คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4590/2552
#505210
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 78 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นบทเฉพาะกาลที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ และไม่มีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมฯ และ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 แต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงให้ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงเห็นได้ว่า มาตรา 78 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่ลิขสิทธิ์ของนักแสดงเป็นสิทธิข้างเคียง (Related Rights หรือ Neighboring Rights) ของลิขสิทธิ์ แม้จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์เช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่สิทธิอย่างเดียวกันกับลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ยังได้บัญญัติแยกลิขสิทธิ์ไว้ในหมวด 1 และสิทธิของนักแสดงไว้ในหมวด 2 ทั้งเมื่อ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ประสงค์ให้ใช้บังคับบทบัญญัติใดแก่ทั้งลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดงระหว่างประเทศ และมาตรา 62 - 66 ในหมวด 6 ว่าด้วยคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง นอกจากนี้ในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิของนักแสดง ก็มีบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับประเภทของสิทธินักแสดง เงื่อนไขแห่งการได้มาซึ่งสิทธิ อายุแห่งการคุ้มครอง การโอนสิทธิ การละเมิดสิทธิของนักแสดงและข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิตามมาตรา 44 ถึงมาตรา 52 แม้กฎหมายจะบัญญัติให้นำบทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิ์มาใช้บังคับแก่สิทธิของนักแสดงโดยอนุโลมตามมาตรา 53 ก็ตาม ฉะนั้น การแสดงหรือบันทึกการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนการใช้บังคับของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง การที่โจทก์รับจ้างขับร้องเพลงโดยบันทึกเสียงในห้องบันทึกระหว่างปี 2496 - 2510 ไม่ว่าจะมีสิทธิของนักแสดงหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่อยู่ภายในขอบเขตการคุ้มครองของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานละเมิดสิทธิของนักแสดงของโจทก์ ไม่ใช่ละเมิดลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียง (มาสเตอร์เทป) และไม่ใช่กรณีพิพาทกันในเรื่องลิขสิทธิ์ในงานเพลงและสิ่งบันทึกเสียง (มาสเตอร์เทป) ที่เก็บไว้ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ที่ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียวในงานเพลงและสิ่งบันทึกเสียง มาสเตอร์เทป) พิพาทจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 44, 45, 49, 50, 52, 53, 69, 74, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิของนักแสดง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ จำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่โจทก์และจำเลยทั้งห้านำสืบรับและไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ระหว่างปี 2496-2510 โจทก์รับจ้างขับร้องเพลงไทยสากลหลายพันเพลงโดยส่วนใหญ่จะทำการบันทึกเสียงในห้องบันทึกเสียงของจำเลยที่ 3 เพื่อทำแผ่นเสียงและทำเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ การบันทึกเสียงจะทำเป็นมาสเตอร์เทปก่อน แล้วจึงนำไปผลิตแผ่นเสียง ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 แต่งตั้งมอบอำนาจให้นายสุรพล ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เช่าหรือใช้สิทธิในลิขสิทธิ์เพลงไปผลิตแผ่นซีดีเพลงที่มีเสียงขับร้องของโจทก์และเสียงดนตรีตามต้นฉบับเดิมที่บันทึกเสียงลงมาสเตอร์เทปดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 นำแผ่นซีดีเพลงออกขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อหากำไรทางการค้า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าการแสดงหรือบันทึกการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนการใช้บังคับของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 78 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หรือไม่ ในปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยว่าสิทธิของนักแสดงที่เกิดขึ้นก่อนการใช้บังคับของพระราชบัญญัติลุขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 78 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า สิทธิของนักแสดงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว เห็นว่า มาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นบทเฉพาะกาลที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ควมคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ และไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 แต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงให้ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเห็นได้ว่า มาตรา 78 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่สิทธิของนักแสดงเป็นสิทธิข้างเคียง (Related Rights หรือ Neighboring Rights) ของลิขสิทธิ์ แม้จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์เช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่สิทธิอย่างเดียวกันกับลิขสิทธิ์ นอกจากนี้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ยังได้บัญญัติแยกลิขสิทธิ์ไว้ในหมวด 1 และสิทธิของนักแสดงไว้ในหมวด 2 ทั้งเมื่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ประสงค์ให้ใช้บังคับบทบัญญัติใดแก่ทั้งลิขสิทธิ์ของนักแสดงก็จะบัญญัติไว้ชัดเจน เช่น มาตรา 61 ในหมวด 5 ว่าด้วยลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดงระหว่างประเทศ และมาตรา 62-66 ในหมวด 6 ว่าด้วยคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง นอกจากนี้ในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิของนักแสดง ก็มีบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับประเภทของสิทธิของนักแสดง เงื่อนไขแห่งการได้มาซึ่งสิทธิ อายุแห่งการคุ้มครอง การโอนสิทธิ การละเมิดสิทธิของนักแสดง และข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิตามมาตรา 44 ถึงมาตรา 52 แม้กฎหมายจะบัญญัติให้นำบทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์มาใช้บังคับแก่สิทธิของนักแสดงโดยอนุโลมตามมาตรา 53 ก็ตาม ฉะนั้น การแสดงหรือบันทึกการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนการใช้บังคับของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง การที่โจทก์รับจ้างขับร้องเพลงโดยบันทึกเสียงในห้องบันทึกระหว่างปี 2496-2510 ไม่ว่าจะมีสิทธิของนักแสดงหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่อยู่ภายในขอบเขตการคุ้มครองของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียวในงานเพลงและสิ่งบันทึกเสียง (มาสเตอร์เทป) พิพาท โจทก์ไม่มีลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียง (มาสเตอร์) ซึ่งบันทึกเสียงโจทก์และเก็บไว้ที่จำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของนักแสดงของโจทก์ ไม่ใช่ละเมิดลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียง (มาสเตอร์เทป) และไม่ใช่กรณีพิพาทกันในเรื่องลิขสิทธิ์ในงานเพลงและสิ่งบันทึกเสียง (มาสเตอร์เทป) ที่เก็บไว้ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 78 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเทพ วงศ์กำแหง
จำเลย — บริษัทบางกอกคาสเสท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4588/2552
#495449
เปิดฉบับเต็ม

การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้า แม้จะไม่ปรากฏข้อห้ามในกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าโดยตรง แต่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 ได้บัญญัติห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะของเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย เมื่อเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ต้องการที่จะให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าก็มุ่งที่จะให้ความคุ้มครองแก่บุคคลผู้กระทำการโดยสุจริตเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่บุคคลใดทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นโดยวิธีใด ๆ อันไม่สุจริต และนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตน ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบาย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 8 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เมอร์ซิส บี.วี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปรานี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4588/2552
#501828
เปิดฉบับเต็ม

การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้า แม้จะไม่ปรากฏข้อห้ามในกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าโดยตรง แต่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) ห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายเมื่อเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ต้องการที่จะให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าก็มุ่งที่จะให้ความคุ้มครองแก่บุคคลผู้กระทำการโดยสุจริตเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่บุคคลใดทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคอื่นโดยวิธีใดๆ อันไม่สุจริต และนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตน ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบายนั่นเอง เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนจึงมีหรือประกอบด้วยลักษณะอันต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) และไม่อาจรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 ประกอบมาตรา 16

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า "รูปภาพกระต่าย NIJNTJE" ทะเบียนเลขที่ ค98118 ซึ่งได้รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2541 จำพวกสินค้า 25 รายการสินค้า ชุดเสื้อผ้าเด็ก ชุดเด็กอ่อน กางเกงขายาว กางเกงขาสั้น กางเกง (ไม่รวมกางเกงชั้นใน กางเกงกีฬา) ฯลฯ ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ประกาศโฆษณาเครื่องหมายการค้า "OJOSUN และรูปภาพกระต่ายยืนอยู่บนหลังช้าง" จำพวกสินค้า 25 รายการสินค้า เสื้อ เสื้อกีฬา ยกเว้นเสื้อชั้นใน กางเกง กางเกงกีฬา ยกเว้นกางเกงชั้นใน คำขอเลขที่449331 ของนายณรงค์กฤษณ์ ผู้ขอจดทะเบียน โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ผู้ขอจดทะเบียนได้ยื่นคำโต้แย้งคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านของโจทก์ และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนต่อไป โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าว แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนี้มีความเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งในส่วนประกอบหลักและสาระสำคัญในตัวเครื่องหมายคือ "รูปกระต่าย" รวมทั้งเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าก็เหมือนหรือคล้ายกันคือเรียกว่า "ตรากระต่าย" เช่นกัน มิได้เรียกขานว่า "โอโจซัน กระต่ายยืนบนหลังช้างหรือกระต่ายบนหลังช้าง" ตามที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัย เมื่อจำพวกสินค้าและรายการสินค้าต่างก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าจึงเกิดขึ้นได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายและเป็นที่รู้จักอย่างดีในหมู่ผู้บริโภคทั่วโลกสำหรับสินค้าประเภทเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้ทั่วโลก นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนยังคล้ายกับงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้วยเพราะ "รูปภาพกระต่าย NIJNTJE" ของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของงานอันมีลิขสิทธิ์รูปภาพกระต่ายยืนอยู่บนหลังช้างเรียงกัน

สามเชือก ที่โจทก์เป็นผู้คิดค้นและออกแบบ โดยได้ขึ้นทะเบียนลิขสิทธิ์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2529 โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในรูปภาพดังกล่าว และมีสิทธินำรูปภาพนั้นมาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 449331

จำเลยให้การว่า เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของโจทก์ โดยมีรูปลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน เสียงเรียกขานก็แตกต่างกันไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของและแหล่งกำเนิดของสินค้า ลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง แต่มิใช่เครื่องหมายการค้าโจทก์ไม่อาจอ้างเพื่อเป็นเหตุให้ระงับการจดทะเบียนของผู้ขอจดทะเบียนได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 262/2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 783/2547 ที่ให้ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอเลขที่ 449331 ของผู้ขอจดทะเบียนนั้นต่อไปเสีย ส่วนคำขออื่น

ให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของอันมีลิขสิทธิ์ประเภทจิตรกรรม เป็นรูปกระต่ายยืนบนหลังช้าง ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 และโจทก์เป็นเจ้าของ

เครื่องหมายการค้า ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.10 ส่วนเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน

ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.9 เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายมีรูปกระต่ายเป็นภาคส่วนของเครื่องหมายการค้าและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 เหมือนกัน มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนี้เป็นเครื่องหมายการค้าที่อาจรับจดทะเบียนตามกฎหมายได้หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2 (ค) ทำนองว่า รูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนแตกต่างจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ นอกจากนี้ โจทก์ไม่อาจอ้างงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนเป็นเหตุให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ เห็นว่า โจทก์ฟ้องและกล่าวอ้างมาโดยตลอดในทำนองว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.13 และ จ.16 ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เอกสารหมาย จ.4 กับเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน เอกสารหมาย จ.9 แล้ว งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นรูปภาพกระต่ายยืนอยู่บนหลังช้าง ซึ่งยืนเรียงกันสามเชือก ส่วนเครื่องหมายการค้าที่ขดจดทะเบียนเป็นรูปกระต่ายยืนอยู่บนหลังช้าง มีกรอบสีทึบล้อมรอบรูปกระต่ายยืนบนหลังช้าง และมีอักษรโรมันคำว่า OJOSUN ล้อมรอบสลับกับขีดเส้นไขว้สามช่องล้อมเป็นวงกลมเป็นภาคส่วนประกอบด้วย แต่รูปกระต่ายยืนบนหลังช้างอยู่กึ่งกลางของเครื่องหมาย มองเห็นได้เด่นชัดกว่าภาคส่วนอื่น ถือว่ารูปกระต่ายยืนบนหลังช้างเป็นภาคส่วนสำคัญของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์กับส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนคือ ตัวกระต่ายกับช้างนั้นมีลักษณะที่เหมือนกันมาก โดยตัวกระต่ายจะหันหน้าตรง รูปหน้าทรงกลม มีตาเป็นจุด ปากเป็นเส้นทแยงมุม 2 เส้นตัดกัน ใบหูยาวตั้งตรงปลายมน ไม่ปรากฏแขนซ้ายขวา และเท้าที่ปรากฏ 2 ข้าง ไม่มีนิ้วเท้า ส่วนช้างหันศีรษะไปทางซ้าย ลำตัวมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง มีตาเป็นจุด ใบหูเป็นเส้นโค้ง ไม่ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนดังกล่าวคิดค้นขึ้นมาได้เช่นใด และเหตุใดจึงมีความใกล้เคียงกับงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ ทั้งๆ ที่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นรูปการ์ตูนตัวกระต่ายกับช้างประกอบกันถึง 2 ตัว และมีลักษณะพิเศษเฉพาะ แตกต่างจากกระต่ายและช้างในลักษณะของสัตว์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติโดยทั่วไป ไม่น่าจะมีการคิดสร้างรูปการ์ตูนกระต่ายที่ยืนบนหลังช้างขึ้นมาเหมือนกันได้โดยบังเอิญเช่นนี้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนทั้งเครื่องหมายแตกต่างจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ จึงไม่อาจรับฟังได้สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่สามารถอ้างงานอันมีลิขสิทธิ์ขอนตนมาเป็นเหตุให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เห็นว่า การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าเช่นนี้ แม้จะไม่ปรากฏข้อห้ามในกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าโดยตรง แต่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 ได้บัญญัติห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีหรือประด้วยลักษณะดังนี้.... (9) เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย เมื่อเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ต้องการที่จะให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าก็มุ่งที่จะให้ความคุ้มครองแก่บุคคลผู้กระทำการโดยสุจริตเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่บุคคลใดทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นโดยวิธีใดๆ อันไม่สุจริต และนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนเช่นนี้ ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบายนั่นเอง เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนี้จึงมีหรือประกอบด้วยลักษณะอันต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) และไม่อาจรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 ประกอบมาตรา 16 ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 8 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เมอร์ซิส บี.วี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4588/2552
#503149
เปิดฉบับเต็ม

การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้า แม้จะไม่ปรากฏข้อห้ามในกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าโดยตรง แต่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 8 ได้บัญญัติห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะดังนี้... (9) เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย เมื่อเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ต้องการที่จะให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าก็มุ่งที่จะให้ความคุ้มครองแก่บุคคลผู้กระทำการโดยสุจริตเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่บุคคลใดทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคอื่นโดยวิธีใดๆ อันไม่สุจริต และนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนเช่นนี้ ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนี้จึงมีหรือประกอบด้วยลักษณะอันต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 8 (9) และไม่อาจรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 6 ประกอบมาตรา 16 ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 449331

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 262/2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 783/2547 ที่ให้ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอเลขที่ 449331 ของผู้ขอจดทะเบียนนั้นต่อไปเสีย ส่วนคำขออื่น

ให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...โจทก์เป็นเจ้าของอันมีลิขสิทธิ์ประเภทจิตรกรรม เป็นรูปกระต่ายยืนบนหลังช้าง และโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมาย

การค้า ส่วนเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน คือ เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายมีรูปกระต่ายเป็นภาคส่วนของเครื่องหมายการค้าและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 เหมือนกัน มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนี้เป็นเครื่องหมายการค้าที่อาจรับจดทะเบียนตามกฎหมายได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนแล้ว งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นรูปภาพกระต่ายยืนอยู่บนหลังช้างซึ่งยืนเรียงกันสามเชือก ส่วนเครื่องหมายการค้าที่ขดจดทะเบียนเป็นรูปกระต่ายยืนอยู่บนหลังช้างมีกรอบสีทึบล้อมรอบรูปกระต่ายยืนบนหลังช้าง และมีอักษรโรมันคำว่า OJOSUN ล้อมรอบสลับกับขีดเส้นไขว้สามช่องล้อมเป็นวงกลม แม้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนจะมีกรอบสีทึบล้อมรอบรูปกระต่ายยืนบนหลังช้าง และมีอักษรโรมันคำว่า OJOSUN ล้อมรอบสลับกับขีดเส้นไขว้สามช่องล้อมเป็นวงกลมเป็นภาคส่วนประกอบด้วย แต่รูปกระต่ายยืนบนหลังช้างอยู่กึ่งกลางของเครื่องหมายมองเห็นได้เด่นชัดกว่าภาคส่วนอื่น ถือว่ารูปกระต่ายยืนบนหลังช้างเป็นภาคส่วนสำคัญของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์กับส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนคือ ตัวกระต่ายกับช้างนั้นมีลักษณะที่เหมือนกันมาก โดยตัวกระต่ายจะหันหน้าตรง รูปหน้าทรงกลม มีตาเป็นจุด ปากเป็นเส้นทแยงมุม 2 เส้นตัดกัน ใบหูยาวตั้งตรงปลายมน ไม่ปรากฏแขนซ้ายขวา และเท้าที่ปรากฏ 2 ข้าง ไม่มีนิ้วเท้า ส่วนช้างหันศีรษะไปทางซ้าย ลำตัวมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง มีตาเป็นจุด ใบหูเป็นเส้นโค้ง ไม่ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนดังกล่าวคิดค้นขึ้นมาได้เช่นใด และเหตุใดจึงมีความใกล้เคียงกับงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ ทั้งๆ ที่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นรูปการ์ตูนตัวกระต่ายกับช้างประกอบกันถึง 2 ตัว และมีลักษณะพิเศษเฉพาะ แตกต่างจากกระต่ายและช้างในลักษณะของสัตว์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติโดยทั่วไป ไม่น่าจะมีการคิดสร้างรูปการ์ตูนกระต่ายที่ยืนบนหลังช้างขึ้นมาเหมือนกันได้โดยบังเอิญเช่นนี้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน ทั้งเครื่องหมายแตกต่างจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ จึงไม่อาจรับฟังได้ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่สามารถอ้างงานอันมีลิขสิทธิ์ขอนตนมาเป็นเหตุให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เห็นว่า การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าเช่นนี้ แม้จะไม่ปรากฏข้อห้ามในกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าโดยตรง แต่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 ได้บัญญัติห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีหรือประด้วยลักษณะดังนี้.... (9) เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย เมื่อเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ต้องการที่จะให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าก็มุ่งที่จะให้ความคุ้มครองแก่บุคคลผู้กระทำการโดยสุจริตเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่บุคคลใดทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นโดยวิธีใดๆ อันไม่สุจริต และนำไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนเช่นนี้ ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบายนั่นเอง เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนี้จึงมีหรือประกอบด้วยลักษณะอันต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) และไม่อาจรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 ประกอบมาตรา 16 ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 8 (9) ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เมอร์ซิส บี.วี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2552
#503150
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่โจทก์นำสืบอ้างสำเนากรมธรรม์ประกันภัยและสำเนาหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของบริษัท พ. เป็นพยาน จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการโต้แย้งหรือคัดค้านการนำสืบสำเนาเอกสารว่าไม่มีต้นฉบับ หรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือแต่บางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ศาลไม่ควรรับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 125 จำเลยที่ 1 เพียงแต่ถามค้าน ป. พยานโจทก์เกี่ยวกับสำเนากรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวว่า ข้อความเกี่ยวกับรถยนต์คันดังกล่าวปรากฏตามเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นเพียงสำเนาไม่ใช่ต้นฉบับเท่านั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าสำเนาเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวนั้น ถูกต้องตรงกับต้นฉบับแล้ว ศาลจึงรับฟังเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นพยานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 113,242.71 บาท พร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 107,850.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาคดีนี้อย่างคดีมโนสาเร่

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ความเสียหายเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิพากษา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 107,850.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2546 ไปจนกว่าจำชะระเสร็จแก่โจทก์ แต่เฉพาะดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 25 มิถุนายน 2547) ต้องไม่เกินจำนวนเงิน 5,392.51 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องซึ่งต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ...จำเลยที่ 1 ไม่เพียงมีหน้าที่ขายคูปองแก่บุคคลทั่วไปที่จะนำยานพาหนะเข้าไปรับส่งสินค้าในเขตท่าเรือกรุงเทพแทนการท่าเรือแห่งประเทศไทยเท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 ยังเข้าไปร่วมมีส่วนได้เสียในการขนส่งสินค้าแก่ผู้ที่มาซื้อคูปองไปจากจำเลยที่ 1 ด้วย เพราะมิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ไม่จำเป็นต้องนำรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ไปทำประกันภัยไว้โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัย ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวในฐานะผู้เอาประกันภัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุเข้าร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าในเขตท่าเรือกรุงเทพ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า ในการทำสัญญาว่าจ้างขนส่งสินค้านั้นจำเลยที่ 2 จะตกลงกับผู้ว่าจ้างโดยตรง โดยจำเลยที่ 1 ไม่รู้เห็นด้วย หรือความสูญหายของสินค้าตามฟ้องอยู่นอกเหนือความรับผิดของผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ไม่มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองเปลี่ยนแปลงไป ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องซึ่งต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2

ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า กรมธรรม์ประกันภัยและหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ไม่ใช่ต้นฉบับเอกสาร เป็นเพียงสำเนาเอกสารซึ่งไม่มีการรับรองความถูกต้อง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังสำเนาเอกสารจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้จะเป็นเพียงสำเนากรมธรรม์ประกันภัยและสำเนาหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด โดยไม่มีการรับรองความถูกต้องของสำเนาเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเอกสารทั้งสองฉบับถูกส่งมาจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ทางโทรสาร และโจทก์มีนายปราโมทย์ ผู้จัดการส่วนสินไหมของโจทก์มาเบิกความรับรองเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าว และในขณะที่โจทก์นำสืบอ้างสำเนาเอกสารเป็นพยาน จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการโต้แย้ง หรือคัดค้านการนำสืบสำเนาเอกสารว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งสองฉบับหรือแต่บางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ศาลไม่ควรรับเป็นพยานหลักฐาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 จำเลยที่ 1 เพียงแต่ถามค้านนายปราโมทย์พยานโจทก์เกี่ยวกับข้อความเกี่ยวกับรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งเป็นเพียงสำเนาไม่ใช่ต้นฉบับเท่านั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้น ถูกต้องตรงกับต้นฉบับแล้ว ศาลจึงรับฟังเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นพยานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในความสูญหายของสินค้าตามฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ จำนวน 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (1) ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสยามคาร์โก้ ทรานสปอร์ต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ รัตรสาร
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4584/2552
#494299
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยเป็นสัญญาโอนขายสิทธิบัตร โดยมีข้อกำหนดว่าผู้โอนคือโจทก์ทั้งสี่ที่เป็นผู้ขายจะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้รับโอนคือจำเลยด้วย จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 369 กล่าวคือ โจทก์ทั้งสี่มีหน้าที่ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่จำเลย และจำเลยมีหน้าที่ชำระราคาให้โจทก์ทั้งสี่ ดังนั้นที่โจทก์ทั้งสี่รับว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยจริง และแจ้งให้จำเลยหักชำระหนี้ค่าหุ้นที่โจทก์ทั้งสี่ยังไม่ได้ชำระแก่จำเลย ต่อมาจำเลยส่งใบหุ้นแก่โจทก์ทั้งสี่ ย่อมแสดงว่าจำเลยยอมรับการชำระหนี้ค่าหุ้นแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ยอมรับว่ายังไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่จำเลย โจทก์ทั้งสี่จึงยังไม่ได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 208 กรณีจึงไม่อาจถือว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยโอนสิทธิบัตรคำขอเลขที่ 023613 เลขที่สิทธิบัตร 10099 คืนให้โจทก์ทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามจำเลยใช้หรือหาผลประโยชน์จากสิทธิบัตรคำขอเลขที่ 023613 เลขที่สิทธิบัตร 10099 อีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยมิได้ชำระค่าซื้อขายสิทธิบัตรแก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า สัญญาโอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ในข้อ 1 มีใจความว่า เป็นการโอนขายสิทธิบัตรแก่จำเลยในราคา 7,000,000 บาท โดยมีข้อกำหนดด้วยว่าผู้โอนซึ่งหมายถึงโจทก์ทั้งสี่ที่เป็นผู้ขายจะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้รับโอนคือจำเลยด้วยจึงนับเป็นสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือโจทก์ทั้งสี่มีหน้าที่ต้องโอนสิทธิบัตรพร้อมกับถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่จำเลย และจำเลยมีหน้าที่ชำระราคาให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ซึ่งผลแห่งสัญญาคือคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ซึ่งข้อเท็จจริงรับกันอยู่ว่าโจทก์ทั้งสี่ได้โอนสิทธิบัตรให้แก่จำเลยแล้ว จึงมีปัญหาแต่เพียงว่าจำเลยมีเจตนาไม่ชำระหนี้ตอบแทนและโจทก์ทั้งสี่ยังปฏิบัติการชำระหนี้ไม่ครบถ้วนอันจะถือว่าจำเลยยังไม่ผิดสัญญาหรือไม่ ในประการนี้ฝ่ายโจทก์ทั้งสี่รับอยู่ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยจริงและยังไม่ได้ชำระค่าหุ้น ดังนั้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 จึงได้มีหนังสือทวงหนี้จำเลย จำนวน 7,000,000 บาท โดยแจ้งให้จำเลยหักชำระหนี้ค่าหุ้น จำนวน 5,000,000 บาท การที่จำเลยส่งใบหุ้นแก่โจทก์ทั้งสี่ ย่อมแสดงว่าจำเลยยอมรับการชำระหนี้ค่าหุ้นตามหนังสือของโจทก์ทั้งสี่ ซึ่งแม้จำเลยจะจัดส่งใบหุ้นที่มีการชำระเต็มมูลค่าให้แก่โจทก์ทั้งสี่ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2546 อันเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์ทั้งสี่ให้นายอุทัยมีหนังสือแจ้งต่อจำเลย ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ขอถือหุ้นของจำเลยอีกต่อไปก็ตาม เพราะโจทก์ทั้งสี่เมื่อเข้าถือหุ้นของจำเลยแล้ว ย่อมไม่สามารถถอนการถือหุ้นของตนเองโดยพลการ เนื่องจากขัดต่อจุดมุ่งหมายของการจัดตั้งบริษัทจำกัด ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดให้กระทำได้ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาหนังสือที่จำเลยมีถึงโจทก์ทั้งสี่ก็ได้มีคำอธิบายอยู่ในข้อ 2.1 แล้วว่า บริษัทจำเลยได้ออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกรายตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2546 โดยมีการแจ้งต่อสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงไม่พอที่จะรับฟังว่าจำเลยส่อเจตนาไม่สุจริต แม้จะส่งมอบใบหุ้นแก่โจทก์ทั้งสี่ห่างจากวันที่โจทก์ทั้งสี่แจ้งให้หักหนี้ถึง 2 เดือน ส่วนเรื่องการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีก็เช่นกัน แม้ขณะทำสัญญาโอนสิทธิบัตร โจทก์ที่ 1 จะอยู่ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนจำเลย เป็นทำนองว่าถือว่ามีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีแล้วโดยปริยาย เพราะโจทก์ที่ 1 มีความรู้ความสามารถในการก่อสร้างติดตั้งเครื่องบำบัดน้ำเสียตามสิทธิบัตรอยู่แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 จะได้ดำเนินการตามสิทธิบัตรในนามจำเลย ทั้งช่วงระยะเวลาที่โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการของจำเลยหลังการรับโอนสิทธิบัตรจากโจทก์ทั้งสี่ก็มีระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน และโจทก์ที่ 1 ก็มิได้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ใดในบริษัทจำเลย หลักฐานอีกประการหนึ่งคือจดหมายที่นายอุทัย มีถึงจำเลย ที่โจทก์ทั้งสี่อ้างส่ง ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2546 ก็ยอมรับอยู่ว่ายังไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่จำเลย ดังนั้นเมื่อนำมาพิจารณาประกอบตัวโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยค้านว่า จำเลยเคยเสนอชื่อบุคคลที่จะมารับการถ่ายทอดจากโจทก์ทั้งสี่แล้วก็ดี กลุ่มใยบัวเทศ (นามสกุลของโจทก์ทั้งสี่) ไม่เคยมีหนังสือให้จำเลยตั้งบุคคลขึ้นมารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีก็ดี นายอุทัยพยานโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ว่าคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการถ่ายทอดนั้นอย่างน้อยจะต้องจบปริญญาตรีวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องบำบัดน้ำเสีย ซึ่งค้านกับที่โจทก์ที่ 1 ที่ได้รับการถ่ายทอดจากนายอุทัยด้วยคนหนึ่งเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าตนจบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจการเงินไม่ได้จบวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม แสดงว่าโจทก์ทั้งสี่ยังไม่ได้แสดงการขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 208 กรณีจึงไม่อาจถือว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ได้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 208 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิลักษณ์ ใยบัวเทศ กับพวก
จำเลย — บริษัทชลพัฒน์อควาเทค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวอัญชลี อนันต์โท
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2552
#495429
เปิดฉบับเต็ม

ในคำให้การของจำเลยก็ดี ในทางนำสืบของจำเลยก็ดี ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่ากิจการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันของจำเลยตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิที่ทำกับโจทก์นั้นประสบภาวะขาดทุนโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าสาเหตุเกิดจากอะไร สัญญาดังกล่าวไม่เป็นธรรมอย่างไร และโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตอย่างไร ดังนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์โดยให้รายละเอียดว่า การที่โจทก์คิดค่าใช้สิทธิจากจำเลยเพิ่มเติมในส่วนจำนวนน้ำมันที่จำเลยซื้อจากโจทก์ไม่ถึงปริมาณที่กำหนดไว้ในสัญญาอีก จึงไม่เป็นธรรมต่อจำเลยและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กิจการของจำเลยประสบกับภาวะขาดทุนเพราะสภาพเศรษฐกิจนั้น อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ประกอบด้วยมาตรา 225 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีน้ำมัน โดยเรียกเงินค่าเสียหายจากจำเลยคือ เงินค้างชำระเกี่ยวกับค่าใช้สิทธิ ค่าซื้อสินค้า ค่าส่งเสริมการขาย และค่าซ่อมอุปกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิทั้งสิ้น นอกจากนี้น้ำมันซึ่งโจทก์ส่งมอบให้จำเลยก็มิใช่สินค้าที่มีลักษณะเป็นการซื้อมาขายไปเป็นปกติธุระของโจทก์ เพราะต้องมีการควบคุมปริมาณและคุณภาพตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ค่าเสียหายตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ตกอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เรื่องผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ส่งมอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี สัญญาให้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ตามฟ้องให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่คืนหรือคืนให้ไม่ครบ ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 517,389 บาท ให้จำเลยชำระหนี้ค้างชำระจำนวน 850,978.13 บาท ค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,150,978.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องของต้นเงินจำนวนดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินและคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ครบถ้วน และค่าเสียหายอีกวันละ 30,000 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ของโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 740,978.13 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายเป็นเงินวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์แก่โจทก์ครบถ้วน แต่ค่าเสียหายดังกล่าวกำหนดให้ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน และจำเลยได้รับมอบเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ในการจำหน่ายน้ำมันไปจากโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ปรากฏตามสัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการ ต่อมาครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว มีการชำระเงินค้างชำระแก่โจทก์บางส่วน โดยเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ในการจำหน่ายน้ำมันบางส่วนยังคงอยู่กับจำเลย โจทก์มีหนังสือถึงจำเลย ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2546 ให้ส่งเครื่องมือในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันและชำระหนี้ที่ค้างชำระ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า ค่าใช้สิทธิร้านค้าไทเกอร์มาร์ทเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ในคำให้การของจำเลยก็ดี ในทางนำสืบของจำเลยก็ดี ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่า กิจการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันของจำเลยตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิที่ทำกับโจทก์นั้นประสบภาวะขาดทุนโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าสาเหตุเกิดจากอะไร สัญญาดังกล่าวไม่เป็นธรรมอย่างไร และโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตอย่างไร ดังนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์โดยให้รายละเอียดว่า การที่โจทก์คิดค่าใช้สิทธิจากจำเลยเพิ่มเติมในส่วนจำนวนน้ำมันที่จำเลยซื้อจากโจทก์ไม่ถึงปริมาณที่กำหนดไว้ในสัญญาอีก จึงไม่เป็นธรรมต่อจำเลยและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กิจการของจำเลยประสบกับภาวะขาดทุนเพราะสภาพเศรษฐกิจนั้น อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ประกอบด้วยมาตรา 225 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้...

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมามีว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของค่าเสียหายขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีน้ำมัน โดยเรียกเงินค่าเสียหายจากจำเลยคือ เงินค้างชำระเกี่ยวกับค่าใช้สิทธิ ค่าซื้อสินค้า ค่าส่งเสริมการขาย และค่าซ่อมอุปกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิทั้งสิ้น นอกจากนี้น้ำมันซึ่งโจทก์ส่งมอบให้จำเลยก็มิใช่สินค้าที่มีลักษณะเป็นการซื้อมาขายไปเป็นปกติธุระของโจทก์ เพราะต้องมีการควบคุมปริมาณและคุณภาพตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ค่าเสียหายตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ตกอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เรื่องผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ส่งมอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยอุทธรณ์ซึ่งสัญญาให้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสื่อเจริญ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2552
#501835
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีน้ำมัน โดยเรียกเงินค่าเสียหายจากจำเลย คือ เงินค้างชำระเกี่ยวกับค่าใช้สิทธิ ค่าซื้อสินค้า ค่าส่งเสริมการขาย และค่าซ่อมอุปกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิทั้งสิ้น นอกจากนี้น้ำมันซึ่งโจทก์ส่งมอบให้จำเลยก็มิใช่สินค้าที่มีลักษณะเป็นการซื้อมาขายไปเป็นปกติธุระของโจทก์ เพราะต้องมีการควบคุมปริมาณและคุณภาพตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ค่าเสียหายดังกล่าวจึงไม่ตกอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เรื่องผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ส่งมอบ ตามป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี เมื่อสัญญาให้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2538 โจทก์ตกลงให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเอสโซ่ เลขที่ 121 หมู่ที่ 2 ถนนฉะเชิงเทราสัตหีบ ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา มีกำหนดเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2543 โดยจำเลยได้รับมอบเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ในการจำหน่ายน้ำมันไปจากโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ต่อมาจำเลยค้างชำระค่าใช้สิทธิร้านไทเกอร์มารท์ จำนวน 702,782.78 บาท ค้างชำระค่าสินค้า จำนวน 151,313.95 บาท ค้างชำระค่าส่งเสริมการขายจำนวน 36,453.40 บาท และค้างชำระค่าซ่อมอุปกรณ์ค้างจ่ายจำนวน 428 บาท รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 890,978.13 บาท ซึ่งจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ว่า จำเลยจะผ่อนชำระให้โจทก์เดือนละ 10,000 บาท และขอขยายระยะเวลาการขนย้ายเครื่องมือในการส่งคืนแก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยผ่อนชำระเงินคืนแก่โจทก์เพียงบางส่วน คงค้างชำระจำนวน 850,978.13 บาท เมื่อสัญญาสิ้นสุดลงจำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ของโจทก์ แต่จำเลยยังไม่ส่งมอบคืนให้แก่โจทก์จำนวน 10 รายการ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และส่งมอบเครื่องบริภัณฑ์เครื่องมือ และอุปกรณ์คืนโจทก์แล้วแต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ตามฟ้องให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่คืนหรือคืนให้ไม่ครบให้ใช้ราคาเป็นเงิน 517,389 บาท ให้จำเลยชำระหนี้ค้างชำระจำนวน 850,978.13 บาท ค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,150,978.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องของต้นเงินจำนวนดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินและคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ครบถ้วน และค่าเสียหายอีกวันละ 30,000 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์ของโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 740,978.13 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายเป็นเงินวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งคืนเครื่องบริภัณฑ์ เครื่องมือและอุปกรณ์แก่โจทก์ครบถ้วน แต่ค่าเสียหายดังกล่าวกำหนดให้ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมามีว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของค่าเสียหายขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีน้ำมันตามเอกสารหมาย จ.4 โดยเรียกเงินค่าเสียหายจากจำเลยคือ เงินค้างชำระเกี่ยวกับค่าใช้สิทธิ ค่าซื้อสินค้า ค่าส่งเสริมการขาย และค่าซ่อมอุปกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิทั้งสิ้น นอกจากนี้น้ำมันซึ่งโจทก์ส่งมอบให้จำเลยก็มิใช่สินค้าที่มีลักษณะเป็นการซื้อมาขายไปเป็นปกติธุระของโจทก์ เพราะต้องมีการควบคุมปริมาณและคุณภาพตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ค่าเสียหายตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ตกอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เรื่องผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ส่งมอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยอุทธรณ์ซึ่งสัญญาให้ใช้สิทธิดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสื่อเจริญ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4581/2552
#495440
เปิดฉบับเต็ม

พายุไห่เยี่ยนเป็นพายุที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทะเลจีนใต้และมิใช่พายุที่มีความรุนแรงมิอาจคาดหมาย ทั้งก่อนออกเรือนายเรือก็ทราบข่าวพยากรณ์อากาศว่าจะเกิดคลื่นลมแรง นายเรือยังอาจหลีกเลี่ยงไม่ไปเผชิญกับพายุโดยหยุดเรือรอจนกว่าคลื่นลมสงบก่อนก็ได้ กรณีจึงไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ

โจทก์ฟ้องโดยอ้างสิทธิตามสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งโจทก์รับช่วงสิทธิมาโดยแนบใบตราส่งเป็นเอกสารท้ายฟ้องซึ่งไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงกันให้ใช้ HAGUE RULES ในใบตราส่งที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้องด้วย จึงเท่ากับว่าโจทก์ไม่เคยกล่าวอ้างว่า ในสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างผู้ส่งกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งมีข้อตกลงกันให้ใช้ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม HAGUE RULES ซึ่งกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าเกินกว่า 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือเกินกว่า 30 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม อันเป็นข้อจำกัดความรับผิดโดยผลของมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาใช้กับการขนส่งครั้งพิพาทด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองผิดสัญญารับขนของทางทะเล จำนวน 1,359,188.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,312,790.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทโกลบอล คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด และบริษัทซามูเดรา ชิปปิ้ง ไลน์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า ให้ฝ่ายจำเลย (จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสอง) ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 610,980 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ฝ่ายจำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ฝ่ายจำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์ จำเลยทั้งสอง และจำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2544 บริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด ตกลงขายแผ่นเหล็กม้วนรีดเย็นจำนวน 20 แท่นบรรจุสินค้า ให้แก่บริษัทเซี่ยงไฮ้ ซีไอเอ็มซี รีเฟอร์ คอนเทนเนอร์ จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน บริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ทำสัญญากับบริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด ผู้ส่ง แทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ว่าจ้างให้จำเลยร่วมที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศเป็นผู้ขนส่งอื่น ทำการขนส่งสินค้าโดยเรือเดินทะเลชื่อ "จูรอง เบบารู" เที่ยวที่ 5 เอ็น จากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทยไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้ สัญญารับขนระหว่างจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 นั้น จำเลยร่วมที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ทำสัญญากับจำเลยที่ 2 แทนจำเลยร่วมที่ 2 โจทก์รับประกันภัยสินค้าดังกล่าวในระหว่างการขนส่งจากบริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด จำนวน 114,495.84 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 2 ได้รับมอบสินค้าไว้จากผู้ส่งที่ท่าต้นทางในสภาพเรียบร้อยครบถ้วน สินค้าได้ถูกนำวางเรียงบนแท่นบรรจุสินค้าจำนวน 20 แท่นบรรจุสินค้า และแยกบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ 4 ตู้ ลงเรือจูรอง เบบารู ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย เมื่อเรือจูรอง เบบารู เดินทางถึงปลายทางเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ปรากฏว่าสินค้าจำนวน 5 แท่นบรรจุสินค้า ที่ถูกบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข โอโอแอลยู 324567 สูญหายไปทั้งหมดในระหว่างเรือเดินทางอยู่ในทะเลจีนใต้ เนื่องจากถูกพายุไห่เยี่ยนซึ่งเกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ระหว่างวันที่ 15 ถึง 18 ตุลาคม 2544 โดยตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวมีรอยแตกฉีกขาดขนาดใหญ่ที่ผนังด้านขวาของตู้ โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทเซี่ยงไฮ้ ซีไอเอ็มซี รีเฟอร์ คอนเทนเนอร์ จำกัด ผู้รับประโยชน์ไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2545 เป็นเงิน 1,312,790.87 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองว่า ความสูญหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยหรือภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือหรือไม่ เห็นว่า พายุไห่เยี่ยนเป็นพายุที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทะเลจีนใต้ และมิใช่พายุที่มีความรุนแรงมิอาจคาดหมาย ทั้งก่อนออกเรือนายเรือก็ทราบข่าวพยากรณ์อากาศว่าจะเกิดคลื่นลมแรง นายเรือยังอาจหลีกเลี่ยงไม่ไปเผชิญกับพายุโดยหยุดเรือรอจนกว่าคลื่นลมสงบก่อนก็ได้ ดังนี้กรณีจึงไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ เมื่อเหตุแห่งการสูญหายได้เกิดขึ้นระหว่างที่ของอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง และจำเลยร่วมที่ 2 ผู้ขนส่งอื่น โดยที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ไม่อาจอ้างข้อยกเว้นความรับผิดได้ จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง จำเลยร่วมที่ 2 ผู้ขนส่งอื่น และจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ จึงต้องรับผิดเพื่อการสูญหายนั้น ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า บริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด ผู้ส่ง กับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนตกลงกันให้ใช้ HAGUE RULES ซึ่งกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าเกินกว่า 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือเกินกว่า 30 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม บังคับแก่การขนส่งครั้งพิพาทนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยอ้างสิทธิตามสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งโจทก์รับช่วงสิทธิมา โดยในใบตราส่งไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงกันให้ใช้ HAGUE RULES ในใบตราส่งที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้องด้วย จึงเท่ากับว่าโจทก์ไม่เคยกล่าวอ้างว่า ในสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างบริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด ผู้ส่ง กับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง นั้น มีข้อตกลงกันให้ใช้ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม HAGUE RULES ซึ่งกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าเกินกว่า 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือเกินกว่า 30 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม อันเป็นข้อจำกัดความรับผิดโดยผลของมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาใช้กับการขนส่งครั้งพิพาทด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2535 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้มาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 ม. 52 ม. 58
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโอโอซีแอล (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
พลรัตน์ ประทุมทาน
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4581/2552
#501823
เปิดฉบับเต็ม

พายุที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทะเลจีนใต้และมิใช่พายุที่มีความรุนแรงมิอาจคาดหมาย ทั้งก่อนออกเรือนายเรือก็ทราบข่าวพยากรณ์อากาศว่าจะเกิดคลื่นลมแรง นายเรือยังอาจหลีกเลี่ยงไม่ไปเผชิญกับพายุโดยหยุดเรือรอจนกว่าคลื่นลมสงบก่อนก็ได้ จึงไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือภยันตรายหรืออุบัติเหตแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ เมื่อเหตุแห่งการสูญหายของสินค้าได้เกิดขึ้นระหว่างที่ของอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง และจำเลยร่วมที่ 2 ผู้ขนส่งอื่นโดยที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ไม่อาจอ้างข้อยกเว้นความรับผิดได้ จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง จำเลยร่วมที่ 2 ผู้ขนส่งอื่น และจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ จึงต้องรับผิดเพื่อการสูญหายนั้น ตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534

โจทก์ฟ้องโดยอ้างสิทธิตามสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งโจทก์รับช่วงสิทธิมาโดยไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงกันให้ใช้ HAGUE RULES ในใบตราส่งที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้อง จึงเท่ากับว่าโจทก์ไม่เคยกล่าวอ้างว่า ในสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างผู้ส่งกับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง มีข้อตกลงกันให้ใช้ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม HAGUE RULES ซึ่งกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าเกินกว่า 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือเกินกว่า 30 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม อันเป็นข้อจำกัดความรับผิดโดยผลของมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาใช้กับการขนส่งครั้งพิพาทด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีดทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2535 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544 โจทก์รับประกันภัยสินค้าจำพวกแผ่นเหล็กม้วนรีดเย็น จำนวน 20 แท่นบรรจุสินค้า โดยบริษัทไทยน็อกซ์สตีบ จำกัด เป็นผู้เอาประกันภัยภายในวงเงิน 114,495.84 ดอลลาร์สหรัฐ สินค้าดังกล่าวผู้เอาประกันภัยได้ขายและขนส่งทางทะเลจากราชอาณาจักรไทยไปให้บริษัทเซี่ยงไฮ้ ซีไอเอ็มซี รีเฟอร์ คอนเทนเนอร์ จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ขนสินค้าดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้ตกลงทำสัญญารับขนของทางทะเล และได้ออกใบตราส่งในชื่อทางการค้าของจำเลยที่ 2 ต่อมาระหว่างทางสินค้าจำนวน 5 แท่นบรรจุสินค้า ซึ่งบรรจุรวมกันอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 1 ตู้ ได้สูญหายไป ในความดูแลของจำเลยทั้งสองผู้ขนส่ง และการสูญหายดังกล่าวเกิดจากจำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อไม่เอาใจใส่ ไม่ใช้ความระมัดระวังการขนส่งให้ดีพอตามวิชาชีพของตน โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้ผู้เอาประกันภัยแล้วเป็นเงิน 1,312,790.97 บาท เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2545 โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยซึ่งมีต่อจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งสองกลับเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 มกราคม 2545 ถึงวันฟ้องได้เป็นเงิน 46,397.26 บาท รวมกับต้นเงินเท่ากับ 1,359,188.23 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,359,188.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,312,790.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งโดยได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ 2 ให้มีหน้าที่ดำเนินงานเกี่ยวกับธุรกิจรับขนของทางทะเล จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นตามกฎหมาย สินค้าพิพาทซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ได้สูญหายไปขณะเรือแล่นอยู่ในทะเลจีนใต้จากท่าเรือฮ่องกงไปยังท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะระหว่างวันที่ 15 ถึง 18 ตุลาคม 2544 เกิดพายุและคลื่นใหญ่มากทำให้เรือโคลงเคลงสินค้ากระแทกผนังตู้คอนเทนเนอร์อย่างแรงจนผนังตู้คอนเทนเนอร์ฉีกขาดเป็นรูขนาดใหญ่และสินค้าพิพาทเคลื่อนตัวหลุดออกจากจากตู้คอนเทนเนอร์ตกหล่นลงในทะเลด้วยเหตุสุดวิสัยและภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อไม่เอาใจใส่ไม่ใช้ความระมัดระวังในการขนส่งให้ดีพอตามวิชาชีพของตนดังที่โจทก์กล่าวหา จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด และคดีนี้เป็นกรณีขนสินค้าระบบตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งถือว่าตู้คอนเทนเนอร์เป็นหน่วยการขนส่ง สินค้าพิพาทมีจำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ เท่ากับ 1 หน่วยการขนส่ง จำเลยที่ 2 จึงรับผิดเพียงไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากคำนวณตามน้ำหนักสินค้าพิพาทจำนวน 20,366 กิโลกรัม จำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกินกิโลกรัมละ 30 บาท เป็นเงินเพียง 610,980 บาท เมื่อผู้รับตราส่งได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองรับผิด จำเลยทั้งสองได้แจ้งแก่ผู้รับตราส่งว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อผู้ส่งสินค้า ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทโกบอลคอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด และบริษัทซามูเดรา ชิปปิ้ง ไลน์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างให้จำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท ส่วนจำเลยร่วมที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่ง โดยได้รับแต่งตั้งจากจำเลยร่วมที่ 2 ให้มีหน้าที่ดำเนินงานเกี่ยวกับธุรกิจรับขนของทางทะเล จำเลยร่วมที่ 1 มิใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นตามกฎหมาย สินค้าพิพาทซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ได้สูญหายไปขณะเรือแล่นอยู่ในทะเลจีนใต้จากท่าเรือฮ่องกงไปยังท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะระหว่างวันที่ 15 ถึง 18 ตุลาคม 2544 เกิดพายุและคลื่นใหญ่มากทำให้เรือโคลงเคลงสินค้ากระแทกผนังตู้คอนเทนเนอร์อย่างแรงจนผนังตู้คอนเทนเนอร์ฉีกขาดเป็นรูขนาดใหญ่และสินค้าพิพาทเคลื่อนตัวหลุดออกจากตู้คอนเทนเนอร์ตกหล่นลงในทะเลด้วยเหตุสุดวิสัยและภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อไม่เอาใจใส่ไม่ใช้ความระมัดระวังในการขนส่งให้ดีพอตามวิชาชีพของตนดังที่โจทก์กล่าวหา จำเลยร่วมทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด และคดีนี้เป็นกรณีขนสินค้าระบบตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งถือว่าตู้คอนเทนเนอร์เป็นหน่วยการขนส่ง สินค้าพิพาทมีจำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ เท่ากับ 1 หน่วยการขนส่ง จำเลยร่วมที่ 2 จึงรับผิดเพียงไม่เกิน 10,000 บาท หรือหากคำนวณตามน้ำหนักสินค้าพิพาทจำนวน 20,366 กิโลกรัม จำเลยร่วมที่ 2 รับผิดไม่เกินกิโลกรัมละ 30 บาท เป็นเงินเพียง 610,980 บาท เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ทวงถามให้จำเลยร่วมที่ 1 รับผิด จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยร่วมที่ 2 ได้แจ้งแก่จำเลยที่ 2 ว่าจำเลยร่วมทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ดังนั้นจำเลยร่วมทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 หรือต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า ให้ฝ่ายจำเลย (จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสอง) ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 610,980 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ฝ่ายจำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ฝ่ายจำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์ จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่วามไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2544 บริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด ตกลงขายแผ่นเหล็กม้วนรีดเย็นจำนวน 20 แท่นบรรจุสินค้า ให้แก่บริษัทเซี่ยงไฮ้ ซีไอเอ็มซี รีเฟอร์ คอนเทนเนอร์ จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน บริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้โดยจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ทำสัญญากับบริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด ผู้ส่ง แทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ว่าจ้างให้จำเลยร่วมที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศเป็นผู้ขนส่งอื่น ทำการขนส่งสินค้าโดยเรือเดินทะเลชื่อ "จูรอง เบบารู" เที่ยวที่ 5 เอ็น จากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้ สัญญารับขนระหว่างจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 นั้น จำเลยร่วมที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ทำสัญญากับจำเลยที่ 2 แทนจำเลยร่วมที่ 2 ตามใบตราส่งและใบกำกับสินค้า เอกสารหมาย จ.3 จ.4 จ.7 และ จ.8 โจทก์รับประกันภัยสินค้าดังกล่าวในระหว่างการขนส่งจากบริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด จำนวน 114,495.84 ดอลลาร์สหรัฐ ตามกรมธรรม์ประกันภัย เอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 จำเลยที่ 2 ได้รับมอบสินค้าไว้จากผู้ส่งที่ท่าต้นทางในสภาพเรียบร้อยครบถ้วน สินค้าได้ถูกนำวางเรียงบนแท่นบรรจุสินค้าจำนวน 20 แท่นบรรจุสินค้า และแยกบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ 4 ตู้ ลงเรือจูรอง เบบารู ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย เมื่อเรือจูรอง เบบารู เดินทางถึงปลายทางเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ปรากฏว่าสินค้าจำนวน 5 แท่นบรรจุสินค้า ที่ถูกบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข โอโอแอลยู 324567 สูญหายไปทั้งหมดในระหว่างเรือเดินทางอยู่ในทะเลจีนใต้ เนื่องจากถูกพายุไห่เยี่ยนซึ่งเกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ระหว่างวันที่ 15 ถึง 18 ตุลาคม 2544 โดยตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวมีรอยแตกฉีกขาดขนาดใหญ่ที่ผนังด้านขวาของตู้ โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทเซี่ยงไฮ้ ซีไอเอ็มซี รีเฟอร์ คอนเทนเนอร์ จำกัด ผู้รับประโยชน์ไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2545 เป็นเงิน 1,312,790.87 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง และจำเลยร่วมทั้งสองว่าความสูญหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยหรือภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาข้อนี้นายสุรศักดิ์ พยานฝ่ายจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ยอมรับว่า ในทะเลจีนใต้ใกล้เขตบริหารพิเศษฮ่องกงมีพายุไต้ฝุ่นเกิดขึ้นประจำและเกิดขึ้นมากในฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดือนตุลาคมของทุกปี ระบบเตือนภัยที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงมีความเชื่อถือได้ และมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าหากนายเรือเห็นว่าพายุมีความแรงเกินกว่าความสามารถของเรือ นายเรือก็อาจเลื่อนกำหนดการเดินเรือหรืออาจเดินเรือหรืออาจเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลบพายุได้ ทั้งนายสมควร เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยา 5 พยานฝ่ายจำเลยอีกปากหนึ่งเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า เขตบริหารพิเศษฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ต่างเป็นเมืองท่าสำคัญ สถานีพยากรณ์อากาศประจำเมืองท่าทั้งสองแห่งมีความน่าเชื่อถือ กรณีพายุไห่เยี่ยนซึ่งเกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ระหว่างวันที่ 15 ถึง 18 ตุลาคม 2544 เป็นพายุธรรมดาซึ่งสถานีพยากรณ์อากาศทั้งสองแห่งจะต้องตรวจพบและประกาศแจ้งเตือนชาวเรือด้วย ดังนี้ จากคำเบิกความของพยานฝ่ายจำเลยทั้งสองปากแสดงว่าพายุไห่เยี่ยนเป็นพายุที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทะเลจีนใต้และมิใช่พายุที่มีความรุนแรงมิอาจคาดหมาย ทั้งก่อนออกเรือนายเรือก็ทราบข่าวพยากรณ์อากาศว่าจะเกิดคลื่นลมแรง นายเรือยังอาจหลีกเลี่ยงไม่ไปเผชิญกับพายุโดยหยุดเรือรอจนกว่าคลื่นลมสงบก่อนก็ได้ ดังนี้กรณีจึงไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ เมื่อเหตุแห่งการสูญหายได้เกิดขึ้นระหว่างที่ของอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง และจำเลยร่วมที่ 2 ผู้ขนส่งอื่น โดยที่จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 ไม่อาจอ้างข้อยกเว้นความรับผิดได้ จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง จำเลยร่วมที่ 2 ผู้ขนส่งอื่น และจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ จึงต้องรับผิดเพื่อการสูญหายนั้น ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์ว่า ความสูญหายของสินค้าเกิดจากการที่บริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด ผู้ส่งบรรจุสินค้าโดยรัดตรึงสินค้าไม่ดี เป็นเหตุให้เมื่อเกิดพายุสินค้าตกทะเลสูญหายนั้น เห็นว่า ปัญหานี้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การแต่เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วเพื่อให้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้นำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงในปัญหาข้อนี้กันอย่างเต็มที่ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจาณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า บริษัทไทยน็อกซ์สตีล จำกัด ผู้ส่ง กับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนตกลงกันให้ใช้ HAGUE RULES ซึ่งกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าเกินกว่า 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือเกินกว่า 30 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม บังคับแก่การขนส่งครั้งพิพาทนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยอ้างสิทธิตามสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งโจทก์รับช่วงสิทธิมาโดยแนบใบตราส่งเป็นเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงกันให้ใช้ HAGUE RULES ในใบตราส่งที่โจทก์แนบมาท้ายฟ้องดังกล่าว จึงเท่ากับโจทก์ไม่เคยกล่าวอ้างว่า ในสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างบริษัทไทนน็อกซ์สตีล จำกัด ผู้ส่งกับจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง นั้น มีข้อตกลงกันให้ใช้ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม HAGUE RULES ซึ่งกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้าเกินกว่า 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือ เกินกว่า 30 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม อันเป็นข้อจำกัดความรับผิดโดยผลของมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาใช้กับการขนส่งครั้งพิพาทด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2535 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้มาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโอโอซีแอล (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทโกลบอล คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
พลรัตน์ ประทุมทาน
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4580/2552
#503146
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยอาศัยมูลตามสัญญารับขนของทางทะเลที่โจทก์ในฐานะผู้ส่งทำสัญญาว่าจ้างผู้ขนส่งให้ขนส่งสินค้าไปถึงปลายทางตามกำหนดเวลา แต่ผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นขนส่งสินค้าด้วยความล่าช้าทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้สลักหลังและส่งมอบใบตราส่งให้แก่บริษัทผู้ซื้อสินค้าพิพาทไป แต่กลับรับมอบสินค้าพิพาทจากจำเลยที่ 1 แล้วนำสินค้าพิพาทออกขายทอดตลาด จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ได้เวนคืนใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงยอมส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ ดังนั้น เมื่อสินค้าพิพาทที่ขนส่งเสียหายเพราะความล่าช้าและไม่ปรากฏว่ามีการชำระค่าเสียหายแก่ผู้รับตราส่ง โจทก์ในฐานะคู่สัญญาและใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงยังอยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามมูลสัญญารับขนของทางทะเลที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นในความเสียหายของสินค้าพิพาทระหว่างการขนส่งได้ ส่วนสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ ระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องว่ากล่าวต่อกันตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งความตกลงตามสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายอาจไม่จำกัดอยู่เฉพาะตามใบกำกับสินค้า หรืออาจตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงกันภายหลังจากที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้าก็เป็นสิทธิของคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายนั้นๆ ไม่มีผลต่อสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของคู่สัญญาตามสัญญารับขนของทางทะเล และเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์ผู้ส่งว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง โดยจำเลยที่ 2 ติดต่อทำสัญญารับขนแทนจำเลยที่ 1 ตั้งแต่แรก จนกระทั่งเป็นผู้ออกใบตราส่ง ซึ่งเป็นใบตราส่งที่ใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงถือเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในฐานะเดียวกับจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ส่วนจำเลยที่ 4 ตามคำฟ้องเป็นสำนักงานที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 3 ในประเทศไทย ซึ่งไม่ชัดเจนว่าหมายถึงเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 3 หรือไม่ ถือไม่ได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 4 ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องโจทก์จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดตามฟ้องได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะตัวแทนของตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จึงเป็นการพิพากษาให้รับผิดนอกเหนือจากคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะชี้ให้เห็นถึงขนาดที่ว่าการที่เครื่องยนต์เรือขัดข้องเกิดจากการที่จำเลยที่ 3 ละเลยหรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าอาจเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องในครั้งพิพาท ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดในการที่สินค้าพิพาทเสื่อมคุณภาพเพราะเหตุแห่งการล่าช้าในระหว่างการขนส่ง แต่ก็ยังมีสิทธิอ้างข้อจำกัดความรับผิดตามมาตรา 60 (1) แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ ได้หากความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น เกินกว่าข้อจำกัดความรับผิดตามกฎหมายเมื่อสินค้าพิพาทตามใบตราส่งคือาหารกุ้งจำนวน 4,480 ถุง ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 3 หน่วยการขนส่งในการขนสั่งครั้งนี้จึงได้แก่ 4,480 หน่วย ซึ่งผู้ขนส่งสามารถจำกัดความรับผิดได้ 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 58 เงินที่ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดได้คือ 44,800,000 บาท ค่าเสียหายที่กำหนดจำนวน 850,000 ยาท จึงอยู่ในวงเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องรับผิดในจำนวนเงินค่าเสียหายที่กำหนดดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 1,014,116.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 สิงหาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2544 โจทก์ขายอาหารกุ้งให้แก่บริษัทซีโปรดักส์ อิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ต เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ซื้อที่ประเทศเวียดนาม ในราคา 65,070 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ในฐานะผู้ส่งได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ให้ขนส่งสินค้าพิพาทไปยังประเทศเวียดนาม จำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อกับโจทก์แทนจำเลยที่ 1 และออกใบตราส่งในชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ ในการขนส่งจำเลยที่ 1 ใช้เรือไอรอน ดี ซึ่งเช่าเหมาลำมาจากจำเลยที่ 3 เจ้าของเรือและผู้ขนส่งอื่นตามสัญญาเช่าเหมาระวางเรือ แต่นายเรือและลูกเรือยังเป็นของจำเลยที่ 3 รวมทั้งการดูแลควบคุมเครื่องจักรและอุปกรณ์ในเรือยังเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 รวมทั้งการดูแลควบคุมเครื่องจักรและอุปกรณ์ในเรือยังเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 เรือไอรอน ดี กำหนดออกจากท่าเรือกรุงเทพวันที่ 10 สิงหาคม 2544 ถึงท่าเรือโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม วันที่ 13 สิงหาคม 2544 โจทก์จัดส่งสินค้าพิพาท 4,480 ถุง ลงเรือไปรอน ดี และเรือได้ออกเดินทางมุ่งหน้าไปท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีในวันที่ 10 สิงหาคม 2544 หลังจากเรือออกเดินทางได้ไม่นานเครื่องยนต์เรือเกิดขัดข้องเนื่องจากอุปกรณ์ส่วนที่เรียกว่าตุ๊กตารับเพลาของเครื่องยนต์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ทำให้สินค้าพิพาทไปถึงล่าช้ากว่ากำหนดเป็นเหตุให้ลูกค้าของโจทก์ที่ประเทศเวียดนามปฏิเสธไม่รับสินค้าพิพาท โจทก์จึงรับมอบสินค้าพิพาท แล้วนำออกขายทอดตลาด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามสัญญารับขนของทางทะเลจากการที่สินค้าพิพาทเสื่อมคุณภาพเพราะความล่าช้าระหว่างการขนส่งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโจทก์โดยอาศัยมูลตามสัญญารับขนของทางทะเลที่โจทก์ในฐานะผู้ส่งทำสัญญาว่าจ้างผู้ขนส่งให้ขนส่งสินค้าไปถึงปลายทางตามกำหนดเวลา แต่ผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นขนส่งสินค้าด้วยความล่าช้าทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพ ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้สลักหลังและส่งมอบใบตราส่งให้แก่บริษัทซีโปรดักส์ อิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ต เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ซื้อสินค้าพิพาทไปแต่กลับรับมอบสินค้าพิพาทจากจำเลยที่ 1 แล้วนำสินค้าพิพาทออกขายทอดตลาดจึงเชื่อได้ว่าโจทก์ได้เวนคืนใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงยอมส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์อันเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ที่บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง ผู้ส่งของจะสั่งให้ผู้ขนส่ง...ระงับการส่งมอบแก่ผู้รับตราส่งก็ได้...แต่ต้องเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทั้งหมดที่ออกให้แก่กันไว้แก่ผู้ขนส่ง" ดังนั้น เมื่อสินค้าพิพาทที่ขนส่งเสียหายเพราะความล่าช้าและไม่ปรากฏว่ามีการชำระค่าเสียหายแก่ผู้รับตราส่งโจทก์ในฐานะคู่สัญญาและใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงยังอยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามมูลสัญญารับขนของทางทะเลที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นในความเสียหายของสินค้าพิพาทระหว่างการขนส่งได้ ส่วนสิทธิ หน้าที่และความรับผิดของคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศระหว่างโจทก์ ผู้ขายและบริษัทซีโปรดักส์ อิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ต เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ซื้อเป็นไปอย่างไรเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องว่ากล่าวต่อกันตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งความตกลงตามสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายอาจไม่จำกัดอยู่เฉพาะตามใบกำกับสินค้าหรืออาจตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงกันภายหลังจากที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้าก็เป็นสิทธิของคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายนั้นๆ ไม่มีผลต่อสิทธิหน้าที่และความรับผิดของคู่สัญญาตามสัญญารับขนของทางทะเล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศตามลำดับหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ผู้ส่งว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง เพื่อขนส่งสินค้าพิพาทไปยังประเทศเวียดนาม โดยจำเลยที่ 2 ติดต่อทำสัญญารับขนแทนจำเลยที่ 1 ตั้งแต่แรกจนกระทั่งเป็นผู้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.20 และ ล.1 ซึ่งเป็นใบตราส่งที่ใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จึงถือเป็นตัวแทนผู้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในฐานะเดียวกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างไว้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 4 เป็นสำนักงานที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 3 ในประเทศไทย ซึ่งไม่ชัดเจนว่าหมายถึงเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 3 หรือไม่ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 3 กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ซึ่งเป็นกรณีที่ตัวแทนในประเทศไทยทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดตามฟ้องได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะตัวแทนของตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 จึงเป็นการพิพากษาให้รับผิดนอกเหนือจากคำฟ้องไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า การที่ในใบตราส่งเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 3 หัวข้อ การทำสัญญาช่วง การชดใช้ค่าเสียหายและข้อต่อสู้บางประการ ข้อยกเว้นความรับผิด และข้อจำกัดความรับผิดที่ว่า (2) "The Merchant undertakes that no claim or legal action whatsoever shall be made or brougth against any person by whom the carriage is performed or undertaken (including, but not limited to the Carrier's servants, agents or Sub - contractors) other than the Carrier which imposes or attempts to impose upon any such person, or any vessel owned or operated by such person, any liability whatsoever in connection with the Goods or the carriage thereof whether or not arising out of negligence on the part of such person..." ถือเป็นข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะตัวแทนของตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศโดยรับผิดในฐานะเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการและเป็นผู้ขนส่งด้วยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 แต่ข้อตกลงตามใบตราส่งดังกล่าวนั้นเป็นการตกลงยกเว้นความรับผิดของบุคคลอื่นๆ ตามที่ระบุไว้ ซึ่งไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในฐานะเดียวกับผู้ขนส่ง ดังนั้น ไม่ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะผูกพันคู่สัญญาที่ทำสัญญากับผู้ขนส่งหรือไม่ ก็ไม่มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตร 824 นั้น ใช้บังคับแก่การเป็นตัวแทนของตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นตัวแทนตามสัญญาใด ซึ่งรวมทั้งสัญญารับขนของทางทะเลตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับชำระหนี้ตามสัญญาที่ทำกับผู้อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศนั้นสามารถดำเนินการในประเทศไทยได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อไปว่า การที่อุปกรณ์ส่วนที่เรียกว่าตุ๊กตารับเพลาของเครื่องยนต์เรือไอรอน ดี ขัดข้องได้รับความเสียหายเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2544 ถือเป็นความชำรุดบกพร่องของเรือที่แผงอยู่ภายในซึ่งไม่อาจพบเห็นหรือทราบได้ด้วยการตรวจสอบอย่างระมัดระวังและโดยใช้ผีมือเท่าที่เป็นธรรมดาและสมควรจะต้องใช้สำหรับผู้ประกอบอาชีพตรวจเรือหรือไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นการนำสืบข้อยกเว้นความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (11) ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีเพียงนายอนันต์ นายช่างตรวจสอบเรือของบริษัทลอยด์รีจิสเตอร์ ออฟ ชิปปิ้ง จำกัด ที่ให้ถ้อยคำและเบิกความเป็นพยานไว้ว่า พยานเป็นช่างผู้ตรวจสอบเรือไอรอน ดี หลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2544 ก่อนเกิดเหตุพยานไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบแต่ยืนยันได้ว่า เรือไอรอน ดี ได้รับการตรวจสภาพเรือและเครื่องยนต์ตามระยะเวลาโดยบริษัทลอยด์รีจิสเตอร์ ออฟ ชิปปิ้ง จำกัด ได้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าของเรือไอรอน ดี ทราบทุกๆ 3 เดือนว่า เรือไอรอน ดี จะต้องได้รับการตรวจสภาพเรือหรือวัสดุอุปกรณ์ส่วนใดบ้างที่ถึงกำหนดการตรวจสอบทั้งทางด้านตัวเรือและเครื่องยนต์เพื่อตรวจสภาพว่าเหมาะสมและปลอดภัยกับการใช้งานหรือไม่ ตามหนังสือรายการแจ้งกำหนดการตรวจเรือเอกสารหมาย ล.13 และ ล.14 เรือไอรอน ดี เป็นสมาชิกสถาบันลอยด์ ทางสถาบันได้ออกหนังสือรับรองให้ตามเอกสารหมาย ล.15 เห็นว่า หนังสือรายการแจ้งกำหนดการตรวจเรือเอกสารหมาย ล.13 และ ล.14 เป็นหนังสือที่แจ้งให้นำเรือไอรอน ดี เข้าตรวจสอบ แต่ไม่มีรายละเอียดและผลการตรวจสอบเกี่ยวกับเครื่องจักรของเรือว่าเป็นอย่างไร ส่วนหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.15 ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2544 เนื้อความที่ปรากฏก็เป็นการรับรองเพียงว่าเรือมีสภาพมั่นคงแข็งแรงพอที่จะบรรทุกสินค้าหนัก และตู้คอนเทนเนอร์ได้รับการจัดเตรียมอย่างมั่นคงแข็งแรงซึ่งก็ไม่ได้เป็นการรับรองการตรวจสอบเครื่องยนต์ของเรือด้วย กลับได้ความจากบันทึกถ้อยคำของนายอนันต์ว่า คามเสียหายของตัวตุ๊กตารับเพลามีสาเหตุมาจากการผิดปกติในการไหลเวียนของน้ำมันหล่อลื่นที่อยู่ภายในชิ้นส่วนอุปกรณ์ประเภทเพลาและอุปกรณ์ลดการเสียดทาน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของเครื่องยนต์เรือและระบบจักรกล เป็นเหตุให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ดังกล่าวมีน้ำมันหล่อลื่นน้อยกว่าปกติ และเกิดความร้อนจาการเสียดทานในระหว่างเดินเครื่องยนต์ การผิดปกติในการไหลเวียนของน้ำมันหล่อลื่นจนเป็นเหตุให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์มีน้ำมันหล่อลื่นน้อยกว่าปกติเป็นเหตุที่เกิดจากการตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เรือไม่เป็นไปด้วยดีพอ ย่อมเป็นเหตุให้เครื่องยนต์ดังกล่าวเกิดขัดข้องระหว่างการรับขนของทางทะเลได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไม่อาจพิสูจน์ให้ได้ความว่า ตุ๊กตารับเพลาได้รับความเสียหายเป็นความชำรุดบกพร่องของเรือที่แฝงอยู่ภายในซึ่งไม่อาจตรวจสอบและป้องกันไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาและสมควรของช่างผู้ประกอบอาชีพตรวจเรือ กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าการขัดข้องของเครื่องยนต์เกิดจากความชำรุดบกพร่องของเรือที่แฝงอยู่ภายในอันจะเป็นข้อยกเว้นความรับผิดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยกขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องร่วมกันรับผิดในการที่สินค้าพิพาทเสื่อมคุณภาพเพราะเหตุแห่งการล่าช้าในระหว่างการขนส่ง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้ด้วยว่า การที่เครื่องยนต์หรือเรือขัดข้องดังกล่าวเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 3 ถึงขนาดที่เรียกได้ว่าละเลยหรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าอาจเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องในครั้งพิพาทนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะชี้ให้เห็นถึงขนาดที่ว่าการที่เครื่องยนต์เรือขัดข้องเกิดจากการที่จำเลยที่ 3 ละเลยหรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าอาจเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องในครั้งพิพาท คดีจึงยังฟังไม่ได้ดังคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดในการที่สินค้าพิพาทเสื่อมคุณภาพเพราะเหตุแห่งการล่าช้าในระหว่างการขนส่ง แต่ก็ยังมีสิทธิอ้างข้อจำกัดความรับผิดตามมาตรา 60 (1) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะล พ.ศ.2534 ได้ หากความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น เกินกว่าข้อจำกัดความรับผิดตามกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการสุดท้ายว่าเมื่อพิจารณาถึงสิทธิที่จะอ้างข้อจำกัดความรับผิดตามกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า ตามรายงานผลวิเคราะห์สภาพสินค้าพิพาทหลังเกิดเหตุเอกสารหมาย จ.25 ที่โจทก์อ้างเป็นพยานปรากฏว่า ผู้วิเคราะห์ได้แจกแจงผลการวิเคราะห์สินค้าพิพาทไว้โดยละเอียดทั้งผลวิเคราะห์ทางเคมีและลักษณะทางกายภาพ โดยเฉพาะข้อมูลจากผู้ผลิตที่ว่า "สินค้าอาหารกุ้งมีคุณภาพสินค้าหมดอายุภายใน 3 เดือน นับจากวันผลิต แต่ทั้งนี้ต้องถูกเก็บอยู่ในที่เย็นและแห้งโดยไม่ถูกน้ำและแสงแดด อาหารกุ้งในประเทศไทยโดยปกติจะถูกกระจายสินค้าจากโรงงานผลิตไปถึงผู้แทนจำหน่ายรายใหญ่และถูกส่งต่อไปยังผู้แทนจำหน่ายรายย่อยภายใน 15 วัน ผู้แทนจำหน่ายรายย่อยจะส่งถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภายใน 16 ถึง 30 วัน สรุปคือ จะใช้เวลาประมาณ 31 ถึง 40 วัน ในการส่งสินค้าถึงผู้รับสินค้าปลายทางและเมื่อใดก็ตามถ้าอาหารกุ้งมีอายุเกินกว่า 30 วัน กลิ่นของอาหารจะจางลงและกุ้งจะไม่กินอาหารกุ้งที่ไม่มีกลิ่น ซึ่งเป็นเหตุผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะซื้ออาหารกุ้งที่มีความสดใหม่มากกว่าอาหารกุ้งที่มีอายุการเก็บไว้นานแล้ว" และบทสรุปของผู้วิเคราะห์ที่ว่า "...กลิ่นของอาหารนั้นจะจางลงมากเมื่อเปรียบเทียบกับตัวอย่างสินค้าที่ผลิตใหม่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณภาพของอาหารกุ้งนั้นได้เปลี่ยนไป โดยกลิ่นของอาหารซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อระดับของการบริโภคอาหารของกุ้ง" นายสุรเชษฐ์ พยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตำแหน่งผู้สำรวจของบริษัทมารีน เซอร์เวยเยอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ตรวจสอบสินค้าพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือสอบถามสถาบันวิจัยอาหารสัตว์น้ำจืด กรมประมง เกี่ยวกับคุณภาพของอาหารกุ้ง ก็ได้รับคำตอบประการหนึ่งว่า กลิ่นของอาหารจะมีผลต่อการดึงดูดให้กุ้งเข้ามากินอาหารและกลิ่นจัดเป็นสารเคมีที่มีการระเหยได้ ระยะเวลาก็มีผลต่อการลดลงของกลิ่นอาหารตามหนังสือของสถาบันวิจัยอาหารสัตว์น้ำจืดเอกสารหมาย ล.10 เป็นการเจือสมพยานโจทก์ให้ฟังได้ว่าการที่สินค้าพิพาทต้องตกค้างอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์นานประมาณ 1 เดือนโดยสภาพของสินค้าพิพาทแม้จะยังใช้เป็นอาหารกุ้งได้ แต่คุณภาพของสินค้าย่อมเสื่อมลงตามระยะเวลา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว การจัดการขายทอดตลาดสินค้าพิพาท โจทก์มีประกาศขายทอดตลาดเอกสารหมาย จ.29 หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.30 และ จ.31 บัญชีรายชื่อผู้เข้าประมูลราคาเอกสารหมาย จ.32 ภาพถ่ายการขายทอดตลาดหมาย จ.33 สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.34 ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.35 และหนังสือรายงานการขายทอดตลาดของผู้ดำเนินการขายทอดตลาดเอกสารหมาย จ.37 ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์มิได้นำสินค้าพิพาทออกขายทอดตลาดได้เงิน 2,000,000 บาท โดยมีส่วนต่างกับราคาสินค้าที่โจทก์ตกลงขายให้แก่ลูกค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ 800,000 บาท แล้วนำไปรวมกับค่าใช้จ่ายในการส่งออกที่กำหนดให้อีก 50,000 บาท เป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 850,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว สินค้าพิพาทตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.20 และ ล.1 คืออาหารกุ้งจำนวน 4,480 ถุง พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 บัญญัติว่า "หน่วยการขนส่ง" หมายความว่าหน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่งและแต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ เช่น กระสอบ ชิ้น ถึง ตู้ ม้วน ลัง ลูก หีบ ห่อ อัน หรือหน่วยที่เรียกชื่ออย่างอื่น หน่วยการขนส่งในการขนส่งครั้งนี้จึงได้แก่ 4,480 หน่วย ซึ่งผู้ขนส่งสามารถจำกัดความรับผิดได้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วย การขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 เงินที่ผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 เงินที่ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดได้คือ 44,800,000 บาท ค่าเสียหายที่กำหนดจำนวน 850,000 บาท จึงอยู่ในวงเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องรับผิดในจำนวนเงินค่าเสียหายที่กำหนดดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ว่าต้องรับผิดไม่เกิน 72,944 บาท จึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 4 ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 36 ม. 52 (11) ม. 60 (1) (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไชน่าชิปปิ้ง คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4579/2552
#495428
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตจากโจทก์ เมื่อโจทก์ชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศแทนจำเลยที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องนำสินค้าออกไปพร้อมกับชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระจึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์พร้อมกับออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย จึงเห็นได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทเป็นหลัก จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์จึงเป็นการประกันเพื่อการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น หาใช่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวไม่

แม้หนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตลอดจนตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจะแสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 จึงยังเป็นหนี้ต่อโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอยู่ ดังนั้นข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์มีสิทธิใช้ดุลพินิจเปลี่ยนหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาทได้นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดจึงมีผลใช้บังคับ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยดังกล่าวชำระหนี้เป็นสกุลเงินบาทได้

โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินประกาศของธนาคารโจทก์ที่ประกาศกำหนดเอง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยหลังวันฟ้อง โดยไม่ได้กำหนดให้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์นั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้ที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

เนื่องจากหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้เป็นการชำระหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้ และเป็นกรณีที่ต้องพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนดอกเบี้ยดังได้กล่าวแล้วข้างต้น จึงสมควรให้คำพิพากษานี้มีผลไปถึงจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,936,652.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,503,673.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของนางสุทธิลักษณ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 3,503,673.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,048,318.36 บาท นับตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2541 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,813,375.57 บาท นับตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2541 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,456,000.41 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2541 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2541 และอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 3,456,000.41 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,432,979.44 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท และให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ในฐานะทายาทของนางสุทธิลักษณ์ ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินทรัพย์มรดกที่แต่ละคนได้รับ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินที่ดินโฉนดเลขที่ 144747 ตำบลสายไหม (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) อำเภอบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 50128, 50130 ตำบลฉิมพลี (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ประการแรกว่า จำเลยทั้งเจ็ดจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน มิใช่ฟ้องโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตกับสัญญาทรัสต์รีซีท ในประเด็นข้อนี้โจทก์มีนายประเทือง นางสาวรัชดา และนางณัฐวดี เบิกความประกอบเอกสารคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญาทรัสต์รีซีทและตั๋วสัญญาใช้เงินฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขอเปิดใช้วงเงินสินเชื่อเพื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์รวม 3 ครั้ง เพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายต่างประเทศ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้ต่อโจทก์เพื่อรับสินค้าออกไปจำหน่ายก่อนชำระเงินรวม 4 ครั้ง แต่ละครั้งจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้แก่โจทก์เป็นประกันการชำระหนี้ เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามสัญญา ทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ให้การและนำสืบรับว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอเปิดใช้วงเงินสินเชื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตและทำสัญญาทรัสต์รีซีทพร้อมออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์จริง เห็นว่า นับแต่จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตจากโจทก์ เมื่อโจทก์ชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศแทนจำเลยที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องนำสินค้าออกไปพร้อมกับชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระจึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์พร้อมกับออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย จึงเห็นได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทเป็นหลัก จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์จึงเป็นการประกันเพื่อการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น หาใช่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ต่อไปว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เป็นสกุลเงินบาทได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ต้องฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐตามที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน ทั้งตั๋วสัญญาใช้เงินมิได้มีข้อความใดระบุให้โจทก์สามารถใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงินจากสกุลดอลลาร์-สหรัฐเป็นสกุลเงินบาทไทยได้แต่ประการใด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นสกุลเงินบาทโดยอาศัยสัญญาทรัสต์รีซีทได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทโดยเมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ไว้ ซึ่งเป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 จึงยังเป็นหนี้ต่อโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอยู่ ดังนั้นข้อตกลงที่จะระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทจึงมีผลใช้บังคับ และตามสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 7.2 ได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์มีสิทธิใช้ดุลพินิจเปลี่ยนหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาทได้นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยดังกล่าวชำระหนี้เป็นสกุลเงินบาทได้ แม้หนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตลอดจนตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจะแสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศก็ตาม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ฟังไม่ขึ้น...

อนึ่ง โจทก์เป็นสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 3 (4) ประกอบกับประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537 ข้อ 1 และตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจรัฐมนตรีกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสถาบันการเงินบางประเภทหรือทุกประเภทโดยกำหนดเป็นอัตราสูงสุดหรืออัตราที่อ้างอิงในลักษณะอื่นก็ได้ และจะกำหนดเงื่อนไขให้สถาบันการเงินต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ สำหรับธนาคารโจทก์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวข้างต้น กำหนดการคิดดอกเบี้ยของธนาคารโจทก์ไว้ในข้อ 2 โดยกำหนดว่า อัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่ธนาคารโจทก์อาจคิดจากผู้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้กู้ยืมได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารโจทก์กำหนด ซึ่งหมายความว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินประกาศของธนาคารโจทก์ที่ประกาศกำหนดเอง และโจทก์ได้ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา ดังเช่นปรากฏในประกาศธนาคารโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในดอกเบี้ยหลังวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2543) ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น โดยไม่ได้กำหนดให้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์นั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้ที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 จะไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

นอกจากนี้ เนื่องจากหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้เป็นการชำระหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้ และเป็นกรณีที่ต้องพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนดอกเบี้ยดังได้กล่าวแล้วข้างต้น จึงสมควรให้คำพิพากษานี้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งไม่ได้อุทธรณ์ด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2543) ที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้นต้องไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ฉบับต่าง ๆ ที่มีผลบังคับในแต่ละช่วงเวลาหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 5 ถึงที่ 7 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 3 (4) ม. 4
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทเอสวี แอนด์ เคเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปลื้มจิต จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4579/2552
#501824
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทโดยเมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ไว้ ซึ่งเป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยที่ 1 จึงยังเป็นหนี้ต่อโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอยู่ ดังนั้นข้อตกลงที่จะระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทจึงมีผลใช้บังคับ และตามสัญญาทรัสต์รีซีทระบุว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์มีสิทธิใช้ดุลพินิจเปลี่ยนหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาทได้นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยดังกล่าวชำระหนี้เป็นสกุลเงินบาทได้ แม้หนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตลอดจนตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจะแสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศก็ตาม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท การที่จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ก็เพื่อการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีทระบุถึงข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยไว้ว่า "...ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 1) ยอมให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายที่ค้างชำระดังกล่าวในอัตราสูงสุดนับแต่วันที่ข้าพเจ้าตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น..." แสดงว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในต้นเงินที่ค้างชำระในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว ไม่ใช่กรณีไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดที่จะคิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ.2536 มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจอันเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออกและการนำเข้าและการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ มีหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธรเทวกุลเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มีอำนาจคิดดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าได้สูงสุดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลัง และโจทก์สามารถปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์ในวงเงิน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อประกอบการสั่งซื้อชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศ โจทก์ตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามคำขอดังกล่าว ต่อมาโจทก์ชำระค่าสินค้าให้แก่ธนาคารตัวแทนของผู้ขายจำนวน 23,717.61 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารสิทธิไปรับสินค้า โดยสัญญาว่าจะชำระเงินจำนวน 23,717.61 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.4375 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าแทน ภายในวันที่ 10 มีนาคม 2541 หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดและสามารถปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ และโจทก์สามารถใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันเวลาใดตามที่เห็นสมควร นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 23,717.61 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยร้อยละ 8.4375 ต่อปี ครบกำหนดชำระวันที่ 10 มีนาคม 2541 มอบให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นการชำระหนี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์ในวงเงิน 49,650 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อประกอบการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศ โจทก์ตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอดังกล่าว ต่อมาโจทก์ชำระค่าสินค้าให้แก่ธนาคารตัวแทนของผู้ขาย 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 32,309.06 ดอลลาร์สหรัฐ ครั้งที่ 2 จำนวน 10,793.68 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อขอรับเอกสารสิทธิไปรับสินค้า โดยสัญญาว่าจะชำระเงินจำนวน 32,309.06 ดอลลาร์สหรัฐ และ 10,793.68 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.5 ต่อปีนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าไปภายในวันที่ 19 มีนาคม 2541 หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดและสามารถปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ และโจทก์สามารถใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันเวลาใดตามที่เห็นสมควร นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 ฉบับที่ 1 จำนวน 32,309.06 ดอลลาร์สหรัฐ ฉบับที่ 2 จำนวน 10,793.68 ดอลลาร์สหรัฐ มอบให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้ และให้วันที่ 10 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์อีกฉบับหนึ่งในวงเงิน 16,860 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศ ต่อมาโจทก์ชำระค่าสินค้าให้แก่ธนาคารตัวแทนของผู้ขายจำนวน 16,477.56 ดอลลาร์สหรัฐ ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ EXIM 01-193/1997 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้ต่อโจทก์ เพื่อรับเอกสารสิทธิไปออกสินค้า โดยสัญญาว่าจะชำระเงินจำนวน 16,477.56 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.5625 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าแทน กำหนดชำระภายในวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุด และสามารถปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้และโจทก์สามารถใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันเวลาใดตามที่เห็นสมควร นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 5 มกราคม 2541 จำนวน 16,477.56 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยร้อยละ 8.5625 ต่อปี ครบกำหนดชำระวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 มอบให้โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และนางสุทธิลักษณ์ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะทำสัญญาและภายหน้ารายละ 3,775,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนอกจากนี้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 144747 ตำบลสายไหม (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) อำเภอบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 18,000,000 บาท หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอ ยอมชำระส่วนที่ขาดจนครบ และจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 50128, 50130 ตำบลฉิมพลี (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 12,000,000 บาท หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอยอมชำระส่วนที่ขาดจนครบ เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ ณ วันฟ้องมีหนี้ค้างชำระเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 4,936,652.72 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ในฐานะทายาทของนางสุทธิลักษณ์ต้องร่วมกันรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแทนนางสุทธิลักษณ์ กับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งเจ็ดโดยชอบแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,936,652.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,503,673.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และทรัพย์สินอื่นในกองมรดกของนางสุทธิลักษณ์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ให้การทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทำสัญญาทรัสต์รีซีทต่อโจทก์ ทั้งไม่เคยออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้แก่โจทก์ เอกสารเลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญาทรัสต์รีซีท และตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเอกสารปลอม สัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 และนางสุทธิลักษณ์จึงไม่มีผลบังคับ จำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ในฐานะทายาทของนางสุทธิลักษณ์จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเปลี่ยนค่าสกุลเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งตั๋วสัญญาใช้เงินระบุไว้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ หากโจทก์จะเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาใช้เงิน ข้อตกลงตามสัญญาทรัสต์รีซีทที่ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามที่ตกลงกันจึงเป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน หากผิดนัดโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดรับผิดโดยอาศัยมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 2 และนางสุทธิลักษณ์ไม่ได้ค้ำประกันหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ในฐานะทายาทของนางสุทธิลักษณ์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่เคยทวงถามบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 3,503,673.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,048,318.36 บาท นับตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2541 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,813,375.57 บาท นับตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2541ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2541 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,456,000.41 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2541 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2541 และอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,456,000.41 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,432,979.44 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท และให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ในฐานะทายาทของนางสุทธิลักษณ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินทรัพย์มรดกที่แต่ละคนได้รับ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินที่ดินโฉนดเลขที่ 144747 ตำบลสายไหม (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) อำเภอบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 50128, 50130 ตำบลฉิมพลี (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นที่ยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศรวม 3 ครั้ง ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ EXIM 01-163/1997 จำนวน 23,717.61 ดอลลาร์สหรัฐ เลขที่ EXIM 01-192/1997 จำนวน 49,650 ดอลลาร์สหรัฐ และเลขที่ EXIM 01-193/1997 จำนวน 16,477.56 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมา จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทต่อโจทก์เพื่อรับสินค้าไปก่อนชำระเงิน 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 จำนวน 23,717.61 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งออกตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ EXIM 01-163/1997 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 จำนวน 32,309.06 ดอลลาร์สหรัฐ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 10,793.68 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสัญญาทรัสต์รีซีททั้ง 2 ครั้งดังกล่าวออกตามเลตเตอร์ออปเครดิตเลขที่ EXIM 01-192/2997 และครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2540 จำนวน 16,477.56 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งออกตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ EXIM 01-193/1997 และจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งระบุจำนวนเงินตามที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับมอบให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำขอเปิดใช้วงเงินสินเชื่อเพื่อเลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญาทรัสต์รีซีทและตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.21

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ประการแรกว่า จำเลยทั้งเจ็ดจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน มิใช่ฟ้องโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตกับสัญญาทรัสต์รีซีท ในประเด็นข้อนี้โจทก์มีนายประเทือง นางสาวรัชดา และนางณัฐวดี เบิกความประกอบเอกสารคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญาทรัสต์รีซีทและตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.21 ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขอเปิดใช้วงเงินสินเชื่อเพื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์รวม 3 ครั้ง เพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายต่างประเทศต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้ต่อโจทก์เพื่อรับสินค้าออกไปจำหน่ายก่อนชำระเงินรวม 4 ครั้ง แต่ละครั้งจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้แก่โจทก์เป็นประกันการชำระหนี้ เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ให้การและนำสืบรับว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอเปิดใช้วงเงินสินเชื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตและทำสัญญา ทรัสต์รีซีทพร้อมออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์จริง เห็นว่า นับแต่จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตจากโจทก์เมื่อโจทก์ชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศแทนจำเลยที่ 1 ไป เรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องนำสินค้าออกไปพร้อมกับชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระจึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์พร้อมกับออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย จึงเห็นได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทเป็นหลัก จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์จึงเป็นการประกันเพื่อการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น หาใช่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ต่อไปว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เป็นสกุลเงินบาทได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ต้องฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐตามที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน ทั้งตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.13 จ.16 จ.18 และ จ.21 มิได้มีข้อความใดระบุให้โจทก์สามารถใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงินจากสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินบาทไทยได้แต่ประการใด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นสกุลเงินบาทโดยอาศัยสัญญาทรัสต์รีซีทได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทโดยเมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ไว้ซึ่งเป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ตามสัญญา ทรัสต์รีซีทเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยที่ 1 จึงยังเป็นหนี้ต่อโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอยู่ ดังนั้นข้อตกลงที่จะระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทจึงมีผลใช้บังคับ และตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.12 จ.15 จ.17 และ จ.20 ข้อ 7.2 ได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์มีสิทธิใช้ดุลพินิจเปลี่ยนหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาทได้นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยดังกล่าวชำระหนี้เป็นสกุลเงินบาทได้แม้หนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตลอดจนตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจะแสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศก็ตาม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ข้อต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยหลังวันครบกำหนดตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับในอัตราใด โดยจำเลยดังกล่าวอุทธรณ์ว่า เมื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ได้ระบุว่าจะคิดดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดในอัตราใด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามกฎหมายเท่านั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท การที่จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ก็เพื่อการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.12 จ.15 จ.17 และ จ.20 ระบุถึงข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไว้ในข้อ 7. มีใจความว่า "...ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 1) ยอมให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายที่ค้างชำระดังกล่าวในอัตราสูงสุดนับแต่วันที่ข้าพเจ้าตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจนกว่าจะชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายทั้งหมดเสร็จสิ้น..." แสดงว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 ในต้นเงินที่ค้างชำระในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว ไม่ใช่กรณีไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 กล่าวอ้างในอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ว่า ฝ่ายจำเลยควรรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2537 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลในการกำหนดความรับผิดเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระและดอกเบี้ยตามสัญญา การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค่าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นเบี้ยปรับลงพอสมควรยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ฝ่ายจำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง โจทก์เป็นสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 3 (4) ประกอบกับประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537 ข้อ 1 และตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจรัฐมนตรีกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสถาบันการเงินบางประเภทหรือทุกประเภทโดยกำหนดเป็นอัตราสูงสุดหรืออัตราที่อ้างอิงในลักษณะอื่นก็ได้ และจะกำหนดเงื่อนไขให้สถาบันการเงินต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ สำหรับธนาคารโจทก์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวข้างต้น กำหนดการคิดดอกเบี้ยของธนาคารโจทก์ไว้ในข้อ 2 โดยกำหนดว่า อัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่ธนาคารโจทก์อาจคิดจากผู้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้กู้ยืมได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารโจทก์กำหนด ซึ่งหมายความว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินประกาศของธนาคารโจทก์ที่ประกาศกำหนดเอง และโจทก์ได้ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา ดังเช่นปรากฏในประกาศธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในดอกเบี้ยหลังวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2543) ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น โดยไม่ได้กำหนดให้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์นั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้ที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 จะไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

นอกจากนี้ เนื่องจากหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้เป็นการชำระหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้ และเป็นกรณีที่ต้องพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนดอกเบี้ยดังได้กล่าวแล้วข้างต้น จึงสมควรให้คำพิพากษานี้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งไม่ได้อุทธรณ์ด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2543) ที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้นต้องไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ฉบับต่างๆที่มีผลบังคับในแต่ละช่วงเวลาหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 ม. 224 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทเอสวี แอนด์ เคเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4570/2552
#494309
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 276 บัญญัติว่า "บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นใช้สำหรับเอาราคาอสังหาริมทรัพย์และดอกเบี้ยในราคานั้น และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันนั้น" หนี้ที่ตกอยู่ภายใต้บุริมสิทธินี้จึงได้แก่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ค้างชำระและดอกเบี้ยในราคาที่ค้างชำระนั้น ซึ่งเป็นหนี้ที่ผู้ซื้อจะต้องชำระแก่ผู้ขาย แต่โจทก์เป็นผู้ซื้อห้องชุดพิพาทมิใช่ผู้ขาย และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาทก็เพื่อออกขายทอดตลาดชำระหนี้ที่จำเลยต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้โจทก์ได้ตามคำพิพากษา เงินดังกล่าวหาใช่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ค้างชำระและดอกเบี้ยในราคาที่ค้างชำระนั้นไม่ โจทก์จึงไม่มีบุริมสิทธิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเลขที่ 8/4 ชั้น 1 อาคารเลขที่ 8 ชื่ออาคารชุดรัชดาโฮม ทะเบียนเลขที่ 20/2538 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 33182 และ 33183 ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) หรือแขวงดินแดง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ ให้จำเลยรับเงินจำนวน 562,646 บาท จากโจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือพ้นวิสัย ให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วจำนวน 323,988 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาท และไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ขอให้ศาลสั่งให้ขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทโดยปลอดจำนอง และนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญรายอื่นเป็นเงินจำนวน 20,969,125.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,944,533.02 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทของจำเลยก่อนเจ้าหนี้สามัญ จำนวน 10,944,533.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิจำนองจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองของจำเลย โจทก์เป็นผู้ซื้อห้องชุดพิพาทจากจำเลยซึ่งติดจำนองอยู่กับบริษัทดังกล่าว โดยโจทก์ชำระราคาให้แก่จำเลยแล้วบางส่วนจำนวน 323,988 บาท แต่จำเลยผิดสัญญาไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทและรับเงินส่วนที่เหลือจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาทเพื่อออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนผู้ร้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 276 บัญญัติว่า "บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นใช้สำหรับเอาราคาอสังหาริมทรัพย์และดอกเบี้ยในราคานั้น และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันนั้น" หนี้ที่ตกอยู่ภายใต้บุริมสิทธินี้จึงได้แก่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ค้างชำระและดอกเบี้ยในราคาที่ค้างชำระนั้น ซึ่งเป็นหนี้ที่ผู้ซื้อจะต้องชำระแก่ผู้ขาย แต่โจทก์เป็นผู้ซื้อห้องชุดพิพาทมิใช่ผู้ขาย และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาทก็เพื่อออกขายทอดตลาดชำระหนี้เงินจำนวน 323,988 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้โจทก์ได้ตามคำพิพากษา เงินดังกล่าวหาใช่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ค้างชำระและดอกเบี้ยในราคาที่ค้างชำระนั้นไม่ โจทก์จึงไม่มีบุริมสิทธิแต่อย่างใด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโฉมศรี วิจิตรเลขการ
ผู้ร้อง — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — บริษัทรัชดาโฮม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุกัญญา เวียงอินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4549/2552
#494023
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้คู่ความต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ชวนผู้เสียหายไปที่ห้องพักของจำเลยแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายรวม 6 ครั้ง ซึ่งหลังจากกระทำชำเราผู้เสียหายในแต่ละกรรมดังกล่าวข้างต้นแล้วข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ควบคุมหรือหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ในสถานที่เกิดเหตุเพื่อกระทำชำเราผู้เสียหายในครั้งต่อไปแต่อย่างใด โดยผู้เสียหายได้กลับไปที่บ้าน ผู้เสียหายย่อมพ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยในแต่ละกรรมแล้ว แม้จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2548 เดือนละ 2 ครั้ง และในแต่ละครั้งจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเดียวกันคือกระทำชำเราก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายคนละวันต่างวาระกัน และมิได้กระทำต่อเนื่องกันโดยหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายไว้จนผู้เสียหายไม่สามารถไปไหนได้ ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องข้อ ข. ว่า เมื่อระหว่างกลางเดือนตุลาคม 2548 ถึงปลายเดือนธันวาคม 2548 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายรวม 6 ครั้ง และมีคำขอท้ายฟ้องโดยอ้าง ป.อ. มาตรา 91 มาด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นต่างกรรมต่างวาระกัน

โจทก์บรรยายฟ้องข้อ ง. ว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2549 เวลากลางคืน ถึงวันที่ 5 มกราคม 2549 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ฟ้องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องซึ่งเป็นกรรมเดียวกันแตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ข.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 277, 317 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุกกระทงละ 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุกกระทงละ 9 ปี 4 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 6 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุกกระทงละ 6 ปี 2 เดือน 20 วัน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 42 ปี 18 เดือน 20 วัน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 5 เดือน 10 วัน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี 26 เดือน 20 วัน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยมีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุกกระทงละ 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 32 ปี 8 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี 8 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลย 49 ปี 4 เดือน ให้ยกคำขอส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลย (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องข้อ ง. ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2549 ต่อเนื่องกัน จำคุก 7 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 9 ปี 4 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 2 เดือน 20 วัน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในความผิดฐานดังกล่าวโดยไม่เพิ่มโทษจำเลย และลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 7 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 4 ปี 8 เดือน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องข้อ ข. รวม 6 กระทง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องข้อ ข. จำคุกกระทงละ 7 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุกกระทงละ 9 ปี 4 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 6 ปี 2 เดือน 20 วัน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในความผิดฐานดังกล่าวโดยไม่เพิ่มโทษจำเลย และลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุกกระทงละ 7 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามเป็นจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2536 มิได้เป็นภริยาของจำเลย เมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคม 2548 ถึงปลายเดือนธันวาคม 2548 จำเลยได้ชวนผู้เสียหายไปที่ห้องพักของจำเลยแล้วกระทำชำเราผู้เสียหาย รวม 6 ครั้ง ซึ่งหลังจากกระทำชำเราผู้เสียหายในแต่ละกรรมดังกล่าวข้างต้นแล้ว ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ควบคุมหรือหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ในสถานที่เกิดเหตุเพื่อกระทำชำเราผู้เสียหายในครั้งต่อไปแต่อย่างใด โดยผู้เสียหายได้กลับไปที่บ้าน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ ผู้เสียหายย่อมพ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยในแต่ละกรรมแล้ว แม้จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2548 เดือนละ 2 ครั้ง และในแต่ละครั้งจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาเดียวกันคือกระทำชำเราก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายคนละวันต่างวาระกัน และมิได้กระทำต่อเนื่องกันโดยหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายไว้จนผู้เสียหายไม่สามารถไปไหนได้ประกอบกับโจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อ ข. ว่า เมื่อระหว่างกลางเดือนตุลาคม 2548 ถึง ปลายเดือนธันวาคม 2548 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายรวม 6 ครั้ง และมีคำขอท้ายฟ้องโดยอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและศาลสามารถลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ได้

โจทก์บรรยายฟ้องในฟ้องข้อ ง. ว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2549 เวลากลางคืน ถึงวันที่ 5 มกราคม 2549 เวลากลางคืน ต่อเนื่องกัน จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ฟ้องโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันซึ่งเป็นกรรมเดียว แตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ข. ดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ ข. โดยเรียงกระทงลงโทษรวม 6 กระทง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จะได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะการทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 222
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจิระพันธุ์ พรเพิ่มพูน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ศาลอุทธรณ์ — นายพอพันธุ์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4547/2552
#502729
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 3 อายุ 16 ปีเศษ ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงแล้วจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 3 ในขณะเดียวกันนั้น เป็นการกระทำต่อเนื่องกันโดยมีความมุ่งหมายเพียงประการเดียวที่จะกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 3 การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 ต้องลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดหาใช่เป็นความผิดคนละกรรมต่างกันไม่ แม้โจทก์จะแยกบรรยายการกระทำความผิดของจำเลยมาในฟ้องเป็นข้อ ข. และข้อ ค. เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นความผิดคนละกรรมต่างกัน และจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ศาลก็จะลงโทษจำเลยหลายกรรมเป็นกระทงความผิดหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 283 ทวิ, 284, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 283 ทวิ วรรคแรก, 284 วรรคแรก, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 3 ปี ความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก, 284 วรรคแรก กับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีเป็นความผิดคนละกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 3 อายุ 16 ปีเศษ ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง แล้วจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 3 ในขณะเดียวกันนั้น เป็นการกระทำต่อเนื่องกันโดยมีความมุ่งหมายเพียงประการเดียวที่จะกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 3 การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ต้องลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด หาใช่เป็นความผิดคนละกรรมต่างกันไม่ แม้โจทก์จะแยกบรรยายการกระทำความผิดของจำเลยมาในฟ้องเป็นข้อ ข. และข้อ ค. เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นความผิดคนละกรรมต่างกัน และจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ศาลก็จะลงโทษจำเลยหลายกรรมเป็นกระทงความผิดหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 284 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายอนนท์ ศรีประสงค์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4543/2552
#503145
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2549 ได้มี พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารแห่งประเทศไทยฯ ออกมาใช้บังคับแล้วโดยบัญญัติให้ พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทยฯ เป็นอันยกเลิกตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป และกำหนดให้นำ พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจฯ มาใช้บังคับแทน ซึ่งมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. การสื่อสารแห่งประเทศไทยฯ ที่ถูกยกเลิกบัญญัติให้พนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. และ พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ ที่ใช้บังคับแทนมิได้บัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. จำเลยจึงไม่เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 147 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3, 4 พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 มาตรา 4, 5

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรการหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมรวาม 4 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดแต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน เห็นควรลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ให้จำคุกกระทงละ 6 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี และปรับกระทงละ 5,000 บาท รวม 4 กระทง รวมจำคุก 12 ปี และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฎว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี ประกอบกับจำเลยชดใช้เงินที่ยักยอกคืนแก่ผู้เสียหายแล้ว โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดกระทงละ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 24 เดือน โดยไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี เป็นอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว จึงไม่อาจกำหนดโทษจำคุกให้เป็นเบากว่านี้ได้อีก และลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวหรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกจำเลย การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและไม่รอการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3, 4 พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 มาตรา 4, 5 และศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 นั้น ปรากฏว่าขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2549 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2546 ออกมาใช้บังคับแล้ว โดยบัญญัติให้พระราชบัญญัติให้พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 เป็นอันยกเลิกตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป และกำหนดให้นำพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มาใช้บังคับแทน ซึ่งมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 ที่ถูกยกเลิกบัญญัติให้พนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ที่ใช้บังคับแทนมิได้บัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา จำเลยจึงไม่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายมนตรี ญวนอยู่
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4471/2552
#504624
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองคดีในคดีแพ่งซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาแล้วว่าลูกหนี้ (จำเลย) กับพวกในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัท ท. ลูกหนี้ชั้นต้น ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในคดีนี้ แม้คำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวลูกหนี้ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้ตาย ต้องร่วมรับผิดแก่เจ้าหนี้ในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกได้แก่ลูกหนี้ด้วยก็ตาม ลูกหนี้ก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดส่วนตนในฐานะลูกหนี้ร่วมกับผู้ค้ำประกันคนอื่นและบริษัท ท. ลูกหนี้ชั้นต้นเจ้าหนี้จึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เต็มตามยอดหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่ค้างชำระมิใช่จำกัดเพียงจำนวนไม่เกินไปกว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกแก่ลูกหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ 9878/2543 และมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายแดงที่ ธ.18227/2543 เป็นเงินรวม 233,548,892.91 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงินรวม 233,548,892.91 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกแก่ตน และหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยร่วมในคดีหมายเลขแดงที่ 9878/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้และคดีหมายเลขแดงที่ ธ. 18227/2543 ของศาลแพ่ง และ/หรือได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7002 ตำบลคลองนครเนื่องเขตร์ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้นส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9878/2543 ให้บริษัทไทยแปดริ้วเปเปอร์ จำกัด จำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนวน 20,695,667.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ โดยให้นายสุกรี โดยนายชุติภัทร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลยที่ 2 นายชุติภัทร จำเลยที่ 3 นายอุดมจำเลยที่ 4 และนางสุดา จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2543 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.18227/2543 ให้บริษัทไทยแปดริ้วเปเปอร์ จำกัด จำเลยที่ 1 นางสุภา ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรีจำเลยที่ 2 นายชุติภัทร ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรี จำเลยที่ 3 นายชุติภัทร จำเลยที่ 4 นายอุดมจำเลยที่ 5 และนางสุดา จำเลยที่ 6 ร่วมกันชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ จำนวน 169,272,695.79 บาท พร้อมดอกเบี้ย เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรีให้รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ หากไม่ชำระให้บังคับทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้เพียงว่า ลูกหนี้ต้องรับผิดตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามคำพิพากษาทั้งสองคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9878/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และให้คดีหมายเลขแดงที่ ธ. 18227/2543 ของศาลแพ่ง ศาลได้มีคำพิพากษาแล้วว่าลูกหนี้กับพวกในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทไทยแปดริ้วเปเปอร์ จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้น ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ในคดีนี้ แม้คำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวลูกหนี้ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรีผู้ตาย ต้องร่วมรับผิดแก่เจ้าหนี้ในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกได้แก่ลูกหนี้ด้วยก็ตาม ลูกหนี้ก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดส่วนตนในฐานะลูกหนี้ร่วมกับผู้ค้ำประกันคนอื่น และบริษัทไทยแปดริ้วเปเปอร์ จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นที่ต้องร่วมกันชำระหนี้ตามเงินต้นและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น เจ้าหนี้จึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เต็มตามยอดหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่ค้างชำระมิใช่จำกัดเพียงจำนวนไม่เกินไปกว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกแก่ลูกหนี้ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้โดยมีเงื่อนไขว่าลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกแก่ตนตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นเงินรวม 233,548,892.91 บาท หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากกองมรดกของนายสุกรี ผู้ตายและ/หรือได้รับชำระหนี้จากจำเลยร่วมอื่นในคดีหมายเลขแดงที่ 9878/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และคดีหมายเลขแดงที่ ธ.18227/2543 ของศาลแพ่ง และ/หรือได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นายชุติภัทร โพธิรัตนังกูร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4464/2552
#502788
เปิดฉบับเต็ม

เหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 เป็นข้อที่ศาลชอบที่จะหยิบยกในชั้นพิจารณาเอาความจริงตามคำฟ้องโจทก์ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ดังนี้ แม้ภายหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว โจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบจำนวนตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การต่อสู้คดี แต่ต่อมาขอสละคำให้การและไม่สืบพยาน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 6 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2549 เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยหมายเลข 7 ข้อ 1 และ 2 จำเลยยอมรับว่า ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2549 จำเลยค้างชำระหนี้รวม 4,916,128.85 บาท และขอชำระต้นเงินบางส่วนจำนวน 800,000 บาท ให้แก่โจทก์ก่อนวันที่ 5 ตุลาคม 2549 เพื่อให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้ และตามเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยหมายเลข 8 ได้ความว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2549 จำนวน 500,000 บาท และวันที่ 30 มีนาคม 2550 จำนวน 300,000 บาท เห็นได้ว่าโจทก์ลดยอดหนี้ให้แก่จำเลยจากจำนวน 4,916,128.85 บาท คงเหลือเพียง 800,000 บาท ซึ่งหนี้ที่ลดให้เป็นจำนวนมาก แม้โจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามจำนวนที่ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่ก็ชำระล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาเกือบ 6 เดือน ที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่ากิจการของจำเลยมีรายได้หมุนเวียนเดือนละไม่น้อยกว่า 300,000 บาท ก็ไม่ได้ความว่ามีกำไรหรือไม่ อย่างไร หากมีกำไรจำเลยก็น่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว ทั้งศาลล้มละลายกลางก็ได้ให้โอกาสแก่จำเลยในการชำระหนี้ โดยคดีนี้เสร็จการพิจารณาตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2549 ศาลล้มละลายกลางนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 เมื่อถึงวันนัดจำเลยขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งออกไปโดยอ้างว่าชำระหนี้โจทก์แล้ว 500,000 บาท คงเหลือเพียง 300,000 บาท ซึ่งศาลล้มละลายกลางก็ได้อนุญาตให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่ 29 มีนาคม 2550 เมื่อจำเลยยังไม่สามารถชำระหนี้เพื่อให้โจทก์ถอนฟ้อง ศาลล้มละลายกลางจึงได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยในวันดังกล่าว โดยหากนับแต่คดีเสร็จการพิจารณาจนถึงวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเป็นเวลานานถึง 7 เดือน ทั้งเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 นั้น เป็นข้อที่ศาลล้มละลายกลางชอบที่จะหยิบยกในชั้นพิจารณาเอาความจริงตามคำฟ้องโจทก์ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดด้วย ดังนี้ แม้ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว โจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบจำนวนตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางประกอบหรือศศิธร ห่ามกระโทก
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4450/2552
#506170
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ปกครองหรือผู้ดูแลซึ่งก็คือผู้เสียหายที่ 2 เป็นความผิดกรรมหนึ่งส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจโดยมีอาวุธตามมาตรา 309 วรรคสอง กับฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามมาตรา 278 และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายขณะที่จำเลยกระทำความผิดบังคับนั้น จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือ พาผู้เสียหายที่ 1 ไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 276 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงถึงเวลากลางวันต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน จำเลยกับพวกอีกหลายคนซึ่งไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันพรากนางสาวกมลทิพย์ พงษ์ขำ ผู้เสียหายที่ 1 อายุสิบห้าปีเศษ ไปเสียจากนางสาวนกแก้ว พงษ์ขำ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วย โดยจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 ให้ออกจากที่พักและจำยอมต้องขึ้นรถยนต์คันที่จำเลยกับพวกใช้เป็นยานพาหนะด้วยการขู่เข็ญโดยใช้อาวุธปืนพกสั้น 1 กระบอก จ่อไปที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 กับเพื่อนจนผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้เสียหายที่ 1 และเพื่อน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 จำยอมต้องขึ้นรถยนต์ไปกับจำเลยและพวกแล้วจำเลยกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 โดยการใช้กำลังประทุษร้ายใช้มือล้วงไปที่บริเวณหน้าอกและจูบปากผู้เสียหายที่ 1 กับใช้อาวุธปืนออกมาขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 จนเกิดความกลัวไม่กล้าขัดขืนและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ภายหลังที่จำเลยกับพวกกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยกับพวกได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านพักไม่ทราบเลขที่ จากนั้นจำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาจำเลย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จนสำเร็จความใคร่ เหตุเกิดที่ตำบลท่าหิน ตำบลโคกตูมและตำบลท่าศาลาอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276, 278, 309, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 318 วรรคสาม, 278, 309 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราจำคุก 20 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารเป็นความผิดกรรมเดียวกับฐานร่วมกันทำให้เสียเสรีภาพโดยมีอาวุธ จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันกระทำอนาจารจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 40 ปี ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 30 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานข่มขืนกระทำชำเราจำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันกระทำอนาจาร จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 22 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลย 16 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า วันเกิดเหตุตามฟ้องเวลาประมาณ 3 นาฬิกา จำเลยกับพวกไปที่โรงแรมลพบุรีซิตี้ ห้องเลขที่ 46 เพื่อสอบถามเกี่ยวกับพระเครื่องที่เพื่อนผู้เสียหายที่ 1 เอาไปแล้วยังไม่นำมาคืน นายสุทัศน์ หัสดีผงซึ่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ในห้องดังกล่าวรวมกับเพื่อนผู้เสียหายที่ 1 อีก 3 - 4 คน จึงพาจำเลยกับพวกมาพบนางสาวเอที่สถานีบริการน้ำมันเจ็ตห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบนาที เพื่อรอรับพระเครื่องคืน หลังจากจำเลยกับพวกได้พระเครื่องคืนแล้ว พวกของผู้เสียหายที่ 1 กลับหมด เหลือเพียงผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยและพวกเนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 รอนายโอ๊ตซึ่งเป็นคนรักมารับกลับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ฐานร่วมกันข่มขืนใจโดยมีอาวุธ และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่ เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ใช้อาวุธปืนขู่บังคับผู้เสียหายที่ 1 ให้นั่งรถไปที่อ่างซับเหล็ก แล้วใช้มือจับหน้าอกผู้เสียหายที่ 1 พร้อมกับจูบปากผู้เสียหายที่ 1 ต่อจากนั้นจำเลยยังพาผู้เสียหายที่ 1 ไปข่มขืน โดยใช้อาวุธปืนพกสั้นขู่บังคับผู้เสียหายที่ 1 จึงยอมร่วมประเวณี โดยจำเลยร่วมประเวณีแล้วหลั่งน้ำอสุจิออกนอกอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ยังมีนายสุทัศน์และผู้เสียหายที่ 2 โดยพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ร้องไห้มาพบแจ้งว่าถูกจำเลยข่มขืน สอดคล้องกับรายงานการตรวจอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 เอกสารหมาย จ. 7 พบรอยฉีกขาดบริเวณเยื่อพรหมจารี และรอยช้ำบวมที่บริเวณเยื่อบุช่องคลอด และปากมดลูกบวมแดง แสดงว่าจำเลยข่มขืนผู้เสียหายที่ 1 โดยแรง รายงานการตรวจอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 แพทย์หญิงณัฏฐิกา พรหมพล ผู้ทำการตรวจพิสูจน์ให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ. 26 ว่าทำการตรวจในวันที่ 1 ธันวาคม 2545 เวลา 17.50 นาฬิกา ฟังได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ไปพบแพทย์ทันทีตรงตามที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าพาผู้เสียหายที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจวันที่ 1 ธันวาคม 2545 ตามเอกสารหมาย จ. 15 ที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความผิดแผกแตกต่างไปบ้างในเรื่องสถานที่ถูกข่มขืนว่าเกิดภายในห้องพักเลขที่ 46 โดยไม่ได้เบิกความถึงบ้านไม่มีเลขที่ซอยทหาร เห็นว่า เอกสารที่ทำหลังเกิดเหตุทันทีในเบื้องต้นถือว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพราะยังไม่ได้ถูกขัดเกลาให้เห็นเป็นอย่างอื่น รวมทั้งภาพถ่ายที่ผู้เสียหายที่ 1 ชี้สถานที่เกิดเหตุซอยทหารและเตียงที่เกิดเหตุถูกข่มขืนหมาย จ. 12 นอกจากนี้พันตำรวจตรีอรงค์เดช สอาดบัว พนักงานสอบสวนก็เบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 1 ชี้ที่เกิดเหตุและบ้านที่ถูกข่มขืนไว้จริง ที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความหลังเกิดเหตุนานประมาณ 3 ปี ระบุบ้านที่ถูกข่มขืนคือห้องเลขที่ 46 ดูรูปเรื่องเป็นการสร้างขึ้นภายหลังเพื่อให้ประโยชน์แก่จำเลยจะได้เกิดความเข้าใจผิดในการรับฟังข้อเท็จจริง จึงมีน้ำหนักน้อยในการรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนบังคับและพรากผู้เสียหายที่ 1 จากบริเวณสถานีบริการน้ำมันเจ็ตไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วย และข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณบ้านไม่มีเลขที่ซอยทหาร ข้ออ้างและทางนำสืบของจำเลยว่า หลังจากได้รับพระเครื่องจากนางสาวเอแล้วจำเลยนั่งรถจักรยานยนต์ไปเยี่ยมภริยาซึ่งป่วยใกล้คลอดที่โรงพยาบาลอานันทมหิดล ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ รวมทั้งที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า จ่าสิบตำรวจทองสุขซึ่งเป็นน้าผู้เสียหายที่ 1 มีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน จึงหาเรื่องกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยมีน้ำหนักน้อยไม่พอรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้เช่นกัน ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ปกครองหรือผู้ดูแลซึ่งก็คือผู้เสียหายที่ 2 เป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจโดยมีอาวุธตามมาตรา 309 วรรคสอง กับฐานร่วมกันกระทำอนาจารตามมาตรา 278 และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายขณะที่จำเลยกระทำความผิดบังคับนั้น จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาผู้เสียหายที่ 1 ไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 276 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามฐานนี้ว่าเป็นความผิดต่างกรรมกัน และฐานร่วมกันข่มขืนใจโดยมีอาวุธกับฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ฯ เป็นกรรมเดียวกัน จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์และมิได้ฎีกาปัญหานี้ขึ้นมา แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจโดยมีอาวุธ ความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจาร และความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี รวมเป็นจำคุก 20 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
สิบตำรวจโทยุทธศาสตร์ อำมาตย์ชาลี
จำเลย — หรืออำมาตย์ชาดี
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ