คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4680/2552
#503188
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าเงินที่ชำระราคาในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทรัพย์พิพาทดังที่หนังสือมอบอำนาจและหนังสือสัญญาขายที่ดิน ระบุว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อ เป็นเงินของบิดาจำเลย ไม่ใช่เงินของจำเลยหรือของโจทก์คู่สมรส เป็นเพียงการนำสืบอธิบายให้เห็นถึงข้อความจริงเกี่ยวกับเงินที่ซื้อที่ดินดังกล่าวว่าเป็นของใครจำนวนเท่าใด เพื่อให้ศาลจะได้วินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินดังกล่าวซึ่งมีชื่อจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้มีชื่อมานั้นเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวอันเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในคดีเท่านั้น จึงมิได้เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความใดในเอกสารสัญญาและหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแต่อย่างใด ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินเลขที่ 35873, 35874, 35875 ตำบลสบตุ๋ย (เชียงราย) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เดิมโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2528 ตามใบสำคัญการสมรส ที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 35873, 35874, และ 35875 ตำบลสบตุ๋ย (เชียงราย) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ปรากฏหลักฐานตามสารบัญจดทะเบียนว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อจากนางศรีนวล เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2531 ตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดิน ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยขอลงชื่อเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นคดีหมายเลขดำที่ 100/2546 ของศาลชั้นต้น แล้วถอนฟ้องไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2547 ตามสำเนาภาพถ่ายคำฟ้องและคำร้องขอถอนฟ้อง นอกจากนี้จำเลยได้ฟ้องโจทก์ขอหย่าและแบ่งสินสมรสเป็นคดีหมายเลขดำที่ 147/2546 หมายเลขแดงที่ 58/2547 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวโจทก์จำเลยสามารถตกลงกันได้ ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อตกลงว่าเมื่อโจทก์จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จึงจะจดทะเบียนหย่าขาดจากกันคดีดังกล่าวถึงที่สุด ปัจจุบันโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกันแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขหนังสือสัญญาซื้อขายและหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยเสนอ เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต้องห้ามมิให้รับฟังหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าเงินที่ชำระราคาในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทรัพย์พิพาทดังที่หนังสือมอบอำนาจและหนังสือสัญญาขายที่ดินระบุว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อ เป็นเงินของบิดาจำเลยไม่ใช่เงินของจำเลยหรือของโจทก์คู่สมรส เป็นเพียงการนำสืบอธิบายให้เห็นถึงข้อความจริงเกี่ยวกับเงินที่ซื้อที่ดินดังกล่าวว่าเป็นของใคร จำนวนเท่าใด เพื่อให้ศาลจะได้วินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินดังกล่าวซึ่งมีชื่อจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้มีชื่อมานั้นเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวอันเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในคดีเท่านั้น จึงมิได้เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความใดในเอกสารสัญญาและหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแต่อย่างใด ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ที่ดินทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสอันมีเอกสารเป็นสำคัญที่โจทก์มีสิทธิขอลงชื่อร่วมหรือไม่และเนื่องเพราะข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินทรัพย์พิพาทมีชื่อจำเลยซื้อมาในระหว่างโจทก์จำเลยเป็นคู่สมรสกัน หน้าที่นำสืบจึงตกแก่ฝ่ายจำเลยต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานที่ว่าที่ดินทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสคดีได้ความตามท้องสำนวนว่า นายไพบูลย์ บิดาของจำเลยประกอบกิจการค้าขายมานานจนเป็นคนมีฐานะร่ำรวยในจังหวัดลำปาง เมื่อปี 2528 โจทก์กับจำเลยเพิ่งสมรสกัน โดยในการจดทะเบียนสมรสมีการทำสัญญาก่อนสมรสระบุไว้ว่าสินเดิม (สินส่วนตัว) ของจำเลยได้แก่ที่ดินหลายแปลง รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 8008, 24412 และ 24417 ที่ได้มาตามสัญญาขายที่ดินซึ่งเมื่อพิจารณาตามรายละเอียดสัญญาขายที่ดินดังกล่าวที่ระบุว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินจำนวน 3 แปลงเหล่านี้ในตำบลเชียงราย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ราคา 600,000 บาท เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2522 อันเป็นเวลาที่จำเลยยังอยู่ระหว่างศึกษาเล่าเรียนจึงมีเหตุผลชวนให้เชื่อตามทางนำสืบของจำเลยว่าบิดาของจำเลยซื้อที่ดินเก็บไว้เป็นทรัพย์สินจำนวนมาก กับทั้งเมื่อซื้อมาก็จะใส่ชื่อจำเลยบุตรชายคนเดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้วย สำหรับที่ดินทรัพย์พิพาททั้งสามแปลงแบ่งแยกออกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ คือโฉนดเลขที่ 6947 ตำบลหัวเวียง (เชียงราย) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ซึ่งจำเลยนำสืบโดยมีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเบิกความที่สำคัญคือ นางศรีนวลหรือตวงทอง และนางปิยนาถ ผู้มีชื่อปรากฏอยู่ในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินดังกล่าวและในโฉนดที่ดินพิพาท รวมทั้งส่งหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทและหนังสือมอบอำนาจ โดยนางศรีนวลเบิกความว่า เดิมพยานและนายไพบูลย์บิดาของจำเลยซื้อที่ดินแปลงใหญ่คือที่ดินโฉนดเลขที่ 6947 ร่วมกัน โดยส่วนของบิดาของจำเลยใส่ชื่อจำเลยไว้ตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดินแล้วต่อมาได้มีการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย เป็นที่ดินพิพาททั้งสามแปลงด้วยที่มีชื่อพยานเป็นเจ้าของตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดินหลังจากนั้นพยานนำที่ดิน 5 แปลง ซึ่งรวมที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเหล่านี้ไปจำนองแก่นางปิยนาถ ต่อมานายไพบูลย์ได้ขอซื้อที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจากพยานและนายไพบูลย์นำเงินไปชำระแก่นางปิยนาถพยานจึงลงชื่อมอบอำนาจให้ไปโอนกรรมสิทธิ์ โดยพยานยืนยันว่าจำเลยไม่เคยติดต่อเกี่ยวข้องหรือเข้าเจรจาซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเหล่านี้กับพยาน ส่วนนางปิยนาถก็เบิกความว่า หลังจากรับจำนองที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวไว้จากนางศรีนวล ต่อมามีนายหิรัญ น้องชายนายไพบูลย์บิดาของจำเลยมาสอบถามเกี่ยวกับยอดหนี้ หลังจากนั้นจึงทราบว่านางศรีนวลขายที่ดินพิพาทให้นายไพบูลย์และนายไพบูลย์นำเงินตามยอดหนี้มาชำระให้พยานแล้วให้พยานเป็นผู้รับมอบอำนาจทั้งฝ่ายนางศรีนวลและผู้ขายและฝ่ายนายไพบูลย์ซื้อ ไปดำเนินการทำสัญญาซื้อขาย ซึ่งนายไพบูลย์ให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและหนังสือมอบอำนาจ โดยพนานเบิกความรับรองว่าจำเลยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องการซื้อขายที่ดินดังกล่าวด้วย ย่อมเห็นได้ว่าพยานจำเลยทั้งสองปากนี้เบิกความสอดคล้องกันมีเหตุผลรับสมกับข้อนำสืบตามคำเบิกความของจำเลย เพราะเมื่อประกอบกับลักษณะของเหตุการณ์ซึ่งมิได้แตกต่างจากขณะที่บิดาของจำเลยเข้าซื้อที่ดินแปลงใหญ่โดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ซื้อดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2531 ที่ซื้อขายกันนี้จำเลยเพิ่งจบการศึกษามาช่วยบริหารกิจการค้าขายของบิดาได้เพียงประมาณ 3 ถึง 4 ปี ราคาที่ดินที่ซื้อขายกันก็เป็นเงินถึงกว่าครึ่งล้านบาท มิใช่เงินเล็กน้อย แม้นางปิยนาถจะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่าเงินที่นายไพบูลย์นำไปจ่ายให้นั้นไม่ทราบว่าเป็นของนายไพบูลย์หรือของจำเลย เข้าใจเองว่าเป็นของนายไพบูลย์ แต่นางปิยนาถก็รับรองว่าผู้มาติดต่อซื้อขายคือนายไพบูลย์มิใช่จำเลย กับทั้งยืนยันว่านายไพบูลย์เป็นผู้ชำระเงินแก่ตนจึงน่าเชื่อว่าเงินที่ชำระดังกล่าวเป็นของนายไพบูลย์เอง แล้วนายไพบูลย์ให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ซื้อดังคำเบิกความของนางปิยนาถ เพราะตรงกันข้ามหากตามความจริงโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้ซื้อ โจทก์หรือจำเลยก็น่าจะเป็นผู้ไปติดต่อกับนางปิยนาถและนางศรีนวลเอง ที่สำคัญโจทก์หรือจำเลยย่อมต้องไปดำเนินการทำนิติกรรมด้วยตนเอง ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องให้บิดาของจำเลยเป็นผู้ดำเนินการติดต่อหรือให้นางปิยนาถรับมอบอำนาจไปทำนิติกรรมแทน คดีเชื่อได้ตามข้อนำสืบของจำเลยว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเหล่านี้นายไพบูลย์บิดาของจำเลยเป็นผู้ซื้อด้วยเงินของนายไพบูลย์เองแล้วใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวและเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นโดยจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ดังกล่าวตลอดมาจึงย่อมเข้ากรณีเป็นการที่นายไพบูลย์บิดาของจำเลยซื้อที่ดินพิพาททั้งสามแปลงนี้โดยเจตนายกให้แก่จำเลยโดยเสน่หาดังที่จำเลยให้การต่อสู้ ข้อนำสืบของจำเลยจึงหาได้ขัดกับคำให้การดังที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งไว้อย่างใดไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าไม่ควรเชื่อถือรับฟังคำเบิกความของนางศรีนวลและนางปิยนาถเพราะต่างเบิกความเข้าด้วยช่วยกับฝ่ายจำเลยเนื่องจากพยานทั้งสองสนิทสนมกับบิดาของจำเลยและต่างสมประโยชน์ในการชำระราคาซื้อขายครั้งดังกล่าวนั้น เห็นว่า เป็นการคาดคะเนนึกคิดของโจทก์เองโดยปราศจากหลักฐานสนับสนุน เพราะตรงกันข้ามโจทก์เองเคยฟ้องจำเลยขอใส่ชื่อร่วมในที่ดินพิพาทเหล่านี้มาแล้ว และถอนฟ้องไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่โจทก์ถอนฟ้องไปนั้นก็เป็นเวลาก่อนที่จะมีการตกลงและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีการตกลงเรื่องที่ดินพิพาทสามแปลงนี้ในสัญญาประนีประนอมยอมความเลยทั้งที่ขณะนั้นโจทก์ก็ทราบดีว่าจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเหล่านี้ ซึ่งหากเป็นที่ดินที่โจทก์จำเลยซื้อร่วมกันดังข้อฎีกาที่โจทก์อ้างถ้ายังตกลงกันไม่ได้ก็น่าจะมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานดังเห็นได้จากแม้แต่ที่ดินแปลงอื่นซึ่งมีการพิพาทกันว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ และมีการฟ้องร้องกันแล้วก็ยังมีการบันทึกว่าให้รอฟังผลคดีดังกล่าวถึงที่สุดก่อน นอกจากนั้นตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็มีการตกลงเรื่องเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีความเรื่องต่างๆ โดยละเอียด จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่มีการตกลงเรื่องที่ดินพิพาทให้เสร็จไปในคราวเดียวกัน น่าเชื่อว่าโจทก์เองก็ทราบดีว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวนี้บิดาของจำเลยเป็นผู้ซื้อโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผูเดียว จึงไม่มีการตกลงเรื่องที่ดินเหล่านี้ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมคามดังกล่าว สำหรับข้อฎีกาประการอื่นของโจทก์ไม่มผลทำให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกอบเกื้อ ชีวรัตนาพันธ์
จำเลย — นายสุเรนทร์ ชีวรัตนาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2552
#502914
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) จึงยังคงมีอยู่ตลอดมาและโจทก์ย่อมยกเป็นเหตุหย่าได้ โดยไม่สำคัญว่าโจทก์จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนฟ้องเกิน 1 ปีหรือไม่ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ไม่ระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่โจทก์ 20,000 บาท และให้ชำระอีกเดือนละ 4,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงินคนละ 150,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ 100,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์หย่าขาดจากกัน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. บุตรผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองเด็กชาย อ. บุตรผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 20,000 บาทแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่วันพิพากษา (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2531 ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2532 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 113798 พร้อมบ้านเลขที่ 81/105 หมู่ที่ 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โจทก์ จำเลยที่ 1 นางโตวตี้ มารดาจำเลยที่ 1 เข้าพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านดังกล่าว โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย อ. เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2533 ต่อมาโจทก์กับมารดาจำเลยที่ 1 ทะเลาะกัน จำเลยที่ 1 ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน โดยตกลงให้เด็กชาย อ. อยู่ในความปกครองของโจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 4,000 บาท แล้วโจทก์กับเด็กชาย อ. ก็ย้ายออกไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 60/28 หมู่ที่ 8 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยโจทก์ประกอบอาชีพรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า จำเลยที่ 1 ไปเยี่ยมเด็กชาย อ. ทุกสัปดาห์และมอบเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายเดือนละ 4,000 บาท ตลอดมา จนกระทั่งถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2539 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันใหม่ แต่โจทก์ไม่ได้กลับไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 81/105 ของจำเลย ซึ่งมีมารดาของจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วย ประมาณเดือนธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 2 ต่อมาเดือนมีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 ซึ่งตั้งครรภ์กับจำเลยที่ 1 เข้าไปพักอาศัยในบ้านเลขที่ 81/105 กับจำเลยที่ 1 และมารดาจำเลยที่ 1 โจทก์พบจำเลยที่ 2 ที่บ้านดังกล่าวหลายครั้ง

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทดแทนให้โจทก์และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. นั้นชอบหรือไม่ เพียงไร

...พิเคราะห์แล้ว สำหรับปัญหาเรื่องเหตุหย่า ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ให้การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยานั้น โจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์อีกครั้ง เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 ปรับความเข้าใจกันได้ จำเลยที่ 1 จึงเจตนาจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ จำเลยที่ 1 เบิกความโต้แย้งว่า ตนมิได้เจตนาจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ แต่ต้องจดทะเบียนสมรสกับโจทก์อีกครั้งหนึ่ง เพราะเห็นว่าเด็กชาย อ. บุตรจำเลยที่ 1 กับโจทก์จะเข้าโรงเรียนเพื่อประโยชน์ของเด็กชาย อ. และการคำนวณลดหย่อนภาษีเงินได้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล เพราะขณะที่เด็กชาย อ. เกิดนั้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังจดทะเบียนสมรสกันอยู่ เด็กชาย อ. จึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แม้ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันด้วยความสมัครใจ ขณะนั้นโจทก์ไม่ใช่ภริยาของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเหตุเฉพาะตัวของโจทก์ ไม่ทำให้เด็กชาย อ. บุตรชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 เด็กชาย อ. จึงยังคงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ตลอดไป จำเลยที่ 1 ย่อมขอลดหย่อนค่าภาษี เนื่องจากต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กชาย อ. ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า การที่จำเลยที่ 1 และโจทก์จดทะเบียนสมรสกันครั้งหลังนี้ จำเลยที่ 1 และโจทก์สมัครใจที่จะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ความจริงจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะเป็นสามีภริยากับโจทก์อีกครั้งนั้นย่อมรับฟังไม่ได้ ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไปมีเพศสัมพันธ์ด้วย ในขณะที่โจทก์ยังเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 กับนำจำเลยที่ 2 เข้ามาอยู่ในบ้านเลขที่ 81/105 กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นเป็นภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) แล้ว ส่วนโจทก์ไม่เคยแสดงตนว่าเป็นภริยาจำเลยที่ 1 ไม่เคยทะเลาะหรือไล่จำเลยที่ 2 ออกจากบ้านหรือเพิ่งแสดงตนว่าเป็นภริยาจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เพราะจำเลยที่ 2 กับพี่สาวโจทก์ทะเลาะวิวาททำร้ายกันนั้น ก็มิใช่กรณีที่โจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากัน เพราะเมื่อจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว โจทก์ก็ไม่ทราบเรื่อง ขณะที่โจทก์พบจำเลยที่ 2 อยู่ในห้องนอนจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ก็ตั้งครรภ์แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงมีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีเหตุฟ้องแย้งขอหย่าโจทก์โดยอ้างเหตุว่า โจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 เป็นภริยาอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) จึงยังคงมีอยู่ตลอดมา โดยไม่สำคัญว่าโจทก์จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนฟ้องเกิน 1 ปีหรือไม่ และโจทก์ย่อมยกเป็นเหตุหย่าได้ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์มีเหตุหย่าและให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันนั้นชอบแล้ว และจำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าทดแทนให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงสถานภาพของจำเลยที่ 1 ซึ่งเคยไปทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เคยทำงานที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้รับเงินเดือน เดือนละ 23,000 บาท เริ่มทำงานที่บริษัทอิริกสัน จำกัด มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท จนกระทั่งได้รับการขึ้นเงินเดือนเป็นเดือนละ 90,000 บาท และสามารถใช้เงินโจทก์และเด็กชาย อ. ใช้เดือนละ 6,000 บาท ถึง 7,000 บาท บางครั้งเป็น 10,000 บาท มีที่ดิน 2 แปลง แปลงหนึ่งมีบ้านที่ตนใช้พักอาศัยอยู่ด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีฐานะทางการเงินดี แม้ขณะที่มาเบิกความ จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่มีงานทำแต่จำเลยที่ 1 ก็เคยพบเหตุการณ์นี้เมื่อกลับจากประเทศซาอุดีอาระเบียก็ว่างงานอยู่นานถึง 7 เดือน ก็ไม่ขัดขวางการดำรงชีพของจำเลยที่ 1 ประกอบกับโจทก์มีรายได้จากการรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า และยังต้องเสียค่าเช่าบ้านด้วย จึงเห็นว่าค่าทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ฟังไม่ขึ้น คดีมีประเด็นข้อสุดท้ายเรื่องการใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. นั้น เห็นว่า เด็กชาย อ. อยู่ในความดูแลของโจทก์ตลอดมาตั้งแต่โจทก์ยังอยู่ร่วมบ้านกับจำเลยที่ 1 หรือแยกออกมาอยู่ต่างหากจากจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าการปกครองดูแลเด็กชาย อ. ของโจทก์มีผลเสียหายอย่างไร แต่กลับปรากฏผลดีเพราะโจทก์เป็นหญิงมีความละเอียดอ่อนในการดูแลบุตร ทั้งโจทก์ประกอบอาชีพอยู่ภายในบ้าน ย่อมมีเวลาในการเลี้ยงดูบุตร และโจทก์ก็ยังไม่มีสามีใหม่ที่จะมาแบ่งปันเวลาและความรักที่มีต่อเด็กชาย อ. ซึ่งต่างกับจำเลยที่ 1 ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ทั้งมีครอบครัวใหม่กับจำเลยที่ 2 และบุตรกับจำเลยที่ 2 การให้เด็กชาย อ. บุตรอยู่ในความดูแลของโจทก์ย่อมเหมาะสมกว่า ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ปัจจุบันเด็กชาย อ. กลับมาอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 81/105 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 เพราะโจทก์ไม่มีเวลามาดูแลให้ความอบอุ่น โจทก์ก็แก้ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 บอกว่าจะให้บุตรไปศึกษาต่อต่างประเทศจึงขอให้โจทก์ไปทำหนังสือยินยอมที่สถานกงสุล โจทก์จึงต้องยินยอมให้บุตรไปอยู่กับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นแก่อนาคตของบุตรแต่บุตรก็ยังไม่ได้ไปต่างประเทศ ต้องอาศัยอยู่กับย่าซึ่งอายุมากแล้วที่บ้านเลขที่ 81/105 ตามลำพังสองคน เพราะจำเลยที่ 1 ได้แยกไปอยู่กับครอบครัวใหม่อีกที่หนึ่ง ทำให้ในตอนกลางวันบุตรเล่นแต่เกมคอมพิวเตอร์ และออกไปเที่ยวเตร่กลางคืนเป็นบางครั้ง เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้ดูแลใกล้ชิด ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จึงยังไม่แน่นอนดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา และนำมารับฟังวินิจฉัยประกอบฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ฎีกาจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองนั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลฎีกา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (1) ม. 1529
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางธิติยา สีดารักษา
จำเลย — นายสมบัติ ฤกษ์สุทธิรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4659/2552
#495424
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางภายในกำหนด จึงไม่รับอุทธรณ์จำเลย จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้สืบพยานใหม่เท่ากับขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ให้ยกคำร้อง เท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 447,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยานโดยศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 447,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 ธันวาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางภายในกำหนด จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลจำนวน 200 บาท แก่จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ อีกทั้งไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง คืนค่าคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ให้จำเลยทราบ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว กำหนดระยะเวลา 15 วัน จึงยังไม่เริ่มนับ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง และรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไว้พิจารณา อุทธรณ์ของจำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้สืบพยานใหม่เท่ากับขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยนั้นจึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางภายในกำหนด จึงไม่รับอุทธรณ์จำเลย จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้สืบพยานใหม่เท่ากับขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ให้ยกคำร้อง เท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อไป ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมย์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทกระสอบเคลือบ เอเซียแปซิฟิค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางวารุณี ลีละวัฒนพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นางขนิษฐา อรุณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศุภชัย สมเจริญ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4657/2552
#501839
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาคดีแพ่งของศาลจังหวัดอุบลราชธานี (เดชอุดม) ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และ พ. เป็นจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวรับผิดชำระเงินตามเช็คที่โจทก์โดย พ. กรรมการผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คชำระค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ส่วนที่ค้างชำระ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ได้ชำระไปก่อนแล้วในฐานะลาภมิควรได้ อันเป็นหนี้คนละจำนวนกัน ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นยังมิได้มีการวินิจฉัยชี้ขาด การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้จึงไม่เกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2537 จำเลยทั้งสองได้แจ้งว่า นายรัศมีกรรมการของโจทก์ ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว ได้สั่งซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยทั้งสองและค้างชำระหนี้อยู่เป็นเงิน 6,800,000 บาท ขอให้โจทก์รับผิดชอบ โดยจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ผ่อนชำระเป็นรายวัน วันละ 2,100 บาท แต่ให้ชำระเดือนละครั้ง โจทก์จึงชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสองตั้งแต่เดือนธันวาคม 2537 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2542 รวมเป็นเงิน 3,320,150 บาท ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้ตรวจสอบเอกสารทางบัญชีของโจทก์ เนื่องจากถูกจำเลยทั้งสองฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องเช็ค โจทก์จึงพบความจริงว่าโจทก์ได้ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองหมดไปก่อนแล้ว เงินดังกล่าวจึงไม่มีมูลหนี้ที่จะอ้างกฎหมายได้เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 2,218,537 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 5,538,687 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 3,320,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ประเภท ผู้ซื้อรถจักรยานยนต์ในราคาขายส่งเพื่อไปขายปลีกให้แก่ลูกค้า ต่อมาโจทก์ค้างชำระค่าซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยที่ 1 จำนวน 183 คัน ซึ่งโจทก์สั่งซื้อไประหว่างวันที่ 20 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 คิดเป็นเงิน 6,852,922 บาท ระหว่างนั้นนายรัศมี กรรมการโจทก์คนเดิมได้ถึงแก่กรรม นางพิมพ์ใจภริยาของนายรัศมีซึ่งเป็นกรรมการอีกคนหนึ่งได้ตกลงชำระหนี้จำนวนดังกล่าวว่าจะขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 63,000 บาท โดยชำระตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2537 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2542 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,339,000 บาท ภายหลังโจทก์ไม่ชำระเงินในส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ขอผัดผ่อนเรื่อยมา ต่อมาปลายปี 2542 โจทก์ได้ตกลงชำระหนี้ในส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 1 เพียงงวดเดียวแต่โจทก์ต่อรองขอชำระหนี้ค้างเพียง 3,500,000 บาท จำเลยที่ 1 ยินยอม โจทก์จึงชำระหนี้ด้วยเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเดชอุดม ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2542 ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ภายหลังเมื่อจำเลยที่ 1 ไปขึ้นเงินธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อติดต่อโจทก์ให้ชำระหนี้ที่ค้าง โจทก์คงเพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงฟ้องโจทก์และนางพิมพ์ใจเป็นจำเลยให้รับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 628/2543 ของศาลแขวงอุบลราชธานี ส่วนทางแพ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี (เดชอุดม) เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 272/2543 ต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินค่ารถจักรยานยนต์ที่ค้างชำระตามเช็คจำนวน 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้จำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นโจทก์จึงไม่ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เกินมาตามคำฟ้องของโจทก์ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 272/2543 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี (เดชอุดม) เนื่องจากในคดีดังกล่าว ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ค้างชำระเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์จำเลยที่ 1 จำนวน 6,852,922 บาท และยังค้างชำระเงินตามเช็คอีก 3,500,000 บาท กรณีจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามกฎหมาย นอกจากนี้ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ขาดอายุความแล้วเนื่องจากโจทก์ได้ผ่อนชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นรายเดือนโดยชำระเป็นเช็ค และบางส่วนชำระโดยเงินสดจึงอยู่ในวิสัยของพ่อค้าในการตรวจสอบรายรับรายจ่ายของตนโจทก์จึงรู้เรื่องเกินกว่า 1 ปีแล้วภายหลังจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่เคยทวงถามหรือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ส่งเงินคืนตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว โจทก์ไม่ได้ชำระหนี้เกินและคดีขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินคืนแก่โจทก์จำนวน 3,320,150 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ค้าขายกันมาตั้งแต่ปี 2520 โดยโจทก์ซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยที่ 1 มาจำหน่าย เดิมนายรัศมีเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ ส่วนนางพิมพ์ใจ ภริยาของนายรัศมีเป็นกรรมการของโจทก์ ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537 นายรัศมีถึงแก่กรรม นางพิมพ์ใจจึงเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์แทนหลังจากนายรัศมีถึงแก่กรรม จำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ยังคงมีหนี้ค่ารถจักรยานยนต์จำนวน 183 คัน จากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเกี่ยวกับหนี้ค่ารถจักรยานยนต์ที่ค้างชำระตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 เป็นเงินประมาณ 6,852,922 บาท โจทก์ได้ผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ไป จนกระทั่งถึงปี 2542 เป็นเงิน 3,320,150 บาท ส่วนเงินที่เหลือจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ชำระอีกเพียงจำนวน 3,500,000 บาท โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2542 เอกสารหมาย ล.1 ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 จึงฟ้องโจทก์และนางพิมพ์ใจในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 628/2543 ของศาลแขวงอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 ตามเอกสารหมาย จ.13 และจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินตามเช็คดังกล่าวด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์พ้นกำหนดระยะเวลาที่มาฟ้องคดีหรือไม่โจทก์มีนางพิมพ์ใจ กรรมการโจทก์เบิกความว่าหลังจากเช็คเอกสารหมาย ล.1 จำนวนเงิน 3,500,000 บาท ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์และพยานเป็นจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ที่ศาลแขวงอุบลราชธานีตามเอกสารหมาย จ.13 และในคดีนั้นจำเลยทั้งสองนำสืบแสดงรายละเอียดมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวตามบัญชีลูกหนี้เอกสารหมาย จ.15 ประมาณเดือนสิงหาคม 2543 ทนายความของโจทก์ได้คัดเอกสารดังกล่าวไปให้พยาน พยานจึงให้นางสาวชฐิลพรพนักงานบัญชีตรวจสอบพบว่าโจทก์ได้ชำระราคารถจักรยานยนต์จำนวน 183 คัน ที่เข้าใจกันว่าค้างชำระอยู่จนครบถ้วนไปแล้วตามบัญชีแสดงรายการจ่ายเงินชำระหนี้เอกสารหมาย จ.16 โดยมีนางสาวชฐิลพรผู้ตรวจสอบและจัดทำเอกสารดังกล่าวเบิกความว่า พยานได้รับมอบเอกสารหมาย จ.15 จากนางพิมพ์ใจมาตรวจสอบเมื่อเดือนตุลาคม 2543 สนับสนุนอยู่ ประกอบกับในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ระบุว่า ทนายความของโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงอุบลราชธานีขอถ่ายสำเนาเอกสารในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 628/2543 ตามเอกสารหมาย จ.13 ตามคำร้องลงวันที่ 15 มิถุนายน 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สอดคล้องต่อเนื่องกันกับพยานหลักฐานโจทก์ จึงน่าเชื่อว่านางพิมพ์ใจกรรมการโจทก์ได้รู้ว่า จำเลยที่ 1 นำสืบแสดงข้อเท็จจริงในบัญชีลูกหนี้เอกสารหมาย จ.15 อันเป็นรายละเอียดที่มาแห่งมูลหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 ในการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 628/2543 ตามเอกสารหมาย จ.13 และทนายความของโจทก์ได้ขอคัดสำเนาเอกสารดังกล่าวจากศาลแขวงอุบลราชธานีส่งให้นางพิมพ์ใจเมื่อเดือนสิงหาคม 2543 จากนั้นนางพิมพ์ใจส่งบัญชีลูกหนี้เอกสารหมาย จ.15 ให้นางสาวชฐิลพรพนักงานบัญชีของโจทก์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเอกสารดังกล่าวเมื่อเดือนตุลาคม 2543 ได้ผลการตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงตามบัญชีลูกหนี้เอกสารหมาย จ.15 ถูกต้องตามบัญชีแสดงรายการจ่ายเงินชำระหนี้เอกสารหมาย จ.16 ดังนั้นจึงต้องฟังว่า โจทก์โดยนางพิมพ์ใจกรรมการโจทก์เพิ่งรู้ว่า โจทก์ได้ชำระราคารถจักรยานยนต์ที่เข้าใจกันว่าค้างชำระอยู่ให้แก่จำเลยที่ 1 จนครบถ้วนไปก่อนแล้ว อันเป็นผลให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินที่ชำระให้จำเลยทั้งสองตามฟ้องคดีนี้คืนในฐานลาภมิควรได้ เมื่อเดือนตุลาคม 2543 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2544 ยังมีพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์โดยนางพิมพ์ใจกรรมการโจทก์รู้สิทธิเรียกคืนนั้น จึงไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และคดีนี้คู่ความได้สืบพยานจนเสร็จสิ้น แต่โดยที่ยังมีประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วคู่ความได้ยื่นอุทธรณ์เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัย เพื่อไม่ให้คดีล่าช้าออกไปอีก ศาฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 296/2544 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี (เดชอุดม) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 296/2544 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี (เดชอุดม) เอกสารหมาย ล.5 จำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และนางพิมพ์ใจ เป็นจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวรับผิดชำระเงินตามเช็คที่โจทก์ โดยนางพิมพ์ใจกรรมการผู้มีอำนาจสั่งจ่ายชำระค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ส่วนที่ค้างชำระ ซึ่งในคดีนี้คือสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.1 แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ได้ชำระไปก่อนแล้วในฐานลาภมิควรได้ ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.3 จ.11 และ จ.12 อันเป็นหนี้คนละจำนวนกัน ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นยังมิได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นหนี้ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.3 จ.11 และ จ.12 การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้จึงไม่เกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แต่อย่างใด

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินจำนวน 3,320,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางพิมพ์ใจกรรมการผู้จัดการโจทก์ นายศักดาพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และนางสาวชฐิลพรพนักงานบัญชีของโจทก์ซึ่งเป็นคนตรวจสอบการชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน 183 คัน เบิกความประกอบสำเนาบัญชีลูกหนี้เอกสารหมาย จ.15 และสำเนาบัญชีแสดงรายการจ่ายเงินชำระหนี้เอกสารหมาย จ.16 พบว่ามีการชำระค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน 183 คัน ไปแล้ว ตามเช็คจำนวน 35 ฉบับ เอกสารหมาย จ.1 และได้มีการเรียกเก็บเงินไปครบถ้วนแล้ว ตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีตามสำเนาบัญชีกระแสรายวันปี 2537 และ 2538 เอกสารหมาย จ.2 ส่วนยอดเงินที่ต่างกันจำนวน 137,598 บาท นั้น จากการคำนวณราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์และจำนวนเงินที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คเกินราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในแต่ละลำดับ ที่ปรากฏในสำเนาบัญชีแสดงรายการจ่ายเงินชำระหนี้เอกสารหมาย จ.16 ตั้งแต่ลำดับที่ 1 ถึงที่ 14 และลำดับที่ 16 ถึงที่ 21 พบว่าจำนวนเงินที่มีผลต่างกันในแต่ละลำดับเท่ากับอัตราร้อยละ 1.5 ของราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในแต่ละลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสองให้เครดิตโจทก์และคิดดอกเบี้ยในส่วนที่ชำระราคาเกินเวลากำหนดไปในอัตราร้อยละ 1.5 ถึง 2 ต่อเดือน คงมีเฉพาะลำดับที่ 15 ซึ่งเป็นการชำระราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จำนวนมากถึง 18 คัน ที่มีการชำระเงินในส่วนผลต่างสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ซึ่งอาจจะเป็นการตกลงเป็นเรื่องเฉพาะเป็นครั้งคราวได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงสอดคล้องกันมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า เช็คตามเอกสารหมาย จ.1 จำนวน 35 ฉบับ เป็นการชำระหนี้กู้ยืมนั้น ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ และฟังได้ว่าเช็คเอกสารหมาย จ.1 เป็นการชำระราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน 183 คัน ดังนั้นการที่โจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวตามเช็คและรายการชำระเงินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.10 จำนวน 3,320,150 บาท จึงเป็นการชำระหนี้ซ้ำซ้อน จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนนี้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้ และเนื่องจากทรัพย์ที่ต้องคืนเป็นเงิน จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดี จึงให้คิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,320,150 บาท พร้อมดอกเบี้มยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (14 สิงหาคม 2544) เป็นต้น ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดชอุดมเทคนิคเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทศรีสะเกษกิจเจริญไทย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
ธนัท วิรบุตร์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4657/2552
#504661
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์แก่จำเลยที่ 1 ตามเช็คและรายการชำระเงินจำนวน 3,320,150 บาท อันเป็นการชำระหนี้ซ้ำซ้อน จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนนี้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้ และเนื่องจากทรัพย์ที่ต้องคืนเป็นเงิน จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดี จึงให้คิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ

โจทก์โดยกรรมการโจทก์เพิ่งรู้ว่า โจทก์ได้ชำระราคารถจักรยานยนต์ที่เข้าใจกันว่า ค้างชำระอยู่ให้แก่จำเลยที่ 1 จนครบถ้วนไปก่อนแล้ว อันเป็นผลให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินที่ชำระให้จำเลยทั้งสองตามฟ้องคดีนี้คือในฐานลาภมิควรได้ เมื่อเดือนตุลาคม 2543 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2544 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์โดยกรรมการโจทก์รู้สิทธิเรียกคืนนั้น จึงไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินจำนวน 5,538,687 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 3,320,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินคืนแก่โจทก์จำนวน 3,320,150 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ค้าขายกันมาตั้งแต่ปี 2520 โดยโจทก์ซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยที่ 1 มาจำหน่ายเดิมนายรัศมี เป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ ส่วนนางพิมพ์ใจ ภริยาของนายรัศมีเป็นกรรมการของโจทก์ ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2537นายรัศมีถึงแก่กรรม นางพิมพ์ใจจึงเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์แทน หลังจากนายรัศมีถึงแก่กรรม จำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ยังคงมีหนี้ค่ารถจักรยานยนต์จำนวน 183 คัน จากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเกี่ยวกับหนี้ค่ารถจักรยานยนต์ที่ค้างชำระตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 เป็นเงินประมาณ 6,852,922 บาท โจทก์ได้ผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ไปจนกระทั่งถึงปี 2542 เป็นเงิน 3,320,150 บาท ส่วนเงินที่เหลือจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ชำระอีกเพียงจำนวน 3,500,000 บาท โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2542 ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 จึงฟ้องโจทก์และนางพิมพ์ใจในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 628/2543 ของศาลแขวงอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 และจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินตามเช็คดังกล่าวด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์พ้นกำหนดระยะเวลาที่มาฟ้องคดีหรือไม่ โจทก์มีนางพิมพ์ใจ กรรมการโจทก์เบิกความว่าหลังจากเช็คจำนวนเงิน 3,500,000 บาท ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์และพยานเป็นจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ที่ศาลแขวงอุบลราชธานี และในคดีนั้นจำเลยทั้งสองนำสืบแสดงรายละเอียดมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวตามบัญชีลูกหนี้ ประมาณเดือนสิงหาคม 2543 ทนายความของโจทก์ได้คัดเอกสารดังกล่าวไปให้พยาน พยานจึงให้นางสาวชฐิลพร พนักงานบัญชีตรวจสอบพบว่า โจทก์ได้ชำระราคารถจักรยานยนต์จำนวน 183 คัน ที่เข้าใจกันว่าค้างชำระอยู่จนครบถ้วนไปแล้วตามบัญชีแสดงรายการจ่ายเงินชำระหนี้ โดยมีนางสาวชฐิลพรผู้ตรวจสอบและจัดทำเอกสารดังกล่าวเบิกความว่า พยานได้รับมอบบัญชีลูกหนี้จากนางพิมพ์ใจมาตรวจสอบเมื่อเดือนตุลาคม 2543 สนับสนุนอยู่ ประกอบกับในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ระบุว่า ทนายความของโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงอุบลราชธานีขอถ่ายสำเนาเอกสารในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 628/2543 ตามคำร้องลงวันที่ 15 มิถุนายน 2543 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สอดคล้องต่อเนื่องกันกับพยานหลักฐานโจทก์ จึงน่าเชื่อว่า นางพิมพ์ใจกรรมการโจทก์ได้รู้ว่า จำเลยที่ 1 นำสืบแสดงข้อเท็จจริงในบัญชีลูกหนี้อันเป็นรายละเอียดที่มาแห่งมูลหนี้ตามเช็ค ในการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 628/2543 และทนายความของโจทก์ได้ขอคัดสำเนาเอกสารดังกล่าวจากศาลแขวงอุบลราชธานีส่งให้นางพิมพ์ใจเมื่อเดือนสิงหาคม 2543 จากนั้นนางพิมพ์ใจส่งบัญชีลูกหนี้ให้นางสาวชฐิลพรพนักงานบัญชีของโจทก์ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเอกสารดังกล่าวเมื่อเดือนตุลาคม 2543 ได้ผลการตรวจสอบว่า ข้อเท็จจริงตามบัญชีลูกหนี้ถูกต้องตามบัญชีแสดงรายการจ่ายเงินชำระหนี้ ดังนั้น จึงต้องฟังว่าโจทก์โดยนางพิมพ์ใจกรรมการโจทก์เพิ่งรู้ว่า โจทก์ได้ชำระราคารถจักรยานยนต์ที่เข้าใจกันว่าค้างชำระอยู่ให้แก่จำเลยที่ 1 จนครบถ้วนไปก่อนแล้ว อันเป็นผลให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินที่ชำระให้จำเลยทั้งสองตามฟ้องคดีนี้คืนในฐานลาภมิควรได้ เมื่อเดือนตุลาคม 2543 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2544 ยังมิพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์โดยนางพิมพ์ใจกรรมการโจทก์รู้สิทธิเรียกคืนนั้น จึงไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และคดีนี้คู่ความได้สืบพยานจนเสร็จสิ้นแต่โดยที่ยังมีประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว คู่ความได้ยื่นอุทธรณ์เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัย เพื่อไม่ให้คดีล่าช้าออกไปอีก ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 296/2544 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี (เดชอุดม) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 296/2544 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี (เดชอุดม) จำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และนางพิมพ์ใจเป็นจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวรับผิดชำระเงินตามเช็คที่โจทก์โดยนางพิมพ์ใจกรรมการผู้มีอำนาจสั่งจ่ายชำระค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ส่วนที่ค้างชำระซึ่งในคดีนี้คือสำเนาเช็ค แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ได้ชำระไปก่อนแล้วในฐานลาภมิควรได้ตามสำเนาเช็คอันเป็นหนี้คนละจำนวนกัน ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นยังมิได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นหนี้ตามสำเนาเช็ค การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้จึงไม่เกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แต่อย่างใด

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินจำนวน 3,320,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางพิมพ์ใจกรรมการผู้จัดการโจทก์ นายศักดาพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และนางสาวชฐิลพรพนักงานบัญชีของโจทก์ซึ่งเป็นคนตรวจสอบการชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน 183 คัน เบิกความประกอบสำเนาบัญชีลูกหนี้และสำเนาบัญชีแสดงรายการจ่ายเงินชำระหนี้ พบว่ามีการชำระค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน 183 คัน ไปแล้วตามเช็คจำนวน 35 ฉบับ และได้มีการเรียกเก็บเงินไปครบถ้วนแล้วตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีตามสำเนาบัญชีกระแสรายวันปี 2537 และ 2538 ส่วนยอดเงินที่ต่างกันจำนวน 137,598 บาท นั้น จากการคำนวณราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์และจำนวนเงินที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คเกินราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยนต์ในแต่ละลำดับ ที่ปรากฏในสำเนาบัญชีแสดงรายการจ่ายเงินชำระหนี้ตั้งแต่ลำดับที่ 1 ถึงที่ 14 และลำดับที่ 16 ถึงที่ 21 พบว่าจำนวนเงินที่มีผลต่างกันในแต่ละลำดับเท่ากับอัตราร้อยละ 1.5 ของราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในแต่ละลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสองให้เครดิตโจทก์และคิดดอกเบี้ยในส่วนที่ชำระราคาเกินเวลากำหนดไปในอัตราร้อยละ 1.5 ถึง 2 ต่อเดือน คงมีเฉพาะลำดับที่ 15 ซึ่งเป็นการชำระราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จำนวนมากถึง 18 คัน ที่มีการชำระเงินในส่วนผลต่างสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ซึ่งอาจจะเป็นการตกลงเป็นเรื่องเฉพาะเป็นครั้งคราวได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงสอดคล้องกันมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าเช็คจำนวน 35 ฉบับ เป็นการชำระหนี้กู้ยืมนั้น ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ และฟังได้ว่าเช็คจำนวน 35 ฉบับ เป็นการชำระราคาค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน 183 คัน ดังนั้น การที่โจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวตามเช็คและรายการชำระเงินจำนวน 3,320,150 บาท จึงเป็นการชำระหนี้ซ้ำซ้อนจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนนี้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้และเนื่องจากทรัพย์ที่ต้องคืนเป็นเงิน จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดี จึงให้คิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,320,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (14 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกาค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 412 ม. 419
ชื่อคู่ความ
บริษัทเดชอุดมเทคนิค
โจทก์ — เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทศรีสะเกษกิจเจริญไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
ธนัท วิรบุตร์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4618/2552
#495453
เปิดฉบับเต็ม

ใบแจ้งหนี้ทั้งหมดที่โจทก์ส่งให้จำเลยรวม 10 ฉบับ มีเพียงหนี้ตามใบแจ้งหนี้ ฉบับที่ 9 และ 10 เท่านั้นที่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนหนี้ตามใบแจ้งหนี้ ฉบับที่ 1 ถึง 8 เกิน 2 ปีแล้ว แต่หลังจากนั้นจำเลยนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน กรณีเป็นการที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์หลายจำนวนและนำเงินมาผ่อนชำระโดยไม่ระบุว่าชำระหนี้รายใด ถือว่าเป็นการชำระหนี้บางส่วนของหนี้ทั้งหมด อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย ดังนั้น หนี้ของโจทก์ทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้ทั้ง 10 ฉบับ จึงไม่ขาดอายุความ และกรณีที่จำเลยไม่ได้ระบุว่าชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ฉบับใด จึงต้องนำไปชำระหนี้ที่ถึงกำหนดก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง ที่โจทก์นำไปชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ฉบับแรก ซึ่งเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระก่อน จึงเป็นการนำไปชำระหนี้ถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,138,737.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 816,199.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 141,655.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,679.61 บาท 98,982 บาท และ 32,944 บาท นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2545 วันที่ 30 สิงหาคม 2545 และวันที่ 19 ตุลาคม 2545 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า การเรียกค่าเช่าค้างชำระของโจทก์มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันสิ้นสุดของสัญญาเช่าหรือวันส่งมอบเครื่องจักรคืนแก่โจทก์ การที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนรวม 3 ครั้ง โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 รวมเป็นเงิน 100,300,39 บาท และยังได้มอบหมายผู้แทนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับจำเลยนำเช็คมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสำเนาใบรับเงินชั่วคราวและสำเนาเช็คทำให้อายุความสะดุดหยุดลง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า จำเลยตกลงเช่าเครื่องจักรประเภทรถขุดจำนวน 1 คันพร้อมบุ้งกี๋จากโจทก์ โจทก์ได้ส่งมอบรถขุดดังกล่าวให้และจำเลยได้ใช้ประโยชน์แล้ว โดยคิดค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 109,980 บาท จำเลยจะต้องชำระค่าเช่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการเช่าและใบส่งของและในการนับอายุความนั้นต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 เมื่อโจทก์กับจำเลยตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนและจำเลยต้องชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลา 30 วันดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าค้างชำระดังกล่าวได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้สัญญาเช่าสิ้นสุดหรือให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักรคืนโจทก์ก่อน อายุความเรียกค่าเช่าค้างชำระ 2 ปี จึงเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับใบแจ้งหนี้ในแต่ละฉบับ ดังนั้น คดีโจทก์จะขาดอายุความหรือไม่ต้องพิจารณาใบแจ้งหนี้ของโจทก์แต่ละฉบับ เมื่อพิจารณาใบแจ้งหนี้ทั้งหมดที่โจทก์ส่งให้จำเลยตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 รวม 10 ฉบับ เป็นเงินรวม 916,500 บาท ประกอบกับแบบรายการคำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยของโจทก์แล้ว จำเลยจะต้องชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ดังกล่าวภายในวันที่ 3 มกราคม 2545 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2545 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 13 กรกฎาคม 2545 วันที่ 29 สิงหาคม 2545 และวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ตามลำดับ เมื่อนับจากวันที่พ้นกำหนดชำระหนี้ดังกล่าวในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับข้างต้นถึงวันฟ้องคือ วันที่ 16 กรกฎาคม 2547 จะมีเพียงหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 เพียง 2 ฉบับ ซึ่งจำเลยต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2545 และวันที่ 18 ตุลาคม 2545 เท่านั้นที่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ เกิน 2 ปีแล้ว แต่จำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนรวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 100,300.39 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งในวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 จำเลยย่อมทราบแล้วว่าจำเลยมีหนี้ที่ถึงกำหนดต้องชำระตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ เพราะวันที่ถึงกำหนดชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ รวม 8 ฉบับ อยู่ระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย การที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์หลายจำนวนและนำเงินมาผ่อนชำระหนี้โดยไม่ระบุว่าชำระหนี้รายใด ถือว่าเป็นการชำระหนี้บางส่วนของหนี้ทั้งหมดข้างต้นแล้ว อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงทั้งหมดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 ยังไม่เกิน 2 ปี หนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ จึงไม่ขาดอายุความ ดังนั้นหนี้ของโจทก์ทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 รวม ทั้งสิ้น 10 ฉบับ จึงไม่ขาดอายุความด้วย ส่วนวิธีการชำระหนี้กรณีที่จำเลยไม่ได้ระบุว่าให้ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ฉบับใด จึงต้องนำไปชำระหนี้ที่ถึงกำหนดก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ที่โจทก์นำไปชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ก่อนดังปรากฏในสำเนาใบเสร็จรับเงินที่ระบุเลขที่ของใบแจ้งหนี้ด้วยว่าเลขที่ 67430 ซึ่งเป็นเลขที่ของใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระก่อน จึงเป็นการนำไปชำระหนี้ถูกต้องแล้ว เมื่อนำเงินที่จำเลยชำระเงิน 100,300.39 บาท หักออกจากหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 จำนวน 109,980 บาทแล้ว คงเหลือหนี้ที่จำเลยต้องชำระจำนวน 9,679.61 บาท เมื่อรวมหนี้คงเหลือดังกล่าวกับหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.16 จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 816,199.61 บาท...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 816,199.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 9,679.61 บาท นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2545 ต้นเงิน 109,980 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 ต้นเงิน 69,654 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 ต้นเงิน 102,648 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 95,316 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 106,314 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 87,984 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 102,648 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2545 ต้นเงิน 98,982 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2545 และต้นเงิน 32,994 บาท นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2545 ตามลำดับ จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (1) ม. 328 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเทคเร้นท์ทัล จำกัด
บริษัทวี.บี.เอส. ฉะเชิงเทรา อิมพอร์ท เอ็กซ์พอร์ท
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายเอกรัฐ กะการดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปกรณ์ สุวรรณพรหมา
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4618/2552
#501830
เปิดฉบับเต็ม

การนับอายุความต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 การที่โจทก์กับจำเลยตกลงชำระค่าเช่าเครื่องจักรเป็นรายเดือนและจำเลยต้องชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลา 30 วันดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าค้างชำระดังกล่าวได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้สัญญาเช่าสิ้นสุดหรือให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักรคืนโจทก์ก่อน อายุความเรียกค่าเช่าค้างชำระ 2 ปี จึงเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับใบแจ้งหนี้ในแต่ละฉบับ

จำเลยเป็นหนี้โจทก์หลายจำนวนและนำเงินมาผ่อนชำระหนี้โดยไม่ระบุว่าชำระหนี้จำนวนใด ถือว่าเป็นการชำระหนี้บางส่วนของหนี้ทั้งหมดข้างต้นแล้ว อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงทั้งหมดในวันดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าเครื่องจักรประเภทรถขุดขนาด 0.7 ล้อแทร็กจำนวน 1 คัน พร้อมบุ้งกี๋ไปจากโจทก์ ตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 109,980 บาท จำเลยตกลงจะชำระค่าเช่า ค่าขนส่ง ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ เมื่อครบกำหนดชำระค่าเช่า โจทก์ได้ส่งใบแจ้งหนี้ไปเรียกเก็บจากจำเลย จำนวน 10 ฉบับ รวมเป็นเงิน 916,500 บาท แต่จำเลยชำระค่าเช่าเพียงบางส่วนรวมเป็นเงิน 100,308.39 บาท (ที่ถูก 100,300.39 บาท) โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 คงค้างชำระค่าเช่าเป็นเงิน 816,199.61 บาท และจำเลยต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์อีกจำนวน 57,133.97 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 265,403.49 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,138,737.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 816,199.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระเกินกว่ากำหนด 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 141,655.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,679.61 บาท 98,982 บาท และ 32,944 บาท นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2545 วันที่ 30 สิงหาคม 2545 และวันที่ 19 ตุลาคม 2545 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2544 จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเช่าเครื่องจักร ยานพาหนะพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับงานอุตสาหกรรมก่อสร้างไว้แก่โจทก์ ตามบันทึกข้อตกลงการเช่าเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2544 โจทก์ส่งมอบเครื่องจักรประเภทรถขุดจำนวน 1 คัน พร้อมบุ้งกี๋ที่จำเลยขอเช่าให้แก่จำเลย ตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.6 จำเลยได้รับรถขุดและใช้ประโยชน์แล้ว หลังจากนั้นโจทก์ได้ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยตรวจสอบพร้อมกับให้ลงลายมือชื่อยืนยันความถูกต้อง ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน รวมเป็นเงิน 100,300.39 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.19 หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์อีก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า การเรียกค่าเช่าค้างชำระของโจทก์มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันสิ้นสุดของสัญญาเช่าหรือวันส่งมอบเครื่องจักรคืนแก่โจทก์ การที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนรวม 3 ครั้ง โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 รวมเป็นเงิน 100,300.39 บาท และยังได้มอบหมายผู้แทนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับจำเลยนำเช็คมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสำเนาใบรับเงินชั่วคราวและสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.22 และ จ.23 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า จำเลยตกลงเช่าเครื่องจักรประเภทรถขุดจำนวน 1 คัน พร้อมบุ้งกี๋จากโจทก์ โจทก์ได้ส่งมอบรถขุดดังกล่าวให้และจำเลยได้ใช้ประโยชน์แล้ว โดยคิดค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 109,980 บาท จำเลยจะต้องชำระค่าเช่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการเช่าและใบส่งของเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 และในการนับอายุความนั้นต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 เมื่อโจทก์กับจำเลยตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนและจำเลยต้องชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ เมื่อพ้นกำหนดเวลา 30 วันดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าค้างชำระดังกล่าวได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้สัญญาเช่าสิ้นสุดหรือให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักรคืนโจทก์ก่อน อายุความเรียกค่าเช่าค้างชำระ 2 ปี จึงเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับใบแจ้งหนี้ในแต่ละฉบับ ดังนั้น คดีโจทก์จะขาดอายุความหรือไม่ต้องพิจารณาใบแจ้งหนี้ของโจทก์แต่ละฉบับ เมื่อพิจารณาใบแจ้งหนี้ทั้งหมดที่โจทก์ส่งให้จำเลยตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 รวม 10 ฉบับ เป็นเงินรวม 916,500 บาท ประกอบกับแบบรายการคำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยของโจทก์เอกสารหมาย จ.26 แล้ว จำเลยจะต้องชำระตามใบแจ้งหนี้ดังกล่าวภายในวันที่ 3 มกราคม 2545 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2545 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 13 กรกฎาคม 2545 วันที่ 29 สิงหาคม 2545 และวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ตามลำดับ เมื่อนับจากวันที่พ้นกำหนดชำระหนี้ดังกล่าวในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับข้างต้นถึงวันฟ้องคือ วันที่ 16 กรกฎาคม 2547 จะมีเพียงหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 เพียง 2 ฉบับ ซึ่งจำเลยต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2545 และวันที่ 18 ตุลาคม 2545 เท่านั้นที่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ เกิน 2 ปีแล้ว แต่จำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนรวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 100,300.39 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.19 ซึ่งในวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 จำเลยย่อมทราบแล้วว่าจำเลยมีหนี้ที่ถึงกำหนดต้องชำระตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ เพราะวันที่ถึงกำหนดชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ อยู่ระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย การที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์หลายจำนวนและนำเงินมาผ่อนชำระหนี้โดยไม่ระบุว่าชำระหนี้รายใด ถือว่าเป็นการชำระหนี้บางส่วนของหนี้ทั้งหมดข้างต้นแล้ว อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงทั้งหมดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 ยังไม่เกิน 2 ปี หนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ จึงไม่ขาดอายุความ ดังนั้นหนี้ของโจทก์ทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 รวมทั้งสิ้น 10 ฉบับ จึงไม่ขาดอายุความด้วย ส่วนวิธีการชำระหนี้กรณีที่จำเลยไม่ได้ระบุว่าให้ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ฉบับใด จึงต้องนำไปชำระหนี้ที่ถึงกำหนดก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ที่โจทก์นำไปชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ก่อนดังปรากฏในสำเนาใบเสร็จเงินเอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.19 ที่ระบุเลขที่ของใบแจ้งหนี้ด้วยว่าเลขที่ 67430 ซึ่งเป็นเลขที่ของใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระก่อนจึงเป็นการนำไปชำระหนี้ถูกต้องแล้ว เมื่อนำเงินที่จำเลยชำระเงิน 100,300.39 บาท หักออกจากหนี้ตามใบแจ้งหนี้ เอกสารหมาย จ.7 จำนวน 109,980 บาทแล้ว คงเหลือหนี้ที่จำเลยต้องชำระจำนวน 9,679.61 บาท เมื่อรวมหนี้คงเหลือดังกล่าวกับหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.16 จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 816,199.61 บาท ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ขอมานั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้กับกรมสรรพากรอันจะมีสิทธิและหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยจึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์นอกจากนี้ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 816,199.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 9,679.61 บาท นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2545 ต้นเงิน 109,980 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 ต้นเงิน 69,654 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 ต้นเงิน 102,648 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 95,316 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 106,314 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 87,984 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 102,648 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2545 ต้นเงิน 98,982 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2545 และต้นเงิน 32,994 บาท นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2545 ตามลำดับ จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเทคเร้นท์ทัล จำกัด
บริษัท วี.บี.เอส. ฉะเชิงเทราอิมพอร์ท เอ็กซ์พอร์ท
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4618/2552
#505212
เปิดฉบับเต็ม

การนับอายุความนั้นต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 เมื่อโจทก์กับจำเลยตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนและจำเลยต้องชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ เมื่อพ้นกำหนดเวลา 30 วันแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าค้างชำระได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้สัญญาเช่าสิ้นสุดหรือให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักรคืนโจทก์ก่อน อายุความเรียกค่าเช่าค้างชำระ 2 ปี จึงเริ่มนับแต่วันที่จำเลยได้รับใบแจ้งหนี้ในแต่ละฉบับ

เมื่อนับจากวันที่พ้นกำหนดชำระหนี้ในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับถึงวันฟ้องคือ วันที่ 16 กรกฎาคม 2547 มีเพียงหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 เพียง 2 ฉบับ ซึ่งจำเลยต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2545 และวันที่ 18 ตุลาคม 2545 เท่านั้นที่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ ซึ่งถึงกำหนดชำระภายในระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 เกิน 2 ปีแล้ว แต่จำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนรวม 3 ครั้ง โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ซึ่งจำเลยย่อมทราบแล้วว่าจำเลยมีหนี้ที่ถึงกำหนดต้องชำระตามใบแจ้งหนี้ เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ เพราะวันที่ถึงกำหนดชำระตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ อยู่ระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2545ซึ่งเป็นวันก่อนที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย การที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์หลายจำนวนและนำเงินมาผ่อนชำระหนี้โดยไม่ระบุว่าชำระหนี้รายใด ถือว่าเป็นการชำระหนี้บางส่วนของหนี้ทั้งหมดแล้ว อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงทั้งหมดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 ยังไม่เกิน 2 ปี หนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ จึงไม่ขาดอายุความ หนี้ของโจทก์ทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 รวมทั้งสิ้น 10 ฉบับ จึงไม่ขาดอายุความด้วย ส่วนวิธีการชำระหนี้กรณีที่จำเลยไม่ได้ระบุว่าให้ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ฉบับใด จึงต้องนำไปชำระหนี้ที่ถึงกำหนดก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง

โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้กับกรมสรรพากรอันจะมีสิทธิและหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลย จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,138,737.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 816,199.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 141,655.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,679.61 บาท 98,982 บาท และ 32,944 บาท นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2545 วันที่ 30 สิงหาคม 2545 และวันที่ 19 ตุลาคม 2545 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "... ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2544 จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเช่าเครื่องจักร ยานพาหนะพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับงานอุตสาหกรรมก่อสร้างไว้แก่โจทก์ ตามบันทึกข้อตกลงการเช่าเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2544 โจทก์ส่งมอบเครื่องจักรประเภทรถขุดจำนวน 1 คัน พร้อมบุ้งกี๋ที่จำเลยขอเช่าให้แก่จำเลย ตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.6 จำเลยได้รับรถขุดและใช้ประโยชน์แล้ว หลังจากนั้นโจทก์ได้ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยตรวจสอบพร้อมกับให้ลงลายมือชื่อยืนยันความถูกต้อง ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน รวมเป็นเงิน 100,300.39 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.19 หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์อีก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า การเรียกค่าเช่าค้างชำระของโจทก์มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันสิ้นสุดของสัญญาเช่าหรือวันส่งมอบเครื่องจักรคืนแก่โจทก์ การที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนรวม 3 ครั้ง โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 รวมเป็นเงิน 100,300.39 บาท และยังได้มอบหมายผู้แทนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับจำเลยนำเช็คมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสำเนาใบรับเงินชั่วคราวและสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.22 และ จ.23 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า จำเลยตกลงเช่าเครื่องจักรประเภทรถขุดจำนวน 1 คัน พร้อมบุ้งกี๋จากโจทก์ โจทก์ได้ส่งมอบรถขุดดังกล่าวให้และจำเลยได้ใช้ประโยชน์แล้ว โดยคิดค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 109,980 บาท จำเลยจะต้องชำระค่าเช่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการเช่าและใบส่งของเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 และในการนับอายุความนั้นต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 เมื่อโจทก์กับจำเลยตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนและจำเลยต้องชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ เมื่อพ้นกำหนดเวลา 30 วันดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าค้างชำระดังกล่าวได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้สัญญาเช่าสิ้นสุดหรือให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักรคืนโจทก์ก่อน อายุความเรียกค่าเช่าค้างชำระ 2 ปี จึงเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับใบแจ้งหนี้ในแต่ละฉบับ ดังนั้น คดีโจทก์จะขาดอายุความหรือไม่ต้องพิจารณาใบแจ้งหนี้ของโจทก์แต่ละฉบับ เมื่อพิจารณาใบแจ้งหนี้ทั้งหมดที่โจทก์ส่งให้จำเลยตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 รวม 10 ฉบับ เป็นเงินรวม 916,500 บาท ประกอบกับแบบรายการคำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยของโจทก์เอกสารหมาย จ.26 แล้ว จำเลยจะต้องชำระตามใบแจ้งหนี้ดังกล่าวภายในวันที่ 3 มกราคม 2545 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2545 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 22 มิถุนายน 2545 วันที่ 13 กรกฎาคม 2545 วันที่ 29 สิงหาคม 2545 และวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ตามลำดับ เมื่อนับจากวันที่พ้นกำหนดชำระหนี้ดังกล่าวในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับข้างต้นถึงวันฟ้องคือ วันที่ 16 กรกฎาคม 2547 จะมีเพียงหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 เพียง 2 ฉบับ ซึ่งจำเลยต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2545 และวันที่ 18 ตุลาคม 2545 เท่านั้นที่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ เกิน 2 ปีแล้ว แต่จำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนรวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 100,300.39 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.19 ซึ่งในวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 จำเลยย่อมทราบแล้วว่าจำเลยมีหนี้ที่ถึงกำหนดต้องชำระตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ เพราะวันที่ถึงกำหนดชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ อยู่ระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย การที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์หลายจำนวนและนำเงินมาผ่อนชำระหนี้โดยไม่ระบุว่าชำระหนี้รายใด ถือว่าเป็นการชำระหนี้บางส่วนของหนี้ทั้งหมดข้างต้นแล้ว อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงทั้งหมดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 ยังไม่เกิน 2 ปี หนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.14 รวม 8 ฉบับ จึงไม่ขาดอายุความ ดังนั้นหนี้ของโจทก์ทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 รวมทั้งสิ้น 10 ฉบับ จึงไม่ขาดอายุความด้วย ส่วนวิธีการชำระหนี้กรณีที่จำเลยไม่ได้ระบุว่าให้ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ฉบับใด จึงต้องนำไปชำระหนี้ที่ถึงกำหนดก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ที่โจทก์นำไปชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.7 ก่อนดังปรากฏในสำเนาใบเสร็จเงินเอกสารหมาย จ.17 ถึง จ.19 ที่ระบุเลขที่ของใบแจ้งหนี้ด้วยว่าเลขที่ 67430 ซึ่งเป็นเลขที่ของใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระก่อน จึงเป็นการนำไปชำระหนี้ถูกต้องแล้ว เมื่อนำเงินที่จำเลยชำระเงิน 100,300.39 บาท หักออกจากหนี้ตามใบแจ้งหนี้ เอกสารหมาย จ.7 จำนวน 109,980 บาทแล้ว คงเหลือหนี้ที่จำเลยต้องชำระจำนวน 9,679.61 บาท เมื่อรวมหนี้คงเหลือดังกล่าวกับหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.16 จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 816,199.61 บาท ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ขอมานั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้กับกรมสรรพากรอันจะมีสิทธิและหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยจึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์นอกจากนี้ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 816,199.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 9,679.61 บาท นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2545 ต้นเงิน 109,980 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 ต้นเงิน 69,654 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2545 ต้นเงิน 102,648 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 95,316 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 106,314 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 87,984 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2545 ต้นเงิน 102,648 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2545 ต้นเงิน 98,982 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2545 และต้นเงิน 32,994 บาท นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2545 ตามลำดับ จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (1) ม. 328 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเทคเร้นท์ทัล จำกัด
บริษัทวี.บี.เอส.ฉะเชิงเทรา อิมพอร์ท
จำเลย — เอ็กซ์พอร์ท (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4614/2552
#503154
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาเช่าจะระบุว่า ถ้าอาคารที่เช่าเกิดอัคคีภัยขึ้นไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตามมากน้อยเท่าใดก็ตาม สัญญาเช่านี้เป็นอันระงับสิ้นสุดลงทันทีและผู้เช่ายินยอมให้ผู้ให้เช่าริบเงินประกันการเช่าได้ทั้งสิ้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของผู้ร่างสัญญาเช่าดังกล่าวว่าเงื่อนไขของสัญญาเช่าในข้อดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลทรัพย์ที่เช่ามิให้เกิดอัคคีภัยขึ้น ดังนั้น การตีความตามสัญญาต้องตีความตามเจตนาแท้จริงของคู่สัญญาคือเงินประกันความเสียหายดังกล่าวเป็นเงินที่วางไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่าโจทก์จะไม่ทำความเสียหายให้เกิดแก่ทรัพย์ที่เช่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตรงกันว่าเหตุไฟไหม้เกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรในขณะที่ทรัพย์ที่เช่าอยู่ในครอบครองของโจทก์ กระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ โจทก์จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายคือจำเลยที่ 1 แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายคือจำเลยที่ 1 โจทก์จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิริบเงินประกันความเสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2545 อัตราค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ชำระค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน การชำระค่าเช่าโจทก์จะสั่งจ่ายเช็คล่วงหน้าเป็นรายปี จำนวน 12 ฉบับ ฉบับละ 50,000 บาท ในปี 2544 โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คล่วงหน้า ลงวันที่ 1 ของทุกเดือน ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเช็คไว้แทนจำนวน 12 ฉบับ เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2544 จนถึงเดือนมีนาคม 2545 การทำสัญญาเช่าโจทก์ได้วางเงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อประกันความเสียหายของตึกแถวที่เช่าอันเกิดจากความผิดของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้ให้โจทก์ทำสัญญาประกันวินาศภัยตึกแถวที่เช่าโดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันและให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประโยชน์ ตลอดระยะเวลาที่เช่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าโดยมิได้ผิดเงื่อนไขสัญญา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2544 ได้เกิดอุบัติเหตุไฟฟ้าลัดวงจรเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ตึกแถวที่เช่าบริเวณชั้นที่หนึ่ง และโจทก์ไม่สามารถใช้สอยตึกแถวที่เช่าส่วนที่เหลือได้จึงได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 คืนเช็คค่าเช่าที่ออกให้ล่วงหน้าในส่วนที่เหลือ 7 ฉบับ คือเช็คฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2544 ถึงเช็คฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2545 พร้อมเงินคาประกันความเสียหายจำนวน 300,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนเช็คทั้ง 7 ฉบับ กลับนำเช็คฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2544 ถึงเช็คฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2544 รวม 4 ฉบับ เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ นอกจากนี้ข้อความในสัญญาเช่าตึกแถวที่ว่า เมื่ออาคารที่เช่าเกิดอัคคีภัยไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม ผู้เช่าให้ผู้ให้เช่าริบเงินประกันการเช่าทั้งสิ้นยังขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับเช็คค่าเช่าร่วมกันชำระเงินคืนโจทก์จำนวน 512,965.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ในชั้นตรวจรับคำฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนผู้รับเช็คไว้แทนจำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าจริง สัญญาเช่าข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่า ถ้าอาคารที่เช่าเกิดอัคคีภัยขึ้นไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตามมากน้อยเท่าใดก็ตาม สัญญาเช่านี้เป็นอันระงับสิ้นสุดลงทันที และผู้เช่ายินยอมให้ผู้ให้เช่าริบเงินประกันการเช่าได้ทั้งสิ้น เงื่อนไขของสัญญาข้อนี้มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลทรัพย์สินที่เช่ามิให้เกิดอัคคีภัยขึ้นแก่ตึกแถวที่เช่า โจทก์ทราบถึงสาระสำคัญของเงื่อนไขดังกล่าวก่อนทำสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิริบเงินประกัน สัญญาเช่าพิมพ์ขึ้นตามความตกลงของทั้งสองฝ่ายไม่มีฝ่ายใดบีบบังคับให้อีกฝ่ายทำสัญญา สัญญาเช่าไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2544 ได้เกิดเพลิงไหม้ตึกแถวที่เช่า สัญญาเช่าจึงเป็นอันระงับสิ้นสุดลง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 529,291.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าประกันความเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่14 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินค่าเสียหาย ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์ในวันฟ้องก่อน (ฟ้องวันที่ 17 มีนาคม 2545) ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ริบเงินประกันความเสียหายจำนวน 300,000 บาท ของโจทก์ และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายที่อยู่ในอาคารที่เช่าของจำเลยที่ 1 โดยละเมิดอีกจำนวน 2 เดือน เป็นเงิน 100,000 บาท และชำระค่าติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราวจำนวน 400 บาท ค่าไฟฟ้าที่โจทก์ใช้ระหว่างวันที่ 7 สิงหาคม ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2544 จำนวน 488 บาท ค่าใช้ไฟฟ้าระหว่างวันที่ 7 มกราคม ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 จำนวน 46 บาท ค่าบรรจบมาตรวัดน้ำประปาจำนวน 107 บาท และค่าเสียหายของอาคารที่เช่าที่ถูกทุบทำลายและนำทรัพย์สินออกไปอีกจำนวน 90,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 255,291.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 53, 55 และ 57 ซอยเอกมัย 23 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2545 อัตราค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท โจทก์จ่ายค่าเช่าให้จำเลยที่ 1 เป็นรายปีโดยสั่งจ่ายเช็คล่วงหน้า ลงวันที่ 1 ของทุกเดือนจำนวน 12 ฉบับ ฉบับละ 50,000 บาท ในการทำสัญญาเช่าโจทก์ชำระค่าประกันความเสียหายให้จำเลยที่ 1 ได้เป็นเงิน 300,000 บาท และทำสัญญาประกันภัยตึกแถวที่เช่าและทรัพย์สินของโจทก์ที่อยู่ในตึกแถวที่เช่ากับบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกัน ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2544 ตึกแถวที่เช่าเกิดเพลิงไหม้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินค่าประกันความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาเช่าข้อ 5 วรรคสอง จะระบุว่า ถ้าอาคารที่เช่าเกิดอัคคีภัยขึ้นไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม มากน้อยเท่าใดก็ตาม สัญญาเช่านี้เป็นอันระงับสิ้นสุดลงทันที และผู้เช่ายินยอมให้ผู้ให้เช่าริบเงินประกันการเช่าได้ทั้งสิ้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำให้การของจำเลยที่ 1 และคำเบิกความของนางสาวสายสุนีย์หรือนางสาวณัฐธยาน์ พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ร่างสัญญาเช่าดังกล่าวว่า เงื่อนไขของสัญญาเช่าในข้อดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลทรัพย์ที่เช่ามิให้เกิดอัคคีภัยขึ้น ดังนั้น การตีความตามสัญญาต้องตีความตามเจตนาแท้จริงของคู่สัญญาคือ เงินประกันความเสียหายดังกล่าวเป็นเงินที่วางไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่าโจทก์จะไม่ทำความเสียหายให้เกิดแก่ทรัพย์ที่เช่า คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตรงกันว่า เหตุไฟไหม้เกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรในขณะที่ทรัพย์ที่เช่าอยู่ในครอบครองของโจทก์ กระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพโจทก์จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดแค่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายคือจำเลยที่ 1 แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายคือจำเลยที่ 1 โจทก์จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิริบเงินประกันความเสียหายจำนวน 300,000 บาท ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่จำต้องรับผิดชำระค่าที่อยู่ในอาคารที่เช่าภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม่เป็นเงิน 100,000 บาท เพราะเป็นการอยู่เพื่อรอผลการตรวจสอบสาเหตุเพลิงไหม้และค่าเสียหาย ส่วนค่าติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราว เป็นเงิน 400 บาท ค่าไฟฟ้าภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้เป็นเงิน 534 บาท และค่าบรรจบมาตรวัดน้ำประชา เป็นเงิน 107 บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับประโยชน์และค่าเสียหายเนื่องจากอาคารที่เช่าถูกทุบทำลายเป็นเงิน 90,000 บาท มิได้เกิดขึ้นจากการกระทำของโจทก์ตามฟ้องแย้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 191,041 บาท นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งการพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาว่าจะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องพิจารณาส่วนของฟ้องแย้งแยกต่างหากจากส่วนของฟ้องเดิม เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในส่วนฟ้องแย้งไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ให้ยกฎีกาของโจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง ค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนของฟ้องแย้งโจทก์มิได้เสียมาด้วยจึงไม่จำต้องสั่งคืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 437 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจียง เทียน เจียะ
นางฉัตรทอง ทิพย์จรรยาวัตร์
จำเลย — หรือนางฐิติรัตน์ ทิพย์ชโยดม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4612/2552
#506957
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญาเช่ามีหมายเหตุท้ายหนังสือสัญญาเช่าที่ระบุว่า "วันที่ 9 มีนาคม 2544 วางมัดจำ 200,000 บาท" โดยจำเลยผู้ให้เช่าได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายหมายเหตุด้วยและในวันดังกล่าวจำเลยก็ได้ออกใบรับเงินระบุว่า วางมัดจำค่าเช่าดำเนินกิจการ 200,000 บาท โดยมิได้มีข้อความตอนใดที่จะทำให้เห็นว่าเป็นเงินกินเปล่าที่จำเลยไม่ต้องคืนแก่โจทก์ผู้เช่าก็ตาม แม้เงินจำนวน 200,000 บาท จะฟังว่าเป็นเงินมัดจำค่าเช่าดำเนินการก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือเป็นพยานหลักฐานว่า สัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว เพราะในวันดังกล่าวได้มีการทำสัญญาเช่ากันขึ้นด้วย จึงไม่ต้องมีสัญญามัดจำอีกเงินจำนวน 200,000 บาท ที่โจทก์วางให้แก่จำเลยดังกล่าวจึงต้องถือเป็นค่าเช่าที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เงินมัดจำตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 377 และมาตรา 378 ที่จำเลยจะริบได้ ทั้งไม่มีข้อสัญญาให้จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไว้ล่วงหน้านี้ได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 250,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 249,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 223,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 6 ธันวาคม 2544) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ตกลงเช่าร้านซีบร้าบาร์ พลาซ่า ของจำเลยมีกำหนดระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2545 ตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 15,000 บาท โดยในวันทำสัญญาโจทก์ได้วางเงินมัดจำค่าเช่าดำเนินกิจการจำนวน 200,000 บาท ให้แก่จำเลย และต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2544 โจทก์วางเงินมัดจำค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้าและค่ามัดจำของเสียหายจำนวน 60,000 บาท พร้อมทั้งชำระค่าเช่าเดือนเมษายน ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้าจำนวน 22,000 บาท และชำระค่าโฆษณา 4,500 บาท รวมเป็นเงิน 86,500 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้สัญญาเช่าเลิกกันแล้วหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 3 ว่า "ต่อมาโจทก์ได้เข้าดำเนินกิจการได้ประมาณ 2 เดือนเศษ เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้เพราะโจทก์เจ็บป่วยบ่อย ๆ ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา และแพทย์เห็นควรให้โจทก์หยุดพักผ่อนเพื่อรักษาตัวประกอบกับโจทก์ได้ชำระค่าเช่าให้จำเลยล่าช้า จำเลยจึงตัดน้ำ ตัดไฟ ทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้..." เห็นว่า เหตุผลการเจ็บป่วยที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ดังกล่าว เป็นเรื่องส่วนตัวของโจทก์เอง ซึ่งไม่อาจถือเป็นเหตุสุดวิสัยในอันที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยได้ ประกอบกับในชั้นพิจารณาโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่าในเดือนพฤษภาคม 2544 โจทก์ไม่ได้ชำระค่าเช่า ค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ชำระอีกเลยอันเจือสมกับคำบรรยายฟ้องของโจทก์เองที่ว่า โจทก์ได้ชำระค่าเช่าให้จำเลยล่าช้าซึ่งก็คือยังไม่ชำระนั่นเอง จึงต้องฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะไม่ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ว่า โจทก์ตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 15,000 บาท ทุกต้นเดือน และจะไม่เกินวันที่ 5 ของทุก ๆ เดือน ซึ่งตามสัญญาเช่าข้อ 9 ระบุว่า หากผู้เช่ากระทำผิดสัญญาเช่าแม้เพียงข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าสัญญาเช่าฉบับนี้เป็นอันสิ้นสุดลงในทันทีโดยจำเลยผู้ให้เช่าต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนี้ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเลิกกันโดยโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินค่ามัดจำค่าเช่า และค่ามัดจำของเสียหายคืนจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฟ้องและนำสืบอ้างว่า เงินจำนวน 200,000 บาท ที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยในวันทำสัญญาเช่าเป็นเงินมัดจำค่าเช่าดำเนินกิจการ ซึ่งจำเลยจะคืนให้โจทก์เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง แต่จำเลยนำสืบอ้างว่าเป็นเงินกินเปล่าที่จำเลยไม่ต้องคืนให้แก่โจทก์ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่ามีหมายเหตุท้ายสัญญาว่า "วันที่ 9 มีนาคม 2544 วางมัดจำ 200,000 บาท" โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายหมายเหตุด้วย และในวันดังกล่าวจำเลยก็ได้ออกใบรับเงิน ระบุว่าวางมัดจำค่าเช่าดำเนินกิจการ 200,000 บาท โดยมิได้มีข้อความตอนใดที่จะทำให้เห็นว่าเป็นเงินกินเปล่าที่จำเลยไม่ต้องคืนแก่โจทก์ คงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยปากเดียวเท่านั้นที่อ้างว่าเป็นเงินกินเปล่าโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานเอกสารของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์วางเป็นมัดจำค่าเช่าดำเนินกิจการ แต่ศาลฎีกาเห็นต่อไปว่า แม้เงินจำนวน 200,000 บาท นี้จะฟังว่าเป็นเงินมัดจำค่าเช่าดำเนินกิจการก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือเป็นพยานหลักฐานว่า สัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว เพราะในวันดังกล่าวได้มีการทำสัญญาเช่ากันขึ้นด้วย จึงไม่จำต้องมีสัญญามัดจำอีกเงินจำนวน 200,000 บาท ที่โจทก์วางให้แก่จำเลยจึงต้องถือเป็นค่าเช่าที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยล่วงหน้า มิใช่เงินมัดจำตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 และมาตรา 378 ที่จำเลยจะริบได้ ทั้งไม่มีข้อสัญญาให้จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไว้ล่วงหน้านี้ได้ด้วย สำหรับเงินมัดจำค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และค่ามัดจำของเสียหายจำนวน 60,000 บาท ที่โจทก์วางให้แก่จำเลยก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเงินที่โจทก์วางไว้เพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น จึงมิใช่เงินมัดจำที่จำเลยจะริบได้เช่นกัน เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงจำเลยจึงต้องคืนเงินทั้งสองจำนวนนี้แก่โจทก์แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจากสัญญาเช่าเลิกกันเพราะโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าในเดือนพฤษภาคม 2544 แล้ว โจทก์เพิ่งจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากสถานที่เช่าเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2544 จึงเห็นควรให้จำเลยได้รับค่าเสียหายส่วนนี้โดยกำหนดเท่ากับค่าเช่า 2 เดือน เป็นเงิน 30,000 บาท และให้โจทก์ชำระค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้าที่ได้ความว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระอีก 1 เดือน เป็นเงิน 7,000 บาท โดยให้หักเงินจำนวน 37,000 บาท ดังกล่าวออกจากเงินทั้งสองจำนวนที่จำเลยจะต้องคืนให้โจทก์ก่อน จึงคงเหลือเงินที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์จำนวน 223,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 378
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภัทรานิษฐ์ กาญจนากร
จำเลย — นางสาวนิตยา ชัยสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4608/2552
#502912
เปิดฉบับเต็ม

ในส่วนของรูปลักษณะนั้น แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีเฉพาะอักษรโรมันคำว่า "Petto" กับอักษรไทยคำว่า "เพ็ทโต" ไม่มีรูปประกอบ ในขณะที่เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 มีอักษรโรมันคำว่า "PETTOR" กับรูปสุนัขประดิษฐ์ แต่เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายมีอักษรโรมันเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า และเมื่อเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 มีอักษรโรมันอยู่ด้านบนภายในริบบิ้นและมีรูปสุนัขประดิษฐ์อยู่ภายในวงกลม ซึ่งเป็นคำที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรม ถือเป็นคำประดิษฐ์และเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายจึงมีส่วนคล้ายกันในอักษรโรมัน 5 ตัว คือ P, E, T, T และ O ซึ่งจัดวางอยู่ในตำแหน่งเดียวกันทั้งหมดแม้จะมีความแตกต่างกันที่ตัว R ตัวสุดท้าย แต่ความแตกต่างดังกล่าวนี้ สาธารณชนที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาต่างประเทศอาจไม่สังเกตเห็นได้ และถึงแม้สาธารณชนที่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษก็อาจไม่สังเกตเห็นความแตกต่างเช่นกัน เพราะคำดังกล่าวเป็นคำประดิษฐ์ไม่ใช่คำที่รู้จักคุ้นเคยมาก่อน เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 จึงมีความคล้ายกันในส่วนของอักษรโรมันดังกล่าว

สำหรับเสียงเรียกขานนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกว่า "เพ็ด-โต" ส่วนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 อาจเรียกว่า "เพ็ด-โต" เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ ทั้งนี้ การพิจารณาเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าไม่จำต้องเรียกขานตามที่ผู้ขอจดทะเบียนระบุคำอ่านไว้ในคำขอจดทะเบียนแต่ต้องพิจารณาตามเสียงเรียกขานที่สาธารณชนซึ่งเป็นคนไทยอาจเรียกขานได้ เมื่อเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายการค้าคล้ายกันทั้งในส่วนของรูปลักษณะและเสียงเรียกขาน ทั้งยังใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าจึงมีมาก

นอกจากนี้การพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นการพิจารณารายคำขอ ไม่ต้องพิจารณาว่าสินค้าแต่ละชนิดในรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนเมื่อปรากฏว่ามีรายการสินค้าที่เหมือนกันแล้ว ก็ชอบที่จะไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า

เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 31 รายการสินค้า อาหารสัตว์ อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารสุนัข อาหารแมว อาหารปลาสวยงาม โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามคำขอเลขที่ 504762 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเพราะเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ทะเบียนเลขที่ ค102801 และคำขอจดทะเบียนเลขที่ 507313 "PETTO" โจทก์อุทธรณ์คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 และยื่นคำขอก่อนคำขอจดทะเบียนเลขที่ 507313 เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปในหมู่ผู้บริโภค ขอให้ระงับหรือเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ประกาศโฆษณา และรับจดทะเบียนคำขอเลขที่ 507313 เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำขอเลขที่ 504762

จำเลยให้การว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้กระทำไปโดยสุจริต ภายในขอบเขตของกฎหมายและถูกต้องแล้ว หลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้มีการโฆษณาหรือใช้จนแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของรูปลักษณะนั้น แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีเฉพาะอักษรโรมันคำว่า "Petto" กับอักษรไทยคำว่า "เพ็ทโต" ไม่มีรูปประกอบ ในขณะที่เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 มีอักษรโรมันคำว่า "PETTOR" กับรูปสุนัขประดิษฐ์ แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น อักษรโรมันดังกล่าวจะมีขนาดใหญ่และอยู่กึ่งกลางโดยมีภาพวงรีเป็นฉากหลังกับมีอักษรไทยคำว่า "เพ็ทโต" ขนาดเล็กอยู่ด้านล่าง อักษรโรมันนี้จึงเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ สำหรับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 อักษรโรมันอยู่ด้านบนภายในริบบิ้น มีรูปสุนัขประดิษฐ์อยู่ภายในวงกลม อักษรโรมันนี้เป็นคำที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรม ถือเป็นคำประดิษฐ์และเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 เช่นกัน เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายดังกล่าวจึงมีส่วนคล้ายกันในอักษรโรมัน 5 ตัว คือ P, E, T, T และ O ซึ่งจัดวางอยู่ในตำแหน่งเดียวกันทั้งหมด แม้เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 จะมีตัว R เป็นตัวสุดท้ายและเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ 2 ตัว คือ P กับ O ส่วนที่เหลือเป็นตัวพิมพ์เล็ก แต่ความแตกต่างดังกล่าวนี้สาธารณชนที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาต่างประเทศอาจไม่สังเกตเห็นได้ และถึงแม้สาธารณชนที่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษก็อาจไม่สังเกตเห็นความแตกต่างเช่นกัน เพราะคำดังกล่าวเป็นคำประดิษฐ์ไม่ใช่คำที่รู้จักคุ้นเคยมาก่อน เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 จึงมีความคล้ายกันในส่วนของอักษรโรมันดังกล่าว

สำหรับเสียงเรียกขานนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกว่า "เพ็ด-โต" ส่วนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค102801 จะมีเสียงเรียกขานตามอักษรโรมันดังกล่าว ซึ่งอาจเรียกว่า "เพ็ด-โต" เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทั้งนี้ การพิจารณาเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้า ไม่จำต้องเรียกขานตามที่ผู้ขอจดทะเบียนระบุคำอ่านไว้ในคำขอจดทะเบียน โดยต้องพิจารณาตามเสียงเรียกขานที่สาธารณชนซึ่งเป็นคนไทยอาจเรียกขานได้ อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ ถือว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายมีเสียงเรียกขานคล้ายกัน เมื่อเครื่องหมายการค้าดังกล่าวคล้ายกันทั้งในส่วนของรูปลักษณะและเสียงเรียกขานทั้งยังใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันคือจำพวก 31 รายการสินค้า อาหารสัตว์ โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าจึงมีมาก ถือว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ในทำนองว่ารายการสินค้าเหมือนกันเพียงรายการเดียวนั้น เห็นว่า การพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นการพิจารณารายคำขอ ไม่ต้องพิจารณาสินค้าแต่ละชนิดในรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียน เมื่อปรากฏว่ามีรายการสินค้าที่เหมือนกันแล้วก็ชอบที่จะไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดี ทั้งไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 7 วรรคสอง (3) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4607/2552
#508254
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันประดิษฐ์คำว่า ของโจทก์แม้จะไม่ปรากฏความหมายทั่วไปในพจนานุกรม แต่ปรากฏชัดตามรูปลักษณะเสียงอ่านและคำขอจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.2 ว่าเป็นการนำอักษรโรมันคำว่า "Color" และ "Plus" มารวมกันนั่นเอง แม้โจทก์จะใช้รูปแบบ (Font) ของตัวอักษรเป็นลักษณะลวดลายการเขียน ก็ไม่ทำให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำประดิษฐ์ อย่างไรก็ดีเมื่อนำอักษรโรมันดังกล่าวมารวมกันแล้ว ก็มีความหมายทั่วไปเพียงว่า "บวกสี", "เพิ่มสี" ซึ่งเห็นได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าจำพวก 25 ตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนเพื่อให้กับเครื่องหมายการค้าของตน หรือหากจะพิจารณาตามที่จำเลยให้ความหมายว่า "เพิ่มบุคลิกภาพ" แล้ว ก็เป็นเพียงคำแนะนำ (Suggestive word) เท่านั้น ยังไม่ใช่คำพรรณนา (Descriptive word) ซึ่งจะทำให้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติสินค้าโดยตรง เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำขอเลขที่ 560021 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันจะพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำขอเลขที่ 560021 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/257 ลงวันที่ 10 มกราคม 2548 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 73/2549 (ที่ถูก 673/2549) กับให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันประดิษฐ์ เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เครื่องแต่งกายต่างๆ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนให้เพราะเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 โจทก์อุทธรณ์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.7 คำว่า "Color" มีความหมายว่า " สี " และคำว่า "Plus" มีความหมายว่า "บวก"

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ โดยโจทก์มีนางสาวสุนิสา และนายสืบสิริ มาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า อักษรโรมันประดิษฐ์คำว่า เป็นคำประดิษฐ์ ไม่มีความหมายในพจนานุกรม ไม่ได้เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมาย ส่วนจำเลยมีนางสาวนิดา และนางสาวทัศไนย์ มาเบิกความเป็นพยานว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ใช่คำประดิษฐ์ เป็นการนำอักษรโรมันคำว่า "Color" และ "Plus" มารวมกันซึ่งต่างมีความหมาย และเมื่อรวมกันแล้วได้ความหมายว่า "เพิ่มบุคลิกภาพ" เมื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เครื่องแต่งกายที่ขอจดทะเบียน จึงทำให้เข้าใจได้ถึงสรรพคุณหรือการใช้งานของสินค้าว่าเมื่อสวมใส่แล้วจะช่วยเสริมบุคลิกภาพ อันเป็นการเล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันประดิษฐ์คำว่า ของโจทก์แม้จะไม่ปรากฏความหมายทั่วไปในพจนานุกรม แต่ปรากฏชัดตามรูปลักษณะ เสียงอ่านและคำขอจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.2 ว่าเป็นการนำอักษรโรมันคำว่า "Color" และ "Plus" มารวมกันนั่นเอง แม้โจทก์จะใช้รูปแบบ (Font) ของตัวอักษรเป็นลักษณะลวดลายการเขียนก็ไม่ทำให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำประดิษฐ์ อย่างไรก็ดี เมื่อนำอักษรโรมันดังกล่าวมารวมกันแล้วก็จะมีความหมายทั่วไปเพียงว่า "บวกสี, เพิ่มสี" ซึ่งเห็นได้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าจำพวก 25 ตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าของตนหรือหากจะพิจารณาตามที่จำเลยให้ความหมายว่า "เพิ่มบุคลิกภาพ" แล้ว ก็เป็นเพียงคำแนะนำ (Suggestive word) เท่านั้น ยังไม่ใช่คำพรรณนา (Descriptive word) ซึ่งจะทำให้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คัลเล่อร์พลัส แฟชั่นส์ ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
พลรัตน์ ประทุมทาน
เกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4603/2552
#503151
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับจำเลยที่ 2 มีภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญคืออักษรโรมันที่มีลักษณะประดิษฐ์ เมื่อเปรียบเทียบรูปลักษณะระหว่างเครื่องหมายการค้า ของโจทก์กับ ของจำเลยที่ 2 จะมีจำนวนอักษรเท่ากันคือ 9 ตัว กับมีตัวอักษรที่ 1, 3, 4 และ 5 เหมือนกัน อักษรตัวแรกแม้จะเหมือนกัน แต่การประดิษฐ์ลายเส้นของตัวอักษรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนอักษรตัวที่ 6 ถึง 9 นั้นแตกต่างกัน คือระหว่างอักษรโรมันคำว่า lite กับคำว่า trim และเมื่อพิจารณาโดยรวมทั้งเครื่องหมาย ซึ่งเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ยังมีรูปคนประดิษฐ์และรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นส่วนประกอบด้วย ก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าได้อย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาต่อไปถึงเสียงเรียกขานก็เห็นได้ว่ามีความเหมือนกันใน 2 พยางค์แรก แต่ต่างกันในพยางค์สุดท้าย หากเรียกทั้งสามพยางค์แล้ว เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็จะมีความแตกต่างกันและยังไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าผู้บริโภคในสังคมจะเรียกหาสินค้าของโจทก์และของจำเลยที่ 2 สั้นๆ เหมือนกันว่า "ไฮโดร" ส่วนสินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้ารวมตลอดถึงบรรจุภัณฑ์ของสินค้า แม้จะเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้าอาจเหมือนหรือคล้ายกัน คือ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ใช้กับสินค้าสิ่งที่สกัดจากพืชใช้เป็นอาหาร ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ใช้กับสินค้าอาหารเสริมที่ทำจากผลส้มแขกที่ไม่ได้ใช้ในทางการแพทย์ แต่สินค้านี้มีราคาสูง ใช้บริโภคเพื่อสุขภาพของบุคคลเชื่อว่าผู้บริโภคสินค้านี้จะศึกษาอย่างรอบคอบและระมัดระวังทั้งทำความเข้าใจอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า การที่สินค้ามีขนาดบรรจุเท่ากันหรือมีราคาเท่ากันนับเป็นเรื่องของการแข่งขันในการประกอบธุรกิจ ไม่ถึงขนาดที่จะเป็นเจตนาไม่สุจริตจงใจลอกเลียนสินค้าเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของจำเลยที่ 2 จึงไม่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

สำหรับกรณีของเครื่องหมายการค้า ของโจทก์กับ ของจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อเปรียบเทียบรูปลักษณะจะเห็นได้ว่า ยังมีความแตกต่างกันทั้งในรูปลักษณะ เสียงเรียกขาน และจำพวกสินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้าโดยเครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีอักษรโรมันจำนวน 13 ตัว และมีอักษรไทยคำว่า "ไฮโดรไลท์สลิม" กำกับอยู่ เสียงเรียกขานมี 5 พยางค์ และใช้กับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า อาหารควบคุมน้ำหนักใช้ในทางการแพทย์ ในขณะที่เครื่องหมายการค้า สินค้า อาหารควบคุมน้ำหนักใช้ในทางการแพทย์ ในขณะที่เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 มีอักษรโรมันจำนวน 9 ตัว โดยมีรูปคนประดิษฐ์และรูปสี่เหลี่ยนมผืนผ้าเป็นส่วนประกอบ เสียงเรียกขานมี 3 พยางค์ และใช้กับสินค้าจำพวก 29 รายการสินค้า อาหารเสริมที่ทำจากผลส้มแขกที่ไม่ได้ใช้ในทางการแพทย์ ความแตกต่างเหล่านี้เห็นได้ชัดเจน ทำให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของจำเลยที่ 2 ไม่คล้ายกัน สาธารณชนไม่สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 491989 ของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา ห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวหรือที่คล้ายกันอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 950/2548 และให้จำเลยที่ 2 เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 491989 กับห้ามจำเลยที่ 2 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Hydrotrim" สำหรับสินค้าของจำเลยที่ 2 ในรายการสินค้าที่อยู่ในจำพวกเดียวกับที่โจทก์จดทะเบียนไว้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มีว่า เครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 491989 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของจำเลยที่ 2 มีภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญคือ อักษรโรมันที่มีลักษณะประดิษฐ์ เมื่อเปรียบเทียบรูปลักษณะระหว่างเครื่องหมายการค้า กับ จะมีจำนวนตัวอักษรเท่ากัน คือ 9 ตัว กับมีตัวอักษรตัวที่ 1, 3, 4 และ 5 เหมือนกัน อักษรตัวแรกแม้จะเหมือนกัน แต่การประดิษฐ์ลายเส้นของตัวอักษรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะเป็นการเขียนติดต่อกันระหว่างอักษรตัวที่ 1 และตัวที่ 2 จนเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ช่วยให้จดจำได้ง่าย ขณะที่เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ตัวอักษรตัวแรกจะเป็นตัวอักษรโดดๆ ส่วนอักษรตัวที่ 2 จะติดต่อกับอักษรตัวที่ 3 ถึงที่ 5 ดังนั้น แม้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะมีตัวอักษรตัวที่ 3 ถึงที่ 5 คล้ายกัน แต่ก็อยู่กึ่งกลางของคำไม่มีลักษณะเด่นในตัวเอง อักษรตัวที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวต้นของคำจึงมีลักษณะเด่นและมีความแตกต่างกันดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ส่วนตัวอักษรตัวที่ 6 ถึงที่ 9 นั้นแตกต่างกัน คือ ระหว่างอักษรโรมันคำว่า "lite" กับคำว่า "trim" และเมื่อพิจารณาโดยรวมทั้งเครื่องหมายซึ่งเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ยังมีรูปคนประดิษฐ์และรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นส่วนประกอบด้วยก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าได้อย่างชัดเจน อนึ่ง การที่เครื่องหมายการค้ามีตัวอักษรเหมือนกันบางตัวเช่นนี้ยังไม่อาจถือได้ว่าเกิดจากการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าด้วยเจตนาไม่สุจริต เมื่อพิจารณาต่อไปถึงเสียงเรียกขานก็เห็นได้ว่ามีความเหมือนกันใน 2 พยางค์แรก แต่ต่างกันในพยางค์สุดท้าย หากเรียกทั้งสามพยางค์แล้ว เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็จะมีความแตกต่างกัน และยังไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าผู้บริโภคในสังคมจะเรียกหาสินค้าของโจทก์และจำเลยที่ 2 สั้นๆ เหมือนกันว่า "ไฮโดร" ส่วนสินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้ารวมตลอดถึงบรรจุภัณฑ์ของสินค้านั้น แม้จะเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้าอาจเหมือนหรือคล้ายกัน คือ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ใช้กับสินค้าสิ่งที่สกัดจากพืชใช้เป็นอาหาร ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ใช้กับสินค้าอาหารเสริมที่ทำจากผลส้มแขกที่ไม่ได้ใช้ในทางการแพทย์ แต่สินค้านี้มีราคาสูง ใช้บริโภคเพื่อสุขภาพของบุคคล เชื่อว่าผู้บริโภคสินค้านี้จะศึกษาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง ทั้งทำความเข้าใจอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า การที่สินค้ามีขนาดบรรจุเท่ากันหรือมีราคาเท่ากันนับเป็นเรื่องของการแข่งขันในการประกอบธุรกิจ ไม่ถึงขนาดที่จะเป็นเจตนาไม่สุจริตจงใจลอกเลียนสินค้าเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค เมื่อเป็นเช่นนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 จึงไม่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

เมื่อเปรียบเทียบรูปลักษณะระหว่างเครื่องหมายการค้า กับ จะเห็นได้ว่ายังมีความแตกต่างกันทั้งในรูปลักษณะ เสียงเรียกขาน และจำพวกสินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้า โดยเครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีอักษรโรมันจำนวน 13 ตัว โดยมีอักษรไทยคำว่า "ไฮโดรไลท์สลิม" กำกับอยู่ เสียงเรียกขานมี 5 พยางค์ และใช้กับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า อาหารควบคุมน้ำหนักใช้ในทางการแพทย์ ในขณะที่เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 มีอักษรโรมันจำนวน 9 ตัว โดยมีรูปคนประดิษฐ์และรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นส่วนประกอบ เสียงเรียกขานมี 3 พยางค์ และใช้กับสินค้าจำพวก 29 รายการ อาหารเสริมที่ทำจากผลส้มแขกที่ไม่ได้ใช้ในทางการแพทย์ ความแตกต่างเหล่านี้เห็นได้ชัดเจน ทำให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ไม่คล้ายกัน สาธารณชนไม่สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษกลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสมาพันธ์เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4602/2552
#502909
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง นั้น หลังจากฝ่ายจำเลยยื่นคำให้การแล้วโจทก์อาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องได้ ซึ่งศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต หรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังฝ่ายจำเลยก่อน คดีนี้ปรากฏว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ศาลได้บันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่เดียวกันว่า ศาลสอบแล้วทนายจำเลยทั้งห้าแถลงคัดค้านว่าประสงค์จะให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ต่อมาศาลได้บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ว่า ศาลสอบแล้ว ทนายโจทก์ยืนยันจะถอนคำฟ้อง ทนายจำเลยทั้งห้าแถลงคัดค้านเนื่องจากหากศาลอนุญาตให้ถอนคำฟ้อง ว. ซึ่งเป็นผู้มีชื่อในทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะมาฟ้องจำเลยทั้งห้าในข้อหาเดียวกันนี้อีก จึงเป็นการเอาเปรียบจำเลยทั้งห้าจากข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่า ศาลได้สอบถามจำเลยทั้งห้าแล้ว ซึ่งแม้จำเลยทั้งห้าจะคัดค้าน ศาลก็ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ การที่ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้างดใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "THREE ARROWS BRAND" หรือตราสามศรของโจทก์ และส่งมอบหีบห่อที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า ""THREE ARROWS BRAND" หรือตราสามศรคืนโจทก์ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,852,155.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,806,497.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตถอนคำฟ้อง จำเลยทั้งห้าคัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์จำนวน 40,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง นั้น หลังจากฝ่ายจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องได้ ซึ่งศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต หรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังฝ่ายจำเลยก่อน คดีนี้ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ศาลได้บันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่เดียวกันนั้นว่า ศาลสอบแล้ว ทนายจำเลยทั้งห้าแถลงคัดค้านว่า ประสงค์จะให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ต่อมาศาลได้บันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ว่าศาลสอบแล้ว ทนายโจทก์ยืนยันจะถอนคำฟ้อง ทนายจำเลยทั้งห้าแถลงคัดค้าน เนื่องจากหากศาลอนุญาตให้ถอนคำฟ้อง นายวิวัฒน์ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อในทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะมาฟ้องจำเลยทั้งห้าในข้อหาเดียวกันนี้อีก จึงเป็นการเอาเปรียบจำเลยทั้งห้า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่า ศาลได้สอบถามจำเลยทั้งห้าแล้ว ซึ่งแม้จำเลยทั้งห้าจะคัดค้าน ศาลก็ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนประเด็นที่ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ศาลได้ให้เหตุผลไว้ว่า นายวิวัฒน์ อาจยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในข้อหาเดียวกันได้ เพราะเป็นสิทธิของนายวิวัฒน์ซึ่งเป็นคนละคนกับโจทก์ ถึงแม้ศาลจะไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องคดีนี้ ก็ไม่กระทบสิทธิของนายวิวัฒน์ที่จะฟ้องจำเลยทั้งห้าในข้อหาเดียวกันนี้ได้อยู่แล้ว การไม่อนุญาตให้ถอนคำฟ้องคดีนี้มีแต่จะทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น จึงเป็นการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจโดยชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 จึงหาได้ให้จำเลยทั้งห้าเสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอช.เค.เอส. (1989) จำกัด
จำเลย — บริษัทนาวานี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4598 -ที่ 4599/2552
#502922
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้ "เสือ" เป็นเครื่องหมายการค้าซึ่ง "เสือ" เป็นสัตว์ตามธรรมชาติที่มีอยู่และพบเห็นทั่วไป ดังนั้น บุคคลต่างๆ ย่อมสามารถใช้ "เสือ" เป็นเครื่องหมายการค้าได้เช่นกัน โจทก์ไม่อาจหวงกันห้ามบุคคลอื่นที่จะใช้ "เสือ" เป็นเครื่องหมายการค้า เว้นแต่ว่าเป็นการนำ "เสือ" ในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายกันกับของโจทก์ไปใช้จนอาจทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิด เมื่อส่วนของรูป "เสือ" โจทก์ใช้ภาพวาดรูป "เสือ" เสมือนจริงในลักษณะกระโจนไปทางซ้าย ในขณะที่จำเลยใช้ภาพวาดรูป "เสือ" ในลักษณะที่เป็นการ์ตูนคล้ายคนยืน ขาหน้าซ้ายไขว้หลังส่วนขาหน้าขวาจับสิ่งของลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า จึงเห็นได้ว่า แม้จะมีแนวคิดในการใช้ "เสือ" เป็นเครื่องหมายการค้าเหมือนกัน แต่รูปลักษณะของ "เสือ" ตามที่ปรากฏต่อสายตาของสาธารณชนแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่ทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิดไปได้ ทั้งการพิจารณาว่าผู้บริโภคเกิดความสับสนหลงผิดหรือไม่นั้น ก็จะต้องพิจารณาถึงความสับสนหลงผิดในความทรงจำเกี่ยวกับ "รูปเครื่องหมายการค้า" เป็นสำคัญด้วย หาใช่ว่ารูป "เสือ" ในลักษณะที่แตกต่างกันเช่นใด ก็ถือว่าก่อให้เกิดความสับสนหลงผิดได้

สำหรับอักษรโรมันคำว่า "TIGER" นั้น เป็นคำสามัญทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรม บุคคลต่างๆ สามารถนำไปใช้ได้ตราบเท่าที่ไม่ได้ใช้ในลักษณะที่เป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยไม่ได้ใช้อักษรโรมันคำว่า "TIGERPLAST" โดยลำพัง แต่ใช้ควบคู่กับรูป "เสือ" ดังกล่าวจึงไม่ทำให้เครื่องหมายการค้าของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกันเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่มีอักษรโรมันคำว่า "TIGER" แต่อย่างใด

ในส่วนของเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยนั้นแม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจมีเสียงเรียกขานว่า "ตรา-เสือ" หรือ "ไท-เกอร์" แต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยก็อาจเรียกว่า "ไท-เกอร์-ปลาส" ได้ เพราะไม่ใช่เสียงเรียกขานที่ยากลำบากนัก อย่างไรก็ดี แม้จะมีการเรียกขานว่า "เสือ" หรือ "ไท-เกอร์" เหมือนกัน แต่เนื่องจาก "เสือ" เป็นสัตว์ตามธรรมชาติ โจทก์จะอ้างเพียงเรื่องเสียงเรียกขานคล้ายกันเพื่อห้ามบุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าไม่ได้ เมื่อพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดสินค้าเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับสินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยคำขอเลขที่ 481363 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลย ทะเบียนเลขที่ ค.38475 ค.37147 และ ค.158947 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 481363 เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.38475 ค.37147 และ ค.158947 รวมทั้งเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายดังกล่าวหรือเครื่องหมายการค้าของโจทก์

จำเลยให้การทั้งสองสำนวน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "TIGER" และรูปเสือใช้กับสินค้า ยาใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาความง่วงและอาการปวดเจ็บที่อยู่ในรูปของขี้ผึ้ง บาล์ม ในรูปครีม ในรูปยาถูนวด ในรูปเจล ในรูปของเหลว ใช้อาบ ในรูปน้ำมัน และในรูปของปลาสเตอร์ เป็นต้น จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "TIGERPLAST" และรูปเสือ ใช้กับปลาสเตอร์ยาและผ้ากอซพันแผล ต่อมาจำเลยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TIGERPLAST" และรูปเสือ ใช้กับปลาสเตอร์ยา ผ้ากอซพันแผล และปลาสเตอร์สำหรับปิดแผลที่ไม่มีโอสถผสม โจทก์คัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยกคำคัดค้าน โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ยืนยันว่า เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว เครื่องหมายการค้าของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งรูปลักษณะและเสียงเรียกขานโดยเฉพาะอักษรโรมัน คำว่า "TIGER" ในเครื่องหมายการค้าซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย สินค้าของจำเลยและโจทก์มีกลุ่มผู้บริโภคเดียวกัน ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์มีนางสาวศิริพรและนางเนตยามาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ส่วนจำเลยมีนายวีระมาเบิกความโต้แย้งคัดค้าน เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า "TIGER" และรูปเสือในลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้

ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยก็เป็นอักษรโรมันคำว่า "TIGERPLAST" และรูปเสือเช่นกัน คือ

คดีนี้โจทก์ใช้ "เสือ" เป็นเครื่องหมายการค้าซึ่ง "เสือ" เป็นสัตว์ตามธรรมชาติที่มีอยู่พบเห็นทั่วไป ดังนั้น บุคคลต่างๆ ย่อมสามารถใช้ "เสือ" เป็นเครื่องหมายการค้าได้เช่นกัน โจทก์ไม่อาจหวงกันห้ามบุคคลอื่นที่จะใช้ "เสือ" เป็นเครื่องหมายการค้า เว้นแต่ว่าเป็นการนำ "เสือ" ในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายกันกับของโจทก์ไปใช้จนอาจทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิด สำหรับปัญหานี้ในส่วนของรูป "เสือ" โจทก์ใช้ภาพวาดรูป "เสือ" เสมือนจริงในลักษณะกระโจนไปทางซ้าย ในขณะที่จำเลยใช้ภาพวาดรูป "เสือ" ในลักษณะที่เป็นการ์ตูนคล้ายคนยืนขาหน้าซ้ายไขว้หลัง ส่วนขาหน้าขวาจับสิ่งของลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าจึงเห็นได้ว่าแม้จะมีแนวคิดในการใช้ "เสือ" เป็นเครื่องหมายการค้าเหมือนกันแต่รูปลักษณะของ "เสือ" ตามที่ปรากฏต่อสายตาของสาธารณชนแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่ทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิดไปได้ ทั้งการพิจารณาว่าผู้บริโภคเกิดความสับสนหลงผิดหรือไม่ตามที่โจทก์อุทธรณ์นั้น ก็จะต้องพิจารณาถึงความสับสนหลงผิดในความทรงจำเกี่ยวกับ "รูปเครื่องหมายการค้า" เป็นสำคัญด้วย หาใช่ว่ารูป "เสือ" ในลักษณะที่แตกต่างกันเช่นใด ก็ถือว่าก่อให้เกิดความสับสนหลงผิดได้ สำหรับอักษรโรมันคำว่า "TIGER" นั้นเป็นคำสามัญทั่วไปที่มีความหมายในพจนานุกรมบุคคลต่างๆ สามารถนำไปใช้ได้ตราบเท่าที่ไม่ได้ใช้ในลักษณะที่เป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยไม่ได้ใช้อักษรโรมันคำว่า "TIGERPLAST" โดยลำพัง แต่ใช้ควบคู่กับรูป "เสือ" ดังกล่าว จึงไม่ทำให้เครื่องหมายการค้าของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่มีอักษรโรมันคำว่า "TIGER" แต่อย่างใด อนึ่ง ในส่วนของเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยนั้น แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจมีเสียงเรียกขานว่า "ตรา - เสือ" หรือ "ไท - เกอร์" ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยก็อาจเรียกว่า "ไท - เกอร์ - ปลาส" ได้ เพราะไม่ใช่เสียงเรียกขานที่ยากลำบากนัก อย่างไรก็ดี แม้จะมีการเรียกขานว่า "เสือ" หรือ "ไท - เกอร์" เหมือนกัน แต่เนื่องจาก "เสือ" เป็นสัตว์ตามธรรมชาติดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว โจทก์จะอ้างเพียงเรื่องเสียงเรียกขานคล้ายกันเพื่อห้ามบุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าไม่ได้ เมื่อพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับสินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์อื่นของโจทก์ตลอดจนคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 61 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โฮ้ว ป่า คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด
จำเลย — บริษัทฟาร์มาแคร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พลรัตน์ ประทุมทาน
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4596/2552
#502805
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 479038 มีเจตนาไม่สุจริต แต่ปรากฏว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะรับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ในการพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปนั้น ย่อมจะต้องพิจารณาจากการจำหน่ายสินค้า การใช้ หรือการโฆษณาเครื่องหมายจนเป็นที่แพร่หลายทำให้สาธารณชนทั่วไป หรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และเครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค

พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้น ส่วนใหญ่เป็นหลักฐานในปี 2545 และเป็นการโฆษณาสินค้าบนอินเทอร์เน็ต รวมถึงการออกรายการในโทรทัศน์ระบบเคเบิล ซึ่งไม่แน่ว่าสาธารณชนทั่วไป หรือแม้แต่สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับกีฬากอล์ฟในประเทศไทย หรือผู้บริโภคทั่วไปจะเข้าถึงการโฆษณาและการออกรายการดังกล่าวหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงยังไม่พอรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์คำว่า "Golf Channel" เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 506/2548 และคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 51/2546 ห้ามนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 479038

จำเลยให้การว่า คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้กระทำไปโดยสุจริต ภายในขอบเขตของกฎหมายและถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่าผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 479038 มีเจตนาไม่สุจริต และมีคำขอท้ายอุทธรณ์ขอให้ห้ามรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอนั้น เป็นกรณีที่โจทก์ได้กล่าวอ้างและมีคำขอมาในคำฟ้องแล้ว แต่คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ชี้สองสถานเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2549 และได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า "พิเคราะห์คำฟ้องคำให้การแล้วศาลจึงได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทตามความเห็นชอบของคู่ความทั้งสองฝ่ายดังนี้ คือ คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 479038 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 506/2548 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่" ซึ่งทนายโจทก์และทนายจำเลยได้ลงชื่อรับทราบข้อความนี้แล้วโดยไม่ได้โต้แย้ง ถือว่าสละประเด็นนี้แล้ว เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาก็คงวินิจฉัยแต่ประเด็นเรื่องเครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่เท่านั้น ไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นเรื่องความไม่สุจริตของผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 479038 แต่อย่างใด ทั้งเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ คือ คำคัดค้านและคำอุทธรณ์ก็กล่าวถึงเหตุผลและข้อเท็จจริง ซึ่งไม่มีเรื่องความไม่สุจริตของผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 479038 เช่นกัน คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 479038 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 506/2548 ก็ไม่มีประเด็นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะรับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าประหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า เครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่ เห็นว่าในการพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปนั้น ย่อมจะต้องพิจารณาจากการจำหน่ายสินค้า การใช้ หรือการโฆษณาเครื่องหมายจนเป็นที่แพร่หลาย ทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และเครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค สำหรับพยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้นส่วนใหญ่เป็นหลักฐานในปี 2545 และเป็นการโฆษณาสินค้าบนอินเทอร์เน็ตรวมถึงการออกรายการในโทรทัศน์ระบบเคเบิล ซึ่งไม่แน่ว่าสาธารณชนทั่วไป หรือแม้แต่สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับกีฬากอล์ฟในประเทศไทย หรือผู้บริโภคทั่วไปจะเข้าถึงการโฆษณาและการออกรายการดังกล่าวหรือไม่ สำหรับข้อมูลที่โจทก์กล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ในเรื่องจำนวนสมาชิก รายได้ และค่าโฆษณา ก็นับเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเป็นจริงหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใดในประเทศไทย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงยังไม่พอรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้า/บริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ทีจีซี อิงค์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4595/2552
#505211
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์จึงเป็นผู้มีสิทธิตามระเบียบการประมูลซื้อทรัพย์ โดยไม่ได้กล่าวอ้างเรื่องที่ผู้ร้องมอบอำนาจให้ ท. เข้าเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์แทนผู้ร้องไว้ในคำร้องแต่อย่างใด ผู้ร้องเพิ่งยกเรื่องการมอบอำนาจดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ กรณีจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 37,475,506.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 23,248,483.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเท่าที่ศาลไม่สั่งคืนแทนโจทก์ โดยจำเลยทั้งสามจะชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 12 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยทั้งสามผิดนัด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์จึงขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์รวม 47 รายการ ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 มีการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เป็นการขายครั้งที่ 10 ผู้ร้องเป็นผู้เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์ด้วยการเสนอราคาเป็นคนแรกที่ 3,100,000 บาท บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้เข้าสวมสิทธิเนคู่ความแทนโจทก์เสนอราคาเพิ่มขึ้นเป็น 3,200,000 บาท ผู้ร้องเสนอราคาเพิ่มขึ้นจนสุดท้ายเสนอที่ราคา 5,500,000 บาท บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเสนอราคาเพิ่มขึ้นเป็น 6,000,000 บาท ผู้ร้องจึงหยุดเสนอราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีถามหาผู้เสนอราคาแข่งขันเพิ่ม 3 ครั้ง ไม่มีผู้ใดเสนอราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยุติการขายที่ราคา 6,000,000 บาท และถามหาจำเลย แต่ไม่มีผู้แสดงตน เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยว่าไม่อนุมัติการขายให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแม้ว่าจะเป็นผู้เสนอราคาสูงสุด เนื่องจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเข้าร่วมประมูลโดยไม่สุจริตเพราะเคยเสนอราคาสูงสุด 37,000,000 บาท แล้วไม่ชำระเงิน จึงเป็นผู้ทิ้งทรัพย์ และสั่งให้งดการขายทอดตลาดครั้งนี้ โดยให้ขายทอดตลาดทรัพย์ครั้งต่อไปวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 ตามบันทึกการซื้อขายทรัพย์เอกสารเอกสารท้ายคำร้องอันดัง 1 และประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารท้ายคำร้องอันดับที่ 3 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับทราบและไม่คัดค้าน ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2550 ผู้ร้องได้ทราบผลคำวินิจฉัยจากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาครว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายด้วยเหตุราคาต่ำนั้นเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว ตามหนังสือคัดค้านการขายทอดตลาดเอกสารท้ายคำร้องอันดับ 2 การกระทำดังกล่าวของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ฝ่าฝืนระเบียบและไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ยกเลิกการขายทอดตลาด และมีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้ได้สิทธิในการซื้อทรัพย์ตามราคาที่ผู้ร้องเสนอเป็นรายต่อไป

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า ผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์ แต่เอกสารอันดับ 1 และอันดับ 2 ท้ายคำร้องกลับระบุชื่อนายเทพพนม เป็นผู้เข้าประมูลซื้อ ส่วนผู้ร้องเป็นเพียงผู้รับฟังเท่านั้น ผู้ร้องย่อมไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย ประกอบกับเมื่อการขายทอดตลาดทรัพย์ครั้งที่ 10 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งให้ยกเลิกไปด้วยเหตุความไม่สุจริตของผู้เข้าประมูลรายหนึ่งคือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยย่อมมีผลให้การขายทอดตลาดครั้งที่ 10 เสียไปทั้งหมด ไม่มีทางที่ผู้เข้าประมูลซื้อรายใดจะมีสิทธิหยิบยกขึ้นเป็นประโยชน์ได้อีก ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องคัดค้านการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์รายนี้ แต่เหตุที่เอกสารท้ายคำร้องอันดับ 1 และอันดับ 2 ระบุว่า นายเทพพนม เป็นผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์ ส่วนผู้ร้องเป็นเพียงพยานผู้เข้ารับฟังนั้น เป็นเพราะในวันขายทอดตลาดทรัพย์ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายเทพพนมเป็นผู้เข้าร่วมการประมูล ผู้ร้องเข้าใจว่าศาลจะเรียกไต่สวนก่อนที่จะวินิจฉัยสั่งคำร้องและเรียกใบมอบอำนาจตัวจริง จึงไม่ได้ถ่ายสำเนาไว้ พร้อมกับแนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจมาท้ายอุทธรณ์ เห็นว่า ตามคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดคดีนี้ ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์จึงเป็นผู้มีสิทธิตามระเบียบการประมูลซื้อทรัพย์ โดยไม่ได้กล่าวอ้างเรื่องที่ผู้ร้องมอบอำนาจให้นายเทพพนมเข้าเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์แทนผู้ร้องไว้ในคำร้องแต่อย่างใด ผู้ร้องเพิ่งยกเรื่องการมอบอำนาจดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ กรณีจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นายทัฬห์ จรัสธนกิจ
จำเลย — บริษํทอี ที เมดิเคิล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4593/2552
#504653
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์แม้จะเป็นคำที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรม แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นการนำคำว่า "LASER" และ "JET" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปมาผสมกัน โดยสามารถเห็นรากศัพท์เดิมจากรูปลักษณะของคำ ทั้งเมื่อออกเสียงเรียกขานคำดังกล่าวก็จะทราบคำศัพท์ดังกล่าวอย่างชัดเจนทันที คำว่า "LASERJET" จึงไม่ใช่คำประดิษฐ์ และเมื่อจะพิจารณาต่อไปว่าคำดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ กล่าวคือ เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาประกอบกับสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนซึ่งจะเห็นได้จากพยานหลักฐานของโจทก์อย่างชัดเจนว่า โจทก์มุ่งเน้นที่จะใช้เครื่องหมายการค้านี้กับเครื่องพิมพ์เป็นหลัก สินค้าเครื่องพิมพ์นี้ จากพยานหลักฐานของโจทก์ คือ เอกสารแนะนำสินค้า ระบุถึงการทำงานของเครื่องพิมพ์สีเลเซอร์เจ็ททำนองว่าเป็นการใช้แสงเลเซอร์ในการทำงาน ดังนั้น คำว่า "LASERJET" นับเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์โดยตรง

เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นเรื่องลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ไว้แล้ว โจทก์ย่อมอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ ซึ่งการนำพยานหลักฐานมาสืบแสดงต่อศาล เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 85 เรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการยื่นพยานหลักฐานเมื่อโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานตามกฎหมายแล้ว ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลสามารถหยิบยกขึ้นพิจารณาพิพากษาได้ เพราะไม่มีบทกฎหมายใดห้ามรับฟังพยานหลักฐานที่นำสืบในชั้นศาลโดยไม่ผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แม้การพิจารณาของศาลในเรื่องนี้จะมีลักษณะเป็นการทบทวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าถูกต้องหรือไม่ก็ตามแต่ประเด็นสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาก็คือ เครื่องหมายการค้าคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ควรได้รับการจดทะเบียนหรือไม่นั้นเอง ซึ่งปัญหานี้รับฟังได้จากพยานหลักฐานของโจทก์ว่าสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" มีการจำหน่ายเผยแพร่และโฆษณาในประเทศไทยเป็นเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยว่า 10 ปี นับเป็นเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่นตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 7 วรรคสาม และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ จำเลยจึงต้องดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า (1) เครื่องพิมพ์ใช้กับคอมพิวเตอร์ (2) เครื่องโทรสาร (3) เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ (4) เครื่องถ่ายเอกสาร (5) เครื่องปฏิบัติงานแบบผสมผสานซึ่งประกอบด้วยเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องโทรสารและเครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์อยู่ในเครื่องเดียวกัน และ (6) อะไหล่และชิ้นส่วนย่อยของเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งสินค้าดังกล่าวมีจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2544 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้โดยวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงโจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากโจทก์คิดค้นและใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มาโดยสุจริต คำว่า "LASERJET" ไม่มีความหมายและคำแปลตามพจนานุกรม ถือเป็นคำประดิษฐ์และมีลักษณะบ่งเฉพาะ นอกจากนี้โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาเป็นเวลายาวนานกว่า 18 ปี จนสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นที่รู้จักใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วไป ทั้งยังได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาจนสาธารณชนรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" เป็นสินค้าของโจทก์ จนเกิดความหมายที่สอง (Secondary meaning) อันพึงรับจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 464132 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 464132 ต่อไป

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้กระทำไปโดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 แล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์มาจากคำว่า "LASER" และ "JET" ผสมกันซึ่งหมายถึง "เครื่องระบบเจ็ทที่ใช้ระบบแสงเลเซอร์หรือคลื่นแสงขยายกำลัง แต่ถูกส่งออกเป็นลำแสงที่แคบ" เมื่อนำไปใช้กับสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนนับเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง โจทก์ไม่เคยยื่นหลักฐานแสดงปริมาณการจำหน่ายสินค้า การโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" จนเป็นที่แพร่หลายต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพร้อมคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ส่วนหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศต่าง ๆ ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้จำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า อักษรโรมันคำว่า "LASERJET" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า (1) เครื่องพิมพ์ใช้กับคอมพิวเตอร์ (2) เครื่องโทรสาร (3) เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ (4) เครื่องถ่ายเอกสาร (5) เครื่องปฏิบัติงานแบบผสมผสานซึ่งประกอบด้วยเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องโทรสาร และเครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์อยู่ในเครื่องเดียวกัน และ (6) อะไหล่และชิ้นส่วนย่อยของเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้น แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้ โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเองหรือไม่ โดยโจทก์มีนายธเนศและนางสาวสรียามาเบิกความในทำนองว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเอง ในขณะที่จำเลยมีนายพิทักษ์และนางสาวทัศไนย์ มาเบิกความว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเอง เห็นว่า เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์แม้จะเป็นคำที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรม แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นการนำคำว่า "LASER" และ "JET" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปมาผสมกันโดยสามารถเห็นรากศัพท์เดิมจากรูปลักษณะของคำ ทั้งเมื่อออกเสียงเรียกขานคำดังกล่าวก็จะทราบถึงศัพท์ดังกล่าวอย่างชัดเจนทันที คำว่า "LASERJET" จึงไม่ใช่คำประดิษฐ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด สำหรับคำว่า "LASER" นั้นเป็นคำย่อของคำว่า "Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation" จึงอาจมีหมายความได้ว่า "คลื่นแสงที่ขยายกำลังแต่ถูกส่งออกมาเป็นลำแสงที่แคบ" ส่วนคำว่า "JET" นั้นมีความหมายถึง "พุ่งหรือพ่นออกมาเป็นลำ" หากนำมารวมผสมเป็นกลุ่มคำแล้ว อ่านแปลว่า "แสงที่พุ่งหรือพ่นออกมาเป็นลำในลักษณะของแสงเลเซอร์" ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เมื่อจะพิจารณาต่อไปว่า คำดังกล่าวมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่กล่าวคือ เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาประกอบกับสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียน ซึ่งจะเห็นได้จากพยานหลักฐานของโจทก์อย่างชัดเจนว่า โจทก์มุ่งเน้นที่จะใช้เครื่องหมายการค้านี้กับเครื่องพิมพ์เป็นหลัก สินค้าเครื่องพิมพ์นี้ จากพยานหลักฐานของโจทก์เอง คือ เอกสารแนะนำสินค้าได้ระบุถึงการทำงานของเครื่องพิมพ์สีเลเซอร์เจ็ททำนองว่าเป็นการใช้แสงเลเซอร์ในการทำงาน ลักษณะการทำงานของสินค้าเครื่องพิมพ์ของโจทก์จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้แสงในการปฏิบัติงานโดยตรง สำหรับสินค้าอื่น ๆ ของโจทก์ก็จะมีหลักการทำงานคล้ายกัน ลักษณะการทำงานของสินค้าเหล่านี้ของโจทก์จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้แสงในการปฏิบัติงานโดยตรงเช่นกัน คำว่า "LASERJET" นับเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์โดยตรง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมามีว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้หรือไม่ ซึ่งปัญหานี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนในเบื้องต้นว่า โจทก์สามารถนำพยานหลักฐานอื่นมาสืบแสดงต่อศาลนอกเหนือจากที่นำเสนอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นเรื่องลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้นี้ไว้แล้วโจทก์ย่อมอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ ซึ่งการนำพยานหลักฐานมาสืบแสดงต่อศาล จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 85 เรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการยื่นพยานหลักฐาน เมื่อโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานตามกฎหมายแล้ว ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลสามารถหยิบยกขึ้นพิจารณษพิพากษาได้ เพราะไม่มีบทกฎหมายใดห้ามรับฟังพยานหลักฐานที่นำสืบในชั้นศาลโดยไม่ผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า อนึ่ง การพิจารณาของศาลในเรื่องนี้แม้จะมีลักษณะเป็นการทบทวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าถูกต้องหรือไม่ตามที่จำเลยแก้อุทธรณ์ แต่ประเด็นสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาก็คือ เครื่องหมายการค้าคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ควรได้รับการจดทะเบียนหรือไม่นั้นเอง ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ โจทก์มีนายธเนศ นางสาวสรียา นางสาวประอร นางสาวพจนารถและนายพงศธวัช มาเบิกความประกอบเอกสารต่างๆ ยืนยันว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้แล้ว ส่วนจำเลยมีนายพิทักษ์ และนางสาวทัศไนย์ มาเบิกความว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ เห็นว่า นายธเนศเบิกความประกอบเอกสารถึงประวัติความเป็นมาของโจทก์ โดยก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2490 มีการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" มาตั้งแต่ปี 2527 มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศต่าง ๆ กับการประชาสัมพันธ์โฆษณาแนะนำสินค้ามาโดยตลอด เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป รวมถึงหน่ายงานต่างๆ ในประเทศไทยก็รู้จักและใช้สินค้าของโจทก์ ส่วนที่เป็นพจนานุกรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อปี 2536, 2538 และ 2543 ตามลำดับ ก็แสดงให้เห็นว่า สินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" เป็นที่รู้จักนิยมแพร่หลายทั่วไป นางสาวประอร เบิกความว่า พยานรู้จักและใช้สินค้าของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2534 โดยใช้เครื่องพิมพ์รุ่น "LASERJET 3P" การใช้สินค้าของโจทก์ในปัจจุบันไม่มีบริษัทอื่นนอกจากบริษัทโจทก์ที่ใช้เครื่องพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" นางสาวพจนารถเบิกความว่า โจทก์มีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยสำหรับเครื่องพิมพ์มากว่าร้อยละ 50 ในแต่ละปีงบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องพิมพ์ของโจทก์คิดเป็นเงินประมาณ 30,000,000 บาท โดยโฆษณาตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ (Brochure) นิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายการประชาสัมพันธ์สินค้าตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศและการตกแต่งหน้าร้านกับมีเว็บไซต์ของโจทก์ซึ่งผู้ใช้ทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้าชมผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ และนายพงศธวัช เบิกความว่า พยานทำงานอยู่ที่บริษัทฮิวเลตต์ - แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของโจทก์ พยานมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับสินค้าเครื่องพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า"LASERJET" โดยตรง มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าเครื่องพิมพ์ดังกล่าวของโจทก์ในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 15 ปี โจทก์มีผู้ค้าส่งสินค้าเครื่องพิมพ์ของโจทก์เป็นผู้ค้าส่งรายใหญ่จำนวน 4 ราย ซึ่งผู้ค้าส่งดังกล่าวได้จำหน่ายสินค้าของโจทก์ให้แก่ผู้ค้ารายย่อยซึ่งมีจำนวนนับพันรายทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีผู้จำหน่ายสินค้าซึ่งสั่งซื้อสินค้าจากผู้ค้ารายย่อยไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่งเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคสินค้าเครื่องพิมพ์ดังกล่าวของโจทก์จึงมีการใช้งานอยู่ทั่วไปในประเทศไทย รายได้จากการจำหน่ายสินค้าเครื่องพิมพ์ดังกล่าวของโจทก์ในประเทศไทยในปี 2543 เป็นจำนวนเงิน 830 ล้านบาท ในปี 2544 เป็นจำนวนเงิน 810 ล้านบาท ในปี 2545 เป็นจำนวนเงิน 970 ล้านบาท และในปี 2546 เป็นจำนวนเงิน 1,000 ล้านบาท คิดเป็นเครื่องพิมพ์จำนวนประมาณ 35,000 เครื่อง 36,000 เครื่อง 53,000 เครื่องและ 63,000 เครื่อง ตามลำดับ หากพิจารณาเฉพาะเครื่องพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" จะพบว่า ยอดจำหน่ายทั้งในส่วนของตัวสินค้าและรายได้จากสินค้ามีจำนวนที่สูงมาก ส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าของโจทก์มีมากกว่าร้อยละ 50 ในท้องตลาดไม่มีผู้ผลิตอุปกรณ์การพิมพ์ชั้นนำรายใดที่ใช้เครื่องหมายการค้า "LASERJET" เช่นเดียวกับโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ในขณะที่พยานหลักฐานของจำเลยเท่าที่นำสืบมานั้นไม่ได้นำสืบโต้แย้งถึงข้อที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" กับสินค้าของโจทก์ดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดียิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลย และรับฟังว่า สินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" มีการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณาในประเทศไทยเป็นเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 10 ปี นับเป็นเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องรู้จักและเข้าใจว่า สินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/17233 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 31/2546 กับให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "LASERJET" ของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 464132 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 85
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฮิวเล็ท - แพคการ์ด คำปะนี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4590/2552
#494017
เปิดฉบับเต็ม

การแสดงหรือบันทึกการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนการใช้บังคับของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ไม่ได้รับความคุ้มครอง การที่โจทก์รับจ้างขับร้องเพลงโดยบันทึกเสียงในห้องบันทึกระหว่างปี 2496 - 2510 ไม่ว่าจะมีสิทธิของนักแสดงหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่อยู่ภายในขอบเขตการคุ้มครองของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 44, 45, 49, 50, 52, 53, 69, 74, 76, 78, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิของนักแสดง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ จำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า การแสดงหรือบันทึกการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนการใช้บังคับของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 78 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หรือไม่ ในปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยว่าสิทธิของนักแสดงที่เกิดขึ้นก่อนการใช้บังคับของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 78 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่าสิทธิของนักแสดงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว เห็นว่า มาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นบทเฉพาะกาลที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ และไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 แต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงให้ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเห็นได้ว่า มาตรา 78 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่สิทธิของนักแสดงเป็นสิทธิข้างเคียง (Related Rights หรือ Neighboring Rights) ของลิขสิทธิ์ แม้จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์เช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่สิทธิอย่างเดียวกันกับลิขสิทธิ์ นอกจากนี้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ยังได้บัญญัติแยกลิขสิทธิ์ไว้ในหมวด 1 และสิทธิของนักแสดงไว้ในหมวด 2 ทั้งเมื่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ประสงค์ให้ใช้บังคับบทบัญญัติใดแก่ทั้งลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดงก็จะบัญญัติไว้ชัดเจน เช่น มาตรา 61 ในหมวด 5 ว่าด้วยลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดงระหว่างประเทศและมาตรา 62 - 66 ในหมวด 6 ว่าด้วยคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง นอกจากนี้ในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิของนักแสดง ก็มีบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับประเภทของสิทธิของนักแสดง เงื่อนไขแห่งการได้มาซึ่งสิทธิ อายุแห่งการคุ้มครอง การโอนสิทธิ การละเมิดสิทธิของนักแสดง และข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิตามมาตรา 44 ถึงมาตรา 52 แม้กฎหมายจะบัญญัติให้นำบทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์มาใช้บังคับแก่สิทธิของนักแสดงโดยอนุโลมตามมาตรา 53 ก็ตาม ฉะนั้น การแสดงหรือบันทึกการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนการใช้บังคับของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง การที่โจทก์รับจ้างขับร้องเพลงโดยบันทึกเสียงในห้องบันทึกระหว่างปี 2496 - 2510 ไม่ว่าจะมีสิทธิของนักแสดงหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่อยู่ภายในขอบเขตการคุ้มครองของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเทพ วงศ์กำแหง
จำเลย — บริษัทบางกอกคาสเสท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4590/2552
#501841
เปิดฉบับเต็ม

การแสดงหรือบันทึกการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนการใช้บังคับพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ไม่อยู่ภายในขอบเขตการคุ้มครองของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 78 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนักแสดงโดยเป็นนักร้อง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อประมาณ ปี 2495-2500 และปี 2503-2510 โจทก์ร้องเพลงเพื่อใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์และบันทึกลงแผ่นเสียงจำนวนหลายร้อยเพลง ณ ห้องบันทึกเสียงของจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 จัดทำสิ่งบันทึกเสียงต้นฉบับ (มาสเตอร์) แล้วเก็บไว้ใช้บันทึกลงแผ่นเสียง เสียงร้องเพลงต่าง ๆ ที่โจทก์บันทึกเสียงลงต้นฉบับดังกล่าวจึงเป็นสิทธิของนักแสดงของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวตามกฎหมาย ต่อมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดในเดือนกรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิของนักแสดงของโจทก์ต่างกรรมต่างวาระกันคือ จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 มอบต้นฉบับเสียงร้องเพลงของโจทก์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อประโยชน์ร่วมกันของจำเลยทั้งห้า โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนานำต้นฉบับสิ่งบันทึกเสียงร้องเพลงของโจทก์ไปทำซ้ำเพื่อบันทึกขึ้นใหม่ลงในสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) และแผ่นซีดีเพลง (คอมแพคดิสก์) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ เพื่อนำออกขาย เสนอขาย แก่บุคคลทั่วไป และเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อค้าหากำไรและจำหน่ายตามสาขาต่าง ๆ ของจำเลยที่ 3 ในเขตกรุงเทพมหานครโดยจำเลยทั้งห้ารู้อยู่แล้วว่างานดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดสิทธิของนักแสดงของโจทก์และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 44, 45, 49, 50, 52, 53, 69, 74, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิของนักแสดง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ จำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่โจทก์และจำเลยทั้งห้านำสืบรับและไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ระหว่างปี 2496-2510 โจทก์รับจ้างขับร้องเพลงไทยสากลหลายพันเพลงโดยส่วนใหญ่จะทำการบันทึกเสียงในห้องบันทึกเสียงของจำเลยที่ 3 เพื่อทำแผ่นเสียง และทำเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ การบันทึกเสียงจะทำเป็นมาสเตอร์เทปก่อน แล้วจึงนำไปผลิตแผ่นเสียง ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 แต่งตั้งมอบอำนาจให้นายสุรพล ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เช่าหรือใช้สิทธิในลิขสิทธิ์เพลงไปผลิตแผ่นซีดีเพลงที่มีเสียงขับร้องของโจทก์และเสียงดนตรีตามต้นฉบับเดิมที่บันทึกเสียงลงมาสเตอร์เทปดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ตามแผ่นซีดีเพลงวัตถุพยานหมาย วจ.3 และ วจ.4 แล้วจำเลยที่ 1 นำแผ่นซีดีเพลงออกขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อหากำไรทางการค้า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าการแสดงหรือบันทึกการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนการใช้บังคับของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 78 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หรือไม่ ในปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยว่า สิทธิของนักแสดงที่เกิดขึ้นก่อนการใช้บังคับของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 78 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่าสิทธิของนักแสดงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว เห็นว่า มาตรา 78 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นบทเฉพาะกาลที่บัญญัติขึ้นเพื่อให้ควมคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานที่ได้จัดทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ใช้บังคับ และไม่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมพุทธศักราช 2474 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 แต่เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงให้ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเห็นได้ว่า มาตรา 78 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่สิทธิของนักแสดงเป็นสิทธิข้างเคียง (Related Rights หรือ Neighboring Rights) ของลิขสิทธิ์ แม้จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์เช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่สิทธิอย่างเดียวกันกับลิขสิทธิ์ นอกจากนี้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ยังได้บัญญัติแยกลิขสิทธิ์ไว้ในหมวด 1 และสิทธิของนักแสดงไว้ในหมวด 2 ทั้งเมื่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ประสงค์ให้ใช้บังคับบทบัญญัติใดแก่ทั้งลิขสิทธิ์ของนักแสดงก็จะบัญญัติไว้ชัดเจน เช่น มาตรา 61 ในหมวด 5 ว่าด้วยลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดงระหว่างประเทศและมาตรา 62-66 ในหมวด 6 ว่าด้วยคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง นอกจากนี้ในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิของนักแสดง ก็มีบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับประเภทของสิทธิของนักแสดง เงื่อนไขแห่งการได้มาซึ่งสิทธิ อายุแห่งการคุ้มครอง การโอนสิทธิ การละเมิดสิทธิของนักแสดง และข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิตามมาตรา 44 ถึงมาตรา 52 แม้กฎหมายจะบัญญัติให้นำบทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์มาใช้บังคับแก่สิทธิของนักแสดงโดยอนุโลมตามมาตรา 53 ก็ตาม ฉะนั้น การแสดงหรือบันทึกการแสดงของนักแสดงที่ได้จัดทำขึ้นก่อนการใช้บังคับของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง การที่โจทก์รับจ้างขับร้องเพลงโดยบันทึกเสียงในห้องบันทึกระหว่างปี 2496-2510 ไม่ว่าจะมีสิทธิของนักแสดงหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่อยู่ภายในขอบเขตการคุ้มครองของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียวในงานเพลงและสิ่งบันทึกเสียง (มาสเตอร์เทป) พิพาท โจทก์ไม่มีลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียง (มาสเตอร์) ซึ่งบันทึกเสียงโจทก์และเก็บไว้ที่จำเลยที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของนักแสดงของโจทก์ ไม่ใช่ละเมิดลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียง (มาสเตอร์เทป) และไม่ใช่กรณีพิพาทกันในเรื่องลิขสิทธิ์ในงานเพลงและสิ่งบันทึกเสียง (มาสเตอร์เทป) ที่เก็บไว้ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเทพ วงศ์กำแหง
จำเลย — บริษัทบางกอกคาสเสท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
พลรัตน์ ประทุมทาน
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา