คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1890/2549
#268958
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 34 กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาพร้อมด้วยรายชื่อ อาชีพ และที่อยู่ของสมาชิกตามวิธีการที่นายทะเบียนกำหนดให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมกราคมของทุกปี แต่ปรากฏว่ารายชื่อผู้สมัครเป็นสมาชิกพรรคในรอบปี 2548 ที่พรรค ผ. ส่งไปให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในกำหนดเวลาดังกล่าวไม่มีชื่อผู้ร้อง ดังนั้น แม้จะปรากฏตามบันทึกการประชุมพรรค ผ. ครั้งที่ 10/2548 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ว่า พรรคมีมติรับผู้ร้องเป็นสมาชิกลำดับที่ 081/2548 แต่บันทึกการประชุมครั้งที่ 10/2548 เป็นเพียงการรับรองรายงานการประชุมพรรคครั้งที่ 9/2548 ลงวันที่ 11 กันยายน 2548 ซึ่งระบุเพียงเลขที่สมาชิก ไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง ทั้งใบสมัครสมาชิกพรรคของผู้ร้องระบุว่าผู้ร้องยื่นใบสมัครวันที่ 14 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันหลังจากพรรค ผ. มีมติรับสมัครสมาชิกเลขที่ 081/2548 ไปแล้ว ดังนั้น ผู้ร้องจึงมิได้เป็นสมาชิกพรรค ผ. จึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดสงขลา

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณา ผู้ร้องมาศาล ส่วนผู้คัดค้านไม่มา ผู้ร้องแถลงว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องและเอกสารท้ายคำร้อง และไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 ผู้ร้องได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดสงขลา แต่ผู้คัดค้านตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ร้องในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งพรรคการเมืองได้แจ้งต่อนายทะเบียน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 แล้ว ไม่พบชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคแผ่นดินไทย จึงแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า ในรอบปี 2548 พรรคแผ่นดินไทยไม่ได้แจ้งชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ผู้ร้องไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 34 กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาพร้อมด้วยรายชื่อ อาชีพ และที่อยู่ของสมาชิกดังกล่าวตามวิธีการที่นายทะเบียนกำหนดให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมกราคมของทุกปี แต่ปรากฏว่ารายชื่อผู้สมัครเป็นสมาชิกพรรคในรอบปี 2548 ที่พรรคแผ่นดินไทยส่งไปให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในกำหนดเวลาดังกล่าวไม่มีชื่อผู้ร้อง ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะปรากฏตามบันทึกการประชุมพรรคแผ่นดินไทย ครั้งที่ 10/2548 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ว่า พรรคมีมติรับผู้ร้องเป็นสมาชิกลำดับที่ 081/2548 แต่พรรคแผ่นดินไทย นายอิทธิพล ชิณราช ประธานที่ประชุมซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคมิได้แจ้งชื่อผู้ร้องไว้ในรายชื่อของสมาชิกเพิ่มขึ้นในรอบปี 2548 ให้นายทะเบียนทราบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 34 ดังนี้ บันทึกการประชุมครั้งที่ 10/2548 ระเบียบวาระที่ 2 เป็นเพียงการรับรองรายงานการประชุมพรรคครั้งที่ 9/2548 ลงวันที่ 11 กันยายน 2548 ซึ่งระบุเพียงเลขที่สมาชิกไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง ทั้งใบสมัครสมาชิกพรรคของผู้ร้องระบุว่าผู้ร้องยื่นใบสมัครวันที่ 14 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันหลังจากพรรคแผ่นดินไทยมีมติรับสมัครสมาชิก เลขที่ 081/2548 ไปแล้ว จึงมีพิรุธ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องมิได้เป็นสมาชิกพรรคแผ่นดินไทยตามมติที่ประชุมพรรคดังกล่าว จึงไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งชอบแล้ว"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 107 (4)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 34
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุพัฒน์ นพรัตน์
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 7
ผู้คัดค้าน — จังหวัดสงขลา
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1883/2549
#268939
เปิดฉบับเต็ม

ระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำขึ้นเป็นข้อมูลของทางราชการเพื่อให้พรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองและประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ การที่ไม่ปรากฏชื่อของผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นสมาชิกพรรค ป. มาตั้งแต่ปี 2535 ในระบบฐานข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่พรรค ป. ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการในทางการเมือง รวมทั้งส่งสมาชิกพรรคสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ร้องซึ่งประสงค์จะใช้ความเป็นสมาชิกภาพของพรรคสมัครรับเลือกตั้งย่อมรู้อยู่แล้วว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องใช้ข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครต่างสามารถตรวจสอบข้อมูลในระบบฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งนับแต่มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหลังใช้บังคับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาหลายปีแต่ก็ยังไม่ปรากฏชื่อผู้ร้องอยู่ในระบบฐานข้อมูลดังกล่าว แสดงว่าพรรค ป. และผู้ร้อง ไม่เคยตรวจสอบและโต้แย้งเลย กรณีจึงมีข้อน่าเคลือบแคลงสงสัยและมีพิรุธ ไม่อาจเชื่อได้ว่าผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรค ป. อยู่ในขณะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 107 (4) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ และมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดนราธิวาส ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดพิจารณา ศาลฎีกาสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความทั้งสองฝ่าย คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า มีหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ ลต.0401/ว 346 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2549 แจ้งไปถึงคณะกรรมการเลือกตั้งจังหวัดนราธิวาสว่าไม่พบชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองตามเอกสารท้ายคำคัดค้าน แต่นายทะเบียนพรรคประชากรไทยที่มาศาลฎีกาแถลงว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคนี้มาแต่ปี 2535 แต่ไม่ทราบสาเหตุที่หัวหน้าพรรคไม่ส่งหลักฐานเอกสารให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงให้งดสืบพยาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันว่า ผู้ร้องยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดนราธิวาส แต่ต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งผู้ร้องว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครเพราะไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทย จึงขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครตามมาตรา 107 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งบัญญัติมีใจความว่า บุคคลผู้มีคุณสมบัติที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งชอบหรือไม่ ซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องแรกว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทยหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องได้แถลงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฎีกายอมรับว่าไม่พบชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามเอกสารท้ายคำคัดค้านหมายเลข 3 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องไม่มีชื่อเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคใดรวมทั้งพรรคประชากรไทยในระบบฐานข้อมูลของทางราชการดังกล่าว ซึ่งระบบฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์นี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำขึ้นเพื่อให้เป็นทะเบียนพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคโดยให้พรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นนายทะเบียนของพรรคหรือสมาชิกพรรค และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยตรวจดูได้ ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลนี้จึงมีความน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทยมาตั้งแต่ปี 2535 ตามสำเนาทะเบียนสมาชิกพรรค และบัตรสมาชิกพรรคประชากรไทยนั้น เห็นว่า พรรคการเมืองจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น ซึ่งรวมทั้งการส่งสมาชิกพรรคสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยวิสัยพรรคการเมืองย่อมต้องให้ความสำคัญต่อความเป็นสมาชิกพรรคซึ่งเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้ร้องซึ่งต้องการสมัครรับเลือกตั้งย่อมมีส่วนได้เสียอย่างสำคัญในการใช้ความเป็นสมาชิกภาพของพรรคในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และควรรู้อยู่แล้วว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องใช้ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลนี้ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งว่ามีคุณสมบัติหรือไม่ พรรคการเมืองและผู้ร้องจึงควรเข้าตรวจดูข้อมูลในระบบฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคอยู่หรือไม่ หากตรวจแล้วไม่พบ ก็ต้องแจ้งรายชื่อไปให้ปรากฏ ซึ่งนับแต่มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหลังใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาที่ผ่านไป 6 ปี หากผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทยมาตั้งแต่ปี 2535 จริง พรรคประชากรไทยและหรือผู้ร้องก็มีโอกาสตรวจดูข้อมูลการเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทยในฐานข้อมูลของทางราชการนั้นได้ แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีชื่อของผู้ร้องอยู่ในระบบฐานข้อมูล แสดงว่าพรรคและผู้ร้องไม่เคยเข้าตรวจดูและโต้แย้งเลยซึ่งผิดวิสัย กรณีจึงมีข้อน่าเคลือบแคลงสงสัยและมีพิรุธไม่อาจเชื่อได้ว่าผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทยอยู่ในขณะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครตามมาตรา 107 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดนราธิวาส นั้นชอบแล้ว"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107 (4)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 29
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอับดุลรอเซะ สะอะ
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 4
ผู้คัดค้าน — จังหวัดนราธิวาส
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1882/2549
#272443
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดพรรคประชากรไทย แต่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ทั้งพรรคประชากรไทยและพรรคประชาธิปัตย์ โดยผู้คัดค้านสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2543 และลาออกเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2543 แล้วมาสมัครเป็นสมาชิกใหม่เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 การที่ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทยและพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกันในขณะสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองแต่เพียงพรรคเดียว ผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 107 (4) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 29

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดพรรคประชากรไทย แต่ต่อมาผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งดังกล่าวโต้แย้งว่าผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ผู้ร้องตรวจสอบแล้วผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วยในขณะเดียวกันในวันที่ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งซึ่งถือว่าเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตราดังกล่าว ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเคยสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก่อนปี 2543 แต่ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2543 หลังจากนั้นมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทยจนถึงปัจจุบัน โดยไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีกแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคประชากรไทยโดยชอบ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดพรรคประชากรไทย ผู้ร้องได้รับสมัครและประกาศรายชื่อผู้คัดค้านว่าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งดังกล่าวแล้ว ต่อมามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ซึ่งบัญญัติมีใจความว่า บุคคลผู้มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันเนื่องจากในขณะสมัครผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วยในขณะเดียวกัน ผู้ร้องจึงร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า จากหลักฐานระบบบริหารฐานข้อมูลพรรคการเมืองสมาชิกพรรคการเมืองของสำนักกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติตามเอกสารแนบท้ายคำร้อง ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคการเมืองทั้งพรรคประชากรไทยและพรรคประชาธิปัตย์ โดยสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 และผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ก็มีหนังสือที่ ปชป.4990037/2549 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2549 ถึงผู้ร้องยืนยันว่าผู้คัดค้านสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2543 และลาออกเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2543 แล้วมาสมัครเป็นสมาชิกใหม่เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 โดยเป็นสมาชิกพรรคหมายเลข 452500326 ซึ่งสอดคล้องกันกับระบบบริหารฐานข้อมูลพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองของทางราชการดังกล่าว พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีน้ำหนักรับฟัง ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ในปี 2545 เพราะปี 2544 ผู้คัดค้านประสบอุบัติเหตุได้รับอันตรายแก่กายสาหัสมีเลือดออกในสมองและปวดกระดูกสันหลังที่ 5 ทั้งถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งฟ้องคดีเรื่องการส่งบัญชีเลือกตั้งในปี 2545 จึงไม่คิดสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดเพิ่มอีกนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างเองลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังและไม่น่าเชื่อถือ เชื่อว่าผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทยและพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกันในขณะสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองแต่เพียงพรรคเดียว ผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 29 ตามคำร้องของผู้ร้อง อนึ่ง ที่ผู้คัดค้านแถลงต่อศาลฎีกาว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยื่นคำโต้แย้งว่าผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้งมีเพียง 1 คน ไม่ถึง 10 คน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวแล้ว คำแถลงนี้ก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุบลราชธานี ของนายกูฏชิน หรือวิทยา รักษาศรี ผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 107 (4)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 29
ชื่อคู่ความ
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2
ผู้ร้อง — จังหวัดอุบลราชธานี
ผู้คัดค้าน — นายกูฏชินหรือวิทยา รักษาศรี
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1874/2549
#267756
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้ามีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่คู่สัญญาตกลงกันให้ระงับข้อพิพาทโดยใช้วิธีอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยโดยมิได้นำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการ จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การ ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีได้

การที่จำเลยมิได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี แต่ได้ยื่นคำให้การโต้แย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายระบุถึงการระงับข้อพิพาทว่าให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการ ถือได้ว่าจำเลยประสงค์ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีแล้ว แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาจะมิได้ไต่สวนปัญหาเรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้โดยตรง แต่ก็ได้ทำการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวก่อนชี้สองสถาน และในชั้นพิจารณาจำเลยก็ได้นำสืบพยานหลักฐานเพียงพอให้ศาลรับฟังได้ว่ามีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการอยู่ ย่อมถือว่าข้อเท็จจริงปรากฏในทางพิจารณาเพียงพอที่ศาลจะไม่ต้องทำการไต่สวนต่อไป ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบที่จะจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ การที่ศาลมิได้มีคำสั่งดังกล่าว แต่กลับพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสินค้าจำนวน 5,283,664.90 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 4,762,526.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,762,526.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 กันยายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเฉพาะส่วนที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จำเลยมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้า ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวนอกจากจะกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาในฐานะของผู้แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายและตัวแทนจำหน่ายแล้ว คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยังได้กำหนดราคาสินค้า วิธีการ และระยะเวลาในการชำระสินค้าไว้ในข้อ 7 ของสัญญา ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยรวมอยู่ด้วย เมื่อข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าตามสัญญาดังกล่าว จึงต้องนำสัญญานั้นมาใช้บังคับ เมื่อสัญญาดังกล่าวมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระบุไว้ในข้อ 17 ของสัญญาซึ่งแปลความแล้วได้ความหมายว่า "สัญญาฉบับนี้ให้ตีความตามกฎหมายมาเลเซีย ปัญหาและข้อขัดแย้งใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาไม่ว่าในเวลาใด ให้นำเสนอต่ออนุญาโตตุลาการภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ ค.ศ.1950 หรือบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติม" จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงกันในสัญญาให้ระงับข้อพิพาทของคู่ความตามสัญญาดังกล่าวโดยใช้วิธีอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การตามกฎหมาย ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่ทำสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ก็ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคแรก คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยโดยมิได้นำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลการให้วินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อนตามสัญญา อันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การตามกฎหมาย ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ คดีนี้จำเลยมิได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีแต่ได้ยื่นคำให้การโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายข้อ 17 ได้ระบุถึงการระงับข้อพิพาทว่าให้ใช้กฎหมายมาเลเซียและให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในการขี้ขาดข้อพิพาท จึงถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญา แม้ในคำให้การจำเลยจะได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ในเรื่องอื่นๆ มาด้วยและขอให้ยกฟ้องก็ตาม กรณีไม่ถือว่าจำเลยได้สละข้อตกลงเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามที่ระบุไว้ในสัญญาแม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะไม่ได้ทำการไต่สวนในปัญหาเรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยตรงตามมาตรา 14 ดังกล่าวก็ตาม แต่ศาลก็ได้ทำการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวก่อนการชี้สองสถาน และในชั้นพิจารณาคู่ความก็นำสืบพยานหลักฐานเพียงพอที่จะให้ศาลรับฟังว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้า และในสัญญาดังกล่าวมีข้อสัญญาให้ระงับข้อพิพาทโดยใช้วิธีอนุญาโตตุลาการ ดังนี้ย่อมถือได้ว่าข้อเท็จจริงปรากฏในทางพิจารณาเพียงพอที่ศาลจะไม่ต้องทำการไต่สวนตามมาตรา 14 ต่อไปแล้ว และกรณีไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาตโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ คู่ความจึงต้องผูกพันตามเงื่อนไขในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยนำคดีมาฟ้องต่อศาล และจำเลยได้โต้แย้งไว้แล้ว จึงชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งย่อมมีผลให้มีคดีตามคำฟ้องของโจทก์ที่จะต้องพิจารณาต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดี แต่กลับพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ไปจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการคืนค่าขึ้นศาลในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้แก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอปเปอร์ อาร์ค เคมีคัล (เอ็ม)
เอสดีเอ็น.บีเอชดี. จำกัด
จำเลย — บริษัทแมนเดอร์ เพ้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1872/2549
#266647
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มี ส. เป็นผู้จัดการ ส. จึงมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของโจทก์ ตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 35 วรรคสอง ประกอบมาตรา 36 (3) เมื่อหนังสือมอบอำนาจลงลายมือชื่อ ส. ในช่องผู้มอบอำนาจพร้อมประทับตราของโจทก์มอบอำนาจให้ ท. เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ท. ดำเนินคดีแทนโจทก์ แม้การมอบอำนาจดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือมีมติของที่ประชุมเจ้าของร่วมให้กระทำได้ แต่การฟ้องคดีมิใช่เรื่องการปฏิบัติกิจการในหน้าที่ซึ่งผู้จัดการต้องกระทำด้วยตนเองตาม พ.ร.บ. อาคารชุด ฯ มาตรา 36 วรรคท้าย ท. จึงมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้

พ.ร.บ. อาคารชุด ฯ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางและให้มีอำนาจกระทำการใดเพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยออกข้อบังคับกำหนดให้เจ้าของร่วมต้องชำระเงินให้นิติบุคคลอาคารชุดเพื่อดำเนินกิจการของนิติบุคคลอาคารชุดให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย โดยในมาตรา 40 กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันจัดตั้งกองทุนให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดเพื่อดูแลบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลางและบริการทั่วไปแก่เจ้าของร่วมกรณีหนึ่ง กับในมาตรา 18 กำหนดให้เจ้าของร่วมแต่ละรายต้องออกค่าใช้จ่ายตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดที่เกิดจากบริการส่วนรวม และเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่ในทรัพย์ส่วนกลาง เช่น ค่าจ้างคนงาน พนักงานทำความสะอาด ยามรักษาการ ค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลาง ค่าภาษีอากร เงินเดือนของผู้จัดการ พนักงานลูกจ้างต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ตามสัดส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 โดยเฉพาะค่าภาษีอากร เงินเดือนของผู้จัดการและพนักงานลูกจ้างจะเป็นบทบังคับเด็ดขาดตามกฎหมายและไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขด้วยมติของที่ประชุมเจ้าของร่วม เป็นอีกกรณีหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุด นอกจากต้องชำระเงินจัดตั้งกองทุนตามมาตรา 40 แล้ว ยังมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดและตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่ในทรัพย์ส่วนกลางแก่โจทก์ ตามมาตรา 18 และข้อบังคับของโจทก์ซึ่งผู้จัดการคนเดิมเคยเรียกเก็บและจำเลยได้ชำระมาแล้ว จำเลยจะอ้างว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุมัติจากมติที่ประชุมใหญ่หาได้ไม่ เพราะเป็นเงินคนละจำนวนกับค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกองทุนตามมาตรา 40 จึงไม่ต้องขออนุมัติจากมติของที่ประชุมใหญ่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,451,556.60 บาท และค่าปรับในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,110,580 บาท พร้อมค่าปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 นายสมบูรณ์เป็นผู้จัดการ โจทก์มอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 432/2, 432/3 และ 432/11 ของอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค จำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามส่วนแห่งประโยชน์และค่าใช้จ่ายตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า นายทรงศักดิ์มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด นายสมบูรณ์เป็นผู้จัดการ นายสมบูรณ์จึงมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของโจทก์ ตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 35 วรรคสอง ประกอบมาตรา 36 (3) หนังสือมอบอำนาจนายสมบูรณ์ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจพร้อมประทับตราของโจทก์มอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ดำเนินคดีแทนโจทก์ แม้ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือมีมติของที่ประชุมเจ้าของร่วมให้กระทำได้ แต่การฟ้องคดีมิใช่เรื่องการปฏิบัติกิจการในหน้าที่ซึ่งต้องกระทำด้วยตัวเองตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 36 วรรคท้าย นายทรงศักดิ์จึงมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดและตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่ในทรัพย์ส่วนกลางได้หรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใดเพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยออกข้อบังคับกำหนดให้เจ้าของร่วมต้องชำระเงินให้นิติบุคคลอาคารชุดเพื่อดำเนินกิจการของนิติบุคคลอาคารชุดให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย โดยในมาตรา 40 กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันจัดตั้งกองทุนให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดเพื่อวัตถุประสงค์ในการดูแลบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และการบริการทั่วไปให้แก่เจ้าของร่วมกรณีหนึ่ง กับในมาตรา 18 ที่กำหนดให้เจ้าของร่วมแต่ละรายต้องออกค่าใช้จ่ายตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดที่เกิดจากการบริการส่วนรวม และที่เกิดจากเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลาง เป็นต้น ค่าใช้จ่ายตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่ในทรัพย์ส่วนกลางอันได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง เช่น ค่าจ้างคนงาน พนักงานทำความสะอาด ยามรักษาการ และซ่อมแซมบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลาง ค่าภาษีอากร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง เช่น เงินเดือนของผู้จัดการ พนักงานลูกจ้างต่าง ๆ ทั้งนี้ตามสัดส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 ในขณะที่ขอจดทะเบียนอาคารชุดตามมาตรา 6 โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางจะเป็นบทบังคับเด็ดขาดตามกฎหมาย และไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับได้ด้วยมติของที่ประชุมเจ้าของร่วม เป็นอีกกรณีหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 432/2, 432/3 และ 432/11 ของอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค นอกจากจำเลยต้องชำระเงินจัดตั้งกองทุนตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 40 แล้ว จำเลยยังมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดและตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่ในทรัพย์ส่วนกลางแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 และข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค ข้อ 22 ถึง ข้อ 29 ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามข้อบังคับข้อ 66 กำหนดให้นายวิฑูร ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดคราวแรก เป็นผู้ปฏิบัติการชั่วคราวมีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการเร่งด่วนและจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการกิจการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลาง โดยนายวิฑูรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลย ซึ่งในวันที่ 9 ธันวาคม 2537 นางอุบลวรรณ รองผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดฝ่ายบัญชีและบุคคลในขณะนั้นมีหนังสือแจ้งบรรดาเจ้าของร่วมอาคารชุดให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางประจำเดือนเป็นอัตราส่วนแน่นอน ซึ่งถือว่าเป็นกิจการเร่งด่วนและจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการกิจการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลาง และปรากฏตามใบเสร็จรับเงินว่า จำเลยก็เคยชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามส่วนแห่งประโยชน์และค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ในอัตรานี้มาก่อนแล้ว จำเลยจะอ้างว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่รับอนุมัติจากมติของที่ประชุมใหญ่หาได้ไม่เพราะเงินค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นคนละจำนวนกับค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกองทุนให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดที่ชำระล่วงหน้าตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 40 และข้อบังคับข้อ 20 จึงไม่ต้องขออนุมัติจากมติของที่ประชุมใหญ่ โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวน 5,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 35 ม. 36 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค
จำเลย — บริษัทบางกอกริเวอร์พาร์ค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวกุลวดี ฟังเสนาะ
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1872/2549
#267065
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดมี ส. เป็นผู้จัดการ ส. จึงมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของโจทก์ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 วรรคสอง ประกอบมาตรา 36 (3) หนังสือมอบอำนาจที่ ส. ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจพร้อมประทับตราของโจทก์มอบอำนาจให้ ท. เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ถือได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ท. ดำเนินคดีแทนโจทก์ แม้มิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือมีมติของที่ประชุมเจ้าของร่วมให้กระทำได้ แต่การฟ้องคดีมิใช่เรื่องการปฏิบัติกิจการในหน้าที่ซึ่งต้องกระทำด้วยตัวเองตามมาตรา 36 วรรคท้าย ท. จึงมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้

จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดของอาคารชุด นอกจากจำเลยต้องชำระเงินจัดตั้งกองทุนตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 40 แล้ว จำเลยยังมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดและตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่ในทรัพย์ส่วนกลางแก่โจทก์ตามมาตรา 18 และข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด ทั้งตามข้อบังคับข้อ 66 กำหนดให้ ว. ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดคราวแรก เป็นผู้ปฏิบัติการชั่วคราวมีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการเร่งด่วน และจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการกิจการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลาง โดย ว. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลย เมื่อรองผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดฝ่ายบัญชีและบุคคลได้มีหนังสือแจ้งบรรดาเจ้าของร่วมอาคารชุดให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางประจำเดือนเป็นอัตราส่วนแน่นอน จึงถือว่าเป็นกิจการเร่งด่วนและจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการกิจการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลาง จำเลยจะอ้างว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุมัติจากมติของที่ประชุมใหญ่หาได้ไม่ เพราะเงินค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นคนละจำนวนกับค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกองทุนให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดที่ชำระล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 40 และข้อบังคับข้อ 20 จึงไม่ต้องขออนุมัติจากมติของที่ประชุมใหญ่ โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มีนายสมบูรณ์ เกียรติเทพขจร เป็นผู้จัดการโจทก์มอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ ดวงจักร ณ อยุธยา เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของโจทก์จำนวน 3 ห้อง เลขที่ 432/2, 432/3 และ 432/11 จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางประจำเดือนมกราคม 2538 ถึงเดือนมิถุนายน 2541 แก่โจทก์ตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง และตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด รวมเป็นเงิน 896,340 บาท และจำเลยค้างชำระเงินกองทุนสำหรับห้องชุดเลขที่ 432/11 เป็นเงิน 214,240 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชำระค่าปรับเป็นเงิน 340,976.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,451,556.60 บาท และค่าปรับในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะนายสมบูรณ์ผู้จัดการโจทก์ต้องดำเนินคดีด้วยตนเองไม่สามารถมอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ดำเนินคดีแทนได้ โจทก์มิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และข้อบังคับของโจทก์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลาง โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกเก็บเงินโดยชอบ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,110,580 บาท พร้อมค่าปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 นายสมบูรณ์ เกียรติเทพขจร เป็นผู้จัดการโจทก์มอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ ดวงจักร ณ อยุธยา เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 432/2, 432/3 และ 432/11 ของอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค จำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามส่วนแห่งประโยชน์และค่าใช้จ่ายตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า นายทรงศักดิ์มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด นายสมบูรณ์เป็นผู้จัดการ นายสมบูรณ์จึงมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 วรรคสอง ประกอบมาตรา 36 (3) หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 นายสมบูรณ์ลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจพร้อมประทับตราของโจทก์มอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ดำเนินคดีแทนโจทก์ แม้ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือมีมติของที่ประชุมเจ้าของร่วมให้กระทำได้ แต่การฟ้องคดีมิใช่เรื่องการปฏิบัติกิจการในหน้าที่ซึ่งต้องกระทำด้วยตัวเองตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 36 วรรคท้าย นายทรงศักดิ์จึงมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดและตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่ในทรัพย์ส่วนกลางได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางและให้มีอำนาจกระทำการใดเพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยออกข้อบังคับกำหนดให้เจ้าของร่วมต้องชำระเงินให้นิติบุคคลอาคารชุดเพื่อดำเนินกิจการของนิติบุคคลอาคารชุดให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย โดยในมาตรา 40 กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันจัดตั้งกองทุนให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดเพื่อวัตถุประสงค์ในการดูแลบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และการบริการทั่วไปให้แก่เจ้าของร่วม กรณีหนึ่ง กับในมาตรา 18 ที่กำหนดให้เจ้าของร่วมแต่ละรายต้องออกค่าใช้จ่ายตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดที่เกิดจากการบริการส่วนรวม และที่เกิดจากเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลาง เป็นต้น ค่าใช้จ่ายตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่ในทรัพย์ส่วนกลางอันได้แก่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง เช่น ค่าจ้างคนงาน พนักงานทำความสะอาด ยามรักษาการและซ่อมแซมบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลาง ค่าภาษีอากร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง เช่น เงินเดือนของผู้จัดการ พนักงานลูกจ้างต่าง ๆ ทั้งนี้ตามสัดส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 ในขณะที่ขอจดทะเบียนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 ในขณะที่ขอจดทะเบียนอาคารชุดตามมาตรา 6 โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางจะเป็นบทบังคับเด็ดขาดตามกฎหมาย และไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับด้วยมติของที่ประชุมเจ้าของร่วม เป็นอีกรณีหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 432/2, 432/3 และ 432/11 ของอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค นอกจากจำเลยต้องชำระเงินจัดตั้งกองทุนตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 40 แล้ว จำเลยยังมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดและตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่ในทรัพย์ส่วนกลางแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 และข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค ข้อ 22 ถึงข้อ 29 ตามสำเนาข้อบังคับเอกสารหมาย จ.8 ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามข้อบังคับข้อ 66 กำหนดให้นายวิฑูร เนติวิวัฒน์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดคราวแรก เป็นผู้ปฏิบัติการชั่วคราวมีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการเร่งด่วน และจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการกิจการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลาง โดยนายวิฑูรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลย ซึ่งในวันที่ 9 ธันวาคม 2537 นางอุบลวรรณ ธรรมตระการ รองผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดฝ่ายบัญชีและบุคคลในขณะนั้นมีหนังสือแจ้งบรรดาเจ้าของร่วมอาคารชุดให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางประจำเดือนเป็นอัตราส่วนแน่นอนตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งถือว่าเป็นกิจการเร่งด่วนและจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการกิจการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลางและจำเลยก็เคยชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามส่วนแห่งประโยชน์และค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ในอัตรานี้มาก่อนแล้วตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.20 จำเลยจะอ้างว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่รับอนุมัติจากมติของที่ประชุมใหญ่หาได้ไม่ เพราะเงินค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นคนละจำนวนกับค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกองทุนให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดที่ชำระล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 40 และข้อบังคับข้อ 20 จึงไม่ต้องขออนุมัติจากมติของที่ประชุมใหญ่ โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ ที่ศาลทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา จำนวน 5,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 14 ม. 18 ม. 33 ม. 35 ม. 36 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดบางกอกริเวอร์พาร์ค
จำเลย — บริษัทบางกอกริเวอร์พาร์ค จำกัด
จำเลย — นายชัยวัฒน์ พวงพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1871/2549
#266766
เปิดฉบับเต็ม

ผ. กับจำเลยทำนิติกรรม ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) มีข้อความว่าจำเลยเสียค่าตอบแทนให้ ผ. เป็นเงิน 1,600,000 บาท และ ผ. จดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้จำเลยจำนวน 2,000 ส่วน แต่จำเลยไม่ได้ให้ค่าตอบแทนจำนวนดังกล่าวแก่ ผ. เพราะ ผ. จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมให้แก่จำเลยโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเพื่อลวงไม่ให้บุตรซึ่งเป็นบิดาโจทก์ทราบ ถือได้ว่า ผ. ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยเพื่ออำพรางนิติกรรมยกให้

การที่นิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่ง นิติกรรมอันแรกคือบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี นิติกรรมดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคแรก ส่วนนิติกรรมที่ถูกอำพรางคือสัญญาให้ต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกอำพราง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง การที่ ผ. จดทะเบียนข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าวเป็นการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสำหรับนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางด้วย นิติกรรมการยกที่ดินให้ระหว่าง ผ. กับจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้นิติกรรมเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ที่ดินโฉนดเลขที่ 2837 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 2,000 ส่วน ระหว่างนางผวนกับจำเลยลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 เป็นโมฆะและให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนในวันดังกล่าวด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น จำเลยไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นให้รวมสั่งในคำพิพากษาและเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า นิติกรรมที่นางผวนยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า นางผวนกับจำเลยได้ทำนิติกรรมตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ที่ดินพิพาทตามฟ้องและจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้แก่จำเลยจำนวน 2,000 ส่วน หรือ 5 ไร่ โดยจำเลยเสียค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 1,600,000 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องว่า จำเลยไม่ได้ให้ค่าตอบแทนจำนวนเงินดังกล่าวแก่นางผวน และนางผวนก็ไม่ได้แบ่งขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลย ความจริงนางผวนได้โอนกรรมสิทธิ์ยกที่ดินให้แก่จำเลยโดยไม่มีค่าตอบแทน เหตุที่นางผวนทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) และจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้แก่จำเลย เพื่อลวงไม่ให้บิดาโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นบุตรของนางผวนทราบความจริงนั้น ถ้าข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์อ้าง ก็ถือได้ว่านางผวนทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ซึ่งก็คือนิติกรรมซื้อขายที่ดินไว้กับจำเลยเป็นการอำพรางการยกให้ การที่นิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่ง นิติกรรมอันแรกคือบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีที่จะไม่ผูกพันกันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น นิติกรรมดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคแรก ส่วนนิติกรรมอันหลังคือสัญญาให้ที่ถูกอำพรางไว้นั้น ต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมอันที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา 155 วรรคสอง เมื่อนางผวนมีเจตนาทำสัญญาให้ที่ดินจำเลยแล้ว การที่นางผวนจดทะเบียนบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงแต่ว่ามีค่าตอบแทนหรือไม่ ไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) นั้น เป็นการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสำหรับนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางด้วยโดยอนุโลม นิติกรรมให้ที่ดินพิพาทระหว่างนางผวนกับจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคแรก ม. 155 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันเฉลิม จันทวี กับพวก
จำเลย — นายบุญสม พรบังเกิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมบัติ เดียวอิศเรศ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1871/2549
#267071
เปิดฉบับเต็ม

ผ. กับจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทและจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้แก่จำเลยจำนวน 2,000 ส่วน โดยจำเลยเสียค่าตอบแทน แต่ความจริง ผ. ได้โอนกรรมสิทธิ์ยกที่ดินให้แก่จำเลยโดยไม่มีค่าตอบแทน เพื่อลวงไม่ให้บิดาโจทก์ซึ่งเป็นบุตรของ ผ. ทราบ ถือได้ว่า ผ. ทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมซึ่งก็คือนิติกรรมซื้อขายที่ดินไว้กับจำเลยเป็นการอำพรางการยกให้นิติกรรมอันแรกคือบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม ย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีที่จะไม่ผูกพันกันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคแรก ส่วนนิติกรรมอันหลังคือสัญญาให้ที่ถูกอำพรางไว้นั้นต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมอันที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา 155 วรรคสอง เมื่อ ผ. มีเจตนาทำสัญญาให้ที่ดินจำเลยแล้ว การที่ ผ. จดทะเบียนบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงแต่ว่ามีค่าตอบแทนหรือไม่ไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าเป็นการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสำหรับนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางด้วยโดยอนุโลม นิติกรรมให้ที่ดินพิพาทระหว่าง ผ. กับจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายแฉล้มกับนางผวน จันทาวี มีบุตรชอบด้วยกฎหมายคือนายธีระพลหรือสมพล จันทาวีหรือจันทวี ซึ่งจดทะเบียนสมรสกับนางเพชรัตน์ มีบุตรชอบด้วยกฎหมายคือโจทก์ทั้งสี่ นายธีระพลบิดาโจทก์ทั้งสี่ นางมาลี สุขสำราญ นางสาวซุ่ยจู แซ่ตั้ง นางพริ้ง พรบังเกิด และนางผวนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2837 โดยนางผวนเป็นเจ้าของรวมจำนวน 7,740 ส่วน หรือ 19 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 นางผวนทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ที่ดินดังกล่าวและจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้แก่จำเลยจำนวน 2,000 ส่วน หรือ 5 ไร่ โดยจำเลยให้ค่าตอบแทนจำนวน 1,600,000 บาท ซึ่งเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาให้ที่ดินโดยไม่มีค่าตอบแทนเพื่อลวงไม่ให้บิดาโจทก์ทั้งสี่รู้ความจริง การจดทะเบียนที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ นายแฉล้มถึงแก่กรรมนานแล้ว นายธีระพลถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2542 ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2544 นางผวนถึงแก่กรรม ขอให้พิพากษาให้นิติกรรมเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ที่ดินโฉนดเลขที่ 2837 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 2,000 ส่วน ระหว่างนางผวน จันทาวี กับจำเลยลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 เป็นโมฆะและให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนในวันดังกล่าวด้วย

จำเลยให้การว่า นางผวนทำบันทึกข้อตกลง (มีค่าตอบแทน) ที่ดินตามฟ้องให้แก่จำเลยเป็นการตอบแทนที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูนางผวนซึ่งเป็นพี่สาวของนางพริ้งมารดาจำเลยเป็นเวลา 30 ปีเศษ ส่วนจำนวนเงิน 1,600,000 บาท เป็นราคาประเมินที่ดินเพื่อคำนวณค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าอากรในการจดทะเบียน บันทึกข้อตกลงตามฟ้องจึงสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบี้องต้น จำเลยไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นให้รวมสั่งในคำพิพากษาและเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า นิติกรรมที่นางผวน จันทาวี ยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า นางผวนกับจำเลยได้ทำนิติกรรมตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์ (มีค่าตอบแทน) ที่ดินพิพาทตามฟ้องและจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้แก่จำเลยจำนวน 2,000 ส่วน หรือ 5 ไร่ โดยจำเลยเสียค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 1,600,000 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ซึ่งโจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องว่า จำเลยไม่ได้ให้ค่าตอบแทนจำนวนเงินดังกล่าวแก่นางผวน และนางผวนก็ไม่ได้แบ่งขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลย ความจริง นางผวนได้โอนกรรมสิทธิ์ยกที่ดินให้แก่จำเลยโดยไม่มีค่าตอบแทน เหตุที่นางผวนทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) และจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้แก่จำเลยเพื่อลวงไม่ให้บิดาโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นบุตรของนางผวนทราบความจริงนั้น ถ้าข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์อ้าง ก็ถือได้ว่านางผวนทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ซึ่งก็คือนิติกรรมซื้อขายที่ดินไว้กับจำเลยเป็นการอำพรางการยกให้ การที่นิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่ง นิติกรรมอันแรกคือบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีที่จะไม่ผูกพันกันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น นิติกรรมดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคแรก ส่วนนิติกรรมอันหลังคือสัญญาให้ที่ถูกอำพรางไว้นั้นต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมอันที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา 155 วรรคสอง เมื่อนางผวนมีเจตนาทำสัญญาให้ที่ดินจำเลยแล้ว การที่นางผวนจดทะเบียนบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงแต่ว่ามีค่าตอบแทนหรือไม่ ไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) นั้นเป็นการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสำหรับนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางด้วยโดยอนุโลม นิติกรรมให้ที่ดินพิพาทระหว่างนางผวน จันทาวี กับจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันเฉลิม จันทวี กับพวก
จำเลย — นายบุญสม พรบังเกิด
จำเลย — นายชัยวัฒน์ พวงพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1870/2549
#267014
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 67 จะต้องเป็นกรณีฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างตามมาตรา 40 (1) และคำสั่งห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารตามมาตรา 40 (2) ส่วนกรณีตามมาตรา 40 (3) เป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานพิจารณาเพื่อที่จะมีคำสั่งตามมาตรา 41 หรือมาตรา 42 ต่อไป ภายหลังจากที่เจ้าพนักงานได้มีคำสั่งระงับการก่อสร้างตามมาตรา 40 (1) ไปแล้ว พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าหากฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานตามมาตรา 41 ที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องแล้วจะต้องได้รับโทษทางอาญาคงบัญญัติเป็นเงื่อนไขไว้ในมาตรา 42 ว่าถ้าเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องตามมาตรา 41 ก็ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารรื้อถอนอาคารนั้น ซึ่งหากเจ้าของอาคารฝ่าฝืนคำสั่งที่ให้รื้อถอนอาคารนี้โดยมิได้รื้อถอนอาคารภายในกำหนดก็จะมีโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 66 ทวิ ดังนั้น ที่ศาลลงโทษจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องตามมาตรา 67 ประกอบมาตรา 40 (3) จึงไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับ เป็นการลงโทษโดยมิชอบ

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมแยกออกจากกัน คือ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของผู้ควบคุมอาคารได้ก่อสร้างดัดแปลงอาคารผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าในอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเป็นความผิดตามมาตรา 40 (2), 67 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเป็นความผิดตามมาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ดังนั้น เมื่อความผิดทั้งสามกระทงดังกล่าวเกิดขึ้นต่างวาระกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับใบอนุญาตก่อสร้างเลขที่ สท 60/2545 จากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ให้ก่อสร้างอาคารพักอาศัย 2 ชั้น จำนวน 1 ครั้ง ในซอยโรงน้ำแข็ง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ได้กระทำความผิดหลายกรรมคือ เมื่อระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 27สิงหาคม 2546 เวลากลางวัน ติดต่อกัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของผู้ควบคุมงานได้ก่อสร้างอาคารด้านทิศตะวันออก (ด้านหน้า) ผิดไปจากผังบริเวณ 45 เซนติเมตร ย้ายบันไดออกนอกตัวอาคาร ก่อสร้างผนังกั้นห้องผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาตจากชั้นละ 2 ห้องเป็น 3 ห้อง และก่อสร้างดัดแปลงกันสาดชั้นสองเป็นระเบียงผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2546 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบการกระทำผิดดังกล่าวตามฟ้องข้างต้น จึงออกคำสั่งห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในทุกส่วนของอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงดังกล่าว ได้ส่งคำสั่งให้จำเลยทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2546 และได้ปิดคำสั่งห้ามใช้หรือเข้าไปในอาคารที่ดัดแปลงเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2546 ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 เวลากลางวัน จำเลยได้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวโดยอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปใช้อาคารเป็นที่พักอาศัยจนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2546 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยยื่นขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2546 จำเลยต้องปฏิบัติตามภายในวันที่ 13 ตุลาคม 2546 นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2546 ต่อเนื่องมาจนปัจจุบันจำเลยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่แก้ไขอาคารให้ถูกต้องตามแผนผังบริเวณแบบแปลนและรายการประกอบที่ได้รับอนุญาตและไม่ยื่นขอรับในอนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้อง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารในส่วนที่ได้ดำเนินการก่อสร้างดัดแปลงโดยฝ่าฝืนกฎหมายภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำสั่ง โดยได้ส่งคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 และได้ปิดคำสั่งในสถานที่ก่อสร้างเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 จำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2546 แต่นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2546 จนถึงปัจจุบัน จำเลยฝ่าฝืนไม่รื้อถอนอาคารในส่วนที่ก่อสร้างดัดแปลงตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น เหตุเกิดที่แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 31, 40 (1) (3), 41, 42, 65, 66 ทวิ, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขอให้ศาลปรับจำเลยเป็นรายวันก่อสร้างอาคารผิดจากแบบที่ได้รับอนุญาต นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2546 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 วันที่ 14 ตุลาคม 2546 และวันที่ 16 ธันวาคม 2546 จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 40 (2) (3), 41, 42, 65 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 67 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับจำเลยอีกวันละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2546 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 รวม 79 วัน เป็นเงินจำนวน 7,900 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงจำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับจำเลยอีกวันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 นับถึงวันฟ้องรวม 303 วัน เป็นเงินจำนวน 90,900 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้อง จำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับจำเลยอีกวันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 รวม 31 วัน เป็นเงินจำนวน 9,300 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลง จำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับจำเลยอีกวันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2546 นับถึงวันฟ้องรวม 350 วัน เป็นเงินจำนวน 105,000 บาท รวมทุกกระทงเป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 80,000 บาท กับปรับรายวันรวม 4 กระทง นับถึงวันฟ้องเป็นค่าปรับ 213,100 บาท รวมเป็นค่าปรับ 293,100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 146,550 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กับให้ปรับจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเป็นรายวันอีกวันละ 150 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลง และให้ปรับจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเป็นรายวันอีกวันละ 150 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนอาคารในส่วนที่ก่อสร้างดัดแปลงตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 67 ประกอบมาตรา 40 (3) นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามที่มาตรา 67 กำหนดโทษไว้ นั้น จะต้องเป็นกรณีฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างตามมาตรา 40 (1) และคำสั่งห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคาร ตามมาตรา 40 (2) ส่วนกรณีตามมาตรา 40 (3) นั้น เป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานพิจารณาเพื่อที่จะมีคำสั่งตามมาตรา 41 หรือมาตรา 42 ต่อไป ภายหลังจากที่เจ้าพนักงานได้มีคำสั่งระงับการก่อสร้างตามมาตรา 40 (1) ไปแล้ว พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่ได้บัญญัติไว้ในที่ใดว่าหากฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานตามมาตรา 41 ที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องแล้วจะต้องได้รับโทษทางอาญา คงบัญญัติเป็นเงื่อนไขไว้ในมาตรา 42 ว่าถ้าเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องตามมาตรา 41 ก็ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารรื้อถอนอาคารนั้น ซึ่งหากเจ้าของอาคารฝ่าฝืนคำสั่งที่ให้รื้อถอนอาคารนี้โดยมิได้รื้อถอนอาคารภายในกำหนดก็จะมีโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 66 ทวิ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องตามมาตรา 67 ประกอบมาตรา 40 (3) จึงไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับ เป็นการลงโทษโดยมิชอบ กรณีจึงต้องยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องเสีย ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำความผิดของจำเลยในความผิดอื่นเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หรือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่าจำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมแยกออกจากกัน คือ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของผู้ควบคุมอาคารได้ก่อสร้างดัดแปลงอาคารผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (2), 67 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ทั้งคำฟ้องของโจทก์มีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดนั้นเป็นที่เห็นได้ชัดว่าความผิดทั้งสามกระทงดังกล่าวได้เกิดขึ้นต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยใน 3 กระทง ดังกล่าว นั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องเสีย ซึ่งเมื่อรวมโทษในความผิดที่เหลือหลังลดโทษแล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 131,900 บาท กับปรับรายวันนับถัดจากวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมานศักดิ์ อัคคมณี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1870/2549
#268937
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามที่ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 67 กำหนดโทษไว้นั้น จะต้องเป็นกรณีฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างตามมาตรา 40 (1) และคำสั่งห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารตามมาตรา 40 (2) ส่วนกรณีตามมาตรา 40 (3) นั้น เป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานพิจารณาเพื่อที่จะมีคำสั่งตามมาตรา 41 หรือมาตรา 42 ต่อไปภายหลังจากที่เจ้าพนักงานได้มีคำสั่งระงับการก่อสร้างตามมาตรา 40 (1) ไปแล้ว พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ไม่ได้บัญญัติไว้ในที่ใดว่า หากฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานตามมาตรา 41 ที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องแล้วจะต้องได้รับโทษทางอาญา คงบัญญัติเป็นเงื่อนไขไว้ในมาตรา 42 ว่าถ้าเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องตามมาตรา 41 ก็ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารรื้อถอนอาคารนั้น ซึ่งหากเจ้าของอาคารฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารนี้โดยมิได้รื้อถอนภายในกำหนดก็จะมีโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 66 ทวิ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องตามมาตรา 67 ประกอบมาตรา 40 (3) จึงไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับเป็นการลงโทษโดยมิชอบ กรณีจึงต้องยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องเสีย ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 40 (2) (3), 41, 42, 65, 66 ทวิ, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขอให้ศาลปรับจำเลยเป็นรายวันฐานก่อสร้างอาคารผิดจากแบบที่ได้รับอนุญาตนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2546 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 วันที่ 14 ตุลาคม 2546 และวันที่ 16 ธันวาคม 2546 จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 40 (2) (3), 41, 42, 65 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 67 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับจำเลยอีกวันละ 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2546 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 รวม 79 วัน เป็นเงินจำนวน 7,900 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงจำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับจำเลยอีกวันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 นับถึงวันฟ้องรวม 303 วัน เป็นเงินจำนวน 90,900 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้อง จำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับจำเลยอีกวันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 รวม 31 วัน เป็นเงินจำนวน 9,300 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลง จำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับจำเลยอีกวันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2546 นับถึงวันฟ้องรวม 350 วัน เป็นเงินจำนวน 105,000 บาท รวมทุกกระทงเป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 80,000 บาท กับปรับรายวันรวม 4 กระทง นับถึงวันฟ้องเป็นค่าปรับ 213,100 บาท รวมเป็นค่าปรับ 293,100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 146,550 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กับให้ปรับจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเป็นรายวันอีกวันละ 150 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลง และให้ปรับจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเป็นรายวันอีกวันละ 150 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนอาคารในส่วนที่ก่อสร้างดัดแปลงตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นะระยเวลา 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 67 ประกอบมาตรา 40 (3) นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามที่มาตรา 67 กำหนดโทษไว้นั้น จะต้องเป็นกรณีฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างตามมาตรา 40 (1) และคำสั่งห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารตามมาตรา 40 (2) ส่วนกรณีตามมาตรา 40 (3) นั้น เป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานพิจารณาเพื่อที่จะมีคำสั่งตามมาตรา 41 หรือ มาตรา 42 ต่อไป ภายหลังจากที่เจ้าพนักงานได้มีคำสั่งระงับการก่อสร้างตามมาตรา 41 (1) ไปแล้ว พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่ได้บัญญัติไว้ในที่ใดว่าหากฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานตามมาตรา 41 ที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องแล้วจะต้องได้รับโทษทางอาญา คงบัญญัติเป็นเงื่อนไขไว้ในมาตรา 42 ว่าถ้าเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องตามมาตรา 41 ก็ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารรื้อถอนอาคารนั้น ซึ่งหากเจ้าของอาคารฝ่าฝืนคำสั่งที่ให้รื้อถอนอาคารนี้โดยมิได้รื้อถอนอาคารภายในกำหนดก็จะมีโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 66 ทวิ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องตามมาตรา 67 ประกอบมาตรา 40 (3) จึงไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับ เป็นการลงโทษโดยมิชอบ กรณีจึงต้องยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องเสีย ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำความผิดของจำเลยในความผิดอื่นเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หรือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่าจำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมแยกออกจากกัน คือ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของผู้ควบคุมอาคารได้ก่อสร้างดัดแปลงอาคารผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 (2), 67 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ทั้งคำฟ้องของโจทก์มีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดนั้นเป็นที่เห็นได้ชัดว่าความผิดทั้งสามกระทงดังกล่าวได้เกิดขึ้นต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยใน 3 กระทง ดังกล่าว นั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องเสีย ซึ่งเมื่อรวมโทษในความผิดที่เหลือหลังลดโทษแล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 131,900 บาท กับปรับรายวันนับถัดจากวันฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 (1) ม. 40 (2) ม. 40 (3) ม. 41 ม. 42 ม. 66 ทวิ ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมานศักดิ์ อัคคมณี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2549
#268632
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยและไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญาอีกต่อไป ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ทั้ง พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 30,000 บาท และผู้เสียหายที่4 ถึงที่ 8 คนละ 18,000 บาท ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และฐานฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 30,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 8 คนละ 18,000 บาท รวมเป็นเงิน 180,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดซึ่งเป็นคนหางานว่า จำเลยกับพวกสามารถหางานที่ต่างประเทศให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปดได้ จนเป็นเหตุให้จำเลยกับพวกได้รับเงินจากผู้เสียหายทั้งแปดรวมจำนวน 236,000 บาท โดยความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามที่กล่าวอ้างได้นั้น เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยทุจริตที่อาศัยโอกาสจากความต้องการหางานทำในต่างประเทศของผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในสังคมมาเป็นช่องทางในการกระทำความผิด เป็นการกระทำซ้ำเติมต่อบุคคลดังกล่าวให้ได้รับความเดือดร้อนและทุกข์ยากมากยิ่งขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะรับฟังได้ตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปดจนเป็นที่พอใจและผู้เสียหายทั้งแปดไม่มีความประสงค์ที่จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาแก่จำเลยอีกต่อไป ปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและบันทึกการเจรจาและชดใช้ค่าเสียหายแนบท้ายฎีกาก็ตาม ก็เป็นกรณีที่ผู้เสียหายทั้งแปดมีสิทธิได้รับการชดใช้ความเสียหายในทางแพ่งจากจำเลยอยู่แล้ว ไม่ถือเป็นเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย คงเป็นเพียงเหตุที่จะพิจารณาลงโทษจำเลยในสถานเบาเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้เบากว่านั้นได้ ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ไม่เป็นเหตุที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งแปดได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยและไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญาอีกต่อไปตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ถือได้ว่าผู้เสียหายทั้งแปดและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งแปดตกไปด้วย ทั้งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ก็มิได้บัญญัติให้พนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งแปดแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งแปดได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงเสียจากสารบบความ ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งแปด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นางสาวมิ่งสมร สวามีชัย
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1865/2549
#268933
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับ ส. เป็นเพื่อนสนิทกัน ก่อนเกิดเหตุ ส. เคยบอกจำเลยว่า ส. ไม่มีรถใช้ อยากได้รถจักรยานยนต์ไว้ใช้สักคัน ซึ่งแสดงว่าจำเลยทราบว่า ส. ประสงค์จะลักรถจักรยานยนต์มาใช้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว ขณะที่จำเลยกับ ส. พากันกลับไปที่ด้านหน้าบริษัท ย. ที่จำเลยจอดรถจักรยานยนต์ของตนไว้ ส. เห็นมีรถจักรยานยนต์หลายคันจอดอยู่ในบริเวณดังกล่าว ส. ได้บอกจำเลยว่าอยากได้รถจักรยานยนต์ไปใช้สักคัน ดังนั้น การที่จำเลยส่งกุญแจรถจักรยานยนต์ให้แก่ ส. ไปทดลองไขดูและยังยืนอยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมที่จะช่วยเหลือ ส. ได้ทันที ทั้งเมื่อ ส. ใช้กุญแจไขและติดเครื่องรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้แล้ว จำเลยกับ ส. ก็ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกัน นอกจากนี้เมื่อพากันกลับไปถึงที่ทำงานของ ส. แล้ว ส. ยังได้พูดขอจำเลยเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไว้ใช้เอง ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับ ส. ด้วย มิใช่เป็นผู้ใช้หรือเป็นเพียงผู้สนับสนุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 357 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 995/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (ที่ถูกมาตรา 335 (7) วรรคแรก) ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน คำขอและข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 86 จำคุก 2 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายสมภาร มะโรงมืด ได้ลักรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ชลบุรี 6 ก-4000 ของนายเมธา จันทร์สุวรกุล ผู้เสียหายไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นตัวการกระทำผิด ร่วมกับนายสมภารหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายสมภารประกอบคำให้การของนายสมภารในชั้นสอบสวนว่า นายสมภารเป็นเพื่อนสนิทกับจำเลย ก่อนเกิดเหตุนายสมภารเคยบอกจำเลยว่าไม่มีรถใช้อยากได้รถจักรยานยนต์ไว้ใช้สักคัน ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับนายสมภารไปหางานทำที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง โดยไปสอบถามที่บริษัทฟูจิซึ จำกัด ก่อน แต่ทางบริษัทยังไม่รับคนงาน จึงพากันไปถามต่อที่บริษัทสยามคอมเพรสเซอร์ จำกัด ปรากฏว่าคุณวุฒิการศึกษาของจำเลยและนายสมภารไม่ถึง จึงพากันกลับ ก่อนจะกลับออกจาบริษัทสยามคอมเพรสเซอร์ จำกัด ซึ่งทางด้านหน้าของบริษัทมีรถจักรยานยนต์จอดอยู่หลายคัน นายสมภารได้บอกจำเลยว่าอยากได้รถจักรยานยนต์ไปใช้สักคัน จำเลยจึงส่งกุญแจรถจักรยานยนต์ให้นายสมภารไปลองไขรถจักรยานยนต์คันอื่นที่จอดอยู่ปรากฏว่านายสมภารสามารถไขและติดเครื่องรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ชลบุรี 6 ก-4000 ได้ จากนั้นนายสมภารก็ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปที่โต๊ะสนุกเกอร์ริมถนนสวนเสือ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งนายสมภารทำงานอยู่ โดยมีจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยตามไปด้วย เมื่อไปถึงโต๊ะสนุกเกอร์ นายสมภารบอกจำเลยว่าขอเอารถไว้ใช้เอง จำเลยก็ยินยอม เห็นว่า จำเลยกับนายสมภารเป็นเพื่อนสนิทกัน ก่อนเกิดเหตุนายสมภารเคยบอกจำเลยว่านายสมภารไม่มีรถใช้ อยากได้รถจักรยานยนต์ไว้ใช้สักคัน ซึ่งแสดงว่าจำเลยทราบว่านายสมภารประสงค์จะลักรถจักรยานยนต์มาใช้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว ขณะที่จำเลยกับนายสมภารพากันกลับไปที่ด้านหน้าบริษัทสยามคอมเพรสเซอร์ จำกัด ที่จำเลยจอดรถจักรยานยนต์ของตนไว้ นายสมภารเห็นมีรถจักรยานยนต์หลายคันจอดอยู่ในบริเวณดังกล่าว นายสมภารได้บอกจำเลยว่าอยากได้รถจักรยานยนต์ไปใช้สักคัน ดังนั้น การที่จำเลยส่งกุญแจรถจักรยานยนต์ ให้แก่นายสมภารไปทดลองไขดูและยังยืนอยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมที่จะช่วยเหลือนายสมภารได้ทันที ทั้งเมื่อนายสมภารใช้กุญแจไขและติดเครื่องรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้แล้ว จำเลยกับนายสมภารก็ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกัน นอกจากนี้เมื่อพากันกลับไปถึงที่ทำงานของนายสมภารแล้ว นายสมภารยังได้พูดขอจำเลยเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไว้ใช้เอง ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับนายสมภารด้วย มิใช่เป็นผู้ใช้หรือเป็นเพียงผู้สนับสนุน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้ใช้และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายสีลัย ลิทา
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1855/2549
#272440
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องแถลงว่าได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2548 หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าอนุมัติให้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าหมายเลขสมาชิก 011400 และขึ้นทะเบียนสมาชิกพรรคไว้แล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 นั้น หากเป็นความจริงดังที่ผู้ร้องอ้าง หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าก็น่าจะระบุชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าคนหนึ่งในจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่เพิ่มขึ้นในรอบปี 2548 ที่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 เนื่องจากได้ขึ้นทะเบียนผู้ร้องเป็นสมาชิกไว้แล้ว และทะเบียนสมาชิกพรรคดังกล่าวเป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรคการเมืองที่จะต้องจัดทำให้ตรงตามความเป็นจริงและเก็บรักษาไว้ ณ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง และพร้อมที่จะให้นายทะเบียนหรือผู้ซึ่งนายทะเบียนมอบหมายตรวจสอบได้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง ส่วนที่อ้างว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าไม่ได้ระบุชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นในรอบปี 2548 เนื่องจากใบสมัครสมาชิกพรรคบางส่วนซึ่งมีใบสมัครสมาชิกพรรคของผู้ร้องอยู่ด้วยหาไม่พบระยะหนึ่งเนื่องจากมีการย้ายที่ทำการพรรคนั้น เป็นคำแถลงที่ไม่ประกอบด้วยเหตุผล เพราะหากมีการขึ้นทะเบียนผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 ตามที่อ้างจริง แม้จะหาใบสมัครสมาชิกพรรคไม่พบก็น่าจะแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในรอบปี 2548 โดยอาศัยทะเบียนสมาชิกพรรคได้ ข้ออ้างและพยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีพิรุธไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้านับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 107 (4)

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดสงขลา สังกัดพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ต่อมาผู้คัดค้านแจ้งผู้ร้องว่าไม่รับสมัคร ผู้คัดค้านอ้างว่าไม่พบข้อมูลว่าผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจึงเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ความจริงผู้ร้องได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2548 พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าได้รับผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคแล้ว นับถึงวันที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาเกินกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกประจำเขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดสงขลา รับสมัครผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 ผู้ร้องได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ผู้คัดค้านตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ร้องจากระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองลงทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองแล้วแต่ไม่พบข้อมูลว่าผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณา ผู้ร้องและนางสาวอิสรา ยวงประสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า แถลงว่า ผู้ร้องได้ยื่นสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2548 พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าอนุมัติให้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าและขึ้นทะเบียนสมาชิกพรรคไว้แล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 หมายเลขสมาชิก 011400 ตามใบสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า หนังสือรับรองของหัวหน้าพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (แบบ ทพ.4) เอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.3 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าได้แจ้งจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่เพิ่มขึ้นในรอบปี 2548 ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว และในวันที่ 8 มีนาคม 2549 ได้มีหนังสือถึงนายทะเบียนพรรคการเมืองขอเพิ่มเติมจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่เพิ่มขึ้นในรอบปี 2548 โดยขอแก้ไขแบบหนังสือแจ้งจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 684 คน ซึ่งมีชื่อผู้ร้องอยู่ในจำนวนสมาชิกที่ขอเพิ่มเติมตามหนังสือดังกล่าวตามเอกสารหมาย ร.4 ต่อมาในวันที่ 10 มีนาคม 2549 หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าได้มีหนังสือถึงผู้คัดค้านยืนยันว่าผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าตามเอกสารหมาย ร.5 ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้องเนื่องจากไม่พบข้อมูลว่าผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้านับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 คน หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องแถลงว่าได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2548 หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าอนุมัติให้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าหมายเลขสมาชิก 011400 และขึ้นทะเบียนสมาชิกพรรคไว้แล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 นั้น หากเป็นความจริงดังที่ผู้ร้องอ้าง หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าก็น่าจะระบุชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าคนหนึ่งในจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่เพิ่มขึ้นในรอบปี 2548 ที่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 ได้ เนื่องจากได้ขึ้นทะเบียนผู้ร้องเป็นสมาชิกไว้แล้ว และทะเบียนสมาชิกพรรคดังกล่าวเป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรคการเมืองที่จะต้องจัดทำให้ตรงตามความเป็นจริงและเก็บรักษาไว้ ณ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง และพร้อมที่จะให้นายทะเบียนหรือผู้ซึ่งนายทะเบียนมอบหมายตรวจสอบได้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 34 วรรคหนึ่ง ส่วนที่อ้างว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าไม่ได้ระบุชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นในรอบปี 2548 แต่เพิ่งมีหนังสือถึงนายทะเบียนพรรคการเมืองขอแจ้งจำนวนสมาชิกพรรคที่เพิ่มขึ้นในรอบปี 2548 เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 เนื่องจากใบสมัครสมาชิกพรรคบางส่วนซึ่งมีใบสมัครสมาชิกพรรคของผู้ร้องอยู่ด้วยหาไม่พบระยะหนึ่ง เนื่องจากมีการย้ายที่ทำการพรรคนั้น เป็นคำแถลงที่ไม่ประกอบด้วยเหตุผล เพราะหากมีการขึ้นทะเบียนผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 ตามที่อ้างจริง แม้จะหาใบสมัครสมาชิกพรรคไม่พบก็น่าจะแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในรอบปี 2548 โดยอาศัยทะเบียนสมาชิกพรรคได้ ข้ออ้างและพยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีพิรุธไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้านับถึงวันสมัครรับเลือกตังเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งชอบแล้ว"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 107
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 34
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาวสาวปณิชา พิชญาวัตร
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 6
ผู้คัดค้าน — จังหวัดสงขลา
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2549
#272439
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน เมื่อผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทย วันที่ 11 มกราคม 2548 ซึ่งตามกฎหมายพรรคไทยช่วยไทยจะต้องแจ้งรายชื่อสมาชิกเพิ่มเติมต่อนายทะเบียนภายในเดือนมกราคมของปีรุ่งขึ้น พรรคไทยช่วยไทยจึงมีหน้าที่แจ้งชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกเพิ่มเติมภายในวันที่ 31 มกราคม 2549 แต่พรรคไทยช่วยไทยไม่ได้แจ้งชื่อผู้ร้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ทำให้ผู้ร้องไม่มีชื่อในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง ดังนี้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 34 วรรคสอง หัวหน้าพรรคการเมืองต้องแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมา พร้อมด้วยรายชื่อ อาชีพ และที่อยู่สมาชิกดังกล่าวตามวิธีการที่นายทะเบียนกำหนดให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมกราคมของทุกปี การที่พรรคไทยช่วยไทยไม่แจ้งรายชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด ทั้ง ๆ ที่พรรคไทยช่วยไทยก็มีการแจ้งจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาต่อนายทะเบียน จึงเป็นข้อพิรุธเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในการเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทยของผู้ร้อง แม้ผู้ร้องจะอ้างว่า มีการแจ้งชื่อผู้ร้องให้นายทะเบียนทราบเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ก็ไม่ปรากฏเหตุผลว่า เหตุใดพรรคไทยช่วยไทยจึงต้องแจ้งชื่อผู้ร้องในภายหลังเช่นนั้น นอกจากนี้เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับสมัครสมาชิกพรรคจำนวน 66 คน ดังกล่าว ก็พบพิรุธในเอกสารรายงานการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคไทยช่วยไทยครั้งที่ 4/2548 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 เพราะตามรายงานการประชุม เอกสารหมาย ค.2 ซึ่งเป็นเอกสารที่เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจพบ ณ ที่ทำการพรรคไทยช่วยไทยนั้น ในระเบียบวาระที่ 5 เป็นเรื่องการรับสมาชิกพรรค ณ วันที่ 11 มกราคม 2548 ซึ่งรวมถึงหมายเลข กศ 000053 อันเป็นหมายเลขสมาชิกของผู้ร้องด้วย แต่รายงานการประชุม เอกสารหมาย ค.1 ซึ่งเป็นเอกสารรายงานการประชุมครั้งเดียวกัน และพรรคไทยช่วยไทยได้จัดส่งให้นายทะเบียนนั้น ระเบียบวาระที่ 5 ระบุว่า เรื่องอื่น ๆ (ไม่มี) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับผู้ร้องเข้าเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทยจึงเป็นพิรุธไม่อาจรับฟังได้ว่า พรรคไทยช่วยไทยได้รับผู้ร้องเป็นสมาชิกตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2548 ดังนั้น ลำพังข้อมูลที่ว่า ผู้ร้องมีชื่อปรากฏในฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองจึงไม่พอรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทย ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2548 จริง เมื่อข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทย ผู้ร้องจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 109 (4)

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้ไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สังกัดพรรคไทยช่วยไทย แต่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แจ้งว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) กรณีไม่พบชื่อผู้ร้องในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองที่พรรคการเมืองได้แจ้งต่อนายทะเบียน ทั้งนี้ผู้ร้องได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทยตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2548 เลขประจำตัวสมาชิก กศ 000053 จึงขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านและคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ร่วมกันดำเนินการตรวจสอบหลักฐานแล้วเห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) เนื่องจากไม่พบข้อมูลผู้ร้องในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองที่พรรคการเมืองได้แจ้งต่อนายทะเบียนและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 ข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองจากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 2 ไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้ เพราะไม่ใช่ต้นฉบับ ขาดความสมบูรณ์และอาจไม่ถูกต้องตรงกับความจริง คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏการรับสมาชิกพรรคจำนวน 66 คน ตามที่พรรคไทยช่วยไทยอ้าง รายงานการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคไทยช่วยไทย ครั้งที่ 4/2548 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 มีความผิดปกติ เป็นพิรุธในวาระการประชุมที่ 5 ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณา ศาลฎีกาสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงให้งดสืบพยาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน เมื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทยวันที่ 11 มกราคม 2548 ซึ่งตามกฎหมายพรรคไทยช่วยไทยจะต้องแจ้งรายชื่อสมาชิกเพิ่มเติมต่อนายทะเบียนภายในเดือนมกราคมของปีรุ่งขึ้น พรรคไทยช่วยไทยจึงมีหน้าที่แจ้งชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกเพิ่มเติมภายในวันที่ 31 มกราคม 2549 แต่พรรคไทยช่วยไทยไม่ได้แจ้งชื่อผู้ร้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ทำให้ผู้ร้องไม่มีชื่อในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง ดังนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 34 วรรคสอง หัวหน้าพรรคการเมืองต้องแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมา พร้อมด้วยรายชื่อ อาชีพ และที่อยู่ของสมาชิกดังกล่าวตามวิธีการที่นายทะเบียนกำหนดให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมกราคมของทุกปี การที่พรรคไทยช่วยไทยไม่แจ้งรายชื่อผู้ร้องเป็นสมาชิกเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด ทั้ง ๆ ที่พรรคไทยช่วยไทยก็มีการแจ้งจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาต่อนายทะเบียน ปรากฏตามหนังสือแจ้งจำนวนสมาชิก เอกสารหมาย ร.1 จึงเป็นข้อพิรุธเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในการเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทยของผู้ร้อง แม้ผู้ร้องจะอ้างว่ามีการแจ้งชื่อผู้ร้องให้นายทะเบียนทราบเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ก็ไม่ปรากฏเหตุผลว่า เหตุใดพรรคไทยช่วยไทยจึงต้องแจ้งชื่อผู้ร้องในภายหลังเช่นนั้น นอกจากนี้ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงชื่อผู้ร้องในภายหลังเช่นนั้น นอกจากนี้ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับสมัครสมาชิกพรรคจำนวน 66 คน ดังกล่าว ก็พบพิรุธในเอกสารรายงานการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคไทยช่วยไทย ครั้งที่ 4/2548 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 เพราะตามรายงานการประชุม เอกสารหมาย ค.2 ซึ่งเป็นเอกสารที่เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจพบ ณ ที่ทำการพรรคไทยช่วยไทยนั้น ในระเบียบวาระที่ 5 เป็นเรื่องการรับสมาชิกพรรค ณ วันที่ 11 มกราคม 2548 ซึ่งรวมถึงหมายเลข กศ 000053 อันเป็นหมายเลขสมาชิกของผู้ร้องด้วย แต่รายงานการประชุม เอกสารหมาย ค.1 ซึ่งเป็นเอกสารรายงานการประชุมครั้งเดียวกันและพรรคไทยช่วยไทยได้จัดส่งให้นายทะเบียนนั้น ระเบียบวาระที่ 5 ระบุว่า เรื่องอื่น ๆ (ไม่มี) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับผู้ร้องเข้าเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทยจึงเป็นพิรุธ ไม่อาจรับฟังได้ว่า พรรคไทยช่วยไทยได้รับผู้ร้องเป็นสมาชิกตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2548 ดังนั้น ลำพังข้อมูลที่ว่า ผู้ร้องมีชื่อปรากฏในฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง เอกสารหมาย ร.5 ถึง ร.7 จึงไม่พอรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทย ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2548 จริง เมื่อข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทย ผู้ร้องจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 107
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 34
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเท๊า ชัยนิรัติศัย
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 6
ผู้คัดค้าน — จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ศิริชัย จิระบุญศรี
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1844/2549
#272436
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 107 (4) ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคสยาม เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2543 ซึ่งพรรคสยามจะต้องแจ้งรายชื่อสมาชิกเพิ่มเติมต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในเดือนมกราคมของทุกปี ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 34 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาพร้อมด้วยรายชื่อ อาชีพ ที่อยู่ ของสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมกราคมของทุกปี เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานที่ว่าพรรคสยามได้แจ้งรายชื่อผู้คัดค้านเป็นสมาชิกเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การที่ไม่มีชื่อของผู้คัดค้านในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเอกสารของทางราชการ แสดงว่าพรรคสยามไม่ได้แจ้งเรื่องการเป็นสมาชิกพรรคของผู้คัดค้านให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบ ผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 107 (4)

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ประกาศรายชื่อนายธวัชชัย วรรธนพิพัฒน์ ผู้คัดค้าน เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานว่าผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากผู้คัดค้านไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคสยาม ตามคำร้องของผู้ร้องที่อ้างว่าได้ตรวจสอบจากระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง ไม่พบข้อมูลการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของผู้คัดค้านนั้นเนื่องจากผู้ร้องตรวจสอบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ มิได้ขอข้อมูลจากทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองของพรรคสยามซึ่งเป็นพรรคเล็กและอยู่ต่างจังหวัดไม่มีการใช้ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ผู้คัดค้านได้ยื่นเอกสารเกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองของพรรคสยาม บันทึกประวัติสมาชิกสามัญและบัตรประจำตัวสมาชิกพรรคสยามของผู้คัดค้านต่อศาลฎีกาแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณาศาลฎีกาสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงให้งดสืบพยาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคสยามเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2543 ซึ่งพรรคสยามจะต้องแจ้งรายชื่อสมาชิกเพิ่มเติมต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในเดือนมกราคมของทุกปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 34 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาพร้อมด้วยรายชื่อ อาชีพ และที่อยู่ของสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมกราคมของทุกปี เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานว่าพรรคสยามได้แจ้งรายชื่อผู้คัดค้านเป็นสมาชิกเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การที่ไม่มีชื่อของผู้คัดค้านในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นเอกสารของทางราชการ แสดงว่าพรรคสยามไม่ได้แจ้งเรื่องการเป็นสมาชิกพรรคของผู้คัดค้านให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ว่าเป็นสมาชิกพรรคสยามตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2543 จึงเป็นคำกล่าวอ้างลอยๆ ของผู้คัดค้านไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกพรรคสยามตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2543 จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้งผู้คัดค้านจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4)"

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายธวัชชัย วรรธนพิพัฒน์ ผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 107
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 34
ชื่อคู่ความ
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2
ผู้ร้อง — จังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้คัดค้าน — นายธวัชชัย วรรธนพิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1832/2549
#272435
เปิดฉบับเต็ม

การที่ไม่มีชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้สมัครยอมรับว่าเพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาไม่ถึง 90 วัน ผู้สมัครจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4)

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อนายปราโมทย์ เพ็งจันทร์ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายนี้ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายปราโมทย์ เพ็งจันทร์

วันนัดยื่นคำร้อง ผู้สมัครไม่ยื่นคำคัดค้านและแถลงยอมรับว่าเพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรคเกษตรกรไทยเมื่อเดือนมกราคม 2549 นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาไม่ถึง 90 วัน

วันนัดพิจารณา ผู้สมัครไม่มาศาล ศาลฎีกาสอบข้อเท็จจริงจากผู้ร้องแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงให้งดสืบพยาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าผู้สมัครไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน การที่ไม่มีชื่อผู้สมัครในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองและทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นเอกสารของทางราชการและผู้สมัครยอมรับในวันนัดยื่นคำร้องต่อศาลว่า เพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรคเกษตรกรไทยเมื่อเดือนมกราคม 2549 นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาไม่ถึง 90 วัน ผู้สมัครจึงไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4)"

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายปราโมทย์ เพ็งจันทร์ ผู้สมัคร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 107 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5
จังหวัดพิษณุโลก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1803/2549
#272434
เปิดฉบับเต็ม

แม้ท้ายคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยจะมีหมายเหตุข้อความว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว แต่การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ เมื่อไม่ได้มีการแจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้นให้จำเลยทราบ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลย ทำให้จำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว จึงเสียสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ยังเหลืออยู่ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกา แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควร ย่อมจะยกขึ้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และ 142 (5) กรณีมีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งครบกำหนดยื่นอุทธรณ์วันที่ 13 มกราคม 2545 วันที่ 7 มกราคม 2545 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปอีก 30 วัน นับถัดจากวันที่ 12 มกราคม 2545

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 10 มกราคม 2545 ว่า คดีนี้ศาลได้พิมพ์คำพิพากษาเสร็จในวันนัดฟังคำพิพากษาแล้ว เหตุผลในคำร้องเป็นเพียงข้ออ้างลอยๆ ไม่ปรากฏหลักฐานยืนยัน ไม่อนุญาตให้ขยายเวลาอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2544 วันที่ 7 มกราคม 2545 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก 30 วัน นับถัดจากวันที่ 12 มกราคม 2545 ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำร้อง แต่มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยในวันที่ 10 มกราคม 2545 ต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2545 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นอ้างว่า จำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยในวันที่ 15 มกราคม 2545 เห็นว่า แม้ท้ายคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยจะมีหมายเหตุข้อความว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ ข้อเท็จจริงได้ความว่าไม่ได้มีการแจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้นให้จำเลยทราบแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลยทำให้จำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วจึงเสียสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ยังเหลืออยู่ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกา แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควร ย่อมจะยกขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และ 142 (5) กรณีมีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 142 (5) ม. 229 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล
จำเลย — นายธีรชัย จิวัฒน์ธนากุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1802/2549
#268623
เปิดฉบับเต็ม

การประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 เป็นการประกันวินาศภัยอย่างหนึ่ง ซึ่งบัญญัติแยกไว้ในส่วนที่ 3 ของหมวด 2 อายุความฟ้องร้องให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิด จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 ซึ่งบัญญัติเป็นบทเบ็ดเสร็จทั่วไปในส่วนที่ 1 ของหมวดเดียวกัน อันเป็นกำหนดอายุความที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจเทียบได้กับกรณีประกันชีวิตซึ่งบัญญัติไว้ในหมวดอื่นและไม่อาจนำอายุความทั่วไปตามมาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่กรณีประกันภัยค้ำจุนได้

การเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิดในค่าสินไหมทดแทนนั้น ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากผู้รับประกันภัยโดยตรง...ฯลฯ" โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 4 ให้รับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่จำต้องแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาก่อน ทั้งอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัยก็เป็นการบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่าให้นับแต่วันเกิดวินาศภัย จึงไม่อาจนำหลักทั่วไปในการนับอายุความตามมาตรา 193/12 มาบังคับใช้แก่กรณีนี้หรือนำมาตีความเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัยคดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-3203 อุบลราชธานี ตามคำสั่งและในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นนายจ้างจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย โดยสัญญาว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน 296,862.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 254,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน 296,862.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 254,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 4

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่ากำหนดอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 น่าจะใช้บังคับในกรณีที่วินาศภัยเกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันภัยเองอันเป็นการประกันวินาศภัยตามนัยทั่วๆ ไป แต่ไม่รวมถึงกรณีประกันภัยค้ำจุนซึ่งวินาศภัยเกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกเพราะมีลักษณะแตกต่างกัน และเมื่อเทียบกับกรณีประกันชีวิตแล้วควรใช้อายุความสิบปีซึ่งเป็นอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 20 หมวด 2 ว่าด้วยประกันภัยวินาศภัยนั้น การประกันภัยค้ำจุนตามมาตรา 887 เป็นประกันวินาศภัยอย่างหนึ่งซึ่งบัญญัติแยกไว้ในส่วนที่ 3 ของหมวดดังกล่าว อายุความฟ้องร้องให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิดจึงต้องบังคับตามมาตรา 882 ซึ่งบัญญัติเป็นบทเบ็ดเสร็จทั่วไปในส่วนที่ 1 ของหมวดเดียวกัน อันเป็นกำหนดอายุความที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจเทียบได้กับกรณีประกันชีวิตซึ่งบัญญัติไว้ในหมวดอื่นและไม่อาจนำอายุความทั่วไปตามมาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่กรณีประกันภัยค้ำจุนได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การประกันภัยค้ำจุนเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 4 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 374 ทั้งในวันเกิดวินาศภัยคดีนี้โจทก์ยังไม่ทราบและไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดอันเป็นต้นเหตุของสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยได้ จึงไม่อาจตีความว่าอายุความเริ่มนับแต่วันเกิดวินาศภัยโดยนำมาตรา 882 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ เพราะไม่สอดคล้องกับหลักทั่วไปในการนับอายุความตามมาตรา 193/12 ที่ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า การเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิดในค่าสินไหมทดแทนนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากผู้รับประกันโดยตรง ฯลฯ" โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 4 ให้รับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่จำต้องแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาก่อน ทั้งอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปี นับแต่วันวินาศภัยนั้น ก็เป็นการบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่าให้นับแต่วันเกิดวินาศภัย จึงไม่อาจนำหลักทั่วไปในการนับอายุความตามมาตรา 193/12 มาบังคับใช้แก่กรณีนี้หรือนำมาตีความเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้พ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัย คดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ซึ่งต้องสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้สั่งแก้ไขในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 882 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายดี แถลงกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1797/2549
#268622
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันที่โจทก์ทำให้ไว้แก่จำเลย ข้อ (1) ระบุว่า "ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดบรรดาที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ได้เป็นหนี้ต่อธนาคารอยู่แล้วก่อนวันทำสัญญานี้ และหรือเป็นหนี้อยู่ในขณะทำสัญญานี้และรวมทั้งหนี้สินที่ลูกหนี้จะได้เป็นหนี้ต่อธนาคารหลังจากวันทำสัญญานี้เป็นต้นไป..." สัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นแบบฟอร์มของสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหนังสือค้ำประกันได้ทุกประเภท ข้อความในสัญญามีลักษณะเขียนครอบคลุมให้ลูกหนี้ต้องรับผิดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งอาจไม่ตรงกับเจตนาของคู่สัญญา เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีเจตนาเพียงค้ำประกันหนี้ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ขอให้จำเลยออกหนังสือค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคาก่อสร้างหรือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างเท่านั้น มิได้มีเจตนาที่ค้ำประกันหนี้สินอย่างอื่นที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. มีต่อจำเลย การที่จำเลยนำเงินฝากประจำของโจทก์ไปหักชำระหนี้เงินกู้และหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. จึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,133,268.24 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,133,268.24 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤษภาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2537 ห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์คอนสตรัคชั่น ขอให้จำเลยออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขการประกวดราคา และหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา (แอลจี) เพื่อนำไปเป็นหลักประกันการยื่นซองประกวดราคาและเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาต่อทางราชการ เพื่อเป็นหลักประกันต่อจำเลย โจทก์ได้นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท ฝากในบัญชีเงินฝากประจำไว้ต่อจำเลยสาขาท่ายาง โดยทำสัญญาจำนำตราสารชนิดออกให้แก่บุคคลโดยนามตามเอกสารหมาย ล.2 กับทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นประกันหนี้ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์คอนสตรัคชั่น เป็นหนี้จำเลย กับโจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินในบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าวชำระหนี้ที่โจทก์ หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์คอนสตรัคชั่น เป็นหนี้จำเลยได้ หลังจากนั้นจำเลยได้ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขการประกวดราคา และหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาเพื่อนำไปยื่นต่อทางราชการหลายครั้ง หนังสือค้ำประกันทุกฉบับสิ้นความผูกพันแล้ว ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์คอนสตรัคชั่น ได้ทำสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยจำนวน 2,000,000 บาท โดยมีนายสมปอง แย้มกล่ำ จำนองที่ดินเป็นประกันกับมีนายชิน ขำเพชร หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯ ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันภายหลังห้างฯ มีหนี้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงได้นำเงินฝากประจำของโจทก์หักชำระหนี้ของห้างฯ ดังกล่าวคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิที่จะนำเงินฝากประจำของโจทก์ดังกล่าวหักชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดกาญจน์คอนสตรัคชั่น ได้หรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าขณะที่โจทก์ทำบัญชีเงินฝากประจำไว้โจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินในบัญชีเงินฝากประจำ ตามเอกสารหมาย ล.1 สัญญาจำนำตราสารชนิดออกให้แก่บุคคลโดยนามเอกสารหมาย ล.3 ให้ไว้แก่จำเลยด้วย ซึ่งข้อความในหนังสือค้ำประกัน ข้อ (1) ระบุว่า "ผู้ค้ำประกันยินยอมเข้าค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดบรรดาที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์คอนสตรัคชั่นได้เป็นหนี้ต่อธนาคารอยู่แล้วก่อนวันทำสัญญานี้ และหรือเป็นหนี้อยู่ในขณะทำสัญญานี้และรวมทั้งหนี้สินที่ลูกหนี้จะได้เป็นหนี้ต่อธนาคารหลังจากวันทำสัญญานี้เป็นต้นไป..." ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์คอนสตรัคชั่น มีภาระหนี้เงินกู้และเบิกเงินบัญชีต่อจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิหักเงินในบัญชีฝากประจำของโจทก์ชำระหนี้ได้ ปัญหาข้อนี้โจทก์มีนายวิจิตร ดีประยูร นายกำพล เกตุตรีกร และนายพิศาล เจตนาพรสำราญ ซึ่งทุกคนเคยเป็นพนักงานจำเลยสาขาท่ายาง ในขณะที่โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากประจำ และทำหนังสือค้ำประกันตามเอกสาร ล.3 ซึ่งขณะนั้นนายวิจิตรมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการธนาคาร นายกำพลมีตำแหน่งเป็นพนักงานสินเชื่อ นายพิศาลมีตำแหน่งเป็นสมุห์บัญชี พยานทั้งสามปากดังกล่าวเบิกความตรงกันว่า การที่โจทก์ทำหนังสือค้ำประกันต่อจำเลยตามเอกสารหมาย ล.3 โจทก์มีเจตนาเพียงค้ำประกันหนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดกาญจน์คอนสตรัคชั่น ขอให้จำเลยออกหนังสือสัญญาค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคาก่อสร้างหรือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างเท่านั้น มิได้มีเจตนาที่ค้ำประกันหนี้สินอย่างอื่นของห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์คอนสตรัคชั่น ที่มีต่อจำเลยแต่อย่างใด เห็นว่า นายวิจิตรพยานโจทก์เป็นผู้จัดการธนาคารจำเลยขณะที่มีการทำสัญญา ย่อมล่วงรู้ถึงเจตนาของคู่สัญญาได้เป็นอย่างดี คำเบิกความของนายวิจิตรและพยานโจทก์คนอื่นซึ่งล้วนเป็นพนักงานของจำเลยและเบิกความตรงกันจึงยิ่งมีน้ำหนักในการรับฟัง เมื่อได้พิเคราะห์ถึงแบบหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นแบบฟอร์มของสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหนังสือค้ำประกันได้ทุกประเภท ข้อความในสัญญามีลักษณะเขียนครอบคลุมให้ลูกหนี้ต้องรับผิดในภาระหนี้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งอาจไม่ตรงกับเจตนาของคู่สัญญาแต่เนื่องจากเป็นสัญญาสำเร็จรูป ลูกค้าที่มาขอทำนิติกรรมกับธนาคารก็จำต้องยอมลงชื่อในสัญญาดังกล่าวโดยไม่อาจโต้แย้งได้ นอกจากนี้การที่จำเลยออกหนังสือค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคาหรือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์คอนสตรัคชั่น ในแต่ละครั้ง จำเลยจะให้โจทก์ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันควบคู่ไปกับสัญญาค้ำประกันที่จำเลยออกให้ทุกครั้ง ตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.15 นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายธีระ มาเอี่ยม พยานจำเลยว่า ในวันที่โจทก์ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นวันเดียวกันกับที่ห้างฯ ขออนุมัติวงเงินในการออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา และจำเลยได้ออกหนังสือค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.35 ด้วย ยิ่งแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ค้ำประกันหนี้เฉพาะรายเท่านั้น ส่วนการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์สตรัคชั่น ทำสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีรวมจำนวนเงิน 2,000,000 บาท จำเลยได้ให้นายสมปองจำนองที่ดินที่มีราคาประเมินประมาณ 3,000,000 บาท เป็นประกัน อีกทั้งให้นายสมปองและนายชินหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯ ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่างหากถ้าจำเลยมีเจตนาจะให้โจทก์ต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวของห้างฯ จำเลยน่าจะให้โจทก์เข้ามาทำสัญญาค้ำประกันเป็นการเฉพาะเจาะจง ดังเช่นที่เคยให้โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการที่จำเลยออกหนังสือค้ำประกันให้ห้างฯ ในแต่ละครั้ง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ล.3 ทำขึ้นเพื่อค้ำประกันการออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น การที่จำเลยนำเงินฝากประจำของโจทก์ไปหักชำระหนี้เงินกู้และหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์คอนสตรัคชั่น จึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยคืนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชัย ขำเพชร
จำเลย — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1794/2549
#267759
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า "ยาสตรีนิสิงเหจอมทอง" กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "ยาสตรีสิงเห" มีการเรียกขาน และรูปลักษณะที่คล้ายกัน เมื่อเป็นการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันจึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ส่วนความแตกต่างอื่น เช่นคำว่า "จอมทอง" ก็มีขนาดเล็ก ไม่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า เช่นเดียวกับความแตกต่างของข้อความประกอบเครื่องหมายการค้าว่า "สำหรับช่วยในการอยู่ไฟ" และ "ยาแผนโบราณสำหรับแทนการอยู่ไฟ" รวมทั้งโบ และวงกลมประกอบด้านล่างซึ่งมีอักษรอยู่ภายในหาใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าได้ จึงมิใช่สาระสำคัญแห่งเครื่องหมายการค้าเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 279291 ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ในเรื่องของความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามฟ้องกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้นเป็นเพียงในส่วนของรายละเอียด เมื่อพิจารณาถึงภาพรวมในสาระสำคัญไม่ว่าจะเป็นใบสลากรูปยันต์ หรือรูปผู้หญิงอยู่ในวงกลม และส่วนอื่นๆ ของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้ว เห็นว่า การเรียกขานก็ดี รูปลักษณะก็ดี เป็นไปในลักษณะที่คล้ายกัน โจทก์เองก็หาได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าข้อแตกต่างเหล่านั้นเป็นสาระสำคัญในอันจะทำให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วอย่างไร เพียงแต่ยืนยันความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเช่นเดิม ซึ่งในเรื่องของการเรียกขานนั้น ความแตกต่างในจำนวนพยางค์ที่เรียกขานนับเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย เนื่องจากทางนำสืบของโจทก์เองก็แสดงอยู่ว่า สาธารณชนไม่ได้เรียกขานชื่อสินค้าครบทุกพยางค์ คงเรียกชื่อสั้นๆ เท่านั้น ทั้งการเรียกขานส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ยังพ้องกับการเรียกขานในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วด้วย ส่วนรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้า เช่น รูปมารดาของโจทก์ แม้จะเป็นภาพเฉพาะ แต่เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ 78966 ก็ปรากฏภาพผู้หญิงอยู่เช่นกัน สำหรับรูปลักษณะอื่น เช่น คำว่า "จอมทอง" ก็มีขนาดเล็กกว่าคำว่า "ยาสตรีนิสิงเห" ทำให้ไม่เป็นสาระสำคัญในเครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด คำว่า "สำหรับช่วยในการอยู่ไฟ" ก็ไม่แตกต่างในสาระสำคัญจากข้อความว่า "ยาแผนโบราณสำหรับแทนการอยู่ไฟ" รวมทั้งรูปโบและวงกลมด้านล่างซึ่งมีอักษรอยู่ภายใน ก็ไม่ใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนแยกแยะความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าได้ นอกจากนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ก็ไม่ปรากฏเหตุผลที่ชัดเจนในการใช้รูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าเป็นภาพผู้หญิง รูปโบที่มีข้อความใกล้เคียงกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ตลอดวงกลมด้านล่างซึ่งมีอักษรอยู่ภายใน เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวใช้สำหรับสินค้าในประเภทเดียวกัน ย่อมจะทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้ โดยเฉพาะในกรณีที่สาธารณชนไม่ทราบถึงการเรียกขานที่แตกต่างกันสำหรับสินค้าของแต่ละเจ้าของตามที่โจทก์นำสืบมาหรือในกรณีที่สาธารณชนไม่ได้นำสินค้ามาพิจารณาเปรียบเทียบในรายละเอียดพร้อมๆ กัน อนึ่งข้อฎีกาของโจทก์ในกรณีที่ว่าสาธารณชนไม่สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น พยานโจทก์ เช่น นายเสงี่ยม และนายสารทิตย์ ต่างเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในทำนองเดียวกันว่าอาจเกิดความสับสนขึ้นได้ สำหรับฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลแขวงตลิ่งชัน ในคดีหมายเลขดำที่ 1514/2534 หมายเลขแดงที่ 7677/2535 นั้น ก็ไม่อาจนำมาใช้ในคดีนี้ได้ เพราะคดีดังกล่าวเป็นคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 274 ซึ่งมีคู่ความและประเด็นที่ต้องพิจารณาแตกต่างจากคดีนี้ ทั้งหลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญาย่อมจะแตกต่างจากการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิพัฒน์ หาญพิพัฒน์พาณิชย์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา