คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4440/2552
#494002
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาแฟรนไชส์ ระหว่างโจทก์กับบริษัท พ. ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศและมิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ในเรื่องการโฆษณา กำหนดให้โจทก์ต้องปฏิบัติภายใต้การควบคุมและดุลพินิจของบริษัท พ. โดยเฉพาะโจทก์ในฐานะผู้รับแฟรนไชส์ไม่มีอิสระที่จะทำการโฆษณาตามรูปแบบและเนื้อหาที่โจทก์ต้องการได้เลย ดังนั้น งบโฆษณาและส่งเสริมการขายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาข้อ 7 แม้โจทก์จะมิได้จ่ายให้แก่บริษัท พ. โดยตรง แต่ก็เป็นประโยชน์ที่บริษัท พ. ได้รับ โดยบริษัท พ. ไม่ต้องไปดำเนินการโฆษณาเอง จึงถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามบทนิยามความหมายของ "เงินได้พึงประเมิน" ตามมาตรา 39 แห่ง ป.รัษฎากร

เมื่อตามสัญญาแฟรนไชส์ข้อ 7 กำหนดว่าโจทก์จะต้องใช้งบโฆษณาและส่งเสริมการขายเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.5 ของยอดขายรวม แสดงว่าโจทก์ต้องใช้งบโฆษณาและส่งเสริมการขายเช่นว่านี้ตามสัญญาก็เพื่อตอบแทนการที่บริษัท พ. ยินยอมให้โจทก์เป็นผู้รับแฟรนไชส์ กรณีจึงถือได้ว่าบริษัท พ. ได้รับประโยชน์หรือ "เงินได้พึงประเมิน" เช่นว่านี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแฟรนไชส์ที่เข้าลักษณะเป็นค่าแห่งสิทธิอย่างอื่นตามมาตรา 40 (3) และการที่โจทก์จ่ายเงินค่าแฟรนไชส์ที่เข้าลักษณะเป็นค่าแห่งสิทธิอย่างอื่นตามมาตรา 40 (3) ดังกล่าวเช่นนี้ ย่อมเข้าลักษณะเป็นการชำระราคาค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร โจทก์จึงมีหน้าที่นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท พ. ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตาม มาตรา 83/6 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ตส.2/02008331/2/000003 ลงวันที่ 24 มกราคม 2545 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตส.2/02008331/5000025 ถึงเลขที่ ตส.2/02008331/5000036 ลงวันที่ 24 มกราคม 2545 จำนวน 12 ฉบับ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ. (อธ.3)/1/2546 ลงวันที่ 21 มกราคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ. (อธ.3)/3/2546 ถึงเลขที่ ภญ. (อธ.3)/14/2546 ลงวันที่ 21 มกราคม 2546 จำนวน 12 ฉบับ ให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยโดยวิธีหักกลบลบหนี้ไปพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,662,351.25 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 18,255,611.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ตส.2/02008331/2/000003 ลงวันที่ 24 มกราคม 2545 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ตส.2/02008331/5/000025 ถึงเลขที่ ตส.2/02008331/5/000036 ลงวันที่ 24 มกราคม 2545 กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ. (อธ.3)/1/2546 ลงวันที่ 21 มกราคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ. (อธ.3)/3/2546 ถึงเลขที่ ภญ. (อธ.3)/14/2546 ลงวันที่ 21 มกราคม 2546 ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 18,255,611.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (26 มีนาคม 2546) ไม่เกิน 2,406,739.79 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยก่อนว่า การประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ สัญญาแฟรนไชส์ พิซซ่า ฮัท ซึ่งเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ระบุข้อตกลงในส่วนของอารัมภบทว่า "...โดยที่บริษัทฯ ได้พัฒนาและนำระบบการดำเนินงานร้านอาหารอันมีลักษณะเฉพาะตัวมาใช้สำหรับตนเองและผู้รับแฟรนไชส์ของตน ("ระบบ") ซึ่งส่วนหนึ่งของระบบดังกล่าวประกอบไปด้วยแบบอาคาร ป้ายโฆษณา อันมีลักษณะเฉพาะตัว อุปกรณ์ที่ได้ออกแบบไว้เป็นพิเศษ แผนผังอุปกรณ์ สูตรและการเสนออาหาร ตำรับอาหารลับ เทคนิค ระบบและวิธีการดำเนินธุรกิจบางประการ รวมทั้งคู่มือการดำเนินงานร้านอาหารพิซซ่า ฮัท ("คู่มือ") และโดยที่นอกจากกู๊ดวิลล์ (Goodwill) อันมีค่าแล้ว บริษัทฯ ยังเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ และชื่อทางการค้า "พิซซ่า ฮัท" ตลอดจนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ ชื่อทางการค้า คำขวัญ แบบ สัญลักษณ์ ป้าย แบบบรรจุภัณฑ์ รูปแบบอาคารพิเศษ และลักษณะทางสถาปัตยกรรมอื่น ๆ โลโก้ และลักษณะบ่งชี้อันเป็นทรัพย์สินอื่น ๆ (รวมเรียกว่า "เครื่องหมาย") ซึ่งใช้สำหรับและเกี่ยวกับ "สินค้า" และ "ระบบ" ..." และสัญญาข้อ 6 ก. ก็ระบุข้อตกลงด้วยว่าโจทก์จะใช้ "เครื่องหมาย" สำหรับธุรกิจเท่านั้น และตกลงว่าการใช้ของตนตามสัญญานี้ทั้งหมดจะกระทำเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ โจทก์ตระหนักว่า (1) บริษัทฯ เป็นเจ้าของ "เครื่องหมาย" พร้อมทั้งกู๊ดวิลล์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหมายนั้น และ (2) "เครื่องหมาย" มีผลสมบูรณ์ โจทก์ตกลงที่จะไม่โต้แย้งความสมบูรณ์ของ "เครื่องหมาย" ในระหว่างหรือหลังจาก "ระยะเวลาแห่งสัญญา" นอกจากสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ "เครื่องหมาย" ตามสัญญานี้แล้ว โจทก์จะไม่เข้าถือเอาสิทธิหรือประโยชน์ชนิดหรือลักษณะใด ๆ ในหรือต่อ "เครื่องหมาย" หรือกู๊ดวิลล์ที่เกี่ยวข้องกับ "เครื่องหมาย" และข้อ 6 ญ. ก็มีข้อความบ่งชี้ความเป็นเจ้าของ "เครื่องหมาย" ของบริษัทฯ แต่ผู้เดียวอีกว่า บริษัทฯ มีสิทธิที่จะเพิ่มเติม ลดหรือเปลี่ยนแปลง "เครื่องหมาย" ในเวลาใด ๆ ได้ โดยใช้ดุลพินิจแต่เพียงผู้เดียว และโจทก์จะยอมรับและใช้การเพิ่มเติม ลด หรือเปลี่ยนแปลงดังกล่าวโดยรับภาระค่าใช้จ่ายเอง สำหรับสัญญาข้อ 7 การโฆษณา ข้อ ก. มีข้อตกลงเกี่ยวกับหน้าที่ของโจทก์ผู้รับแฟรนไชส์จะต้องรับผิดชอบในการโฆษณาเพื่อเพิ่มยอดขายและส่งเสริมการขายว่า โจทก์จะทำการโฆษณาภายใต้ "เครื่องหมาย" จะส่งเสริมการขาย "สินค้า" โดยความพากเพียรและจะใช้ความพยายามอันควรทุกอย่างเพื่อที่จะเพิ่มยอดขาย "สินค้า" อย่างสม่ำเสมอ โจทก์จะใช้งานโฆษณาและส่งเสริมการขายเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ สามจุดห้า (3.5 %) ของ "ยอดขายรวม" ต่อปี เพื่อการโฆษณา "ธุรกิจ" ในบริเวณโดยรอบ "ร้านค้าต่าง ๆ" การส่งเสริมการขาย "สินค้า" ให้คำนวณต้นทุน ซึ่งรวมถึง ค่าแรงงาน ส่วนผสมและกระดาษด้วย และข้อ ข. ได้กำหนดรูปแบบและเนื้อหาของการโฆษณาว่า วัสดุที่ใช้ในการโฆษณาทั้งหมดจะต้องอยู่ในรูปแบบและเนื้อหาอันเป็นที่พอใจของบริษัทฯ เมื่อได้รับหนังสือบอกกล่าวจากบริษัทฯ โจทก์จะต้องกำจัดและหยุดแจกจ่ายป้ายหรือวัสดุโฆษณาใด ๆ โดยพลัน หากโจทก์ไม่กระทำการดังกล่าวภายในห้าวันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวแล้ว บริษัทฯ หรือตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของตนอาจจะกำจัดป้ายหรือโฆษณาอันไม่น่าพอใจใด ๆ ในเวลาใด ๆ ก็ได้หลังจากนั้นโดยไม่จำต้องรับผิดชอบต่อโจทก์สำหรับมูลค่าวัสดุดังกล่าวหรือสิทธิเรียกร้องอื่นใดที่โจทก์มีต่อบริษัทฯ เนื่องมาจากการกำจัดดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามสัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์กับบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ดังกล่าวข้างต้นนั้น หาใช่ว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องเพียรพยายามกระทำการโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายและเพื่อเพิ่มยอดขายอันจะเกิดประโยชน์แก่โจทก์เท่านั้นไม่ ทั้งนี้เพราะตามสัญญาข้อ 9 ค่าแฟรนไชส์นอกจากในข้อ ก. ในส่วนของค่าตอบแทนมีข้อตกลงระบุไว้ในข้อ 1. ว่า โจทก์ต้องชำระค่าแฟรนไชส์ขั้นต้นจำนวน 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทฯ แล้ว ในข้อ 3. ยังกำหนดค่าบริการรายไตรมาสซึ่งจะประเมินในอัตราร้อยละสี่ (4 %) ของ "ยอดขาย" ในแต่ละไตรมาสของ "ร้านต่าง ๆ" ในปัจจุบันและในอนาคต ส่วนในข้อ ข. สำหรับการจ่ายค่าธรรมเนียมก็ระบุไว้ในข้อ 1. ว่า หากกฎหมายห้ามมิให้บริษัทฯ รับเงินที่คำนวณจากยอดขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือเบียร์ บริษัทฯ จะปรับค่าบริการรายไตรมาสสำหรับ "ร้านต่าง ๆ" เพื่อให้เป็นเงินที่คำนวณจากยอดขายสินค้าและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์แทนที่จะคำนวณจาก "ยอดขาย" ด้วย ดังนั้น "ยอดขาย" ของ "ร้านต่าง ๆ" ของโจทก์จึงเป็นประโยชน์ที่ตกได้แก่บริษัทฯ โดยตรง ยิ่งกว่านั้นตามสัญญาข้อ 7 ข. ที่กำหนดรูปแบบและเนื้อหาของการโฆษณาว่าวัสดุที่ใช้ในการโฆษณาทั้งหมดจะต้องอยู่ในรูปแบบและเนื้อหาอันเป็นที่พอใจของบริษัทฯ โดยโจทก์ไม่มีอิสระที่จะตัดสินใจได้เองตามความพอใจของโจทก์นั้น เมื่อพิจารณาประกอบข้อสัญญาในส่วนของอารัมภบทกับสัญญา ข้อ 6 ก. และ ข้อ 6 ญ. ที่ระบุข้อตกลงว่า บริษัทฯ ยังเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ และชื่อทางการค้า "พิซซ่า ฮัท" ตลอดจนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ ชื่อทางการค้า คำขวัญ แบบ สัญลักษณ์ ป้าย แบบบรรจุภัณฑ์ รูปแบบอาคารพิเศษ และลักษณะทางสถาปัตยกรรมอื่น ๆ โลโก้ และลักษณะบ่งชี้อันเป็นทรัพย์สินอื่นๆ (รวมเรียกว่า "เครื่องหมาย") ซึ่งใช้สำหรับและเกี่ยวกับ "สินค้า" และ "ระบบ" ของบริษัทฯ และบริษัทฯ มีสิทธิและมีดุลพินิจที่จะเพิ่มเติม ลด หรือเปลี่ยนแปลง "เครื่องหมาย" แต่ผู้เดียวโดยโจทก์ผู้รับแฟรนไชส์หามีสิทธิหรือดุลพินิจที่จะเกี่ยวข้องไม่แล้ว ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า การโฆษณาและส่งเสริมการขายตามสัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์กับบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ข้อ 7 นั้น เป็นข้อตกลงที่กำหนดให้โจทก์ต้องปฏิบัติภายใต้การควบคุมและดุลพินิจของบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ โดยเฉพาะ โจทก์ในฐานะผู้รับแฟรนไชส์ไม่มีอิสระที่จะทำการโฆษณาตามรูปแบบและเนื้อหาที่โจทก์ต้องการได้เลย ดังนั้น งบโฆษณาและส่งเสริมการขายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาข้อ 7 เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสามจุดห้า (3.5 %) ของ "ยอดขายรวม" ต่อปี แม้โจทก์จะมิได้จ่ายให้แก่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ผู้ให้แฟรนไชส์แก่โจทก์โดยตรงก็ตาม แต่ก็เป็นประโยชน์ที่บริษัทฯ ดังกล่าวได้รับโดยบริษัทฯ ไม่ต้องไปดำเนินการโฆษณาสินค้าภายใต้ "เครื่องหมาย" ของตนตามรูปแบบและเนื้อหาที่ตนพอใจ จึงถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามบทนิยามความหมายของ "เงินได้พึงประเมิน" ในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อปรากฏตามสัญญาแฟรนไชส์ข้อ 7 ก. ว่า โจทก์จะต้องใช้งบโฆษณาและส่งเสริมการขายเช่นว่านี้เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสามจุดห้า (3.5 %) ของ "ยอดขายรวม" ต่อปี แสดงว่าโจทก์ต้องใช้งบโฆษณาและส่งเสริมการขายเช่นว่านี้ตามสัญญาก็เพื่อตอบแทนการที่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ยินยอมให้โจทก์เป็นผู้รับแฟรนไชส์ กรณีจึงถือได้ว่าบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ผู้ให้โจทก์ได้ใช้สิทธิในแฟรนไชส์ของตนได้รับประโยชน์หรือ "เงินได้พึงประเมิน" เช่นว่านี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแฟรนไชส์ นอกเหนือจากที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาข้อ 9 นั่นเอง เงินได้พึงประเมินที่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ได้รับจากโจทก์เช่นนี้ จึงจัดเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนในการใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่นตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และการที่โจทก์จ่ายเงินค่าแฟรนไชส์ที่เข้าลักษณะเป็นค่าแห่งสิทธิอย่างอื่นตามมาตรา 40 (3) ให้แก่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ เช่นนี้ ย่อมเข้าลักษณะเป็นการชำระราคาค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร จึงเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายที่โจทก์ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร มิได้บัญญัติรวมไปถึงกรณีที่ถือได้ว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับเงินได้พึงประเมิน เพราะคำว่า "ได้รับเงินได้พึงประเมิน" ตามมาตรา 70 หมายถึงกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล "ได้รับ" เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ดังนั้น เงินได้พึงประเมินที่จะนำมาคำนวณภาษีจึงต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว มิใช่เป็นสิ่งที่ถือเสมือนว่าได้รับ นั้น เห็นว่า แม้มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร จะมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าให้หมายความรวมถึงประโยชน์ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับก็ตาม แต่เมื่อมาตรา 70 บัญญัติโดยใช้ถ้อยคำว่า "เงินได้พึงประเมิน" อันเป็นถ้อยคำตรงกับที่นิยามความหมายไว้ในมาตรา 39 ศาลย่อมอยู่ในบังคับต้องถือตามความหมายดังที่ได้กำหนดไว้ในบทมาตราดังกล่าวด้วย กล่าวคือคำว่า "เงินได้พึงประเมิน" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 70 ต้องถือตามความหมายที่มาตรา 39 ได้กำหนดนิยามเอาไว้ ซึ่ง "...ให้หมายความรวมถึง ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน...ด้วย" เพราะหากไม่ถือตามความหมายที่กฎหมายได้นิยามกำหนดความหมายเอาไว้ กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่มีสิทธิที่จะได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ก็จะสามารถวางแผนการบริหารจัดการภาษีโดยหลบเลี่ยงมาตรา 70 ดังกล่าวด้วยการกำหนดในสัญญาให้คู่สัญญาซึ่งต้องจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ตน จ่ายค่าตอบแทนในลักษณะเป็นประโยชน์ซึ่งสามารถคิดคำนวณเป็นเงินได้แทนเหมือนเช่นที่โจทก์กับบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ทำความตกลงกันในสัญญาแฟรนไชส์ครั้งนี้ ซึ่งหากมีผลทำให้บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ผู้ให้แฟรนไชส์ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมา ก็จะไม่เป็นธรรมแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น ๆ ที่ทำสัญญากำหนดค่าตอบแทนแบบตรงไปตรงมาแต่ต้องเสียภาษี อันจักส่งผลให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยถือเป็นแบบอย่างในการวางแผนการบริหารจัดการภาษีของตนได้เช่นกัน ซึ่งย่อมส่งผลให้ในที่สุดกรมสรรพากรไม่สามารถเก็บภาษีได้ถูกต้องและเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ได้เลย ที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า สัญญาแฟรนไชส์ ข้อ 7 ที่กำหนดให้โจทก์ต้องทำการโฆษณาและส่งเสริมการขายไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.5 ของยอดขายรวมในแต่ละปี เป็นเพียงข้อตกลงทั่วไปทางการค้าของสัญญาแฟรนไชส์ ซึ่งบริษัทฯ ผู้ให้สิทธิหรือเจ้าของสิทธิในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้ากำหนดขึ้นโดยมุ่งประสงค์ให้ผู้รับสิทธิต้องจัดกิจกรรมทางการตลาดในธุรกิจของตนอย่างจริงจังเท่านั้น แต่โจทก์มีสิทธิเด็ดขาดในการติดต่อคัดเลือกตัวแทนโฆษณา หรือบริษัทสื่อโฆษณา สำนักพิมพ์ต่าง ๆ โดยบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแต่มีสิทธิที่จะตรวจสอบและคัดค้านหากการโฆษณามีเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องหมายและชื่อทางการค้าของตนเท่านั้น นั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับข้อตกลงที่กำหนดไว้ในข้อ 7 ข. ซึ่งมีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า วัสดุที่ใช้ในการโฆษณาทั้งหมดจะต้องอยู่ในรูปแบบและเนื้อหาอันเป็นที่พอใจของบริษัทฯ มิฉะนั้น บริษัทฯ มีอำนาจที่จะสั่งให้โจทก์หยุดหรือกำจัดการโฆษณาเช่นว่านั้นได้ ข้ออ้างตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง...

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39 ม. 40 (3) ม. 70 ม. 83/6 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดอะไมเนอร์ฟู้ดกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4440/2552
#503140
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์กับบริษัท พ. จะไม่เข้าลักษณะเป็น "ค่าแห่งลิขสิทธิ์" แต่ก็มีลักษณะเป็นค่าตอบแทนในการใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจัดเป็นค่าแห่งสิทธิอื่นๆ ทำนองเดียวกับค่าแห่งกู๊ดวิลล์และค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3)

การโฆษณาและส่งเสริมการขายตามสัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์กับบริษัท พ. เจ้าของแฟรนไชส์ เป็นข้อตกลงที่กำหนดให้โจทก์ต้องปฏิบัติภายใต้การควบคุมและดุลพินิจของบริษัทดังกล่าวโดยเฉพาะ โจทก์ในฐานะผู้รับแฟรนไชส์ไม่มีอิสระที่จะทำการโฆษณาตามรูปแบบและเนื้อหาตามที่โจทก์ต้องการ ดังนั้น งบโฆษณาและส่งเสริมการขายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ แม้โจทก์จะมิได้จ่ายให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยตรงก็ตามแต่ก็เป็นประโยชน์ที่บริษัทดังกล่าวได้รับโดยไม่ต้องไปดำเนินการโฆษณาสินค้าภายใต้ "เครื่องหมาย" ของตนตามรูปแบบและเนื้อหาที่ตนพอใจ จึงถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 39

การที่โจทก์ต้องใช้งบโฆษณาและส่งเสริมการขายตามสัญญาแฟรนไชส์ก็เพื่อตอบแทนการที่บริษัท พ. ยินยอมให้โจทก์เป็นผู้รับแฟรนไชส์ กรณีจึงถือได้ว่าบริษัท พ. ได้รับประโยชน์หรือ "เงินได้พึงประเมิน" เช่นว่านี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแฟรนไชส์นอกเหนือจากที่ได้ตกลงไว้ในสัญญาเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนในการใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่นตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3)

การที่โจทก์จ่ายเงินค่าแฟรนไชส์ที่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนในการใช้สิทธิอย่างอื่นตามมาตรา 40 (3) ให้แก่บริษัท พ. ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศและมิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ย่อมเข้าลักษณะเป็นการชำระค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร โจทก์ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท พ. ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 83/6 (2) แห่ง ป.รัษฎากร

คำว่า "เงินได้พึงประเมินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 70 ต้องถือตามความหมายที่มาตรา 39 ได้กำหนดนิยามเอาไว้ ซึ่ง "...ให้หมายความรวมถึง ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน...ด้วย" แม้มาตรา 70 จะมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าให้หมายความรวมถึงประโยชน์ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยโดยวิธีหักกลบลบหนี้ไปพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,662,351.25 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 18,255,611.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินนั้นได้รับอนุมัติให้ประเมินภาษีตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร การออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากร การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงเป็นการประเมินภายในระยะเวลาตามมาตรา 19 และ 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว ข้อตกลงที่กำหนดให้โจทก์ต้องทำการโฆษณาและส่งเสริมการขายเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.5 ของยอดขายรวมของปี 2540 คิดเป็นจำนวน 55,866,622.32 บาท เป็นค่าตอบแทนหรือประโยชน์อย่างอื่นที่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ เจ้าของ แฟรนไชส์ได้รับ โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจ่ายค่าสิทธิแฟรนไชส์ กล่าวคือ เป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และ 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว จากข้อกำหนดในสัญญาแฟรนไชส์เป็นสัญญาที่อนุญาตให้โจทก์ใช้ "ระบบ" และ "เครื่องหมาย" สำหรับการขายสินค้า ซึ่ง "สินค้า" และ "เครื่องหมาย" มีลักษณะเฉพาะตัว ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ที่ใช้ความพยายาม เวลาและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก จึงมีลักษณะเป็นทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ในสัญญาข้อ 7 หัวข้อการโฆษณา กำหนดให้โจทก์ทำการโฆษณาภายใต้ "เครื่องหมาย" เพื่อส่งเสริมการขาย "สินค้า" โดยใช้งบโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.5 ของยอดขายรวม การโฆษณาดังกล่าวเป็นหน้าที่ที่โจทก์ต้องปฏิบัติภายใต้การควบคุมของบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ โดยวัสดุที่ใช้ในการโฆษณาทั้งหมดต้องอยู่ในรูปแบบและเนื้อหาอันเป็นที่พอใจของบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ จึงเห็นได้ประจักษ์ว่าการโฆษณาภายใต้ "เครื่องหมาย" นั้น โจทก์มิอาจกระทำได้โดยอิสระแต่ต้องได้รับความเห็นชอบของบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ และการโฆษณาดังกล่าวเป็นการโฆษณาสินค้าพิซซ่าและชื่อทางการค้า พิซซ่า ฮัท มิใช่โฆษณาชื่อบริษัทโจทก์ เงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าโฆษณา แม้จะมิได้จ่ายให้บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ โดยตรง แต่ก็เป็นประโยชน์ที่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ได้รับโดยมิต้องไปดำเนินการโฆษณาสินค้าภายใต้ "เครื่องหมาย" ของตน ตามรูปแบบ วิธีการและเนื้อหาที่ตนพอใจ ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามความหมายของมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ที่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ผู้ให้ใช้สิทธิได้รับและเป็นส่วนหนึ่งของค่าแฟรนไชส์ อันเป็นค่าตอบแทนในการใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่นตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อปรากฏว่าตามสัญญาแฟรนไชส์ระหว่างบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ กับโจทก์กำหนดให้โจทก์ต้องดำเนินการโฆษณาและส่งเสริมการขายไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.5 ของยอดขายรวม และถือว่าเงินค่าโฆษณาและส่งเสริมการขายดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ที่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการในราชอาณาจักรให้บริการแก่โจทก์จึงเป็นค่าบริการที่โจทก์มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีที่โจทก์อ้างว่าบุคคลภายนอกที่รับค่าใช้จ่ายจากโจทก์ในการโฆษณาและส่งเสริมการขายได้เรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและโจทก์ได้นำมาเครดิตแล้วนั้นมิได้เป็นกรณีที่ทำให้หน้าที่ตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ของโจทก์หมดสิ้นไป การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากรจึงชอบแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มที่จำเลยรับชำระโดยวิธีหักกลบลบหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ตามฟ้องแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มกับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 18,255,611.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (26 มีนาคม 2546) ไม่เกิน 2,406,739.79 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...การที่โจทก์ทำสัญญาแฟรนไชส์กับบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศและมิได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยโดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับหน้าที่ของโจทก์ผู้รับแฟรนไชส์จะต้องรับผิดชอบในการโฆษณาเพื่อเพิ่มยอดขายและส่งเสริมการขายว่า โจทก์จะทำการโฆษณาภายใต้ "เครื่องหมาย" จะส่งเสริมการขาย "สินค้า" โดยความพากเพียรและจะใช้ความพยายามอันควรทุกอย่างเพื่อที่จะเพิ่มยอดขาย "สินค้า" อย่างสม่ำเสมอ โจทก์จะใช้งานโฆษณาและส่งเสริมการขายเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสามจุดห้าของ "ยอดขายรวม" ต่อปี เพื่อการโฆษณา "ธุรกิจ" ในบริเวณโดยรอบ "ร้านค้าต่างๆ" การส่งเสริมการขาย "สินค้า" ให้คำนวณต้นทุนซึ่งรวมถึงค่าแรงงาน ส่วนผสมและกระดาษด้วย และได้กำหนดรูปแบบและเนื้อหาของการโฆษณาว่า วัสดุที่ใช้ในการโฆษณาทั้งหมดจะต้องอยู่ในรูปแบบและเนื้อหาอันเป็นที่พอใจของบริษัทฯ เมื่อได้รับหนังสือบอกกล่าวจากบริษัทฯ โจทก์จะต้องจำกัดและหยุดแจกจ่ายป้ายหรือวัสดุโฆษณาใดๆ โดยพลัน หากโจทก์ไม่กระทำการดังกล่าวภายในห้าวันนับถัดจากวันที่โจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวแล้ว บริษัทฯ หรือตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของตนอาจจะกำจัดป้ายหรือโฆษณาอันไม่น่าพอใจใดๆ ในเวลาใดๆ ก็ได้หลังจากนั้นโดยไม่จำต้องรับผิดชอบต่อโจทก์สำหรับมูลค่าวัสดุดังกล่าวหรือสิทธิเรียกร้องอื่นใดที่โจทก์มีต่อบริษัทฯ โดยโจทก์ไม่มีอิสระที่จะตัดสินใจได้เองตามความพอใจของโจทก์ และเมื่อพิจารณาประกอบข้อสัญญาในส่วนของอารัมภบทกับสัญญา ข้ออื่นที่ระบุข้อตกลงว่า บริษัทฯ ยังเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้า "พิซซ่า ฮัท" และ ลักษณะบ่งชี้อันเป็นทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งใช้สำหรับและเกี่ยวกับ "สินค้า" และ "ระบบ" ของบริษัทฯ และบริษัทฯ มีสิทธิและมีดุลพินิจที่จะเพิ่มเติม ลด หรือเปลี่ยนแปลง "เครื่องหมาย" แต่ผู้เดียวโดยโจทก์ผู้รับแฟรนไชส์หามีสิทธิหรือดุลพินิจที่จะเกี่ยวข้องไม่แล้ว ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า การโฆษณาและส่งเสริมการขายตามสัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์กับบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ เป็นข้อตกลงที่กำหนดให้โจทก์ต้องปฏิบัติภายใต้การควบคุมและดุลพินิจของบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ โดยเฉพาะโจทก์ในฐานะผู้รับแฟรนไชส์ไม่มีอิสระที่จะทำการโฆษณาตามรูปแบบและเนื้อหาที่โจทก์ต้องการได้เลย ดังนั้น งบโฆษณาและส่งเสริมการขายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสามจุดห้าของ "ยอดขายรวม" ต่อปี แม้โจทก์จะมิได้จ่ายให้แก่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ผู้ให้แฟรนไชส์แก่โจทก์โดยตรงก็ตาม แต่ก็เป็นประโยชน์ที่บริษัทฯ ดังกล่าวได้รับโดยไม่ต้องไปดำเนินการโฆษณาสินค้าภายใต้ "เครื่องหมาย" ของตนตามรูปแบบและเนื้อหาที่ตนพอใจ จึงถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามบทนิยามความหมายของ "เงินได้พึงประเมิน" ในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อปรากฏตามสัญญาแฟรนไชส์ว่า โจทก์จะต้องใช้งบโฆษณาและส่งเสริมการขายเช่นว่านี้เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสามจุดห้าของ "ยอดขายรวม" ต่อปี แสดงว่าโจทก์ต้องใช้งบโฆษณาและส่งเสริมการขายเช่นว่านี้ตามสัญญาก็เพื่อตอบแทนการที่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ยินยอมให้โจทก์เป็นผู้รับแฟรนไชส์ กรณีจึงถือได้ว่าบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ผู้ให้โจทก์ได้ใช้สิทธิในแฟรนไชส์ของตนได้รับประโยชน์คือ "เงินได้พึงประเมิน" เช่นว่านี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแฟรนไชส์นอกเหนือจากที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาเข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนในการใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่นตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และการที่โจทก์จ่ายเงินค่าแฟรนไชส์ที่เข้าลักษณะเป็นค่าแห่งสิทธิอย่างอื่นตามมาตรา 40 (3) ให้แก่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ เช่นนี้ ย่อมเข้าลักษณะเป็นการชำระราคาค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร โจทก์ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 83/6 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น การประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว

ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติรวมไปถึงกรณีที่ถือได้ว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับเงินได้พึงประเมินเพราะคำว่า "ได้รับเงินได้พึงประเมิน" ตามมาตรา 70 หมายถึงกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล "ได้รับ" เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ดังนั้น เงินได้พึงประเมินที่จะนำมาคำนวณภาษีจึงต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้วมิใช่เป็นสิ่งที่ถือเสมือนว่าได้รับ นั้น เห็นว่า แม้มาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร จะมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าให้หมายความรวมถึงประโยชน์ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับก็ตาม แต่เมื่อมาตรา 70 บัญญัติโดยใช้ถ้อยคำว่า "เงินได้พึงประเมิน" อันเป็นถ้อยคำตรงกับที่นิยามความหมายไว้ในมาตรา 39 ศาลย่อมอยู่ในบังคับต้องถือตามความหมายดังที่ได้กำหนดไวในบทมาตราดังกล่าวด้วย กล่าวคือคำว่า "เงินได้พึงประเมิน" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 70 ต้องถือตามความหมายที่มาตรา 39 ได้กำหนดนิยามเอาไว้ซึ่ง "...ให้หมายความรวมถึง ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน...ด้วย" เพราะหากไม่ถือตามความหมายที่กฎหมายได้นิยามกำหนดความหมายเอาไว้ กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่มีสิทธิที่จะได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ก็จะสามารถวางแผนการบริหารจัดการภาษีโดยหลบเลี่ยงมาตรา 70 ดังกล่าวด้วยการกำหนดในสัญญาให้คู่สัญญาซึ่งต้องจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ตน จ่ายค่าตอบแทนในลักษณะเป็นประโยชน์ซึ่งสามารถคิดคำนวณเป็นเงินได้แทน ซึ่งจะไม่เป็นธรรมแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นๆ ที่ทำสัญญากำหนดค่าตอบแทนแบบตรงไปตรงมาแต่ต้องเสียภาษี อันจักส่งผลให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยถือเป็นแบบอย่างในการวางแผนการบริหารจัดการภาษีของตนได้เช่นกัน ซึ่งย่อมส่งผลให้ในที่สุดกรมสรรพากรไม่สามารถเก็บภาษีได้ถูกต้องและเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

ส่วนที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ มิได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขายจึงเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของโจทก์ในประเทศไทยเท่านั้น นั้น เห็นว่า หากการโฆษณาและส่งเสริมการขายเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของโจทก์ในการเพิ่มยอดขาย ย่อมส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ในส่วนของค่าบริการรายไตรมาสตามสัญญาแฟรนไชส์ที่กำหนดให้ประเมินในอัตราร้อยละสี่ของ "ยอดขาย" ในแต่ละไตรมาสของ "ร้านต่างๆ" ของโจทก์ด้วย อีกทั้งผลของการโฆษณาย่อมสนับสนุนส่งเสิรมกู๊ดวิลล์ (Goodwill) และเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการและชื่อทางการค้า "พิซซ่า ฮัท" ของบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ไปในตัว ซึ่งในที่สุดย่อมส่งผลให้บริษัทดังกล่าวผู้ให้แฟรนไชส์มีอำนาจต่อรองที่จะเรียกร้องค่าตอบแทนจากโจทก์หรือผู้ขอใช้สิทธิแฟรนไชส์รายอื่นๆ ในรูปของค่าแฟรนไชส์ขั้นต้นตามสัญญาได้เพิ่มมากขึ้นด้วย ผลประโยชน์ที่ได้จากการโฆษณาและส่งเสริมการขายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องกระทำตามสัญญา ในที่สุดจึงตกได้แก่บริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ผู้ให้ใช้สิทธิแฟรนไชส์โดยตรง หาใช่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของโจทก์เท่านั้นดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำแก้อุทธรณ์ไม่

คำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปที่อ้างว่า สัญญาแฟรนไชส์มิได้สัญญาเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ แต่เป็นสัญญาที่ครอบคลุมรูปแบบกิจการการดำเนินงานของพิซซ่า ฮัท ซึ่งบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ เป็นผู้ก่อตั้ง อันมีลักษณะเฉพาะตัวประกอบด้วยแบบอาคาร ป้ายโฆษณา อุปกรณ์ที่ออกแบบไว้เป็นพิเศษ แผนผัง อุปกรณ์ สูตรและตำรับอาหาร เทคนิค ระบบและวิธีการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมิได้รวมถึงเฉพาะ "ลิขสิทธิ์" ใดๆ ของบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ ข้อสัญญาเกี่ยวกับการโฆษณาหรือส่งเสริมการขายที่โจทก์จ่ายให้บรรดาบริษัทสื่อโฆษณาในประเทศไทยจึงมิใช่เงินได้ประเภท "ค่าแห่งลิขสิทธิ์" ของบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 40 (3) มิได้ระบุเฉพาะ "ค่าแห่งลิขสิทธิ์" เพียงอย่างเดียว หากแต่บัญญัติว่า "ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น..." ด้วย ดังนั้น แม้สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์กับบริษัทพิซซ่า ฮัท อิงค์ จะไม่เข้าลักษณะเป็น "ค่าแห่งลิขสิทธิ์" ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำแก้อุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็มีลักษณะเป็นค่าตอบแทนในการใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งจัดเป็นค่าแห่งสิทธิอื่นๆ ทำนองเดียวกับค่าแห่งกู๊ดวิลล์และค่าแห่งลิขสิทธิ์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39 ม. 40 (3) ม. 70 ม. 83/6 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดอะไมเนอร์ฟู้ดกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4341/2552
#495542
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 บัญญัติว่า ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดมาจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 มาแสดงด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงย่อมนำมาใช้บังคับแก่กรณีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลด้วย มิใช่ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่เจ้าของห้องชุดเป็นผู้ขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด

หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายแม้เจ้าของร่วมผู้เป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระตามที่มาตรา 18 แต่บทบัญญัติดังกล่าวหรือกฎหมายอื่นมิได้ห้ามบุคคลอื่นชำระหนี้ดังกล่าวแทนเจ้าของห้องชุด ดังนั้น ข้อกำหนดเงื่อนไขของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดห้องชุดของจำเลยที่ให้ผู้ซื้อต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อนิติบุคคลอาคารชุด จึงไม่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะผู้แทนเจ้าหนี้ในอันที่จะรับชำระหนี้ ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ขายทอดตลาด จ่ายเงินตามจำนวนหนี้ในคำพิพากษาตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวในประกาศขายทอดตลาดห้องชุดของจำเลยเพื่อให้การขายทอดตลาดและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดสำเร็จลุล่วงไปได้ เมื่อผู้ร้องเข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดก็เท่ากับเป็นการตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวกับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า หากผู้ร้องประมูลซื้อห้องชุดได้และมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระอยู่ ผู้ร้องยินยอมรับผิดชำระหนี้ที่ค้าง รวมทั้งนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดด้วย เพราะเมื่อผู้ร้องต้องชำระหนี้ดังกล่าวแทนจำเลยก็ย่อมมีสิทธิขอให้นิติบุคคลอาคารชุดผู้เป็นเจ้าหนี้ออกหลักฐานการชำระหนี้ หรือหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวซึ่งแสดงถึงการปลอดหนี้ เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดได้จึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวตลอดจนมีหน้าที่ขอให้นิติบุคคลอาคารชุดออกหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายดังกล่าว เพื่อนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยเจ้าของห้องชุดที่จะต้องชำระหรือเป็นหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ หรือไปฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยเป็นคดีใหม่เพื่อปัดความรับผิดของตนหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองคือห้องชุดเลขที่ 111/558 ชั้นที่ 14 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดรัตนาธิเบศร์หนึ่งคอนโดมิเนียมของจำเลยออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวแก่ผู้ร้อง แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่อาจดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ได้เนื่องจากผู้ร้องไม่นำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาแสดง เป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ขอให้มีคำสั่งถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้รับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องโดยไม่ต้องนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 มาแสดง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องจะต้องนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลหรือไม่ เห็นว่า ในการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 บัญญัติว่า ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดมาจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 มาแสดงด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงย่อมนำมาใช้บังคับแก่กรณีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลด้วย หาใช่ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่เจ้าของห้องชุดเป็นผู้ขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังที่ผู้ร้องอ้างไม่

สำหรับหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ดังกล่าว แม้เจ้าของร่วมคือผู้เป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระดังที่มาตรา 18 บัญญัติไว้ก็ตาม แต่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือกฎหมายอื่นก็มิได้ห้ามบุคคลอื่นชำระหนี้ดังกล่าวแทนเจ้าของห้องชุดแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อกำหนดเงื่อนไขของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดห้องชุดของจำเลยที่ให้ผู้ซื้อต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อนิติบุคคลอาคารชุด จึงไม่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ในอันที่จะรับชำระหนี้ ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ขายทอดตลาด จ่ายเงินตามจำนวนหนี้ในคำพิพากษาตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวในประกาศขายทอดตลาดห้องชุดของจำเลยลูกหนี้เพื่อให้การขายทอดตลาดและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีไม่มีข้อขัดข้อง หากผู้ร้องจะเข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดรายนี้ก็ชอบที่จะอ่านข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เข้าใจและตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดว่าจำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือไม่อย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดรายนี้ และเมื่อผู้ร้องได้เข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดรายนี้ก็เท่ากับเป็นการตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศดังกล่าวกับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า หากผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดได้และมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระอยู่ ผู้ร้องยินยอมจะรับผิดชำระหนี้รายนี้ นอกจากนี้ข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศดังกล่าวยังมีผลเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้ร้องอยู่ในตัวด้วยว่า ผู้ร้องต้องนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดด้วย เพราะเมื่อผู้ร้องต้องรับผิดชอบชำระหนี้ดังกล่าวแทนลูกหนี้แล้ว ก็ย่อมมีสิทธิขอให้นิติบุคคลอาคารชุดผู้เป็นเจ้าหนี้ออกหลักฐานการชำระหนี้หรือหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวซึ่งแสดงถึงการปลอดหนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระอยู่ตามเอกสารท้ายฎีกาของผู้ร้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดรายนี้ได้จึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวตลอดจนมีหน้าที่ขอให้นิติบุคคลอาคารชุดออกหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายดังกล่าว เพื่อนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยเจ้าของห้องชุดที่จะต้องชำระหนี้ดังกล่าวหรือเป็นหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้หรือไปฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยเป็นคดีใหม่เพื่อปัดความรับผิดของตนหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งยกคำร้องโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 29 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายสิริประสงค์ ตันจริยานนท์
นายสมชาย พรเพ็ชรรัตน์ ในฐานะทายาทโดยธรรมของ
จำเลย — นางชโนทัย อินทรเสนหรือพรเพ็ชรรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสริวิมล ก้องลัดดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4341/2552
#502917
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 29 บัญญัติว่า ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดมาจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 มาแสดงด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงย่อมนำมาใช้บังคับแก่กรณีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลด้วย สำหรับหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ดังกล่าว แม้เจ้าของร่วมคือผู้เป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระดังที่มาตรา 18 บัญญัติไว้ก็ตาม แต่บทบัญญัติของกฎหมายด้งกล่าวหรือกฎหมายอื่นก็มิได้ห้ามบุคคลอื่นชำระหนี้ดังกล่าวแทนเจ้าของห้องชุดแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อกำหนดเงื่อนไขของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดห้องชุดของจำเลยที่ให้ผู้ซื้อต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อนิติบุคคลอาคารชุด จึงไม่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวในประกาศขายทอดตลาดห้องชุดของจำเลยลูกหนี้เพื่อให้การขายทอดตลาดและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีไม่มีข้อขัดข้อง เมื่อผู้ร้องได้เข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดรายนี้ก็เท่ากับเป็นการตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศดังกล่าว นอกจากนี้ข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศดังกล่าวยังมีผลเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้ร้องอยู่ในตัวด้วยว่า ผู้ร้องต้องนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดด้วย เพราะเมื่อผู้ร้องต้องรับผิดชอบชำระหนี้ดังกล่าวแทนลูกหนี้แล้ว ก็ย่อมมีสิทธิขอให้นิติบุคคลอาคารชุดผู้เป็นเจ้าหนี้ออกหลักฐานการชำระหนี้หรือหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวซึ่งแสดงถึงการปลอดหนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระอยู่ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดรายหนี้ได้จึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวตลอดจนมีหน้าที่ขอให้นิติบุคคลอาคารชุดออกหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพื่อนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยเจ้าของห้องชุดที่จะต้องชำระหนี้ดังกล่าวหรือเป็นหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้หรือไปฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยเป็นคดีใหม่เพื่อปัดความรับผิดของตนหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองคือห้องชุดเลขที่ 111/558 ชั้นที่ 14 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดรัตนาธิเบศร์หนึ่งคอนโดมิเนียมของจำเลยออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวแก่ผู้ร้อง แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่อาจดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ได้เนื่องจากผู้ร้องไม่นำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาแสดง เป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้รับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องโดยไม่ต้องนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 มาแสดง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องจะต้องนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลหรือไม่ เห็นว่า ในการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 บัญญัติว่า ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดมาจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 มาแสดงด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงย่อมนำมาใช้บังคับแก่กรณีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลด้วย หาใช่ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่เจ้าของห้องชุดเป็นผู้ขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังที่ผู้ร้องอ้างไม่ สำหรับหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ดังกล่าว แม้เจ้าของร่วมคือผู้เป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระดังที่มาตรา 18 บัญญัติไว้ก็ตาม แต่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือกฎหมายอื่นก็มิได้ห้ามบุคคลอื่นชำระหนี้ดังกล่าวแทนเจ้าของห้องชุดแต่อย่างใด ดังนั้น ข้อกำหนดเงื่อนไขของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดห้องชุดของจำเลยที่ให้ผู้ซื้อต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อนิติบุคคลอาคารชุด จึงไม่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ในอันที่จะรับชำระหนี้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ขายทอดตลาด จ่ายเงินตามจำนวนหนี้ในคำพิพากษาตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวในประกาศขายทอดตลาดห้องชุดของจำเลยลูกหนี้เพื่อให้การขายทอดตลาดและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีไม่มีข้อขัดข้อง หากผู้ร้องจะเข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดรายนี้ก็ชอบที่จะอ่านข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เข้าใจและตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดว่าจำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือไม่อย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดรายนี้ และเมื่อผู้ร้องได้เข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดรายนี้ก็เท่ากับเป็นการตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศดังกล่าวกับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า หากผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดได้และมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระอยู่ ผู้ร้องยินยอมจะรับผิดชำระหนี้รายนี้ นอกจากนี้ข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศดังกล่าวยังมีผลเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้ร้องอยู่ในตัวด้วยว่า ผู้ร้องต้องนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดด้วย เพราะเมื่อผู้ร้องต้องรับผิดชอบชำระหนี้ดังกล่าวแทนลูกหนี้แล้ว ก็ย่อมมีสิทธิขอให้นิติบุคคลอาคารชุดผู้เป็นเจ้าหนี้ออกหลักฐานการชำระหนี้หรือหนังสือรับรองอาคารหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวซึ่งแสดงถึงการปลอดหนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระอยู่ตามเอกสารท้ายฎีกาของผู้ร้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดรายนี้ได้จึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวตลอดจนมีหน้าที่ขอให้นิติบุคคลอาคารชุดออกหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพื่อนำไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยเจ้าของห้องชุดที่จะต้องชำระหนี้ดังกล่าวหรือเป็นหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้หรือไปฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยเป็นคดีใหม่เพื่อปัดความรับผิดของตนหาได้ไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งยกคำร้องโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายสิริประสงค์ ตันจริยานนท์
นายสมชาย พรเพ็ชรรัตน์ ในฐานะ
ทายาทโดยธรรมของนางชโนทัย
จำเลย — อินทรเสนหรือพรเพ็ชรรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2552
#494160
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ.มาตรา 340 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 339 มาตรา 339 ทวิ มาตรา 340 หรือมาตรา 340 ทวิ โดยแต่งเครื่องแบบทหารหรือตำรวจหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหารหรือตำรวจ หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง" ซึ่งจะเห็นได้ว่า นอกจากการกระทำอันเป็นความผิดตามมาตรา 339 มาตรา 339 ทวิ มาตรา 340 หรือมาตรา 340 ทวิ แล้ว ยังจะต้องประกอบด้วยการกระทำอื่นตามที่บัญญัติในมาตรานี้ด้วย ผู้กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวจึงจะมีความผิดและถูกลงโทษตามมาตรานี้ได้ ดังนั้นมาตรานี้ย่อมเป็นบทบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งโจทก์ต้องระบุมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ด้วย และตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" อันเป็นการกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาคดี หรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่ง กับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง ซึ่งศาลอยู่ในบังคับที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินประการหนึ่งประการใดมิได้ และทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องระบุในฟ้อง แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 340 ตรี และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่เมื่อคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโจทก์ไม่ระบุมาตรา 340 ตรี มาด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 340 ตรี และเป็นการเกินคำขอ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอมิได้.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339 วรรคสี่ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนบุหรี่มาร์ลโบโร่ จำนวน 2 ซอง หรือใช้ราคาจำนวน 130 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 5 ปี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนบุหรี่มาร์ลโบโร่ จำนวน 2 ซอง หรือใช้ราคาจำนวน 130 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์ไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสองตามบทบัญญัติดังกล่าวได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี มิใช่บทบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ที่โจทก์ต้องอ้างในท้ายฟ้อง และไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ขอให้ลงโทษนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 339 มาตรา 339 ทวิ มาตรา 340 หรือมาตรา 340 ทวิ โดยแต่งเครื่องแบบทหารหรือตำรวจหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหารหรือตำรวจ หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง" ซึ่งจะเห็นได้ว่า นอกจากการกระทำอันเป็นความผิดตามมาตรา 339 มาตรา 339 ทวิ มาตรา 340 หรือ มาตรา 340 ทวิ แล้ว ยังจะต้องประกอบด้วยการกระทำอื่นตามที่บัญญัติในมาตรานี้ด้วย ผู้กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวจึงจะมีความผิดและถูกลงโทษตามมาตรานี้ได้ ดังนั้น มาตรานี้ย่อมเป็นบทบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งโจทก์ต้องระบุมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ด้วย และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" อันเป็นการกำหนดกรอบอำนาจการพิพากษาคดี หรือการมีคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลไว้ 2 ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอประการหนึ่ง กับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง ซึ่งศาลอยู่ในบังคับที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินประการหนึ่งประการใดมิได้ และทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องระบุในฟ้อง แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 340 ตรี และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่เมื่อคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโจทก์ไม่ระบุมาตรา 340 ตรี มาด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 340 ตรี และเป็นการเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอมิได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

??

??

??

??

2/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 339 วรรคสี่ ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นายสุรศักดิ์ ประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายธนัช กองทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4324/2552
#502720
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า "...จำเลยได้ใส่ความโจทก์ต่ออธิบดี...ด้วยเอกสารฉบับลงวันที่ 12 มิถุนายน 2545 มีข้อความว่า "...ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จความจริงโจทก์ไม่เคยแอบอ้างว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ...แต่ประการใด การกระทำของจำเลยเป็นการใส่ความโจทก์ด้วยทำให้ปรากฏเป็นตัวอักษร ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์..." โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า จำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่ 3 โดยการโฆษณาอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา 328 มาด้วยก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นไม่สามารถจะยกข้อกฎหมายตามมาตรา 329 (1) (3) ขึ้นวินิจฉัยได้ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไว้ว่า หากข้อเท็จจริงตามที่รับฟังดังทางไต่สวนมูลฟ้องต้องด้วย ป.อ. มาตรา 329 ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกข้อความจริงนี้ขึ้นเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยคดีได้ หาใช่เรื่องจำกัดเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นกรณีที่จำเลยเท่านั้นที่มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นแล้วพิพากษายืนดังนั้นที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ข้อความที่จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ตามที่ปรากฏในเอกสารต้องอ่านทั้งหมด มิใช่ยกข้อความตอนใดตอนหนึ่งแล้วแปลว่าไม่มีข้อความหมิ่นประมาท เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุมัติให้เช่าพื้นที่ขายสินค้า ต่อมาจำเลยประสงค์จะเช่าพื้นที่ จึงใช้เล่ห์เพทุบายทำหนังสือดังกล่าวให้สอบสวนว่าโจทก์ไม่สุจริต จึงมิใช่กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ฎีกาโจทก์ดังกล่าวมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไร และที่ถูกต้องเป็นอย่างไรจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดเจนต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225

เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้อง จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ขึ้นมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้จะมีการอนุญาตให้ฎีกามาก็ตาม ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใส่ความโจทก์ต่ออธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนด้วยเอกสารฉบับลงวันที่ 12 มิถุนายน 2545 มีข้อความว่า "ตามที่ทางบริษัทได้ทราบมาบริษัทไทยพัฒนาชุมชน จำกัด ได้นำชื่อโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ มาใช้ในการขอพื้นที่ต่อทาง ทอท. ทั้งที่บริษัทฯ ดังกล่าวเป็นเพียงนิติบุคคลทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐที่ดำเนินโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งการดำเนินโครงการของบริษัทไทยพัฒนาชุมชน จำกัด ก็มิได้ร้องขอหรือมิได้รับการสนับสนุนใด ๆ จากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิดภัณฑ์ แต่อย่างใดเลยเช่นกัน ทางบริษัทฯ จึงมีความเห็นว่าเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่โครงการสำคัญระดับชาติจะถูกแอบอ้างนำมาใช้เพียงเพื่อการเอื้อประโยชน์ในการขอพื้นที่จาก ทอท. และอาจนำมาซึ่งการดำเนินโครงการที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์และเจตนาที่รัฐบาลได้วางไว้ในการนี้ทางบริษัทฯ จึงใคร่เรียนมายังโครงการพัฒนาชุมชน เพื่อโปรดพิจาณาออกหนังสือถึง ทอท. เพื่อขอร้องให้ ทอท.เพื่อระงับการอนุญาตให้บริษัทไทยพัฒนาชุมชน จำกัด ใช้พื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อเป็นแบบอย่างมิให้เกิดการนำเอาโครงการของรัฐมาแอบอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตนต่อไปในอนาคต ขอแสดงความนับถือ นายวิรัตน์ (กรรมการผู้จัดการ)" ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ไม่เคยแอบอ้างว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐในการจำหน่ายสินค้าตามโครงการหนึ่ตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ และมิได้นำเอาโครงการของรัฐมาแอบอ้างในการขอเช่าพื้นที่กับการท่าอากาศยาน การกระทำของจำเลยเป็นการใส่ความโจทก์ ด้วยทำให้ปรากฏเป็นตัวอักษร ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม พยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยใส่ความโจทก์ คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ส่วนความผิดตามมาตรา 326 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายนั้นวินิจฉัยว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลมีอำนาจหยิบยกข้อความจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) ขึ้นเป็นเหตุผลวินิจฉัยคดีได้ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องเป็นการกระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า "...จำเลยได้ใส่ความต่อโจทก์อธิบดี...ด้วยเอกสารฉบับลงวันที่ 12 มิถุนายน 2545 มีข้อความว่า "...ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ไม่เคยแอบอ้างว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ...แต่ประการใด การกระทำของจำเลยเป็นการใส่ความโจทก์ด้วยทำให้ปรากฏเป็นตัวอักษร ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์..." โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า จำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่ 3 โดยการโฆษณา อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม มาตรา 328 มาด้วยก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อมาที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เข้ากรณีข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นไม่สามารถจะยกข้อกฎหมายตามมาตรา 329 (1) (3) ขึ้นวินิจฉัยได้ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไว้ว่า หากข้อเท็จจริงตามที่รับฟังดังทางไต่สวนมูลฟ้องต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกข้อความจริงนี้ขึ้นเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยคดีได้หาใช่เรื่องจำกัดเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นกรณีที่จำเลยเท่านั้นที่มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นแล้วพิพากษายืน ดังนั้นที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ข้อความที่จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ต้องอ่านทั้งหมด มิใช่ยกข้อความตอนใดตอนหนึ่งแล้วแปลว่าไม่มีข้อความหมิ่นประมาท เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุมัติให้เช่าพื้นที่ขายสินค้า ต่อมาจำเลยประสงค์จะเช่าพื้นที่ จึงใช้เล่ห์เพทุบายทำหนังสือดังกล่าวให้สอบสวนว่าโจทก์ไม่สุจริต จึงมิใช่กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ฎีกาโจทก์ดังกล่าวมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไร และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดเจนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 แม้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหานี้และศาลชั้นต้นสั่งรับมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาประการสุดท้ายที่โจทก์ฎีกาว่า คดีโจทก์มีมูลเป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้อง จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ขึ้นมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้จะมีการอนุญาตให้ฎีกามาก็ตาม ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ได้เช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328 ม. 329 (1) ม. 329 (3)
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพัฒนาชุมชน จำกัด
จำเลย — นายวิรัตน์ สุนทรนนท์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4319/2552
#496022
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ตามคำร้องขอผัดฟ้องของโจทก์ ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 อันแสดงว่าจำเลยน่าจะกระทำความผิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ไม่ใช่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ก็เป็นเพียงการพลั้งเผลอในการเรียงและพิมพ์คำฟ้องผิดพลาดไปเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ก่อนที่จำเลยจะกระทำความผิดอันจะทำให้เป็นฟ้องที่ขัดกับสภาพความเป็นจริงไม่ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอด ในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็อุทธรณ์เพียงขอให้รอการลงโทษ แสดงว่าจำเลยทราบดีถึงการกระทำความผิดของตน การที่โจทก์บรรยายฟ้องระบุรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดผิดพลาดไปดังกล่าวจึงมิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 และ 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และถือเอาเลขท้าย 2 ตัว เลขท้าย 3 ตัว ของรางวัลที่ 1 กับเลขท้าย 2 ตัวเลขท้าย 3 ตัว ของสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เป็นเลขถูกรางวัล เหตุเกิดที่ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานีนั้น ถือว่าเป็นฟ้องที่ได้ระบุถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ที่ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามคำร้องขอผัดฟ้อง ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 อันแสดงว่าจำเลยน่าจะกระทำความผิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ไม่ใช่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ก็เป็นเพียงการพลั้งเผลอในการเรียงและพิมพ์ฟ้องผิดพลาดไปเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ก่อนที่จำเลยจะกระทำความผิดอันจะทำให้เป็นฟ้องที่ขัดกับสภาพความเป็นจริงไม่ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอดในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็อุทธรณ์เพียงขอให้รอการลงโทษ แสดงว่าจำเลยทราบดีถึงการกระทำความผิดของตน การที่โจทก์บรรยายฟ้องระบุรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดผิดพลาดไปดังกล่าวจึงมิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าฟ้องโจทก์ขัดกับสภาพความเป็นจริงมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา...

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12(1) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสมบุญ อรรคทิมากุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4319/2552
#502718
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ส่วนที่ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามคำร้องขอผัดฟ้อง ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 อันแสดงว่าจำเลยจะกระทำความผิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ไม่ใช่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง เป็นเพียงการพลั้งเผลอในการเรียงและพิมพ์ฟ้องผิดพลาดไปเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ก่อนที่จำเลยจะกระทำความผิดอันจะทำให้เป็นฟ้องที่ขัดกับสภาพความเป็นจริง ที่จะต้องยกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ อันเป็นการพนันตามบัญชี ข. หมายเลข 16 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และถือเอาเลขท้าย 2 ตัว เลขท้าย 3 ตัว ของรางวัลที่ 1 กับเลขท้าย 2 ตัว ที่ออกครั้งสุดท้ายและเลขท้าย 3 ตัว ที่ออกสี่ครั้งของสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เป็นเลขถูกรางวัล ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, และ 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และถือเอาเลขท้าย 2 ตัว เลขท้าย 3 ตัว ของรางวัลที่ 1 กับเลขท้าย 2 ตัว เลขท้าย 3 ตัว ของสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เป็นเลขถูกรางวัล เหตุเกิดที่ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี นั้นถือว่าเป็นฟ้องที่ได้ระบุถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลา และสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ที่ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามคำร้องขอผัดฟ้อง ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 อันแสดงว่าจำเลยน่าจะกระทำความผิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ไม่ใช่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องก็เป็นเพียงการพลั้งเผลอในการเรียงและพิมพ์ฟ้องผิดพลาดไปเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ก่อนที่จำเลยจะกระทำความผิดอันจะทำให้เป็นฟ้องที่ขัดกับสภาพความเป็นจริงไม่ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอดในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็อุทธรณ์เพียงขอให้รอการลงโทษ แสดงว่าจำเลยทราบดีถึงการกระทำความผิดของตน การที่โจทก์บรรยายฟ้องระบุรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดผิดพลาดไปดังกล่าวจึงมิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าฟ้องโจทก์ขัดกับสภาพความเป็นจริงมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา สำหรับปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษและจำเลยแก้ฎีกาว่าหากศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายก็ขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้จำเลยจึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุขประโยชน์ส่วนตนในทางที่ผิดเพียงอย่างเดียวและโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายที่อาจติดตามมาจากการเล่นการพนันอีกนานัปการ กับปรากฏว่าในการจับกุมจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจยึดของกลางได้ จากจำเลยหลายรายการ เฉพาะโพยสลากมีจำนวน 69 แผ่น จำนวนเงิน 251,077 บาท แสดงว่าจำเลยเป็นเจ้ามือรายใหญ่ที่มีวงเงินในการเล่นพนันจำนวนมาก การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่สมควรปรานีรอการลงโทษ"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคสอง 12 (1) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสมบุญ อรรคทิมากุล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4319/2552
#504621
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และถือเอาเลขท้าย 2 ตัว เลขท้าย 3 ตัว ของรางวัลที่ 1 กับเลขท้าย 2 ตัว เลขท้าย 3 ตัว ของสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เป็นเลขถูกรางวัล เหตุเกิดที่ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี นั้น ถือว่าเป็นฟ้องที่ได้ระบุถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดฯ มาตรา 3 แล้วฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ที่ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามคำร้องขอผัดฟ้องครั้งที่ 1 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 ว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 อันแสดงว่าจำเลยน่าจะกระทำความผิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ไม่ใช่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ก็เป็นเพียงการพลั้งเผลอในการเรียงและพิมพ์ฟ้องผิดพลาดไปเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ก่อนที่จำเลยจะกระทำความผิด อันจะทำให้เป็นฟ้องที่ขัดกับสภาพความเป็นจริงไม่ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอด ในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็อุทธรณ์เพียงขอให้รอการลงโทษ แสดงว่าจำเลยทราบดีถึงการกระทำความผิดของตน การที่โจทก์บรรยายฟ้องระบุรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดผิดพลาดไปดังกล่าวจึงมิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 และ 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่าเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และถือเอาเลขท้าย 2 ตัว เลขท้าย 3 ตัว ของรางวัลที่ 1 กับเลขท้าย 2 ตัว เลขท้าย 3 ตัว ของสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2550 เป็นเลขถูกรางวัล เหตุเกิดที่ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี นั้น ถือว่าเป็นฟ้องที่ได้ระบุถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ที่ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามคำร้องขอผัดฟ้องครั้งที่ 1 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 ว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2550 อันแสดงว่าจำเลยน่าจะกระทำความผิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ไมใช่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ก็เป็นเพียงการพลั้งเผลอในการเรียงและพิมพ์ฟ้องผิดพลาดไปเท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ก่อนที่จำเลยจะกระทำความผิด อันจะทำให้เป็นฟ้องที่ขัดกับสภาพความเป็นจริงไม่ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอดในชั้นอุทธรณ์ จำเลยก็อุทธรณ์เพียงขอให้รอการลงโทษ แสดงว่าจำเลยทราบดีถึงการกระทำความผิดของตน การที่โจทก์บรรยายฟ้องระบุรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดผิดพลาดไปดังกล่าวจึงมิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าฟ้องโจทก์ขัดกับสภาพความเป็นจริงมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาสำหรับปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษและจำเลยแก้ฎีกาว่าหากศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายก็ขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำเลยจึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุขโดยมุ่งประโยชน์ส่วนตนในทางที่ผิดเพียงอย่างเดียวและโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายที่อาจติดตามมาจากการเล่นการพนันอีกนานัปการ กับปรากฏว่าในการจับกุมจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจยึดของกลางได้จากจำเลยหลายรายการ เฉพาะโพยสลากมีจำนวน 69 แผ่น จำนวนเงิน 251,077 บาท แสดงว่าจำเลยเป็นเจ้ามือรายใหญ่ที่มีวงเงินในการเล่นพนันจำนวนมาก การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่สมควรปรานีรอการลงโทษ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (1) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสมบุญ อรรคทิมากุล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4270/2552
#502390
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายใช้ให้จำเลยไปยืมเงินผู้อื่นมาให้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุ และจำเลยชอบที่จะต้องดำเนินการเรียกร้องบังคับให้ผู้ตายชำระหนี้ให้จำเลยตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ส่วนถ้อยคำที่ผู้ตายพูดกับจำเลยที่เป็นคำก้าวร้าว หยาบคายเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่จะกล่าวออกมา และเป็นที่ระคายเคืองแก่จำเลยอยู่บ้างก็ไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 เวลากลางวันจำเลยใช้อาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .45 (11 มม.) หมายเลขทะเบียน กพ 4/12507 ยิงร้อยตำรวจเอกสุรวุฒิ ที่ศีรษะด้านหลัง 1 นัด โดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ร้อยตำรวจเอกสุรวุฒิถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การว่า ไม่มีเจตนาฆ่าและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 20 ปี หลังเกิดเหตุจำเลยยอมมอบตัวและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนขนาด .45 (11 มม.) ของกลางยิงร้อยตำรวจเอกสุรวุฒิ ที่ศีรษะด้านหลัง 1 นัด เป็นเหตุให้ร้อยตำรวจเอกสุรวุฒิถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยิงผู้ตายโดยมิได้มีเจตนาฆ่า และกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ โจทก์มีนางสาวธลธาร เป็นประจักษ์พยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 12.30 นาฬิกา พยานกับพนักงานของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไปหาผู้ตายที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดงเพื่อให้ผู้ตายช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยกรณีที่พนักงานของธนาคารดังกล่าวโอนเงินเข้าบัญชีของพยานเกินจำนวนไป เมื่อไปถึงสถานีตำรวจนครบาลดินแดงได้มีการพูดคุยเจรจากันต่อหน้าผู้ตายภายในห้องปฏิบัติการฝ่ายสืบสวน เมื่อเจรจาตกลงกันได้แล้วได้มีการทำบันทึกข้อตกลงขึ้นโดยให้ผู้ตายลงชื่อในบันทึกไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นผู้ตายเดินไปที่ประตูทางออกห้องปฏิบัติการฝ่ายสืบสวนและหยุดยืนอยู่ที่ประตู พยานเห็นจำเลยเดินตามผู้ตายออกไปโดยหยุดอยู่ห่างจากด้านหลังผู้ตายไม่ถึง 1 เมตร แล้วจำเลยยกอาวุธปืนขึ้นชี้ยิงไปที่ด้านหลังศีรษะผู้ตายจำนวน 1 นัด ผู้ตายล้มลง พยานตกใจจึงวิ่งเข้าไปหลบในห้องด้านหลัง นอกจากนี้โจทก์มีนายนิวัฒน์ และดาบตำรวจมานิตย์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าเวลาเกิดเหตุพยานทั้งสองอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ โดยเมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นพยานทั้งสองเห็นผู้ตายล้มลงและเห็นจำเลยถืออาวุธปืนของกลางยืนอยู่ด้านหลังผู้ตาย ส่วนจำเลยนำสืบต่อสู่ว่าใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายโดยมิได้มีเจตนาฆ่าและเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ เห็นว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมต้องมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนของจำเลยเอง พฤติการณ์ที่จำเลยเดินตามหลังผู้ตายออกไปยืนอยู่ห่างจากผู้ตายไม่ถึง 1 เมตร แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูง และสามารถก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้โดยง่าย ยิงผู้ตายในระยะใกล้ในลักษณะหาโอกาสเลือกยิงและกระสุนปืนถูกศีรษะของผู้ตายอันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญเช่นนี้ แม้จะเป็นการยิงเพียงนัดเดียวก็ต้องถือว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย ที่จำเลยมิได้ยิงผู้ตายตั้งแต่พบครั้งแรกในวันเกิดเหตุเป็นเพียงพฤติการณ์ชี้ว่าจำเลยมิได้ตระเตรียมวางแผนมากระทำความผิดมาก่อน แต่ไม่เป็นเหตุผลที่แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาฆ่า ส่วนที่จำเลยต่อสู้โดยอ้างว่า เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะเนื่องจากจำเลยไปกู้ยืมเงินของบุคคลภายนอกมาให้ผู้ตายตามที่ผู้ตายใช้ เมื่อหนี้ถึงกำหนดเจ้าหนี้ทวงถามจากจำเลยหลายครั้ง จำเลยไปทวงถามเอาจากผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่ยอมคืนให้ ทั้งผู้ตายยังได้พูดกับจำเลยว่า "ควย มาทวงอะไรมากมาย" "ควย กูไม่ให้ ให้โคตรพ่อโคตรแม่มึงมาทวงซิ" และ "ควย กูไม่ให้แล้ว" บ้าง เป็นเหตุให้จำเลยโกรธและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายซึ่งถือว่าจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะนั้น แม้หากจะเป็นดังที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว และจำเลยชอบที่จะต้องดำเนินการเรียกร้องบังคับให้ผู้ตายชำระหนี้ให้จำเลยตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ส่วนถ้อยคำที่ผู้ตายพูดกับจำเลยดังที่จำเลยอ้างนั้น แม้จะเป็นถ้อยคำก้าวร้าว หยาบคายเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่กล่าวออกมา และเป็นที่ระคายเคืองแก่จำเลยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความมานะ วิริยะอุตสาหะ เคยได้รับประกาศชมเชยจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลมาก่อนตามเอกสารหมาย ล.1 ทั้งปรากฏจากคำเบิกความของสิบตำรวจเอกหญิงวิไลวรรณ ร้อยตำรวจเอกอัศวิน เพื่อนร่วมงานกับจำเลยและพันตำรวจโทบรรหาร พนักงานสอบสวนผู้บังคับบัญชาของจำเลยต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าจำเลยเป็นผู้มีอุปนิสัยดี ไม่เคยประพฤติตนในลักษณะทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่น ประกอบกับจำเลยและผู้ตายมีความสนิทสนมกัน น่าเชื่อว่าคดีนี้เกิดขึ้นจากอารมณ์โกรธ ขาดความยั้งคิดของจำเลยเพียงชั่วขณะที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยก่อนลดโทษให้จำเลยถึง 20 ปีนั้นหนักเกินไป สมควรกำหนดโทษสถานเบาลงเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — สิบตำรวจเอกอิทธิวิฐ กำแพงเพชร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4268/2552
#494015
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายตามฟ้อง จำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายจึงเป็นอันยุติ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยและพิพากษาแก้เฉพาะบทจากความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นปล้นทรัพย์ มิได้แก้ไขโทษ เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 1 คงมีสิทธิฎีกาได้เฉพาะในปัญหาว่าจำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วยอันจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เท่านั้น จำเลยที่ 1 จะหวนกลับมาใช้สิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายอีกไม่ได้ ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 4 บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ เมื่อจำเลยที่ 1 พ้นโทษในความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 92, 340 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 300 บาท แก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กับบวกโทษจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 436/2544 เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และบวกโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1197/2545 เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและเพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 10 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 อีกหนึ่งในสามเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงิน 300 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก จำคุกคนละ 10 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 300 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยจำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วย จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายตามฟ้อง จำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายจึงเป็นอันยุติ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วย และพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน แม้คดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษาแก้เฉพาะบทจากความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นปล้นทรัพย์ แต่มิได้แก้ไขโทษ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เกินห้าปี จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 คงมีสิทธิฎีกาได้เพียงเฉพาะในปัญหาว่าจำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วยอันจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องเท่านั้น จำเลยที่ 1 จะหวนกลับมาใช้สิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายอีกไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป เนื่องจากพยานบุคคลความขัดแย้งกันของโจทก์เบิกความขัดแย้งกับพยานเอกสาร พยานเอกสารขัดแย้งกันเอง และพยานบุคคลของโจทก์เบิกความขัดแย้งกันในสาระสำคัญ กับกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานจับกุมโดยไม่ชอบ สอบสวนโดยทุจริต และบังคับและทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาให้ลงชื่อในเอกสาร ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายซึ่งเท่ากับโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมชิงทรัพย์ด้วย นั้น ล้วนเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 มิได้เคยยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งสิ้น ซึ่งต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกา ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 พ้นโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1411/2542 ของศาลจังหวัดปทุมธานีไปก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยที่ 1 จึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 และพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 218 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 83 ม. 339 วรรคสอง ม. 340 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสันติหรือต่าย บุญลือ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสามารถ อาจณรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2552
#502714
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอยปรักปรำจำเลยทั้งสองไม่น่าเชื่อถือ พยานจำเลยทั้งสองน่าเชื่อถือมากกว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำผิดตามฟ้อง หากเห็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยทั้งสองด้วยนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจาณาต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว มิได้บัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะใน ป.วิ.อ. จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 กล่าวคือจำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาที่จำเลยทั้งสองประสงค์จะขออนุญาตฎีกา พร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณาอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองคงเพียงขอให้ผู้พิพากษาสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นคือ บ. และ ธ. อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาคนอื่นที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังนี้ เมื่อผู้พิพากษาทั้งสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง แต่กลับส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 การที่ ช. ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยลำพัง จึงหามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 อันจะส่งผลตามกฎหมายให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะมิได้ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยทั้งสอง และมิได้ผ่านหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 8 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอยปรักปรำจำเลยทั้งสองไม่น่าเชื่อถือ พยานจำเลยทั้งสองน่าเชื่อถือมากว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำผิดตามฟ้องหากเห็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยทั้งสองด้วย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงจะได้วินิจฉัยก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการที่ปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว มิได้บัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กล่าวคือจำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาที่จำเลยทั้งสองประสงค์จะขออนุญาตฎีกา พร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าว เพื่อพิจารณาอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองคงเพียงขอให้ผู้พิพากษาสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นคือนางสาวเบญญภัทร และนายธีระเดช ให้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาคนอื่นที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังนี้ เมื่อผู้พิพากษาทั้งสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง แต่กลับส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 การที่นายชัชลิต ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยลำพังจึงหามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 อันจะส่งผลตามกฎหมายให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะมิได้ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยทั้งสองในการที่จะขอให้นายชัชลิต ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นผู้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตลอดทั้งมิได้ผ่านหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคท้าย
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายวิวัฒน์ โชติเสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
ประทีป ปิติสันต์
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4215/2552
#493986
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความแล้วก็นำมาหักกลบลบหนี้ได้ แต่ในเวลาที่อาจจะหักกลบลบกับสิทธิเรียกร้องอีกฝ่ายได้นั้น สิทธิเรียกร้องฝ่ายตนต้องยังไม่ขาดอายุความ คดีนี้ก่อนหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ 2 ปี จำเลยยังไม่ได้นำเงินเข้าบัญชี จำเลยเพิ่งนำเงินเข้าฝากเข้าบัญชีหลังจากหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องในการหักเงินฝากของจำเลยจึงเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความไปแล้ว โจทก์จึงไม่สามารถหักกลบลบหนี้โดยหักเงินฝากของจำเลยมาชำระหนี้บัตรเครดิตได้ เพราะในเวลาที่โจทก์จะหักกลบลบหนี้กับสิทธิเรียกร้องของจำเลยได้นั้น สิทธิเรียกร้องโจทก์ขาดอายุความไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 67,085.06 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี นับจากวันที่ 17 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 24,266.41 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 91,351.47 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 46,672 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องรับผิดถึงวันฟ้องจำนวน 317,075.67 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์คืนเงินจำนวน 63,190.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันที่ 16 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงินแก่จำเลยอีกจำนวน 207,213.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำตามสิทธิที่จำเลยมีสิทธิได้รับตามข้อตกลง นับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า เงินฝากของจำเลยจำนวน 207,213.60 บาท โจทก์นำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้บัตรเครดิตที่ขาดอายุความแล้วได้หรือไม่ เห็นว่า ก่อนหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ 2 ปี จำเลยยังไม่ได้นำเงินเข้าฝากในบัญชีเลขที่ 071 - 3 - 05916 - 1/01 จำเลยเพิ่งนำเงินเข้าฝากในวันที่ 22 กันยายน 2542 ภายหลังหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้ว ดังนั้น หากจำเลยนำเงินเข้าฝากในบัญชีดังกล่าวก่อนหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ และต่อมาโจทก์หักบัญชีเงินฝากชำระหนี้บัตรเครดิตภายหลังหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ คดีจึงต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์หักกลบลบหนี้ได้ แม้คดีขาดอายุความ แต่หากขณะหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ จำเลยยังไม่นำเงินฝากในบัญชี กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะหักกลบลบหนี้ได้ ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว กรณีนี้เทียบได้กับอย่างหลัง ดังนั้น ที่โจทก์หักบัญชีเงินฝากจำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตภายหลังหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ โดยก่อนหน้านั้นจำเลยยังไม่ได้นำเงินเข้าฝากในบัญชีกับโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 14,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายก่อเกียรติ สว่างทวีวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นางนิรมล จันทรมัสการ
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2552
#495460
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแรกศาลฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยว่าเหตุกระทำผิดฐานรับของโจรเกิดระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เวลากลางวัน แต่คดีนี้คำฟ้องในข้อหารับของโจรระบุว่าเหตุเกิดวันที่ 9 ตุลาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับการที่จำเลยรับของโจรในคดีแรก แม้ ธ. จับจำเลยและยึดของกลางทั้งสองสำนวนไว้ในคราวเดียวกัน และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยรับทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีนั้นไว้มาคราวเดียวกันหรือรับมาเมื่อใด แต่ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยรับของโจรคดีนี้ไว้ในวันเดียวกันและในคราวเดียวกันกับการรับของโจรในคดีแรก การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีแรก ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3000/2547 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3000/2547 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ศาลฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยในคดีนั้นว่า เหตุกระทำผิดฐานรับของโจรในคดีดังกล่าวเกิดระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เวลากลางวัน แต่คดีนี้คำฟ้องในข้อหารับของโจรระบุว่า เหตุเกิดวันที่ 9 ตุลาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับการที่จำเลยรับของโจรในคดีดังกล่าว แม้ร้อยตำรวจเอกธณกรจับจำเลยและยึดของกลางทั้งสองสำนวนไว้ในคราวเดียวกัน และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า จำเลยรับทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีนั้นไว้มาคราวเดียวกันหรือรับมาเมื่อใดก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่า จำเลยรับของโจรคดีนี้ไว้ในวันเดียวกันและในคราวเดียวกันกับการรับของโจรในคดีดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมา การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3000/2547 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายวิชัยหรือชัยหรือตาหวาน นัยนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายพิจักษณ์ พูลผลอำนวย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอำพันธ์ สมบัติสภาพรกุล
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2552
#501816
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลจังหวัดกาญจนบุรีฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุกระทำผิดฐานรับของโจรเกิดระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เวลากลางวัน แต่คดีนี้คำฟ้องในข้อหารับของโจรระบุว่า เหตุเกิดวันที่ 9 ตุลาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับการที่จำเลยรับของโจรในคดีดังกล่าว ดังนั้นแม้มีการจับจำเลยและยึดของกลางทั้งสองสำนวนไว้ในคราวเดียวกัน และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า จำเลยรับทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีนั้นไว้มาคราวเดียวกันหรือรับมาเมื่อใด แต่ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยรับของโจรคดีนี้ไว้ในวันเดียวกันและในคราวเดียวกันกับการรับของโจรในคดีดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีก่อนจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน 2528 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2528 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันเข้าไปในบริเวณกุฏิ อันเป็นเคหสถานของพระครูพิศาลพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดดงขี้เหล็ก ลักเอาพระพุทธรูปบูชาเนื้อทองเหลืองปางมารวิชัย สมัยรัตนโกสินทร์ หน้าตักกว้าง 25 นิ้ว จำนวน 1 องค์ ราคา 50,000 บท อันเป็นที่สักการบูชาของประชาชนของวัดดงขี้เหล็ก ผู้เสียหายไป ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ รับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูปอันเป็นที่สักการบูชาของประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3000/2547 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากคำพิพากษาเอกสารแนบท้ายฎีกาว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3000/2547 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ศาลฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยในคดีนั้นว่า เหตุกระทำผิดฐานรับของโจรในคดีดังกล่าวเกิดระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เวลากลางวัน แต่คดีนี้คำฟ้องในข้อหารับของโจรระบุว่า เหตุเกิดวันที่ 9 ตุลาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับการที่จำเลยรับของโจรในคดีดังกล่าว ดังนั้นแม้ร้อยตำรวจเอกธณกร จับจำเลยและยึดของกลางทั้งสองสำนวนไว้ในคราวเดียวกัน และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า จำเลยรับทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีนั้นไว้มาคราวเดียวกันหรือรับมาเมื่อใดก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยรับของโจรคดีนี้ไว้ในวันเดียวกันและในคราวเดียวกันกับการรับของโจรในคดีดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมา การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3000/2547 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายวิชัยหรือชัยหรือตาหวาน นัยนา
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2552
#493998
เปิดฉบับเต็ม

เบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นเบี้ยปรับอันเกิดจากการที่คู่สัญญาทำสัญญาไว้ต่อกันว่าลูกหนี้จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 379 ถึงมาตรา 381 แต่กรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตใช้น้ำบาดาลจากโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าใช้น้ำบาดาลเพิ่มขึ้นเพราะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลจึงไม่อาจปรับลดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 457,987.11 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 339,825 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 209,212.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน23,625 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ของต้นเงิน 23,887.50 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 24,150 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 24,150 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 23,625 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และของต้นเงิน 23,887.50 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 215,190 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,300 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ของต้นเงิน 24,570 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 24,840 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 24,840 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 24,300 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2541 (ที่ถูก 1 พฤษภาคม 2541) และของต้นเงิน 24,570 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมิได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลภายในกำหนดเวลาสำหรับงวดใด และมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลสำหรับงวดนั้นในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาลพ.ศ. 2520 และในอัตราสองเท่าของอัตราค่าใช้น้ำบาดาลลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ถือเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นเบี้ยปรับอันเกิดจากการที่คู่สัญญาที่เป็นเจ้าหนี้ทำสัญญาไว้ต่อกันว่าลูกหนี้จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 379 ถึงมาตรา 381 แต่คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตใช้น้ำบาดาลจากโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าใช้น้ำบาดาลเพิ่มขึ้นเพราะฝ่าฝืนไม่ปฎิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลจึงไม่อาจปรับลดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ข้อกำหนดในกฎกระทรวงทั้งสองฉบับดังกล่าวถือเป็นข้อบังคับในการทำสัญญาขออนุญาตใช้น้ำบาดาลและอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลซึ่งผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตาม ถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ซึ่งถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ติดเครื่องวัดปริมาณน้ำ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล คือวันละ 100 บาท ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลเพิ่มสำหรับงวดที่ผิดนัดในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท และ 7 บาท ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2537) และฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2540) แล้วแต่กรณี และจำเลยที่ 1 ใช้น้ำบาดาลที่มีบ่อน้ำบาดาลอยู่ในท้องที่ที่ไม่มีน้ำประปาใช้ และไม่ได้รับยกเว้นค่าใช้น้ำบาดาล จึงได้รับลดหย่อนค่าใช้น้ำบาดาลตามกฎกระทรวงดังกล่าวเหลือเพียงร้อยละ 75 ของปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล การคิดคำนวณค่าใช้น้ำบาดาลของโจทก์ ตามบัญชีรายละเอียดค่าใช้น้ำบาดาลที่ค้างชำระเอกสารหมาย จ.9 คิดเป็นเงินรวม 339,825 บาทนั้น ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขของกฎกระทรวงดังกล่าวแล้วจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระค่าใช้น้ำบาดาล 339,825 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 1/2540 ถึง 2/2541นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวดแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 339,825 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33.750 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ของต้นเงิน 34,125 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 34,500 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 48,300 บาท นับแต่ วันที่ 31 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 47,250 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และของต้นเงิน 47,775 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 6,588.25 บาท ให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทรัพยากรธรณี
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสกลนครศรีนวลคอนกรีต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายสุมิตร ดวงสีดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ จันทรา
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2552
#502779
เปิดฉบับเต็ม

เบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเกิดจากการที่คู่สัญญาที่เป็นเจ้าหนี้ทำสัญญาไว้ต่อกันว่าลูกหนี้จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 379 ถึงมาตรา 381 แต่กรณีที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตใช้น้ำบาดาลจากโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าใช้น้ำบาดาลเพิ่มขึ้นเพราะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. ศาลจึงไม่อาจปรับลดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 457,987.11 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 339,825 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 209,212.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,625 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ของต้นเงิน 23,887.50 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 24,150 บาท นับตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 24,150 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 23,625 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และของต้นเงิน 23,887.50 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 215,190 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,300 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ของต้นเงิน 24,570 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 24,840 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 24,840 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 24,300 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2541 (ที่ถูก 1 พฤษภาคม 2541) และของต้นเงิน 24,570 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2539 โจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการใช้น้ำบาดาลเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรมไม่เกินวันละ 100 ลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2549 ตามใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลเอกสารหมาย จ.3 หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล จำเลยที่ 1 มิได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำประจำบ่อบาดาล และมิได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตั้งแต่งวดที่ 2/2539 ถึงงวดที่ 2/2541 รวม 9 งวด ซึ่งตรงกับวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำประจำบ่อบาดาลตั้งแต่งวดชำระค่าใช้น้ำบาดาลงวดที่ 3/2541 และได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตั้งแต่งวดดังกล่าวเรื่อยมา ส่วนอัตราค่าใช้น้ำบาดาลโดยวิธีคำนวณตามปริมาณน้ำบาดาลที่ใช้เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติน้ำบาดาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไป โดยกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระค่าใช้น้ำบาดาลในแต่ละปีว่าให้ชำระปีละ 4 งวด งวดที่ 1 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม งวดที่ 2 ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน และงวดที่ 3 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน และงวดที่ 4 ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำ ให้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณน้ำบาดาลที่วัดได้จากเครื่องวัดปริมาณน้ำในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท ส่วนในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลไม่ได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำ ให้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล ในท้องที่ที่ไม่มีน้ำประปาใช้และไม่ได้รับยกเว้นค่าใช้น้ำบาดาล ให้ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลได้รับการลดหย่อนค่าใช้น้ำบาดาล โดยคำนวณปริมาณน้ำบาดาลเพื่อการคิดค่าใช้น้ำบาดาลเพียงร้อยละ 75 ของปริมาณน้ำบาดาลที่ใช้ หรือของปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล สำหรับกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมิได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามกำหนดเวลาสำหรับงวดใด ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลสำหรับงวดนั้นในอัตราลูกบาศก์เมตรละห้าบาท และตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไป ได้กำหนดว่าในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมิได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามกำหนดเวลาสำหรับงวดใด ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลสำหรับงวดนั้นในอัตราสองเท่าของอัตราค่าใช้น้ำบาดาลลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีที่ผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลมิได้ชำระค่าใช้น้ำบาดาลภายในกำหนดเวลาสำหรับงวดใด และมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลสำหรับงวดนั้นในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 และในอัตราสองเท่าของอัตราค่าใช้น้ำบาดาลลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 ถือเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือไม่ เห็นว่า เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นเบี้ยปรับอันเกิดจากการที่คู่สัญญาที่เป็นเจ้าหนี้ทำสัญญาไว้ต่อกันว่าลูกหนี้จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 379 ถึงมาตรา 381 แต่คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตใช้น้ำบาดาลจากโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าใช้น้ำบาดาลเพิ่มขึ้นเพราะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลจึงไม่อาจปรับลดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ข้อกำหนดในกฎกระทรวงทั้งสองฉบับดังกล่าวถือเป็นข้อบังคับในการทำสัญญาขออนุญาตใช้น้ำบาดาลและอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลซึ่งผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตาม ถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร ซึ่งถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ติดเครื่องวัดปริมาณน้ำ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล คือวันละ 100 บาท ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 3.50 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลเพิ่มสำหรับงวดที่ผิดนัดในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท และ 7 บาท ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) และฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) แล้วแต่กรณี และจำเลยที่ 1 ใช้น้ำบาดาลที่มีบ่อน้ำบาดาลอยู่ในท้องที่ที่ไม่มีน้ำประปาใช้ และไม่ได้รับยกเว้นค่าใช้น้ำบาดาล จึงได้รับลดหย่อนค่าใช้น้ำบาดาลตามกฎกระทรวงดังกล่าวเหลือเพียงร้อยละ 75 ของปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล การคิดคำนวณค่าใช้น้ำบาดาลของโจทก์ ตามบัญชีรายละเอียดค่าใช้น้ำบาดาลที่ค้างชำระเอกสารหมาย จ.9 คิดเป็นเงินรวม 339,825 บาท นั้น ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขของกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระค่าใช้น้ำบาดาล 339,825 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 1/2540 ถึง 2/2541 นับแต่วันผิดนัดในแต่ละงวดแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีจำนวน 194,470 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 4,861.75 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้น เป็นเงิน 11,450 บาท จึงเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกินมา 6,588.25 บาท เป็นการไม่ชอบ ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 339,825 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,750 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ของต้นเงิน 34,125 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 34,500 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 48,300 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 47,250 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 และของต้นเงิน 47,775 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 6,588.25 บาท ให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทรัพยากรธรณี
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสกลนครศรีนวลคอนกรีต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ จันทรา
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4185/2552
#506168
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) บัญญัติว่า "ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าควรได้รับแต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้" เนื่องจากยังมีทายาทอื่นของ อ. และ บ. ที่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแต่ยังมิได้เข้ามาในคดี ดังนั้น ศาลจะกำหนดแบ่งส่วนเกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยังไม่ได้ ชอบที่จะว่ากล่าวกันเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และแก้ไขสารบัญจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น และส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหากจำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ .7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 4761 เลขที่ดิน 189 ตำบลสุริยวงศ์ (บางรัก) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนโฉนดที่ดินดังกล่าว คือ บ้านเลขที่ 5 ซอยประดิษฐ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ที่ได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปลอดจากภาระผูกพันใด ๆ และส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หรือหากดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ราคา 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า นายอัมพรและนางบุญล้วน มีบุตรด้วยกัน 5 คน นายไพศาล นางพิจิตรา นายไพโรจน์ นางมาลี และโจทก์คดีนี้ ปัจจุบันนายไพศาลและนางมาลีได้เสียชีวิตแล้ว เดิมที่พร้อมบ้านพิพาทมีชื่อนางบุญล้วนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2491 นางบุญล้วนจดทะเบียนเพิ่มชื่อนายอัมพรเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2504 นายอัมพรและนางบุญล้วนจดทะเบียนโอนให้นายไพศาล และเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2506 นายไพศาลจดทะเบียนโอนให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2516 โจทก์จดทะเบียนโอนกลับคืนให้นางบุญล้วน และเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2520 นางบุญล้วนจดทะเบียนโอนให้แก่นางมาลี ภายหลังนางมาลีถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางมาลีจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับนางมาลีปรากฏตามโฉนดที่ดินและสารบัญการจดทะเบียนโอนที่ดิน

มีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสามอ้างว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางมาลี และโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนโจทก์นำสืบว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาท นายอัมพรและนางบุญล้วน บิดามารดายกให้โจทก์ แต่ที่ต้องใส่ชื่อนางมาลีไว้ในฐานะเจ้าของเนื่องจากโจทก์ประกอบธุรกิจมีหนี้สินล้นพ้นตัวกลัวว่าเจ้าหนี้จะมานำยึด ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบว่า นางบุญล้วนมารดายกให้นางมาลี ผู้เป็นบุตรโดยไม่มีเงื่อนไข มีข้อพิจารณาตามข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เนื่องด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรกศาลอุทธรณ์ เห็นว่า คำเบิกความของนางพิจิตรา ซึ่งเป็นพี่สาวของนางมาลีและโจทก์ เป็นพยานคนกลาง คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อถือส่วนเหตุผลประการที่สองคือ จดหมายของนางมาลีที่เขียนถึงโจทก์แผ่นที่ 2 มีข้อความว่า "พี่คิดว่าจะพยายาม HOLD บ้านสุรวงศ์นี้ให้ออมสินได้เท่านั้น" คำว่า "HOLD" ตามเจตนาของนางมาลีน่าจะแปลว่า ยึดถือ ซึ่งจะแปลความได้ว่า นางมาลีพยายามจะยึดถือบ้านสุรวงศ์นี้ให้โจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบรับกันบางส่วนได้ความว่า เดิมนายอัมพรและนางบุญล้วน บิดามารดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาท ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2495 นายอัมพรก่อตั้งบริษัทธัญญะไทย จำกัด โดยนายอัมพรเป็นกรรมการผู้จัดการปรากฏตามหนังสือรับรองโจทก์ระบุว่านายอัมพรกู้เงินจากธนาคารมาประกอบกิจการและเป็นผู้ค้ำประกันการกู้เงินดังกล่าว ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2504 นายอัมพรและนางบุญล้วนจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้นายไพศาล พี่ชายโจทก์ ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2506 นายไพศาลจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2516 โจทก์จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทภักดีอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปรากฏตามหนังสือรับรอง โดยโจทก์กู้เงินจากธนาคารมาเป็นทุนในการประกอบกิจการและเกรงว่าจะเกิดปัญหาในทางการเงินและถูกยึดทรัพย์สิน และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2516 โจทก์จึงจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทคืนให้นางบุญล้วนปรากฏตามหนังสือสัญญาให้ที่ดิน ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2519 โจทก์จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทโรงพยาบาลเพชรบุรี จำกัด โดยโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการ ปรากฏตามหนังสือรับรอง โดยมีนายอัมพรเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ทั้งสองบริษัทดังกล่าว ต่อมากิจการทั้งสองของบริษัทของโจทก์ประสบกับการขาดทุน โจทก์เกรงว่าธนาคารเจ้าหนี้จะบังคับเอากับทรัพย์สินของบริษัททั้งสองและทรัพย์สินของนายอัมพรในฐานะผู้ค้ำประกันจึงปรึกษากับนายอัมพร นางบุญล้วนและพี่น้องคนอื่น ๆ ตกลงให้นางบุญล้วนโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้นางมาลี ปรากฏตามสัญญาให้ที่ดิน ซึ่งขณะนั้นนางมาลีจดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2518 ปรากฏตามบันทึกการหย่า เห็นว่า พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์มีจำนวน 5 คน นายอัมพร นางบุญล้วน บิดามารดาโจทก์ นายไพศาลพี่ชายคนโตและนางมาลีน้องคนรองสุดท้องเสียชีวิตไปหมดแล้ว ขณะนี้ยังคงเหลือนางพิจิตร นายไพโรจน์ หรือพันเอกไพโรจน์และโจทก์ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องเท่านั้น ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ นายไพโรจน์หรือพันเอกไพโรจน์มิได้เข้ามาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ จึงไม่ทราบว่ามีความเห็นในเรื่องนี้เป็นอย่างไรมีข้อน่าพิจารณาตอนที่นางพิจิตราเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่าโจทก์โอนที่ดินคืนให้นางบุญล้วนเพื่อความสบายใจของนางบุญล้วน แสดงให้เห็นว่าทางเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเพิ่มชื่อของตนในโฉนดที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และทายาทอื่น ๆ ได้โดยมิต้องเพิกถอนชื่อของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ออก และแม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) บัญญัติว่า ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมดแต่พิจารณาได้ความว่าควรได้รับแต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้" เนื่องจากคดีนี้ยังมีทายาทอื่นของนายอัมพรและนางบุญล้วน ที่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแต่ยังมิได้เข้าในคดี ดังนั้น ศาลจะกำหนดแบ่งส่วนเกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยังไม่ได้ ชอบที่จะว่ากล่าวกันเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ชอบที่จะดำเนินการตามข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายออมสิน บูลภักดิ์
จำเลย — นายประสิทธิ์ มหัทธนกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
พิชัย อภิชาตอำมฤต
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4178/2552
#502392
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีประเด็นพิพาทเพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการหรือไม่ ดังนั้นเมื่อคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนละคนกับ ป. ผู้ขับรถยนต์คนเกิดเหตุ จึงมิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการก็ย่อมไม่ต้องรับผิดด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ป. ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ใช้ ป. ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวชนเสาไฟฟ้าของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายในเหตุละเมิดตามฟ้อง เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ห-5698 กรุงเทพมหานครของจำเลยที่ 2 ไปตามถนนหลวงหมายเลข 3344 ตอนพัฒนาการ-บางนา จากบางนามุ่งหน้าไปทางพัฒนาการโดยขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เมื่อขับมาถึงบริเวณ กม. 5 + 800 จำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถควบคุมและบังคับรถให้ไปตามช่องเดินรถได้ เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับเสียการทรงตัวตกลงในร่องระบายน้ำพุ่งชนเสาไฟฟ้าต้นหมายเลข 86 ทำให้เสาไฟฟ้าด้งกล่าวซึ่งเป็นเสากิ่งคู่ 1 ต้น โคมโซเดียม 2 ชุด สายไฟฟ้า 30 เมตร แผงฟิวส์คู่ 1 ชุด และฐานเสาคอนกรีต 1 ฐาน ซึ่งอยู่ในความดูและรักษาของโจทก์เสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 32,738 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ครอบครองรถยนต์ดังกล่าวและเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โจทก์ทราบเหตุละเมิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,281.74 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 32,738 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันพิพาทไปในวันเกิดเหตุรถยนต์คันพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 แต่ไม่เคยตกคูระบายน้ำอันเป็นเหตุให้ชนเสาไฟฟ้าของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ประเมินค่าเสียหายในวันเกิดเหตุ แต่มาประเมินในภายหลังค่าเสียหายจึงไม่ตรงต่อความจริง และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย ประกอบกับคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ในส่วนจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 32,738 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดคือ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 24,543.75 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ สำหรับค่าทนายความไม่กำหนดให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ได้ถอนอุทธรณ์ในส่วนจำเลยที่ 1 แล้ว ข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงต้องถือตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะตัวการก็ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วย เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นพิพาทเพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการหรือไม่ ดังนั้นเมื่อคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนละคนกับนายประสิทธิ์ ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ จึงมิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการก็ย่อมไม่ต้องรับผิดด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นายประสิทธิ์ ที่เป็นผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุและให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวน เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ใช้นายประสิทธิ์ขับรถยนต์คันเกิดเหตุ เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวชนเสาไฟฟ้าของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายในเหตุละเมิดตามฟ้องนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายประสิทธิ์ ฉายากุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4177/2552
#502713
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มิได้บัญญัติว่าที่ดินที่จะเป็นที่ธรณีสงฆ์จะต้องเป็นที่ดินมีโฉนดเท่านั้น ดังนั้น ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองก็สามารถเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้เมื่อมีการยกให้ที่ดินที่มีเพียงการครอบครองให้แก่วัด ที่ดินดังกล่าวก็ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์แม้ต่อมาผู้แทนของวัดซึ่งเป็นเจ้าของที่ธรณีสงฆ์ไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์ก็หาทำให้ที่ดินดังกล่าวหลุดพ้นจากการเป็นที่ธรณีสงฆ์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าและบริวารออกไปจากที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 1 หมู่ที่ 2 ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ พร้อมกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปห้ามมิให้จำเลยทั้งห้าและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าและบริวารจะออกไปจากที่ดิน

จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้าโดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งห้าและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 1 หมู่ที่ 2 ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทองของโจทก์ และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป กับให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดิน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า ที่ดินที่ไม่มีโฉนดเช่นเดียวกับที่ดินพิพาทตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่าที่ดินมีโฉนดเท่านั้นที่จะตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มิได้บัญญัติว่าที่ดินจะเป็นที่ธรณีสงฆ์จะต้องเป็นที่ดินมีโฉนดเท่านั้น ดังนี้แม้ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองเช่นเดียวกับที่ดินพิพาทก็สามารถเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้ถ้าหากมีการยกให้ที่ดินที่มีเพียงการครอบครองให้แก่วัด ที่ดินดังกล่าวก็ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ เมื่อเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้วต่อมาผู้แทนของวัดซึ่งเป็นเจ้าของที่ธรณีสงฆ์ไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์ ก็หาทำให้ที่ดินดังกล่าวหลุดพ้นจากการเป็นที่ธรณีสงฆ์แต่อย่างใด เมื่อโจทก์มีนางฟ้อน พระครูสุวรรณนวกิจเจ้าอาวาสโจทก์ และพันจ่าอากาศเอกคืน เบิกความเป็นพยานสอดคล้องต้องกันว่า นางฟองได้ยกที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว ส่วนจำเลยทั้งห้าคงมีเฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เบิกความว่านางฟองยกที่ดินให้แก่ตนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันทั้งสอดคล้องกับใบไต่สวนบันทึกถ้อยคำ เอกสารหมาย จ.10 ที่นางกิ่ง และนายสุเทพ ขอออกโฉนดตกค้างที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินพิพาทก็ระบุเจ้าของที่ดินข้างเคียงว่าเป็นของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ให้นายฉวี กำนันตำบลโผงเผงไปลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตซึ่งกระทำขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2525 และต่อมานางกิ่งได้ขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม โจทก์ก็ลงชื่อรับรองแนวเขต ตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.16 ส่วนจำเลยทั้งห้าให้การว่า เป็นผู้ใช้และทำประโยชน์ในที่ดินมากว่า 20 ปี โดยไม่ปรากฏว่าได้มาอย่างไร แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 กลับเบิกความว่านางฟองยกให้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ไม่มีน้ำหนักรับฟัง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจึงชอบแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งห้าเพราะไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 1,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดถนน
จำเลย — นางทองย้อย พึ่งไม้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ