คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5378/2549
#269063
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ มาตรา 35 ข้อมูลที่นำไปเปิดเผยอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้ คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า ส่วนองค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคแรก คือผู้กระทำที่เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้กระทำได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ ซึ่งผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการเท่านั้น สำหรับองค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคสอง คือผู้กระทำที่ได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากผู้ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ โดยได้มาหรือล่วงรู้เนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวน หรือการพิจารณาคดีแล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลโรงงานของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของและผู้ควบคุมความลับทางการค้าเกี่ยวกับกิจการผลิตน้ำหมักสมุนไพรไวน์พลูคาว ตรา โพรแลค (PROLAC) และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 5 จำเลยทั้งห้าร่วมกันเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิตน้ำหมักสมุนไพรไวน์พลูคาว ตรา โพรแลค (PROLAC) โดยร่วมกันนำสูตรดังกล่าวผลิตและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ข้อมูลที่นำไปเปิดเผยเป็นความลับทางการค้า มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า ประกอบกับจำเลยทั้งห้ามิใช่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ ซึ่งหมายถึง พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งอันเป็นองค์ประกอบความผิดในมาตรา 35 คดีโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองมีว่า คดีโจทก์ทั้งสองมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดเปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้าอันเป็นข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งตนได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องระวางโทษ... เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการ หรือเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี และวรรคสองบัญญัติว่า ผู้ใดได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงจากบุคคลตามวรรคหนึ่งเนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี แล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน มีความหมายว่า ข้อมูลที่นำไปเปิดเผยอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้ คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า ส่วนองค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคแรก คือ ผู้กระทำที่เปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้าจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้กระทำได้มาหรือล่วงรู้เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ซึ่งผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น สำหรับองค์ประกอบความผิดในส่วนของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 35 วรรคสอง คือผู้กระทำที่ได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 โดยได้มาหรือล่วงรู้เนื่องในการปฏิบัติราชการหรือการสอบสวน หรือการพิจารณาคดีแล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลโรงงานของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของและผู้ควบคุมความลับทางการค้าเกี่ยวกับกิจการผลิตน้ำหมักสมุนไพรไวน์พลูคาว ตรา โพรแลค (PROLAC) และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 5 จำเลยทั้งห้าร่วมกันเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลิตน้ำหมักสมุนไพรไวน์พลูคาว ตรา โพรแลค (PROLAC) โดยการร่วมกันนำสูตรดังกล่าวผลิตและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ข้อมูลที่นำไปเปิดเผยเป็นความลับทางการค้า มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของผู้ควบคุมความลับทางการค้า ประกอบกับจำเลยทั้งห้ามิใช่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ซึ่งหมายถึง พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นความลับจากพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งอันเป็นองค์ประกอบความผิดในมาตรา 35 คดีโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 35 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ กับพวก
จำเลย — นายอุดม รินคำหรือนายไตรศักดิ์ ฐิติเจริญพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5377/2549
#269061
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอ เนื่องจากเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยแล้ว และโจทก์เห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์อาจฟ้องต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ ซึ่งการใช้สิทธิทางศาลในกรณีเช่นนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ หรือในกฎหมายอื่นใดบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยถือว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 38 วรรคสอง และมาตรา 39 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ระงับหรือเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ประกาศโฆษณาและรับจดทะเบียนคำขอเลขที่ 507313 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 504762 ของโจทก์ และมีคำสั่งให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 504762 ของโจทก์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ โดยฟ้องคดีต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแล้ว คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเป็นที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 504762 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอ เนื่องจากเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นตามคำขอเลขที่ 507313 โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เห็นว่า กรณีนี้เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยแล้ว และโจทก์เห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์อาจฟ้องต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ ซึ่งการใช้สิทธิทางศาลในกรณีเช่นนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือในกฎหมายอื่นใดบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยถือว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 38 วรรคสอง และมาตรา 39 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 38 วรรคสอง ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5371/2549
#267116
เปิดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์ของการวางเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างที่ถึงแก่ความตายจะได้รับเงินจำนวนที่มีสิทธินั้น เงินที่นายจ้างนำไปวางจึงยังไม่ตกเป็นของลูกจ้าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างในส่วนที่เกี่ยวกับพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 แต่ศาลแรงงานกลางก็พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ยักยอกไป จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในหนี้เงินที่จำเลยที่ 2 ยักยอกไป โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามกฎหมาย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางงดการจ่ายเงินที่โจทก์ได้วางศาลไว้ก่อนฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม เป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งให้จ่ายเงินที่โจทก์วางไว้ดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสี่ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์และเพื่อบังคับตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์อันเป็นการร้องขอตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 58 ซึ่งโจทก์สามารถกระทำได้และกรณีสมควรมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 05/2545 ของจำเลยที่ 1 ที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างจำนวน 8,000 บาท และคืนเงินประกันการทำงานจำนวน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 11,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 และบังคับให้จำเลยที่ 2 คืนเงินที่ยักยอกไปจำนวน 91,481.77 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 77,281.25 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำร้องว่าก่อนฟ้องโจทก์วางเงินจำนวน 11,000 บาท ต่อศาลตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แต่เนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 77,281.25 บาท จึงขอให้ศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งงดการจ่ายเงินในส่วนที่โจทก์วางไว้ต่อศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 58

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างและเงินประกันคืนแก่จำเลยที่ 2 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปดำเนินการบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 2 ต่างหาก จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งงดการจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำร้องของโจทก์ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ 05/2545 สั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างจำนวน 8,000 บาท และคืนเงินประกันการทำงานจำนวน 3,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 11,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ยักยอกเงินโจทก์และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 คืนเงินที่ยักยอก ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างและคืนเงินประกันการทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินที่ยักยอกไปจำนวน 77,281.25 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินจำนวน 11,000 บาท ตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำมาวางศาลก่อนฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม โจทก์จะขอให้งดการจ่ายไว้เนื่องจากศาลแรงงานกลางได้พิพากษาในคดีนี้ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวนถึง 77,281.25 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนเงินที่วางไว้ได้หรือไม่ เห็นว่าวัตถุประสงค์ของการวางเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงิน ลูกจ้างหรือทายาทโดยชอบธรรมของลูกจ้างที่ถึงแก่ความตายจะได้รับเงินตามจำนวนที่มีสิทธินั้น เงินที่นายจ้างนำไปวางจึงยังไม่ตกเป็นของลูกจ้าง สำหรับกรณีนี้แม้จะยุติว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่ศาลแรงงานกลางก็พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ยักยอกไป จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในหนี้เงินที่จำเลยที่ 2 ยักยอกไป โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามกฎหมาย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางงดการจ่ายเงินที่โจทก์ได้วางศาลไว้ก่อนฟ้องคดีนั้น เป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งให้จ่ายเงินที่โจทก์วางไว้ต่อศาลดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสี่ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์และเพื่อบังคับตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ดังกล่าว เป็นการร้องขอตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 58 ซึ่งโจทก์สามารถกระทำได้และกรณีสมควรมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้งดการจ่ายเงินส่วนที่โจทก์วางต่อศาลแรงงานกลางก่อนฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ไว้ก่อน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 58 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามอินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด
จำเลย — นายชัยยุทธ เต็มหิรัญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5371/2549
#267189
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างจำนวน 8,000 บาท และคืนเงินประกันการทำงานจำนวน 3,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 11,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ยักยอกเงินโจทก์ และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 คืนเงินที่ยักยอก ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินที่ยักยอกไปจำนวน 77,281.25 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้งดการจ่ายเงินที่โจทก์นำมาวางศาลก่อนฟ้องคดีให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนี้เห็นว่า วัตถุประสงค์ของการวางเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงิน ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างที่ถึงแก่ความตายจะได้รับเงินตามจำนวนที่มีสิทธินั้น เงินที่นายจ้างนำไปวางจึงยังไม่ตกเป็นของลูกจ้าง สำหรับกรณีนี้แม้จะยุติว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่ศาลแรงงานกลางก็พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ยักยอกไป จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในหนี้เงินที่จำเลยที่ 2 ยักยอกไป โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามกฎหมาย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางงดการจ่ายเงินที่โจทก์ได้วางศาลไว้ก่อนฟ้องคดีนั้นเป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งให้จ่ายเงินที่โจทก์วางไว้ต่อศาลดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสี่ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์และเพื่อบังคับตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ดังกล่าว เป็นการร้องขอตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 58 ซึ่งโจทก์สามารถกระทำได้และกรณีสมควรมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาต่อไป โดยให้งดการจ่ายเงินส่วนที่โจทก์วางต่อศาลแรงงานกลางก่อนฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 05/2545 ของจำเลยที่ 1 ที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างจำนวน 8,000 บาท และคืนเงินประกันการทำงานจำนวน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 11,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 และบังคับให้จำเลยที่ 2 คืนเงินที่ยักยอกไปจำนวน 91,481.77 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 77,281.25 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำร้องว่าก่อนฟ้องโจทก์วางเงินจำนวน 11,000 บาท ต่อศาลตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แต่เนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 77,281.25 บาท จึงขอให้ศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งงดการจ่ายเงินในส่วนที่โจทก์วางไว้ต่อศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 58

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างและเงินประกันคืนแก่จำเลยที่ 2 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปดำเนินการบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 2 ต่างหาก จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งงดการจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำร้องของโจทก์ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ 05/2545 สั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างจำนวน 8,000 บาท และคืนเงินประกันการทำงานจำนวน 3,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 11,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ยักยอกเงินโจทก์ และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 คืนเงินที่ยักยอก ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างและคืนเงินประกันการทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินที่ยักยอกไปจำนวน 77,281.25 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินจำนวน 11,000 บาท ตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำมาวางศาลก่อนฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม โจทก์จะขอให้งดการจ่ายไว้เนื่องจากศาลแรงงานกลางได้พิพากษาในคดีนี้ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวนถึง 77,281.25 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนเงินที่วางไว้ได้หรือไม่ เห็นว่า วัตถุประสงค์ของการวางเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงิน ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างที่ถึงแก่ความตายจะได้รับเงินตามจำนวนที่มีสิทธินั้น เงินที่นายจ้างนำไปวางจึงยังไม่ตกเป็นของลูกจ้าง สำหรับกรณีนี้แม้จะยุติว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่ศาลแรงงานกลางก็พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ยักยอกไป จำเลยที่ 2 จึงอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในหนี้เงินที่จำเลยที่ 2 ยักยอกไป โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามกฎหมาย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางงดการจ่ายเงินที่โจทก์ได้วางศาลไว้ก่อนฟ้องคดีนั้นเป็นกรณีที่โจทก์ร้องขอก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งให้จ่ายเงินที่โจทก์วางไว้ต่อศาลดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสี่ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์และเพื่อบังคับตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ดังกล่าว เป็นการร้องขอตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 58 ซึ่งโจทก์สามารถกระทำได้และกรณีสมควรมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้งดการจ่ายเงินส่วนที่โจทก์วางต่อศาลแรงงานกลางก่อนฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ไว้ก่อน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคสาม ม. 125 วรรคสี่
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามอินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด
จำเลย — นายชัยยุทธ เต็มหิรัญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพิชยนต์ นิพาสพงษ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5370/2549
#266831
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้นั้นเนื่องมาจากลูกหนี้ที่ 1 ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันผลงานและหนังสือค้ำประกันเงินเบิกล่วงหน้าของบริษัท ฮ. ต่อบริษัท ก. ต่อมาเจ้าหนี้ถูกบริษัท ก. ฟ้องเป็นคดีแพ่งและศาลมีคำพิพากษาให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าวรับผิดต่อบริษัท ก. ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่บริษัท ก. แล้วจึงมายื่นขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ ดังนั้นการที่ลูกหนี้ที่ 1 ขอให้เจ้าหนี้ค้ำประกันผลงานและค้ำประกันเงินเบิกล่วงหน้าของบริษัท ฮ. ต่อบริษัท ก. โดยลูกหนี้ที่ 1 รับรองกับเจ้าหนี้ผู้ค้ำประกันว่าถ้าเจ้าหนี้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอย่างใด ๆ ในการค้ำประกันนั้น ลูกหนี้ที่ 1 จะใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าหนี้ผู้ค้ำประกันทั้งสิ้น การรับรองเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นสัญญาค้ำประกันแต่ถือได้ว่าเป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่มีผลบังคับได้ในระหว่างเจ้าหนี้ผู้ค้ำประกันกับลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกัน เมื่อเจ้าหนี้ต้องเสียหายโดยชำระหนี้แทนบุคคลที่ตนค้ำประกันไปตามคำพิพากษาของศาล เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 1 ใช้เงินนั้นได้ตามสัญญา เมื่อต่อมาปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงนำหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ หนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและไม่ต้องห้ามที่จะขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2545

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาระค้ำประกันจากการที่เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันตามคำขอของลูกหนี้ที่ 1 และเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้แทนบุคคลที่ตนค้ำประกันไปตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันคงค้าง เป็นเงินจำนวน 6,939,385.59 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีชื่อไม่ตรงกับชื่อของลูกหนี้ที่ 1 ในคดีนี้จึงมิใช่บุคคลคนเดียวกัน ลูกหนี้ที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ตามคำพิพากษา เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า บริษัทเฮลเปอร์กรุ๊ป จำกัด ลูกหนี้ที่ 1 ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันให้รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 ลูกหนี้ที่ 1 ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันผลงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโครงการพีดีไอต่อบริษัทยูไนเต็ดโอโตเซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด วงเงิน 3,460,000 บาท ฉบับที่สองเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 ลูกหนี้ที่ 1 ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันผลงานตามสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลกรุงสยาม งวดที่ 17 ถึงที่ 29 ต่อบริษัทโรงพยาบาลกรุงสยาม จำกัด วงเงิน 992,276.66 บาท และฉบับที่สามเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 ลูกหนี้ที่ 1 ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันเงินเบิกล่วงหน้า ตามสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลกรุงสยามต่อบริษัทโรงพยาบาลกรุงสยาม จำกัด วงเงิน 6,159,975.25 บาท ต่อมาเจ้าหนี้ถูกฟ้องต่อศาลแพ่งธนบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ 4910/2543 หมายเลขแดงที่ 6532/2544 ระหว่าง บริษัทโรงพยาบาลกรุงสยาม จำกัด โจทก์ บริษัทเฮลเปอร์ คอนสตรัคชั่นแอนด์ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่ 1 ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ที่ 2 จำเลย ซึ่งศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งดังกล่าวร่วมรับผิดต่อโจทก์รวมต้นเงิน ดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียม รวมเป็นเงิน 5,982,857.29 บาท ภายหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 เจ้าหนี้ได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่บริษัทโรงพยาบาลกรุงสยาม จำกัด แล้วจึงมายื่นขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ ดังนั้น การที่ลูกหนี้ที่ 1 ขอให้เจ้าหนี้ค้ำประกันผลงานและค้ำประกันเงินเบิกล่วงหน้าของบริษัทเฮลเปอร์ คอนสตรัคชั่นแอนด์ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ต่อบริษัทโรงพยาบาลกรุงสยาม จำกัด โดยลูกหนี้ที่ 1 รับรองกับเจ้าหนี้ผู้ค้ำประกันว่าถ้าเจ้าหนี้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอย่างใด ๆ ในการค้ำประกันนั้น ลูกหนี้ที่ 1 จะใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าหนี้ผู้ค้ำประกันทั้งสิ้น การรับรองเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่มีผลบังคับได้ในระหว่างเจ้าหนี้ผู้ค้ำประกันกับลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกัน เมื่อเจ้าหนี้ต้องเสียหายโดยชำระหนี้แทนบุคคลที่ตนค้ำประกันไปตามคำพิพากษาของศาล เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 1 ใช้เงินนั้นได้ตามสัญญา เมื่อต่อมาปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงนำหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ หนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและไม่ต้องห้ามที่จะขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 6,335,975.03 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (3), 130 (7) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์แม๊กซ์ จำกัด
เจ้าหนี้ — ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเฮลเปอร์กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5369/2549
#266807
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อจาก บ. โดยมีโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญาไว้แก่โจทก์อีกว่า หากโจทก์ต้องชำระหนี้แก่ บ. แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะชำระหนี้แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปรากฏว่าในวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาไว้แก่โจทก์นั้น มูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์อาจถูก บ. เรียกร้องให้ชำระหนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ บ. ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขในสัญญาค้ำประกัน โจทก์จึงเป็นผู้ที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามสัญญารับจะชำระหนี้ในเวลาภายหน้าได้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาด โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91, 94 และ 101 แต่ บ. ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา 101 วรรคหนึ่งตอนท้าย แต่การที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ บ. ภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดมีผลให้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของ บ. ไปใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 โจทก์จะนำหนี้ที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดมาฟ้องให้จำเลยดังกล่าวล้มละลายซ้ำอีกคดีหนึ่งหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตาย ขอให้มีคำสั่งให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

ระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเรียกทายาทจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 คำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง และคำสั่งรับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนไว้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญารับจะชำระหนี้ที่เกิดจากการที่โจทก์ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปรากฏว่าในวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญารับจะชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์นั้น มูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์อาจถูกเรียกร้องจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ชำระหนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาค้ำประกัน โจทก์จึงเป็นผู้ที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามสัญญารับจะชำระหนี้ในเวลาภายหน้าได้ เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91, 94 และ 101 แต่ปรากฏว่าบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา 101 วรรคหนึ่งตอนท้าย แต่การที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไปย่อมมีผลให้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้รายดังกล่าวไปใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 โจทก์จะนำหนี้ที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดมาฟ้องให้จำเลยดังกล่าวล้มละลายซ้ำอีกคดีหนึ่งหาได้ไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 ม. 693
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 94 ม. 101
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
จำเลย — บริษัทนิวพริตตี้ออกัส (1988) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสุชาดา พรพิพัฒน์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5369/2549
#267309
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อจาก บ. โดยมีโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญาไว้แก่โจทก์อีกว่า หากโจทก์ต้องชำระหนี้แก่ บ. แทนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะชำระหนี้แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาไว้แก่โจทก์นั้นมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์อาจถูก บ. เรียกร้องให้ชำระหนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้ที่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามสัญญารับจะชำระหนี้ในเวลาภายหน้าได้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดโจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91, 94 และ 101 ปรากฏว่า บ. ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 101 วรรคหนึ่งตอนท้าย แต่การที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ บ. ภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดและปลดจากล้มละลายแล้วมีผลให้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของ บ. ไปใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ตามป.พ.พ. มาตรา 229 โจทก์จึงไม่อาจนำหนี้ที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดมาฟ้องให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ล้มละลายซ้ำอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ.2534 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภารธุระอุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ.2534 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 มีหนังสือขอให้โจทก์ค้ำประกันสินเชื่อโครงการของจำเลยที่ 1 ที่ได้สินเชื่อจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยตกลงผูกพันตนตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการค้ำประกันสินเชื่อของโจทก์และจัดให้มีบุคคลมาค้ำประกันการชำระหนี้ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแทนจำเลยที่ 1 ไป ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2539 โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไม่เกิน 1,807,000 บาท รวมทั้งดอกเบี้ยวันที่คดีถึงที่สุดหลังจากนั้นโจทก์ได้ออกหนังสือค้ำประกันฉบับใหม่แทนฉบับเดิมอีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 และวันที่ 1 ตุลาคม 2543 หนังสือค้ำประกันฉบับใหม่มีเงื่อนไขว่าโจทก์จะจ่ายค่าประกันชดเชยต่อเมื่อบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ฟ้องจำเลยที่1 จนคดีถึงที่สุด มีการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่เป็นหลักประกันและทรัพย์สินที่เป็นของผู้ค้ำประกันเสร็จสิ้นแล้ว การที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไม่ว่าด้วยเหตุใดจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องชำระแทนจำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทันทีตามจำนวนที่จ่ายไปพร้อมดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 เบิกใช้สินเชื่อแล้วไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลแพ่ง และศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ง. 295/2545 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 25,236,446.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราตามประกาศธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินให้กู้แบบไม่มีระยะเวลา (เอ็มโออาร์) บวกร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 50237, 50238 และ 11160 ตำบลบางโคล่ (บางขวาง) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานครและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท เมื่อคดีถึงที่สุดบรรษัทเงินอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์จ่ายค่าประกันชดเชยแทนจำเลยที่ 1 และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้รับเงินจากโจทก์แล้วเป็นต้นเงินตามวงเงินที่ค้ำประกัน 1,807,000 บาท ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ยื่นคำขอรับเงิน 1,275,578.01 บาท รวมเป็นเงิน 3,082,578.01 บาท โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิในการใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสี่ให้ชำระหนี้ และมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ จำนวน 3,082,578.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินจนถึงวันฟ้อง 172,579.02 บาท รวมเป็นเงิน 3,255,057.03 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสี่ให้ชำระหนี้ 3 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับหนังสือไว้แล้วแต่เพิกเฉย ส่วนจำเลยที่ 1 ส่งหนังสือให้ไม่ได้ โดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์แจ้งว่าไม่มารับภายในกำหนด จำเลยทั้งสี่ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตาย ขอให้มีคำสั่งให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

ระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเรียกทายาทจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 คำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง และคำสั่งรับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีอำนาจนำหนี้ตามสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นบุคคลล้มละลายเพราะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 มูลหนี้ที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกิดขึ้นตั้งแต่วันดังกล่าว ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2545 ในคดีหมายเลขแดงที่ 880/2545 และวันที่ 25 กันยายน 2545 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1613/2545 ตามลำดับ โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91, 94 และ 101 แต่โจทก์ละเลยไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้จนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุคคลล้มละลาย นอกจากนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ไปให้การเกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดถูกยึดและอายัดนำออกขายทอดตลาดจนหมดสิ้นแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอปลดจากล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ปลดจากล้มละลายโดยมีเงื่อนไขเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 มีผลให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ แม้โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือคำสั่งปลดจากล้มละลายก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธินำมูลหนี้มาฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 โจทก์ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนลงวันที่ 13 กันยายน 2539 ไว้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยวงเงิน 1,807,000 บาท รวมทั้งดอกเบี้ยถึงวันที่คดีถึงที่สุด หลังจากนั้น โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันฉบับใหม่แทนหนังสือค้ำประกันฉบับเดิมอีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 และวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.8 จ.9 และ จ.10 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญารับจะชำระหนี้เกิดจากการที่โจทก์ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไว้แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 วันที่ 27 สิงหาคม 2545 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ง.295/2545 ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนดังกล่าวและจำเลยที่ 3 ที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 25,236,446.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโจทก์ในคดีดังกล่าว คดีถึงที่สุด ตามเอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขอรับเงินตามหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 จากโจทก์และได้รับเงินจากโจทก์เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2546 เป็นต้นเงิน 1,807,000 บาท ดอกเบี้ย 1,275,578.01 บาท รวมเป็นเงิน 3,082,578.01 บาท ตามเอกสารหมาย จ.18 ถึง จ.21 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2545 และวันที่ 25 กันยายน 2545 ตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.6 โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า โจทก์นำหนี้ที่ชำระให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ล้มละลายคดีนี้ได้หรือไม่ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ไว้แก่โจทก์สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำนวน 15,000,000 บาท เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปแล้ว โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และโจทก์ ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่บรรษัทดังกล่าว ในส่วนของโจทก์ได้ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันไว้เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยในกรณีที่โจทก์ถูกเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันข้างต้น ที่มาแห่งมูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเกิดจากการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ซึงมีการรับเงินไปแล้ว หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์ต้องถูกเรียกร้องจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะไล่เบี้ยจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาค้ำประกันมิได้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์จ่ายเงินให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในวันที่ 17 ตุลาคม 2546 เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนหนี้ที่โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในเวลาภายหน้าตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91, 94 และ 101 การที่โจทก์ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีผลให้โจทก์เสียสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 และไม่อาจนำหนี้ที่ถูกเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันมาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ล้มละลายนั้น เห็นว่า ได้ความจากสำเนาคำพิพากษาศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ง.295/2545 เอกสารหมาย จ.15 ว่า หลังจากทำสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแล้วจำเลยที่ 1 เบิกเงินตามสัญญาไปเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 เป็นเงิน 15,000,000 บาท แล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อถึงกำหนดใช้เงินในวันที่ 30 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ดังนี้ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2541 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญารับจะชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 มูลหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์อาจถูกเรียกร้องจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ชำระหนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 จ.9 และ จ.10 ข้อ 3 ที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตามเอกสารหมาย จ.17 เป็นว่า โจทก์จะจ่ายค่าประกันชดเชยต่อเมื่อสถาบันการเงินได้ฟ้องร้องผู้กู้จนคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามสัญญารับจะชำระหนี้ในเวลาภายหน้าได้ เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่โจทก์อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91, 94 และ 101 แต่ปรากฏว่าบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วตามเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 โจทก์จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา 101 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย แต่การที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไปย่อมมีผลให้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้รายดังกล่าวไปใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 โจทก์จะนำหนี้ที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดมาฟ้องให้จำเลยดังกล่าวล้มละลายซ้ำอีกคดีหนึ่งหาได้ไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นไม่พ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 94 ม. 101
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
จำเลย — บริษัทนิวพริตตี้ออกัส (1988) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5362/2549
#268974
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยปลูกกัญชาจำเลยย่อมจะต้องมีกัญชาไว้ในครอบครอง เพราะถ้าไม่มีกัญชาก็จะปลูกกัญชาไม่ได้ จำเลยจึงมีเจตนามีกัญชาไว้ในครอบครองตั้งแต่ขณะปลูก และเมื่อปลูกแล้วกัญชาย่อมเจริญเติบโต เมื่อปรากฏว่ากัญชาจำนวน 128 ตัน น้ำหนัก 435.55 กรัม ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นผลที่เกิดจากการผลิตกัญชาโดยการปลูกของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบกัญชาของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานผลิตกัญชา จำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 302,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 151,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตกัญชา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ระหว่างรอการลงโทษโดยให้จำลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า โดยปกติขณะที่จำเลยปลูกกัญชาจำเลยย่อมจะต้องมีกัญชาไว้ในครอบครอง เพราะถ้าไม่มีกัญชาก็จะปลูกกัญชาไม่ได้ จำเลยจึงมีเจตนามีกัญชาไว้ในครอบครองตั้งแต่ขณะปลูก และเมื่อปลูกแล้วกัญชาย่อมเจริญเติบโต เมื่อปรากฏว่ากัญชาจำนวน 128 ตัน น้ำหนัก 435.55 กรัม ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นผลที่เกิดจากการผลิตกัญชาโดยการปลูกของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายปั้น สิงห์เถื่อน
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5345/2549
#267128
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าตรวจรักษาที่โจทก์จ่ายให้แก่แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์มีลักษณะเป็นเงินที่ผู้เข้ารับการรักษาจ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษา โดยแพทย์ใช้สถานที่ของสถานพยาบาลของโจทก์ โดยไม่มีวันและเวลาทำงานปกติ และโจทก์รับเงินดังกล่าวไว้แทนแล้วจ่ายคืนให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่งตามสัญญาการให้ใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอิสระ จึงมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างได้ทำสำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงาน เงินค่าตรวจรักษาจึงมิใช่ค่าจ้างที่โจทก์จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มและเมื่อเงินค่าตรวจรักษามิใช่ค่าจ้างแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ในส่วนของเงินค่าตรวจรักษาจึงมิใช่ผู้ที่รับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างและมิใช่ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ดำเนินกิจการโรงพยาบาลรัชดา-ท่าพระ และได้ทำประกันสังคมให้แก่พนักงานมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2545 โจทก์ได้รับหนังสือจากจำเลยลงเลขที่ รส 0705/3685 ให้จ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมในปี 2543 โดยคำนวณจากเงินเดือนพนักงานและเงินค่าแพทย์ โจทก์ได้ทำหนังสืออุทธรณ์ถึงคณะกรรมการอุทธรณ์จำเลย แต่ได้รับคำตอบยืนยันตามคำสั่งเดิม โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางเนื่องจากเห็นว่าแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลของโจทก์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ส่วนใหญ่ทำงานในโรงพยาบาลของรัฐบาลและเป็นข้าราชการซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันสังคม และในส่วนที่มิได้เป็นข้าราชการก็มิได้เป็นลูกจ้างโจทก์เนื่องจากแพทย์เป็นผู้กำหนดเวลาตรวจเองว่าจะสะดวกมาตรวจเมื่อใด และหากมีธุระก็สามารถหยุดได้โดยไม่ถือว่าเป็นวันลา และการทำงานไม่มีการลงเวลาทำงานดังเช่นลูกจ้างทั่วไป มีการทำสัญญาการให้ใช้สถานที่โรงพยาบาลในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในลักษณะที่มิใช่ลูกจ้างกับนายจ้าง แพทย์ไม่มีเงินเดืนอแต่จะได้รับเฉพาะค่าตรวจจากผู้ป่วยแล้วหักให้โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ แพทย์สามารถหยุดออกตรวจหรือโจทก์สามารถระงับการออกตรวจของแพทย์ได้โดยแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 1 สัปดาห์ และโจทก์ไม่สามารถบังคับบัญชาให้คุณให้โทษแก่แพทย์ได้ สำหรับพนักงานนอกเวลาของโจทก์มี 3 ประเภท คือ 1. พนักงานประจำจากโรงพยาบาลเอกชนอื่น เมื่อมีเวลาว่างจะมาทำงานกับโจทก์เพื่อเสริมรายได้ ในขณะที่ต้องทำประกันสังคมกับที่ทำงานประจำของตนอยู่แล้ว และมีรายได้เกิน 15,000 บาท จึงจ่ายเบี้ยประกันสังคมสูงสุดที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อชี้แจงไปยังจำเลยกลับได้รับคำตอบว่าต้องจ่ายเพิ่มอีกแล้วให้ผู้ประกันตนไปขอคืนภายหลัง เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากและไม่มีเหตุผล นอกจากนี้จำเลยยังแจ้งว่าขอคืนได้เฉพาะผู้ประกันตนส่วนของนายจ้างขอคืนไม่ได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยเอาเปรียบฝ่ายนายจ้างอย่างชัดเจนโดยไม่มีกฎหมายข้อใดเขียนให้ปฏิบัติเช่นนี้ 2. เป็นข้าราชการของโรงพยาบาลรัฐบาล ผู้ที่เป็นข้าราชการกฎหมายยกเว้นไม่ต้องทำประกันสังคมเพราะมีสวัสดิการของรัฐอยู่แล้ว 3. ผู้ที่รับจ้างเป็นครั้งคราวไม่มีเงินเดือนประจำซึ่งมีงานก็รับจ้างทำ ถ้าไม่มีก็ไม่มาทำ ลูกจ้างประเภทนี้ควรได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันสังคมตามพระราชกฤษฎีกากำหนดลูกจ้างตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พ.ศ.2534 มาตรา 3 (4) ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและยกเลิกคำสั่งตามหนังสือที่ รส 0705/3685 ลงวันที่ 26 กันยายน 2545 และหนังสือเลขที่ รง 0605/4476

จำเลยให้การว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่าแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลไม่เป็นลูกจ้างของโจทก์เนื่องจากเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระและได้ทำสัญญาการให้ใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอิสระกับโรงพยาบาล จึงไม่เป็นผู้ประกันตนซึ่งจะต้องจ่ายเงินสมทบตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 นั้น ไม่อาจรับฟังได้เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนชื่อสถานพยาบาลรัชดา-ท่าพระ (โรงพยาบาลรัชดา-ท่าพระ) โดยมีผู้ร่วมงานในโรงพยาบาลเป็นกลุ่มแพทย์ซึ่งทำหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาล แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระก็เป็นการทำงานให้แก่โรงพยาบาลหรือโจทก์ ทั้งนี้เพราะการให้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเป็นกิจการของโจทก์ จึงเห็นว่าเมื่อการตรวจรักษาผู้ป่วยที่มารับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลเป็นการทำงานของแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลและรับค่าจ้างจากโรงพยาบาล แพทย์จึงเป็นลูกจ้างของโจทก์ตามความหมายของคำว่า "ลูกจ้าง" ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ประกอบกับเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะนายจ้างจึงมีหน้าที่หักค่าจ้างของแพทย์เป็นเงินสมทบนำส่งกองทุนประกันสังคม พร้อมเงินสมทบส่วนของนายจ้างด้วย คำสั่งของกองตรวจสอบและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและยกเลิกคำสั่งตามหนังสือที่ รส 0705/3685 ลงวันที่ 26 กันยายน 2545 และหนังสือเลขที่ รง 0605/4476 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2545 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมในส่วนของค่าแพทย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลคลตามกฎหมายประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจด้านสถานพยาบาลชื่อสถานพยาบาลรัชดา-ท่าพระ ตามเอกสารหมาย จ.1 เมื่อเดือนกันยายน 2545 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์จ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มเติมจำนวน 277,394 บาท ตามเอกสารหมาย จ.2 โดยอ้างว่าเงินที่จะต้องจ่ายเพิ่มเป็นเงินสมทบในส่วนที่โจทก์แจ้งค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างจริง และต่อมาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2545 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์จะต้องชำระเงินสมทบเพิ่มเติมจำนวน 181,182 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยอ้างว่าโจทก์ไม่นำส่งค่าแพทย์เวรและลูกจ้างนอกเวลา ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นการยกเลิกผลการตรวจสอบตามเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับหนังสือของจำเลยทั้งสองฉบับเพราะเห็นว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมตามหนังสือดังกล่าวจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยตามเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาคณะกรรมการอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยที่ 528/2546 เอกสารหมาย จ.5 โดยอ้างว่าคำสั่งของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 ถูกต้องแล้ว แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการทำงานของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.6 เหมือนกันพนักงานอื่น การทำงานของแพทย์จะได้รับค่าตรวจตามจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกับโจทก์ไว้ และการมาทำงานของแพทย์ไม่ต้องลงเวลาทำงาน จะมาทำงานตามที่แพทย์สะดวกซึ่งแพทย์จะเป็นผู้กำหนดเวลามาทำงานเองและสามารถหยุดงานได้โดยแจ้งให้สถานพยาบาลทราบล่วงหน้า แต่หากไม่มาปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่ถือว่ามีความผิดและในการทำงานให้แก่สถานพยาบาลของโจทก์มีการทำสัญญาการให้ใช้สถานที่ระหว่างโจทก์กับแพทย์แต่ละคนด้วย ตามเอกสารหมาย จ.7 ค่ารักษาพยาบาลที่จะเรียกจากผู้เข้ารับการรักษาแพทย์ผู้ตรวจจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะเรียกจำนวนเท่าใด และมีผู้เข้ารับการรักษาบางรายที่แพทย์ไม่คิดค่าตรวจรักษา ตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 เงินค่าตรวจรักษาที่เรียกเก็บจากผู้เข้ารับการรักษาโจทก์จะเป็นผู้เก็บรักษาไว้และจะมอบให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาภายในวันที่ 1 ถึงวันที่ 5 ของเดือนถัดไป

จำเลยอุทธรณ์ทั้งสามข้อสรุปได้ว่า กลุ่มแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลซึ่งเป็นกิจการของโจทก์แม้จะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการทำงานเหมือนเช่นพนักงานอื่นของโจทก์ แต่ได้ใช้สถานที่และเครื่องมือของโจทก์ในการให้บริการทางการแพทย์ จึงเป็นการตกลงทำงานให้โจทก์ การที่แพทย์ไม่สามารถคิดค่าตรวจเกินอัตราขั้นสูงที่โจทก์กำหนดนั้นเป็นสภาพการบังคับบัญชา ส่วนเงินค่าตอบแทนโจทก์จะเก็บค่าตรวจรักษาไว้แล้วจ่ายให้เป็นรายเดือนถือเป็นค่าจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์ที่ทำงานให้โจทก์จึงเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 โจทก์จึงมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบเพิ่มในส่วนของค่าแพทย์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร "นายจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง และ "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณ หรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร คำว่า ค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัตินี้จึงมีสาระสำคัญ 3 ประการคือ ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และประการที่สาม ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงานด้วย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเหมือนกับพนักงานอื่น ไม่ต้องลงเวลาทำงาน จะมาทำงานตามที่แพทย์สะดวกซึ่งแพทย์จะเป็นผู้กำหนดเอง สามารถหยุดงานได้โดยไม่ต้องแจ้งให้สถานพยาบาลทราบล่วงหน้า หากไม่มาปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่ถือว่ามีความผิด การทำงานของแพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์จึงไม่มีวันและเวลาทำงานปกติ อีกทั้งเงินค่าตรวจรักษาที่เรียกเก็บจากผู้เข้ารับการรักษา แพทย์ผู้ตรวจจะเป็นผู้กำหนดเองว่าเรียกจำนวนเท่าใด โจทก์จะเป็นผู้เก็บรักษาไว้โดยแพทย์จะได้รับค่าตรวจตามจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกับโจทก์ และโจทก์จะมอบให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาภายในวันที่ 1 ถึงวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ได้รับจากผู้เข้ารับการรักษาโดยใช้สถานพยาบาลของโจทก์เป็นที่ตรวจรักษาตามสัญญาการให้ใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอิสระ เอกสารหมาย จ.7 ดังนั้น แม้เงินค่าตรวจรักษาจะเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานตามหลักเกณฑ์ประการแรก แต่เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงินที่ผู้เข้ารับการรักษาจ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษา โดยแพทย์ใช้สถานที่ของสถานพยาบาลของโจทก์ โดยไม่มีวันและเวลาทำงานปกติ และโจทก์รับเงินดังกล่าวไว้แทน แล้วจ่ายคืนให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่งตามสัญญาการให้ใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอิสระเอกสารหมาย จ.7 เป็นเงินที่แพทย์ได้รับมาจากการประกอบวิชาชีพอิสระ จึงมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างได้ทำสำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สอง และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สาม เงินค่าตรวจรักษาจึงมิใช่ค่าจ้างที่โจทก์จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มแต่อย่างใด และเมื่อเงินค่าตรวจรักษามิใช่ค่าจ้างแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ในส่วนของเงินค่าตรวจรักษาจึงมิใช่ผู้ที่รับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างและมิใช่ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยเฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมในส่วนของค่าแพทย์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรัชดาเมดิแคร์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5345/2549
#269036
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร "นายจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง และ "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนดคำนวณ หรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร คำว่า ค่าจ้างตามพระราชบัญญัตินี้จึงมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และประการที่สาม ให้หมายความรวมถึง เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงานด้วย

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเหมือนกับพนักงานอื่น ไม่ต้องลงเวลาทำงาน จะมาทำงานตามที่แพทย์สะดวกซึ่งแพทย์จะเป็นผู้กำหนดเอง สามารถหยุดงานได้โดยไม่ต้องแจ้งให้สถานพยาบาลทราบล่วงหน้า หากไม่มาปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่ถือว่ามีความผิด การทำงานของแพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์จึงไม่มีวันและเวลาทำงานปกติ อีกทั้งเงินค่าตรวจรักษาที่เรียกเก็บจากผู้เข้ารับการรักษา แพทย์ผู้ตรวจจะเป็นผู้กำหนดเองว่าเรียกจำนวนเท่าใด โจทก์จะเป็นผู้เก็บรักษาไว้โดยแพทย์จะได้รับค่าตรวจตามจำนวนเปอร์เซนต์ที่ตกลงกับโจทก์และโจทก์จะมอบให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาภายในวันที่ 1 ถึงวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ได้รับจากผู้เข้ารับการรักษาโดยใช้สถานพยาบาลของโจทก์เป็นที่ตรวจรักษาตามสัญญาการให้ใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอิสระ ดังนั้น แม้เงินค่าตรวจรักษาจะเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานตามหลักเกณฑ์ประการแรก แต่เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงินที่ผู้เข้ารับการรักษาจ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษา โดยแพทย์ใช้สถานที่ของสถานพยาบาลของโจทก์โดยไม่มีวันและเวลาทำงานปกติ และโจทก์รับเงินดังกล่าวไว้แทน แล้วจ่ายคืนให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่งตามสัญญาการให้ใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอิสระ เป็นเงินที่แพทย์ได้รับมาจากการประกอบวิชาชีพอิสระ จึงมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สอง และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สาม เงินค่าตรวจรักษาจึงมิใช่ค่าจ้างที่โจทก์จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มแต่อย่างใด เมื่อเงินค่าตรวจรักษามิใช่ค่าจ้างแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ในส่วนของเงินค่าตรวจรักษา จึงมิใช่ผู้ที่รับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง และมิใช่ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยเฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมในส่วนของค่าแพทย์นั้นชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรัชดาเมดิแคร์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5345/2549
#269055
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า ค่าจ้าง ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 5 มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และประการที่สาม ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงานด้วย ดังนั้น แม้เงินค่าตรวจรักษาจะเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานตามหลักเกณฑ์ประการแรก แต่เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงินที่ผู้เข้ารับการรักษาจ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษา โดยแพทย์ใช้สถานที่ของสถานพยาบาลของโจทก์โดยไม่มีวันและเวลาทำงานปกติ และโจทก์รับเงินดังกล่าวไว้แทน แล้วจ่ายคืนให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่งตามสัญญาการให้ใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอิสระ เงินค่าตรวจรักษาดังกล่าวจึงเป็นเงินที่แพทย์ได้รับมาจากการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงานตามหลักเกณฑ์ ประการที่สอง และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สาม และเมื่อเงินค่าตรวจรักษามิใช่ค่าจ้างแล้วความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์ประจำสถานพยานบาลของโจทก์ในส่วนของเงินค่าตรวจรักษาจึงมิใช่ผู้ที่รับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างและมิใช่ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและยกเลิกคำสั่งตามหนังสือที่ รส 0705/3685 ลงวันที่ 26 กันยายน 2545 และหนังสือเลขที่ รง 0605/4476

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยและยกเลิกคำสั่งตามหนังสือที่ รส 0705/3685 ลงวันที่ 26 กันยายน 2545 และหนังสือเลขที่ รง 0605/4476 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2545 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมในส่วนของค่าแพทย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร "นายจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง และ "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนดคำนวณ หรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร คำว่า ค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัตินี้จึงมีสาระสำคัญ 3 ประการคือ ประการแรก ค่าจ้างต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ประการที่สอง เงินที่จ่ายดังกล่าวนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และประการที่สาม ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงานด้วย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเหมือนกับพนักงานอื่นไม่ต้องลงเวลาทำงานจะมาทำงานตามที่แพทย์สะดวกซึ่งแพทย์จะเป็นผู้กำหนดเอง สามารถหยุดงานได้โดยไม่ต้องแจ้งให้สถานพยาบาลทราบล่วงหน้า หากไม่มาปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่ถือว่ามีความผิดการทำงานของแพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์จึงไม่มีวันและเวลาทำงานปกติ อีกทั้งเงินค่าตรวจรักษาที่เรียกเก็บจากผู้เข้ารับการรักษา แพทย์ผู้ตรวจจะเป็นผู้กำหนดเองว่าเรียกจำนวนเท่าใด โจทก์จะเป็นผู้เก็บรักษาไว้โดยแพทย์จะได้รับค่าตรวจตามจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกับโจทก์ และโจทก์จะมอบให้แพทย์ผู้ตรวจรักษาภายในวันที่ 1 ถึงวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ได้รับจากผู้เข้ารับการรักษาโดยใช้สถานพยาบาลของโจทก์เป็นที่ตรวจรักษาตามสัญญาการให้ใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอิสระ ดังนั้น แม้เงินค่าตรวจรักษาจะเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่แพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานตามหลักเกณฑ์ประการแรก แต่เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงินที่ผู้เข้ารับการรักษาจ่ายให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษา โดยแพทย์ใช้สถานที่ของสถานพยาบาลของโจทก์ โดยไม่มีวันและเวลาทำงานปกติ และโจทก์รับเงินดังกล่าวไว้แทน แล้วจ่ายคืนให้แก่แพทย์ที่ตรวจรักษาในภายหลังโดยหักเงินไว้ส่วนหนึ่งตามสัญญาการให้ใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอิสระ เป็นเงินที่แพทย์ได้รับมาจากการประกอบวิชาชีพอิสระ จึงมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานหรือผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของวันทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สอง และมิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างมิได้ทำงานตามหลักเกณฑ์ประการที่สาม เงินค่าตรวจรักษาจึงมิใช่ค่าจ้างที่โจทก์จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มแต่อย่างใด และเมื่อเงินค่าตรวจรักษามิใช่ค่าจ้างแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับแพทย์ประจำสถานพยาบาลของโจทก์ในส่วนของเงินค่าตรวจรักษา จึงมิใช่ผู้ที่รับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างและมิใช่ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยเฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมในส่วนของค่าแพทย์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรัชดาเมดิแคร์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5342/2549
#268972
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามฟ้องโจทก์ว่า เหตุที่รถทั้งสองเกิดเฉี่ยวชนกันทำให้รถยนต์ทั้งสองคันเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ศ. บุตรผู้ตายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายศุภกร โพธิ์กิ่ง บุตรผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายหลายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุในเวลากลางคืนด้วยความเร็วสูงเกินสมควร ผ่านทางร่วมทางแยกและยังเป็นเขตชุมชนในขณะเดียวกันผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์มาในทิศทางตรงกันข้ามและแล่นเลี้ยขวาผ่านทางร่วมทางแยกทันทีโดยไม่หยุดรอรถก่อนถึงทางร่วมทางแยก เพื่อให้รถที่จำเลยขับมาผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเกิดการเฉี่ยวชนกันในช่องทางเดินรถของจำเลย รถยนต์ทั้งสองคันเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตายซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่าเกิดความประมาทของทั้งสองฝ่าย หาได้เป็นเหตุที่เกิดจากความประมาทของจำเลยเพียงผู้เดียวแต่อย่างใด และข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาจำเลยซึ่งไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยก็มิได้หลบหนี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จำเลยมีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่ง และมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว กรณีจึงมีเหตุสมควรปรานีจำเลยโดยการรอการลงโทษจำคุกไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยได้ประพฤติตนเป็นคนดีต่อไป แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบจึงสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดมาตรการในการคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติตามฟ้องโจทก์ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ผู้สืบสันดานของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตามมาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายศุภกร โพธิ์กิ่ง เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท รวมเป็นโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเป็นสมควรกำหนด มีกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายศุภกร โพธิ์กิ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นายศุภกร โพธิ์กิ่ง
จำเลย — นายสมศักดิ์ ส่องกระโทก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5324/2549
#267801
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2543) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ลงวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2543 ซึ่งออกตามความในมาตรา 5 และมาตรา 8 (10) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องเข้าหลักเกณฑ์ 2 ข้อ แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ได้มีปริมาณการจำหน่ายจำนวนมาก หรือมีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไป หรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามข้อ 2 ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าว ดังนั้น การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Carpro" ของจำเลยที่ 1 ที่แม้จะมีเสียงเรียกขานเป็นภาษาไทยเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ก็ไม่ขัดต่อมาตรา 8 (10) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" ซึ่งมีคำว่า "คาร์โปร" เป็นภาคส่วนสำคัญในการเรียกขานและการจดจำ โดยโจทก์ได้ใช้ จำหน่าย และโฆษณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายของสาธารณชนทั่วประเทศไทย สาธารณชนทั่วไปต่างเรียกขานสินค้าทำความสะอาดรถยนต์ของโจทก์ที่ใช้กับเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และ "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" โจทก์ได้จัดทำเอกสารแนะนำสินค้าและบริการของโจทก์ หนึ่งในสินค้าที่แนะนำมีสินค้าทำความสะอาดรถยนต์ "คาร์โปร" รวมอยู่ด้วย และโจทก์ได้ขอรับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายชื่อว่า "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" (CARPRO CARWASH SHAMPOO) วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 (SODIUM AURYL SULFATE) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์ชนิดของเหลว และได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จำเลยทั้งสองทราบดีว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่สาธารณชนรู้จักแพร่หลายมานาน จำเลยทั้งสองจึงแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงและความแพร่หลายของเครื่องหมายการค้าโจทก์โดยไม่สุจริต ลวงขายสินค้าทำความสะอาดรถยนต์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมขัดเงารถยนต์ และน้ำยาทำความสะอาดรถยนต์ชนิดต่างๆ ภายใต้เครื่องหมาย CARPRO เป็นสินค้าที่จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และนายชาญวิทย์ อัศวชนะการ ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าจำพวก 3 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มานานแล้ว จำเลยทั้งสองทราบเป็นอย่างดี แต่จำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า CARPRO อ่านว่า "คาร์โปร" ซึ่งมีเสียงเรียกขานของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตรงกับเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้า "คาร์โปร" ของโจทก์ ซึ่งมีคำว่า "คาร์โปร" เป็นภาคส่วนสำคัญของเครื่องหมายการค้าไปจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 447080 ทะเบียนเลขที่ ค 149113 และเป็นสินค้าจำพวก 3 เช่นเดียวกัน เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพื่อทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในสินค้า มีเจตนาแย่งขายสินค้าของโจทก์ ทั้งที่สินค้าของจำเลยทั้งสองยังมิได้ผลิตและจำหน่าย และได้ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ยุติการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์ คาร์โปร์ ทำให้โจทก์ขาดรายได้และเสียหายเป็นอย่างมาก ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 447080 ทะเบียนเลขที่ ค 149113 และห้ามจำเลยทั้งสองใช้ เข้าเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "คาร์โปร"

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และ "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" โจทก์ไม่ได้ใช้คำว่า "คาร์โปร" ก่อนจำเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้างว่าได้ใช้คำว่า "คาร์โปร" มาตั้งแต่ปี 2540 นั้น ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ได้ทดสอบและวิจัยการตลาดมาตั้งแต่ปี 2535 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินธุรกิจนี้มาตั้งแต่ปี 2534 ก่อนที่โจทก์จะได้ก่อตั้งบริษัทในปี 2536 โจทก์จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 คำว่า "Carpro" จำเลยได้คิดค้นมาจากคำว่า "Car" (อ่านว่า คาร์ แปลว่า รถยนต์) ส่วนคำว่า "pro" มาจากคำว่า "Professional" (อ่านว่า โปรเฟสชั่นแนล แปลว่า อย่างมืออาชีพ) เมื่อนำคำทั้งสองมาใช้ร่วมกันเป็นคำว่า "Car pro" อาจแปลได้ว่า มืออาชีพเรื่องรถยนต์ แต่ที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยที่ 1 แนะนำว่า หากนำมาใช้กับสินค้าจำพวก 3 สินค้าที่ใช้ทำความสะอาดรถยนต์ อาจไม่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงควรเขียนคำว่า Car" และ Pro ให้ชิดติดกัน เพื่อให้เป็นคำที่ไม่มีความหมายและควรนำรูปประดิษฐ์มาประกอบกับคำว่า "Carpro" เพื่อทำให้เกิดลักษณะบ่งเฉพาะของเครื่องหมายการค้ามากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีโอกาสได้รับการจดทะเบียนสูงขึ้น ต่อมาเมื่อปี 2536 จำเลยที่ 1 ทราบว่ามีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า KARPRO คำขอเลขที่ 127913 ทะเบียนเลขที่ 82558 ซึ่งจดทะเบียนในสินค้าจำพวก 1 กับสินค้าทั้งจำพวกประเภทสารเคมี จำเลยที่ 1 จึงทดลองใช้เครื่องหมายการค้า Carpro ให้ท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง และได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Carpro ในสินค้าจำพวกที่ 3 และได้รับการจดทะเบียน ที่โจทก์กล่าวอ้างว่า ได้ใช้คำว่า "คาร์โปร" มาตั้งแต่ปี 2540 นั้น ไม่ปรากฏว่ามีการจำหน่ายสินค้าในท้องตลาดมาก่อนหากมีการใช้จริงก็จะเป็นการใช้ในวงการค้าขนาดเล็กไม่อาจเป็นหลักฐานในการเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าได้ ส่วนการที่โจทก์ได้ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายก็เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Carpro แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่เคยแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงและความแพร่หลายของโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เคยลวงขายสินค้าของโจทก์แต่ประการใด ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Carpro" มีเสียงเรียกขานตรงกับคำว่า "คาร์โปร" ของโจทก์นั้น การใช้คำที่มีเสียงเรียกขานว่า "คาร์โปร" นั้น แต่เดิมในปี 2525 ก็ได้มีการใช้กันมาแล้วในประเทศไทย โดยบริษัทไทยนิมา จำกัด และได้มีการจดทะเบียนคำว่า "KARPRO" ไว้แล้วเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2525 คำขอเลขที่ 127913 ทะเบียนเลขที่ 82558 แต่เครื่องหมายการค้าไม่ได้ต่ออายุการจดทะเบียน เมื่อครบกำหนด 10 ปี จึงถูกเพิกถอนไป ส่วนที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "Carpro" เพราะเป็นคำที่ไม่เล็งต่อคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง แต่เป็นคำที่โน้มน้าวใจว่าเป็นสินค้าที่ใช้สำหรับการดูแลรถยนต์อย่างมืออาชีพ และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนคำว่า "Carpro" แล้วตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผลิตและจำหน่ายสินค้าหลายชนิด เช่น สเปรย์เคลือบเงา WAXONE สเปรย์ปรับอากาศ Kings's Stella สเปรย์ทำความสะอาดโทรศัพท์ Phone Fresh สเปรย์ทำความสะอาดกระจก คิงส์สเตลล่า เจลปรับอากาศ Kings's Stella Minifresh และ Fresh & Fun โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้า Carpro นั้น จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนไว้กับสินค้า ครีมขัดเงารถยนต์ น้ำยาเช็ดกระจก น้ำยาทำความสะอาดรถยนต์ น้ำยาทำความสะอาดเบาะรถยนต์ น้ำยาทำความสะอาดคอนโซลรถยนต์ และน้ำยาทำความสะอาดยางรถยนต์จำเลยที่ 1 ได้สำรวจตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์มาตั้งแต่ปี 2535 ต่อมาในเดือนมกราคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้จ้างทนายความให้ตรวจสอบที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาว่ามีผู้ใดจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Car pro" ไว้หรือไม่ และได้รับรายงานว่าไม่มีผู้ใดจดทะเบียนคำว่า "Car pro" ไว้กับสินค้าจำพวก 3 และแนะนำให้จำเลยที่ 1 ควรนำคำว่า "Car" และ "Pro" มาเขียนให้ติดกันเพื่อป้องกันมิให้เป็นคำที่เล็งต่อคุณสมบัติของสินค้าจำเลยที่ 1 จึงได้ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้า Carpro ให้มีลักษณะบ่งเฉพาะแล้วนำไปจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 และได้รับการจดทะเบียนตามทะเบียนเลขที่ ค 149113 ได้รับการออกหนังสือสำคัญแสดงการับจดทะเบียน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้ผลิตสินค้าชนิดแรกภายใต้เครื่องหมายการค้า Carpro คือ ครีมขัดเงารถยนต์ โดยมีกำหนดจะนำออกมาวางตลาดในวันที่ 1 มีนาคม 2545 แต่พนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ไปตรวจสอบตลาดพบว่า มีการจำหน่ายแชมพูทำความสะอาดรถยนต์ คาร์โปร ในห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 เห็นว่าชื่อสินค้าคล้ายกันอาจทำให้ลูกค้าสับสนว่าเป็นเจ้าของรายเดียวกัน จึงระงับการวางจำหน่ายสินค้าไว้ก่อน การกระทำของโจทก์จึงเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำสินค้าครีมขัดเงารถยนต์ Carpro ซึ่งมีราคากระป๋องละ 69 บาท ออกวางตลาดได้นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นเวลา 341 วัน คาดหมายว่าจะจำหน่ายได้อย่างน้อยวันละกระป๋อง จำเลยที่ 1 จึงได้รับความเสียหายจากการขาดประโยชน์ดังกล่าวเป็นเงิน 23,529 บาท จำเลยที่ 1 ได้พยายามแจ้งให้โจทก์ยุติการจำหน่ายแชมพูทำความสะอาดรถยนต์คาร์โปร โจทก์ไม่ยินยอมและได้ฟ้องเป็นคดีนี้ ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าจ้างทนายความถึง 60,000 บาท โจทก์ได้เลียนเครื่องหมายการค้าคาร์โปรของที่จำเลยที่ 1 เป็นเวลานาน เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Carpro ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นเวลา 707 วัน จำเลยที่ 1 คิดค่าเสียหายวันละ 200 บาท รวมเป็นเงิน 141,400 บาท และให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 อีก วันละ 200 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะยุติการละเมิดและจำเลยที่ 1 ขอคิดค่าเสียหายจากการละเมิดเครื่องหมายการค้านับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 อันเป็นวันที่เครื่องหมายการค้า Carpro ได้รับการจดทะเบียนและวันฟ้องแย้งตามลำดับ เป็นเวลา 707 วัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ประมาณการในเบื้องต้นว่าโจทก์ขายสินค้าได้อย่างน้อยวันละ 1 กระป๋อง ในราคากระป๋องละ 35 บาท ดังนั้น ประโยชน์ที่โจทก์ได้รับไปจากการเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงควรมีอย่างน้อยเป็นเงิน 24,745 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ควรจะได้รับ จำเลยที่ 1 จึงขอให้โจทก์คืนเงินที่จำเลยที่ 1 ควรได้รับในการขายสินค้าจำนวน 24,745 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ทั้งสิ้น 249,674 บาท และห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า Carpro ทะเบียนเลขที่ ค 149113 หรือเครื่องหมายอื่นใดที่คล้ายกัน หรือเข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะใดๆ กับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกไม่ว่าด้วยตัวเอง พนักงาน ญาติหรือตัวแทนของโจทก์

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าคาร์โปร โจทก์ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวก่อนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ทดสอบและวิจัยครีมขัดเงารถยนต์มาตั้งแต่ปี 2535 จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินธุรกิจนี้มาตั้งแต่ปี 2534 ก่อนที่โจทก์จะจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทในปี 2536 โจทก์จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้คิดคำต่างๆ หลายคำ เช่นคำว่า Cona, Cara, Cane, Cama, และ Luna เป็นต้น ส่วนคำว่า "Carpro" จำเลยที่ 2 ได้คิดค้นจากคำว่า "Car" (อ่านว่า คาร์ แปลว่า รถยนต์) ส่วนคำว่า "Pro" มาจากคำว่า "Professional" (อ่านว่า โปรเฟสชั่นแนล แปลว่า มืออาชีพ) ที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยที่ 2 แนะนำว่า หากคำว่า "Car pro" มาใช้กับสินค้าจำพวก 3 สินค้าที่ใช้ทำความสะอาดรถยนต์อาจไม่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และแนะนำให้นำคำว่า "Car" และ "Pro" มาเขียนให้ติดกันเพื่อให้เป็นคำที่ไม่มีความหมายและควรนำรูปประดิษฐ์มาประกอบกับคำว่า "Carpro" เพื่อให้เกิดลักษณะบ่งเฉพาะมากขึ้น จะทำให้มีโอกาสได้รับการจดทะเบียนสูงขึ้น ต่อมาปี 2536 จำเลยที่ 2 ทราบว่ามีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า KARPRO คำขอเลขที่ 127913 ทะเบียนเลขที่ 82558 จำเลยที่ 2 จึงยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในนามของจำเลยที่ 1 และได้รับการจดทะเบียน และจำเลยที่ 2 ได้ใช้เครื่องหมายการค้าตลอดมา โจทก์ไม่มีหลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้าในท้องตลาดมาก่อนจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่เคยแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงและความแพร่หลายของโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยความสุจริต จำเลยที่ 2 ไม่เคยลวงขายสินค้าของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายกาค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" ซึ่งมีคำว่า "คาร์โปร" เป็นภาคส่วนสำคัญในการเรียกขานและจดจำ โจทก์ได้ใช้ จำหน่าย และโฆษณาเครื่องหมายกาค้าดังกล่าวกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์ตั้งแต่ปี 2540 เรื่อยมา ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้คิดคำต่างๆ หลายคำ ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แต่คำว่า "Carpro" อ่านว่า "คาร์โปร" ของจำเลยที่ 1 มีเสียงเรียกขานตรงกันกับเสียงเรียกขานเครื่องหมายกาค้า "คาร์โปร" ของโจทก์ ซึ่งมีคำว่า "คาร์โปร" เป็นภาคส่วนสำคัญนั้น จำเลยที่ 1 ทราบเป็นอย่างดีว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์และนายชาญวิทย์ อัศวชนะการ เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริง และไม่ได้หมายความว่าการก่อตั้งบริษัทก่อนจะได้มาซึ่งสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าโจทก์ โจทก์ได้ใช้ จำหน่ายและโฆษณาเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" กับสินค้าทำความสะอาดรถยนต์มาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายของสาธารณชนทั่วประเทศไทย โจทก์จึงมีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังไม่มีการวางสินค้าจำหน่าย โจทก์จำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "คาร์โปร" ตั้งแต่ปี 2540 โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายกาค้า "คาร์โปร" ดีกว่าจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมิได้โต้แย้งสิทธิจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้เสียหายฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจเรียกให้โจทก์ชดใช้เงิน เนื่องจากโจทก์มิได้ละเมิดต่อจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า Carpro หรือคำเรียกขานอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายกันกับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไว้ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 447080 ทะเบียนเลขที่ ค 149113 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า เครื่องหมายกาค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2543) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ลงวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 ซึ่งออกตามความในมาตรา 5 และมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 เอกสารหมาย ล.6 เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องเข้าหลักเกณฑ์ 2 ข้อ คือ 1 เป็นเครื่องหมายที่มีปริมาณการจำหน่ายมากหรือมีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และ 2 เครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภค คดีนี้โจทก์คงมีแต่นายชาญวิทย์ อัศวชนะการ กรรมการบริษัทโจทก์ และนางสาวธิดารัตน์ ศรีกุลบุตร พนักงานบริษัทโจทก์เบิกความว่า สินค้าของโจทก์ซึ่งใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและห้างร้านอื่นตามรายชื่อลูกค้าเอกสารหมาย จ.9 และใบเสร็จรับเงินกับใบกำกับภาษีเอกสารหมาย จ.10 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป แต่โจทก์ไม่มีลูกค้าตามรายชื่อในเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 แม้แต่รายเดียวมาเบิกความสนับสนุนทั้งที่เป็นพยานสำคัญ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อย แม้โจทก์จะมีเอกสารแนะนำสินค้าตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นพยาน แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบว่ามีการโฆษณาสินค้าของโจทก์ที่ใดบ้าง ฉะนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีปริมาณการจำหน่ายจำนวนมาก หรือมีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไป หรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี ทั้งการที่โจทก์มิได้มีผู้บริโภคมาเบิกความเป็นพยานแม้แต่รายเดียวว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภคเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามข้อ 2 ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าวด้วย ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าว การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Carpro" ของจำเลยที่ 1 ที่แม้จะมีชื่อเสียงเรียกขานเป็นภาษาไทยเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ขัดต่อมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 5 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสเปด เคมีคอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายชนะพันธุ์ กิตติเกษมศักดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5318/2549
#267598
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจ้างให้บุคคลที่ไม่รู้มาก่อนว่าที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ให้นำรถไถไปไถที่ดินบริเวณดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการใช้บุคคลเหล่านั้นเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ถือว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 และมาตรา 31 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง พื้นที่ดินซึ่งอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 26 ไร่ โดยใช้รถไถ 3 คัน ไถปรับที่ดินดังกล่าวอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมิได้อยู่ในเงื่อนไขที่จะกระทำการได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า นายยืน ชีวัฒน์ เป็นเจ้าของรถไถนา 2 คัน มีนายทวี อยู่แย้ม และนายชลอ ขจร เป็นลูกจ้างเป็นคนขับ นายสวรรค์ ชื่อสุวรรณ์ เป็นเจ้าของรถไถนา 1 คัน มีนายประสิทธิ์ สีขาว เป็นลูกจ้าง เป็นคนขับ ตามวันเวลาที่ระบุในฟ้องนายยืนและนายสวรรค์ใช้ให้นายทวี นายชลอ และนายประสิทธิ์นำรถไถนาทั้งสามคันไปไถที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ ทำให้เสาปูนและเสาไม้ที่ปักไว้ล้มลงอันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าเป็นอาณาบริเวณ 26 ไร่ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่...พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้ว่าจ้างให้นายยืนและนายสวรรค์นำรถไถไปไถที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุและเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานของนายทวี นายชลอ นายประสิทธิ์ ที่ขับรถไถไถที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุ แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าทั้งนายยืนและนายสวรรค์รวมทั้งนายทวี นายชลอและนายประสิทธิ์ ต่างไม่รู้มาก่อนว่าที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ การที่จำเลยทั้งสามใช้จ้างวานให้บุคคลดังกล่าวนำรถไถไปไถที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุนั้น จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะบุคคลเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยทั้งสามใช้บุคคลเหล่านั้นเป็นเครื่องมือของจำเลยทั้งสามในการกระทำความผิด ถือว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นายเปลื่อง ทองคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5311/2549
#269204
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 ไม่ได้กำหนดว่าการต้องคำพิพากษาถึงที่สุดที่จะถือเป็นเหตุเพิ่มโทษจะต้องเป็นคำพิพากษาของศาลใด คำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าวจึงย่อมหมายความถึงคำวินิจฉัยชี้ขาดศาลยุติธรรมหรือศาลอื่นใดที่ใช้อำนาจตุลาการ เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 281 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหารและคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลทหารจึงเป็นศาลที่ใช้อำนาจตุลาการด้วย ดังนั้น การต้องคำพิพากษาถึงที่สุดที่จะถือเป็นเหตุเพื่มโทษตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ นั้น ย่อมหมายความรวมถึงการต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีของศาลทหารด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลทหารกรุงเทพในคดีหมายเลขแดงที่ 144/2546 ให้จำคุก 13 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 67, 97 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ศาลยุติธรรมและศาลทหารมีอำนาจในการพิจารณาแยกต่างหากจากกัน คำพิพากษาจึงแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันชัดเจน จึงไม่อาจนำคดีที่ศาลทหารพิพากษาแล้วมาเป็นเหตุเพิ่มโทษจำเลยได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" จะเห็นได้ว่าตามบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่าการต้องคำพิพากษาถึงที่สุดที่จะถือเป็นเหตุเพิ่มโทษจะต้องเป็นคำพิพากษาของศาลใด คำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าวจึงย่อมหมายความถึงคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลยุติธรรมหรือศาลอื่นใดที่ใช้อำนาจตุลาการ เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 281 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหารและคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลทหารจึงเป็นศาลที่ใช้อำนาจตุลาการด้วย ดังนั้น การต้องคำพิพากษาถึงที่สุดที่จะถือเป็นเหตุเพิ่มโทษตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นั้น ย่อมหมายความรวมถึงการต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีของศาลทหารด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 281 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวนัชพงษ์ ชัยวงศ์สุรฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5301/2549
#267796
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองและสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อนเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 จำนวน 2,100,000 บาท ที่โจทก์ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ตามคำฟ้องดังกล่าวหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง สัญญาจะซื้อจะขายและข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่อาจบังคับให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญาได้ และมีผลทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่สถานะเดิม จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 ที่ได้รับชำระแล้วแก่โจทก์ และโจทก์ซึ่งได้รับความเสียหายมีสิทธิฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนไม่ผูกพันโจทก์ได้และโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวด้วย

คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินตามเช็คซึ่งโจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยทั้งสามได้จัดให้จำเลยที่ 3 เข้าแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ได้สิทธิเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแล้ว เมื่อครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเกินกว่า 5 ปี มีสิทธิได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) หลังจากนั้นสามารถออกโฉนดที่ดินได้ทันที ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าได้รับโอนที่ดินมาจากจำเลยที่ 1 โดยชอบ และสามารถออกโฉนดที่ดินได้โจทก์จึงยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันมีลักษณะทำนองว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะ คู่สัญญาปราศจากข้อผูกพันในอันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา และเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปแล้วเป็นลักษณะลาภมิควรได้ จำเลยที่ 1 ต้องคือแก่โจทก์และการที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 เป็นเพราะจำเลยทั้งสามหลอกลวงโจทก์และกระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่ หลังจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลบังคับได้ ดังนั้น ถือไม่ได้ว่าคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 จำเลยทั้งสามซึ่งทราบดีว่าที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ 25 ไร่ หมู่ที่ 1 ตำบลโคกตูม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี เป็นที่ดินที่ห้ามโอนให้แก่ผู้อื่น เว้นแต่ตกทอดทางมรดก ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อ โดยจำเลยทั้งสามได้จัดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้ามาตกลงทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 7,000,000 บาท ตกลงแบ่งชำระเป็น 3 งวด ชำระด้วยเช็คล่วงหน้าของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางยี่ขัน งวดที่ 1 จำนวนเงิน 2,100,000 บาท งวดที่ 2 จำนวน 2,450,000 บาท งวดที่ 3 จำนวนเงิน 2,450,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจะดำเนินการออกโฉนดที่ดินภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญาจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดทำและค้ำประกันสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว โจทก์หลงเชื่อจึงทำสัญญาโดยไม่รู้ว่าที่ดินดังกล่าวไม่สามารถโอนได้ จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 ไปแล้วเป็นเงิน 2,100,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 4,900,000 บาท โจทก์ยังไม่ได้ชำระเนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ที่ศาลชั้นต้น เพื่อบังคับให้ชำระเงินตามเช็คค่าที่ดินงวดที่ 2 และงวดที่ 3 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1615/2540 และคดีหมายเลขดำที่ 2418/2541 ของศาลชั้นต้น ในระหว่างพิจารณาคดีศาลได้สั่งรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน ต่อมาจำเลยทั้งสามได้จัดให้จำเลยที่ 3 เข้าแถลงต่อศาลว่าโจทก์ได้สิทธิเป็นสมาชิกนิคมแล้ว เมื่อครอบครองทำประโยชน์เกินกว่า 5 ปี แล้ว มีสิทธิได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) หลังจากนั้นสามารถออกโฉนดได้ทันทีทำให้โจทก์หลงเชื่อว่า ได้รับโอนที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว และสามารถออกโฉนดที่ดินได้ จึงยอมเข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีดังกล่าวและได้ชำระเงินค่าที่ดินงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000,000 บาท ความจริงแล้วที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ห้ามโอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่นเว้นแต่ตกทอดทางมรดกเท่านั้น การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย นิติกรรมเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเมื่อสัญญาเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่มีหน้าที่ชำระค่าที่ดินที่ค้างให้จำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระหนี้ที่ค้างต่อศาล สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็เป็นโมฆะ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 ไปจากโจทก์เป็นเงิน 2,100,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 726,687.50 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 2,826,682.50 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้พิพากษาถอนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมือเปล่าและเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขดำที่ 1615/2540 และคดีหมายเลขดำที่ 2418/2541 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,826,687.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 2,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 3489/2541 และคดีหมายเลขแดงที่ 3485/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ การทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมือเปล่าจำเลยทั้งสามมิได้หลอกลวงโจทก์ โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคู่สัญญา การซื้อขายที่ดินดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ในศาลที่มีเขตอำนาจ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 60,000 บาท ค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้วดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 3484/2541 และคดีหมายเลขแดงที่ 3485/2541 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยทั้งสามฎีกาว่า เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมภายใน 1 เดือน คดีย่อมถึงที่สุดและหมดสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์กับจำเลยทั้งสามจะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้และคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่มูลหนี้ที่โจทก์ถูกฟ้องและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้น เนื่องมาจากโจทก์สั่งจ่ายเช็คชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวโจทก์กล่าวในฟ้องคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสามซึ่งทราบดีว่าที่ดินมือเปล่าตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นที่ดินอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองซึ่งห้ามโอนให้แก่ผู้อื่นเว้นแต่ตกทอดทางมรดก ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อจนตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในราคา 7,000,000 บาท ตกลงแบ่งชำระเป็น 3 งวด ชำระด้วยเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้า งวดที่ 1 จำนวนเงิน 2,100,000 บาท งวดที่ 2 จำนวนเงิน 2,450,000 บาท และงวดที่ 3 จำนวนเงิน 2,450,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะดำเนินการออกโฉนดที่ดินภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญา โจทก์หลงเชื่อจึงทำสัญญาโดยไม่รู้ว่าที่ดินตามสัญญาไม่สามารถโอนได้ จำเลยที่ 1 ได้รับเงินงวดที่ 1 จำนวน 2,100,000 บาท ส่วนงวดที่ 2 และที่ 3 จำนวน 4,900,000 บาท โจทก์ยังไม่ได้ชำระเนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงนำเช็คค่าที่ดินงวดที่ 2 และงวดที่ 3 มาฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 3 ได้แถลงต่อศาลว่าโจทก์ได้สิทธิเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแล้ว เมื่อครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายเกินกว่า 5 ปี แล้ว มีสิทธิได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) และสามารถออกโฉนดที่ดินได้ โจทก์หลงเชื่อจึงยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 และสำเนาคำพิพากษาตามยอมเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4 ของคำร้อง ขอให้ชี้ขาดคดีเบื้องต้นของจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงได้ฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้พิพากษาว่าสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 จำนวน 2,100,000 บาท ที่โจทก์ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ ตามคำฟ้องดังกล่าว หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้าง สัญญาจะซื้อจะขายและข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่อาจบังคับให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญาได้ และมีผลทำให้คู่กรณีหรือคู่สัญญากลับคืนสู่สถานะเดิม จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 ที่ได้รับชำระแล้วแก่โจทก์ และโจทก์ซึ่งได้รับความเสียหายก็ย่อมมีสิทธิฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 3484/2541 และคดีหมายเลขแดงที่ 3485/2541 ไม่ผูกพันโจทก์ได้และโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวด้วย

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 3484/2541 และคดีหมายเลขแดงที่ 3485/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นคู่ความกับโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 3484/2541 และคดีหมายเลขแดงที่ 3485/2541 ของศาลชั้นต้นการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น แม้จะเป็นคู่ความเดียวกัน โดยคดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินตามเช็คซึ่งโจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย และโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนยื่นคำให้การต่อสู้อีกประการหนึ่งว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ โดยจำเลยที่ 1 บอกโจทก์ว่าที่ดินดังกล่าวเมื่อซื้อไปแล้วสามารถออกโฉนดที่ดินได้ภายใน 3 เดือน ซึ่งทำให้โจทก์หลงเชื่อไปสมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเอง กรมประชาสงเคราะห์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้พาโจทก์ไปดำเนินการเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน และบอกว่าไม่เกินต้นเดือนสิงหาคม 2539 โจทก์จะได้โฉนดที่ดิน โจทก์จึงยอมจ่ายเงินตามเช็คค่าที่ดินงวดที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากโจทก์ได้ติดต่อทางราชการเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ภายใน 3 เดือน ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง แต่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และที่ดินดังกล่าวไม่สามารถโอนกันโดยการส่งมอบเท่านั้น อีกทั้งที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงมีลักษณะทำนองว่าสัญญาจะซื้อจะขายไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เช็คตามฟ้องจึงไม่มีมูลหนี้ที่จะบังคับให้ชำระเงินได้ ซึ่งต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าโจทก์ตกลงชำระเงินตามเช็คแก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์ผิดสัญญาให้บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว เห็นได้ว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีดังกล่าวก็คือโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 และสั่งจ่ายเช็คชำระค่าที่ดินแก่จำเลยที่ 1 แต่เช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงขอบังคับให้โจทก์ชำระเงินตามเช็คแต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันดังกล่าวและศาลพิพากษาตามยอม ข้อโต้แย้งสิทธิตามคำฟ้องและคำให้การได้ถูกแปลงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอม แต่การที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้อ้างว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยทั้งสามได้จัดให้จำเลยที่ 3 เข้าแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ได้สิทธิเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแล้ว เมื่อครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเกินกว่า 5 ปี มีสิทธิได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) หลังจากนั้นสามารถออกโฉนดที่ดินได้ทันที ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าได้รับโอนที่ดินมือเปล่ามาจากจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว และสามารถออกโฉนดที่ดินได้ โจทก์จึงยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันมีลักษณะทำนองว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะ ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใดๆ ขึ้น คู่สัญญาปราศจากข้อผูกพันในอันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา และเงินค่าที่ดินงวดที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปแล้วจึงเป็นลักษณะลาภมิควรได้ จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์ และการที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 เป็นเพราะจำเลยทั้งสามจัดให้จำเลยที่ 3 แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าที่ดินพิพาทสามารถออกโฉนดที่ดินได้ แต่ภายหลังไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ กรณีจึงไม่เป็นไปตามที่จำเลยที่ 3 แถลงต่อศาล อันเป็นการหลอกลวงโจทก์และกระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่ หลังจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลบังคับได้ ดังนั้น ถือไม่ได้ว่าคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาในทำนองว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและที่ดินพิพาทยังสามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ยังโต้เถียงกันอยู่ แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้สืบพยาน จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหานี้ให้สิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยให้ได้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมวญ เจนจรัสสกุล
จำเลย — นายนิพนธ์ มานะเจริญศักดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2549
#267305
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเด็กหญิง ว. ซึ่งมีอายุ 13 ปีเศษ ในฐานะพยาน โดยไม่ได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำ คำให้การของเด็กหญิง ว. จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ผลของการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรานี้ คงทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กหญิง ว. ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 วรรคสอง เท่านั้น ไม่เป็นเหตุให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสียไปทั้งหมด ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดในคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

แม้การสอบสวนเด็กหญิง ว. ซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี จะไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่เมื่อในชั้นพิจารณาโจทก์อ้างเด็กหญิง ว. เป็นพยาน และเด็กหญิง ว. ได้เบิกความต่อหน้าศาลโดยผ่านนักสังคมสงเคราะห์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี แล้ว ศาลย่อมรับฟังคำเบิกความของเด็กหญิง ว. เป็นพยานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 เวลากลางวันจำเลยใช้มีดปลายแหลม ใบมีดยาวประมาณ 20 เซนติเมตร กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร เป็นอาวุธแทงนางสุกัลยา ประเสริฐศิริวัฒน์ ผู้ตาย หลายครั้ง ถูกบริเวณหน้าอกและช่องท้องซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญโดยมีเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี มีดปลายแหลมของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดจึงให้ริบ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้การสอบสวนเด็กหญิงวาสนา โสมโสดา พยานซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 133 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความหมายอาญา เป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีขึ้นไป หรือในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปีและผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็กร้องขอ หรือในคดีทำร้ายร่างกายเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี การถามปากคำเด็กไว้ในฐานะเป็นผู้เสียหายหรือพยานให้แยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำนั้นด้วย" บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า สำหรับการสอบสวนผู้เสียหายหรือพยานอายุไม่เกิน 18 ปี พนักงานสอบสวนจะต้องกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนนั้นด้วย ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาดให้พนักงานสอบสวนต้องจัดทำ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง ซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอบุคคลดังกล่าวพร้อมกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคห้า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเด็กหญิงวาสนา โสมสุดา ซึ่งมีอายุ 13 ปีเศษ ในฐานะพยาน โดยไม่ได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำแต่อย่างใด ทั้งไม่เข้าเหตุกรณีจำเป็นเร่งด่วนตามวรรคห้าของบทบัญญัติข้างต้นด้วย ดังนี้ คำให้การของเด็กหญิงวาสนาในชั้นสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แต่ผลของการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรานี้ คงทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กหญิงวาสนาไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 วรรคสอง เท่านั้น หาเป็นเหตุให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสียไปทั้งหมดดังที่จำเลยฎีกาไม่ กรณีถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้มีการสอบสวนความผิดในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีเด็กหญิงวาสนา โสมโสดา เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกำลังนั่งเด็ดผักชีอยู่ที่บริเวณหน้าร้านอาหารของจำเลยกับผู้ตาย ได้ยินเสียงผู้ตายร้องว่า "เฮียชาติอย่า" พยานจึงหันไปดูที่จำเลยกับผู้ตายซึ่งอยู่ภายในร้านอาหาร เห็นจำเลยล็อกคอผู้ตายและใช้มีดแทงที่บริเวณหน้าอกของผู้ตาย พยานจึงวิ่งออกไปเรียกให้คนช่วย ต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่เกิดเหตุพยานมองเข้าไปในร้านอาหารเห็นผู้ตายนอนอยู่ที่พื้น ส่วนจำเลยใช้มีดแทงตัวเอง เห็นว่า แม้การสอบสวนเด็กหญิงวาสนาซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี จะไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อในชั้นพิจารณาโจทก์อ้างเด็กหญิงวาสนาเป็นพยาน และเด็กหญิงวาสนาได้เบิกความต่อหน้าศาลโดยผ่านนักสังคมสงเคราะห์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี แล้ว ศาลย่อมรับฟังคำเบิกความของเด็กหญิงวาสนาเป็นพยานได้ เด็กหญิงวาสนาพยานโจทก์เป็นลูกจ้างทำงานอยู่ที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุอยู่ห่างจากจำเลยและผู้ตายเพียง 2 ถึง 3 เมตร และเป็นช่วงเวลาเช้าแล้ว จึงสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ถนัดชัดเจน ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีจ่าสิบตำรวจวิสิทธิ์ มณีขวัญ ผู้จับกุมจำเลยและพันตำรวจโทวินัย อินทร์แก้ว พนักงานสอบสวน เบิกความสนับสนุนในทำนองเดียวกันว่า หลังจากได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่ามีเหตุทำร้ายกันที่ร้ายนำชัยโอชา พยานทั้งสองจึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พบจำเลยยืนถือมีดปลายแหลมอยู่ภายในร้านอาหาร โดยมีร่างผู้ตายนอนแน่นิ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง จำเลยไม่ยอมให้จับกุมและใช้มีดที่ถืออยู่แทงทำร้ายตัวเอง พฤติการณ์ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งไปถึงที่เกิดเหตุในระยะเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว แสดงว่าจำเลยเป็นผู้ที่ใช้มีดแทงทำร้ายผู้ตาย สอดคล้องกับคำเบิกความของเด็กหญิงวาสนาและสนับสนุนคำเบิกความของเด็กหญิงวาสนาที่ว่าเห็นจำเลยใช้มีดแทงผู้ตายให้มีน้ำหนักน่ารับฟังมากยิ่งขึ้น ประกอบกับชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การรับสารภาพและนำสืบว่าใช้มีดแทงผู้ตายเนื่องจากจำเลยเครียดและบันดาลโทสะ ดังนี้ คำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยใช้มีดของกลางแทงทำร้ายผู้ตายจริง และการที่จำเลยใช้มีดปลายแหลมของกลางใบมีดยาวประมาณ 20 เซนติเมตร กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร แทงผู้ตายที่บริเวณอวัยวะสำคัญโดยแรงหลายครั้ง โดยปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.10 ว่า ผู้ตายมีบาดแผลถูกแทงที่บริเวณหน้าอก ใต้ชายโครงขวา แขนซ้าย และบริเวณราวนมขวา บาดแผลที่หน้าอกทะลุเข้าภายในและที่ให้ชายโครงขวาทะลุช่องท้อง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เนื่องจากเสียโลหิตมาก พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 133 ทวิ ม. 172 ตรี ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายสุชาติหรือนพดล ประเสริฐศิริวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2549
#269050
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติใน ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดให้การสอบสวนผู้เสียหายหรือพยานอายุไม่เกิน 18 ปี พนักงานสอบสวนจะต้องกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนนั้นด้วย ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาดให้พนักงานสอบสวนต้องจัดทำ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง ซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอบุคคลดังกล่าวพร้อมกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคห้า คดีนี้ปรากฏว่าในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ ว. ซึ่งมีอายุ 13 ปีเศษ ในฐานะพยาน โดยไม่จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำแต่อย่างใด ทั้งไม่เข้าเหตุกรณีจำเป็นเร่งด่วน ดังนี้ คำให้การของ ว. ในชั้นสอบสวนซึ่งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว คงมีผลเพียงทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของ ว. ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เท่านั้น หาเป็นเหตุให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดไม่ และถือได้ว่าได้มีการสอบสวนความผิดในคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

แม้การสอบสวน ว. ซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี จะไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อในชั้นพิจารณาโจทก์อ้าง ว. เป็นพยานและ ว. ได้เบิกความต่อหน้าศาลโดยผ่านนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี แล้ว ศาลย่อมรับฟังคำเบิกความของ ว. ในชั้นศาลเป็นพยานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี มีดปลายแหลมของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด จึงให้ริบ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้การสอบสวนเด็กหญิงวาสนา โสมโสดา พยานซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 133 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีขึ้นไป หรือในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปีและผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็กร้องขอ หรือในคดีทำร้ายร่างกายเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี การถามปากคำเด็กไว้ในฐานะเป็นผู้เสียหายหรือพยานให้แยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำนั้นด้วย" บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า สำหรับการสอบสวนผู้เสียหายหรือพยานอายุไม่เกิน 18 ปี พนักงานสอบสวนจะต้องกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนนั้นด้วย ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาดให้พนักงานสอบสวนต้องจัดทำ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง ซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอบุคคลดังกล่าวพร้อมกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคห้า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเด็กหญิงวาสนา โสมโสดา ซึ่งมีอายุ 13 ปีเศษ ในฐานะพยาน โดยไม่ได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำแต่อย่างใด ทั้งไม่เข้าเหตุกรณีจำเป็นเร่งด่วนตามวรรคห้าของบทบัญญัติข้างต้นด้วย ดังนี้ คำให้การของเด็กหญิงวาสนาในชั้นสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แต่ผลของการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรานี้ คงทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กหญิงวาสนา ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 243 วรรคสอง เท่านั้น หาเป็นเหตุให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสียไปทั้งหมดดังที่จำเลยฎีกาไม่ กรณีถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้มีการสอบสวนความผิดในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีเด็กหญิงวาสนา โสมโสดา เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกำลังนั่งเด็ดผักชีอยู่ที่บริเวณหน้าร้านอาหารของจำเลยกับผู้ตาย ได้ยินเสียงผู้ตายร้องว่า "เฮียชาติอย่า" พยานจึงหันไปดูจำเลยกับผู้ตายซึ่งอยู่ภายในร้านอาหาร เห็นจำเลยล็อกคอผู้ตายและใช้มีดแทงที่บริเวณหน้าอกของผู้ตาย พยานจึงวิ่งออกไปเรียกให้คนช่วย ต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่เกิดเหตุ พยานมองเข้าไปในร้านอาหารเห็นผู้ตายนอนอยู่ที่พื้น ส่วนจำเลยใช้มีดแทงตัวเอง เห็นว่า แม้การสอบสวนเด็กหญิงวาสนาซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี จะไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อในชั้นพิจารณาโจทก์อ้างเด็กหญิงวาสนาเป็นพยาน และเด็กหญิงวาสนาได้เบิกความต่อหน้าศาลโดยผ่านนักสังคมสงเคราะห์ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี แล้ว ศาลย่อมรับฟังคำเบิกความของเด็กหญิงวาสนาเป็นพยานได้ เด็กหญิงวาสนาพยานโจทก์เป็นลูกจ้างทำงานอยู่ที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุอยู่ห่างจากจำเลยและผู้ตายเพียง 2 ถึง 3 เมตร และเป็นช่วงเวลาเช้าแล้ว จึงสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ถนัดชัดเจนทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีจ่าสิบตำรวจวิสิทธิ์ มณีขวัญ ผู้จับกุมจำเลยและพันตำรวจโทวินัย อินทร์แก้ว พนักงานสอบสวน เบิกความสนับสนุนในทำนองเดียวกันว่า หลังจากได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่ามีเหตุทำร้ายกันที่ร้านนำชัยโอชา พยานทั้งสองจึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พบจำเลยยืนถือมีดปลายแหลมอยู่ภายในร้านอาหาร โดยมีร่างผู้ตายนอนแน่นิ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง จำเลยไม่ยอมให้จับกุมและใช้มีดที่ถืออยู่แทงทำร้ายตัวเอง พฤติการณ์ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ซึ่งไปถึงที่เกิดเหตุในระยะเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวแสดงว่าจำเลยเป็นผู้ที่ใช้มีดแทงทำร้ายผู้ตาย สอดคล้องกับคำเบิกความของเด็กหญิงวาสนา และสนับสนุนคำเบิกความของเด็กหญิงวาสนาที่ว่าเห็นจำเลยใช้มีดแทงผู้ตายให้มีน้ำหนักน่ารับฟังมากยิ่งขึ้น ประกอบกับชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การรับสารภาพและนำสืบว่าใช้มีดแทงผู้ตายเนื่องจากจำเลยเครียดและบันดาลโทสะ ดังนี้ คำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยใช้มีดของกลางทำร้ายผู้ตายจริงและการที่จำเลยใช้มีดปลายแหลมของกลางใบมีดยาวประมาณ 20 เซนติเมตร กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร แทงผู้ตายที่บริเวณอวัยวะสำคัญโดยแรงหลายครั้งโดยปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.10 ว่า ผู้ตายมีบาดแผลถูกแทงที่บริเวณหน้าอก ใต้ชายโครงขวา แขนซ้าย และบริเวณราวนมขวา บาดแผลที่หน้าอกทะลุเข้าภายในและที่ใต้ชายโครงขวาทะลุช่องท้อง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เนื่องจากเสียโลหิตมาก พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 133 ทวิ ม. 172 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายสุชาติหรือนพพล ประเสริฐศิริวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5288/2549
#266866
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามฟ้องจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันเองซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 4 เพราะการจำหน่ายหมายถึงการจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่มิใช่ผู้กระทำความผิดด้วยกัน แต่พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำนวนเมทแอมเฟตามีนถึง 1,818 เม็ด เป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ให้ยกฟ้องในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นการไม่ชอบ แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีน กระเป๋าพลาสติก ถุงพลาสติก และเทปพันสายไฟของกลาง กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาจริงตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 866/2539 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 26 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 31 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุกในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 22 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน กระเป๋าพลาสติก ถุงพลาสติก และเทปพันสายไฟของกลาง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 866/2539 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,374 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามฟ้องจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,818 เม็ด มาส่งมอบให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันเองซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจำหน่าย เพราะการจำหน่ายหมายถึงการจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่มิใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ประกอบกับจำนวนเมทแอมเฟตามีนมีถึง 1,818 เม็ด เป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องได้

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัมนั้น บทความผิดและบทกำหนดโทษกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ และความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น บทความผิดทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ ส่วนบทกำหนดโทษเมื่อเมทแอมเฟตามีนไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับ สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 1,818 เม็ด ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด อันต้องด้วยระวางโทษจำคุก 4 ปี ถึง 15 ปี ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานดังกล่าวเป็นเวลา 22 ปี ก่อนลดโทษให้จึงเกินกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายและแก้โทษให้ถูกต้องและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิมและที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 ปี สำหรับโทษของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 7 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 67
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นางสมัย สมบูรณ์ทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายปณัฐ สมบูรณสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5281/2549
#266664
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำชำเราด้วยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้วและเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา จึงมิใช่ข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การที่จะไม่ต้องรับโทษในความผิดที่กระทำโดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา 277 วรรคสี่ แห่ง ป.อ. นั้น จะต้องได้ความว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้กระทำ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมแล้ว แม้ภายหลังศาลจะอนุญาตให้จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 สมรสกัน ก็ไม่เข้าเงื่อนไขในอันที่จะไม่ต้องรับโทษตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 317, 277, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม, 277 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 หลังเกิดเหตุจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงให้ลงโทษสถานเบา ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว และเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา จึงมิใช่ข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 และต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม การที่จำเลยจะไม่ต้องรับโทษในความผิดที่ได้กระทำโดยอาศัยบทบัญญัติของมาตรา 277 วรรคท้าย แห่ง ป.อ. นั้น จะต้องได้ความว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ยินยอมให้กระทำและภายหลังจำเลยและผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำการสมรสกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมแล้ว แม้ศาลจะอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 2 สมรสกันในภายหลัง ก็ไม่เข้าเงื่อนไขแห่งบทบัญญัติดังกล่าวในอันที่จะไม่ต้องรับโทษ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 27 ปี นับว่าเป็นผู้มีวัยวุฒิและประสบการณ์ชีวิตสูงพอสมควร สามารถแยกแยะได้ดีว่าสิ่งใดถูกหรือผิด การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อายุเพียง 14 ปีเศษ เป็นการล่วงละเมิดทางเพศแก่เด็กหญิง โดยหาได้คำนึงว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและอนาคตของผู้เสียหายที่ 2 และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้เสียหายที่ 2 อย่างไร พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปรานีจำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุก ส่วนโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดนั้นก็เป็นโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว จึงไม่อาจลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 วรรคหนึ่ง ม. 277 วรรคสี่ ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายมานิต ทองไทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายศุภชัย ธนาโอฬาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา