คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 445/2549
#272127
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ถอนฟ้องเกี่ยวกับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ดังนั้น การถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง ทำให้โจทก์กลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 จึงมีผลเท่ากับว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงยุติ โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินของจำเลยและแก้ไขการประเมินของจำเลยว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะรวมทั้งเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีอำนาจยึดที่ดินดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 วรรคแรก กำหนดว่า เมื่อผู้ถูกประเมินไม่เห็นชอบด้วยกับการประเมินจะต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน และเมื่อผู้ถูกประเมินยังไม่เห็นชอบด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ให้อุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) สำหรับกรณีของโจทก์ในภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว แต่ต่อมาโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และได้ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางอันเป็นการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) แล้ว แต่ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาคดีของศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ได้ถอนฟ้องเกี่ยวกับการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ดังนั้น การถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง ทำให้โจทก์กลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 จึงมีผลเท่ากับว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะจึงเป็นยุติ โจทก์จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว แม้หากจะถือว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ที่ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินของจำเลยและแก้ไขการประเมินของจำเลยว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะรวมทั้งเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น เป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลก็ไม่อาจทำได้ เพราะเป็นการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเกินกว่า 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) ทั้งนี้ โดยปรากฏจากเอกสารท้ายฟ้องหมาย 1 ว่า โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 และโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว และเจ้าพนักงานของจำเลยได้เรียกให้โจทก์ชำระภาษีดังกล่าว โจทก์ไม่ชำระจึงถือว่าเป็นภาษีอากรค้างเจ้าพนักงานของจำเลยจึงมีอำนาจยึดที่ดินของโจทก์ขายทอดตลาดเพื่อชำระภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 12 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุกิจเฉพาะ เพราะศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 8321/2543 ว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าว เพราะในคำพิพากษาฎีกาที่ 8321/2543 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยแต่เพียงว่าโจทก์ได้ที่ดินพิพาทมาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวมีสิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นสำหรับปีภาษีนั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (4) เท่านั้น หาได้วินิจฉัยว่ากรณีการขายที่ดินพิพาทของโจทก์ไม่ใช่เป็นในทางค้าหรือหากำไรที่จะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ตามที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งยังได้วินิจฉัยต่อไปอีกว่า การขายอสังหาริมทรัพย์หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่โจทก์ขายที่ดินพิพาท ย่อมต้องถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ก็ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งสิ้น เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 (2)
ป.วิ.พ. ม. 176
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุขสันติ โกศัยเสวี
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2549
#268512
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นแบบ ภ.พ.30 ของเดือนเมษายน 2541 สองครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 มีภาษีซื้อที่ชำระเกินเป็นจำนวน 8,554.17 บาท ซึ่งโจทก์ขอนำภาษีซื้อที่ชำระเกินไปนี้ไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไป ต่อมาโจทก์ยื่นแบบ ภ.พ.30 ครั้งที่สอง ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 โดยแจ้งยอดภาษีซื้อเกินเป็นจำนวน 40,853.80 บาท กรณีของโจทก์ถือได้ว่า การยื่นแบบ ภ.พ.30 ครั้งที่สอง แม้จะเป็นการยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไปก็ตามก็เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเนื่องจากโจทก์ในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าการคลาดเคลื่อนนั้นจะเป็นเหตุให้จำนวนภาษีในเดือนภาษีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ก็ตาม ตามป.รัษฎากรฯ มาตรา 83/4 ซึ่งเข้าข้อยกเว้นของมาตรา 84 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติม เพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิแต่เพียงขอคืนภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 เท่านั้น ไม่มีสิทธินำไปเป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2543 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้แจ้งประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เดือนภาษีพฤษภาคม 2541 ให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 40,853.94 บาท เงินเพิ่มจำนวน 12,256.18 บาท รวมเป็นเงิน 53,110.12 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ในวันที่ 14 มิถุนายน 2545 โจทก์ได้ทราบผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว เนื่องจากเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เดือนภาษีเมษายน 2541 โดยมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายจำนวน 8,554.17 บาท ซึ่งโจทก์ได้นำไปถือเป็นเครดิตภาษีซื้อในเดือนถัดไป และในวันเดียวกันโจทก์ยื่นแบบ ภ.พ.30 เดือนภาษีเมษายน 2541 มียอดซื้อที่แจ้งไว้ขาดจำนวน 408,538 บาท คิดเป็นภาษีซื้อจำนวน 40,853.80 บาท เมื่อรวมภาษีซื้อที่ยื่นไว้แล้วจะมีภาษีซื้อของเดือนภาษีเมษายน 2541 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 49,407.97 บาท ต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นแบบ ภ.พ.30 เดือนภาษีพฤษภาคม 2541 โจทก์จึงนำภาษีที่ชำระเกินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายของเดือนภาษีพฤษภาคม 2541 คงเหลือภาษีที่โจทก์ต้องชำระจำนวน 293,330.49 บาท การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของโจทก์ จึงถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งประเมินภาษีจำนวน 40,853.94 บาท เพราะภาษีจำนวนดังกล่าวมาจากภาษีซื้อที่โจทก์ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 แม้โจทก์จะยื่นแบบสองครั้งแต่ก็ยื่นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หาใช่เป็นการยื่นแบบเพิ่มเติมในยอดซื้อที่แจ้งไว้ขาดภายหลังครบกำหนดระยะเวลายื่นแบบไม่ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจพบว่า วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 โจทก์ยื่นแบบ ภ.พ.30 เดือนภาษีเมษายน 2541 สองครั้ง โดยในการยื่นแบบครั้งแรก (ยื่นปกติ) โจทก์มีภาษีซื้อที่ชำระเกินจำนวน 8,554.17 บาท ในการยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม โจทก์แสดงรายการภาษีซื้อที่ชำระเกินจำนวน 40,853.80 บาท และมีภาษีที่ชำระเกินยกมา 8,554.17 บาท รวมภาษีที่ชำระเกิน 49,407,97 บาท โจทก์นำไปเครดิตภาษีในการยื่นแบบ ภ.พ.30 เดือนภาษีพฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นการไม่ชอบ โจทก์มีสิทธิที่จะขอคืนภาษีที่ชำระเกินจำนวน 40,853.80 บาท ที่โจทก์ยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมเป็นเงินสดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 84 หรือยื่นคำร้องขอคืนตามมาตรา 84/1 (1) โจทก์ไม่มีสิทธินำภาษีจำนวนดังกล่าวไปเครดิตภาษีในเดือนถัดไป เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 ที่ยื่นเพิ่มเติมเป็นการยื่นแบบแสดงเฉพาะรายการที่แจ้งไว้ขาดในแบบ ภ.พ.30 ที่ยื่นตามปกติตามมาตรา 83/4 และมาตรา 84 เมื่อโจทก์มิได้ขอคืนภาษีขณะยื่นแบบโจทก์ต้องปฏิบัติตามมาตรา 84/1 โดยยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบ โจทก์มีสิทธิเครดิตภาษีตามมาตรา 84 เฉพาะภาษีซื้อที่ชำระเกินตามแบบ ภ.พ.30 ฉบับที่ยื่นปกติจำนวน 8,554.17 บาท การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 3013280/5/101387 ลงวันที่ 1 (ที่ถูกวันที่ 11) มกราคม 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.4)/207/2545 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2543 (ที่ถูก 1 พฤษภาคม 2545) ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษี และกำหนดว่า การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป และมาตรา 83/4 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าการคลาดเคลื่อนนั้นจะเป็นเหตุให้จำนวนภาษีในเดือนภาษีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับชำระภาษี ถ้ามีให้ถูกต้องครบถ้วน ข้อเท็จจริงคดีนี้โจทก์ยื่นแบบ ภ.พ.30 ของเดือนภาษีเมษายน 2541 สองครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 มีภาษีซื้อที่ชำระเกินเป็นจำนวน 8,554.17 บาท ซึ่งโจทก์ขอนำภาษีซื้อที่ชำระเกินไปนี้ไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไป ต่อมาโจทก์ยื่นแบบ ภ.พ.30 ครั้งที่สองในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 โดยแจ้งยอดภาษีซื้อเกินเป็นจำนวน 40,853.80 บาท กรณีของโจทก์ถือได้ว่า การยื่นแบบ ภ.พ.30 ครั้งที่สอง แม้จะเป็นการยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไปก็ตาม ก็เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติม เนื่องจากโจทก์ในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าการคลาดเคลื่อนนั้นจะเป็นเหตุให้จำนวนภาษีในเดือนภาษีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/4 ซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 84 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิแต่เพียงขอคืนภาษีทีเหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีจากการคำรวณภาษีตามมาตรา 82/3 เท่านั้น ไม่มีสิทธินำไปเป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไป การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/3 ม. 83 ม. 83/4 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกศลโลหะกิจ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 443/2549
#268699
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างว่า จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ตามคำฟ้องไม่ถูกต้องโจทก์จึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของดหรือลดเบี้ยปรับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งการประเมิน การประเมินจึงชอบแล้ว แต่เห็นว่าในชั้นตรวจสอบเจ้าพนักงานยังไม่ได้ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงให้ถูกต้อง จึงปรับปรุงเครดิตใหม่ โจทก์เห็นว่าการปรับปรุงเครดิตภาษีไม่ถูกต้องจึงฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยปรับปรุงเครดิตภาษีใหม่ก่อนทำการประเมิน ตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์เพียงกล่าวอ้างว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลือไม่ถูกต้องไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับการประเมินไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ซึ่งการปรับปรุงเครดิตภาษีให้โจทก์ใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ได้นำเงินได้อื่นมาคำนวณเพื่อเรียกเก็บภาษี มิใช่การประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มในประเด็นข้ออื่นหรือใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจทำได้ ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่แล้ว โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ย่อมฟ้องต่อศาลได้ ไม่อยู่ในบังคับของ ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) แต่อย่างใด

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เหตุผลแต่เพียงว่าผู้อุทธรณ์ไม่ได้โต้แย้งการประเมิน การประเมินถูกต้องแล้ว และฉบับที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงเครดิตภาษีก็ให้เหตุผลว่า แต่เนื่องจากในชั้นตรวจสอบเจ้าพนักงานยังไม่ได้ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงให้ถูกต้องตามคำสั่งกรมสรรพากร จึงปรับปรุงเครดิตภาษีใหม่ เป็นผลให้ภาษีตามการประเมินเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นบ้าง ลดลงบ้าง ส่วนกรณีเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (7) ยังไม่มีเหตุผลอันควรผ่อนผันให้งดหรือลดให้ตามที่ร้องขอ เงินเพิ่มตามการประเมินไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้ จะเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 คือจะต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิงและเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ

แต่ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจัดให้มีเหตุผลตาม พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มาตรา 37 วรรคสาม คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 37 โดยชัดแจ้ง ย่อมเป็นการไม่ชอบ แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 34 จะบัญญัติว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติวิธีการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีอากรไว้โดยเฉพาะ โดยมิได้บังคับว่าต้องจัดให้มีเหตุผล และการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะได้กระทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน ป.รัษฎากร เป็นการเฉพาะก็ตาม แต่มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ บัญญัติว่า วิธีปฏิบัติราชการปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกำหนดใน พ.ร.บ. นี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ. นี้ เมื่อคำสั่งทางปกครองตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่เป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย แต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 34 มิได้ระบุว่าต้องจัดให้มีเหตุผล บทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 34 จึงมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าเกณฑ์กำหนด พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว ต้องใช้หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแทน ดังนั้น คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการปกครอง ฯ ไม่อาจใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายนและธันวาคม 2538 เดือนภาษีมกราคม มีนาคม เมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน 2539 เดือนภาษีมกราคม กุมภาพันธ์ และพฤศจิกายน 2540 และแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังโจทก์โดยให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 6,456,805.92 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 4120010/5/106052 ถึง 106061 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2543 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ที่คัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 4120010/5/106052, 106054 และ 106061 ส่วนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 4120010/5/106053, 106055 ถึง 106060 นั้น ถูกต้องแล้ว แต่เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินยังไม่ได้ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงให้ถูกต้องก่อนทำการประเมินตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542 เรื่อง การคำนวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร จึงปรับปรุงเครดิตภาษีใหม่ซึ่งเป็นผลให้ภาษีตามการประเมินเปลี่ยนแปลงลดลง ยกเว้นภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 41200010/5/106055 ที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มเป็นเงิน 4,783,588.83 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/83/2544 ถึง สภ.1 (อธ.4)/90/2544 รวม 8 ฉบับ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ซึ่งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 4120010/5/106052, 106054 และ 106061 ไม่ถูกต้อง เนื่องจากคณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงให้ถูกต้องก่อนแล้วจึงทำการประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีที่มีความผิดตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542 เรื่อง การคำนวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์เคยถูกเจ้าพนักงานของจำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ พฤษภาคม สิงหาคม พฤศจิกายน และธันวาคม 2538 เดือนภาษีมกราคมและกุมภาพันธ์ 2539 ไปแล้ว ตามหนังสือแจ้งการประเมินลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 ซึ่งประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) และ (7) โจทก์ชำระภาษีเงินเพิ่มและเบี้ยปรับให้จำเลยแล้ว ทั้งการที่จำเลยประเมินให้โจทก์เสียเบี้ยปรับรวม 3 เท่า ตามมาตรา 89 (4) และ (7) นั้น ไม่ถูกต้องเพราะกฎหมายมุ่งหมายที่จะให้ปรับตามมาตรา 89 (7) เพียงอนุมาตราเดียว เบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) จำนวน 291,742.68 บาท จึงเป็นเงินที่โจทก์ชำระเกินไปและโจทก์สามารถนำมาเป็นเครดิตภาษีได้ นอกจากนั้นโจทก์ได้รับเครดิตภาษีของเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2538 จำนวน 563,370.72 บาท และมีภาษีที่ชำระไว้เกินในเดือนภาษีธันวาคม 2538 จำนวน 76,561.78 บาท จึงต้องนำเครดิตภาษีและเงินที่โจทก์ชำระเกินดังกล่าวมาปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงในแต่ละเดือนภาษีให้ถูกต้องก่อนแล้วจึงทำการประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542 เรื่อง การคำนวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีพฤศจิกายน 2538 มกราคม 2539 และพฤศจิกายน 2540 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีธันวาคม 2538 เดือนภาษีมีนาคม เมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน 2539 เดือนภาษีมกราคมและกุมภาพันธ์ 2540 นั้น ก็ไม่ถูกต้อง เนื่องจากจำเลยต้องปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงนับแต่ได้เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2538 ให้ถูกต้องก่อนแล้วจึงทำการประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มของเดือนภาษีเหล่านี้ ดังนั้น คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เกี่ยวกับมูลค่าเพิ่มเติมเดือนภาษีธันวาคม 2538 เดือนภาษีมีนาคม เมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน 2539 เดือนภาษีมกราคมและกุมภาพันธ์ 2540 จึงเป็นการปรับปรุงภาษีที่ไม่ถูกต้อง โจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีด้วยดีมาตลอด เมื่อถูกประเมินโจทก์ก็ได้ชำระภาษีเงินเพิ่มและเบี้ยปรับให้จำเลย ระหว่างยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ก็ผ่อนชำระภาษีให้แก่จำเลยมาตลอด จึงควรงดหรือลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 25 เช่นเดียวกับการประเมินครั้งแรก เจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ทำการประเมินภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษี การประเมินจึงไม่ชอบขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 4120010/5/106052 ถึง 106061 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2543 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/83/2544 ถึง สภ.1 (อธ.4)/90/2544 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 รวม 8 ฉบับ ให้จำเลยปรับปรุงเครดิตภาษีใหม่ก่อนทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและให้งดหรือลดเบี้ยปรับ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยยกข้ออ้างตามฟ้องขึ้นต่อสู่ในชั้นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์เพียงแต่ออุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเท่านั้น ประเด็นการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบหรือไม่จึงเป็นอันยุติ แม้ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้นำเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงมาปรับปรุงการคำนวณภาษีเฉพาะภาษีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้ อันเป็นผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เปลี่ยนแปลงลดลงก็ตาม ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในการโต้แย้งการประเมิน การขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยปรับปรุงเครดิตภาษีใหม่ก่อนทำการประเมินมีผลเท่ากับการโต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิโต้แย้งตั้งแต่แนกแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) จำนวน 1 เท่า และเครดิตภาษีเดือนกุมภาพันธ์กับธันวาคม 2538 เป็นเรื่องการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 ซึ่งโจทก์ขอให้ลดเบี้ยปรับและชำระภาษีให้จำเลยแล้วโดยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ทั้งเบี้ยปรับดังกล่าวถูกเรียกเก็บก่อนศาลฎีกามีคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5878/2540 ว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 89 มุ่งหมายให้ลงโทษปรับสูงขึ้นเพียงอนุมาตราเดียวไม่ได้มุ่งหมายให้ปรับทุกอนุมาตรา ซึ่งต่อมาปี 2542 จำเลยได้วางแนวปฏิบัติตามมาตรา 89 ให้เรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงกรณีเดียวซึ่งเป็นกรณีที่จะทำให้เรียกเก็บได้เงินเป็นจำนวนมาก โดยไม่กระทบถึงภาษีอากรที่ได้เสียหรือชำระไปก่อนแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีผลย้อนหลังไปถึงภาษีที่ได้เสียหรือชำระไปก่อนแล้ว แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ของโจทก์ตั้งแต่เดือนภาษีกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม 2538 ถูกต้องแล้ว ไม่ต้องมีการปรับปรุงภาษีตามที่โจทก์อ้าง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้คำนวณปรับปรุงเครดิตภาษีตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542 เรื่อง การคำนวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2538 เดือนภาษีมีนาคม เมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน 2539 เดือนภาษีมกราคมและกุมภาพันธ์ 2540 ก่อนประเมินภาษีเดือนภาษีดังกล่าวอย่างถูกต้องแล้ว สำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2538 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ปรับปรุงเครดิตภาษีให้ถูกต้องก่อนแระเมินแล้ว ซึ่งปรากฏว่ายอดเงินภาษีที่คำนวณได้ตรงกับยอดเงินที่เจ้าพนักงานประเมินโด้ประเมินไว้ ส่วนเดือนภาษีมกราคม 2539 ปรากฏว่าโจทก์มีเครดิตภาษีเหลืออยู่ในเดือนภาษีธันวาคม 2538 จำนวน 216,563.59 บาท แต่โจทก์ไม่ได้นำเครดิตภาษีดังกล่าวยกไปหักในเดือนภาษีมกราคม 2539 จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะนำเครดิตภาษีของเดือนภาษีธันวาคม 2538 มาใช้ในเดือนภาษีมกราคม 2539 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ปรับปรุงเครดิตภาษีให้ สำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2540 ปรากฏว่าโจทก์ไม่มีเครดิตภาษีในเดือนภาษีตุลาคม 2540 จึงไม่มีเครดิตชำระเกินยกมาที่จะนำมาใช้ในเดือนภาษีพฤศจิกายน 2540 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2538 มกราคม 2539 และพฤศจิกายน 2540 จึงชอบแล้ว การจะได้รับประโยชน์ในการลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 25 นั้น ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ภายในวันที่ 30 กันยายน 2540 เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบการกระทำผิดของโจทก์เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิในการลดเบี้ยปรับดังกล่าว โจทก์นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่สาสามารถพิสูจน์ผู้ออกใบกำกับภาษีและผู้รับชำระเงินค่าสินค้าได้ ใบกำกับภาษีดังกล่าวเป็นใบกำกับภาษีปลอมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (7) วรรคสอง จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีก 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีตามาตรา 89 (7) วรรคหนึ่ง เบี้ยปรับตามอนุมาตรานี้เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจพิจารณาสั่งให้งดหรือลดได้ เว้นแต่อธิบดีกรมสรรพากรจะสั่งเป็นอย่างอื่นตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้พนักงานประเมินได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ประเมินภาษีโจทก์ได้ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีภายในกำหนดมาตราเวลา 5 ปี ดังกล่าว การประเมินจึงชอบแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์อ้างว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยใช้แบบฟอร์มอุทธรณ์ของจำเลย แบบฟอร์มดังกล่าวมิได้ระบุไว้ให้ชัดเจนว่าโจทก์หรือผู้ถูกประเมินภาษีจะต้องโต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินว่าการประเมินไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร มีหลักฐานอย่างไร ถือว่าโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้อง โจทก์อ้างว่า จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ตามคำฟ้อง โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของดหรือลดเบี้ยปรับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้โต้แย้งการประเมิน ดังนั้น การประเมินจึงชอบแล้ว แต่เห็นว่า ในชั้นตรวจสอบเจ้าพนักงานยังไม่ได้ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงให้ถูกต้องจึงปรับปรุงเครดิตภาษีใหม่ ซึ่งโจทก์อ้างว่าการปรับปรุงเครดิตภาษีไม่ถูกต้อง จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยปรับปรุงเครดิตภาษีใหม่ก่อนทำการประเมิน ตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์เพียงกล่าวอ้างว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลือไม่ถูกต้อง ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านว่ากระประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฮัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับการประเมินไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ซึ่งปรับปรุงเครดิตภาษีให้โจทก์ใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ได้นำเงินได้อื่นมาคำนวณเพื่อเรียกเก็บถาษี จึงมิใช่การประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มในประเด็นข้ออื่น หรือใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจทำได้ ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่แล้ว โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ย่อมฟ้องต่อศาลได้ ไม่อยู่ในบังคับของประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) แต่อย่างใด

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อต่อไปมีว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์รวม 8 ฉบับ เป็นคำสั่งทางปกครอง เพราะเป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลอันมีผลกระทบสภานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่าคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้เหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้ง 8 ฉบับ ดังกล่าวข้านต้นแล้ว ปรากฏว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เหตุผลแต่เพียงว่า ผู้อุทธรณ์ไม่ได้โต้แย้งการประเมิน การประเมินถูกต้องแล้ว และฉบับที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงเครดิตภาษีให้เหตุผลว่า แต่เนื่องจากในชั้นตรวจสอบเจ้าพนักงานยังไม่ได้ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงให้ถูกต้องตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542 จึงปรับปรุงเครดิตภาษีใหม่ เป็นผลให้ภาษีตามการประเมินเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นบ้าง ลดลงบ้าง ส่วนกรณีเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (7) ยังไม่มีเหตุผลอันควรผ่อนผันให้งดหรือลดให้ตามที่ร้องขอ เงินเพิ่มตามการประเมินไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้ จะเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 คือจะต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แต่ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นไม่ปรากฏเหตุผลที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 37 วรรคสาม คำวนิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 37 โดยชัดแจ้ง ย่อมเป็นการไม่ชอบ แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 34 จะบัญญัติว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติวิธีการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีอากรไว้โดยเฉพาะ โดยมิได้บังคับว่าต้องจัดให้มีเหตุผล และการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะได้กระทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรเป็นการเฉพาะก็ตาม แต่มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติว่า วิธีปฏิบัติราชการปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เมื่อคำสั่งทางปกครองตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่ทำเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วยแต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 มิได้ระบุว่าต้องจัดให้มีเหตุผล จะเห็นว่าบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 กำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ แต่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว ต้องใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 แทน ดังนั้น คำวนิจฉัยอุทธรณ์ทั้ง 8 ฉบับ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 ไม่อาจใช้บังคับแก่โจทก์ได้ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/83/2544 ถึง สภ.1 (อธ.4)/90/2544 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 (2) ม. 34
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 3 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีเอ็นวีเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 443/2549
#272132
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติว่า วิธีปฏิบัติราชการปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เมื่อคำสั่งทางปกครองตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ทำเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย แต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 34 มิได้ระบุว่าต้องจัดให้มีเหตุผล จะเห็นว่า บทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 34 กำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ แต่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว ต้องใช้หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แทน ดังนั้น คำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้ง 8 ฉบับ จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ไม่อาจใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 4120010/5/106052 ถึง 106061 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2543 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/83/2544 ถึง สภ.1 (อธ.4)/90/2544 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 รวม 8 ฉบับ ให้จำเลยปรับปรุงเครดิตภาษีใหม่ก่อนทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและให้งดหรือลดเบี้ยปรับ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์รวม 8 ฉบับ เป็นคำสั่งทางปกครอง เพราะเป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลอันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่า คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้ง 8 ฉบับ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ปรากฏว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เหตุผลแต่เพียงว่า ผู้อุทธรณ์ไม่ได้โต้แย้งการประเมิน การประเมินถูกต้องแล้วและฉบับที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ปรับปรุงเครดิตภาษีก็ให้เหตุผลว่าแต่เนื่องจากในชั้นตรวจสอบเจ้าพนักงานยังไม่ได้ปรับปรุงเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงให้ถูกต้องตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 81/2542 จึงปรับปรุงเครดิตภาษีใหม่ เป็นผลให้ภาษีตามการประเมินเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นบ้าง ลดลงบ้าง ส่วนกรณีเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (7) ยังไม่มีเหตุผลอันควรผ่อนผันให้งดหรือลดให้ตามที่ร้องขอ เงินเพิ่มตามการประเมินไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้ จะเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือจึงต้องทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 คือจะต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย ทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิงและเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แต่ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 37 วรรคสาม คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 37 โดยชัดแจ้ง ย่อมเป็นการไม่ชอบ แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 34 จะบัญญัติว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติวิธีการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีอากรไว้โดยเฉพาะ โดยมิได้บังคับว่าต้องจัดให้มีเหตุผล และการทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะได้กระทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรเป็นการเฉพาะก็ตาม แต่มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติว่า วิธีปฏิบัติราชการปกครองตามกฎหมายต่างๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เมื่อคำสั่งทางปกครองตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ทำเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย แต่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 มิได้ระบุว่าต้องจัดให้มีเหตุผล จะเห็นว่า บทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 34 กำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ แต่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว ต้องใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แทน ดังนั้น คำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้ง 8 ฉบับ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ไม่อาจใช้บังคับแก่โจทก์ได้ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/83/2544 ถึง สภ.1 (อธ.4)/90/2544 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 29 ม. 30 ม. 34
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 3 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีเอ็นวีเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2549
#267639
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องไม่ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในขณะเข้าสู้ราคาว่าจะนำที่ดินไปพัฒนาเพื่อแสวงหากำไรเมื่อใด อย่างไร ซึ่งจะทำให้เห็นว่าการได้รับโอนที่ดินล่าช้าจะทำให้ผู้ร้องเสียประโยชน์ในเชิงธุรกิจถึงขนาดว่าที่ดินนั้นหมดประโยชน์แก่ผู้ร้อง จึงไม่อาจถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับรู้โดยปริยาย ทั้งการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ผู้ซื้อทรัพย์สินอาจยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาดดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ที่จะถือว่าการซื้อขายจะเป็นผลสำเร็จก็แต่ด้วยมีการชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่ดำเนินการขายทอดตลาด ทั้งคดีในชั้นที่ อ.ร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้อง มิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องกลายเป็นพ้นวิสัย กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 เช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอมัดจำคืน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 514 บัญญัติให้ผู้สู้ราคาในการขายทอดตลาดพ้นความผูกพันในราคาที่ตนสู้แต่ขณะเมื่อมีผู้อื่นสู้ราคาสูงขึ้น หรือมีการถอนทรัพย์สินรายนั้นจากการขายทอดตลาดผู้สู้ราคาก็พ้นความผูกพันแต่ขณะที่ถอนนั้นดุจกัน แต่ผู้ร้องสู้ราคาสูงสุดและเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินได้จากการขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจยกบทกฎหมายดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากความผูกพันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเท่าที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความอีก 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 55,340 บาทแทนโจทก์ โดยให้ชำระภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยทั้งห้าผิดนัดให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ แต่จำเลยทั้งห้าไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีศาลแพ่งออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ ๑รวม 16 แปลง ออกขายทอดตลาด และขายให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดในราคารวม 93,000,000 บาท นายอรรถทวี โชคสว่างเนตร ผู้เข้าสู้ราคาด้วยคนหนึ่งร้องคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วพิพากษายกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ก่อนถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา 15 วัน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งพิพากษายืนในคดีที่นายอรรถทวีร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดรวม 16 แปลง และได้วางมัดจำไว้แล้ว แต่จนบัดนี้เป็นเวลาประมาณ 6 ปี ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเชิงธุรกิจ ภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นยังไม่ตกต่ำเหมือนเช่นในปัจจุบันซึ่งเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยสภาพและโดยเจตนาของคู่สัญญาถือได้โดยปริยายว่าการซื้อขายจะสำเร็จภายในกำหนดระยะเวลาที่ดำเนินการขายทอดตลาดเท่านั้น ผู้ร้องหาต้องผูกพันไปจนกว่าศาลจะชี้ขาดในเรื่องการคัดค้านการขายถึงที่สุด หรือต้องผูกพันตลอดไปไม่ การที่ยังไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องเนื่องจากมีผู้คัดค้านการขายมิใช่ความผิดของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และกรณีถือว่าการชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบอกเลิกสัญญาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งรับการบอกเลิกสัญญา ให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนมัดจำแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินรวม 16 แปลง จากการขายทอดตลาดในคดีนี้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 ในราคารวม 93,000,000 บาท ผู้ร้องวางมัดจำไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่อาจดำเนินการเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องได้ เนื่องจากนายอรรถทวี โชคสว่างเนตร ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงคืนมัดจำบางส่วนให้แก่ผู้ร้องคดีในชั้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษา (ที่ถูกเป็นคำสั่ง) ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา 15 วัน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาแล้ว ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับการบอกเลิกสัญญาและขอให้คืนมัดจำ คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินและขอมัดจำคืนหรือไม่ ซึ่งข้อฎีกาดังกล่าวหากศาลฎีกาเห็นด้วยกับผู้ร้อง ผลคดีย่อมเปลี่ยนแปลงไป จึงหาใช่ข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ ในปัญหาดังกล่าวผู้ร้องฎีกาสรุปความได้ว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดเพื่อนำมาลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แสวงหากำไรในเชิงธุรกิจ โดยสภาพและโดยเจตนาของคู่สัญญาจึงถือว่าได้มีการกำหนดไว้โดยปริยายว่าการซื้อขายจะสำเร็จภายในกำหนดระยะเวลาที่ดำเนินการขายทอดตลาด ผู้ร้องได้รับความเสียหายเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันตกต่ำลงโดยธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อและขาดกำลังซื้อภายในประเทศ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องภายในเวลาอันสมควรย่อมถือว่าการชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัย ผู้ร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 และมาตรา 388 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างตามคำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้แจ้งความประสงค์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในขณะเข้าสู้ราคาและซื้อที่ดินว่าจะนำที่ดินไปพัฒนาเพื่อแสวงหากำไรเมื่อใด อย่างไร ซึ่งจะทำให้เห็นว่าการได้รับโอนที่ดินล่าช้าจะทำให้ผู้ร้องเสียประโยชน์ในเชิงธุรกิจถึงขนาดว่าที่ดินนั้นหมดประโยชน์แก่ผู้ร้อง จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องยกขึ้นกล่าวอ้างภายหลังทั้งสิ้น และไม่อาจถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับรู้โดยปริยาย ทั้งการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามคำสั่งศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมต้องทราบว่าผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดอาจยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาดดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ที่จะถือว่าการซื้อขายจะเป็นผลสำเร็จก็แต่ด้วยมีการชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่ดำเนินการขายทอดตลาดดังที่ผู้ร้องฎีกา คดีในชั้นที่นายอรรถทวีร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องของนายอรรถทวี หาได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องกลายเป็นพ้นวิสัยไม่ กรณีจึงไม่ต้องประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 เช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอมัดจำคืน ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องไม่ต้องผูกพันตามสัญญาไปจนกว่าคดีในชั้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดหรือต้องผูกพันตลอดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 514 นั้น เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้สู้ราคาในการขายทอดตลาดพ้นความผูกพันในราคาที่ตนสู้แต่ขณะเมื่อมีผู้อื่นสู้ราคาสูงขึ้น หรือมีการถอนทรัพย์สินรายนั้นจากการขายทอดตลาด ผู้สู้ราคาก็พ้นความผูกพันแต่ขณะที่ถอนนั้นดุจกัน แต่กรณีของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องสู้ราคาสูงสุดและเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินได้จากการขายทอดตลาดแล้วผู้ร้องจึงไม่อาจยกบทกฎหมายดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากความผูกพันหรือบอกเลิกสัญญาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและมีคำพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างมาในฎีกาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219 ม. 388 ม. 514
ป.วิ.พ. ม. 308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทแมนสรร จำกัด
จำเลย — บริษัทบุตรไทยเจริญจิต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2549
#268590
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้แจ้งความประสงค์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในขณะเข้าสู้ราคาและซื้อที่ดินว่าจะนำที่ดินไปพัฒนาเพื่อแสวงหากำไรเมื่อใด อย่างไร ซึ่งจะทำให้เห็นว่าการได้รับโอนที่ดินล่าช้าจะทำให้ผู้ร้องเสียประโยชน์ในเชิงธุรกิจถึงขนาดว่าที่ดินนั้นหมดประโยชน์แก่ผู้ร้อง กรณีไม่อาจถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับรู้เรื่องดังกล่าว

การขายทอดตลาดทรัพย์สินตามคำสั่งศาลนั้นบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมต้องทราบว่าผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดอาจยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาด กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 388 ที่จะถือว่าการซื้อขายจะเป็นผลสำเร็จก็แต่ด้วยมีการชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่ดำเนินการขายทอดตลาดและคดีในชั้นที่ อ. ร้องคัดค้านการขายทอดตลาดศาลมีคำสั่งยกคำร้อง หาได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องกลายเป็นพ้นวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 219 ไม่

การขายทอดตลาดทรัพย์ตามคำสั่งศาล ผู้สู้ราคาจะพ้นความผูกพันในราคาที่ตนสู้แต่ขณะเมื่อมีผู้อื่นสู้ราคาสูงขึ้น หรือมีการถอนทรัพย์สินรายนั้นจากการขายทอดตลาด แต่กรณีของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องเสนอราคาสู้สูงสุดและเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินได้จากการขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจยกบทบัญญัติดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 514 ขึ้นกล่าวอ้างเพื่อให้หลุดพ้นจากความผูกพันหรือบอกเลิกสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งห้าไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวม 16 แปลง ออกขายทอดตลาด และขายให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดในราคารวม 93,000,000 บาท นายอรรถทวี โชคสว่างเนตร ผู้เข้าสู้ราคาด้วยคนหนึ่งร้องคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วพิพากษา (ที่ถูกเป็นคำสั่ง) ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ก่อนถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา 15 วัน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งพิพากษายืนในคดีที่นายอรรถทวีร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดรวม 16 แปลง และได้วางมัดจำไว้แล้ว แต่จนบัดนี้เป็นเวลาประมาณ 6 ปี ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเชิงธุรกิจ ภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นยังไม่ตกต่ำเหมือนเช่นในปัจจุบันซึ่งเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยสภาพและโดยเจตนาของคู่สัญญาถือได้โดยปริยายว่าการซื้อขายจะสำเร็จภายในกำหนดระยะเวลาที่ดำเนินการขายทอดตลาดเท่านั้น ผู้ร้องหาต้องผูกพันไปจนกว่าศาลจะชี้ขาดในเรื่องการคัดค้านการขายถึงที่สุด หรือต้องผูกพันตลอดไปไม่ การที่ยังไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องเนื่องจากมีผู้คัดค้านการขายมิใช่ความผิดของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และกรณีถือว่าการชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบอกเลิกสัญญาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งรับการบอกเลิกสัญญา ให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนมัดจำแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินรวม 16 แปลง จากการขายทอดตลาดในคดีนี้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 ในราคารวม 93,000,000 บาท ผู้ร้องวางมัดจำไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่อาจดำเนินการเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องได้เนื่องจากนายอรรถทวี โชคสว่างเนตร ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงคืนมัดจำบางส่วนให้แก่ผู้ร้อง คดีในชั้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษา (ที่ถูกเป็นคำสั่ง) ยกคำร้องศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา 15 วัน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับการบอกเลิกสัญญาและขอให้คืนมัดจำ คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินและขอมัดจำคืนหรือไม่ ซึ่งข้อฎีกาดังกล่าวหากศาลฎีกาเห็นด้วยกับผู้ร้องผลคดีย่อมเปลี่ยนแปลงไป จึงหาใช่ข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ ในปัญหาดังกล่าวผู้ร้องฎีกาสรุปความได้ว่าผู้ร้องซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดเพื่อนำมาลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แสวงหากำไรในเชิงธุรกิจโดยสภาพและโดยเจตนาของคู่สัญญาจึงถือว่าได้มีการกำหนดไว้โดยปริยายว่าการซื้อขายจะสำเร็จภายในกำหนดระยะเวลาที่ดำเนินการขายทอดตลาด ผู้ร้องได้รับความเสียหายเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันตกต่ำลงโดยธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อและขาดกำลังซื้อภายในประเทศ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องภายในเวลาอันสมควรย่อมถือว่าการชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัย ผู้ร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 และมาตรา 388 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างตามคำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้แจ้งความประสงค์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในขณะเข้าสู้ราคาและซื้อที่ดินว่าจะนำที่ดินไปพัฒนาเพื่อแสวงหากำไรเมื่อใด อย่างไร ซึ่งจะทำให้เห็นว่าการได้รับโอนที่ดินล่าช้าจะทำให้ผู้ร้องเสียประโยชน์ในเชิงธุรกิจถึงขนาดว่าที่ดินนั้นหมดประโยชน์แก่ผู้ร้อง จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องยกขึ้นกล่าวอ้างภายหลังทั้งสิ้น และไม่อาจถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับรู้โดยปริยาย ทั้งการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามคำสั่งศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมต้องทราบว่าผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดอาจยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาดดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ที่จะถือว่าการซื้อขายจะเป็นผลสำเร็จก็แต่ด้วยมีการชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่ดำเนินการขายทอดตลาดดังที่ผู้ร้องฎีกา คดีในชั้นที่นายอรรถทวี ร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องของนายอรรถทวี หาได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอันจะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องกลายเป็นพ้นวิสัยไม่ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 เช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอมัดจำคืน ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ต้องผูกพันตามสัญญาไปจนกว่าคดีในชั้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดถึงที่สุดหรือต้องผูกพันตลอดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 514 นั้น เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้สู้ราคาในการขายทอดตลาดพ้นความผูกพันในราคาที่ตนสู้แต่ขณะเมื่อมีผู้อื่นสู้ราคาสูงขึ้น หรือมีการถอนทรัพย์สินรายนั้นจากการขายทอดตลาด ผู้สู้ราคาก็พ้นความผูกพันแต่ขณะที่ถอนนั้นดุจกัน แต่กรณีของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องสู้ราคาสูงสุดและเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินได้จากการขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจยกบทกฎหมายดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากความผูกพันหรือบอกเลิกสัญญาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและมีคำพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างมาในฎีกาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219 ม. 388 ม. 514
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทแมนสรร จำกัด
จำเลย — บริษัทบุตรไทยเจริญจิต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 413/2549
#267653
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ แต่ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์คงระบุเพียงว่าขอให้เพิ่มโทษตามกฎหมาย โดยมิได้ระบุให้ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษตามกฎหมายใด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ประสงค์ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 92

โทษปรับเป็นโทษสถานหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ได้ลงโทษจำคุกและลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในคดีหลังด้วย การเพิ่มโทษที่จะลงโทษแก่จำเลยที่ 1 จึงเพิ่มโทษปรับได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสอง ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 56 เม็ด น้ำหนัก 5.127 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 1.427 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เหตุเกิดที่แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวและโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียหมายเลข 09-4784940 จำนวน 1 เครื่อง กับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร พฉฉ 445 ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้เป็นอุปกรณ์ในการติดต่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษและเป็นยานพาหนะในการขนส่งยาเสพติดให้โทษเพื่อไปจำหน่ายเป็นของกลาง ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8030/2543 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และขอให้ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร พฉฉ 445 ของกลาง กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกไม่ผิดวรรคหนึ่ง) วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี 9 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 10 เดือน 15 วัน และปรับ 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กำหนด 3 ปี 3 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร พฉฉ 445 ของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 4 เดือน และ ปรับ 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่งนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขคดีแดงที่ 8030/2543 ให้ลงโทษจำคุก 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ แต่ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์คงระบุเพียงว่าขอให้เพิ่มโทษตามกฎหมาย โดยมิได้ระบุให้ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษตามกฎหมายใด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ประสงค์ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม จึงเป็นไปโดยชอบและฎีกาว่าเมื่อศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แล้วต้องเพิ่มโทษปรับของจำเลยที่ 1 ด้วยนั้นเห็นว่า โทษปรับเป็นโทษสถานหนึ่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้ลงโทษจำคุกและลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ด้วย การเพิ่มโทษที่จะลงโทษแก่จำเลยที่ 1 จึงเพิ่มโทษปรับได้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์เพียงแต่เพิ่มโทษจำคุกโดยมิได้เพิ่มโทษปรับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นวางโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 8 ปี 8 เดือน และปรับ 533,333 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลดโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 93
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายณัฐพงษ์หรือตี๋อ้วน อธิคมวิทยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2549
#266507
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 4 ของจำเลยทั้งสามอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 2 ยังไม่เดินทางกลับจากอำเภอหาดใหญ่เพราะต้องดูแลหลานอายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ เพื่อให้น้องสะใภ้ของจำเลยที่ 2 ไปทำงาน จำเลยทั้งสามกับทนายจำเลยทั้งสามไม่สามารถที่จะร่วมปรึกษากันถึงรูปคดีและมีความเห็นให้ทนายจำเลยทั้งสามดำเนินการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ทนายจำเลยทั้งสามจึงไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เช่นนี้ไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,063,787.35 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 2,018,657.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,569,752.61 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้บังคับทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสามชำระส่วนที่ขาดแก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้นวันที่ 26 มกราคม 2544 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่สี่มีกำหนด 21 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 ว่าศาลอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มาเป็นเวลาสมควรแล้ว และตามคำร้องไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษอันควรจะได้รับการขยายอีก ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่ง

ระหว่างพิจารณาบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,608,630.72 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระไปแล้วมาหักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับในวันนั้น ๆ เสียก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2543 จำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 โดยอ้างว่าเพิ่งได้รับคำพิพากษาและคำเบิกความของพยาน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ครั้นวันที่ 26 ธันวาคม 2543 จำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่สอง อ้างว่าจำเลยที่ 2 เดินทางไปเยี่ยมญาติที่ถูกน้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังไม่กลับมาจึงไม่สามารถปรึกษาหารือถึงรูปคดีได้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 12 มกราคม 2544 ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2544 จำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่สาม อ้างว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่กลับมาจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่อาจปรึกษาหารือถึงรูปคดีและให้ความเห็นเรื่องการอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 26 มกราคม 2544 ครั้นถึงวันดังกล่าวจำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาอีกเป็นครั้งที่สี่ โดยอ้างเหตุเหมือนเดิมว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่กลับจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงไม่สามารถปรึกษาหารือถึงรูปคดีได้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า มีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามเป็นครั้งที่สี่หรือไม่ ปรากฏตามคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สี่ของจำเลยทั้งสามอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้เดินทางกลับจากอำเภอหาดใหญ่เพราะต้องดูแลหลานอายุ 4 ขวบ ซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ เพื่อให้น้องสะใภ้ของจำเลยที่ 2 ไปทำงาน จำเลยทั้งสามกับทนายจำเลยทั้งสามไม่สามารถที่จะร่วมปรึกษากันถึงรูปคดีและมีความเห็นให้ทนายจำเลยทั้งสามดำเนินการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ทนายจำเลยทั้งสามจึงไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยทั้งสามดังกล่าวไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้น ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
เพชรบุรี — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสาวดวงตาหรือนางดวงตา ภู่สุนทรศิลป์หรือภูมิสิริกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิเชียร มงคล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 389 -ที่ 390/2549
#267532
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อรูปลักษณะภายนอกเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 เน้นที่รูปกระทิงประดิษฐ์เป็นสำคัญ และรูปลักษณะที่เป็นคำก็เป็นอักษรโรมันหรืออักษรจีน ประชาชนจึงอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 ตามรูปกระทิงประดิษฐ์ว่า "ตรากระทิง" เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์

โจทก์ได้โฆษณาสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายของสาธารณชน เมื่อเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปลักษณะและสำเนียงเรียกขานที่คล้ายคลึงกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ แม้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าต่างจำพวกกับของโจทก์ก็ตาม แต่ก็ใช้กับสินค้าประเภทบริโภคเช่นเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนรวมใจความขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเลขที่ 364995 และ 364996 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเลขที่ 364995 และ 364996 ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเลขที่ 364995 และ 364996 ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยที่ 1 เลิกผลิตสินค้า โดยใช้เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 364995 และ 364996 และเก็บสินค้าจากร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด และห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ หรือยอมให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 364995 และ 364996 กำกับสินค้าของจำเลยที่ 1 หรือของบุคคลอื่นต่อไป

จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่สั่งให้ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 364995 และ 364996 และให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเลขที่ 364995 และ 364996 ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 11 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสิบเอ็ดทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 มีรูปลักษณะภายนอกที่เป็นส่วนคำมีคำว่า "Gold Cow" และรูปวัวประดิษฐ์ ซึ่งรูปลักษณะภายนอกเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาแล้วเน้นรูปวัวประดิษฐ์หรือรูปกระทิงประดิษฐ์เป็นสำคัญ ผู้ใดเห็นรูปเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ก็รู้ว่าเป็นรูปวัวหรือกระทิงที่มีอิริยาบทคล้ายกันกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ สำหรับรูปลักษณะในส่วนของคำนั้นไม่ใช่ส่วนอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าพิพาท เพราะปรากฏว่าในการนำเครื่องหมายการค้าไปใช้โฆษณา หรือเผยแพร่ จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า GOLD COW BRAND กับอักษรภาษาจีนประกอบด้วย มิได้ใช้คำว่า "Gold Cow" ตามที่จดทะเบียนไว้เท่านั้น ซึ่งในประเด็นนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าพิพาทแล้ว เห็นว่า การที่กระทิงของโจทก์หัวตกมากกว่า เขาลากดิน ขาหน้างอมากกว่า มีลายสีขาวแทรกตรงส่วนขา หางตกลงก่อนจะชี้ขึ้น มีลักษณะคล้ายคันศร และลำตัวมีสีขาวแทรก ส่วนวัวของจำเลยที่ 1 หัวเชิดมากกว่า เขาเล็กกว่าและหางชี้ขึ้นก่อนจะโค้งลงนั้น เป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่ถือเป็นข้อสาระสำคัญที่จะทำให้รูปเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แตกต่างจากของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย เมื่อรูปลักษณะภายนอกเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 เน้นที่รูปกระทิงประดิษฐ์เป็นสำคัญ และรูปลักษณะที่เป็นคำก็เป็นอักษรโรมันหรืออักษรจีน ประชาชนจึงอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 ตามรูปกระทิงประดิษฐ์ว่า "ตรากระทิง" เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่างก็จดทะเบียนใช้กับรายการสินค้าประเภทบริโภคเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะต่างจำพวกกัน แต่ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบที่มิได้มีการอุทธรณ์โต้แย้งได้ความตามคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า จำเลยที่ 1 เคยผลิตสินค้าเครื่องดื่มบำรุงกำลังโดยใช้เครื่องหมายการค้า "Gold Cow" ตามที่ปรากฏในภาพถ่าย (ซึ่งใช้รูปกระทิงเป็นสีแดง) และตัวแทนโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ให้ยุติการผลิตเครื่องดื่มบำรุงกำลังดังกล่าว เพราะเป็นการหลอกลวงด้วยรูปร่างลักษณะของเครื่องดื่มบำรุงกำลัง "กระทิงแดง" ปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 8 มกราคม 2540 และมีหนังสือจากสำนักงานเท แอนด์ พาร์ทเนอร์ (Tay and Partners) ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2540 แจ้งว่าได้มีการเลิกขายและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลังของจำเลยที่ 1 ในประเทศมาเลเซียแล้ว แต่ต่อมากลับปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงและอักษรโรมันคำว่า "Gold Cow" เพื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับสินค้าจำพวก 32 รายการ สินค้าเครื่องดื่มบำรุงร่างกายในประเทศไทย ปรากฏตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 353666 อันเป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในคดีนี้ ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 900/2545 วินิจฉัยสรุปว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีเสียงเรียกขานว่า ตรากระทิงคล้ายกัน เพราะมีรูปกระทิงอยู่ในท่ากระโดดเป็นสาระสำคัญ และไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นเป็นการตอบโต้โจทก์ที่เคยห้ามจำเลยที่ 1 ให้ยุติการจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และมุ่งที่จะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับเครื่องดื่มบำรุงกำลังร่างกายเป็นสำคัญยิ่งกว่าสินค้าอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวอาจถือได้ว่า จำเลยที่ 1 เลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ทั้งนี้ จากการนำสืบของโจทก์ โจทก์นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเชื่อได้ว่าโจทก์ได้โฆษณาสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายของสาธารณชน ปรากฏตามภาพถ่ายสินค้าและพยานวัตถุ โปสเตอร์ แผ่นพับ และโปสเตอร์ขนาดเล็ก นิตยสาร หนังสือรายงานประจำปีของกรมทรัพย์สินทางปัญญา และแถบบันทึกภาพรายการจับกระแสโลก ดังนั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปลักษณะและสำเนียงเรียกขานที่คล้ายคลึงกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียนให้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาประการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 899/2545 และที่ 901/2545 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 8 (10) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ที. ซี. ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด
เชีย คิม หลี ฟู้ด อินดัสทรีส์ พีทีอี แอลทีดี
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 386/2549
#267472
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการที่ไม่ทำตามแบบตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จะตกเป็นโมฆะ แต่ในสัญญาข้อ 24 ยังมีข้อความอีกว่า หากสัญญานี้ข้อใดข้อหนึ่งตกเป็นโมฆะหรือไม่อาจบังคับได้ ให้ถือว่าสัญญาข้ออื่นยังคงมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับต่อไปได้ เห็นได้ว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากสัญญาข้ออื่นหรือต้องการให้มีผลบังคับได้แยกต่างหากจากข้อสัญญาเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่ตกเป็นโมฆะ การที่สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตกเป็นโมฆะจึงไม่ทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินฐานผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจำนวน 3,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ "ซึทาญ่า" ซึ่งโจทก์ได้แนบสำเนามาท้ายคำฟ้องตามเอกสารท้ายคำฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องปรากฏข้อความตามสัญญา ข้อ 1 ให้คำจำกัดความของคำที่สำคัญซึ่งใช้ในสัญญานี้คือ คำว่า "ระบบของผู้ให้อนุญาต (จำเลย)" หมายถึง "แผนทางธุรกิจ วิธีการทางธุรกิจ การจัดการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลคอมพิวเตอร์ เครื่องหมายที่เหมาะสมข้อมูลของผู้ให้อนุญาต" คำว่า "สิทธิที่อนุญาต" หมายถึง "รูปแบบและคุณลักษณะเฉพาะของชื่อทางการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายการค้ารวมทั้ง "ซึทาญ่า" และเครื่องหมายอื่นตามที่ระบุในเอกสารแนบท้ายสัญญา A การให้สีร้าน การวางผังร้าน การก่อสร้าง ออกแบบ ตกแต่งร้าน และชื่อทางการค้าเครื่องหมายบริการ เครื่องหมายการค้า สัญลักษณ์ทางการค้า ป้ายคำขวัญที่ผู้ให้อนุญาตมีอยู่แล้วในปัจจุบันและที่จะได้ปรับปรุงหรือกำหนดขึ้นใหม่ในอนาคตเพื่อใช้กับระบบของผู้ให้อนุญาต" และในสัญญาข้อ 2 ระบุถึงการให้สิทธิว่า "a. สิทธิในการเป็นเจ้าของดำเนินกิจการและบริหารร้านโดยใช้ระบบของผู้ให้อนุญาตและสิทธิที่อนุญาต" ดังนั้น ย่อมเห็นได้ว่า สิทธิและสิ่งต่างๆ ที่จำเลยในฐานะผู้ให้อนุญาตได้อนุญาตให้โจทก์ได้นำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการค้าแสวงหากำไรของโจทก์มีหลายประการหลายประเภท ไม่ใช่เป็นการอนุญาตให้ใช้แต่เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการโดยเฉพาะแต่อย่างใด และโดยเฉพาะคำว่า "ซึทาญ่า" ก็ยังมีลักษณะที่เป็นชื่อทางการค้าที่จำเลยทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์นำไปใช้หาประโยชน์ได้เช่นกันด้วยและในบรรดาสิทธิและสิ่งที่จำเลยให้ประโยชน์แก่โจทก์ตามสัญญานี้ก็มีเฉพาะสิทธิที่เป็นเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการที่มีการจดทะเบียนไว้แล้วเท่านั้นที่มีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 68 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 68 บัญญัติบังคับให้การทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังนี้ แม้ข้อสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่ไม่ทำตามแบบแห่งบทกฎหมายดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้โดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์ก็ตาม แต่ในสัญญาข้อ 24 ก็ยังมีข้อความอีกว่า หากสัญญานี้ข้อใดข้อหนึ่งตกเป็นโมฆะหรือไม่อาจบังคับได้ ให้ถือว่าสัญญาข้ออื่นยังคงมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับต่อไปได้ เมื่อพิจารณาข้อสัญญาข้อต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว เห็นได้ชัดว่าการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการเป็นเงื่อนไขการให้สิทธิเพียงข้อหนึ่งในบรรดาสิทธิและสิ่งอื่นๆ หลายประการที่จำเลยต้องให้ประโยชน์แก่โจทก์ รวมทั้งการอนุญาตให้ใช้คำว่า "ซึทาญ่า" ในลักษณะเป็นชื่อทางการค้าด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบสัญญาข้อ 24 ดังกล่าวด้วยแล้วย่อมแสดงว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากข้อสัญญาอื่นหรือต้องการให้มีผลบังคับได้แยกต่างหากจากข้อสัญญาเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่ตกเป็นโมฆะ การที่ข้อสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตกเป็นโมฆะ จึงไม่ทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยห้าม โต้แย้งหรือขัดขวางการใช้ประโยชน์จากสิทธิหรือสิ่งต่างๆ ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ "ซึทาญ่า" ของโจทก์เพื่อหาประโยชน์แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ "ซึทาญ่า" ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ โดยยังมีส่วนที่มีผลใช้บังคับได้และจำเลยไม่ต้องคืนเงินค่าธรรมเนียมเข้าทำสัญญาแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอล.โอ.เอฟ จำกัด
จำเลย — บริษัทซึทาญ่า (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 385/2549
#267518
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า ROZA เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าทั้งในลักษณะของภาษาเขียนและภาษาพูด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าย่อมมุ่งหวังให้สาธารณชนรู้จักด้วยการอ่านและออกเสียง เสียงอ่านของคำว่า ROZA เป็นสำเนียงไทยว่า โรซ่า เมื่อพิจารณาคำว่า ROZA ของโจทก์กับคำว่า ROSA จะเห็นว่ามีอักษรโรมัน 4 ตัวเรียงกัน คงแตกต่างกันเฉพาะตัวที่ 3 คือ ตัว Z กับตัว S เท่านั้น ที่สำคัญคือตัวอักษรที่เป็นสระและมีผลต่อการออกเสียงคือตัว O และตัว A ทั้ง 2 คำใช้เหมือนกันและอ่านออกเสียงเป็น 2 พยางค์เช่นกัน ส่วนตัว S และ Z นั้น แม้จะเขียนแตกต่างกัน แต่การออกเสียงเป็นสำเนียงไทยก็คล้ายคลึงกันมาก ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในเครื่องหมายการค้าทั้งสองได้

โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ROZA สำหรับสินค้าประเภทซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ปลากระป๋อง น้ำมะเขือเทศ ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า ROSA จดทะเบียนใช้กับสินค้าประเภทกาแฟ ชา ลูกกวาด น้ำผึ้ง เค้ก เมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า ROZA เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามนัยมาตรา 8 (10) ของ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แม้จะเป็นการจดทะเบียนกับสินค้าต่างจำพวกกับที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ฉบับที่ 15/2544 เรื่อง ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 234480 ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 234480 ทะเบียนเลขที่ ค. 10680 และมีคำสั่งให้จำหน่ายเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 234480 ทะเบียนเลขที่ ค. 10680 ออกจากสารบบของกรมทรัพย์สินทางปัญญา

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "ROZA" อ่านเป็นภาษาไทยว่า "โรซ่า" ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าครั้งแรกเมื่อปี 2514 โดยโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าประเภทซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนเพิ่มเติมสำหรับสินค้าจำพวก 29, 30 และ 32 เมื่อปี 2535 บริษัทโรซา ฟู้ด โก., แอลทีดี. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไต้หวันยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน "ROZA" และอักษรจีน 2 ตัว อ่านว่า "ล้อซอ" ตามคำขอเลขที่ 234480 เพื่อใช้สำหรับสินค้าจำพวก 30 ได้แก่ กาแฟ ชา ลูกกวาด น้ำผึ้ง เค้ก นายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ขอรับจดทะเบียนได้ จึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ตามทะเบียนเลขที่ ค. 10680 โจทก์ได้ยื่นคำขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค. 10680

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับจดทะเบียนจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีสาระสำคัญอยู่ที่อักษรโรมัน "ROZA" อ่านออกเสียงเป็นสำเนียง "โรซ่า" ส่วนคำอื่น ๆ ที่โจทก์ใช้ประกอบเครื่องหมายการค้า เช่น คำว่า TOMATO, SAUCE, SARDINES ตลอดจนรูปปลา และรูปมะเขือเทศ นั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนทำหนังสือปฏิเสธที่จะถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้คำและรูปภาพดังกล่าว ดังนั้น คำว่า "ROZA" จึงเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าทั้งในลักษณะของภาษาเขียนและภาษาพูด กล่าวคือ สินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ROZA" ย่อมมุ่งหวังที่จะให้สาธารณชนรู้จักด้วยการอ่านและดูคำว่า "ROZA" นอกจากนั้นเสียงอ่านของคำว่า "ROZA" ที่อ่านเป็นสำเนียงไทยว่า "โรซ่า" มีความสำคัญเช่นกัน เมื่อพิจารณาคำว่า "ROZA" ของโจทก์กับคำว่า "ROSA" จะเห็นได้ว่ามีอักษรโรมัน 4 ตัวเรียงกัน คงแตกต่างกันเฉพาะตัวที่ 3 คือ ตัว Z กับตัว S เท่านั้น ที่สำคัญคือตัวอักษรที่เป็นสระและมีผลต่อการออกเสียงคือตัว O และ A ทั้ง 2 คำใช้เหมือนกันและอ่านออกเสียงเป็น 2 พยางค์ เช่นกัน ส่วนตัว Z และ S นั้น แม้จะเขียนแตกต่างกันแต่การออกเสียงเป็นสำเนียงไทยคล้ายคลึงกันมาก ถึงแม้ว่าจำเลยจะนำสืบว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROSA" มีอักษรภาษาจีนกำกับ อ่านออกเสียงเป็นภาษาไทยว่า "ล้อซอ" แต่คำภาษาไทยคำว่า "ล้อซอ" นั้นไม่ได้ปรากฏในเครื่องหมายการค้า คำว่า "ROSA" จึงจะยึดถือเสียงอ่านตัวอักษรจีนมาเป็นเสียงอ่านตัวอักษรโรมันไม่ได้ เครื่องหมายการค้า "ROZA" กับ "ROSA" จึงมีความคล้ายคลึงกันมากทั้งในลักษณะของการประกอบตัวอักษรโรมันเป็นคำ และเสียงอ่านเป็นสำเนียงไทย ซึ่งสาธารณชนอาจสับสนหลงผิดในเครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำตามเครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นภาษาต่างประเทศ เสียงอ่านเป็นสำเนียงไทยที่ใช้อ่านและเรียกขานคำภาษาต่างประเทศจึงเป็นสาระสำคัญอย่างมาก

ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่าโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROZA" กับสินค้าประเภทซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ปลากระป๋อง น้ำมะเขือเทศ ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROSA" จดทะเบียนใช้กับสินค้าประเภทกาแฟ ชา ลูกกวาด น้ำผึ้ง เค้ก จะทำให้สาธารณชนสับสนหรือเข้าใจผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนได้หรือไม่ เห็นว่า สินค้าที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวล้วนอยู่ในประเภทอาหารและสิ่งบริโภค แม้โจทก์จะไม่ได้จดทะเบียนไว้ในสินค้ากาแฟ ชา ลูกกวาด น้ำผึ้ง เค้ก ก็ตาม แต่จากทางนำสืบของโจทก์ เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "ROZA" มีปริมาณการจำหน่ายจำนวนมาก มีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดี การที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROSA" ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว และซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามนัยแห่งมาตรา 8 (10) ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แม้จะใช้กับสินค้าต่างรายการกับที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนเสียได้ การที่นายทะเบียนซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROSA" ไว้ จึงไม่ชอบ และเมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 และคณะกรรมการดังกล่าวมีคำวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดเพื่อให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ROSA" ที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนไว้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 234480 ทะเบียนเลขที่ ค. 10680 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 8 (10) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2549
#266718
เปิดฉบับเต็ม

การถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่ง ป.วิ.อ.มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ สิทธิถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน กรณีผู้ร้องทุกข์ตายสิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาท เมื่อได้ความตามคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ว่าบรรดาทายาททุกคนของผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ ดังนั้น ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย จึงมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้แม้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อมีการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูกเป็น มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นายดา ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องและบรรดาทายาททุกคนของผู้เสียหายได้ตกลงกับจำเลยแล้ว ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ คดีจึงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งมาตรา 356 ได้บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ และการถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ สิทธิถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน กรณีผู้ร้องทุกข์ตายสิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาท เมื่อได้ความตามคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ว่า บรรดาทายาททุกคนของผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์ ดังนั้น ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายจึงมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้แม้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และเมื่อมีการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 356
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 126
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายสมศักดิ์ แสวงทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายสนิท โพชนะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2549
#267274
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 342 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และ ป.วิ.อ. มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ สิทธิถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน ถ้าผู้ร้องทุกข์ตายสิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายจึงมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้แม้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และเมื่อมีการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2541 เวลากลางวัน นางวิรัตน์ ยอดยิ่ง ผู้เสียหายมอบเงิน 150,000 บาท ให้จำเลยนำไปประกันตัวนายดา ยอดยิ่ง สามีผู้เสียหายที่ศาลจังหวัดจันทบุรี ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยได้รับเงินประกันดังกล่าวคืนเนื่องจากขอถอนประกันนายดา จากนั้นถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยเบียดบังเอาเงินประกันดังกล่าวที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยไปเป็นประโยชน์ของตนเองโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูกเป็น มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงเชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นายดา ยอดยิ่ง ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องและบรรดาทายาททุกคนของผู้เสียหายได้ตกลงกับจำเลยแล้ว ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป และถอนคำร้องทุกข์ คดีจึงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งมาตรา 356 ได้บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ และการถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ สิทธิถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวทรัพย์สิน กรณีผู้ร้องทุกข์ตายสิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาท เมื่อได้ความตามคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ว่าบรรดาทายาททุกคนได้ตกลงกับจำเลยเป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์ ดังนั้น ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย จึงมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้แม้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และเมื่อมีการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ก็ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 126
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายสมศักดิ์ แสวงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2549
#268811
เปิดฉบับเต็ม

การถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ สิทธิถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน กรณีผู้ร้องทุกข์ตายสิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาท เมื่อได้ความตามคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ว่า บรรดาทายาททุกคนของผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ ดังนั้น ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย จึงมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้แม้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาและเมื่อมีการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นายดา ยอดยิ่ง ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องและบรรดาทายาททุกคนของผู้เสียหายได้ตกลงกับจำเลยแล้ว ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ คดีจึงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งมาตรา 356 ได้บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ และการถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ สิทธิถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน กรณีผู้ร้องทุกข์ตายสิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาท เมื่อได้ความตามคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ว่า บรรดาทายาททุกคนได้ตกลงกับจำเลยเป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป และขอถอนคำร้องทุกข์ ดังนั้น ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายจึงมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้แม้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และเมื่อมีการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 356
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 126
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายสมศักดิ์ แสวงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2549
#266496
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อใช้เป็นทางเดินและที่ตั้งตลาดและทำสัญญาเช่าอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าหากชำระค่าเช่า ค่าภาษี ค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใดที่ผู้เช่าต้องชำระให้แก่ผู้เช่าเกินกำหนดเวลา ผู้เช่าต้องชำระเงินเพิ่มจากเงินดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระ สัญญาเช่าดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 ข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงตามสัญญาเช่าทรัพย์สิน การฟ้องเรียกเบี้ยปรับต้องดำเนินการฟ้องเสียภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่จำเลยส่งคืนทรัพย์สินที่ให้เช่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าและเบี้ยปรับจำนวน 469,300 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน ในต้นเงินจำนวน 247,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 247,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเรียกเอาเบี้ยปรับตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าที่ราชพัสดุเพื่อใช้เป็นทางเดินและเป็นที่ตั้งตลาดเพียรยินดี และสัญญาเช่าอาคารหรือสิ่งก่อสร้างกำหนดไว้ว่าการชำระค่าเช่า ค่าภาษี ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใดที่ผู้เช่าต้องชำระให้แก่ผู้ให้เช่าตามกำหนดเวลา หากชำระเกินกำหนดเวลา ผู้เช่าจะต้องชำระเงินเพิ่มขึ้นจากเงินดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับให้ผู้ให้เช่าอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระ เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้โดยโจทก์มิได้โต้แย้งว่า สัญญาเช่าดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 ข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับเป็นข้อตกลงตามสัญญาเช่าทั้งสองฉบับดังกล่าว เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าทั้งสองสัญญา จำเลยไม่ได้เป็นผู้เช่าที่ดินทั้งสองแปลงและอาคารตลาดเพียรยินดีจากโจทก์ และโจทก์ได้รับมอบที่ดินพร้อมอาคารเพียรยินดีคืนจากจำเลยในวันที่ 31 มกราคม 2541 การฟ้องคดีเรียกเบี้ยปรับตามสัญญาเช่าเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติเกี่ยวแก่สัญญาเช่าก็ต้องดำเนินการฟ้องเสียภายใน 6 เดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่ให้เช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 กรณีหาใช่เป็นเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระหรือค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 ตามที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อโจทก์มาฟ้องเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 เกินกำหนด 6 เดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า คดีโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระเบี้ยปรับจึงขาดอายุความตามที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การ คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 563
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
จำเลย — นายสมเกียรติ ขณะรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายวินัย เกิดด้วยทอง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2549
#267654
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าที่ราชพัสดุเพื่อใช้เป็นทางเดินและเป็นที่ตั้งตลาดและสัญญาเช่าอาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่กำนหดว่าการชำระค่าเช่า ค่าภาษี ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใดที่ผู้เช่าต้องชำระให้แก่ผู้ให้เช่าตามกำหนด หาชำระเกินกำหนดเวลา ผู้เช่าจะต้องชำระเงินเพิ่มขึ้นจากเงินดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับให้ผู้เช่าอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระ เมื่อครกำหนดสัญญาเช่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารตลาดจากโจทก์ และโจทก์ได้รับมอบที่ดินพร้อมอาคารคืนจากจำเลยแล้ว การฟ้องคดีเรียกเบี้ยปรับตามสัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติเกี่ยวแก่สัญญาเช่าเช่าต้องฟ้องภายใน 6 เดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่ให้เช่าตามมาตรา 563 กรณีมิใช่เป็นเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระหรือค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระอันมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับมอบที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์จำนวน 2 แปลง และอาคารตลาดเพียรยินดี ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ เพื่อให้โจทก์จัดหาประโยชน์นำรายได้มาบำรุงการศึกษาประชาบาลในจังหวัดพัทลุง จำเลยเป็นผู้เช่าอาคารและที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2541 โดยแยกทำสัญญาเป็น 2 ฉบับ สัญญาฉบับแรกเป็นการเช่าตลาดเพียรยินดีและที่ดิน 1 แปลง อัตราค่าเช่าปีละ 300,000 บาท ต้องชำระค่าเช่าภายในวันที่ 15 มกราคม 2541 จำเลยได้วางเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำนวน 75,000 บาท สัญญาฉบับที่สองเป็นการเช่าที่ดินใช้เป็นทางเดินและเป็นที่ตั้งตลาดเพียรยินดี อัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท และต้องชำระค่าเช่าภายในวันที่ 15 มกราคม 2541 จำเลยได้วางเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำนวน 2,000 บาท จำเลยได้มอบอาคารสถานที่เช่าและที่ดินที่เช่าไปเรียบร้อยแล้ว หลังครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าทั้งสองฉบับ จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า โจทก์ได้นำเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาไปหักชำระค่าเช่าสัญญาฉบับแรกมีค่าเช่าค้างชำระจำนวน 225,000 บาท สัญญาเช่าฉบับที่สองมีค่าเช่าค้างชำระจำนวน 22,000 บาท รวมค่าเช่าทั้งสองสัญญา 247,000 บาท การที่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาต้องชำระเบี้ยปรับนับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2541 อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระ เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน คิดเป็นค่าปรับ 222,300 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าและเบี้ยปรับจำนวน 469,300 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน ในต้นเงินจำนวน 247,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยจำนวน 222,300 บาท ภายหลังกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่สิ้นสุดสัญญาหรือวันผิดสัญญาชำระค่าเช่า โดยจำเลยไม่เคยชำระค่าปรับแก่โจทก์เลยนับแต่วันผิดนัดจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 247,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเรียกเอาเบี้ยปรับตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าที่ราชพัสดุเพื่อใช้เป็นทางเดินและเป็นที่ตั้งตลาดเพียรยินดี และสัญญาเช่าอาคารหรือสิ่งก่อสร้างเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ข้อที่ 10 และข้อที่ 12 ตามลำดับกำหนดไว้ว่าการชำระค่าเช่า ค่าภาษี ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใดที่ผู้เช่าต้องชำระให้แก่ผู้ให้เช่าตามกำหนดเวลา หากชำระเกินกำหนดเวลา ผู้เช่าจะต้องชำระเงินเพิ่มขึ้นจากเงินดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับให้ผู้ให้เช่าอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระ เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้โดยโจทก์มิได้โต้แย้งว่า สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับเป็นข้อตกลงตามสัญญาเช่าทั้งสองฉบับดังกล่าว เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าทั้งสองสัญญา จำเลยไม่ได้เป็นผู้เช่าที่ดินทั้งสองแปลงและอาคารตลาดเพียรยินดีจากโจทก์และโจทก์ได้รับมอบที่ดินพร้อมอาคารเพียรยินดีคืนจากจำเลยในวันที่ 31 มกราคม 2541 การฟ้องคดีเรียกเบี้ญปรับตามสัญญาเช่าเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติเกี่ยวแก่สัญญาก็ต้องดำเนินการฟ้องเสียภายใน 6 เดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่ให้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 563 กรณีหาใช่เป็นเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระหรือค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 ตามที่โจทฎีกาไม่เมื่อโจทก์มาฟ้องเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 เกินกำหนด 6 เดือนนับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า คดีโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระเบี้ยปรับจึงขาดอายุความตามที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การ คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 379 ม. 537 ม. 563
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
จำเลย — นายสมเกียรติ ขณะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 350/2549
#268583
เปิดฉบับเต็ม

ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ว่าทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดมิใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดมา ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนเพื่อให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการเรื่องนี้ทางกฎหมาย ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวถือว่าเป็นข้อโต้แย้งในชั้นบังคับคดีเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำออกขายทอดตลาดว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดมาหรือไม่ ซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 ให้สิ้นกระแสความเสียก่อนแล้วมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องของจำเลยที่ 1 ประกอบรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวโดยมิได้ทำการไต่สวนคำร้อง จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,664,007 บาท จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง และนำออกขายทอดตลาด ในการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทคือ เข็มติดเสื้อทำจากวัสดุคล้ายทองและคล้ายเพชร มีผู้เสนอราคาสูงสุด 2,000 บาท ผู้แทนโจทก์คัดค้านราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดการขายและใช้วัสดุห่อทรัพย์ดังกล่าวไว้โดยให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อกำกับบนห่อวัสดุดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ทักท้วงว่าไม่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 บนห่อวัสดุทรัพย์ที่ยึดมา เจ้าพนักงานบังคับคดีนัดโจทก์และจำเลยที่ 1 มาตรวจสอบทรัพย์ที่ยึดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ตรวจดูทรัพย์ที่ยึดดังกล่าวแล้วทักท้วงว่าไม่ใช่ทรัพย์ที่ยึดมา แต่ผู้แทนโจทก์ยืนยันว่าเป็นทรัพย์ที่ยึดและอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เข็มติดเสื้อทำจากวัสดุคล้ายทองรูปหัวใจตรงกลางติดวัสดุคล้ายเพชร จำนวน 1 ชิ้น และเข็มติดเสื้อทำจากวัสดุคล้ายทองรูปร่างคล้ายดอกไม้ตรงกลางติดวัสดุคล้ายเพชร จำนวน 5 ชิ้น ไม่ใช่ทรัพย์ที่ยึด ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนเพื่อจำเลยที่ 1 จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนแล้วต่อมาเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว เพื่อให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 และงดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวเพื่อให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการตามกฎหมายนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ให้ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก่อน เป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ว่า เข็มติดเสื้อทำจากวัสดุคล้ายทองรูปหัวใจตรงกลางติดวัสดุคล้ายเพชร กับเข็มติดเสื้อทำจากวัสดุคล้ายทองรูปร่างคล้ายดอกไม้ตรงกลางติดวัสดุคล้ายเพชร รวม 6 ชิ้น ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำออกขายทอดตลาดมิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดมา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนเพื่อจำเลยที่ 1 จะได้ดำเนินการเรื่องนี้ทางกฎหมายต่อไป ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวถือว่าเป็นข้อโต้แย้งในชั้นบังคับคดีเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำออกขายทอดตลาดว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดมาหรือไม่ ซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 ให้สิ้นกระแสความแล้วมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินดังกล่าวจะได้ดำเนินการต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องของจำเลยที่ 1 ประกอบรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ แล้วมีคำสั่งว่าเมื่อจำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการขายไม่ใช่ทรัพย์ที่ยึดไว้ กรณีมีเหตุให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวสำหรับทรัพย์สินเช่นว่านั้นเพื่อให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการทางกฎหมายต่อไปตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ หากระยะเวลาล่วงเลยไปพอสมควรแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง หรือมิได้ดำเนินการอย่างไร ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงเข้ามาในคดีนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงมีผลเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโดยมิได้ทำการไต่สวนคำร้องให้สิ้นกระแสความก่อน ทั้ง ๆ ที่ปรากฏจากรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ส่งต่อศาลดังกล่าวว่า ผู้แทนโจทก์ได้แถลงยืนยันว่าทรัพย์สินที่ดำเนินการขายทอดตลาดเป็นทรัพย์สินที่ยึดไว้ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์เสียหายนั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวทำให้การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินดังกล่าวของโจทก์เนิ่นช้าไปย่อมเห็นได้ชัดว่าเป็นที่เสียหายแก่โจทก์แล้ว ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องกรมบังคับคดีข้อหา ละเมิด เรียกค่าเสียหาย และคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์นั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับกรมบังคับคดีไม่เกี่ยวกับสิทธิบังคับคดีของโจทก์ในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอัลฟ่า เจมส์ สยาม จำกัด
จำเลย — นายชูชาติ ลิ้มทวีมงคล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 344/2549
#267093
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในการพิจารณาคดีก่อนถามคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าวอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และทำให้จำเลยเสียเปรียบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ให้ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อพิจารณาพิพากษา ก็ไม่อาจแก้ไขกระบวนการพิจารณาที่เสียไปแล้วตั้งแต่ต้นให้กลับมาเป็นชอบด้วยกฎหมายได้ ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะ คันหมายเลขทะเบียน บธ-9067 สุราษฎร์ธานี หรือใช้ราคา 190,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูกมาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนรถยนต์กระบะ คันหมายเลขทะเบียน บธ-9069 สุราษฎร์ธานี หรือใช้ราคา 190,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ปรากฏว่าในการพิจารณาคดีก่อนถามคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าวอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และทำให้จำเลยเสียเปรียบ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 ให้ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อพิจารณาพิพากษาก็ตาม ก็ไม่อาจแก้ไขกระบวนการพิจารณาที่เสียไปแล้วตั้งแต่ต้นให้กลับมาเป็นชอบด้วยกฎหมายได้ ศาลฎีกาเห็นเป็นการจำเป็นที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยกฎหมาย 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 และให้สอบคำให้การจำเลยเสียใหม่ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.

(องอาจ โรจนสุพจน์ - เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ - สถิตย์ อรรถบลยุคล)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายทิวาพงศ์ บุญทัน
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 330/2549
#266535
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำอันเป็นการอุปการะความผิดฐานลักทรัพย์หรือความผิดอื่นดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 357 เช่น ช่วย ซื้อ จำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใด ความผิดฐานรับของโจรจึงต้องเกิดหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดอย่างชัดเจน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 334, 335, 357, 83

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามคำรับสารภาพได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องข้อ 1 เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์บรรยายว่า "เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2546 เวลากลางวันได้มีคนร้ายบังอาจลักเอารถจักรยานยนต์ 1 คัน … ของนางมณิดา รัชมาศหรือแก้วพิกุลผู้เสียหายไป…" แต่ในคำฟ้องข้อ 2 ความผิดฐานรับของโจร โจทก์กลับบรรยายว่า "ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตรวจยึดรถของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ขณะที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง… เมื่อระหว่างวันและเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ถึงวันเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 2 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลย… บังอาจร่วมกันรับของโจร โดยร่วมกันรับเอาของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวในฟ้องข้อ 1…" ซึ่งความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำอันเป็นการอุปการะความผิดฐานลักทรัพย์หรือความผิดอื่นดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 357 เช่น ช่วย ซื้อ จำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใด เป็นต้น ความผิดฐานรับของโจรจึงต้องเกิดหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์รถจักรยานยนต์เกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดอย่างชัดเจน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แม้จำเลยจะมิได้ยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นพิจารณาวินิจฉัยได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายคำปิ่น นงคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายมณฑล ชัยมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 330/2549
#267663
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานรับของโจรต้องเกิดหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์รถจักยานยนต์เกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดอย่างชัดเจน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2546 เวลากลางวัน ได้มีคนร้ายลักเอารถจักรยานยนต์ 1 คัน ราคา 20,000 บาท ของนางมณิดา รัชมาศหรือแก้วพิกุล ผู้เสียหาย ไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง ทั้งนี้ ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้นเมื่อระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2546 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันรับของโจร โดยร่วมกันรับเอาของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่ตำบลหนามแท่ง อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357, 83

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามคำรับสารภาพได้หรือไม่ เห็นว่าตามคำฟ้องข้อ 1 เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์บรรยายว่า "เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2546 เวลากลางวันได้มีคนร้ายบังอาจลักเอารถจักรยานยนต์ 1 คัน...ของนางมณิดา รัชมาศหรือแก้วพิกุลผู้เสียหายไป..." แต่ในคำฟ้องข้อ 2 ความผิดฐานรับของโจร โจทก์กลับบรรยายว่า ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวันเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวในฟ้องที่ 1 ขณะที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง...เมื่อระหว่างวันและเวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ถึงวันเวลาดังกล่าวในฟ้องที่ 2 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลย...บังอาจร่วมกันรับของโจร โดยร่วมกันรับเอาของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวในฟ้องข้อ 1.."ซึ่งความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำอันเป็นการอุปการะความผิดฐานลักทรัพย์หรือความผิดอื่นดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 เช่น ช่วย ซื้อ จำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใด เป็นต้น ความผิดฐานรับของโจรจึงต้องเกิดหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์รถจักรยานยนต์เกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดอย่างชัดเจน จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แม้จำเลยจะมิยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นพิจารณาได้"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายคำปิ่น นงคม
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา