คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3450/2549
#267191
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกันยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อสิทธิในการร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันสิ้นสุดแล้ว ศาลชั้นต้นต้องคืนหลักประกันแก่ผู้ประกันตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 118 เป็นกรณีพิจารณาเกี่ยวกับสัญญาประกันตัวจำเลยในคดีอาญา ซึ่งการใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ดังเช่นคดีแพ่ง จึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นายนคร บาลเพชร ผู้ประกัน ได้ประกันตัวจำเลยไปในระหว่างพิจารณาโดยศาลชั้นต้นตีราคาประกันเป็นเงิน 80,000 บาท

วันที่ 14 พฤษภาคม 2534 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกันตนตามสัญญาประกัน

ผู้ประกันยื่นคำร้องลงวันที่ 12 มิถุนายน 2534 ขอให้ยกเลิกค่าปรับหรือลดค่าปรับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับผู้ประกันเป็นเงิน 46,300 บาท

ผู้ประกันยื่นคำร้องลงวันที่ 6 ธันวาคม 2548 ขอให้ศาลชั้นต้นคืนหลักประกันเพราะโจทก์ไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีผู้ประกันภายในระยะเวลา 10 ปี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ความปรากฏแก่ศาลเมื่อนายประกันยื่นคำร้องขอคืนหลักประกัน ถือได้ว่ามีการร้องขอให้บังคับคดีภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะคืนหลักประกัน ให้ยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ที่ผู้ประกันยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสิทธิในการร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันสิ้นสุดแล้ว ศาลชั้นต้นต้องคืนหลักประกันแก่ผู้ประกันตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 118 นั้น เป็นกรณีพิจารณาความเกี่ยวกับสัญญาประกันตัวจำเลยในคดีอาญา ซึ่งการใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ดังเช่นคดีแพ่ง จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ถูกต้องเพราะเป็นการอุทธรณ์ข้ามลำดับศาล"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ประกันยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกานั้นเสีย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งอุทธรณ์ของผู้ประกันไปยังศาลอุทธรณ์ที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
ผู้ประกัน — นายนคร บาลเพชร
จำเลย — นางสาววนิดา ไสยวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3450/2549
#268918
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ประกันยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสิทธิในการร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันสิ้นสุดแล้ว ศาลชั้นต้นต้องคืนหลักประกันแก่ผู้ประกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 118 นั้น เป็นกรณีพิจารณาความเกี่ยวกับสัญญาประกันตัวจำเลยในคดีอาญา ซึ่งการใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ดังเช่นคดีแพ่ง จึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ถูกต้องเพราะเป็นการอุทธรณ์ข้ามลำดับศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นายนคร บาลเพชร ผู้ประกัน ได้ประกันตัวจำเลยไปในระหว่างพิจารณาโดยศาลชั้นต้นตีราคาประกันเป็นเงิน 80,000 บาท

วันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน

ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกค่าปรับหรือลดค่าปรับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับผู้ประกันเป็นเงิน 46,300 บาท

ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นคืนหลักประกันเพราะโจทก์ไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีผู้ประกันภายในระยะเวลา 10 ปี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อนายประกันยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันถือได้ว่ามีการร้องขอให้บังคับคดีภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว กรณีมีมีเหตุที่จะคืนหลักประกัน ให้ยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ประกันยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสิทธิในการร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันสิ้นสุดแล้ว ศาลชั้นต้นต้องคืนหลักประกันแก่ผู้ประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 118 นั้น เป็นกรณีพิจารณาความเกี่ยวกับสัญญาประกันตัวจำเลยในคดีอาญา ซึ่งการใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดอนุญาตให้คู่ความอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ดังเช่นคดีแพ่ง จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ถูกต้องเพราะเป็นการอุทธรณ์ข้ามลำดับของศาล"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ประกันยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกานั้นเสีย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งอุทธรณ์ของผู้ประกันไปยังศาลอุทธรณ์ที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 118 ม. 193 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
ผู้ประกัน — นายนคร บาลเพชร
จำเลย — นางสาววนิดา ไสยวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3421/2549
#272056
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 13 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า คำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับให้ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย และวรรคสองกำหนดว่า ถ้าจำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่เข้าใจคำฟ้องในส่วนใดศาลอาจสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยอธิบายรายละเอียดในส่วนนั้นให้ชัดเจนขึ้นก็ได้ คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไร และขัดต่อประมวลรัษฎากรอย่างไร เป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา หากศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าข้อต่อสู้ของจำเลยรับฟังได้ ศาลภาษีอากรกลางต้องมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้นตามข้อกำหนดดังกล่าว การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่ให้เสียภาษี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 13 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า คำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับให้ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย และวรรคสองกำหนดว่า ถ้าจำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่เข้าใจคำฟ้องในส่วนใดศาลอาจสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยอธิบายรายละเอียดในส่วนนั้นให้ชัดเจนขึ้นก็ได้ คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไรและขัดต่อประมวลรัษฎากรอย่างไร เป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา หากศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าข้อต่อสู้ของจำเลยรับฟังได้ ศาลภาษีอากรกลางต้องมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้นตามข้อกำหนดดังกล่าวการที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาคำฟ้องโจทก์แล้ว ข้อความที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง คำขอบังคับประกอบกับเอกสารท้ายคำฟ้องเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าโจทก์โต้แย้งว่า เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ประเมินและวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีรายรับต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ทั้งๆ ที่โจทก์ไม่มีรายรับต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นการกล่าวอ้างว่าการประเมินและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากรนั่นเอง คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงให้พอเข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับ จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 แล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและพิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงในประเด็นว่าโจทก์ไม่มีเงินได้ในระยะเวลาบัญชีปี 2536 ถึง 2538 อันทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบหรือไม่นั้น ศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้สืบพยานโจทก์และจำเลยจนได้ข้อเท็จจริงพอที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะวินิจฉัยให้ได้ จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินการเสียก่อน

พิพากษายกคำสั่งที่ให้งดสืบพยานและคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเกดิษฐ์ดีวิลอปเมนท์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3419/2549
#266625
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 88 (2) และ 88/6 แห่ง ป. รัษฎากร บัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีแสดงรายการภาษีโดยแสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง การที่เจ้าพนักงานประเมินพบหลักฐานว่า สินค้าไม้แปรรูปที่โจทก์ขายนั้นโจทก์เป็นผู้นำเข้า และได้เสียอากรขาเข้าตามกฎหมายศุลกากรและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าตามประมวลรัษฎากรโดยราคาสินค้าที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวสูงกว่าราคาตลาดที่โจทก์ขายและใช้เป็นมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้า จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานและมีเหตุอันสมควรเชื่อว่า โจทก์ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร และมีอำนาจทำการประเมินได้ราคาสินค้าที่ประกาศกรมศุลกากรกำหนดเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ประเมินอากรขาเข้าเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง และราคาเช่นว่านั้นอาจเท่ากับราคาตลาดของการขายสินค้าในขณะนั้นก็ได้ เมื่อโจทก์รับข้อเท็จจริงว่า สินค้าไม้แปรรูปรายพิพาทโจทก์เป็นผู้นำเข้าและเสียอากรขาเข้าตามกฎหมายศุลกากรกับเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าตามประมวลรัษฎากร โดยถือราคาตามที่ประกาศกรมศุลกากรกำหนดเป็นเกณฑ์ประเมินอากรขาเข้าเป็นฐานในการคำนวณอากรขาเข้าและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานในเบื้องต้นได้ว่า สินค้าไม้แปรรูปนั้นมีราคาในวันที่โจทก์นำเข้าตามที่ประกาศกรมศุลกากรกำหนด การที่โจทก์ปฏิเสธราคาเช่นว่านั้นว่าไม่ถูกต้อง ความจริงราคาตลาดต่ำกว่านั้น โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ความดังที่อ้าง เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ จึงฟังได้ว่าโจทก์ขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 12960100/5/101275 ถึง 101286 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2543 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ นธ/31/2545 ถึง นธ/35/2545 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2545 รวมเป็นเงิน 1,480,302 บาท และขอให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาทจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้า ซึ่งฐานภาษีได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น และมูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น โดยราคาตลาดให้ถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นตามที่ได้มีการตรวจสอบราคาตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และในกรณีที่ไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอนให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดได้ ตามที่บัญญัติในมาตรา 79 และ 79/3 แห่ง ป. รัษฎากร ต่างกับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าซึ่งฐานภาษีได้แก่มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี. ไอ. เอฟ. บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ค่าธรรมเนียมพิเศษและค่าธรรมเนียมอื่น ราคา ซี. ไอ. เอฟ. ได้แก่ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักร เว้นแต่ในกรณีที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศให้ราคาในท้องตลาดสำหรับของประเภทใดประเภทหนึ่งที่ต้องเสียอากรตามราคาเป็นรายเฉลี่ยตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร หรือในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี. ไอ. เอฟ. ตามที่บัญญัติในมาตรา 79/2 แห่ง ป. รัษฎากร และบันทึกข้อความของจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ออกภายหลังการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาทเป็นเวลานานหลายปี การที่เจ้าพนักงานประเมินอ้างบันทึกข้อความฉบับนี้ในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์เป็นการไม่ถูกต้องดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่โดยที่มาตรา 88 (2) และ 88/6 แห่ง ป. รัษฎากร บัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง การที่เจ้าพนักงานประเมินพบหลักฐานว่าสินค้าไม้แปรรูปที่โจทก์ขายนั้น โจทก์เป็นผู้นำเข้า และได้เสียอากรขาเข้าตามกฎหมายศุลกากรกับเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าตามประมวลรัษฎากร โดยราคาสินค้าที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณอากรและภาษีดังกล่าวสูงกว่าราคาที่โจทก์ขายและใช้เป็นมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้า จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานและมีเหตุอันควรเชื่อว่า โจทก์ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร และมีอำนาจทำการประเมินได้ และราคาเช่นว่านั้นอาจเท่ากับราคาตลาดของการขายสินค้าในขณะนั้นก็ได้ เมื่อโจทก์รับข้อเท็จจริงว่า สินค้าไม้แปรรูปรายพิพาทโจทก์เป็นผู้นำเข้าและได้เสียอากรขาเข้าตามกฎหมายศุลกากรกับเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าตามประมวลรัษฎากร โดยถือราคาสินค้าตามที่ประกาศกรมศุลกากรกำหนดเพื่อเป็นเกณฑ์ประเมินอากรขาเข้าเป็นฐานในการคำนวณอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ในเบื้องต้นว่า สินค้าไม้แปรรูปพิพาทมีราคาตลาดในวันที่โจทก์นำเข้าตามที่ประกาศกรมศุลกากรกำหนด การที่โจทก์ปฏิเสธว่าราคาเช่นว่านั้นไม่ถูกต้อง ความจริงราคาตลาดต่ำกว่านั้น โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ความดังที่โจทก์อ้าง เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ ที่ศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ขายสินค้าไม้แปรรูปรายพิพาทในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันควร และไม่เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 88 (2) ม. 88/6 ม. 79 ม. 79/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรไพรสุไหงโก - ลก
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2549
#267190
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำเงินมาวางต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามคำพิพากษากับคำสั่งที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,268,896.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,188,829.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 245798 และ 245800 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 เพื่อขายทอดตลาด วันที่ 24 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้งดการขายทอดตลาดไว้ชั่วคราวและเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ในระหว่างนัดไต่สวนจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ไว้ชั่วคราวเพื่อรอคำสั่งคำร้องที่ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแต่ยังมิได้แจ้งคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบในวันเดียวกันเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ไปโดยโจทก์เป็นผู้ประมูลได้ ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 โดยฝ่าฝืนคำสั่งศาล เป็นการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวเสีย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของจำเลยที่ 3 ทั้งสองฉบับเป็นการประวิงคดีให้ชักช้า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับของจำเลยที่ 3

วันที่ 30 มกราคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องทั้งสองฉบับเพื่อประวิงคดีให้ล่าช้าออกไป ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 วางเงินต่อศาลจำนวน 480,000 บาท เพื่อเป็นประกันความเสียหายแก่โจทก์

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนคำร้องทั้งสองฉบับของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีตามคำขอของจำเลยที่ 3 และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 นำเงินจำนวน 264,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

วันที่ 24 เมษายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 ไม่นำเงินมาวางเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 และฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 ของจำเลยที่ 3 ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ และยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 โดยเนื้อหาตามคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กรณีตามคำร้องทั้งสองฉบับของจำเลยที่ 3 ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ซึ่งในวรรคห้าของมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้... ฯลฯ ... ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งศาลที่ออกตามความในมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 นำเงินจำนวน 264,000 บาท มาวางต่อศาลภายในกำหนด 30 วัน เพื่อประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 3 ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 3 นำเงินมาวางต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ก็ดี คำสั่งที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 3 ก็ดี ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้อีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 ในปัญหาเกี่ยวกับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 3 วางเงินต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 3 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายปอเก้า แซ่ซี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3381/2549
#267182
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมข้อ 2 ที่มีข้อกำหนดยกที่ดินให้แก่ผู้ร้องโดยนำที่ดินดังกล่าวไปจัดการอย่างใด ๆ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์และนำผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไปดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิ เป็นการได้กำหนดยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมแล้ว เพียงแต่ให้ผู้รับพินัยกรรมนำผลประโยชน์ที่ได้จากที่ดินไปก่อตั้งมูลนิธิซึ่งเป็นกรณีที่จะดำเนินการต่อไปหลังจากทรัพย์มรดกตกเป็นของผู้รับพินัยกรรม และมรดกได้ก่อเกิดผลประโยชน์แล้ว ข้อกำหนดตามพินัยกรรมข้อนี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (3)

พินัยกรรมข้อ 3 ที่มีข้อกำหนดว่า เงินสดซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารทั้งหมดยกให้ ส. และผู้ร้องเป็นผู้ดูแลเพื่อทำตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้เป็นการกำหนดให้ผู้ร้องและ ส. เป็นเพียงผู้ดูแลเท่านั้น มิได้ยกกรรมสิทธิ์เงินสดให้แก่ผู้ร้องและ ส. และไม่ได้กำหนดโดยชัดแจ้งว่ายกเงินสดดังกล่าวให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดจำนวนมากน้อยเพียงใด จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (2) (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายเสริม เภกะนันท์ กับนางสะอาด เภกะนันทน์ ซึ่งเป็นพี่ชายของบิดาผู้ร้องได้สมรสกับนางพอพิศ เภกะนันท์ ระหว่างนางพอพิศอยู่กินกับนายชัยธวัชได้รับนางสาวอารีย์รัตน์ เภกะนันท์ เป็นบุตรบุญธรรม ต่อมานายชัยธวัชและนางสาวอารีย์รัตน์ได้ถึงแก่กรรม ผู้ร้องและครอบครัวช่วยกันดูแลอุปการะเลี้ยงดูนางพอพิศตลอดมา ครั้นวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 นางพอพิศถึงแก่กรรมด้วยหัวใจวาย ก่อนถึงแก่กรรมนางพอพิศทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3404 และ 3405 ให้แก่ผู้ร้อง และนายชาตรี เภกะนันทน์ ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10105 และ 12440 ให้แก่ผู้ร้องเพื่อไปจัดการก่อให้เกิดผลประโยชน์และนำเอาผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไปก่อตั้งมูลนิธิชัยธวัช เภกะนันทน์ และพอพิศ (สิงหเสนี) เภกะนันทน์ และยกเงินสดที่ฝากธนาคารให้นางสะอาดและผู้ร้องเป็นผู้ดูแลเพื่อทำตามความประสงค์ที่ระบุไว้และสั่งเสียด้วยวาจา หลังจากนางพอพิศถึงแก่กรรมผู้ร้องไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่ธนาคาร แต่เจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่ดำเนินการให้ แต่ผู้ร้องมาร้องขอต่อศาลก่อน ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่า นายชุบ สิงหเสนี บิดาของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางพอพิศ เภกะนันทน์ ปัจจุบันนี้นายชุบถึงแก่กรรมไปแล้ว นางพอพิศมีฐานะร่ำรวย มีบ้าน และคนใช้ประจำตัว ผู้ร้องและครอบครัวไม่ได้ช่วยอุปการะเลี้ยงดูนางพอพิศ ผู้คัดค้านที่ 1 และญาติไปมาหาสู่และดูแลอุปการะเลี้ยงดูนางพอพิศจนถึงแก่กรรม ขณะถึงแก่กรรมนางพอพิศมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน เงินฝากในธนาคาร เพชร ทองรูปพรรณหลายรายการ ทรัพย์สินภายในบ้าน และทรัพย์สินอื่นจำนวนมาก ผู้ร้องปิดบังทายาทของเจ้ามรดกและยื่นคำร้องต่อศาลโดยระบุว่าทรัพย์มรดกมีเพียงที่ดิน 4 โฉนด และเงินฝากในธนาคาร 1 แห่ง ทั้งที่นางพอพิศมีมากกว่านั้น กับไม่แจ้งให้ทายาทของเจ้ามรดกทราบ ก่อนปี 2539 นางพอพิศป่วยและไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่เคยทำพินัยกรรมแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก พินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างมีการกรอกข้อความลงในแบบฟอร์มพินัยกรรมซึ่งมีลายมือชื่อของนางพอพิศ โดยนางพอพิศไม่ทราบและไม่ให้ความยินยอม และลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือชื่อของนางพอพิศ พินัยกรรมดังกล่าวมีการตกเติมโดยนางพอพิศไม่ลงลายมือชื่อกำกับไว้ จึงเป็นพินัยกรรมปลอมและตกเป็นโมฆะ ที่พินัยกรรมกำหนดให้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10105 และ 12440 ให้แก่ผู้ร้องเพื่อไปจัดการก่อให้เกิดประโยชน์และนำเอาผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไปก่อตั้งมูลนิธิชัยธวัช เภกะนันทน์ และพอพิศ (สิงหเสนี) เภกะนันท์ นั้น ไม่ได้สั่งให้จัดสรรทรัพย์สินเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้กำหนดวัตถุประสงค์และข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินของมูลนิธิ ย่อมไม่อาจจัดตั้งมูลนิธิขึ้นได้ จึงไม่มีผลบังคับใช้ ที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวตกได้แก่ทายาทโดยธรรม และที่พินัยกรรมกำหนดให้ยกเงินสดซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารให้นางสะอาดและผู้ร้องเป็นผู้ดูแลเพื่อทำตามความประสงค์ที่ระบุไว้และสั่งเสียด้วยวาจานั้น ไม่ได้ระบุชัดว่าผู้ใดเป็นผู้รับพินัยกรรม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ จึงไม่สมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกคดีนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายชุบและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องขอ และให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่า นายชวน สิงหเสนี บิดาของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางพอพิศ เภกะนันทน์ ผู้ตาย ปัจจุบันนายชวนถึงแก่กรรมไปแล้ว เท่าที่ผู้คัดค้านที่ 2 ทราบนอกจากนางพอพิศมีที่ดิน (ตามพินัยกรรม) และเงินฝากที่ธนาคารเพียงบัญชีเดียวแล้ว ยังมีทรัพย์มรดกอื่น ๆ อีกมากมาย นางพอพิศไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง นายชาตรี เภกะนันทน์ และนางสะอาด เภกะนันทน์ แต่อย่างใด ลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมมิใช่ลายมือชื่อของนางพอพิศ และการแก้ไขข้อความในพินัยกรรมก็ไม่มีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของนางพอพิศที่พินัยกรรมกำหนดให้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10105 และ 12440 ให้แก่ผู้ร้องนำไปดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิชัยธวัช เภกะนันทน์ และพอพิศ (สิงหเสนี) เภกะนันทน์ นั้น มิได้ระบุให้ทรัพย์สินแก่มูลนิธิที่ก่อตั้งได้รับอำนาจด้วย มิได้สั่งให้จัดสรรทรัพย์สินไว้โดยตรงเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์และข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินของมูลนิธิย่อมไม่อาจจัดตั้งมูลนิธิขึ้นได้จึงไม่มีผลบังคับใช้และที่พินัยกรรมกำหนดให้ยกเงินสดซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารทั้งหมดให้ผู้ร้องและนางสะอาดเป็นผู้ดูแลเพื่อทำตามความประสงค์ที่ระบุไว้และสั่งเสียด้วยวาจานั้น ไม่ได้ระบุตัวบุคคลผู้รับพินัยกรรม ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นโมฆะ ผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกของนางพอพิศและมีความประพฤติไม่น่าไว้วางใจเนื่องจากผู้ร้องเคยเป็นพนักงานของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) แต่ฝ่าฝืนวินัยของบริษัท ถูกไล่ออกจากงานและถูกดำเนินคดีอาญา จึงไม่สมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกคดีนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายชวนและไม่เป็นบุคคลที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องและให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่า นายเฉลิม สิงหเสนี บิดาของผู้คัดค้านที่ 3 เป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางพอพิศ เภกะนันท์ ผู้ตาย ปัจจุบัน ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของนางสาวกุณฑลี สิงหเสนี ตามสำเนาคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 746/2541 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 พินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างเป็นพินัยกรรมปลอม เพราะนางพอพิศทำพินัยกรรมไว้เพียงฉบับเดียว เป็นพินัยกรรมที่เขียนเองเมื่อปี 2539 นางพอพิศทำพินัยกรรมฉบับที่ผู้ร้องอ้างโดยสำคัญผิดและถูกฉ้อฉล เพราะขณะทำพินัยกรรมนางพอพิศไม่สามารถอ่านหนังสือได้ ผู้ร้องไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของนางพอพิศ ไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทกองมรดกของนางพอพิศ และเป็นผู้มีความประพฤติไม่เหมาะสมหลายประการ จึงไม่สมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนี้ นางสาวกุณฑลีผู้อนุบาลของผู้คัดค้านที่ 3 ไม่เป็นบุคคลที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องขอ และให้ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวกุณฑลี ผู้อนุบาลของผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศผู้ตาย

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่างมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชุบ สิงหเสนี และนายชวน สิงหเสนี ตามลำดับ แม้ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางพอพิศ เภกะนันทน์ ผู้ตาย แต่มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางพอพิศ นางพอพิศแสดงเจตนาก่อนถึงแก่ความตายว่าไม่ต้องการให้ทายาทในตระกูล "สิงหเสนี" มีสิทธิในทรัพย์มรดก จึงทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้อง นางสะอาด เภกะนันทน์ และนายชาตรี เภกะนันทน์ ดังนี้ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมาคัดค้านผู้ร้องและขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 3 และผู้อนุบาลก็ทราบว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้ต่อศาลและเข้ามาฟังการพิจารณาโดยตลอด ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านเกินกว่าหนึ่งปีจึงขาดอายุความ ขณะนางพอพิศทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ขณะทำพินัยกรรมมีทนายความให้คำปรึกษาและพยานที่ลงลายมือชื่อก็รู้เห็น พินัยกรรมตามคำร้องเป็นพินัยกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ร้องเปิดพินัยกรรมต่อหน้าทนายความและพยานหลายคน กับแจ้งให้ทายาทโดยธรรมมาดูและตรวจสอบในวันเปิดและหลังเปิดพินัยกรรม ผู้ร้องไม่เป็นปรปักษ์ต่อทายาทในกองมรดก ขอให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวกัณหา เภาะนันทน์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศ เภกะนันทน์ ผู้วายชนม์ และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป กับให้ผู้คัดค้านทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสามให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นางสาวกัณหา เภกะนันทน์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศ เภกะนันทน์ ผู้ตายในส่วนของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโฉนดเลขที่ 3404 และ 3405 ตำบลมักกะสัน (ประแจจีน) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร กับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโฉนดเลขที่ 10105 และ 12440 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร แต่ในส่วนของทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเงินฝากไว้ที่ธนาคารกับทรัพย์มรดกอื่น (หากมี) ให้ผู้ร้องกับนายดิลก สิงหเสนี ผู้คัดค้านที่ 1 นางยุพดี สิงหพรรค ผู้คัดค้านที่ 2 และนางสาวกุณฑลี สิงหเสนี ผู้อนุบาลของนายเฉลิม สิงหเสนี ผู้คัดค้านที่ 3 ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายเสริม เภกะนันทน์ กับนางสะอาด เภกะนันทน์ นางพอพิศ เภกะนันทน์ เจ้ามรดกเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชัยธวัช เภกะนันทน์ บิดาของผู้ร้องเป็นน้องของนายชัยธวัช ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรนายชุบ สิงหเสนี ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของชวน สิงหเสนี ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นคนไร้ความสามารถอยู่ในความอนุบาลของนางสาวกุณฑลี สิงหเสนี ทั้งนายชวน นายชุบและผู้คัดค้านที่ 3 ต่างเป็นน้องร่วมบิดามารดาของเจ้ามรดก เป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกเพราะเจ้ามรดกไม่มีบุตร นายชุบและนายชวนถึงแก่ความตายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่าพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร. 5 เป็นพินัยกรรมปลอมและไม่ถูกต้องตามแบบหรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่าเจ้ามรดกลงลายมือชื่อในพินัยกรรมไว้ก่อนแล้วผู้ร้องกับทนายความไปกรอกข้อความซึ่งไม่ตรงตามเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดกเป็นการฉ้อฉล และเจ้ามรดกไม่ได้สวมแว่นตาจึงไม่ได้อ่านข้อความในพินัยกรรม อีกทั้งไม่นำนางอัมพวัน วงศ์ลาภพานิช พยานในพินัยกรรมมาสืบว่าได้ลงลายมือชื่อจริงหรือไม่และลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้ามรดกหรือไม่ พินัยกรรมจึงไม่สมบูรณ์ เห็นว่า ตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามต่างไม่คัดค้านลายมือชื่อของเจ้ามรดกในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. 5 ว่าไม่ถูกต้องและฝ่ายผู้ร้องมีตัวผู้ร้อง นายสมชายผู้ทำพินัยกรรมและว่าที่ร้อยโทอนิวรรตน์เบิกความว่า เจ้ามรดกมีความประสงค์ที่จะทำพินัยกรรมในวันที่ 23 ตุลาคม 2539 จึงได้มีการทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร. 5 ขึ้นที่บ้านผู้ร้อง โดยนายสมชายผู้จัดทำพินัยกรรมได้พูดคุยกับเจ้ามรดกและบันทึกเทปการสนทนาไว้ตามเทปบันทึกเสียงวัตถุพยานหมาย ร. 3 และคำถอดเทปเอกสารหมาย ร. 4 นอกจากนี้เจ้ามรดกยังได้นำร่างพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร. 2 มาให้นายสมชายดู นายสมชายพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร. 5 แล้วอ่านข้อความตามพินัยกรรมให้ทุกคนฟัง เจ้ามรดกได้อ่านข้อความในพินัยกรรมด้วยแล้วจึงลงลายมือชื่อแล้วส่งพินัยกรรมให้ว่าที่ร้อยโทอนิวรรตน์และนางอัมพวันลงลายมือชื่อในฐานะพยาน แต่ว่าที่ร้อยโทอนิวรรตน์อ่านพินัยกรรมแล้วพบว่าหน่วยเนื้อที่ของที่ดินในพินัยกรรมไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในโฉนด จึงมีการแก้ไขแจ้งให้เจ้ามรดกลงลายมือชื่อกำกับจุดที่แก้ไขแล้วว่าที่ร้อยโทอนิวรรตน์กับนางอัมพวันจึงลงลายมือชื่อเป็นพยาน นอกจากนี้พยานทั้งสามยังเบิกความว่าในวันทำพินัยกรรมนั้นได้มีการพูดคุยกับเจ้ามรดกด้วย เจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เจ้ามรดกสามารถอ่านพินัยกรรมได้โดยไม่ต้องใช้แว่นตาซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ พยานผู้คัดค้านที่ 1 ที่เบิกความว่าเจ้ามรดกเป็นคนไข้ของพยานมารักษาด้วยโรคเกี่ยวกับไขข้ออักเสบหรือโรคเกาต์และความดันโลหิตสูง เท่าที่พยานทราบประวัติการรักษาเจ้ามรดกไม่เคยเอกซเรย์สมอง แต่เคยผ่าตัดต้อกระจก เปลี่ยนเลนส์ตาทั้งสองข้างที่โรงพยาบาลอื่นในวันที่ 6 มิถุนายน 2535 การลอกตาแล้วใส่เลนส์เทียมเข้าไปในดวงตาทำให้มองเห็นได้ชัดเจน นอกจากนี้นายแพทย์เสถียรยังมีหนังสือลงวันที่ 20 ตุลาคม 2543 แจ้งต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นยืนยันว่าเจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์โดยตลอด สายตาไม่บอด สามารถอ่านหนังสือได้ และได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายผู้ร้องว่า ครั้งสุดท้ายพบเจ้ามรดกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 เจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์เพราะสามารถบอกอาการประจำตัวให้พยานทราบได้ นอกจากนี้ร่างพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร. 2 ซึ่งเจ้ามรดกร่างขึ้นด้วยลายมือของเจ้ามรดกเองแม้ว่าข้อความจะไม่ครบถ้วนตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. 5 ทั้งหมด แต่ก็ใกล้เคียงกัน เทปบันทึกเสียงวัตถุพยานหมาย ร. 3 พร้อมคำถอดเทปเอกสารหมาย ร. 4 สามารถฟังได้รู้เรื่องเป็นเรื่องเป็นราว พยานหลักฐานตามที่ผู้ร้องนำสืบดังกล่าวมีน้ำหนักฟังได้ว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. 5 ถูกต้องตามแบบไม่ใช่พินัยกรรมปลอม และเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมเพราะถูกฉ้อฉล ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร. 5 ไม่ใช่พินัยกรรมปลอมและเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. 5 เพราะถูกฉ้อฉล ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้คัดค้านทั้งสามในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามข้อต่อไปว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร. 5 ข้อ 2 ที่มีข้อกำหนดยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10105 และ 12440 ให้แก่ผู้ร้องโดยนำที่ดินดังกล่าวไปจัดการอย่างใด ๆ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์และนำผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไปดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิชัยธวัช เภกะนันทน์ และพอพิศ (สิงหเสนี) เภกะนันทน์ เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อกำหนดตามพินัยกรรมข้อ 2 ดังกล่าวได้กำหนดยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ผู้รับพินัยกรรมแล้ว เพียงแต่ให้ผู้รับพินัยกรรมนำผลประโยชน์ที่ได้จากที่ดินดังกล่าวไปก่อตั้งมูลนิธิซึ่งเป็นกรณีที่ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมจะดำเนินการต่อไปหลังจากทรัพย์มรดกตกเป็นของผู้รับพินัยกรรม และมรดกได้ก่อเกิดผลประโยชน์แล้ว ข้อกำหนดตามพินัยกรรมข้อนี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (3) ฎีกาผู้คัดค้านทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. 5 ข้อ 3 ที่มีข้อกำหนดว่าเงินสดซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารทั้งหมดยกให้นางสะอาด เภกะนันทน์ และผู้ร้องเป็นผู้ดูแลเพื่อทำตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้และสั่งเสียด้วยวาจาด้วยความเชื่อถือในความซื่อสัตย์สุจริตเป็นโมฆะหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่าถ้อยคำตามข้อกำหนดในข้อ 3 ดังกล่าวนี้เป็นการระบุไว้ชัดแจ้งว่ายกเงินสดที่ฝากธนาคารทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องและนางสะอาดแล้ว ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความตามข้อกำหนดในข้อ 3 นั้นระบุว่าเงินสดยกให้นางสะอาดและผู้ร้องเป็นผู้ดูแล จากข้อความดังกล่าวกำหนดให้ผู้ร้องและนางสะอาดเป็นเพียงผู้ดูแลเท่านั้น หาได้ยกกรรมสิทธิ์เงินสดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องและนางสะอาดไม่ และไม่ได้กำหนดโดยชัดแจ้งว่ายกเงินสดดังกล่าวให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดจำนวนมากน้อยเพียงใด ข้อกำหนดในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. 5 ข้อ 3 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (2) (3) ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องและฎีกาผู้คัดค้านทั้งสามว่า สมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่าผู้ร้องถูกไล่ออกจากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กราบทูลเท็จต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นก็หาใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริตต่อทรัพย์สินของเจ้ามรดก ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่าผู้ร้องยักย้ายถ่ายเททรัพย์มรดกก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานมานำสืบว่าผู้ร้องกระทำการดังกล่าว เมื่อพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. 5 และข้อกำหนดในข้อ 1 และข้อ 2 ไม่ตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงเป็นผู้รับพินัยกรรมทรัพย์มรดกในข้อกำหนดดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์มรดกส่วนนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว จึงชอบแล้ว ส่วนข้อกำหนดในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. 5 ข้อ 3 ตกเป็นโมฆะ ทรัพย์มรดกส่วนนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1699 ผู้ร้องมิได้เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก ผู้คัดค้านทั้งสามเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก จึงสมควรตั้งผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเงินฝากไว้ที่ธนาคารกับทรัพย์มรดกอื่น (หากมี) ฝ่ายเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามร่วมเป็นผู้จัดการมรดกในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านทั้งสามร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศ เภกะนันทน์ ผู้ตายในส่วนของทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเงินฝากไว้ที่ธนาคารกับทรัพย์มรดกอื่น (หากมี) แต่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1706
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวกัณหา เภกะนันท์
ผู้คัดค้าน — นายดิลก สิงหเสนี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3381/2549
#268818
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกำหนดตามพินัยกรรมข้อ 2 ได้กำหนดยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ผู้รับพินัยกรรมแล้ว เพียงแต่ให้ผู้รับพินัยกรรมนำผลประโยชน์ที่ได้จากที่ดินดังกล่าวไปก่อตั้งมูลนิธิซึ่งเป็นกรณีที่ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมจะดำเนินการต่อไปหลังจากทรัพย์มรดกตกเป็นของผู้รับพินัยกรรม และมรดกได้ก่อเกิดผลประโยชน์แล้ว ข้อกำหนดตามพินัยกรรมข้อนี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (3)

ข้อความตามข้อกำหนดในข้อ 3 นั้นระบุว่าเงินสดยกให้ ส. และผู้ร้องเป็นผู้ดูแล จากข้อความดังกล่าวกำหนดให้ผู้ร้องและ ส. เป็นเพียงผู้ดูแลเท่านั้นหาได้ยกกรรมสิทธิ์เงินสดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องและ ส. ไม่ และไม่ได้กำหนดโดยชัดแจ้งว่ายกเงินสดดังกล่าวให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดจำนวนมากน้อยเพียงใดข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 3 จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (2) (3)

เมื่อข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 3 ตกเป็นโมฆะ ทรัพย์มรดกส่วนนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1699 ผู้ร้องมิได้เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก ผู้คัดค้านทั้งสามเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกจึงสมควรตั้งผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเงินฝากไว้ที่ธนาคารกับทรัพย์มรดกอื่นฝ่ายเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ และให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำค้านและฟ้องแย้ง ขอให้ยกคำร้องขอและให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้ง ขอให้ยกคำร้องขอ และให้ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวกุณฑลี ผู้อนุบาลของผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศ ผู้ตาย

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวกัณหา เภกะนันทน์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศ เภกะนันทน์ ผู้วายชนม์ และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายต่อไปกับให้ผู้คัดค้านทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสามให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นางสาวกัณหา เภกะนันทน์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศ เภกะนันทน์ ผู้ตาย ในส่วนของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโฉนดเลขที่ 3404 และ 3405 ตำบลมักกะสัน (ประแจจีน) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร กับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโฉนดเลขที่ 10105 และ 12440 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร แต่ในส่วนของทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเงินฝากไว้ที่ธนาคารกับทรัพย์มรดกอื่น (หากมี) ให้ผู้ร้องกับนายดิลก สิงหเสนี ผู้คัดค้านที่ 1 นางยุพดี สิงหพรรค ผู้คัดค้านที่ 2 และนางสาวกุณฑลี สิงหเสนี ผู้อนุบาลของนายเฉลิม สิงหเสนี ผู้คัดค้านที่ 3 ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบุตรของนายเสริม เภกะนันทน์ กับนางสะอาด เภกะนันทน์ นางพอพิศ เภกะนันทน์ เจ้ามรดกเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชัยธวัช เภกะนันทน์ บิดาของผู้ร้องเป็นน้องของนายชัยธวัช ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรนายชุบ สิงหเสนี ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของนายชวน สิงหเสนี ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นคนไร้ความสามารถอยู่ในความอนุบาลของนางสาวกุณฑลี สิงหเสนี ทั้งนายชวน นายชุบและผู้คัดค้านที่ 3 ต่างเป็นน้องร่วมบิดามารดาของเจ้ามรดก เป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกเพราะเจ้ามรดกไม่มีบุตร นายชุบและนายชวนถึงแก่ความตายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.5 เป็นพินัยกรรมปลอมและไม่ถูกต้องตามแบบหรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่าเจ้ามรดกลงลายมือชื่อในพินัยกรรมไว้ก่อนแล้วผู้ร้องกับทนายความไปกรอกข้อความซึ่งไม่ตรงตามเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดกเป็นฉ้อฉล และเจ้ามรดกไม่ได้สวมแว่นตาจึงไม่ได้อ่านข้อความในพินัยกรรม อีกทั้งไม่นำนางอัมพวัน วงศ์ลาภพานิช พยานในพินัยกรรมมาสืบว่าได้ลงลายมือชื่อจริงหรือไม่และลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้ามรดกหรือไม่ พินัยกรรมจึงไม่สมบูรณ์ เห็นว่า ตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามต่างไม่คัดค้านลายมือชื่อของเจ้ามรดกในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 ว่าไม่ถูกต้อง และฝ่ายผู้ร้องมีตัวผู้ร้อง นายสมชายผู้ทำพินัยกรรมและว่าที่ร้อยโทอนิวรรตน์เบิกความว่า เจ้ามรดกมีความประสงค์ที่จะทำพินัยกรรมในวันที่ 23 ตุลาคม 2539 จึงได้มีการทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.5 ขึ้นที่บ้านผู้ร้อง โดยนายสมชายผู้จัดทำพินัยกรรมได้พูดคุยกับเจ้ามรดกและบันทึกเทปการสนทนาไว้ตามเทปบันทึกเสียงวัตถุพยานหมาย ร.3 และคำถอดเทปเอกสารหมาย ร.4 นอกจากนี้เจ้ามรดกยังได้นำร่างพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.2 มาให้นายสมชายดูนายสมชายพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.5 แล้วอ่านข้อความตามพินัยกรรมให้ทุกคนฟัง เจ้ามรดกได้อ่านข้อความในพินัยกรรมด้วยแล้วจึงลงลายมือชื่อแล้วส่งพินัยกรรมให้ว่าที่ร้อยโทอนิวรรตน์และนางอัมพวันลงลายมือชื่อในฐานะพยาน แต่ว่าที่ร้อยโทอนิวรรต์อ่านพินัยกรรมแล้วพบว่าหน่วยเนื้อที่ของที่ดินในพินัยกรรมไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในโฉนด จึงมีการแก้ไขแจ้งให้เจ้ามรดกลงลายมือชื่อกำกับจุดที่แก้ไขแล้วว่าที่ร้อยโทอนิวรรตน์กับนางอัมพวันจึงลงลายมือชื่อเป็นพยาน นอกจากนี้พยานทั้งสามยังเบิกความว่าในวันทำพินัยกรรมนั้นได้มีการพูดคุยกับเจ้ามรดกด้วย เจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เจ้ามรดกสามารถอ่านพินัยกรรมได้โดยไม่ต้องใช้แว่นตาซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ พยานผู้คัดค้านที่ 1 ที่เบิกความว่าเจ้ามรดกเป็นคนไข้ของพยานมารักษาด้วยโรคเกี่ยวกับไขข้ออักเสบหรือโรคเกาต์และความดันโลหิตสูง เท่าที่พยานทราบประวัติการรักษาเจ้ามรดกไม่เคยเอกซเรย์สมอง แต่เคยผ่าตัดต้อกระจกเปลี่ยนเลนส์ตาทั้งสองข้างที่โรงพยาบาลอื่นในวันที่ 6 มิถุนายน 2535 การลอกตาแล้วใส่เลนต์เทียมเข้าไปในดวงตาทำให้มองเห็นได้ชัดเจน นอกจากนี้นายแพทย์เสถียรยังมีหนังสือลงวันที่ 20 ตุลาคม 2543 แจ้งต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นยืนยันว่าเจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์โดยตลอด สายตาไม่บอด สามารถอ่านหนังสือได้และได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายผู้ร้องว่า ครั้งสุดท้ายพบเจ้ามรดกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 เจ้ามรดกมีสติปชัญญะสมบูรณ์เพราะสามารถบอกอาการประจำตัวให้พยานทราบได้ นอกจากนี้ร่างพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.2 ซึ่งเจ้ามรดกร่างขึ้นด้วยลายมือของเจ้ามรดกเองแม้ว่าข้อความจะไม่ครบถ้วนตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 ทั้งหมด แต่ก็ใกล้เคียงกัน เทปบักทึกเสียงวัตถุพยานหมาย ร.3 พร้อมคำถอดเทปเอกสารหมาย ร.4 สามารถฟังได้รู้เรื่องเป็นเรื่องเป็นราว พยานหลักฐานตามที่ผู้ร้องนำสืบดังกล่าวมีน้ำหนักฟังได้ว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 ถูกต้องตามแบบไม่ใช่พินัยกรรมปลอม และเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมเพราะถูกฉ้อฉล ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 ไม่ใช่พินัยกรรมปลอมและเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 เพราะถูกฉ้อฉล ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้คัดค้านทั้งสามในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามข้อต่อไปว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 ข้อ 2 ที่มีข้อกำหนดยกที่ดินโฉนดเลขที่ 10105 และ 12440 ให้แก่ผู้ร้องโดยให้นำที่ดินดังกล่าวไปจัดการอย่างใดๆ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์และนำผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไปดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิชัยธวัช เภกะนันทน์ และพอพิศ (สิงหเสนี) เภกะนันทน์ เป็นโมฆะ หรือไม่ เห็นว่า ข้อกำหนดตามพินัยกรรมข้อ 2 ดังกล่าวได้กำหนดยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ผู้รับพินัยกรรมแล้ว เพียงแต่ให้ผู้รับพินัยกรรมนำผลประโยชน์ที่ได้จากที่ดินดังกล่าวไปก่อตั้งมูลนิธิซึ่งเป็นกรณีที่ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมจะดำเนินการต่อไปหลังจากทรัพย์มรดกตกเป็นของผู้รับพินัยกรรม และมรดกได้ก่อเกิดผลประโยชน์แล้ว ข้อกำหนดตามพินัยกรรมข้อนี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (3) ฎีกาผู้คัดค้านทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 ข้อ 3 ที่มีข้อกำหนดว่าเงินสดซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารทั้งหมดยกให้นางสะอาด เภกะนันทน์ และผู้ร้องเป็นผู้ดูแลเพื่อทำตามความประสงค์ที่ระบุไว้และสั่งเสียด้วยวาจาด้วยความเชื่อถือในความซื่อสัตย์สุจริตเป็นโมฆะหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่าถ้อยคำตามข้อกำหนดในข้อ 3 ดังกล่าวนี้เป็นการระบุไว้ชัดแจ้งว่ายกเงินสดที่ฝากธนาคารทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องและนางสะอาดแล้ว ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อความตามข้อกำหนดในข้อ 3 นั้นระบุว่าเงินสดยกให้นางสะอาดและผู้ร้องเป็นผู้ดูแลจากข้อความดังกล่าวกำหนดให้ผู้ร้องและนางสะอาดเป็นเพียงผู้ดูแลเท่านั้น หาได้ยกกรรมสิทธิ์เงินสดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องและนางสะอาดไม่ และไม่ได้กำหนดโดยชัดแจ้งว่ายกเงินสดดังกล่าวให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดจำนวนมากน้อยเพียงใด ข้อกำหนดในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 ข้อ 3 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (2) (3) ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องและฎีกาผู้คัดค้านทั้งสามว่า สมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ผู้ร้องถูกไล่ออกจากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)กราบทูลเท็จต่อพระบาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นก็หาใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริตต่อทรัพย์สินของเจ้ามรดก ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่าผู้ร้องยักย้ายถ่ายเททรัพย์มรดกก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานมานำสืบว่าผู้ร้องกระทำการดังกล่าว เมื่อพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 และข้อกำหนดในข้อ 1 และ ข้อ 2 ไม่ตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงเป็นผู้รับพินัยกรรมทรัพย์มรดกในข้อกำหนดดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียวที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์มรดก ส่วนนี้แต่เพียงฝ่ายเดียวจึงชอบแล้ว ส่วนข้อกำหนดในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 ข้อ 3 ตกเป็นโมฆะ ทรัพย์มรดกส่วนนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1699 ผู้ร้องมิได้เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกผู้คัดค้านทั้งสามเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก จึงสมควรตั้งผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเงินฝากไว้ที่ธนาคารกับทรัพย์มรดกอื่น (หากมี) ฝ่ายเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามร่วมเป็นผู้จัดการมรดกในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านทั้งสามร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางพอพิศ เภกะนันทน์ ผู้ตาย ในส่วนของทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเงินฝากไว้ที่ธนาคารกับทรัพย์มรดกอื่น (หากมี) แต่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1699 ม. 1706 (2) ม. 1706 (3) ม. 1711
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวกัณหา เภกะนันทน์
ผู้คัดค้าน — นายดิลก สิงหเสนี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3380/2549
#267180
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากโจทก์ แต่จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมอบให้โจทก์โดยยังไม่ได้กรอกข้อความเพื่อขอให้ผ่อนผันการจับกุม ย. ตามหมายจับของศาล และเพื่อการค้ำประกันการชำระหนี้ของ ย. ซึ่งถูก พ. ญาติโจทก์แจ้งความดำเนินคดีและพนักงานอัยการฟ้องในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ต่อมาศาลพิพากษาจำคุก ย. พ. ไม่อาจเรียกเงินตามเช็คจาก ย. ได้ จึงให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ดังนี้ จำเลยย่อมนำสืบข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยได้เพราะเป็นการนำสืบถึงที่มาของการลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ หรืออีกนัยหนึ่งหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2541 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 600,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2541 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์อีก 1,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และกำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เช่นเดียวกับการกู้ยืมครั้งแรก จำเลยได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว แต่ไม่เคยชำระดอกเบี้ย และไม่ชำระเงินต้นคืนโจทก์ภายในกำหนด ยังคงค้างชำระเงินต้นทั้งหมดรวม 1,600,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,080,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากโจทก์ หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เดิมก่อนที่นางยุพาพิน พิมพ์น้อย จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย นางยุพาพินได้กู้ยืมเงินจากนายพานิช โชติวิทยา ญาติโจทก์ 1,600,000 บาท และได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ให้แก่นายพานิช แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน นายพานิชจึงแจ้งความดำเนินคดีแก่นางยุพาพิน ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาครยื่นฟ้องนางยุพาพินในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 964/2540 หมายเลขแดงที่ 229/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนายพานิชได้ร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลชั้นต้นได้ออกหมายจับนางยุพาพินเนื่องจากไม่ไปศาลตามนัด นายพานิชมอบหมายให้โจทก์นำหมายจับไปจับกุมนางยุพาพินที่จังหวัดกาญจนบุรี จำเลยเจรจาตกลงกับโจกท์ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาญจนบุรีเพื่อขอให้ผ่อนผันการจับกุมนางยุพาพิน โจทก์จึงให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือรับสภาพหนี้อย่างละ 2 ฉบับ ที่ไม่ได้กรอกข้อความ และให้จำเลยออกเช็คอีก 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงิน 1,000,000 บาท และ 600,000 บาท เพื่อเป็นการค้ำประกันการชำระหนี้ของนางยุพาพิน แต่โจทก์กลับเรียกเงินตามเช็คเสียเอง และเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8285/2541 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8286/2541 ของศาลแขวงดุสิต ทั้งสองคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนางยุพาพิน 6 เดือน นายพานิชไม่อาจเรียกร้องเงินจากนางยุพาพินจึงให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โดยโจทก์และจำเลยไม่มีหนี้ต่อกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 ซึ่งมีข้อความว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์และได้รับเงินไปแล้วในวันทำสัญญา มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยนำสืบข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากข้อความในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากโจทก์ แต่จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมอบให้โจทก์โดยยังไม่ได้กรอกข้อความ เพื่อขอให้ผ่อนผันการจับกุมนางยุพาพิน พิมพ์น้อย ตามหมายจับของศาล และเพื่อเป็นการค้ำประกันการชำระหนี้ของนางยุพาพินซึ่งถูกนายพานิช โชติวิทยา ญาติโจทก์แจ้งความดำเนินคดีและพนักงานอัยการฟ้องในข้อหาความตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ต่อมาศาลพิพากษาจำคุกนางยุพาพิน นายพานิชไม่อาจเรียกเงินตามเช็คจากนางยุพาพินได้ จึงให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ดังนี้ จำเลยย่อมนำสืบข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยได้ว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากโจทก์ และจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 เพื่อค้ำประกันหนี้ของนางยุพาพินที่มีต่อนายพานิช เพราะเป็นการนำสืบถึงที่มาของการลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ หรืออีกนัยหนึ่งหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย หาใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันจะเป็นการต้องห้ามมิให้นำสืบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน จำเลยไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนันต์ บุญนันท์
จำเลย — นายทักษิณ บุญพงษา
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3380/2549
#268764
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชอบตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยย่อมนำสืบข้อเท็จจริงตามคำให้การได้ว่า ไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากโจทก์ แต่ได้ลงชื่อในสัญญากู้ยืมเงินมอบให้โจทก์โดยยังไม่ได้กรอกข้อความ เพื่อให้ผ่อนผันการจับกุม ย. ตามหมายจับของศาล และเพื่อค้ำประกันหนี้ของ ย. ที่มีต่อ พ. เพราะเป็นการนำสืบถึงที่มาของการลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงิน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ หรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย หาใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันเป็นการต้องห้ามมิให้นำสืบไม่

จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องนิติกรรมอำพรางขึ้นอ้างไว้ในคำให้การ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยเกินเลยไปว่าสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นนิติกรรมอำพรางการค้ำประกัน แต่การค้ำประกันตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นก็หมายถึงการค้ำประกันหนี้ของ ย. ที่มีต่อ พ. ซึ่งไม่เกี่ยวกับโจทก์ และก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นนิติกรรมอำพราง ศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยไว้ชัดแจ้งในเบื้องต้นแล้วว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์หรือฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยเรื่องนิติกรรมอำพรางเป็นการนอกประเด็นหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน 2,080,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ซึ่งมีข้อความว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์และได้รับเงินไปแล้วในวันทำสัญญา มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการที่จำเลยนำสืบข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากข้อความในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากโจทก์ แต่จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมอบให้โจทก์โดยยังไม่ได้กรอกข้อความ เพื่อขอให้ผ่อนผันการจับกุมนางยุพาพิน พิมพ์น้อย ตามหมายจับของศาล และเพื่อเป็นการค้ำประกันการชำระหนี้ของนางยุพาพิน ซึ่งถูกนายพานิช โชติวิทยา ญาติโจทก์แจ้งความดำเนินคดีและพนักงานอัยการฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ต่อมาศาลพิพากษาจำคุกนางยุพาพิน นายพานิชไม่อาจเรียกเงินตามเช็คจากนางยุพาพินได้ จึงให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ดังนี้ จำเลยย่อมนำสืบข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยได้ว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากโจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เพื่อค้ำประกันหนี้ของนางยุพาพินที่มีต่อนายพานิช เพราะเป็นการนำสืบถึงที่มาของการลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินเพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ หรืออีกนัยหนึ่งหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย หาใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันจะเป็นการต้องห้ามมิให้นำสืบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เป็นนิติกรรมอำพรางการค้ำประกันจึงตกเป็นโมฆะ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เพราะจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องนิติกรรมอำพรางขึ้นอ้างไว้ในคำให้การ และแม้ว่านิติกรรมอำพรางจะตกเป็นโมฆะ ก็ต้องบังคับตามนิติกรรมค้ำประกันซึ่งถูกอำพราง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเกินเลยไปว่าสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ที่โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นนิติกรรมอำพรางการค้ำประกัน แต่การค้ำประกันตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นก็หมายถึงการค้ำประกันหนี้ของนางยุพาพินที่มีต่อนายพานิช ซึ่งไม่เกี่ยวกับโจทก์ และก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นนิติกรรมอำพราง ศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยไว้ชัดแจ้งในเบื้องต้นแล้วว่าจำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามที่ปรากฏในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ซึ่งเป็นผลทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์หรือฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยเรื่องนิติกรรมอำพรางเป็นการนอกประเด็นหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคท้าย ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนันต์ บุญนันท์
จำเลย — นายทักษิณ บุญพงษา
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3379/2549
#266637
เปิดฉบับเต็ม

ภายใต้บังคับบทบัญญัติ แห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการบังคับคดีฯ เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาวาง ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา รวมทั้งมีอำนาจรวบรวมเงินที่บุคคลภายนอกจะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยวิธีอายัดเงินเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 278 และมาตรา 282 (3) หรือในกรณีที่ศาลเห็นสมควร ศาลจะกำหนดไว้ในหมายบังคับคดีระบุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ได้ตามมาตรา 311 วรรคสอง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าเช่าที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิจะได้รับจากผู้คัดค้านไปยังผู้คัดค้าน จึงเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการได้ ทั้งนี้ไม่ว่าหนี้ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะมีข้อโต้แย้ง ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใด ส่วนผู้คัดค้านมีสิทธิปฏิเสธหรือโต้แย้งได้โดยการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 312 วรรคหนึ่ง ถ้าคำสั่งอายัดไม่มีการคัดค้านหรือศาลมีคำสั่งรับรองตามวรรคหนึ่งแล้วผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านและดำเนินการไปเสมือนหนึ่งว่าผู้คัดค้านเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตามมาตรา 312 วรรคสอง มิใช่หน้าที่ของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกกรรมการบริษัทผู้คัดค้านมาไต่สวนและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดไปยังเจ้าพนักงานบังคดีหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดและศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จำนวนเงินที่ให้ผู้คัดค้านส่งเงินที่อายัดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 135,986.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 68,282.05 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 และของต้นเงิน 67,704.25 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ ต่อมาโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดอายัดทรัพย์สินของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าเช่าของจำเลยซึ่งมีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทผู้คัดค้านมาไต่สวน และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดและยกคำร้องโจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่ขออายัดไปยังสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดจำนวน 200,000 บาท ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวาง ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา รวมทั้งมีอำนาจรวบรวมเงินที่บุคคลภายนอกจะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยวิธีอายัดเงินเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 278 และ 282 (3) หรือในกรณีที่ศาลเห็นสมควร ศาลจะกำหนดไว้ในหมายบังคับคดีระบุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึด อายัดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ได้ตามมาตรา 311 วรรคสอง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าเช่าที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิจะได้รับจากผู้คัดค้านไปยังผู้คัดค้าน จึงเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการได้ ทั้งนี้ไม่ว่าหนี้ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะมีสิทธิโต้แย้ง ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใด ส่วนผู้คัดค้านมีสิทธิปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ตนได้ โดยการยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 วรรคหนึ่ง ถ้าคำสั่งอายัดทรัพย์นั้นไม่มีการคัดค้าน หรือศาลได้มีคำสั่งรับรองตามวรรคหนึ่งแล้วผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านและดำเนินการไปเสมือนหนึ่งว่าผู้คัดค้านเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 312 วรรคสอง มิใช่หน้าที่ของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทผู้คัดค้านมาไต่สวนและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ การที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดจำนวน 200,000 บาท ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านต่อไป

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ยกคำร้องของโจทก์ ยกอุทธรณ์และฎีกาของผู้คัดค้าน คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 278 ม. 282 ม. 311 ม. 312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ทูลส์ส จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทนาปา พรีซิชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทไมครอน พรีซิชั่น แมนูแฟคเทอริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายวรศักดิ์ จันทร์คีรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3379/2549
#267077
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าเช่าที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิจะได้รับจากผู้คัดค้านไปยังผู้คัดค้าน เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคสอง ถ้าคำสั่งอายัดทรัพย์นั้นไม่มีการคัดค้าน หรือศาลได้มีคำสั่งรับรองตามมาตรา 312 วรรคหนึ่งแล้วผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านและดำเนินการไปเสมือนหนึ่งว่าผู้คัดค้านเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 312 วรรคสอง มิใช่หน้าที่ของโจทก์ โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทผู้คัดค้านมาไต่สวนและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 135,986.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 68,282.05 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ ต่อมาโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดอายัดทรัพย์สินของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าเช่าของจำเลยซึ่งมีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทผู้คัดค้านมาไต่สวน และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ผู้คัดค้านเช่าอาคารโรงงานเลขที่ 1/26 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ หมู่ที่ 5 ถนนเอเซีย ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมเครื่องจักรจากจำเลยในอัตราค่าเช่าเดือนละ 200,000 บาท ประมาณกลางเดือนกันยายน 2543 เครื่องจักรเกิดการชำรุดบกพร่อง วันที่ 29 กันยายน 2543 ผู้คัดค้านได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยมาตรวจสอบและแก้ไขความชำรุดบกพร่อง แต่จำเลยเพิกเฉย วันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งให้จำเลยมาดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมเครื่องจักรอีกครั้ง มิฉะนั้นจะไม่ชำระเงินค่าเช่า จำเลยเพิกเฉย ผู้คัดค้านจึงไม่ชำระเงินค่าเช่าตามสัญญาข้อ 4.6 และข้อ 8 ก เพราะเป็นสัญญาต่างตอบแทน

ผู้คัดค้านได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว ขณะเจ้าพนักงานบังคบคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าเช่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อผู้คัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดและยกคำร้องโจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่ขออายัดไปยังสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดจำนวน 200,000 บาท ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเมื่อศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวาง ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลุกหนี้ตามคำพิพากษา รวมทั้งมีอำนาจรวบรวมเงินที่บุคคลภายนอกจะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยวิธีอายัดเงินเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 278 และมาตรา 282 (3) หรือในกรณีที่ศาลเห็นสมควร ศาลจะกำหนดไว้ในหมายบังคับคดีระบุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ได้ตามมาตรา 311 วรรคสอง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าเช่าที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิจะได้รับจากผู้คัดค้านไปยังผู้คัดค้าน จึงเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการได้ทั้งนี้ไม่ว่าหนี้ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะมีข้อโต้แย้ง ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใด ส่วนผู้คัดค้านมีสิทธิปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ตนได้ โดยการยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคหนึ่ง ถ้าคำสั่งอายัดทรัพย์นั้นไม่มีการคัดค้าน หรือศาลได้มีคำสั่งรับรองตามวรรคหนึ่งแล้วผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจร้องขอให้ศาลออกหมายบังคบคดีแก่ผู้คัดค้านและดำเนินการไปเสมือนหนึ่งว่าผู้คัดค้านเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 312 วรรคสอง มิใช่หน้าที่ของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทผู้คัดค้านมาไต่สวนและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ การที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าเช่าที่อายัดจำนวน 200,000 บาท ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านต่อไป"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ยกคำร้องของโจทก์ ยกอุทธรณ์และฎีกาของผู้คัดค้าน คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ทูลส์
ผู้คัดค้าน — บริษัทนาปา พรีซิชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทไมครอน พรีซิชั่น แมนูแฟคเทอริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3375/2549
#266706
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรก ข้อ 2 มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปกลับเขียนอัตราดอกเบี้ยไว้ว่าร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ซึ่งขัดแย้งกันเอง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ที่เขียนไว้นั้นผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงต้องตีความว่าข้อตกลงดังกล่าวให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยได้ถึงอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเท่ากับอัตราร้อยละ 18 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ

หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สอง ข้อ 2 มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปที่เว้นช่องว่างไว้สำหรับกรอกกำหนดเวลาชำระดอกเบี้ยนั้นกลับมีข้อความเขียนว่าไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ข้อความทั้งสองแห่งดังกล่าวจึงขัดแย้งกันและเป็นที่สงสัย โจทก์ย่อมมีสิทธินำพยานประกอบการแปลความหมายตามเจตนาแท้จริงของการทำข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยได้ เพราะเท่ากับเป็นการนำสืบว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิดตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคสอง เมื่อข้อความที่ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน ยังปรากฏอยู่โดยมิได้ขีดฆ่าหรือกระทำโดยประการอื่นเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีเจตนาจะให้มีผลบังคับ ส่วนข้อความที่เขียนว่าไม่ต้องเสียดอกเบี้ยก็ปรากฏอยู่ในข้อความที่เกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระดอกเบี้ย ทั้งไม่มีข้อความอื่นใดที่แสดงว่าผู้ให้กู้ไม่ประสงค์จะเรียกร้องเอาดอกเบี้ยจากผู้กู้ตลอดไป เมื่อพิจารณาสัญญา ข้อ 3 ที่กำหนดให้ผู้กู้ชำระหนี้ภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2540 ประกอบด้วยแล้ว มีเหตุผลรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ไม่ประสงค์เรียกร้องเอาดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายในกำหนดเท่านั้น แต่หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงจะเรียกร้องเอาดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน หรือเท่ากับอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,005,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 3,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,900,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,900,000 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไว้แก่โจทก์ 3 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 500,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไว้แก่โจทก์อีก 2 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 650,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงนำจำนวนเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินรวม 1,500,000 บาท รวมกับดอกเบี้ย 400,000 บาท มาทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ระบุจำนวนเงินที่กู้เป็น 1,900,000 บาท และนำจำนวนเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินมาทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ระบุจำนวนเงินที่กู้เป็น 1,300,000 บาท หนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวทุกฉบับจำเลยที่ 2 บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนและลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินข้อ 2 มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปกลับเขียนอัตราดอกเบี้ยไว้ว่าร้อยละ 1.50 ต่อเดือน ซึ่งขัดแย้งกันเอง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.50 ต่อเดือน ที่เขียนไว้นั้นผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงต้องตีความว่าข้อตกลงดังกล่าวให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยได้ถึงอัตราร้อยละ 1.50 ต่อเดือน หรือเท่ากับอัตราร้อยละ 18 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ

ส่วนหนังสือสัญญากู้ยืมเงินนั้น โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ เห็นว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับนี้ ข้อ 2 มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปที่เว้นช่องว่างไว้สำหรับกรอกกำหนดเวลาชำระดอกเบี้ยนั้นกลับมีข้อความเขียนว่าไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ข้อความทั้งสองแห่งดังกล่าวจึงขัดแย้งกันและเป็นที่สงสัย โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานประกอบการแปลความหมายตามเจตนาแท้จริงของการทำข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยได้ เพราะเท่ากับเป็นการนำสืบว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิดตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคสอง เมื่อข้อความที่ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน ยังปรากฏอยู่โดยมิได้ขีดฆ่าหรือกระทำโดยประการอื่นเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีเจตนาจะให้มีผลบังคับ ส่วนข้อความที่เขียนว่าไม่ต้องเสียดอกเบี้ยก็ปรากฏอยู่ในข้อความที่เกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระดอกเบี้ย ทั้งไม่มีข้อความอื่นใดที่แสดงว่าผู้ให้กู้ไม่ประสงค์จะเรียกร้องเอาดอกเบี้ยจากผู้กู้ตลอดไป เมื่อพิจารณาสัญญา ข้อ 3 ที่กำหนดให้ผู้กู้ชำระหนี้ภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2540 ประกอบด้วยแล้ว มีเหตุผลรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ไม่ประสงค์เรียกร้องเอาดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายในกำหนดเท่านั้น แต่หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงจะเรียกร้องเอาดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน หรือเท่ากับอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดในเงินดอกเบี้ยส่วนนี้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,900,000 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368 ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคสอง
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชัย คงเพชรสถิตย์
จำเลย — นางพวงหรือโศภิต พาหุรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสุชาดา พรพิพัฒน์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3375/2549
#267178
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้ยืมเงินข้อ 2 มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปกลับเขียนว่าร้อยละ 1.50 ต่อเดือน ซึ่งขัดแย้งกันเอง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.50 ต่อเดือน นั้นผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง จึงต้องตีความว่าข้อตกลงดังกล่าวให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยได้ถึงอัตราร้อยละ 1.50 ต่อเดือน หรือเท่ากับอัตราร้อยละ 18 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 654 จึงตกเป็นโมฆะ ผลเท่ากับไม่มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ย แต่ ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด

หนังสือสัญญากู้ยืมเงินข้อ 2 อีกฉบับหนึ่งมีข้อความเป็นตัวพิมพ์ว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปที่เว้นช่องว่าไว้สำหรับกรอกกำหนดเวลาชำระดอกเบี้ยกลับเขียนว่าไม่ต้องเสียดอกเบี้ย จึงขัดแย้งกันและเป็นที่สงสัย โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานประกอบการแปลความหมายตามเจตนาแท้จริงของการทำข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยได้ เพราะเท่ากับเป็นการนำสืบว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์อีก รวมกับที่กู้ยืมไปก่อนแล้วเป็นเงิน 1,900,000 บาท จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินให้โจทก์ไว้ ตกลงให้ดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน จะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ซื้อเชื่อเกลือจากโจทก์เป็นเงิน 1,300,000 บาท เมื่อโจทก์ทวงถามในวันที่ 27 สิงหาคม 2539 นั้นเอง จำเลยที่ 1 จึงทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินให้โจทก์อีกฉบับหนึ่ง กำหนดชำระเงินค่าเกลือแก่โจทก์ภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2540 ตกลงกันว่าโจทก์จะไม่คิดดอกเบี้ย แต่หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดหรือชำระไม่ครบ จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน ในหนี้ที่ค้างชำระนับแต่วันครบกำหนดดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับ นับแต่ทำสัญญาจำเลยที่ 1 ไม่เคยชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ย และค้างชำระดอกเบี้ยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,187,500 บาท รวมกับเงินต้นเป็น 3,087,500 บาท ส่วนหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองจำเลยที่ 1 ค้างชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 617,500 บาท รวมกับเงินต้นเป็นเงิน 1,917,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,005,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 3,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากบิดาโจทก์เพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2530 จำนวนเงิน 800,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน และค้าชำระดอกเบี้ยนับแต่วันกู้จนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมกับเงินต้นเป็นเงิน 2,800,000 บาท โดยบิดาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกันไว้ บิดาโจทก์จึงให้โจทก์เป็นตัวแทนทำหนังสือสัญญากับจำเลยที่ 1 แต่โจทก์กลับทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยใช้ชื่อโจทก์เป็นผู้ให้กู้เสียเอง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2535 จำนวน 3 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน แต่คิดดอกเบี้ยจริงร้อยละ 2 ต่อเดือน และกำหนดชำระเงินในเดือนธันวาคม 2535 ส่วนเงินที่เหลืออีก 1,300,000 บาทโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นอีก 2 ฉบับ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2535 จำนวนเงินฉบับละ 650,000 บาท โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ย ฉบับหนึ่งกำหนดชำระเงินในเดือนเมษายน 2535 และอีกฉบับหนึ่งกำหนดชำระเงินในเดือนเมษายน 2536 บางปีโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน บางปีร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ปี 2537 จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 350,000 บาท ปี 2538 ชำระ 180,000 บาท และปี 2539 ชำระให้อีก 500,000 บาท แต่โจทก์หักชำระหนี้ในส่วนของภรรยาโจทก์ไป 200,000 บาท คงเหลือชำระหนี้โจทก์ 300,000 บาท เมื่อหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างแล้ว จำเลยที่ 1 ยังต้องชำระดอกเบี้ยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2535 จำนวน 3 ฉบับ แก่โจทก์อีก 400,000 บาท รวมกับเงินต้นเป็นเงิน 1,900,000 บาท โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวมาทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินขึ้นใหม่คือหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกตามฟ้อง และเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2535 จำนวน 2 ฉบับ รวม 1,300,000 บาท มาทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินข้นใหม่ คือหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องทั้งสองฉบับไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจบังคับได้ เพราะเป็นหนี้ที่เกิดจากดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายและเป็นคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ไม่เคยซื้อเกลือจากโจทก์ หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกตามฟ้องคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.50 ต่อเดือน เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงตกเป็นโมฆะ ส่วนหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองตามฟ้องระบุว่าไม่คิดดอกเบี้ย โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,900,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,900,000 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไว้แก่โจทก์ 3 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 500,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล. 1 ถึง ล. 3 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไว้แก่โจทก์อีก 2 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 650,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล. 4 และ ล. 5 ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงนำจำนวนเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล. 1 ถึง ล. 3 รวม 1,500,000 บาท รวมกับดอกเบี้ย 400,000 บาท มาทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ระบุจำนวนเงินที่กู้เป็น 1,900,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 1 (ตรงกับเอกสารหมาย ล. 6) และจำนวนเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 1 (ตรงกับเอกสารหมาย ล. 6) และนำจำนวนเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ล. 4 และ ล. 5 มาทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ระบุจำนวนเงินที่กู้เป็น 1,300,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 2 (ตรงกับเอกสารหมาย ล. 7) หนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวทุกฉบับ จำเลยที่ 2 บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนและลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน...

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 หรือไม่เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งเพียงว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย เนื่องจากหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 เกิดจากการคิดดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมาย เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมิได้เกิดจากการคิดดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมาย ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงตกไป ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นรายฉบับไป ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 1 ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดในเงินดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,900,000 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 เป็นการไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องต้องนับแต่วันทำสัญญา คือวันที่ 27 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไปนั้น จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่า อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นข้อที่จำเลยทั้งสองได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 1 ข้อ 2 มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปกลับเขียนอัตราดอกเบี้ยไว้ว่าร้อยละ 1.50 ต่อเดือน ซึ่งขัดแย้งกันเอง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.50 ต่อเดือน ที่เขียนไว้นั้นผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงต้องตีความว่าข้อตกลงดังกล่าวให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยได้ถึงอัตราร้อยละ 1.50 ต่อเดือน หรือเท่ากับร้อยละ 18 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ ผลเท่ากับไม่มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ย แต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี และตามสัญญา ข้อ 3 กำหนดให้ผู้กู้ชำระหนี้ภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงไม่ถูกต้อง ส่วนหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 2 นั้น โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ เห็นว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับนี้ ข้อ 2 มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปที่เว้นช่องว่าไว้สำหรับกรอกกำหนดเวลาชำระดอกเบี้ยนั้นกลับมีข้อความเขียนว่าไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ข้อความทั้งสองแห่งดังกล่าวจึงขัดแย้งกันและเป็นที่สงสัย โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานประกอบการแปลความหมายตามเจตนาแท้จริงของการทำข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยได้เพราะเท่ากับเป็นการนำสืบว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิดตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสอง หาเป็นการต้องห้ามมิให้นำสืบดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไม่ เมื่อข้อความที่ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน ยังปรากฏอยู่โดยมิได้ขีดฆ่าหรือกระทำการโดยประการอื่นเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีเจตนาจะให้มีผลบังคับ ส่วนข้อความที่เขียนว่าไม่ต้องเสียดอกเบี้ยก็ปรากฏอยู่ในข้อความที่เกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระดอกเบี้ย ทั้งไม่มีข้อความอื่นใดที่แสดงว่าผู้ให้กู้ไม่ประสงค์จะเรียกร้องเอาดอกเบี้ยจากผู้กู้ตลอดไป เมื่อพิจารณาสัญญา ข้อ 3 ที่กำหนดให้ผู้กู้ชำระหนี้ภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2540 ประกอบด้วยแล้ว มีเหตุผลรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ไม่ประสงค์เรียกร้องเอาดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายในกำหนดเท่านั้น แต่หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดโจทก์จึงจะเรียกร้องเอาดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน หรือเท่ากับอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดในเงินดอกเบี้ยส่วนนี้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,900,000 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 94
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชัย คงเพชรสถิตย์
จำเลย — นางพวงหรือโศภิต พาหุรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3368/2549
#267470
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างกำหนดให้พนักงานมีหนังสือขอรับเงินบำเหน็จจากนายจ้างภายใน 6 เดือน นับแต่วันออกจากงาน แต่ระเบียบข้อบังคับดังกล่าวมิได้มีข้อจำกัดตัดสิทธิพนักงานที่ไม่ทำหนังสือแสดงความประสงค์ขอรับเงินบำเหน็จภายในกำหนด การที่โจทก์ทำหนังสือเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน จำเลยไม่ชำระ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ย่อมเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จแก่โจทก์ได้

ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 45 เป็นสินจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) มีอายุความ 2 ปี หาใช่ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ไม่

สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินค้ำประกันการทำงาน และเงินบำเหน็จ มิใช่เงินที่จะต้องจ่ายทันทีเมื่อมีการเลิกจ้างเช่นเดียวกับค่าชดเชยซึ่งเป็นผลตามกฎหมายอันเกิดสิทธิบังคับให้ชำระหนี้ทันที แต่ผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวจะต้องทวงถามก่อน เมื่อไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อทวงถาม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง หาใช่นับแต่วันเลิกจ้างไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต่าง ๆ อันได้แก่ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินบำเหน็จตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย รวมจำนวนทั้งสิ้น 6,167,848.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 14 สิงหาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน 2,274,870 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป เงินบำเหน็จเป็นเงิน 1,943,118.13 บาท เงินค้ำประกันการทำงานเป็นเงิน 1,305,313.50 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 568,717.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การจ่ายเงินบำเหน็จจะต้องเป็นไปตามระเบียบเกี่ยวกับเงินบำเหน็จพนักงานสหธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด พ.ศ.2510 และตามระเบียบโจทก์จะต้องมีหนังสือขอรับเงินบำเหน็จจากจำเลยภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ออกจากงาน แต่ระเบียบดังกล่าว ก็มิได้มีข้อจำกัดตัดสิทธิพนักงานที่ไม่ทำหนังสือแสดงความประสงค์ขอรับเงินบำเหน็จภายในกำหนด ดังนั้น การที่โจทก์ทำหนังสือเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวและจำเลยได้รับแล้วตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2546 แต่จำเลยไม่ชำระ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์ย่อมเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จ 1,943,118.13 บาท แก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 6 วัน ที่โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 32 อันเป็นบทกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างประจำเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และข้อ 45 กำหนดว่า ถ้านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างประจำโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามข้อ 47 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามข้อ 10 และข้อ 32 ดังนั้น เงินดังกล่าวจึงเป็นสินจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 10 กันยายน 2546 จึงเกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิได้คือวันที่ถูกเลิกจ้าง (วันที่ 14 สิงหาคม 2541) ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงขาดอายุความแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินค้ำประกันการทำงานของโจทก์และเงินบำเหน็จนั้น มิใช่เงินที่จะต้องจ่ายทันทีเมื่อมีการเลิกจ้างเช่นเดียวกับค่าชดเชยซึ่งเป็นผลตามกฎหมายอันเกิดสิทธิบังคับให้ชำระหนี้ทันที แต่ผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวจะต้องทวงถามลูกหนี้หรือจำเลยก่อน ต่อเมื่อลูกหนี้หรือจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อทวงถามแล้วตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีนี้ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไป หาใช่นับแต่วันเลิกจ้างดังโจทก์เข้าใจไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน
ป.พ.พ. ม. 193/34 (9) ม. 204 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร
จำเลย — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3366/2549
#269173
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ ล. พนักงานทำความสะอาดภายในเครื่องบินจัดกระเป๋าหลังเก้าอี้ที่นั่งผู้โดยสารพบเครื่องเล่นซีดีที่ผู้โดยสารลืมทิ้งไว้ แต่ไม่ได้แจ้งส่งคืนตามระเบียบ แม้ถูกทวงถามก็ไม่ยอมบอกกล่าวแก่ผู้ค้นหา กลับนำเครื่องเล่นซีดีไปซุกซ่อนไว้ในถุงเก็บขยะที่ตนเป็นผู้ครอบครองดูแลอยู่ พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่โดยมีเจตนาจะนำเครื่องเล่นซีดีดังกล่าวเก็บซุกซ่อนแล้วนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนต่อไป การกระทำของ ล. จึงเป็นการกระทำทุจริตต่อหน้าที่อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีโทษถึงขั้นไล่ออก การที่โจทก์เลิกจ้าง ล. จึงมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 37 โจทก์มีอำนาจเลิกจ้าง ล. ได้ตามมาตรา 37 (1) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ

คดีนี้ศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่ 5/2546 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546 และให้โจทก์เลิกจ้าง ล. ตามที่โจทก์ได้มีคำสั่งเลิกจ้างไว้แล้ว ผลแห่งคดีคือโจทก์ชนะคดีนี้ เพราะฉะนั้นข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ตามคำร้องของ ล. ที่ยื่นต่อจำเลยทั้งสิบห้านั้นไม่เข้าข่ายมาตรา 37 และ ล. ไม่ใช่สมาชิกของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง ล. จึงไม่ใช่ผู้เสียหายอันจะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์จำเลยได้ คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ย่อมไม่มีอำนาจรับคำร้องของ ล. ไว้พิจารณา ถึงแม้จะวินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่ 5/2546 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546

จำเลยทั้งสิบห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่ 5/2546 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ให้โจทก์เลิกจ้างนายเลิศ ทวิชัย ตามที่โจทก์ได้มีคำสั่งเลิกจ้างไว้แล้วได้

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทมหาชน จำกัด และมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 15 เป็นคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ในขณะมีคำสั่งคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่ 5/2546 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546 มีจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 ปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ตามลำดับ นายเลิศ ทวิชัย เป็นลูกจ้างโจทก์ ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2540 ทำงานตำแหน่งพนักงานทำความสะอาดภายในเครื่องบินมีหน้าที่จัดหลังกระเป๋าเก้าอี้ผู้โดยสาร ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,100 บาท และเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2546 โจทก์และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2545 ผู้โดยสารลืมเครื่องเล่นซีดีชนิดพกพาไว้ที่กระเป๋าหลังเก้าอี้ผู้โดยสารบนเครื่องบินเที่ยวบินทีจี 645 หน้าที่นั่งหมายเลข 65 บี นายเลิศเป็นผู้รับผิดชอบทำความสะอาด นายไพรัช ควรชม เป็นหัวหน้างาน ขณะทำความสะอาด มีนายธนวัฒน์ อภัยวงศ์ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และนางสาวสมปรีดา วงศ์เที่ยง พนักงานต้อนรับภาคพื้นดินขึ้นไปหาเครื่องเล่นซีดีตามที่นั่งผู้โดยสารแต่ไม่พบเนื่องจากทำความสะอาดบริเวณนั้นเสร็จแล้ว จึงให้นายเลิศค้นหาในถุงเก็บขยะ พบเครื่องเล่นซีดีจึงนำส่งคืนผู้โดยสาร ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยของนายเลิศตามระเบียบของโจทก์ และมีคำสั่งพักงานนายเลิศเพื่อให้คณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยได้พิจารณาและมีความเห็นเสียก่อน คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่านายเลิศได้นำเครื่องเล่นซีดีของผู้โดยสารไปซุกซ่อนไว้เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว จึงเป็นความผิดในกรณีร้ายแรงตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2537 ตอน 2 ข้อ 13.2.1 คือทุจริตต่อหน้าที่ นายเลิศถูกลงโทษให้ออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2546 ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2546 นายเลิศได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของโจทก์ว่าไม่มีเจตนากระทำผิด เพราะผู้โดยสารได้เอาเครื่องเล่นซีดีใส่ในถุงอาเจียนซึ่งไม่สามารถมองเห็นจากภายนอกได้ นายเลิศก็ไม่ได้เปิดดูและต้องทำงานให้รวดเร็วเสร็จทันเวลา เรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์โจทก์ และในวันเดียวกัน คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ของโจทก์ได้ประชุมเกี่ยวกับการลงโทษนายเลิศแล้วเห็นว่า การสอบสวนกระทำไปโดยความไม่เป็นธรรม ไม่เห็นด้วยกับการสอบสวนของโจทก์ มีมติให้โจทก์รับนายเลิศกลับเข้าทำงาน แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2546 นายเลิศได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ วันที่ 6 สิงหาคม 2546 คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์จึงออกคำสั่งที่ 5/2546 ว่า การกระทำของนายเลิศเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อ ขาดความระมัดระวัง ประวัติไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ไม่ควรได้รับโทษถึงให้ออก ให้รับนายเลิศกลับเข้าทำงานตามเดิม โจทก์จึงมาฟ้องเพิกถอนมติของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นคดีนี้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่านายเลิศก็เป็นผู้เสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างของโจทก์จึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เพื่อให้วินิจฉัยได้ และวินิจฉัยต่อไปว่าขณะที่นายเลิศจัดกระเป๋าหลังเก้าอี้ที่นั่งผู้โดยสารพบเครื่องเล่นซีดีที่ผู้โดยสารลืมทิ้งไว้ แต่ไม่ได้แจ้งส่งคืนตามระเบียบแม้ถูกทวงถามก็ไม่ยอมบอกกล่าวแก่ผู้ค้นหา กลับนำเครื่องเล่นซีดีไปซุกซ่อนไว้ในถุงเก็บขยะที่ตนเป็นผู้ครอบครองดูแลอยู่ พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่โดยมีเจตนาจะนำเครื่องซีดีดังกล่าวเก็บซุกซ่อนแล้วนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนต่อไป การกระทำของนายเลิศจึงเป็นการกระทำทุจริตต่อหน้าที่อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีโทษถึงขั้นไล่ออก การที่โจทก์เลิกจ้างนายเลิศจึงมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 37 โจทก์มีอำนาจเลิกจ้างนายเลิศได้ตามมาตรา 37 (1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบห้าได้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าตามคำร้องของนายเลิศที่ยื่นต่อจำเลยทั้งสิบห้านั้นไม่เข้าข่ายมาตรา 37 และนายเลิศไม่ใช่สมาชิกของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง นายเลิศจึงมิใช่ผู้เสียหายอันจะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์จำเลยได้ คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ย่อมไม่มีอำนาจรับคำร้องของนายเลิศไว้พิจารณา เห็นว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่ 5/2546 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546 และให้โจทก์เลิกจ้างนายเลิศ ทวิชัย ตามที่โจทก์ได้มีคำสั่งเลิกจ้างไว้แล้ว ผลแห่งคดีคือโจทก์ชนะคดีนี้ เพราะฉะนั้นข้ออุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวถึงแม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 37 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3365/2549
#268816
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานภาค 9 เพราะมูลคดีตามฟ้องมิได้เป็นกรณีที่จำเลยประพฤติผิดสัญญาจ้างดังฟ้อง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสงขลา เท่ากับจำเลยให้การต่อสู้คดีว่าศาลแรงงานภาค 9 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ กรณีจึงเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานภาค 9 ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานภาค 9 หรือไม่ ชอบที่ศาลแรงงานภาค 9 จะต้องส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัยก่อนว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานภาค 9 หรือไม่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 251,826.75 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตรารัอยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระ ให้มีคำสั่งยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1441 ของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ และหากได้เงินยังไม่พอชำระหนี้ให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานภาค 9 และศาลแรงงานภาค 9 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ เพราะมูลหนี้ระหว่างโจทก์จำเลยมิใช่ข้อพิพาทแรงงาน แต่เป็นเรื่องทั่วไป ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงสงขลา จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง ความเสียหายที่โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าขายสินค้าหรือสินค้าขาดบัญชีคิดตามราคาขายเป็นเงิน 251,826.75 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยแต่เกิดจากนางอรศรี ทองประดับ พนักงานของโจทก์ซึ่งรับเงินค่าสินค้าไว้แล้วไม่นำส่งให้โจทก์ แต่กลับเบียดบังเป็นของตนเองการตรวจสอบสินค้าขาดบัญชีไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้นำยอดเงินที่นางอรศรียักยอกไปหักออกก่อน จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 251,826.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1441 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่ามูลคดีตามคำฟ้องโจทก์มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ศาลแรงงานภาค 9 จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด" คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีแต่เริ่มแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานภาค 9 เพราะมูลคดีตามฟ้องมิได้เป็นกรณีที่จำเลยประพฤติผิดสัญญาจ้างดังฟ้อง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสงขลา เท่ากับจำเลยให้การต่อสู้คดีว่าศาลแรงงานภาค 9 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้นั่นเอง กรณีจึงเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานภาค 9 ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานภาค 9 หรือไม่ ชอบที่ศาลแรงงานภาค 9 จะต้องส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัยก่อนว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานภาค 9 หรือไม่ การที่ศาลแรงงานภาค 9 เป็นผู้วินิจฉัยปัญหานี้เสียเอง จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 9 ให้ศาลแรงงานภาค 9 ส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรระโนด จำกัด
จำเลย — นายสมพร ดำสิโก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3353/2549
#268917
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีการที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 317/2544 ของศาลล้มละลายกลาง เป็นการดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว และให้จำเลยที่ 4 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2538) ต้องไม่เกิน 29,917.81 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์และดำเนินการชำระบัญชีตามกฎหมาย ต่อมาผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลายเนื่องจากโจทก์มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 317/2544 ของศาลล้มละลายกลาง อำนาจการจัดการทรัพย์สินต่างๆ ของโจทก์จึงตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ออกประมูลขายเพื่อเป็นการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลผู้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้และได้รับโอนมาซึ่งสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องอื่นๆ จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 317/2544 ของศาลล้มละลายกลาง เป็นการดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครองและบังคับตามสิทธิดังกล่าว ดังนั้น หากเป็นความจริงตามข้ออ้างของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
โจทก์ — แปซิฟิคไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ็ม. เอ็ม. ไอ. จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3333/2549
#272478
เปิดฉบับเต็ม

สาเหตุที่โจทก์ที่ 3 ชักชวนโจทก์อื่นกับชาวบ้านในหมู่ที่ 3 ทำทางพิพาทตั้งแต่แม่น้ำนครชัยศรีถึงทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง ก็เนื่องจากหมู่บ้านหมู่ที่ 3 ไม่มีทางรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดและชาวบ้านมีความเดือดร้อนในการสัญจรไปมาติดต่อกับท้องถิ่นอื่นและขนส่งพืชผลทางเกษตรกรรมออกไปจำหน่ายในท้องตลาด จึงได้มีการเจรจากับจำเลยขอใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านออกสู่ทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง เมื่อจำเลยตกลงแล้ว จึงเป็นการให้สิทธิแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดเหนือที่ดินของจำเลยอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องยอมรับกรรมบางอย่าง เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการก่อตั้งภาระจำยอม แม้มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นเพียงทำให้การได้มาซึ่งภาระจำยอมนั้นไม่บริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าแต่อย่างใด ยังคงใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่กรณี โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดย่อมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยร่วมกับโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดพัฒนาทางผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 3196 ตำบลทรงคนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของจำเลยให้มีความกว้าง 8 เมตร ตลอดแนวทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินต่อจากทางที่ผ่านที่ดินของนายเสมและนางลำพึง และให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยส่วนดังกล่าวแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเองหากจำเลยไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินหมู่ที่ 3 ตำบลทรงคนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามฟ้อง ที่ดินของจำเลยด้านทิศเหนือติดทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง ส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดอยู่ด้านในถัดจากที่ดินของจำเลยต่อเนื่องกันไปทั้งทางด้านทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้จนจดแม่น้ำนครชัยศรี ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.9 การสัญจรไปมาเดิมชาวบ้านหมู่ที่ 3 ใช้ทางเรือตามแม่น้ำนครชัยศรี หรือใช้ทางเดินตามคันคลองร่องสวนผ่านที่ดินหลายแปลงหลายหมู่บ้านเพื่อออกสู่ถนนสายเพชรเกษม ชาวบ้านหมู่ที่ 3 และบริเวณใกล้เคียงมีความเดือนร้อนมาก เพราะไม่มีทางสาธารณะที่รถยนต์แล่นเข้าออกได้ เมื่อ พ.ศ.2536 ทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง ซึ่งผ่านหมู่บ้านหมู่ที่ 3 สร้างเสร็จ โจทก์ที่ 3 จึงชักชวนโจทก์อื่นกับชาวบ้านทำทางรถยนต์เข้าหมู่บ้านเพื่อออกสู่ทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง และเห็นว่าถ้าทางดังกล่าวคือทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งเดิมเป็นทางเดินจะสะดวกและสั้นที่สุดและเจ้าของที่ดินด้านในจากที่ดินของจำเลยต่อเนื่องกันจนจดแม่น้ำนครชัยศรียอมสละที่ดินส่วนของตน ให้ทำทางสำหรับรถยนต์ จึงได้เจรจากันโดยมีนายสวัสดิ์ รุ่งเรืองศรี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3ในขณะนั้นเข้าช่วยเจรจาด้วย และตกลงกันว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดยอมจ่ายค่าตอบแทนที่จำเลยยอมให้ทางดังกล่าวผ่านที่ดินของจำเลยในอัตรา 20,000 บาทต่อไร่ ตามที่จำเลยเรียกร้อง ส่วนการทำทางตั้งแต่ปากทางในที่ดินของจำเลยผ่านที่ดินอีกหลายแปลงจนจดแม่น้ำนครชัยศรีนั้น โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการ โจทก์ที่ 1 ว่าจ้างนายมนัสให้ถมดินและทำทาง นายมนัสคิดราคาไร่ละ 7,000 บาท สำหรับ 9 รายแรกที่อยู่ด้านปากทางด้านนอกใกล้ที่ดินจำเลย ส่วนที่เหลือด้านในคิดราคาไร่ละ 17,000 บาท เพราะเป็นที่ดินบริเวณคอลงดินค่อนข้างนิ่ม ราคาค่าถมดินและค่าก่อสร้างจึงแพงกว่าด้านนอก ทางดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2537 จำเลยได้รับเงินค่าผ่านทางและนายมนัสได้รับเงินค่าก่อสร้างเป็นที่พอใจแล้ว และทางที่ตัดผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดก็ได้จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่กันและกันแล้ว...

สำหรับฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดข้อแรกว่า ทางพิพาทเป็นภาระจำยอมหรือไม่นั้น เห็นว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 3 ชักชวนโจทก์อื่นกับชาวบ้านในหมู่ที่ 3 ทำทางพิพาทตั้งแต่แม่น้ำนครชัยศรีถึงทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง ก็เนื่องจากหมู่บ้านหมู่ที่ 3 ไม่มีทางรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดและชาวบ้านในหมู่บ้านดังกล่าวมีความเดือดร้อนในการสัญจรไปมาติดต่อกับท้องถิ่นอื่นและขนส่งพืชผลทางเกษตรกรรม เช่น ส้มโอ ออกไปจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้รถยนต์ในการเดินทางและขนส่ง จึงได้มีการเจรจากับจำเลย ขอใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านออกสู่ทางสาธารณะสายวัดไร่ขิง - ทรงคนอง เมื่อจำเลยตกลงแล้ว จึงเป็นการให้สิทธิแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดเหนือที่ดินของจำเลย อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องยอมรับกรรมบางอย่าง เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการก่อตั้งภาระจำยอม แม้มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นเพียงทำให้การได้มาซึ่งภาระจำยอมนั้นไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าแต่อย่างใด ยังคงใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่กรณีโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดย่อมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฟังขึ้น คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดข้อสุดท้ายว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องร่วมกับโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดพัฒนาทางพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาท ให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ตามกรอบเส้นสีเขียวหรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยจ่ายเงิน 64,000 บาท และจะแบ่งเงินค่าผ่านทางที่ได้รับจากบุคคลอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในเอกสาร ที่เข้ามาใช้ทางพิพาท 10,000 บาทต่อไร่ ให้เป็นกองทุนปรับปรุงทางนั้น ก็เพื่อการปรับปรุงทางพิพาทซึ่งตามภาพถ่าย มีสภาพเป็นถนนดินและเป็นหลุมเป็นบ่อมีน้ำขังให้มีสภาพที่ดีขึ้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงให้จำเลยต้องบริจาคที่ดินเพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาทางพิพาทซึ่งมีความกว้างไม่ถึง 8 เมตร ให้มีความกว้าง 8 เมตร ทั้งได้ความจากนายมนัส รุ่งเรืองศรี ผู้รับจ้างทำทางมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ทางพิพาทส่วนที่ผ่านที่ดินของจำเลยเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วมีความกว้างประมาณ 4 เมตร ดังนั้น ข้อนำสืบลอย ๆ ของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดว่า จำเลยตกลงว่าจะพัฒนาทางพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงให้มีขนาดกว้าง 8 เมตร ตามที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดนำชี้ภายในกรอบเส้นสีเขียวจึงรับฟังไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดขอให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนภาระจำยอมนั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงในเรื่องนี้ไว้ จึงบังคับให้ไม่ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3196 ของจำเลยตามกรอบเส้นสีแดงในแผนที่วิวาทหมาย จ.43 ซึ่งเป็นทางตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 3253, 56404, 3218, 59496, 3215, 3216, 3200, 3217, 1846, 42065, 45240, 3199, 3254, 42066, 45241, 42067, 3234, 3232, 13152, 3233, 16648, 3231, 3235, 13149, 9689 และ 3240 ตำบลทรงคนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาศาลฎีกาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุดม แซ่เอี้ยวหรือจือเกร็ด กับพวก
จำเลย — นางจำเนียน รุ่งเรืองศรี
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3316/2549
#268759
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดี โดยอาศัยเหตุที่ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อหรือรับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษามาจากการขายทอดตลาดซึ่งดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องพิพาทกับจำเลยทั้งสองในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองพิพาทกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีโดยอาศัยเหตุดังกล่าวก็มิได้เรียกร้องสิ่งใดขึ้นใหม่หรือเกินไปกว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไว้แล้วในชั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุให้ผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์ขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้ว ต่อมาโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลาง สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในคดีหมายเลขแดงที่ 396/2544

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) อ้างว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาในคดีนี้มาจากการขายซึ่งดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย จำเป็นที่ผู้ร้องต้องร้องสอดเข้ามาในคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและไม่คัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง

วันนัดไต่สวนคำร้องขอ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มิใช่อาศัยอำนาจตามกฎหมายพิเศษที่อนุญาตให้มีการสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนได้ การที่ผู้ร้องเสียค่าคำร้องขอมาเพียง 20 บาท จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากคำร้องขอตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นคำฟ้อง และถือว่าเป็นคำร้องขอที่มีทุนทรัพย์เท่ากับหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งผู้ร้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระให้แก่ผู้ร้องแทนการชำระให้แก่โจทก์ จึงให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าวภายใน 30 วัน ผู้ร้องจึงชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ในอัตราร้อยละ 2.5 ของจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา เป็นเงิน 37,510 บาท และได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์ได้ตามร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องเพียงว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์เท่ากับจำนวนหนี้ตามคำพิพากษานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในชั้นบังคับคดี ก็โดยอาศัยเหตุที่ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษามาจากการขายซึ่งดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ในคดีล้มละลาย กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องพิพาทกับจำเลยทั้งสองในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองพิพาทกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่โดยอาศัยเหตุดังกล่าว มิได้เรียกร้องสิ่งใดขึ้นใหม่หรือเกินไปกว่าสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไว้แล้วในชั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ร้องได้ชำระค่าขึ้นศาลตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมาแล้ว จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้อง อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์และให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 37,510 บาท แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยธำรง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพงษกร ผิวดำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3314/2549
#266592
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาของที่ได้ส่งมอบซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) ก็ตาม แต่ความในตอนท้ายของมาตรานี้บัญญัติกรณีเป็นข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในกำหนดอายุความ 2 ปี ไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งต้องพิจารณาถึงกิจการของลูกหนี้ว่าประกอบกิจการประเภทใดเป็นกรณีไป การที่จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสาร โดยที่จำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการของจำเลยทั้งสอง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้น ไม่อยู่ในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามความในตอนท้ายของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่มีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 96,801 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,923 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 75,923 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 20,878 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการขายน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนจำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2540 จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์ขนส่งในกิจการของจำเลยทั้งสอง โดยมีข้อตกลงให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันซื้อ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสาร มิใช่เป็นการซื้อจำนวนมาก ๆ แล้วนำไปจำหน่ายต่อ หรือนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย แต่เป็นการใช้เฉพาะในกิจการของจำเลยทั้งสอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความสองปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) มิใช่มีกำหนดอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งมีกำหนดอายุความสองปีตามมาตรา 193/34 (1) ก็ตาม แต่ความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) บัญญัติกรณีเป็นข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในกำหนดอายุความสองปีไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งต้องพิจารณาถึงกิจการของลูกหนี้ว่าประกอบกิจการประเภทใดเป็นกรณีไป การที่จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสาร โดยที่จำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการของจำเลยทั้งสอง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่อยู่ในกำหนดอายุความสองปีตามความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) แล้ว ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ หรือนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเต็มชวาลาการสุรา
จำเลย — บริษัทชัยเกิดผล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายสมพงษ์ รัตติกาลชลากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา