คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5506/2549
#267115
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันว่า หากผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบความเสียหายของอาคารของโจทก์แล้วมาเบิกความประกอบการรายงานว่า ความเสียหายของอาคารโจทก์ที่ได้รับเกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยยอมแพ้และยอมจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ตามความเสียหายที่ผู้เชี่ยวชาญรายงาน หากผู้เชี่ยวชาญรายงานว่าความเสียหายของโจทก์ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยโจทก์ยอมแพ้ การที่ผู้เชี่ยวชาญทำความเห็นต่อศาลว่า ได้ไปตรวจสอบอาคารพิพาทแล้วความเสียหายเกิดจากการเพิ่มน้ำหนักของอาคารพิพาท ค่าเสียหายของอาคารของโจทก์เป็นเงิน 850,000 บาท และผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความประกอบการรายงานว่า อาคารพิพาททรุดตัวเกิดจากการต่อเติมของจำเลย ดังนั้น ผลการตรวจสอบอาคารพิพาทของผู้เชี่ยวชาญจึงตรงตามคำท้าแล้ว ส่วนที่ผู้เชี่ยวชาญมิได้ทำรายละเอียดรายงานเรื่องความเสียหายนั้น เมื่อตามคำท้าไม่ปรากฏว่าคู่ความได้ตกลงกันให้ผู้เชี่ยวชาญทำรายละเอียดเรื่องความเสียหาย จึงเป็นเรื่องนอกเหนือคำท้า จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธว่ากรณีไม่เป็นไปตามคำท้าไม่ได้ เมื่อผลการตรวจสอบอาคารของผู้เชี่ยวชาญสมประโยชน์แก่โจทก์ตามคำท้า การที่ศาลชั้นต้นไม่สืบพยานต่อไป และพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ เลขที่ 31/26 อยู่ติดกับอาคารพาณิชย์ เลขที่ 31/27 ของจำเลย ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคม 2542 จำเลยกระทำละเมิดโจทก์ด้วยการต่อเติมอาคารพาณิชย์ของจำเลยเป็นเหตุให้เกิดการทรุดตัวของพื้นดินใต้อาคารจำเลย ทำให้อาคารของโจทก์ซึ่งใช้ผนังอาคาร เสา คาน และโครงสร้างอย่างอื่นร่วมกับอาคารจำเลยแตกร้าว เสาแยกออกจากกัน จนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้อาคารนับแต่วันละเมิดจนถึงวันฟ้องแก่โจทก์จำนวน 1,831,226.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ของต้นเงิน 1,591,839 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้อาคารเดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าอาคารหลังใหม่จะสร้างเสร็จพร้อมใช้งานได้

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์ เลขที่ 31/27 โดยซื้อมาจากบุคคลอื่นซึ่งได้มีการต่อเติมอาคารอยู่ก่อนแล้ว จำเลยมิได้เป็นผู้ก่อสร้างต่อเติมตามฟ้อง เหตุที่อาคารโจทก์ทรุดตัวเกิดจากโครงสร้างและการก่อสร้างของเจ้าของโครงการใช้วัสดุและโครงสร้างไม่เป็นไปตามแบบแปลนของวิศวกร และการใช้อาคารผิดประเภทของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความตกลงท้ากันว่า ให้ว่าที่ร้อยตรีณัฐ ศรีเฟื่องฟุ้ง ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลในทางวิศวกรรมโยธาไปตรวจสอบความเสียหายของอาคาร เลขที่ 31/26 ของโจทก์ และเลขที่ 31/27 ของจำเลย หากผู้เชี่ยวชาญเบิกความประกอบการรายงานว่าความเสียหายของอาคารโจทก์ที่ได้รับเกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยยอมแพ้และยอมจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ตามความเสียหายที่ผู้เชี่ยวชาญรายงาน หากผู้เชี่ยวชาญรายงานว่า ความเสียหายของโจทก์ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลย โจทก์ยอมแพ้ โดยคู่ความไม่ติดใจสืบพยานอื่นอีกต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า โดยไม่ดำเนินการสืบพยานต่อไปชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผลการตรวจอาคารพิพาทของผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ระบุว่าเป็นการกระทำของจำเลยหรือไม่ และผู้เชี่ยวชาญมิได้ทำรายละเอียดรายงานเรื่องค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นควรที่จะมีคำสั่งให้สืบพยานแล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไปนั้น เห็นว่า ตามคำท้าที่โจทก์และจำเลยตกลงกันปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 26 มิถุนายน 2545 ว่า หากผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบความเสียหายของอาคาร เลขที่ 31/26 ของโจทก์ และเลขที่ 31/27 ของจำเลยแล้วมาเบิกความประกอบการรายงานว่า ความเสียหายของอาคารโจทก์ที่ได้รับเกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยยอมแพ้และยอมจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ตามความเสียหายที่ผู้เชี่ยวชาญรายงาน หากผู้เชี่ยวชาญรายงานว่า ความเสียหายของโจทก์ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยโจทก์ยอมแพ้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าผลการตรวจสอบอาคารของผู้เชี่ยวชาญตรงตามคำท้าและสมประโยชน์ของคู่ความฝ่ายใดจึงต้องพิจารณาทั้งความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและคำเบิกความประกอบการรายงานของผู้เชี่ยวชาญประกอบกัน ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เชี่ยวชาญได้ทำความเห็นต่อศาลว่า ได้ไปตรวจสอบอาคารพิพาทแล้วความเสียหายเกิดจากการเพิ่มน้ำหนักของอาคารพิพาท ค่าเสียหายของอาคารพิพาทของโจทก์เป็นเงินจำนวน 850,000 บาท ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2545 และมาเบิกความประกอบการรายงานว่า อาคารพิพาททรุดตัวเกิดจากการต่อเติมของจำเลย เช่นนี้ ผลการตรวจสอบอาคารพิพาทของผู้เชี่ยวชาญจึงตรงตามคำท้าของคู่ความแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าผู้เชี่ยวชาญมิได้ทำรายละเอียดรายงานเรื่องความเสียหายนั้น เมื่อตามคำท้าไม่ปรากฏว่าคู่ความได้ตกลงกันให้ผู้เชี่ยวชาญทำรายละเอียดเรื่องความเสียหาย จึงเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากคำท้า จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธว่ากรณีไม่เป็นไปตามคำท้าไม่ได้ เมื่อผลการตรวจสอบอาคารของผู้เชี่ยวชาญสมประโยชน์แก่โจทก์ตามคำท้า การที่ศาลชั้นต้นไม่สืบพยานต่อไป และพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมาจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไป จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 21,250 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่คืนให้เป็นพับ.

(ประทีป เฉลิมภัทรกุล - เรวัตร อิศราภรณ์ - ศิริชัย จิระบุญศรี)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุวรรณี บรรเจิดศิริกุล
จำเลย — นายไพโรจน์ บุญอเนกทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5499/2549
#268977
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและส่งตัวจำเลยไปที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในวันเดียวกัน แล้วปล่อยตัวจำเลยไป โดยไม่มีการควบคุมตัวจำเลยไว้ หรือปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน แสดงว่าจำเลยไม่ถูกพนักงานสอบสวนจับกุม เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับกุม จึงยังไม่มีจุดเริ่มต้นในการนับระยะเวลาในการฟ้องคดี โจทก์สามารถฟ้องจำเลยได้โดยไม่ต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 358

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเข้ามอบตัววันที่ 22 มิถุนายน 2547 ถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องในวันนี้ จึงเป็นการฟ้องเกิน 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยถูกจับ โดยไม่มีการผัดฟ้องและไม่ได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง (ที่ถูกเป็นคำสั่งไม่รับฟ้อง)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยถูกพนักงานสอบสวนจับกุมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏตามคำฟ้องว่าจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและส่งตัวจำเลยไปที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ในวันเดียวกัน แล้วปล่อยตัวจำเลยไป โดยไม่มีการควบคุมตัวจำเลยไว้หรือปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวระหว่างสอบสวน การกระทำของพนักงานสอบสวนดังกล่าวเป็นการกระทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 คือเพียงแจ้งข้อหาเพื่อดำเนินการสอบสวนโดยมิได้จับกุมจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 49 วรรคสอง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 และมาตรา 83 แสดงว่าจำเลยไม่ถูกพนักงานสอบสวนจับกุม เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับกุมจึงยังไม่มีจุดเริ่มต้นในการนับระยะเวลากำหนดกรอบเวลาในการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งบัญญัติให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องเด็กหรือเยาวชนต่อศาลเยาวชนและครอบครัวภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุม ถ้าฟ้องไม่ทันจะต้องมีการขอผัดฟ้องต่อศาลตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาผัดฟ้องตามมาตรา 51 แล้ว พนักงานอัยการจะฟ้องได้ต้องได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดตามมาตรา 53 การฟ้องคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์สามารถฟ้องจำเลยได้โดยไม่ต้องผัดฟ้องหรือได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 ม. 83 ม. 134
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 49 วรรคสอง ม. 51 ม. 53
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายเอกลักษณ์ เขียนสุข
ชื่อองค์คณะ
นุรักษ์ มาประณีต
วิชา มหาคุณ
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5496/2549
#267601
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันและทำบันทึกไว้ท้ายทะเบียนการหย่าว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ตกเป็นของโจทก์ทั้งหมด ส่วนหนี้สินอื่น ๆ กับสถาบันการเงินภายในสองจังหวัดดังกล่าวที่เกิดขึ้นก่อนวันหย่า โจทก์ตกลงเป็นผู้ชำระหนี้ทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวแม้จะเป็นเรื่องของการจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 แต่จำเลยต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินให้โจทก์ และโจทก์ต้องชำระหนี้แทนจำเลย ถือได้ว่ามีการกำหนดหน้าที่ให้โจทก์จำเลยปฏิบัติต่อกัน จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อมิได้ระบุเงื่อนไขไว้ว่า จำเลยจะต้องโอนทรัพย์สินให้โจทก์ก่อน โจทก์จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงพร้อมกันไป การที่โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้แทนจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิไม่ยอมโอนทรัพย์สินให้โจทก์ ตามมาตรา 369 โจทก์จะยกข้อตกลงเฉพาะที่เป็นประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวมาบังคับจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2544 โจทก์จำเลยตกลงจดทะเบียนหย่ากัน และทำบันทึกเรื่องทรัพย์สินและหนี้สินต่อกันว่า สินสมรสที่มีอยู่ภายในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทราให้ตกเป็นของโจทก์ หนี้สินที่มีต่อสถาบันการเงินในสองจังหวัดดังกล่าวที่เกิดขึ้นก่อนวันหย่าโจทก์เป็นผู้รับชำระหนี้ทั้งหมด โจทก์ติดต่อให้จำเลยเปลี่ยนชื่อจำเลยในเอกสารสิทธิของทรัพย์สินเป็นชื่อโจทก์ จำเลยเพิกเฉย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจนำสินสมรสไปหารายได้เพื่อชำระหนี้ได้ ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยในเอกสารสิทธิที่ดินและอาคารกับในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์บรรทุกท้ายฟ้องเป็นชื่อโจทก์

จำเลยให้การว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนเปลี่ยนชื่อในเอกสารสิทธิที่ดินและสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์บรรทุกเป็นของโจทก์นั้นไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยและบันทึกท้ายทะเบียนหย่าเป็นโมฆะ เพราะมีข้อตกลงให้โอนที่ดินที่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) ซึ่งมีกฎหมายห้ามจำหน่ายจ่ายโอนสิทธิดังกล่าว ทั้งโจทก์ไม่ยอมชำระหนี้ตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกสิบล้อยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 80 - 3494 ฉะเชิงเทรา และยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน 80 - 7342 ฉะเชิงเทราให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2544 โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันตามสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย จ.2 และทำบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งทรัพย์สินและหนี้สินไว้ท้ายทะเบียนการหย่าตามเอกสารหมาย จ.3 ว่าทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทราให้ตกเป็นของโจทก์ทั้งหมด ส่วนหนี้สินอื่น ๆ กับสถาบันการเงินภายในสองจังหวัดดังกล่าวที่เกิดขึ้นก่อนวันหย่า โจทก์ตกลงเป็นผู้ชำระหนี้ทั้งหมด ซึ่งหนี้สินกับสถาบันการเงินตามข้อตกลงนี้ได้แก่ หนี้ที่โจทก์และจำเลยมีภาระจะต้องชำระให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวมเป็นเงินประมาณ 6 ล้านบาท ตามบัญชีหนี้สินเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 10 หลังจากจดทะเบียนหย่าแล้วจำเลยเพิกเฉยไม่ยอมโอนทรัพย์สินตามข้อตกลงให้โจทก์ โดยไม่จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเลขที่ 18 สารบัญทะเบียนที่ดินเลขที่ 3265 อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เอกสารหมาย จ.8 และในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 80 - 3494 ฉะเชิงเทรา ตามเอกสารหมาย จ.12 ให้เป็นชื่อของโจทก์ ฝ่ายโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าได้ชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อธนาคารทั้งสองแห่งดังกล่าวแทนจำเลยตามข้อตกลงเช่นกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อตกลงเรื่องแบ่งทรัพย์สินและหนี้สินตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวแม้จะเป็นเรื่องของการจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 ก็ตาม แต่เห็นได้ชัดแจ้งว่า หลังจากตกลงกันเช่นนี้แล้วจะต้องมีการปฏิบัติต่อไปโดยจำเลยต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนทรพัย์สินให้โจทก์ และโจทก์ต้องชำระหนี้แทนจำเลย จึงถือได้ว่ามีการกำหนดหน้าที่ให้โจทก์จำเลยปฏิบัติต่อกัน ข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.3 จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อข้อตกลงมิได้ระบุเงื่อนไขไว้ว่า จำเลยจะต้องโอนทรัพย์สินให้โจทก์ก่อนแล้วโจทก์จึงจะชำระหนี้แทนจำเลย โจทก์จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงพร้อมกันไปการที่โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้แทนำจเลย จำเลยจึงมีสิทธิไม่ยอมโอนทรัพย์สินให้โจทก์จนกว่าโจทก์จะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ดังกล่าวเสียก่อนได้ ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 โจทก์จะยกข้อตกลงเฉพาะที่เป็นประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวมาบังคับจำเลยไม่ได้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับจำเลยให้โอนทรัพย์สินตามข้อตกลงให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 1532
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเฮ็ง แซ่อึ้งหรือยินดีสุข
จำเลย — นายสมศักดิ์ ยินดีสุข
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
วิชา มหาคุณ
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5484/2549
#413190
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดในประเด็นใดโดยอาศัยเหตุอย่างใดแล้ว คู่ความเดียวกันจะรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นนั้น โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่สำหรับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ของศาลชั้นต้นเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับ พ. ชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยและบังคับจำนองเนื่องจาก พ. ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยเป็นเพียงผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากการขายทอดตลาดของศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11353/2534 ที่ ส. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของ พ. ขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองเพื่อนำเงินชำระหนี้แก่ ส. แม้จำเลยจะเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนอง แต่จำเลยก็มิได้เป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ที่โจทก์ฟ้อง พ. ทั้งจำเลยมีสิทธิที่จะไถ่จำนองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 736 เมื่อจำเลยไม่ไถ่จำนองและโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยตามมาตรา 735 แล้วแต่จำเลยเพิกเฉยถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ของศาลชั้นต้นแล้ว มูลคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้จึงเป็นคนละอย่างกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,305,507 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,604,464.95 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้และไถ่จำนองขอให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ว่า โจทก์ได้ฟ้องนายพิชัยให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองแก่ห้องชุดในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นายพิชัยชำระหนี้และบังคับจำนองตามคดีหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดีปรากฏว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายพิชัยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11353/2534 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองในคดีนี้ออกขายทอดตลาดโดยติดจำนองและจำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้ ทนายโจทก์ส่งเอกสารเป็นพยานรวม 14 ฉบับ ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับกันพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้วจึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ของศาลชั้นต้น จึงพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การที่จะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดในประเด็นใดโดยอาศัยเหตุอย่างใดแล้ว คู่ความเดียวกันจะรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นนั้น โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่สำหรับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ของศาลชั้นต้นเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับนายพิชัยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยและบังคับจำนองเนื่องจากนายพิชัยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยเป็นเพียงผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากการขายทอดตลาดของศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11353/2534 ที่นายสมชายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายพิชัยขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองเพื่อนำเงินชำระหนี้แก่นายสมชายแม้จำเลยจะเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนอง แต่จำเลยก็มิได้เป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ที่โจทก์ฟ้องนายพิชัยด้วย ทั้งจำเลยมีสิทธิที่จะไถ่จำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736 เมื่อจำเลยไม่ไถ่จำนองและโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 แล้วแต่จำเลยเพิกเฉยถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ของศาลชั้นต้นแล้ว มูลคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้จึงเป็นคนละอย่างกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.9861/2544 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปแล้วพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 735 ม. 736
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — บริษัทสยามลาโกกรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5482/2549
#267311
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่า ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่กู้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราตามที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาน่าน กำหนดให้ในวงเงินเบิกเกินบัญชี เป็นเพียงตกลงกันว่าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน แต่มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยชัดแจ้งในสัญญา เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาน่าน กำหนดให้ในวงเงินเบิกเกินบัญชีไม่แน่นอนย่อมขึ้นลงได้ตามประกาศธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด จึงต้องใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่กำหนดให้คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ที่จะตกเป็นโมฆะไปทั้งหมด และโจทก์ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2537 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้และประทับตราจำเลยที่ 1 เป็นสำคัญ กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราเดียวกับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาน่าน ประกาศให้เรียกเก็บแก่ลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชี เท่ากับอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตกลงชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นรายเดือนตลอดไปจนกว่าจะชำระต้นเงินเสร็จสิ้น มีกำหนดชำระหนี้คืนแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 กันยายน 2537 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญา ยังคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 540,204 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แล้วจำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 979,120 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 540,204 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า จำเลยทั้งสี่เคยเป็นหนี้โจทก์จริง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์แล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,350,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 283,111.34 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 911,907.74 บาท กำหนดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 กันยายน 2537 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยชำระต้นเงินให้โจทก์แล้วจำนวน 628,796 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 31 มีนาคม 2541 คงเหลือ 283,101.74 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงใด เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 ระบุว่า ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่กู้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราตามที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาน่าน กำหนดให้ในวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี โดยจะชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนจนกว่าจะได้ชำระเงินเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ตามข้อตกลงดังกล่าวเพียงแต่ตกลงกันว่าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน แต่มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยชัดแจ้งในสัญญาว่าอัตราเท่าไร เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาน่าน กำหนดให้ในวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีไม่แน่นอนย่อมขึ้นลงได้ตามประกาศธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด กรณีเช่นนี้จึงต้องใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ศาลจะกำหนดให้มากหรือน้อยกว่านี้ไม่ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงิน 911,907.74 บาท ที่กู้ยืมและรับไปนับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2537 ซึ่งเป็นวันทำสัญญากู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.6 ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่กำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ที่จะตกเป็นโมฆะไปทั้งหมด และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 31 มีนาคม 2541 แล้วไม่ชำระอีกเลย จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผิดนัด และศาลชั้นต้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันดังกล่าวเช่นกัน ศาลฎีกาจึงเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดน่านยุทธนาก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5482/2549
#410767
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระบุว่า ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่กู้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราตามที่ธนาคาร ก. กำหนดให้ในวงเงินเบิกเกินบัญชี โดยจะชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนจนกว่าจะได้ชำระต้นเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามข้อตกลงดังกล่าวเพียงแต่ตกลงกันว่าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน แต่มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยชัดแจ้งในสัญญาว่าอัตราเท่าไร เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคาร ก. กำหนดให้ในวงเงินเบิกเกินบัญชีไม่แน่นอนย่อมขึ้นลงได้ตามประกาศธนาคาร ก. จึงต้องใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่กำหนดให้คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ที่จะตกเป็นโมฆะไปทั้งหมด และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 979,120 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 540,204 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 283,111.74 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระบุว่า ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่กู้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราตามที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาน่าน กำหนดให้ ในวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี โดยจะชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนจนกว่าจะได้ชำระต้นเงินเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ตามข้อตกลงดังกล่าวเพียงแต่ตกลงกันว่าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน แต่มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยชัดแจ้งในสัญญาว่าอัตราเท่าไร เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาน่านกำหนดให้ในวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีไม่แน่นอนย่อมขึ้นลงได้ตามประกาศธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด กรณีเช่นนี้จึงต้องใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ศาลจะกำหนดให้มากหรือน้อยกว่านี้ไม่ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงิน 911,907.74 บาท ที่กู้ยืมและรับไปนับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2537 ซึ่งเป็นวันทำสัญญากู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่กำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ที่จะตกเป็นโมฆะไปทั้งหมด และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 31 มีนาคม 2541 แล้วไม่ชำระอีกเลย จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผิดนัด และศาลชั้นต้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันดังกล่าวเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดน่านยุทธนาก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายชุมพล ไชยชมภู
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5462/2549
#267125
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน มีผลเท่ากับว่าให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินแก่โจทก์ก่อน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะใช้ได้ ก็ให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนจนครบ ฉะนั้น โจทก์จึงต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 689

การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ส่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มายังเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 และโจทก์ได้รับเงินบางส่วนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ได้และการบังคับชำระหนี้ไม่เป็นการยาก แม้จะเป็นการชำระหนี้เพียงบางส่วนแต่ก็ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป โจทก์จึงต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 23,541.50 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เดือนละ 3,600 บาท และของจำเลยที่ 2 เดือนละ 5,400 บาท ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ยังสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 1 ได้และไม่เป็นการยากที่โจทก์จะติดตามบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ทั้งโจทก์ก็ได้บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยที่ 1 ได้อยู่แล้ว ขอให้งดการบังคับคดียกเลิกการอายัดของจำเลยที่ 2 ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ทราบคำบังคับแล้วไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 โดยให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน หากไม่พอจึงให้บังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนการอายัดเงินบำนาญของจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงชอบที่จะขอให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองได้ และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 ไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงชอบที่จะอายัดเงินบำนาญของจำเลยที่ 2 ไปพร้อมกันได้นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน มีผลเท่ากับว่าให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินแก่โจทก์ก่อน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะใช้ได้ ก็ให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนจนครบ ฉะนั้น โจทก์จึงต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689 ในปัญหาที่ว่า โจทก์ยังสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 1 ได้และไม่เป็นการยากที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้หรือไม่นั้น แม้ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องของจำเลยที่ 2 โดยยังมิได้ไต่สวนก่อน แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 สิ้นสุดเพียงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมายังศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านปรากฏว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ส่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มายังเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 และโจทก์ได้รับเงินบางส่วนไปจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้วแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ได้และการบังคับชำระหนี้ไม่เป็นการยาก แม้จะเป็นการชำระหนี้เพียงบางส่วนแต่ก็ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป โจทก์จึงต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 2 ชอบที่จะขอให้เพิกถอนการอายัดเงินบำนาญของจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 689
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองคำ ซาบำเหน็จ
จำเลย — นายถวิล ฉิ่งอินทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5451/2549
#267129
เปิดฉบับเต็ม

เทปรายการโทรทัศน์ที่โจทก์ผลิตเองและออกอากาศไปแล้ว โจทก์ไม่ได้เก็บรักษาไว้เพื่อประโยชน์ในการหารายได้อันจะถือเป็นทรัพย์สินที่ก่อมูลค่าแก่กิจการอีกต่อไป ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์แต่ละครั้งจึงมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด โดยมีบริษัท เค.วาย.เอส. โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/59 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2544 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 135,072,436 บาท กับมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จากที่โจทก์แสดงผลขาดทุนสุทธิตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ไว้จำนวน 142,422,941.95 บาท เป็นกำไรสุทธิจำนวน 6,769,182.89 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดภาษีตามการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 คงเหลือเรียกเก็บภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 35,711,419.93 บาท กับวินิจฉัยให้ปรับปรุงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ของโจทก์เป็นขาดทุนสุทธิจำนวน 77,478,273.69 บาท โดยให้เหตุผลว่ารายจ่ายที่ใช้ผลิตรายการโทรทัศน์ของโจทก์เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร จึงปรับปรุงหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาให้ การประเมินและการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินแจ้งว่ารายจ่ายหลายรายการในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 ของโจทก์เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย โดยเฉพาะรายจ่ายค่าผลิตรายการโทรทัศน์ จำนวนเงิน 255,947,850.67 บาท ที่เจ้าพนักงานประเมินอ้างว่าเป็นรายจ่ายฝ่ายทุนหรือรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ยอมให้หักเป็นรายจ่ายทั้งหมด แต่ให้ทยอยหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา กล่าวคือ ในการผลิตรายการโทรทัศน์ของโจทก์ เช่น รายการบ้านเลขที่ 5 รายการเกมโชว์ รายการวาไรตี้ ฯลฯ มีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง ได้แก่ ค่าซื้อเทปบันทึกรายการ ค่าพิธีกร ค่าฉาก ค่าแต่งหน้า ค่าเสื้อผ้า ค่าสตูดิโอ ค่าตัดต่อ ค่าบันทึกเสียง ค่าบรรยาย และเงินรางวัล เป็นต้น รายการที่ผลิตแล้วจะต้องผ่านการตรวจสอบจากสถานีโทรทัศน์ที่โจทก์เช่าเวลาออกอากาศก่อน เมื่อออกอากาศแล้วมูลค่าของม้วนเทปที่ออกอากาศนั้นจะหมดไปทันที เนื่องจากไม่สามารถนำมาออกอากาศซ้ำได้อีก เพราะเทปดังกล่าวสามารถนำมาออกอากาศได้ ณ สถานีโทรทัศน์เพียงช่องเดียวและเพียงครั้งเดียว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการผลิตรายการโทรทัศน์แต่ละรายการจึงเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการเพื่อหากำไรในรอบระยะเวลาบัญชีเดียว ไม่เป็นค่าใช้จ่ายอันมีผลก่อให้เกิดรายได้เป็นการถาวรต่อธุรกิจในรอบระยะเวลาบัญชีต่อ ๆ ไป ซึ่งแตกต่างจากค่าใช้จ่ายในการผลิตภาพยนตร์หรือรายการละครที่สามารถฉายซ้ำหรือออกอากาศได้หลายครั้ง อันก่อให้เกิดรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปีต่อ ๆ ไป ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์ของโจทก์จึงมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.ส./2/02010060/2/000006 (ที่ถูกคือ ที่ ศภญ. ตส. 2/02010060/2/000006 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค.0809/01559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/2/2545 และเลขที่ ภญ.(อธ.3)/28/2545

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ศภญ. ตส. 2/02010060/2/000006 ลงวันที่ 31 มกราคม 2544 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0809/01559 ลงวันที่ 31 มกราคม 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/2/2545 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 และเลขที่ ภญ.(อธ.3)/28/2545 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์ของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 จำนวน 255,947,850.67 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำนวน 302,588,706.02 บาท โดยมิให้ถือว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำมาคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิกับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่เพียงประเด็นเดียวว่า ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์ของโจทก์ เช่น รายการบ้านเลขที่ 5 รายการเกมโชว์ และรายการวาไรตี้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 จำนวน 255,947,850.67 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำนวน 302,588,706.02 บาท เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า เทปรายการโทรทัศน์ที่โจทก์ผลิต เช่น รายการบ้านเลขที่ 5 รายการวาไรตี้ และรายการเกมโชว์ เมื่อโจทก์นำออกอากาศไปแล้วเทปรายการดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำไปหาประโยชน์ก่อให้เกิดรายได้อีก ถือได้ว่าค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) นั้น เห็นว่า นายโฆษิต สุวินิจจิต กรรมการของโจทก์เบิกความว่า แม้เทปรายการโทรทัศน์ดังกล่าวเมื่อได้ออกอากาศไปแล้วยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์อยู่ก็ตาม แต่โจทก์ไม่เคยนำมาออกอากาศซ้ำอีก เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากทางสถานีโทรทัศน์ที่โจทก์เช่าเวลาออกอากาศไว้ และไม่เคยนำเทปรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศไปแล้วไปขายต่อให้ผู้ใด โจทก์จะเก็บม้วนเทปรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศไปแล้วไว้ไม่เกิน 6 เดือน เพื่อเป็นหลักฐานในการเก็บค่าโฆษณาจากลูกค้า หลังจากนั้นจะนำไปอัดรายการอื่น ๆ ซ้ำลงไปรายการเดิมจึงหมดไป ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์แต่ละรายการทั้งหมดจึงเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการเพื่อหากำไรในรอบระยะเวลาบัญชีเดียว ไม่เป็นค่าใช้จ่ายอันมีผลก่อให้เกิดรายได้เป็นการถาวรต่อธุรกิจในรอบระยะเวลาบัญชีในปีต่อไป จึงมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ส่วนจำเลยมีนายกรวีร์ อินทวงศ์ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ส่วนตรวจสอบภาษีอากร 2 ศูนย์บริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ เบิกความว่า พยานไม่ได้ตรวจสอบรายการโทรทัศน์ที่โจทก์นำออกอากาศแล้วว่าได้นำไปออกอากาศซ้ำหรือไม่ แต่ได้ตรวจสอบว่าเทปรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศแล้วโจทก์ได้นำไปขายหรือไม่ ผลการตรวจสอบไม่พบว่าโจทก์ได้ขายเทปดังกล่าวไป ส่วนที่โจทก์อ้างว่าได้นำเทปรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศแล้วไปอัดซ้ำนั้น จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ไม่ได้ตรวจสอบ คำเบิกความของนายกรวีร์ดังกล่าวจึงไม่ยืนยันว่าเทปรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศไปแล้วโจทก์ยังคงเก็บไว้ใช้ประโยชน์เป็นทุนรอนของโจทก์ต่อไปได้อีก นอกจากนี้ยังปรากฏจากบันทึกรายงานของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 คือ นายชนันท์ เพ็ชญไพศิษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ได้สรุปความเห็นเรื่องนี้ไว้ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 336 ถึง 338 กับนางทัศนีย์ เหลืองเรืองรอง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 8 ว. ทำความเห็นไว้ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 197 ถึง 218 สรุปความทำนองเดียวกันว่า รายการโทรทัศน์ เช่น รายการบ้านเลขที่ 5 รายการวาไรตี้ รายการทอล์คโชว์ บางรายการเป็นรายการออกอากาศสด บางรายการบันทึกเทปไว้แล้วจึงนำไปออกอากาศ ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการดังกล่าวเป็นรายจ่ายเพื่อการออกอากาศเพียงครั้งเดียว เทปบันทึกรายการโทรทัศน์มิได้เก็บเอาไว้ทำประโยชน์ต่อไป เนื่องจากขายไม่ได้และนำไปออกอากาศซ้ำอีกไม่ได้ และรายได้ก็รับจากสปอนเซอร์เพียงครั้งแรกที่ออกอากาศเท่านั้น ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์จึงไม่ใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน บันทึกของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทั้งสองคนดังกล่าวจึงสนับสนุนให้เห็นได้ว่า เทปรายการโทรทัศน์ที่โจทก์ผลิตเองและออกอากาศไปแล้วนั้น โจทก์ไม่ได้เก็บรักษาไว้เพื่อประโยชน์ในการหารายได้อันจะถือเป็นทรัพย์สินที่ก่อมูลค่าแก่กิจการอีกต่อไป ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการโทรทัศน์แต่ละครั้งจึงมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5449/2549
#267675
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำว่า "Washington" จะเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ คำว่า "แอปเปิ้ล" และรูปแอปเปิ้ลประดิษฐ์จะเล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้านั้น แต่ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือ (2) ว่า แม้จะเป็นชื่อคำหรือข้อความที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะมาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว ก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะได้ ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวย่อมรวมถึงกรณีชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคสอง (2) ด้วย เพราะชื่อทางภูมิศาสตร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำหรือข้อความตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) นั่นเอง เมื่อโจทก์นำสืบพิสูจน์ได้ว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทได้จำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทย จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) และมาตรา 7 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า "WASHINGTON และ รูปแอปเปิ้ลประดิษฐ์" ที่มีเครื่องหมาย ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1114/2545 กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "WASHINGTON และรูปแอปเปิ้ลประดิษฐ์" ของโจทก์

จำเลยทั้งสิบห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทอยู่ในเกณฑ์ของคำจำกัดความเครื่องหมายการค้าที่จะจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าหรือไม่ โดยประเด็นนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยในทำนองว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทไม่มีลักษณะเป็น "เครื่องหมายการค้า" ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 เนื่องจากโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า แอปเปิ้ลซึ่งเป็นตัวสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นแตกต่างกับแอปเปิ้ลที่ไม่มีเครื่องหมายการค้า หรือที่ใช้เครื่องหมาย หรือมีเครื่องหมายการค้าอื่นของบุคคลอื่นแต่อย่างใด และไม่ได้นำสืบถึงที่หมายหรือการจำแนกสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ว่าแตกต่างกับสินค้าของผู้อื่นอย่างใด อันจะแสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ซื้อสินค้าทราบว่าสินค้าของโจทก์นั้นมาจากแหล่งกำเนิดใด หรือแอปเปิ้ลของโจทก์นั้นแตกต่างกับแอปเปิ้ลอื่นๆ อย่างใด กับโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงที่หมายหรือความเกี่ยวข้องของสินค้ากับเครื่องหมายการค้าของโจทก์แต่อย่างใดทั้งสิ้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 ระบุว่า เครื่องหมายการค้า หมายความว่า เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น และประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) เรื่อง การกำหนดจำพวกสินค้าและบริการ ได้กำหนดรายการสินค้าจำพวกที่ 31 คือ ผลิตภัณฑ์และผลิตผลทางการเกษตร สวนครัว และป่าไม้ ซึ่งไม่อยู่ในจำพวกอื่น สัตว์ที่มีชีวิต พืช และผักสด เมล็ดพืช ต้นไม้ และดอกไม้ที่มีชีวิต อาหารสัตว์ ข้าวบาร์เล่ย์ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำสืบว่า โจทก์มีความประสงค์ที่จะใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทกับสินค้าของตน คือ แอปเปิ้ลที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธี เพื่อให้สาธารณชนทราบว่าเป็นสินค้าของโจทก์ซึ่งแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นแล้ว เครื่องหมายการค้าพิพาทย่อมมีลักษณะเป็นเครื่องหมายการค้าตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนการจำแนกสินค้าของโจทก์กับแอปเปิ้ลอื่นๆ รวมทั้งการใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทให้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าของโจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิธีการทางการค้าของโจทก์ซึ่งไม่มีในคำวินิจฉัยอุทธรณ์และจำเลยทั้งห้าก็มิได้ให้การเป็นประเด็นไว้จึงไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ของคำจำกัดความเครื่องหมายการค้าที่จะจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าได้นั้น จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมามีว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า แม้คำว่า "WASHINGTON" จะเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ และรูปแอปเปิ้ลประดิษฐ์จะเล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้านั้นก็ตาม แต่เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นเครื่องหมายการค้าที่ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้ว เห็นว่า ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดที่ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่นั้น พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือ (2) ว่า แม้จะเป็นชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตาม (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้ว ก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะได้ ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวย่อมจะรวมถึงกรณีของชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคสอง (2) ด้วย เพราะชื่อทางภูมิศาสตร์นับเป็นส่วนหนึ่งของคำหรือข้อความตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) นั่นเอง มาตรา 7 วรรคสาม หาได้เป็นข้อยกเว้นเฉพาะ "ชื่อ" ตาม (1) หรือ "คำหรือข้อความ" ตาม (2) โดยไม่รวมถึงชื่อทางภูมิศาสตร์ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาแต่อย่างใดไม่ สำหรับปัญหาที่ว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 7 วรรคสาม หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ประกาศ ณ วันที่ 23 กันยายน 2542 ข้อ 2 (3) กำหนดว่า การพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น ให้ผู้ขอจดทะเบียนนำส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจำหน่ายแพร่หลาย หรือโฆษณาในประเทศไทย ซึ่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายที่ประสงค์จะขอจดทะเบียน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ ตัวอย่างสินค้า ใบโฆษณาสินค้า หรือพยานหลักฐานอื่นๆ รวมทั้งพยานบุคคล (ถ้ามี) เป็นต้น ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่นำเสนอพยานหลักฐานเช่นว่านั้นเพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าของตนภายใต้เครื่องหมายการค้าพิพาทได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาในประเทศไทยจนแพร่หลายแล้ว คดีนี้โจทก์นำสืบในทำนองว่า ในการอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้านั้น โจทก์ได้อ้างส่งหลักฐานต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ข้างต้นแล้ว แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยเพียงว่า หลักฐานที่โจทก์นำส่งเพื่อนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะ ได้แก่ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนในต่างประเทศ สำเนาใบกำกับสินค้า และ DECLARATION เครื่องหมาย WASHINGTON & Design สำเนาเอกสารแสดงรายงานปริมาณแอปเปิ้ลสดที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธี สำเนาใบเรียกเก็บเงินค่าส่งเสริมการขายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าพิพาท สำเนาวัสดุที่ใช้จริงในการส่งเสริมการขายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าพิพาท สำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศต่าง ๆ นั้น ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทได้จำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันจะให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะแต่อย่างใด ซึ่งในส่วนของหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศอื่นๆ ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าระบุว่าไม่ใช่หลักฐานแสดงการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณา จนทำให้สินค้านั้นมีความแพร่หลายในประเทศไทยนั้น คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ได้วินิจฉัยให้ปรากฏเหตุผลที่ชัดเจนว่า เหตุใดเอกสารหลักฐานดังกล่าว เช่น สำเนาใบกำกับสินค้า และสำเนาใบเรียกเก็บเงินค่าส่งเสริมการขายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าพิพาทจึงไม่อาจรับฟังได้ ทั้งๆ ที่คำอุทธรณ์ของโจทก์ ก็ได้ระบุถึงปริมาณและมูลค่าของสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย รวมทั้งค่าโฆษณาและส่งเสริมการจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นด้วยในผลของคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และมิให้เป็นการเสียเวลาแก่คู่ความ อีกทั้งคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะวินิจฉัยได้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปอีก ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (3) และ 243 (3) (ก) เห็นว่าโจทก์มีนายอลงกต นายเอกชัย และนายศุภศักดิ์เบิกความในทำนองเดียวกันว่า สาธารณชนในประเทศไทยรู้จักสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าพิพาท และสามารถเข้าใจความแตกต่างระหว่างสินค้าของโจทก์ดังกล่าวกับสินค้าประเภทเดียวกันภายใต้เครื่องหมายการค้าอื่น นอกจากนี้โจทก์ได้นำสืบถึงหลักฐานต่างๆ คือ กิจกรรมการส่งเสริมการขายสินค้าของโจทก์ในประเทศไทย คำอุทธรณ์ของโจทก์ ตารางแสดงข้อมูลการส่งออกสินค้าของโจทก์ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับการส่งสินค้ามาที่ประเทศไทย และสำเนาใบเรียกเก็บเงิน รวมทั้งวัตถุพยานแสดงให้เห็นว่าสินค้าแอปเปิ้ลที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธีของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าพิพาทได้มีการจำหน่ายเผยแพร่ และโฆษณาแอปเปิ้ลที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายสิบปี โดยวางจำหน่ายทั่วทุกจังหวัดตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ กับปริมาณสินค้าและมูลค่ายอดค้าปลีกเป็นจำนวนมากถือว่าโจทก์ได้นำสืบพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะของเครื่องหมายการค้าพิพาทตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้พยานจำเลยทั้งสิบห้าคงโต้แย้งเพียงลอยๆ ว่า หลักฐานต่างๆ ดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทได้จำหน่าย เผยแพร่และโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทย แต่นางสาวทัศไนย์ และนางเพียรพันธ์ พยานจำเลยทั้งสิบห้าก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า เอกสารหลักฐานดังกล่าวสามารถนำมาพิสูจน์ความแพร่หลายของสินค้าได้ และจำเลยที่ 9 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า คำว่า "WASHINGTON วอชิงตัน" หากมีข้อเท็จจริงว่าสินค้าเป็นที่รู้จักหรือแพร่หลายกันทั่วไป ก็สามารถรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ จากพยานหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้คำว่า "WASHINGTON" คำว่า "แอปเปิ้ล" และรูปผลไม้แอปเปิ้ล เมื่อแยกพิจารณาต่างหากจากกันแล้วจะเป็นเพียงคำและรูปสามัญที่บุคคลทั่วไปอาจนำมาใช้ได้ก็ตาม แต่หากได้มีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้ว ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้วก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ อันพึงรับจดทะเบียนได้ คดีจึงรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทได้มีการจำหน่ายเผยแพร่ และโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทย และเป็นเครื่องหมายการค้าที่ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) และ มาตรา 7 วรรคสาม

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทนั้น เป็นคำขอให้บังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 40 วรรคสอง เสียก่อน ในชั้นนี้ย่อมไม่อาจก้าวล่วงพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทตามคำขอของโจทก์ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า เครื่องหมายการค้า "WASHINGTON และรูปแอปเปิ้ลประดิษฐ์" ที่มีเครื่องหมาย ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 1114/2545 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วอชิงตัน แอปเปิ้ล คอมมิสชั่น
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5438/2549
#267803
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลฟังคู่ความทุกฝ่ายและทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา แต่หากศาลเห็นว่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะยกคำร้องเสียได้โดยไม่จำต้องไต่สวน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องว่า คำร้องไม่ถูกต้องตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง ยกคำร้อง จึงมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หากผู้ร้องเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งภายใน 7 วัน ตามมาตรา 156 วรรคห้า เมื่อผู้ร้องมิได้ยื่นอุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44135 ตำบลชมพู อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 3579 ตำบลเวียงตาล อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นของผู้ร้อง โจทก์ทราบดีว่าจำเลยเพียงแต่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดและยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องว่า คำร้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลภายใน 15 วัน มิฉะนั้นจะสั่งไม่รับคำร้องขอ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องโดยมิได้ไต่สวนก่อนเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ผิดระเบียบและนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง ให้คืนเงินค่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ค่าคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์รวมจำนวน 240 บาท แก่ผู้ร้อง หากผู้ร้องประสงค์จะยื่นคำร้องขัดทรัพย์ต่อไป ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์พร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าศาลชั้นต้นยกคำร้องโดยไม่ไต่สวนก่อนเป็นการพิจารณาผิดระเบียบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสาม จะบัญญัติให้ศาลฟังคู่ความทุกฝ่ายและทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาก็ตาม แต่หากศาลเห็นว่าคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายก็ชอบที่จะยกคำร้องเสียได้โดยไม่จำต้องไต่สวน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องว่า คำร้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ยกคำร้อง เป็นคำสั่งของศาลที่วินิจฉัยข้อกฎหมายมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หากผู้ร้องเห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยประการใดๆ ก็ตาม ผู้ร้องก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายใน 7 วัน ตามความในมาตรา 156 วรรคห้า เมื่อผู้ร้องมิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องจึงเป็นที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดไปแล้วตามคำร้องของผู้ร้องได้ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ส่วนอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับคำสั่งศาลชั้นต้นและมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดีนั้น เมื่อตามคำร้องของผู้ร้องไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องซึ่งเป็นที่สุดไปแล้วได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน หากผู้ร้องประสงค์จะดำเนินคดีตามคำร้องขัดทรัพย์ต่อไป ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายมาโนช ชอบใจ
จำเลย — นายประยงค์ นาคเกิด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2549
#266740
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเรียกบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความเข้ามาในคดีนั้นจะต้องแสดงเหตุผลว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) แต่ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เรียกบริษัท ผ. เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยทั้งสองนั้นได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ลงลายมือชื่อจ่ายเช็คพิพาทให้แก่บริษัท ผ. ต่อมาบริษัท ผ. ได้สลักหลังโอนให้แก่โจทก์ ดังนั้น หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจึงไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากบริษัท ผ. ผู้สลักหลังได้ กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเรียกบริษัท ผ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ เป็นต้นเงิน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 24,575 บาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วมเสีย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กันยายน 2541) ไม่เกิน 24,575 บาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หากศาลเรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาในคดีแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อความยุติธรรมอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ จำเลยทั้งสองสามารถที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยจากบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เพื่อให้ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสองได้ ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) นั้น เห็นว่า การที่จะเรียกบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความเข้ามาในคดีนั้นจะต้องแสดงเหตุผลว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) แต่ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยทั้งสองนั้นได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่บริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ต่อมาบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้สลักหลังโอนให้แก่โจทก์ ดังนั้น หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจึงไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้สลักหลังได้ กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบรูณ์ ศุภศันสนีย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยครอบฟ้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ศาลอุทธรณ์ — นายวิเชียร มงคล
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2549
#269015
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเรียกบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความเข้ามาในคดีนั้นจะต้องแสดงเหตุผลว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) แต่ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เรียกบริษัท ผ. เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยทั้งสองนั้นได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่บริษัท ผ. ต่อมาบริษัท ผ. ได้สลักหลังโอนให้โจทก์ ดังนั้นหากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจึงไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากบริษัท ผ. ผู้สลักหลังได้ กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเรียกบริษัท ผ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ เป็นต้นเงิน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 24,575 บาท

จำเลยทั้สองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วมเสีย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กันยายน 2541) ไม่เกิน 24,575 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.6 เมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาย่อย ถนนบางขุนเทียน จำนวนเงิน 400,000 บาท ให้แก่บริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ต่อมาบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้สลักหลังโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ตามสำเนาเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า หากศาลเรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาในคดีแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อความยุติธรรมอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำเลยทั้งสองสามารถที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยจากบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัดเพื่อให้ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสองได้ ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) แล้วนั้น เห็นว่า การที่จะเรียกบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความเข้ามาในคดีนั้นจะต้องแสดงเหตุผลว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้น แพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) แต่ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยทั้งสองนั้นได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่บริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ต่อมาบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้สลักหลังโอนให้แก่โจทก์ ดังนั้น หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจึงไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้สลักหลังได้ กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉลหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 12 ให้แก่บริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ต่อมาบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้สลักหลังเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุและอุปกรณ์การก่อสร้าง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการคบคิดกันฉ้อฉลดั่งที่จำเลยทั้งสองอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์ ศุภศันสนีย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยครอบฟ้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5414/2549
#267130
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งหนี้ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้จึงเป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่โจทก์นำมาฟ้องบังคับจำเลยผู้ลงลายมือชื่อไว้ได้ ส่วนจำนวนเงินกู้ที่ระบุไว้ 800,000 บาท เมื่อจำเลยต่อสู้และนำสืบพยานหลักฐานหักล้างและฟังได้ว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์เพียง 400,000 บาท ก็เป็นเพียงการทำให้จำนวนหนี้ในสัญญาจำนองนั้นไม่สมบูรณ์เท่านั้น มิใช่กรณีที่ทำให้สัญญาจำนองเป็นเอกสารที่มีการทำปลอมขึ้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน

โจทก์หักเงิน 60,000 บาท เป็นค่าดอกเบี้ย 3 เดือนไว้ ซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ แต่จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อสัญญาจำนองทำเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 และกำหนดไถ่ถอนภายใน 1 ปี ถือว่าเป็นกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนดจำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีนับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2543 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 จำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้จำนวน 800,000 บาท ไปจากโจทก์ โดยจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 472 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ไว้ต่อโจทก์ และให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน กำหนดไถ่ถอนจำนองภายใน 1 ปี ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่ทำสัญญา จำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยและต้นเงินให้โจทก์ เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยไม่ไถ่ถอน โจทก์ติดตามทวงถามหลายครั้ง จำเลยเพิกเฉย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระต้นเงินกู้จำนวน 800,000 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 230,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,030,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินตามฟ้อง จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 400,000 บาท แต่ได้รับเงินไปเพียง 340,000 บาท โดยโจทก์หักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า 60,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่านับแต่จำเลยกู้ยืมเงินไปไม่เคยส่งดอกเบี้ยแก่โจทก์ จึงไม่เป็นความจริง เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2543 จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ไปจำนวน 15,000 บาท สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเท็จ สัญญาจำนองจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมายตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 472 ตำบลดงเมืองแอม อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 472 ตำบลดงเมืองแอม อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 โดยสัญญาจำนองระบุจำนวนหนี้ 800,000 บาท มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้หรือไม่เพียงใด... ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 400,000 บาท แต่โจทก์หักดอกเบี้ยไว้ 60,000 บาท โจทก์ฎีกาว่า สัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 ได้จัดทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้จึงเป็นเอกสารที่ชอบด้วยกฎหมายสามารถบังคับได้ เห็นว่า สัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 ระบุจำนวนเงินกู้ไว้ 800,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำรับของจำเลยว่าได้กู้ยืมเงินจำนวน 400,000 บาท โดยโจทก์หักดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท ไว้จึงรับเงินไปจากโจทก์จริง 340,000 บาท เมื่อโจทก์นำสืบสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 เป็นหลักฐานแห่งหนี้ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้ สัญญาจำนองดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานหนังสือที่โจทก์ย่อมนำมาฟ้องบังคับจำเลยผู้ลงลายมือชื่อไว้ได้ ส่วนจำนวนเงินกู้ที่ระบุไว้ 800,000 บาท เมื่อจำเลยต่อสู้และนำสืบพยานหลักฐานหักล้างและฟังได้ว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์เพียง 400,000 บาท ก็เป็นเพียงการทำให้จำนวนหนี้ในสัญญาจำนองไม่สมบูรณ์เท่านั้น หาใช่กรณีที่ทำให้สัญญาจำนองเป็นเอกสารที่มีการทำปลอมขึ้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า สัญญาจำนองอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมไม่สมบูรณ์ โจทก์จะแสวงหาประโยชน์จากสัญญาจำนองมาเป็นหลักฐานในคดีไม่ได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท โดยจำเลยรับเงินไปจำนวน 340,000 บาท ส่วนอีก 60,000 บาท เป็นการชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ไปตามอำเภอใจ จึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท จึงชอบแล้ว ส่วนเรื่องดอกเบี้ยนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์หักเงิน 60,000 บาท สำหรับค่าดอกเบี้ย 3 เดือน ซึ่งเกินว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ แต่จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 ทำเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 และกำหนดไถ่ถอนภายใน 1 ปี ถือว่าเป็นกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีนับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2543 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง จำเลยต้องรับผิดชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 472 ตำบลดงเมืองแอม อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 240 ม. 224 ม. 653 ม. 715
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุวดี ตั้งฤดี
จำเลย — นางติ๋ม ศรีมูลผา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5413/2549
#267600
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ที่มีต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งโดยตกลงสละสิทธิของจำเลยอันมีอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 694 จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ตามมาตรา 563 และมาตรา 1272 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต เช่าแบบลิสซิ่งรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ยี่ห้อมิตซูบิชิ จากโจทก์ 5 คัน ราคาคันละ 1,570,912.20 บาท ตกลงชำระค่าเช่า 36 เดือน เดือนละ 43,636.45 บาท ต่อหนึ่งคัน ชำระค่าเช่างวดแรกวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 งวดต่อไปทุกวันที่ 2 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ มีข้อตกลงด้วยว่าเมื่อชำระค่าเช่าครบแล้ว ผู้เช่ามีสิทธิซื้อรถยนต์ที่เช่าจากโจทก์ในราคาคันละ 208,879 บาท ในวันเดียวกันนี้จำเลยทั้งสองทำหนังสือยินยอมชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ว่า หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งดังกล่าว จำเลยทั้งสองย่อมรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมามีการชำระค่าเช่าเพียง 15 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่งวดที่ 16 ซึ่งจะต้องชำระวันที่ 2 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นมา โจทก์บอกเลิกสัญญาและยึดรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวทั้งห้าคันคืนและได้นำออกประมูลขายได้เงินรวม 2,410,000 บาท ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 2,410,431.05 บาท โจทก์ทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกรันภัยรถยนต์เป็นเงิน 24,580 บาท เสียค่าใช้จ่ายในการประมูลขายรถยนต์ 48,200 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 2,480,207.05 บาท เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2540 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต จดทะเบียนเลิกห้างและชำระบัญชีแล้ว โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ดังกล่าวในฐานะผู้ค้ำประกัน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ฟ้องขาดอายุความเนื่องจากไม่ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต ผู้ทำสัญญาเช่าตามฟ้องกับโจทก์จดทะเบียนเลิกห้าง และไม่ฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งมอบรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งห้าคันตามฟ้องคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 1,324,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 11 มิถุนายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้คำนวณตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวทำสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งรถยนต์บรรทุกสิบล้อจากโจทก์ 5 คัน ราคาคันละ 1,570,912.20 บาท ตกลงชำระค่าเช่า 36 เดือน เดือนละ 43,636.45 บาท ต่อหนึ่งคัน ชำระค่าเช่างวดแรกวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 งวดต่อไปทุกวันที่ 2 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง เอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อชำระค่าเช่าครบกำหนดแล้วผู้เช่ามีสิทธิซื้อรถยนต์ที่เช่าจากโจทก์ในราคาคันละ 208,879 บาท ตามสัญญาให้สิทธิซื้อสินค้าเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.12 วันเดียวกันนี้จำเลยทั้งสองทำหนังสือยินยอมชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์หากโจทก์ได้รับความเสียหายตามเอกสารหมาย จ.13 ถึง จ.22 หลังจากทำสัญญาได้มีการชำระค่าเช่าแก่โจทก์เพียง 15 งวด แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดที่ 16 ประจำวันที่ 2 พฤษภาคม 2540 โจทก์ยึดรถยนต์บรรทุกสิบล้อคืนทั้งห้าคันแล้วนำออกประมูลขาย สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต ได้เลิกห้างแล้ว โดยนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนเลิกห้างเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2540 และรับจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540 ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนครปฐม เอกสารหมาย จ.28 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต ได้ทำสัญญาเช่ารถยนต์ไปจากโจทก์จำนวน 5 คัน โดยมีจำเลยทั้งสองเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 ได้บัญญัติไว้ว่า นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้นั้น ผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย ฉะนั้น แม้ในสัญญาข้อ 5 ของหนังสือยินยอมชดใช้ค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.13 ถึง จ.22 ได้ระบุว่า จำเลยทั้งสองขอสละสิทธิของจำเลยทั้งสองอันมีอยู่ตามมาตรา 694 และมาตรา 698 ก็หาทำให้จำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันเปลี่ยนฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นและหมดสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต ผู้เป็นลูกหนี้ที่มีต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาเช่าลิสซิ่งขึ้นต่อสู้โจทก์ตามมาตรา 694 ไม่ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต ชอบที่จะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 และมาตรา 1272 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต ขึ้นอ้างได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้รับมอบรถยนต์พิพาทไปเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2541 และได้มีการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2540 และวันที่ 9 มิถุนายน 2540 ตามลำดับ แต่โจทก์เพิ่งนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 จึงเกินกำหนดระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ได้รับมอบรถยนต์พิพาท และเกินกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองจึงขาดอายุความตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 694 บัญญัติว่า "นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้นั้น ท่านว่าผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย" เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ค้ำประกันได้สละสิทธิของจำเลยทั้งสองอันมีอยู่ตามบทบัญญัติมาตรา 694 แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกอายุความเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี แอนด์ เอส สยาม ทรานสปอร์ต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 และมาตรา 1272 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 694
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายวีระชัย ดาวฤกษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5399/2549
#266808
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะคันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่นำสืบว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางตามที่กล่าวอ้าง แต่ผู้ร้องไม่ได้นำสืบ ย. เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางตามสำเนารายการจดทะเบียน หรือเจ้าของร้านผู้ประมูลขายรถยนต์กระบะของกลาง มาเบิกความสนับสนุนว่าได้ขายรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องมีเพียงหนังสือมอบอำนาจกับแบบคำขอโอนและรับโอนว่า ย. ลงลายมือชื่อไว้ โดยผู้ร้องยังมิได้ไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของให้เป็นการถูกต้อง แม้หนังสือแสดงการจดทะเบียนรถมิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ แต่ก็เป็นหลักฐานเบื้องต้นที่แสดงว่าผู้มีชื่อในเอกสารดังกล่าวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ ข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่าจะนำรถยนต์กระบะของกลางไปขายต่อและไม่ต้องการเสียภาษี จึงมิได้ไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของให้เป็นการถูกต้อง ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 357 และริบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ลต 3234 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองและสั่งริบรถยนต์กระบะของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ลต 3234 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ขอให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางตามที่กล่าวอ้าง แต่ผู้ร้องไม่ได้นำนายยงยุทธ เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลางตามสำเนารายการจดทะเบียนหรือเจ้าของร้านผู้ประมูลขายรถยนต์กระบะของกลาง มาเบิกความสนับสนุนว่าได้ขายรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องมีเพียงหนังสือมอบอำนาจกับแบบคำขอโอนและรับโอนที่อ้างว่านายยงยุทธลงลายมือชื่อไว้ โดยผู้ร้องยังมิได้ไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของให้เป็นการถูกต้อง แม้หนังสือแสดงการจดทะเบียนรถมิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ แต่ก็เป็นหลักฐานเบื้องต้นที่แสดงว่าผู้มีชื่อในเอกสารดังกล่าวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ และโดยปกติเมื่อมีการซื้อขายรถยนต์กันย่อมจะต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้เป็นการถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้งานยังภูมิลำเนาของผู้ร้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ร้องต้องมีสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถเพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลาง ข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่าจะนำรถยนต์กระบะของกลางไปขายต่อและไม่ต้องการเสียภาษีไม่มีเหตุผลให้รับฟัง พยานหลักฐานของผู้ร้องที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะของกลาง ไม่อาจคืนรถยนต์กระบะของกลางให้ผู้ร้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
ผู้ร้อง — นายสมชาย เนื้อเขียว
จำเลย — นายสุโกฐ พลเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายทรงพล รัตนจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5396/2549
#267124
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 ไปล็อกกุญแจปิดร้านอาหารเพื่อมิให้โจทก์เช่าต่อไป โดยจำเลยที่ 1 คิดว่าตนเองมีอำนาจกระทำการได้ตามสัญญาเช่าที่ระบุว่าถ้าผู้เช่าผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ให้เช่าย่อมทรงสิทธิในการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าตามสัญญานี้โดยพลัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการขาดเจตนาที่จะกระทำผิดฐานบุกรุก ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมิได้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสวนอาหารและห้องอาหารชื่อร้านไม้ไทย เลขที่ 663/16 ซอยรามคำแหง 127 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร อันเป็นเคหสถานที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ โดยจำเลยที่ 1 จ้างวานให้จำเลยที่ 2 นำกุญแจไปปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้องอาหารและสถานที่เก็บอาหารโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยที่ 2 ได้ข่มขืนใจให้นายจีระศักดิ์ กระฉอดนอก ผู้ดูแลสถานที่ของโจทก์สละการครอบครองทรัพย์สินของโจทก์และให้ออกจากสถานที่ดังกล่าว มิฉะนั้นจะปิดขังไว้ในเคหสถานดังกล่าว นายจีระศักดิ์จึงจำยอมมอบทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์ และจำเลยทั้งสองได้ลักเอาทรัพย์สินดังกล่าวไป โดยเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวโดยเจตนาทุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการทำการค้าไม่น้อยกว่าวันละ 10,000 บาท และต้องสูญเสียทรัพย์สินเป็นมูลค่า 821,020 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365, 337, 334 และ 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365 ประกอบด้วยมาตรา 83 ไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 ไปปิดกุญแจร้านอาหารที่โจทก์เช่าจากจำเลยที่ 1 ในราคาเดือนละ 45,000 บาท กำหนดชำระค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน เริ่มทำสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไป มีกำหนด 3 ปี โจทก์ได้ชำระค่าเช่าเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม 2541 ภายหลังวันที่ 5 ของเดือนดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็รับเงินค่าเช่าไว้พร้อมกับได้ต่อว่าโจทก์ที่ชำระค่าเช่าไม่ตรงตามสัญญา ส่วนในเดือนมกราคม 2542 โจทก์ก็ไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยที่ 1 จนกระทั่งวันที่ 22 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 ไปปิดกุญแจร้านที่โจทก์เช่าจากจำเลยที่ 1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองกับนายจีระศักดิ์ กระฉอดนอก เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ได้เช่าร้านของจำเลยที่ 1 ทำเป็นร้านอาหารเป็นเวลา 3 ปี เริ่มสัญญาตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 คิดค่าเช่าเดือนละ 45,000 บาท โดยชำระค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ยอมรับว่า ในเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2541 โจทก์ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 ภายหลังวันที่ 5 ของทุกเดือนและในเดือนมกราคม 2542 โจทก์ยังไม่ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะยอมรับค่าเช่าจากโจทก์ในเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2541 ไว้ก็ตามแต่ได้มีการต่อว่าโจทก์เกี่ยวกับเรื่องการชำระราคาค่าเช่าที่ไม่ตรงตามสัญญา ดังนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับเป็นปริยายว่าไม่ถือกำหนดเวลาเรื่องการชำระค่าเช่าให้ตรงเวลาเป็นสาระสำคัญหาได้ไม่ เมื่อถึงเดือนมกราคม 2542 โจทก์ก็ยังไม่ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยภายในวันที่ 5 มกราคม 2542 อีก วันที่ 22 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จึงถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าและให้จำเลยที่ 2 ไปล็อกกุญแจปิดร้านอาหารเพื่อมิให้โจทก์เช่าต่อไป การกระทำของจำเลยที่ 1 คิดว่าตนเองมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาเช่าข้อ 11 ที่ระบุว่าถ้าผู้เช่าผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ให้เช่าย่อมทรงสิทธิในการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าตามสัญญานี้โดยพลัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการขาดเจตนาที่จะกระทำผิดฐานบุกรุก ที่โจทก์อ้างว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมิได้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุนทร เกตุบุญลือ
จำเลย — นายอรรคเดช ศุภกุล หรือศุภกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5390/2549
#267599
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขออ้างว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของผู้ร้องซึ่งมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา การออกหมายบังคับและการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินกระบวนบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและการขายทอดตลาด ดังนี้ ตามคำร้องขอของผู้ร้องมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สินที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องไปในที่สุด จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 288 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และการจะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สินที่ยึดนั้น ตามมาตรา 288 วรรคหนึ่ง ก็กำหนดให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินออกขายทอดตลาด เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไปก่อนแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 149,392 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และ 72,365 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และ 74,696 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 128,170 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ในต้นเงิน 64,085 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และในต้นเงิน 64,085 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสามนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตาม ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 20, 21 หมู่ที่ 5 ตำบลอรัญคามวารี อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของจำเลย แล้วขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงไปในราคา 160,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องที่ 1 ซื้อที่ดินตาม ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 20 จากนายวิชัย จันทนุกูล เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ในราคา 300,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 ซื้อที่ดินตาม ภ.ท.บ.5 เลขสำรวจที่ 21 จากจำเลยเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2541 ในราคา 225,000 บาท นับตั้งแต่ทำสัญญาซื้อขายผู้ร้องทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกยางพาราเต็มพื้นที่มาโดยตลอด ที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์ทั้งสามนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นของผู้ร้องทั้งสองมิใช่ของจำเลย การออกหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินกระบวนวิธีการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและการขายทอดตลาด

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำให้การว่า ที่ดินทั้งสองแปลงที่ยึดเป็นของจำเลย การซื้อขายที่ดินที่ยึดตามสัญญาซื้อขายของผู้ร้องทั้งสองเป็นการปิดบัง อำพราง ซ่อนเร้นทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการยึดทรัพย์ ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตาม ภ.บ.ท.5 เลขสำรวจที่ 20, 21 หมู่ที่ 5 ตำบลอรัญคามวารี อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีชื่อสามีจำเลยและจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและขายทอดตลาดไปในราคา 160,000 บาท ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและการขายทอดตลาด ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องทั้งสองมีว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและการขายทอดตลาดได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขออ้างว่าทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้และขายทอดตลาดนั้นเป็นของผู้ร้องทั้งสอง โจทก์ทั้งสามนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของผู้ร้องทั้งสองซึ่งมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา การออกหมายบังคับคดีและการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินกระบวนวิธีการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ ตามคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและการขายทอดตลาด อันมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สินที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองไปในที่สุด จึงเป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องขัดทรัพย์ มิใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 แต่อย่างใด และการจะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สินที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองได้นั้นตามมาตรา 288 วรรคหนึ่ง ก็กำหนดให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินออกขายทอดตลาด เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไปก่อนแล้วผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอนี้ได้ ที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่า ผู้ร้องทั้งสองเพิ่งทราบเรื่องการยึดและการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดภายหลังจากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไปแล้วนั้น ข้ออ้างดังกล่าวมิใช่เหตุตามกฎหมายที่ผู้ร้องทั้งสองจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอนี้ได้เมื่อล่วงพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 288 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวันเพ็ญ ทองขอม กับพวก
ผู้ร้อง — นางกรรณิกา แข็งมาก กับพวก
จำเลย — นางสุนารี จันทนุกูล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5389/2549
#269014
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ได้ ต้องเป็นกรณีจำเป็นจะต้องมาร้องขอต่อศาล เพื่อให้ได้รับความรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยจะต้องมีกฎหมายระบุไว้แจ้งชัดว่าให้กระทำได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องมิใช่เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้ร้องเป็นผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เนื่องจากเป็นที่ดินที่ยังไม่มีโฉนด คงมีแต่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เท่านั้น ซึ่งหามีกฎหมายสนับสนุนให้ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแต่ฝ่ายเดียวไม่ หากผู้ร้องเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองในที่ดินและถูกโต้แย้งสิทธิประการใด ก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้องอันเป็นคดีมีข้อพิพาท หาใช่เสนอคดีโดยทำเป็นคำร้องขออันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้ผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 166 ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องขอไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามคำร้องขอหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้น ต้องเป็นกรณีจำเป็นจะต้องมาร้องขอต่อศาล เพื่อให้ได้รับความรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยจะต้องมีกฎหมายระบุไว้แจ้งชัดว่าให้กระทำได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องมิใช่เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้ร้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เนื่องจากที่ดินตามคำร้องขอเป็นที่ดินที่ยังไม่มีโฉนดคงมีแต่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เท่านั้น ซึ่งหามีกฎหมายสนับสนุนให้ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแต่ฝ่ายเดียวไม่ หากผู้ร้อง เห็นว่า ผู้ร้องมีสิทธิครอบครองในที่ดินและถูกโต้แย้งสิทธิประการใด ก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้องอันเป็นคดีมีข้อพิพาท หาใช่เสนอคดีโดยทำเป็นคำร้องขออันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทไม่ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายชูศักดิ์ ขุนพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5387/2549
#266788
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยคนเดิมยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีมาครั้งหนึ่งแล้วอ้างว่าป่วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดี ก่อนถึงวันนัดสืบพยานจำเลย 4 วัน ทนายจำเลยคนเดิมขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยคนใหม่ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าเพิ่งได้รับแต่งตั้งยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในคดี จำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีและซักค้านพยานโจทก์ ขอเลื่อนการพิจารณาออกไปสักนัดหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ถ้าหากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรม จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ศาลจึงไม่อาจให้เลื่อนคดีได้

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่า ตราสารใดที่ปิดอากรแสตมป์ครบจำนวนและได้ขีดฆ่าแล้ว จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้บังคับถึงเวลาที่ปิดและขีดฆ่า เมื่อต้นฉบับสัญญาเช่าอาคารที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ปิดอากรแสตมป์ครบจำนวนและขีดฆ่าแล้วจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

จำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ให้เช่าตามสัญญาและจำเลยต้องผูกพันตามสัญญาเช่าที่ทำกับโจทก์ไว้ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาที่ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่าจึงไม่เป็นสาระแก่คดี และตามสัญญาเช่าอาคารกำหนดอัตราค่าเช่าไว้เดือนละ 17,000 บาท เมื่อครบกำหนดการเช่า 1 ปี จำเลยยังคงอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อมา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 570 ให้ถือว่าโจทก์จำเลยเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาซึ่งหมายความว่าข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาไม่มีผลบังคับกันต่อไป ส่วนสัญญาข้ออื่นคงเป็นไปตามสัญญาเช่าเดิม รวมทั้งอัตราค่าเช่าด้วย และโดยเหตุที่การเช่าอสังหาริมทรัพย์นี้ ป.พ.พ. มาตรา 538 บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์จะขอบังคับให้จำเลยชำระค่าเช่า ซึ่งเป็นอัตราค่าเช่าที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาเช่าอาคาร โจทก์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าได้มีการตกลงขึ้นค่าเช่าดังที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าได้มีการตกลงขึ้นค่าเช่าในอัตราเดือนละ 20,000 บาท จึงเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 จำเลยคงต้องรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระเดือนละ 17,000 บาท ตามอัตราค่าเช่าในสัญญาเช่าเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ 90,000 บาท และริบเงินค่าเสียหาย 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าปรับวันละ 600 บาท นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2544 จนกว่าจำเลยจะยอมออกไปจากตึกแถวดังกล่าว และให้ชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์สืบพยานเสร็จสิ้นแล้วอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทและให้ชำระค่าเช่า 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า มีเหตุสมควรเลื่อนคดีตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2544 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลได้กำหนดนัดวันนั่งพิจารณาและแจ้งให้คู่ความทราบแล้ว ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเหตุจำเป็นที่จะต้องขอเลื่อนการนั่งพิจารณาต่อไปโดยเสนอคำขอในวันนั้นหรือก่อนวันนั้น ศาลจะสั่งให้เลื่อนต่อไปก็ได้ แต่เมื่อศาลได้สั่งให้เลื่อนไปแล้วคู่ความฝ่ายนั้นจะขอเลื่อนการนั่งพิจารณาอีกไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และคู่ความฝ่ายที่ขอเลื่อนแสดงให้เป็นที่พอใจศาลได้ว่าถ้าศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรมก็ให้ศาลสั่งเลื่อนคดีต่อไปได้เท่าที่จำเป็น แม้จะเกินกว่าหนึ่งครั้ง?ปรากฏว่า ทนายจำเลยคนเดิมยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีมาครั้งหนึ่งแล้วอ้างว่าป่วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีก่อนถึงวันนัดสืบพยานจำเลย 4 วัน ทนายจำเลยคนเดิมขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยคนใหม่ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าเพิ่งได้รับแต่งตั้งยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในคดี จำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีและซักค้านพยานโจทก์ ขอเลื่อนการพิจารณาออกไปสักนัดหนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ถ้าหากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรม จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลจึงไม่อาจให้เลื่อนคดีได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์หนังสือสัญญาเช่าอาคารภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ถือว่าเริ่มสัญญาใหม่ หนังสือสัญญาเช่าอาคารจึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่าตราสารใดที่ไม่ปิดแสตมป์ครบจำนวนและได้ขีดฆ่าแล้ว จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้บังคับถึงเวลาที่ปิดและขีดฆ่า เมื่อต้นฉบับหนังสือสัญญาเช่าอาคารที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ปิดอากรแสตมป์ครบจำนวนและขีดฆ่าแล้วจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของตึกแถวพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังแล้วว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ให้เช่าตามสัญญาและจำเลยต้องผูกพันตามสัญญาเช่าที่ทำกับโจทก์ไว้ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาที่ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่าจึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ฎีกาของจำเลยข้อต่อมาที่ว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมานำสืบว่าได้มีการตกลงค่าเช่ากันใหม่เป็นเดือนละ 20,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์กำหนดอัตราค่าเช่าไว้เดือนละ 17,000 บาท เมื่อครบกำหนดการเช่า 1 ปี จำเลยยังคงอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อมา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 ให้ถือว่าโจทก์จำเลยเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลาซึ่งหมายความว่าข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาไม่มีผลบังคับกันต่อไป ส่วนสัญญาข้ออื่นคงเป็นไปตามสัญญาเช่าเดิม รวมทั้งอัตราค่าเช่าด้วย และโดยเหตุที่การเช่าอสังหาริมทรัพย์นี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ดังนั้นเมื่อโจทก์จะขอบังคับให้จำเลยชำระค่าเช่าประจำเดือนตุลาคม 2543 ถึงเดือนมกราคม 2544 ในอัตราเดือนละ 20,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราค่าเช่าที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาเช่าอาคารโจทก์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าได้มีการตกลงขึ้นค่าเช่าดังที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าได้มีการตกลงขึ้นค่าเช่าในอัตราเดือนละ 20,000 บาท จึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 จำเลยคงต้องรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระเดือนละ 17,000 บาท ตามอัตราค่าเช่าในสัญญาเช่าเดิม สำหรับค่าเสียหายที่จำเลยครอบครองตึกแถวพิพาทภายหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญาจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวมาในอัตราเดียวกับค่าเช่าที่ค้างชำระ เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าได้เพียง 17,000 บาท และโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายมากกว่าค่าเช่าที่จะได้รับหากจำเลยไม่ผิดสัญญา จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ในอัตราเดียวกับค่าเช่าที่ค้างชำระ เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระค่าเช่าและค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 102,000 บาท เมื่อหักกับค่าเช่าจำนวน 30,000 บาท ซึ่งจำเลยได้ชำระแก่โจทก์แล้วคงเหลือค่าเช่าและค่าเสียหายถึงวันฟ้องที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ 72,000 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเช่าและค่าเสียหาย 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 เมษายน 2544) เป็นต้นไป กับค่าเสียหายเดือนละ 17,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากตึกแถวพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 570
ป.วิ.พ. ม. 40 วรรคหนึ่ง ม. 94
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสินี นิลสุวรรณากุล
จำเลย — นายอนันต์ แย้มเกษร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิรัตน์ อนันต์พิพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2549
#267149
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกใหม่ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.รถยนต์จากโจทก์ โดยจำเลยได้ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงกันให้โจทก์มีหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ หลังจากทำสัญญาแล้ว 9 เดือน โจทก์ยังไม่ไปดำเนินการจดทะเบียน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่งมอบรถยนต์บรรทุกโดยสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ได้ จำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 262,597.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ต้องไปจดทะเบียนเอง ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์เพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งจะนำรถที่เช่าซื้อไปประกอบกิจการรับจ้างจะจดทะเบียนได้หรือไม่ก็อยู่ที่คุณสมบัติของจำเลยที่ 1 เอง โจทก์มีนายชาตรีเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ในการทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่บริษัทมหาชัย แมทชีนเนอรี่ แอนด์ออโต้พาร์ท จำกัด โดยพยานจะดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้ นับแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อจนถึงวันที่ยึดรถยนต์คืนรถยนต์คันพิพาทยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ ฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในวันทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถบรรทุกและเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 50,000 บาท หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้วยังไม่ได้รับรถยนต์คันพิพาทไปใช้ประโยชน์ เพราะโจทก์ไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้ เห็นว่า คำเบิกความของนายชาตรีเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกันให้โจทก์มีหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อ นับตั้งแต่เวลาทำสัญญากันจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเป็นเวลา 9 เดือน โจทก์ก็ยังไม่ไปจดทะเบียนรถคันดังกล่าว โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จีงมีสิทธิไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 3 ให้โจทก์ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า นับแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ยังมิได้นำรถคันดังกล่าวออกจากบริษัทมหาชัยแมซีนเนอรี่ แอนด์ ออโต้พาร์ท จำกัด แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถให้จำเลยที่ 1 แล้วตามฎีกาของโจทก์แต่เมื่อรถยังไม่มีการจดทะเบียน จึงทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำรถไปใช้ประโยชน์ได้เพราะผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์ส่งมอบรถโดยสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ได้ จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ประกอบมาตรา 548 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกเลิกสัญญาและต่อมาโจทก์ได้ยึดรถคืนโดยจำเลยที่ 1 ไม่ทักท้วงถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาเลิกกัน โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 391 ม. 537 ม. 548 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
นายไพรัช กิตติวัณณะกุล
จำเลย — หรือกิตติวัฒณะกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสิทธิ์ รวมสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ โรจน์อนนท์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา