คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2566
#693641
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินโอนที่ดินสาธารณูปโภคพร้อมที่ดินในโครงการจัดสรรให้แก่บรรษัท บ. เป็นการโอนที่ดินจัดสรรทั้งโครงการ ซึ่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคนั้นให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ การโอนที่ดินดังกล่าวมิได้ก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินสาธารณูปโภค จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 18 และผลของการโอนไม่ตกเป็นโมฆะ

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่บรรษัท บ. และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 4 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่บรรษัท บ. ขายที่ดินเปล่าที่เหลือจากที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิซื้อคืนให้แก่โจทก์ ให้นิยามคำว่า "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" ทำนองเดียวกันว่าผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร แต่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 4 ให้นิยามเพิ่มเติมว่า ให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ซึ่งหมายความว่า ผู้ใดที่ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร รวมทั้งผู้รับโอนสิทธิจากผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินไม่ว่าในทางใด ย่อมเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรร แม้บรรษัท บ. ไม่ได้ซื้อที่ดินจัดสรรจากจำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบรรษัท บ. และโอนที่ดินตีใช้หนี้แก่บรรษัท บ. ถือได้ว่าบรรษัท บ. เป็นผู้ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร และเมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินจัดสรรจากบรรษัท บ. เนื่องจากการควบรวมกิจการตามมติคณะรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปอันเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ตนซื้อและเหลืออยู่ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน ฯ มาตรา 49 วรรคสอง

สำหรับค่าตัดหญ้าในที่ดินของจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิเข้าไปตัดหญ้าในที่ดินของจำเลยที่ 2 ได้อย่างไร และมีเหตุผลความจำเป็นใดที่จะต้องตัดหญ้าในที่ดินของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าตัดหญ้าในที่ดินของจำเลยที่ 2 ส่วนค่าตัดหญ้าในที่ดินที่เป็นสาธารณูปโภคนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องดูแลที่ดินแปลงสาธารณูปโภคตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 43 วรรคหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรที่ดินจึงมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าตัดหญ้าในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 6659, 61402, 61564 และ 61565 รวม 4 แปลง ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่คืนหรือไม่สามารถคืนได้ ให้ถือคำพิพากษาดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน 4 แปลงดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าว 4 แปลงแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหาย 88,359,298.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระเงินคืน 1,018,578 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ให้โจทก์แจ้งเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเพิกถอนคำสั่งระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดิน 14 แปลง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 หากโจทก์เพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 6659, 61402, 61564 และ 61565 รวม 4 แปลง ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยหรือไม่สามารถคืนได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลง ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6659, 61402, 61564 และ 61565 รวม 4 แปลง ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 86,196,698.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 73,184,668.94 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 1,018,578 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ให้โจทก์แจ้งเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเพิกถอนคำสั่งระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินโฉนดเลขที่ 61142, 61187, 61188, 61203 ถึง 61205, 61237, 61240, 61249 และ 61206 ถึง 61210 รวม 14 แปลง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 หากโจทก์เพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 6659, 61402, 61564 และ 61565 ซึ่งเป็นที่ดินส่วนสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณประโยชน์ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ และการที่จำเลยที่ 2 ไม่คืนโฉนดที่ดินนั้นเป็นการผิดสัญญาและเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินโอนที่ดินสาธารณูปโภคพร้อมที่ดินในโครงการจัดสรรให้แก่บรรษัท บ. เป็นการโอนที่ดินจัดสรรทั้งโครงการ ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคนั้นให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ การโอนที่ดินดังกล่าวมิได้ก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินสาธารณูปโภค จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 18 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่มีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และผลของการโอนไม่ตกเป็นโมฆะ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่ได้กำหนดราคาที่ดิน 4 แปลงตามฟ้องสำหรับหักหนี้และซื้อคืนไว้ และไม่ได้ระบุว่าเมื่อจดทะเบียนปลอดจำนองที่ดิน 4 แปลงดังกล่าวแล้ว บรรษัท บ. มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินนั้นได้ เห็นว่า ที่จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเปล่าโครงการ ด. ซึ่งรวมที่ดิน 4 แปลงตามฟ้องที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณประโยชน์ด้วย กับที่ดินเปล่าแปลงอื่น ๆ และหุ้นบางส่วนของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้บางส่วนแก่บรรษัท บ. นั้น จำเลยที่ 1 มีสิทธิซื้อคืนได้ โดยมีเงื่อนไขและรายละเอียด สิทธิซื้อคืน... รายการทรัพย์ลำดับที่ 1 ที่รวมที่ดิน 4 แปลงตามฟ้องที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณประโยชน์ด้วย ระบุว่า "กรณี...มีทรัพย์ส่วนใดที่จัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกันอันเป็นสาธารณูปโภคของโครงการ... ผู้ให้สัญญาและบรรษัท บ. ตกลงจะร่วมกันรักษาและดำรงไว้ซึ่งความเป็นสาธารณูปโภค... และเมื่อผู้ให้สัญญาได้ซื้อคืนทรัพย์ตามรายการลำดับนี้และตามราคาและภายในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้นี้ ผู้ให้สัญญาตกลงยินยอมและร่วมมือกับบรรษัท บ. ในการดำเนินการให้ทรัพย์ที่เป็นสาธารณูปโภคนี้ตกเป็นสาธารณประโยชน์ไว้ใช้ร่วมกันของผู้ซื้อทรัพย์ในโครงการต่อไป" ดังนั้น แม้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่ได้กำหนดราคาที่ดิน 4 แปลงตามฟ้องสำหรับหักหนี้และซื้อคืนไว้ และบรรษัท บ. จดทะเบียนปลอดจำนองที่ดิน 4 แปลงดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิซื้อคืนที่ดินเปล่าจากบรรษัท บ. ได้เพียงบางส่วน ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ซื้อคืนทรัพย์ตามรายการลำดับนี้และตามราคาภายในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ บรรษัท บ. จึงชอบที่จะยึดถือโฉนดที่ดิน 4 แปลงตามฟ้องไว้เพื่อดำเนินการให้ที่ดิน 4 แปลงที่เป็นสาธารณูปโภคนี้ตกเป็นสาธารณประโยชน์ไว้ใช้ร่วมกันของผู้ซื้อทรัพย์ในโครงการจากจำเลยที่ 1 และหรือโจทก์ที่ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากบรรษัท บ. ต่อไป ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ซื้อโครงการจัดสรรที่ดินตามฟ้องมาจากจำเลยที่ 1 นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้องและตามคำเบิกความของนางสาวพิสมัยกรรมการบริษัทโจทก์ก็ได้ความเพียงว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ซื้อคืนที่ดินเปล่าจากบรรษัท บ. ไปเพียงบางส่วนแล้วโจทก์จึงทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สินกับบรรษัท บ. ปรากฏว่าโจทก์ซื้อที่ดินเปล่าส่วนที่เหลือจากที่จำเลยที่ 1 ซื้อไปเท่านั้น โจทก์ไม่ได้ซื้อโครงการจัดสรรที่ดินตามฟ้องหรือที่ดินเปล่ามาจากจำเลยที่ 1 ดังที่อ้างมาในฎีกา ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า โจทก์ได้รับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินมาจากจำเลยที่ 1 แล้วนั้น แม้โจทก์ได้รับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินมาจากจำเลยที่ 1 อันทำให้โจทก์รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 39 แต่การรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ไปดำเนินการภายหลังจากโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินจากบรรษัท บ. แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนครนายก และโจทก์ต้องดำเนินการรับโอนที่ดินแปลงสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะในโครงการจัดสรรที่ดินภายในกำหนดเวลา แต่เมื่อโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระราคา 2 งวด สำหรับที่ดินที่จะขาย ลำดับที่ 1 ถึงลำดับที่ 162 และลำดับที่ 163 ถึงลำดับที่ 351 ตามลำดับ แก่บรรษัท บ. ภายในกำหนดเวลาที่เป็นวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งที่ดิน 4 แปลงตามฟ้องอยู่ในลำดับที่ 348 ถึงลำดับที่ 351 ที่โจทก์ต้องชำระราคาและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในงวดที่ 2 และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ชำระราคาที่ดินงวดที่ 2 แก่บรรษัท บ. โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้บรรษัท บ. จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 4 แปลงตามฟ้อง หรือคืนโฉนดที่ดินนั้นแก่โจทก์แต่อย่างใด และการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิจากบรรษัท บ. ไม่เป็นการผิดสัญญาและไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าบริหารงานและค่าเสียโอกาสตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องคืนโฉนดเลขที่ 6659, 61402, 61564 และ 61565 ซึ่งเป็นที่ดินส่วนสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณประโยชน์ตามฟ้องแก่โจทก์ และไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ นั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า บรรษัท บ. ที่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจัดสรรตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ถือว่าเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรหรือไม่ และการที่จำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจัดสรรจากบรรษัท บ. ผู้โอนเนื่องจากการควบรวมกิจการ ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปซึ่งต้องชำระค่าบริการสาธารณะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่บรรษัท บ. และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ก็ดี และตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่บรรษัท บ. ขายที่ดินเปล่าที่เหลือจากที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิซื้อคืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ก็ดี ได้ให้นิยามคำว่า "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" ทำนองเดียวกันว่า ผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร แต่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 ให้นิยามเพิ่มเติมว่า ให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ซึ่งหมายความว่า ผู้ใดที่ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร รวมทั้งผู้รับโอนสิทธิจากผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินไม่ว่าในทางใด ย่อมเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ดังนั้น แม้บรรษัท บ. ไม่ได้ซื้อที่ดินจัดสรรจากจำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดิน แต่การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบรรษัท บ. และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินตีใช้หนี้แก่บรรษัท บ. ถือได้ว่าบรรษัท บ. เป็นผู้ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรรเช่นเดียวกัน และเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอนที่ดินจัดสรรจากบรรษัท บ. เนื่องจากการควบรวมกิจการตามมติคณะรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปอันเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ตนซื้อและเหลืออยู่ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ..." ซึ่งโจทก์นำสืบได้ความว่า ที่ดินที่บรรษัท บ. รับโอนตีใช้หนี้และได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรซึ่งต่อมาได้มีการโอนให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์นั้นมีเพียง 14 แปลง และคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางมีมติให้โจทก์จัดเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาที่ดินเปล่าในอัตราเดือนละ 5.50 บาทต่อตารางวา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้บรรษัท บ. และจำเลยที่ 2 ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคอัตราดังกล่าวได้ รวม 14 แปลง เป็นเนื้อที่ 1,403 ตารางวา โดยโจทก์เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นรายปี ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งและเป็นคุณแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ปีละ 92,598 บาท นับแต่วันที่โจทก์รับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ตามที่โจทก์ขอ รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระแก่โจทก์ 1,171,621.75 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแทนบรรษัท บ. ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 นั้น โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรส่วนที่เหลือจากที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิซื้อคืนไปบางส่วนเท่านั้น มิได้อยู่ในฐานะรับโอนกิจการของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 มีต่อบรรษัท บ. มาเป็นของโจทก์ได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการตัดหญ้าในที่ดินของจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิเข้าไปตัดหญ้าในที่ดินของจำเลยที่ 2 ได้อย่างไร และโจทก์มีเหตุผลความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตัดหญ้าในที่ดินของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าตัดหญ้าในที่ดินของจำเลยที่ 2 ส่วนค่าตัดหญ้าในที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องดูแลที่ดินแปลงสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป..." โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรที่ดินจึงมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าตัดหญ้าในส่วนนี้แก่โจทก์เช่นกัน หนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นหนี้เงิน ซึ่งจำเลยที่ 2 ค้างชำระเป็นรายปี แต่ตามคำฟ้องไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการผิดนัดของจำเลยที่ 2 และการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ ทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะคิดดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวนใด นับแต่เมื่อใดถึงวันที่เท่าใด คงปรากฏว่าเป็นดอกเบี้ย 903,127.50 บาท ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่ามีที่มาอย่างไรและโจทก์คิดดอกเบี้ยอย่างไร จึงเห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันฟ้อง โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแล้ว 1,018,578 บาท มาหักออกจากหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้างชำระ คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระแก่โจทก์ 153,043.75 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์คืนเงินค่าบริการสาธารณะ และให้ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามมาตรา 7 ที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 153,043.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 43 ม. 49
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — บริษัท ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2647/2566
#693447
เปิดฉบับเต็ม

ลูกหนี้ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยคดีนี้ แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 110 วรรคสาม เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองของลูกหนี้ จึงย่อมมีสิทธิเลือกที่จะยื่นคำขอชำระหนี้ในคดีล้มละลายหรือไม่ก็ได้ หากโจทก์ไม่ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเพราะเห็นว่าหลักประกันที่มีอยู่นั้นคุ้มกับจำนวนหนี้ โจทก์ก็ยังคงครองสิทธิจำนองเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันอยู่ในลำดับเดิมต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย โจทก์ย่อมมีสิทธินำหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อโจทก์มาฟ้องบังคับจำนองในคดีแพ่งได้เอง โดยหาจำต้องขอบังคับบุริมสิทธิตามมาตรา 95 หรือต้องขอมติที่ประชุมเจ้าหนี้ก่อนไม่ เมื่อทรัพย์จำนองเป็นทรัพย์ที่ลูกหนี้มีมาก่อนล้มละลายและไม่ปรากฏว่ากรรมการเจ้าหนี้มีมติเห็นชอบให้สละสิทธิในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตามมาตรา 145 (3) ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายอยู่ในอำนาจจัดการของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 220731 และเลขที่ 220730 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ด้วยการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 8,619,199.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.97 ต่อปี ของต้นเงิน 8,617,931.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับจำนองทรัพย์ของนายนริศ ซึ่งต่อมาตกเป็นบุคคลล้มละลาย อำนาจจัดการทรัพย์สินของนายนริศจึงตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ซึ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 ย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันที่ลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าในคดีล้มละลายโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์บังคับจำนองนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ทวงถามบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยแล้วก็ตาม ก็ไม่ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 220731 และเลขที่ 220730 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีนายนริศ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. วันที่ 28 กันยายน 2559 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายนริศเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.2909/2559 และวันที่ 13 กันยายน 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้นายนริศเป็นบุคคลล้มละลาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามเอกสารท้ายคำฟ้องว่า นายนริศ ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.2909/2559 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2560 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ก็ตาม แต่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายนริศเด็ดขาดไม่มีผลกระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 110 วรรคสาม เมื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองของนายนริศจึงย่อมมีสิทธิเลือกที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่นายนริศถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่โจทก์จะเห็นสมควรว่าวิธีการใดจะเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่โจทก์มากกว่ากัน หากโจทก์ไม่ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเพราะเห็นว่าหลักประกันที่มีอยู่นั้นคุ้มกับจำนวนหนี้ โจทก์ก็ยังคงครองสิทธิจำนองเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันอยู่ในลำดับเดิมต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ขอรับชำระหนี้ในคดีที่นายนริศถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ย่อมมีสิทธินำหนี้ที่นายนริศมีต่อโจทก์มาฟ้องบังคับจำนองในคดีแพ่งได้เอง โดยหาจำต้องขอบังคับบุริมสิทธิตามมาตรา 95 หรือต้องขอมติที่ประชุมเจ้าหนี้ก่อนไม่ เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 220731 และเลขที่ 220730 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนองเป็นทรัพย์ที่นายนริศมีมาก่อนล้มละลายและไม่ปรากฏว่ากรรมการเจ้าหนี้มีมติเห็นชอบให้สละสิทธิในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตามมาตรา 145 (3) ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินของนายนริศในคดีล้มละลายอยู่ในอำนาจจัดการของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายนริศ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 95 ม. 110 วรรคสาม ม. 145 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ.
จำเลย — เจ้าพนักงานพิทักษ์ของนาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2566
#693664
เปิดฉบับเต็ม

การมีค่าความนิยมคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการถือเป็นการขายที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) (ฉ) โจทก์ยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยมีเจตนาเพียงแจ้งเลิกกิจการเนื่องจากบริษัทของโจทก์มีการโอนกิจการบางส่วนเท่านั้น มิได้ยื่นเพื่อขอใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีอากรในกรณีการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน การขายกิจการของโจทก์จึงไม่เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชน จำกัด หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2542 สัญญาขายและโอนกิจการระหว่างโจทก์กับบริษัท อ. เป็นการซื้อขายกิจการและโอนกิจการบางส่วนหาใช่การควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 77/1 (8) (ฉ) แห่ง ป.รัษฎากร กรณีของโจทก์จึงเป็นกรณีที่มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกกิจการ เมื่อโจทก์มีการขายสินค้าอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงยังคงมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินของจําเลย

การที่โจทก์เปลี่ยนนโยบายบัญชีจากเดิมตัดจําหน่ายค่าความนิยมด้วยวิธีเส้นตรง (Straight-Line Method) มาเป็นวิธีประเมินการด้อยค่าทรัพย์สินค่าความนิยมแทนตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 เป็นต้นมา โดยไม่ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จึงเป็นการมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 และมาตรา 65 ทวิ (2) แห่ง ป.รัษฎากร การที่โจทก์ยังคงดำเนินกิจการนายหน้าในการจำหน่ายและสามารถขายธุรกิจการเป็นนายหน้าในการจำหน่ายในปี 2553 ได้นั้น จึงเท่ากับว่าโจทก์ยังคงมีค่าความนิยมเหลืออยู่เรื่อยมาจนถึงวันเลิกกิจการ ฐานภาษีสำหรับกรณีของโจทก์ซึ่งมีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกกิจการ จึงต้องใช้ราคาตลาด ณ วันเลิกกิจการตามมาตรา 79/3 (5) และมาตรา 79/3 วรรคสอง แห่ง ป.รัษฎากร เมื่อพิจารณาลักษณะการประกอบกิจการและงบการเงินของโจทก์จะเห็นได้ว่ากิจการของโจทก์ประกอบด้วยสินทรัพย์หลายประเภทรวมถึงค่าความนิยมและสินทรัพย์อื่น การที่โจทก์ขายธุรกิจจัดจําหน่ายในราคา 82,280,000 บาท และขายกิจการนายหน้าในการจําหน่ายในราคา 114,333,525 บาท นั้น จึงเป็นราคาที่รวมมูลค่าของค่าความนิยมและสินทรัพย์อื่นอยู่ด้วย จึงไม่อาจนํามาหักได้ทั้งจำนวน ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีโดยอาศัยข้อเท็จจริงจากความผิดที่ตรวจพบกรณีแจ้งเลิกกิจการ โดยใช้วิธีคํานวณราคาตลาดค่าความนิยมตามงบการเงินที่จัดทำตามกฎหมายภาษีเป็นฐานภาษีในการคํานวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หาใช่ราคาตลาดตามงบการเงินที่จัดทำตามมาตรฐานการบัญชีที่โจทก์อ้าง และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้นํารายรับบางส่วนมาหักให้แล้ว จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมแก่กรณีแล้ว

ป.รัษฎากร มาตรา 85/18 กำหนดไว้แต่เพียงว่าในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการตามมาตรา 85/15 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยังคงต้องรับผิดในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนต่อไปจนกว่าอธิบดีจะสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/19 โดยมิได้กําหนดให้ความรับผิดของผู้ประกอบการจดทะเบียนในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นก่อนที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกอธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งขีดชื่อออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหมดสิ้นไปด้วย ดังนั้น การขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่มีผลเกี่ยวกับความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้เกิดขึ้นก่อนแล้วของผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว คดีนี้ตามข้อ 9 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี กำหนดให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อเลิกประกอบกิจการ หรือแจ้งเลิกประกอบกิจการ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินยังมิได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี และเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นก่อนที่โจทก์ถูกอธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งขีดชื่อออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/19 แห่ง ป.รัษฎากร โจทก์จึงหาหลุดพ้นจากความรับผิดในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไม่

พฤติการณ์ของโจทก์ที่บันทึกค่าความนิยมของกิจการมีมูลค่า ณ วันที่โจทก์ซื้อกิจการเป็นจำนวนถึง 600,000,000 บาทเศษ แต่ภายหลังจากโจทก์ซื้อกิจการดังกล่าวมาได้ 2 ปีเศษ กลับเปลี่ยนวิธีการทางบัญชีในการบันทึกค่าความนิยมโดยไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรและคํานวณค่าความนิยมของกิจการโจทก์ให้มีมูลค่าเป็นศูนย์ ซึ่งข้อเท็จจริงในการบันทึกบัญชีและมูลค่าของค่าความนิยมล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์เท่านั้น แต่โจทก์กลับบันทึกบัญชีแสดงมูลค่าของค่าความนิยมให้ต่ำกว่าความเป็นจริงโดยไม่สมเหตุสมผล ถือว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษี กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภพ73.1-01009410-25550808-005-00305 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2555 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อ.ธ.1)/31/2561 ลงวันที่ 25 มกราคม 2561 และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอย่างอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเฉพาะปัญหาว่า โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับทรัพย์สินและสินค้าคงเหลือ ณ วันแจ้งเลิกประกอบกิจการหรือไม่ ค่าความนิยม (Goodwill) ของโจทก์ ณ วันที่เลิกประกอบกิจการมีมูลค่าหรือไม่ เพียงใด โจทก์หลุดพ้นจากความรับผิดในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากอธิบดีกรมสรรพากรได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องแล้วหรือไม่ และมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมโจทก์ชื่อบริษัท ฟ. ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อ. เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2549 โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2549 ประกอบกิจการค้าปลีก ค้าส่ง นำเข้า ส่งออกและแลกเปลี่ยนเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดิษฐ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด รวมทั้งอุปกรณ์ส่วนประกอบต่าง ๆ เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ วงจรพิมพ์ ไดโอด ทรานซิสเตอร์ และอุปกรณ์กึ่งตัวนำที่เหมือนหรือคล้ายกันทุกชนิด เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2549 โจทก์ทำสัญญาซื้อกิจการเซมิคอนดัคเตอร์จากบริษัท ล. ราคา 613,330,283 บาท ขณะนั้นกิจการมีมูลค่าตามบัญชีสุทธิของสินทรัพย์ 354,878,142 บาท หนี้สิน 358,597,173 บาท คิดเป็นมูลค่าสุทธิ -3,719,031 บาท โจทก์บันทึกส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับมูลค่าสุทธิ 617,049,314 บาท เป็นค่าความนิยม (Goodwill) ตามหลักการของมาตรฐานการบัญชีที่ใช้อยู่ในขณะนั้น จำนวน 617,049,314 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ขายธุรกิจจัดจำหน่ายให้แก่บริษัท พ. ในราคา 82,280,000 บาท หลังจากนั้นบริษัท พ. แต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่าย ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของโจทก์มีมติให้เลิกกิจการโดยโอนลูกจ้างและทรัพย์สินให้แก่บริษัท ม. ตามหนังสือยินยอมขายและโอนกิจการที่กระทำระหว่างกัน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 โจทก์จึงขายกิจการให้บริษัท ม. ในราคา 114,333,525 บาท และได้จดทะเบียนเลิกบริษัทซึ่งนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้แล้วในวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 มีนาย ท. เป็นผู้ชำระบัญชี เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2553 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภพ 73.1-01009410-25550808-005-00305 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2555 (เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2555) รวมเป็นเงิน 65,870,724 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมิน ตามคำอุทธรณ์ลงวันที่ 10 กันยายน 2555 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดภาษีตามการประเมินลง รวมเป็นภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมทั้งสิ้นจำนวน 51,863,842.09 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับทรัพย์สินและสินค้าคงเหลือ ณ วันแจ้งเลิกประกอบกิจการ หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 บัญญัติว่า "ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น... (8) "ขาย" หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง... (ฉ) มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการซึ่งได้ควบเข้ากันหรือได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการใหม่อันได้ควบเข้ากันหรือผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3... (9) "สินค้า" หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า..." มาตรา 77/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ..." และมาตรา 78/3 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีดังต่อไปนี้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (1) การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง เช่น สิทธิในสิทธิบัตร กู๊ดวิลล์ การขายกระแสไฟฟ้า การขายสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน หรือการขายสินค้าบางชนิดที่ตามลักษณะของสินค้าไม่อาจกำหนดได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบเมื่อใด..." จากบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ยอมรับว่าค่าความนิยมที่โจทก์ซื้อมาจากบริษัท ล. มีมูลค่าสูง ณ วันที่โจทก์ได้รับมา และการมีค่าความนิยมคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการถือเป็นการขายที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) (ฉ) สำหรับที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า กรณีของโจทก์เป็นการเลิกกิจการและโอนกิจการทั้งหมดให้แก่ผู้รับโอนกิจการที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร รายการทรัพย์สินค่าความนิยมคงเหลือ ณ วันเลิกกิจการจึงไม่ถือเป็นการขายที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะเป็นสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการซึ่งได้ควบเข้ากันหรือได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันตามมาตรา 77/1 (8) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น เมื่อพิจารณาตามมาตรา 77/1 (8) (ฉ) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชน จำกัด หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2542 แล้ว จะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์สำคัญในการได้รับยกเว้นรัษฎากรตามกฎหมายดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการซึ่งได้ควบเข้ากันหรือได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันเท่านั้น ซึ่งการที่โจทก์ทำสัญญาขายธุรกิจให้แก่บริษัท ม. (ผู้ซื้อ) มูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 114,333,525 บาท โดยผู้ซื้อได้ซื้อกิจการของโจทก์ภายใต้ข้อตกลงที่ทำไว้ต่อกันให้โอนส่งมอบทรัพย์สินและหนี้สินในวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 โดยโจทก์ออกใบกำกับภาษีรับชำระราคาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 และต่อมาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 โจทก์ยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร ภ.พ.09 ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 9 แจ้งเลิกประกอบกิจการ ระบุว่าโอนกิจการบางส่วนและได้จดทะเบียนเลิกกิจการต่อนายทะเบียนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 การยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาเพียงแจ้งเลิกกิจการเนื่องจากบริษัทของโจทก์มีการโอนกิจการบางส่วนให้บริษัท ม. เท่านั้น โจทก์มิได้ยื่นเพื่อขอใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีอากรในกรณีการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ดังนั้น การขายกิจการของโจทก์จึงไม่เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันของบริษัทมหาชน จำกัด หรือบริษัทจำกัด เพื่อยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2542 เพราะฉะนั้น สัญญาขายและโอนกิจการระหว่างโจทก์กับบริษัท ม. เป็นการซื้อขายกิจการและโอนกิจการบางส่วนหาใช่การควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 77/1 (8) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีของโจทก์จึงเป็นกรณีที่มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกกิจการ เมื่อโจทก์มีการขายสินค้าอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงยังคงมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินของจำเลย สำหรับหนังสือตอบข้อหารือที่โจทก์อ้างนั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามหนังสือตอบข้อหารือแล้วปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยข้อเท็จจริงตามแนวทางในการตอบข้อหารือดังกล่าวเป็นการโอนกิจการทั้งหมด มิใช่การซื้อขายกิจการและโอนกิจการบางส่วนดังเช่นกรณีของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า ค่าความนิยม (Goodwill) ของโจทก์ ณ วันที่เลิกประกอบกิจการมีมูลค่าหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การที่โจทก์ซื้อกิจการจากบริษัท ล. มาในราคาที่สูง และโจทก์บันทึกมูลค่าของค่าความนิยมทั้งจำนวนเป็นเงิน 617,049,314 บาท ซึ่งค่าความนิยมดังกล่าวถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนที่สามารถนำมาหักในรูปของค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่โจทก์ได้มานั้นย่อมสึกหรอหรือเสื่อมราคาไปตามสภาพของตัวเอง ดังนั้น โจทก์จึงสามารถนำรายจ่ายที่ถูกบันทึกเป็นค่าความนิยมดังกล่าวมาหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้โดยเฉลี่ยหักตามอายุการใช้งานของทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 โดยมาตรา 4 กำหนดให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี แต่ต้องไม่เกินร้อยละของมูลค่าต้นทุนตามประเภทของทรัพย์สิน และมาตรา 3 ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกำหนดว่าเมื่อได้เลือกใช้วิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป และอัตราที่จะหักอย่างใดแล้ว ให้ใช้วิธีการทางบัญชีและอัตรานั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้น การที่โจทก์เปลี่ยนนโยบายบัญชีจากเดิมตัดจำหน่ายค่าความนิยมด้วยวิธีเส้นตรง (Straight–Line Method) มาเป็นวิธีประเมินการด้อยค่าทรัพย์สินค่าความนิยมแทนตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 เป็นต้นมา โดยไม่ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จึงเป็นการมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 และมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร จนเป็นเหตุให้โจทก์ใช้สิทธิหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาค่าความนิยมสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนที่โจทก์อ้างเหตุในการเปลี่ยนวิธีการตัดจำหน่ายค่าความนิยมว่า เมื่อโจทก์ขายธุรกิจผู้จัดจำหน่ายแล้วในส่วนของค่าความนิยมเป็นทรัพย์สินที่ไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนได้ด้วยตัวเอง และโจทก์ไม่มีกิจการที่เกี่ยวข้องกับค่าความนิยมเหลืออยู่โดยโจทก์ไม่มีความสามารถในการสร้างรายได้ของกิจการอีกต่อไป การตัดจำหน่ายค่าความนิยมจึงต้องมีค่าเป็นศูนย์นั้น เห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากในปี 2552 หลังจากโจทก์ขายธุรกิจเฉพาะส่วนการจัดจำหน่ายแล้ว โจทก์ยังดำเนินกิจการนายหน้าในการจำหน่าย แสดงว่ากิจการของโจทก์ยังมีค่าความนิยมคงเหลืออยู่ และค่าความนิยมยังคงมีความสามารถในการก่อให้เกิดรายได้แก่กิจการของโจทก์ เพราะถ้าค่าความนิยมมีค่าเป็นศูนย์ หมายความว่าธุรกิจของโจทก์ไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะดำเนินต่อไปได้ และโจทก์ก็จะไม่สามารถดำเนินและขายกิจการนายหน้าในการจำหน่ายสินค้าแก่ผู้ใดในเวลาต่อมาได้ ดังนั้น การที่โจทก์ยังคงดำเนินกิจการนายหน้าในการจำหน่ายและสามารถขายธุรกิจการเป็นนายหน้าในการจำหน่ายในปี 2553 ได้นั้น จึงเท่ากับว่าโจทก์ยังคงมีค่าความนิยมเหลืออยู่เรื่อยมาจนถึงวันเลิกกิจการ ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีค่าความนิยมคงเหลือในทางภาษี ณ วันเลิกกิจการ จำนวน 213,855,040 บาท เท่านั้น เห็นว่า ตามมาตรา 79/3 แห่งประมวลรัษฎากร วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 79 ให้ถือมูลค่าของฐานภาษีเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้... (5) การขายสินค้าในกรณีผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือและหรือมีทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ราคาตลาดตามมาตรานี้ให้ถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามที่ได้มีการตรวจสอบราคาตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และในกรณีที่ไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอนให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดได้" ดังนี้ ฐานภาษีสำหรับกรณีของโจทก์ซึ่งมีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกกิจการ จึงต้องใช้ราคาตลาด ณ วันเลิกกิจการตามมาตรา 79/3 (5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามที่ได้มีการตรวจสอบราคาตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดและในกรณีที่ไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอนให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดได้ ตามมาตรา 79/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยใช้วิธีการหาราคาตลาดของค่าความนิยมของกิจการโจทก์โดยการเปรียบเทียบบันทึกค่าความนิยมทางบัญชีของโจทก์และบันทึกค่าความนิยมทางภาษีเพื่อประกอบการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยโจทก์ใช้บันทึกค่าความนิยมทางบัญชีที่โจทก์จัดทำโดยมีการตัดจำหน่ายด้วยวิธีเส้นตรงสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2549 ถึงปี 2550 และตัดจำหน่ายจากการขาดทุนจากการด้อยค่าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 และปี 2552 คงเหลือค่าความนิยม ณ วันเลิกประกอบกิจการเท่ากับศูนย์บาท ส่วนจำเลยใช้บันทึกค่าความนิยมทางภาษีที่มีการตัดจำหน่ายด้วยวิธีเส้นตรง (Straight–Line Method) ตามอายุการใช้ทรัพย์สินระยะเวลา 10 ปี ในอัตราร้อยละ 10 คงเหลือค่าความนิยม ณ วันเลิกประกอบกิจการ 393,728,178.47 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงถือว่า โจทก์ยังคงมีรายการทรัพย์สินค่าความนิยมคงเหลืออยู่ ณ วันเลิกประกอบกิจการ 393,728,178.47 บาท ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยกับวิธีการคำนวณของเจ้าพนักงานประเมิน แต่เห็นสมควรปรับปรุงค่าความนิยมคงเหลือที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้หักมูลค่าของทรัพย์สินอื่นที่ถูกจำหน่ายออกไปในการขายกิจการของโจทก์ในปี 2552 และปี 2553 ออกจากรายรับจากการขายกิจการในปีดังกล่าวก่อน แล้วจึงค่อยนำรายรับที่เหลือมาหักออกจากมูลค่าของค่าความนิยมคงเหลือในทางภาษี โดยให้เหตุผลว่า ในการขายกิจการย่อมต้องมีการโอนสินทรัพย์อื่นไปด้วย จึงนำรายรับจากการขายกิจการมาหักออกจากค่าความนิยมทั้งจำนวนไม่ได้ เพื่อความเป็นธรรมจึงให้ตัดจำหน่ายค่าความนิยม ณ วันที่ขายธุรกิจจัดจำหน่าย 49,734,274 บาท และตัดจำหน่ายค่าความนิยม ณ วันที่ขายกิจการนายหน้าในการจำหน่าย 33,988,871 บาท เป็นผลให้โจทก์รับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบวิธีการคำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยโดยหามูลค่าของค่าความนิยมในกิจการของโจทก์ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยปรับปรุงให้ลดลงกับวิธีการนำยอดขายธุรกิจจัดจำหน่ายและยอดขายกิจการนายหน้าในการจำหน่ายไปตัดจำหน่ายค่าความนิยมทั้งจำนวนของโจทก์ ซึ่งโจทก์อ้างแต่เพียงว่ากรณีต้องตัดจำหน่ายค่าความนิยมด้วยจำนวนเงินทั้งจำนวนที่โจทก์ได้จากการขายธุรกิจจัดจำหน่าย 82,280,000 บาท และที่โจทก์ได้จากการขายกิจการนายหน้าในการจำหน่าย 114,333,525 บาท แต่หักมูลค่าทรัพย์สินที่มีการโอนไปจริงในการขายกิจการผู้จัดจำหน่ายซึ่งมีเพียงสินค้าคงเหลือ 523,000 บาท เท่านั้น โดยโจทก์ไม่นำสืบถึงวิธีการคิดคำนวณราคาจำหน่ายทั้งสองครั้งว่าเป็นมูลค่าค่าความนิยมทั้งจำนวนอย่างไรและไม่แสดงเหตุผลหรืออ้างหลักเกณฑ์ใดมาสนับสนุนให้เห็นว่า วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่เหมาะสมกว่าวิธีการของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ปรับปรุงให้เป็นคุณแก่โจทก์แล้วอย่างไร อีกทั้งเมื่อพิจารณาลักษณะการประกอบกิจการและงบการเงินของโจทก์จะเห็นได้ว่ากิจการของโจทก์ประกอบด้วยสินทรัพย์หลายประเภทรวมถึงค่าความนิยมและสินทรัพย์อื่น การที่โจทก์ขายธุรกิจจัดจำหน่ายในราคา 82,280,000 บาท และขายกิจการนายหน้าในการจำหน่ายในราคา 114,333,525 บาท นั้น จึงเป็นราคาที่รวมมูลค่าของค่าความนิยมและสินทรัพย์อื่นอยู่ด้วย จึงไม่อาจนำมาหักได้ทั้งจำนวน ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีโดยอาศัยข้อเท็จจริงจากความผิดที่ตรวจพบกรณีแจ้งเลิกกิจการ โดยใช้วิธีคำนวณราคาตลาดค่าความนิยมตามงบการเงินที่จัดทำตามกฎหมายภาษีเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หาใช่ราคาตลาดตามงบการเงินที่จัดทำตามมาตรฐานการบัญชีที่โจทก์อ้าง และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้นำรายรับบางส่วนมาหักให้แล้ว จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมแก่กรณีแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สามว่า โจทก์หลุดพ้นจากความรับผิดในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากอธิบดีกรมสรรพากรขีดชื่อโจทก์ออกจากผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/18 กำหนดไว้แต่เพียงว่าในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการตามมาตรา 85/15 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยังคงต้องรับผิดในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนต่อไปจนกว่าอธิบดีจะสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/19 โดยมิได้กำหนดให้ความรับผิดของผู้ประกอบการจดทะเบียนในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นก่อนที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกอธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งขีดชื่อออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหมดสิ้นไปด้วย ดังนั้น การขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่มีผลเกี่ยวกับความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้เกิดขึ้นก่อนแล้วของผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว คดีนี้ จำเลยนำสืบว่าโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนเลิกกิจการต่อนายทะเบียนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 และเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 โจทก์ยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร ภ.พ.09 แจ้งเลิกประกอบกิจการต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 9 และต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2555 สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 9 มีคำสั่งขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และตามข้อ 9 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณีกำหนดให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อเลิกประกอบกิจการ หรือแจ้งเลิกประกอบกิจการ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหลักฐานหนังสือรับรองทะเบียนนิติบุคคล ว่าขณะที่โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินยังมิได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี และเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นก่อนที่โจทก์ถูกอธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งขีดชื่อออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/19 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงหาหลุดพ้นจากความรับผิดในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์ที่บันทึกค่าความนิยมของกิจการมีมูลค่า ณ วันที่โจทก์ซื้อกิจการเป็นจำนวนถึง 600,000,000 บาทเศษ แต่ภายหลังจากโจทก์ซื้อกิจการดังกล่าวมาได้ 2 ปีเศษ กลับเปลี่ยนวิธีการทางบัญชีในการบันทึกค่าความนิยมโดยไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรและคำนวณค่าความนิยมของกิจการโจทก์ให้มีมูลค่าเป็นศูนย์ ซึ่งข้อเท็จจริงในการบันทึกบัญชีและมูลค่าของค่าความนิยมล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์เท่านั้น แต่โจทก์กลับบันทึกบัญชีแสดงมูลค่าของค่าความนิยมให้ต่ำกว่าความเป็นจริงโดยไม่สมเหตุสมผล ถือว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษี กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (2) ม. 77/1 (8) (ฉ) ม. 77/2 (1) ม. 79/3 ม. 85/15 ม. 85/18 ม. 85/19
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 ม. 3 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 4 (4)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
- นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2623/2566
#695181
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติในมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 บัญญัติให้การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีค้ามนุษย์ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ การที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นขอคืนของกลางในคดีค้ามนุษย์ แต่คดีได้รับการพิจารณาพิพากษาจากศาลอุทธรณ์ ซึ่งมิใช่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ กระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง และไม่ก่อสิทธิแก่ผู้ร้องที่จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องขอคืนของกลาง ศาลฎีกาจึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้ร้องเพื่อให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209, 210, 310, 312 ตรี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2), 9, 10, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (1) (2), 25 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 149 จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามและสั่งริบรถยนต์โดยสารประจำทาง ของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม.38/2562 ของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งคืนรถยนต์โดยสารประจำทางของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้คืนรถยนต์โดยสารประจำทาง ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 38 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 40 การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีค้ามนุษย์ ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์หรือเมื่อมีการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งอุทธรณ์หรือคำร้องเช่นว่านั้นพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์เพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว" การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีค้ามนุษย์จึงต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิจารณาพิพากษา ศาลอุทธรณ์อื่นซึ่งมิใช่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์หามีอำนาจพิจารณาพิพากษาไม่ คดีนี้โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นชั้นขอคืนของกลางในคดีค้ามนุษย์ แต่คดีได้รับการพิจารณาพิพากษาจากศาลอุทธรณ์ ซึ่งมิใช่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ กระบวนพิจารณาพิพากษาในชั้นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง และไม่ก่อสิทธิแก่ผู้ร้องที่จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องขอคืนของกลางต่อมาอีก เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 อันว่าด้วยอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงชอบที่จะยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้ร้อง เพื่อให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 47 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้ร้อง ให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่ทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัท ป.
จำเลย — นาย ถ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายจีระวงศ์ เชาวน์วรนันท์
ศาลอุทธรณ์ — นางอรพันท์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2566
#695187
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองและไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่งก็ตาม แต่เมื่อคดีส่วนนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่ง เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่ไม่มีความผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 341, 352, 353 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท ป.หรือโจทก์ตามส่วนที่โจทก์ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสี่นำสืบข้อเท็จจริงรับกันว่า มีนายหน้าซื้อขายที่ดินติดต่อให้นายเจ็นส์มาพบกับจำเลยที่ 2 เพื่อเจรจาขอซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาทเมื่อเดือนเมษายน 2557 ราคา 300,000,000 บาท โดยจำเลยทั้งสี่นำสืบต่อสู้อ้างว่า ขณะนั้นจำเลยที่ 4 ได้วางเงินจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาทไว้แล้ว จึงมีการติดต่อให้นายเจ็นส์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทกับจำเลยที่ 4 จึงสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าการที่จำเลยที่ 1 ใช้เช็คส่วนตัวของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินให้แก่บริษัท ป. เป็นค่าจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาท เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 4 หรือไม่ ในข้อนี้มีจำเลยที่ 1 และที่ 4 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความสอดคล้องกันว่า ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ราคา 200,000,000 บาท ได้มีการเจรจาต่อรองและตกลงกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 4 จึงได้จัดการโอนเงินจองซื้อเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2557 เป็นต้นมา แล้วจำเลยที่ 1 จึงสั่งจ่ายเช็คส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เข้าบัญชีของบริษัท ป.รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,500,000 บาท นอกจากนั้น นางวิชชนีย์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาและพนักงานตรวจสอบบัญชีของบริษัท ป. ยังเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่ว่า เอกสารทางบัญชีของบริษัท ป. บันทึกไว้ว่าตึก ซี 1 มีชื่อจำเลยที่ 4 เป็นผู้ซื้อ ส่วนเงินที่เข้ามาชำระเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 ประกอบกับ ตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จะขายก็ระบุว่าจำเลยที่ 4 ได้ชำระเงินมัดจำมาแล้ว 19,500,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระเป็นค่าจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาท โจทก์เป็นผู้มีอำนาจเบิกจ่ายเงินในบัญชีของบริษัท ป. ร่วมกับจำเลยที่ 1 น่าจะมีการตรวจสอบและรับรู้ถึงเรื่องการที่มีเงินเข้ามาในบัญชีของบริษัทหลายครั้งเป็นจำนวนมากเช่นนั้น ส่วนที่โจทก์เบิกความตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดจำเลยที่ 4 จึงไม่โอนเงินจองเข้าบัญชีของบริษัท ป. โดยตรงนั้น โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่ารายการทางบัญชีที่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็คสั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีของบริษัท ป. มิใช่การที่จำเลยที่ 4 ชำระเงินจองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาทแต่อย่างใด ทั้งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องปกติที่จำเลยที่ 1 และโจทก์เคยปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน ดังเช่นกรณีนายสมชาย คู่สัญญากับบริษัท ป. โอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ 6 ครั้ง เป็นเงิน 18,000,000 บาท และลูกค้ารายนายวารินทร์ ก็โอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ 10,000,850 บาท ซึ่งโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านยอมรับว่า นายวารินทร์เป็นนักธุรกิจกลุ่มเดียวกับจำเลยที่ 4 แต่โจทก์กลับไม่ทราบว่านายวารินทร์เคยสั่งจ่ายเช็คเข้าบัญชีโจทก์ 10,000,850 บาท หรือไม่ และไม่ทราบว่าจ่ายเป็นค่าอะไร รวมทั้งไม่ทราบว่า เป็นบัญชีส่วนตัวของโจทก์หรือเป็นบัญชีของบริษัท ป.ซึ่งมีลักษณะเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงไม่ตรงไปตรงมา จึงน่าเชื่อว่าการให้ลูกค้าของบริษัท ป. ชำระเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และโจทก์ในฐานะกรรมการก่อนที่จะโอนเงินเข้าบริษัทนั้น เป็นเรื่องปกติในทางการค้าของบริษัท ป. ประกอบกับจำเลยที่ 4 เป็นนักธุรกิจซึ่งมีตำแหน่งเป็นกรรมการในหลายบริษัท และเคยซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการของบริษัทในเครือของบริษัท ป.มาก่อน จึงมีเหตุผลสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสี่ว่าจำเลยที่ 4 น่าจะมีศักยภาพที่จะเข้าทำความตกลงซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาทได้ด้วยตนเอง ทั้งไม่มีเหตุผลใดที่จะชี้ให้เห็นว่ามีมูลเหตุชักจูงใจให้จำเลยที่ 1 ต้องสั่งจ่ายเช็คส่วนตัวเป็นเงินจำนวนมากเพื่อนำเงินของตนเองไปเข้าบัญชีของบริษัท ป. หลายครั้งหลายหน ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม จนถึงปลายเดือนมีนาคม 2557 เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้นถึง 19,500,000 บาท ซึ่งการถอนเงินออกจากบัญชีของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่อาจดำเนินการได้โดยลำพังแต่จะต้องมีโจทก์ร่วมรับรู้และร่วมลงลายมือชื่อถอนเงินด้วย จึงน่าเชื่อถือว่าจำเลยที่ 4 ได้ตกลงจะซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาท โดยได้วางเงินจอง 19,500,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินมัดจำ ส่วนกรณีที่นายเจ็นส์ซึ่งมีความสนใจจะซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาทโดยเข้ามาติดต่อเจรจากับจำเลยที่ 2 และเข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทจากจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 นั้น เป็นการเข้ามาภายหลังจากจำเลยที่ 4 ตกลงจะซื้อที่ดินพร้อมอาคารพิพาทกับบริษัท ป.แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 และบริษัท ป. ไม่มีนิติสัมพันธ์กับนายเจ็นส์ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินจำนวน 100,000,000 บาท ที่นายเจ็นส์นำมาชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่จำเลยที่ 4 นอกจากนี้ ตามทางพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานของบริษัท ป. ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลงข้อความใดอันเป็นเท็จในบัญชีหรือเอกสารอย่างหนึ่งอย่างใดของบริษัทเพื่อลวงให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นหรือบริษัท ป. ขาดประโยชน์อันควรได้ จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาในส่วนแพ่งให้ชดใช้ค่าเสียหายนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้คดีนี้ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองและไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่งก็ตาม แต่เมื่อคดีส่วนนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์จึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยทั้งสี่ไม่มีความผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายศักดา เวียงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2610/2566
#690618
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด หรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด" ตาม ป.อ. มาตรา 3 นั้น หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดหรือบัญญัติถึงโทษ หรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งในคดีนี้ได้แก่บทความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนกับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และบทกฎหมายให้เพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิด หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด และมีผลให้จำเลยได้รับโทษน้อยลง ศาลก็มีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยได้ภายในเงื่อนไขของมาตรา 3 (1) ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุก 8 เดือน กับจำคุก 10 ปี และปรับ 700,000 บาท ตามลำดับ เมื่อโทษที่กำหนดในภายหลังสำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบ ป.ยาเสพติด มาตรา 162 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 4 เดือน หรือปรับไม่เกิน 26,666.66 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท ดังนั้น โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาจึงไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ความผิดทั้งสองฐานจึงไม่อยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยใหม่ได้

สำหรับประเด็นเรื่องการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ถูกยกเลิกไปโดย พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 4 ส่วน ป. ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ก็ไม่มีบทบัญญัติให้เพิ่มโทษได้ แม้กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะมิได้บัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษไว้ แต่ก็มิได้หมายความว่าศาลไม่อาจเพิ่มโทษตามบทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปตาม ป.อ. เมื่อจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอีกโดยไม่เข็ดหลาบ และโจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษตามกฎหมายเดิมไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์จะขอเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบและได้กล่าวในฟ้องแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 92 ที่เป็นบททั่วไปได้ และถือว่าการเพิ่มโทษเป็นส่วนหนึ่งของโทษตามคำพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษให้แก่จำเลยใหม่จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาอันถึงที่สุดอันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 190 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 700,000 บาท เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 15 ปี และปรับ 1,050,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 525,000 บาท รวมจำคุก 7 ปี 12 เดือน และปรับ 525,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวของจำเลย มีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา ริบเมทแอมเฟตามีน และกระเป๋าดินสอสีฟ้า ของกลาง คดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดโทษใหม่เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 933,333.33 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 10 เดือน 20 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 466,666.66 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน รวมจำคุก 6 ปี 13 เดือน 10 วัน และปรับ 466,666.66 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง..." ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คำว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น หมายถึง กฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิด หรือบัญญัติถึงกำหนดโทษ หรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ซึ่งคดีนี้ได้แก่บทบัญญัติความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนกับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 อันเป็นบทกฎหมายให้เพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิดอีก หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและมีผลที่จะทำให้จำเลยได้รับโทษน้อยลง ศาลก็มีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยได้ภายในเงื่อนไขของมาตรา 3 (1) นั้น คดีนี้โจทก์ขอให้เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 แต่ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับโดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน เมื่อตามกฎหมายเดิม มาตรา 97 ที่บัญญัติให้ศาลเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งแก่ผู้กระทำความผิดอีกถูกยกเลิกไปแล้ว ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ไม่มีบทบัญญัติให้เพิ่มโทษได้เช่นเดิมอีก ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจเพิ่มโทษทั้งตามกฎหมายเดิมที่ถูกยกเลิกไปแล้ว และตามกฎหมายใหม่ได้ เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ซึ่งกรณีนี้ไม่มีบทบัญญัติให้เพิ่มโทษได้เช่นเดิมอีก แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 บัญญัติว่า บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญาให้นำไปใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ดังนั้น แม้กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นกฎหมายอื่นที่ไม่ใช่กฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องเพิ่มโทษเพราะกระทำความผิดอีกไว้ ก็มิได้หมายความว่าศาลไม่อาจเพิ่มโทษตามบทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา เมื่อจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอีกโดยไม่เข็ดหลาบ และโจทก์ได้ขอเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายเดิม มาตรา 97 ไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์จะขอเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบและได้กล่าวในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 วรรคหนึ่ง แล้วด้วย ศาลย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ที่เป็นบททั่วไปได้ สำหรับการกำหนดโทษความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น จะต้องปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อคำพิพากษากำหนดโทษในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน ซึ่งมีโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 4 เดือน หรือปรับไม่เกิน 26,666.66 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และคำพิพากษากำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 700,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 6 ซอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 7.790 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท ดังนั้น โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จึงไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยใหม่ได้ เมื่อคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้กำหนดโทษใหม่นั้น ยังคงวางโทษสำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาเดิมโดยกำหนดโทษใหม่เฉพาะการเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เท่านั้น ซึ่งถือว่าการเพิ่มโทษเป็นส่วนหนึ่งของโทษที่กำหนดตามคำพิพากษา คำสั่งศาลชั้นต้นที่กำหนดโทษจำเลยใหม่จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งกำหนดโทษใหม่ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 190
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 162
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายสุธี ศิริภานุมาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายพรเทพ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2609/2566
#690619
เปิดฉบับเต็ม

การปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย และฐานพยายามจําหน่ายเป็นหลายกรรม และการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 นั้น เนื่องจากมี พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดที่ออกบังคับใช้ในภายหลังได้ยกเลิก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และรวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ ซึ่ง ป.ยาเสพติด มาตรา 1 บทนิยามคําว่า "จําหน่าย" มีความหมายรวมถึงการมีไว้เพื่อจําหน่ายด้วย ดังนั้น ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองเพื่อจําหน่ายและฐานพยายามจําหน่ายจึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน การที่ศาลปรับบทความผิดทั้งสองฐานเป็นหลายกรรม จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังซึ่งลงโทษจําเลยฐานจําหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้าตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) เพียงกรรมเดียว กรณีจึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) สำหรับบทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ได้ยกเลิกไปแล้ว ส่วน ป.ยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังไม่มีบทบัญญัติให้เพิ่มโทษได้เช่นเดิมอีก ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจเพิ่มโทษทั้งตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดได้ กรณีจึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษให้จําเลยใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) เช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี เมื่อตาม ป.อ. มาตรา 17 บัญญัติว่า บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญาให้นําไปใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ดังนั้น แม้กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นกฎหมายอื่นที่มิใช่กฎหมายในประมวลกฎหมายอาญา ไม่ได้บัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษเพราะการกระทำผิดซ้ำไว้ เมื่อจําเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกเพราะไม่เข็ดหลาบ และโจทก์มีคําขอให้เพิ่มโทษตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ขอเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบ ศาลย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจําเลยได้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 92 ที่เป็นบททั่วไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 450,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 675,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 14 ปี 24 เดือน และปรับ 675,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 12 เดือน และปรับ 337,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง คดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดโทษจำเลยใหม่เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า จำคุก 5 ปี และปรับ 450,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี 8 เดือน และปรับ 250,000 บาท (ที่ถูก ปรับ 450,000 บาท) เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับ 600,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน 10 วัน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้ว ดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง..." ดังนั้น คำว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดดังกล่าวนั้น หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิด หรือบัญญัติถึงกำหนดโทษหรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ซึ่งในคดีนี้ได้แก่บทบัญญัติความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม และบทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและมีผลที่จะทำให้จำเลยได้รับโทษน้อยลง ศาลก็มีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยได้ภายในเงื่อนไขของมาตรา 3 นั้น สำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกำหนดโทษใหม่จะต้องปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังคดีนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นกำหนดโทษในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน ซึ่งมีโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 4 เดือน หรือปรับไม่เกิน 26,666.66 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และคำพิพากษาศาลชั้นต้นกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 450,000 บาท และฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 67 เม็ด และพยายามจำหน่ายไป 20 เม็ด บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่จะได้รับจากการจำหน่ายเป็นการทั่วไป จึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดโทษฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สำหรับการปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรมและการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 นั้น เนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทนซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ตาม จึงเป็นความผิดอย่างเดียวกันคือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดซึ่งแยกเป็นคนละฐานความผิด ดังนั้น การปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ซึ่งลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) เพียงกรรมเดียว จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) สำหรับบทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังไม่มีบทบัญญัติให้เพิ่มโทษได้เช่นเดิมอีก ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจเพิ่มโทษทั้งตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่ถูกยกเลิกไปแล้ว และตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดได้ การเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งจึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เช่นกัน แต่อย่างใดก็ตามเมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 บัญญัติว่า บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญาให้นำไปใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ดังนั้น แม้กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นกฎหมายอื่นที่ไม่ใช่กฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องเพิ่มโทษเพราะกระทำความผิดอีกไว้ ก็มิได้หมายความว่า ศาลไม่อาจเพิ่มโทษตามบทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา เมื่อจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกโดยไม่เข็ดหลาบ และโจทก์ได้ขอเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มาตรา 97 ไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์จะขอเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบและได้กล่าวในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 วรรคหนึ่ง แล้วด้วย ศาลย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ที่เป็นบททั่วไปได้ จึงถือว่า ความผิดอย่างเดียวกันฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และการเพิ่มโทษเป็นส่วนหนึ่งของโทษที่กำหนดตามคำพิพากษา คำสั่งศาลชั้นต้นที่กำหนดโทษจำเลยใหม่ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งกำหนดโทษใหม่ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1) ม. 17 ม. 92
ป.ยาเสพติด ม. 1 ม. 90 ม. 145 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิมาย
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิมาย — นายเสกสรร วิทยารุ่งเรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายศรายุธ บุษยานาวิน
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2566
#693445
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้ชำระค่าปรับแก่ศาลไว้ แต่ต่อมามีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด จำเลยมีสิทธิขอคืนเงินค่าปรับหรือไม่นั้น กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง บทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วจากกันต่างหาก กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้น หากมีส่วนใดที่ยังค้างอยู่ระหว่างการบังคับก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่ต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกแต่อย่างใด โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้น ค่าปรับที่จำเลยชำระไปตามคำพิพากษาจนครบถ้วนแล้วจึงถือว่าการบังคับโทษปรับเสร็จสิ้นแล้ว ไม่อาจถอนคืนได้ จำเลยไม่มีสิทธิขอคืนเงินค่าปรับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 26/2, 26/3, 75, 76, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบกัญชาของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2 วรรคหนึ่ง, 26/3 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 80,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบกัญชาของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า เนื่องจากได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อีกต่อไป การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีพืชกัญชาไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2, 26/3, 75, 76 และ 76/1 และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 93, 142 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 และเมื่อพืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 134 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 จึงไม่อาจริบได้ ส่วนที่จำเลยได้ชำระค่าปรับแก่ศาลไว้ จำเลยมีสิทธิขอคืนเงินค่าปรับหรือไม่ เห็นว่า กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง บทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วจากกันต่างหากกล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้น หากมีส่วนใดที่ยังค้างอยู่ระหว่างการบังคับก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่ต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกแต่อย่างใด โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้น ค่าปรับที่จำเลยชำระไปตามคำพิพากษาจนครบถ้วนแล้วจึงถือว่าการบังคับโทษปรับเสร็จสิ้นแล้ว ไม่อาจถอนคืนได้ จำเลยไม่มีสิทธิขอคืนเงินค่าปรับ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษายกฟ้อง ให้คืนพืชกัญชาของกลางแก่เจ้าของ แต่ไม่คืนเงินค่าปรับที่จำเลยชำระไว้แล้ว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายพัชรพงศ์ โรจนะวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2555/2566
#721460
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยแก้ไขฐานความผิดตามฟ้องข้อ ก ที่เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จากฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นโดยมิชอบ เป็นฐานลักทรัพย์นายจ้าง เนื่องจากตามฟ้องข้อ ก โจทก์มิได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นโดยมิชอบ และไม่รอการลงโทษจำคุกตามที่โจทก์อุทธรณ์ กับไม่ลงโทษปรับ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยและลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ศาลฎีกาจึงลงโทษปรับจำเลย 20,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) วรรคแรกได้ ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 269/5, 269/7, 334, 335 ให้จำเลยคืนเงิน 55,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 269/5, 269/7, 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นโดยมิชอบ และฐานลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้องข้อ ก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 15,000 บาท ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นโดยมิชอบ และฐานลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้องข้อ ข และข้อ ค เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 15,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 45,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี และปรับ 22,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง กับห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยวางเงินแก่ผู้เสียหายครบถ้วนตามคำขอให้คืนทรัพย์แล้ว คำขอนี้จึงให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 269/5, 269/7, 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นกับฐานลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้องข้อ ก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นโดยมิชอบ รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้เงินคืนผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว ประกอบกับได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า จำเลยประกอบอาชีพด้วยความขยันขันแข็ง หลังจากออกจากการเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย จำเลยไปทำงานเป็นพนักงานบริษัท ท. ประมาณ 1 ปี ก็ถูกไล่ออกเนื่องจากบริษัทดังกล่าวทราบว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ จากนั้นจำเลยไปทำงานที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. จนถึงปัจจุบัน ซึ่งนายจ้างให้ถ้อยคำว่า จำเลยมีความประพฤติเรียบร้อย มีความรับผิดชอบ ไม่ปรากฏพฤติกรรมเสียหายหรือส่อไปในทางทุจริต หลังจากจำเลยกระทำความผิดคดีนี้แล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดอื่นอีก จำเลยประกอบอาชีพโดยสุจริตตลอดมา นับว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดตามสมควร อีกทั้งการที่จำเลยถูกดำเนินคดีนี้ ต่อมาเมื่อจำเลยไปทำงานที่บริษัทอื่น จำเลยถูกให้ออกจากงานเนื่องจากนายจ้างทราบว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ อันเป็นผลกระทบจากมาตรการลงโทษทางสังคมอีกส่วนหนึ่ง เชื่อว่าจำเลยน่าจะเข็ดหลาบ ไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับนิสัยและความประพฤติโดยทั่วไปของจำเลยไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โดยรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เพี่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือตักเตือน หรือสอดส่องดูแลซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมยิ่งกว่า แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ซึ่งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยแก้ไขฐานความผิดตามฟ้องข้อ ก ที่เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จากฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นโดยมิชอบ เป็นฐานลักทรัพย์นายจ้าง เนื่องจากตามฟ้องข้อ ก โจทก์มิได้บรรยายฟ้องในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นโดยมิชอบ และไม่รอการลงโทษจำคุกตามที่โจทก์อุทธรณ์ กับไม่ลงโทษปรับ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยและลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ศาลฎีกาจึงลงโทษปรับจำเลย 20,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรกได้ ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจึงลดโทษ โดยไม่ลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานลักทรัพย์นายจ้าง จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นโดยมิชอบ รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 15,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 18 เดือน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง กับห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายชูพล ประทุมทาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2554/2566
#695676
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ทรัพย์สินรายการที่ 147 ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3630 ตกเป็นของแผ่นดิน และผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้แย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 147 แม้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 147 เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เนื่องจากผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำคัดค้านว่าไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านมาตั้งแต่แรก แต่ตามคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องได้ยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่า ทรัพย์สินรายการที่ 147 มีชื่อ ธ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ใช่ของผู้คัดค้านตามที่ผู้ร้องระบุในบัญชีรายการทรัพย์สิน จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 147 ให้ถูกต้อง เห็นว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำแก้อุทธรณ์ ผู้ร้องย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินรายการที่ 147 ตกเป็นของแผ่นดิน ปัญหาเรื่องอำนาจในการยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 147 ตามคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้อง ซึ่งมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 56 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงรายการที่ 7 รายการที่ 11 รายการที่ 12 รายการที่ 21 ถึงรายการที่ 23 รายการที่ 28 รายการที่ 45 และรายการที่ 138 ถึงรายการที่ 148 ตามบัญชีรายการทรัพย์สิน พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 8 ถึงรายการที่ 10 รายการที่ 13 ถึงรายการที่ 20 รายการที่ 24 ถึงรายการที่ 27 รายการที่ 29 ถึงรายการที่ 44 และรายการที่ 46 ถึงรายการที่ 137 ให้คืนแก่เจ้าของ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 เฉพาะเงินสด 100,000 บาท และทรัพย์สินรายการที่ 146

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ทรัพย์สินรายการที่ 1 เฉพาะเงินสด 100,000 บาท และทรัพย์สินรายการที่ 146 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการทำความผิดมูลฐานในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นไต่สวนพยานผู้คัดค้านมีนางลอง มารดาผู้คัดค้านเบิกความว่า นางสาวน้ำผึ้งส่งเงินมาให้นางลองเดือนละ 10,000 ถึง 30,000 บาท โดยส่งผ่านมาทางบริษัท ว. แต่เอกสารต่าง ๆ เจ้าพนักงานตำรวจยึดไปจากบ้านเลขที่ 259 และตำรวจนำออกไปทิ้ง ภายหลังนางลองเห็นว่าเป็นเศษขยะจึงเผาทิ้งไปหมด ปี 2553 ผู้คัดค้านกลับมาพักที่บ้านเลขที่ 46 ผู้คัดค้านบอกนางลองว่าได้ตกลงซื้อที่ดิน 2 ไร่เศษ จากน้าสาวของนายอภิชาต ตกลงแบ่งกันคนละ 1 ไร่ ซื้อที่ดินราคา 300,000 บาท นางลองทราบว่ามีการโอนที่ดินกันเมื่อปี 2555 แต่ไม่ทราบเลขโฉนด ต่อมาภายหลังผู้คัดค้านบอกนางลองว่านายอภิชาตจะขายที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านอีกในราคา 200,000 บาท แต่ผู้คัดค้านไม่มีเงินพอ นางลองจึงสอบถามนางสาวน้ำผึ้งซึ่งสามารถหาเงินมาซื้อได้ว่าสนใจอยากได้ที่ดินแปลงดังกล่าวหรือไม่ นางสาวน้ำผึ้งจึงโอนเงินให้นางลองซื้อที่ดินจากนายอภิชาต แต่พยานผู้คัคค้านไม่มีหลักฐานที่เป็นเอกสารแสดงรายละเอียดวันเวลาและจำนวนเงินที่โอนให้แก่นางลอง ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่าเงินที่นำไปซื้อที่ดินเป็นเงินรายได้จากการเป็นแม่บ้านทำความสะอาดดูแลรับเลี้ยงเด็กอ่อนและเงินที่ได้จากค่าเช่าที่ดินไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาท ก็ขัดแย้งกับคำเบิกความของนางลองที่เบิกความว่าผู้คัดค้านไม่มีเงินพอซื้อที่ดิน พยานผู้คัดค้านจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นจริงและไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคสามได้ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าทรัพย์สินรายการที่ 1 และรายการที่ 146 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ทรัพย์สินรายการที่ 147 ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3630 ตกเป็นของแผ่นดิน และผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้แย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 147 แม้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 147 เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เนื่องจากผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำคัดค้านว่าไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านมาตั้งแต่แรก แต่ตามคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องได้ยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่า ทรัพย์สินรายการที่ 147 มีชื่อนางธนพรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ใช่ของผู้คัดค้านตามที่ผู้ร้องระบุในบัญชีรายการทรัพย์สิน จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 147 ให้ถูกต้อง เห็นว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำแก้อุทธรณ์ ผู้ร้องย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินรายการที่ 147 ตกเป็นของแผ่นดิน ปัญหาเรื่องอำนาจในการยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 147 ตามคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้อง ซึ่งมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 56 วรรคท้าย เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อให้การพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องว่าทรัพย์สินรายการที่ 147 ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3630 ไม่ใช่ของผู้คัดค้าน และปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 3630 ท้ายคำแก้อุทธรณ์ ซึ่งมีรายการจดทะเบียนด้านหลังโฉนดที่ดินเลขที่ 3630 ว่านางธนพรเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 จนกระทั่งต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2557 นางธนพรได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคาร อ. เมื่อคำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ขอให้ทรัพย์สินของนางธนพรตกเป็นของแผ่นดินโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินรายการที่ 147 ตกเป็นของแผ่นดินจึงไม่เข้าเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินรายการที่ 147 ตกเป็นของแผ่นดินได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 147 ตกเป็นของแผ่นดินจึงเป็นการไม่ชอบอันเกิดจากการผิดหลงของผู้ร้อง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 147 ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3630 แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 56 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิพัฒน์ เจริญวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2525/2566
#691706
เปิดฉบับเต็ม

กรณีเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 มีเจตนาวางแผนร่วมกันนำเข้าสินค้าโดยแยกกันนำเข้าเพื่อประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าและได้รับประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน โดยในวันที่ 29 เมษายน 2547 วันที่ 13 พฤษภาคม 2547 วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 วันที่ 3 มิถุนายน 2547 และวันที่ 14 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 สำแดงเป็นแชสซีที่มีเครื่องยนต์ (Chassis Fitted with Engine for Truck/Tractor) ประเภทพิกัด 8706.00 เสียอัตราอากรร้อยละ 10 ส่วนที่จำเลยที่ 2 สำแดงเป็นชิ้นส่วนหัวเก๋ง (Cab Shell) พร้อมอุปกรณ์ (Parts and Accessories of Cab) ประเภทพิกัด 8707.900 ประเภทพิกัด 8708.400 ประเภทพิกัด 8708.940 และประเภทพิกัด 9401.200 เสียอัตราอากรร้อยละ 40 ร้อยละ 30 ร้อยละ 10 และร้อยละ 10 ตามลำดับ การสำแดงและแยกการนำเข้าดังกล่าวเป็นการกระทำที่แบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้ยากแก่การตรวจสอบและชักพาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรผิดหลงในรายการสินค้าและประเภทพิกัดอัตราอากรขาเข้าเพื่อจะได้ชำระอากรขาเข้าเป็นเงินจำนวนน้อยกว่าอากรขาเข้าตามประเภทพิกัดอัตราอากรขาเข้าที่ถูกต้อง คือ ชิ้นส่วนของ Truck Tractor Chassis with Cab and Accessories of Cab เพื่อประกอบเป็นรถทรัคแทรกเตอร์ครบชุดสมบูรณ์ทั้งคัน (CKD) เข้าประเภทพิกัด 8701.20 อัตราอากรร้อยละ 30 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เหตุผลว่า หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิสูจน์การกระทำความผิดในทางอาญาเป็นคนละส่วนกับหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาปัญหาประเภทพิกัด เมื่อในขณะนำเข้าสินค้าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แยกการนำเข้าต่างหากจากกัน การพิจารณาปัญหาพิกัดจึงต้องแยกการพิจารณาเป็นรายบริษัท คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อยืนยันว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเลิก (1) พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และ (11) พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2490" แต่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 ยังบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องยังเป็นความผิดอยู่ โดยมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าในส่วนที่ให้ปรับรวมและกฎหมายใหม่ในส่วนโทษแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคสาม, 10 ทวิ, 87, 88 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 และให้จำเลยทั้งสี่จ่ายสินบนรางวัลนำจับแก่เจ้าพนักงานผู้จับที่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษปรับคนละ 5,017,356 บาท รวม 5 กระทง รวมเป็นปรับจำเลยทั้งสี่คนละ 25,086,780 บาท หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับ สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 แทนค่าปรับให้กักขังเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี ได้ แต่ไม่เกิน 2 ปี คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่มีการจับกุมจำเลยทั้งสี่ดำเนินคดีนี้ สืบเนื่องจากกรมศุลกากรมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่สืบสวนเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเคยมีประวัติการนำเข้ารถทรัคแทรกเตอร์ทั้งคันแต่ภายหลังจำเลยที่ 1 กลับสำแดงว่านำเข้าเฉพาะแชสซีกับเครื่องยนต์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเข้าชิ้นส่วนหัวเก๋งหรือแค้ป เมื่อตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่มีการบรรทุกสินค้าพบว่าตู้สินค้าของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถูกลากมาพร้อมกันหรือตามกันมาและมีการนำสินค้าที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นำเข้าไปประกอบที่โรงงานของจำเลยที่ 2 เป็นรถทรัคแทรกเตอร์ ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจึงขอให้ศาลมีคำสั่งออกหมายค้นบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 พบเอกสารเกี่ยวกับการสั่งซื้อและการวางแผนภาษีให้น้อยลงจากการนำเข้าสินค้าแยกกัน โจทก์มีนายปรีชา และนายสมชาย นักวิชาการศุลกากร เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จากการสืบสวนหลังจากตรวจสอบประวัติการนำเข้าสินค้าของจำเลยที่ 1 บัญชีสินค้าของบริษัทตัวแทนเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง กลุ่มผู้ค้ารถ ตู้คอนเทนเนอร์ และซุ่มดูที่ที่ตั้งของจำเลยที่ 2 หลายครั้ง เห็นความผิดปกติในการหลีกเลี่ยงภาษีอากรจึงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายค้น เมื่อได้ตรวจค้นบริษัทจำเลยที่ 1 สำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 23/21 กรุงเทพมหานคร และตรวจค้นบริษัทจำเลยที่ 2 สำนักงานและโรงงานตั้งอยู่เลขที่ 7/14 จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้ว พบเอกสารที่แสดงถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการสั่งซื้อชิ้นส่วนสินค้าจากบริษัท ก. ประเทศสวีเดน เพื่อมาประกอบเป็นรถทรัคแทรกเตอร์ทั้งคัน โดยรู้อยู่แล้วว่าต้องเสียอากรในอัตราร้อยละ 30 แต่มีเจตนาหลีกเลี่ยงให้เสียอากรต่ำกว่าความเป็นจริงโดยแยกการนำเข้าให้จำเลยที่ 1 นำเข้าเฉพาะแชสซีกับเครื่องยนต์ ซึ่งมีอัตราอากรร้อยละ 10 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้นำเข้าชิ้นส่วนหัวเก๋งหรือแค้ปเสียภาษีอากรตามพิกัดและอัตราว่าด้วยของและอุปกรณ์นั้น ๆ และโจทก์มีนายนล เจ้าหน้าที่ประเมินอากร มีหน้าที่ตรวจสอบภายหลังการตรวจปล่อยสินค้าเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับมอบหมายให้ตอบสำนักกฎหมายที่หารือมาเกี่ยวกับเรื่องการอุทธรณ์คดีของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จากการศึกษาแฟ้มคดีเก่าและเอกสารที่นำมาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 พบว่าจำเลยที่ 1 ติดต่อสื่อสารทางอีเมลกับบริษัท ก. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ประเทศสวีเดนของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับอัตราภาษีของรถทรัคแทรกเตอร์ที่นำเข้าหลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 ไปหารือกับพนักงานเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรเกี่ยวกับเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรในการนำเข้ารถทรัคแทรกเตอร์ แชสซีกับเครื่องยนต์ และหัวเก๋งหรือแค้ป จำเลยที่ 1 จึงทำสรุปรายงานการหารือกับเจ้าหน้าที่เสนอที่ประชุมของจำเลยที่ 1 โดยมีอีเมลที่มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 จะดำเนินการให้มีการนำเข้าของโดยแยกกันระหว่างส่วนแชสซีกับเครื่องยนต์และส่วนหัวเก๋ง โดยจำเลยที่ 1 นำเข้าส่วนแชสซี ส่วนบริษัท ส. นำเข้าส่วนหัวเก๋ง แต่หากทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดความเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันระหว่าง 2 บริษัท และทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรทราบว่านำเข้าด้วยกันเพื่อประกอบเป็นรถทรัคแทรกเตอร์ทั้งคันจึงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเข้าแทนบริษัท ส. พยานเห็นว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทราบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับพิกัดอัตราศุลกากรในการนำเข้าทำให้มีการแยกการนำเข้าเพื่อให้ชำระอัตราอากรที่ถูกลงอันเป็นการหลีกเลี่ยงอากรจึงเสนอความเห็นตอบกลับไปยังสำนักกฎหมาย เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยหารือกับกรมศุลกากรถึงการนำเข้ารถทรัคแทรกเตอร์ ได้รับคำอธิบายจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรว่า หากนำเข้าชิ้นส่วน CKD ของแชสซีที่มีเครื่องยนต์ติดตั้ง จะเข้าประเภทพิกัด 87.06 ได้รับลดอัตราอากรเหลือร้อยละ 10 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 19/2542 เรื่อง ยกเลิกการลดอัตราอากรศุลกากรและการลดอัตราอากรศุลกากร แต่ต้องไม่มีส่วนของหัวเก๋งเข้ามาด้วย หากนำเข้าแชสซีพร้อมส่วนของหัวเก๋งหรือแค้ปเข้ามาในราชอาณาจักร จะเข้าประเภทพิกัด 87.01 ในฐานะชิ้นส่วนของ Truck Tractor Chassis with Cab หรือรถทรัคแทรกเตอร์ทั้งคัน (สินค้าครบสมบูรณ์) อัตราอากรร้อยละ 30 และหากนำเข้าหัวเก๋งหรือแค้ปที่มีการตัดแต่งแล้ว (Body Shell) จะเข้าประเภทพิกัด 87.07 อัตราอากรร้อยละ 80 ซึ่งจำเลยทั้งสี่ก็นำสืบรับในส่วนนี้ว่า จำเลยที่ 1 ได้สอบถามและหารือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากร คือ นายพิทักษ์ และนายพงศักดิ์ หัวหน้างานชิ้นส่วนสมบูรณ์ ฝ่ายยกเว้นอากร อัตราศุลกากรจริง บริษัท ก. เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศสวีเดน ตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัท ส. ขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้เป็นผู้แทนจำหน่ายรถทรัคแทรกเตอร์ในประเทศไทย จำเลยที่ 1 เช่าพื้นที่โรงงานของบริษัท พ. และเป็นคู่สัญญารับจ้างประกอบแชสซีที่มีเครื่องยนต์ติดตั้ง เมื่อพิจารณาเอกสารที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรยึดมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารภายใน มีอีเมลหลายฉบับระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ก. ประเทศสวีเดน ที่มีข้อความเป็นลำดับว่า บริษัท ส. อาจไม่สามารถนำส่วนของหัวเก๋งหรือแค้ปเข้ามาในประเทศไทยได้ ตามอีเมลฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 และต่อมามีเอกสารการประชุมของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ระบุถึงความเป็นไปได้ที่จะให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท พ. (PTM) เป็นผู้มีชื่อนำเข้าในส่วนของหัวเก๋งพร้อมอุปกรณ์โดยให้อยู่ในความควบคุมของจำเลยที่ 1 อันจะทำให้อากรลดลง และเอกสารบันทึกความเข้าใจฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 ระบุถึงการให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเข้าหัวเก๋งพร้อมอุปกรณ์เอกสารที่ต้องใช้ระเบียบในการทำบัตรผ่านพิธีการ รวมถึงมีแผนภูมิการนำเข้าแนบท้ายที่แสดงอย่างชัดเจนว่าให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเข้าแชสซีและเครื่องยนต์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเข้าชิ้นส่วนหัวเก๋งและอุปกรณ์ เพื่อจะนำมาประกอบเป็นรถทรัคแทรกเตอร์ทั้งคันโดยบริษัท พ. ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบและจำเลยทั้งสี่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 เคยนำเข้าสินค้าโดยสำแดงเป็นประเภทพิกัดรถทรัคแทรกเตอร์ทั้งคัน จึงต้องรู้อยู่แล้วว่าสินค้ารถทรัคแทรกเตอร์ต้องเสียอากรในประเภทพิกัด 8701.20 อัตราอากรร้อยละ 30 แต่ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 หารือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรและประชุมภายในกับบริษัทในเครือ จำเลยที่ 1 กลับนำเข้าสินค้าโดยสำแดงสินค้าเป็นแชสซีที่มีเครื่องยนต์ (Chassis Fitted with Engine for Truck/Tractor) ในประเภทพิกัด 8706.00 อัตราอากรร้อยละ 10 ส่วนจำเลยที่ 2 นำเข้าสินค้าโดยสำแดงเป็นชิ้นส่วนหัวเก๋ง (Cab Shell) พร้อมอุปกรณ์ (Parts and Accessories of Cab) ประเภทพิกัดและอัตราว่าด้วยของและอุปกรณ์นั้น ๆ ทำให้เมื่อรวมกันแล้วเสียค่าอากรน้อยลงกว่าจำนวนค่าอากรที่ต้องเสียตามความเป็นจริงของสินค้านำเข้า คือ ชิ้นส่วนเพื่อประกอบเป็นรถทรัคแทรกเตอร์ครบชุดสมบูรณ์ อัตราอากรร้อยละ 30 ประกอบกับเมื่อพิจารณาในส่วนความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการผลิตและประกอบยานยนต์ เครื่องบินท่าอากาศยานทุกชนิด ส่วนจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการโรงงานผลิตและรับจ้างผลิตชิ้นส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ เห็นว่า แม้ตามหนังสือรับรองจำเลยที่ 1 จะมีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 23/21 กรุงเทพมหานคร แต่กลับปรากฏตามหนังสือขอให้มาชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมและหนังสือขอรับเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ของจำเลยที่ 1 ว่า โรงงานของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่เลขที่ 7/14 จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นที่อยู่ที่เดียวกันกับที่ตั้งโรงงานและสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยที่ 2 ที่ระบุอยู่ในหนังสือรับรอง และยังได้ความตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 และบริษัท พ. เป็นบริษัทในเครือธุรกิจกับบริษัท ศ. ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทจำเลยที่ 2 และบริษัท ศ. รับประกอบตัวถังรถโดยสารให้กับแชสซีที่มีเครื่องยนต์ติดตั้งยี่ห้อสแกนเนีย มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รองรับงานดังกล่าว ต่อมาจึงให้บริษัท พ. รับงานต่อตัวถังรถโดยสารให้กับแชสซีที่มีเครื่องยนต์ติดตั้งยี่ห้อสแกนเนีย นอกจากนี้ จำเลยที่ 3 ยังรับในคำให้การชั้นสอบสวนเพิ่มเติมว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เคยมีความสัมพันธ์ทางการค้ามาก่อน ส่วนจำเลยที่ 3 รู้จักคุ้นเคยเป็นการส่วนตัวกับจำเลยที่ 4 อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ก็มีความรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีถึงขนาดที่จำเลยที่ 4 มอบบัตรผู้จัดการที่ต้องใช้สำหรับการนำเข้าส่งออกสินค้าของกรมศุลกากรให้จำเลยที่ 3 แม้จำเลยทั้งสี่จะนำสืบต่อสู้ในทำนองว่า จำเลยที่ 2 ซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์หัวเก๋งเข้ามาประกอบเพื่อเป็นการขยายธุรกิจ และเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในความรู้ด้านเทคโนโลยีในการผลิตจากเจ้าของสินค้าต่างประเทศ และจำเลยทั้งสี่มีนางสาวศุภพิชญ์ อดีตพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า พยานมีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้พยานเป็นผู้ดำเนินการนำเข้าสินค้าประเภทหัวเก๋งพร้อมอุปกรณ์ในคดีนี้ เนื่องจากในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 2 ยังไม่มีความชำนาญในการนำเข้าสินค้า ก็เป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ และยังขัดแย้งกับสัญญาจ้างประกอบเอกสารที่มีข้อความระบุว่า บริษัท ส. เป็นบริษัทในเครือของบริษัท ก. โดยมีบริษัท ส. เป็นผู้นำเข้าส่วนประกอบหัวเก๋งของยานยนต์มายังประเทศไทย บริษัท พ. เป็นผู้รับจ้างประกอบแชสซีที่มีเครื่องยนต์ติดตั้งของยานยนต์ให้กับจำเลยที่ 1 โดยบริษัท ส. ประสงค์จะว่าจ้างให้บริษัท พ. เป็นผู้ประกอบหัวเก๋ง (Cab) และนำหัวเก๋งนี้ไปใส่หรือประกอบกับแชสซีที่มีเครื่องยนต์ติดตั้ง (Cab Fixed on the Chassis Fitted with Engine) ของยานยนต์ ซึ่งบริษัท พ. รับจ้างประกอบให้กับจำเลยที่ 1 ที่สำคัญในสัญญาจ้างประกอบฉบับดังกล่าวมีข้อความระบุว่า บริษัท ส. จะเป็นผู้นำเข้าชิ้นส่วนหัวเก๋งพร้อมอุปกรณ์ประกอบ โดยสงวนสิทธิให้เป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ส่วนบริษัท พ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 2 จะไม่เข้าถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิอื่น ๆ หรือก่อให้เกิดภาระผูกพันใด ๆ ต่อหัวเก๋งและส่วนประกอบต่าง ๆ ของหัวเก๋ง บริษัท พ. จะได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าบริการประกอบ จากเอกสารดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่าผู้ที่มีกรรมสิทธิ์และนำเข้าส่วนหัวเก๋งที่แท้จริง คือบริษัท ส. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ดังนั้น แม้ไม่พบใบสั่งซื้อบางส่วนก็ไม่ได้เป็นข้อหักล้างความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสี่ว่าไม่ได้ร่วมกันนำเข้าสินค้าพิพาท อีกทั้งยังได้ความจากนางสาวศุภพิชญ์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ถามติงว่า จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสินค้าผ่านจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจในการสั่งซื้อสินค้าจาก บริษัท ก. ประเทศสวีเดน แต่เพียงรายเดียว และเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า บริษัทผู้ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเพียงผู้เดียวในประเทศไทยเท่านั้นที่จะสั่งสินค้าจากบริษัท ก. ประเทศสวีเดน ได้ แต่ขณะที่มีการนำเข้าสินค้าของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้นั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจสั่งซื้อด้วยตนเอง เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย จากพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 มีเจตนาวางแผนร่วมกันนำเข้าสินค้าโดยแยกกันนำเข้าเพื่อประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าและได้รับประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน โดยในวันที่ 29 เมษายน 2547 วันที่ 13 พฤษภาคม 2547 วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 วันที่ 3 มิถุนายน 2547 และวันที่ 14 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 สำแดงเป็นแชสซีที่มีเครื่องยนต์ (Chassis Fitted with Engine for Truck/Tractor) ประเภทพิกัด 8706.00 เสียอัตราอากรร้อยละ 10 ส่วนที่จำเลยที่ 2 สำแดงเป็นชิ้นส่วนหัวเก๋ง (Cab Shell) พร้อมอุปกรณ์ (Parts and Accessories of Cab) ประเภทพิกัด 8707.900 ประเภทพิกัด 8708.400 ประเภทพิกัด 8708.940 และประเภทพิกัด 9401.200 เสียอัตราอากรร้อยละ 40 ร้อยละ 30 ร้อยละ 10 และร้อยละ 10 ตามลำดับ การสำแดงและแยกการนำเข้าดังกล่าวเป็นการกระทำที่แบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้ยากแก่การตรวจสอบและชักพาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรผิดหลงในรายการสินค้าและประเภทพิกัดอัตราอากรขาเข้า เพื่อจะได้ชำระอากรขาเข้าเป็นเงินจำนวนน้อยกว่าอากรขาเข้าตามประเภทพิกัดอัตราอากรขาเข้าที่ถูกต้อง คือ ชิ้นส่วนของ Truck Tractor Chassis with Cab and Accessories of Cab เพื่อประกอบเป็นรถทรัคแทรกเตอร์ครบชุดสมบูรณ์ทั้งคัน (CKD) เข้าประเภทพิกัด 8701.20 อัตราอากรร้อยละ 30 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ส่วนที่จำเลยทั้งสี่นำสืบว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมศุลกากรเคยมีคำวินิจฉัยในเรื่องสินค้าแชสซีและเครื่องยนต์สำหรับรถทรัคแทรกเตอร์ที่จำเลยที่ 1 นำเข้าเช่นในคดีนี้ว่า ให้เพิกถอนการประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่และให้จัดสินค้าเป็นแชสซีสำหรับรถทรัคแทรกเตอร์ เข้าประเภทพิกัด 8708.99 ในฐานะเป็นส่วนประกอบของยานยนต์ ตามประเภท 87.01 และเป็นเครื่องยนต์ สำหรับรถทรัคแทรกเตอร์ประเภทพิกัด 8408.20 ในฐานะเป็นเครื่องยนต์ชนิดที่ใช้ขับเคลื่อนยานบกในตอนที่ 87 สินค้าที่จำเลยที่ 1 นำเข้าจึงไม่ใช่ชิ้นส่วนของ Truck Tractor Chassis with Cab and Accessories of Cab เพื่อประกอบเป็นรถทรัคแทรกเตอร์ครบชุดสมบูรณ์ทั้งคัน (CKD) เข้าประเภทพิกัด 8701.20 อัตราอากรร้อยละ 30 ตามที่โจทก์ฟ้อง นั้น เห็นว่า ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เหตุผลว่า หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิสูจน์การกระทำความผิดในทางอาญาเป็นคนละส่วนกับหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาปัญหาประเภทพิกัด เมื่อในขณะนำเข้าสินค้าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แยกการนำเข้าต่างหากจากกัน การพิจารณาปัญหาพิกัดจึงต้องแยกการพิจารณาเป็นรายบริษัท คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อยืนยันว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้า คือ แชสซีสำหรับรถทรัคแทรกเตอร์ (Chassis for Truck/Tractor "Scania Brand") และเครื่องยนต์สำหรับรถทรัคแทรกเตอร์ (Engine for Truck/Tractor "Scania Brand") เพื่อมาประกอบกับส่วนหัวเก๋งที่จำเลยที่ 2 นำเข้ามา จึงยิ่งรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำชิ้นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของรถทรัคแทรกเตอร์ประเภทพิกัด 87.01 ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 ข้อ 2 (ก) วรรคหนึ่ง ที่ว่า "ประเภทที่ระบุถึงของใด ให้หมายรวมถึงของนั้นที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ หากว่าในขณะนำเข้ามีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วและให้หมายรวมถึงของที่สมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว (หรือที่จำแนกเข้าประเภทของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้วตามนัยแห่งหลักเกณฑ์นี้) ที่นำเข้ามาโดยถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกัน" ส่วนการใช้ส่วนประกอบภายในประเทศสำหรับงานผลิตเป็นชิ้นงานสำเร็จก็มีเพียง 2 รายการ คือ แบตเตอรี่รถยนต์และยางรถยนต์ ซึ่งไม่ถือเป็นชิ้นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของรถทรัคแทรกเตอร์ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 ข้อ 2 (ก) ส่วนที่จำเลยทั้งสี่นำสืบโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 นำเข้าชิ้นส่วนหัวเก๋งพร้อมอุปกรณ์เช่นเดียวกับสินค้าในคดีนี้ หลังนำเข้าจำเลยที่ 2 นำสินค้ารวมถึงอุปกรณ์อื่นที่ซื้อในประเทศมาประกอบเพื่อให้เป็นสินค้าหัวเก๋งและขายให้แก่ผู้ซื้อ เพื่อนำไปเป็นอุปกรณ์ประกอบหัวเก๋งและรถทรัคแทรกเตอร์ ในการประกอบนั้นมีขั้นตอนการประกอบถึงร้อยกว่าขั้นตอน ยุ่งยากซับซ้อนและยังต้องมีการทำงานเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นสินค้าสำเร็จโดยทำการเจาะที่ด้านหลังและด้านข้างของหัวเก๋งเพื่อมาติดตั้งบังลมข้าง (Air Deflector) ที่ติดตั้งเพื่อให้รถยนต์มีคุณสมบัติดีขึ้น รวมถึงแผ่นป้ายทะเบียนการผลิตของจำเลยที่ 2 เข้าไปอีกด้วย สินค้าที่จำเลยที่ 2 นำเข้าจึงเป็นอุปกรณ์ที่มีการกำหนดประเภทพิกัดศุลกากรเป็นสินค้ารายชิ้นว่าด้วยของนั้น ๆ เห็นว่า การพิจารณาว่าของหรือสินค้าที่นำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนที่ยังไม่ครบสมบูรณ์หรือยังไม่สำเร็จ หรือเป็นชิ้นส่วนที่ถอดแยกออกจากกันหรือยังไม่ได้ประกอบเข้าด้วยกันมีจำนวนและลักษณะเพียงพอที่ถือว่าเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว อันส่งผลให้ประเภทพิกัดอัตราศุลกากรของของที่นำเข้าเปลี่ยนจาก "ชิ้นส่วนของของหรือสินค้า" กลายเป็น "ของหรือสินค้าที่ครบสมบูรณ์" แล้ว ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 ข้อ 2 (ก) มิได้หมายถึงเฉพาะการนำเข้าแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จรูปหรือนำเข้าชิ้นส่วนแค้ปทั้งหมดทุกรายการเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงการนำเข้าชิ้นส่วนแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่มีจำนวนเพียงพอที่เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จสามารถนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องนำไปทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จแล้ว ย่อมถือได้ว่าเป็นการนำเข้าแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ที่เป็นชิ้นส่วนอันเป็นสาระสำคัญของของที่ครบสมบูรณ์หรือสำเร็จแล้ว สินค้านำเข้าเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2547 วันที่ 13 พฤษภาคม 2547 วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 วันที่ 3 มิถุนายน 2547 และวันที่ 14 มิถุนายน 2547 ที่จำเลยที่ 2 สำแดงเป็นชิ้นส่วนหัวเก๋ง (Cab Shell) พร้อมอุปกรณ์ (Parts and Accessories of Cab) ในประเภทพิกัด 8707.900 ประเภทพิกัด 8708.400 ประเภทพิกัด 8708.940 และประเภทพิกัด 9401.200 อัตราร้อยละ 40 ร้อยละ 30 ร้อยละ 10 และร้อยละ 10 ตามลำดับ ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801 004478 0824 จำนวน 6 ชุด ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801 005478 0368 จำนวน 6 ชุด ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801 005478 0838 จำนวน 6 ชุด ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801 006478 0019 จำนวน 6 ชุด และใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801 006478 0454 จำนวน 12 ชุด นั้น เมื่อพิจารณาหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 2 ประกอบเหตุผลตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว สินค้าที่จำเลยที่ 2 นำเข้าสามารถนำเข้าสู่กระบวนการประกอบหัวเก๋ง (Cab) ได้ทันทีด้วยการนำไปประกอบยึดติดชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ส่วนการเจาะที่ด้านหลังและด้านข้างของหัวเก๋งเพื่อมาติดตั้งบังลมข้าง (Air Deflector) ก็ไม่ถือเป็นกระบวนการจัดทำเพิ่มเติม (Further Working Operation) ที่จำเป็นเพื่อให้ชิ้นส่วนนั้นครบสมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จก่อนนำไปประกอบเป็นหัวเก๋ง ตัวลู่บังลม (Air Deflector) ตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตัวรถ ส่วนไฟสัญญาณและแผ่นป้ายทะเบียนการผลิต ถือเป็นอุปกรณ์เสริมในการขับขี่และอุปกรณ์แสดงถึงผู้ผลิตที่ไม่ได้มีสาระสำคัญต่อการทำงานของหัวเก๋ง (Cab) การเจาะติดตัวลู่บังลม (Air Deflector) ไฟสัญญาณและแผ่นป้ายทะเบียนการผลิต จึงไม่ถือเป็นจัดทำเพิ่มเติม (Further Working Operation) เพื่อให้เป็นชิ้นส่วนที่สมบูรณ์จนถึงขั้นสำเร็จในความหมายของหลักเกณฑ์ข้อ 2 (ก) ชิ้นส่วนหัวเก๋ง (Cab Shell) และอุปกรณ์ของหัวเก๋ง (Parts and Accessories of Cab) ที่จำเลยที่ 2 นำเข้ามาดังกล่าวข้างต้นจึงถือเป็นลักษณะอันเป็นสาระสำคัญของแค้ปและนำไปประกอบเป็นแค้ปสำหรับยานยนต์ประเภท 87.01 ซึ่งอยู่ในประเภทพิกัด 8707.90 ตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ คดีในส่วนแพ่งจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาปัญหาประเภทพิกัดในส่วนแพ่ง ซึ่งเมื่อเจตนานำมาประกอบกับแชสซีและเครื่องยนต์ที่จำเลยที่ 1 นำเข้าจึงครบเป็นชิ้นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของรถทรัคแทรกเตอร์ที่ครบสมบูรณ์ กรณีรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานนำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรืออากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ รวม 5 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และ (11) พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2490" แต่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 ยังบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องยังเป็นความผิดอยู่ โดยมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าในส่วนที่ให้ปรับรวมและกฎหมายใหม่ในส่วนโทษแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 5 กระทง ปรับจำเลยทั้งสี่รวมเป็นเงิน 18,000,000 บาท หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับ สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 แทนค่าปรับ ให้กักขังเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี แต่ไม่เกินสองปี คำขออื่นของโจทก์ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 3 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายอัฐษฎา วิลัยพิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช จรูญรัตนา
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2502/2566
#695953
เปิดฉบับเต็ม

กองบังคับการปราบปรามนั้น ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 จึงมีอำนาจสอบสวนคดีได้ทั่วราชอาณาจักรตามกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่เพื่อที่จะไม่ให้ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกับอำนาจของพนักงานสอบสวนในพื้นที่เกิดเหตุโดยตรง โดยให้คดีในลักษณะต่าง ๆ ที่ถือว่ามีความสำคัญหรือยุ่งยากเป็นพิเศษ เพื่อให้อยู่ในอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เช่น เมื่อได้มีการรับเรื่องร้องทุกข์ไว้ดำเนินการแล้ว พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามก็มีอำนาจทำการสอบสวนไปได้ก่อนในเบื้องต้นพร้อมทั้งทำเรื่องรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อทราบและให้มีคำสั่งอนุญาตให้ทำการสอบสวนต่อไปตามระเบียบ ดังนั้น เอกสารที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามรวบรวมไว้ ย่อมเป็นเอกสารที่ได้มาโดยถูกต้องชอบดัวยกฎหมาย แม้ภายหลังผู้บังคับบัญชาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทำการสอบสวนต่อไป ก็เป็นเพียงเรื่องภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีระเบียบกำหนดให้คดีในลักษณะดังกล่าวต้องมีการส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุดำเนินการต่อไปเท่านั้น ต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี ก็ได้มีการเรียกโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายให้มาดำเนินการร้องทุกข์ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยในลักษณะที่คล้ายกับว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีเริ่มดำเนินการสอบสวนใหม่เองทั้งหมด ส่วนเอกสารหลักฐานที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามส่งมาให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีก็รวบรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนในลักษณะเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง เพื่อนำมาใช้พิจารณาประกอบดุลพินิจในการสั่งสำนวนเท่านั้น หากเห็นว่า ยังขาดตกบกพร่องอยู่ในส่วนใดก็สามารถใช้ดุลพินิจดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหม่ได้ หรือหากเห็นว่าหลักฐานที่รวบรวมไว้โดยพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามและส่งมาให้รวมไว้ในสำนวนการสอบสวนมีความชัดเจนเพียงพอแล้วก็สามารถใช้เอกสารหลักฐานดังกล่าวเป็นกลักฐานในสำนวนการสอบสวนต่อไปเพื่อใช้ประกอบดุลพินิจในการสั่งคดีได้ โดยไม่ต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ร่วมกันปลอมเอกสาร รวมทั้งร่วมกันใช้เอกสารปลอม และสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำกัด กระทำหรือยินยอมให้กระทำการปลอมเอกสารหรือลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทหรือที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดบริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 นั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพียงเพื่อต้องการให้นายทะเบียน สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดชลบุรีจดทะเบียนแก้ไขจำนวนผู้ถือหุ้น แก้ไขจำนวนกรรมการเข้าและออก และแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท พ. จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบท ต้องลงโทษจำเลยทั้งสามตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แม้จำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี จึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงจำเลยทั้งสามโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 267, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7143/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางณิชาภา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม), 267 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (เดิม), 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (1) (2) การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุกคนละ 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันปลอมเอกสารและร่วมกันใช้เอกสารปลอม จำเลยทั้งสามเป็นตัวการร่วมกันปลอมและใช้เอกสารที่ปลอมขึ้นเอง ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (เดิม) จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี คำเบิกความของจำเลยที่ 2 และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7143/2561 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า เดิมโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นกรรมการแต่เพียงผู้เดียวซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนของบริษัท พ. ซึ่งบริษัทดังกล่าวดำเนินกิจการเกี่ยวกับการรับจ้างขุดดิน ถมดิน ประมาณปี 2556 นายทวีศักดิ์ ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัทได้แนะนำให้โจทก์ร่วมรู้จักจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าติดต่อขายสนามกอล์ฟ ก. เนื่องจากได้ทราบว่าโจทก์ร่วมสนใจที่จะซื้อสนามกอล์ฟดังกล่าวในนามของบริษัท พ. ต่อมานายทวีศักดิ์ได้แนะนำให้โจทก์ร่วมรู้จักจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายหน้า และดำเนินกิจการเกี่ยวกับการขุดดิน ถมดินเช่นเดียวกัน และจำเลยที่ 1 แนะนำให้โจทก์ร่วมรู้จักจำเลยที่ 2 จนได้มีการชักชวนให้เข้ามาลงทุนร่วมกับโจทก์ร่วมในกิจการของบริษัท พ. โดยจำเลยที่ 2 นำเงินเข้ามาร่วมลงทุน 10,000,000 บาท จึงได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นบางส่วน และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท พ. ร่วมกับโจทก์ร่วมด้วย นอกจากนี้โจทก์ร่วมยังได้เข้าลงทุนในบริษัท อ. ร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และนายพิศิษฐ์หรือพลพิสิทธิ์ ได้นัดและไปพบกันที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดชลบุรี ได้มีการยื่นเอกสารเป็นหนังสือมอบอำนาจ คำขอจดทะเบียนแก้ไขจำนวนกรรมการบริษัท รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือมติพิเศษ ใบกรรมการเข้าใหม่ คำร้องขอจดทะเบียน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 โจทก์ร่วม และนายพิศิษฐ์ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกสภาทนายความของนายพิศิษฐ์ ต่อนางสาวบังอร นายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดชลบุรี เพื่อขอจดทะเบียนแก้ไขจำนวนผู้ถือหุ้น และเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท พ. โดยเอาชื่อโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ออก และให้จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ ซึ่งนางสาวบังอรได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อมูลของบริษัท พ. ให้ตามที่ขอเพราะเชื่อถือตามเอกสารหลักฐานที่ยื่นขอดังกล่าว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า เอกสารหมาย จ.1 จ.2 จ.4 และ จ.6 เป็นเอกสารที่สามารถรับฟังได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กองบังคับการปราบปรามนั้น ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดอาญา และความผิดที่มีโทษทางอาญาทั่วราชอาณาจักร หรือตามที่ได้รับมอบหมาย พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามจึงมีอำนาจสอบสวนคดีได้ทั่วราชอาณาจักรตามกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่เพื่อที่จะไม่ให้ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกับอำนาจของพนักงานสอบสวนในพื้นที่เกิดเหตุโดยตรง จึงมีระเบียบภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง กำหนดให้คดีในลักษณะต่าง ๆ ที่ถือว่ามีความสำคัญหรือยุ่งยากเป็นพิเศษ เพื่อให้อยู่ในอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เช่น เป็นคดีที่สำคัญในลักษณะต่าง ๆ ทุนทรัพย์สูงมาก หรือมีความเสียหายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และต้องได้รับอนุญาตให้ทำการสอบสวนโดยเฉพาะด้วย โดยเมื่อได้มีการรับเรื่องร้องทุกข์ไว้ดำเนินการแล้ว พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามก็มีอำนาจทำการสอบสวนไปได้ก่อนในเบื้องต้นพร้อมทั้งทำเรื่องรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อทราบและให้มีคำสั่งอนุญาตให้ทำการสอบสวนต่อไปตามระเบียบ ดังนั้น เอกสารที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามรวบรวมไว้ ย่อมเป็นเอกสารที่ได้มาโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย แม้ภายหลังผู้บังคับบัญชาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทำการสอบสวนต่อไป ก็เป็นเพียงเรื่องภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีระเบียบกำหนดให้คดีในลักษณะดังกล่าวต้องมีการส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุดำเนินการต่อไปเท่านั้น ซึ่งในคดีนี้ก็ได้ความว่า หลังจากผู้บังคับบัญชามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทำการสอบสวน พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามก็ได้มีการส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีดำเนินการต่อแล้ว โดยได้ส่งเอกสารต่าง ๆ ที่ได้รวบรวมไว้เป็นพยานหลักฐานก่อนแล้วไปให้พร้อมกันด้วย และต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี ก็ได้มีการเรียกโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายให้มาดำเนินการร้องทุกข์ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วย ในลักษณะที่คล้ายกับว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีเริ่มดำเนินการสอบสวนใหม่เองทั้งหมด ส่วนเอกสารหลักฐานที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามส่งมาให้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีก็รวบรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนในลักษณะเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง เพื่อนำมาใช้พิจารณาประกอบดุลพินิจในการสั่งสำนวนเท่านั้น หากเห็นว่ายังขาดตกบกพร่องอยู่ในส่วนใดก็สามารถใช้ดุลพินิจดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหม่ได้ โดยเรียกเอกสารหรือพยานบุคคลมาให้ปากคำเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นจนเห็นว่าเพียงพอที่สามารถใช้ดุลพินิจสั่งคดีได้ หรือหากเห็นว่าหลักฐานที่รวบรวมไว้โดยพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามและส่งมาให้รวมไว้ในสำนวนการสอบสวนมีความชัดเจนเพียงพอแล้ว ก็สามารถใช้เอกสารหลักฐานดังกล่าวเป็นหลักฐานในสำนวนการสอบสวนต่อไปเพื่อใช้ประกอบดุลพินิจในการสั่งคดีได้ โดยไม่ต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน สำหรับเอกสารหมาย จ.1 จ.2 จ.4 และ จ.6 โดยข้อเท็จจริงแล้ว เป็นเอกสารซึ่งพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามส่งหลักฐานเกี่ยวกับลายมือชื่อของโจทก์ร่วมไปให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชำนาญการกองพิสูจน์หลักฐานทำการตรวจพิสูจน์ เนื่องจากขณะโจทก์ร่วมแจ้งความไว้นั้น ได้ยืนยันว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมที่ลงไว้ในเอกสารต่าง ๆ ที่ยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดชลบุรีในขณะเกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นลายมือชื่อปลอม เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่เคยลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงต้องส่งไปให้ผู้ชำนาญการตรวจพิสูจน์เพื่อจะได้ทราบว่าลายมือชื่อที่โจทก์ร่วมอ้างนั้นเป็นลายมือชื่อปลอมตามที่อ้างจริงหรือไม่ โดยที่ผู้ชำนาญการของกองพิสูจน์หลักฐานเป็นข้าราชการ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติงานไปตามอำนาจหน้าที่ ก็ได้ทำการตรวจพิสูจน์ตามหลักวิชาการและทำความเห็นไว้ตามอำนาจหน้าที่ของตนโดยถูกต้องแล้ว ไม่มีข้อเท็จจริงใดที่จะทำให้มีข้อสงสัยว่าการตรวจพิสูจน์ดำเนินการโดยไม่ถูกต้องหรือดำเนินการไปโดยผิดกฎหมายแต่อย่างใด และที่สำคัญเอกสารรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวย่อมเป็นเพียงพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งเท่านั้น ซึ่งพนักงานสอบสวนก็ยังคงต้องใช้ดุลพินิจในการรับฟังเอกสารดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อสั่งคดีด้วย ไม่ใช่จะใช้เฉพาะรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเพียงอย่างเดียวเท่านั้นในการสั่งคดี ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีเห็นว่าเอกสารที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามส่งมอบมาให้ในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของโจทก์ร่วมดังกล่าวเพียงพอแล้ว ก็สามารถใช้เอกสารรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง โดยนำรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนได้ เอกสารหมาย จ.1 จ.2 จ.4 และ จ.6 จึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานเอกสารเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของโจทก์ร่วมดังกล่าวย่อมเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น และคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โดยที่จำเลยที่ 2 ยอมรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งมีการนำไปยื่นต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดชลบุรี เพื่อให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท พ. จริง โดยที่จำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมที่ได้ลงไว้ก่อนแล้วนั้นเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ จำเลยที่ 2 เพียงแต่ลงลายมือชื่อไปเพื่อต้องการโอนหุ้นในส่วนของจำเลยที่ 2 เองให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อหักกลบลบหนี้ค่าซื้อขายยางพาราที่ค้างชำระอยู่แก่จำเลยที่ 1 รวมประมาณ 10,000,000 บาท เท่านั้น แม้พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาจะไม่มีพยานหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในเอกสารหมาย จ.4 แต่เนื่องจากคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อและใช้ลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วมตามเอกสารหมาย จ.4 ในการยื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของบริษัท พ. คดีจึงต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เพียงว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในการกระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้จักสนิทสนมกันมาก่อน จนถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน การที่จำเลยที่ 2 รู้จักและเข้าไปร่วมงานกับโจทก์ร่วมได้ก็โดยการแนะนำของจำเลยที่ 1 โดยขณะนั้นโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการเพียงผู้เดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท พ. กำลังดำเนินการเพื่อต้องการซื้อโครงการสนามกอล์ฟ ก. ซึ่งการซื้อสนามกอล์ฟดังกล่าวต้องดำเนินการในชื่อของบริษัท พ. เท่านั้น เนื่องจากเป็นคู่สัญญาโดยทำข้อตกลงกันไว้แล้วตามเอกสารหมาย จ.9 จึงชักชวนให้จำเลยที่ 2 เข้ามาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ตกลงและได้มีการโอนเงินลงทุนบางส่วนให้แล้วจำนวน 10,000,000 บาท โจทก์ร่วมก็โอนหุ้นในบริษัทบางส่วน 5,000 หุ้น ให้จำเลยที่ 2 รวมถึงยินยอมจดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทร่วมกับโจทก์ร่วมด้วย วัตถุประสงค์หลักที่ตกลงร่วมกันระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ก็คือเพื่อที่ต้องการจะร่วมกันดำเนินกิจการในสนามกอล์ฟ ก. นั่นเอง นอกจากนี้โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ยังร่วมกันดำเนินกิจการในบริษัท อ. ด้วย ซึ่งบริษัทดังกล่าวก็ดำเนินกิจการในลักษณะเดียวกันกับบริษัท พ. โดยโจทก์ร่วมก็โอนเงินลงทุนให้จำเลยที่ 2 จำนวน 14,000,000 บาท จึงได้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการในบริษัท อ. แล้วเช่นกันตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 ต่อมาภายหลังปรากฏว่ามีปัญหาขัดแย้งกัน โจทก์ร่วมได้โอนหุ้นในบริษัท อ. จำกัด ตามที่ตกลงกันคืนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้ใส่ไว้ในชื่อนายธงชัย บุตรของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ร่วมอ้างว่าเป็นไปตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ก็จะต้องโอนหุ้นของตนในบริษัท พ. คืนให้โจทก์ร่วมเป็นการตอบแทนเช่นเดียวกัน แต่จำเลยที่ 2 อ้างว่าไม่เคยมีข้อตกลงดังกล่าว เพียงโจทก์ร่วมได้ขายหุ้นในบริษัท อ. ให้กับจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ให้ใส่ชื่อนายธงชัยไว้แทนเท่านั้น จำเลยที่ 2 โอนหุ้นในบริษัท พ. ให้จำเลยที่ 1 เพียงเพื่อหักหนี้ค่าซื้อขายยางพาราที่มีต่อกัน โดยจำเลยที่ 1 แจ้งให้ทราบก่อนแล้วว่าโจทก์ร่วมจะโอนหุ้นของโจทก์ร่วมในบริษัท พ. ให้จำเลยที่ 1 เพื่อตอบแทนที่จำเลยที่ 1 รับสมอ้างยอมเป็นผู้ต้องหาแทนโจทก์ร่วมในคดีเกี่ยวกับการขุดทรายในจังหวัดระยอง จำเลยที่ 2 จึงลงชื่อในเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งคนส่งเอกสารนำมาให้ลงชื่อ โดยเห็นว่าเอกสารต่าง ๆ มีลายมือชื่อโจทก์ร่วมลงไว้ก่อน พร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทไว้ครบถ้วนแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มีความสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 มาก ทำธุรกิจการค้าร่วมกันในวงเงินจำนวนมาก มีหนี้สินต่อกันมากกว่า 10,000,000 บาท โดยไม่ได้มีหลักฐานใด ๆ ต่อกันเลย การโอนหุ้นในบริษัทไปให้จำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าเพื่อหักกลบลบหนี้กันมากถึงประมาณ 10,000,000 บาท ก็ไม่มีการทำหลักฐานหรือบันทึกข้อตกลงใด ๆ และสำหรับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 ก็ปรากฏว่า ภายหลังจำเลยที่ 2 ไว้วางใจจำเลยที่ 3 อย่างมาก โดยมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ฟ้องร้องโจทก์ร่วมแทนด้วยตามเอกสารหมาย จ.21 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามมีความสนิทสนมกัน ทำธุรกิจการค้าขายร่วมกันตลอดมา โดยเฉพาะการเข้ามาทำกิจการที่เกี่ยวข้องกับบริษัท พ. ก็มีเจตนาร่วมกันเพื่อจะได้สิทธิในการซื้อกิจการสนามกอล์ฟ ก. นั้น ซึ่งข้อนี้ฝ่ายจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับตรงกันว่า การจะได้สิทธิในการซื้อสนามกอล์ฟ ก. ต้องดำเนินการโดยบริษัท พ. เท่านั้น จำเลยที่ 2 อ้างว่า การลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.4 เพียงเพื่อต้องการโอนหุ้นของตนในบริษัทให้จำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเอกสารหมาย จ.4 เป็นการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อมูลของบริษัทหลายอย่าง รวมทั้งมีการโอนหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 อ้างว่าทราบจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ร่วมจะโอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 ก่อนประมาณ 2 เดือนแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาดำเนินการจดทะเบียนพร้อมกับการโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 เช่นนี้ ทั้งที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท จากโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 มาเป็นจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว ซึ่งการที่ให้จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้ ย่อมเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ได้สิทธิในการเป็นผู้ซื้อสนามกอล์ฟ ก. แล้วนั่นเอง นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 ส่งสำเนารายชื่อผู้ถือหุ้น ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2557 ตามเอกสารหมาย จ.7 หน้า 37 และหน้า 38 แสดงให้เห็นว่าเป็นการเตรียมการไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เป็นกรรมการของบริษัท พ. แต่อย่างใด โดยข้อเท็จจริงเพิ่งมีการยื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทร่วมกับโจทก์ร่วม แต่กลับขอให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเช่นนี้ จำเลยที่ 2 ควรต้องสอบถามโจทก์ร่วมก่อนว่าต้องการดำเนินการดังกล่าวจริงหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่มีการสอบถามหรือแจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ ตรงกันข้ามจำเลยที่ 2 กลับอ้างว่าก่อนลงชื่อในเอกสารได้โทรศัพท์ไปสอบถามจำเลยที่ 1 และลงชื่อให้ตามที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้ลงชื่อ ยิ่งแสดงให้เห็นแน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่สำคัญข้อความในเอกสารหมาย จ.4 ที่ขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อมูลของบริษัทนั้น อ้างถึงการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ 1/2557 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2557 ซึ่งระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุม จำเลยที่ 2 ย่อมต้องทราบดีอยู่แล้วว่าข้อเท็จจริงไม่ได้มีการประชุมตามที่ระบุในเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด แต่จำเลยที่ 2 กลับยินยอมลงลายมือชื่อในเอกสารให้ไปทั้ง ๆ ที่รู้ดีอยู่แล้วว่าไม่ได้มีการประชุมตามที่ระบุในเอกสาร ย่อมทำให้เห็นแน่ชัดยิ่งขึ้นว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นยินยอมด้วยกับจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้บริษัท พ. ของโจทก์ร่วมไป ซึ่งภายหลังเมื่อได้ทราบข้อเท็จจริงแล้ว โจทก์ร่วมก็ได้ดำเนินการฟ้องเป็นคดีแพ่ง จนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อมูลของบริษัท พ. ที่ดำเนินการโดยอาศัยเอกสารหมาย จ.4 แล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.24 นอกจากนี้ข้ออ้างที่ว่าจำเลยที่ 1 รับสมอ้างยอมเป็นผู้ต้องหาแทนโจทก์ร่วมเกี่ยวกับการขุดทรายที่จังหวัดระยองก็ไม่สมเหตุผล โจทก์ร่วมลงทุนมากมายเพื่อให้ได้สิทธิในการซื้อโครงการสนามกอล์ฟ ก. ในชื่อบริษัท พ. ย่อมไม่สมเหตุผลที่โจทก์ร่วมจะยินยอมยกบริษัทดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 เพียงแค่ตอบแทนที่จำเลยที่ 1 รับสมอ้างเป็นผู้ต้องหาแทนเท่านั้น เนื่องจากในความผิดเกี่ยวกับการขุดทรายดังกล่าว สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองแจ้งให้ทราบแล้วว่า คดีดังกล่าวคณะกรรมการเปรียบเทียบคดีสามารถเปรียบเทียบปรับได้ และจะส่งผลให้คดีเสร็จเด็ดขาดนำมาฟ้องร้องอีกไม่ได้ตามมาตรา 65 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ตามเอกสารหมาย ล.8 ซึ่งโทษปรับสูงสุดของความผิดดังกล่าวเป็นเงินเพียง 200,000 บาท เท่านั้น โจทก์ร่วมน่าจะยอมเสียค่าปรับจำนวนดังกล่าวได้ ดีกว่าที่จะต้องยินยอมเสียบริษัท พ. ให้แก่จำเลยที่ 1 ข้ออ้างดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลจึงไม่อาจรับฟังได้ แต่จำเลยที่ 2 กลับเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ตรงกันข้ามข้อเท็จจริงนี้กลับไปสอดคล้องกับคำรับของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวน ที่เขียนขึ้นด้วยลายมือของตนเองตามเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 31 โดยระบุแน่ชัดว่าการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ที่เตรียมเอกสารต่าง ๆ ตามเอกสารหมาย จ.4 มาดำเนินการจดทะเบียนนั้น ก็เพื่อต้องการให้ได้สิทธิของบริษัท พ. ในการซื้อโครงการสนามกอล์ฟ ก. เห็นว่า จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม รวมถึงพฤติการณ์ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้อย่างชัดแจ้งไม่มีพิรุธน่าสงสัยแต่อย่างใด เชื่อได้แน่ชัดว่าการที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4 นั้น จำเลยที่ 2 รู้ดีอยู่แล้วว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมและตราสำคัญของบริษัทที่ประทับลงไว้ในเอกสารนั้นเป็นลายมือชื่อและตราประทับปลอมที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้น เพื่อต้องการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อมูลของบริษัท พ. ให้จำเลยที่ 1 ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทแต่เพียงผู้เดียว เพื่อสิทธิในการซื้อโครงการสนามกอล์ฟ ก. จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบและข้อกล่าวอ้างในฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดนั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสามมานั้นยังไม่ชอบ เพราะแม้ว่าโจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามต่างกรรมต่างวาระกันโดยชัดแจ้ง แต่การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ร่วมกันปลอมเอกสาร รวมทั้งร่วมกันใช้เอกสารปลอม และสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำกัด กระทำหรือยินยอมให้กระทำการปลอมเอกสารหรือลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท หรือที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 นั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องโดยมีเจตนาเดียวกัน คือเพียงเพื่อต้องการให้นายทะเบียน สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดชลบุรีจดทะเบียนแก้ไขจำนวนผู้ถือหุ้น แก้ไขจำนวนกรรมการเข้าและออก และแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท พ. จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยทั้งสามตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แม้จำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีจึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมและฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มีระวางโทษต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จำคุกคนละ 2 ปี ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นาง ณ.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวดนยา ตังธนกานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรถสิทธิ์ รอดบำรุง
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
จาตุรงค์ สรนุวัตร
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2498/2566
#693640
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วเงิน 25,000,000 บาท หากผิดนัดยอมชำระเงินที่ได้รับจากการขายตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย โดยมีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ และมีข้อตกลงว่า หากโจทก์บังคับเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมรับผิดชอบรับใช้เงินที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 และเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำนองด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องโดยใช้สิทธิทั้งสองประการดังกล่าวและมีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน อันเป็นการฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ซึ่งแม้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามคำขอท้ายฟ้อง แต่การบังคับคดีโจทก์ก็ยังต้องอยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 300 ที่ห้ามไม่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่ได้มาจากการยึดหรืออายัดหลายรายเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งมีผลเป็นการกำหนดขั้นตอนในการบังคับชำระหนี้โดยให้โจทก์ต้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสาม อันเป็นการพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิในการบังคับชำระหนี้น้อยกว่าสิทธิที่มีอยู่ ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้ว จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 30,849,949.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,576,749.82 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ปรับลดในส่วนดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งสาม (ที่ถูก จำเลยที่ 1 และที่ 2)

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 30,849,949.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 19,576,749.82 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กันยายน 2562) (จนกว่าจะชำระเสร็จ) หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระเงินหรือชำระเงินไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 2 วันที่ 27 กันยายน 2553 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งถึงกำหนดใช้เงิน 25,000,000 บาท วันที่ 6 ตุลาคม 2553 มีจำเลยที่ 2 ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและมีจำเลยที่ 3 ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้กับโจทก์วันที่ 5 กรกฎาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้โจทก์บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองของจำเลยที่ 2 ก่อน ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วเงิน 25,000,000 บาท หากผิดนัดยอมชำระเงินที่ได้รับจากการขายตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย โดยมีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ และมีข้อตกลงว่า หากโจทก์บังคับเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมรับผิดชอบรับใช้เงินที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 และเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำนองด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องโดยใช้สิทธิทั้งสองประการดังกล่าวและมีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน อันเป็นการฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ซึ่งแม้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามคำขอท้ายฟ้อง แต่การบังคับคดีโจทก์ก็ยังต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 300 ที่ห้ามไม่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่ได้มาจากการยึดหรืออายัดหลายรายเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งมีผลเป็นการกำหนดขั้นตอนในการบังคับชำระหนี้ โดยให้โจทก์ต้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสาม อันเป็นการพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิในการบังคับชำระหนี้น้อยกว่าสิทธิที่มีอยู่ ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้ว จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระเงินหรือชำระเงินไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 214
ป.วิ.พ. ม. 300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายศิริวัฒน์ นาคเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ศิริชัย ศิริกุล
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2483/2566
#694148
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ย่อมมีผลทำให้คดีเสร็จไปจากศาลชั้นต้นแล้ว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานับแต่โจทก์ถอนฟ้องและเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าว อันเป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นภายหลังมีคำสั่งจำหน่ายคดีแล้ว คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา อุทธรณ์ของจำเลยไม่ต้องห้ามและคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่เป็นที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 และ 198 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และขอให้บังคับจำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวัน หนึ่งราย เป็นระยะเวลาสามวันติดต่อกัน โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ก่อนสืบพยานศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยคู่ความ จำเลยตกลงยินยอมประกาศขอโทษโจทก์ลงหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยด้วยวิธีวางศาล โจทก์จึงขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 5 สิงหาคม 2563 หลังจากนั้นศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามระเบียบที่จะรับเงินที่จำเลยวางเพื่อไปดำเนินการเป็นประกาศศาล เพื่อประกาศคำขอโทษในหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์แทนจำเลย จึงเพิกถอนคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 5 สิงหาคม 2563 ในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าประกาศด้วยวิธีวางศาล หมายเรียกคู่ความมานัดพร้อมเพื่อแจ้งให้นำเงินที่วางศาลคืนไปประกาศด้วยตนเอง ให้เพิกถอนประกาศศาลแขวงพระนครเหนือ เรื่อง ประกาศขอโทษ ทุกฉบับที่ส่งไปให้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและไทยรัฐออนไลน์โดยด่วน

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 เสียทั้งหมด และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและคำสั่งจำหน่ายคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า การที่ศาลรับเงินค่าประกาศหนังสือพิมพ์ไว้จากจำเลยนั้น เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาโดยผิดหลงเป็นเหตุให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลย อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนับแต่วันที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยและศาลมีคำสั่งอนุญาตและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และมีคำสั่งใหม่ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 5 สิงหาคม 2563 นั้น ย่อมมีผลทำให้คดีเสร็จไปจากศาลชั้นต้นแล้ว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานับแต่โจทก์ถอนฟ้องและเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าว อันเป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นภายหลังมีคำสั่งจำหน่ายคดีแล้ว คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา อุทธรณ์ของจำเลยไม่ต้องห้ามและคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 และ 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2564 ไว้พิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196 ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายวีรวิช สุทธิสมภพ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร ทิมจ้อย
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
เผด็จ ชมพานิชย์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2475 -ที่ 2476/2566
#693670
เปิดฉบับเต็ม

หากการโอนหุ้นอันเป็นทรัพย์สินของผู้ร้องที่ 1 ที่มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 (1) ฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 และผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้เดียวที่มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนหุ้นเองได้นั้น ต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ไว้ การเพิกถอนการโอนหุ้นจึงต้องเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคําพิพากษาของศาล ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 กับผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ได้ ผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องยื่นคําร้องในคดีล้มละลายเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่

การโอนหุ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นคนละกรณีกับการจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แม้การโอนหุ้นไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามมิให้ครอบครองปรปักษ์ในหุ้นดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 4 ทั้งสองสำนวนซึ่งเป็นผู้ร้องสำนวนแรกว่าผู้ร้องที่ 1 เรียกผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 สำนวนหลังว่าผู้ร้องที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เรียกผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความร่วมกับผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ทั้งสองสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ล้มละลายเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2554 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2557 ให้ฟื้นฟูกิจการของผู้คัดค้านที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.15/2557 และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และผู้ร้องที่ 1 เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 6 และวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และผู้ร้องที่ 1 ล้มละลาย

ผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องในทำนองเดียวกันขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 ที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนหุ้นของผู้คัดค้านที่ 2 ระหว่างผู้ร้องที่ 1 โอนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 หมายเลขหุ้น 21850 ถึง 26249 จำนวน 4,400 หุ้น และระหว่างผู้ร้องที่ 2 โอนให้แก่ผู้ร้องที่ 3 และที่ 4

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เพิกถอนการโอนหุ้นของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 4,400 หุ้น หมายเลขหุ้น 21850 ถึง 26249 ระหว่างผู้ร้องที่ 1 ไปให้ผู้ร้องที่ 2 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 โอนให้ผู้ร้องที่ 3 จำนวน 1,500 หุ้น หมายเลขหุ้น 23350 ถึง 24849 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 ไปยัง ผู้ร้องที่ 4 จำนวน 1,400 หุ้น หมายเลขหุ้น 24850 ถึง 26249 และจดแจ้งชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องที่ 1 ลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นคืนดังเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 กับผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่ 1 จะมีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลาย แต่วิธีการใช้อำนาจดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้เป็นพิเศษ ดังเห็นได้จากบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 113 และมาตรา 115 ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลหรือเพิกถอนการโอนในคดีล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ ดังนั้น หากการโอนหุ้นฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้าง การโอนหุ้นดังกล่าวก็จะเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้จากหุ้นอันเป็นทรัพย์สินของผู้ร้องที่ 1 ที่มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 (1) ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งต้องกระทำการแทนเจ้าหนี้เพื่อรักษาสิทธิของเจ้าหนี้และเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เข้ากองทรัพย์สินและนำมาแบ่งปันแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 และเป็นอำนาจของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 แต่ผู้เดียวที่จะดำเนินการขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นดังกล่าว แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนหุ้นเองได้นั้น ต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ไว้ การเพิกถอนการโอนหุ้นจึงต้องเป็นไปโดยผลของคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 กับผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องยื่นคำร้องในคดีล้มละลายเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนหุ้นโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า การโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องที่ 2 ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นของผู้ร้องที่ 1 นิติกรรมการโอนดังกล่าวย่อมเสียเปล่ามาแต่ต้น เสมือนไม่เคยเกิดนิติกรรมนั้นขึ้น จะถือว่าผู้ร้องที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หาได้ไม่ เพราะมิได้มีการแย่งการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตนมาแต่ต้น แต่เป็นการโอนให้โดยขัดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้งนั้น เห็นว่า การโอนหุ้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นคนละกรณีกับการจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เนื่องจากการที่จะพิจารณาว่าการโอนหุ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 ส่วนการพิจารณาว่าจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้การโอนหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคหนึ่ง แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามมิให้ครอบครองปรปักษ์ในหุ้นดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ครอบครองหุ้นโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมานานกว่า 5 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 ม. 1129 วรรคหนึ่ง ม. 1382
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 109 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวกาญจน์ธีรา ติวิทย์ศิริกุล
- นายพูนศักดิ์ เข็มแซมเกษ
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2566
#693669
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของจำเลยย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว และทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดย่อมต้องถูกรวบรวมเข้ามาเพื่อการจัดการในคดีล้มละลายเท่านั้น ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 แม้ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย แต่ผู้คัดค้านที่ 2 จะบังคับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลายเท่านั้น ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 27 ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ก็ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยในฐานะเจ้าหนี้มีประกันด้วยการขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ดำเนินการบังคับคดีในคดีแพ่งโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งรวมทั้งห้องชุดพิพาทในวันที่ 15 มีนาคม 2560 อันเป็นเวลาภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้วย่อมเป็นการไม่ชอบ และผู้ร้องก็ไม่อาจยื่นคำร้องขอกันส่วนเป็นคดีสาขาในคดีแพ่งดังกล่าวได้เช่นกัน ผลคำพิพากษาคดีที่ขอกันส่วนไม่มีผลผูกพันคู่ความในคดีดังกล่าวรวมถึงผู้คัดค้านที่ 1 เพราะกระบวนพิจารณาในชั้นขอกันส่วนในคดีแพ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ทำขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28/2 วรรคสอง

พฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 รับจำนองห้องชุดพิพาทไว้โดยสุจริต การกระทำของจำเลยและผู้คัดค้านที่ 2 ทำให้ผู้ร้องซึ่งชำระราคาห้องชุดครบถ้วนแล้วเสียหาย เมื่อการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 เป็นทางเสียเปรียบแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อน ผู้ร้องจึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองห้องชุดดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ในการรวบรวมและจัดการทรัพย์สินของจำเลยจึงต้องโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนอง และไม่จำต้องนำเงินจากกองทรัพย์สินของจำเลยไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2559

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ปล่อยการยึดและพิพากษาให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทแก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองหรือปราศจากภาระผูกพันใด ๆ

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินจากกองทรัพย์สินของจำเลยไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดเลขที่ 39/23 ชั้นที่ 3 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุด ย. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 5/2553 กรุงเทพมหานคร จากผู้คัดค้านที่ 2 แล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2550 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ 307 ในโครงการก่อสร้าง ย. กับจำเลย ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2550 ผู้ร้องชำระเงินค่าห้องชุดให้แก่จำเลยงวดเดียวเป็นเงิน 5,096,250 บาท โดยหักส่วนลดตามที่ตกลงกันแล้ว แต่โครงการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ และจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้องภายในวันที่ 22 ธันวาคม 2550 ตามที่กำหนดในสัญญา วันที่ 20 พฤษภาคม 2552 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1112 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 จำเลยก่อสร้างโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ พนักงานเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนอาคารชุดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 สำหรับห้องชุดพิพาทเลขที่ 307 ต่อมาจดทะเบียนเป็นห้องชุดเลขที่ 39/23 วันที่ 30 มกราคม 2557 ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 81,000,000 บาทเศษ พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระ ให้ยึดห้องชุดซึ่งรวมทั้งห้องชุดพิพาทและทรัพย์สินอื่นของจำเลยกับพวกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน คดีถึงที่สุด ศาลแพ่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อจัดการยึดทรัพย์สินของจำเลยกับพวกแล้ว วันที่ 5 มีนาคม 2558 ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 30,000 บาท แก่ผู้ร้อง และให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทโดยปราศจากภาระผูกพันให้แก่ผู้ร้อง หากโอนไม่ได้ให้จำเลยใช้เงิน 5,096,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง คดีถึงที่สุด หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งรวมทั้งห้องชุดพิพาทด้วย คดีส่วนนี้ถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.317/2557 เป็นคดีสาขาดำที่ ก.14/2560 ขอให้มีคำสั่งกันส่วนห้องชุดพิพาท ศาลแพ่งพิจารณาแล้วมีคำสั่งเป็นคดีสาขาแดงที่ ก.29/2560 ให้เพิกถอนการยึดห้องชุดพิพาท ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องนำเงินจากกองทรัพย์สินของจำเลยไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 2 แล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองหรือไม่ ก่อนวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.317/2557 ของศาลแพ่ง เป็นคดีสาขาดำที่ ก.14/2560 เพื่อขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งกันส่วนห้องชุดพิพาทภายหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้วเป็นการชอบหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28/2 วรรคสอง เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของจำเลยย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว และทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดย่อมต้องถูกรวบรวมเข้ามาเพื่อการจัดการในคดีล้มละลายเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 แม้ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.317/2557 ของศาลแพ่ง แต่เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 จะบังคับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลายเท่านั้น ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 27 ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ก็ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยในฐานะเจ้าหนี้มีประกันด้วยการขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ดำเนินการบังคับคดีในคดีแพ่งดังกล่าวโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งรวมทั้งห้องชุดพิพาทในวันที่ 15 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว เช่นนี้ ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย และผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวเนื่องกับห้องชุดพิพาทที่ถูกยึดก็ไม่อาจยื่นคำร้องขอกันส่วนเป็นคดีสาขาในคดีแพ่งดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน การที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอกันส่วนเป็นคดีสาขาดำที่ ก.14/2560 ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.317/2557 ของศาลแพ่ง แล้วต่อมามีผลคำพิพากษาไม่ว่าในศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์เป็นประการใดก็ตาม ผลคำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันคู่ความในคดีดังกล่าวรวมตลอดถึงผู้คัดค้านที่ 1 เพราะกระบวนพิจารณาในชั้นขอกันส่วนในคดีแพ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ทำขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว

สำหรับปัญหาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องนำเงินจากกองทรัพย์สินของจำเลยไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 2 แล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองหรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทมีสิทธิดีกว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ผู้ร้องไม่อาจบังคับคดีแก่ห้องชุดพิพาทให้กระทบกระทั่งบุริมสิทธิจำนองของผู้คัดค้านที่ 2 เหนือห้องชุดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) ส่วนผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 2 รับจำนองห้องชุดพิพาทโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่จำต้องนำเงินจากกองทรัพย์สินของจำเลยไปไถ่ถอนจำนองจากผู้คัดค้านที่ 2 เห็นว่า เมื่อพิจารณาว่าจำเลยประกอบธุรกิจพัฒนาและก่อสร้างอาคารชุดเพื่อขายแก่ประชาชนทั่วไป โดยเปิดให้ประชาชนสามารถซื้อหรือจองซื้อห้องชุดได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจรับจำนองเป็นปกติ ย่อมต้องทราบในเรื่องการดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกับจำเลยเป็นอย่างดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คัดค้านที่ 2 รับจำนองห้องชุดในโครงการอาคารชุดของจำเลยในขณะที่การก่อสร้างอาคารชุดใกล้แล้วเสร็จเช่นนี้ ก่อนให้สินเชื่อแก่จำเลย ผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมต้องพิจารณาสถานะกิจการของจำเลย โครงสร้างธุรกิจของจำเลย และรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะนำมาจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกัน โดยเฉพาะในกรณีที่หลักประกันเป็นห้องชุด ผู้คัดค้านที่ 2 ควรต้องตรวจสอบเกี่ยวกับการซื้อขายห้องชุดว่าเป็นไปในรูปแบบใด เป็นจำนวนเท่าใด มีการชำระราคาครบถ้วนแล้วหรือไม่อย่างไร ด้วยวิธีการใด และจำเลยมีภาระผูกพันต่อผู้ซื้อหรือผู้จองซื้อห้องชุดในโครงการอย่างไรหรือไม่ เพียงใด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่าสมควรให้สินเชื่อแก่จำเลยหรือไม่ เพียงใด แต่ทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 2 ได้ความเพียงว่า ก่อนให้สินเชื่อ พนักงานสินเชื่อของผู้คัดค้านที่ 2 ได้ไปตรวจดูพบว่าห้องชุดยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ และยังไม่มีผู้ใดพักอาศัยเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 ได้เรียกหลักฐานที่จำเลยจักต้องมีภาระผูกพันต่อผู้ซื้อหรือผู้จองซื้อห้องชุดในโครงการอาคารชุดของจำเลยมาตรวจสอบก่อนว่ามีหรือไม่เพียงใด ทั้งที่เป็นการง่ายที่จะเรียกจากจำเลยก่อนที่จะพิจารณาอนุมัติการให้สินเชื่อแก่จำเลย ซึ่งหากมีการตรวจสอบโดยละเอียด ผู้คัดค้านที่ 2 ก็ย่อมสามารถทราบได้ในทันทีว่าจำเลยมีภาระผูกพันที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้อง เนื่องจากผู้ร้องได้ชำระราคาห้องชุดครบถ้วนแล้ว พฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ดังกล่าวมาไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 รับจำนองห้องชุดพิพาทไว้โดยสุจริต การกระทำของจำเลยและผู้คัดค้านที่ 2 ทำให้ผู้ร้องเสียหาย เมื่อการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 เป็นทางเสียเปรียบแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อนในห้องชุดพิพาท ผู้ร้องจึงอาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองห้องชุดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ในการรวบรวมและจัดการทรัพย์สินของจำเลยจึงต้องโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนอง ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 รับจำนองห้องชุดพิพาทโดยสุจริตดังได้วินิจฉัยแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่จำต้องนำเงินจากกองทรัพย์สินของจำเลยไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดพิพาทจากผู้คัดค้านที่ 2 การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินจากกองทรัพย์สินของจำเลยไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดพิพาทก่อนแล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองนั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการยึดและให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ 39/23 ชั้นที่ 3 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุด ย. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 5/2553 กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 และให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทดังกล่าวแก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28/2 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 27 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ย.
ผู้ร้อง — นางสาว ศ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวิชา ใจจันทร์เดือน
- นายพิสุทธิ์ ศรีขจร
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2413/2566
#695677
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ทั้งสองซื้อโฉนดที่ดินพิพาท ตามสารบัญการจดทะเบียนปรากฏทรัพยสิทธิ คือ ภาระจำยอมบนที่ดินของจำเลย โดยจำเลยมิได้ใช้สิทธิโต้แย้งทรัพยสิทธิดังกล่าว โจทก์ทั้งสองย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่าภาระจำยอมยังคงอยู่ แม้ทางภาระจำยอมพิพาทจะไม่มีการใช้ประโยชน์เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ย่อมระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399 แต่เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ยังมิได้จดทะเบียนระงับภาระจำยอมนั้น จำเลยจะยกเอาการระงับแห่งภาระจำยอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนสามยทรัพย์มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วเหล็กที่ปิดกั้นให้พ้นจากที่ดินโฉนดเลขที่ 665 เลขที่ดิน 588 หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยทำรั้วเหล็กหรือวัตถุใด ๆ ปิดกั้นหรือขัดขวางการเดินหรือการใช้รถยนต์เข้าออกที่ดินโฉนดเลขที่ 665 เลขที่ดิน 588 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่ารั้วเหล็กจะถูกรื้อถอน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนปลอดภาระจำยอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 665 เลขที่ดิน 588 แก่จำเลย หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วเหล็กที่ปิดกั้นทางภาระจำยอมตามที่จดทะเบียนไว้บนที่ดินโฉนดเลขที่ 665 เลขที่ดิน 588 หากจำเลยเพิกเฉยให้ดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย และห้ามจำเลยทำรั้วหรือปิดกั้นหรือขัดขวางการใช้ทางภาระจำยอมตามที่ปรากฏในบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม ฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2537 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสอง และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ให้ภาระจำยอมเรื่องทางเดินหรือทางรถยนต์ของที่ดินโฉนดเลขที่ 665 เลขที่ดิน 588 ที่มีอยู่แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 661 เลขที่ดิน 583 สิ้นไป ให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนปลอดภาระจำยอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 665 เลขที่ดิน 588 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 661 เลขที่ดิน 583 โดยซื้อมาจาก ธนาคาร ก.เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 665 เลขที่ดิน 588 ซึ่งนางสุวรรณา และนางสมถวิล ผู้ถือกรรมสิทธิ์เดิมในที่ดินดังกล่าวของจำเลยได้จดทะเบียนนิติกรรมให้ที่ดินแปลงของจำเลยตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอม เรื่อง ทางเดินและทางรถยนต์แก่ที่ดินแปลงที่โจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินจาก ธนาคาร ก.เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี ขณะซื้อขายนั้น ทรัพยสิทธิคือภาระจำยอมบนที่ดินของจำเลยยังคงปรากฏอยู่ที่โฉนดที่ดินเลขที่ 665 เลขที่ดิน 588 จำเลยมิได้ใช้สิทธิโต้แย้งทรัพยสิทธิในที่ดินแปลงที่โจทก์ทั้งสองซื้อ ทั้งมิได้จำหน่ายทรัพยสิทธิดังกล่าวไปจากโฉนดที่ดิน ทำให้โจทก์ทั้งสองเข้าใจว่าทรัพยสิทธิดังกล่าวยังคงมีอยู่ตราบเท่าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนยกเลิกทางภาระจำยอม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ทางภาระจำยอมพิพาทไม่มีการใช้ประโยชน์เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 แต่เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ยังมิได้จดทะเบียนระงับภาระจำยอมนั้น จำเลยจะยกเอาการระงับแห่งภาระจำยอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนสามยทรัพย์มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินในขณะที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนระงับภาระจำยอมบนที่ดินของจำเลย โจทก์ทั้งสองย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่าภาระจำยอมยังคงอยู่ เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จำเลยจะยกข้อต่อสู้เรื่องการระงับแห่งภาระจำยอมอ้างต่อโจทก์ทั้งสองหาได้ไม่ เมื่อภาระจำยอมยังคงอยู่บนที่ดินของจำเลย จำเลยจึงต้องรื้อถอนรั้วเหล็กที่ปิดกั้นทางภาระจำยอมออกจากที่ดิน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1399
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ณ. กับพวก
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวดิษฐากร พงษ์เสนีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางวัชรี พูลเกษม
ชื่อองค์คณะ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
อรุณ เรืองเพชร
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2401/2566
#693660
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาถึงสัญญาประนีประนอมยอมความประกอบคำร้องและคำคัดค้านแล้วเห็นได้ว่ากรณีเป็นข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับที่ดิน ดังนั้น แม้มีทุนทรัพย์เกิน 200,000 บาท ก็สามารถไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทได้ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2 วรรคหนึ่ง

ข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านอ้างเกี่ยวกับการขายที่ดินพิพาทว่าเป็นเท็จอันเป็นเหตุของการกระทำอันไม่สุจริตที่กล่าวอ้างเป็นข้อเท็จจริงในส่วนเนื้อหาของข้อพิพาทที่ต้องพิจารณากันในชั้นไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท แม้ผู้คัดค้านอ้างทํานองว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่การจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจําต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงข้างต้นเสียก่อน ซึ่งตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2 วรรคห้า กําหนดให้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ได้ตกลงกันตามมาตรา 61/2 วรรคสี่ มีผลเช่นเดียวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และในกรณีตามมาตรา 61/2 วรรคเจ็ด ที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คู่พิพาทอีกฝ่ายสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ออกคำบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยให้นํากฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในคดีร้องขอให้ออกคำบังคับให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2 วรรคเจ็ด ประกอบ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ถึง 44 นั้น ไม่ได้ให้ผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความพิสูจน์โต้แย้งข้อเท็จจริงในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท และศาลไม่อาจตรวจสอบข้อเท็จจริงในชั้นไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินดังกล่าวซ้ำอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ออกคำบังคับให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้ผู้คัดค้านพร้อมบริวารย้ายออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 72331

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกคำบังคับให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ภายใน 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นเห็นว่าอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ปรากฏเหตุอันจะเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีนี้ ผู้คัดค้านต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2 ประกอบพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่มีอำนาจพิจารณา และให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์พร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของผู้คัดค้านโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นทำนองว่า การที่ผู้คัดค้านไปตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะถูกข่มขู่หลอกลวงและการทำหน้าที่ของผู้ไกล่เกลี่ยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อตกลงไม่มีผลบังคับแก่ผู้คัดค้าน ทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอุทธรณ์ที่เข้าข้อยกเว้น ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 จึงให้รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 นายจิรเดช และผู้คัดค้าน ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2 ประกอบกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ. 2553 ภายหลังผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การยอมรับหรือการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวขัดแย้งกับที่ผู้คัดค้านอ้างไว้ในคำคัดค้านว่าเป็นข้อพิพาททางแพ่งเรื่องที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยในคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ออกคำบังคับให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้ผู้คัดค้านพร้อมบริวารย้ายออกไปจากที่ดินตามโฉนดที่ดินในอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ของนายจิรเดช ส่วนผู้คัดค้านกล่าวอ้างในคำคัดค้านเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวทำนองว่าเป็นของผู้คัดค้าน โดยบิดาของผู้คัดค้านแบ่งซื้อมาจากบุคคลอื่นตั้งแต่เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ภายหลังบุคคลดังกล่าวขายที่ดินดังกล่าวให้นายจิรเดช แต่เมื่อออกเป็นโฉนดที่ดินแล้วนายจิรเดชปฏิเสธที่จะโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน แม้ตามคำคัดค้านจะอ้างถึงบ้านด้วย แต่ก็เป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินพิพาทดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่วัตถุที่ประสงค์หลักอันเป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทกันดังนี้ เมื่อพิจารณาถึงสัญญาประนีประนอมยอมความประกอบคำร้องและคำคัดค้านแล้วย่อมเห็นได้ว่าข้อพิพาทระหว่างนายจิรเดชและผู้คัดค้านเป็นข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับที่ดิน เมื่อตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในอำเภอหนึ่ง ให้มีคณะบุคคลผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของประชาชนที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอ ในเรื่องที่พิพาททางแพ่งเกี่ยวกับที่ดิน มรดก และข้อพิพาททางแพ่งอื่นที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท หรือมากกว่านั้น ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา" กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่ามีทุนทรัพย์เท่าใดอีก ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรณีเป็นเรื่องที่พิพาททางแพ่งเกี่ยวกับที่ดิน แม้มีทุนทรัพย์เกิน 200,000 บาท ก็สามารถไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทได้ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับที่ผู้คัดค้านอ้างต่อไปว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามคำร้องเป็นโมฆะ เนื่องจากผู้คัดค้านไม่มีเจตนาทำสัญญาดังกล่าว แต่เกิดจากฝ่ายนายจิรเดชส่งคนมาข่มขู่ก่อนวันไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททำนองว่าจะดำเนินคดีอาญาแก่บิดาของผู้คัดค้านที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปลักทรัพย์ของนายจิรเดช เห็นว่า การข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายนั้นถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงใช้ได้ตามปกตินิยม ไม่ใช่การข่มขู่อันจะทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 165 ดังนั้น ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะได้ความว่าฝ่ายของนายจิรเดชข่มขู่ผู้คัดค้านไปตามที่กล่าวอ้างมาข้างต้นหรือไม่ ก็ไม่มีผลต่อการแสดงเจตนาในการทำสัญญาของผู้คัดค้าน อุทธรณ์ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ทำนองว่าสัญญาประนีประนอมยอมความถูกยกเลิกไปแล้วจากการประชุมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 นั้น อุทธรณ์ส่วนนี้อ้างในตอนต้นทำนองว่า คู่พิพาทสามารถตกลงกันได้ในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทครั้งที่ 2 โดยมีผลของการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทคือยกเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 แต่ในตอนท้ายกลับอ้างทำนองว่าคู่พิพาทไม่สามารถตกลงกันในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทครั้งที่ 2 ได้ และทางอำเภอบรบือยังปิดบังข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยไม่แจ้งให้ผู้ร้องทราบ ซึ่งขัดแย้งกับที่อ้างในตอนต้นว่าคู่พิพาทสามารถตกลงกันได้ในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทครั้งที่ 2 อุทธรณ์ในส่วนนี้จึงขัดแย้งกันเองและเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้ข้ออ้างดังกล่าวยังขัดแย้งกับที่ผู้คัดค้านอ้างไว้ในคำคัดค้านว่า ก่อนการนัดไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทครั้งที่ 2 นั้น ทางอำเภอมีหนังสือแจ้งผู้คัดค้านว่าผู้รับมอบอำนาจของนายจิรเดชไม่ประสงค์เจรจาไกล่เกลี่ยตามสำเนาหนังสือแจ้งของอำเภอบรบือลงวันที่ 18 มกราคม 2564 อันหมายความว่า ไม่มีการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทในครั้งที่ 2 แต่อย่างใด ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะไต่สวนหรือสืบพยานต่อไปก็ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่ามีการตกลงยกเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความกันในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทในครั้งที่ 2 ดังที่ผู้คัดค้านอ้าง เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ยื่นคำคัดค้านไว้ ที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องและคำคัดค้านแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และให้งดการไต่สวนจึงชอบแล้ว สำหรับที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อไปว่าการกระทำของนายจิรเดชและผู้รับมอบอำนาจไม่สุจริต แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวนั้น ในข้อนี้ตามคำคัดค้านผู้คัดค้านอ้างทำนองว่า นายจิรเดชแจ้งความอันเป็นเท็จต่อนายอำเภอบรบือและคณะบุคคลผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทว่าผู้คัดค้านขายที่ดินให้แก่นายจิรเดช และแจ้งความอันเป็นเท็จต่อผู้ร้อง เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านอ้างเกี่ยวกับการขายที่ดินว่าเป็นความเท็จอันเป็นเหตุของการกระทำอันไม่สุจริตดังกล่าวนั้น เป็นข้อเท็จจริงในส่วนเนื้อหาของข้อพิพาทที่ต้องพิจารณากันในชั้นไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท แม้ผู้คัดค้านอ้างทำนองว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่การจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงข้างต้นเสียก่อน ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2 วรรคห้า กำหนดให้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ได้ตกลงกันตามมาตรา 61/2 วรรคสี่ มีผลเช่นเดียวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ทั้งมาตรา 61/2 วรรคเจ็ด กำหนดว่า ในกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้คู่ความพิพาทอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการ และให้พนักงานอัยการดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ออกคำบังคับให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยให้นำกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในคดีร้องขอให้ออกคำบังคับให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2 วรรคเจ็ด ประกอบพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ถึง 44 นั้น ไม่ได้ให้ผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความพิสูจน์โต้แย้งข้อเท็จจริงในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทและศาลไม่อาจตรวจสอบข้อเท็จจริงในชั้นไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินดังกล่าวนี้ซ้ำอีก กรณีจึงไม่มีเหตุให้ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่รับบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 61/2
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 42 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดมหาสารคาม
ผู้คัดค้าน — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายธีริทธิ์ ยอดสุวรรณ
ศาลฎีกา (ชั้นคำสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์) — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
วิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2384/2566
#693665
เปิดฉบับเต็ม

สภาพแห่งข้อหาคดีนี้อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม โดยเมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ข้อเท็จจริงเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้ว่าธนบัตรของกลางในคดีนี้เป็นธนบัตรปลอม ซึ่งจำเลยที่ 3 นำสืบปฏิเสธต่อสู้คดีว่า ธนบัตรของกลางเป็นของ อ. โดยจำเลยที่ 3 ไม่ทราบว่าเป็นธนบัตรปลอม จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้กระทำความผิด ดังนั้น แม้หากสืบพยานจำเลยที่ 3 ปากพันตำรวจโท ม. ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจับกุม และ อ. เจ้าของธนบัตรปลอมของกลาง ก็ได้ความแต่เพียงว่าพันตำรวจโท ม. ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 3 เพื่อจับกุม อ. เจ้าของธนบัตรปลอมของกลางเท่านั้น พยานทั้งสองปากดังกล่าวยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดหรือบริสุทธิ์ เนื่องจากยังมิใช่พยานสำคัญเกี่ยวกับสภาพแห่งข้อหาและข้อต่อสู้โดยตรงในความรับรู้ของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับธนบัตรของกลางว่าในขณะที่รับไว้นั้นจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าเป็นธนบัตรปลอม ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจงดสืบพยานทั้งสองปากของจำเลยที่ 3 มานั้น จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 174 วรรคท้าย แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 244, 247 ริบธนบัตรปลอมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 3 ปากพันตำรวจโทมั่นวัตร และนายอิทธิพัทธิ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244, 247 ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247, 83) จำคุกคนละ 2 ปี ริบธนบัตรปลอมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษา

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งระหว่างพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความ ฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการบริษัท อ. ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างและประกอบกิจการค้าตราสารแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของบริษัทของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 มีอาชีพรับแลกเปลี่ยนเงินตรา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายอิทธิพัทธิ์หรือหนุ่ม ได้นำธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ชนิดราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ รุ่นปี 2006 จำนวน 398 ฉบับ มาแลกเงินกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ตกลงคิดค่าตรวจสอบธนบัตรฉบับละ 100 บาท จากนั้นจำเลยที่ 3 ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ให้มาตรวจดูธนบัตรดังกล่าว แล้วจำเลยทั้งสามก็ร่วมกันตรวจนับจำนวนธนบัตร ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำธนบัตรไปตรวจสอบที่ร้าน ย. ในห้างสรรพสินค้า ด. แต่ตรวจสอบไม่ได้เนื่องจากเจ้าของร้านไม่อยู่ จำเลยที่ 1 จึงติดต่อหาร้านแล้วร่วมกับจำเลยที่ 2 นำธนบัตรดังกล่าวไปที่ร้าน ท. ซึ่งทางร้านตรวจสอบจากเครื่องตรวจธนบัตรแล้วปรากฏว่าเป็นธนบัตรปลอมทั้งหมด เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้จับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดธนบัตรทั้งหมดและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นของกลาง จากนั้นได้มีการตรวจสอบธนบัตรดังกล่าวซ้ำอีกและยืนยันได้ว่าธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรปลอม ต่อมาร้อยตำรวจโทณเรศน์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 3 ครั้นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามถูกฟ้องกล่าวหาเป็นคดีนี้ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลมีคำสั่งงดสืบพยานปากพันตำรวจโทมั่นวัตร หัวหน้าชุดจับกุม และนายอิทธิพัทธิ์ เจ้าของธนบัตรของกลาง ซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 3 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 3 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาคดีนี้อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม โดยเมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้วนั้น ข้อเท็จจริงเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้แล้วว่าธนบัตรของกลางในคดีนี้เป็นธนบัตรปลอม ซึ่งจำเลยที่ 3 นำสืบปฏิเสธต่อสู้คดีว่า ธนบัตรของกลางเป็นของนายอิทธิพัทธิ์ โดยจำเลยที่ 3 ไม่ทราบว่าเป็นธนบัตรปลอม จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้กระทำความผิด ดังนั้น แม้หากสืบพยานจำเลยที่ 3 ปากพันตำรวจโทมั่นวัตรซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจับกุม และนายอิทธิพัทธิ์เจ้าของธนบัตรปลอมของกลาง ก็ได้ความแต่เพียงว่าพันตำรวจโทมั่นวัตรร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 3 เพื่อจับกุมนายอิทธิพัทธิ์เจ้าของธนบัตรปลอมของกลางเท่านั้น พยานทั้งสองปากดังกล่าวยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดหรือบริสุทธิ์ เนื่องจากยังมิใช่พยานสำคัญเกี่ยวกับสภาพแห่งข้อหาและข้อต่อสู้โดยตรงในความรับรู้ของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับธนบัตรของกลางว่าในขณะที่รับไว้นั้นจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าเป็นธนบัตรปลอม ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจงดสืบพยานทั้งสองปากของจำเลยที่ 3 มานั้น จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคท้าย แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่า เป็นธนบัตรปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนางสาวจุฑาทิพย์ และนายพศิน ซึ่งเป็นพนักงานร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราของร้าน ย. และร้าน ท. เบิกความยืนยันเกี่ยวกับธนบัตรของกลางได้ความว่า ธนบัตรของกลางที่นำมาแลกนั้นเป็นธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ชนิดราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ รุ่นปี 2006 มีสภาพค่อนข้างใหม่เหมือนยังไม่ได้ใช้งาน ซึ่งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นด้วยการพลิกดูและสัมผัสด้วยมือแล้วนั้น มีสภาพสี ลักษณะเนื้อกระดาษและน้ำหนักแตกต่างจากธนบัตรที่แท้จริง พยานทั้งสองจึงไม่ได้รับแลกเปลี่ยนธนบัตรของกลาง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมส่อแสดงให้เห็นได้ว่าธนบัตรของกลางมีลักษณะและสภาพเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นธนบัตรปลอมโดยไม่จำต้องใช้เครื่องตรวจสอบธนบัตรแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งมีอาชีพเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นผู้รับไว้ซึ่งธนบัตรของกลางเพื่อนำไปแลกเปลี่ยน และเป็นผู้ร่วมกันตรวจนับธนบัตรของกลางซึ่งมีจำนวนถึง 398 ฉบับ อันมีมูลค่าสูง จึงย่อมต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการตรวจสอบถึงความแท้จริงถูกต้องในเบื้องต้นของธนบัตรที่รับไว้ นอกจากนี้จำเลยที่ 3 เองก็เป็นผู้ติดต่อจำเลยที่ 1 และมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนธนบัตรของกลางมาตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมด้วยธนบัตรของกลาง แม้ว่าในขณะนั้นจำเลยที่ 3 มิได้อยู่ร่วมด้วยก็ตาม พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีและพฤติกรรมของจำเลยที่ 3 ที่รับไว้และดำเนินการเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนธนบัตรของกลางมาโดยตลอดจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ตามหมายจับ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรปลอม ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 3 ไม่รู้และไม่อาจทราบได้ว่าธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรปลอม และจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างโดยปราศจากพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนประกอบจึงมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อีกทั้งไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้ออื่นเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 3 เพราะไม่มีเหตุและเป็นผลให้คดีเปลี่ยนแปลงไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อสุดท้ายว่า คดีมีเหตุให้ลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาโดยรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า สภาพความผิดคดีนี้เป็นการกระทำเกี่ยวกับเงินตราของต่างประเทศ อีกทั้งธนบัตรของกลางมีจำนวนมากและมูลค่าสูง หากมีการนำออกใช้ย่อมแพร่หลายกระทบต่อความมั่นคงและสภาวะเศรษฐกิจโดยส่วนรวม จึงเป็นความผิดที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 3 จะมีภาระต้องดูแลครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 3 หรือรอการกำหนดโทษไว้ก่อน อีกทั้งโทษจำคุก 2 ปี ก็นับว่าเหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นางสาว ข. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายณัฐพล อนุเมธางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประดิษฐ์พงศ์ ชิตวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ทรงพล สงวนพงศ์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2354/2566
#693639
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีก่อนโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 หลังจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับแล้ว แต่ลูกหนี้ผิดนัดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โจทก์ผู้ให้เช่าชื้อจึงไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวจำเลยผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้นัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (เดิม) อย่างไรก็ดี แม้ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยในคดีเดิมเป็นทำนองว่าโจทก์ผู้ให้เช่าชื้อมีหนังสือบอกกล่าวจำเลยผู้ค้ำประกันวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 เกินกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดโจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 (จำเลยในคดีนี้) ผู้ค้ำประกันรับผิดได้ อันเป็นการนำ ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ มาใช้บังคับแก่คดีของโจทก์ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยผู้ค้ำประกัน คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีเดิมศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุว่าโจทก์บอกกล่าวแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันเกินกว่าหกสิบวันนับแต่ผู้เช่าซื้อผิดนัดโดยยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยผิดสัญญาค้ำประกันหรือไม่ และต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงใด ประเด็นดังกล่าวจึงยังไม่ได้มีการวินิจฉัยถึงที่สุด เมื่อโจทก์บอกกล่าวแก่จำเลยและฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีเดิม ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 151,428.57 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ 8,888 บาท โดยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายอื่นและดอกเบี้ยนอกเหนือจากนี้อีก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลของทั้งสองศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2556 นางเสงี่ยม ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บบ 7106 ไปจากโจทก์ มีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นางเสงี่ยมผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดประจำวันที่ 15 มกราคม 2557 และได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ซึ่งโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่ายอดหนี้คงค้างตามสัญญาเช่าซื้อ วันที่ 22 มิถุนายน 2559 โจทก์ฟ้องนางเสงี่ยมและจำเลยขอให้รับผิดชำระค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางเสงี่ยมชำระค่าเสียหาย 160,000 บาท แต่ให้ยกฟ้องจำเลย ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวถึงการผิดนัดของนางเสงี่ยมให้จำเลยทราบ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 894/2559 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ปัญหานี้ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อ ระบุว่า นางเสงี่ยม ลูกหนี้ต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายเดือน โดยชำระทุกวันที่ 15 ของเดือน และชำระงวดแรกวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กับตามคำฟ้องคดีนี้และคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีเดิม ปรากฏว่า นางเสงี่ยมลูกหนี้ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 8 งวดและไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 9 ซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ 15 มกราคม 2557 เป็นต้นมา นางเสงี่ยมลูกหนี้จึงผิดนัดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ซึ่งมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่าพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 และมาตรา 19 บัญญัติว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น แม้คดีก่อนโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 หลังจากพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแล้ว แต่นางเสงี่ยมลูกหนี้ผิดนัดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 19 ดังกล่าว โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวจำเลยผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เดิม ที่บัญญัติว่า ลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด ท่านว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้น อย่างไรก็ดี แม้ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยในคดีเดิมเป็นทำนองว่าโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวจำเลยผู้ค้ำประกันวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 เกินกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 (จำเลยในคดีนี้) ผู้ค้ำประกันรับผิดได้อันเป็นการนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีของโจทก์ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยผู้ค้ำประกัน คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีเดิมศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ ด้วยเหตุว่าโจทก์บอกกล่าวแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันเกินกว่าหกสิบวันนับแต่ผู้เช่าซื้อผิดนัด โดยยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยผิดสัญญาค้ำประกันหรือไม่ และต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงใด ประเด็นดังกล่าวจึงยังไม่ได้มีการวินิจฉัยถึงที่สุด เมื่อโจทก์บอกกล่าวแก่จำเลยและฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีเดิม ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 894/2559 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาค้ำประกันคดีนี้ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 เดิม โดยโจทก์ไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของนางเสงี่ยม ผู้เช่าซื้อให้จำเลยทราบ ตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ และตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 5 มีข้อตกลงว่าผู้ค้ำประกันตกลงผูกพันตัวเองและรับผิดต่อเจ้าของสัญญาทั้งเป็นส่วนตัวและร่วมกับผู้เช่าซื้อโดยมิใช่เป็นแต่เพียงผู้ค้ำประกันของผู้เช่าซื้อเท่านั้น ดังนั้น จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดกับนางเสงี่ยม ผู้เช่าซื้อ ตามข้อสัญญาดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.894/2559 พิพากษาให้นางเสงี่ยมชำระค่าขาดราคา 140,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 20,000 บาท จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมกับนางเสงี่ยมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว อย่างไรก็ตามสำหรับค่าขาดประโยชน์ โจทก์มีคำขอให้จำเลยร่วมรับผิดเป็นระยะเวลา 60 วัน เป็นเงิน 11,428.57 บาท จึงเห็นควรกำหนดให้ตามขอ รวมค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยต้องร่วมรับผิดเป็นเงิน 151,428.57 บาท

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยร่วมกับนางเสงี่ยม ผู้เช่าซื้อชำระเงิน 151,428.57 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686 (เดิม) ม. 686
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นางสาวเมธินี สารสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวัชรินทร์ สงห้อง
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา