินจากการกู้ยืมในการต่อสู้คดี และพอมีคดีความภริยาซึ่งมีบุตรด้วยกันได้แยกทางจากจำเลยที่ 2 เป็นความทุกข์ใจอย่างมากถูกมองและกล่าวหาจากคนรอบข้างว่าเป็นคนไม่ดี ไม่สามารถทำมาค้าขายได้ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่านำสิ่งของผิดกฎหมายมาขายแก่ผู้อื่น ทั้งที่ไม่ใช่ความจริง ซึ่งน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายมาก สมควรที่จำเลยที่ 2 จะได้รับการเยียวยาด้วยการคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับนับตั้งแต่วันชำระค่าปรับ (วันที่ 26 ธันวาคม 2560) จนถึงวันที่ได้รับเงินค่าปรับคืน (วันที่ 22 กรกฎาคม 2565) ด้วย แต่มิใช่ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 ตามที่จำเลยทั้งสองขอมาในฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ของกลาง เพื่อมิให้มีปัญหาที่อาจมีในชั้นการขอคืน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของจำนวนเงินค่าปรับ (1,422,350 บาท) นับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 แก่จำเลยที่ 2 ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 8 ม. 14 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวพิชาอร ธิติเลิศเดชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2040/2566
#691972
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำซากรถยนต์เก๋งยี่ห้อ MINI AUSTIN และหัวเก๋งยี่ห้อ MINI ROVER พร้อมเครื่องยนต์อีก 2 เครื่อง มาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรถยนต์ของกลางแล้วโฆษณาประกาศขาย ซึ่งการซื้อซากรถยนต์เก๋งยี่ห้อ MINI AUSTIN และหัวเก๋งยี่ห้อ MINI ROVER ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้ขายได้แจ้งจดทะเบียนการโอน ทั้งไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถ บ่งชี้ให้เห็นว่าซากรถยนต์และหัวเก๋งดังกล่าวจำเลยซื้อมาในสภาพของชิ้นส่วนอะไหล่เก่า การที่จำเลยนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรถยนต์ของกลางเท่ากับเป็นการผลิตสินค้าตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 หาใช่การซ่อมแซมหรือบำรุงรักษารถยนต์เก่า รถยนต์ของกลางจึงเป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต การที่จำเลยมีรถยนต์ของกลางที่ยังไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตไว้เพื่อขายจึงเป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 5, 204, 207 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบรถยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 204 วรรคหนึ่ง (1) ปรับ 550,000 บาท คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 366,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบรถยนต์ของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 500,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 333,333.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า รถยนต์ของกลางเป็น "สินค้า" ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 หรือไม่ เห็นว่า ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 "สินค้า" หมายความว่า สิ่งซึ่งผลิตหรือนำเข้าและระบุไว้ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัตินี้ "ผลิต" หมายความว่าทำ ประกอบ ปรับปรุง แปรรูป หรือแปรสภาพสินค้าหรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้าไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แต่มิให้หมายความรวมถึง... และกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ระบุให้สินค้ารถยนต์อยู่ในบัญชีท้ายกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงได้ความจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า จำเลยนำซากรถยนต์เก๋งยี่ห้อ MINI AUSTIN ที่ซื้อมาจากนางสาวศรัญญา หัวเก๋งยี่ห้อ MINI ROVER พร้อมเครื่องยนต์อีก 2 เครื่อง ที่ซื้อมาจากนายประสาทศิลป์ มาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรถยนต์ของกลางแล้วโฆษณาประกาศขาย ซึ่งการซื้อซากรถยนต์เก๋งยี่ห้อ MINI AUSTIN และหัวเก๋งยี่ห้อ MINI ROVER ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้ขายได้แจ้งจดทะเบียนการโอน ทั้งไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถ บ่งชี้ให้เห็นว่าซากรถยนต์และหัวเก๋งดังกล่าวจำเลยซื้อมาในสภาพของชิ้นส่วนอะไหล่เก่า การที่จำเลยนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นรถยนต์ของกลางเท่ากับเป็นการผลิตสินค้าตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ. 2560 หาใช่การซ่อมแซมหรือบำรุงรักษารถยนต์เก่า รถยนต์ของกลางจึงเป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต การที่จำเลยมีรถยนต์ของกลางที่ยังไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตไว้เพื่อขายจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมแพ
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายสุวัฒน์ ปิ่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1994/2566
#694800
เปิดฉบับเต็ม

คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยสรุปได้ความว่า ข้อเสนอที่จะขายที่ดินพิพาทในราคาพิเศษให้ผู้คัดค้านนั้นไม่ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 และไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 152 ทั้งประเด็นเรื่องสิทธิเหนือบ้านพักหรือวิลล่า 16 และความสมบูรณ์ของข้อตกลงพิพาทนั้นเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งไม่จำต้องจดทะเบียน กรณีจึงเป็นการที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ข้อตกลงระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านดังกล่าวมิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายที่สามารถเรียกร้องและบังคับกันได้ระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ส่วนการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กฎหมายกำหนดอันจะมีผลใช้ยันบุคคลภายนอกนั้นก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องไปดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป ไม่ใช่ประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาด ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนที่ว่าสัญญาระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นโมฆะจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยเจตนาของผู้ร้องและผู้คัดค้านในขณะทำสัญญา อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นอำนาจของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลจะแทรกแซงโดยเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง เพราะมิฉะนั้นแล้วระบบอนุญาโตตุลาการย่อมไม่อาจบรรลุผลสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำชี้ขาดเฉพาะส่วนที่ผู้คัดค้านมีกรรมสิทธิ์เหนือวิลล่า 16 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ระหว่างผู้คัดค้านและผู้ร้อง ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 54/2561 หมายเลขแดงที่ 20/2563 ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ตามคำร้องขอเฉพาะส่วนที่ผู้เสนอข้อพิพาทมีกรรมสิทธิ์เหนือวิลล่า 16 คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการข้ออื่นนอกจากนี้ให้คงไว้ ค่าฤชาธรรมเนียมรวมค่าใช้จ่ายคดี (ที่ถูก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี) และค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีนางสาวสุมินตรา และนายทิมโมธี เป็นกรรมการมีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทได้ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ผู้ร้องโดยนายทิมโมธีมีหนังสือถึงผู้คัดค้านเพื่อเสนอให้ผู้คัดค้านมีสิทธิซื้อแปลงที่ดินวิลล่า 16 ในราคา 1 บาท และยืนยันข้อตกลงในการแบ่งผลกำไรร้อยละ 20 ของผลกำไรที่ผู้ร้องได้รับ ข้อตกลงนี้ให้ใช้กฎหมายไทยบังคับ และข้อพิพาทใดที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการภายใต้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทและขอแก้ไขเพิ่มเติมคำเสนอข้อพิพาทเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 54/2561 อ้างโดยสรุปความได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการการก่อสร้าง ผู้ลงทุน และนายหน้าสำหรับสิทธิในการครอบครองบ้านพักและห้องชุดในโครงการ อ. ผู้คัดค้านตอบตกลงรับข้อเสนอของผู้ร้องตามหนังสือเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นรางวัลตอบแทนที่ผู้คัดค้านทำยอดขายให้โครงการ อ. ของผู้ร้องได้เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นผู้คัดค้านใช้เงินส่วนตัวจำนวน 16,494,491.96 บาท สร้างบ้านพักหมายเลข 16 บนที่ดินดังกล่าวจนเสร็จ แล้วทำสัญญาขายบ้านพักดังกล่าวไปโดยผู้ซื้อชำระเงินไปแล้วร้อยละ 50 แต่นายทิมโมธีติดต่อผู้ซื้อให้ลงนามในสัญญาซื้อขายบ้านพักดังกล่าวใหม่แทนสัญญาเดิม โดยแจ้งผู้ซื้อว่าบ้านพักดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของผู้ร้องและให้ผู้ซื้อโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีของผู้ร้องและนายทิมโมธี การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้คัดค้านเสียชื่อเสียง ผลประโยชน์ ไม่ได้รับเงินส่วนที่เหลือจากผู้ซื้อรายดังกล่าว นายทิมโมธีและนางสาวสุมินตรายังแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าบ้านพักหมายเลข 16 ดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง โดยผู้คัดค้านยักยอกและโกงเงินของผู้ร้องไป นอกจากนี้ผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตรายังบุกรุกทำลายประตูเพื่อนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นบ้านพักดังกล่าวพร้อมขนย้ายทรัพย์สินของผู้คัดค้านไปโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมิชอบ ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด 1. ให้ผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตราร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,115,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยนับจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกวันละ 5,000 บาท นับจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะส่งมอบบ้านพักหมายเลข 16 คืนแก่ผู้คัดค้าน 2. ขับไล่ผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตรา พร้อมบริวารออกจากบ้านพักหมายเลข 16 ห้ามผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตรา ยุ่งเกี่ยวกับบ้านพักหมายเลข 16 ให้ผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตราจดทะเบียนโอนบ้านพักหมายเลข 16 ให้เป็นชื่อผู้คัดค้าน และให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ขนย้ายไปจากบ้านพักหมายเลข 16 หากผู้ร้อง นายทิมโมธีและนางสาวสุมินตราไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำตัดสินแทนเจตนา หรือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้ผู้คัดค้านกลับเข้าไปครอบครองบ้านพักหมายเลข 16 ภายในโครงการ อ. หรือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านคืนจากผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตรา หรือให้บุคคลทั้งสามชำระเงินค่าก่อสร้างบ้านพักหมายเลข 16 จำนวน 16,494,491.96 บาท คืนผู้คัดค้าน และ 3. มีคำสั่งบังคับให้บุคคลทั้งสามถอนคำแจ้งความเท็จที่สถานีตำรวจภูธรเกาะสมุย วันที่ 24 ตุลาคม 2561 ผู้ร้อง นายทิมโมธี และนางสาวสุมินตรายื่นคำคัดค้านและคำเสนอข้อพิพาทแย้ง และขอแก้ไขเพิ่มเติมคำเสนอข้อพิพาทแย้งเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2561 ปฏิเสธคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านอ้างโดยสรุปความได้ว่า ผู้ร้องจ้างให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการการก่อสร้างโครงการ อ. ผู้ร้องมีหนังสือถึงผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้คัดค้านจัดการโครงการอย่างมีประสิทธิภาพและซื่อสัตย์ แต่คำเสนอขายที่ดินดังกล่าวไม่เคยได้รับคำสนองตอบกลับจากผู้คัดค้าน และทั้งสองฝ่ายก็ไม่เคยไปสำนักงานที่ดินเพื่อโอนที่ดินแปลงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงยังเป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง ผู้ร้องยกเลิกการจ้างงานผู้คัดค้านและเพิกถอนข้อเสนอในการซื้อที่ดินดังกล่าวแล้วเนื่องจากตรวจพบว่าผู้คัดค้านใส่ร้ายทำลายชื่อเสียง ฉ้อโกง และขโมยทรัพย์สินของผู้ร้องไปหลายครั้งในช่วงที่ทำงานให้ผู้ร้อง เงินที่ผู้คัดค้านอ้างว่าใช้สร้างบ้านพักหมายเลข 16 หรือวิลล่า 16 เป็นเงินจากผู้ร้องที่ได้จากการกระทำที่ไม่สุจริตของผู้คัดค้าน ผู้ร้องมิได้บุกรุกบ้านพักหมายเลข 16 ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าขายบ้านพักที่ผู้ซื้อโอนให้ผู้ร้อง ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้าน และมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินที่ถูกขโมยไปพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ถูกขโมยรวม 25,454,535.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน วันที่ 23 มกราคม 2562 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านแก้คำเสนอข้อพิพาทแย้งปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องถอนคำเสนอข้อพิพาทในส่วนของนายทิมโมธีและนางสาวสุมินตรา วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด โดยวินิจฉัยสรุปได้ความว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านได้สนองรับคำเสนอของผู้ร้องในการขายที่ดินดังกล่าวแล้ว และผู้คัดค้านลงทุนก่อสร้างและตกแต่งบ้านพักหมายเลข 16 หรือวิลล่า 16 แต่ผู้คัดค้านขายบ้านพักหรือวิลล่าดังกล่าวไปและได้รับเงินส่วนดังกล่าวไปแล้วไม่ต่ำกว่า 23,459,584 บาท ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินที่อ้างว่าได้ลงทุนไปคืน ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องบุกรุก ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือละเมิดต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้ ส่วนเรื่องขอให้ถอนการแจ้งความนั้นไม่อยู่ในอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ สำหรับในส่วนคำเรียกร้องแย้งนั้น คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิขับไล่ผู้คัดค้านออกจากทรัพย์สินซึ่งเป็นของผู้คัดค้าน ส่วนทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านขายไปแล้วนั้น หากมีข้อโต้แย้งใดก็เป็นเรื่องระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ซื้อที่ต้องไปดำเนินการกันเองต่อไป และที่ผู้ร้องขอให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินที่ขโมยไปตามคำเรียกร้องแย้งนั้นคณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่ารับฟังไม่ได้ โดยคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านมีกรรมสิทธิ์เหนือวิลล่า 16 ส่วนคำขออื่นของผู้ร้องและผู้คัดค้านให้ยก วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม มีหนังสือแจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวไปยังผู้คัดค้าน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์ทำนองว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ กล่าวคือ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อตกลงการซื้อขายที่ดินวิลล่า 16 ระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นโมฆะเนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวเป็นการซื้อขายที่ดินที่ไม่ปรากฏว่ามีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยเห็นว่าพยานของผู้คัดค้านที่มาเบิกความในชั้นศาลมิได้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมหรือดำเนินการใด ๆ ในระหว่างการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ไม่ปรากฏการดำเนินการใดอันแสดงให้เห็นเจตนาที่แท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และไม่ปรากฏถ้อยคำและข้อความใดกำหนดไว้ในข้ออื่นใดอันแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงที่จะซื้อขายที่ดินวิลล่า 16 นั้น เห็นว่า ในข้อนี้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยวิเคราะห์พยานหลักฐานของทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้าน รายละเอียด รวมถึงเหตุผลของคำเสนอในการขายที่ดินพิพาทของผู้ร้อง พฤติการณ์ที่ถือว่ามีการสนองรับคำเสนอดังกล่าวจากผู้คัดค้าน ตลอดจนพิจารณาเจตนาของคู่ความทั้งสองฝ่ายไว้ตามคำชี้ขาดข้อ 31 ถึง 43 แล้วจึงวินิจฉัยในข้อ 44 สรุปได้ความว่า ข้อเสนอที่จะขายทรัพย์สินซึ่งหมายถึงที่ดินพิพาทในราคาพิเศษให้ผู้คัดค้านนั้นไม่ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 ทั้งประเด็นเรื่องสิทธิเหนือบ้านพักหรือวิลล่า 16 และความสมบูรณ์ของข้อตกลงพิพาทนั้นเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน อันเป็นการที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ข้อตกลงระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านดังกล่าวมิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายที่สามารถเรียกร้องบังคับกันได้ ระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเท่านั้น ไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วนการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กฎหมายกำหนดอันจะมีผลใช้ยันบุคคลภายนอกนั้นก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องไปดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป ไม่ใช่ประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนที่ว่าสัญญาระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นโมฆะนั้นจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยเจตนาของผู้ร้องและผู้คัดค้านในขณะทำสัญญา อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลจะแทรกแซงโดยการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการ แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง เพราะมิฉะนั้นแล้วระบบอนุญาโตตุลาการย่อมไม่อาจบรรลุผลสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำชี้ขาดเฉพาะส่วนที่ผู้คัดค้านมีกรรมสิทธิ์เหนือวิลล่า 16 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง คดีนี้ผู้คัดค้านอุทธรณ์ โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ภายในวันที่ 1 เมษายน 2565 พ้นกำหนดไม่ดำเนินการถือว่าไม่ติดใจ ต่อมาผู้คัดค้านขอวางเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมอีก 50,000 บาท ผู้คัดค้านจึงเสียค่าขึ้นศาลมาในชั้นอุทธรณ์รวม 50,200 บาท สูงกว่าที่ผู้คัดค้านต้องชำระตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีสมควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่ผู้คัดค้าน

พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาในชั้นอุทธรณ์ 200 บาท แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 456
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวไพเนตร ธนาบริบูรณ์
-
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ภัฏ วิภูมิรพี
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1978/2566
#690886
เปิดฉบับเต็ม

การขับรถกระบะบรรทุกของกลางที่มีการทำหลังคาฝาปิดด้านข้างและด้านท้ายจากจังหวัดกาญจนบุรีไปจังหวัดสมุทรปราการมีระยะทางไกลเกินกว่าจะเดินไปได้เอง จำเลยจำเป็นต้องใช้รถของกลางเป็นยานพาหนะพาคนต่างด้าวเดินทางไป โดยใช้วิธีการให้คนต่างด้าวสองคนหลบซ่อนอยู่ในช่องใต้หลังคาด้านบนของหัวรถ แล้วใช้ถังน้ำมันขนาดประมาณ 30 ลิตร หลายถังปิดบังไว้ อันเป็นการซ่อนเร้นคนต่างด้าวดังกล่าว จึงมิใช่การใช้รถของกลางตามสภาพอย่างยานพาหนะโดยสารทั่วไป อันเป็นข้อที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่มุ่งประสงค์จะใช้รถของกลางในการช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม รถของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบรถยนต์กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ริบรถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด และศาลมีอำนาจสั่งให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า การขับรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางที่มีการทำหลังคาฝาปิดด้านข้างและด้านท้ายจากจังหวัดกาญจนบุรีไปจังหวัดสมุทรปราการมีระยะทางไกลเกินกว่าจะเดินไปได้เอง เพราะต้องขับข้ามผ่านหลายจังหวัด จำเลยจำเป็นต้องใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะพาคนต่างด้าวทั้งสามเดินทางไป โดยใช้วิธีการให้นายซู มิน โท กับนายมิน มิน แท หลบซ่อนอยู่ในช่องใต้หลังคาด้านบนของหัวรถ แล้วใช้ถังน้ำมันจำนวนหลายถังปิดบังไว้ อันเป็นการซ่อนเร้นคนต่างด้าวดังกล่าว จึงมิใช่การใช้รถยนต์ของกลางตามสภาพอย่างยานพาหนะโดยสารทั่วไป อันเป็นข้อที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่มุ่งประสงค์จะใช้รถยนต์ของกลางในการช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวทั้งสามพ้นจากการจับกุม รถยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลมีอำนาจริบรถยนต์ของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบรถยนต์ของกลาง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า รถยนต์ของกลางให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ
จำเลย — นางสาว ง.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ — นายพลภวิษย์ พันธุ์คำเกิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2566
#693443
เปิดฉบับเต็ม

ท. ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีนี้ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสอบถาม ม. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เรื่องการถอนฟ้องของ ท. เพื่อให้ได้ความกระจ่างว่า ท. มีอำนาจถอนฟ้องคดีนี้จริงหรือไม่ แต่ ม. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาเรื่องการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย อันเนื่องจากสถานการณ์โลกในขณะนั้นมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 เป็นวงกว้าง ม. จึงส่งบันทึกถ้อยคำตอบข้อซักถามของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่กระทำในต่างประเทศโดยมีโนตารีพับลิกและสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศญี่ปุ่นรับรองว่า ม. ลงลายมือชื่อในเอกสารต่อหน้าตนต่อศาลชั้นต้นแทนการให้ถ้อยคำด้วยวาจาซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จึงรับฟังบันทึกถ้อยคำดังกล่าวแทนการสอบถามข้อเท็จจริงด้วยวาจาได้ ทั้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ศาลชั้นต้นสอบถาม ม. ด้วยวาจาในเรื่องการถอนฟ้องเป็นไปเพื่อความกระจ่างในเรื่องดังกล่าว มิใช่เป็นการให้สืบพยานเพิ่มเติมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1) จึงไม่จำต้องสืบพยานปาก ม. ที่ศาลอื่น หรือสถานที่ทำการของทางราชการ หรือสถานที่แห่งอื่นนอกศาล โดยจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพตาม ป.วิ.อ. มาตรา 230/1 ดังนี้ เมื่อบันทึกถ้อยคำของ ม. ระบุว่า ท. ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และตราประทับที่ ท. ได้ประทับในคำร้องขอถอนฟ้องไม่ใช่ตราประทับของโจทก์ กับ ท. ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในนามของโจทก์ คำร้องขอถอนฟ้องของ ท. จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ และปรากฏตามหนังสือรับรองข้อเท็จจริงว่า ม. ในฐานะกรรมการผู้แทนแต่เพียงผู้เดียวของโจทก์ขอรับรองว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะถอนฟ้องคดีนี้แต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ถอนฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับบริษัทจำกัด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า นายทาเคโอะ มีอำนาจถอนฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ศาลชั้นต้นสอบถามนายมิโตชิด้วยวาจาในเรื่องการถอนฟ้องคดีนี้นั้นเป็นไปเพื่อความกระจ่างในเรื่องดังกล่าว มิใช่เป็นการให้สืบพยานเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) จึงไม่จำต้องสืบพยานปากนายมิโตชิที่ศาลอื่น หรือสถานที่ทำการของทางราชการ หรือสถานที่แห่งอื่นนอกศาล โดยจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 230/1 ดังที่จำเลยฎีกา ดังนี้ เมื่อบันทึกถ้อยคำของนายมิโตชิที่ระบุว่า นายทาเคโอะไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และตราประทับที่นายทาเคโอะได้ประทับในคำร้องขอถอนฟ้องไม่ใช่ตราประทับของโจทก์ กับนายทาเคโอะไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในนามของโจทก์ คำร้องขอถอนฟ้องของนายทาเคโอะจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ สอดคล้องกับหนังสือรับรองข้อเท็จจริงพร้อมคำแปลเอกสารท้ายคำร้องขอนำส่งหนังสือยืนยันข้อเท็จจริงลงวันที่ 30 เมษายน 2562 ที่ระบุว่า นายมิโตชิในฐานะกรรมการผู้แทนแต่เพียงผู้เดียวของโจทก์ขอรับรองว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะถอนฟ้องคดีนี้แต่อย่างใด จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ขอถอนฟ้องคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีนายมิโตชิ ฟูจิกิจ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เป็นพยานเบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 เวลากลางวัน จำเลยมอบอำนาจให้นายณัฐธวัช ยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัท ม. ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร วันเดียวกันนายณัฐธวัชยื่นคำขอจดทะเบียน 2 เรื่อง คือ ให้นายทาเคชิ ออกจากตำแหน่งกรรมการของบริษัท ม. และให้นางสาวชุติมา เข้าเป็นกรรมการแทน กับแก้ไขให้จำเลยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท หรือนางสาวชุติมาลงลายมือชื่อร่วมกับนางสาววีระวรรณ และประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันบริษัท จำเลยยังให้คำรับรองต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่า ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ณ อาคาร ด. มีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมจำนวน 4 คน นับจำนวนหุ้นได้ 10,000 หุ้น โดยจำเลยเป็นประธานที่ประชุม ได้มีการบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ/ส่งมอบให้แก่ตัวผู้ถือหุ้นแล้ว ซึ่งคำรับรองดังกล่าวเป็นความเท็จ เนื่องจากโจทก์ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 ไม่ได้เข้าร่วมประชุม และไม่ได้ส่งตัวแทนหรือผู้รับมอบฉันทะของโจทก์เข้าร่วมประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 ดังนั้น การที่จำเลยให้คำรับรองต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทดังกล่าวจึงเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยทำให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหลงเชื่อรับจดทะเบียนแก้ไขรายการบริษัทของบริษัท ม.บริษัท อ. โดยแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการจากจำเลย นางสาววีระวรรณ และนายทาเคชิ เป็นให้นายทาเคชิ ออกจากตำแหน่งกรรมการแล้วให้นางสาวชุติมาเข้าเป็นกรรมการแทน กรรมการชุดใหม่ จึงประกอบด้วย จำเลย นางสาวชุติมา และนางสาววีระวรรณ และแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการที่มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทจากจำเลยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท หรือนายทาเคชิลงลายมือชื่อร่วมกับนางสาววีระวรรณและประทับตราสำคัญของบริษัทมาเป็นจำเลยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท หรือนางสาวชุติมาลงลายมือชื่อร่วมกับนางสาววีระวรรณและประทับตราสำคัญของบริษัท อีกทั้งการที่โจทก์ไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวเชิญประชุม โจทก์เสียโอกาสในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกกรรมการหรือเสนอชื่อบุคคลอื่นเข้าเป็นกรรมการคนใหม่ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความได้ความว่า จำเลยถือสัญชาติญี่ปุ่น ไม่สามารถพูด ฟัง อ่าน และเขียนภาษาไทยได้ จำเลยไม่มีความรู้ในการจดทะเบียนตั้งและเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนบริษัท นายทาเคชิเป็นผู้ติดต่อว่าที่ร้อยตรีเกื้อกูล ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนต่าง ๆ ว่าที่ร้อยตรีเกื้อกูลเป็นกรรมการของบริษัท อ. บริษัทดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำเอกสารและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท ม. จำเลยลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดและหนังสือมอบอำนาจ ที่บริษัท อ. จัดทำโดยทำเครื่องหมายกากบาทไว้ โดยยังไม่มีการพิมพ์วันที่ เดือน ไม่มีลายมือชื่อของว่าที่ร้อยตรีเกื้อกูล ไม่มีการพิมพ์ข้อความว่าประชุมเรื่องอะไร เมื่อใด และอย่างใด จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารเพราะไว้วางใจและเชื่อโดยสุจริตว่าทนายความจะดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เห็นว่า นายมิโตชิกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท ม. ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 และโจทก์ก็ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม และไม่ได้ส่งตัวแทนหรือผู้รับมอบฉันทะใด ๆ ของโจทก์ให้เข้าร่วมการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ตามที่จำเลยให้คำรับรองในคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด โดยในเรื่องนี้จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้ง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าจำเลยลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทและหนังสือมอบอำนาจ แต่อ่านภาษาไทยไม่ออกและไม่รู้กฎหมายไทย แต่ในเมื่อจำเลยเป็นถึงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ม. ซึ่งในฐานะเป็นผู้บริหารรับผิดชอบกิจการของบริษัทก่อนที่จะลงนามในเอกสารต่างประเทศชิ้นใด แม้จะยังไม่มีการกรอกรายละเอียดของข้อความ จำเลยก็ต้องสอบถามให้ได้ความชัดเจนก่อนที่จะลงลายมือชื่อว่ามีข้อความอย่างไร และจะต้องมีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องอย่างไรเสียก่อน ซึ่งก็ปรากฏข้อความเกี่ยวกับเรื่องการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 6/2558 และมีการบอกกล่าวให้ผู้ถือหุ้นทุกคนทราบในเอกสารดังกล่าวแล้ว อีกทั้งจำเลยยังยอมรับนางสาวชุติมาเป็นกรรมการของบริษัทแทนนายทาเคชิกรรมการคนเก่าที่ลาออกไป นอกจากนี้จำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านคำรับรองต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและไม่ได้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่จัดทำเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารดังกล่าวจะนำไปกรอกรายละเอียดอย่างไรบ้างและนำไปใช้เพื่ออะไร อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยว่า จำเลยรับรู้เรื่องการยื่นคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทและจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 อันเป็นเท็จแล้ว พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ความสัมพันธ์ของนายมิโตชิกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในทางเศรษฐกิจจากการกระทำของจำเลยแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยยังได้แก้ไขด้วยการตั้งกรรมการคนใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ประกอบกับโจทก์ยื่นคำแถลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยแล้วโดยขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษ กรณีจึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่ที่ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 137 และมาตรา 267 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม), 267 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — นาย ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายชาญ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทินกร ก่อเพียรเจริญ
ชื่อองค์คณะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ณรงค์ ประจุมาศ
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1943/2566
#690849
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 มีเจตนารมณ์ให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง แม้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ แต่โจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์ 15,000 บาท อันเนื่องมาจากการกระทำในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องของพนักงานอัยการ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า รถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเรียกค่าซ่อมรถยนต์เข้ามาในคดีอาญานี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 80, 83, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และนำโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1431/2562 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นาย ม. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ในทางทำมาหาได้วันละ 325 บาท นาน 3 เดือน เป็นเงิน 29,250 บาท ค่าสินไหมทดแทนกรณีสูญเสียแขนซ้าย 300,000 บาท ค่าเสียหายทางจิตใจที่ต้องพิการ 300,000 บาท ค่าซ่อมรถยนต์ 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 694,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำละเมิดถึงวันยื่นคำร้อง รวมเป็นเงิน 705,492.57 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 694,250 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี รวมทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เมื่อจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1431/2562 ของศาลชั้นต้น มาบวกกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้อีก ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 694,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ร่วมโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งฟังได้ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะโจทก์ร่วมขับรถยนต์อยู่บนถนนที่เกิดเหตุ มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมที่แขนซ้ายเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ต้องตัดแขนซ้ายและพิการไปตลอดชีวิตทั้งรถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองตามหมายจับ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์ร่วมรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน ในช่วงเกิดเหตุโจทก์ร่วมเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลจะแหน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลจะแหนและพักอาศัยอยู่ที่บ้านนายยูนุ๊ห์ ซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลจะแหน โจทก์ร่วมเคยแสดงตนเข้ามาขอตรวจสอบการดำเนินการโครงการถมดินก่อสร้างตลาดนัดขององค์การบริหารส่วนตำบลจะแหน คืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมขับรถยนต์ออกจากบ้านนายหนิเล๊าะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งพอ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับโจทก์ร่วม และเป็นญาติกับนายยูนุ๊ห์ แล่นมาตามถนนสาย 4085 มุ่งหน้าอำเภอสะบ้าย้อย ด้วยความเร็วประมาณ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยลดกระจกด้านคนขับลงเพื่อสูบบุหรี่ บริเวณถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนสาธารณะที่มีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าเปิดในเวลากลางคืนส่องสว่างตลอดเส้นทาง สำหรับข้อหาความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อหาทั้งสองดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาทั้งสองข้อหามาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ข้อหาทั้งสองดังกล่าวจึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาต้องกันมาหรือไม่ ข้อนี้โจทก์ร่วมเบิกความว่า คืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมขับรถยนต์โดยใช้ความเร็ว 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อถึงที่เกิดเหตุโจทก์ร่วมได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์มาจากทางด้านหลังขับแซงขึ้นด้านขวาเทียบด้านข้าง โจทก์ร่วมเห็นจากกระจกข้างด้านขวาว่ามีผู้ชายสองคน ไม่ได้สวมใส่หมวกนิรภัย โจทก์ร่วมหันไปดูเห็นผู้ชายที่นั่งซ้อนท้ายใช้มือสองมือถืออาวุธปืนสั้นเล็งมาทางโจทก์ร่วม ส่วนคนขับรูปร่างใหญ่และศีรษะล้าน โจทก์ร่วมดึงเบาะนั่งให้เอนหลังแล้วใช้มือซ้ายจับพวงมาลัยแทน โจทก์ร่วมได้ยินเสียงปืน 2 ถึง 3 นัด พร้อมกับเสียงกระจกแตก รู้สึกว่าถูกยิงที่แขนซ้ายโจทก์ร่วมเหยียบเบรกให้รถหยุดจอดกลางถนน แต่ทำให้รถเสียหลักมาทางด้านซ้ายเล็กน้อย โจทก์ร่วมยกมือขวามาจับพวงมาลัยแทนเพราะมือซ้ายหักห้อยอยู่รถจักรยานยนต์ของคนร้ายแล่นเลยไปข้างหน้า แล้วเลี้ยวซ้ายกลับมาจอดหันหน้าเข้าหารถของโจทก์ร่วมห่างประมาณ 10 เมตร โดยจอดริมถนนด้านซ้าย ขณะนั้นไฟหน้ารถของโจทก์ร่วมเปิดอยู่ และบริเวณดังกล่าวมีไฟถนนสาธารณะหลายดวงโดยรถจักรยานยนต์ของคนร้ายจอดอยู่ใต้ดวงไฟซึ่งติดอยู่ ข้างเสาไฟดังกล่าวมียางรถจักรยานยนต์ตั้งอยู่และมีป้ายเขียนว่าร้านปะยาง ขณะนั้นคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายยังเล็งปืนมาที่โจทก์ร่วม และมีลักษณะคล้ายเหนี่ยวไกยิงโจทก์ร่วมแต่ปืนไม่ลั่น โจทก์ร่วมเหยียบคันเร่งรถทีแรกตั้งใจจะชนทั้งสองคนแต่กลัวรถเสียหลักและไปต่อไปไม่ได้จึงเปลี่ยนใจขับหนีไปทางอำเภอสะบ้าย้อย โจทก์ร่วมเห็นคนร้ายทั้งสองคนอย่างชัดเจนและจำได้ว่า คนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์คือ จำเลยที่ 1 ส่วนคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายคือ จำเลยที่ 2 เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากไฟฟ้าสาธารณะ โจทก์ร่วมรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน พฤติการณ์ที่คนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาประกบยิงแสดงว่าเป็นการยิงในระยะใกล้ โจทก์ร่วมถูกยิงมีบาดแผลกระสุนปืนเฉี่ยวหน้าอกขวา บ่งชี้ว่า เป็นการยิงในขณะรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับตีขนานเคียงข้างกับรถยนต์ที่โจทก์ร่วมขับอยู่ในระดับสายตาที่โจทก์ร่วมสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน โจทก์ร่วมจึงดึงเบาะนั่งให้เอนหลังหลบจึงถูกกระสุนปืนเฉี่ยวหน้าอกขวาและถูกแขนซ้ายจนหักห้อยมีบาดแผลตามใบชันสูตรบาดแผลของแพทย์โรงพยาบาล ส. มิใช่เป็นการยิงแนวทแยง โดยโจทก์ร่วมต้องหันกลับไปมองดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกา หลังจากถูกยิงแล้วโจทก์ร่วมมีความคิดที่จะเหยียบคันเร่งขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ แสดงว่าโจทก์ร่วมยังมีสติไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจกลัว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวซ้ายกลับมาจอดหันหน้าเข้าหารถของโจทก์ร่วมโดยยังไม่หลบหนีไปจากที่เกิดเหตุก็เพราะต้องการยิงซ้ำ แต่เนื่องจากกระสุนปืนไม่ลั่น เมื่อโจทก์ร่วมเคยเห็นหน้าและรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ประกอบกับที่เกิดเหตุมีแสงสว่างและโจทก์ร่วมมีระยะเวลาพอสมควร จึงเชื่อว่า โจทก์ร่วมสามารถมองเห็นและจดจำจำเลยทั้งสองได้ ส่วนที่โจทก์ร่วมไม่ได้บอกแก่นางอารยา ภริยาของโจทก์ร่วมว่าคนร้ายเป็นใคร ก็ได้ความจากพันตำรวจตรีกิตติพัฒน์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า คืนเกิดเหตุขณะโจทก์ร่วมอยู่ที่โรงพยาบาล ส. โจทก์ร่วมได้พบกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนและบอกว่าโจทก์ร่วมรู้จักคนที่ยิง แต่ยังไม่ได้บอกว่าเป็นใคร และปรากฏตามใบชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่า คืนเกิดเหตุแพทย์โรงพยาบาล ส. ส่งต่อโจทก์ร่วมไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล ห. แสดงว่าขณะอยู่ที่โรงพยาบาล ส. โจทก์ร่วมไม่มีเวลาที่จะพูดคุยกับภริยาของตนและเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนจึงไม่ได้บอกว่าคนร้ายเป็นใคร แต่เมื่อแพทย์โรงพยาบาล ห. รักษาบาดแผลโจทก์ร่วมพ้นขีดอันตรายแล้วโจทก์ร่วมก็ได้บอกทันทีแก่นายพินิจ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านของโจทก์ร่วม ร้อยตำรวจเอกบัญญัติ เจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนและพันตำรวจตรีกิตติ์พิพัฒน์ พนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายมีข้อความทำนองเดียวกับที่โจทก์ร่วมเบิกความ สำหรับหัวกระสุนปืน 2 หัว และชิ้นส่วนตะกั่ว 4 ชิ้น ก็ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ว่า ใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกัน ดังนี้ คำเบิกความของโจทก์ร่วมสมเหตุผลมีน้ำหนักมั่นคงเชื่อได้ว่า โจทก์ร่วมจดจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำเบิกความโจทก์ร่วมเป็นพิรุธ ไม่น่าเชื่อถือ โจทก์ร่วมมีข้อขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพลหลายกลุ่ม การถูกลอบยิงเป็นการกระทำของบุคคลอื่น โจทก์ร่วมจดจำคนร้ายไม่ได้เลยกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชานายยูนุ๊ห์ นั้นฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองถูกคุมขังมาโดยตลอด พยายามประสานให้ญาตินำนางคอตัม และนายอิสกรรดาร์ ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสอง แต่พนักงานสอบสวนแจ้งว่าค่อยไปให้การในชั้นศาล ซึ่งในทางปฏิบัติพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้เสียหายเป็นหลักมากกว่าที่จะดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงพยานหลักฐานของฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย จำเลยทั้งสองจึงต้องนำพยานทั้งสองมาเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อขอความเป็นธรรมจากศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้อ้างนางคอตัมเสียตั้งแต่ในชั้นสอบสวน เป็นข้อวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน นั้น เห็นว่า เมื่อพันตำรวจตรีกิตติ์พิพัฒน์พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองไม่ได้ถามค้านถึงข้อเท็จจริงตามที่อ้างมาในฎีกา ข้ออ้างตามฎีกาจำเลยทั้งสองเป็นการเลื่อนลอย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ข้ออ้างฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ประการสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งแก่โจทก์ร่วม นั้น เห็นว่า คดีส่วนแพ่งนี้ โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งคดีอาญาพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเรียกค่าเสียหายแก่ร่างกายและค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ร่วมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมขณะขับรถยนต์ กระสุนปืนทะลุกระจกและตัวรถถูกโจทก์ร่วมที่แขนซ้ายเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ต้องตัดแขนซ้ายและพิการไปตลอดชีวิต และรถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดแก่ร่างกายและทรัพย์สินของโจทก์ร่วมจากเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกัน จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 432 ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ร่างกายโจทก์ร่วมมานั้น ชอบแล้ว ส่วนค่าเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เป็นค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ร่วมนั้น มีปัญหาว่า คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเกิดแก่รถยนต์ของโจทก์ร่วมมาด้วย โจทก์ร่วมชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าซ่อมรถยนต์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า รถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเกิดจากการกระทำในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ถือเป็นการกระทำละเมิดในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกัน คดีนี้โจทก์ร่วมใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะได้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2548 ความว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากการดำเนินคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้พนักงานอัยการมีเพียงอำนาจในการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางประเภทเท่านั้นผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยต้องไปดำเนินคดีส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนอื่นด้วยตนเอง และต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเป็นภาระยิ่งขึ้นให้แก่ผู้เสียหาย ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว รวมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการดำเนินคดีดังกล่าวเพื่อลดภาระให้แก่ผู้เสียหาย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ แม้พนักงานอัยการโจทก์จะไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์มาด้วย แต่โจทก์ร่วมก็ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์ 15,000 บาท คำร้องของโจทก์ร่วมดังกล่าวแสดงโดยแจ้งชัดถึงความเสียหายของรถยนต์โจทก์ร่วมที่ได้รับอันเนื่องมาจากการกระทำในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ก็บัญญัติเพียงว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ ไม่ได้บัญญัติถึงขนาดเป็นเงื่อนไขว่า ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะค่าสินไหมทดแทนในความผิดที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษเท่านั้น ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า รถยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำในเหตุการณ์หรือกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แม้พนักงานอัยการโจทก์จะไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ โจทก์ร่วมก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอเรียกค่าซ่อมรถยนต์เข้ามาในคดีอาญานี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่โจทก์ร่วมมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
โจทก์ร่วม — นาย ม.
จำเลย — นาย ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายสมควร จารุธำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสกุลรัตน์ อยู่เปนสุข
ชื่อองค์คณะ
เมธี ประจงการ
เรวัตร สกุลคล้อย
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2566
#691959
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีตามปกติสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยมีกำหนดอายุความ 2 ปี โดยเริ่มนับแต่วันวินาศภัย แต่ในขณะเกิดเหตุละเมิด ผู้ร้องทั้งสองไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม ดังนั้นในคดีนี้อายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง สำหรับการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีมีวินาศภัยยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์มีผู้แทนโดยชอบธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/20

คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการการที่วินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งสำหรับคดีนี้คือ เรื่องการนับอายุความ เป็นกรณีที่ปรากฏต่อศาลว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ศาลชอบที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และขอให้มีคำสั่งดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการใหม่ หรือวินิจฉัยชี้ขาดในส่วนค่าเสียหายใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 67/2563 หมายเลขแดงที่ 74/2564 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ รับฟังเป็นยุติว่า นาง ส. เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้ร้องทั้งสอง และเป็นมารดาของนางสาววาสนา ผู้ตาย ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาววาสนากับนายสมควร ซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ผู้ร้องที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2550 ผู้ร้องที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ผู้คัดค้านมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนภาคบังคับและภาคสมัครใจของรถบรรทุกพ่วงหัวลาก เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 นางสาววาสนานั่งรถจักรยานยนต์ มีนายจิตติภูมิ เป็นผู้ขับขี่ มาตามถนนสุขุมวิทสายเก่ามุ่งหน้าไปจังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีผู้ขับขี่และควบคุมรถบรรทุกพ่วงดังกล่าวขับมาเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่นางสาววาสนานั่งมา เป็นเหตุให้นางสาววาสนาถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2562 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษมีคำสั่งตั้งนาง ส. เป็นผู้ปกครองผู้ร้องทั้งสอง และวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษมีคำสั่งอนุญาตให้นาง ส. ทำนิติกรรมเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน การประนีประนอมยอมความ การมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ตลอดจนรับเงินใด ๆ แทนผู้ร้องทั้งสองได้ วันที่ 28 มกราคม 2563 ผู้ร้องทั้งสองโดยนาง ส. ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 67/2563 เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้คัดค้าน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเหตุที่นางสาววาสนาถึงแก่ความตายดังกล่าว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทพ้นกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย จึงไม่ต้องรับผิด ค่าขาดไร้อุปการะที่เรียกร้องสูงเกินส่วน ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดค่าขาดแรงงานในครอบครัวและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า คำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสองขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง ประเด็นค่าสินไหมทดแทนไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้คำชี้ขาดมีผลเปลี่ยนแปลง ให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสอง

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า มูลละเมิดคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 แต่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 อันเป็นการกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำหลักทั่วไปในการนับอายุความตามมาตรา 193/12 และมาตรา 193/20 มาบังคับได้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เหตุที่ยื่นคำเสนอข้อพิพาทเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยเกิดจากความประมาทเลินเล่อของทนายความของผู้ร้องทั้งสองเอง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันวินาศภัย" ดังนั้น ในกรณีตามปกติสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยจึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี โดยเริ่มนับแต่วันวินาศภัย แต่ในคดีนี้เหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 ขณะนั้นผู้ร้องทั้งสองมีอายุเพียง 10 ปี เศษ และ 9 ปี เศษ ตามลำดับ ผู้ร้องทั้งสองไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมเนื่องจากนางสาววาสนา มารดาของผู้ร้องทั้งสอง ถึงแก่ความตายเพราะเหตุละเมิดคดีนี้ ส่วนนายสมควร บิดาของผู้ร้องทั้งสอง อยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสาววาสนาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งมาตรา 193/20 บัญญัติว่า "อายุความสิทธิเรียกร้องของผู้เยาว์หรือของบุคคลวิกลจริตอันศาลจะสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่ก็ตาม ถ้าจะครบกำหนดลงในขณะที่บุคคลดังกล่าวยังไม่ลุถึงความสามารถเต็มภูมิ หรือในระหว่างหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลดังกล่าวไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลนั้นได้ลุถึงความสามารถเต็มภูมิหรือได้มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี..." ดังนั้น ในคดีนี้อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง จึงยังไม่ครบจนกว่าจะครบ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองมีผู้แทนโดยชอบธรรม ตามมาตรา 193/20 เมื่อปรากฏว่าวันที่ 23 เมษายน 2562 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษมีคำสั่งตั้งนาง ส. เป็นผู้ปกครองผู้ร้องทั้งสอง อายุความจึงต้องนับจากวันที่ผู้ร้องทั้งสองมีผู้แทนโดยชอบธรรมออกไปอีก 1 ปี คือวันที่ 23 เมษายน 2563 เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 ยังไม่ครบ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองมีผู้แทนโดยชอบธรรม คดีของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการวินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง และปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ได้ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีไม่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นอื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/20 ม. 882 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ธ. โดยนาง ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวฤทัยทิพย์ สุนทรเอกจิต
-
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา