คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3460/2566
#695682
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลย ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งบุหรี่ของกลาง อันเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และบรรยายฟ้องตอนท้ายว่าจำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางดังกล่าวเป็นยานพาหนะในการย้าย ซ่อนเร้น และขนบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรจากพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อนำไปยังจังหวัดระนอง เห็นได้ว่าฟ้องของโจทก์บรรยายเป็นที่เข้าใจแล้วว่าจำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ว่ารถยนต์เก๋งของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นทรัพย์ที่ให้ริบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 ต้องการให้ศาลมีอำนาจริบทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร การที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางเป็นยานพาหนะในการย้าย ซ่อนเร้น และขนบุหรี่ของกลาง 610 ซอง จากพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อมุ่งหน้าไปยังจังหวัดระนอง อันเป็นระยะทางข้ามจังหวัด หากไม่มีรถยนต์เก๋งของกลางมาบรรทุกบุหรี่ของกลางจำนวนมากถึง 610 ซอง ย่อมไม่สามารถขนย้ายบุหรี่ของกลางจำนวนมากดังกล่าวได้สำเร็จ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการใช้รถยนต์เก๋งของกลางดังกล่าวเป็นยานพาหนะในการย้าย ซ่อนเร้น และขนบุหรี่ของกลางที่ยังไม่ได้เสียภาษีและไม่ผ่านพิธีการศุลกากรตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 165, 242, 246 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 5, 159, 203, 207 กับริบบุหรี่ต่างประเทศและรถยนต์เก๋งของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 166, 242, 246 วรรคแรก พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 159, 203 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร และมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่เป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 85,227.80 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 42,613.90 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบบุหรี่ต่างประเทศของกลาง ยกคำขอให้ริบรถยนต์เก๋งของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 159, 203 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน และปรับ 191,296 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 95,648 บาท โดยยังคงรอการลงโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ริบรถยนต์เก๋ง ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้ริบรถยนต์เก๋งของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...ยานพาหนะอื่นใด เว้นแต่อากาศยาน หีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือสิ่งใด ๆ หากได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกํากัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" เมื่อฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งบุหรี่ของกลาง อันเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และบรรยายฟ้องตอนท้ายว่าจำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางดังกล่าวเป็นยานพาหนะในการย้าย ซ่อนเร้น และขนบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรจากพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อนำไปยังจังหวัดระนอง เห็นได้ว่าฟ้องของโจทก์บรรยายเป็นที่เข้าใจแล้วว่าจำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ว่ารถยนต์เก๋งของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นทรัพย์ที่ให้ริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า รถยนต์เก๋งโดยสภาพเป็นยานพาหนะที่บุคคลทั่วไปใช้สัญจรไปมาเป็นธรรมดาในชีวิตประจำวันและมิได้มีการดัดแปลงสภาพให้มีช่องลับเพื่อซุกซ่อนบุหรี่ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง นั้น เห็นว่า เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 ต้องการให้ศาลมีอำนาจริบทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร การที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางเป็นยานพาหนะในการย้าย ซ่อนเร้น และขนบุหรี่ของกลาง 610 ซอง จากพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อมุ่งหน้าไปยังจังหวัดระนอง อันเป็นระยะทางข้ามจังหวัด หากไม่มีรถยนต์เก๋งของกลางมาบรรทุกบุหรี่ของกลางจำนวนมากถึง 610 ซอง ย่อมไม่สามารถขนย้ายบุหรี่ของกลางจำนวนมากดังกล่าวได้สำเร็จ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการใช้รถยนต์เก๋งของกลางดังกล่าวเป็นยานพาหนะในการย้าย ซ่อนเร้น และขนบุหรี่ของกลางที่ยังไม่ได้เสียภาษีและไม่ผ่านพิธีการศุลกากรตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ริบรถยนต์เก๋งของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 165 วรรคหนึ่ง ม. 246 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายณัฐชัย เชียรประโคน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายมานิตย์ ตันวิวัชรพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
รัชนี สุขใจ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3444/2566
#695681
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่ง สำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนรูปพรรณพ่อม้า แม่ม้า และลูกม้าที่นำเข้าหรือเกิดในประเทศไทย รวมทั้งจัดทำเอกสารบรรยายรูปพรรณและบันทึกข้อมูลจำเพาะสำหรับใช้ในการตรวจรูปพรรณม้า เมื่อหนังสือตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และเอกสารการจดบันทึกทะเบียนลูกม้าลงในสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทย ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำขึ้น แม้ข้อความในเอกสารบางส่วนอาจเป็นข้อความเท็จหรือไม่ก็ตาม แต่ก็หาทำให้จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานปลอมเอกสารดังกล่าวไม่ เพราะจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำเอกสารดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 264, 265 และ 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม)), 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม)) ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูก มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม)) เพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาโต้เถียงว่า โจทก์ซื้อและนำเข้าแม่ม้าอีซี่บีทส์ ซึ่งมีลูกติดท้องมาจากการประมูลขายที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งระบุว่ามีการผสมพันธุ์กับพ่อม้าชื่อแอนโทเนียส ต่อมาแม่ม้าอีซี่บีทส์คลอดลูกม้าอีซี่บีทส์หรือภายหลังชื่อม้ารัชโยธิน เป็นเพศผู้ โจทก์ได้ไปแจ้งลูกม้าเกิดใหม่ตามกฎระเบียบของสำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทย โดยระบุพ่อม้าชื่อแอนโทเนียส แม่ม้าชื่ออีซี่บีทส์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 สำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทย มีหนังสือแจ้งโจทก์ถึงผลการตรวจดีเอ็นเอลูกม้าขัดแย้ง โดยระบุว่ามีการดึงขนตรวจดีเอ็นเอสองครั้ง คือวันที่ 4 ธันวาคม 2552 และวันที่ 8 มิถุนายน 2554 ตามหนังสือดังกล่าวระบุให้โจทก์ตรวจสอบความถูกต้องกับผู้ขายแม่ม้าอีกครั้ง โจทก์จึงดึงขนแม่ม้าและลูกม้าอีซี่บีทส์ และมีการส่งไปตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอที่ห้องแล็บ เวทเจ็น (Vetgen) สหรัฐอเมริกา ผลการตรวจระบุว่าแม่ม้าอีซี่บีทส์ และพ่อม้าแอนโทเนียส อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นแม่และพ่อของลูกม้า และไม่สามารถถูกตัดออกจากการเป็นแม่และพ่อของลูกม้า ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2555 และวันที่ 22 มิถุนายน 2555 โจทก์มีหนังสือข้อความอนุเคราะห์จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการสำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทย เพื่อให้ออกเล่มทะเบียนให้แก่ลูกม้าอีซี่บีทส์ แต่จำเลยที่ 1 มีหนังสือตอบกลับว่า ไม่สามารถจดทะเบียนให้ลูกม้าจากแม่ม้าอีซี่บีทส์ได้ เพราะผลการตรวจสอบดีเอ็นเอทั้งสองครั้งปรากฏว่าผลขัดแย้ง ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 โจทก์ประสงค์ให้ตรวจดีเอ็นเอลูกม้าอีซี่บีทส์อีกครั้ง จึงนำลูกม้าอีซี่บีทส์ไปดึงขนเก็บเป็นตัวอย่างเพื่อตรวจดีเอ็นเอที่สมาคมแห่งประเทศไทย ร. และมีการส่งไปตรวจเปรียบเทียบที่ห้องแล็บมหาวิทยาลัย จ. และวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งผลการตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอของแม่ม้าและลูกม้าอีซี่บีทส์ ว่าไม่ขัดแย้งกัน ส่วนผลการตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอของลูกม้าอีซี่บีทส์ และพ่อม้าแอนโทเนียส ทั้งผลการตรวจของห้องแล็บมหาวิทยาลัย จ. ที่มีอยู่กับที่ได้รับมาจากประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาปรากฏว่าขัดแย้ง สำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทยจึงไม่สามารถทำการจดทะเบียนให้ลูกม้าอีซี่บีทส์ได้ และในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 ได้มีการประชุมของสมาคมแห่งประเทศไทย ร. เพื่อหาทางแก้ไข และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงถึงเรื่องดังกล่าว ต่อมามีมติของคณะกรรมการให้มีการดึงขนของลูกม้าอีซี่บีทส์ เพื่อไปตรวจที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เจ้าหน้าที่ไม่แจ้งที่อยู่ของห้องแล็บที่จะส่งตรวจให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงไม่ยอมชำระค่าส่งและยกเลิกการส่งไปตรวจที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 โจทก์ได้ฟ้องร้องสมาคมแห่งประเทศไทย ร. จำเลยที่ 1 และพลเอก บ. ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย คดีหมายเลขดำที่ 2061/2556 ของศาลแพ่ง ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวโจทก์ได้มอบอำนาจให้นาง ร. ภริยาโจทก์ยื่นหนังสือถึงพลเอก บ. ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วม ขอแจ้งพ่อพันธุ์ม้าเพื่อการขอตรวจพันธุ์ม้าใหม่ โดยมีการระบุชื่อพ่อม้าจำนวน 12 ตัว และได้มีการส่งตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอของลูกม้าอีซี่บีทส์ กับพ่อม้าจำนวน 12 ตัว ดังกล่าวไปยังห้องแล็บมหาวิทยาลัย จ. วันที่ 21 สิงหาคม 2556 ห้องแล็บมหาวิทยาลัย จ. มีหนังสือรายงานผลการตรวจสอบหาลักษณะดีเอ็นเอของม้าโดยปรากฏผลการตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอของพ่อม้าไดแลน แม่ม้าและลูกม้าอีซี่บีทส์ว่าผลการตรวจไม่ขัดแย้ง ซึ่งแสดงว่าลูกม้าอีซี่บีทส์เป็นลูกม้าของพ่อม้าไดแลน และสำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทยได้รับจดทะเบียนให้ลูกม้าอีซี่บีทส์ และออกสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่ง โดยระบุชื่อพ่อม้าไดแลน และโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีแพ่งดังกล่าว ภายหลังโจทก์ได้รับสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งของม้ารัชโยธินแล้ว โจทก์ได้ส่งขนม้าไปยังสำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศออสเตรเลียและสำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศอินเดีย เพื่อทำการตรวจเปรียบเทียบทางนิติวิทยาศาสตร์ และผลการตรวจปรากฏว่าพ่อม้าของลูกม้าอีซี่บีทส์ คือ พ่อม้าแอนโทเนียส เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ได้มีการส่งขนม้าของม้ารัชโยธินไปยังสำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศออสเตรเลียเพื่อทำการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอว่าตัวอย่างขนม้าของแม่ม้าและลูกม้าอีซี่บีทส์ ตรงกับดีเอ็นเอของพ่อม้าไดแลน หรือพ่อม้าแอนโทเนียส ปรากฏว่า สำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศออสเตรเลียได้ส่งขนม้าเข้าตรวจในห้องแล็บ ของมหาวิทยาลัย ม. ประเทศนิวซีแลนด์ ผลการตรวจดังกล่าวปรากฏว่าดีเอ็นเอของพ่อม้าที่ตรงกับลูกม้าอีซี่บีทส์ คือ ดีเอ็นเอของพ่อม้าแอนโทเนียส ส่วนพ่อม้าไดแลน ผลการตรวจปรากฏว่ามีดีเอ็นเอต่างกับลูกม้าอีซี่บีทส์ จึงไม่สามารถเป็นพ่อลูกกันได้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์นำลูกม้าที่เกิดจากแม่ม้าอีซี่บีทส์ และพ่อม้าชื่อแอนโตนิอุส หรือแอนโทเนียส พร้อมหลักฐานลูกม้าไปจดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 จำเลยที่ 1 ได้อ้างว่าทำการตรวจสอบดีเอ็นเอถึงสองครั้ง ผลการตรวจดีเอ็นเอลูกม้ากับพ่อม้าไม่ตรงกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่รับจดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ลูกม้าในประเทศไทยให้กับโจทก์ โจทก์ทราบในภายหลังว่าสำนักงานตรวจสอบสายพันธุ์ม้าและโรคติดต่อทางโลหิต คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย จ. ไม่เคยทำการตรวจสอบดีเอ็นเอลูกม้าเทียบกับพ่อม้าแอนโทเนียส ซึ่งเป็นพ่อม้าที่แท้จริงแต่ประการใด แต่จำเลยที่ 1 ได้แจ้งผลในเอกสารการตรวจดีเอ็นเอ ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 ว่าลูกม้ามีดีเอ็นเอไม่ตรงกับพ่อม้าดังกล่าว อันเป็นข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากนี้เอกสารใบรับรองการผสมพันธุ์ได้บันทึกการผสมพันธุ์ม้าระหว่างแม่ม้าอีซี่บีทส์ กับพ่อม้าแอนโทเนียส มิได้ทำการผสมพันธุ์กับพ่อม้าไดแลน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ลูกม้าจะมีดีเอ็นเอตรงกับพ่อม้าไดแลน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเอกสารรายงานผลการตรวจสอบหาลักษณะดีเอ็นเอของม้า ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2556 จากจำเลยที่ 2 แจ้งว่าผลการตรวจดีเอ็นเอของลูกม้ากับดีเอ็นเอของพ่อม้าไดแลน ไม่ขัดแย้งกัน อันเป็นข้อความอันเป็นเท็จและจำเลยที่ 1 ได้ทำการจดบันทึกทะเบียนลูกม้าลงในสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทย โดยระบุพ่อม้าชื่อไดแลน อันเป็นผลให้ลูกม้าของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนผิดไปจากความเป็นจริง เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม เห็นว่า คำฟ้องดังกล่าวครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงเรื่องว่าเป็นการปลอมลายมือชื่อของผู้อื่นลงในเอกสารฉบับใดขึ้นมาหรือจำเลยที่ 1 กรอกข้อความหรือตัดทอนข้อความในเอกสารฉบับใดซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่น โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อื่นหาใช่องค์ประกอบความผิดดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกามาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ออกหนังสือจดหมายที่ 111/2554 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 ซึ่งลงนามโดยจำเลยที่ 1 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.4 และการที่จำเลยที่ 1 ออกเอกสารการจดบันทึกทะเบียนลูกม้าลงในสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทย ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.14 หรือ จ.41 เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่ง สำนักงานสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทย อยู่ในกำกับดูแลของสมาคมแห่งประเทศไทย ร. ทำหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนรูปพรรณพ่อม้า แม่ม้า และลูกม้าที่นำเข้าหรือเกิดในประเทศไทย รวมทั้งจัดทำเอกสารบรรยายรูปพรรณและบันทึกข้อมูลจำเพาะสำหรับใช้ในการตรวจรูปพรรณม้า เมื่อหนังสือตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และเอกสารการจดบันทึกทะเบียนลูกม้าลงในสมุดทะเบียนประวัติสายพันธุ์ม้าแข่งแห่งประเทศไทย ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.14 หรือ จ.41 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำขึ้น แม้ข้อความในเอกสารบางส่วนอาจเป็นข้อความเท็จหรือไม่ก็ตาม แต่ก็หาทำให้จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานปลอมเอกสารดังกล่าวไม่ เพราะจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำเอกสารดังกล่าว ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 นำเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ไปประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ม้าแข่งตามสำเนาเอกสารหนังสือโปรแกรมม้าแข่ง ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 ถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมดังกล่าวนั้น ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้จะได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเอกสารดังกล่าวไปลงโฆษณาไว้จริงหรือไม่ ทั้งเมื่อตรวจดูเอกสารดังกล่าวแล้วก็ไม่ปรากฏข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเอกสารดังกล่าวไปลงโฆษณา พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ส่วนการที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารดีเอ็นเอโปรไฟล์พ่อม้าไดแลน โดยการนำรหัสดีเอ็นเอโปรไฟล์ของพ่อม้าที่แท้จริงไปใส่เป็นรหัสดีเอ็นเอในเอกสารดีเอ็นเอโปรไฟล์ของพ่อม้าไดแลน แล้ววินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.14 หรือ จ.41 เป็นเอกสารปลอม การที่จำเลยที่ 1 นำเอกสารหมายดังกล่าวไปใช้เพื่อแลกกับการที่โจทก์ถอนฟ้องคดีแพ่งจึงเป็นการใช้เอกสารปลอมนั้น เป็นข้อเท็จจริงนอกคำฟ้อง ไม่สามารถนำมารับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้างต้นฟังขึ้น ส่วนฎีกานอกจากนี้ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางปัญจมา นรัตถรักษา
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3438/2566
#695954
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แยกฟ้องการกระทำผิดของจำเลยทั้งสามข้อโดยคำฟ้อง 1.1 และข้อ 1.2 โจทก์ระบุวันเวลากระทำผิดอย่างเดียวกันคือระหว่างวันนี้ 1 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2559 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดกับบรรยายการกระทำของจำเลยทั้งสามตามข้อ 1.1 ว่า ร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารโฉนดที่ดินของผู้เสียหาย และข้อ 1.2 ว่า ภายหลังเกิดเหตุข้อ 1.1 ร่วมกันปลอม ทำปลอมหนังสือมอบอำนาจ (ท.ค. 21) ขึ้นทั้งฉบับ จากนั้นบรรยายการกระทำตามฟ้องข้อ 1.3 ว่า วันที่ 1 มีนาคม 2559 เวลากลางวัน ภายหลังเกิดเหตุข้อ 1.2 ร่วมกันใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมตามฟ้องข้อ 1.2 อ้างแสดงตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องโจทก์แต่ละข้อล้วนเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันโดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาอย่างเดียวคือเพื่อจะทำสัญญาขายฝากที่ดินของผู้เสียหายกับ ท. ให้ได้ การกระทำได้ของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188, 264, 268

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (เดิม), 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสามร่วมกันเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมด้วยตนเอง ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 จำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์แม้จะแยกฟ้องถึงการกระทำผิดของจำเลยทั้งสามมาเป็น 3 ข้อ คือ ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.3 แต่ตามคำฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.2 โจทก์ระบุวันเวลากระทำผิดอย่างเดียวกัน คือ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2559 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด โดยบรรยายการกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องข้อ 1.1 ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารโฉนดที่ดินของผู้เสียหาย และบรรยายการกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องข้อ 1.2 ว่า ตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1.1 ภายหลังเกิดเหตุตามฟ้องข้อ 1.1 แล้ว วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสามร่วมกันทำปลอมหนังสือมอบอำนาจ (ท.ด. 21) ขึ้นทั้งฉบับ และบรรยายการกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องข้อ 1.3 ว่า วันที่ 1 มีนาคม 2559 เวลากลางวัน ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องข้อ 1.2 แล้ว จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เอกสารหนังสือมอบอำนาจปลอมที่จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ใช้อ้างแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องโจทก์แต่ละข้อล้วนเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาอย่างเดียวคือเพื่อจะทำสัญญาขายฝากที่ดินของผู้เสียหายกับนางกิ่งจันทร์ให้ได้ นางกิ่งจันทร์จะได้มอบเงินตามสัญญาดังกล่าวให้จำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 188 ม. 264 วรรคแรก ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมเกียรติ เกียรติศักดาชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชาญ เทพมาลี
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3429/2566
#696289
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่ามีการนำสืบกันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประเด็นแห่งคดี คดีนี้จำเลยมิได้ยื่นคำร้องหรือแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลสำคัญในคดีต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จนสามารถขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก็ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงในการจับกุมนั้นไม่ปรากฏในทางนำสืบของพยานโจทก์และคำให้การจำเลยในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลางและเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 การกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ อันจะเป็นเหตุให้สมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่ามีการนำสืบกันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประเด็นแห่งคดี คดีนี้จำเลยมิได้ยื่นคำร้องหรือแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลสำคัญในคดีต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จนสามารถขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 195 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาวน้ำหนักชั่งไม่รวมถุงบรรจุประมาณ 5.70 กรัม ตามสำเนาหนังสือรับรองของตำรวจภูธรจังหวัดระยองลงวันที่ 18 มกราคม 2564 และสำเนาบันทึกการจับกุมลงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์เพิ่มเติมของจำเลยนั้น ก็ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายโชคผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดดังกล่าวได้ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงในการจับกุมนายโชคดังกล่าวไม่ปรากฏในทางนำสืบของพยานโจทก์และคำให้การของจำเลยในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนชนิดวัตถุเกล็ดสีขาวของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีจำนวน 4 ถุง น้ำหนักสุทธิ 1.727 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 1.698 กรัม ซึ่งมิใช่จำนวนเล็กน้อย ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยก่อนเพิ่มโทษและลดโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า มีเหตุต้องใช้กฎหมายใหม่ในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หรือไม่ เห็นว่า เนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติม และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน แต่มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปทั้งฉบับ มีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับจนกว่าคดีถึงที่สุด บทสันนิษฐานตามกฎหมายเดิมในมาตรา 15 ที่ว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนดให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปในคดีนี้ที่ยังไม่ถึงที่สุด และตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงยังคงเป็นความผิดอยู่ แต่นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 90, 145 เมื่อตามกฎหมายเดิมมาตรา 15 ประกอบมาตรา 66 บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาเพียงปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญ แต่กฎหมายใหม่ มาตรา 145 บทบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาเพียงปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ได้ระดับหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อกฎหมายใหม่ไม่ได้ให้ศาลลงโทษหนักขึ้นเพียงเพราะปริมาณยาเสพติดให้โทษดังเช่นในกฎหมายเดิม แต่ต้องมีพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายใหม่กำหนดไว้ด้วย จึงจะมีความผิดตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรสองหรือวรรคสามได้ ดังนั้น ถ้าผู้กระทำความผิดมีพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรสอง หรือวรรคสามได้ ปัญหาว่า การกระทำของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคใด นั้น คดีนี้ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ ปรากฏข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น เมื่อไม่ปรกฏชัดว่าจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายในราคาเท่าใด จำหน่ายแก่ใครบ้างและจำหน่ายมาแล้วบ่อยครั้งเพียงใด จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้าตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) และเมื่อไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวเป็นการเป็นการทำให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนได้อย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าทำให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) คดีคงฟังได้เพียงว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท อันเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 นั้น เมื่อตามกฎหมายเดิม มาตรา 97 ที่บัญญัติให้ศาลเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งแก่ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายเดิมอีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปี นับแต่วันพ้นโทษได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ส่วนกฎหมายใหม่ก็ไม่มีบทบัญญัติให้เพิ่มโทษเช่นเดิมอีก ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจเพิ่มโทษทั้งตามกฎหมายเดิมที่ถูกยกเลิกไปแล้วและตามกฎหมายใหม่ได้ แต่เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 บัญญัติว่า บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา ให้นำไปใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ดังนั้น แม้กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นกฎหมายอื่นที่ไม่ใช่กฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องเพิ่มโทษเพราะกระทำผิดอีกไว้ ก็มิได้หมายความว่า ศาลไม่อาจเพิ่มโทษตามบทบัญญัติที่ใช้แก่ความความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา เมื่อจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกโดยไม่เข็ดหลาบและโจทก์ได้ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายเดิม มาตรา 97 ไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์จะขอเพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบและได้กล่าวในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 วรรคหนึ่ง แล้วด้วย ศาลย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยได้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ที่เป็นบททั่วไปได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 533,333.33 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท การกักขังแทนค่าปรับและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายปัญญวัฒน์ สนใจ
ศาลอุทธรณ์ — นายพรหมมาศ ภู่แส
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ ชลวิทย์
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
กัมปนาท วงษ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2566
#695675
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) นั้น โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด รวมทั้งต้องเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้จำเลยเข้าใจว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดอย่างไร คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนการกระทำความผิดของจำเลยว่า "..จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานนวนิยายของโจทก์ดังกล่าวด้วยการคัดลอกและดัดแปลงบทสนทนาของตัวละคร บริบทของตัวละคร และบริบทของฉากในนวนิยายของโจทก์ที่เป็นฉากสำคัญหลาย ๆ ฉาก ในนวนิยายของโจทก์แต่ละเล่มแล้วนำไปเรียบเรียงไว้ในบทนวนิยายของจำเลย..." อันเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์บางส่วนที่อยู่ในนวนิยาย 2 เล่ม ของโจทก์ หาใช่เป็นการคัดลอกดัดแปลงนวนิยายทั้งฉบับทั้ง 2 เล่ม ที่การบรรยายฟ้องนี้อาจจะทำให้จำเลยพอเข้าใจได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดอย่างไร แต่เมื่อเป็นการคัดลอกดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ย่อมจะต้องบรรยายฟ้องข้อเท็จจริงให้พอเข้าใจได้ว่าบทสนทนาของตัวละคร บริบทของตัวละคร และบริบทของฉากในนวนิยายของโจทก์ที่เป็นฉากสำคัญหลาย ๆ ฉากนั้น เป็นส่วนไหนในนวนิยายเล่มใดใน 2 เล่ม ของโจทก์ และจำเลยคัดลอกและดัดแปลงงานดังกล่าวอย่างไร รวมทั้งนำไปใช้อยู่ในส่วนไหนของนวนิยายของจำเลย อันจะทำให้จำเลยสามารถเทียบเคียงได้ว่า ข้อความที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้นเป็นการคัดลอกดัดแปลงจริงหรือไม่ กรณีเช่นนี้หาใช่รายละเอียดที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นหรือเป็นเรื่องที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในภายหลังดังที่โจทก์ฎีกาไม่ อีกทั้งเป็นการพิจารณาถึงการแสดงออก (Expression) ไม่ใช่แนวคิด (Idea) ต่างจากที่โจทก์ฎีกาว่า การวินิจฉัยต้องพิจารณาเนื้อหาของงานทั้งหมดโดยรวมประกอบกัน มิใช่แยกพิจารณาออกมาเป็นส่วน ๆ เฉพาะที่มีการคัดลอกเท่านั้น อนึ่ง การบรรยายฟ้องที่เพียงใช้ข้อความตามกฎหมาย เช่น การทำซ้ำหรือดัดแปลง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามสมควรว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงอย่างไร ย่อมไม่อาจทำให้จำเลยสามารถเข้าใจฟ้องของโจทก์ได้ ประกอบกับปัญหานี้เป็นการพิจารณาเฉพาะในส่วนของการบรรยายฟ้องเรื่องการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด จึงไม่เกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องอื่น ๆ ส่วนการพิจารณาว่าฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากฟ้องเท่านั้น ไม่อาจนำเอกสารท้ายฟ้องมาพิจารณาประกอบได้ ทั้งเป็นขั้นตอนที่ต้องพิจารณาก่อนไต่สวนมูลฟ้อง จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนมูลฟ้องมาพิจารณาประกอบเช่นกัน เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในส่วนของการกระทำความผิดของจำเลยว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์บางส่วนด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงนั้นถูกกระทำโดยจำเลยในส่วนไหน อย่างไร ย่อมต้องถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องไม่ชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 69, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยระงับการเผยแพร่หรือจัดจำหน่ายนวนิยายเรื่อง "Thank you คุณคนดี" ทุกช่องทาง และห้ามดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการแก้ไข ดัดแปลง เพื่อนำนวนิยายเรื่องดังกล่าวไปเผยแพร่หรือจัดจำหน่ายใหม่ ให้จำเลยทำหนังสือชี้แจงความจริงให้บุคคลทั่วไปทราบว่าจำเลยคัดลอกและดัดแปลงบทนวนิยายทั้งสองเรื่องของโจทก์ส่วนใดบ้างกับนำไปแต่งและเรียบเรียงในนวนิยายของจำเลยส่วนใดบ้าง โดยยินยอมให้โจทก์นำหนังสือดังกล่าวโพสต์ลงในเฟซบุ๊กและช่องทางที่โจทก์มีต่อนักอ่านของโจทก์เป็นระยะเวลา 30 วัน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด รวมทั้งต้องเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้จำเลยเข้าใจว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดอย่างไร คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนของการกระทำความผิดของจำเลยว่า "...จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานนวนิยายของโจทก์ดังกล่าวด้วยการคัดลอกและดัดแปลงบทสนทนาของตัวละคร บริบทของตัวละคร และบริบทของฉากในนวนิยายของโจทก์ที่เป็นฉากสำคัญหลาย ๆ ฉาก ในนวนิยายของโจทก์แต่ละเล่มแล้วนำไปเรียบเรียงไว้ในบทนวนิยายเรื่อง "Thank you คุณคนดี" ของจำเลย..." อันเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์บางส่วนที่อยู่ในนวนิยาย 2 เล่ม ของโจทก์ หาใช่เป็นการคัดลอกดัดแปลงนวนิยายทั้งฉบับทั้ง 2 เล่ม ที่การบรรยายฟ้องเช่นนี้อาจจะทำให้จำเลยพอเข้าใจได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดอย่างไร แต่เมื่อเป็นการคัดลอกดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ย่อมจะต้องบรรยายฟ้องข้อเท็จจริงให้พอเข้าใจได้ว่าบทสนทนาของตัวละคร บริบทของตัวละคร และบริบทของฉากในนวนิยายของโจทก์ที่เป็นฉากสำคัญหลาย ๆ ฉากนั้น เป็นส่วนไหนในนวนิยายเล่มใดใน 2 เล่ม ของโจทก์ และจำเลยคัดลอกและดัดแปลงงานดังกล่าวอย่างไร รวมทั้งนำไปใช้อยู่ในส่วนไหนของนวนิยายของจำเลย อันจะทำให้จำเลยสามารถเทียบเคียงได้ว่า ข้อความที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้นเป็นการคัดลอกดัดแปลงจริงหรือไม่ กรณีเช่นนี้หาใช่รายละเอียดที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นหรือเป็นเรื่องที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในภายหลังดังที่โจทก์ฎีกาไม่ อีกทั้งเป็นการพิจารณาถึงการแสดงออก (Expression) ไม่ใช่แนวคิด (Idea) ต่างจากที่โจทก์ฎีกาว่าการวินิจฉัยต้องพิจารณาเนื้อหาของงานทั้งหมดโดยรวมประกอบกัน มิใช่แยกพิจารณาออกมาเป็นส่วน ๆ เฉพาะที่มีการคัดลอกเท่านั้น อนึ่ง การบรรยายฟ้องที่เพียงใช้ข้อความตามกฎหมาย เช่น การทำซ้ำหรือดัดแปลง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามสมควรว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงอย่างไร ย่อมไม่อาจทำให้จำเลยสามารถเข้าใจฟ้องของโจทก์ได้ ประกอบกับปัญหานี้เป็นการพิจารณาเฉพาะในส่วนของการบรรยายฟ้องเรื่องการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด จึงไม่เกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องอื่น ๆ ส่วนการพิจารณาว่าฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากฟ้องเท่านั้น ไม่อาจนำเอกสารท้ายฟ้องมาพิจารณาประกอบได้ ทั้งเป็นขั้นตอนที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะมีการไต่สวนมูลฟ้อง จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนมูลฟ้องมาพิจารณาประกอบเช่นกัน สำหรับการเปรียบเทียบการบรรยายฟ้องคดีละเมิดลิขสิทธิ์กับคดีอาญาประเภทอื่นนั้น ถ้าพิจารณาตามหลักการข้างต้นแล้วก็จะไม่ได้แตกต่างกัน หากแต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ฎีกาของโจทก์อ้างถึงนั้นมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับเรื่องนี้ เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในส่วนของการกระทำความผิดของจำเลยว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์บางส่วนด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงนั้นถูกกระทำโดยจำเลยในส่วนไหน อย่างไร ย่อมต้องถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องไม่ชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ณ.
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
- นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
สุวิชา นาควัชระ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3425 -ที่ 3426/2566
#696280
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของผู้คัดค้านในคดีแพ่งที่ผู้ร้องยื่นฟ้องก่อนเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการที่ว่าต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการเป็นเพียงการอ้างว่าสัญญาต่าง ๆ ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในคำฟ้องล้วนมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเท่านั้น โดยไม่มีข้อความแสดงถึงการยอมรับว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านผูกพันกันในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องแต่อย่างใด คำให้การดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยอมรับว่าข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องต้องระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ ยังไม่ถือว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 วรรคสอง

แม้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 24 คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยขอบเขตอำนาจของตนรวมถึงความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการได้ก็ตาม แต่ในเรื่องขอบเขตอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ ความมีอยู่ ความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ รวมไปถึงปัญหาว่าสัญญาดังกล่าวผูกพันผู้ร้องหรือไม่นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดได้ถ้าการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 44

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก บุคคลภายนอกก็มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องแล้ว คู่สัญญาไม่ได้ตกลงว่าจะชำระหนี้ใดแก่ผู้ร้อง ข้อสัญญาที่ผู้ร้องอ้างถึง มีลักษณะเป็นการประมาณรายรับจากการลงทุนที่ตกลงกันระหว่างคู่สัญญาหรือผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายของผู้ร้อง ทั้งยังไม่อาจถือเป็นหนี้ที่แน่นอน โดยผู้ร้องมีลักษณะเป็นเพียงตัวแทนของคู่สัญญาในการดำเนินการต่าง ๆ แทนคู่สัญญา ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก และผู้ร้องก็ไม่มีฐานะเป็นคู่สัญญาหรือบุคคลอันจะมีสิทธิตามสัญญาดังกล่าว เมื่อผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการด้วยข้อกำหนดสัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องมิใช่คู่สัญญาดังกล่าว ผู้ร้องย่อมไม่อาจอาศัยข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาดังกล่าวเพื่อเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการได้ ดังนั้นคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้จึงเป็นคำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ และการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดในคดีนี้ย่อมจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 37/2561 หมายเลขแดงที่ 23/2563 โดยให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินจำนวน 579,411,812.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 2 เมษายน 2563 อันเป็นวันยื่นคำร้องนี้ คิดเป็นเงิน 77,118,827.50 บาท รวมเป็นเงิน 656,530,640.50 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 579,411,812.87 บาท นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำร้องนี้เป็นต้นไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระหนี้ต้นเงินให้แก่ผู้ร้องจนเสร็จสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

สำนวนหลัง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามสำนวนแรกโดยกล่าวอ้างเหตุผลในทำนองเดียวกับที่ยื่นคำคัดค้านในไว้ในสำนวนแรก

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 37/2561 หมายเลขแดงที่ 23/2563 ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 50,000 บาท ทั้งนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น เพราะไม่มีผลให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดในคดีนี้จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์แยกเป็นหลายประเด็น ได้แก่ สัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทอยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องมีสิทธิตามสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ถึง 376 ผู้คัดค้านใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการยื่นคำร้องและยื่นคำคัดค้าน และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ศาลชั้นต้นอ้างมามีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ สำหรับประเด็นว่า สัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และผู้คัดค้านใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดในคดีหมายเลขดำที่ พ.4067/2560 ของศาลชั้นต้นที่ผู้ร้องยื่นฟ้องก่อนเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ตามคำฟ้องในคดีดังกล่าวผู้ร้องกล่าวอ้างถึงสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้อง สัญญาการให้สิทธิจัดหาลูกค้าเพื่อใช้สื่อโฆษณา (โครงการแอลอีดี) สัญญาการให้สิทธิจัดหาลูกค้าเพื่อใช้สื่อโฆษณา (โครงการการทางพิเศษ) สัญญากู้เงินกับสัญญากู้เงินเพิ่มเติมครั้งที่ 1 และสัญญาการให้สิทธิจัดหาลูกค้าเพื่อใช้สื่อโฆษณาแต่เพียงผู้เดียว (โครงการหอนาฬิกา) แต่คำให้การคดีดังกล่าวผู้คัดค้านให้การปฏิเสธเกี่ยวกับสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องทำนองว่าเป็นสัญญาระหว่างผู้คัดค้านกับบริษัท ด. ไม่ใช่สัญญาระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน ผู้ร้องจึงไม่ใช่คู่สัญญากับผู้คัดค้าน และไม่มีอำนาจฟ้องผู้คัดค้าน ส่วนที่ผู้คัดค้านให้การในทำนองว่าต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการและยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีนั้น ก็เป็นการอ้างเพียงว่าสัญญาต่าง ๆ ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในคำฟ้องล้วนมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเท่านั้น โดยไม่มีข้อความแสดงถึงการยอมรับว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านผูกพันกันในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องแต่อย่างใด คำให้การดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยอมรับว่าข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องต้องระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ ทั้งคดีดังกล่าวผู้ร้องก็เป็นฝ่ายยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเอง นอกจากนี้ ในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้คัดค้านก็ยื่นคำคัดค้านปฏิเสธในทำนองเดียวกันว่าผู้ร้องไม่ใช่คู่สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องและไม่มีอำนาจเสนอข้อพิพาท กรณีย่อมไม่อาจถือได้ว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 วรรคสอง ดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์ ส่วนที่ภายหลังผู้คัดค้านฟ้องคดีหมายเลขดำที่ พ.2268/2563 ต่อศาลชั้นต้น ก็เป็นการฟ้องนายสุรเชษฐ์ บริษัท ด. และบริษัท ล. เป็นจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย จึงเป็นเรื่องระหว่างคู่ความในคดีดังกล่าวและไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาในคดีนี้ ข้ออ้างในประเด็นนี้ของผู้ร้องจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และกรณียังรับฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

สำหรับประเด็นว่า คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทอยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการนั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 24 คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยขอบเขตอำนาจของตนรวมถึงความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการได้ก็ตาม แต่ในเรื่องขอบเขตอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ ความมีอยู่ ความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ รวมไปถึงปัญหาว่าสัญญาดังกล่าวผูกพันผู้ร้องหรือไม่นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดได้ถ้าการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 44 ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการด้วยสัญญา 5 ฉบับ สัญญาแต่ละฉบับเกี่ยวข้องโยงใยกันถึงขนาดที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ โดยนอกจากจะมีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องโยงใยกันแล้ว องค์ประกอบและข้อสัญญาอื่นในสัญญาทั้งหมดยังมีการอ้างอิงและส่งผลถึงกันด้วยนั้น เห็นว่า แม้ตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องจะอ้างถึงสัญญาการให้สิทธิจัดหาลูกค้าเพื่อใช้สื่อโฆษณา (โครงการแอลอีดี) สัญญาการให้สิทธิจัดหาลูกค้าเพื่อใช้สื่อโฆษณา (โครงการการทางพิเศษ) สัญญากู้เงินและสัญญากู้เงินเพิ่มเติมเพื่อลงทุนในโครงการหอนาฬิกา และสัญญาการให้สิทธิจัดหาลูกค้าเพื่อใช้สื่อโฆษณาแต่เพียงผู้เดียว (โครงการหอนาฬิกา) มาด้วย ก็เป็นการอ้างเพียงเพื่อให้เห็นว่ามีการทำสัญญาเหล่านั้นไปตามที่กำหนดไว้ในสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องแล้วเท่านั้น แต่ข้ออ้างที่ผู้ร้องอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการเรียกค่าเสียหายให้ผู้คัดค้านต้องรับผิดต่อผู้ร้องนั้นล้วนมาจากการอ้างว่าผู้คัดค้านกระทำการไม่สุจริต จงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้อง ไม่ได้จัดหารายได้ จัดหารายได้ไม่เพียงพอแก่การประกอบการของผู้ร้อง ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย อันเป็นการผิดข้อตกลงในการประกันรายได้ขั้นต่ำหรือ "Minimum Guarantee" จำนวน 100,000,000 บาท ตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องข้อ 4.1 (ช) รวมถึงผิดข้อตกลงที่ผู้คัดค้านให้ไว้เกี่ยวกับรายการรายได้ของโครงการต่าง ๆ ในระหว่างการเจรจาตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้อง ทั้งเมื่อพิจารณาสัญญาการให้สิทธิจัดหาลูกค้าเพื่อใช้สื่อโฆษณาในโครงการต่าง ๆ รวมถึงสัญญากู้เงินที่อ้างมาในคำเสนอข้อพิพาทก็ไม่มีการตกลงในลักษณะประกันรายได้ดังเช่นที่ผู้ร้องอ้างในสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องแต่อย่างใด ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการด้วยข้อกำหนดสัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องแล้ว ตามข้อความเบื้องต้นในหน้าแรกของสัญญาระบุว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างบริษัท ด. กับผู้คัดค้าน โดยคู่สัญญาประสงค์ที่จะเข้าร่วมลงทุนในผู้ร้องร่วมกันเพื่อการลงทุนให้ได้มาซึ่งสัญญาสัมปทานและประกอบธุรกิจด้านการตลาดและการโฆษณาในพื้นที่ที่ได้สิทธิตามสัญญาสัมปทาน และคู่สัญญามีความประสงค์ที่จะกำหนดเงื่อนไขในการลงทุนในผู้ร้องรวมถึงแนวทางในการบริหารและดำเนินการผู้ร้องร่วมกันภายใต้เงื่อนไขและข้อตกลงของสัญญาดังกล่าว ซึ่งในการร่วมลงทุนนั้น สัญญาข้อ 2 กำหนดเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อผู้ร้อง การโอน ซื้อขาย เพิ่มทุนในหุ้นของผู้ร้อง โดยให้บริษัท ด. ถือหุ้นร้อยละ 70 ส่วนผู้คัดค้านถือหุ้นร้อยละ 30 และในกรณีเกิดเหตุผิดสัญญา คู่สัญญาที่มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็มีสิทธิบังคับให้คู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญาซื้อหรือขายหุ้นได้ตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 11.2 และในสัญญาข้อ 16.5 ในหัวข้อ "สัญญาทั้งฉบับ" ระบุว่า "สัญญานี้เป็นสัญญาฉบับเดียวและเฉพาะระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับเรื่องของสัญญานี้ …" จากข้อต่าง ๆ ข้างต้นทำให้เห็นได้ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นการร่วมลงทุนระหว่างบริษัท ด. กับผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของผู้ร้อง มีสาระสำคัญในการกำหนดหน้าที่ของคู่สัญญาในการบริหารจัดการผู้ร้อง โดยมิได้มีเจตนาให้ผู้ร้องมีฐานะเป็นคู่สัญญาด้วย แม้สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องจะอ้างอิงถึงสัญญาอื่นด้วย แต่ก็มีลักษณะเป็นเพียงการกำหนดแผนงานและวิธีดำเนินการของโครงการต่าง ๆ อันเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องแยกทำสัญญาต่างหาก ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาต่าง ๆ ที่มีการอ้างถึง อันได้แก่สัญญาการให้สิทธิจัดหาลูกค้าเพื่อใช้สื่อโฆษณาในโครงการต่าง ๆ รวมถึงสัญญากู้เงิน ก็ล้วนมีข้อกำหนดถึงสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สัญญาในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ตกลงร่วมกันไว้ในแต่ละสัญญา แม้สัญญาเหล่านั้นจะอ้างถึงข้อตกลงบางประการในสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้อง แต่ก็เป็นการอ้างอิงเพียงเพื่อให้ทราบถึงที่มาและเจตนารมณ์ของคู่สัญญาในการปฏิบัติตามสัญญาแต่ละสัญญาเท่านั้น โดยมิได้มีข้อกำหนดในทำนองให้คู่สัญญาเหล่านั้นต้องผูกพันตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องหรือให้ถือว่าเป็นคู่สัญญาตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องด้วย ด้วยเหตุนี้ หากเกิดข้อโต้แย้งตามสัญญาใด คู่สัญญาย่อมสามารถดำเนินคดีกันตามข้อตกลงในสัญญานั้น ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องตามสัญญาอื่นด้วย ดังนั้น สัญญาแต่ละฉบับจึงมิได้เกี่ยวข้องโยงใยกันถึงขนาดที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ที่ผู้ร้องอ้างต่อไปว่า คู่สัญญามีเจตนาให้ผู้ร้องเข้าร่วมลงทุนด้วย โดยสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องข้อ 11.1 (ง) ระบุว่า "หากมีเหตุผิดนัดผิดสัญญา หรือเหตุที่อาจนำไปสู่เหตุผิดนัดผิดสัญญาของบริษัท ด. หรือผู้โอน หรือผู้ให้เช่าช่วง หรือผู้ขายใด ๆ ตามสัญญาเช่าช่วง หรือสัญญาโอนสิทธิหน้าที่ หรือตามสัญญาซื้อขายและสัญญาโอนสิทธิที่เกี่ยวข้องกับสัญญาโครงการแอลอีดีเดิมของบริษัท ด. ที่ทำขึ้นตามข้อ 4 ของสัญญานี้ ซึ่งในกรณีดังกล่าวให้ถือเป็นเหตุผิดสัญญานี้ของบริษัท ด." จึงเป็นการกำหนดเกี่ยวกับการผิดสัญญาในลักษณะข้ามหรือไขว้กัน โดยหากผิดสัญญาใดสัญญาหนึ่งให้ถือว่าเป็นการผิดสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องด้วยนั้น เห็นว่า สัญญาข้อดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการในโครงการแอลอีดี อันมีลักษณะเป็นการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของบริษัท ด. ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง อันเป็นเรื่องระหว่างบริษัท ด. กับผู้คัดค้านในการร่วมลงทุนเท่านั้น โดยมิได้ระบุให้ผู้ร้องได้รับสิทธิหรือต้องรับผิดแต่อย่างใด นอกจากนี้ ตามสัญญาการให้สิทธิจัดหาลูกค้าเพื่อใช้สื่อโฆษณาในโครงการต่าง ๆ รวมถึงสัญญากู้นั้น ก็มิได้ระบุข้อความในทำนองให้ถือว่าการผิดสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องเป็นการผิดสัญญาเหล่านั้นด้วย ข้ออ้างนี้ของผู้ร้องจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับประเด็นที่ผู้ร้องอ้างว่า สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกและผู้ร้องมีสิทธิตามสัญญาดังกล่าวนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก บุคคลภายนอกก็มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องแล้ว สัญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญในการกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ร้องระหว่างคู่สัญญาเพื่อให้ผู้ร้องสามารถบริหารงานดำเนินการได้ กำหนดหน้าที่ต่าง ๆ ให้คู่สัญญาดำเนินการเพื่อให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างคู่สัญญาสามารถประกอบกิจการได้ตามวัตถุประสงค์ของสัญญา และหารือถึงความเป็นไปได้ในทางธุรกิจที่จะให้ผู้ร้องลงทุนในทรัพย์สินและสิทธิตามสัญญาโครงการแอลอีดีเดิมของบริษัทดีไลท์ มัลติมีเดีย จำกัด พร้อมสัญญาสัมปทานในอนาคต โดยคู่สัญญาไม่ได้ตกลงว่าจะชำระหนี้ใดแก่ผู้ร้อง แม้ผู้ร้องจะอ้างถึงสัญญาข้อ 4.1 (ช) ที่ตกลงเกี่ยวกับ "Minimum Guarantee" แต่เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาข้อดังกล่าวที่ระบุว่า "คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงและเห็นชอบถึงจำนวน Minimum Guarantee ของยอดขายก่อนหักค่าใช้จ่าย (จำนวนเงินตามใบแจ้งหนี้ที่ผู้คัดค้านเรียกเก็บและรับชำระจากลูกค้า) ซึ่งทางผู้คัดค้านเป็นตัวแทนขายให้แก่ผู้ร้องภายใต้สัญญาการให้สิทธิจัดหาลูกค้าเพื่อใช้สื่อโฆษณาระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านตามข้อ 3.5 โดยผู้คัดค้านจะพิจารณาให้ Minimum Guarantee จำนวน 100,000,000 บาท ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ ..." จะเห็นได้ว่า สัญญาข้อ 4.1 (ช) เป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับยอดขายที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน อันมีลักษณะเป็นการประมาณรายรับจากการลงุทนที่ตกลงกันระหว่างคู่สัญญาหรือผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายของผู้ร้อง ทั้งยังไม่อาจถือเป็นหนี้ที่แน่นอน เนื่องจากตอนท้ายของสัญญาข้อนี้ยังกำหนดให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขปลีกย่อยตามสัญญาข้อ 4.1 (ช) (1) ถึง (4) อีก ทั้งตามข้อ 4.1 (ช) (3) คู่สัญญาอาจหารือและปรับ "Minimum Guarantee" ให้ลดลงตามสมควรได้ โดยมิได้แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามีเจตนาจะชำระหนี้ใดแก่ผู้ร้อง ข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นเพียงการคาดการณ์ผลจากการลงทุนร่วมกันระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น โดยผู้ร้องมีลักษณะเป็นเพียงตัวแทนของคู่สัญญาในการดำเนินการต่าง ๆ แทนคู่สัญญาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการลงทุนร่วมกัน สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้องจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกดังที่ผู้ร้องอ้าง และผู้ร้องก็ไม่มีฐานะเป็นคู่สัญญาหรือบุคคลอันจะมีสิทธิตามสัญญาดังกล่าว เมื่อผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการด้วยข้อกำหนดสัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องมิใช่คู่สัญญาดังกล่าว ผู้ร้องย่อมไม่อาจอาศัยข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาดังกล่าวเพื่อเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการได้ ดังนั้น คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้จึงเป็นคำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ และการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดในคดีนี้ย่อมจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อได้ความดังนี้แล้ว กรณีไม่จึงจำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์อื่นของผู้ร้องอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในสำนวนแรก และศาลชั้นต้นให้พิจารณาพิพากษารวมกับสำนวนหลังที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาในส่วนคำร้องของผู้ร้องในสำนวนแรก จึงเห็นสมควรมีคำพิพากษาให้ครบถ้วน นอกจากนี้ ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) จากคู่พิพาทในลักษณะของคดีคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศหรือคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศนั้น เป็นการกำหนดให้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากคู่พิพาทที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดหรือคู่พิพาทที่ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดแล้วแต่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว คดีนี้เป็นกรณีที่ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่พิพาทต่างฝ่ายต่างยื่นคำร้องในมูลความแห่งคดีเดียวกัน โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในมูลคดีคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเรื่องเดียวกัน โดยต่างฝ่ายต่างเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ข) เป็นเหตุให้ค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่พิพาทเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่มิได้แยกยื่นคำร้องกัน กรณีจึงมีเหตุสมควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่พิพาทเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่พิพาทแต่ละฝ่ายได้ชำระไป ทั้งนี้โดยเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้ให้ยกคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องด้วย ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่ผู้ร้องเสียมา 656,530 บาท แก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง และที่ผู้คัดค้านเสียมา 579,411 บาท แก่ผู้คัดค้านกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 วรรคสอง ม. 24 ม. 40 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ม.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประชารัฐ ราศรี
-
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3417/2566
#696135
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 17 บัญญัติว่า การจัดการและการใช้ทรัพย์ส่วนกลางให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และตามข้อบังคับ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติว่า นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้นิติบุคคลอาคารชุดมีผู้จัดการคนหนึ่ง ... มาตรา 36 บัญญัติว่า ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา 33 ตามข้อบังคับหรือตามมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการ ทั้งนี้ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ... ซึ่งในมาตรา 39 บัญญัติว่า นิติบุคคลอาคารชุดอาจใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมดในการต่อสู้บุคคลภายนอก หรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืน เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมด เห็นได้ชัดว่า การจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุดยังคงเป็นอำนาจเด็ดขาดของเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดอยู่ เพียงแต่ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 ให้อำนาจเพิ่มเติมแก่นิติบุคคลอาคารชุดในการใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมดในการต่อสู้บุคคลภายนอก หรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืน เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่จำต้องแสดงเจตนามอบอำนาจให้แก่นิติบุคคลไปดำเนินการเป็นราย ๆ ไปอีกในการปกปักรักษาทรัพย์ส่วนกลาง เพื่อความสะดวกแก่เจ้าของร่วมอาคารชุด เนื่องจากเจ้าของร่วมแต่ละอาคารชุดมีเป็นจำนวนมาก เมื่อไม่มีบทบัญญัติมาตราใดโดยชัดแจ้งตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 ลบล้างอำนาจของเจ้าของรวมในการจัดการทรัพย์สินดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1358 การฟ้องคดีเพื่อขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจขายห้องชุดชำระค่าเสียหายจากการที่ทรัพย์ส่วนกลางเกิดความชำรุดบกพร่องตามฟ้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์ตามสภาพปกติของทรัพย์สินนั้นตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นการจัดการทรัพย์สินตามธรรมดาเพื่อรักษาทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 วรรคสอง โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่หรือเจ้าของร่วมคนใดคนหนึ่งมีสิทธิจัดการได้เสมอโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของร่วมคนอื่นก่อน ส่วนข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด อ. หมวดที่ 3 ว่าด้วยวัตถุประสงค์นิติบุคคลอาคารชุด หมวดที่ 4 ว่าด้วยผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด หมวดที่ 13 ว่าด้วยการประชุมใหญ่เจ้าของร่วม เป็นข้อบังคับที่อนุวัติการตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 หามีผลทำให้อำนาจแห่งเจ้าของกรรมสิทธิ์อันเป็นทรัพยสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่บรรยายฟ้องมาด้วยว่า นิติบุคคลอาคารชุดเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิฟ้องแทนโจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่ตามกฎหมาย โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และจะขอให้หมายเรียกนิติบุคคลอาคารชุดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมต่อไป เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกให้โจทก์ร่วมเข้ามาในคดีตามคำร้องขอของโจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่โดยโจทก์ร่วมมิได้คัดค้านข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และโจทก์ร่วมต่างมีอำนาจฟ้อง และการที่โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 62,404,063.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่ ให้จำเลยดำเนินการเปลี่ยนโต๊ะอ่านหนังสือในห้องสมุดให้มีขนาดเล็กลงสำหรับนั่งคนเดียว แก้ไขน้ำท่วมขังถนน ฝาท่อ บ่อบำบัดน้ำเสีย พื้นที่ทางเดินส่วนกลางแต่ละชั้นให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ให้เป็นไปตามแบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนของห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หากเพิกเฉยให้บุคคลภายนอกกระทำการแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามจริง ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงท่อ ให้เป็นไปตามแบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนของห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หากเพิกเฉยให้บุคคลภายนอกกระทำการแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามจริง หรือชำระเงิน 6,619,283.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงกระจกอะลูมิเนียมทั้งอาคารให้เป็นไปตามแบบ หากเพิกเฉยให้บุคคลภายนอกกระทำการแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามจริง หรือชำระเงิน 64,012,717.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยจัดทำพื้นที่สีเขียว เครื่องหมายลูกศรจราจรให้ตรงตามแบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนของห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แก้ไขน้ำประปามีกลิ่นเหม็นโดยติดตั้งระบบกันซึม และแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนประตูล็อบบี้ มอเตอร์เติมอากาศในบ่อบำบัด เคมีภัณฑ์ที่จำเป็นในการบำบัดสระว่ายน้ำ ให้เป็นไปตามแบบแปลนและรายการประกอบ แบบแปลนของห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หากเพิกเฉยให้บุคคลภายนอกกระทำการแทนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามจริง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนิติบุคคลอาคารชุด อ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 40,756,063.39 บาท และชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 ตุลาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ให้จำเลยแก้ไขน้ำท่วมขังถนน ฝาท่อ และบ่อบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้จำเลยแก้ไขพื้นที่ทางเดินส่วนกลางแต่ละชั้นให้เป็นไปตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้จำเลยดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวัสดุอุปกรณ์ในส่วนของท่อพีวีซีเป็นท่อเหล็กอาบสังกะสี (กัลวาไนซ์) ตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือให้จำเลยชำระเงิน 6,619,283.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยจัดทำพื้นที่สีเขียวและเครื่องหมายลูกศรจราจรตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ คำขออื่นให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 40,000 บาท กับค่าทนายความ 40,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และโจทก์ร่วมได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ร่วม

โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 36,356,063.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 ตุลาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ให้จำเลยแก้ไขพื้นที่สีเขียวให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 และแก้ไขลูกศรจราจรทางเข้าออกอาคารและถนนรอบอาคารให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการจราจร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 10,000,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ดำเนินการก่อสร้างอาคารชุด 1 หลัง จำนวน 317 ห้อง โครงการ อ. บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1213 โดยจำเลยจดทะเบียนอาคารชุดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2556 และจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดชื่อ นิติบุคคลอาคารชุด อ. เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการดังกล่าว ระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2560 โจทก์ร่วมและจำเลยมีหนังสือโต้ตอบกันหลายฉบับเกี่ยวกับเรื่องการส่งมอบพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางในสภาพไม่เรียบร้อย มีความชำรุดบกพร่อง วันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 จำเลยว่าจ้างบริษัท อ. ตรวจสอบอาคารงานโครงสร้างหรือสถาปัตยกรรม และว่าจ้างบริษัท ท. ตรวจสอบงานระบบวิศวกรรมของโครงการพิพาท วันที่ 30 มกราคม 2562 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยตกลงนำเงิน 9,816,063.39 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางตามคำฟ้องข้อ 6.2 และเงิน 40,000 บาท ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์และโจทก์ร่วมเรียกร้องให้จำเลยเปลี่ยนโต๊ะอ่านหนังสือในห้องสมุดตามคำฟ้องข้อ 6.4 มาวางศาลภายใน 90 วัน นอกจากนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ติดใจเรียกร้องให้จำเลยดำเนินการแก้ไขประตูห้องล็อบบี้ มอเตอร์เติมอากาศในบ่อบำบัด และเคมีภัณฑ์ที่จำเป็นในการบำบัดสระว่ายน้ำตามคำฟ้องข้อ 6.11 วันที่ 29 เมษายน 2562 จำเลยวางเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระให้แก่โจทก์ร่วม วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอรับเงินนั้นไป

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และโจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 17 บัญญัติว่า การจัดการและการใช้ทรัพย์ส่วนกลางให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และตามข้อบังคับ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติว่า นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้นิติบุคคลอาคารชุดมีผู้จัดการคนหนึ่ง ... มาตรา 36 บัญญัติว่า ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา 33 ตามข้อบังคับหรือตามมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการ ทั้งนี้ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ... ซึ่งในมาตรา 39 บัญญัติว่า นิติบุคคลอาคารชุดอาจใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมดในการต่อสู้บุคคลภายนอก หรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืน เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมด เห็นได้ชัดว่า การจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุดยังคงเป็นอำนาจเด็ดขาดของเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดอยู่ เพียงแต่ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ให้อำนาจเพิ่มเติมแก่นิติบุคคลอาคารชุดในการใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมดในการต่อสู้บุคคลภายนอก หรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืน เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่จำต้องแสดงเจตนามอบอำนาจให้แก่นิติบุคคลไปดำเนินการเป็นราย ๆ ไปอีกในการปกปักรักษาทรัพย์ส่วนกลาง เพื่อความสะดวกแก่เจ้าของร่วมอาคารชุด เนื่องจากเจ้าของร่วมแต่ละอาคารชุดมีเป็นจำนวนมาก เมื่อไม่มีบทบัญญัติมาตราใดโดยชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ลบล้างอำนาจของเจ้าของรวมในการจัดการทรัพย์สินดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 การฟ้องคดีเพื่อขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจขายห้องชุดชำระค่าเสียหายจากการที่ทรัพย์ส่วนกลางเกิดความชำรุดบกพร่องตามฟ้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์ตามสภาพปกติของทรัพย์สินนั้นตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นการจัดการทรัพย์สินตามธรรมดาเพื่อรักษาทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 วรรคสอง โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่หรือเจ้าของร่วมคนใดคนหนึ่งมีสิทธิจัดการได้เสมอโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของร่วมคนอื่นก่อน ส่วนข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด อ. หมวดที่ 3 ว่าด้วยวัตถุประสงค์นิติบุคคลอาคารชุด หมวดที่ 4 ว่าด้วยผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด หมวดที่ 13 ว่าด้วยการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา เป็นข้อบังคับที่อนุวัติการตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 หามีผลทำให้อำนาจแห่งเจ้าของกรรมสิทธิ์อันเป็นทรัพยสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่บรรยายฟ้องมาด้วยว่า นิติบุคคลอาคารชุดฯ เพิกเฉยไม่ใช้สิทธิฟ้องแทนโจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่ตามกฎหมาย โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และจะขอให้หมายเรียกนิติบุคคลอาคารชุดฯ เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมต่อไป เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกให้โจทก์ร่วมเข้ามาในคดีตามคำร้องขอของโจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่โดยโจทก์ร่วมมิได้คัดค้านข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และโจทก์ร่วมต่างมีอำนาจฟ้อง และการที่โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงชอบแล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปมีว่า จำเลยต้องรับผิดค่าเสียหายเรื่องท่อประปา ท่อน้ำเสีย ท่อน้ำโสโครก และท่อน้ำฝนของพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และโจทก์ร่วมในข้อ 6.7 ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างส่วนที่เป็นท่อพีวีซีให้เป็นไปตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนของห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือให้จำเลยชำระเงิน 6,619,283.50 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การต่อสู้แต่เพียงว่า จำเลยเลือกใช้ท่อพีวีซีแทนท่อเหล็กอาบสังกะสีเนื่องจากท่อพีวีซีมีคุณภาพและอายุการใช้งานดีกว่าและเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของร่วมทุกคน เท่ากับจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยเปลี่ยนแปลงวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างส่วนท่อประปาที่ต้องใช้ท่อเหล็กอาบสังกะสีเป็นท่อพีวีซีแทน ซึ่งไม่เป็นไปตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนของห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และโจทก์ร่วมกล่าวอ้าง ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ความเสียหายเกิดจากการติดตั้งท่อประปาไม่เรียบร้อย มิใช่เป็นปัญหาเรื่องคุณภาพท่อพีวีซีต่ำกว่าท่อเหล็กอาบสังกะสี จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนท่อน้ำเสีย ท่อน้ำโสโครก และท่อน้ำฝนของพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางนั้น ปรากฏตามรายงานการสำรวจความเสียหายของบริษัท ท. สรุปใจความได้ว่า ท่อน้ำเสีย ท่อน้ำโสโครกและท่อน้ำฝนตามแผนผัง แบบแปลนและรายงานประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ระบุว่า ต้องเป็นท่อพีวีซีชั้นความดัน 13.5 บาร์ แต่หน้างานเป็นท่อพีวีซีชั้นความดัน 8.5 บาร์ จำเลยนำสืบต่อสู้แต่เพียงว่า จำเลยแก้ไขความเสียหายของท่อประปาแล้วดังที่ระบุไว้ในรายงานการประชุมครั้งที่ 4/2559 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 มิได้โต้แย้งว่าจำเลยใช้ท่อพีวีซีในส่วนท่อน้ำเสีย ท่อน้ำโสโครกและท่อน้ำฝนตรงตามหน่วยรับแรงดันที่กำหนดของท่อนั้น แสดงว่าจำเลยใช้ท่อพีวีซีในส่วนนี้ไม่เป็นไปตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และอยู่ในประเด็นตามคำฟ้องและคำขอบังคับให้จำเลยดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างส่วนที่เป็นท่อพีวีซีให้เป็นไปตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนของห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยให้จำเลยดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวัสดุและอุปกรณ์ท่อพีวีซีที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งในส่วนที่เป็นท่อประปา ท่อน้ำเสีย ท่อน้ำโสโครก และท่อน้ำฝนของพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางให้เป็นไปตามแผนผัง แบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลนของห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ดำเนินการให้จำเลยชำระเงิน 6,619,283.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยจึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อต่อสู้ของจำเลยในประเด็นนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า จำเลยต้องแก้ไขเปลี่ยนกระจกอะลูมิเนียมทั้งอาคารหรือชำระเงิน 64,012,717.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า คำขอของโจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และโจทก์ร่วมที่ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงกระจกที่ติดตั้งทั้งอาคารให้เป็นไปตามแบบแปลนและรายการของห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ประกอบไปด้วยกระจกที่ติดตั้งทั้งในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางและพื้นที่ทรัพย์ส่วนบุคคลในส่วนห้องชุด โจทก์ร่วมฎีกาเพียงฝ่ายเดียว โดยโจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่มิได้ฎีกา ในชั้นนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะขนาดความหนาของกระจกที่ติดตั้งในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลาง อันเป็นอำนาจตามกฎหมายของโจทก์ร่วมในการจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางเท่านั้น เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.26 ล.13 และ ล.28 โดยละเอียดแล้ว ล้วนมีรายการที่ระบุชื่อจำเลยเจ้าของโครงการ รายชื่อผู้ออกแบบ สถาปนิก วิศวกรโครงสร้าง วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรเครื่องกล วิศวกรสุขาภิบาล ผู้ออกแบบภูมิสถาปัตย์ ผู้ออกแบบงานโครงสร้าง ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง คู่สัญญารับจ้างก่อสร้าง เหมือนกัน เพียงแต่เป็นแบบแปลนการก่อสร้างอาคารชุดคนละส่วนกัน กล่าวคือ เอกสารหมาย จ.26 เป็นแบบแปลนหน้าต่างและประตูที่มีกระจกติดตั้งด้วย เอกสารหมาย ล.13 เป็นแบบแปลนขยายหน้าต่างอะลูมิเนียม ส่วนเอกสารหมาย ล.28 เป็นแบบแปลนพื้นชั้นที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 17 ที่ 19 และที่ 20 โดยเฉพาะเอกสารหมาย จ.26 แผ่นที่ 1 และที่ 2 มีความสอดคล้องกับรายการคำนวณกระจกของโครงการที่จำเลยเองเป็นฝ่ายมอบหมายให้วิศวกรทำการสำรวจความปลอดภัยของแรงลมที่ปะทะกับกระจกทั้งที่ติดตั้งทั้งในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางและพื้นที่ทรัพย์ส่วนบุคคลเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2562 ภายหลังเกิดข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่กับจำเลยแล้ว ตัวอย่างเช่น กระจกที่ติดตั้งในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลาง รหัส W1 ถึง W11 W11a W12 A01 A02 A03 A06 การศึกษาของวิศวกรในเรื่องดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่าอาศัยแบบแปลนการก่อสร้างเอกสารหมาย จ.26 เป็นแนวทางในการพิจารณา ข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักรับฟังว่า เแบบแปลนการก่อสร้างอาคารชุดเอกสารหมาย จ.26 เป็นส่วนหนึ่งของแบบแปลนการก่อสร้างอาคารชุดที่จำเลยขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกับเอกสารหมาย ล.13 และ ล.28 ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย จ.26 แผ่นที่ 1 และที่ 2 ว่า กระจกที่ติดตั้งในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลาง รหัส W1 ถึง W11 W11a W12 A01 A02 A03 A06 ระบุความหนาของกระจกขนาด 12.38 มิลลิเมตร ทั้งสิ้น การที่จำเลยใช้กระจกที่ติดตั้งในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางขนาดความหนาของกระจกเพียง 6.38 มิลลิเมตร ตามรายการคำนวณกระจกของโครงการตามเอกสารหมาย ล.30 จึงผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า กระจกที่ติดตั้งมีคุณสมบัติและอายุการใช้งานไม่แตกต่างกับที่โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และโจทก์ร่วมเรียกร้อง ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัว เพราะเป็นกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงและปลอดภัยต่อเจ้าของห้องชุดภายในโครงการทุกคน และทางราชการได้ตรวจสอบแบบแปลนก่อนออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างแล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ จำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกระจกที่ติดตั้งในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางทั้งอาคารให้เป็นไปตามแบบแปลนและรายการตามที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วนที่โจทก์ร่วมมีคำขอว่า หากจำเลยไม่ดำเนินการให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามความจริง นั้น เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในภาค 4 หมวด 5 โจทก์ร่วมชอบที่จะร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาต่อไป และที่โจทก์ร่วมมีคำขอว่า หากจำเลยไม่ดำเนินการ ขอให้บังคับชำระเงิน 64,012,717.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป โดยอาศัยรายการคิดคำนวณของบริษัท ภ. ตามเอกสารหมาย จ.27 เป็นหลักฐานสำคัญ นั้น เอกสารดังกล่าวเป็นรายการค่าวัสดุ ค่ารื้อถอนและติดตั้งกระจกทั้งในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางและทรัพย์ส่วนบุคคล ไม่อาจแยกแยะได้อย่างแจ้งชัดว่ารายการใดเป็นพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางหรือทรัพย์ส่วนบุคคล และจำนวนหน่วยการนับของกระจกที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางถูกต้องครบถ้วนตามแบบแปลนการก่อสร้างอาคารที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ได้ แต่เพื่อให้การบังคับคดีประเภทหนี้กระทำการในคดีผู้บริโภคมีประสิทธิภาพอย่างเหมาะสม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 เห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา หากจำเลยไม่ดำเนินการหรือไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 100,000 บาท จนกว่าจำเลยจะดำเนินการแล้วเสร็จให้แก่โจทก์ร่วม ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหรือไม่ เพียงใด จำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์ของจำเลยไม่เข้าเหตุตามกฎหมายที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษถึง 10,000,000 บาท ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยก่อสร้างอาคารชุดชำรุดบกพร่องและใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐานหลายรายการ พื้นที่ช่องจอดรถขนาดไม่ได้มาตรฐานและขาดจำนวน ไม่ถูกต้องตามแบบแปลนการก่อสร้างอาคารชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่จัดทำพื้นที่สีเขียวและเครื่องหมายจราจรให้ครบถ้วน นอกจากข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วยังปรากฏอีกว่า ขนาดความหนาของกระจกที่ติดตั้งในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดไม่เป็นไปตามแบบแปลนและรายการตามที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้ขาดความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และเจ้าของห้องชุดอื่นได้รับความเสียหายไม่สามารถพักอาศัยอยู่ได้โดยปกติสุข อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนั้นชอบแล้ว อย่างไรก็ตาม ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยมีความพยายามที่จะบรรเทาและเยียวยาความเสียหาย โดยจำเลยนำเงิน 9,816,063.39 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางตามคำฟ้องข้อ 6.2 และเงิน 40,000 บาท ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และโจทก์ร่วมเรียกร้องให้จำเลยเปลี่ยนโต๊ะอ่านหนังสือในห้องสมุดตามคำฟ้องข้อ 6.4 มาวางศาลตามที่ทั้งสองฝ่ายเคยเจรจาตกลงกัน และโจทก์ร่วมได้รับเงินค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวไปแล้ว อันเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งเจ็ดสิบสี่และเจ้าของห้องชุดอื่นโดยรวม สมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้เหมาะสมแก่รูปคดีโดยให้จำเลยรับผิดเป็นเงิน 5,000,000 บาท ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

เนื่องจากมีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีเสียดอกเบี้ยให้แก่กัน และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยนิติกรรมหรือกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้ดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น ดอกเบี้ยของเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ โดยโจทก์ร่วมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง คือ วันที่ 6 ตุลาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม โดยดอกเบี้ยในส่วนนี้ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อนึ่ง ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยเป็นเงิน 47,519,283.50 บาท ไม่เกินห้าสิบล้านบาท คิดค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในอัตราร้อยละ 2 แต่ไม่เกินสองแสนบาท ตามตาราง 1 (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยชำระค่าขึ้นศาลในส่วนนี้มา 207,371 บาท เกินไป 7,371 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกระจกที่ติดตั้งในพื้นที่ทรัพย์ส่วนกลางทั้งอาคารให้เป็นไปตามแบบแปลนและรายการตามที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา หากพ้นกำหนดแล้วจำเลยไม่ดำเนินการหรือไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 100,000 บาท จนกว่าจำเลยจะดำเนินการแล้วเสร็จ และชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 5,000,000 บาท กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,356,063.39 บาท นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม สำหรับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ คำขออื่นของโจทก์ร่วมให้ยก คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 7,371 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1358
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 33 ม. 35 ม. 36 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ด. กับพวก
โจทก์ร่วม — นิติบุคคลอาคารชุด อ.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยรัตน์ ปิยะพลากร
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2566
#696137
เปิดฉบับเต็ม

การตีความสัญญาต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 คือต้องถือหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายจะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้ นอกจากนี้ การตีความสัญญาเพื่อให้เห็นถึงการแสดงเจตนาของคู่สัญญานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรืออักษรตามมาตรา 171 สัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 กำหนดให้บุคคลฝ่ายโจทก์ผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจากฝ่ายจำเลยไล่เรียงกันไป ก. (โจทก์ในคดีแพ่ง) ท. และโจทก์ ขึ้นอยู่กับการมีชีวิตอยู่ของบุคคลนั้น ๆ ในขณะที่ฝ่ายจำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกพิพาทให้ นอกจากนี้ ข้อ 3 ก็กำหนดให้ฝ่ายจำเลยแบ่งแยกที่ดินอีกแปลงหนึ่งให้แก่ฝ่ายโจทก์ไล่เรียงลำดับกันไปโดยมีเงื่อนไขเดียวกันกับข้อ 2 แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายว่าบุคคลฝ่ายโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 เป็นลำดับไป การตีความข้อความตอนท้ายของสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ที่ว่า "…หากว่าจำเลยที่ 2 (หมายถึงจำเลย) ไม่ไปดำเนินการซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากบุคคลภายนอกและโอนให้แก่โจทก์ภายในกำหนดจำเลยที่ 2 (หมายถึงจำเลย) ยินยอมชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน)" คำว่า "โจทก์" ดังกล่าว จึงต้องแปลความหมายว่าฝ่ายโจทก์ ซึ่งรวมถึงโจทก์ในคดีนี้ด้วยเนื่องจาก ก. และ ท. ได้ถึงแก่ความตายแล้วก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์ 1,000,000 บาท เมื่อจำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (2)

เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ได้ร้องขอต่อศาลให้บังคับคดีตามคำพิพากษาโดยศาลได้ออกหมายบังคับคดี และโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยพบว่าจำเลยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 6329 มีราคาประเมินเพียง 58,800 บาท ไม่เพียงพอที่จะยึดมาชำระหนี้ได้กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จำเลยให้การและส่งบันทึกถ้อยคำว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6329 มีราคาซื้อขายในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 400,000 บาท แต่ไม่ได้ส่งหลักฐานใด ๆ จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว จำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ จึงฟังว่าจำเลยมีหนี้สินพ้นตัวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (1)

แม้จำเลยจะรับราชการตำรวจและเคยเสนอจะโอนที่ดินตีใช้หนี้โจทก์ก็ตาม แต่ที่ดินที่จำเลยเสนอตีโอนใช้หนี้นั้นมีราคาประเมินเพียง 58,800 บาท ประกอบกับจำเลยไม่เคยชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์เลย กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดอุดรธานี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1491/2555 ซึ่งศาลพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 โดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 กำหนดให้จำเลยซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4333 คืนจากนางสาวนารีรัตน์ และโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายแก้ว (โจทก์ในคดีแพ่ง) ภายใน 3 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากนายแก้ว (โจทก์ในคดีแพ่ง) ถึงแก่ความตายก่อนครบกำหนด ให้โอนที่ดินให้แก่นางทองศรี หากนางทองศรีถึงแก่ความตายก่อนครบกำหนด ให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนและโอนให้แก่นายแก้ว (โจทก์ในคดีแพ่ง) ภายในกำหนด จำเลยยอมชำระเงินให้แก่นายแก้ว (โจทก์ในคดีแพ่ง) 1,000,000 บาท แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม จนนายแก้ว (โจทก์ในคดีแพ่ง) และนางทองศรีถึงแก่ความตาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทหรือไม่ เห็นว่า การตีความสัญญาต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 คือ ต้องถือหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายจะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้ นอกจากนี้ การตีความสัญญาเพื่อให้เห็นถึงการแสดงเจตนาของคู่สัญญานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามมาตรา 171 ด้วย เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับความหมายของข้อความในสัญญา ศาลจึงต้องแสวงหาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายโดยค้นหาเอาจากข้อความในสัญญาทั้งฉบับ รวมทั้งพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันหลังจากทำสัญญานั้นด้วย จากข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 กำหนดให้บุคคลฝ่ายโจทก์ผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจากฝ่ายจำเลยไล่เรียงกันไปจากนายแก้ว (โจทก์ในคดีแพ่ง) นางทองศรี และโจทก์ ขึ้นอยู่กับการมีชีวิตอยู่ของบุคคลนั้น ๆ ในขณะที่ฝ่ายจำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้ นอกจากนี้ ข้อ 3 ก็มีการกำหนดให้ฝ่ายจำเลยแบ่งแยกที่ดินอีกแปลงหนึ่งให้แก่ฝ่ายโจทก์ไล่เรียงลำดับกันไปโดยมีเงื่อนไขเดียวกันกับข้อ 2 แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายว่าบุคคลฝ่ายโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 เป็นลำดับไป ประกอบกับในชั้นยื่นคำให้การและชั้นพิจารณา จำเลยไม่เคยโต้แย้งว่าจำเลยไม่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ ทั้งจำเลยยังเสนอที่จะประนอมหนี้กับโจทก์มาโดยตลอด โดยจำเลยเสนอที่จะโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6329 เพื่อตีใช้หนี้โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าตนเป็นหนี้โจทก์เพียง 142,857.143 บาท ตามที่ฎีกาจริง ที่ผ่านมา จำเลยก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องนำทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกว่าจำนวนหนี้ถึงกว่าสองเท่าไปตีใช้หนี้โจทก์ ข้อต่อสู้ของจำเลยในประเด็นนี้มีเพียงการโต้แย้งเรื่องโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 1,000,000 บาท เท่านั้น ดังนั้น การตีความข้อความตอนท้ายของสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ที่ว่า "...หากว่าจำเลยที่ 2 (หมายถึงจำเลย) ไม่ไปดำเนินการซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากบุคคลภายนอกและโอนให้แก่โจทก์ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 (หมายถึงจำเลย) ยินยอมชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน)" คำว่า "โจทก์" ดังกล่าว จึงต้องแปลความหมายว่า ฝ่ายโจทก์ ซึ่งรวมถึงโจทก์ในคดีนี้ด้วยเนื่องจากนายแก้วและนางทองศรีได้ถึงแก่ความตายแล้วก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์ 1,000,000 บาท เมื่อจำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (2) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ได้ร้องขอต่อศาลให้บังคับคดีตามคำพิพากษาโดยศาลได้ออกหมายบังคับคดีจำเลย และโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยพบว่าจำเลยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 6329 มีราคาประเมินเพียง 58,800 บาท ไม่เพียงพอที่จะยึดมาชำระหนี้ได้ กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จำเลยให้การและส่งบันทึกถ้อยคำว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6329 มีราคาซื้อขายในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 400,000 บาท แต่ไม่ได้ส่งหลักฐานใด ๆ ประกอบการยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวมีราคาตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และจำเลยไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นใดอีกหรือไม่ นอกจากนี้ ยังได้ความจากที่จำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยเป็นหนี้สหกรณ์ตำรวจประมาณ 400,000 ถึง 500,000 บาท เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว จำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ จึงฟังว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 9 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2555 ภายในระยะเวลาที่กำหนด แม้จำเลยจะรับราชการตำรวจและเคยเสนอจะโอนที่ดินตีใช้หนี้โจทก์ก็ตาม แต่ที่ดินที่จำเลยเสนอตีโอนใช้หนี้นั้นมีราคาประเมินเพียง 58,800 บาท ประกอบกับจำเลยไม่เคยชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์เลย กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5) ม. 9 (1) ม. 9 (2) ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — จ่าสิบตำรวจหรือสิบตำรวจตรีหรือดาบตำรวจ ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสุรัชฎ์ เตชัสวงศ์
- นายวิเชียร วชิรประทีป
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3402/2566
#697166
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1754 การฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวด้วยทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกัน มีอายุความ 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เว้นแต่กรณีตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ที่ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งระหว่างทายาท คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ที่ 4 และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงต้องรับฟังว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เป็นทรัพย์มรดกของ ผ. ที่ยังมิได้แบ่งปันระหว่างทายาท โจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทผู้ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปัน ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้แม้จะเกิน 10 ปี นับแต่ ผ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทั้งมีผลถึงโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นคู่ความร่วม โจทก์ทั้งห้าจึงสามารถฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทได้ แม้จะเกิน 10 ปี นับแต่ ผ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ทั้งห้าสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 จึงไม่ขาดอายุความ

ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 เป็นที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6278 ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวด้วย ซึ่งจะทำให้โจทก์ทั้งห้าสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 การที่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของ ผ. ฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน จึงต้องดำเนินคดีภายใน 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อ ผ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเกินกว่า 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีโจทก์ทั้งห้าสำหรับการฟ้องขอแบ่งมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 จึงขาดอายุความ ทั้งกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ผ. แล้วหรือไม่ เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิในทรัพย์มรดกของ ผ. 2 ใน 3 ส่วน ซึ่งเกินกว่าที่โจทก์ทั้งห้าขอมาเพียงกึ่งหนึ่งนั้นเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือไม่ แม้ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอีก เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลย แม้จะอ้างว่าทรัพย์มรดกมีเพียงครึ่งหนึ่ง แต่ทางพิจารณาได้ความว่า ทรัพย์มรดกมีจำนวน 2 ใน 3 ส่วน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทรัพย์มรดกมี 2 ใน 3 ส่วน แล้วแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทตามสิทธิที่มีอยู่นั้น จึงหาเกินคำขอไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าลงในโฉนดที่ดินเลขที่ 2508 และโฉนดที่ดินเลขที่ 245037 ให้โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนละเท่ากัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโจทก์ทั้งห้าและจำเลยตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งห้าจำนวน 5 ใน 6 ส่วนของเงินที่ได้รับ หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ใช้ราคาทรัพย์สินแทนเป็นเงิน 50,390,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และโฉนดเลขที่ 245037 ให้แก่โจทก์ทั้งห้าคนละสองในยี่สิบเจ็ดส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และโฉนดเลขที่ 245037 ดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งแก่โจทก์ทั้งห้าคนละ 2 ใน 27 ส่วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า นายผิว กับนางหอม อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ใช้บังคับ มีบุตรด้วยกัน 8 คน คือ นายทองสุข โจทก์ที่ 2 นางพรพรรณ โจทก์ที่ 3 นายเกษม โจทก์ที่ 4 โจทก์ที่ 5 และจำเลย นายทองสุขถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2535 นายทองสุขจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2503 ครั้นวันที่ 23 กันยายน 2509 นางหอมซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 จากนายเยื้อนและนายสุวรรณ ต่อมานายผิวกับนางหอมปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขที่ 4, 4/1 และ 4/2 ลงบนที่ดินแปลงนี้ โดยมีนายผิว นางหอม โจทก์ที่ 4 จำเลย และนายธัญญาพงษ์ ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่ 2 พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 4 โจทก์ที่ 2 พักอาศัยในบ้านเลขที่ 4/1 โจทก์ที่ 5 พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 4/2 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2536 นางหอมจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินในนามเดิมออกไป 2 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา เป็นโฉนดเลขที่ 237128 และขายที่ดินโฉนดแปลงนี้ดังกล่าวให้แก่บริษัท ร. คงเหลือเนื้อที่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 จำนวน 1 ไร่ 3 งาน 77 ตารางวา อันเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2538 นางหอมจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นจำเลย ส่วนที่ดินแปลงที่ 2 โฉนดเลขที่ 6278 เนื้อที่ 13 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา มีชื่อนายทองสุข โจทก์ที่ 2 และที่ 3 นางสาวรำพรรณ และนายเกษม รวม 5 คน เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2503 นายผิวยื่นคำขอใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทำนิติกรรมแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 3 และนายเกษมออกมารวมจำนวนเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา ส่วนที่เหลือเนื้อที่ 8 ไร่ คงมีชื่อนายทองสุข โจทก์ที่ 2 และนางสาวรำพรรณถือกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาที่ดินในส่วนของโจทก์ที่ 3 และนายเกษม ในวันที่ 13 มกราคม 2504 นายผิวยื่นคำขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม เพราะนายผิวกำลังเดือดร้อนเรื่องการเงินเพื่อจะนำไปชำระหนี้สิน และวันที่ 12 พฤษภาคม 2504 นายผิวจัดการจดทะเบียนแบ่งขายที่ดินแทนโจทก์ที่ 3 และนายเกษมให้แก่ผู้อื่น และในวันดังกล่าวโจทก์ที่ 3 ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่นางศรีนวล คงเหลือเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา มีชื่อนายเกษมถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2518 นายเกษมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวในส่วนที่เหลือให้แก่นางหอม ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2540 นางหอมใส่ชื่อเด็กชายยุทธการและเด็กชายชาญรบ ซึ่งเป็นบุตรของนายเกษมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2541 นางหอมจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6278 เฉพาะส่วนของนางหอมพร้อมตึกแถว 2 ชั้น เลขที่ 39/62, 39/63, 39/64, 39/65, 39/66 ให้แก่จำเลย หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2544 ที่ดินแปลงดังกล่าวได้ถูกเวนคืนบางส่วนโดยเด็กชายยุทธการและเด็กชายชาญรบได้รับเงินค่าเวนคืนที่ดินไปเรียบร้อยแล้ว และในวันดังกล่าวจำเลยดำเนินการขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 6278 แล้วออกโฉนดใหม่เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 245037 โดยจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ เนื้อที่ 2 ไร่ 28 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 นายผิวถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุหัวใจล้มเหลวเนื่องจากชราภาพ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2538 นางหอมทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 77 ตารางวา ให้แก่จำเลย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2552 นางหอมถึงแก่ความตายด้วยโรคภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ วันที่ 1 เมษายน 2562 จำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 4 และนายธัญญาพงษ์ ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่ 2 ให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 4 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ 784/2562 ของศาลชั้นต้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และเลขที่ 245037 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นสินสมรสระหว่างนายผิวกับนางหอม เมื่อนายผิวถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างนายผิวกับนางหอมย่อมสิ้นสุดลง การแบ่งสินสมรสของนายผิวกับนางหอมซึ่งสมรสกันก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ใช้บังคับ จึงต้องแบ่งกันตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 โดยฝ่ายชายมีสิทธิในสินสมรสได้ 2 ใน 3 ส่วน ฝ่ายหญิงได้ 1 ใน 3 ส่วน ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และเลขที่ 245037 จำนวน 2 ใน 3 ส่วน จึงเป็นทรัพย์มรดกของนายผิว ซึ่งต้องแบ่งปันกันระหว่างทายาทโดยธรรมซึ่งได้แก่ นายทองสุข โจทก์ที่ 2 นางพรพรรณ โจทก์ที่ 3 นายเกษม โจทก์ที่ 4 โจทก์ที่ 5 จำเลย และนางหอมคู่สมรสซึ่งมีสิทธิได้ส่วนแบ่งมรดกเสมือนทายาทชั้นบุตร ส่วนที่เหลือ 1 ใน 3 ส่วน เป็นกรรมสิทธิ์ของนางหอม และนางหอมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินส่วนที่ตนมีสิทธิได้รับมรดกของนายผิวและที่ดินในส่วนของตน 1 ใน 3 ส่วน ให้แก่จำเลย คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า ฟ้องโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 การฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวด้วยทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกัน มีอายุความ 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เว้นแต่กรณีตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ที่ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งห้า ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่า ในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 4 กับพวกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งระหว่างทายาท คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ที่ 4 และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงต้องรับฟังว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เป็นทรัพย์มรดกของนายผิวที่ยังมิได้แบ่งปันระหว่างทายาท โจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทผู้ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปัน ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้แม้จะเกิน 10 ปี นับแต่นายผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทั้งมีผลถึงโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นคู่ความร่วม โจทก์ทั้งห้าจึงสามารถฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทได้ แม้จะเกิน 10 ปี นับแต่นายผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ทั้งห้าสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าในส่วนนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 นั้น เป็นที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6278 นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังจากที่นายทองสุข โจทก์ที่ 2 และที่ 3 นางสาวรำพรรณ และนายเกษมแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินกันแล้ว คงเหลือนายเกษมแต่ผู้เดียวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6278 ส่วนเหลือ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2518 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่นายผิวเจ้ามรดกจะถึงแก่ความตายนายเกษมได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6278 ให้แก่นางหอม ซึ่งต่อมานางหอมได้ใส่ชื่อเด็กชายยุทธการและเด็กชายชาญรบถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน และเมื่อมีการเวนคืนที่ดินบางส่วนของที่ดินแปลงดังกล่าว เด็กชายยุทธการและเด็กชายชาญรบเป็นผู้รับเงินค่าเวนคืนที่ดินไป ที่ดินส่วนที่เหลือนางหอมยกให้จำเลย และจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินใหม่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวด้วย ซึ่งจะทำให้โจทก์ทั้งห้าสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 การที่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของนายผิวฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน จึงต้องดำเนินคดีภายใน 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อนายผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเกินกว่า 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีโจทก์ทั้งห้าสำหรับการฟ้องขอแบ่งมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 จึงขาดอายุความ ทั้งกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายผิวแล้วหรือไม่ เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ทั้งห้าในส่วนนี้ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายผิว 2 ใน 3 ส่วน ซึ่งเกินกว่าที่โจทก์ทั้งห้าขอมาเพียงกึ่งหนึ่งนั้นเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือไม่ แม้ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอีก เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลย แม้จะอ้างว่าทรัพย์มรดกมีเพียงครึ่งหนึ่ง แต่ทางพิจารณาได้ความว่า ทรัพย์มรดกมีจำนวน 2 ใน 3 ส่วน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทรัพย์มรดกมี 2 ใน 3 ส่วน แล้วแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทตามสิทธิที่มีอยู่นั้น จึงหาเกินคำขอไม่ อุทธรณ์ของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ให้แก่โจทก์ทั้งห้าคนละ 2 ใน 27 ส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนได้ให้ประมูลราคากันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งแก่โจทก์ทั้งห้าคนละ 2 ใน 27 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 วรรคหนึ่ง ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 225 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมเกียรติ เกียรติศักดาชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
อนันต์ คงบริรักษ์
ปิยนุช จรูญรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3395/2566
#695188
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 กฎหมายดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจพิเศษในการสั่งลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดร้องขอหรือเป็นโจทก์ฟ้อง ส่วนความผิดของจำเลยคดีนี้เป็นเรื่องปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษจำคุกจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ย่อมไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 267, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม), 267 (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 265 (เดิม) และประกอบมาตรา 267 (เดิม), 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 4 กระทง แต่ละกระทงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83 ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 16 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นภริยาของนายชัยสิทธิ์ บ้านของจำเลยอยู่ใกล้บ้านของนางกรณิศ ผู้เสียหาย จำเลย นายชัยสิทธิ์ และผู้เสียหายรู้จักกันมาตั้งแต่ต้นปี 2554 ช่วงแรกนายชัยสิทธิ์มายืมสลากออมสินและโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไปใช้เป็นหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลชั้นต้นโดยให้ผลตอบแทนเป็นเงินประมาณปี 2556 ถึง 2557 ผู้เสียหายขึ้นทะเบียนเจ้าของหลักทรัพย์ไว้ที่ศาลชั้นต้น หากผู้เสียหายไม่สามารถมาศาลได้ก็จะมอบอำนาจให้นายชัยสิทธิ์นำหลักทรัพย์มายื่นประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยแทน โดยนายชัยสิทธิ์หรือจำเลยจะเป็นผู้นำเอกสารเกี่ยวกับการขอปล่อยชั่วคราวไปให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อที่บ้าน ต่อมาธนาคารออมสินมีหนังสือแจ้งให้ผู้เสียหายส่งเงินตามสลากออมสินไปให้ศาล ผู้เสียหายพยายามติดต่อนายชัยสิทธิ์และจำเลยแต่ติดต่อไม่ได้ ผู้เสียหายจึงได้ไปตรวจสอบที่ศาลพบว่ามีการนำสลากออมสินของผู้เสียหายไปใช้เป็นหลักประกันนายเจริญชัย ผู้ต้องหา แล้วผู้ต้องหาหลบหนีเป็นการผิดสัญญาประกันต้องชำระค่าปรับ 360,000 บาท นอกจากนี้ยังมีการนำหลักประกันของผู้เสียหายไปใช้ประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยอื่นอีกหลายราย ได้แก่ นายกฤษณะพงศ์จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5001/2559 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2559 นายไพบูลย์ ผู้ต้องหาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฝ.2120/2559 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2559 และนายเจริญชัย ผู้ต้องหาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฝ.2741/2559 เมื่อวันที่ 20 และ 26 ธันวาคม 2559

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 กฎหมายดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจพิเศษในการสั่งลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องมีผู้ใดร้องขอหรือเป็นโจทก์ฟ้อง ส่วนความผิดของจำเลยคดีนี้เป็นเรื่องปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษจำคุกจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ดังที่จำเลยฎีกา โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นการฟ้องซ้ำ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เมื่อผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่ามิได้มอบอำนาจให้จำเลยและนายชัยสิทธิ์นำสลากออมสินของผู้เสียหายไปเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหาและจำเลยทุกรายตามฟ้อง ประกอบกับภาพถ่ายด้านหลังสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอประกันที่ยื่นประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลยและผู้ต้องหาก็เป็นภาพถ่ายด้านหลังบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยซึ่งเป็นข้อพิรุธทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน ทุกครั้งที่นายชัยสิทธิ์และจำเลยมายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายพิเชษฐ์และนางพัชรินทร์ก็ไม่เคยพบเห็นผู้เสียหายมาศาลเลย ทั้งผู้เสียหาย นายพิเชษฐ์ และนางพัชรินทร์ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเพียงแต่นำหนังสือรับรองและสลากออมสินไปให้แก่นายชัยสิทธิ์ตามที่ผู้เสียหายมอบหมายเท่านั้น การที่นายชัยสิทธิ์ได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายให้ลงลายมือชื่อแทนเป็นเรื่องระหว่างนายชัยสิทธิ์กับผู้เสียหาย จำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยนั้น จำเลยมีเพียงตัวจำเลยเบิกความลอย ๆ ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์ตามที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวอรนภา เรืองกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3374/2566
#693463
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีและมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณานั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องและมีผลให้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตามคดีนี้เป็นชั้นขอให้กำหนดโทษใหม่ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดโดยจำเลยกำลังรับโทษอยู่ แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วถือว่าสำนวนความตามคำร้องของจำเลยปรากฏแก่ศาลฎีกาตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังหรือไม่โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่โดยให้ผู้พิพากษาครบองค์คณะและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยมีความผิดตาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 6 ปี ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 12 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 12 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับรถของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งว่า กำหนดโทษตามคำพิพากษาอยู่ในระวางโทษตามบทบัญญัติกฎหมายที่แก้ไขใหม่ โทษตามคำพิพากษาจึงไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีไม่อยู่ในเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ได้ จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง และเพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอ้างว่ามีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 และประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับแล้ว ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีการแก้ไขฐานความผิดและบทกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเปลี่ยนแปลงไป อันมีผลต่อคำพิพากษาและการลงโทษจำเลยโดยอาจทำให้จำเลยได้รับการลดโทษ ลดอัตราส่วนโทษจำคุก และโทษปรับ หรือได้รับการปล่อยตัว จำเลยมีความประสงค์จะได้รับประโยชน์จากประมวลกฎหมายยาเสพติดเนื่องจากเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า กรณีมีเหตุกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดที่บัญญัติในภายหลังซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งยกคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ของจำเลยโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องและมีผลให้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม คดีนี้เป็นชั้นขอให้กำหนดโทษใหม่ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด โดยจำเลยกำลังรับโทษอยู่ แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยข้างต้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วถือว่าสำนวนความตามคำร้องของจำเลยปรากฏแก่ศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังหรือไม่ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอกำหนดโทษใหม่โดยให้ผู้พิพากษาครบองค์คณะและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่อีก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้ว ดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง...ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ดังนี้ คำว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดดังกล่าวมานั้น หมายถึง กฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดหรือบัญญัติถึงกำหนดโทษหรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ซึ่งคดีนี้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิดอีก หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยผู้กระทำความผิดและมีผลที่จะทำให้จำเลยได้รับโทษน้อยลง ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยได้ภายในเงื่อนไขของมาตรา 3 นั้น การปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 นิยามคำว่า จำหน่าย ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งความผิดของจำเลยต้องด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง โดยประมวลกฎหมายยาเสพติดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม ส่วนบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเป็นโทษหลายสถานให้ศาลเลือกใช้ดุลพินิจลงแก่จำเลยได้ แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท โดยไม่มีโทษขั้นต่ำ ดังนั้น กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมีทั้งส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนการปรับบทลงโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนนั้น ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประมวลกฎหมายยาเสพติดบัญญัติไว้ในมาตรา 104 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดเช่นเดิม สำหรับความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนนั้น พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 7 กำหนดโทษบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่อ้างถึงบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นอ้างถึงบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายยาเสพติดในมาตราที่มีนัยเช่นเดียวกัน เมื่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง อ้างถึงพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 จึงถือว่าอ้างถึงประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งเป็นบทกำหนดความผิดเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดให้โทษในการเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนจึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ซึ่งหมายความรวมถึงประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ด้วย ดังนี้ เมื่อโทษจำคุกในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนที่กำหนดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่หนักกว่าโทษจำคุกที่กำหนดตามพระราชบัญญัติที่บัญญัติในภายหลัง กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษความผิดฐานดังกล่าวให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ส่วนการเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิดอีกนั้น บทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังไม่มีบทบัญญัติให้เพิ่มโทษ ดังนี้ ศาลจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่ถูกยกเลิกไปแล้วและกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดได้ การเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งจึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) อย่างไรก็ตาม เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 บัญญัติว่า บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญาให้นำไปใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ดังนั้น แม้กฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นกฎหมายอื่นที่ไม่ใช่กฎหมายในประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องเพิ่มโทษเพราะกระทำผิดอีกไว้ ก็มิได้หมายความว่าศาลไม่อาจเพิ่มโทษตามบทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา เมื่อจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกโดยไม่เข็ดหลาบและโจทก์ได้ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มาตรา 97 ไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์จะขอเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบและได้กล่าวในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แล้วด้วย ศาลย่อมมีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ที่เป็นบททั่วไปได้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้กำหนดโทษ การเพิ่มโทษจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) โดยเพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 10 เดือน 20 วัน เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน รวมจำคุก 2 ปี 13 เดือน 10 วัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24 (2) ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายศรายุธ การะเกตุ
ศาลอุทธรณ์ — นางจริยา ไทพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3365/2566
#696134
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์ให้บริการจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก ซึ่งตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 46 บัญญัติว่า เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้สหกรณ์มีอำนาจกระทำการดังต่อไปนี้... (6) .. ให้เช่า ให้เช่าซื้อ (7) จัดให้ได้มา ซื้อ... เช่าซื้อ... (9) ดำเนินกิจการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับ หรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ การที่โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 38760 เนื้อที่ 36 ไร่ 54 ตารางวา มาดำเนินการแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อยจำหน่ายให้แก่สมาชิกสหกรณ์รวมทั้งจำเลยในรูปแบบการทำสัญญาเช่าซื้อโดยโจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อเป็นประโยชน์ตอบแทน จึงต้องด้วยนิยามศัพท์ จัดสรรที่ดิน ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า การจัดสรรที่ดิน หมายถึง การจำหน่ายที่ดินที่ได้แบ่งเป็นแปลงย่อยรวมกันตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจากที่ดินแปลงเดียวหรือแบ่งแยกจากที่ดินหลายแปลงที่มีพื้นที่ติดต่อกัน โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทน และต้องอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดทำการจัดสรรที่ดิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ... เพราะโจทก์มิได้อยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 5 (2) ที่บัญญัติว่า การจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอื่น เนื่องจากกรณีของโจทก์ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดรองรับ ควบคุมดูแลการดำเนินการให้ได้มาตรฐานที่ดีเป็นการเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดี แม้โจทก์จะไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยผู้เช่าซื้อต่างก็ไม่ทราบว่ากรณีของโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อน วัตถุประสงค์แห่งสัญญาจึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน และโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ชอบที่จะริบบรรดาค่าเช่าซื้อที่จำเลยได้ชำระมาแล้วและกลับเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 574 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 289/229 และส่งมอบคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยปราศจากความชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 197,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์และสหกรณ์ออมทรัพย์ ม. ร่วมกันหรือแทนกันรับเงินจากจำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้ ค่าที่ดินที่เช่าซื้อ กับออกหนังสือให้จำเลยเพื่อใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ หรือให้ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงิน 110,372 บาท แก่จำเลยและชำระค่าเสียหายที่จำเลย ต่อเติมบ้าน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 260,372 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกสหกรณ์ออมทรัพย์ ม. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่มีคำขอบังคับเอาแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ ม.

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นายเรืองศิลป์ ประธานกรรมการ มีอำนาจ ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ และดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่าโจทก์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่บุคคลอื่น จำเลยอ้างว่าไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพราะโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จำเลยต่อเติมบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 289/229 โดยให้ส่งมอบสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยปราศจากความชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิ ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 120,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสิ่งปลูกสร้าง ให้ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแต่ไม่เกิน 12 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งและนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ประเภทสหกรณ์บริการ มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก มีนายเรืองศิลป์ เป็นประธานกรรมการ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไปและมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 38760 เนื้อที่ 28 ตารางวา จากโจทก์เป็นเงิน 570,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายเดือน เดือนละ 2,380 บาท รวม 240 งวด ทุกวันที่ 1 ของเดือน เริ่มชำระตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 เป็นต้นไป หลังจากทำสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงิน 110,372 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2557 จำนวน 22,860 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีกเลย โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประเด็นแรกว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลจะหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) หรือไม่ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาล หากศาลเห็นไม่สมควรจะไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก็ได้ เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ในศาลชั้นต้นแต่เพียงว่า หนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีระเบียบหรือข้อบังคับให้ประธานกรรมการสหกรณ์แต่ผู้เดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญเป็นผู้แทนในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกหรือกระทำการแทนโจทก์ โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในศาลชั้นต้นในประเด็นตามที่จำเลยฎีกาโจทก์ย่อมไม่มีโอกาสที่จะนำพยานหลักฐานเข้านำสืบให้เห็นว่าในขณะทำสัญญาเช่าซื้อนายจีระศักดิ์เป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ อันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยตกเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 5 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (1) การจัดสรรที่ดินของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย (2) การจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอื่น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ประเภทสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์ให้บริการจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก ซึ่งตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 46 บัญญัติว่า เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้สหกรณ์มีอำนาจกระทำการ ดังต่อไปนี้... (6) ให้กู้ ให้สินเชื่อ ให้ยืม ให้เช่า ให้เช่าซื้อ โอน รับจำนองหรือรับจำนำ ซึ่งทรัพย์สินแก่สมาชิกหรือของสมาชิก (7) จัดให้ได้มา ซื้อ ถือกรรมสิทธิ์หรือทรัพยสิทธิครอบครอง กู้ ยืม เช่า เช่าซื้อ รับโอนสิทธิการเช่าหรือสิทธิการเช่าซื้อ จำนอง จำนำ ขายหรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่นใดซึ่งทรัพย์สิน... (9) ดำเนินกิจการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับ หรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ ซึ่งเมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นวัตถุประสงค์โดยทั่วไปโดยพระราชบัญญัติสหกรณ์ดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์หรือมีบทบัญญัติกฎหมายที่กำหนดรองรับให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่ทำการจัดสรรที่ดินไว้โดยเฉพาะ การที่โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 38760 เนื้อที่ 36 ไร่ 54 ตารางวา มาดำเนินการแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อยจำหน่ายให้แก่สมาชิกสหกรณ์รวมทั้งจำเลยในรูปแบบการทำสัญญาเช่าซื้อโดยโจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อเป็นประโยชน์ตอบแทน จึงต้องด้วยนิยามศัพท์ จัดสรรที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า การจัดสรรที่ดิน หมายถึง การจำหน่ายที่ดินที่ได้แบ่งเป็นแปลงย่อยรวมกันตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจากที่ดินแปลงเดียวหรือแบ่งจากที่ดินหลายแปลงที่มีพื้นที่ติดต่อกัน โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทน...จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มิได้ตกอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 5 (2) หรือได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเนื่องจากกรณีของโจทก์ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดรองรับให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่จัดสรรที่ดินตามกฎหมายเฉพาะ หรือการจัดสรรที่ดินของโจทก์ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอื่น ซึ่งตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะยกเว้นมิให้นำกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาใช้บังคับเป็นการซ้ำซ้อนกับการดำเนินการจัดสรรที่ดินที่อาศัยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะหรือได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายอื่น ซึ่งมีการควบคุมดูแลการดำเนินการให้ได้มาตรฐานที่ดีโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายและพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นอยู่แล้ว เมื่อโจทก์นำที่ดินออกจัดสรรแบ่งขายให้สมาชิกรวมทั้งจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสรร ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดทำการจัดสรรที่ดิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ การจัดสรรที่ดินของโจทก์จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดี แม้โจทก์จะไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่ก็เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีผลทำให้การแบ่งแยกจัดสรรที่ดินดังกล่าวออกจำหน่ายไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดิน ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยผู้เช่าซื้อต่างก็ไม่ทราบว่ากรณีของโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อน และกฎหมายก็ไม่ได้มีข้อห้ามโดยชัดแจ้งว่าหากไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรแล้ว จะไม่สามารถขออนุญาตจัดสรรภายหลังได้ การที่โจทก์ไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนหรือต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 ดังกล่าวนั้น จึงหาทำให้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยตกเป็นโมฆะไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประเด็นต่อไปมีว่า จำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ เห็นว่า จากข้อกฎหมายดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงขณะทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์และจำเลยต่างไม่ทราบว่าโจทก์อยู่ในบังคับที่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 5 (2) วัตถุประสงค์แห่งสัญญาจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังนั้น หากจำเลยชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลาโดยครบถ้วน โจทก์ย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะผู้ให้เช่าซื้อโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยโดยปลอดจำนองตามสัญญา จำเลยไม่อาจยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นปฏิเสธไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยยอมรับมาในฎีกาว่า จำเลยชำระค่าเช่าซื้อครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2557 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง เมื่อการชำระค่าเช่าซื้อกำหนดชำระทุกวันที่ 1 ของเดือน อันเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อตลอดมาเป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประเด็นสุดท้ายมีว่า โจทก์ต้องรับผิดตามฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังได้วินิจฉัยมาแล้วฟังได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ชอบที่จะริบบรรดาค่าเช่าซื้อที่จำเลยได้ชำระจำนวนดังกล่าวมาแล้วและกลับเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีหน้าที่คืนเงินค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่จำเลยต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จึงเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 120,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากทรัพย์ที่เช่าซื้อ ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 572 ม. 574
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 5 ม. 21
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 46 (6) ม. 46 (7) ม. 46 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์เคหะสถาน ม.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวธนิตา ณ น่าน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุพาทน์ สุชาตานนท์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3364/2566
#696133
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์ให้บริการจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก ซึ่งตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 46 บัญญัติว่า เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้สหกรณ์มีอำนาจกระทำการดังต่อไปนี้...(6) ให้เช่า ให้เช่าซื้อ (7) จัดให้ได้มา ซื้อ เช่าซื้อ (9) ดำเนินกิจการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับ หรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ การที่โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 38760 เนื้อที่ 36 ไร่ 54 ตารางวา มาดำเนินการแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อยจำหน่ายให้แก่สมาชิกสหกรณ์รวมทั้งจำเลยในรูปแบบการทำสัญญาเช่าซื้อโดยโจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อเป็นประโยชน์ตอบแทน จึงต้องด้วยนิยามศัพท์ จัดสรรที่ดิน ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า การจัดสรรที่ดิน หมายถึง การจำหน่ายที่ดินที่ได้แบ่งเป็นแปลงย่อยรวมกันตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจากที่ดินแปลงเดียวหรือแบ่งจากที่ดินหลายแปลงที่มีพื้นที่ติดต่อกัน โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทน และต้องอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดทำการจัดสรรที่ดิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ เพราะโจทก์มิได้อยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 5 (2) ที่บัญญัติว่า การจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอื่น เนื่องจากกรณีของโจทก์ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดรับรอง ควบคุมดูแลการดำเนินการให้ได้มาตรฐานที่ดีเป็นการเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดี แม้โจทก์จะไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยผู้เช่าซื้อต่างก็ไม่ทราบว่ากรณีของโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อน วัตถุประสงค์แห่งสัญญาจึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน และโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ชอบที่จะริบบรรดาค่าเช่าซื้อที่จำเลยได้ชำระมาแล้ว และกลับเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 574 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 289/230 และส่งมอบคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยปราศจากความชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 197,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์และสหกรณ์ออมทรัพย์ ม. ร่วมกันหรือแทนกันรับเงินจากจำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าที่ดินที่เช่าซื้อ กับออกหนังสือให้จำเลยเพื่อใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ หรือให้ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงิน 110,372 บาท แก่จำเลยและชำระค่าเสียหายที่จำเลยต่อเติมบ้าน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 260,372 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกสหกรณ์ออมทรัพย์ ม. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่มีคำขอบังคับเอาแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ ม.

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 289/230 โดยให้ส่งมอบสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยปราศจากความชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิ ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 120,940 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสิ่งปลูกสร้าง ให้ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแต่ไม่เกิน 12 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งและนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ประเภทสหกรณ์บริการ มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก มีนายเรืองศิลป์ เป็นประธานกรรมการ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไปและมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 38760 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองระเวียง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 28 ตารางวา จากโจทก์เป็นเงิน 570,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายเดือน เดือนละ 2,380 บาท รวม 240 งวด ทุกวันที่ 1 ของเดือนเริ่มชำระตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 เป็นต้นไป หลังจากทำสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงิน 110,372 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2557 จำนวน 22,860 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีกเลยโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประเด็นแรกว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อโดยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ขณะทำสัญญาเช่าซื้อนายจีระศักดิ์ ไม่ได้เป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เท่ากับโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเช่าซื้อจึงไม่เป็นไปตามแบบดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 152 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยย่อมเป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า การที่ศาลจะหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) หรือไม่ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาล หากศาลเห็นไม่สมควรจะไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก็ได้ เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ในศาลชั้นต้นแต่เพียงว่า หนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีระเบียบหรือข้อบังคับให้ประธานกรรมการสหกรณ์แต่ผู้เดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญเป็นผู้แทนในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกหรือกระทำการแทนโจทก์ โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในศาลชั้นต้นในประเด็นตามที่จำเลยฎีกาโจทก์ย่อมไม่มีโอกาสที่จะนำพยานหลักฐานเข้านำสืบให้เห็นว่าในขณะทำสัญญาเช่าซื้อนายจีระศักดิ์เป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ อันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยตกเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนครราชสีมา จึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 5 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (1) การจัดสรรที่ดินของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย (2) การจัดสรรที่ดินได้รับอนุญาตตามกฎหมายอื่น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์ให้บริการจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก ซึ่งตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 46 บัญญัติว่า เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้สหกรณ์มีอำนาจกระทำการ ดังต่อไปนี้... (6) ให้กู้ ให้สินเชื่อ ให้ยืม ให้เช่า ให้เช่าซื้อ โอน รับจำนองหรือรับจำนำ ซึ่งทรัพย์สินแก่สมาชิกหรือของสมาชิก (7) จัดให้ได้มา ซื้อ ถือกรรมสิทธิ์หรือทรัพยสิทธิครอบครอง กู้ ยืม เช่า เช่าซื้อ รับโอนสิทธิการเช่าหรือสิทธิการเช่าซื้อ จำนองหรือจำนำ ขายหรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่นใดซึ่งทรัพย์สิน...(9) ดำเนินกิจการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับ หรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ ซึ่งเมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นวัตถุประสงค์โดยทั่วไปโดยพระราชบัญญัติสหกรณ์ดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์หรือมีบทบัญญัติกฎหมายที่กำหนดรองรับให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่ทำการจัดสรรที่ดินไว้โดยเฉพาะ การที่โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 38760 ตำบลหนองระเวียง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 36 ไร่ 54 ตารางวา มาดำเนินการแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อยจำหน่ายให้แก่สมาชิกสหกรณ์รวมทั้งจำเลยในรูปแบบการทำสัญญาเช่าซื้อโดยโจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อเป็นประโยชน์ตอบแทน จึงต้องด้วยนิยามศัพท์ จัดสรรที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า การจัดสรรที่ดิน หมายถึง การจำหน่ายที่ดินที่ได้แบ่งเป็นแปลงย่อยรวมกันตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจากที่ดินแปลงเดียวหรือแบ่งจากที่ดินหลายแปลงที่มีพื้นที่ติดต่อกัน โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทน...จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มิได้ตกอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 5 (2) หรือได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเนื่องจากกรณีของโจทก์ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดรองรับให้โจทก์มีอำนาจหน้าที่จัดสรรที่ดินตามกฎหมายเฉพาะ หรือการจัดสรรที่ดินของโจทก์ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอื่น ซึ่งตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะยกเว้นมิให้นำกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาใช้บังคับเป็นการซ้ำซ้อนกับการดำเนินการจัดสรรที่ดินที่อาศัยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะหรือได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายอื่น ซึ่งมีการควบคุมดูแลการดำเนินการให้ได้มาตรฐานที่ดีโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายและพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นอยู่แล้ว เมื่อโจทก์นำที่ดินออกจัดสรรแบ่งขายให้สมาชิกรวมทั้งจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสรร ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดทำการจัดสรรที่ดิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ การจัดสรรที่ดินของโจทก์จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดี แม้โจทก์จะไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่ก็เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีผลทำให้การแบ่งแยกจัดสรรที่ดินดังกล่าวออกจำหน่ายไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและจำเลยผู้เช่าซื้อต่างก็ไม่ทราบว่ากรณีของโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อน และกฎหมายก็ไม่ได้มีข้อห้ามโดยชัดแจ้งว่าหากไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรแล้วจะไม่สามารถขออนุญาตจัดสรรภายหลังได้ การที่โจทก์ไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนหรือต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 21 ดังกล่าวนั้นจึงหาทำให้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยตกเป็นโมฆะไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประเด็นต่อไปมีว่า จำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วน โจทก์ก็ไม่สามารถโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยได้ เพราะโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินตามกฎหมาย การที่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดต่อ ๆ มา จึงหาได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 205 โจทก์จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยหาได้ไม่ นั้น เห็นว่า จากข้อกฎหมายดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงขณะทำสัญญา ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างไม่ทราบว่าโจทก์อยู่ในบังคับที่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 5 (2) วัตถุประสงค์แห่งสัญญาจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังนั้นหากจำเลยชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลาโดยครบถ้วน โจทก์ย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะผู้ให้เช่าซื้อโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยโดยปลอดจำนองตามสัญญา จำเลยไม่อาจยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นปฏิเสธไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยยอมรับมาในฎีกาว่า จำเลยชำระค่าเช่าซื้อครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2547 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง เมื่อการชำระค่าเช่าซื้อกำหนดชำระทุกวันที่ 1 ของเดือน อันเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อตลอดมาเป็นเวลา 3 งวดติดต่อกัน จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ย่อมใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประเด็นสุดท้ายมีว่า โจทก์ต้องรับผิดตามฟ้องแย้งหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องนำเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยชำระมาแล้ว 110,372 บาท คืนให้แก่จำเลย เนื่องจากจำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา นั้น เห็นว่าจากข้อเท็จจริงดังได้วินิจฉัยมาแล้วฟังได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ชอบที่จะริบบรรดาค่าเช่าซื้อที่จำเลยได้ชำระจำนวนดังกล่าวมาแล้วและกลับเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีหน้าที่คืนเงินค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในหนี้เงินได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จแต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 120,940 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากทรัพย์ที่เช่าซื้อ ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 572 ม. 574
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 5 ม. 21
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 46 (6) ม. 46 (7) ม. 46 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ ค.
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวธนิตา ณ น่าน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุพาทน์ สุชาตานนท์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3330/2566
#697543
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 252 กำหนดไว้ว่า ในคดีอาญาทั้งหลายห้ามมิให้ศาลยุติธรรมเรียกค่าธรรมเนียมนอกจากที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ซึ่งบทบัญญัติในหมวดนี้ในส่วนของจำเลยไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องบังคับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อค่าขึ้นศาลเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องเสีย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสามมิได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 342 ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 984/2561 ของศาลชั้นต้น และขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงิน 6,800,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงิน 6,800,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 3 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี ทางนำสืบและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 984/2561 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 6,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องในคดีส่วนแพ่งใหม่ ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งสามไม่ได้ชำระมาจึงไม่จำต้องสั่งคืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเพื่อนกับนาง ฐ. จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 นาย พ. เป็นน้องชายของจำเลยที่ 2 โจทก์รู้จักจำเลยทั้งสามจากการแนะนำของนาง ฐ.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่โจทก์และนาง ฐ. จะร่วมลงทุนเข้าหุ้นในกิจการของโรงเรียนกวดวิชา บ. จำเลยที่ 2 กับนาย พ. น้องชายของจำเลยที่ 2 ร่วมก่อตั้งโรงเรียนกวดวิชา บ. สาขาชลบุรี ตั้งแต่ปี 2558 มีจำเลยที่ 3 เป็นครูสอนมาตั้งแต่ก่อตั้ง ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นครูสอนตั้งแต่ปลายปี 2559 แสดงว่าก่อนที่โจทก์กับนาง ฐ. จะร่วมลงทุนเข้าหุ้น โรงเรียนกวดวิชา บ. ก่อตั้งและดำเนินการสอนมาก่อนหน้านั้นแล้ว อันเป็นการยืนยันว่าโรงเรียนกวดวิชา บ. มีอยู่จริง และเปิดทำการสอนจริง ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2560 นาง ฐ. ร่วมลงทุนเปิดโรงเรียนกวดวิชา บ. ในอำเภอศรีราชา และวันที่ 8 มิถุนายน 2560 นาง ฐ. ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซื้อหุ้นโรงเรียนกวดวิชา บ. สาขาชลบุรี จากจำเลยที่ 2 และประมาณเดือนกรกฎาคม 2560 โจทก์โอนเงิน 6,800,000 บาท เพื่อร่วมลงทุนเข้าบัญชีธนาคารของนาง ฐ. เมื่อนับระยะเวลานับแต่โรงเรียนกวดวิชา บ. ก่อตั้งจนกระทั่งโจทก์กับนาง ฐ. มาร่วมลงทุน โรงเรียนกวดวิชา บ. เปิดดำเนินการมาเป็นเวลา 2 ปี แล้ว การดำเนินการตลอดระยะเวลา 2 ปี มีนักเรียนมากวดวิชาจำนวนมาก ยากที่จำเลยทั้งสามจะสร้างเรื่องมาหลอกลวงโจทก์หากไม่มีการดำเนินการจริง ต่อมานาง ฐ. ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโจทก์แนะนำโจทก์ให้ร่วมลงทุนเข้าหุ้นในกิจการโรงเรียนกวดวิชา บ. เนื่องจากนาง ฐ. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนได้เข้าไปบริหารโรงเรียนกวดวิชา บ. แล้วเห็นว่ามีการเรียนการสอนจริง และมีรายได้เข้ามาจริง และก่อนที่โจทก์ร่วมลงทุน โจทก์ได้ตรวจดูกิจการของโรงเรียนกวดวิชา บ. ด้วยตนเอง โดยการนำรหัสที่ได้รับจากจำเลยที่ 3 ไปเปิดดูการดำเนินการของโรงเรียนแล้ว ทั้งยังได้พูดคุยกับจำเลยที่ 2 ถึงเรื่องร่วมลงทุน เมื่อได้ความว่า โจทก์เป็นนักธุรกิจประกอบกิจการขนส่ง แสดงว่าก่อนที่โจทก์จะตกลงร่วมทุนในกิจการของโรงเรียนกวดวิชา บ. โจทก์ได้ตรวจสอบกิจการของโรงเรียนอย่างรอบคอบ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ ความเสี่ยง ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นอย่างดีแล้ว ก่อนที่โจทก์จะร่วมทุน กรณีจึงน่าเชื่อว่า การที่โจทก์ตกลงลงทุนเข้าหุ้นในกิจการของโรงเรียนกวดวิชา บ. เกิดจากการชักชวนของนาง ฐ. เพื่อนสนิทของโจทก์ เพราะนาง ฐ. ได้ลงทุนเข้าหุ้นก่อนโจทก์ ไม่ได้เกิดจากการหลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์ พ. ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ต่อมาโจทก์และนาง ฐ. เข้ามาช่วยบริหารโรงเรียนกวดวิชา บ. แล้วเห็นว่าการบริหารจัดการโรงเรียนไม่โปร่งใส มีการถอนเงินส่วนกลางไปใช้ส่วนตัว ทั้งโจทก์และนาง ฐ. เห็นว่าทางโรงเรียนกวดวิชา บ. ได้เก็บเงินค่ากวดวิชารายละ 130,000 บาท มีผู้สมัครประมาณ 100 ราย มีรายได้ประมาณ 13,000,000 บาท โดยรับรองผลว่า หากผู้สมัครไม่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียน ช. ได้ทางโรงเรียนกวดวิชา บ. จะคืนเงินให้ผู้สมัคร โจทก์และนาง ฐ. จึงประสงค์ที่จะถอนหุ้น เพราะเกรงว่าจะต้องร่วมรับผิดชอบในการคืนเงินดังกล่าว ฉะนั้น การที่โจทก์ตกลงร่วมลงทุนกับจำเลยทั้งสามเพราะเห็นว่าจำเลยทั้งสามประกอบกิจการในโรงเรียนกวดวิชาจริง และหากร่วมลงทุนด้วยแล้วจะได้รับผลตอบแทนที่ดี โดยมีการวิเคราะห์ถึงข้อมูลต่าง ๆ ก่อนแล้วจึงตัดสินใจเข้าร่วมลงทุน เชื่อว่าโจทก์ตกลงร่วมลงทุนกับจำเลยทั้งสามด้วยความสมัครใจ มิใช่เกิดจากการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยทั้งสามไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามที่ได้รับรองไว้กับโจทก์ก็เป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ซึ่งโจทก์ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นเรื่องหนึ่งต่างหาก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชดใช้เงิน 6,800,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ซึ่งโจทก์ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก และที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่ง แต่จำเลยทั้งสามมิได้วางค่าฤชาธรรมเนียมที่เป็นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 จึงไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่ง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่ง คดีในส่วนแพ่งถือว่าถึงที่สุดแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 252 กำหนดไว้ว่า ในคดีอาญาทั้งหลายห้ามมิให้ศาลยุติธรรมเรียกค่าธรรมเนียมนอกจากที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ซึ่งบทบัญญัติในหมวดนี้ในส่วนของจำเลยมิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องบังคับไปตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น เมื่อค่าขึ้นศาลเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องเสีย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสามมิได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาด้วยตามที่โจทก์ฎีกามาก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ข้ออื่น ๆ ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว บ.
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายศุภวาร วิไลวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ชื่อองค์คณะ
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
วิชัย ช้างหัวหน้า
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3327/2566
#694804
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำเป็นต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นก่อนแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้ว ได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 326 วรรคห้า ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วันนับแต่วันชำระเงิน ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตาม ป.วิ.พ. ดังกล่าวคือภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2563 การที่จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้กับคดีทั้งเจ็ดสำนวนของศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งแปดฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าจ้างและเงินอื่น ๆ แก่โจทก์ทั้งแปด ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างและเงินอื่น ๆ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งแปด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ขอหมายบังคับคดีและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยมีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้องจำนวน 175,010.96 บาท ผู้ร้องส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับแล้วเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ในเงินดังกล่าว

โจทก์ที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ในเงินภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามคำร้อง

โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่งดการบังคับคดีและที่อนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนับแต่อ่านคำสั่งดังกล่าว แล้วให้งดการบังคับคดีไว้ จนกว่าจะมีเหตุให้ดำเนินการต่อไปได้ตามกฎหมาย โดยให้คู่ความแถลงขอยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่เมื่อถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยาน เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละศูนย์ ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 จำเลยมีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 175,010.96 บาท วันที่ 14 มกราคม 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวแก่ผู้ร้อง วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ผู้ร้องนำส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นเช็ค ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คดังกล่าวในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 วันที่ 4 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นคดีนี้ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 192,200,103.90 บาท โดยผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากร รับไว้โดยชอบ จำเลยมีทรัพย์สินเพียงสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคาร รถยนต์ 14 คัน และจำเลยขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยจากผู้ร้องเป็นเงิน 70,000,000 บาทเศษ ซึ่งไม่อาจนับเป็นทรัพย์สินของจำเลย รวมทั้งผู้ร้องมีสิทธิหักกลบลบหนี้ จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ การแก้ไขวันที่ในใบแต่งทนายความของผู้ร้องเป็นการแก้ไขให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้อง เป็นการแต่งตั้งทนายความให้ดำเนินคดีโดยชอบแล้ว ไม่ทำให้การแต่งตั้งทนายความเสียไป ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้ โดยไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นศาลที่พิจารณาคดีแพ่งต้องงดการบังคับคดีไว้ตามมาตรา 90/12 (5) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 การที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกมาตรา 110 วรรคสอง ของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 3 ว่าด้วยผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้วขึ้นประกอบการวินิจฉัยว่า การบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ไม่มีเหตุให้งดการบังคับคดี แล้วดำเนินการไต่สวนคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องจนมีคำสั่งมานั้น เป็นกระบวนการพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายและคดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ที่ 2 อีกต่อไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ไม่งดการบังคับคดีและอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าจะมีเหตุให้ดำเนินการต่อไปได้ตามกฎหมายนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มิได้บัญญัตินิยามความหมายของคำว่า "การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์" ไว้เป็นการเฉพาะ การตีความความหมายของคำดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้ศาลไม่จำเป็นต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีที่การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการนั้น คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีกิจการที่ได้กระทำไปแล้วหากมีกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลาย เนื่องจากผลของการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมไม่อาจกระทบกระเทือนต่อกิจการที่ได้กระทำไปจนเสร็จสิ้นก่อนแล้วเช่นเดียวกัน การที่มาตรา 110 วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีของผลของการล้มละลายเกี่ยวกับกิจการที่ได้กระทำไปแล้ว ได้ให้ความหมายของคำว่า การบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 วรรคห้า ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์ ในกรณีอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเสียก่อนสิ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินตามเช็คที่ผู้ร้องนำส่งตามหนังสือแจ้งอายัดในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าวคือภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2563 การที่จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันชำระเงิน ถือว่าการบังคับคดีได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบว่าได้มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องงดการบังคับคดีไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (5) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลาง โดยเห็นว่าศาลแรงงานกลางไม่งดการบังคับคดีไว้เพราะเห็นว่าการบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์แล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง เป็นกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาขอให้บังคับตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางนั้น คดีนี้โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลาง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ที่ 2 แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวของศาลแรงงานกลางชอบแล้วดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว จึงต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ที่ 2 ต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัย ดังนี้เพื่อความรวดเร็วสมดังเจตนารมณ์ของการพิจารณาคดีแรงงาน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยในส่วนที่โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ว่า หนี้ภาษีอากรค้างที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมีจำนวนเกินหนี้ที่เป็นจริง ผู้ร้องไม่มีหลักฐานมูลหนี้ที่แท้จริงกับจำเลยมายืนยันว่าจำเลยผูกพันเป็นหนี้ตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระค่าภาษีให้แก่ผู้ร้องจริงหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีหลักฐานว่า นางสาวนิภาภรณ์ เป็นผู้รับหนังสือเตือนให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างจริง นางสาวนิภาภรณ์ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่ผู้ร้องอ้างว่าได้นำส่งหนังสือเตือนดังกล่าว จำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นสิทธิในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในดือนกันยายน 2560 ถึงเดือนเมษายน 2562 รวมเป็นเงิน 74,680,632.09 บาท ให้ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้เพียงพอต่อจำนวนหนี้ที่มีกับผู้ร้อง และใบแต่งทนายความของผู้ร้องมีการแก้ไขด้วยน้ำยาลบคำผิดโดยไม่ได้มีการลงชื่อรับรองการแก้ไข จึงต้องถือวันที่ลงในใบแต่งทนายความแต่เดิมคือวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ผู้ร้องจึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ผู้ร้องไม่มีสิทธิในการเข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้อง นั้น ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่รับฟังมาว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรและเงินเพิ่มค้างชำระต่อผู้ร้องเป็นเงิน 192,200,103.90 บาท ผู้ร้องได้นำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังภูมิลำเนาจำเลย โดยมีนางสาวนิภาภรณ์ พนักงานของจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีและภาษีอากร รับไว้โดยชอบ จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ และการแก้ไขใบแต่งทนายความของผู้ร้องให้ตรงกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในวันยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิง ถือได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จึงชอบแล้ว

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 326 วรรคห้า
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (5) ม. 110 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น. กับพวก
ผู้ร้อง — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายมานะ ธรรมชุตินันท์
- นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2566
#696287
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน แต่ยังพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่พิพากษากลับ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นาง ศ.ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอ้างว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ช. และเป็นผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 (เดิม) จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและคำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 แต่ศาลอุทธรณ์มีหนังสือลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 ถึงศาลชั้นต้นขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกไปเป็นวันที่ 26 มกราคม 2565 แต่เมื่อถึงวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2564 ให้คู่ความฟัง แสดงว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จัดทำขึ้น 2 ฉบับ คือ ฉบับแรกลงวันที่ 29 ตุลาคม 2564 กับอีกฉบับหนึ่งที่จัดทำขึ้นภายหลังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับแรก แต่เลือกใช้ฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2564 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2564 แต่มิได้หมายความว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์พร้อมที่จะส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่าน เพราะต้องมีกระบวนการจัดพิมพ์และตรวจสอบความถูกต้องเป็นขั้นตอนเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยสมบูรณ์ก่อนอ่าน จนเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ไม่อาจส่งคำพิพากษาไปให้ศาลชั้นต้นอ่านได้ทันในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 มิได้หมายความว่าศาลอุทธรณ์จัดทำคำพิพากษาขึ้น 2 ฉบับ ดังที่จำเลยเข้าใจ เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เรียบร้อยแล้วเสร็จ และส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังในวันที่ 26 มกราคม 2565 ตามกำหนดนัดใหม่ ถือได้ว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และโจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนในคดีความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำ เป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงการกระทำและเจตนาของจำเลยว่าจำเลยเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในสาระข้อสำคัญแห่งคดีในชั้นสอบสวนว่า วันที่ 26 มิถุนายน 2558 จำเลยขับรถยนต์ออกมาจากสนามกอล์ฟ ล. เวลา 20.49 นาฬิกา ความจริงแล้วจำเลยขับรถยนต์ออกจากสนามกอล์ฟ เวลา 20.11 นาฬิกา เพื่อช่วยเหลือพันตำรวจโท บ. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีดังกล่าว อันถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 แล้ว ส่วนข้ออ้างต่าง ๆ ของจำเลยในฎีกามิใช่องค์ประกอบความผิดอันต้องบรรยายมาในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว หาใช่เป็นฟ้องเคลือบคลุมดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพนักงานสอบสวนเรียกสอบสวนจำเลยในฐานะผู้ต้องหา แต่พนักงานสอบสวนไม่แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยทราบ หรือพนักงานสอบสวนหลอกล่อให้จำเลยกระทำความผิด และจำเลยให้การรับสารภาพโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพราะสำคัญผิด ความจริงจำเลยมิได้มีเจตนากระทำความผิด ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่า ในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังต่อหน้าจำเลยภายหลังจำเลยมีทนายความแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง โดยมิได้หยิบยกข้อเท็จจริงเรื่องการสอบสวนหรือข้อเท็จจริงอื่น ๆ ดังที่อ้างมาในฎีกาขึ้นปฏิเสธความรับผิดแต่อย่างใด ถือว่าจำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ จึงต้องฟังว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา นอกจากเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแล้วยังขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์อยู่เพียงแต่ลงโทษแตกต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นเพียงการพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่พิพากษากลับ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวนิโลบล หิรัญรัศ
ศาลอุทธรณ์ — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
กัมปนาท วงษ์นรา
นพรัตน์ ชลวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3299/2566
#695949
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นอำนาจอิสระของผู้ประเมินแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนอาจรับรู้การปฏิบัติงานของโจทก์แตกต่างกันไป ย่อมทำให้แต่ละคนมีความเห็นแตกต่างกันได้เป็นปกติธรรมดา หาใช่ว่า ว. ต้องประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ในระดับ "ดีเยี่ยม" ตามความเห็นของผู้บังคับบัญชาที่เคยประเมินไว้ในครั้งก่อนหรือตามความเห็นของประธานสหภาพแรงงานไม่ ว. ก็ไม่ได้มีอคติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ การประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์โดย ว. จึงเป็นไปตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 แต่เมื่อการประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าวนำมาใช้กับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนและเลื่อนระดับตำแหน่งด้วย ซึ่งในการพิจารณาขึ้นเงินเดือนนั้น จำเลยมีคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 เรื่อง การพิจารณาขึ้นเงินเดือนตามผลการปฏิบัติงาน โดยข้อ 5.2.3 ระบุว่า พิจารณาขึ้นเงินเดือนในอัตราร้อยละของแต่ละระดับการประเมินผลการปฏิบัติงานตามระยะเวลาปฏิบัติงานจริงของพนักงาน โดยจำนวนเงินที่ใช้ในการขึ้นเงินเดือนต้องไม่เกินวงเงินงบประมาณที่ส่วนงานได้รับจัดสรร ดังนั้น การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 จึงต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ตามคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 ด้วย เมื่อ ว. ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลัง โดยนำคะแนนประเมินทั้งในส่วนของประธานสหภาพแรงงานและในส่วนของผู้บังคับบัญชามารวมกันแล้วเฉลี่ยระดับผลการปฏิบัติงานของพนักงานในส่วนส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1 จำนวน 12 คน ซึ่งได้เงินงบประมาณมาเดือนละ 30,719.93 บาท เพื่อให้ลงตัวกับวงเงินงบประมาณที่ได้รับมา จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 และคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลัง จึงชอบด้วยระเบียบ คำสั่ง และประกาศที่จำเลยกำหนดไว้แล้ว กรณีไม่มีเหตุให้ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ต.60/2562 เรื่อง ขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2562 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นเงินเดือนของโจทก์ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันออกคำสั่ง เพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ ในการประชุมครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ระเบียบวาระที่ 5.3 ให้จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ โดยดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบ คำสั่ง ประกาศ หลักเกณฑ์ขั้นตอนวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงาน และให้จำเลยดำเนินการออกคำสั่งขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 ให้โจทก์ใหม่ โดยการขึ้นเงินเดือนให้โจทก์ร้อยละ 9 มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยดำเนินการล่าช้า ขอให้การปรับขึ้นเงินเดือนในปีถัดไปใช้อัตราการขึ้นเงินเดือนอัตราใหม่เป็นฐานในการคิดคำนวณการขึ้นเงินเดือนในปีถัดไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าจ้างส่วนที่ขาดไปร้อยละ 2 เป็นเงินเดือนละ 1,530 บาท ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 จ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท ท. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ส่วนที่ขาดหายไป ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 และให้จำเลยดำเนินการออกคำสั่งเลื่อนระดับตำแหน่งให้โจทก์จากตำแหน่งวิศวกร 8 เป็นตำแหน่งวิศวกร 9 ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ ในการประชุมครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ระเบียบวาระที่ 5.3 โดยให้จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังเสียใหม่ ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์คำสั่งของจำเลยที่ รค.19/2559 (ที่ถูก คำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน) แล้วนำไปพิจารณาการขึ้นเงินเดือนและการเลื่อนระดับตำแหน่งของโจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากพิจารณาแล้วส่งผลให้มีการปรับเพิ่มเงินเดือนหรือปรับเลื่อนตำแหน่งของโจทก์ให้มีผลย้อนไปในวันที่คำสั่งของจำเลย เรื่องการขึ้นเงินเดือนประจำปี 2561 (ที่ถูก คำสั่งจำเลยที่ ต.60/2562 เรื่อง ขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2562) และคำสั่งเรื่องการเลื่อนระดับตำแหน่งประจำปี 2561 (ที่ถูก คำสั่งจำเลยที่ ต.172/2562 เรื่อง เลื่อนระดับตำแหน่งพนักงานประจำปี 2561 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2562) มีผลใช้บังคับ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาและที่คู่ความไม่โต้เถียงกันได้ความว่า เดิมจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2497 มีฐานะเป็นนิติบุคคล ต่อมาจำเลยแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2534 จนถึงปัจจุบัน มีตำแหน่งเป็นวิศวกร 8 ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการศูนย์ส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1.3 สังกัดส่วนส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1 (รปฒ.1) ฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าองค์การ (ปฒ.) ได้รับค่าจ้างเดือนละ 81,370 บาท โจทก์เคยเป็นคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ในสถานประกอบการของจำเลยระหว่างปี 2558 ถึง 2561 จำเลยมีประกาศจำเลย เรื่อง อัตราการขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 โดยแบ่งระดับผลการปฏิบัติงานเป็น 5 ระดับตามคะแนน คือ คะแนน 4.5 ถึง 5 อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม คะแนน 4 ถึง 4.49 อยู่ในเกณฑ์ดีมาก คะแนน 3 ถึง 3.99 อยู่ในเกณฑ์ดี คะแนน 2 ถึง 2.99 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ และคะแนน 1 ถึง 1.99 อยู่ในเกณฑ์ควรปรับปรุง สำหรับพนักงานระดับ 8 ที่มีเงินเดือนระหว่าง 63,081 ถึง 83,160 บาท จะได้รับการขึ้นเงินเดือนตามผลการปฏิบัติงานดังกล่าว โดยระดับดีเยี่ยม ดีมาก และ ดี ได้ขึ้นเงินเดือนอัตราร้อยละ 9 ถึงร้อยละ 11 อัตราร้อยละ 7.8 ถึงร้อยละ 8.8 และอัตราร้อยละ 5.3 ถึงร้อยละ 7.6 ตามลำดับ จำเลยมีหลักเกณฑ์การขึ้นเงินเดือนตามระเบียบจำเลย ว่าด้วย การขึ้นเงินเดือนพนักงาน พ.ศ. 2548 และคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 เรื่อง การพิจารณาขึ้นเงินเดือนตามผลการปฏิบัติงานตามเอกสารหมาย จ.16 และในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานยังมีหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำสั่งจำเลยที่ รค.26/2549 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพนักงานที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงานซึ่งปฏิบัติงานของสหภาพแรงงาน เอกสารหมาย จ.16 ข้อ 2.3 โดยจะแยกเป็นคะแนนจากประธานสหภาพแรงงานร้อยละ 50 และคะแนนจากผู้บังคับบัญชาตามสายงานอีกร้อยละ 50 และจำเลยมีหลักเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งตามคำสั่งจำเลยที่ รค.11/2560 เรื่อง การเลื่อนระดับตำแหน่งพนักงาน โจทก์และจำเลยทำข้อตกลงตัวชี้วัดการประเมินผลการปฏิบัติงานไว้ โจทก์ได้รับผลการประเมินผลการปฏิบัติงานปี 2561 ตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานครั้งที่ 1 ปี 2561 (เดือนมกราคมถึงมิถุนายน) โดยนายสาคร ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2561 ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2561 โดยนายพงศ์ฐิติ และตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี ลงวันที่ 22 มีนาคม 2562 โดยนายวุฒินันท์ ทั้งนี้นายสาครเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนในครึ่งปีหลังมีนายวุฒินันท์เป็นผู้ประเมิน โดยนายวุฒินันท์ได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการผู้จัดการส่วนส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 และประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ปี 2561 อยู่ในระดับดี ในการประเมินนายวุฒินันท์จะนำคะแนนประเมินทั้งในส่วนของประธานสหภาพแรงงานและในส่วนของผู้บังคับบัญชามารวมแล้วเกลี่ยระดับคะแนนให้สอดคล้องกับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรเป็นหลัก ตามหนังสือลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 เรื่องการพิจารณาขึ้นเงินเดือน/ค่าจ้างตามผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 และรายงานสรุปการขึ้นเงินเดือน/ค่าจ้างประจำปี 2561 ซึ่งในส่วนส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1 ได้เงินงบประมาณมาเดือนละ 30,719.93 บาท จึงต้องนำมาเฉลี่ยระดับผลการปฏิบัติงานและคะแนนผลงานของพนักงานในส่วนงานดังกล่าวจำนวน 12 คน เพื่อให้ลงตัวกับวงเงินที่ได้รับ โจทก์มีฐานเงินเดือนสูง หากให้ระดับผลการปฏิบัติงานและคะแนนผลงานของโจทก์ดีมากและเพิ่มอัตราร้อยละของการขึ้นเงินเดือนจะทำให้ต้องเพิ่มเงินในส่วนที่จะจ่ายเงินเดือนให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นทำให้เกินวงเงินงบประมาณ จึงไม่สามารถทำได้ คะแนนผลการประเมินที่อิงกับกรอบวงเงินงบประมาณนี้ใช้ในการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนตามคำสั่งจำเลยที่ ต.60/2562 เรื่อง ขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2562 และมีผลต่อการเลื่อนระดับตำแหน่งของโจทก์จากวิศวกร 8 เป็นวิศวกร 9 โดยจะนำคะแนนในปีนี้รวมกับคะแนน 3 ปีที่ผ่านมา ต่อมาจำเลยมีคำสั่งขึ้นเงินเดือนให้โจทก์อัตราร้อยละ 7 ตามคำสั่งจำเลยที่ ต.60/2562 เรื่อง ขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2562 โจทก์มีหนังสือขอความเป็นธรรมถึงจำเลยหลายฉบับ ต่อมาโจทก์ทราบผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน ได้โต้แย้งว่าได้คะแนนต่ำไป และร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ซึ่งสามารถกระทำได้ตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์มีมติในการประชุมครั้งที่ 4/2562 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ว่า กรณีไม่สามารถพิจารณาแก้ไขปัญหาในเรื่องที่ร้องมาเนื่องจากกระบวนการต่าง ๆ ได้ผ่านพ้นแล้ว ไม่สามารถย้อนไปดำเนินการใดให้เป็นผลได้ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยมีหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน เอกสารหมาย จ.16 (ตรงกับเอกสารหมาย ล.16) ข้อ 3 ระบุให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นตั้งแต่ระดับส่วนขึ้นไปติดตามผลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาและนำผลการปฏิบัติงานของพนักงานรายบุคคล มาเปรียบเทียบกับเป้าหมายตามตัวชี้วัดที่ได้จัดทำเป็นข้อตกลงไว้ และนำผลการปฏิบัติงานมาพิจารณาหาจุดเด่น จุดด้อยในแต่ละทีมงาน เพื่อปรับปรุงงานและพัฒนาศักยภาพของพนักงานหรือทีมงานหรือส่วนงานอย่างต่อเนื่อง โดยผลการประเมินดังกล่าวจำเลยนำมาใช้ในการพิจารณาขึ้นเงินเดือน ตามระเบียบจำเลย ว่าด้วย การขึ้นเงินเดือนพนักงาน พ.ศ. 2548 เอกสารหมาย จ.16 ประกาศจำเลย เรื่อง อัตราการขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 และรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล (กบท.) ครั้งที่ 2/2562 นอกจากนี้ผลการปฏิบัติงานและผลการประเมินศักยภาพปีล่าสุดยังเป็นปัจจัยในการพิจารณาเลื่อนระดับตำแหน่งประจำปีของพนักงานด้วย ตามคำสั่งจำเลยที่ รค.11/2560 เรื่อง การเลื่อนระดับตำแหน่งพนักงาน ดังนั้น การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังที่นายวุฒินันท์เป็นผู้ประเมินนั้น นายวุฒินันท์นำคะแนนประเมินทั้งในส่วนของประธานสหภาพแรงงานและในส่วนของผู้บังคับบัญชามารวมแล้วเกลี่ยระดับคะแนนให้สอดคล้องกับกรอบวงเงินงบประมาณได้รับจัดสรรเป็นหลักตามหนังสือเรื่อง การพิจารณาขึ้นเงินเดือน/ค่าจ้างตามผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 และรายงานสรุปการขึ้นเงินเดือน/ค่าจ้างประจำปี 2561 ซึ่งในส่วนส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1 ได้เงินงบประมาณเดือนละ 30,719.93 บาท ต้องนำมาเฉลี่ยระดับผลการปฏิบัติงานและคะแนนผลงานของพนักงานในส่วนงานดังกล่าวจำนวน 12 คน เพื่อให้ลงตัวกับวงเงินที่ได้รับ การประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ปี 2561 ในส่วนของนายวุฒินันท์ จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 ข้อ 3 อีกทั้งคะแนนผลการประเมินที่อิงกับกรอบวงเงินงบประมาณที่นายวุฒินันท์เป็นผู้ประเมินดังกล่าวนำมาใช้ในการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนมีผลต่อการเลื่อนระดับตำแหน่งของโจทก์จากวิศวกร 8 เป็นวิศวกร 9 ตามคำสั่งจำเลยที่ รค.11/2560 การประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ปี 2561 ในส่วนของนายวุฒินันท์จึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ หลังจากโจทก์ทราบผลการประเมินแล้วได้ลงลายมือชื่อโต้แย้งการประเมินว่าได้รับคะแนนต่ำไป และร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ การที่คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์มีมติว่า ไม่สามารถย้อนไปดำเนินการใดให้เป็นผลได้ จึงมีเหตุเพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ดังกล่าว โดยให้จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังเสียใหม่ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์คำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน หากผลการประเมินในครั้งใหม่นี้ได้นำไปพิจารณาการขึ้นเงินเดือนและการเลื่อนระดับตำแหน่งของโจทก์แล้วส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนและหรือการเลื่อนระดับตำแหน่งของโจทก์ก็ให้มีผลย้อนไปในวันที่คำสั่งจำเลยที่ ต.60/2562 เรื่อง ขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2562 และที่ ต.172/2562 เรื่อง เลื่อนระดับตำแหน่งพนักงานประจำปี 2561 มีผลใช้บังคับ กรณีจึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ ต.60/2562 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและเลื่อนระดับตำแหน่งของโจทก์นั้น เมื่อศาลให้จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังเสียใหม่ กรณีจึงยังไม่แน่ว่าโจทก์จะได้รับผลการประเมินในครั้งใหม่นี้เพียงใด ส่งผลต่อการขึ้นเงินเดือนและเลื่อนระดับตำแหน่งของโจทก์หรือไม่ เพียงใด จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและเลื่อนระดับตำแหน่งของโจทก์ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นเงินเดือนตามคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 เรื่อง การพิจารณาขึ้นเงินเดือนตามผลการปฏิบัติงาน เอกสารหมาย จ.16 ข้อ 5.2.3 ระบุว่า พิจารณาขึ้นเงินเดือนในอัตราร้อยละของแต่ละระดับการประเมินผลการปฏิบัติงานตามระยะเวลาปฏิบัติงานจริงของพนักงาน โดยจำนวนเงินที่ใช้ในการขึ้นเงินเดือนต้องไม่เกินวงเงินงบประมาณที่ส่วนงานได้รับจัดสรร ซึ่งสอดคล้องกับประกาศจำเลยเรื่อง อัตราการขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2561 ข้อ 3 ระบุว่า การพิจารณาการขึ้นเงินเดือนพนักงานต้องพิจารณาภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรให้ขึ้นเงินเดือนประจำปี การที่นายวุฒินันท์ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของโจทก์นำคะแนนประเมินทั้งในส่วนของประธานสหภาพแรงงานและในส่วนของผู้บังคับบัญชามารวมแล้วเกลี่ยระดับคะแนนให้สอดคล้องกับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร จึงไม่ได้ผิดหลักเกณฑ์ตามคำสั่งและประกาศดังกล่าว ทั้งเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณา และไม่ปรากฏว่าผู้บังคับบัญชาถัดขึ้นไปทักท้วงว่านายวุฒินันท์ประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่ถูกต้อง ไม่มีเหตุต้องประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังใหม่ และไม่ต้องเพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ดังกล่าว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า อุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาว่าจำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังชอบด้วยระเบียบ คำสั่ง ประกาศของจำเลย เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าปัญหาดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์นั้น เห็นว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ดังกล่าวอาศัยข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่านายวุฒินันท์ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลัง ขึ้นโต้แย้งว่าเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยระเบียบ คำสั่ง ประกาศของจำเลย มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ นอกประเด็น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่านายวุฒินันท์ รักษาการผู้จัดการส่วนส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1 (รก.ผส.รปฒ.1) ประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ประจำปี 2561 ในระดับต่ำเกินไปและโจทก์เป็นกรรมการสหภาพแรงงาน แต่นายวุฒินันท์ไม่นำคะแนนผลการประเมินของประธานสหภาพแรงงานมาคิดคำนวณให้โจทก์ เป็นการไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม และไม่แจ้งผลการประเมินให้โจทก์ทราบก่อน เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง ประกาศหลักเกณฑ์ขั้นตอนวิธีปฏิบัติที่จำเลยกำหนด ส่งผลกระทบต่อการขึ้นเงินเดือนและการเลื่อนระดับตำแหน่งประจำปี 2561 ขอให้จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ ให้ถูกต้องตามระเบียบ คำสั่ง ประกาศ หลักเกณฑ์ขั้นตอนวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงาน ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยพิจารณาการเลื่อนขั้นเงินเดือนและการเลื่อนระดับตำแหน่งประจำปี 2561 ตามมติคณะกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล (กบท.) ในการประชุมครั้งที่ 2/2562 ลงวันที่ 14 มกราคม 2562 ผู้จัดการส่วนส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1 ได้พิจารณาความสามารถและงานที่ได้ทำในโครงการของส่วนงานและจากสหภาพแรงงาน ประกอบกับเงินที่ได้รับการจัดสรรมา โดยโจทก์ได้รับการพิจารณาอยู่ในระดับดี ซึ่งแม้จำเลยไม่ได้ให้การถึงคำสั่งของจำเลยที่ รค.19/2559 ก็แปลความหมายได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า การประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ประจำปี 2561 ชอบด้วยระเบียบ คำสั่ง ประกาศของจำเลยซึ่งรวมถึงคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 แล้ว ดังนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังไม่ชอบตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ว่าการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังเป็นไปตามคำสั่งของจำเลยที่ รค.19/2559 ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาแล้ว ไม่มีข้อความตอนใดที่เป็นการวินิจฉัยหรือฟังข้อเท็จจริงเสียเองดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า มีเหตุต้องประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังใหม่ และเพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ ในการประชุมครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ระเบียบวาระที่ 5.3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน เอกสารหมาย จ.16 (ตรงกับเอกสารหมาย ล.16) โดยข้อ 3 ระบุว่าให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นตั้งแต่ระดับส่วนขึ้นไปติดตามผลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาและนำผลการปฏิบัติงานของพนักงานรายบุคคล มาเปรียบเทียบกับเป้าหมายตามตัวชี้วัดที่ได้จัดทำเป็นข้อตกลงไว้ และนำผลการปฏิบัติงานมาพิจารณาหาจุดเด่น จุดด้อยในแต่ละทีมงาน เพื่อปรับปรุงงานและพัฒนาศักยภาพของพนักงานหรือทีมงานหรือส่วนงานอย่างต่อเนื่อง นายวุฒินันท์ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ โดยแบบการประเมินผลการปฏิบัติงานมีด้วยกัน 5 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การประเมินผลสำเร็จของงาน ตัวชี้วัดผลสำเร็จของงาน มี 11 หัวข้อ ส่วนที่ 2 การประเมินความสามารถและพฤติกรรม ปัจจัย มี 6 หัวข้อ ส่วนที่ 3 ผลการปฏิบัติงาน ส่วนที่ 4 บันทึกความเห็น จุดเด่น และสิ่งที่ควรพัฒนา/ปรับปรุง และส่วนที่ 5 การแจ้งผลการปฏิบัติงาน นายวุฒินันท์ให้คะแนนประเมินการปฏิบัติงานของโจทก์ในส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 แล้วสรุปผลการประเมินในส่วนที่ 3 ว่า ระดับผลการปฏิบัติงาน "ดี" และส่วนที่ 4 ระบุในช่อง "จุดเด่น" ว่า มีภาวะการเป็นผู้นำ กระตือรือร้นในการทำงาน แต่ในช่อง "สิ่งที่ควรพัฒนา/ปรับปรุง" ไม่มีข้อความ ตามแบบประเมินผลการปฏิบัติงาน เห็นได้ว่านายวุฒินันท์ประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ตามข้อตกลงตัวชี้วัดการประเมินผลการปฏิบัติงานระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยเปรียบเทียบกับเป้าหมายตามตัวชี้วัดที่ได้จัดทำเป็นข้อตกลงไว้ และนำผลการปฏิบัติงานมาพิจารณาหาจุดเด่น จุดด้อย เพื่อปรับปรุงงานและพัฒนาศักยภาพของโจทก์ อันเป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 แล้ว แม้นายวุฒินันท์ให้คะแนนการประเมินในระดับ "ดี" ซึ่งต่ำกว่าการประเมินของผู้บังคับบัญชาคนก่อนหรือต่ำกว่าการประเมินของประธานสหภาพแรงงาน โดยนายสาคร ผู้บังคับบัญชาคนก่อนได้ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีแรก ด้านผลสำเร็จของงาน ให้ระดับ สูงกว่าเป้าหมาย ด้านความสามารถและพฤติกรรม จุดเด่น ให้ความเห็นว่า สามารถดำเนินงานและรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้รับ ส่วนประธานสหภาพแรงงานประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ ให้ระดับ "ดีเยี่ยม" ก็ตาม แต่การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นอำนาจอิสระของผู้ประเมินแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนอาจรับรู้การปฏิบัติงานของโจทก์แตกต่างกันไป ย่อมทำให้แต่ละคนมีความเห็นแตกต่างกันได้เป็นปกติธรรมดา หาใช่ว่านายวุฒินันท์ต้องประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ในระดับ "ดีเยี่ยม"ตามความเห็นของผู้บังคับบัญชาที่เคยประเมินไว้ในครั้งก่อนหรือตามความเห็นของประธานสหภาพแรงงานไม่ นายวุฒินันท์ก็ไม่ได้มีอคติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ การประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์โดยนายวุฒินันท์จึงเป็นไปตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 แต่เมื่อการประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าวนำมาใช้กับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนและเลื่อนระดับตำแหน่งด้วย ซึ่งในการพิจารณาขึ้นเงินเดือนนั้น จำเลยมีคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 เรื่อง การพิจารณาขึ้นเงินเดือนตามผลการปฏิบัติงาน เอกสารหมาย จ.16 โดยข้อ 5.2.3 ระบุว่า พิจารณาขึ้นเงินเดือนในอัตราร้อยละของแต่ละระดับการประเมินผลการปฏิบัติงานตามระยะเวลาปฏิบัติงานจริงของพนักงาน โดยจำนวนเงินที่ใช้ในการขึ้นเงินเดือนต้องไม่เกินวงเงินงบประมาณที่ส่วนงานได้รับจัดสรร ดังนั้น การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 จึงต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ตามคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 ด้วย เมื่อนายวุฒินันท์ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลัง โดยนำคะแนนประเมินทั้งในส่วนของประธานสหภาพแรงงานและในส่วนของผู้บังคับบัญชามารวมกันแล้วเฉลี่ยระดับผลการปฏิบัติงานของพนักงานในส่วนส่งมอบบริการภาครัฐที่ 1 จำนวน 12 คน ซึ่งได้เงินงบประมาณมาเดือนละ 30,719.93 บาท เพื่อให้ลงตัวกับวงเงินงบประมาณที่ได้รับมา จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำสั่งจำเลยที่ รค.9/2549 และคำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลัง จึงชอบด้วยระเบียบ คำสั่ง และประกาศที่จำเลยกำหนดไว้แล้ว ส่วนที่จำเลยไม่ได้แจ้งผลการประเมินให้โจทก์ทราบก่อนเพื่อให้โจทก์ได้มีโอกาสชี้แจงแสดงความเห็นนั้น เห็นว่า คำสั่งจำเลยที่ รค.19/2559 เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน ระบุว่า ข้อ 5 การแจ้งผลการประเมิน ข้อ 5.1 ให้ผู้ประเมินแจ้งผลการประเมินให้ผู้รับการประเมินทราบ โดยให้ผู้รับการประเมินได้มีโอกาสชี้แจงแสดงความเห็นและหรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานจากผู้ประเมิน ดังนี้ แม้การแจ้งผลการประเมินเป็นวิธีการหรือขั้นตอนที่สำคัญของการขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนระดับตำแหน่งเพื่อให้ผู้รับการประเมินมีโอกาสชี้แจงแสดงความเห็นและหรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานจากผู้ประเมิน แต่เมื่อโจทก์ทราบผลการประเมินในวันที่ 22 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยมีคำสั่งขึ้นเงินเดือนแล้ว โจทก์ทักท้วงว่า ส่วนที่ 1 ข้อ 3, 9, 10, 11 ได้ต่ำเกินไป ส่วนที่ 2 ข้อ 2, 3 ได้ต่ำเกินไป จากนั้นในวันเดียวกันผู้บังคับบัญชาลำดับสูงขึ้นไปได้ลงลายมือชื่อรับทราบผลการประเมินและข้อทักท้วงของโจทก์ แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงผลการประเมินโดยนายวุฒินันท์แต่อย่างใด ดังนี้ แม้จำเลยฝ่าฝืนวิธีการหรือขั้นตอนการแจ้งผลการประเมินตามคำสั่งดังกล่าว แต่ไม่มีผลกระทบทำให้ผลการประเมินเปลี่ยนแปลงไป กรณีไม่มีเหตุให้ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2561 ของโจทก์ในส่วนครึ่งปีหลังใหม่ และเพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ ในการประชุมครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ระเบียบวาระที่ 5.3 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ว่าที่ร้อยตรี น.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางชุติมา รางชางกูร
- นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3296/2566
#694803
เปิดฉบับเต็ม

พิธีสมรสในปัจจุบันมิได้จัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางขนบธรรมเนียมประเพณีแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีจุดประสงค์เพื่อแสดงถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของคู่บ่าวสาวรวมถึงครอบครัวของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในงานพิธีสมรสจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของคู่บ่าวสาว สถานะทางการเงินตลอดจนสถานภาพทางสังคมของทั้งคู่ ดังจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันคู่บ่าวสาวจะใช้บริการจัดเตรียมงานโดยติดต่อกับบริษัทที่ทำธุรกิจวางแผนจัดงานแต่งงานที่ให้บริการคำปรึกษาและประสานงานเกี่ยวกับงานหมั้นและงานแต่งงาน ด้วยการแนะนำรูปแบบของงานให้เหมาะสมกับคู่บ่าวสาว และควบคุมให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ภายในงบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งจะให้การบริการโดยดูแลเรื่องเครื่องแต่งกายและภาพถ่ายของคู่บ่าวสาวตั้งแต่การถ่ายภาพก่อนวันแต่งงานและวันหมั้นไปจนถึงพิธีสมรส ทำให้การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งกลายเป็นที่นิยมอย่างหนึ่งที่คู่รักแทบทุกคู่ต่างถ่ายภาพก่อนวันแต่งงานเตรียมไว้ เพื่อนำภาพถ่ายไปใช้ทำการ์ดแต่งงาน หรือนำภาพถ่ายไปใช้ตกแต่งในการจัดงานวันหมั้นหรือวันทำพิธีสมรส ตลอดจนทำวิดีโอคู่บ่าวสาวนำเสนอในงานแต่งงาน และเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกภายหลังวันงานแต่งงาน ดังนี้ ทำให้การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งมิใช่สิ่งฟุ่มเฟือยแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการสมรสที่จำเป็นสำหรับคู่บ่าวสาวเพื่อให้งานพิธีสมรสเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1440 (2) เมื่อได้ความว่าในการเตรียมการสมรสโจทก์กับจำเลยได้ร่วมกันตัดสินใจจัดเตรียมงานโดยกำหนดให้มีการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งก่อนแต่งงานจึงเป็นความตั้งใจและสมัครใจของทั้งสองฝ่ายที่ประสงค์จะถ่ายภาพพรีเวดดิ้งก่อนแต่งงาน มิใช่เกิดจากความประสงค์ของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียวการดำเนินการของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเตรียมการก่อนสมรสโดยสุจริต ทั้งโจทก์และจำเลยต่างประกอบอาชีพแพทย์มีรายได้สูง ย่อมมีสถานภาพทางสังคมที่ดี มีเกียรติ และเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป เมื่อคำนึงถึงสถานะทางการเงินตลอดจนสถานภาพทางสังคมของทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามฐานานุรูปและตามสมควร ประกอบกับเหตุที่ผิดสัญญาหมั้นเกิดจากความผิดของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่ควรให้ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนนี้ จึงรับฟังได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายเนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1440 (2) โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและจิตใจและชื่อเสียงกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เนื่องในการเตรียมการสมรสกับโจทก์รวมเป็นเงิน 2,999,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 742,199 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 522,299 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ประกอบกับจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ ส่วนจำเลยประกอบอาชีพเป็นแพทย์ผู้ชำนาญการเวชศาสตร์ชุมชนและครอบครัว จำเลยซื้อแหวนเพชรมอบให้แก่โจทก์หลังจากนั้นชักชวนโจทก์ไปจดทะเบียนสมรส ทั้งยังให้บิดามารดาของจำเลยไปสู่ขอและกำหนดวันแต่งงานกัน การหมั้นระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ต่อมาจำเลยมีพฤติกรรมเชิงชู้สาวกับหญิงอื่นอันเป็นการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงต่อโจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น และต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ ตามรายการค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส รายการที่ 2 เป็นค่าชุดไทย 35,499 บาท รายการที่ 6 เป็นค่าช่างแต่งหน้าและตั๋วเครื่องบิน 25,000 บาท รายการที่ 8 เป็นค่าการ์ดแต่งงานพร้อมซอง 7,500 บาท รายการที่ 11 เป็นค่ารองเท้าเจ้าสาว 3 คู่ 55,800 บาท รายการที่ 12 เป็นค่าเข็มขัดเจ้าบ่าว 28,500 บาท และรายการที่ 15 เป็นค่ามัดจำค่าถ่ายภาพและออการ์ไนซ์ 70,000 บาท กับค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงให้แก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 522,299 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ในค่าใช้จ่าย รายการที่ 1 เป็นค่าชุดแต่งงาน 135,000 บาท รายการที่ 3 ค่าช่างภาพพร้อมถ่ายภาพพรีเวดดิ้งที่จังหวัดภูเก็ตและตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พัก 60,000 บาท รายการที่ 4 ค่าสถานที่ถ่ายภาพพรีเวดดิ้งบ้าน อ. 5,000 บาท รายการที่ 5 ค่าสถานที่ถ่ายภาพพรีเวดดิ้งร้าน K. เป็นเงิน 13,900 บาท และรายการที่ 10 ค่าชุดเจ้าสาวถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง 2 ชุด เป็นเงิน 16,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า รายการที่ 1 เป็นค่าชุดแต่งงาน 135,000 บาท เป็นการที่หญิงซื้อชุดแต่งงานเพื่อเข้าพิธี จึงเป็นการใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส ส่วนค่าใช้จ่ายในการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งตามรายการที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 10 เป็นค่าใช้จ่ายเนื่องในการเตรียมการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1440 (2) หรือไม่ เห็นว่า ในอดีตค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสที่จะเรียกค่าทดแทนจากกันได้นั้น หมายถึง ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่ชายหญิงต้องกระทำเพื่อเตรียมการที่ชายหญิงจะอยู่กินด้วยกันเป็นสามีภริยาโดยตรง เช่น ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของคู่สมรส หรือค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องนอนหรือเครื่องเรือนสำหรับเรือนหอ แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลง สังคมเปลี่ยนไป รวมทั้งประเพณีแต่งงานของคนไทย อันสืบเนื่องมาจากปัจจัยเทคโนโลยี การสื่อสารและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมการในพิธีสมรสมากกว่าการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านหรือการซื้อเครื่องนอนและเครื่องเรือน ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นของคู่บ่าวสาวในการเตรียมการสมรสจึงผันแปรเปลี่ยนไปตามประเพณีนิยม ซึ่งต้องพิจารณาความจำเป็นไปตามยุคสมัย ดังนั้น เมื่อพิธีสมรสในปัจจุบันมิได้จัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางขนบธรรมเนียมประเพณีแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังมีจุดประสงค์เพื่อแสดงถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของคู่บ่าวสาวรวมถึงครอบครัวของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในงานพิธีสมรสจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของคู่บ่าวสาว สถานะทางการเงินตลอดจนสถานภาพทางสังคมของทั้งคู่ ดังจะเห็นได้ว่า การเตรียมงานพิธีสมรสของชายหญิงที่จะแต่งงานกันในอดีตจะให้บิดามารดาหรือผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายจัดเตรียมงานให้โดยเน้นความเรียบง่าย แต่ในปัจจุบันคู่บ่าวสาวจะใช้บริการจัดเตรียมงานโดยติดต่อกับบริษัทที่ทำธุรกิจวางแผนจัดงานแต่งงาน (Wedding Planner) ที่ให้บริการคำปรึกษาและประสานงานเกี่ยวกับงานหมั้นและงานแต่งงาน ด้วยการแนะนำรูปแบบของงานให้เหมาะสมกับคู่บ่าวสาว และควบคุมให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ภายในงบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งจะให้การบริการโดยดูแลเรื่องเครื่องแต่งกายและภาพถ่ายของคู่บ่าวสาวตั้งแต่การถ่ายภาพก่อนวันแต่งงาน (ภาพพรีเวดดิ้ง) และวันหมั้นไปจนถึงพิธีสมรส ซึ่งกิจการในลักษณะนี้จะทำให้รูปแบบขายแพ็กเกจเหมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ทางบริษัทที่ทำธุรกิจวางแผนจัดงานแต่งงานจะดูแลจัดหาช่างแต่งหน้า ช่างภาพรวมทั้งชุดในวันถ่ายภาพพรีเวดดิ้งและวันจัดงานทั้งในและนอกสถานที่ ทำให้การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งกลายเป็นที่นิยมอย่างหนึ่งที่คู่รักแทบทุกคู่ต่างถ่ายภาพก่อนวันแต่งงานเตรียมไว้ เพื่อนำภาพถ่ายไปใช้ทำการ์ดแต่งงาน หรือนำภาพถ่ายไปใช้ตกแต่งในการจัดงานวันหมั้นหรือวันทำพิธีสมรส ตลอดจนทำวิดีโอคู่บ่าวสาวนำเสนอในงานแต่งงาน และเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกภายหลังวันงานแต่งงาน ดังนี้ ด้วยค่านิยม ทัศนคติ วัฒนธรรมและบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสความคิดอ่านของคนรุ่นใหม่ ทำให้การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งมิใช่สิ่งฟุ่มเฟือยแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการสมรสที่จำเป็นสำหรับคู่บ่าวสาวเพื่อให้งานพิธีสมรสเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1440 (2) เมื่อได้ความว่าในการเตรียมการสมรสโจทก์กับจำเลยได้ร่วมกันตัดสินใจจัดเตรียมงานโดยกำหนดให้มีการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งก่อนแต่งงานจึงเป็นความตั้งใจและสมัครใจของทั้งสองฝ่ายที่ประสงค์จะถ่ายภาพพรีเวดดิ้งก่อนแต่งงาน มิใช่เกิดจากความประสงค์ของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว การดำเนินการของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเตรียมการก่อนสมรสโดยสุจริต ทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า โจทก์และจำเลยต่างประกอบอาชีพแพทย์มีรายได้สูง ย่อมมีสถานภาพทางสังคมที่ดี มีเกียรติ และเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป เมื่อคำนึงถึงสถานะทางการเงินตลอดจนสถานภาพทางสังคมของทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามฐานานุรูปและตามสมควร ประกอบกับเหตุที่ผิดสัญญาหมั้นเกิดจากความผิดของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่ควรให้ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เมื่อโจทก์มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการชำระเงินตามรายการดังกล่าวมาแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้จ่ายเงินไปจริงโดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ว่าค่าใช้จ่ายรายการที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 10 ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายเนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1440 (2) โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าค่าใช้จ่ายตามรายการที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 10 ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเนื่องในการเตรียมการสมรสนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าทดแทนซึ่งค่าใช้จ่าย รายการที่ 9 ค่าสูทเจ้าบ่าว 3 ชุด พร้อมรองเท้าถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง รายการที่ 13 ชุดสร้อยเพชรพร้อมต่างหูเพชร และรายการที่ 14 แหวนหมั้น ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดแก่โจทก์ตามรายการส่วนนี้ เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์จึงไม่มีประเด็นค่าทดแทนในรายการดังกล่าวนี้ที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกขึ้นวินิจฉัยอีก จึงเป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ตามรายการค่าใช้จ่าย เพียงบางรายการ ส่วนค่าทดแทนรายการที่ 9 ที่ 13 และที่ 14 ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้จำเลยรับผิดแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าทดแทนตามรายการที่ศาลชั้นต้นกำหนด ประเด็นเรื่องค่าทดแทนรายการที่ 9 ที่ 13 และที่ 14 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกเกี่ยวกับค่าทดแทนรายการที่ 9 ที่ 13 และที่ 14 ขึ้นวินิจฉัยอีก ทั้งที่มิได้มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยและมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 180 ย่อมเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นจากที่จำเลยอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 180 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงิน 742,199 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเกี่ยวกับค่าทดแทนรายการที่ 9 ที่ 13 และที่ 14 เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1440 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมชัย คชวรรณ์
- นางพนารัตน์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
เศรณี ศิริมังคละ
อโนชา ชีวิตโสภณ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3292/2566
#695190
เปิดฉบับเต็ม

แม้อำนาจในการสั่งรับหรือไม่รับคำโต้แย้งของคู่ความตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 212 วรรคหนึ่ง ไว้พิจารณาจะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจในการวินิจฉัยว่า เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่นั้นยังคงเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม มิใช่คู่ความมีคำโต้แย้งแล้วต้องส่งไปทุกกรณี จำเลยยื่นคำร้องว่า ป.อ. มาตรา 177 และ ป.วิ.อ. มาตรา 182, 188, 190 และมาตรา 192 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3, 4, 5, 25, 26, 27, 29 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ และมาตรา 188 โดยไม่ปรากฏเหตุผลแห่งการโต้แย้ง จึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในเรื่องการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมาย การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และการตีความกฎหมาย หาใช่โต้แย้งบทมาตราแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อโต้แย้งของจำเลยว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์นายหนึ่งมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาให้ครบองค์คณะนั้น ก็มิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน คำโต้แย้งของจำเลยไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 5 ประกอบมาตรา 212 ที่ศาลฎีกาจะต้องส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนทั้งในส่วนของอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2566 ขอให้ศาลฎีกาส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182, 188, 190 และมาตรา 192 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3, 4, 5, 25, 26, 27, 29 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ และมาตรา 188

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับในส่วนคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" และมาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" ดังนี้ แม้อำนาจในการสั่งรับหรือไม่รับคำโต้แย้งของคู่ความตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 212 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไว้พิจารณาจะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจในการวินิจฉัยว่า คำโต้แย้งของคู่ความเข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่นั้นยังคงเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม หาใช่ว่าเมื่อคู่ความมีคำโต้แย้งอย่างไรแล้ว ศาลยุติธรรมจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยในทุกกรณีไป คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182, 188, 190 และมาตรา 192 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3, 4, 5, 25, 26, 27, 29 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ และมาตรา 188 แต่กลับไม่ปรากฏเหตุผลแห่งการโต้แย้งในคำร้องขอของจำเลยว่า บรรดาบทมาตราต่าง ๆ แห่งกฎหมายที่อ้างว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้นเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยอย่างไร มีการละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของจำเลยตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไว้ในมาตราใด หรือขัดต่อหลักความเสมอภาคในพฤติการณ์ใด โดยเฉพาะละเมิดต่อหลักความรับผิดของบุคคลในทางอาญาประการใดบ้าง กรณีตามคำร้องของจำเลยจึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยโดยไม่มีเหตุผลสนับสนุน เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตรวจอ่านคำร้องของจำเลยต่อไปโดยละเอียดแล้ว เห็นได้ชัดว่าล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่จำเลยโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ทั้งในเรื่องการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมาย การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและการตีความกฎหมายอันจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยเท่านั้นแทบทั้งสิ้น หาใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทมาตราแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ซึ่งในเรื่องเหล่านี้จำเลยก็ได้ใช้สิทธิในการฎีกาไว้แล้ว แต่กลับประสงค์จะให้ศาลฎีกาส่งเรื่องที่อยู่ในอำนาจการวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยแทน ซึ่งเมื่อเรื่องเหล่านั้นมิใช่เป็นเรื่องบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญเสียแล้ว กรณีย่อมไม่อยู่ในอำนาจการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อโต้แย้งของจำเลยที่เพิ่มเติมเข้ามานอกเหนือจากที่ฎีกาเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์นายหนึ่งมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาให้ครบองค์คณะนั้น ก็มิใช่เรื่องที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน เช่นนี้ คำโต้แย้งของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 5 ประกอบมาตรา 212 ที่ศาลฎีกาจะต้องส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แล้วรอการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไว้ชั่วคราว จึงเห็นสมควรให้ยกคำร้องของจำเลยเสีย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 54043, 7629 และ 7634 ซึ่งมีบ้านพักอาศัยและโรงกลึง ท. ของโจทก์และภริยาปลูกสร้างอยู่ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 ศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1136/2557 หมายเลขแดงที่ พ.980/2558 ของศาลแพ่งธนบุรี มีคำพิพากษาให้ที่ดินพิพาทภายในที่ดินโฉนดเลขที่ 17753 ของจำเลยกับพวก ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ทั้งนี้โดยมีขอบเขตจำกัดการใช้ทางพิพาทดังกล่าวโดยอนุญาตให้ใช้แต่เฉพาะเพียงการเดินเท้า การใช้รถเก๋งสี่ล้อและรถกระบะสี่ล้อเพื่อป้องกันพื้นดินทรุดและกำแพงบ้านจำเลยแตกร้าวจากการใช้รถบรรทุกสิ่งของในกิจการโรงกลึงของโจทก์ ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2562 นายชรินทร์ ลูกจ้างของบริษัททีเอสเอฟ อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเหมาของการประปานครหลวงตามสัญญาจ้างงานปรับปรุงถอดเปลี่ยนมาตรวัดน้ำ ครบวาระในเขตพื้นที่สำนักงานประปาตากสิน กับพวกได้ใช้รถกระบะบรรทุกสัมภาระสิ่งของเป็นยานพาหนะแล่นผ่านถนนภาระจำยอมพิพาทดังกล่าวแล้วเลี้ยวซ้ายไปจอดอยู่บริเวณหน้าโรงกลึง ท. ของโจทก์เพื่อเข้าไปถอดเปลี่ยนมาตรวัดน้ำที่บ้านภริยาของโจทก์เลขที่ 11/128 วันที่ 14 มิถุนายน 2562 นางสาวสมหมาย จำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.980/2558 ของศาลแพ่งธนบุรี ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งธนบุรีอ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนสัญญาที่กระทำต่อศาลแพ่งธนบุรีว่าจะไม่นำรถทุกชนิดนอกจากที่ศาลฎีกาอนุญาตแล่นผ่านทางภาระจำยอมพิพาท หากผิดสัญญายอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งละ 20,000 บาท โดยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 โจทก์ยินยอมให้ผู้อื่นขับรถกระบะบรรทุกสิ่งของเต็มคันผ่านทางภาระจำยอมพิพาท ขอให้เรียกโจทก์มาไต่สวน และในวันนัดไต่สวนของศาลแพ่งธนบุรีเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 จำเลยเข้าเบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว โดยจำเลยยืนยันว่านายชรินทร์บอกแก่จำเลยว่าโจทก์เป็นผู้อนุญาตให้นายชรินทร์ขับรถผ่านทางภาระจำยอมพิพาทเพื่อเข้าไปติดตั้งมาตรวัดน้ำ ศาลแพ่งธนบุรีไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งคดีมีมูลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 182 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ เห็นว่า ในวรรคสองและวรรคสามของบทบัญญัติมาตราดังกล่าวกำหนดให้ศาลจะต้องอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเปิดเผยต่อหน้าผู้ที่เป็นคู่ความในคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (15) กำหนดนิยามคำว่า "คู่ความ" ไว้ว่าหมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องสำหรับคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคสาม บัญญัติให้อำนาจศาลในการไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลย จำเลยจะมาฟังการไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ก็ได้และจะตั้งทนายมาซักค้านพยานโจทก์หรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลย และก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น กรณีจึงส่งผลให้จำเลยยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งประทับฟ้องเสียก่อน ฉะนั้น สาระสำคัญของกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์เป็นหลัก จำเลยเพียงมีสิทธิเข้ามาในคดีได้อย่างจำกัดตามที่กฎหมายอนุญาตเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อศาลชั้นต้นเสร็จการไต่สวนมูลฟ้องและนัดฟังคำสั่งจึงไม่จำต้องแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบ หรือหากจำเลยทราบนัดแล้วจะมาฟังคำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ก็ได้เนื่องจากยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความ กรณีไม่อยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 ซึ่งใช้บังคับแต่เฉพาะผู้ที่เป็นคู่ความแล้วเท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะอ่านคำสั่งว่าคดีมีมูลหรือไม่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยได้ และในขณะเดียวกันหากจำเลยทราบนัดฟังคำสั่งแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นก็หาอาจใช้อำนาจตามวรรคสามของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 ในการออกหมายจับจำเลยได้เช่นกัน การอ่านคำสั่งคดีมีมูลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้ของศาลชั้นต้นลับหลังจำเลยจึงชอบแล้ว มิได้เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่สั่งให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาในส่วนย่อฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามฟ้องโจทก์จะบรรยายถึงข้อความเท็จอันจำเลยเบิกความในการพิจารณาคดีแพ่งของศาลแพ่งธนบุรีแยกส่วนกับความจริงในเรื่องดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร ไว้คนละย่อหน้ากันก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นย่อฟ้องโดยนำข้อความทั้งสองส่วนมาอยู่ในย่อหน้าเดียวกันก็หามีผลทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแต่อย่างใด เพราะยังคงเป็นการกล่าวหาจำเลยว่ามีเจตนาเบิกความเท็จและข้อเท็จจริงในส่วนที่เป็นความจริงมีอยู่อย่างไร เช่นเดียวกับในส่วนคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำพยานปากตัวโจทก์ขึ้นกล่าวประกอบกับข้อความเท็จตามที่จำเลยได้เบิกความไว้ในชั้นไต่สวนในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.980/2558 ของศาลแพ่งธนบุรี จากนั้นตามด้วยข้อความจริงที่โจทก์ยืนยันว่ามิได้เป็นผู้สั่งการให้มีการขับรถกระบะบรรทุกสิ่งของผ่านเข้าไปบนทางภาระจำยอมพิพาท ก็เห็นได้ว่ามิได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดใด ๆ ว่าข้อเท็จจริงส่วนไหนเป็นส่วนที่จำเลยได้เบิกความไว้ในการไต่สวนของศาลชั้นต้น และส่วนไหนเป็นข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของโจทก์เอง อันจะทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้จนเกิดผลเสียร้ายแรงแก่จำเลยดังที่ฎีกาโต้แย้ง การย่อฟ้องศาลชั้นต้นและการกล่าวอ้างถึงคำเบิกความของพยานในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะบรรยายฟ้องยืนยันว่านายชรินทร์ใช้แอปพลิเคชันระบบนำทางจีไอเอสในโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งสามารถตรวจสอบตำแหน่งมาตรวัดน้ำเพื่อเข้าเปลี่ยนมาตรวัดน้ำโดยขับรถผ่านทางภาระจำยอมพิพาทโดยโจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องด้วย แต่ในชั้นพิจารณามีการนำสืบว่าระบบนำทางจีไอเอสดังกล่าวเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันแผนที่กูเกิ้ลแมพซึ่งมีระบบจีพีเอสทำให้สามารถตรวจสอบเส้นทางที่ใกล้ที่สุดในการเข้าถึงมาตรวัดน้ำด้วยก็ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่เป็นข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด วันเวลาและสถานที่ที่เกิดการกระทำความผิด หรือเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของในอันที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติบังคับไว้ให้โจทก์ต้องบรรยายไว้อย่างชัดเจนในคำฟ้อง หากข้อเท็จจริงข้างต้นเป็นเพียงรายละเอียดประกอบข้อกล่าวหาของโจทก์ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาอยู่แล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ฉะนั้น การที่ในชั้นพิจารณา โจทก์นำสืบถึงระบบนำทางจีพีเอสและแผนที่ของแอปพลิเคชันกูเกิ้ลแมพที่มีความเชื่อมโยงการทำงานกับระบบตรวจหาตำแหน่งมาตรวัดน้ำจีไอเอสของการประปานครหลวงเพิ่มเติมขึ้นมาจากที่ได้บรรยายไว้ในฟ้อง จึงมิใช่เรื่องข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องอันทำให้จำเลยหลงต่อสู้ซึ่งจะต้องยกฟ้องตามวรรคสองของบทบัญญัติมาตราดังกล่าวแต่ประการใด นอกจากนั้น ตามข้อฎีกาของจำเลยว่าความจริงแล้วนายชรินทร์เบิกความว่าเข้าไปเปลี่ยนมาตรวัดน้ำที่บ้านภริยาโจทก์เพียงหลังเดียว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสาเหตุที่นายชรินทร์เข้าไปในที่เกิดเหตุเพื่อเปลี่ยนมาตรวัดน้ำตามวาระในซอยที่เกิดเหตุรวม 5 หลัง มิใช่เข้าไปเปลี่ยนเฉพาะบ้านภริยาโจทก์หลังเดียวจึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากที่ปรากฏในทางพิจารณานั้น ในข้อนี้นายชรินทร์เบิกความไว้อย่างชัดเจนว่านายชรินทร์ได้รับคำสั่งให้ไปดำเนินการเปลี่ยนมาตรวัดน้ำที่บ้านรวม 5 หลัง โดยตอบทนายจำเลยถามค้านด้วยว่าก่อนที่จะไปเปลี่ยนมาตรวัดน้ำที่โรงงานของโจทก์ ได้ไปเปลี่ยนมาตรวัดน้ำบริเวณที่ทำเครื่องหมายดอกจันสีแดง 3 แห่ง มาก่อน ดังนี้ กรณีจึงมิใช่เรื่องที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดไปจากที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อว่านายชรินทร์จะต้องใช้ระบบจีไอเอสในการตรวจหามาตรวัดน้ำ เนื่องจากตามสำเนาจ้างงานปรับปรุงถอดเปลี่ยนมาตรวัดน้ำครบวาระในเขตพื้นที่สำนักงานประปาตากสิน ไม่มีการระบุถึงระบบดังกล่าวไว้ในสัญญา ประกอบกับนายอาทร พนักงานของสำนักงานประปาตากสินพยานโจทก์ก็เบิกความยอมรับว่าไม่ทราบถึงเส้นทางที่ลูกจ้างบริษัท ทีเอสเอฟ อินเตอร์เทรด จำกัด ใช้ในการเข้าไปเปลี่ยนมาตรวัดน้ำตามวาระนั้น เห็นว่า การจะเข้าถึงบ้านเรือนของประชาชนเพื่อเปลี่ยนมาตรวัดน้ำตามวาระตามที่บริษัททีเอสเอฟ อินเตอร์เทรด จำกัด รับจ้างเหมาจากการประปานครหลวงตามสัญญาดังกล่าวว่าจะต้องใช้วิธีการใด เป็นเพียงรายละเอียดและวิธีปฏิบัติไม่ถือเป็นข้อสาระสำคัญที่จะต้องมีการระบุไว้ในสัญญา ฉะนั้น เมื่อนายอาทรและนายชรินทร์ต่างเบิกความสอดคล้องกันยืนยันว่าในการตรวจหาตำแหน่งมาตรวัดน้ำของบ้านเรือนของประชาชนซึ่งจะต้องเปลี่ยนตามวาระจะใช้ระบบจีไอเอสซึ่งเป็นแอปพลิเคชันของการประปานครหลวงเชื่อมโยงกับระบบนำทางและแผนที่ของแอปพลิเคชันกูเกิ้ลแมพเพื่อทราบตำแหน่งมาตรวัดน้ำและเส้นทางในการเข้าถึงจึงมีน้ำหนักเพียงพอแก่การรับฟังเป็นความจริงแล้ว ดังเห็นได้จากในใบสั่งดำเนินการมาตรวัดน้ำ การประปานครหลวง มีระบุเพียงบ้านเลขที่อันเป็นที่ตั้งมาตรวัดน้ำเท่านั้น แม้มีการระบุชื่อผู้ใช้น้ำไว้ด้วย ก็ได้ความว่าอาจไม่เป็นปัจจุบันโดยความจริงมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ใช้น้ำไปแล้วแต่ยังไม่ได้แก้ไขในฐานข้อมูล ประการสำคัญไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้น้ำระบุไว้ เช่นนี้ หากไม่ใช้ระบบจีไอเอสดังที่พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความยืนยัน ย่อมเป็นการยากที่นายชรินทร์จะหาตำแหน่งของมาตรวัดน้ำที่จะต้องเปลี่ยนได้พบ และเมื่อนายชรินทร์พยานโจทก์เบิกความยืนยันแล้วว่าเหตุที่พยานใช้ทางภาระจำยอมพิพาทไปยังบ้านภริยาโจทก์เพื่อเปลี่ยนมาตรวัดน้ำเนื่องจากเป็นเส้นทางที่ตรวจสอบพบโดยระบบจีไอเอส มิใช่โจทก์เป็นผู้บอกให้พยานใช้เส้นทางนี้และพยานก็ไม่เคยพูดกับจำเลยว่าเหตุที่ใช้ทางภาระจำยอมพิพาทเป็นเพราะโจทก์บอกให้ใช้ได้ กรณีจึงเพียงพอที่จะยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยได้อยู่แล้ว ส่วนการที่โจทก์ไม่นำภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งติดอยู่ที่โรงงานของโจทก์มาเป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยกับนายชรินทร์พูดคุยกันอย่างไรก็อาจเป็นเพราะตามปกติกล้องวงจรปิดโดยทั่วไปบันทึกไว้แต่ภาพอย่างเดียวมิได้บันทึกเสียงด้วยก็เป็นได้ กรณีจึงหามีผลทำให้พยานหลักฐานโจทก์ตกอยู่ในความสงสัยดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ นอกจากนั้น แม้ศาลแพ่งธนบุรีจะมีคำสั่งในการไต่สวนพยานจำเลยตามคำร้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.980/2558 ให้ยกคำร้อง โดยไม่มีข้อความที่ระบุว่าคำเบิกความของนายชริทร์เป็นความจริง ส่วนคำเบิกความของจำเลยเป็นความเท็จก็ตาม ก็หาใช่เรื่องที่ว่าศาลแพ่งธนบุรีมิได้นำคำเบิกความของจำเลยมาวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน เท่ากับว่าคำเบิกความของจำเลยมิใช่ข้อสำคัญแห่งคดีดังที่จำเลยฎีกาโต้แย้งแต่อย่างใด คำเบิกความของจำเลยจะเป็นความเท็จซึ่งมีความผิดอาญาหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันในคดีอาญาคดีนี้ ศาลแพ่งธนบุรีในคดีส่วนแพ่งไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคำเบิกความของจำเลยเป็นความเท็จหรือไม่ คงเพียงแต่ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความเท่านั้นว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากัน ส่วนคำเบิกความใดจะเป็นข้อสำคัญแห่งคดีในคดีแพ่งของศาลแพ่งธนบุรีหรือไม่ ต้องพิจารณาจากประเด็นแห่งคดีที่มีการโต้เถียงกันนั้นเองว่าคำเบิกความที่เกี่ยวด้วยประเด็นเหล่านั้นนำไปสู่ผลแพ้ชนะคดีกันหรือไม่ เมื่อในคดีแพ่งเหตุแห่งคำร้องขออันนางสาวสมหมาย ขอให้ศาลแพ่งธนบุรีเรียกโจทก์มาไต่สวนสืบเนื่องจากการกล่าวหาว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับข้อกำหนดในการใช้ทางภาระจำยอมพิพาท โดยสั่งให้ผู้อื่นขับรถกระบะบรรทุกสัมภาระสิ่งของผ่านเข้าไปในทางดังกล่าวทั้งที่ได้ทำสัญญากับศาลแพ่งธนบุรีไว้แล้วจะไม่ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นโดยจะยอมชำระค่าเสียหายเป็นเงินครั้งละ 20,000 บาท ประเด็นข้อสำคัญในคดีแพ่งของศาลแพ่งธนบุรีจึงมีอยู่ว่า โจทก์ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อจำกัดการใช้ทางตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยเป็นผู้สั่งให้นายชรินทร์ขับรถกระบะบรรทุกสิ่งของและสัมภาระผ่านทางภาระจำยอมพิพาทเพื่อเข้าไปยังที่ดินของโจทก์จริงหรือไม่ และเมื่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์คดีนี้รับฟังได้ว่านายชรินทร์ใช้ระบบนำทางจีไอเอสตรวจหาตำแหน่งมาตรวัดน้ำเพื่อเปลี่ยนตามวาระ โดยใช้ทางภาระจำยอมพิพาทซึ่งเป็นเส้นทางที่ระบบดังกล่าวระบุไว้และไม่เคยบอกแก่จำเลยว่าโจทก์เป็นผู้สั่งให้นายชรินทร์ใช้เส้นทางนี้ ฉะนั้น การที่จำเลยเบิกความต่อศาลในคดีแพ่งว่า นายชรินทร์เป็นผู้บอกจำเลยว่าโจทก์สั่งให้นายชรินทร์ใช้เส้นทางที่เป็นทางภาระจำยอมพิพาท จึงเป็นการเบิกความเท็จเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดการใช้ทางตามคำพิพากษาศาลฎีกา อันเป็นประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีที่นางสาวสมหมายอาศัยเป็นมูลในการกล่าวหาโจทก์เพื่อให้ศาลแพ่งธนบุรีเรียกโจทก์มาไต่สวนแล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานเบิกความเท็จดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เป็นคุณแก่จำเลยมากยิ่งขึ้นตามเงื่อนไขและวิธีการที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กำหนดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การแก้ไขคำพิพากษานั้นจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 เท่านั้น แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จะกำหนดให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ไม่ว่าจะเป็นโทษจำคุกหรือปรับอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างได้ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โดยใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยและกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นควรใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยให้เป็นคุณมากยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กำหนดไว้ จำเลยก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อให้ทบทวนการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการลงโทษจำเลยข้างต้นได้ มิใช่ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้แก้ไขคำพิพากษา เพราะกรณีดังกล่าวหาใช่เรื่องของการเขียนถ้อยคำผิดหรือมีการพิมพ์ผิดในคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 5 ม. 212 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายถิระศักดิ์ พสวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
อนันต์ เสนคุ้ม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2566
#698611
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 4 ระบุว่า "หากผู้กู้ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระ มารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงินต้นใหม่ และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้ โดยจะคิดทบไปทุกปี จนกว่าจะได้รับการชำระหนี้ครบถ้วนตามสัญญา" จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญากู้ยืมได้ตกลงกันเป็นหนังสือให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้น ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 655 วรรคหนึ่ง และไม่อยู่ในบังคับของข้อห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ทั้งข้อตกลงดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าต้องกระทำเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระครบหนึ่งปีแล้วเท่านั้น ดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (9) ฉะนั้น ตราบใดที่จำเลยยังคงค้างชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินและคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นได้ทุกครั้งที่มีการค้างชำระดอกเบี้ยถึงหนึ่งปีเช่นนั้น แม้ว่าจะครบกำหนดชำระคืนและลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดแล้วก็ตาม จะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดในรูปดอกเบี้ยทบต้นไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน เห็นสมควรลดเบี้ยปรับลง โดยกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ครั้งเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 6,727,681 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แบบทบต้นของต้นเงิน 6,332,177 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2552 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์ 1,800,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 มีข้อตกลงว่า หากจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าวทบเข้าเป็นต้นเงิน และให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินใหม่โดยคิดทบไปทุกปีจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ต่อมาจำเลยผิดนัด โดยชำระเงินให้โจทก์เพียง 170,000 บาท โจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ยถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 จำเลยค้างชำระต้นเงิน 1,800,000 บาท และมีดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 เป็นเงิน 270,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2562 และดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2562 เป็นต้นมาจนถึงวันฟ้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ แต่ทว่าเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง คู่สัญญากู้ยืมจะตกลงกันให้เอาดอกเบี้ยนั้นทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นก็ได้ แต่การตกลงเช่นนั้นต้องทำเป็นหนังสือ" เมื่อตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 4 ระบุว่า "หากผู้กู้ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระ มารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงินต้นใหม่ และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้โดยจะคิดทบไปทุกปี จนกว่าจะได้รับการชำระหนี้ครบถ้วนตามสัญญา" จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญากู้ยืมได้ตกลงกันเป็นหนังสือให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้น ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคหนึ่ง และไม่อยู่ในบังคับของข้อห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ทั้งข้อตกลงดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าต้องกระทำเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระครบหนึ่งปีแล้วเท่านั้น ดังนั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (9) ฉะนั้น ตราบใดที่จำเลยยังคงค้างชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินและคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นได้ทุกครั้งที่มีการค้างชำระดอกเบี้ยถึงหนึ่งปีเช่นนั้น แม้ว่าจะครบกำหนดชำระคืนและลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดแล้วก็ตาม จะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ ดังนั้น โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดในรูปดอกเบี้ยทบต้นไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน เห็นสมควรลดเบี้ยปรับลง โดยกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ครั้งเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน จำเลยค้างชำระต้นเงินอยู่ 1,800,000 บาท กับดอกเบี้ยค้างชำระเกิน 1 ปี ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 อีก 270,000 บาท เมื่อทบต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวเข้าด้วยกันแล้วเป็นเงิน 2,070,000 บาท จำเลยต้องชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคสอง ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 655 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 4 วรรคสาม (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายนิวัฒน์ โชติพงศ์สันติ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศบุญ เหลืองฐิติสกุล
ชื่อองค์คณะ
ไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ประกอบ ลีนะเปสนันท์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา