คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1793/2549
#266854
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าโจทก์ขอจดทะเบียนเป็นอักษรโรมันเขียนว่า "HIGHER" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นภาษาไทยและอักษรโรมันว่า "ไฮเออร์ HI-ER" มีความแตกต่างอยู่ที่เครื่องหมายที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีทั้งภาษาไทยและอักษรโรมัน แม้การเรียกขานอาจจะมีส่วนเหมือนกัน แต่การเรียกขานย่อมขึ้นอยู่กับสินค้าว่าแต่ละคนจะเรียกขานสินค้าอย่างไร สินค้าโจทก์และจำเลยแม้จะจำพวกเดียวกัน แต่เป็นคนละประเภทเมื่อพิจารณาองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น การจัดจำหน่าย คุณภาพ และราคาสินค้าของโจทก์ ซึ่งแตกต่างจากสินค้าของจำเลย นอกจากนี้โจทก์มีเจตนาใช้เครื่องหมายการค้าโดยสุจริต มิได้มุ่งอ้างอิงหรือแสวงหาประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สาธารณชนจึงไม่สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเนื่องจากการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนจึงไม่มีลักษณะต้องห้ามรับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3), 13

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "HIGHER" ของโจทก์ ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "HI-ER" ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ให้ยกคำสั่งของจำเลยที่ 13 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HIGHER" ของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HIGHER" ของโจทก์ต่อไป โดยให้จำกัดรายการสินค้าในจำพวกที่ 3 เฉพาะน้ำหอมชนิดต่าง ๆ เท่านั้น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HIGHER" อ่านว่า ไฮเออร์ สำหรับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า น้ำหอมชนิดต่าง ๆ เครื่องสำอางชนิดต่าง ๆ หัวน้ำหอม โลชั่นใส่ผม ลิปสติก และสบู่ จำเลยที่ 13 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน เนื่องจากเครื่องหมายการค้าพิพาทเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "ไฮเออร์ HI-ER" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สำหรับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้าโลชั่นทาผิว โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ในทำนองว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดแล้ว และกรณีเป็นการโต้แย้งในการรับฟังข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานว่าไม่ตรงกับความเห็นของโจทก์ จึงเป็นเรื่องข้อเท็จจริงซึ่งองค์กรวินิจฉัยคดีปกครองในรูปแบบของศาลจะไม่พิจารณาทบทวนให้ เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง นั้น หมายความเพียงว่า ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อเจ้าพนักงานอื่นของฝ่ายบริหารต่อไปอีกไม่ได้เท่านั้น แต่หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ โดยศาลมิได้ถูกจำกัดให้พิจารณาเฉพาะกรณีปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อคดีนี้โจทก์โต้แย้งว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เช่นนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้จึงชอบแล้วศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่พึงรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) และมาตรา 13 หรือไม่ เห็นว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นกรณีที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหากปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือเครื่องหมายการค้าดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นอักษรโรมันเขียนว่า "HIGHER" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นภาษาไทยและอักษรโรมัน "ไฮเออร์ HI-ER" ดังนี้ แม้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะมีอักษรโรมันเหมือนกันใน 2 ตัวแรก คือ "H" และ "I" กับเหมือนกันใน 2 ตัวหลัง คือ "E" และ "R" แต่เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยรวมแล้ว จะเห็นว่ามีความแตกต่างไม่เหมือนกันอยู่โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจะมีภาษาไทยกำกับไว้ด้วย และมีขนาดที่ใหญ่เห็นได้ชัดเจนว่าอักษรโรมัน แม้การเรียกขานอาจจะมีส่วนเหมือนกัน แต่การเรียกขานดังกล่าวย่อมขึ้นอยู่กับสินค้าว่าแต่ละคนด้วยว่าจะเรียกขานสินค้าอย่างไรการเรียกขานจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่ใช้ในการพิจารณา แต่ไม่ใช่สาระสำคัญเพียงประการเดียวที่ใช้สำหรับการพิจารณา ส่วนความคล้ายกันดังกล่าวจะถึงขนาดที่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น เห็นว่า สินค้าโจทก์และจำเลยแม้จะจำพวกเดียวกัน แต่เป็นคนละประเภทเมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น การจัดจำหน่าย คุณภาพ และราคาของสินค้าของโจทก์ซึ่งแตกต่างจากสินค้าของจำเลย นอกจากนี้โจทก์มีเจตนาใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทโดยสุจริต มิได้มุ่งอ้างอิงหรือแสวงหาประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สาธารณชนจึงไม่สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเนื่องจากการใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าพิพาทจึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอันจะพึงห้ามรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) และมาตรา 13 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13 ม. 18 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ปาร์เฟิงส์ คริสเตียน ดิออร์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1793/2549
#267056
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง หมายความเพียงว่า ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อเจ้าพนักงานอื่นของฝ่ายบริหารต่อไปอีกไม่ได้เท่านั้น แต่หากเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ โดยศาลมิได้ถูกจำกัดให้พิจารณาเฉพาะกรณีปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อโจทก์โต้แย้งว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 55

เครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์เป็นอักษรโรมัน เขียนว่า "HIGHER" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เป็นภาษาไทยและอักษรโรมันเขียนว่า "ไฮเออร์ HI - ER" แม้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะมีอักษรโรมันเหมือนกันใน 2 ตัวแรก กับ 2 ตัวหลัง แต่เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยรวมแล้วมีความแตกต่างกันอยู่ โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นมีภาษาไทยกำกับไว้ด้วย และมีขนาดที่ใหญ่เห็นได้ชัดเจนกว่าอักษรโรมันแม้การเรียกขานจะคล้ายกัน แต่โจทก์ได้ขอเปลี่ยนแปลงประเภทของสินค้าที่จะใช้กับเครื่องหมายการค้าพิพาทแล้ว ทำให้สินค้ามิได้เป็นประเภทเดียวกัน ถึงจะยังมีความใกล้เคียงเป็นสินค้าในจำพวกเดียวกันอยู่ แต่โจทก์มีเจตนาใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทโดยสุจริตมิได้มุ่งอ้างอิงหรือแสวงหาประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สาธารณชนจึงไม่สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเนื่องจากการใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าพิพาทจึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอันจะพึงห้ามรับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) และมาตรา 13

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าจำพวกน้ำหอม เครื่องสำอาง เครื่องประทินผิว สบู่ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องแต่งกายชนิดต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องประดับและนาฬิกา สินค้าของโจทก์ส่วนใหญ่ใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า "CHRISTIAN DIOR" "DIOR" และ "POISON" หรือใช้ควบคู่กัน อันเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วโลก เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "HIGHER" อ่านว่า ไฮเออร์ สำหรับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้าน้ำหอมชนิดต่าง ๆ เครื่องสำอางชนิดต่าง ๆ หัวน้ำหอม และสบู่ ซึ่งจำเลยที่ 13 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า คำว่า "ไฮเออร์ HI - ER" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จำเลยที่ 13 จึงมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 ในฐานะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 พิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โจทก์ยินยอมจำกัดรายการสินค้าของโจทก์เฉพาะน้ำหอมต่าง ๆ และน้ำยาดับกลิ่นเท่านั้น ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "HIGHER" ของโจทก์ ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "HI - ER" ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ให้ยกคำสั่งของจำเลยที่ 13 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์

จำเลยทั้งสิบสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ การดำเนินการวินิจฉัยและมีคำสั่งของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย คำสั่งและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสามเป็นอันถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 โจทก์ไม่ได้แจ้งความประสงค์ที่จะใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HIGHER" เป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นเครื่องหมายการค้าร่วมกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "DIOR" แต่อย่างใด เครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีการเรียกขานเช่นเดียวกัน และใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันจึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามหนังสือที่ พณ 0704/466 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 326/2545 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HIGHER" ของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HIGHER" ตามคำขอเลขที่ 438646 ของโจทก์ต่อไป โดยให้จำกัดรายการสินค้าในจำพวกที่ 3 เฉพาะน้ำหอมชนิดต่าง ๆ เท่านั้น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HIGHER" อ่านว่า ไฮเออร์ สำหรับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า น้ำหอมชนิดต่าง ๆ เครื่องสำอางชนิดต่าง ๆ หัวน้ำหอม โลชั่นใส่ผม ลิปสติก และสบู่ จำเลยที่ 13 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน เนื่องจากเครื่องหมายการค้าพิพาทเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "ไฮเออร์ HI - ER" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สำหรับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้าโลชั่นทาผิว โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ในทำนองว่า คำวินิจฉัยของกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดแล้ว และกรณีเป็นการโต้แย้งในการรับฟังข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานว่าไม่ตรงกับความเห็นของโจทก์จึงเป็นเรื่องข้อเท็จจริงซึ่งองค์กรวินิจฉัยคดีปกครองในรูปแบบของศาลจะไม่พิจารณาทบทวนให้ เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง นั้นหมายความเพียงว่า ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อเจ้าพนักงานอื่นของฝ่ายบริหารต่อไปอีกไม่ได้เท่านั้น แต่หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ โดยศาลมิได้ถูกจำกัดให้พิจารณาเฉพาะกรณีปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อคดีนี้โจทก์โต้แย้งว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เช่นนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามประการต่อมามีว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่พึงรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) และมาตรา 13 หรือไม่ เห็นว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นกรณีที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหากปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือเครื่องหมายการค้าดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นอักษรโรมัน เขียนว่า "HIGHER" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น เป็นภาษาไทยและอักษรโรมันเขียนว่า "ไฮเออร์ HI - ER" ดังนี้ แม้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะมีอักษรโรมันเหมือนกันใน 2 ตัวแรก คือ "H" และ "I" กับเหมือนกันใน 2 ตัวหลังคือ "E" และ "R" แต่เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยรวมแล้ว จะเห็นว่ามีความแตกต่างไม่เหมือนกันอยู่ โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจะมีภาษาไทยกำกับไว้ด้วย และมีขนาดที่ใหญ่เห็นได้ชัดเจนกว่าอักษรโรมัน สำหรับการเรียกขานนั้น อาจจะมีส่วนเหมือนกันแต่การเรียกขานดังกล่าวย่อมขึ้นอยู่กับผู้ซื้อสินค้าแต่ละคนด้วยว่าจะเรียกขานสินค้าอย่างไร การเรียกขานจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่จะใช้ในการพิจารณา แต่ไม่ใช่สาระสำคัญเพียงประการเดียวที่ใช้สำหรับการพิจารณา ส่วนความคล้ายกันดังกล่าวจะถึงขนาดที่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้การเรียกขานเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะคล้ายกัน แต่โจทก์ได้ขอเปลี่ยนแปลงประเภทของสินค้าที่จะใช้กับเครื่องหมายการค้าพิพาทแล้ว ทำให้สินค้ามิได้เป็นประเภทเดียวกัน ถึงจะยังมีความใกล้เคียงเป็นค้าในจำพวกเดียวกันอยู่ก็ตามแต่เมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น การจัดจำหน่ายสินค้าของโจทก์ คุณภาพ และราคาของสินค้าของโจทก์ จะเห็นได้ว่า ความคล้ายกันที่ปรากฏอยู่นั้นยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าประเภทน้ำหอมชนิดต่าง ๆ ตามที่โจทก์ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงการประกอบธุรกิจของโจทก์ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทโดยสุจริต มิได้มุ่งอ้างอิงหรือแสวงหาประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สาธารณชนจึงไม่สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเนื่องจากการใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าพิพาทจึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอันจะพึงห้ามรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) และมาตรา 13 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 13 ม. 18
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ปาร์เฟิงส์ คริสเตียน ดิออร์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
จำเลย — บริษัทกรุงไทยสตีล อินดัสทรี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2549
#266747
เปิดฉบับเต็ม

แม้กระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทแก่โจทก์ในวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทถึงกำหนด แต่จำเลยที่ 1 ยังสามารถที่จะฟื้นฟูกิจการและอาจดำเนินกิจการต่อไปได้ในอนาคตหากแก้ไขฐานะและการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ได้สำเร็จ และกระทรวงการคลังได้แจ้งให้ผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัลไปติดต่อเพื่อขอรับชำระเงินจากจำเลยที่ 2 ผ่านจำเลยที่ 1 ได้ตามปกติเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทแก่โจทก์ตามกำหนดจึงไม่ใช่กรณีที่การชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยเนื่องจากจำเลยที่ 1 กลายเป็นคนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 219 วรรคสอง

การที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ทั้งที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดแล้ว เกิดจากจำเลยที่ 1 ถูกกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการ อันเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 205 ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้เพราะเหตุดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินของดอกเบี้ยตามตั๋วเงิน 3 วัน เป็นเงินจำนวน 291,183.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 262,683.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 262,683.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 18 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์จำนวน 4 ฉบับ สัญญาจะใช้เงินจำนวน 150,000,000 บาท 55,933,127.65 บาท 22,340,647.39 บาท และ 66,626,857.31 บาท ตามลำดับ ให้แก่โจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัล ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 โจทก์ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 4 ฉบับ ยื่นต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้ใช้เงินแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงินให้เนื่องจากในวันดังกล่าวได้มีคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 182/2540 ให้ระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และห้ามจำเลยที่ 1 จ่ายคืนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จนกระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าวแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงไปก่อน โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้เงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปคืนให้พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 จึงสั่งจ่ายเช็คของธนาคารแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 303,576,032.57 บาท ให้แก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้เงินตามจำนวนในตั๋วสัญญาใช้เงินรวม 4 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี คำนวณถึงวันที่ครบกำหนดใช้เงินตามตั๋ววันที่ 5 สิงหาคม 2540 โดยจำเลยที่ 2 มอบเช็คดังกล่าวซึ่งเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะสั่งจ่ายในนามของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 นำไปมอบแก่โจทก์และโจทก์ได้รับเงินตามเช็คไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนดในตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นเกิดจากเหตุพ้นวิสัยอันเป็นผลให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติแล้วว่า ในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 กระทรวงการคลังได้มีคำสั่งที่ 182/2540 ระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถที่จะชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ในครั้งนี้ กรณีหาใช่เรื่องการชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยเนื่องจากจำเลยที่ 1 กลายเป็นคนไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคสอง แต่อย่างใด เพราะการที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะชำระหนี้ได้เนื่องจากถูกกระทรวงการคลังระงับการดำเนินกิจการนั้น จำเลยที่ 1 ยังสามารถที่จะฟื้นฟูกิจการและอาจดำเนินกิจการต่อไปได้ในอนาคตหากแก้ไขฐานะและการดำเนินงานสำเร็จตามแนวนโยบายของทางการ และการระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ครั้งนี้หาได้เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากการชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์และเจ้าหนี้คนอื่น ๆ ไม่ ดังจะเห็นได้จากแถลงการณ์กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องมาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ถูกระงับการดำเนินกิจการ ที่กำหนดให้ผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัล ไปติดต่อเพื่อขอรับชำระเงินจากจำเลยที่ 2 ผ่านจำเลยที่ 1 ได้ตามปกติเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินครบกำหนด ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนดเกิดจากเหตุสุดวิสัยจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 นั้นฟังไม่ขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ทั้งที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดแล้วเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ถูกกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการ อันเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 205 ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้เพราะเหตุนี้ จำเลยที่ 1 ยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่ ตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รีบดำเนินการขอให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ก็ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยครบถ้วนแล้วในวันที่ 8 สิงหาคม 2540 การดำเนินการของจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ใช้เวลาเพียง 3 วัน เท่านั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการดำเนินการของจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงเรียกดอกเบี้ยระหว่างวันที่ 6 ถึง 8 สิงหาคม 2540 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 ผู้รับอาวัลจึงไม่ต้องรับผิดด้วยเช่นกัน อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสองไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 205 ม. 219 ม. 321 ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขุม นวพันธ์
จำเลย — บริษัทเงินทุน ศรีธนา จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอนันต์ ธรรมราช
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา หงส์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
องอาจ โรจนสุพจน์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2549
#267099
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้โจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 แต่มาชำระวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำเลยทั้งสองย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดในดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดแก่โจทก์ ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดไม่ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 320, 321 และ 326 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540

กระทรวงการคลังได้มีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนจำเลยที่ 1 และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่มิใช่เรื่องการชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยเนื่องจากจำเลยที่ 1 กลายเป็นคนไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 219 วรรคสอง เพราะการที่จำเลยที่ 1 ถูกกระทรวงการคลังระงับการดำเนินกิจการนั้น จำเลยที่ 1 ยังสามารถที่จะฟื้นฟูกิจการและอาจดำเนินกิจการต่อไปได้ในอนาคตหากแก้ไขฐานะและการดำเนินงานสำเร็จตามแนวนโยบายของทางการ ทั้งการระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากหนี้

จำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้เพราะจำเลยที่ 1 ถูกกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการอันเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 205 จำเลยที่ 1 ยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 18 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 4 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ส่งมอบให้โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัล ฉบับที่ 1 จำนวน 150,000,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 55,933,127.65 บาท ฉบับที่ 3 จำนวนเงิน 22,340,647.39 บาท ฉบับที่ 4 จำนวนเงิน 66,626,857.31 บาท รวมเป็นเงิน 294,900,632.39 บาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12.75 บาท ต่อปี กำหนดใช้เงินวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ทั้งสี่ฉบับ เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสี่ฉบับถึงกำหนดโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเรียกให้จำเลยใช้เงินตามตั๋วในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 แต่จำเลยที่ 2 ออกเช็คชำระเงินให้โจทก์ในวันที่ 8 สิงหาคม 2540 เป็นต้นเงินตามตั๋ว 294,900,632.35 บาท และคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี จากต้นเงินทั้งสี่ฉบับให้ถึงเพียงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 เป็นดอกเบี้ยหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วเป็นเงิน 8,675,400.22 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 303,576,032.57 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยให้โจทก์จนถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับดอกเบี้ยในวันที่ 6 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 เป็นจำนวน 3 วัน คิดเป็นดอกเบี้ยหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจำนวน 262,683.74 บาท ซึ่งโจทก์อาจนำเอาเงินจำนวนดังกล่าวออกหาผลประโยชน์ได้ดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยกับจำเลยทั้งสองจากต้นเงินจำนวน 262,683.74 บาท อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 28,499.39 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 291,183.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 262,683.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 กระทรวงการคลังได้มีคำสั่งระงับกิจการของจำเลยที่ 1 ไม่ให้จำเลยที่ 1 จ่ายคืนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน และบัตรฝากเงิน แม้โจทก์จะยื่นตั๋วสัญญาใช้เงินให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามตั๋ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่สามารถใช้เงินตามตั๋วได้ การชำระหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการพ้นวิสัย จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี จากต้นเงิน 294,900,632.35 บาท นับแต่วันที่ 6 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 เป็นเวลา 3 วัน และไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 262,683.78 บาท นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (6) และหากโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยกับจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป โจทก์มีสิทธิคิดได้เพียงอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 968 (2) ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 เท่านั้น ตามมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 และโจทก์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ก่อนจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 รับประกันจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้นตามอัตราหน้าตั๋วสัญญาใช้เงินคำนวณตามอายุตั๋วคือรับประกันอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12.75 ต่อปี โดยคำนวณถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 เท่านั้น ตามที่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ การสั่งจ่ายเช็คของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระเงินให้โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสี่ฉบับเป็นการชำระหนี้ตามภาระหนี้สินที่จำเลยที่ 1 มีความผูกพันจะต้องชำระคืนให้จำเลยที่ 2 ต่อไป ทั้งโจทก์ไม่เคยเรียกให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสี่ฉบับในฐานะผู้รับอาวัล การออกเช็คชำระเงินของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำไปในขั้นตอนของการที่จำเลยที่ 1 จะดำเนินการไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 หาใช่เป็นการที่จำเลยที่ 2 ชำระให้โจทก์ในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วไม่ แต่หากเป็นการที่จำเลยที่ 1 ส่งคำขอมาให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกเงินชำระหนี้ให้โจทก์แทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน ตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในการคิดดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์ยื่นตั๋วให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ถึงวันดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระภายในกำหนดและตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดกับจำเลยทั้งสอง และไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (6) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 262,683.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 18 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์จำนวน 4 ฉบับ สัญญาจะใช้เงินจำนวน 150,000,000 บาท 55,933,127.65 บาท 22,340,647.39 บาท และ 66,626,857.31 บาท ตามลำดับ ให้แก่โจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัล ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 โจทก์ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 4 ฉบับ ยื่นต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้ใช้เงินแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงินให้เนื่องจากในวันดังกล่าวได้มีคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 182/2540 ตามเอกสารหมาย ล.12 ให้การระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และห้ามจำเลยที่ 1 จ่ายคืนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จนกระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าวแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงไปก่อน โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้เงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปคืนให้พร้อมดอกเบี้ย ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือเอกสารหมาย ล.17 จำเลยที่ 2 จึงสั่งจ่ายเช็คของธนาคารแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 303,576,032.57 บาท ให้แก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้เงินตามจำนวนในตั๋วสัญญาใช้เงินรวม 4 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี คำนวณถึงวันที่ครบกำหนดใช้เงินตามตั๋ววันที่ 5 สิงหาคม 2540 โดยจำเลยที่ 2 มอบเช็คดังกล่าวซึ่งเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะสั่งจ่ายในนามของโจทกให้จำเลยที่ 1 นำไปมอบแก่โจทก์ตามสำเนาภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.8 และโจทก์ได้รับเงินตามเช็คไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540

พิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ชำะรหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จนถึงวันถึงกำหนดในตั๋วสัญญาใช้เงินคือวันที่ 5 สิงหาคม 2540 และได้รับเวนคืนตั๋วสัญญาใช้เงินอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ ทำให้หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินระงับสิ้นไปแล้วจะทำให้โจทก์หมดสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้โจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 แต่มาชำระวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ตามปกติจำเลยทั้งสองย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้และต้องรับผิดในดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดแก่โจทก์ ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดไม่ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 320, 321 และ 326 ดังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เพียงแต่หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยจนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ระงับสิ้นไปเท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยในปัญหาที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์มา ศาลฎีกาเห็นว่าทุนทรัพย์คดีนี้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้และเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าจึงสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 247 ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนดในตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นเกิดจากเหตุพ้นวิสัยอันเป็นผลให้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติแล้วว่า ในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 กระทรวงการคลังได้มีคำสั่งที่ 182/2540 ระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถที่จะชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ในครั้งนี้ กรณีหาใช่เรื่องการชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยเนื่องจากจำเลยที่ 1 กลายเป็นคนไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคสอง แต่อย่างใด เพราะการที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ได้เนื่องจากถูกกระทรวงการคลังระงับการดำเนินกิจการนั้น จำเลยที่ 1 ยังสามารถที่จะฟื้นฟูกิจการและอาจดำเนินกิจการต่อไปได้ในอนาคตหากแก้ไขฐานะและการดำเนินงานสำเร็จตามแนวนโยบายของทางการปรากฏตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 182/2540 เอกสารหมาย ล.12 ดังกล่าว และการระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ครั้งนี้หาได้เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากการชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์และเจ้าหนี้คนอื่น ๆ ไม่ ดังจะเห็นได้จากแถลงการณ์กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องมาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน เอกสารหมาย ล.11 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ถูกระงับการดำเนินกิจการ ที่กำหนดให้ผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ที่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัลไปติดต่อเพื่อขอรับชำระเงินจากจำเลยที่ 2 ผ่านจำเลยที่ 1 ได้ตามปกติเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินครบกำหนด ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนดเกิดจากเหตุสุดวิสัยจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 นั้นฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ทั้งที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดแล้วเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ถูกกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการ อันเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 205 ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้เพราะเหตุนี้ จำเลยที่ 1 ยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่ ตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รีบดำเนินการขอให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ก็ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยครบถ้วนแล้วในวันที่ 8 สิงหาคม 2540 การดำเนินการของจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ใช้เวลาเพียง 3 วัน เท่านั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการดำเนินการของจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงเรียกดอกเบี้ยระหว่างวันที่ 6 ถึง 8 สิงหาคม 2540 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 ผู้รับอาวัลจึงไม่ต้องรับผิดด้วยเช่นกัน อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสองไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 205 ม. 219 ม. 320
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขุม นวพันธ์
จำเลย — บริษัทเงินทุนศรีธนา จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — บริษัทมอนเทอเรย์ เอเชีย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
องอาจ โรจนสุพจน์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766/2549
#268620
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 224) ฯ มาตรา 3 (6) วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลา 5 ปี ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดิน หรืออาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง" ความหมายของการได้มาซึ่งอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมต้องหมายความรวมถึงการได้มาโดยเจ้าของที่ดินก่อสร้างเองหรือซื้อมาหรือรับโอนมาด้วยประการใด ๆ ดังนั้น การที่โจทก์ลงทุนปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินของโจทก์เอง ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างมาภายหลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้ว เมื่อโจทก์ขายที่ดินและอาคารดังกล่าวไปภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ได้อาคารมา โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับที่ดินและอาคารนั้น

ประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ขายที่ดินและอาคารพิพาทไปโดยไม่มีเจตนามุ่งค้าหรือหากำไรเพราะโจทก์โอนขายให้แก่บริษัทที่โจทก์ก่อตั้งขึ้นเอง ผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลในครอบครัวของโจทก์เองทั้งสิ้น ปรากฏว่าโจทก์มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้อันเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.1/4/12/2546

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 28217 มาจากนายสุกิจ เศรษฐเสถียร ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2537 โจทก์ก่อสร้างอาคารลงบนที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ขายที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวให้แก่บริษัทเบนซ์บีเคเคกรุ๊ฟ จำกัด ราคา 8,000,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินประเมินให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มพร้อมภาษีท้องถิ่นรวม 1,056,000 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยว่า ให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่มและภาษีท้องถิ่น รวม 528,000 บาท แต่งดเบี้ยปรับให้ 480,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ก่อสร้างอาคารลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 28217 และขายไปพร้อมที่ดินดังกล่าวโดยถือครองอาคารไว้ไม่เกิน 5 ปี จะถือว่าโจทก์ได้สิ่งปลูกสร้างมาในภายหลังและการขายไปพร้อมที่ดินภายใน 5 ปี ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นผู้ลงทุนปลูกสร้างอาคารเองมิใช่โจทก์ได้มาจากผู้อื่น จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ได้สิ่งปลูกสร้างมาในภายหลัง เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลา 5 ปี ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดิน หรืออาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง" ความหมายของการได้มาซึ่งอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมต้องหมายความรวมถึงการได้มาโดยเจ้าของที่ดินก่อสร้างเองหรือซื้อมาหรือรับโอนมาด้วยประการใดๆ ดังนั้น การที่โจทก์ลงทุนปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินของโจทก์เองก็ต้องถือว่าโจทก์ได้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างมาภายหลังจากได้ที่ดินมาแล้ว เมื่อโจทก์ขายที่ดินและอาคารดังกล่าวไปภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ได้อาคารมาโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับที่ดินและอาคารนั้น คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ขายที่ดินและอาคารพิพาทไปโดยไม่มีเจตนามุ่งค้าหรือหากำไรเพราะโจทก์โอนขายให้แก่บริษัทที่โจทก์ก่อตั้งขึ้นเองผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลในครอบครัวของโจทก์เองทั้งสิ้นนั้น ปรากฏว่าโจทก์มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้อันเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาล ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 7 (1) ม. 8
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (6) วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภา จงมานัสเจริญ
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766/2549
#272072
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มาตรา 3 (6) วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลา 5 ปี ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดิน หรืออาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง" ความหมายของการได้มาซึ่งอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมต้องหมายความรวมถึงการได้มาโดยเจ้าของที่ดินก่อสร้างเอง หรือซื้อมา หรือรับโอนมาด้วยประการใด ๆ ดังนั้น การที่โจทก์ลงทุนปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินของโจทก์เอง ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างมาภายหลังจากได้ที่ดินมาแล้ว เมื่อโจทก์ขายที่ดินและอาคารดังกล่าวไปภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ได้อาคารมาโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธรุกิจเฉพาะสำหรับที่ดินและอาคารนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.1/4/12/2546

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ก่อสร้างอาคารลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 28217 และขายไปพร้อมที่ดินดังกล่าวโดยถือครองอาคารไว้ไม่เกิน 5 ปี จะถือว่าโจทก์ได้สิ่งปลูกสร้างมาในภายหลังและการขายไปพร้อมที่ดินภายใน 5 ปี ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (6) วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกัน กำหนดเวลา 5 ปี ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดิน หรืออาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง" ความหมายของการได้มาซึ่งอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมต้องหมายความรวมถึงการได้มาโดยเจ้าของที่ดินก่อสร้างเองหรือซื้อมา หรือรับโอนมาด้วยประการใดๆ ดังนั้น การที่โจทก์ลงทุนปลูกสร้างอาคารลงในที่ดินของโจทก์เอง ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างมาภายหลังจากได้ที่ดินมาแล้ว เมื่อโจทก์ขายที่ดินและอาคารดังกล่าวไปภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่ได้อาคารมาโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับที่ดินและอาคารนั้น คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ขายที่ดินและอาคารพิพาทไปโดยไม่มีเจตนามุ่งค้าหรือหากำไรเพราะโจทก์โอนขายให้แก่บริษัทที่โจทก์ก่อตั้งขึ้นเอง ผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลในครอบครัวของโจทก์เองทั้งสิ้นนั้นปรากฏว่าโจทก์มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้อันเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาล ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภา จงมานัสเจริญ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2549
#266631
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์ที่โจทก์กับ อ. ตกลงร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจาก ส. เมื่อถึงวันโอนโจทก์ไม่ว่างจึงให้ อ. เป็นผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายที่ดินเพียงผู้เดียว การจ่ายเงินค่าที่ดินโจทก์ร่วมจ่ายกับ อ. ตั้งแต่แรกคนละครึ่ง นอกจากนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับการขายที่ดินให้บริษัท ก. ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2533 โจทก์เป็นผู้เสนอขายที่ดินบริเวณแขวงตลาดบางเขน (ดอนเมือง) รวม 10 โฉนด ซึ่งรวมทั้งที่ดินแปลงดังกล่าว โดยมีข้อมูลประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับความสูงของอาคารที่จะสามารถก่อสร้างได้ ซึ่ง อ. สอบถามจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และการขอเปิดทางเข้า - ออก ผ่านที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งโจทก์ดำเนินการร่วมกับ อ. แสดงให้เห็นว่าโจทก์และ อ. ร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อขายและร่วมกันขายให้แก่บริษัท ก. จึงเข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล

การที่โจทก์และ อ. ร่วมกันจองซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งเป็นที่นาอยู่ต่ำกว่าทางรถไฟ 2.3 เมตร ไม่มีบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ในราคาตารางวาละ 47,000 บาท อ. ได้รับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2533 และโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2533 แล้วร่วมกันขายต่อให้บริษัท ก. เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2533 ในราคาตารางวาละ 66,000 บาท ซึ่งเป็นการขายต่อในระยะเวลาสั้นและได้กำไรจำนวนมากโดยไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าโจทก์กับ อ. มีเจตนาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร การที่โจทก์กับ อ. ขายที่ดินให้แก่บริษัท ก. จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรและเป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องนำรายได้จากการขายมาคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 40 (8), 56, 77 (เดิม) และ 78 (เดิม)

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ระบุว่าบริษัท ก. เป็นผู้ชำระค่าภาษีจากการขายที่ดินทั้งหมดเป็นเพียงข้อตกลงกันระหว่างคู่สัญญาคือโจทก์กับพวกและบริษัท ก. มีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น มิได้มีผลทำให้ความรับผิดของโจทก์ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามแบบ ภ.ง.ด. 12 เลขที่ 1006050/1/105390 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2543 และแบบ ภ.ค. 80 เลขที่ 1006050/4/100018 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ. 2)/2544/11 และ สภ. 1 (อธ. 2)/2544/12 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลนางสาวอรอนงค์และนางนพวรรณ (โจทก์) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของโจทก์ที่ได้ให้ถ้อยคำต่อนางเบญจา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยว่า โจทก์กับนางสาวอรอนงค์ตกลงร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนางสุรางค์ เมื่อถึงวันโอนโจทก์ไม่ว่างจึงให้นางสาวอรอนงค์เป็นผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายที่ดินเพียงผู้เดียว การจ่ายเงินค่าที่ดินโจทก์ร่วมจ่ายกับนางสาวอรอนงค์ตั้งแต่แรกคนละครึ่ง นอกจากนี้ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2533 ก็ระบุว่า โจทก์เป็นผู้เสนอขายที่ดินบริเวณแขวงตลาดบางเขน (ดอนเมือง) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร รวม 10 โฉนด ซึ่งรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 1503 โดยมีข้อมูลประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับความสูงของอาคารที่จะสามารถก่อสร้างได้ เนื่องจากอยู่ในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศซึ่งนางสาวอรอนงค์สอบถามจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2533 และการขอเปิดทางเข้าออกผ่านที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งโจทก์ดำเนินการร่วมกับนางสาวอรอนงค์ตามหนังสือลงวันที่ 23 มกราคม 2533 ด้วย จึงเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่ปรากฏตามคำให้การของโจทก์ต่อนางเบญจา ดังนี้ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์และนางสาวอรอนงค์ร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อขาย และร่วมกันขายไปให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด จึงเข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

การขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1503 ดังกล่าว ให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรและเป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1503 เป็นที่นาอยู่ต่ำกว่าทางรถไฟ 2.3 เมตร ไม่มีบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง โจทก์กับนางสาวอรอนงค์ร่วมกันจองซื้อที่ดินดังกล่าวตั้งแต่ปี 2528 ในราคาตารางวาละ 47,000 บาท นางสาวอรอนงค์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2533 และโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2533 แล้วขายต่อให้บริษัทการบินไทย จำกัด เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2533 ในราคาตารางวาละ 66,000 บาท ซึ่งเป็นการขายต่อในระยะเวลาสั้น และได้กำไรจำนวนมากโดยไม่ได้มีการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว เห็นว่า พฤติการณ์ต่าง ๆ ข้างต้นแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับนางสาวอรอนงค์มีเจตนาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1503 โดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร การที่โจทก์กับนางสาวอรอนงค์ขายที่ดินให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรและเป็นการขายเป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องนำรายได้จากการขายมาคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลตาม ป. รัษฎากร มาตรา 40 (8), 56, 77 (เดิม) และ 78 (เดิม) ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้นำราคาซื้อขายที่ดินตามสัญญาขายที่ดินระหว่างนางสุรางค์กับนางสาวอรอนงค์จำนวน 8,000,000 บาท มาเป็นค่าใช้จ่ายต้นทุนที่ดินหักออกจากราคาขายที่ดินจำนวน 121,254,598 บาท ที่โจทก์กับนางสาวอรอนงค์ขายให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด เพราะเป็นเอกสารหลักฐานในการจดทะเบียนซื้อขายต่อเจ้าพนักงานที่ดินจึงถูกต้องแล้ว ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ไม่ต้องชำระภาษีเพราะตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระบุว่าบริษัทการบินไทย จำกัด เป็นผู้ชำระค่าภาษีจากการขายที่ดินทั้งหมดหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 4 เป็นเพียงข้อตกลงกันระหว่างคู่สัญญาคือโจทก์กับพวกและบริษัทการบินไทย จำกัด จึงมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น มิได้มีผลทำให้ความรับผิดของโจทก์ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป โจทก์จึงต้องชำระภาษีดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149
ป.รัษฎากร ม. 40 (8) ม. 56 ม. 77 (เดิม) ม. 78 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสรินญา อุลปาธรณ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1764/2549
#267466
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 9 (1) บัญญัติให้การประดิษฐ์ยาหรือสิ่งผสมของยาซึ่งเป็นตัวผลิตภัณฑ์ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้บัญญัติให้กรรมวิธีการผลิตยาเป็นการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้

แม้โจทก์จะเคยได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ลักษณะเดียวกันนี้จากสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปแล้วก็ตาม ก็หาได้เป็นข้อจำกัดในการตรวจสอบการประดิษฐ์โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการและวิธีการที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 004309 ของโจทก์ที่ขอถือสิทธิกรรมวิธีในการเตรียมสูตรยาซึ่งประกอบด้วยการผสมสารออกฤทธิ์ 3' - เอซิโด - 3' - ดีออกซีไธมิดีน หรืออนุพันธ์ของสารออกฤทธิ์ดังกล่าวที่ยอมรับทางยาเข้ากับพาหะที่ยอมรับทางยาไม่ขัดต่อมาตรา 5 (2) ประกอบมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ชอบที่จะรับจดทะเบียนได้ และคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับสิทธิบัตรตามเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ขัดต่อมาตรา 39 มาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสิบสาม จำนวน 1,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ตามคำฟ้องต้องห้ามตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 9 (1) ชอบหรือไม่ ได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรตามฟ้องไว้เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2529 ซึ่งตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มาตรา 28 บัญญัติให้อธิบดีกรมทะเบียนการค้าซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายมีอำนาจหน้าที่พิจารณาคำขอรับสิทธิบัตร ถ้าเห็นว่าการประดิษฐ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรเป็นการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้ตามมาตรา 4 ให้สั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรนั้น แต่ถ้าเห็นว่าคำขอถูกต้องและไม่ต้องห้ามก็ให้ส่งประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร ตามบทนิยามในมาตรา 3 การประดิษฐ์แบ่งได้ 2 ประเภท คือ การประดิษฐ์คิดค้นผลิตภัณฑ์และการประดิษฐ์คิดค้นกรรมวิธีการผลิตหรือการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจมีการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์หรือสิทธิบัตรกรรมวิธีก็ได้ และตามมาตรา 9 (1) บัญญัติให้การประดิษฐ์ยาหรือสิ่งผสมของยาซึ่งเป็นตัวผลิตภัณฑ์ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้บัญญัติให้กรรมวิธีการผลิตยาเป็นการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้แต่อย่างใดและเมื่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายได้พิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ซึ่งขอรับสิทธิบัตรเฉพาะกรรมวิธีในการเตรียมสูตรยา ซึ่งประกอบด้วยสารออกฤทธิ์คือ 3' - เอซิโด - 3' - ดีออกซีไธมิดีน หรืออนุพันธ์ที่ยอมรับทางยาเข้ากับพาหะที่ยอมรับทางยาซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับสิทธิบัตรแต่อย่างใดจึงมีคำสั่งให้ประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตรตามมาตรา 28 ดังกล่าวแล้ว แม้ต่อมาในชั้นตรวจสอบการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตร จำเลยที่ 1 ผู้ได้รับมอบหมายจากอธิบดีจะมีคำสั่งให้ยกคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ก็เป็นการสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรเฉพาะเหตุว่าสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นไม่ได้อ้างว่าการประดิษฐ์ของโจทก์ต้องห้ามขอรับสิทธิบัตรตามมาตรา 9 (1) แต่อย่างใด เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรก็ไม่มีปัญหานี้ คณะกรรมการสิทธิบัตรก็ไม่ได้วินิจฉัยปัญหานี้ และเมื่อโจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิบัตรโดยฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ตามมาตรา 74 ก็ไม่มีประเด็นปัญหานี้ ปัญหาดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปแล้วไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประดิษฐ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ต้องห้ามมิให้ขอรับสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 9 (1) จึงไม่ชอบ โดยต้องถือว่าการประดิษฐ์อันเป็นกรรมวิธีในการเตรียมสูตรยาตามคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ไม่ใช่การประดิษฐ์ที่ต้องห้ามขอรับสิทธิบัตรฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือ คำขอรับสิทธิบัตรตามคำฟ้องของโจทก์ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และ มาตรา 7 หรือไม่ ได้ความว่า หลักเกณฑ์ในการพิจารณาในเรื่องขั้นการประดิษฐ์นั้น ถือข้อถือสิทธิเป็นเกณฑ์และพิจารณาจากข้อถือสิทธิหลักก่อนคือข้อถือสิทธิที่มิได้อ้างข้อถือสิทธิใด ในคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ ข้อถือสิทธิหลักคือข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ส่วนข้อถือสิทธิที่เหลืออยู่ทั้งหมดล้วนอ้างข้อถือสิทธิข้อที่ 1 จึงถือเป็นข้อถือสิทธิรอง ในข้อถือสิทธิข้อที่ 1 ระบุว่า "กรรมวิธีในการเตรียมสูตรยาซึ่งประกอบด้วยการผสมสารออกฤทธิ์ คือ 3' - เอซิโด - 3' - ดีออกซีไธมิดีน หรืออนุพันธ์ของมันที่ยอมรับทางยาเข้ากับพาหะที่ยอมรับทางยา" นั้น การนำสารออกฤทธิ์ผสมกับพาหะที่ยอมรับทางยาเป็นกรรมวิธีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว และในข้อถือสิทธินี้ก็มิได้ระบุรายละเอียดของพาหะทางยาไว้ จึงหมายความว่าจะใช้พาหะใดก็ได้ที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้เทคนิคในการผสมสารออกฤทธิ์เข้ากับพาหะทางยาก็ไม่ได้ระบุว่าทำอย่างไรโดยระบุเพียงว่า นำมาผสมกันเท่านั้น และเมื่อพิจารณาถึงกรรมวิธีที่โจทก์ยกตัวอย่างสูตรยามานั้นในแต่ละตัวอย่างจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือสูตรยาและการเตรียมสูตรยา และข้อถือสิทธิที่โจทก์ขอรับสิทธิคือสิทธิบัตรกรรมวิธีในการเตรียมสูตรยาจากตัวอย่างต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นการนำสารออกฤทธิ์ผสมเข้ากับพาหะซึ่งเป็นได้ทั้งยาเม็ดหรือยาฉีด กรณียาฉีดอาจมีน้ำหรือแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม แล้วนำไปใส่ภาชนะที่ปลอดเชื้อแล้วปิดผนึก ทุกตัวอย่างเป็นทำนองเดียวกันซึ่งเป็นกรรมวิธีที่นักเคมีทั่วไปทราบกันดีอยู่แล้ว จึงเป็นกรรมวิธีที่ประจักษ์โดยง่าย ส่วนคุณสมบัติของผู้ตรวจสอบและกรรมการสิทธิบัตรนั้น ในส่วนของคณะกรรมการสิทธิบัตรผู้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์นั้นประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในวิทยาการสาขาต่าง ๆ รวมทั้งด้านเคมีและวิศวกรรมด้วย ผู้ตรวจสอบในเรื่องนี้เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในกลุ่มเคมีจึงน่าเชื่อว่า ความเห็นของผู้ตรวจสอบที่ลงความเห็นว่า การประดิษฐ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นเป็นไปตามหลักวิชาและแม้โจทก์จะเคยได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ลักษณะเดียวกันนี้จากสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปแล้วก็ตาม ก็หาได้เป็นข้อจำกัดในการตรวจสอบการประดิษฐ์ของโจทก์โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการและวิธีการที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแต่อย่างใดไม่ การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ และคณะกรรมการสิทธิบัตรคือจำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 มีคำวินิจฉัยให้ยืนตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังเหตุผลที่วินิจฉัยมานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 9 (1) ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เดอะเวลด์ คัม เฟาน์เดชั่น ลิมิเต็ด
จำเลย — นายยรรยง พวงราช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ศาลอุทธรณ์ — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1723/2549
#268615
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้นั้นต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ตามที่กำหนดไว้ในกระทรวง ฉบับที่ 11 ฯ ข้อ 2 เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนนั้นแม้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาดที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงแล้ว ก็เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเครื่องกระสุนปืนของกลางมีขนาด .223 (5.56 มม.) ไม่เกินขนาดอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 ฯ ข้อ 2 (1) ที่กำหนดว่า "อาวุธปืนชนิดลำกล้องมีเกลียวที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 11.44 มม." และข้อ 2 (2) กำหนดว่า "อาวุธปืนชนิดลำกล้องไม่มีเกลียวดังต่อไปนี้ (ก) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่ถึง 20 มม. (ข) ปืนประจุปาก ปืนลูกซอง และปืนพลุสัญญาณ" จึงเห็นได้ว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 12 นัด ของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ ดังนั้น แม้หากจะรับฟังว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 12 นัด ของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนเล็กกลดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตามแต่ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 12 นัด ของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 ฯ ข้อ 3 ตอนท้าย ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ศาลก็ต้องยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสอง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องข้อหามีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง คงลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืนรวมจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ในข้อ 1/2 จะได้บรรยายว่า จำเลยมีกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 12 นัด ซึ่งใช้ยิงได้อันเป็นเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณากฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ดังกล่าวข้อ 3 กำหนดว่า "เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามมาตรา 7 หรือมาตรา 24 ต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามข้อ 2 ที่ได้รับอนุญาต แต่ต้องไม่เป็นเครื่องมือปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง" ซึ่งหมายความว่า เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้นั้นต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนนั้นแม้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาดที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงแล้วก็เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ เมื่อเครื่องกระสุนปืนของกลางมีขนาดเพียง .223 (5.56 มม.) ไม่เกินขนาดอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 (1) ที่กำหนดว่า "อาวุธปืนชนิดลำกล้องมีเกลียวที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 11.44 มม." และข้อ 2 (2) กำหนดว่า "อาวุธปืนชนิดลำกล้องไม่มีเกลียวดังต่อไปนี้ (ก) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่ถึง 20 มม. (ข) ปืนประจุปาก ปืนลูกซอง และปืนพลุสัญญาณ" จึงเห็นได้ว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 12 นัด ของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้เครื่องกระสุนปืน ขนาด .223 (5.56 มม.) ดังกล่าวจึงเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้เช่นกัน เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) ของกลางนี้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง จึงจะเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ดังนั้น แม้หากจะรับฟังว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 12 นัด ของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนเล็กกลดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 1/2 ดังกล่าวข้างต้นไม่ได้บรรยายให้เห็นว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 12 นัด ของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ตอนท้ายที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 55 ม. 78
กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 ม. 2 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายอรุณ สรรพเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1702/2549
#272433
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย... ดังนั้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น นอกจากจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. แล้ว จำเลยยังต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของมาตรา 229 กล่าวคือต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้เงินจำนวน 1,496,331.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 942,347.99 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องคดีนี้เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ หากไม่ชำระขอให้บังคับคดีเอากับทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนกว่าจะชำระหนี้จนครบถ้วน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 942,347.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2540 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องต้องไม่เกิน 553,983.65 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ 668/32 ชั้นที่ 3 อาคารเลขที่ 688 ชื่ออาคารชุด วิวิดทาวเวอร์ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 171320 ตำบลสวนหลวง อำเภอสวนหลวง กรุงเทพมหานคร นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน

ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์โดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 มาวางศาล จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่าจำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาจำนวน 200 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เนื่องจากจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท ตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย... ดังนั้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนอกจากจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว จำเลยยังต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของมาตรา 229 กล่าวคือต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยมาจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้
จำเลย — นายสมเกียรติ หรือชานนท์ ศิริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2549
#267013
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึง วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2533 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2534 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 จำเลยมีสิทธิยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้ยื่นฎีกา คดีจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 4 สิงหาคม 2537 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง กำหนดระยะเวลาบังคับคดีต้องนับตั้งแต่วันดังกล่าว ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยในชั้นขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ยื่นคำแถลงขอคืนหลักประกันเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 ยังไม่พ้น 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ศาลจึงไม่อาจคืนหลักประกันให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 376,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 130,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 48,000 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้งดการบังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ โดยมีนายสมาน ทองเนียม นำหลักประกันคือโฉนดที่ดินเลขที่ 70433 แขวงหลักสอง เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร มาทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2536 ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 ครั้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 นายสมานผู้ค้ำประกันยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นขอคืนหลักประกันดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิบังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังไม่พ้นภาระผูกพันตามสัญญาค้ำประกัน จึงไม่อาจคืนให้ได้ ให้ยกคำแถลง ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2545

ผู้ค้ำประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ค้ำประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ค้ำประกันฎีกาว่า ผู้ค้ำประกันมีสิทธิขอคืนหลักประกันได้เพราะพ้นกำหนดระยะเวลาที่จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วนั้น เห็นว่า กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2533 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2534 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีสิทธิยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ยื่นฎีกา คดีจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 4 สิงหาคม 2537 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง กำหนดระยะเวลาบังคับคดีต้องนับตั้งแต่วันดังกล่าว ผู้ค้ำประกันยื่นคำแถลงขอคืนหลักประกันเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 ยังไม่พ้น 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ศาลจึงไม่อาจคืนหลักประกันให้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของผู้ค้ำประกันฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจารุณีย์ สิทธิพันธ์ กับพวก
ผู้ค้ำประกัน — นายสมาน ทองเนียม
จำเลย — นายอำนวย ทองเนียม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2549
#268613
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึง วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2533 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2534 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีสิทธิยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ยื่นฎีกา คดีจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 4 สิงหาคม 2537 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง กำหนดระยะเวลาบังคับคดีต้องนับตั้งแต่วันดังกล่าว ผู้ค้ำประกันยื่นคำแถลงขอคืนหลักประกันเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 ยังไม่พ้น 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ศาลจึงไม่อาจคืนหลักประกันให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 376,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 130,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 48,000 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้งดการบังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ โดยมีนายสมาน ทองเนียม นำหลักประกันคือโฉนดที่ดินเลขที่ 70433 แขวงหลักสอง เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร มาทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2536 ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 ครั้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 นายสมานผู้ค้ำประกันยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นขอคืนหลักประกันดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิบังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังไม่พ้นภาระผูกพันตามสัญญาค้ำประกัน จึงไม่อาจคืนให้ได้ ให้ยกคำแถลง

ผู้ค้ำประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ค้ำประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ค้ำประกันฎีกาว่า ผู้ค้ำประกันมีสิทธิขอคืนหลักประกันได้เพราะพ้นกำหนดระยะเวลาที่จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วนั้น เห็นว่า กำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หมายถึง วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2533 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2534 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีสิทธิยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ยื่นฎีกา คดีจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 4 สิงหาคม 2537 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง กำหนดระยะเวลาบังคับคดีต้องนับตั้งแต่วันดังกล่าว ผู้ค้ำประกันยื่นคำแถลงขอคืนหลักประกันเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 ยังไม่พ้น 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ศาลจึงไม่อาจคืนหลักประกันให้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ค้ำประกันฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจารุณีย์ สิทธิพันธ์ กับพวก
ผู้ค้ำประกัน — นายสมาน ทองเนียม
จำเลย — นายอำนวย ทองเนียม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2549
#272432
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุดนอกจากนี้เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดประกาศชื่อผู้ร้องในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ร้องก็มิได้ไปแจ้งเหตุการณ์ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3)

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสมุทรสาคร แต่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวแจ้งว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากผู้ร้องไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 จึงเป็นผู้เสียสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคสอง และตามข้อ 8 (15) ของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบเพราะผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้าในวันที่ 30 มกราคม 2548 แล้ว ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียสิทธิ ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสมุทรสาคร ที่ไม่รับผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสมุทรสาคร และมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสมุทรสาคร ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติว่าในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 21 หรือมาตรา 22 หรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควรให้ถือว่าผู้นั้นเป็นบุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้ผู้นั้นเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้ร้องอ้างว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 30 มกราคม 2548 ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า (ทก.2) เอกสารหมาย ร.4 (ต้นฉบับเอกสารหมาย ร.5) ผู้ร้องจึงไม่เป็นผู้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่า นายการุณ วรฉัตร ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรสาคร เบิกความตอบทนายผู้ร้องขออนุญาตศาลถามว่า ในการใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ผู้ใช้สิทธิจะต้องลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับ คือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.11) บัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง (ทก.2) และต้นขั้วบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.11) เอกสารหมาย ร.7 จะต้องใช้ทั้งในวันเลือกตั้งทั่วไปและวันเลือกตั้งล่วงหน้าเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใช้สิทธิซ้ำซ้อน ปรากฏว่าตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.11) เอกสารหมาย ร.7 ไม่มีการลงบันทึกเลขหมายบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ร้องสถานที่ออกบัตร และลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ร้องทั้งๆ ที่เอกสารดังกล่าวในหน้าที่ 23 มีรายชื่อบุคคลลำดับตั้งแต่ 353 ถึง 374 ผู้ร้องอยู่ลำดับที่ 367 โดยลำดับที่ 366, 368 และ 369 ล้วนเป็นบุคคลชื่อสกุลเดียวกันกับผู้ร้องทั้งสิ้น หากผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าจริงแต่เจ้าหน้าที่มิได้กรอกหลักฐานและให้ผู้ร้องลงลายมือชื่อไว้ ก็ชอบที่บุคคลดังกล่าว ซึ่งไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 จะต้องเห็น แต่ไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งทักท้วง นอกจากนี้ยังได้ความจากนายกมล เจนวาณิชยานนท์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสมุทรสาคร ว่า วิธีการใช้สิทธิเลือกตั้ง ประการแรกผู้มาใช้สิทธิต้องแสดงตน โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อเจ้าหน้าที่ จากนั้นผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งต้องลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.11) เอกสารหมาย ร.7 ณ จุดที่แสดงตนแล้วจึงลงลายมือชื่อในบัญชีชื่อผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า (ทก.2) เอกสารหมาย ร.5 ตามลำดับของผู้ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง จากนั้นจึงรับบัตรเลือกตั้งโดยผู้นั้นต้องลงลายมือชื่อในต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และเข้าไปใช้สิทธิในคูหาเลือกตั้งจะเห็นได้ว่ากระบวนการต่างๆ ต้องกระทำต่อเนื่องกัน โอกาสที่ผู้ร้องและเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจะพลั้งเผลอไม่จดแจ้งเลขหมายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ร้อง และมิได้ให้ผู้ร้องลงลายมือชื่อไว้ ย่อมผิดวิสัยและเป็นไปได้ยาก แม้ผู้ร้องจะมีนางสาวปุณยนันท์ ทองอรุณ และนายพนิต เหมือนใจ เบิกความเป็นพยานว่า พยานทั้งสองเป็นกรรมการประจำที่เลือกตั้งกลาง พยานทั้งสองได้พบผู้ร้องมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า แต่จากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า (ทก.2) เอกสารหมาย ร.5 ไม่ปรากฏลายมือชื่อของพยานทั้งสองในช่องลายมือชื่อกรรมการประจำที่เลือกตั้งกลาง คงมีแต่ลายมือชื่อของบุคคลที่ระบุว่าเป็นประธานกรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งและจากการพิจารณาบัญชีพยานผู้ร้องก็คือ นางสาวพัชริดา ดำรงคณาวุฒิ ซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่ยืนยันได้ว่าผู้ร้องมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าและลงลายมือชื่อตามเอกสารหมาย ร.5 จริงหรือไม่ แต่ผู้ร้องก็มิได้นำนางสาวพัชริดามาเบิกความโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องประการใด ลำพังคำเบิกความของนางสาวปุณยนันท์และนายพนิต เป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ จึงไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับเมื่อพิเคราะห์ลายมือชื่อที่ปรากฏในเอกสารหมาย ร.5 ลำดับที่ 13 ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าเป็นลายมือชื่อของผู้ร้องเปรียบเทียบกับลายมือชื่อของผู้ร้องในคำร้อง เอกสารท้ายคำร้อง ใบแต่งทนายความ สำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำเนาใบเสร็จรับเงิน สำเนาใบรับใบสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเอกสารหมาย ร.1 ตลอดทั้งในเอกสารคำเบิกความของผู้ร้อง จะเห็นได้ว่าลายมือชื่อของผู้ร้องที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวข้างต้นเหมือนกันทุกฉบับ แต่กลับมีรูปแบบและลักษณะการลงลายมือชื่อแตกต่างจากเอกสารหมาย ร.5 อย่างสิ้นเชิง โดยผู้ร้องเองก็มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าเหตุใดลายมือชื่อของผู้ร้องจึงแตกต่างกันเช่นนี้ ส่วนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งซึ่งมีลายมือชื่อของผู้ใช้สิทธิปรากฏอยู่ อันเป็นเอกสารสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าจริง ผู้ร้องก็มิได้นำมาเป็นพยานสนับสนุนคำร้อง พยานหลักฐานของผู้ร้องที่นำสืบมาเป็นพิรุธขัดต่อเหตุผล ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุด นอกจากนี้เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรสาครประกาศชื่อผู้ร้องในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ผู้ร้องก็มิได้ไปแจ้งเหตุการณ์ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสมุทรสาคร มีคำสั่งไม่รับผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชอบแล้ว"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 68
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 21 ม. 22
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1681/2549
#268602
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้ง 7 ข้อหา เป็นมูลหนี้ที่โจทก์ได้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่มีอยู่กับเจ้าหนี้เดิมจำนวน 7 ราย แต่เจ้าหนี้เดิมของจำเลยทั้งสี่เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน มูลหนี้ที่จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้เดิมแต่ละรายไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และมีจำนวนเงินที่แยกออกจากกันได้ จึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแตกต่างกัน ไม่เกี่ยวข้องกันและสามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมข้อหาทั้ง 7 ข้อหาเป็นคดีเดียว และเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดเพียงจำนวนเดียว จึงไม่ถูกต้อง ศาลล่างชอบที่จะจำหน่ายคดีโดยให้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ในมูลหนี้แต่ละรายได้ และการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวเป็นอำนาจทั่วไปของศาล เมื่อเห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่ชอบที่จะฟ้องรวมกัน ศาลก็มีอำนาจที่จะสั่งให้จำหน่ายคดีเสียได้ เพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องใหม่ให้ถูกต้องภายในอายุความ มิใช่ต้องยกฟ้องโจทก์ และการที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นถึงอำนาจฟ้องของโจทก์หรือเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี โจทก์ย่อมสามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้โดยเสียค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่เป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนธีรชัยทรัสต์ จำกัด บริษัทเงินทุนยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สหธนกิจไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมโจทก์เป็นผู้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่มีอยู่กับเจ้าหนี้เดิมทั้ง 7 ราย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 103,406,867.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 59,511,917.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 93,314,401.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 54,511,917.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นมูลหนี้ต่างรายกัน เจ้าหนี้เดิมเป็นคนละรายกัน แบ่งแยกออกจากกันได้และมิได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน จึงเห็นควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยให้โจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่ในมูลหนี้แต่ละรายภายในกำหนด 2 เดือน หรือภายในอายุความที่ยาวกว่า คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีทางศาลของโจทก์ดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจงใจหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมศาลซึ่งเป็นประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง ศาลชอบที่จะพิพากษาฟ้องโจทก์และไม่ต้องคืนค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ อีกทั้งตัดสิทธิมิให้โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่นั้น เห็นว่า มูลหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้ง 7 ข้อหา เป็นมูลหนี้ที่โจทก์ได้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่มีอยู่กับเจ้าหนี้เดิมจำนวน 7 ราย ตามสัญญาขายสำหรับการจำหน่ายของปรส. แต่เจ้าหนี้เดิมของจำเลยทั้งสี่เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน มูลหนี้ที่จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดเจ้าหนี้เดิมแต่ละรายไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และมีจำนวนเงินที่แยกออกจากกันได้ จึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแตกต่างกัน ไม่เกี่ยวข้องกันและสามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมข้อหาทั้ง 7 ข้อหาเป็นคดีเดียว และเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดเพียงจำนวนเดียวจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำหน่ายคดีโดยให้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ในมูลหนี้แต่ละรายชอบแล้ว และการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวเป็นอำนาจทั่วไปของศาล เมื่อเห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่ชอบที่จะฟ้องรวมกัน ศาลก็มีอำนาจที่จะสั่งให้จำหน่ายคดีเสียได้ เพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องใหม่ให้ถูกต้องภายในอายุความ มิใช่ต้องยกฟ้องโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา และการที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ดังกล่าวมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นถึงอำนาจฟ้องของโจทก์หรือเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี โจทก์ย่อมสามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้โดยเสียค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 24 ม. 55 ม. 149 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอรี่ง
จำเลย — บริษัทพูนทรัพย์แคน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2549
#268596
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลและความผิดฐานดำเนินการสถานพยาบาล แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57 ด้วยกัน แต่กฎหมายได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดทั้งสองกรณีแยกจากกันตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยมีหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาลที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดว่าการกระทำความผิดในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาต่างกัน สามารถแยกเป็นส่วนต่างหากจากกันได้ ซึ่งหากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน การที่ศาลล่างลงโทษจำเลยเป็นกรรมเดียวจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยประกอบโรคศิลปะแก่ประชาชนทั่วไปที่มาทำการรักษาโดยใช้ธูปจี้ตามร่างกายเพื่อรักษาอาการโรคปวดข้อ อัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ โดยจำเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะจากคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ จำเลยประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลชื่อ พ่อปูฤาษีสุคโต บำบัดโรคด้วยเดโชกสินและจี้จุดรักษาโรคด้วยธูป ซึ่งเป็นสถานที่จัดไว้เพื่อประกอบโรคศิลปะสาขากายภาพบำบัดโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้ซองกระดาษสีขาวบรรจุธนบัตรรวม 34 ซอง เป็นเงิน 790 บาท ถาดพลาสติกใส่ธูป 1 มัด จำนวน 1 ชุด แผ่นไม้อัดขนาด 1.20 เมตร เขียนข้อความว่าพ่อปู่ฤาษีสุคโตบำบัดโรคด้วยเดโชกสิน และจี้จุดรักษาโรคด้วยธูปจำนวน 2 แผ่น สมุดบัญชีรายชื่อผู้ป่วย 1 เล่ม ถุงย่าม 1 ถุง ที่จำเลยมีไว้และใช้ในการกระทำความผิดและได้มาจากการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 มาตรา 30, 57 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 16, 24, 57 ประกอบกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 มาตรา 30, 57 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 57 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการหาประโยชน์บนความเดือดร้อนของผู้อื่นโดยอาศัยความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน ทั้งที่ประชาชนผู้เจ็บป่วยเหล่านี้ก็มีความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยมากพออยู่แล้ว ยังกลับต้องมารับความเดือดร้อนเพิ่มเติมจากการกระทำของจำเลย และต้องเสียโอกาสที่จะได้รับการรักษาพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยซึ่งได้อ่านให้จำเลยฟังแล้วโดยจำเลยไม่คัดค้านว่า จำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้และเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เข็ดหลาบกลับมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุอันควรปรานีรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลและความผิดฐานดำเนินการสถานพยาบาล แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57 ด้วยกัน แต่กฎหมายได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดทั้งสองกรณีแยกจากกันตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่งและมาตรา 24 วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยมีหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาลที่แตกต่างกันแสดงให้เห็นได้ชัดว่าการกระทำความผิดในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาต่างกัน สามารถแยกเป็นส่วนต่างหากจากกันได้ ซึ่งหากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยตามฟ้องสำหรับทั้งสองกรณีนี้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 57 กระทงหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 57 อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 16 วรรคหนึ่ง ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา (พิมาย)
จำเลย — นายอินทร์ อิ่มสะอาด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2549
#267012
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตรของกลางมีเครื่องหมายการค้าปลอมปรากฏอยู่ จึงเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมซึ่งจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวได้ตามมาตรา 115

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทคูโบต้าคอร์ปอร์เรชั่น ผู้เสียหายที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นเจ้าของชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ กับเครื่องหมายการค้า คำว่า "KUBOTA" "คูโบต้า" ซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วในประเทศไทยเพื่อใช้กับสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องยนต์ที่ไม่ใช้กับยานพาหนะทางบก และบริษัทสยามคูโบต้าอุตสาหกรรม จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศไทยและเป็นเจ้าของชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ กับเครื่องหมายการค้าตามฟ้องซึ่งประกอบคำว่า "รูปช้างในเฟืองจักร" "DYNAMIC BALANCER DIESEL" และได้จดทะเบียนไว้แล้วในประเทศไทยเพื่อใช้กับสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องจักรที่ใช้ในการทำไร่นาเรือกสวน และเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตร เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 เวลากลางวัน จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยได้ปลอมเครื่องหมายการค้าตามฟ้องของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเครื่องจักรที่ใช้ในการทำไร่นาเรือกสวน เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตร และเครื่องยนต์ที่ไม่ใช้กับยานพาหนะทางบกและจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายที่ 1 ในรูปเครื่องหมายการค้าตามฟ้อง และสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายที่ 2 ในรูปเครื่องหมายการค้าตามฟ้อง หรือเครื่องหมายการค้าร่วมของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งสินค้าเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตรจำนวน 4 เครื่อง และสติกเกอร์ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้เสียหายจำนวน 133ชิ้น/ชุด อันเป็นเครื่องหมายการค้าปลอมที่จำเลยเป็นผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายทั้งสองและเป็นสินค้าที่มีผู้นำเอาชื่อ รูป และรอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าและเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองมาใช้และทำให้ปรากฏบนครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตรดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายทั้งสองอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตร จำนวน 4 เครื่อง สติกเกอร์จำนวน 133ชิ้น/ชุด ที่มีผู้เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายทั้งสองมาใช้ อันเป็นสินค้าที่จำเลยทำปลอมและมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 272, 273 และ275 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110 และ 115 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 กับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ปรับ 5,000 บาท ความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ปรับ 5,000 บาท รวมโทษทุกกระทงปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาริบเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตรของกลางนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 บัญญัติว่า "บรรดาสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" คดีนี้โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตรของกลางมีเครื่องหมายการค้าปลอมปรากฏอยู่ เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตรของกลางดังกล่าวจึงเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมซึ่งจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดตาม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีอำนาจพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวได้ตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 115 ดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาริบเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อการเกษตรของกลางจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 115
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายสุจิตร แซ่คู
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2549
#267011
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอ้างว่าได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแล้ว จำเลยจะต้องมีหลักฐานตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง กำหนดมานำสืบ จำเลยมีแต่เพียงตัวจำเลยและน้องของจำเลยเป็นพยาน ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้กู้ยืมมาแสดง สัญญากู้ยืมเงินก็ยังคงอยู่ที่โจทก์และยังไม่มีการแทงเพิกถอน จำเลยจึงต้องห้ามมิให้นำสืบการใช้เงินตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 จำเลยกู้ยืมเงิน 130,000 บาท ไปจากโจทก์ ตกลงเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2538 และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยกู้ยืมเงิน 260,000 บาท ไปจากโจทก์ ตกลงเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงิน และดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2539 โดยจำเลยได้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 48088 ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ครั้นเมื่อถึงกำหนดเวลาตามสัญญาจำเลยไม่นำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 748,203 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 390,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ฟ้องให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วเพราะในการกู้ยืมเงินนั้นได้ตกลงกันว่าเมื่อจะกู้ยืมเงินใหม่จะต้องชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญาครั้งก่อนให้เสร็จสิ้น หากยังมิได้ชำระหนี้ตามสัญญาครั้งก่อนโจทก์จะไม่ยอมให้กู้ยืมเงินอีก อีกทั้งหากจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ก็จะต้องนำคดีมาฟ้องในคราวเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 1153/2543 หรือในคราวเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 2030/2542 เพราะสัญญาเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันและโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยผิดนัดเช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้นจำเลยได้ขอให้โจทก์ทำลายหนังสือสัญญากู้ยืมเงินซึ่งอยู่ที่โจทก์โดยโจทก์ตกลงจะทำลายให้ทุกครั้ง แต่โจทก์กลับนำหนังสือกู้ยืมดังกล่าวซึ่งยังมิได้ฉีกทำลายมาฟ้องเป็นคดีนี้โดยไม่มีมูลหนี้ต่อกันแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2539 และของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไป จนถึงวันชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 และวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 100,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับโดยทำสัญญากู้ยืมเงินไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับดังกล่าวครบถ้วนแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้วหรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยอ้างว่าได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับแล้ว จำเลยจะต้องมีหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนดมานำสืบ คดีนี้จำเลยมีแต่เพียงตัวจำเลยและนางปรางค์ศรี เหลืองขมิ้น น้องของจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับแล้ว เพราะทางปฏิบัติต้องชำระหนี้ตามสัญญาเดิมก่อนโจทก์จึงจะให้กู้ใหม่ หลังจากจำเลยชำระหนี้แล้วโจทก์บอกว่าจะฉีกทำลายสัญญากู้ยืมเงินเท่านั้น จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้กู้ยืมมาแสดง โดยสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ยังคงอยู่ที่โจทก์และยังไม่มีการแทงเพิกถอนในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยจึงต้องห้ามมิให้นำสืบการใช้เงินตามบทกฎหมายดังกล่าว คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับแก่โจทก์ดังที่กล่าวอ้างมา ส่วนคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นคนละประเด็นกับคดีนี้ จึงไม่อาจรับฟังได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญทิ้ง ทองมีแสง
จำเลย — นางสาวรังษีหรือนางสมพร เหลืองขมิ้นหรือหลิ่วรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1654/2549
#267010
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินของจำเลยที่ 2 อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดสิบปีแล้ว โจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้ให้เสร็จได้แม้จะเกินกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ถูกศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์คดีนี้ออกขายทอดตลาด ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องรายนี้ได้ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้รายนี้แทนโจทก์และกรณีมีความจำเป็นต้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อบังคับคดีต่อไปให้เสร็จสิ้นจึงร้องสอดเข้ามาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินจำนวน 376,032 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ในต้นเงิน 339,681 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองจะชำระเงินจำนวน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 26 ตุลาคม 2537 ส่วนที่เหลือจะชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 3,500 บาท และจะชำระเสร็จให้ภายใน 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ว่าด้วยเหตุใด ยอมให้โจทก์บังคับคดีเอากับทรัพย์จำนองตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 3 จนกว่าจะครบถ้วน ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4876 ตำบลทหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ปัจจุบันโจทก์เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทเงินไทยธำรง จำกัด โจทก์เป็นสถาบันการเงินที่ถูกสั่งระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเห็นว่าไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะการดำเนินการได้ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำการชำระบัญชีตามมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เมื่อได้ทำการชำระบัญชีเสร็จแล้ว ผู้ชำระบัญชีได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้สั่งให้โจทก์ล้มละลาย เนื่องจากโจทก์มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ศาลได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายแล้ว อำนาจการจัดการทรัพย์สินจึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมทรัพย์สินของโจทก์โดยนำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ออกขายโดยวิธีประมูล ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลได้เข้าทำสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองคดีนี้ และผู้ร้องได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว จึงถือว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดีและเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง รวมทั้งมีเหตุจำเป็นที่จะต้องร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ เพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2537 โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา วันที่ยื่นคำร้องเกินกำหนด 10 ปีแล้ว จึงไม่เห็นควรให้สวมสิทธิ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น คดีนี้โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4876 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2538 อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาดตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารอันดับที่ 23 ในสำนวน เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดสิบปีแล้ว โจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้ให้เสร็จได้แม้จะเกินกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องรายนี้ได้จากการขายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากเป็นความจริงผู้ร้องย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้รายนี้แทนโจทก์ และกรณีมีความจำเป็นต้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อบังคับคดีต่อไปให้เสร็จสิ้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ.จี.ซี (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางปรานอม ขันแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1654/2549
#268595
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2538 และทรัพย์ที่ยึดอยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดสิบปีแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้ให้เสร็จได้ แม้จะเกินกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องรายนี้ได้จากการขายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งหากเป็นจริงผู้ร้องย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้รายนี้แทนโจทก์ และมีความจำเป็นต้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อบังคับคดีให้เสร็จสิ้นต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินจำนวน 376,032 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยและจะชำระให้เสร็จภายใน 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ว่าด้วยเหตุใด ยอมให้โจทก์บังคับคดีเอากับทรัพย์จำนองตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 3 จนกว่าจะครบถ้วน ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4876 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2537 โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา วันที่ยื่นคำร้องเกินกำหนด 10 ปีแล้ว จึงไม่เห็นควรให้สวมสิทธิ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น คดีนี้โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4876 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2538 อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาดตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารอันดับที่ 23 ในสำนวน เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดสิบปีแล้ว โจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้ให้เสร็จได้แม้จะเกินกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องรายนี้ได้จากการขายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากเป็นความจริงผู้ร้องย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้รายนี้แทนโจทก์และกรณีมีความจำเป็นต้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อบังคับคดีต่อไปให้เสร็จสิ้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ.เจ.ซี. (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางปรานอม ขันแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1653/2549
#269349
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่รวบรวมได้มา เป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าวสิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจึงควรได้รับความรับรองคุ้มครอง และบังคับตาม ดังนั้น หากผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ได้ โดยไม่จำต้องให้มีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิก่อนและเมื่อผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกคดี การขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนที่มีอยู่ผู้ร้องจึงต้องร้องขอเข้ามาในคดีตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ โดยผู้ร้องไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ซ้ำซ้อนกับที่โจทก์เคยเสียไว้แล้วอีก ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกามีอำนาจส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,142,713.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 2,142,281 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18342, 18343, 18344 และ 18345 ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาติ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุน โจทก์เป็นหนึ่งในจำนวน 56 บริษัทที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการและชำระบัญชีตามกฎหมาย ผู้ชำระบัญชีของโจทก์ดำเนินการชำระบัญชีและร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางให้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 1118/2544 ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของโจทก์นำออกประมูลขาย อันเป็นการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษาในคดีนี้ จึงได้รับโอนซึ่งสิทธิเรียกร้องและอุปกรณ์แห่งหนี้มาเป็นของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และ 305 ผู้ร้องบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว และได้ติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการในชั้นบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ผู้ร้องมายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ก่อน จึงจะดำเนินการต่อไปได้ ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ เพื่อบังคับตามสิทธิที่มีอยู่หรือตามสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษา และมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเพียงผู้รับโอนสินทรัพย์จากการซื้อขายภายใต้มาตรา 306 ไม่ใช่โดยผลของกฎหมาย ไม่อาจเข้าสวมสิทธิโดยอ้างบทกฎหมายใดได้ ส่วนเนื้อหาที่บรรยายมาทำนองว่าจะร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) นั้น จักต้องทำเป็นคำฟ้อง มีทุนทรัพย์ที่จะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามมาตรา 150 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อตามคำร้องผู้ร้องยังมิได้ถูกกระทบกระเทือนจากคดีเดิมยังไม่เกิดข้อโต้แย้งสิทธิ ยังไม่เกิดสิทธิที่จะร้องต่อศาล ทั้งมิได้ตั้งประเด็นข้อพิพาทข้อมาใหม่ ไม่อาจร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ประกอบมาตรา 55 ได้ จึงให้ยกคำร้องโดยไม่จำต้องสั่งให้ชำระค่าขึ้นศาลอีก ค่าคำร้องให้เป็นพับ อนึ่ง หากการโอนสิทธิสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาย่อมตกเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องสามารถดำเนินการบังคับคดีของตนต่อไปได้อยู่แล้ว

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่รวบรวมได้มาในคดีหมายเลขแดงที่ 1118/2544 ของศาลล้มละลายกลางเป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตาม ดังนั้น หากเป็นความจริงตามข้ออ้างของผู้ร้องว่าผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าวย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ โดยไม่จำต้องให้มีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิก่อน และเมื่อผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกคดี การขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนที่มีอยู่ ผู้ร้องจึงต้องร้องขอเข้ามาในคดีตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ โดยผู้ร้องไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ซ้ำซ้อนกับที่โจทก์เคยเสียไว้แล้วอีก ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 243 ม. 247
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — กองทุนรวมธนชาติ พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 6
จำเลย — นายวิวัฒน์ ชัยวัฒนพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ