คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2549
#266621
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งที่ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินอันเป็นหนี้ประธานก่อนและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละสองบาทห้าสิบสตางค์ โดยให้ถือหนังสือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินด้วย แต่ผู้ร้องก็มีคำขอมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยว่า หากจำเลยไม่ชำระเงิน ให้ผู้ร้องบังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยโดยการขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง แสดงว่าผู้ร้องประสงค์จะบังคับคดีเอาจากที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองด้วย

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ร้องชนะคดีตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ร้อง และผู้ร้องนำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้อันเป็นการบังคับจำนองแล้วได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ กรณีจึงอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 733 ซึ่งบัญญัติให้ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินที่ยังขาดจำนวนนั้น เมื่อสัญญาจำนองระหว่างผู้ร้องกับจำเลยไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดในเงินที่ยังขาดจำนวน จึงไม่มีหนี้อันจะเป็นมูลให้ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 945,800 บาท ตามคำขอของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่โฉนดเลขที่ 14641, 22716, 10640, 28666, 29251, 18423, 22724, 28882, 29252 และ 31447 ตำบลบ้านใหม่ (ศีศะเชือก) อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้องได้อย่างเจ้าหนี้สามัญ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง หากไม่ชำระให้บังคับเอาจากที่ดินของจำเลยอันเป็นทรัพย์จำนองรวม 21 แปลง ผู้ร้องนำยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดใช้หนี้แก่ผู้ร้องแล้ว แต่ได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์นำยึดในคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้องหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินไว้แก่ผู้ร้องเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน โดยให้ถือหนังสือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินด้วย การฟ้องคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1646/2540 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ผู้ร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินก่อน โดยผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาทของทุนทรัพย์อย่างคดีฟ้องเรียกหนี้สามัญ มิใช่อัตราหนึ่งบาทต่อทุกหนึ่งร้อยบาทอย่างคดีฟ้องขอให้บังคับจำนอง หนี้กู้ยืมเงินที่ฟ้องเป็นหนี้ประธาน ส่วนจำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ ผู้ร้องมิได้ประสงค์จะฟ้องบังคับจำนองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องในเงินที่ยังขาดจำนวนอยู่อีกนั้น เห็นว่า แม้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1646/2540 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินอันเป็นหนี้ประธานก่อนและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละสองบาทห้าสิบสตางค์ก็ตาม แต่ผู้ร้องมีคำขอมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยว่า หากจำเลยไม่ชำระเงิน ให้ผู้ร้องบังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยรวม 21 แปลง โดยการขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง แสดงว่าผู้ร้องประสงค์จะบังคับคดีเอาจากที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องบังคับจำนองด้วย ดังนั้น เมื่อศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาให้ผู้ร้องชนะคดีตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ร้อง และผู้ร้องนำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้อันเป็นการบังคับจำนองแล้วได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ กรณีจึงอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 733 ซึ่งบัญญัติให้ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินที่ขาดจำนวนนั้น เมื่อสัญญาจำนองระหว่างผู้ร้องกับจำเลยไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดในเงินที่ยังขาดจำนวน จึงไม่มีหนี้อันจะเป็นมูลให้ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 733
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดุษฎี มงคลประเสริฐ
ผู้ร้อง — นายสพสันต์ พัฒนชัย
จำเลย — นายไพฑูรย์ วัฒกร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมเจตน์ วิทยาผาสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2549
#267641
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งเรื่องอื่นที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคดีที่ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินอันเป็นหนี้ประธานก่อนและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละสองบาทสิบห้าสตางค์ แต่ผู้ร้องมีคำขอมาท้ายฟ้องด้วยว่าหากจำเลยไม่ชำระเงินให้ผู้ร้องบังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลย โดยการขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องแสดงว่าผู้ร้องประสงค์จะบังคับคดีเอาจากที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองดังกล่าวจึงเป็นการฟ้องบังคับจำนองด้วย ดังนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ร้องชนะคดีตามคำขอท้ายฟ้อง และผู้ร้องนำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ อันเป็นการบังคับจำนองแล้วได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ กรณีจึงอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 733 ซึ่งบัญญัติให้ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินที่ขาดจำนวน เมื่อสัญญาจำนองไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดในเงินที่ขาดจำนวน เมื่อสัญญาจำนองไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดในเงินที่ยังขาดจำนวน จึงไม่มีหนี้อันเป็นมูลให้ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 95,800 บาท ตามคำขอของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดโฉนดเลขที่ 14641, 22716, 10640, 28666, 29251, 18423, 22724, 28882, 29252 และ 31447 ตำบลบ้านใหม่ (ศีศะเชือก) อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1646/2540 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ผู้ร้องยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว แต่ไม่พอชำระหนี้ จำเลยยังคงเป็นหนี้ผู้ร้องจำนวน 2,455,557.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดในคดีนี้ จำเลยมีทรัพย์สินอื่นไม่เพียงพอให้ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้ ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาโดยเป็นเจ้าหนี้จำนอง เมื่อผู้ร้องยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อผู้ร้องในเงินที่ยังขาดจำนวนอยู่อีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 เนื่องจากสัญญาจำนองระหว่างผู้ร้องกับจำเลยไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้องได้อย่างเจ้าหนี้สามัญ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1646/2540 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง หากไม่ชำระให้บังคับเอาจากที่ดินของจำเลยอันเป็นทรัพย์จำนองรวม 21 แปลง ผู้ร้องนำยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดใช้หนี้แก่ผู้ร้องแล้วแต่ได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ตามพิพากษา ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์นำยึดในคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามคำร้องหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินไว้แก่ผู้ร้องเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน โดยให้ถือหนังสือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินด้วย การฟ้องคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1646/2540 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ผู้ร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินก่อน โดยผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาทของทุนทรัพย์อย่างคดีฟ้องเรียกหนี้สามัญ มิใช่อัตราหนึ่งบาทต่อทุกหนึ่งร้อยบาทอย่างคดีฟ้องขอให้บังคับคดีจำนอง หนี้กู้ยืมเงินที่ฟ้องเป็นหนี้ประธานส่วนจำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ ผู้ร้องมิได้ประสงค์จะฟ้องบังคับจำนองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องในเงินที่ยังขาดจำนวนอยู่อีกนั้น เห็นว่า แม้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1646/2540 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินอันเป็นหนี้ประธานก่อนและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละสองบาทห้าสิบสตางค์ก็ตาม แต่ผู้ร้องมีคำขอมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยว่า หากจำเลยไม่ชำระเงิน ให้ผู้ร้องบังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยรวม 21 แปลง โดยการขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่ผู้ร้อง แสดงว่าผู้ร้องประสงค์จะบังคับคดีเอาจากที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องบังคับจำนอง ดังนั้น เมื่อศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาให้ผู้ร้องชนะคดีตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ร้อง และผู้ร้องนำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้อันเป็นการบังคับจำนองแล้วได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ กรณีจึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 ซึ่งบัญญัติให้ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินที่ขาดจำนวนนั้น เมื่อสัญญาจำนองระหว่างผู้ร้องกับจำเลยไม่มีข้อตกลงให้จำเลยต้องรับผิดในเงินที่ยังขาดจำนวน จึงไม่มีหนี้อันเป็นมูลให้ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 733
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดุษฎี มงคลประเสริฐ
ผู้ร้อง — นายสพสันต์ พัฒนชัย
จำเลย — นายไพฑูรย์ วัฒกร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 574/2549
#268618
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่านอกจากคดีนี้แล้วโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาและได้มีการตกลงประนีประนอมยอมความกัน ขอให้งดการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ไว้จนกว่าจะได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงประนีประนอมยอมความ ตามคำแถลงของโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่แถลงต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญามีเงื่อนไขว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงจะไม่ติดใจเรียกร้องเอากับจำเลยที่ 2 อีกต่อไป แต่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ตกลงกันว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนแล้วโจทก์จะยินยอมให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดไปหรือไม่ คำแถลงดังกล่าวเป็นเพียงเหตุผลในการขอเลื่อนการนัดฟังคำพิพากษาออกไปอีกนัดหนึ่งเท่านั้น ไม่มีลักษณะที่โจทก์จำเลยที่ 2 ได้ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ระหว่างกันให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิในการบังคับของโจทก์จึงไม่ระงับสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดบ้าน ที่ดิน และทรัพย์สินในบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีและปล่อยทรัพย์สินคืนแก่จำเลยที่ 2 หรืองดการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ไว้จนกว่าจะได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงประนีประนอมยอมความ หรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางปลิก หลำเจริญ ได้ขายที่ดินมรดกของนางปลิกจำนวน 3 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 2,300,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทและส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระราคาที่ดิน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คดังกล่าว โจทก์นำเช็คพิพาทไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ และพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น โดยฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1690/2542 กับฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2186/2544 ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1690/2542 ในวันที่ 27 ธันวาคม 2544 ครั้นถึงวันนัด ทนายโจทก์และจำเลยที่ 2 แถลงร่วมกันว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1690/2542 มีความเกี่ยวพันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2186/2544 และในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2186/2544 นั้น จำเลยที่ 1 ได้ตกลงจะชำระหนี้ให้โจทก์ในวันที่ 12 มีนาคม 2545 หากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ก็จะไม่ติดใจเรียกร้องเอากับจำเลยที่ 2 จึงขอเลื่อนคดีออกไปอีกสักนัด ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณียังไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ครบถ้วนหรือไม่ และหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ให้เสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด กรณีจึงเห็นสมควรให้จำหน่ายคดีชั่วคราวไปก่อน หากจำเลยที่ 2 ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ ให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 ธันวาคม 2544

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ข้อความที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ร่วมกันแถลงต่อศาลในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1690/2542 ดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่าตามคำแถลงของโจทก์และจำเลยที่ 2 ดังกล่าว มีเงื่อนไขว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วโจทก์จึงจะไม่ติดใจเรียกร้องเอากับจำเลยที่ 2 อีกต่อไป แต่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ตกลงกันว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะยินยอมให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดไปหรือไม่ คำแถลงดังกล่าวเป็นเพียงเหตุผลในการขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาออกไปอีกนัดหนึ่งเท่านั้น ไม่มีลักษณะที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ระหว่างกันให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์หาได้ระงับสิ้นไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ข้อความที่โจทก์และจำเลยที่ 2 แถลงในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1690/2542 ดังกล่าวมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความและไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีหรืองดการบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
นายวิจิตต์ หลำเจริญ
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางปลิก หลำเจริญ
จำเลย — นายมาโนช รัตนกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 572/2549
#267325
เปิดฉบับเต็ม

จ. มีภูมิลำเนาอยู่อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ได้ติดต่อผ่าน ว. นายหน้าขายประกันชีวิตของบริษัทจำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดตราด โดย ว. เป็นผู้กรอกข้อความลงในใบคำขอเอาประกันชีวิตให้ จ. ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขอเอาประกันภัย แล้วส่งเอกสารนั้นไปให้จำเลยซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร พิจารณารับคำขอเอาประกันชีวิตและออกกรมธรรม์ให้ ดังนี้ การเริ่มต้นทำสัญญาประกันชีวิตจึงเกิดขึ้นที่จังหวัดตราด กรณีถือได้ว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดตราดอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดตราด ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 นางสาวจริยา พานิชการ ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยแบบสะสมทรัพย์ 21 ปี ในวงเงิน 200,000 บาท โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2540 นางสาวจริยา พานิชการ ได้ถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุเนื้องอกในสมอง โจทก์ขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแต่จำเลยปฏิเสธบอกล้างสัญญาประกันชีวิตโดยอ้างว่านางสาวจริยามีร่างกายไม่ปกติ จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เดือนเมษายน 2540 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 23 เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 23 เดือน รวมเป็นดอกเบี้ย 28,750 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 228,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า มูลคดีนี้มิได้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 7 เมษายน 2542) ให้ไม่เกิน 28,750 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยที่คู่ความมิได้ฎีกาและแก้ฎีกาโต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 นางสาวจริยา พานิชการ ทำสัญญาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 21 ปีกับจำเลย โดยติดต่อผ่านนางสาววิลาวัลย์ นาวาเจริญ นายหน้าหาประกันชีวิตของจำเลยที่จังหวัดตราด โดยโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ. 3 ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2540 นางสาวจริยาถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุเนื้องอกในสมอง โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนผ่านตัวแทนจำเลยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2540 ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2541 จำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตโดยอ้างว่านางสาวจริยามิได้แถลงข้อความจริงว่า มีความบกพร่องหรือผิดปกติทางร่างกายมีสุขภาพไม่สมบูรณ์มาก่อนทำสัญญาประกันชีวิต ตามเอกสารหมาย จ. 8

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นางสาววิลาวัลย์ นาวาเจริญ เป็นเพียงนายหน้าขายประกันชีวิต ไม่ได้เป็นตัวแทนของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นางสาววิลาวัลย์มีหน้าที่ชี้ชวนกันแนะนำรายละเอียดและผลประโยชน์ต่าง ๆ แก่ลูกค้า แล้วรวบรวมหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ ไปยังจำเลยที่กรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณาและรับประกันชีวิต สัญญาประกันชีวิตเกิดขึ้นเมื่อจำเลยสนองรับประกันชีวิต ณ สำนักงานจำเลยที่กรุงเทพมหานคร มูลคดีนี้จึงมิได้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะที่นางสาวจริยา พานิชการ ทำคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลยนั้น นางสาวจริยามีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 75 - 77 ถนนตัดใหม่ ตำบลบางพระ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ซึ่งนางสาวจริยาก็ได้ติดต่อผ่านนางสาววิลาวัลย์นายหน้าขายประกันชีวิตของจำเลย ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดตราด โดยนางสาววิลาวัลย์เป็นผู้กรอกข้อความลงในใบคำขอเอาประกันชีวิตเอกสารหมาย จ. 2 และให้นางสาวจริยาลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวในฐานะผู้ขอเอาประกันภัย แล้วส่งเอกสารนั้นไปให้จำเลยซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร พิจารณารับคำขอเอาประกันชีวิตและออกกรมธรรม์ประกันชีวิตให้ ดังนี้ การเริ่มต้นทำสัญญาประกันชีวิตจึงเกิดขึ้นที่จังหวัดตราด กรณีถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดตราดอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดตราด) ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชุมพล พานิชการ
จำเลย — แอสชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สุรพล เจียมจูไร
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 571/2549
#267324
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้ยืมเงินมีใจความว่า ในระยะ 2 ปีแรก นับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์คิดดอกเบี้ยคงที่ได้เพียงร้อยละ 5.25 ต่อปี เท่านั้น จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นไม่ได้จนกว่าจะล่วงพ้น 2 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาเว้นแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อใดไม่ว่าจะอยู่ในช่วง 2 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาหรือหลังจากนั้น โจทก์มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.25 ต่อปี ในระยะเริ่มแรกก็ดี และหลังจากล่วงพ้นระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ จึงเป็นดอกผลนิตินัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 148 วรรคสาม แต่สำหรับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยหลังจากที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด และยังอยู่ในช่วงระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ ซึ่งโจทก์ยังไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนั้น เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379

จำเลยจะมีหน้าที่ตามสัญญากู้ยืมเงินที่จะต้องเอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ทำประกันภัยได้เอง และจำเลยยินยอมชำระเบี้ยประกันภัยคืนแก่โจทก์ แต่เบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้องเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคต จะถือว่าจำเลยละเลยเสียไม่ชำระหนี้ยังไม่ได้ จึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยหลังวันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมเงินได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2541 จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์เพื่อซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 29452 และอาคารบนที่ดินดังกล่าวโดยทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 2 ฉบับ ฉบับละ 286,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระต้นเงินดอกเบี้ยเป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 ครบกำหนดชำระหนี้เสร็จภายใน 20 ปี หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยครบ 1 ปี ยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบรวมกับต้นเงินได้ และให้ถือเป็นต้นเงินใหม่ที่จำเลยทั้งสองจะต้องเสียดอกเบี้ยต่อไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2542 จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกให้แก่โจทก์ คงเหลือหนี้ต้นเงินจำนวน 265,000 บาท และจำเลยทั้งสองได้ขอกู้ยืมเงินเพิ่มเติมอีก 26,000 บาท รวมเป็นต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกจำนวน 291,000 บาท ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2544 จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกให้แก่โจทก์อีก คงเหลือหนี้ต้นเงินจำนวน 276,000 บาท จำเลยทั้งสองขอเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวออกไปเป็นระยะเวลา 33 ปี 2 เดือน วันที่ 28 มิถุนายน 2542 จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 ให้แก่โจทก์ คงเหลือต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวจำนวน 271,000 บาท และจำเลยทั้งสองได้ขอกู้ยืมเงินเพิ่มเติมอีก 74,000 บาท รวมเป็นต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 จำนวน 245,000 บาท ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2544 จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 ให้แก่โจทก์อีก คงเหลือหนี้ต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวจำนวน 317,000 บาท จำเลยทั้งสองขอเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวออกไปเป็นระยะเวลา 33 ปี 2 เดือน และเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2544 จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 3 จำนวนเงิน 64,000 บาท เพื่อชำระหนี้ต่อเติมและซ่อมแซมอาคาร จำเลยทั้งสองยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.25 ต่อปี เป็นเวลา 2 ปี ส่วนระยะเวลากู้ที่เหลือยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ MRR-1.25 ต่อปี โดยต้องผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 400 บาท กำหนดชำระหนี้เสร็จสิ้นภายใน 30 ปี จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 29452 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสามฉบับในวงเงิน 572,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสองยอมรับผิดชดใช้เงินส่วนที่ขาดจนครบนอกจากนี้จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองโดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยและจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยตลอดไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระเบี้ยประกันภัยและโจทก์ได้ชำระเงินเบี้ยประกันภัยไป จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์นำเงินค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวรวมเข้ากับต้นเงินตามสัญญากู้ยืมเงินได้ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนเพิ่มเงินจำนอง 3 ครั้ง รวมวงเงินจำนองเป็นเงิน 657,000 บาท หลังจากทำสัญญาจำเลยทั้งสองชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนด โดยจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 จำนวน 1,900 บาท ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 จำนวน 2,200 บาท และชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 3 ครั้ง สุดท้ายเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 จำนวน 400 บาท โจทก์ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสามฉบับเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกเป็นต้นเงินจำนวน 272,791.05 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 47,017.25 บาท รวมเป็นเงิน 319,808.30 บาท และเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 เป็นต้นเงินจำนวน 309,069.20 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 26,051.07 บาท รวมเป็นเงิน 335,120.27 บาท กับเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 3 เป็นต้นเงินจำนวน 63,470.30 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 10,356.93 บาท รวมเป็นเงิน 73,827.23 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสามฉบับทั้งสิ้น 728,755.80 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวนดังกล่าวและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 728,755.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 645,330.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,324.66 บาท ทุกวันที่ 2 เมษายน ของทุกสามปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2547 ไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 29452 ตำบลสามวาตะวันตก อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 726,512.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 581,860.25 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 63,470.30 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มีนาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 29452 ตำบลสามวาตะวันตก อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า อัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยทั้งสองตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2544 ตามเอกสารหมาย จ. 12 เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ. 12 มีใจความโดยสรุปว่าในระยะ 2 ปีแรก นับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ได้เพียงร้อยละ 5.25 ต่อปี เท่านั้น จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่านั้นไม่ได้จนกว่าจะล่วงพ้น 2 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาเว้นแต่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้เมื่อใดไม่ว่าจะอยู่ในช่วง 2 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้ยืมเงินหรือหลังจากนั้นก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.25 ต่อปี ในระยะเริ่มแรกก็ดี และหลังจากล่วงพ้นระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงินก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ จึงเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แต่สำหรับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสองหลังจากที่จำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ผิดนัด และยังอยู่ในช่วงระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งโจทก์ยังไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนั้นเป็นการใช้สิทธิตามสัญญากู้ยืมเงินที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2545 เป็นเบี้ยปรับนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเบี้ยประกันภัยหลังวันฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะมีหน้าที่ตามสัญญากู้ยืมเงินที่จะต้องเอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ทำประกันภัยได้เอง และจำเลยทั้งสองยินยอมชำระเบี้ยประกันภัยคืนแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อหน้าที่ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้องเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคต จะถือว่าจำเลยทั้งสองละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตนนั้นยังไม่ได้ จึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้ โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเบี้ยประกันภัยหลังวันฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 ม. 224 ม. 379
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางจิตติมา จันทร์มณีหรือเสนาขันธ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 570/2549
#266522
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลฎีกาจะพิพากษาตามยอมได้นั้น ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ หากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวฝ่าฝืนต่อกฎหมายศาลฎีกาก็ย่อมไม่อาจพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้เพราะเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 138 เมื่อปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลในข้อ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,150,253.55 บาท แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 กับที่ 5 ตกลงร่วมกันชำระเงินจำนวน 558,543.32 บาท แก่โจทก์ เมื่อรวมจำนวนเงินทั้งสองจำนวนแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,708,796.87 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนี้มีจำนวนเงินซึ่งคำนวณจากดอกเบี้ยเกินอัตราอันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) รวมอยู่ด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามยอมให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,708,796.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 1,203,276.68 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาจำนอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวน 584,861.02 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดจำนวน 190,861.02 บาท และจำเลยที่ 5 ให้รับผิดชำระเงินต้นจำนวน 394,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2536 ชำระเงินให้โจทก์จำนวน 592,573.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ชำระเงินจำนวน 394,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 850,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันจำนวน 850,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 จำนวน 300,000 บาท เมื่อรวมกับสัญญาจำนองเดิมเป็นเงินจำนวน 1,150,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์อีก 540,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดในหนี้เงินกู้ดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 2 จำนวน 540,000 บาท เมื่อรวมกับสัญญาจำนองเดิมเป็นเงิน 1,690,000 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย เห็นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงิน การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 แต่อยู่ภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดด้วย ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์นั้น โจทก์ได้ออกประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเป็นสองอัตรา คือ อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปและอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าทั่วไป การที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ที่ปฏิบัติผิดสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาเลย จึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ ถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 อันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) จึงตกเป็นโมฆะ

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำแถลงลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 อ้างว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าสามารถตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 ที่เสนอต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นส่งมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาและพิพากษาตามยอมนั้น เห็นว่า การที่ศาลฎีกาจะพิพากษาตามยอมได้นั้น ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ หากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาก็ย่อมไม่อาจพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประยอมความนั้นได้เพราะเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 138 เมื่อปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลใน ข้อ.1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,150,253.55 บาท แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 กับที่ 5 ตกลงร่วมกันชำระเงินจำนวน 558,543.32 บาท แก่โจทก์ เมื่อรวมจำนวนเงินทั้งสองจำนวนแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,708,796.87 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนี้มีจำนวนเงินซึ่งคำนวณจากดอกเบี้ยเกินอัตราอันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) รวมอยู่ด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามยอมให้ได้

พิพากษายืน และให้ยกคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 ที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาตามยอม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (3)
ชื่อคู่ความ
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายพรประสิทธิ์ นารายพิทักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายนพรัตน์ อักษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีระ เบ็ญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 570/2549
#267645
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นสถาบันการเงิน การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ.มาตรา 654 แต่จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดน้อย เมื่อโจทก์ได้ออกประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเป็นสองอัตรา คือ อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปและอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระ คิดอัตราร้อยละ 19 ต่อปี การที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ที่ปฏิบัติผิดสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาเลย จึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ ถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 อันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) จึงตกเป็นโมฆะ

การที่ศาลฎีกาจะพิพากษาตามยอมได้นั้น ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ หากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาก็ย่อมไม่อาจพิพากษาให้ได้เพราะเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 138 เมื่อตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอมีจำนวนเงินซึ่งคำนวณจากดอกเบี้ยเกินอัตราอันเป็นการต้องห้ามตามพ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา ๓ (ก) รวมอยู่ด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาไม่พิพากษาตามยอมให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 850,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 25 ของเดือน และยินยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 12,500 บาท ชำระทุกวันสิ้นเดือน เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2536 หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดคืนได้ทันที โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดในหนี้เงินกู้ดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินเฉพาะส่วน คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 24407 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 850,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2540จำเลยที่ 1 ตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 จำนวน 300,000 บาท เมื่อรวมกับสัญญาจำนองเดิมเป็นเงินจำนวน 1,150,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์อีก 540,000 บาทดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันสิ้นเดือนและจำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 11,6000 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 31 มกราคม 2541 หากผิดนัดไม่ว่างวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดคืนได้ทันที โดยมีจำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดในหนี้เงินกู้ดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 2 จำนวน 540,000 บาท เมื่อรวมกับสัญญาจำนองเดิมเป็นเงิน 1,690,000 บาท หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย จำเลยที่ 1 ค้างชำระเงินต้นตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับจำนวน 809,278.68 บาท และ 394,000 บาท ตามลำดับและค้างชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกจำนวน 340,976.87 บาท ตามลำดับและค้างชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกจำนวน 340,976.87 บาท กับค้างชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่ 2 จำนวน 164,543.32 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 1,708,796.87 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน1,708,796.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 1,203,276.68 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24407 ตำบลพระบาท (หัวเวียง) อำเภอเมืองลำปางจังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวน584,861.02 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดจำนวน 190,861.02 บาท และจำเลยที่ 5 ให้รับผิดชำระเงินต้นจำนวน 394,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24407ตำบลพระบาท (หัวเวียง) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,0000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2536 ชำระเงินให้โจทก์จำนวน 592,573.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ชำระเงินจำนวน 394,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 850,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 24407 ตำบลพระบาท (หัวเวียง) อำเภอเมืองลำปางจังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันจำนวน 850,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ วันที่ 25 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 จำนวน 300,000 บาท เมื่อรวมกับสัญญาจำนองเดิมเป็นเงินจำนวน1,150,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์อีก 540,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดในหนี้เงินกู้ดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1อย่างลูกหนี้ร่วม ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 2 จำนวน 540,000 บาท เมื่อรวมกับสัญญาจำนองเดิมเป็นเงิน 1,690,000 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่โจทก์คิดตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 เป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงินการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าร้อยละ19ต่อปี ตามเอกสารหมาย จ.28 ถึง จ.33 โจทก์จึงสามารถเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งห้าได้ในอัตราร้อยละ ๑๙ต่อปี นั้น เห็นว่า แม้ว่าโจทก์จะเป็นสถาบันการเงินการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ก็ตาม แต่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดด้วย ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์นั้น โจทก์ได้ออกประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเป็นสองอัตรา คือ อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปและอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระ สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าทั่วไปตามรายการคิดดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.30 ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี และตามรายการคิดดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.31 ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5 โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.75 ต่อปี ส่วนลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเอกสารหมาย จ.29 แผ่นที่ 12 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดังนั้น การที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ที่ปฏิบัติผิดสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาเลย จึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ ถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) จึงตกเป็นโมฆะ จึงตกเป็นโมฆะ ตามนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2544 คดีระหว่าง ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ นายสิทธิโชค กองเพ็ง กับพวก จำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำแถลงลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 อ้างว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าสามารถตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 24ธันวาคม 2545 ที่เสนอต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นส่งมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาและพิพากษาตามยอมนั้นเห็นว่าการที่ศาลฎีกาจะพิพากษาตามยอมได้นั้น ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ หากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาก็ย่อมไม่อาจพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้เพราะเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 เมื่อปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลใน ข้อ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,150,253.55 บาท แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 กับที่ 5 ตกลงร่วมกันชำระเงินจำนวน 558,543.32บาท แก่โจทก์ เมื่อรวมจำนวนเงินทั้งสองจำนวนแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,708,796.87 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนี้มีจำนวนเงินซึ่งคำนวณจากดอกเบี้ยเกินอัตราอันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา ๓ ก) รวมอยู่ด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามยอมให้ได้"

พิพากษายืน และให้ยกคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 ที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาตามยอม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายพรประสิทธิ์ นารายพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 570/2549
#268928
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าโจทก์จะเป็นสถาบันการเงิน การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 ก็ตาม แต่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดด้วย ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์นั้น โจทก์ได้ออกประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเป็นสองอัตรา คือ อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปและอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระ ดังนั้น การที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ที่ปฏิบัติผิดสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาเลยจึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ ถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืน พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ อันเป็นการต้องห้าม ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) จึงตกเป็นโมฆะ

การที่ศาลฎีกาจะพิพากษาตามยอมได้นั้น ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความว่า เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ หากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาก็ย่อมไม่อาจพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้เพราะเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 138 เมื่อปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลใน ข้อ. 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,150,253.55 บาท แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 กับที่ 5 ตกลงร่วมกันชำระเงินจำนวน 558,543.32 บาท แก่โจทก์ เมื่อรวมจำนวนเงินทั้งสองจำนวนแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,708,796.87 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนี้มีจำนวนเงินซึ่งคำนวณจากดอกเบี้ยเกินอัตราอันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) รวมอยู่ด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 850,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 12,500 บาท ชำระทุกวันสิ้นเดือน เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2536 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดโดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 24407 ตำบลพระบาท (หัวเวียง) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 850,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 จำนวน 300,000 บาท เมื่อรวมกับสัญญาจำนองเดิมเป็นเงินจำนวน 1,150,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์อีก 540,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 11,600 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 31 มกราคม 2541 หาผิดนัดไม่ว่างวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด โดยมีจำเลยที่ 5 ทำสัญญาประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นค้ำประกันครั้งที่ 2 จำนวน 540,000 บาท เมื่อรวมกับสัญญาจำนองเดิมเป็นเงิน 1,690,000 บาท หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,708,796.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 1,203,276.68 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การและขาดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวน 584,861.02 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดจำนวน 190,861.02 บาท และจำเลยที่ 5 ให้รับผิดชำระต้นจำนวน 394,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24407 ตำบลพระบาท (หัวเวียง) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2536 ชำระเงินให้โจทก์จำนวน 592,573.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ชำระเงินจำนวน 394,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่โจทก์คิดตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 เป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงิน การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี ตามเอกสารหมาย จ.28 ถึง จ.33 โจทก์จึงสามารถเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งห้าได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนั้น เห็นว่า แม้ว่าโจทก์จะเป็นสถาบันการเงิน การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ก็ตาม แต่การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดด้วย ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์นั้น โจกท์ได้ออกประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเป็นสองอัตรา คือ อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปและอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระ สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าทั่วไปตามรายการคิดดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.30 ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี และตามรายการคิดดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.31 ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.5 โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.75 ต่อปี ส่วนลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเอกสารหมาย จ.29 แผ่นที่ 12 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดังนั้น การที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ที่ปฏิบัติผิดสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญาเลย จึงเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ ถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) จึงตกเป็นโมฆะ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำแถลงลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 อ้างว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าสามารถตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 24 ธันวาคม ที่เสนอต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นส่งมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาและพิพากษาตามยอมนั้น เห็นว่า การที่ศาลฎีกาจะพิพากษาตามยอมได้นั้น ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ หากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาก็ย่อมไม่อาจพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้ เพราะเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 เมื่อปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลในข้อ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,150,253.55 แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 กับที่ 5 ตกลงร่วมกันชำระเงินจำนวน 558,543.32 บาทแก่โจทก์ เมื่อรวมจำนวนเงินทั้งสองจำนวนแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,708,796.87 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนี้มีจำนวนเงินซึ่งคำนวณจากดอกเบี้ยเกินอัตราอันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) รวมอยู่ด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์เสนอต่อศาลจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามยอมให้ได้"

พิพากษายืน และให้ยกคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 ที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาตามยอม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายประสิทธิ์พร นารายพิทักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 528/2549
#268517
เปิดฉบับเต็ม

ขณะลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546 ลูกหนี้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฯ มาตรา 28 ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุมัติ ต่อมาเมื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีคำสั่ง ณ วันที่ 25 ธันวาคม ให้เพิกถอนสิทธิและประโยชน์ทั้งหมดที่ให้แก่ลูกหนี้แล้ว กรณีจึงถือได้ว่าลูกหนี้ไม่เคยได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรมาแต่ต้นและต้องเสียภาษีอากรโดยถือสภาพของราคาและอัตราภาษีอากรที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีอากรตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฯ มาตรา 55 ดังนั้น มูลค่าหนี้ภาษีอากรที่เจ้าหนี้ทั้งสองแจ้งการประเมินให้ลูกหนี้ชำระและนำมาขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้นจึงเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ทั้งสองอาจนำมาขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเมื่อศาลล้มละลายมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนแล้ว เจ้าหนี้ทั้งสองมิได้รับแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เนื่องจากไม่ปรากฏชื่อเจ้าหนี้ทั้งสองในบัญชีเจ้าหนี้ กรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าวถือได้แล้วว่า เป็นพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุสุดวิสัยที่เจ้าหนี้ทั้งสองไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/36 และเจ้าหนี้ทั้งสองได้เร่งดำเนินการไปตามขั้นตอนปฏิบัติราชการเพื่อยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการภายในเวลาอันสมควรภายหลังจากทราบว่าลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการแล้ว กรณีจึงมีเหตุผลสมควรที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ทั้งสองยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าภาษีอากร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวเนื่องจากยื่นเกินกำหนดเวลา ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง

เจ้าหนี้ทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าหนี้ทั้งสองมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบิกษา เนื่องจากลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการโดยมิได้ระบุชื่อเจ้าหนี้ทั้งสองในบัญชีเจ้าหนี้มาพร้อมคำร้องขอ เจ้าหนี้ทั้งสองจึงไม่ได้รับสำเนาคำร้องขอดังกล่าว และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนให้เจ้าหนี้ทั้งสองทราบได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/6, 90/9, 90/24 วรรคสอง เจ้าหนี้ทั้งสองไม่อาจทราบได้ว่าลูกหนี้ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการแล้ว กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยเจ้าหนี้ทั้งสอง ขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวไว้พิจารณาต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

เจ้าหนี้ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ทั้งสองว่า มีเหตุสมควรรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสองไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า ขณะลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546 ลูกหนี้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 28 ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุมัติ ตามสำเนาบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเอกสารหมาย ร.17 ต่อมาเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนแล้วเจ้าหนี้ทั้งสองมิได้รับแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เนื่องจากไม่ปรากฏรายชื่อเจ้าหนี้ทั้งสองในบัญชีเจ้าหนี้ ต่อมาเมื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีคำสั่ง ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2546 ให้เพิกถอนสิทธิและประโยชน์ทั้งหมดที่ให้แก่ลูกหนี้แล้วตามสำเนาคำสั่งและสำเนาหนังสือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเอกสารหมาย ร.6 และ ร.18 กรณีจึงถือได้ว่าลูกหนี้ไม่เคยได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรมาแต่ต้นและต้องเสียภาษีอากรโดยถือสภาพของราคาและอัตราภาษีอากรที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีอากรตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 55 ดังนั้น มูลหนี้ค่าอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ปี 2542 และ 2544 รวมเป็นเงิน 571,307.45 บาท ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีเอกสารหมาย ร.7 และ ร.9 ที่เจ้าหนี้ทั้งสองแจ้งการประเมินให้ลูกหนี้ชำระและนำมาขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้นจึงเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ทั้งสองอาจนำมาขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงแล้วว่าเจ้าหนี้ทั้งสองไม่เคยได้รับแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เนื่องจากไม่ปรากฏรายชื่อเจ้าหนี้ทั้งสองในบัญชีเจ้าหนี้ และจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้าเพื่อเจ้าหนี้ที่ 2 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/8, 83/10 เพิ่งทราบว่าลูกหนี้ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีหนังสือแจ้งให้ผู้อำนวยการส่วนคดี สำนักกฎหมายของเจ้าหนี้ที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2547 ตามสำเนาหนังสือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเอกสารหมาย ร.5 สำนักกฎหมายของเจ้าหนี้ที่ 1 จึงตรวจสอบข้อมูลไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีหนังสือแจ้งตรวจสอบภาระหนี้ค่าภาษีอากรของลูกหนี้ทั่วราชอาณาจักรแล้วเสนอพิจารณาอนุมัติขอยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยด่วนไปตามขั้นตอนปฏิบัติราชการ เจ้าหนี้ทั้งสองจึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2547... กรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าวถือได้แล้วว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุสุดวิสัยที่เจ้าหนี้ทั้งสองไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 และเจ้าหนี้ทั้งสองได้เร่งดำเนินการภายในเวลาอันสมควร ภายหลังจากทราบว่าลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการแล้ว กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้ทั้งสองที่คัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสองไว้พิจารณานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสองไว้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 90/26 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 วรรคหนึ่ง ม. 90/36
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 28 ม. 55
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทโอ.เอ็ม.ฟู้ดส์ จำกัด
เจ้าหนี้ — กรมศุลกากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2549
#268922
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์ระบุยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมโดยเป็นทั้งผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ และจำเลยให้การรับสารภาพ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน ศาลจึงต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 12 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่น จำคุก 6 เดือน ฐานเป็นผู้ร่วมเล่นโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 เดือน ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับนั้น คดีนี้ศาลไม่ได้ลงโทษปรับจึงไม่อาจสั่งจ่ายได้ คำขอนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นสลากกินรวบ จำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน คดีนี้คำฟ้องโจทก์ระบุยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมโดยเป็นทั้งผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ และจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสลากกินรวบและฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน ซึ่งศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเรียงกระทงมานั้นชอบแล้ว..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นายสอง คำมูลสืบ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 511/2549
#266644
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้างอาคารชุดและนำห้องชุดออกขาย โจทก์ซื้อห้องชุดจากจำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองผิดสัญญามิได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า มิได้ร่วมกันก่อสร้างอาคารชุดและนำห้องชุดออกขาย จำเลยที่ 1 ขายโครงการให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 มิได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะตัวการร่วมหรือไม่ ไม่มีเหตุที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เพราะเหตุเป็นการรับโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามมาตรา 350 เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 123,997 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยต่อไปในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 77,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 77,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 30 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องไม่เกิน 46,297 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ก่อสร้างโครงการอาคารชุดดังกล่าวเพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปในลักษณะแบ่งงานกันทำ โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ด้านการตลาดและจัดทำนิติกรรมสัญญากับผู้จะซื้ออาคารชุด และจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในการก่อสร้างและจัดทำนิติกรรมสัญญากับผู้จะซื้ออาคารชุดเช่นกัน โจทก์ซื้อห้องชุดห้องหมายเลขที่ 308 จากจำเลยทั้งสอง โดยทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดสัญญา เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์อ้างความรับผิดที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาในฐานะจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันในนิติกรรมดังกล่าวต่อโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธเหตุตามกฎหมายที่โจทก์อ้าง โดยระบุจำเลยที่ 2 เพิ่งเข้ามารับซื้อโครงการของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2537 ภายหลังจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายต่อกันนานถึง 3 ปีเศษ และก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 2 มิได้เกี่ยวข้องในโครงการดังกล่าวของจำเลยที่ 1 คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะตัวการร่วมหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่ 2 ก็ชอบที่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ไปตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 คดีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เพราะเหตุเป็นการรับโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 (3)

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจโทวันชัย ชูจิตร
จำเลย — บริษัทไทยภัทรทรัพย์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชาย พวงภู่
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 496/2549
#268617
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้แล้ว โจทก์มิได้ยกเรื่องการมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมเป็นประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ และโจทก์ไม่เสียเปรียบเพราะสามารถยึดที่ดินของจำเลยขายทอดตลาดชำระค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ได้อยู่แล้ว นั้น หาเป็นเหตุทำให้อุทธรณ์ของจำเลยกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาไม่ และกรณีไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ก็มิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ซึ่งศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ

จำเลยฎีกาโดยขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีหรือยกฟ้องโจทก์ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามบัญชีท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่จำเลยเสียเกินมาแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 463,501 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 372,540 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 372,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 90,961 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จำเลยจะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รับฟ้องต้องตรวจสอบและเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวจากจำเลยเพื่อแก้ตัวในความบกพร่องของตนหาได้ไม่ เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้แล้วก็ดี โจทก์มิได้ยกเรื่องการมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ก็ดี และโจทก์ไม่เสียเปรียบเพราะสามารถยึดที่ดินของจำเลยขายทอดตลาดชำระค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ได้อยู่แล้วก็ดี นั้น หากเป็นเหตุทำให้อุทธรณ์ของจำเลยกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาไม่ ทั้งกรณีไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ก็มิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่จำต้องสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลหรือสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนเพื่อทราบสาเหตุที่จำเลยไม่วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อนดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยฎีกาโดยขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีหรือยกฟ้องโจทก์ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เป็นเงิน 11,587.50 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่จำเลยเสียเกินมาแก่จำเลย"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำรัส ระเบียบโอษฐ์
จำเลย — นายชารี หลงจิ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2549
#267379
เปิดฉบับเต็ม

เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถา หากจำเลยที่ 1 ยังคงติดใจอุทธรณ์ ก็ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ออกไปอีก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งต่อมา และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต่อไปได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 10,297,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับจากวันที่ 23 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจยื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ยังคงติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ฟัง เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2545 ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีไม่มีพฤติการณ์พิเศษ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ต่อมาเมื่อครบกำหนดวางเงินค่าธรรมเนียมศาลตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถา หากจำเลยที่ 1 ยังคงติดใจอุทธรณ์ ก็ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ออกไปอีก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งต่อมา และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีกดังกล่าว เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต่อไปได้อีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — บริษัทสหกลคัสซี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนงนุช ตะวันพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางพฤษภา พนมยันตร์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2549
#268579
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถา หากจำเลยที่ 1 ยังคงติดใจอุทธรณ์ ก็ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ออกไปอีก แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งต่อมา และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นเพราะเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ออกไปอีกนั้น เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดแล้วจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต่อไปได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 10,297,260 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่เป็นคนยากจน และไม่มีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 มิฉะนั้นถือว่าไม่ได้ติดใจยื่นอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ยังคงติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2545 ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาเมื่อครบกำหนดวางเงินค่าธรรมเนียมศาลตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่า มีพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ควรขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถา หากจำเลยที่ 1 ยังคงติดใจอุทธรณ์ ก็ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ออกไปอีกแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งต่อมา และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นเพราะเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ออกไปอีกนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีกดังกล่าว เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งต่อเนื่องจากคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์อย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดแล้วจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต่อไปได้อีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — บริษัทสหกลคัสซี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
กมล เพียรพิพักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 465/2549
#266584
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่อาจรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 2 จึงเป็นกรณีที่มีข้อสงสัยซึ่งต้องตีความและวินิจฉัยไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 2 ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยอ้าง ผลเท่ากับเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

การที่โจทก์นำสืบว่าลายมือชื่อสมถวิล บุญภักดี ผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 2 เป็นลายมือชื่อของจำเลย แม้ชื่อตามลายมือชื่อนั้นจะไม่ตรงกับชื่อที่ถูกต้องแท้จริงของจำเลยคือ ถวิล บุญภักดี ก็ตาม แต่เป็นการนำสืบถึงตัวบุคคลผู้ทำสัญญาว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้กู้ตามที่ปรากฏในสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กู้เงินไปจากโจทก์และทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง การนำสืบของโจทก์มิได้มีผลกระทบถึงข้อความหรือข้อตกลงในสัญญากู้เงิน จึงหาใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 91,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 52,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 91,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 52,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 เมษายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 2,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่อาจรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 2 จึงเป็นกรณีที่มีข้อสงสัยซึ่งต้องตีความและวินิจฉัยไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 นั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 2 ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยอ้าง ผลเท่ากับเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การที่โจทก์นำสืบว่า ลายมือชื่อ "สมถวิล บุญภักดี" ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 2 เป็นลายมือชื่อของจำเลย โดยที่จำเลยมีชื่อที่ถูกต้องแท้จริงว่า "ถวิล บุญภักดี" นั้น เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำสืบว่าลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 2 เป็นลายมือชื่อของจำเลย แม้ชื่อตามลายมือชื่อนั้นจะไม่ตรงกับชื่อที่ถูกต้องแท้จริงของจำเลยก็ตาม แต่เป็นการนำสืบถึงตัวบุคคลผู้ทำสัญญาว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้กู้ตามที่ปรากฏในสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กู้เงินไปจากโจทก์และทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง การนำสืบของโจทก์มิได้มีผลกระทบถึงข้อความหรือข้อตกลงในสัญญากู้เงิน จึงหาใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันจะเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) ม. 248 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายน้อย จั่นงาม
จำเลย — นางสาวถวิลหรือสมถวิล บุญภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายศรายุธ บุษยนาวิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 465/2549
#267647
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่า ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่อาจรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงิน จึงเป็นกรณีที่มีข้อสงสัยซึ่งต้องตีความและวินิจฉัยไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 นั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงิน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยอ้าง ผลเท่ากับเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248

การที่โจทก์นำสืบว่าลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เงินเป็นลายมือชื่อของจำเลย แม้ชื่อตามลายมือนั้นจะไม่ตรงกับชื่อที่ถูกต้องแท้จริงของจำเลย แต่เป็นการนำสืบถึงตัวบุคคลผู้ทำสัญญาว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้กู้ตามที่ปรากฏในสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กู้เงินไปจากโจทก์และทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง การนำสืบของโจทก์มิได้มีผลกระทบถึงข้อความหรือข้อตกลงในสัญญากู้เงิน จึงมิใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2534 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 52,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2534 แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับแต่วันกู้จนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 39,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 91,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 52,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอมทั้งฉบับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 91,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 52,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 เมษายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 2,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงจากการสืบพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่อาจรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นกรณีที่มีข้อสงสัยซึ่งต้องตีความและวินิจฉัยไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 นั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยอ้าง ผลเท่ากับเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การที่โจทก์นำสืบว่า ลายมือชื่อ "สมถวิล บุญภักดี" ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 เป็นลายมือชื่อของจำเลย โดยที่จำเลยมีชื่อที่ถูกต้องแท้จริงว่า "ถวิล บุญภักดี" นั้น เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำสืบว่าลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 เป็นลายมือชื่อของจำเลย แม้ชื่อตามลายมือชื่อนั้นจะไม่ตรงกับชื่อที่ถูกต้องแท้จริงของจำเลยก็ตาม แต่เป็นการนำสืบถึงตัวบุคคลผู้ทำสัญญาว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้กู้ตามที่ปรากฏในสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กู้เงินไปจากโจทก์และทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง การนำสืบของโจทก์มิได้มีผลกระทบถึงข้อความหรือข้อตกลงในสัญญากู้เงิน จึงหาใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอันจะเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายน้อย จั่นงาม
จำเลย — นางสาวถวิลหรือสมถวิล บุญภักดี
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2549
#268791
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ก่อนสืบพยานศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิ์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกรับผิดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ได้ พิพากษายกฟ้อง เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 การที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว แม้จะมีคำขอท้ายอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้โจทก์ทั้งสี่ชนะคดีตามฟ้องก็ตาม แต่ถ้าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่แล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ดังกล่าวฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็ไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่ชนะคดีได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงในสำนวนที่จะให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งหกจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่เพียงใด เนื่องจากศาลชั้นต้นงดสืบพยาน กรณีจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ดังนั้น การอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ในกรณีเช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก.) ท้าย ป.วิ.พ. มิใช่เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้องแต่ปรากฏว่าในการยื่นอุทธรณ์โจทก์ทั้งสี่สำคัญผิดว่าจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้อง จึงได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม ทั้งที่ในวันยื่นอุทธรณ์โจทก์ทั้งสี่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลแล้วบางส่วนจำนวน 19,000 บาท ต่อมามีการวางเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอีกสองครั้งรวมค่าธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งสี่ชำระมา 82,000 บาท ซึ่งเกินกว่าเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์กับเงินค่าธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งสี่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เสียอีก กรณีไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมฉบับดังกล่าวและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ เพราะเหตุว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วน และเมื่อโจทก์ทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่อีกโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่วางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 และการที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ในเวลาต่อมา เป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยผิดหลงและไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งสี่มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 จำนวน 15,000 บาท จำเลยที่ 6 จำนวน 10,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นรวม 5 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน 4 ครั้ง ส่วนครั้งที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แล้วมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์คำสั่งขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ก่อนสืบพยานศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้จำเลยทั้งหกรับผิดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ได้ พิพากษายกฟ้อง เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 การที่โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว แม้จะมีคำขอท้ายอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้โจทก์ทั้งสี่ชนะคดีตามฟ้องก็ตาม แต่ถ้าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่แล้ว เห็นว่าอุทธรณ์ดังกล่าวฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็ไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่ชนะคดีได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงในสำนวนที่จะให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งหกจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่เพียงใด เนื่องจากศาลชั้นต้นงดสืบพยาน กรณีจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ดังนั้น การอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ในกรณีเช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวนเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก.) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้อง แต่ปรากฏว่าในการยื่นอุทธรณ์ โจทก์ทั้งสี่สำคัญผิดว่าจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้อง จึงได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมทั้งที่ในวันยื่นอุทธรณ์โจทก์ทั้งสี่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลแล้วบางส่วนจำนวน 19,000 บาท ต่อมามีการวางเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอีกสองครั้งรวมค่าธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งสี่ชำระมา 82,000 บาท ซึ่งเกินกว่าเงินค่าธรรมเนียมศาลอุทธรณ์กับเงินค่าธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งสี่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เสียอีก กรณีไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมฉบับดังกล่าวและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ เพราะเหตุว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วน และเมื่อโจทก์ทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่อีกโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่วางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 และการที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ในเวลาต่อมา เป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยผิดหลงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งสี่มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสี่อีกต่อไป"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่และคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรับค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์ทั้งสี่นำมาวางแล้วพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ใหม่แล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 142 (5) ม. 229 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัวรัตน์ เสาเงิน กับพวก
จำเลย — บริษัทปัญจมิตรวิสาหกิจ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2549
#268597
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดแห่งสัญญากำหนดให้จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่างวดตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือว่าจำเลยผิดสัญญาและสัญญายกเลิกทันทีโดยมิต้องบอกกล่าว แต่จำเลยชำระค่างวดรวม 24 งวด เกินกำหนดระยะเวลาและเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามข้อกำหนดในสัญญาเกือบทุกงวด โจทก์ก็รับไว้ทุกงวด ไม่เคยปฏิเสธการชำระค่างวดทุกงวดที่เกินกำหนดแม้โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยภายหลังที่จำเลยชำระค่างวดไป 22 งวด แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยนำเงินค่างวดงวดที่ 23 และ 24 ไปชำระให้แก่โจทก์ หลังจากโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยเพียง 1 สัปดาห์ โจทก์ก็รับไว้โดยไม่อิดเอื้อน ย่อมแสดงว่า ในทางปฏิบัติต่อกันคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่างวดเป็นสาระสำคัญ โจทก์จึงจะนำเหตุแห่งข้อกำหนดในสัญญามาเป็นข้ออ้างสัญญาเลิกต่อกันทันทีเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญามิได้ กรณีต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 โดยหากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาโจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรและบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่างวดสุดท้ายภายในระยะเวลานั้น หากจำเลยไม่ปฏิบัติโดยไม่มีเหตุที่จะยกขึ้นปฏิเสธ โจทก์จึงจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดมาเป็นเหตุยกฟ้องเพราะโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ หาเป็นการพิจารณาหรือพิพากษานอกประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การโดยไม่ชอบไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายค่าขาดประโยชน์จำนวน 59,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยได้ชำระค่างวดตามสัญญาให้แก่โจทก์แล้ว 24 งวด ยังคงค้างชำระงวดสุดท้าย จำนวน 1,134,125 บาท ซึ่งมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องจัดการหาสถาบันการเงินเพื่อปล่อยสินเชื่อให้จำเลยกู้ยืมเพื่อนำเงินมาชำระราคาในงวดสุดท้ายให้แก่โจทก์ แต่โจทก์มิได้จัดหาสถาบันการเงินให้แก่จำเลย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 235735 ตำบลแพรกษา (แพรกตาสา) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมอาคารในที่ดินดังกล่าว ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2539 ในราคา 1,509,125 บาท จากโจทก์โดยมีข้อกำหนดให้จำเลยชำระเงินในวันจองจำนวน 15,000 บาท ส่วนราคาที่เหลือกำหนดให้ชำระเป็นรายงวดทุกวันที่ 5 ของเดือน งวดที่ 1 ภายในวันที่ 5 กันยายน 2539 งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 24 ชำระงวดละ 15,000 งวดที่ 25 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายจำนวน 1,134,125 บาท ภายในวันที่ 5 กันยายน 2541 หลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยชำระค่างวดรวม 24 งวด โดยชำระเกินกำหนดเวลาและเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามข้อกำหนดในสัญญาข้อ 4 เกือบทุกงวด แต่โจทก์ก็รับไว้ทุกงวด ซึ่งขณะจำเลยชำระงวดที่ 22 แล้ว โจทก์ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2542 บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเลิกกันโดยโจทก์ไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อกำหนดแห่งสัญญา ข้อ 1 ข้อ 4 และข้อ 10 กำหนดให้จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่างวดตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือว่าจำเลยผิดสัญญาและสัญญายกเลิกทันทีโดยมิต้องบอกกล่าว ซึ่งเป็นข้อตกลงที่โจทก์จำเลยมีต่อกันขณะทำสัญญา แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นยุติข้างต้น โจทก์ไม่เคยปฏิเสธการชำระค่างวดทุกงวดที่เกินกำหนด และที่เห็นได้อย่างเด่นชัดก็คือ แม้โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยภายหลังที่จำเลยชำระค่างวดไป 22 งวด แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยนำเงินค่างวดงวดที่ 23 และ 24 ไปชำระให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2542 หลังจากโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยเพียง 1 สัปดาห์ โจทก์ก็รับไว้โดยไม่อิดเอื้อน ข้อเท็จจริงนี้ย่อมแสดงอยู่ชัดแจ้งว่า ในทางปฏิบัติต่อกันคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่างวดเป็นสาระสำคัญ โจทก์จึงจะนำเหตุแห่งข้อกำหนดในสัญญามาเป็นข้ออ้างว่าสัญญาเลิกต่อกันทันทีเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามข้อสัญญาข้อ 1 และข้อ 10 มิได้ กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 โดยหากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควร และบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่างวดสุดท้ายภายในระยะเวลานั้น หากจำเลยไม่ปฏิบัติโดยไม่มีเหตุที่จะยกขึ้นปฏิเสธ โจทก์จึงจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การบอกเลิกสัญญาโดยมีหนังสือบอกเลิกสัญญา เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์ และศาลมีอำนาจที่จะรับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดดังกล่าวมาเป็นเหตุยกฟ้องเพราะโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้หาเป็นการพิจารณาหรือพิพากษานอกประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การโดยไม่ชอบดังที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมประเทศไทย จำกัด
จำเลย — นางสาวสุภาพ อ่ำฉาย
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2549
#267651
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่ตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งกรณีนี้ตามมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเสียเองเป็นการไม่ชอบ จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้ได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำสั่งตามมาตรา 229 กรณีมิใช่การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายใน 15 วัน ตามมาตรา 234

การอุทธรณ์คำสั่งที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 กำหนดให้ทำเป็นคำร้อง ต้องชำระค่าธรรมเนียมคำร้องเพียง 40 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วสิ่งปลูกสร้าง สิ่งกีดขวางออกไปจากที่ดินตามส่วนที่ระบายด้วยสีแดงในเอกสารหมาย จ.6 ที่พิพาท เนื้อที่ประมาณ 17 ตารางเมตร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

วันที่ 27 มกราคม 2546 จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่าคดีต้องห้ามจำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้จำเลย

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและรับรองอุทธรณ์ของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าอำนาจการรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี จำเลยไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ดุลพินิจในการรับรองอุทธรณ์ดังกล่าว จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ วันที่ 10 มีนาคม 2546 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยและจำเลยทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 แต่จำเลยมายื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2546 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในวันที่ 27 มกราคม 2546จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 (ที่ถูกต้องทำในรูปคำร้อง) ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่ตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งกรณีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 เสียเองเป็นการไม่ชอบ จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้ได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 กรณีมิใช่การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายใน 15 วันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่10 กุมภาพันธ์ 2546 เมื่อได้ความว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในวันที่ 10 มีนาคม 2546 ยังไม่พ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่จำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งโดยไม่ชอบนั้นเสีย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วศาลฎีกาเห็นสมควรพิจารณาสั่งไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่ง

อนึ่ง การอุทธรณ์คำสั่งที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234กำหนดให้ทำเป็นคำร้อง ซึ่งต้องชำระค่าธรรมเนียมคำร้องเพียง 40 บาท จำเลยชำระมา 200 บาท จึงให้คืนค่าธรรมเนียมส่วนที่เสียเกิน 40 บาท ให้แก่จำเลย"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ฉบับลงวันที่ 10กุมภาพันธ์ 2546 ให้ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง และให้คืนค่าธรรมเนียมส่วนที่ชำระเกิน 40บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกรณาธิป สุพพัตเวช
โจทก์ร่วม — กรมธนารักษ์
จำเลย — พันโทภราดร อยู่โต
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 447/2549
#268773
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกเพิงบนถนนพิพาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำสิ่งของต่าง ๆ จำพวกยางรถยนต์และเศษไม้มาวางบนถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการขัดขวางมิให้โจทก์และบริวารของโจทก์ได้รับความสะดวกในการใช้ถนนพิพาท ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือขาดความสะดวกแก่โจทก์แล้วโจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ แม้โจทก์หรือบริวารของโจทก์สร้างราวตากผ้าในถนนพิพาทด้วย ก็หาทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดไม่ ทั้งการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพราะจำเลยทั้งสองทำให้ประโยชน์แห่งถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมลดไปหรือขาดความสะดวกแก่โจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต

แม้จำเลยทั้งสองปลูกสร้างเพิงและวางสิ่งของจำพวกยางรถยนต์และเศษไม้จำนวนมากบนถนนพิพาทตั้งแต่ปี 2533 คิดถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันฟ้องเกิน 1 ปีแล้ว แต่เมื่อเพิงและสิ่งของต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกระทำขึ้นยังมีอยู่บนถนนพิพาทตลอดมาจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ สิทธิในการฟ้องขอให้รื้อถอนเพิงและขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ออกไปจากถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมจึงยังคงมีอยู่ตลอดไป คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ ออกจากถนนพิพาทที่ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 แปลง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์มีอำนาจเข้าดำเนินการแทนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารขัดขวางโจทก์และบริวารใช้ถนนพิพาทที่ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 แปลง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารกระทำการใด ๆ เป็นเหตุให้โจทก์และบริวารเสื่อมความสะดวกหรือลดประโยชน์ในภาระจำยอมบนถนนพิพาทที่ผ่านที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 แปลง และถนนบริเวณใกล้เคียง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเพิง เก็บสิ่งของต่าง ๆ และปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนเพิงที่ปลูกสร้างบนถนนพิพาทและปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดี หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการแทน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ ออกไปจากถนนพิพาทที่ผ่านหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 24100 ถึง 24104 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ รวม 5 แปลง ของโจทก์ และปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ กับปรับถนนพิพาทที่ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 แปลง ข้างต้นให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านฟังได้ว่า ถนนพิพาทเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 โฉนดตามฟ้อง และเจ้าของที่ดินคนอื่น ๆ รวมทั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดินของบริษัทสินลาโภ จำกัด เจ้าของที่ดินเดิม จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างเพิงถนนพิพาท และจำเลยที่ 2 นำสิ่งของจำพวกยางรถยนต์และเศษไม้วางบนถนนพิพาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 6 ถึงข้อ 8 ทำนองว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างเพิงและวางสิ่งของจำนวนมากบนถนนพิพาททำให้โจทก์และผู้เช่าที่อยู่อาศัยของโจทก์ได้รับความเดือนร้อน เสื่อมความสะดวกในการใช้ถนนพิพาทเพื่อออกสู่ที่ดินของโจทก์และบ้านที่ปลูกให้เช่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ ออกจากถนนพิพาทและปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ทั้งในคำขอท้ายคำฟ้องก็ระบุในข้อ 3 ว่า ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ ออกจากถนนพิพาทและปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี เช่นนี้ เห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์ที่ปลูกเพิงและนำสิ่งของต่าง ๆ มาวางบนถนนพิพาทซึ่งเป็นภาระจำยอมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคือ โจทก์ละผู้เช่าที่อาศัยของโจทก์ได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้ความสะดวกในการใช้ถนนพิพาทเข้าออกที่ดินและบ้านที่ปลูกให้เช่าของโจทก์กับมีคำขอให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ ที่นำมาวางออกจากถนนพิพาทและปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดีด้วยแล้ว แม้โจทก์จะบรรยายกำหนดค่าเสียหายที่เรียกร้องมาลอยๆ ก็ตาม ก็เป็นเพียงการกำหนดมูลค่าของความเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่านั้น ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบในรายละเอียดของความเสียหายนั้นได้ในชั้นพิจารณา ทั้งความเสียหายดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณากำหนดให้ตามความเป็นจริงอยู่แล้ว คำฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อมาทำนองว่า โจทก์เป็นผู้ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกเอง เนื่องจากโจทก์ได้สร้างราวตากผ้าบริเวณหน้าห้องเช่าของโจทก์มาถึงกึ่งกลางของถนนพิพาทด้วย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายทั้งโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกเพิงบนถนนพิพาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำสิ่งของต่าง ๆ จำพวกยางรถยนต์และเศษไม้มาวางบนถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เช่นนี้การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการขัดขวางมิให้โจทก์และบริวารของโจทก์ได้รับความสะดวกในการใช้ถนนพิพาทถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือขาดความสะดวกแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าโจทก์หรือบริวารของโจทก์สร้างราวตากผ้าในถนนพิพาทด้วยก็หาทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดไม่ ทั้งการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพราะจำเลยทั้งสองทำให้ประโยชน์แห่งถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมลดไปหรือขาดความสะดวกแก่โจทก์ การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อมาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุแล้วนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างเพิงและวางสิ่งของจำพวกยางรถยนต์และเศษไม้จำนวนมากบนถนนพิพาทตั้งแต่ปี 2533 คิดถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันฟ้องเกิน 1 ปี แล้วก็ตาม แต่เมื่อเพิงและสิ่งของต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกระทำขึ้นยังมีอยู่บนถนนพิพาทตลอดมาจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีเช่นนี้ สิทธิในการฟ้องขอให้รื้อถอนเพิงและขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ออกไปจากถนนพิพาท ซึ่งเป็นทางภาระจำยอมจึงยังคงมีอยู่ตลอดไป คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อสุดท้ายทำนองว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองแล้ว เพราะโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ไม่ติดใจค่าเสียหายที่จะคิดจากจำเลยทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท อีกแล้ว ทั้งโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้น จึงไม่ชอบ เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอม ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้วจำเลยทั้งสองจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่โจทก์เพียงไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ถนนพิพาท ไม่ถึงกับไม่สามารถใช้ถนนพิพาทได้เลย ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้ปรากฏรายละเอียดว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างใดบ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คิดเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท นั้น จึงยังไม่เหมาะสม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คิดเป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชุติมา แซ่ลี้
จำเลย — นางรัตนา ปิ่นทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
มานะ ศุภวิริยกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ