คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3314/2549
#267087
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสารโดยที่จำเลยประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า ถือได้ว่าจำเลยซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการของจำเลยต้องด้วยข้อยกเว้นไม่อยู่ในกำหนดอายุความสองปีตามความในตอนท้ายของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อหรือนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายหรือไม่ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อน้ำมันโซลาจากโจทก์เป็นเงินรวม 75,923 บาท โดยให้ลูกจ้างของจำเลยทั้งสองนำรถยนต์ไปเติมน้ำมันจากโจทก์หลายครั้ง เพื่อใช้รับจ้างขนส่งคนโดยสารและรับจ้างบรรทุกสินค้าในกิจการของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองตกลงว่าจะชำระเงินค่าน้ำมันให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน แต่ไม่ได้ชำระ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 4 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองรับน้ำมันไปเป็นครั้งสุดท้าย ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 20,878 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 96,801 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,923 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า มูลหนี้ตามฟ้องเป็นเรื่องซื้อขาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 กำหนดอายุความไว้ 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 75,923 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 20,878 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการขายน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนจำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2540 จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์ขนส่งในกิจการของจำเลยทั้งสองโดยมีข้อตกลงให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันซื้อ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสาร มิใช่เป็นการซื้อจำนวนมาก ๆ แล้วนำไปจำหน่ายต่อ หรือนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย แต่เป็นการใช้เฉพาะในกิจการของจำเลยทั้งสอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) มิใช่มีกำหนดอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งมีกำหนดอายุความสองปีตามมาตรา 193/34 (1) ก็ตาม แต่ความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) บัญญัติกรณีเป็นข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในกำหนดอายุความสองปีไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งต้องพิจารณาถึงกิจการของลูกหนี้ว่าประกอบกิจการประเภทใดเป็นกรณีไป การที่จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสารโดยที่จำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการของจำเลยทั้งสอง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่อยู่ในกำหนดอายุความสองปีตามความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) แล้ว ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อหรือนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเต็มชวาลาการสุรา
จำเลย — บริษัทชัยเกิดผล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3314/2549
#268813
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งมีกำหนดอายุความสองปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ก็ตาม แต่ความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) บัญญัติกรณีเป็นข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในกำหนดอายุความสองปีไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งต้องพิจารณาถึงกิจการของลูกหนี้ว่าประกอบกิจการประเภทใดเป็นกรณีไป การที่จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสารโดยที่จำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการของจำเลยทั้งสอง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่อยู่ในกำหนดอายุความสองปีตามความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื่อเพลิงจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อหรือนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อน้ำมันโซลาจากโจทก์เป็นเงินรวม 75,923 บาท โดยให้ลูกจ้างของจำเลยทั้งสองนำรถยนต์ไปเติมน้ำมันจากโจทก์หลายครั้ง เพื่อใช้รับจ้างขนส่งคนโดยสารและรับจ้างบรรทุกสินค้าในกิจการของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองตกลงว่าจำชำระเงินค่าน้ำมันให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน แต่ไม่ได้ชำระ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 4 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองรับน้ำมันไปเป็นครั้งสุดท้าย ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 20,878 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 96,801 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,923 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยทั้งสองไม่เคยมอบหมายให้ลูกจ้างนำรถยนต์ไปเติมน้ำมันจากโจทก์ โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า และมูลหนี้ตามฟ้องเป็นเรื่องซื้อขาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 กำหนดอายุความไว้ 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 75,923 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 20,878 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการขายน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนจำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2540 จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์ขนส่งในกิจการของจำเลยทั้งสองโดยมีข้อตกลงให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันซื้อ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสารมิใช่เป็นการซื้อจำนวนมากๆ แล้วนำไปจำหน่ายต่อ หรือนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย แต่เป็นการใช้เฉพาะในกิจการของจำเลยทั้งสอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) มิใช่มีกำหนดอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งมีกำหนดอายุความสองปีตามมาตรา 193/34 (1) ก็ตาม แต่ความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) บัญญัติกรณีเป็นข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในกำหนดอายุความสองปีไว้ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ซึ่งต้องพิจารณาถึงกิจการของลูกหนี้ว่าประกอบกิจการประเภทใดเป็นกรณีไป การที่จำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ไปใช้กับรถยนต์โดยสาร โดยที่จำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับจ้างขนส่งคนโดยสารและขนส่งสินค้า ย่อมถือได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการของจำเลยทั้งสอง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่อยู่ในกำหนดอายุความสองปีตามความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) แล้วทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อหรือนำไปใช้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเต็มชวาลาการสุรา
จำเลย — บริษัทชัยเกิดผล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3310/2549
#266742
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และไม่ได้แจ้งกำหนดวันเวลาขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาวางเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ภายใน 15 วัน จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำแถลงขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการที่จะฎีกาต่อมาอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 43,467 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 143195 ตำบลอนุสาวรีย์ (กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาตามยอม ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทรัพย์ที่ยึดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ค้างชำระจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคา 1,400,000 บาท โดยนายธงชัย ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ประมูลได้

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงที่ควรจะขายได้ ซึ่งเป็นการขายครั้งแรก และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบกำหนดวันนัดขายทอดตลาดดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ในระหว่างนัดไต่สวน ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์จำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงว่า ในวันนัดฟังคำสั่งจำเลยที่ 2 เดินทางไปต่างจังหวัด ทนายความจำเลยที่ 2 ติดว่าความที่ศาลอื่น หลังจากนั้นหลงลืมไม่ได้มาตรวจสำนวน เพิ่งทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นคำร้องนี้ ขอขยายระยะเวลาวางเงินประกันออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันยื่นคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินประกันค่าสินไหมทดแทนมาวางต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และไม่ได้แจ้งกำหนดวันเวลาขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาวางเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ภายใน 15 วัน จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำแถลงขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการที่จะฎีกาต่อมาอีก

พิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ม. 296 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอเชี่ยนลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารซิตี้แบงก์
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายธงชัย ศิลาภากุล
จำเลย — นางสาวสุดเฉลียว ใจทิพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3310/2549
#267275
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงิน 50,000 บาท มาวางเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ภายใน 15 วัน จำเลยไม่นำเงินมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำแถลงขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลย คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 43,467 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาตามยอม ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทรัพย์ที่ยึดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ค้างชำระจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคา 1,400,000 บาท โดยนายธงชัย ศิลาภากุล ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ประมูลได้

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงที่ควรจะขายได้ ซึ่งเป็นการขายครั้งแรก และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบกำหนดวันขายทอดตลาดดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ราคาที่ขายทอดตลาดได้สูงกว่าราคาประเมินและเหมาะสมแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล และยื่นมาเพื่อประวิงให้การบังคับคดีชักช้า ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 ทราบประกาศแจ้งการขายทอดตลาดแล้ว ราคาที่ขายทอดตลาดได้เป็นราคาที่เหมาะสมการขายทอดตลาดชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ในระหว่างนัดไต่สวน ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยไม่มีมูลและเพื่อประวิงให้ชักช้า ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินหรือหาประกันมาวางต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์จำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงว่า ในวันนัดฟังคำสั่งจำเลยที่ 2 เดินทางไปต่างจังหวัด ทนายความจำเลยที่ 2 ติดว่าความที่ศาลอื่นหลังจากนั้นหลงลืมไม่ได้มาตรวจสำนวน เพิ่งทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นคำร้องนี้ ขอขยายระยะเวลาวางเงินประกันออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันยื่นคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินประกันค่าสินไหมทดแทนมาวางต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และไม่ได้แจ้งกำหนดวันเวลาขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาวางเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ภายใน15 วัน จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำแถลงขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการที่จะฎีกาต่อมาอีก"

พิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอเชี่ยนลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารซิตี้แบงก์
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายธงชัย ศิลาภากุล
จำเลย — นางสาวสุดเฉลียว ใจทิพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3310/2549
#268913
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คำร้องดังกล่าวจึงอยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหาย เนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินมาวางเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำแถลงขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาตามยอม ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทรัพย์ที่ยึดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ค้างชำระจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคา 1,400,000 บาท โดยนายธงชัย ศิลาภากุล ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ประมูลได้

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงที่ควรจะขายได้ ซึ่งเป็นการขายครั้งแรก และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบกำหนดวันนัดขายทอดตลาดดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ราคาที่ขายทอดตลาดได้สูงกว่าราคาประเมินและเหมาะสมแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว คำร้องของจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล และยื่นมาเพื่อประวิงให้การบังคับคดีชักช้า ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 ทราบประกาศแจ้งการขายทอดตลาดแล้ว ราคาที่ขายทอดตลาดได้เป็นราคาที่เหมาะสม การขายทอดตลาดชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ในระหว่างนัดไต่สวน ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยไม่มีมูลและเพื่อประวิงให้ชักช้า ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์จำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงว่า ในวันนัดฟังคำสั่งจำเลยที่ 2 เดินทางไปต่างจังหวัด ทนายความจำเลยที่ 2 ติดว่าความที่ศาลอื่น หลังจากนั้นหลงลืมไม่ได้มาตรวจสำนวน เพิ่งทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นคำร้องนี้ ขอขยายระยะเวลาวางเงินประกันออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันยื่นคำร้อง

ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน และมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินประกันค่าสินไหมทดแทนมาวางต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงและไม่ได้แจ้งกำหนดวันเวลาขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 50,000 บาท มาวางเป็นประกันค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ภายใน 15 วัน จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินมาวางภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับยื่นคำแถลงขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 2 คำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการที่จะฎีกาต่อมาอีก"

พิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอเชี่ยนลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารซิตี้แบงก์
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายธงชัย ศิลาภากุล
จำเลย — นางสาวสุดเฉลียว ใจทิพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3296/2549
#267438
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ โจทก์สามารถดำเนินการตามข้อ 22 ของกฎกระทรวง (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้ และหากการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้กระทำหลังจากมีการประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์แล้ว โจทก์อาจขออนุญาตต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์นั้นได้ ในคดีนี้ โจทก์อ้างว่าได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2535 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลใด กรณีหาใช่ว่าโจทก์มีความจำเป็นต้องยื่นคำขอรับสิทธิบัตรฉบับใหม่ไม่ เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ใหม่ซึ่งมีข้อถือสิทธิต่างไปจากเดิม กระบวนการตรวจสอบจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายทั้งหมด ข้ออ้างที่ว่าการขอรับสิทธิบัตรใหม่เป็นการขอเพื่อเพิ่มเติมคำขอเดิมฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิบัตร และพิพากษาว่าคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044077 ของโจทก์เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมและเป็นส่วนหนึ่งของคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 005385 ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5, 6, 7 และ 8 และให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกสิทธิบัตร ตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044077 เป็นส่วนหนึ่งของข้อถือสิทธิบัตรเลขที่ 8082

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ตามคำขอเลขที่ 005386 ประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ โจทก์สามารถดำเนินการตามข้อ 22 ของกฎกระทรวง (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้ และหากการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้กระทำหลังจากมีการประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์แล้ว โจทก์ย่อมอาจขออนุญาตต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์นั้นได้ แม้ว่าพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 และกฎกระทรวง (พ.ศ.2522) จะไม่ได้บัญญัติหรือกำหนดให้สิทธิแก่ผู้ขอรับสิทธิบัตรในการโต้แย้งคำสั่งของอธิบดี ในกรณีที่ปฏิเสธไม่ให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรไว้ก็ตาม แต่หากผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ย่อมนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ในคดีนี้ โจทก์อ้างว่าได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2535 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลใด กรณีหาใช่ว่าโจทก์มีความจำเป็นต้องยื่นคำขอรับสิทธิบัตรฉบับใหม่เป็นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 044077 เพื่อให้กระบวนการเยียวยาของฝ่ายบริหารถึงที่สุด ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ เพราะหากโจทก์ได้ยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอธิบดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นคำขอดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมต้องถือว่าโจทก์ได้ดำเนินการในกระบวนการเยียวยาของฝ่ายบริหารจนถึงที่สุดแล้ว เมื่อโจทก์ไม่นำคดีมาฟ้องต่อศาล แต่เลือกดำเนินการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ฉบับใหม่ซึ่งมีข้อถือสิทธิที่แตกต่างไปจากเดิม กระบวนการในการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรจึงต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ทั้งหมด ที่โจทก์อ้างว่าการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรใหม่เป็นการขอเพื่อเพิ่มเติมคำขอเดิมนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างตามความเข้าใจของโจทก์ฝ่ายเดียว และปราศจากเหตุผลที่จะให้ศาลตีความการแสดงเจตนาของโจทก์ว่าโจทก์ประสงค์จะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรฉบับใหม่เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรฉบับเดิม อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 20
กฎกระทรวง (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไฟเซอร์ ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3296/2549
#268907
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ แล้ว ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ย่อมอาจขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้หากการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นไม่เป็นการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์ โดยขอก่อนวันประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร และหากการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้กระทำหลังจากมีการประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์แล้ว ย่อมอาจขออนุญาตต่ออธิบดีในการแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์นั้นได้ ตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2522) ข้อ 22 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอที่อ้างว่าเป็นคำขอแก้ไขเพิ่มเติม และหากอธิบดีไม่อนุญาต คำสั่งของอธิบดีย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์นั้น และผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ย่อมนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 คดีนี้โจทก์อ้างว่าได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ไว้ แต่โจทก์ไม่นำคดีมาฟ้องต่อศาลกลับเลือกดำเนินการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ฉบับใหม่ ซึ่งมีข้อถือสิทธิที่แตกต่างไปจากเดิม เนื่องจากตามคำขอรับสิทธิบัตรฉบับเดิม โจทก์ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์โดยขอถือสิทธิในกรรมวิธีสำหรับเตรียมเกลือเบสซิลเลทของแอมโลไดปีน ส่วนคำขอรับสิทธิบัตรฉบับใหม่ เป็นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ที่ขอถือสิทธิในผลิตภัณฑ์เกลือเบสซิลเลทของแอมโลไดปีน กระบวนการในการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรฉบับใหม่จึงต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ทั้งหมด

บทบัญญัติข้อ 70 (7) ของความตกลงทริปส์เพียงแต่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องอนุญาตให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์สามารถแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่มีหน้าที่อนุญาตให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์แก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรเพื่อขอรับความคุ้มครองในการประดิษฐ์ใหม่ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรไว้แต่เดิม แม้การประดิษฐ์ใหม่นั้นจะได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติใดๆ ของความตกลงทริปส์ก็ตาม ดังนั้น ไม่ว่าประเทศไทยจะมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามความตกลงทริปส์นับแต่เมื่อใดก็ตาม การที่ พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ มาตรา 20 ไม่อนุญาตให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรในสาระสำคัญและมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2)ฯ ไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรสามารถแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรในสาระสำคัญ พระราชบัญญัติสิทธิบัตรทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงหาได้มีข้อความใดขัดหรือแย้งกับความตกลงทริปส์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิบัตรและพิพากษาว่าคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044077 ของโจทก์ เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมและเป็นส่วนหนึ่งของคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 005385 ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5, 6, 7 และ 8 และให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกสิทธิบัตรตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044077 เป็นส่วนหนึ่งของข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 8082

จำเลยทั้งสิบสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เคยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2530 เป็นคำขอเลขที่ 005386 ขณะยื่นคำขอรับสิทธิบัตร พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ไม่ได้ให้ความคุ้มครองยาหรือส่วนผสมของยา ต่อมามีการแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ทำให้สามารถขอรับสิทธิบัตรในผลิตภัณฑ์ยาได้ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรใหม่เพื่อการคุ้มครองตัวผลิตภัณฑ์ยาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 เป็นคำขอเลขที่ 044077 อันเป็นการเพิ่มเติมก่อนที่จะมีการออกสิทธิบัตรเลขที่ 8082 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ปรากฏว่าอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายกคำขอโดยอ้างว่าไม่ใช่การประดิษฐ์ใหม่เพราะเป็นการประดิษฐ์เหมือนกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 8082 ที่ได้รับสิทธิบัตรแล้ว โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร แต่คณะกรรมการสิทธิบัตรมีคำวินิจฉัยให้ยืนตามคำสั่งของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 044077 เป็นการขอเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมและถือเป็นส่วนหนึ่งของคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 055386 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรซึ่งมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 แล้ว ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ย่อมอาจขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้ หากการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นไม่เป็นการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์ โดยการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งกฎกระทรวงที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์อ้างว่าได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2535 คือ กฎกระทรวง (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ในข้อ 22 ของกฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรโดยไม่เป็นการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์ ให้ขอก่อนวันประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี ดังนั้น หากโจทก์ในฐานะผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ตามคำขอเลขที่ 005386 ประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถดำเนินการตามข้อ 22 ของกฎกระทรวงดังกล่าวได้ และหากการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้กระทำหลังจากมีการประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์แล้วโจทก์ย่อมอาจขออนุญาตต่ออธิบดีในการแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์นั้นได้ แม้ว่าพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 และกฎกระทรวง (พ.ศ.2522) จะไม่ได้บัญญัติหรือกำหนดให้สิทธิแก่ผู้ขอรับสิทธิบัตรในการโต้แย้งคำสั่งของอธิบดี ในกรณีที่ปฏิเสธไม่ให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ไว้ก็ตาม แต่หากผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เห็นว่าคำสั่งไม่อนุญาตของอธิบดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งของอธิบดีย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิบัตรผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์นั้น และผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ย่อมนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ในคดีนี้โจทก์อ้างว่าได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2535 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลใด กรณีหาใช่ว่าโจทก์มีความจำเป็นต้องยื่นคำขอรับสิทธิบัตรฉบับใหม่เป็นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 044077 เพื่อให้กระบวนการเยียวยาของฝ่ายบริหารถึงที่สุดดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ เพราะหากโจทก์ได้ยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอธิบดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นคำขอดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมต้องถือว่าโจทก์ได้ดำเนินการในกระบวนการเยียวยาของฝ่ายบริหารจนถึงที่สุดแล้ว เมื่อโจทก์ไม่นำคดีมาฟ้องต่อศาล แต่เลือกดำเนินการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ฉบับใหม่ ซึ่งมีข้อถือสิทธิที่แตกต่างไปจากเดิม เนื่องจากตามคำขอรับสิทธิบัตรฉบับเดิมเลขที่ 005386 โจทก์ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ โดยขอถือสิทธิในกรรมวิธีสำหรับเตรียมเกลือเบสซิลเลทของแอมโลไดปีน ส่วนคำขอรับสิทธิบัตรฉบับใหม่เลขที่ 044077 เป็นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ขอถือสิทธิในผลิตภัณฑ์เกลือเบสซิลเลทของแอมโลไดปีน โจทก์จึงต้องทราบดีว่าเมื่อโจทก์ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ฉบับใหม่ กระบวนการในการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรจึงต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ทั้งหมด ที่โจทก์อ้างว่าการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ตามคำขอเลขที่ 044077 เป็นการขอเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 005386 นั้น เป็นข้อกล่าวอ้างตามความเข้าใจของโจทก์ฝ่ายเดียว และปราศจากเหตุผลที่จะให้ศาลตีความการแสดงเจตนาของโจทก์ประสงค์จะยื่นคำขอรับสิทธิบัตรฉบับใหม่เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรฉบับเดิม ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า รวมทั้งการค้าปลอมแปลงหรือความตกลงทริปส์ ข้อ 70 (7) นั้น ประเทศสมาชิกมีหน้าที่ต้องอนุญาตให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรแก้ไขคำขอรับสิทธิบัตรให้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองใดๆ ที่มีตามความตกลงนี้ เมื่อบทบัญญัติมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 บัญญัติให้ผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรที่ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรไว้ก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับและอธิบดียังไม่มีมีคำสั่งตามที่กฎหมายกำหนดยื่นคำขอตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ด้วย การตีความบทบัญญัติมาตรา 39 จึงต้องตีความให้สอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยตามความตกลงทริปส์ด้วยนั้น เห็นว่า บทบัญญัติข้อ 70 (7) ของความตกลงทริปส์กำหนดว่า "In the case of intellectual property rights for which protection is conditional upon registration, applications for protection which are pending on the date of application of this Agreement for the Member in question shall be permitted to be amended to claim any enhanced protection provided under the provisions of this Agreement. Such amendments shall not include new matter." แม้นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์ พยานโจทก์จะเบิกความยืนยันว่า ตามข้อ 70 (7) ของความตกลงทริปส์ดังกล่าว ประเทศสมาชิกมีหน้าที่ต้องอนุญาตให้แก้ไขคำขอรับสิทธิบัตรให้ครอบคลุมถึงความคุ้มครองใดๆ ที่มีตามความตกลงดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาบทบัญญัติข้อ 70 (7) ของความตกลงทริปส์ตามเอกสารหมาย จ.7 ประกอบกับคำแปลกรรมสารสุดท้ายผลการเจรจาพหุภาคีในรอบอุรุกวัย เอกสารหมาย ล.7 แล้ว ย่อมเห็นได้ว่า บทบัญญัติข้อ 70 (7) ของความตกลงทริปส์เพียงแต่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องอนุญาตให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ สามารถแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองที่เพิ่มเติมเท่านั้น ประเทศสมาชิกไม่มีหน้าที่อนุญาตให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์แก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตร เพื่อขอรับความคุ้มครองในการประดิษฐ์ใหม่ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรไว้แต่เดิม แม้การประดิษฐ์ใหม่นั้นจะได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติใดๆ ของความตกลงทริปส์ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ประเทศสมาชิกจึงไม่จำต้องอนุญาตให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรในกรรมวิธีแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิบัตรในผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด ดังนั้น ไม่ว่าประเทศไทยจะมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามความตกลงทริปส์นับแต่เมื่อใดก็ตาม การที่พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 20 ไม่อนุญาตให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรในสาระสำคัญ และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรในสาระสำคัญ พระราชบัญญัติสิทธิบัตรทั้งสองฉบับดังกล่าวก็หาได้มีข้อความใดขัดหรือแย้งกับความตกลงทริปส์ ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 20
พ.ร.บ.สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไฟเซอร์ ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3294/2549
#266662
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตรัง และอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดตรังได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นจะสะดวกกว่า จึงมีคำสั่งไม่ประทับรับฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 80, 83, 340, 340 ตรี ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง และนับโทษจำคุกจำเลยทั้งสามต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3211/2545 ของศาลจังหวัดทุ่งสง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า แม้เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 47 แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 22 (1) มิได้บังคับให้ศาลชั้นต้นต้องรับชำระคดี เพียงเป็นดุลพินิจของศาลจะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตรังและอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดตรังได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นจะสะดวกกว่า จึงไม่ประทับรับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าเมื่อความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตรัง และอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดตรังได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นจะสะดวกกว่า จึงไม่ประทับรับฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายประสิทธิ์หรือภู ผอมสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายประสงค์ บุญวิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3294/2549
#267024
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าเมื่อความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตรังและอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดตรังได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นจะสะดวกกว่าจึงไม่ประทับรับฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 340, 340 ตรี ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง และนับโทษจำคุกจำเลยทั้งสามต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3211/2545 ของศาลจังหวัดทุ่งสง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า แม้เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) มิได้บังคับให้ศาลชั้นต้นต้องรับชำระคดี เพียงเป็นดุลพินิจของศาลจะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตรังและอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดตรังได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นจะสะดวกกว่า จึงไม่ประทับรับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า เมื่อความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตรังและอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดตรังได้ทั้งไม่ปรากฏว่าการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นจะสะดวกกว่า จึงไม่ประทับรับฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายประสิทธิ์หรือภู ผอมสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3286/2549
#266746
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) การที่ศาลยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยมิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง จึงเป็นการไม่ชอบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายมาโดยชัดเจนถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตลอดจนความรับผิดของจำเลยแล้วจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 (2) (ก) เมื่อปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลดังกล่าวเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,818,130.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ขอให้ยึดทรัพย์สินจำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,181,130.12 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 มาในคำฟ้อง ให้รับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์โดยจำเลยที่ 3 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคำบรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นส่วนตัวฐานะหนึ่ง ส่วนคำฟ้องที่โจทก์บรรยายเกี่ยวกับการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23021 และบันทึกขึ้นเงินจากจำนองเป็นประกันครั้งที่หนึ่งตามโฉนดดังกล่าว ที่นายจรัลเป็นผู้ตกลงจำนองและขึ้นเงินจากจำนองแก่โจทก์นั้น แม้โจทก์มิได้บรรยายมาในคำฟ้องว่าเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 อย่างใด แต่ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 17 ปรากฏว่ามีภาพถ่ายมรณบัตรของนายจรัล กับหนังสือลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 ที่จำเลยที่ 3 ทำให้ไว้แก่โจทก์ระบุในข้อ 2 ว่าจำเลยที่ 3 ทายาทผู้รับมรดกของผู้ตาย และเด็กหญิงธันยพร โดยจำเลยที่ 3 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม เป็นบุตรผู้ตาย ได้ทราบหนี้สินและภาระผูกพันของผู้ตายที่มีต่อธนาคารดังกล่าวในข้อ 1 แล้ว ขอรับว่ายอดหนี้และภาระผูกพันดังกล่าวในข้อ 1 ถูกต้องทุกประการ และในข้อ 3 ว่าขอร่วมกันค้ำประกันหนี้สินและภาระผูกพันดังกล่าวในข้อ 1 ต่อไปหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี หรือตาย ขอรับผิดชอบร่วมกับจำเลยที่ 1 ในอันที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวครบถ้วนทันที และจำเลยที่ 3 กับเด็กหญิงธันยพร ลงชื่อในช่องผู้ให้สัญญา และการพิจารณาคำฟ้องว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะใดจะต้องพิจารณาคำฟ้องรวมกันทั้งฉบับประกอบเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์และเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่า ในส่วนเกี่ยวกับการจำนองและขึ้นเงินจำนองครั้งที่หนึ่งตามโฉนดเลขที่ 23021 ที่นายจรัลทำไว้ให้แก่โจทก์ดังกล่าว โจทก์มีความประสงค์ให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะที่จำเลยที่ 3 เป็นภรรยาซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายจรัล ผู้ตาย และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวธันยพร ซึ่งเป็นบุตรและทายาทโดยธรรมของนายจรัล ผู้ตาย นั่นเอง แม้โจทก์จะมิได้ระบุชื่อนางสาวธันยพร ในช่องชื่อคู่ความเป็นจำเลยด้วยก็ตาม คำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงได้บรรยายมาโดยชัดเจนถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตลอดจนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดในแต่ละฐานะแล้ว มิใช่โจทก์บรรยายฟ้องรวม ๆ กันมาจนถึงขนาดไม่เข้าใจว่าโจทก์ต้องการฟ้องว่าใครโต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลชั้นต้นจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) การที่ศาลชั้นต้นยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยมิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างแล้วเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมจึงไม่มีประเด็นวินิจฉัยเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น จำต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบ จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ข้อกฎหมายที่จะขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรงได้ จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ใหม่

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ศาลเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) เมื่อปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลดังกล่าวเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาในชั้นนี้ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเพิ่มพูนหรือเพิ่มพูล เศรษฐเสถียร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3285/2549
#266705
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ขณะที่ทำคำขอสินเชื่อ สัญญากู้เงิน และสัญญาค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนจันทร์ สะพาน 5 ยังไม่ได้จดทะเบียนสาขา ไม่อาจมีการมอบอำนาจจากโจทก์ให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการสาขา นิติกรรมที่ทำที่สาขาถนนจันทร์ สะพาน 5 ไม่อาจใช้บังคับได้ สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเงินกู้จึงตกเป็นโมฆะนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 มิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นการยกเหตุแห่งการต่อสู้ขึ้นใหม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,200,102.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 1,383,324.77 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107502 ตำบลคลองเตย (ช่องนนทรีย์) อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเพราะเหตุขาดนัด ศาลเห็นควรให้สืบพยานโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,383,324.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มอาร์อาร์ บวกร้อยละ 3.5 ต่อปี ตามประกาศโจทก์และที่ประกาศต่อไป นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดตามประกาศโจทก์ โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 719,888.28 บาท และอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107502 ตำบลคลองเตย (ช่องนนทรีย์) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ขณะที่ทำคำขอสินเชื่อ สัญญากู้เงิน และสัญญาค้ำประกันเงินกู้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนจันทร์ สะพาน 5 ยังไม่ได้จดทะเบียนสาขาไม่อาจมีการมอบอำนาจจากโจทก์ให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการสาขา นิติกรรมที่ทำที่สาขาถนนจันทร์ สะพาน 5 ไม่อาจใช้บังคับได้ สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเงินกู้จึงตกเป็นโมฆะนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 มิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นการยกเหตุแห่งการต่อสู้ขึ้นใหม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2536 ผู้มอบอำนาจเป็นใคร มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์หรือไม่ การรับจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครมีการมอบอำนาจโดยไม่ขาดสายจริงหรือไม่ โจทก์มิได้นำสืบให้ชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยถึงเรื่องการมอบอำนาจให้ไปทำสัญญาจำนองตามที่กล่าวอ้างในฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า นายอมรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันแทนโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และรับฟังว่าสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครรับจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไว้โดยมีการมอบอำนาจไม่ขาดสาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เช่นกัน

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเทียนวัน ติรณสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนราธิป แจ่มโภคา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3285/2549
#269171
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า อ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันแทนโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและรับฟังว่าสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครรับจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไว้โดยมีการมอบอำนาจไม่ขาดสาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,200,102.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 1,383,324.77 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107502 ตำบลคลองเตย (ช่องนนทรีย์) อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเพราะเหตุขาดนัด ศาลเห็นควรให้สืบพยานโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,383,324.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มอาร์อาร์ บวกร้อยละ 3.5 ต่อปี ตามประกาศโจทก์และที่ประกาศต่อไป นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดตามประกาศโจทก์ โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 719,888.28 บาท และอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องไปต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107502 ตำบลคลองเตย (ช่องนนทรีย์) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วนกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ขณะที่ทำคำขอสินเชื่อสัญญากู้เงิน และสัญญาค้ำประกันเงินกู้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนจันทร์ สะพาน 5 ยังไม่ได้จดทะเบียนสาขาไม่อาจมีการมอบอำนาจจากโจทก์ให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการสาขา นิติกรรมที่ทำที่สาขาถนนจันทร์ สะพาน 5 ไม่อาจใช้บังคับได้ สัญญากู้เงิน และสัญญาค้ำประกันเงินกู้จึงตกเป็นโมฆะนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 มิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นการยกเหตุแห่งการต่อสู้ขึ้นใหม่จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้น เห็นว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมาย และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ขณะทำหนังสือมอบอำนาจให้บอกกล่าวเลิกสัญญา นายอมร จันทรสมบูรณ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ต้องฟังว่าหนังสือมอบอำนาจให้บอกกล่าวเลิกสัญญาไม่ชอบ นายชนินทร์ เชื้อศรีตระกูล ไม่มีอำนาจบอกกล่าวเลิกสัญญา ถือว่ายังไม่มีการบอกกล่าวเลิกสัญญาโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2536 ผู้มอบอำนาจเป็นใคร มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์หรือไม่ การรับจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครมีการมอบอำนาจโดยไม่ขาดสายจริงหรือไม่ โจทก์มิได้นำสืบให้ชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยถึงเรื่องการมอบอำนาจให้ไปทำสัญญาจำนองตามที่กล่าวอ้างในฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า นายอมรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันแทนโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และรับฟังว่าสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครรับจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไว้โดยมีการมอบอำนาจไม่ขาดสาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เช่นกัน"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเทียนวัน ติรณสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3283/2549
#267407
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยในค่าสินค้างวดที่ค้างชำระที่มีอยู่ต่อผู้คัดค้านแทนจำเลย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2540 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่จำเลยมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าสินค้าส่วนที่เหลือ ย่อมมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ให้โจทก์ชนะคดี คำสั่งอายัดชั่วคราวที่สั่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2540 ย่อมมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) และโจทก์ก็ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าสินค้าแก่ผู้คัดค้านแล้วเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)

สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีแก่ผู้คัดค้านคือค่าสินค้างวดที่ 3 จำนวนร้อยละ 10 ของราคา เมื่อคำนวณเป็นจำนวนเท่าไรหากไม่ถึงจำนวนที่อายัด ผู้คัดค้านก็รับผิดไม่เกินจำนวนดังกล่าว ดังนั้น แม้เดิมโจทก์ขออายัดชั่วคราวเป็นเงิน 760,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเป็นเงิน 954,810 บาท โดยนำยอดหนี้ของจำเลยทั้งหมดรวมอยู่ด้วย ก็ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 252,450 บาท กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 126,225 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี และเงินรางวัลการขายเป็นเงิน 380,920 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 พฤษภาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องซึ่งจำเลยมีต่อผู้คัดค้านเป็นเงิน 954,810 บาท ไปยังผู้คัดค้านเพื่อให้ผู้คัดค้านส่งเงินมายังเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านปฏิเสธการส่งเงินไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่าผู้คัดค้านไม่มีภาระหนี้สินกับจำเลย ซึ่งความจริงผู้คัดค้านยังมีภาระหนี้ค่าซื้อเครื่องจักรจากจำเลยซึ่งยังจะต้องชำระให้จำเลยอีกร้อยละ 10 ของราคาเครื่องจักร (ราคาเครื่องจักร 572,000,000 ลีร์อิตาลี ขณะซื้อขายคิดเป็นเงินไทย 9,100,000 บาท) ขอให้ศาลทำการไต่สวนสิทธิเรียกร้องของจำเลยดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า สิทธิเรียกร้องของจำเลยหากจะมีอยู่ก็ขาดอายุความ 2 ปี และจำเลยผิดนัดสัญญาต่อผู้คัดค้าน ทำให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหายและไม่มีหนี้สินต่อกันแต่อย่างใด ขอให้ยกคำร้องของโจทก์และเพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้าน

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามคำสั่งอายัดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีถึงผู้คัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านขาดอายุความหรือไม่ แล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางพิจารณาใหม่แล้ววินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านไม่ขาดอายุความ มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามคำสั่งอายัดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีถึงผู้คัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยในค่าสินค้าที่มีอยู่ต่อผู้คัดค้านแทนจำเลย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2540 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่จำเลยมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าสินค้าส่วนที่เหลือ โดยโจทก์ได้ยื่นคำแถลงว่าเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2540 จำเลยได้ทดลองเดินเครื่องจักรให้ผู้คัดค้านแล้ว และขอให้ศาลแจ้งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามหมายอายัดมายังศาล ย่อมมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ให้โจทก์ชนะคดี คำสั่งอายัดชั่วคราวที่สั่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2540 ย่อมมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) และโจทก์ก็ได้ดำเนินการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าสินค้าดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านแล้ว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์อีกประการหนึ่งว่า เดิมโจทก์ขอให้อายัดชั่วคราวเป็นเงิน 760,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเป็นเงิน 954,810 บาท โดยนำยอดหนี้ของจำเลยทั้งหมดให้ผู้คัดค้านรับผิดเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยนั้น เห็นว่า ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขออายัดเงินจำนวน 954,810 บาท นั้น เป็นการดำเนินการตามคำสั่งยึดอายัดของศาลแรงงานกลางเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา อีกทั้งสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีอยู่แก่ผู้คัดค้านคือค่าสินค้าในงวดที่ 3 จำนวนร้อยละ 10 ของราคา เมื่อคิดคำนวณเป็นจำนวนเท่าไรหากไม่ถึงจำนวนที่อายัด ผู้คัดค้านก็รับผิดไม่เกินจำนวนดังกล่าวอยู่แล้ว ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่อุทธรณ์มา ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 193/34 (1)
ป.วิ.พ. ม. 260 (2) ม. 310 ทวิ ม. 311 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายราเชนทร์ เค็นนี่
ผู้คัดค้าน — บริษัทเคบีเอสกรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัท เอ ไอ เอ เอสอาร์แอล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3283/2549
#269167
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยในค่าสินค้าที่มีอยู่ต่อผู้คัดค้านแทนจำเลยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2540 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่จำเลยมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าสินค้าส่วนที่เหลือจากผู้คัดค้าน โดยโจทก์ได้ยื่นคำแถลงว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2540 จำเลยได้ทดลองเดินเครื่องจักรให้ผู้คัดค้านตามข้อตกลงในสัญญาซื้อขายแล้วและขอให้ศาลแจ้งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าสินค้าส่วนที่เหลือตามหมายอายัดมายังศาล ย่อมมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลง นับแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ให้โจทก์ชนะคดี คำสั่งอายัดชั่วคราวที่สั่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2540 ย่อมมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) และโจทก์ก็ได้ดำเนินการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าสินค้าแก่ผู้คัดค้านแล้วเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 252,450 บาท กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 126,225 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี และเงินรางวัลการขายเป็นเงิน 380,920 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 พฤษภาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องซึ่งจำเลยมีต่อผู้คัดค้านเป็นเงิน 954,810 บาท ไปยังผู้คัดค้านเพื่อให้ผู้คัดค้านส่งเงินมายังเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลทำการไต่สวนสิทธิเรียกร้องของจำเลยดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของโจทก์และเพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้าน

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามคำสั่งอายัดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีถึงผู้คัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านขาดอายุความหรือไม่ แล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางพิจารณาใหม่แล้ววินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านไม่ขาดอายุความ มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามคำสั่งอายัดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีถึงผู้คัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า ผู้คัดค้านได้ตกลงซื้อเครื่องผลิตพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปชนิดกลวงจากจำเลยในราคา 572,279,200 ลีร์อิตาลี คิดเป็นเงินไทยประมาณ 9,100,000 บาท โดยจะชำระเงินส่วนที่เหลืองวดสุดท้าย คือ งวดที่ 3 จำนวนร้อยละ 10 ของราคา เมื่อแสดงหนังสือรับรองการเดินเครื่องจักรจากผู้คัดค้านซึ่งผู้คัดค้านยังมิได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2540 โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีฉุกเฉินขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินค่าสินค้าดังกล่าวจำนวน 760,000 บาท ซึ่งศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งในวันเดียวกันให้อายัดและออกหมายอายัดชั่วคราวแจ้งให้ผู้คัดค้านส่งเงินจำนวนดังกล่าวมายังศาล โดยผู้คัดค้านได้รับหมายอายัดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 แต่ผู้คัดค้านปฏิเสธการส่งเงินตามหมายอายัดอ้างว่า ผู้คัดค้านมีข้อตกลงกับจำเลยว่าผู้คัดค้านจะจ่ายเงินค่าสินค้างวดที่ 3 เมื่อจำเลยได้ดำเนินการทดลองเดินเครื่องจักรเป็นที่เรียบร้อย แต่จำเลยยังไม่ทดลองการเดินเครื่องจักรตามข้อตกลง ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2540 โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลแจ้งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามคำสั่งอายัดเพราะจำเลยได้ทดลองเดินเครื่องจักรให้ผู้คัดค้านแล้ว วันที่ 13 สิงหาคม 2540 ศาลมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามหมายอายัดตามคำร้องของโจทก์วันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 ศาลออกคำบังคับให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามหมายอายัด ผู้คัดค้านได้รับเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2540 ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนคำสั่งอายัด ศาลพิจารณาแล้วยกคำร้องของผู้คัดค้าน ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านได้รับมอบสินค้าจากจำเลย เมื่อผู้คัดค้านและจำเลยได้ทดลองเดินเครื่องจักรตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2540 สิทธิเรียกร้องเงินค่าสินค้าของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านจึงเริ่มแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2540 เมื่อจำเลยมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องเงินจำนวนนี้ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และโจทก์เพิ่งขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีอยู่ต่อผู้คัดค้านในวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันรับมอบสินค้า ย่อมขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยในค่าสินค้าที่มีอยู่ต่อผู้คัดค้านแทนจำเลยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2540 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่จำเลยมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าสินค้าส่วนที่เหลือ โดยโจทก์ได้ยื่นคำแถลงว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2540 จำเลยได้ทดลองเดินเครื่องจักรให้ผู้คัดค้านแล้ว และขอให้ศาลแจ้งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามหมายอายัดมายังศาล ย่อมมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงนับแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ให้โจทก์ชนะคดี คำสั่งอายัดชั่วคราวที่สั่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2540 ย่อมมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) และโจทก์ก็ได้ดำเนินการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าสินค้าดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านแล้วเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์อีกประการหนึ่งว่า เดิมโจทก์ขอให้อายัดชั่วคราวเป็นเงิน 760,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเป็นเงิน 954,810 บาท โดยนำยอดหนี้ของจำเลยทั้งหมดให้ผู้คัดค้านรับผิดเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยนั้น เห็นว่า ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขออายัดเงินจำนวน 954,810 บาทนั้น เป็นการดำเนินการตามคำสั่งยึดอายัดของศาลแรงงานกลางเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา อีกทั้งสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีอยู่แก่ผู้คัดค้านคือค่าสินค้าในงวดที่ 3 จำนวนร้อยละ 10 ของราคา เมื่อคิดคำนวณเป็นจำนวนเท่าไรหากไม่ถึงจำนวนที่อายัด ผู้คัดค้านก็รับผิดไม่เกินจำนวนดังกล่าวอยู่แล้ว ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่อุทธรณ์มา ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1)
ป.วิ.พ. ม. 260 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายราเชนทร์ เค็นนี่
ผู้คัดค้าน — บริษัทเคบีเอสกรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ ไอ เอ เอสอาร์แอล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3239/2549
#267177
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องต้องแสดงให้เห็นอำนาจพิเศษที่ดีกว่าโจทก์ ทั้งการครอบครองปรปักษ์เป็นการได้สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียนนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว เมื่อคำร้องของผู้ร้องกล่าวเพียงว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ โดยมิได้กล่าวว่าโจทก์ไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ ต้องฟังว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของ ป.พ.พ. มาตรา 6 ศาลมีคำสั่งยกคำร้องได้โดยไม่ต้องไต่สวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งห้าออกจากที่ดินและตึกแถวซึ่งโจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 4 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20080 แขวงบางยี่ขัน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 461/42 ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 175,000 บาท พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำประกาศลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 ไปปิดประกาศไว้ที่บ้านเลขที่ 461/42 ดังกล่าวเพื่อให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เนื่องจากบ้านเลขที่ 461/42 ซึ่งปัจจุบันคือบ้านเลขที่ 26/7 เป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องเข้ามาอาศัยอยู่กับครอบครัวและครอบครองที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2522 และใช้เป็นสถานที่ประกอบการค้ามาตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2531 จนถึงปัจจุบัน โดยความสงบและโดยเปิดเผยติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และโจทก์ไม่เคยโต้แย้งการครอบครองผู้ร้อง ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นบุคคลที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิในที่ดินและบ้านดังกล่าวได้อยู่ก่อน ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และเป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยชอบ

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องและมีคำสั่งว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างก็ตาม แต่การครอบครองปรปักษ์เป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อสิทธิขผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ได้สิทธิมาโดยการซื้อจากการขายทอดตลาดได้ เพราะถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกได้มาซึ่งสิทธิโดยเสียค่าตอบแทนและสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องมีเพียงว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาสรุปความว่า แม้โจทก์จะได้มาซึ่งที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดและถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนก็ตาม แต่โจทก์ได้สิทธินั้นมาโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ และผู้ร้องสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ศาลเห็นว่าโจทก์ได้สิทธินั้นมาโดยไม่สุจริต การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนให้ได้ความก่อนว่าโจทก์ได้ที่ดินและบ้านพิพาทมาโดยสุจริตหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต คดีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลหรือคำสั่งเจ้าพนักงานรักษาทรพัย์ในคดีล้มละลายนั้น ท่านว่ามิเสียไปถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นมิใช่ของจำเลย หรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา หรือผู้ล้มละลาย" ดังนั้น การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงต้องแสดงให้เห็นอำนาจพิเศษที่ดีกว่าอำนาจหรือสิทธิของโจทก์ ทั้งการครอบครองปรปักษ์ดังกล่าวซึ่งเป็นการได้สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียนนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ก็มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว เมื่อคำร้องของผู้ร้องคงกล่าวบรรยายเพียงว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยมิได้กล่าวบรรยายมาในคำร้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่ ต้องฟังว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติมาตรา 6 ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น แม้ศาลจะทำการไต่สวนและฟังว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำร้องของผู้ร้อง ก็ไม่ทำให้ผู้ร้องชนะคดีได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299 ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางกัลยาณี สิทธิกุล
จำเลย
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3239/2549
#268903
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ว่าการกระทำโดยสุจริต คดีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1330 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล หรือคำสั่งเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ในคดีล้มละลายนั้นท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นมิใช่ของจำเลย หรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา หรือผู้ล้มละลาย" ดังนั้น การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านโดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงต้องแสดงให้เห็นอำนาจพิเศษที่ดีกว่าอำนาจหรือสิทธิของโจทก์ ทั้งการครอบครองปรปักษ์ดังกล่าวซึ่งเป็นการได้สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และยังมิได้จดทะเบียนนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ก็มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว เมื่อคำร้องของผู้ร้องคงกล่าวบรรยายเพียงว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินและบ้านมาตั้งแต่ปี 2522 และได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยมิได้กล่าวบรรยายมาในคำร้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่ ต้องฟังว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติมาตรา 6 ดังนั้น แม้ศาลจะทำการไต่สวนและฟังว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำร้องของผู้ร้อง ก็ไม่ทำให้ผู้ร้องชนะคดีได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ได้ทำการไต่สวนจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20080 แขวงบางยี่ขัน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 461/42 ของโจทก์ พร้อมร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำประกาศลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 ไปปิดไว้ที่บ้านเลขที่ 461/42 ดังกล่าว เพื่อให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เนื่องจากบ้านเลขที่ 461/42 ซึ่งปัจจุบันคือบ้านเลขที่ 26/7 เป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องเข้าอาศัยอยู่กับครอบครัวและครอบครองที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นบุคคลที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิในที่ดินและบ้านดังกล่าวได้อยู่ก่อน ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และเป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยชอบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างก็ตาม แต่การครอบครองปรปักษ์เป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อสิทธิของผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ได้สิทธิมาโดยการซื้อจากการขายทอดตลาดได้ เพราะถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกได้มาซึ่งสิทธิโดยเสียค่าตอบแทนและสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องมีเพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่าการกระทำโดยสุจริต คดีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล หรือคำสั่งเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ในคดีล้มละลายนั้นท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นมิใช่ของจำเลย หรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา หรือผู้ล้มละลาย" ดังนั้น การที่ผู้ร้องจะอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์เพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงต้องแสดงให้เห็นอำนาจพิเศษที่ดีกว่าอำนาจหรือสิทธิของโจทก์ ทั้งการครอบครองปรปักษ์ดังกล่าวซึ่งเป็นการได้สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ก็มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว เมื่อคำร้องของผู้ร้องคงกล่าวบรรยายเพียงว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทมาตั้งแต่ปี 2522 และได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยมิได้กล่าวบรรยายมาในคำร้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่ ต้องฟังว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติมาตรา 6 ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น แม้ศาลจะทำการไต่สวนและฟังว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำร้องของผู้ร้อง ก็ไม่ทำให้ผู้ร้องชนะคดีได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ได้ทำการไต่สวนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางกัลยาณี สิทธิกุล
ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฟลิคซ์
จำเลย — อินเตอร์เนชั่นแนล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3233/2549
#268898
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและอาคารของโจทก์ ซึ่งตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยครอบครองที่ดินและอาคารโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลย ทั้งโจทก์และจำเลยยังโต้แย้งกันด้วยว่าสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้วหรือไม่ หากสัญญาดังกล่าวเลิกกันโดยชอบย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ดังนั้น ปัญหาว่าสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้วโดยชอบหรือไม่ จึงเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

จำเลยชำระราคาให้แก่โจทก์ล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาจะซื้อจะขายแต่โจทก์ก็รับชำระ แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือเอากำหนดระยะเวลาชำระหนี้ตามสัญญาเป็นข้อสาระสำคัญ ถือได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระราคาไว้ การที่จำเลยไม่ชำระราคาในงวดถัดไปภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจึงไม่เป็นเหตุให้สัญญาเลิกกันตามข้อตกลงในสัญญา โจทก์ต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้เสียก่อน ถ้าจำเลยไม่ชำระหนี้จึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโดยตกลงชำระราคาเป็น 26 งวด หากผิดนัดโจทก์มีสิทธิริบเงินที่จำเลยชำระแล้วและถือว่าสัญญาเลิกทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและอาคารพิพาทแล้วชำระราคาให้แก่โจทก์จนถึงงวดที่ 25 และผิดนัดชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 สัญญาเลิกกัน โจทก์แจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดินและอาคารของโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือนละ 2,300 บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท ให้จำเลยส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและห้ามไม่ให้จำเลยเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 59,800 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 2,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ตกลงจัดหาสถาบันการเงินให้จำเลยกู้เงินมาชำระราคาที่ดินและอาคารงวดที่ 26 จำนวน 1,058,625 บาท แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ดำเนินการดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารซึ่งปลูกอยู่ในที่ดิน โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารดังกล่าวกับจำเลยโดยมอบการครอบครองที่ดินและอาคารให้จำเลยในวันทำสัญญาและจำเลยตกลงจะผ่อนชำระราคาให้แก่โจทก์รวม 26 งวด ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยชำระราคาให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงที่ 25 โดยชำระราคาไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาตั้งแต่งวดที่ 12 เป็นต้นมา และยังคงค้างชำระราคางวดที่ 26 เป็นเงิน 1,058,625 บาท โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย โดยไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระราคาที่ค้างชำระก่อน ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการอยู่อาศัยในที่ดินและอาคารพิพาท ไม่มีเจตนาชำระเงินงวดสุดท้าย เป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรมและขัดต่อความสงบเรียบร้อยนั้น จำเลยได้ให้การยืนยันว่า จำเลยยินดีชำระราคาส่วนที่เหลือแก่โจทก์ หากโจทก์จัดสถาบันการเงินให้จำเลยกู้ยืมเงินมาชำระราคาตามสัญญาหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทให้จำเลยโดยจำเลยจะจำนองทรัพย์ดังกล่าวเป็นประกันเพื่อชำระราคา และในระหว่างพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงรับข้อเสนอตามที่จำเลยให้การไว้แล้วแต่จำเลยไม่ยอมชำระราคาส่วนที่เหลือ ข้อกล่าวอ้างตามฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงเลื่อนลอย เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ เป็นการพิพากษานอกฟ้องหรือนอกคำให้การหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและอาคารพิพาทของโจทก์ซึ่งตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่า จำเลยครอบครองที่ดินและอาคารพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลย ทั้งโจทก์และจำเลยยังโต้แย้งกันด้วยว่าสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้วหรือไม่ หากสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้วโดยชอบย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ดังนั้น ปัญหาว่าสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้วโดยชอบหรือไม่ จึงเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ถือไม่ได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาว่า สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้วโดยชอบหรือไม่ เป็นการพิพากษานอกประเด็นแห่งคดี ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายที่ว่า สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้วโดยชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อนี้ว่า จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เป็นการผิดนัดชำระหนี้ทำให้สัญญาเลิกกันตามข้อตกลงในสัญญาโดยโจทก์ไม่จำต้องบอกกล่าว ทั้งโจทก์ยังได้บอกเลิกสัญญาแล้ว เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยชำระราคาให้แก่โจทก์ล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาตั้งแต่งวดที่ 12 เป็นต้นมาโดยโจทก์รับชำระ แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือเอากำหนดระยะเวลาชำระหนี้ตามสัญญาเป็นข้อสาระสำคัญ ถือได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระราคาไว้ การที่จำเลยไม่ชำระราคางวดที่ 26 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจึงไม่เป็นเหตุให้สัญญาเลิกกันตามข้อตกลงในสัญญา โจทก์จะต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้เสียก่อน ถ้าจำเลยไม่ชำระหนี้จึงมีสิทธิเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 การบอกเลิกสัญญาโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวกำหนดระยะเวลาให้จำเลยชำระราคางวดที่ 26 ที่ค้างชำระ และข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวกำหนดระยะเวลาให้จำเลยชำระราคาก่อนมีหนังสือเลิกสัญญา จึงไม่มีผลทำให้สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกัน ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 387
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม
แห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — นายสมชัย บุญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3218/2549
#272475
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และได้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นยินยอม แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นการกระทำต่อเนื่องในวันเดียวกัน แต่จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาต่างกันคือ จำเลยมีเจตนาพรากเด็กหญิง อ. ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารอันเป็นเจตนาที่กระทำต่อมารดาของเด็กหญิง อ. ส่วนที่จำเลยกระทำต่อเด็กหญิง อ. เป็นเจตนากระทำชำเราอันเป็นเจตนาต่างหากจากเจตนาพราก จึงมิใช่กระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยในแต่ละวันที่เกิดเหตุตามคำฟ้องจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และ 317 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 317 วรรคสาม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 5 ปี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร และฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี เมื่อรวมโทษจำคุก 5 ปี ในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารแล้ว คงจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยเพียงประการเดียวว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารและความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนเป็นความผิดต่างกรรมกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และได้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมแม้การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะเป็นการกระทำต่อเนื่องในวันเดียวกันก็ตาม แต่เห็นได้ชัดว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีเจตนาพรากเด็กหญิง อ. ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารอันเป็นเจตนาที่กระทำต่อมารดาของเด็กหญิง อ. ส่วนที่จำเลยกระทำต่อเด็กหญิง อ. เป็นเจตนากระทำชำเราอันเป็นเจตนาต่างหากจากเจตนาพรากดังกล่าว จึงมิใช่กระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยในแต่ละวันที่เกิดเหตุตามคำฟ้องจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยเป็นความผิดสี่กรรมจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายอิทธิชัยหรือโอ๋ คำภิมาบุตร
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3208/2549
#267025
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยมิได้เป็นจำเลยหรือเป็นคู่ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (3) และมาตรา 2 (15) การที่ศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟังและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้แล้ว ทั้งจำเลยซึ่งเป็นชาวต่างประเทศเข้าใจผลแห่งคำพิพากษาโดยไม่ต้องมีล่าม จึงเป็นการอ่านคำพิพากษาที่ชอบด้วยมาตรา 182 วรรคสองและวรรคสามแล้ว ไม่มีเหตุยกเลิกการอ่านคำพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรี ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ทนายจำเลยทราบ จะเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยที่จะได้รับการปรึกษากับทนายจำเลยในการยื่นฎีกาหรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุให้การอ่านคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายกลับกลายเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7), 289 (6) (7) ประกอบมาตรา 80, 340 ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1), 58, 62 วรรคหนึ่ง รวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตจำเลยเพียงสถานเดียว ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,605 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7) เมื่อรวมโทษกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปให้ศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 และศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาดังกล่าวให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2546

วันที่ 26 ธันวาคม 2546 ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้มีหมายแจ้งวันนัดให้ทนายจำเลยทราบวันอ่านคำพิพากษศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นการจำกัดสิทธิของจำเลย ขอให้ยกเลิกการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านให้จำเลยฟัง และให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยและทนายจำเลยฟังอีกครั้งหนึ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟังชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกเลิกการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยและทนายจำเลยฟังใหม่อีกครั้งหนึ่ง นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสาม กำหนดให้ศาลอ่านคำพิพากษาในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่ออ่านแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ และมาตรา 2 (15) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "คู่ความ" ไว้ว่า หมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมาตรา 2 (3) "จำเลย" หมายความถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด ดังนั้น ทนายจำเลยจึงมิได้เป็นจำเลยหรือเป็นคู่ความตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นโดยศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีฟังและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้แล้วทั้งยังปรากฏว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอคัดสำเนาเอกสารในสำนวนเพื่อยื่นอุทธรณ์และขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วยตนเอง และปรากฏจากฎีกาและคำเบิกความของจำเลยว่าจำเลยพูดและฟังภาษาไทยได้บ้าง แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยเข้าใจผลแห่งคำพิพากษาโดยไม่ต้องมีล่าม จึงเป็นการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุยกเลิกการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ทนายจำเลยทราบ จะเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยที่จะได้รับการปรึกษากับทนายจำเลยในการยื่นฎีกาหรือไม่อย่างไร ก็หาเป็นเหตุให้การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ชอบด้วยกฎหมายกลับกลายเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (3) ม. 2 (15) ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายตาปละหรือบิลลี่ ไม่มีชื่อสกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3208/2549
#269165
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสาม กำหนดให้ศาลอ่านคำพิพากษาในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่ออ่านแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ และมาตรา 2 (15) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "คู่ความ" ไว้ว่า หมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมาตรา 2 (3) "จำเลย" หมายความถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด ดังนั้น ทนายจำเลยจึงมิได้เป็นจำเลยหรือเป็นคู่ความตาม ป.วิ.อ. เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีฟังและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้แล้ว โดยจำเลยเคยยื่นคำร้องขอคัดสำเนาเอกสารในสำนวนเพื่อยื่นอุทธรณ์และขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วยตนเอง และจำเลยพูดและฟังภาษาไทยได้บ้าง แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยเข้าใจผลแห่งคำพิพากษาโดยไม่ต้องมีล่าม จึงเป็นการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาโดยชอบแล้ว ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ทนายจำเลยทราบ จะเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยที่จะได้รับการปรึกษากับทนายจำเลยในการยื่นฎีกาหรือไม่อย่างไร ก็ไม่เป็นเหตุให้การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ชอบด้วยกฎหมายกลับกลายเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7), 289 (6) (7) ประกอบมาตรา 80, 340 ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1), 58, 62 วรรคหนึ่ง รวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตจำเลยเพียงสถานเดียว ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,605 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7) เมื่อรวมโทษกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปให้ศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 และศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาดังกล่าวให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2546

วันที่ 26 ธันวาคม 2546 ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้มีหมายแจ้งวันนัดให้ทนายจำเลยทราบวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นการจำกัดสิทธิของจำเลย ขอให้ยกเลิกการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านให้จำเลยฟัง และให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยและทนายจำเลยฟังอีกครั้งหนึ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟังชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกเลิกการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยและทนายจำเลยฟังใหม่อีกครั้งนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสาม กำหนดให้ศาลอ่านคำพิพากษาในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่ออ่านแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ และมาตรา 2 (15) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "คู่ความ" ไว้ว่า หมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมาตรา 2 (3) "จำเลย" หมายความถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด ดังนั้น ทนายจำเลยจึงมิได้เป็นจำเลยหรือเป็นคู่ความตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นโดยศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีฟังและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้แล้ว ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยเคยยื่นคำร้องขอคัดสำเนาเอกสารในสำนวนเพื่อยื่นอุทธรณ์และขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วยตนเองและปรากฏจากฎีกาและคำเบิกความของจำเลยว่าจำเลยพูดและฟังภาษาไทยได้บ้าง แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยเข้าใจผลแห่งคำพิพากษาโดยไม่ต้องมีล่าม จึงเป็นการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุยกเลิกการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ทนายจำเลยทราบจะเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยที่จะได้รับการปรึกษากับทนายจำเลยในการยื่นฎีกาหรือไม่อย่างไร ก็หาเป็นเหตุให้การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ชอบด้วยกฎหมายกลับกลายเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (3) ม. 2 (15) ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายตาปละหรือบิลลี่ ไม่มีชื่อสกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ