คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5204/2549
#269040
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น และเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงว่า การที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในทางสาธารณประโยชน์อันเป็นการกีดขวางทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร และได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นจึงไม่ถูกต้อง

เมื่อข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ยังไม่ปรากฏจากคำฟ้องและการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบต่อไปจนสิ้นกระแสความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสองหลังจากสืบพยานโจทก์ได้เพียงปากเดียวแล้วพิพากษายกฟ้องจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำพิพากษาและคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นได้ แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอเช่นนั้นในอุทธรณ์ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบมาตรา 243 (2), 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้บ้านและสิ่งก่อสร้างของจำเลยทั้งสองจะปลูกสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ยังสามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ภายนอกได้ แม้โจทก์จะไม่ได้รับความสะดวกเพราะทางบางช่วงแคบก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษและเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 เมื่อฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทางพิพาทตามฟ้องได้ โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสองฟังได้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งชอบที่จะใช้สอยทางพิพาทได้โดยสะดวก การที่จำเลยทั้งสองใช้สิทธิของตนปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในทางสาธารณประโยชน์อันเป็นการกีดขวางการเข้าออกที่ดินของโจทก์ แม้โจทก์จะเข้าออกได้ แต่โจทก์ก็ขาดความสะดวกในการใช้ทางพิพาท การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการใช้สิทธิของตนอันมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421, 1337 เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนให้สิ้นไปได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทางพิพาทตามฟ้องได้นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวนั้น เป็นการอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง ไม่ฟังข้อเท็จจริงที่ควรจะฟัง อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น และเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงว่า การที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในทางสาธารณประโยชน์อันเป็นการกีดขวางการเข้าออกที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่า จะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร และได้รับความเสียหายเป็นพิเศษเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นจึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คดีมีข้อเท็จจริงที่ยังโต้เถียงกันอยู่ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรอย่างไร มากน้อยเพียงใด แต่ข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่นั้นยังไม่ปรากฏจากคำฟ้องและการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบต่อไปจนสิ้นกระแสความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสองหลังจากสืบพยานโจทก์ได้เพียงปากเดียวแล้วพิพากษายกฟ้อง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐานเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำพิพากษาและคำสั่งงดสืบพยานของศาลชั้นต้นเสียได้ แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอเช่นนั้นในอุทธรณ์ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 243 (2), 247"

พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เสร็จสิ้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 223 ทวิ ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรณู ศรีบัณฑิตย์
จำเลย — นางประเทือง เพิ่มเกษร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5201/2549
#266749
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 รับจ้างผู้อื่นปลูกสร้างอาคาร ในการนี้จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อสังกะสีจากโจทก์และว่าจ้างโจทก์มุงหลังคาอาคาร กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ดังนั้นอายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนด 5 ปี เมื่อนับระยะเวลาจากวันครบกำหนดชำระเงิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ผิดนัดถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ส่งมอบงานติดตั้งหลังคาอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หลังจากนั้นเมื่อฝนตกหลังคารั่วและเปิดออกเมื่อถูกลมตี อันเป็นความชำรุดบกพร่องซึ่งไม่พึงพบได้ในขณะเมื่อรับมอบ โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 598 โดยจำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างไว้ได้เพียงเพื่อให้โจทก์แก้ไขซ่อมแซมการชำรุดบกพร่องดังกล่าว เมื่อโจทก์ยังซ่อมแซมไม่แล้วเสร็จ จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าซื้อแผ่นหลังคาและค่าติดตั้งรวมจำนวน 543,359.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 381,304.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 341,304.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 รับจ้างบริษัทแห่งหนึ่งปลูกสร้างอาคาร ในการนี้จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อสังกะสีจากโจทก์และว่าจ้างโจทก์มุงหลังคาอาคาร โจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2539 ครบกำหนดชำระราคาในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 เพิกเฉย แต่ปรากฏว่าหลังคาที่โจทก์ติดตั้งชำรุดบกพร่อง โจทก์ส่งช่างไปซ่อมแซมแก้ไขหลายครั้ง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี?(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" และมาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี

(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง.." ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 รับจ้างผู้อื่นปลูกสร้างอาคาร ในการนี้จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อสังกะสีจากโจทก์และว่าจ้างโจทก์มุงหลังคาอาคาร กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ดังนั้น อายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนด 5 ปี เมื่อปรากฏว่าโจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2539 ครบกำหนดชำระเงินเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ผิดนัด เมื่อนับระยะเวลาจากวันดังกล่าวถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ผิดสัญญาอันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดหน่วงไม่ชำระค่าจ้างได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ส่งมอบงานติดตั้งหลังคาอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หลังจากนั้นเมื่อฝนตกหลังคารั่วและเปิดออกเมื่อถูกลมตีอันเป็นความชำรุดบกพร่องซึ่งไม่พึงพบได้ในขณะเมื่อรับมอบ โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 598 โดยจำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างไว้ได้เพียงเพื่อให้โจทก์แก้ไขซ่อมแซมการชำรุดบกพร่องดังกล่าว เมื่อโจทก์ยังซ่อมแซมไม่แล้วเสร็จ จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 599 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34 (1) ม. 598 ม. 599
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลุยส์ ตี. เลียวโนเวนส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทยู.เอส.ซี.เทคโนโลยี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาววสิยา นิโรชสมาบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธ์ ละออมณี
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5197/2549
#267475
เปิดฉบับเต็ม

อักษรโรมันคำว่า CREATING - CONCEPT เมื่อรวมคำสองคำเข้าด้วยกัน ย่อมแปลได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ แม้จะมีเครื่องหมายยัติภังค์คั่นอยู่ตรงกลางของคำทั้งสองก็ไม่ทำให้คำทั้งสองซึ่งมีความหมายอยู่แล้วกลายเป็นคำไม่มีความหมายไปได้ เมื่อเป็นคำที่มีความหมายอยู่แล้วจึงมิใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้นและไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (3) ประกอบมาตรา 80 อย่างไรก็ตาม คำที่มิใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้นอาจเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะได้ หากคำนั้นมิได้เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรง แต่บริการของโจทก์ตามรายการบริการในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเสนอความคิดให้แก่ลูกค้าในเรื่องต่าง ๆ คำว่า CREATING - CONCEPT จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง

แม้หลายประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลกหรือองค์การค้าโลกจะรับจดทะเบียนคำว่า CREATING - CONCEPT การจดทะเบียนดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย เพราะแม้ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศทั้งสอง แต่การจดทะเบียนเครื่องหมายบริการย่อมขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร และความเห็นของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศนั้น ๆ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 11 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80

ส่วนการ์ตูนใบหน้าคล้ายรูปไข่หลับตาและยิ้ม มีลักษณะท่าทางเหมือนกำลังก้าวเดินขึ้นไปบนสายรุ้ง และที่ปลายสายรุ้งมีรูปพระจันทร์เสี้ยวอันเป็นภาพที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น เครื่องหมายบริการในส่วนนี้จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ ดังนั้น เครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียน หากพิจารณาทั้งเครื่องหมายแล้วมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ แต่เครื่องหมายบริการดังกล่าวมีส่วนหนึ่งคือคำว่า CREATING - CONCEPT มีลักษณะไม่บ่งเฉพาะ จึงให้โจทก์สละสิทธิที่จะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ที่สั่งให้โจทก์สละสิทธิว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน คำว่า CREATING - CONCEPT และมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยและมติของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 13 ที่มีคำวินิจฉัยและมีมติให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 441921 คำขอเลขที่ 441922 และคำขอเลขที่ 441923 และมีคำสั่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลยที่ 1 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ คำขอเลขที่ 441921 คำขอเลขที่ 441922 และคำขอเลขที่ 441923

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ในการชี้สองสถาน ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวโดยให้โจทก์นำสืบก่อนว่า คำสั่งของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 13 ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 441921 คำขอเลขที่ 441922 และคำขอเลขที่ 441923 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า อักษรโรมันคำว่า CREATING - CONCEPT ทั้งนายอนุชัย พยานโจทก์และนายวัชระ พยานจำเลยทั้งสิบสามต่างเบิกความว่า คำว่า CREATING แปลว่า สร้างสรรค์ ส่วนคำว่า CONCEPT แปลว่า ความคิด เมื่อรวมคำสองคำเข้าด้วยกันย่อมแปลได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ แม้จะมีเครื่องหมายยัติภังค์คั่นอยู่ตรงกลางของคำทั้งสองก็ไม่ทำให้คำทั้งสองซึ่งมีความหมายอยู่แล้ว กลายเป็นไม่มีความหมายไปได้ เมื่อคำทั้งสองเป็นคำที่มีความหมายอยู่แล้ว คำทั้งสองจึงมิใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้น คำทั้งสองจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 อย่างไรก็ตาม คำที่มิใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้นอาจเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน หากคำนั้นมิได้เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงและไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด แต่บริการของโจทก์ตามรายการบริการในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.17 ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเสนอความคิดให้แก่ลูกค้าในเรื่องต่าง ๆ คำว่า CREATING - CONCEPT จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง คำดังกล่าวจึงเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ได้ใช้กับบริการของโจทก์ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และโฆษณาเผยแพร่ทั่วไปตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7 เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะนั้น เห็นว่า คำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันจะเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันต่อเมื่อมีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดและพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว หลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดนั้นได้แก่ หลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ลงวันที่ 23 กันยายน 2542 ข้อ 2 ซึ่งระบุว่า การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง และเครื่องหมายร่วม จนแพร่หลายแล้วตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้ใช้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาในประเทศไทยจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าหรือบริการอื่น

(2) การจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าหรือบริการใดจนทำให้เครื่องหมายการค้ามีความแพร่หลายในประเทศไทย ให้ถือว่าเครื่องหมายมีลักษณะบ่งเฉพาะเพียงที่ใช้กับสินค้าหรือบริการนั้นเท่านั้น

(3) ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตาม (1) และ (2) ให้ผู้ขอจดทะเบียนนำส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาในประเทศไทยซึ่งสินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายที่ประสงค์จะขอจดทะเบียน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ ตัวอย่างสินค้า ใบโฆษณาสินค้า หรือพยานหลักฐานอื่น ๆ รวมทั้งพยานบุคคล (ถ้ามี) เป็นต้น

(4) ในการส่งหลักฐานตาม (3) ให้ผู้ขอจดทะเบียนส่งหลักฐานพร้อมการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายทุกคำขอ ในกรณีที่ไม่อาจกระทำได้ ให้ผู้ขอจดทะเบียนทำหนังสือขอผ่อนผันแนบมาพร้อมคำขอจดทะเบียน และให้นายทะเบียนมีอำนาจผ่อนผันได้ไม่เกิน 30 วัน ถ้าผู้ขอจดทะเบียนมิได้ส่งหลักฐานใดภายในกำหนดเวลาที่นายทะเบียนผ่อนผัน ให้นายทะเบียนพิจารณาดำเนินการแก่คำขอจดทะเบียนนั้นต่อไป โดยรับฟังข้อเท็จจริงเพียงเฉพาะหลักฐานเท่าที่ผู้ขอจดทะเบียนได้ส่งให้แก่นายทะเบียนไว้ (ถ้ามี)

ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการจะต้องพิสูจน์ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาในประเทศไทยจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่นจึงจะถือว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะ แต่โจทก์คงมีแต่พยานหลักฐานว่ามีการโฆษณาบริการตามเครื่องหมายบริการของโจทก์เท่านั้น โจทก์มิได้นำสืบพิสูจน์ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาในประเทศไทยจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่น ฉะนั้น คำว่า CREATING - CONCEPT ซึ่งเป็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ จึงมิใช่คำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเนื่องจากมีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นจนแพร่หลายตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดตามมาตรา 7 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะเคยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TACITLY CREATION และ City Concept ก็จะนำการรับจดทะเบียนดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับคำขอจดทะเบียนของโจทก์ไม่ได้ เพราะการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้า มิใช่การจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเพื่อใช้กับบริการเหมือนโจทก์ ทั้งคำดังกล่าวก็มิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรง แม้หลายประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (World Intellectual Property Organization หรือ WIPO) หรือองค์การค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แคนาดา อังกฤษ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ จะรับจดทะเบียนคำว่า CREATING - CONCEPT ตามที่โจทก์อ้าง การจดทะเบียนดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย เพราะแม้ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศทั้งสองแต่การจดทะเบียนเครื่องหมายบริการย่อมขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร และความเห็นของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศนั้น ๆ ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทั้งมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เพียงแต่บัญญัติว่า ในกรณีที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า หากคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นไปตามที่กำหนดในอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าว ให้ถือว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ บทบัญญัตินี้หาได้บัญญัติให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนั้นโดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญัติฉบับเดียวกัน ฉะนั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีอำนาจรับจดทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ ถ้ารับจดทะเบียนจะกำหนดเงื่อนไขตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ได้ ปรากฏว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์มิได้มีแต่คำว่า CREATING - CONCEPT เท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยการ์ตูนใบหน้าคล้ายรูปไข่หลับตาและยิ้ม มีลักษณะท่าทางเหมือนกำลังก้าวเดินขึ้นไปบนสายรุ้ง และที่ปลายสายรุ้งมีรูปพระจันทร์เสี้ยว อันเป็นภาพที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น เครื่องหมายบริการในส่วนนี้จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (6) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ฉะนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นด้วยกับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ที่เห็นว่าเครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนหากพิจารณาทั้งเครื่องหมายแล้วมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน แต่เครื่องหมายบริการดังกล่าวมีส่วนหนึ่งคือคำว่า CREATING - CONCEPT มีลักษณะไม่บ่งเฉพาะ จึงให้โจทก์สละสิทธิที่จะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าวกับการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.17 ตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้นคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.18 ถึง จ.20 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 13 ตามเอกสารหมาย จ.30 ถึง จ.32 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิใช่กรณีที่เครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งเครื่องหมายหรือส่วนใดส่วนหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายบริการนั้นไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 16 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน แต่เป็นกรณีตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันดังกล่าวมาแล้ว ฉะนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประทศจึงเห็นด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 13 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์คำขอเลขที่ 441921 เลขที่ 441922 และเลขที่ 441923 ให้บังคับไปตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์สละสิทธิที่จะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้คำว่า CREATING - CONCEPT กับให้นายทะเบียนรับดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวตามกฎหมายต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับทั้งสองศาล.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (3) ม. 11 วรรคสอง ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแคลร์-ลีส บูจอง
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายภาณุ รังสีลภัส
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5197/2549
#268952
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า CREATING แปลว่า สร้างสรรค์ ส่วนคำว่า CONCEPT แปลว่า ความคิด เมื่อรวมคำสองคำเข้าด้วยกันย่อมแปลว่า ความคิดสร้างสรรค์ แม้จะมีเครื่องหมายยัติภังค์คั่นอยู่ตรงกลางของคำทั้งสองก็ไม่ทำให้คำทั้งสองซึ่งมีความหมายอยู่แล้วกลายเป็นไม่มีความหมายไปได้ เมื่อคำทั้งสองเป็นคำที่มีความหมายอยู่แล้ว คำทั้งสองจึงมิใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้น คำทั้งสองจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม มาตรา 7 วรรคสอง (3) ประกอบมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 อย่างไรก็ตาม คำที่มิใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้นอาจเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) ประกอบมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน หากคำนั้นมิได้เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงและไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด แต่บริการของโจทก์ตามรายการบริการในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเสนอความคิดให้แก่ลูกค้าในเรื่องต่างๆ คำว่า CREATING - CONCEPT จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง คำดังกล่าวจึงเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

คำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ จะเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 ต่อเมื่อมีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดและพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว หลักเกณฑ์นั้นได้แก่ หลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ ลงวันที่ 23 กันยายน 2542 ข้อ 2 ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการจะต้องพิสูจน์ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาในประเทศไทยจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่นจึงจะถือว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะ แต่โจทก์คงมีแต่เอกสารเป็นพยานหลักฐานว่ามีการโฆษณาบบริการตามเครื่องหมายบริการของโจทก์เท่านั้น โจทก์มิได้นำสืบพิสูจน์ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้มีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาในประเทศไทยจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่น ฉะนั้น คำว่า CREATING - CONCEPT ซึ่งเป็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ จึงมิใช่คำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเนื่องจากมีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นจนแพร่หลายตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว

แม้หลายประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (World Intellectual Property Organization หรือ WIPO) หรือ องค์การค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) จะรับจดทะเบียนคำว่า CREATING - CONCEPT ตามที่โจทก์อ้าง การจดทะเบียนดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทยเพราะแม้ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศทั้งสอง แต่การจดทะเบียนเครื่องหมายบริการย่อมขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร และความเห็นของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าประเทศนั้นๆ ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ ทั้งมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพียงแต่บัญญัติว่า ในกรณีที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประทศเกี่ยวกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า หากคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นไปตามที่กำหนดในอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวให้ถือว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.นี้ บทบัญญัตินี้หาได้บัญญัติให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนั้น โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน ฉะนั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีอำนาจรับจดทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ ถ้ารับจดทะเบียนจะกำหนดเงื่อนไขตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ได้

ปรากฏว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์มิได้มีแต่คำว่า CREATING - CONCEPT เท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยการ์ตูนใบหน้าคล้ายรูปไข่หลับตาและยิ้มมีลักษณะท่าทางเหมือนกำลังก้าวเดินขึ้นไปบนสายรุ้ง และที่ปลายสายรุ้งมีรูปพระจันทร์เสี้ยว อันเป็นภาพที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น เครื่องหมายบริการในส่วนนี้จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (6) ประกอบมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน แต่เครื่องหมายบริการดังกล่าวมีส่วนหนึ่งคือคำว่า CREATING - CONCEPT มีลักษณะไม่บ่งเฉพาะ จึงให้โจทก์สละสิทธิ์ที่จะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าวกับการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์ตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ที่สั่งให้โจทก์สละสิทธิว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า CREATING - CONCEPT และมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยและมติของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 13 ที่มีคำวินิจฉัยและมีมติให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 441921 คำขอเลขที่ 441922 และคำขอเลขที่ 441923 และมีคำสั่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลยที่ 1 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ คำขอเลขที่ 441921 และคำขอเลขที่ 441922 และคำขอเลขที่ 421923

จำเลยทั้งสิบสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในการชี้สองสถาน ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวโดยให้โจทก์นำสืบก่อนว่า คำสั่งของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงวันที่ 13 ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 441921 คำขอเลขที่ 441922 และคำขอเลขที่ 441923 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "CREATING - CONCEPT และรูปประดิษฐ์ตัวการ์ตูน ใบหน้าคล้ายรูปไข่ หลับตา และยิ้ม มีลักษณะกิริยาท่าทางเหมือนกำลังก้าวเดินขึ้นไปบนสายรุ้งและที่ปลายสายรุ้งมีรูปพระจันทร์เสี้ยว เพื่อใช้สำหรับการบริการรวม 3 คำขอ คือคำขอเลขที่ 441921 ใช้กับการบริการจำพวก 35 รวม 25 รายการบริการ เช่น ตัวแทนโฆษณา การแสดงการสาธิตเกี่ยวกับสินค้า การจัดนิทรรศการเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าและการโฆษณา การศึกษาและวิจัยตลาด การพัฒนาการตลาด การประชาสัมพันธ์ ปรากฏตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเอกสารหมาย จ.15 คำขอเลขที่ 441922 ใช้กับการบริการจำพวก 38 รวม 2 รายการบริการ คือ การส่งข้อความและภาพทางเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลก (อินเทอร์เน็ต) การส่งข้อมูลข่าวสารผ่านดาวเทียม ปรากฏตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเอกสารหมาย จ.16 คำขอเลขที่ 441923 ใช้กับการบริการจำพวก 42 รวม 17 รายการบริการ เช่น การออกแบบงานศิลป์ด้วยกราฟฟิกสำหรับการสร้างสรรค์เนื่อที่โฆษณาทางเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลก (อินเทอร์เน็ต) การทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการสร้างสรรค์เนื่อที่โฆษณาทางเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลก (อินเทอร์เน็ต) ปรากฏตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเอกสารหมาย จ.17 จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือที่ พณ.0704/3379 ที่ พณ.0704/3405 และที่ พณ.0704/3406 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 รวม 3 ฉบับ ถึงโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 พิจารณาเห็นว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอจดทะบียนเครื่องหมายบริการเอกสารหมาย จ.15 จ.16 และ จ.17 มีส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของเครี่องหมายบริการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายหรือไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 จึงมีคำสั่งให้โจทก์สละสิทธิที่จะไม่ขอถือสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า CREATING - CONCEPT กับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเอกสารหมาย จ.15 จ.16 และ จ.17 ปรากฏตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย จ.18 จ.19 และ จ.20 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของจำเลยที่ 2 วันที่ 27 สิงหาคม 2544 โจทก์จึงได้อุทธรณ์คำสั่งขอ่งจำเลยที่ 2 ต่อจำเลยที่ 3 รวม 3 ฉบับ ปรากฏตามคำอุทธรณ์ของโจทก์เอกสารหมาย จ.21 จ.22 และ จ.23 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือที่ พณ.0704/5077 ที่ พณ.0704/5076 และที่ พณ.0704/4966 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นประธานกรรมการ และมีจำเลยที่ 5 ถึงที่ 13 เป็นกรรมการ ได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 6/2545 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 แล้ว เห็นว่า ภาคส่วนของเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า CREATING - CONCEPT ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย หมายถึง ความคิดทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ เมื่อนำมาใช้กับบริการตามที่โจทก์ยื่นจดทะเบียนนับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของบริการโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 16 ประกอบกับมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยที่ 3 จึงมีมติให้รอการวินิจฉัยอุทธรณ์ไว้ก่อน และให้โจทก์ยื่นคำชี้แจงและหลักฐานภายใน 60 วัน ปรากฏตามหนังสือแจ้งเอกสารหมาย จ.24 จ.25 และ จ.26 หลังจากได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2545 โจทก์ได้ทำหนังสือชี้แจงและส่งหลักฐานเพื่อประกอบการวินิจฉัยต่อจำเลยที่ 3 ปรากฏตามหนังสือชี้แจงเอกสารหมาย จ.27 จ.28 และ จ.29 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือที่ พณ.0702/0704/3784 ที่ พณ.0702/0704/3785 และที่ พณ.0702/0704/3886 ลงวันที่ 23 กันยายน 2545 แจ้งว่าจำเลยที่ 3 ที่มีจำเลยที่ 4 เป็นประธานคณะกรรมการและมีจำเลยที่ 5 ถึงที่ 13 เป็นกรรมการ ได้มีมติไม่ให้รับจดทะเบียนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์เอกสารหมาย จ.15 จ.16 และ จ.17 เพราะเห็นว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ในภาคส่วน คำว่า CREATING - CONCEPT เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย หมายถึง ความคิดทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ เมื่อนำมาใช้กับบริการตามที่ยื่นขอจดทะเบียนนับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของบริการโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 16 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยที่ 3 จึงมีมติในการประชุมครั้งที่ 25/2545 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2545 ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอทั้งสามคำขอเสีย ปรากฏตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ที่ 936/2545 ที่ 937/2545 และที่ 938/2545 เอกสารหมาย จ.30 จ.31 และ จ.32

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 13 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อักษรโรมันคำว่า CREATING - CONCEPT ทั้งนายอนุชัย อัชญาวัฒน์ พยานโจทก์และนายวัชระ เปียแก้ว พยานจำเลยทั้งสิบสามต่างเบิกความว่า คำว่า CREATING แปลว่า สร้างสรรค์ ส่วนคำว่า CONCEPT แปลว่า ความคิด เมื่อรวมคำสองคำเข้าด้วยกันย่อมแปลได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ แม้จะมีเครื่องหมายยัติภังค์คั่นอยู่ตรงกลางของคำทั้งสองก็ไม่ทำให้คำทั้งสองซึ่งมีความหมายอยู่แล้วกลายเป็นไม่มีความหมายไปได้ เมื่อคำทั้งสองเป็นคำที่มีความหมายอยู่แล้ว คำทั้งสองจึงมิใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้น คำทั้งสองจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2543 อย่างไรก็ตาม คำที่มิใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้นอาจเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน หากคำนั้นมิได้เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงและไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด แต่บริการของโจทก์ตามรายการในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเอกสารหมาย จ.15 จ.16 และ จ.17 ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเสนอความคิดให้แก่ลูกค้าในเรื่องต่างๆ คำว่า CREATING - CONCEPT จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง คำดังกล่าวจึงเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ได้ใช้กับบริการของโจทก์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และโฆษณาเผยแพร่ทั่วไปตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7 เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะนั้น เห็นว่า คำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันจะเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันต่อเมื่อมีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดและพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว หลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดนั้นได้แก่ หลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ลงวันที่ 23 กันยายน 2542 ข้อ 2 ซึ่งระบุว่า การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะโดยการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง และเครื่องหมายร่วม จนแพร่หลายแล้วตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้ใช้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาในประเทศไทยจนทำให้สาธารณชนในประทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าหรือบริการอื่น

(2) การจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าหรือบริการใดจนทำให้เครื่องหมายการค้ามีความแพร่หลายในประเทศไทย ให้ถือว่าเครื่องหมายมีลักษณะบ่งเฉพาะเพียงที่ใช้กับสินค้าหรือบริการนั้นเท่านั้น

(3) ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตาม (1) และ (2) ให้ผู้ขอจดทะเบียนนำส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาในประเทศไทยซึ่งสินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายที่ประสงค์จะขอจดทะเบียน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ ตัวอย่างสินค้า ใบโฆษณาสินค้า หรือพยานหลักฐานอื่นๆ รวมทั้งพยานบุคคล (ถ้ามี) เป็นต้น

(4) ในการส่งหลักฐานตาม (3) ให้ผู้ขอจดทะเบียนส่งหลักฐานพร้อมการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายทุกคำขอ ในกรณีที่ไม่อาจกระทำได้ ให้ผู้ขอจดทะเบียนทำหนังสือขอผ่อนผันแนบมาพร้อมคำขอจดทะเบียน และให้นายทะเบียนมีอำนาจผ่อนผันได้ไม่เกิน 30 วัน ถ้าผู้ขอจดทะเบียนมิได้ส่งหลักฐานใดภายในกำหนดเวลาที่นายทะเบียนผ่อนผัน ให้นายทะเบียนพิจารณาดำเนินการแก่คำขอจดทะเบียนนั้นต่อไป โดยรับฟังข้อเท็จจริงเพียงเฉพาะหลักฐานเท่าที่ผู้ขอจดทะเบียนได้ส่งให้แก่นายทะเบียนไว้ (ถ้ามี)

ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการจะต้องพิสูจน์ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาในประเทศไทยจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่นจึงจะถือว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะ แต่โจทก์คงมีแต่เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.7 เป็นพยานหลักฐานว่ามีการโฆษณาบริการตามเครื่องหมายบริการของโจทก์เท่านั้น โจทก์มิได้นำสืบพิสูจน์ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาในประเทศไทยจนทำให้สาธารณชนในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่น ฉะนั้น คำว่า CREATING - CONCEPT ซึ่งเป็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ จึงมิใช่คำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเนื่องจากมีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นจนแพร่หลายตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดตามมาตรา 7 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะเคยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TACITY CREATION หรือ City Convcept ก็จะนำการรับจดทะเบียนดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับคำขอจดทะเบียนของโจทก์ไม่ได้เพราะการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้า มิใช่การจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเพื่อใช้กับบริการเหมือนโจทก์ ทั้งคำดังกล่าวก็มิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรง แม้หลายประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (World Intellectual Property Organization หรือ WIPO) หรือองค์การค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แคนาดา อังกฤษ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ จะรับจดทะเบียนคำว่า CREATING - CONCEPT ตามที่โจทก์อ้างการจดทะเบียนดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย เพราะแม้ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศทั้งสอง แต่การจดทะเบียนเครื่องหมายบริการย่อมขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร และความเห็นของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศนั้นๆ ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทั้งมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เพียงแต่บัญญัติว่าในกรณีที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า หากคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นไปตามที่กำหนดในอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าว ใหถือว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ บทบัญญัตินี้หาได้บัญญัติให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนั้นโดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ฉะนั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีอำนนาจรับจดทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ ถ้ารับจดทะเบียนจะกำหนดเงื่อนไขตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ได้ ปรากฏว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์มิได้มีแต่คำว่า CREATING - CONCEPT เท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยการ์ตูนใหน้าคล้ายรูปไข่หลับตาและยิ้มมีลักษณะท่าทางเหมือนกำลังก้าวเดินขึ้นไปบนสายรุ้ง และที่ปลายสายรุ้งมีรูปพระจันทร์เสี้ยว อันเป็นภาพที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น เครื่องหมายบริการในส่วนนี้จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (6) ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ฉะนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นด้วยกับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ที่เห็นว่าเครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนหากพิจารณาทั้งเครื่องหมายแล้วมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน แต่เครื่องหมายบริการดังกล่าวมีส่วนหนึ่งคือคำว่า CREATING - CONCEPT มีลักษณะไม่บ่งเฉพาะ จึงให้โจทก์สละสิทธิที่จะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าวกับการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.17 ตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้นคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.18 ถึง จ.20 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 13 ตามเอกสารหมาย จ.30 ถึง จ.32 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิใช่กรณีที่เครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งเครื่องหมายหรือส่วนใดส่วนหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายบริการนั้นไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 16 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน แต่เป็นกรณีตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันดังกล่าวมาแล้ว ฉะนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 13 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์คำขอเลขที่ 441921 เลขที่ 441922 และเลขที่ 441923 ให้บังคับไปตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์สละสิทธิที่จะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้คำว่า CREATING - CONCEPT กับให้นายทะเบียนรับดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวตามกฎหมายต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (2) วรรคสาม ม. 11 วรรคสอง ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแคลร์-ลิส บูจอง
กรมทรัพย์สินทางปัญญา
จำเลย — กระทรวงพาณิชย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิริยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5188/2549
#266763
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 และมาตรา 390 มิใช่ได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 ที่โจทก์ระบุมาในคำขอท้ายฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การรับสารภาพว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีเป็นเรื่องโจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายที่ลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรฯ จำคุก 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 5 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรฯ จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 7 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และมาตรา 390 มิใช่ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ที่โจทก์ระบุมาในคำขอท้ายฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีเป็นเรื่องโจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายที่ลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยมีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291 ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายถวัล มณีขัติย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายสุเทพ ภักดิกมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5182/2549
#266748
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักเอาไม้มะค่าโมงแปรรูปจำนวน 235 แผ่น ที่เจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาขณะอยู่ในความครอบครองดูแลของ ว. ผู้เสียหายไปโดยทุจริต และบรรยายฟ้องข้อ 2 เกี่ยวกับความผิดฐานรับของโจรว่า ตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2545 จำเลยรับของโจรไม้มะค่าโมงจำนวน 8 แผ่น อันเป็นส่วนหนึ่งของไม้มะค่าโมงของกลางตามฟ้องข้อ 1 ที่ถูกคนร้ายลักไป หาใช่การบรรยายฟ้องที่ระบุว่า เวลากระทำผิดทั้งหมดในความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนที่ไม้มะค่าโมงถูกคนร้ายลักเอาไป อันจะมีผลทำให้เป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรไม่ ทั้งนี้เพราะฟ้องข้อ 2 โจทก์มิได้ระบุว่า เหตุรับของโจรเกิดขึ้นเพียงวันเดียวในวันที่ 6 มิถุนายน 2545 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมไม้ของกลางบางส่วนเท่านั้น หากแต่โจทก์ระบุว่า เหตุรับของโจรเกิดตั้งแต่วันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ถึงวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 2 ซึ่งคำว่า ตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 หมายถึง ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 อันมีช่วงระยะเวลานานถึง 1 เดือน วันเกิดเหตุความผิดฐานรับของโจรตามที่โจทก์บรรยายในฟ้องข้อ 2 จึงอาจเป็นวันใดวันหนึ่งในช่วงเวลา 1 เดือนดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นเวลาภายหลังจากที่มีคนร้ายลักไม้ของกลางตามฟ้องข้อ 1 แล้วก็ได้ การบรรยายฟ้องเช่นนี้จึงหาใช่การบรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดฐานรับของโจรก่อนเกิดความผิดฐานลักทรัพย์ อันจะมีผลทำให้คำฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรไม่

การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 ระบุเกี่ยวกับเวลาการทำผิดฐานรับของโจรว่า เหตุรับของโจรเกิดตั้งแต่วันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 คือตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 ถึงวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 2 คือวันที่ 6 มิถุนายน 2545 อันเป็นวันเวลาก่อนที่จะถึงวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 เป็นคำฟ้องที่สับสนขัดต่อสภาพและความเป็นจริง ไม่ชัดแจ้งเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357 และนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 816/2545 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 816/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำเลยในคดีนี้เป็นโทษจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ฐานรับของโจรนั้น โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องข้อ 1. เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักเอาไม้มะค่าโมงแปรรูป จำนวน 235 แผ่น ซึ่งเป็นไม้ที่เจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาโดยมีนายวัชรินทร์ผู้เสียหาย ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เก็บรักษาของกลางดังกล่าวไว้ไปโดยทุจริต ส่วนในคำฟ้องข้อ 2. เกี่ยวกับความผิดฐานรับของโจร โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1. ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2545 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้บังอาจรับของโจรไม้มะค่าโมง 8 แผ่น อันเป็นไม้ส่วนหนึ่งของไม้ของกลางของผู้เสียหายตามฟ้องข้อ 1. ที่ถูกคนร้ายลักไป การบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้ หาใช่การบรรยายฟ้องที่ระบุว่าเวลากระทำผิดทั้งหมดในความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนที่ไม้มะค่าโมงของกลางถูกคนร้ายลักเอาไป อันจะมีผลทำให้เป็นฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรไม่ ทั้งนี้เพราะคำฟ้องข้อ 2. โจทก์มิได้ระบุว่าเหตุรับของโจรเกิดเพียงวันเดียวในวันที่ 6 มิถุนายน 2545 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมไม้มะค่าโมงของกลางบางส่วนเท่านั้น หากแต่โจทก์ระบุว่าเหตุรับของโจรเกิดตั้งแต่วันดังกล่าวในฟ้องข้อ 1. ถึงวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 2. ซึ่งเฉพาะคำว่า "ตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1." นั้น หมายถึง ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 อันมีช่วงระยะเวลายาวนานถึง 1 เดือน ดังนั้น วันเกิดเหตุความผิดฐานรับของโจรที่โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนนี้ จึงอาจเป็นวันใดวันหนึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่มีคนร้ายลักไม้มะค่าโมงตามฟ้องข้อ 1. แล้วก็ได้ ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์เช่นนี้จึงหาใช่การบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานรับของโจรก่อนเกิดความผิดฐานลักทรัพย์อันจะมีผลทำให้คำฟ้องโจทก์บรรยายข้อต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดหรือเป็นฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6395/2534 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาไม่

ตามคำฟ้องข้อ 2. เกี่ยวกับการระบุเวลากระทำความผิดฐานรับของโจร ที่โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า เหตุรับของโจรเกิดตั้งแต่วันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1. คือตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 31 ธันวาคม 2545 ถึงวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 2. คือวันที่ 6 มิถุนายน 2545 อันเป็นวันเวลาก่อนที่จะถึงวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1. นั้น เป็นคำฟ้องที่สับสนขัดต่อสภาพและความเป็นจริง ไม่ชัดแจ้งเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้ว ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายแก้ว คำบุญเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายปัญญาวุธ วิสุทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5177/2549
#266777
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยการเชิญชวนของบุตรสาวผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะมิได้อนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านก็ตาม แต่จำเลยก็ได้รับอนุญาตจากบุตรสาวผู้เสียหายให้เข้าไปในบ้านดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งมิใช่เป็นการเข้าไปเพื่อกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขตาม ป.อ.มาตรา 362, 364

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย และได้ร่วมประเวณีกับนางสาวสาวิตรี บุตรสาวผู้เสียหายในห้องนอนของนางสาวสาวิตรี แล้วจำเลยออกจากบ้านผู้เสียหายกลับไปในวันรุ่งขึ้นแต่ก่อนรุ่งเช้า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยการเชิญชวนของนางสาวสาวิตรีบุตรสาวผู้เสียหายนั่นเอง แม้ผู้เสียหายจะมิได้อนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านก็ตาม แต่จำเลยก็ได้รับอนุญาตจากบุตรสาวผู้เสียหายให้เข้าไปในบ้านดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งมิใช่เป็นการเข้าไปเพื่อกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายจาตุรงค์ จอดนอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางอมร กีรติชัยวัตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
มานะ ศุภวิริยกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5177/2549
#267302
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยการเชิญชวนของ ส. บุตรสาวผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะมิได้อนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้าน ก็มิใช่เป็นการเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งมิใช่เป็นการเข้าไปเพื่อกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขตาม ป.อ. มาตรา 362, 364 จำเลยจึงไม่มีความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นอสังหาริมทรัพย์และเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายมนตรี นิยงค์ ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย และได้ร่วมประเวณีกับนางสาวสาวิตรีบุตรสาวผู้เสียหายในห้องนอนของนางสาวสาวิตรี แล้วจำเลยออกจากบ้านผู้เสียหายกลับไปในวันรุ่งขึ้นแต่ก่อนรุ่งเช้า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นางเสาวภาภริยาผู้เสียหาย นางสาวสาวิตรีบุตรสาวผู้เสียหายและพันตำรวจตรีเลอศักดิ์ บรรจง พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในคืนวันเกิดเหตุจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย โดยจำเลยใช้โต๊ะนักเรียนปีนหน้าต่างเข้าไปอยู่ในห้องนอนของนางสาวสาวิตรี แต่ได้ความจากพันตำรวจตรีเลอศักดิ์ตอบทนายความจำเลยถามค้านและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาเอกสาร จ.9 ว่า จากพื้นชั้นล่างถึงขอบหน้าต่างด้านล่างของห้องนอนนางสาวสาวิตรีห่างกันประมาณ 3.10 เมตร และได้ความจากนางสาวสาวิตรีตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า โต๊ะนักเรียนสูงไม่ถึง 1 เมตร ดังนั้น จากบนโต๊ะนักเรียนถึงขอบหน้าต่างด้านล่างของห้องนอนนางสาวสาวิตรีจึงห่างกันเกินกว่า 2.10 เมตร ขึ้นไป ซึ่งเป็นระยะที่สูงมาก และเมื่อพิจารณาดูภาพถ่ายหมาย จ.3 ประกอบด้วยแล้ว โอกาสที่จำเลยจะใช้มือจับยึดขอบหน้าต่างด้านล่างของห้องนอนนางสาวสาวิตรีและปีนเข้าไปในห้องนอนนั้นจึงเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้พยานทั้งสี่คนของโจทก์ไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยใช้โต๊ะนักเรียนในการปีนหน้าต่างในคืนเกิดเหตุ ดังนี้ที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยเข้าไปในห้องนอนของนางสาวสาวิตรีโดยปีนทางหน้าต่างเข้าไปนั้นจึงไม่น่าเชื่อถือ นางสาวสาวิตรีก็เบิกความตอบโจทก์ว่า พยานรักใคร่ชอบพอจำเลยมรตั้งแต่ปี 2541 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2542 นั้น พยานตั้งครรภ์กับจำเลยได้ 5 เดือน และยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานได้เสีย (หรือร่วมประเวณี) กับจำเลยก่อนวันเกิดเหตุ วันที่ 1 กันยายน 2542 แพทย์แจ้งว่าพยานตั้งครรภ์ได้เกือบ 6 เดือน เช่นนี้เห็นได้ว่า นางสาวสาวิตรีตั้งครรภ์ก่อนเกิดเหตุ ซึ่งหมายความว่าจำเลยและนางสาวสาวิตรีร่วมประเวณีกันมาก่อนเกิดเหตุแล้วนั่นเอง นางสาวสาวิตรียังเบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านอีกทำนองว่า ในคืนวันเกิดเหตุพยานได้ยินเสียงจำเลยครั้งแรกขณะที่เสียงเท้ากระทบฝาบ้าน พยานเข้าใจว่ามีคนกำลังจะปีนขึ้นมา แต่พยานก็ไม่ได้ร้องให้คนช่วยจึงผิดปกติวิสัยที่บุคคลซึ่งไม่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและไม่สนิทสนมกันจะพึงกระทำ ทั้งได้ความจากพันตำรวจตรีเลอศักดิ์ตอบทนายความจำเลยถามค้านว่าในชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธว่า จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพราะนางสาวสาวิตรีเป็นผู้เชิญชวน เช่นนี้ ตามพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบดังกล่าวประกอบกับนางสาวสาวิตรีรักใคร่ชอบพอจำเลยและเคยร่วมประเวณีกับจำเลยมาก่อนเกิดเหตุด้วยแล้ว ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าในวันเกิดเหตุนางสาวสาวิตรีบุตรสาวผู้เสียหายเป็นผู้เชิญชวนและพาจำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเอง จำเลยก็ให้การปฏิเสธตลอดมาว่า จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยนางสาวสาวิตรีเป็นผู้พาจำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยการเชิญชวนของนางสาวสาวิตรีบุตรสาวผู้เสียหายนั่นเอง แม้ผู้เสียหายจะมิได้อนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านก็ตาม แต่จำเลยก็ได้รับอนุญาตจากบุตรสาวผู้เสียหายให้เข้าไปในบ้านดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งมิใช่เป็นการเข้าไปเพื่อกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายจาตุรงค์ จอดนอก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
มานะ ศุภวิริยกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5177/2549
#268946
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยการเชิญชวนของ ส. บุตรสาวของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะมิได้อนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านก็ตาม แต่จำเลยก็ได้รับอนุญาตจากบุตรสาวของผู้เสียหายให้เข้าไปในบ้านดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งมิใช่เป็นการเข้าไปเพื่อกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขตาม ป.อ. มาตรา 362, 364

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหายและได้ร่วมประเวณีกันนางสาว ส. บุตรสาวผู้เสียหายในห้องนอนของนางสาว ส. แล้วจำเลยออกจากบ้านผู้เสียหายกลับไปในวันรุ่งขึ้นแต่ก่อนรุ่งเช้า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายนางเสาวภาภริยาผู้เสียหาย นางสาว ส. บุตรสาวผู้เสียหายและพันตำรวจตรีเลอศักดิ์ บรรจง พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในคืนวันเกิดเหตุจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย โดยจำเลยใช้โต๊ะนักเรียนปีนหน้าต่างเข้าไปอยู่ในห้องนอนของนางสาว ส. แต่ได้ความจากพันตำรวจตรีเลอศักดิ์ตอบทนายความจำเลยถามค้านและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาเอกสารหมาย จ.9 ว่า จากพื้นชั้นล่างถึงขอบหน้าต่างด้านล่างของห้องนอนนางสาว ส. ห่างกันประมาณ 3.10 เมตร และได้ความจากนางสาว ส. ตอบทนายความจำเลยถามค้านว่าโต๊ะนักเรียนสูงไม่เกิน 1 เมตร ดังนั้นจากบนโต๊ะนักเรียนถึงขอบหน้าต่างด้านล่างของห้องนอนนางสาว ส. จึงห่างกันเกินกว่า 2.10 เมตร ขึ้นไป ซึ่งเป็นระยะที่สูงมากและเมื่อพิจารณาดูภาพถ่ายหมาย จ.3 ประกอบด้วยแล้ว โอกาสที่จำเลยจะใช้มือจับยึดขอบหน้าต่างด้านล่างของห้องนอนนางสาว ส. และปีนเข้าไปในห้องนอนนั้นจึงเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้พยานทั้งสี่คนของโจทก์ไม่มีผู้ใดเป็นเหตุการณ์ขณะจำเลยใช้โต๊ะนักเรียนในการปีนหน้าต่างในคืนเกิดเหตุ ดังนี้ที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยเข้าไปในห้องนอนนางสาว ส. โดยปีนทางหน้าต่างเข้าไปนั้น จึงไม่น่าเชื่อถือ นางสาว ส. ก็เบิกความตอบโจทก์ว่า พยานรักใคร่ชอบพอจำเลยมาตั้งแต่ปี 2541 ในช่วงเดือน สิงหาคม 2542 นั้น พยานตั้งครรภ์กับจำเลยได้ 5 เดือน และยังเบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า พยานได้เสีย (หรือร่วมประเวณี) กับจำเลยก่อนวันเกิดเหตุ วันที่ 1 กันยนยน 2542 แพทย์แจ้งว่าพยานตั้งครรภ์ได้เกือบ 6 เดือน เช่นนี้เห็นได้ว่า นางสาว ส. ตั้งครรภ์ก่อนเกิดเหตุ ซึ่งหมายความว่าจำเลยและนางสาว ส. ร่วมประเวณีกันมาก่อนเกิดเหตุแล้วนั่นเอง นางสาว ส. ยังเบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านอีกทำนองว่า ในคืนวันเกิดเหตุ พยานได้ยินเสียงจำเลยครั้งแรกขณะที่เสียงเท้ากระทบฝาบ้าน พยานเข้าใจว่ามีคนกำลังจะปีนขึ้นมา แต่พยานก็ไม่ได้ร้องให้คนช่วยจึงผิดปกติวิสัยที่บุคคลซึ่งไม่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและไม่สนิทสนมกันจะพึงกระทำ ทั้งได้ความจากพันตำรวจตรีเลอศักดิ์ตอบทนายความจำเลยถามค้านว่าในชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธว่า จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพราะนางสาว ส. เป็นผู้เชิญชวน เช่นนี้ ตามพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบดังกล่าวประกอบกับนางสาว ส. รักใคร่ชอบพอจำเลยและเคยร่วมประเวณีกับจำเลยมาก่อนเกิดเหตุด้วยแล้ว ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าในคืนเกิดเหตุ นางสาว ส. บุตรสาวผู้เสียหายเป็นผู้เชิญชวนและพาจำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเอง จำเลยก็ให้การปฏิเสธตลอดมาว่า จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยนางสาว ส. เป็นผู้พาจำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยการเชิญชวนของนางสาว ส. บุตรสาวผู้เสียหายนั่นเอง แม้ผู้เสียหายจะมิได้อนุญาตให้จำเลยเข้าไปในบ้านก็ตาม แต่จำเลยก็ได้รับอนุญาตจากบุตรสาวผู้เสียหายให้เข้าไปในบ้านดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งมิใช่เป็นการเข้าไปเพื่อกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายจาตุรงค์ จอดนอก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
มานะ ศุภวิริยกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5165/2549
#268944
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 9 (1), 108 ทวิ เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้แม้จะไม่มีคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีนี้แล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (1), 120 และ พ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ มาตรา 11 (1) โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใด หรือได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินราชพัสดุของกรมราชรักษ์ กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐสงวนไว้เพื่อประโยชน์ในการอบรมศึกษาของโรงเรียนบ้านน้ำเขียว อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลใช้ประโยชน์ของโรงเรียนบ้านน้ำเขียว สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติและกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง โดยจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองสร้างบ้านเรือนและทำสวนในทิ่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 91 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ และให้จำเลย ลูกจ้าง ผู้แทน คนงานและบริวารของจำเลย รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง จำคุก 1 ปี ให้จำเลย ลูกจ้าง ผู้แทน คนงาน หรือบริวารของจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ประกอบมาตรา 365, (3) เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์ให้ลงโทษผู้ที่บุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่จะลงโทษผู้ที่บุกรุกสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงให้ยกคำขอของโจทก์ส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่ากระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เกิดเหตุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ไม่ได้มอบอำนาจให้โรงเรียนบ้านน้ำเขียวและกรมธนารักษ์ดำเนินคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง อันเป็นที่ดินของรัฐสงวนไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาอบรมโรงเรียนบ้านน้ำเขียว สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 (1), 108 ทวิ เห็นว่า การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้แม้จะไม่มีคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีนี้แล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (1), 120 และพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (1) โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใด หรือได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 28 (1) ม. 120 ม. 121
ป.ที่ดิน ม. 9 (1) ม. 108 ทวิ
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ ม. 11 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นายคาน ทองหล่อ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2549
#268942
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เป็นฝ่ายอุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียวในปัญหาว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ และศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวก็ตาม แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นยังหนักเกินไป ก็ย่อมมีอำนาจแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 371

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งมีทะเบียนและมีเครื่องกระสุนปืน (ที่ถูกฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย) จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียววเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท ให้จำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 4,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขโทษของจำเลยให้เบาลงนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ร้องขอให้ไม่รอการลงโทษจึงมีประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพียงประการเดียวว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขโทษของจำเลยให้เบาลง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้มีการยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาได้เช่นนั้น เห็นว่า การที่โจทก์เป็นฝ่ายอุทธรณ์ฝ่ายเดียวในปัญหาว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวก็ตาม แต่หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นยังหนักเกินไปก็ย่อมมมีอำนาจแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขโทษของจำเลยให้เบาลงนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายไกรวัล ชมกุล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5157/2549
#268941
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงตามเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลย มีข้อความแต่เพียงว่าจำเลยยอมชดใช้หนี้ให้ผู้เสียหาย หากจำเลยไม่สามารถนำเงินมาคืนผู้เสียหายภายในกำหนด 3 เดือน ยินยอมให้ผู้เสียหายดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีผลเป็นเพียงจำเลยได้ตกลงกำหนดนัดวันเวลาที่จะชำระเงินคืนแก่ผู้เสียหาย หาได้มีข้อความใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการยอมความกันโดยผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยโดยสิ้นเชิง จึงไม่ใช่เป็นการยอมความที่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปจำนวน 136,987 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 4 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 16 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 131,587 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาในประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเพราะการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 1 ของจำเลย มีข้อความแต่เพียงว่า จำเลยยอมชดใช้หนี้ให้ผู้เสียหาย หากจำเลยไม่สามารถนำเงินมาคืนผู้เสียหาย ภายในกำหนด 3 เดือน จำเลยยินยอมให้ผู้เสียหายดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีผลเป็นเพียงจำเลยได้ตกลงกำหนดนัดวันเวลาที่จะชำระคืนแก่ผู้เสียหาย หาได้มีข้อความใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการยอมความกันโดยผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยโดยสิ้นเชิง จึงมิใช่เป็นการยอมความที่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นางสงกรานต์ การกิจ
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2549
#267104
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1532 กำหนดให้จัดการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเมื่อมีการหย่า โดยมีจุดมุ่งหมายให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คู่หย่าจะแยกจากกันไปตั้งครอบครัวของตนขึ้นใหม่ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ซึ่งจดทะเบียนหย่ากับจำเลยแล้ว ได้ฟ้องขอให้แบ่งสินสมรส จำเลยก็ชอบที่จะฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้เช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสอื่นที่อยู่นอกเขตศาลชั้นต้น ประกอบกับโจทก์เป็นฝ่ายเริ่มต้นคดีโดยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นก่อน จึงเป็นกรณีที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (1) ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นมาตรา 4 (1) และมาตรา 4 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2536 ที่สำนักงานทะเบียนอำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง มีสินสมรสเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 859 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 96 ตารางวา ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2546 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่า โดยไม่ได้บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสไว้ โจทก์เคยติดต่อให้จำเลยจัดการแบ่งสินสมรสที่ดินดังกล่าวครึ่งหนึ่ง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 859 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินออกประมูลขายระหว่างโจทก์กับจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสและจดทะเบียนหย่า โดยไม่มีข้อตกลงแบ่งสินสมรส นอกจากที่ดินตามฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วยังมีสินสมรสอื่นอีก คือ ที่ดิน 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อาวุธปืน 2 กระบอก รถยนต์กระบะ 1 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 1 คัน เงินสด เครื่องทองรูปพรรณและพระเครื่อง จำนวน 109 รายการ เครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวน 41 รายการ และนาฬิกาอีกจำนวน 7 รายการ ตามเอกสารและรายการทรัพย์สินท้ายคำให้การขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์แบ่งสินสมรสดังกล่าวแก่จำเลยครึ่งหนึ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำให้การของจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเห็นว่าทรัพย์สินตามฟ้องแย้งมีที่ตั้งอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้น ประกอบกับคู่ความมีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ทรัพย์สินตามฟ้องแย้ง บางส่วนเป็นทรัพย์สินส่วนตัว คดีตามฟ้องแย้งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงไม่รับฟ้องแย้ง ให้คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่าจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสอื่นนอกจากสินสมรสที่โจทก์ระบุในคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 กำหนดให้จัดการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเมื่อมีการหย่า ไม่ว่าจะเป็นการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือหย่าโดยคำพิพากษาของศาล โดยมีจุดมุ่งหมายให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คู่หย่าจะแยกจากกันไปตั้งครอบครัวของตนขึ้นใหม่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งจดทะเบียนหย่ากับจำเลยแล้ว ได้ฟ้องขอให้แบ่งสินสมรส จำเลยก็ชอบที่จะฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้เช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสอื่นที่อยู่นอกเขตศาลชั้นต้นก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้ปัญหาการแบ่งสินสมรสเป็นอันยุติไปพร้อมกับการสิ้นสุดแห่งการสมรสด้วยการหย่าประกอบกับโจทก์เป็นฝ่ายเริ่มต้นคดีโดยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นก่อน จึงเป็นกรณีที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นแล้วจำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (1) ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นมาตรา 4 (1) และมาตรา 4 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สุวรรณลิขิตหรือเหวียนสี
จำเลย — นายณัฐวุฒิ สุวรรณลิขิต
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2549
#268938
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ซึ่งจดทะเบียนหย่ากับจำเลยแล้ว ได้ฟ้องขอแบ่งสินสมรส หากมีสินสมรสอยู่ที่โจทก์ จำเลยก็ชอบที่จะฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้เช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสที่อยู่นอกเขตศาลชั้นต้นก็ตาม ทั้งนี้โจทก์เป็นฝ่ายเริ่มต้นคดีโดยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นก่อน จึงเป็นกรณีที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่า โดยไม่ได้บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสไว้ โจทก์เคยติดต่อให้จำเลยจัดการแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่งแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 859 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินออกประมูลขายระหว่างโจทก์กับจำเลย

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า นอกจากที่ดินตามฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วยังมีสินสมรสอื่นอีก ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์แบ่งสินสมรสแก่จำเลยครึ่งหนึ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำให้การของจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำลย เห็นว่า ทรัพย์สินตามฟ้องแย้งมีที่ตั้งอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้น ประกอบกับคู่ความมีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ทรัพย์สินตามฟ้องแย้งบางส่วนเป็นทรัพย์สินส่วนตัว คดีตามฟ้องแย้งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงไม่รับฟ้องแย้ง ให้คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่าจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสอื่นนอกจากสินสมรสที่โจทก์ระบุในคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 กำหนดให้จัดการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเมื่อมีการหย่า ไม่ว่าจะเป็นการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือหย่าโดยคำพิพากษาของศาล โดยมีจุดมุ่งหมายให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คู่หย่าจะแยกจากกันไปตั้งครอบครัวของตนขึ้นใหม่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งจดทะเบียนหย่ากับจำเลยแล้วได้ฟ้องขอแบ่งสินสมรส จำเลยก็ชอบที่จะฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้เช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสอื่นที่อยู่นอกเขตศาลชั้นต้นก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้ปัญหาการแบ่งสินสมรสเป็นอันยุติไปพร้อมกับการสิ้นสุดแห่งการสมรสด้วยการหย่าประกอบกับโจทก์เป็นฝ่ายเริ่มต้นคดีโดยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นก่อน จึงเป็นกรณีที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (1) ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นมาตรา 4 (1) และมาตรา 4 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหัทยา ภาสุกาญจน์ หรือสุวรรณลิขิต
หรือเหวียนสี
จำเลย — นายณัฐวุฒิ สุวรรณลิขิต
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5147/2549
#267301
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินมีโฉนดเนื้อที่ดิน 29 ไร่ 2 งาน 13 ตารางวา เป็นของโจทก์ โจทก์ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจำนองเป็นประกันหนี้ ส. สามีโจทก์ต่อสหกรณ์การเกษตร ต่อมาสหกรณ์การเกษตรได้ยื่นฟ้อง ส. เป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ มิฉะนั้นให้บังคับที่ดินที่จำนองและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว จำเลยซึ่งเป็นประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรได้ซื้อที่ดินในฐานะส่วนตัวแล้วใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปราศจากอำนาจที่สหกรณ์การเกษตรให้จำเลยเข้าประมูลสู้ราคาหรือซื้อทรัพย์สินในการขายทอดตลาดและทำนิติกรรมรับโอนที่ดินแทนสหกรณ์การเกษตร แต่จำเลยกลับกระทำขัดต่อหนังสือมอบอำนาจที่ทางสหกรณ์การเกษตรให้อำนาจไว้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและผิดต่อข้อบังคับของสหกรณ์การเกษตร ส่อไปในทางทุจริต และต่อมาจำเลยและบริวารได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินแปลงดังกล่าวอีกด้วย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินเป็นของสหกรณ์การเกษตร และห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินต่อไป ซึ่งหากจำเลยได้ทำการละเมิดจริง ผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือถูกโต้แย้งสิทธิคือสหกรณ์การเกษตร มิใช่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2005 และโจทก์นำที่ดินดังกล่าวไปจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ของนายสมบัติ ดนตรีไทย สามีโจทก์ต่อสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2539 สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ฟ้องนายสมบัติและโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่ง เรื่อง กู้ยืม บังคับจำนอง และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 824/2539 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว จำเลยในฐานะประธานกรรมการสหกรณ์ฯ ได้ซื้อที่ดินในฐานะส่วนตัวและใส่ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นของตนเองโดยปราศจากอำนาจที่สหกรณ์ฯ ให้เข้าประมูลสู้ราคาหรือซื้อทรัพย์สินในการขายทอดตลาด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นการกระทำที่ผิดต่อข้อบังคับของสหกรณ์ฯส่อไปในทางทุจริต ต่อมาเมื่อประมาณปลายปี 2543 จำเลยและบริวารบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ยังครอบครองทำนาอยู่ โดยปลูกกระท่อม ตั้งเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง ทำสูบน้ำบ่อบาดาลพร้อมปั๊มน้ำ และปลูกพันธ์ไม้หลายชนิด โจทก์พยายามขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2005 ตำบลวัดโคก อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เป็นของสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด และห้ามจำเลยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ที่ดินพิพาทมาโดยเข้าประมูลซื้อจากการขายทอดตลาดที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชัยนาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 824/2539 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 ในราคา 650,000 บาท และจำเลยชำระราคาครบถ้วนแล้ว ต่อมามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของจำเลย ดังนั้น ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่เป็นของสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ถึงแม้จำเลยจะมีฐานะเป็นประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด แต่จำเลยไม่ได้เข้าสู้ราคาในฐานะตัวแทนของสหกรณ์ฯ ทั้งตามข้อบังคับของสหกรณ์ฯ ไม่มีข้อห้ามที่จะไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการเข้าประมูลซื้อที่ดิน โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายหรือถูกโต้แย้งสิทธิ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2005 ตำบลวัดโคก อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ดิน 29 ไร่ 2 งาน 13 ตารางวา เป็นของโจทก์ โจทก์ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจำนองเป็นประกันหนี้นายสมบัติ ดนตรีไทย สามีโจทก์ต่อสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ต่อมาสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ได้ยื่นฟ้องนายสมบัติ ดนตรีไทย เป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งเรื่อง กู้ยืม บังคับจำนอง ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ มิฉะนั้นให้บังคับที่ดินจำนองและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 2005 ตำบลวัดโคก อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท จำเลยซึ่งเป็นประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ได้ซื้อที่ดินในฐานะส่วนตัวแล้วใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปราศจากอำนาจที่สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ให้จำเลยเข้าประมูลสู้ราคาหรือซื้อทรัพย์สินที่ดินในการขายทอดตลาดและทำนิติกรรมรับโอนที่ดินแทนสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด แต่จำเลยกลับกระทำขัดต่อหนังสือมอบอำนาจที่ทางสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ให้อำนาจไว้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและผิดต่อข้อบังคับของสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ส่อไปในทางทุจริตและต่อมาจำเลยและบริวารได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินแปลงดังกล่าวอีกด้วย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินเลขที่ 2005 ตำบลวัดโคก อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เป็นของสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด และห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าวต่อไปเห็นได้ว่าหากจำเลยได้ทำการละเมิดดังที่โจทก์ฟ้องจริง ผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือถูกโต้แย้งสิทธิคือสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด มิใช่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องชอบแล้ว และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยประการอื่นต่อไป"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชลอหรือชะลอ ดนตรีไทย
จำเลย — นายประทิน เอี่ยมสงคราม
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5144/2549
#267100
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการรับขนส่งตู้คอนเทนเนอร์และรับจ้างจากจำเลยที่ 1 ให้นำตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์ไปบรรจุสินค้าที่โรงงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการตั้งวางตู้คอนเทนเนอร์ที่รับขนส่งให้มั่นคงปลอดภัยเพื่อการนำสินค้าเข้าบรรจุ การที่ ป. ขับรถไปจอดภายในโรงงานของจำเลยที่ 1 จากนั้นได้ปลดขาค้ำยันของหางลากที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ลง และปลดล็อกระหว่างรถบรรทุกหัวลากกับหางลาก เมื่อบริเวณที่ตั้งวางหางลากเป็นพื้นลาดเอียง ทำให้ด้านท้ายของหางลากซึ่งรับน้ำหนักด้วยล้ออยู่สูงกว่าด้านหน้า แต่ ป. ไม่นำแผ่นเหล็กคล้ายโต๊ะที่นำติดรถไปวางรองรับน้ำหนักของตู้คอนเทนเนอร์ที่อยู่บนหางลากให้มั่นคงแข็งแรง การที่ตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์ล้มลงจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ป. จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างจะปัดความรับผิดโดยอ้างว่าเป็นความผิดของพนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดเรียงสินค้าตามแนวยาวของตู้คอนเทนเนอร์และแม้พนักงานของจำเลยที่ 1 นำบันไดไปพาดวางไว้ที่ตู้คอนเทนเนอร์และบันไดดังกล่าวกระแทกถูกอุปกรณ์ทำความเย็นขณะตู้คอนเทนเนอร์ล้มลง ก็ต้องถือว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ป. อยู่นั่นเอง ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 พ้นความรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2537 โจทก์โดยบริษัทจาร์ดีนแปซิฟิค (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนของโจทก์ตกลงรับจ้างขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 จากประเทศไทยไปยังประเทศอิตาลีในเงื่อนไขการขนส่งแบบเอฟซีแอล/เอฟซีแอล คือผู้ส่งจะต้องนำตู้คอนเทนเนอร์ของผู้ขนส่งไปบรรจุสินค้าเอง วันที่ 30 กันยายน 2537 โจทก์ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนำรถบรรทุกหัวลากพร้อมหางลากมารับตู้คอนเทนเนอร์ไปจากโจทก์ ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2537 พนักงานของจำเลยที่ 1 บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์โดยปราศจากความระมัดระวัง และพนักงานขับรถบรรทุกหัวลากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งวางหางลากไม่เหมาะสมโดยตั้งวางบนพื้นที่ลาดเอียง และไม่ตรวจดูสลักสำหรับล็อกขาค้ำยันของหางลากที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ เป็นเหตุให้ขาค้ำยันของหางลากหักพับลงขณะบรรจุสินค้า แผงอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิของตู้ตอนเทนเนอร์กระแทกกับพื้นและนั่งร้านได้รับความเสียหาย คิดเป็นเงิน 219,845 บาท จำเลยทั้งสามในฐานะนายจ้างต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 219,845 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ความเสียหายเกิดจากอุปกรณ์ขาค้ำยันตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์ชำรุดบกพร่องเอง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า การจอดรถตั้งวางหางลากที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ พนักงานขับรถและดูแลรถของจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังคำนวณน้ำหนักของตู้คอนเทนเนอร์และน้ำหนักของสินค้าที่จะบรรจุ ตรวจสอบสลักพร้อมขาค้ำยัน และตั้งวางหางลากที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ในสภาพมั่นคงแข็งแรง นอกจากนี้บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นดินอัดแรงเทปรับพื้นด้วยคอนกรีต พนักงานขับรถและดูแลรถของจำเลยที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อ ความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เฉพาะบริเวณด้านหัวของตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้มีน้ำหนักเฉลี่ยไม่สมดุล เป็นเหตุให้ด้านหัวของตู้คอนเทนเนอร์กระแทกถูกแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับควบุคมอุณหภูมิของตู้เปิดออก และแผงวงจรได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหาย 219,845 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์รับจ้างขนส่งสินค้าประเภทปลาหมึกแช่แข็งของจำเลยที่ 1 จากประเทศไทยไปยังประเทศอิตาลี โดยจำเลยที่ 1 จะต้องนำตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์ไปบรรจุสินค้าเองแล้วส่งคืนโจทก์เพื่อส่งต่อไปยังเมืองท่าปลายทาง โจทก์ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2537 โดยจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้นำรถบรรทุกหัวลากพร้อมหางลากไปรับตู้คอนเทนเนอร์จากโจทก์นำไปบรรจุสินค้าที่โรงงานของจำเลยที่ 1 ก่อนนำส่งคืนโจทก์ ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2537 ขณะพนักงานของจำเลยที่ 1 นำสินค้าเข้าบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ ปรากฏว่าด้านหัวของตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรทุกอยู่บนหางลากกดต่ำล้มลงกระแทกกับพื้น อุปกรณ์ทำความเย็นซึ่งติดตั้งอยู่ที่ด้านหัวของตู้ได้รับความเสียหายตามภาพถ่ายหมาย จ.7 และ ล.1 และ ล.3 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า เหตุที่ตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์ล้มลงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานขับรถและดูแลรถของจำเลยที่ 2 หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า หากพนักงานของจำเลยที่ 1 จัดเรียงสินค้าตามแนวความยาวของตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักของสินค้าก็จะไม่ตกไปอยู่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง แม้พนักงานขับรถและดูแลรถของจำเลยที่ 2 จะใช้โต๊ะหรือสิ่งใดวางค้ำยันตู้คอนเทนเนอร์ด้านที่ติดตั้งอุปกรณ์ทำความเย็นหรือไม่ก็ตาม ตู้คอนเทนเนอร์ก็ย่อมจะไม่กระดกหรือไม่กดต่ำล้มลงได้ เหตุจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยที่ 1 ในการจัดเรียงสินค้า จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเพียงลำพัง แต่จำเลยที่ 1 พึงต้องร่วมรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการรับขนส่งตู้คอนเทนเนอร์และรับจ้างจากจำเลยที่ 1 ให้นำตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์ไปบรรจุสินค้าที่โรงงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการตั้งวางตู้คอนเทนเนอร์ที่รับขนส่งให้มั่นคงปลอดภัยเพื่อการนำสินค้าเข้าบรรจุ ข้อเท็จจริงได้ความจากนายปรีชา ศรีสด พยานจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานขับรถและดูแลรถของจำเลยที่ 2 ว่า วันเกิดเหตุนายปรีชาขับรถไปจอดภายในโรงงานของจำเลยที่ 1 ตรงบริเวณตามภาพถ่ายหมาย ล.1 จากนั้นได้ปลดขาค้ำยันของหางลากที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ลง และปลดล็อกระหว่างรถบรรทุกหัวลากกับหางลากแล้วขับรถบรรทุกหัวลากออกไป แม้นายปรีชาจะอ้างว่าได้บอกให้พนักงานของจำเลยที่ 1 นำแผ่นเหล็กคล้ายโต๊ะวางรองรับน้ำหนักตู้คอนเทนเนอร์ไว้ด้วยแล้ว แต่นายปรีชาก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายปรีชาไม่ทราบว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ทำตามที่นายปรีชาบอกหรือไม่ ซึ่งหากได้นำแผ่นเหล็กคล้ายโต๊ะวางรองรับน้ำหนัก ตู้คอนเทนเนอร์ก็จะไม่ล้มลงตามที่ปรากฏ นายปรีชายังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านด้วยว่า เมื่อได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 2 ให้นำตู้คอนเทนเนอร์ไปบรรจุสินค้าที่โรงงานของจำเลยที่ 1 นายปรีชาได้นำแผ่นเหล็กคล้ายโต๊ะติดรถไปด้วย แสดงว่านายปรีชาทราบดีอยู่แล้วว่า หากนำรถบรรทุกหัวลากแยกออกจากหางลากที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จะต้องใช้แผ่นเหล็กคล้ายโต๊ะดังกล่าววางรองรับน้ำหนัก ตามภาพถ่ายหมาย ล.1 ก็ปรากฏว่าขาค้ำยันของหางลากที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์อยู่ชิดค่อนเข้ามาทางกึ่งกลางตู้คอนเทนเนอร์มากและบริเวณที่ตั้งวางหางลากเป็นพื้นลาดเอียง ทำให้ด้านท้ายของหางลากซึ่งรับน้ำหนักด้วยล้ออยู่สูงกว่าด้านหน้า และพื้นที่ตรงกับตำแหน่งของล้อที่กระดกยกสูงขึ้นมีท่อนไม้วางอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นท่อนไม้ที่วางกั้นล้อเพื่อป้องกันมิให้ลื่นไถล การตั้งวางหางลากที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ในสภาพพื้นที่ลาดเอียงดังกล่าว นายปรีชาควรต้องนำแผ่นเหล็กคล้ายโต๊ะที่นำติดรถไปวางรองรับน้ำหนักของตู้คอนเทนเนอร์ที่อยู่บนหางลากให้มั่นคงแข็งแรงหรือหากได้บอกให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ช่วยนำแผ่นเหล็กคล้ายโต๊ะไปวางรองรับน้ำหนักจริง อย่างน้อยนายปรีชาก็ควรต้องอยู่ตรวจตราดูแลให้เรียบร้อยดีเสียก่อน แต่กลับได้ความว่านายปรีชาขับรถบรรทุกหัวลากออกจากโรงงานของจำเลยที่ 1 ไปรับประทานอาหารอยู่ประมาณ 30 นาที กลับเข้าไปในโรงงานอีกครั้งภายหลังที่ตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์ล้มลงแล้ว ซึ่งนายปรีชาเบิกความว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 จัดวางสินค้าเข้าบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ได้เพียงประมาณ 3 แถว แสดงว่าการตั้งวางหางลากที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขาดความมั่นคงปลอดภัยอย่างมาก การที่ตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์ล้มลงจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายปรีชาที่มิได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอเป็นต้นเหตุ จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างจะปัดความรับผิดโดยอ้างว่าเป็นความผิดของพนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดเรียงสินค้าตามแนวยาวของตู้คอนเทนเนอร์และเกี่ยงให้จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดด้วยหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า ความเสียหายของอุปกรณ์ทำความเย็นของตู้คอนเทนเนอร์เกิดจากการถูกกระแทกด้วยบันไดที่พนักงานของจำเลยที่ 1 พาดวางไว้นั้น เห็นว่า หากนายปรีชาไม่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์ล้มลงแล้ว ลำพังการพาดวางบันไดไว้ไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุปกรณ์ทำความเย็นของตู้คอนเทนเนอร์ได้ ดังนั้น แม้หากจะรับฟังว่าพนักงานของจำเลยที่ 1 นำบันไดไปพาดวางไว้ที่ตู้คอนเทนเนอร์และบันใดดังกล่าวกระแทกถูกอุปกรณ์ทำความเย็นขณะตู้คอนเทนเนอร์ล้มลงดังข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ก็ตาม ก็ต้องถือว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายปรีชาอยู่นั่นเอง หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 พ้นความรับผิดไม่"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ดอาหรับชิปปิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทรักเต็ม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5142/2549
#267594
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์มีกำหนด 1 ปี ชำระค่าเช่าล่วงหน้าภายในวันที่ 19 ของทุกเดือน เมื่อสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาเช่าแล้วโจทก์รับเงินค่าเช่าที่ชำระล่วงหน้าจากจำเลยในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2543 ก่อนหน้าที่โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกการเช่าถึงจำเลยในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 570 การทักท้วงไปถึงจำเลยภายหลังสัญญาเช่าเดิมครบกำหนดถึง 3 วัน ไม่อาจแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป ดังนั้นการบอกเลิกการเช่าของโจทก์จึงอยู่ในบังคับของมาตรา 566 เมื่อการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ไม่ชอบโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวเลขที่ 442/13 และ 442/14 จำเลยเช่าตึกแถวทั้งสองห้องดังกล่าว เมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาเช่า โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไปและมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปถึงจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ย้ายออก โจทก์ขอเรียกเบี้ยปรับวันละ 500 บาท นับตั้งแต่วันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 22,000 บาท ค่าเสียหายจากการที่อาจนำตึกแถวพิพาทออกให้ผู้อื่นเช่าจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,000 บาท ค่าซ่อมแซมตึกแถวพิพาทเป็นเงิน 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 62,000 บาท เมื่อหักเงินประกันจำนวน 20,000 บาท แล้ว คงเหลือจำนวน 42,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากทรัพย์สินที่เช่าตึกแถวเลขที่ 442/13 และ 442/14 ถนนพหลโยธิน ซอย 52 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยชำระเบี้ยปรับและค่าเสียหายเป็นเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเบี้ยปรับวันละ 500 บาท ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากตึกแถวพิพาท

จำเลยให้การว่า โจทก์บอกกล่าวเลิกการเช่าโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์มาโดยตลอดทุกวันที่ 19 ของเดือนจนครบกำหนดตามสัญญาในวันที่ 19 ตุลาคม 2543 พร้อมแจ้งความประสงค์ขอเช่าต่ออีกและได้ชำระค่าเช่าในงวดวันที่ 19 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันภายหลังที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์รับค่าเช่าโดยไม่ทักท้วงถือว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา โจทก์บอกเลิกการเช่าเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 และนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2544 จึงเป็นการบอกเลิกการเช่าที่ไม่ชอบไม่อาจฟ้องได้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์จำเลยแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยและบริวารได้ออกจากตึกแถวที่เช่าแล้วเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 68,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2542 จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวห้องเลขที่ 442/18 และ 442/19 ถนนพหลโยธินซอย 52 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จากโจทก์มีกำหนด 1 ปี ค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ชำระค่าเช่าล่วงหน้าภายในวันที่ 19 ของทุกเดือน ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาประมาณเดือนพฤษภาคม 2543 โจทก์และจำเลยตกลงกันเปลี่ยนตึกแถวที่เช่ามาเป็นห้องเลขที่ 442/13 และ 442/14 แทนโดยใช้สัญญาเช่าเดิมตามเอกสารหมาย จ.6 การเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นการเช่าที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ เมื่อสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาเช่า จำเลยชำระค่าเช่า 10,000 บาท ให้โจทก์ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2543 อันเป็นค่าเช่าที่ชำระล่วงหน้าประจำเดือนพฤศจิกายน 2543 ถือว่าเป็นการทำสัญญาใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.8 และจำเลยได้รับหนังสือนี้เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 แต่ไม่ยอมออกไป โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2544 แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การบอกเลิกการเช่าของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้วินิจฉัยในปัญหาเรื่องค่าเสียหายตามอุทธรณ์ของจำเลย เห็นว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะการบอกเลิกสัญญาเช่าของโจทก์ไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 ทั้งการที่จะต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 นั้นต้องเป็นกรณีที่ผู้ให้เช่านิ่งเฉยมิได้ทักท้วง ยอมให้ผู้เช่าครอบครองทรัพย์สิน แต่คดีนี้โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาทซึ่งถือว่าโจทก์ได้ทักท้วงแล้ว ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่า เมื่อสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาเช่าแล้วโจทก์รับเงินค่าเช่าที่ชำระล่ววหน้าจากจำเลยในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2543 ก่อนหน้าที่โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกการเช่าถึงจำเลยในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาเช่าใหม่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 การทักท้วงไปถึงจำเลยภายหลังสัญญาเช่าเดิมครบกำหนดถึง 3 วัน ไม่อาจแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปนับแต่วันครบกำหนดการเช่าได้ ดังนั้นการบอกเลิกการเช่าของโจทก์จึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 566 ที่จะต้องบอกกล่าวแก่จำเลยให้รู้ตัวก่อนชั่วกำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสองเดือน เมื่อการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1988/2511 มานั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น.

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 566 ม. 570
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระชัย วิวัฒนวานิชกุล
จำเลย — นายประวิทย์ เลขะจิระกูลหรือเลขะจิระกุล
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
พรเพชร วิชิตชลชัย
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5141/2549
#267123
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยผิดสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์เพียงว่า การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายไม่น้อยกว่า 500,000 บาท โดยมิได้บอกว่าเสียหายอย่างไรบ้าง จำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงเท่าใด คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2535 โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 49688 และเลขที่ 67216 ตำบลทวีวัฒนา (บางพรม) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ราคา 33,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองจะต้องปลดเปลื้องภาระผูกพันใด ๆ เหนือที่ดินที่มีอยู่ก่อนหรือขณะทำสัญญา หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์เข้าไปถมที่ดินและปลูกเรือนพักคนงาน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้โดยตลอดเนื่องจากมีบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทจำนวน 3 หลัง ไม่ยอมรื้อถอนย้ายออกไป โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองมิได้ดำเนินการใด ๆ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยทั้งสองมิได้ปลดเปลื้องภาระผูกพันเหนือที่ดินพิพาท จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท หลังจากนั้นโจทก์ยังได้ชำระราคาให้แก่จำเลยทั้งสองอีกรวมเป็นเงิน 11,000,000 บาทเศษ และตกลงแก้ไขสัญญากันใหม่ แต่จำเลยทั้งสองก็ยังมิได้ปลดเปลื้องภาระผูกพันเหนือที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ครั้นปี 2542 กรุงเทพมหานครจะเปิดดำเนินการตลาดนัดสนามหลวงแห่งที่ 2 ใกล้เคียงกับที่ดินพิพาท โจทก์เขียนแบบก่อสร้างตลาดและลานจอดรถยนต์ แต่จำเลยทั้งสองขัดขวางไม่ให้โจทก์เข้าไปพัฒนาที่ดินพิพาทและบอกเลิกสัญญาไม่ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินค่าดำเนินการไม่น้อยกว่า 500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 49688 และเลขที่ 67216 ตำบลทวีวัฒนา (บางพรม) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และยินยอมให้โจทก์เข้าไปพัฒนาที่ดินด้วยการปลูกสร้างอาคารตลาดและลานจอดรถยนต์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายเป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ถ้าเสียหายก็ไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาประการต่อไปที่ว่า ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายนั้น โจทก์ได้บรรยายฟ้องครบถ้วนแล้วไม่เคลือบคลุม เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น" ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์นั้นบรรยายเพียงว่า การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายไม่น้อยกว่า 500,000 บาท โดยมิได้บอกว่าเสียหายอย่างไรบ้าง จำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงเท่าใด คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา เป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ตามมาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาตรี งามอภิชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสวนพฤกษศาสตร์กรุงเทพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2549
#267745
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้นำเงินไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ดและที่ศาลชั้นต้นเพื่อใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท คืนแก่ผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย ย่อมเป็นแต่เพียงการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ไม่เป็นการยอมความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2546 ทั้งเวลากลางคืนและกลางวันต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยซึ่งเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า จำนวน 1 คัน ราคา 64,000 บาท ของห้างหุ้นส่วนจำกัดปรีชาพานิชย์ร้อยเอ็ด ผู้เสียหาย และรับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจากผู้เสียหายไปไว้ในครอบครองของจำเลยแล้ว ได้เบียดบังเอารถจักรยานยนต์เป็นของตนแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้มีชื่อโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยได้นำเงินไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ดและที่ศาลชั้นต้นเพื่อใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว มูลเหตุในการฟ้องร้องดำเนินคดีสิ้นสุดลง สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับนั้น เห็นว่า การที่จำเลยวางเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อใช้ราคาทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย ดังนั้น ย่อมเป็นแต่เพียงการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ไม่เป็นการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายพลเทพ สุ่มมาตย์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2549
#268936
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำเงินไปวางที่สำนักงานบังคับคดี และที่ศาลชั้นต้นเพื่อใช้ราคาทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย ย่อมเป็นแต่เพียงการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ไม่มีผลเป็นการยอมความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยได้นำเงินไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ดและที่ศาลชั้นต้นเพื่อใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท แก้ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว มูลเหตุในการฟ้องร้องดำเนินคดีสิ้นสุดลง สิทธิในการคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปนั้น เห็นว่า การที่จำเลยวางเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อใช้ราคาทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย ดังนั้น ย่อมเป็นแต่เพียงการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ไม่เป็นการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น ได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่าจำเลยเคยมีพฤติการณ์เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ตามร้านค้าต่างๆ มาแล้วหลายครั้งและในแต่ละครั้งจำเลยก็จะนำรถจักรยานยนต์ไปจำนำแก่บุคคลอื่นบ้าง นำไปซ่อนบ้างและไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อแก่เจ้าของรถจักรยานยนต์แต่อย่างใด เมื่อเจ้าของรถจักรยานยนต์ติดตามเร่งรัดจะดำเนินคดี จำเลยก็จะนำเงินไปชำระบ้างนำรถจักรยานยนต์มาคืนบ้าง พฤติการณ์แห่งคดีเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า เป็นการกระทำที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องร้ายแรง โทษศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดมาเหมาะสมแก่คดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข และไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายพลเทพ สุ่มมาตย์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ