คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 37/2549
#410841
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับแจ้งการประเมินจากพนักงานเก็บภาษีสำหรับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 จำเลยซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องนำค่าภาษีไปชำระภายใน 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 38 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เมื่อจำเลยมิได้ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และมิได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินดังกล่าวภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินดังกล่าว จึงเป็นค่าภาษีค้างชำระอันก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยได้ นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 จึงยังอยู่ภายในระยะเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ยังไม่ขาดอายุความ (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1996/2538)

เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้ว หากจำเลยไม่พอใจ กฎหมายกำหนดให้จำเลยต้องยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาล ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยย่อมไม่อาจโต้แย้งหรือยกข้อต่อสู้ในประเด็นเกี่ยวกับการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในชั้นศาลได้ เพราะปัญหาดังกล่าวยุติไปในชั้นการประเมิน (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2530, 705/2531)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมด้วยเงินเพิ่มจำนวน 247,500 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมด้วยเงินเพิ่มจำนวน 247,500 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 ถึง 2537 สำหรับโรงเรือนและที่ดินเลขที่ 465/64 หมู่ที่ 9 ซอยสำนักสงฆ์ ถนนพัทยากลาง ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ต่อโจกท์ไว้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 โจทก์ได้ทำการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้วแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบตามใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2537 จำเลยได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 และมิได้มีคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ในปีภาษี 2535 ถึง 2537 จำเลยเป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินพิพาท และจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นไปเมื่อปี 2538

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้รับแจ้งการประเมินจากพนักงานเก็บภาษีสำหรับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2537 จำเลยซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องนำค่าภาษีไปชำระต่อพนักงานเก็บภาษีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 38 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และมิได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระแล้ว ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 และ 2536 จึงเป็นค่าภาษีค้างชำระอันก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยได้นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป หาใช่นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2535 และ 2536 ตามที่จำเลยเข้าใจแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 จึงยังอยู่ภายในระยะเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 และ 2536 ยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยสามารถโต้แย้งหรือยกข้อต่อสู้ในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากจำเลยหรือไม่ในชั้นศาลได้นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้วหากจำเลยไม่พอใจกฎหมายกำหนดวิธีการให้จำเลยต้องยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาลขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน หากจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จำเลยย่อมไม่อาจโต้แย้งหรือยกข้อต่อสู้ในประเด็นเกี่ยวกับการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในชั้นศาลได้ เพราะปัญหาดังกล่าวย่อมยุติไปในชั้นการประเมิน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 19 ม. 25 ม. 31 ม. 38 (เดิม) ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เมืองพัทยา
จำเลย — นางรำไพ กาญจนวาหะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 36/2549
#268402
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ผู้ร้องและ ป. ผู้ตายทำสัญญาซื้อขายที่ดินกันนั้น ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินมีข้อกำหนดห้าม ป. โอนที่ดินไปยังบุคคลอื่นภายในสิบปีตาม ป. ที่ดิน มาตรา 31 และยังอยู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนนั้น สัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่ว่าผู้ร้องจะครอบครองนานเพียงใด ผู้ร้องก็ไม่ได้สิทธิครอบครอง และถึงแม้ว่าผู้ตายตกลงจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้ว ก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของผู้ตายที่จะบังคับให้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้ร้อง และถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเปี่ยม กรุณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์ เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย "แม้ตามคำข้อท้ายอุทธรณ์ของผู้ร้องจะให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ร้องได้สิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4118 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเปี่ยม กรุณา ผู้ตายก็ตาม แต่เนื้อหาของอุทธรณ์ก็ได้กล่าวอ้างด้วยว่า ที่ดินของผู้ตายดังกล่าว เจ้ามรดกได้ขายให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของผู้ตายอันเป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวจึงพอแปลได้ว่า ผู้ร้องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้รับมรดกเฉพาะที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ตายได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อขณะที่ทำสัญญาซื้อขายกันนั้นที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินที่มีข้อกำหนดห้ามนายเปี่ยมโอนที่ดินไปยังบุคคลอื่นภายในสิบปีนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2531 ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 และยังอนู่ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนนั้น สัญญาซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่ว่าผู้ร้องจะครอบครองนานเพียงใด ผู้ร้องก็ไม่ได้สิทธิครอบครองและถึงแม้จะได้ความตามทางไต่สวนของผู้ร้องว่าผู้ตายตกลงจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้ว ก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของผู้ตายที่จะบังคับให้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้ร้อง และถือไมได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้ตั้งผูร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำร้องขอได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1713
ป.ที่ดิน ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายหล่อ พละเคาว์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2549
#266656
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์รักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี หลังจากครบกำหนด จำเลยที่ 1 ยังคงจ้างโจทก์ต่อมาโดยถือบังคับตามสัญญาเดิม โดยสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยนี้มีกำหนดระยะ 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 และสิ้นสุดสัญญาว่าจ้างในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 ในกรณีที่สัญญาครบกำหนดแล้วยังไม่มีฝ่ายใดบอกเลิกสัญญา ให้ถือว่าสัญญายังมีผลใช้บังคับต่อไปได้อีก อนึ่งสัญญาฉบับนี้อาจถูกบอกเลิกการจ้างก่อนครบกำหนดระยะเวลาโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ดังนี้ การบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อนี้จึงมีผลใช้บังคับในระหว่างอายุสัญญาเท่านั้น กล่าวคือ ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 แม้หลังจากครบกำหนดตามอายุสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงว่าจ้างโจทก์ต่อมาโดยให้ถือว่าสัญญายังมีผลบังคับใช้ต่อไปได้อีกก็ตาม แต่กรณีเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาไว้และตามสัญญามิได้กำหนดเงื่อนไขในการบอกเลิกสัญญากันไว้ที่อื่น การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ มาตรา 386 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 167,562 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 167,562 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์รักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย หลังจากครบกำหนด จำเลยที่ 1 ยังคงว่าจ้างโจทก์ต่อมาโดยถือบังคับตามสัญญาเดิม เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์โดยให้มีผลในวันที่ 1 มีนาคม 2543 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย ข้อ 4 กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายที่จะบอกเลิกสัญญาต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน เห็นว่า สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย ข้อ 4 ระบุไว้ว่า สัญญาฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 และสิ้นสุดสัญญาว่าจ้างในวันที่ 19 เดือนพฤศจิกายน 2540 ในกรณีที่สัญญาครบกำหนดแล้วยังไม่มีฝ่ายใดบอกเลิกสัญญา ให้ถือว่าสัญญายังมีผลบังคับใช้ต่อไปได้อีก อนึ่งสัญญาฉบับนี้อาจถูกบอกเลิกการจ้างก่อนครบกำหนดระยะเวลาโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ดังนี้ การบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อนี้จึงมีผลใช้บังคับในระหว่างอายุสัญญาเท่านั้น กล่าวคือ ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 แม้ปรากฏว่าหลังจากครบกำหนดตามอายุสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงว่าจ้างโจทก์ต่อมาโดยให้ถือว่าสัญญายังมีผลบังคับใช้ต่อไปได้อีกก็ตาม แต่กรณีเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดไว้และตามสัญญามิได้กำหนดเงื่อนไขในการบอกเลิกสัญญากันไว้ในที่อื่น การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 386 แล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนจำเลยที่ 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไฟท์เตอร์ ซิเคียวริตี้ การ์ด จำกัด
จำเลย — มูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี.ซี.เอฟ ในประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 34/2549
#267273
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกค่าเสียหายเป็นค่ารื้อถอนอาคารที่จำเลยได้ก่อสร้างบนที่ดินตามฟ้องจากโจทก์เป็นฟ้องแย้งที่ขึ้นอยู่กับข้ออ้างตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ให้การต่อสู้ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยให้การ จำเลยก็ไม่ต้องรื้อถอนอาคารออกไป ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยย่อมไม่เกิดขึ้น และศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ หากข้อต่อสู้ตามคำให้การฟังไม่ได้ ศาลก็ต้องพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารออกไป เมื่อนั้นค่าเสียหายที่จำเลยฟ้องแย้งก็อาจจะเกิดมีขึ้นได้ข้ออ้างตามฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องที่จะต้องฟังผลของคดีเป็นสำคัญมิได้มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างจำเลยกับโจทก์ในขณะที่จำเลยฟ้องแย้ง เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ซึ่งถือว่าเป็นฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6271 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา จากนางวิภา รังสินธุ์ ปรากฏว่ามีบ้านเลขที่ 742 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าถ่าน ของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 41 ตารางวา โจทก์มีความประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินจึงแจ้งจำเลยรื้อถอนบ้านพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านดังกล่าวพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์และไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 742 ตามฟ้อง จำเลยเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6271 ดังกล่าวบางส่วนจากนายสุวรรณ วิรุณราช ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2527 มีกำหนด 3 ปี เมื่อครบกำหนดเวลาเช่า นายสุวรรณให้จำเลยเช่าที่ดินต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา ต่อมาปี 2534 นายสุวรรณจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่นางวิภา รังสินธุ์ นางวิภาย่อมต้องรับโอนซึ่งสิทธิและหน้าที่ของนายสุวรรณ นางวิภาเก็บค่าเช่าที่ดินจากจำเลยตลอดมา ซึ่งระหว่างนั้นจำเลยได้ปลูกสร้างและปรับปรุงต่อเติมอาคารในลักษณะเป็นการถาวรเป็นเงินไม่น้อยกว่า 200,000 บาท ซึ่งจะต้องตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามสัญญาเช่าที่ดินท้ายคำให้การจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา หากโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทก็ต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะมิได้บอกเลิกสัญญาต่อจำเลย การที่จำเลยต้องรื้อถอนบ้านและอาคารทำให้จำเลยได้รับความเสียหายที่ได้ก่อสร้างไปเป็นเงิน 200,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคำขอบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกค่าเสียหายเป็นค่ารื้อถอนอาคารที่จำเลยได้ก่อสร้างบนที่ดินตามฟ้องจากโจทก์นั้นขึ้นอยู่กับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อความตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ให้การต่อสู้คำฟ้องของโจทก์ซึ่งอยู่ในประเด็นแห่งคดีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ และหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีจำเลยก็ไม่ต้องรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินดังกล่าว ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยย่อมไม่เกิดขึ้น และศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ ในทางตรงข้ามหากข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยฟังไม่ได้ ศาลก็ต้องพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินตามคำขอบังคับตามฟ้องของโจทก์ เมื่อนั้นค่าเสียหายที่จำเลยฟ้องแย้งก็อาจจะเกิดมีขึ้นได้ ดังนั้น ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่จำเลยฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องที่จะต้องฟังผลของคดีนี้เป็นสำคัญหาได้มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างจำเลยกับโจทก์ในขณะที่จำเลยฟ้องแย้งไม่ เห็นได้ชัดว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องที่มีเงื่อนไข ซึ่งถือว่าเป็นฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางคัทลียา กฤตยาวัฒน์
จำเลย — นายถ่องฟุง แซ่ซือฯ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 31/2549
#415674
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๑/๒๕๔๙

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ นายอภิชาต บัวกล้า ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมทางหลวงผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๘/๒๕๔๘ ความว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวงพิษณุโลก-สุโขทัย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเหตุให้เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๗ ต้นหางนกยูงในเขตทางหลวงล้มทับรถยนต์ของผู้ฟ้องคดี ขณะที่ผู้ฟ้องคดีขับขี่อยู่บนทางหลวงพิษณุโลก-สุโขทัย หลักกิโลเมตร ๔๖-๔๗ บ้านไผ่ขอดอน ทำให้ผู้ฟ้องคดีกับบุคคลในรถได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ได้รับความเสียหาย ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นเงินจำนวน ๔,๗๑๖ บาท เสียค่าซ่อมรถยนต์ที่เสียหายเป็นเงินจำนวน ๓๓๓,๑๕๐ บาท และเสียค่าเช่ารถยนต์ใช้ทดแทนระหว่างรอผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน ๑๘๐,๐๐๐ บาทรวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น จำนวน ๕๑๗,๘๖๖ บาท ผู้ฟ้องคดีได้เรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือ ลงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างว่าเหตุเกิดจากธรรมชาติอันเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน๕๑๗,๘๖๖ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการบำรุงรักษาต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทางหลวงบริเวณที่เกิดเหตุ และที่ขึ้นอยู่ริมทางหลวงสายดังกล่าวตลอดทั้งสาย แต่ได้ตรวจตราและพิจารณาว่าต้นไม้ใดที่มีกิ่งก้านรุกล้ำเข้ามาในเขตผิวจราจรของทางหลวงก็จะทำการตัด ลิดก้านกิ่งไม้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทางหลวง และหากต้นไม้ใดมีลักษณะยืนต้นตายหรือมีลักษณะที่อาจล้มลงมากีดขวาง หรือเป็นอันตรายต่อผู้ที่ใช้ทางหลวง ก็จะทำการตัดโค่นเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายขึ้น โดยได้ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากความประมาท หรือการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างไม่ใช่ความเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องรับผิดชดใช้ และเป็นความเสียหายที่กล่าวอ้างเกินความจริง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีพิพาททางปกครอง เพราะมูลคดีเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒มีอำนาจหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนางานก่อสร้าง บูรณะ และบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน ตามมาตรา ๔ (๒) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ และตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ให้นิยามคำว่าทางหลวง ให้หมายความรวมถึง ที่ดินพืช พันธุ์ไม้ทุกชนิด. และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงและเพื่อประโยชน์แก่งานทางนั้นด้วย และนิยามคำว่า งานทาง หมายความว่ากิจการใดที่ทำเพื่อหรือเนื่องในการสำรวจการก่อสร้าง การขยาย การบูรณะ หรือการบำรุงรักษาทางหลวงหรือการจราจรบนทางหลวง กรณีตามฟ้องถือได้ว่า การดูแลรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์การจราจรบนทางหลวงเป็นการดำเนินการเพื่อบำรุงรักษาทางหลวงกรณีหนึ่งอันเป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องปฏิบัติ ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวงเป็นเหตุให้ต้นไม้ในเขตทางหลวงล้มทับรถยนต์ของผู้ฟ้องคดีขณะขับขี่อยู่บนทางหลวง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดพิษณุโลกเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง และคดีนี้เหตุเกิดบนทางหลวงพิษณุโลก-สุโขทัยซึ่งเป็นทางหลวงแผ่นดิน และมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่กำกับตรวจตรา และควบคุมทางหลวงและงานทางที่เกี่ยวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน และมาตรา ๔ (๒) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวงกระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนางานก่อสร้าง บูรณะ และบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทานแต่อำนาจหน้าที่ในการกำกับ ตรวจตรา บำรุงรักษา และควบคุมทางหลวงและงานทางที่เกี่ยวกับทางหลวงแผ่นดิน ตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้เป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ก็เป็นหน้าที่ทั่วไปของอธิบดีกรมทางหลวงและผู้ถูกฟ้องคดี หน้าที่ดังกล่าวจะก่อให้เกิดการกระทำอันเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒นั้น ต้องมีการกระทำตามหน้าที่ในงานทางเกี่ยวกับทางหลวงแผ่นดิน ดังจะเห็นได้จากความหมายของ งานทาง ซึ่งหมายความว่า กิจการใดที่ทำเพื่อหรือเนื่องในการสำรวจการก่อสร้าง การขยาย การบูรณะ หรือการบำรุงรักษาทางหลวง หรือการจราจรบนทางหลวง คำว่า "กิจการใดที่ทำ" ย่อมหมายถึง ต้องมีการกระทำเพื่อกิจการใดกิจการหนึ่งดังกล่าวก่อนแล้วการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดการกระทำทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองต่อเอกชน เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มิได้กำหนดความหมายของคำว่า "การกระทำละเมิด" ไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๒๐แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งความรับผิดตามมาตรานี้เป็นความรับผิดของบุคคลในการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ หาใช่ความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดแต่ความเสียหายที่สัตว์หรือทรัพย์สินใดๆ ได้ก่อให้เกิดขึ้นไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเกิดเหตุเพราะต้นหางนกยูงในเขตทางหลวงล้มทับรถยนต์ของผู้ฟ้องคดีขณะที่ผู้ฟ้องคดีขับรถยนต์ไปตามทางหลวงพิษณุโลก-สุโขทัย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงมิใช่เกิดจากการกระทำของบุคคลโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ ต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๔ ซึ่งเป็นบทบัญญัติความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดแต่ความเสียหายที่ทรัพย์สินใดๆ ได้ก่อให้เกิดขึ้น ซึ่งบัญญัติไว้เป็นพิเศษต่างหากจากหลักทั่วไปในมาตรา ๔๒๐ดังกล่าว จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นส่วนราชการฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมพ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงหลายประการ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวงพิษณุโลก-สุโขทัย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเหตุให้ต้นหางนกยูงในเขตทางหลวงล้มทับรถยนต์ของผู้ฟ้องคดี ขณะที่ผู้ฟ้องคดีขับขี่อยู่บนทางหลวง ทำให้ผู้ฟ้องคดีกับบุคคลในรถได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายอภิชาต บัวกล้า ผู้ฟ้องคดี กรมทางหลวงผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายอภิชาติ บัวกล้า
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 30/2549
#267608
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาทนายผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันได้ โดย

ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นการตกลงกันในประเด็นแห่งคดีเพียงบางข้อ เพราะมีประเด็นที่ศาลจำต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในสำนวนแล้ววินิจฉัยถึงสิทธิและคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายเสียก่อน ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามยอมให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้

ผู้ร้องเป็นภรรยาของผู้ตาย เป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคแรก มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ประกอบกับในชั้นฎีกาผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายฝ่ายเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสงบ พิสัยพันธ์ ผู้ตาย ผู้ตายมีบุตรกับภริยาคนก่อนจำนวน 7 คน เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ผู้ตายได้ถึงแก่ความตาย ก่อนตายผู้ตายไม่ได้ทำพนัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใด ผู้ตายมีทรัพย์สินคือที่ดินโฉนดเลขที่ 1019 และ 3529 ตำบลรัตนวาปี กิ่งอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ผู้ร้องมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก และผู้ร้องมิได้เป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วของนายสงบ พิสัยพันธ์ ผู้ตาย ผู้ร้องได้จดทะเบียนหย่ากับผู้ตายแล้ว จึงไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ผู้คัดค้านมิได้เป็นบุคคลวิกลจริต หรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย ขอให้ยกคำร้อง และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสงบ พิสัยพันธ์ ผู้ตายร่วมกัน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันได้ โดยผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 ศาลชั้นต้นส่งสัญญาประนีประนอมยอมความมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาดำเนิการต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นภริยาของนายสงบ พิสัยพันธ์ ผู้ตาย โดยได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2525 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นางสาวอภัสสร พิสัยพันธ์ เมื่อปี 2543 ผู้ร้องได้จดทะเบียนหย่ากับผู้ตาย ปี 2543 ผู้ร้องได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายอีกครั้งหนึ่ง ส่วนผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตาย อันเกิดจากนางจันทร์ วงค์เสนา ซึ่งผู้ตายได้รับรองแล้ว เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ก่อนตายผู้ตายมีที่ดิน 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1019 และเลขที่ 3529 ตำบลรัตนวาปี กิ่งอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.5 และ ร.6 ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใด ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงกันให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียวหรือไม่ เห็นว่า แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายผู้ร้องได้ยื่นคำร้องว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันได้ โดยผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นการตกลงกันในประเด็นแห่งคดีเพียงบางข้อ เพราะมีประเด็นที่ศาลจำต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในสำนวนแล้ววินิจฉัยถึงสิทธิและคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายเสียก่อน ดังนั้นศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามยอมให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นภริยาของผู้ตาย เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคแรก มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ และผู้ร้องมีคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย กับมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย ประกอบกับในชั้นฎีกาผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว จึงเห็นควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายฝ่ายเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายร่วมกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นำพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสงบ พิสัยพันธ์ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายให้ยกคำร้องคัดค้าน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ยกคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางลำพอง พิสัยพันธ์
ผู้คัดค้าน — นางวรรณภรณ์ พิสัยพันธ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 30/2549
#268401
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันได้โดยผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นการตกลงกันในประเด็นแห่งคดีเพียงบางข้อ เพราะมีประเด็นที่ศาลจำต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในสำนวนแล้ววินิจฉัยถึงสิทธิและคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายเสียก่อน ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามยอมให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมได้

ผู้ร้องเป็นภริยาของผู้ตาย เป็นส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคแรก มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และผู้ร้องมีคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย กับมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตาย ประกอบกับผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงกันได้ให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงผู้เดียว จึงเห็นควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายฝ่ายเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ตัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสงบ พิสัยพันธ์ ผู้ตายร่วมกัน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ระหว่างการนัดพิจารณาของศาลฎีกา ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันได้ โดยผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้ตัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 ศาลชั้นต้นส่งสัญญาประนีประนอมยอมความมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นภริยาของนายสงบ พิสัยพันธ์ ผู้ตาย โดยได้จะทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2525 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นางสาวอภัสสร พิสัยพันธ์ เมื่อปี 2533 ผู้ร้องได้จดทะเบียนหย่ากับผู้ตาย ปี 2543 ผู้ร้องได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายอีกครั้งหนึ่งส่วนผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายอันเกิดจากนางจันทร์ วงค์เสนา ซึ่งผู้ตายได้รับรองแล้วเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ผู้ตายถึงแก่ความาตย ก่อนตายผู้ตายมีที่ดิน 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1019 และเลขที่ 3529 ตำบลรัตนวาปี กิ่งอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ผู้ตายไม่ได้ทพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใด ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงกันให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียวตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียวหรือไม่ เห็นว่า แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายผู้ร้องได้ยื่นคำร้องว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันได้ โดยผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว แต่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเป็นการตกลงกันในประเด็นแห่งคดีเพียงบางข้อ เพราะมีประเด็นที่ศาลจำต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในสำนวนแล้ววินิจฉัยถึงสิทธิและคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายเสียก่อน ดังนั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามยอมให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นภริยาของผู้ตายเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคแรก มีสิทิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ และผู้ร้องมีคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย กับมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายประกอบกับในชั้นฎีกาผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว จึงเห็นควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายฝ่ายเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้ร้องเป็นผุ้จัดการมรดกของนายสงบ พิสัยพันธ์ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องคัดค้าน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ยกคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางลำพอง พิสัยพันธ์
ผู้คัดค้าน — นางวรรณภรณ์ พิสัยพันธ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 30/2549
#415679
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๐/๒๕๔๙

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดลพบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดลพบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสักโจทก์ ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา จำเลย นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วม ต่อศาลจังหวัดลพบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๙๒/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์และจำเลยตกลงซื้อขายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบถุง และผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบกล่อง หลายงวดหลายครั้ง โดยโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันว่าจำเลยจะชำระราคาให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบผลิตภัณฑ์นมแต่ละงวดการสั่งซื้อภายในกำหนด ๑๕ วัน และอย่างช้าที่สุดไม่เกิน ๒ เดือน ในการซื้อขายโจทก์มอบอำนาจให้นางพรรณิภา หรือนางพรรณนิภา แหยมทิพย์ (ต่อมาศาลมีคำสั่งให้เรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม)เป็นผู้ดำเนินการแทน เว้นแต่ในเรื่องการรับเงินค่าสินค้า แต่ปรากฏว่าเมื่อโจทก์นำส่งสินค้าตามปริมาณที่สั่งซื้อครบถ้วนแล้ว จำเลยยังค้างชำระราคาผลิตภัณฑ์นมแก่โจทก์เป็นเงิน๔๒๖,๗๘๔.๖๐ บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน ๔๓๙,๒๓๗.๓๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิด เพราะจำเลยได้ชำระหนี้ผ่านนางพรรณนิภาซึ่งดำเนินการทั้งในฐานะตัวแทนและตัวแทนเชิดของโจทก์ และโจทก์ก็มีพฤติการณ์ที่แสดงว่ารับเอาผลการดำเนินการของนางพรรณนิภาแล้ว จึงถือว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายครบถ้วนตามสัญญาแล้ว คดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ โดยมีข้อตกลงกันว่าค่าพาหนะ ค่าขนส่งนมให้แก่โรงเรียน โจทก์ให้จำเลยร่วมเป็นผู้ดำเนินการและจัดการด้วยเงินของจำเลยร่วมไปก่อน และเมื่อโจทก์ได้รับเช็คและนำไปเรียกเก็บเงินแล้ว โจทก์จะนำเงินในส่วนที่เป็นค่าพาหนะ ค่าขนส่งนมมาให้แก่จำเลยร่วม ต่อมาโจทก์ให้จำเลยร่วมออกเงินซื้อนมกล่องตราหนองโพไปก่อนโดยตกลงจะชำระให้ในภายหลังเช่นกัน จำเลยร่วมปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวด้วยดีแต่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ยอมชำระเงินค่าพาหนะ ค่าขนส่งและค่านมกล่องตราหนองโพ จำเลยร่วมจึงแจ้งเรื่องให้จำเลยทราบและขอร้องให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์หรือผู้ถือ ให้แก่จำเลยร่วมและ/หรือบุคคลผู้มีชื่อ เพื่อที่จำเลยร่วมจะได้หักเงินดังกล่าวไว้ก่อนซึ่งจำเลยได้ดำเนินการตามที่จำเลยร่วมขอร้อง จำเลยร่วมนำเงินค่านมส่วนที่เป็นของโจทก์ชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วนมาโดยตลอด โจทก์ได้รับเงินค่านมไปจากจำเลยร่วมครบถ้วนแล้วไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล และคดีขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทแห่งคดีนี้เป็นข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายนมเพื่อส่งให้กับสถานศึกษาในสังกัดและความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนรัฐ มีหน้าที่ให้การศึกษาตลอดจนบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาอันเป็นบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐอย่างหนึ่งที่ต้องจัดให้มี สัญญาซื้อขายนมเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งเสริมการศึกษา ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินการบริการสาธารณะดังกล่าวให้บรรลุผล เพื่อประโยชน์ของเยาวชนที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาที่อยู่ในสังกัดของจำเลย ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ทำคำชี้แจงว่า ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีสภาพและลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เพราะสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับนิติกรรมทั่วไป คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดลพบุรีเห็นว่า จำเลยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่จำเลยทำสัญญาซื้อผลิตภัณฑ์นมจากโจทก์ โดยกำหนดให้โจทก์ส่งมอบผลิตภัณฑ์นมจืดชนิดถุงและชนิดกล่องที่โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยดังที่ระบุไว้ในสำเนาใบสั่งซื้อท้ายฟ้อง เห็นได้ว่าการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมของจำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กนักเรียนในความรับผิดชอบของจำเลยได้ดื่มนมทุกวัน อันเป็นการดำเนินกิจการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกิจการในวัตถุประสงค์ของจำเลยตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา๒๓ (๖) ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่หน่วยงานทางปกครองมอบให้เอกชนเข้าดำเนินการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับคดีของจำเลยร่วมนั้น ปรากฏว่าตามคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี จำเลยร่วมอาจถูกฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนได้ หากจำเลยต้องแพ้คดี มูลคดีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวพันกัน คดีของจำเลยร่วมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เนื้อหาของสัญญาซื้อผลิตภัณฑ์นมซึ่งทำในรูปของใบสั่งซื้อสินค้า มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.๒๕๔๒ แต่มีเพียงเงื่อนไขข้อกำหนดให้โจทก์ส่งผลิตภัณฑ์นมตามชนิด คุณภาพ กำหนดเวลาและสถานที่ที่จำเลยกำหนดเท่านั้น เพียงเพื่อให้ได้สินค้าตามที่ต้องการ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจำเลยมีสิทธิริบหลักประกันซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวเป็นเงื่อนไขปกติทั่วไปในการซื้อขายสินค้า มิได้แสดงให้เห็นว่าเป็นเอกสิทธิ์ใดที่กำหนดให้จำเลยมีอำนาจเหนือโจทก์ อีกทั้งการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมให้เด็กนักเรียนดื่มในโรงเรียน มิใช่วัตถุประสงค์หลักในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ ความเสมอภาค และความสมัครใจในการทำสัญญา วัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหมายให้ได้รับสินค้าตามปริมาณและคุณภาพที่สั่งซื้อ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า องค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา จำเลย ซื้อผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบถุงและผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบกล่อง จากโจทก์ หลายงวดหลายครั้ง โดยมีข้อตกลงกันว่าจะชำระราคาให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบผลิตภัณฑ์นมแต่ละงวดการสั่งซื้อภายในกำหนด ๑๕ วัน และอย่างช้าที่สุดไม่เกิน ๒ เดือน ในการซื้อขายโจทก์มอบอำนาจให้นางพรรณิภาหรือนางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วม เป็นผู้ดำเนินการแทน เว้นแต่ในเรื่องการรับเงินค่าสินค้า จำเลยได้รับสินค้าครบถ้วนแล้ว ยังค้างชำระราคาแก่โจทก์เป็นเงิน๔๒๖,๗๘๔.๖๐ บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า ในการทำสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมโจทก์ได้มอบอำนาจและมอบหมายให้นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วมเป็นผู้ทำสัญญา รวมทั้งดำเนินการยื่นซอง เปิดซองสอบราคา ออกใบเสร็จรับเงินและประทับตราสำคัญของโจทก์ทำการแทนโจทก์ตลอดมาอันเป็นการดำเนินการแทนในฐานะตัวแทนและตัวแทนเชิดของโจทก์ โจทก์ในฐานะตัวการย่อมต้องผูกพันในผลการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยร่วม จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จึงไม่มีหนี้ค้างชำระแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยร่วมให้การว่า ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีอำนาจดำเนินการในการซื้อซอง ยื่นซอง เปิดซองสอบราคา ทำสัญญาขายผลิตภัณฑ์นมให้แก่จำเลยและรับเช็คจากจำเลยจริง ได้รับเช็คค่าผลิตภัณฑ์นมจากจำเลยและส่งมอบให้โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ยกฟ้องเช่นกัน

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า องค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา จำเลย เป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตามมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ รวมทั้งมีหน้าที่ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ตามมาตรา ๖๗ (๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาทนี้จึงเป็นสัญญาที่มีจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง แต่สัญญาทางปกครองนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล สำหรับสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาท แม้จะมีจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อโดยโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ขายจะต้องส่งมอบให้แก่โรงเรียนในสังกัดของจำเลยเพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่ม อันเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของจำเลยในการส่งเสริมการศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาเด็ก ตามมาตรา ๖๗ (๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์นมที่จำเลยซื้อจากโจทก์นั้นเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จำเลยใช้ในการบริการสาธารณะ คงเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งในการให้บริการสาธารณะของจำเลย สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะเท่านั้น ทั้งสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาทจึงมิใช่เป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสักโจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา จำเลย นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสัก
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา
จำเลยร่วม — นางพรรณนิภา แหยมทิพย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2549
#415678
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๙/๒๕๔๙

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดลพบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดลพบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสักโจทก์ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลกกโก จำเลย นางสาวอัจฉรา โนนจุ้ย ที่ ๑ นางพรรณนิภาแหยมทิพย์ ที่ ๒ จำเลยร่วม ต่อศาลจังหวัดลพบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๔๓/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์และจำเลยตกลงซื้อขายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ ชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบถุง และผลิตภัณฑ์นม ยูเอชที ชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบกล่อง หลายงวดหลายครั้ง โดยโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันว่าจำเลยจะชำระราคาให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบผลิตภัณฑ์นมในแต่ละงวดการสั่งซื้อภายในกำหนด ๑๕ วัน และอย่างช้าที่สุดไม่เกิน ๒ เดือน ในการซื้อขายโจทก์มอบอำนาจให้ นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วมที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินการแทน เว้นแต่ในเรื่องการรับเงินค่าสินค้าผลิตภัณฑ์นมในแต่ละงวดการสั่งซื้อนั้น ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย และให้เป็นไปตามระเบียบและข้อบังคับของจำเลย แต่ปรากฏว่าเมื่อโจทก์นำส่งสินค้าตามปริมาณที่สั่งซื้อครบถ้วนแล้ว จำเลยยังค้างชำระราคาผลิตภัณฑ์นมแก่โจทก์เป็นเงิน ๕๔๓,๘๙๗.๓๒ บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน ๕๔๓,๘๙๗.๓๒ บาท และค่าเสียหายโดยคิดเป็นดอกเบี้ยผิดนัดคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน ๔,๙๑๗ บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน ๕๔๘,๘๑๑.๓๒บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิด เพราะจำเลยได้ชำระหนี้ผ่านนางสาวอัจฉราจำเลยร่วมที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการติดต่อซื้อขายผลิตภัณฑ์นม ยูเอชที กับจำเลย ในนามโจทก์ในปีพ.ศ. ๒๕๔๕ และนางพรรณนิภา จำเลยร่วมที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการติดต่อซื้อขายผลิตภัณฑ์นม ยูเอชที กับจำเลย ในนามโจทก์ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗ ซึ่งดำเนินการทั้งในฐานะตัวแทนและตัวแทนเชิดของโจทก์ และโจทก์ก็มีพฤติการณ์ที่แสดงว่ารับเอาผลการดำเนินการของนางสาวอัจฉราและนางพรรณนิภาแล้ว จึงถือว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายครบถ้วนตามสัญญาแล้ว คดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทแห่งคดีนี้เป็นข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายนมเพื่อส่งให้กับสถานศึกษาในสังกัดและความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนรัฐ มีหน้าที่ให้การศึกษาตลอดจนบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาอันเป็นบริการสาธารณะ อันเป็นหน้าที่ของรัฐอย่างหนึ่งที่ต้องจัดให้มี สัญญาซื้อขายนมเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาอันเป็นบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินการบริการสาธารณะดังกล่าวให้บรรลุผล เพื่อประโยชน์ของเยาวชนที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาที่อยู่ในสังกัดของจำเลย ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ทำคำชี้แจงว่า ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีสภาพและลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เพราะสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับนิติกรรมทั่วไป คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดลพบุรีเห็นว่า จำเลยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญา เป็นการที่จำเลยสั่งซื้อผลิตภัณฑ์นมโดยมีวัตถุประสงค์ให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยได้ดื่มนม จึงเป็นการที่จำเลยในฐานะหน่วยงานทางปกครองมีหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนตามความในพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๖๗ (๖) ถือว่าหน่วยงานทางปกครองทำสัญญากับเอกชนให้เข้าดำเนินการจัดให้มีบริการสาธารณะ สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับคดีของจำเลยร่วมทั้งสองนั้น ปรากฏว่าตามคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาในคดี จำเลยร่วมทั้งสองอาจถูกฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนได้ หากจำเลยต้องแพ้คดี มูลคดีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวพันกัน คดีของจำเลยร่วมทั้งสองจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อผลิตภัณฑ์นมซึ่งเป็นการซื้อขายสินค้าปกติทั่วไป เป็นการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมให้เด็กนักเรียนดื่มในโรงเรียน มิใช่มีวัตถุประสงค์หลักในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาและมิใช่การส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งต้องมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และสติปัญญาของเด็กและเยาวชนด้านสังคมและวัฒนธรรมเป็นประการสำคัญ สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ข้อพิพาทคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แต่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ ความเสมอภาคและความสมัครใจในการทำสัญญา วัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหมายให้ได้รับสินค้าตามปริมาณและคุณภาพที่สั่งซื้อ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า องค์การบริหารส่วนตำบลกกโก จำเลย ซื้อผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบถุง และผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบกล่อง จากโจทก์ หลายงวดหลายครั้ง โดยมีข้อตกลงกันว่าจะชำระราคาให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบผลิตภัณฑ์นมแต่ละงวดการสั่งซื้อภายในกำหนด ๑๕ วันและอย่างช้าที่สุดไม่เกิน ๒ เดือน ในการซื้อขายโจทก์มอบอำนาจให้นางพรรณนิภา แหยมทิพย์จำเลยร่วมที่ ๒ เป็นผู้ดำเนินการแทน เว้นแต่ในเรื่องการรับเงินค่าสินค้า จำเลยได้รับสินค้าครบถ้วนแล้ว ยังค้างชำระราคาแก่โจทก์เป็นเงิน ๕๔๓,๘๙๗.๓๒ บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิด เพราะจำเลยได้ชำระหนี้ผ่านนางสาวอัจฉรา จำเลยร่วมที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการติดต่อซื้อขายผลิตภัณฑ์นม ยูเอชที กับจำเลย ในนามโจทก์ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ และนางพรรณนิภา จำเลยร่วมที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการติดต่อซื้อขายผลิตภัณฑ์นม ยูเอชที กับจำเลย ในนามโจทก์ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗ ซึ่งดำเนินการทั้งในฐานะตัวแทนและตัวแทนเชิดของโจทก์ และโจทก์ก็มีพฤติการณ์ที่แสดงว่ารับเอาผลการดำเนินการของนางสาวอัจฉราและนางพรรณนิภาแล้ว จึงถือว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายครบถ้วนตามสัญญาแล้ว คดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า องค์การบริหารส่วนตำบลกกโก จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตามมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ รวมทั้งมีหน้าที่ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ตามมาตรา ๖๗ (๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาทนี้จึงเป็นสัญญาที่มีจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง แต่สัญญาทางปกครองนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล สำหรับสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาท แม้จะมีจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อโดยโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ขายจะต้องส่งมอบให้แก่โรงเรียนในสังกัดของจำเลยเพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่ม อันเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของจำเลยในการส่งเสริมการศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาเด็ก ตามมาตรา ๖๗ (๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์นมที่จำเลยซื้อจากโจทก์นั้นเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จำเลยใช้ในการบริการสาธารณะ คงเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งในการให้บริการสาธารณะของจำเลย สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะเท่านั้นทั้งสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาทจึงมิใช่เป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสักโจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลกกโก จำเลย นางสาวอัจฉรา โนนจุ้ย ที่ ๑ นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ ที่ ๒ จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสัก
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลกกโก
จำเลยร่วม — นางพรรณนิภา แหยมทิพย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2549
#266583
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดร่วมรับผิดกับห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการโดยไม่จำกัดจำนวน โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด จึงถือไม่ได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 แม้โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 ก็เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง กรณีไม่อาจให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 เลขที่ดิน 54 แขวงสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) เขตพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 519,995 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 26,667 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 ดังกล่าว และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 519,995 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนชำระเสร็จ (วันฟ้อง 16 กุมภาพันธ์ 2543) และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 26,667 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์มีกำหนดเวลา 1 ปี อัตราค่าเช่าปีละ 320,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้วไม่มีการต่ออายุสัญญาเช่า โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตาม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น" และมาตรา 142 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง?" ดังนั้น หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ที่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งตามปกติจะจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้น ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวน เนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้าง โจทก์จะต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด จึงถือไม่ได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง กรณีไม่อาจให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1088 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเตือนใจ นุ้ยเปี่ยม
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดลอสดีโอ แอดเวอร์ไทซิ่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2549
#267611
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด จึงถือไม่ได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จำสืบว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง ศาลไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 จำเลขที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลขที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าที่บางส่วนประมาณ 21 ตารางวา ของโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจากโจทก์แทนที่ 1 มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 1 ปี สิ้นสุดสัญญาเช่าในวันที่ 1 มิถุนายน 2541 เพื่อก่อสร้างโครงเหล็กใช้ในการติดตั้งป้ายโฆษณากลางแจ้งและสร้างเป็นอาคารสำนักงานตกลงค่าเช่าในอัตราปีละ 320,000 บาท ต่อมาหลังจากสัญญาเช่าครบกำหนด โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวพร้อมทั้งทำการรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้าง วัสดุต่าง ๆ และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเหมือนเดิม แต่จำเลยทั้งสี่และบริวารไม่ยอมออก โจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์และชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดิน โจทก์อาจให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 320,000 บาท หรือเดือนละ 26,667 บาท นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือน 15 วัน คิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 519,995 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 เลขที่ดิน 54 แขวงสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) เขตพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 519,995 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 26,667 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่าที่ดินดังกล่าวจากโจทก์เพื่อติดตั้งป้ายโฆษณา แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถติดตั้งป้ายโฆษณาได้เพราะมีป้ายของบุคคลอื่นบังขวางอยู่ เรื่องอยู่ระหว่างการเจรจาย้ายป้ายที่บังขวางอยู่ออกไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ผิดสัญญา จำเลยที่ 3 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายของโจทก์หากมีก็ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 เลขที่ดิน 54 แขวงสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) เขตพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 519,995 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนชำระเสร็จ (วันฟ้อง 16 กุมภาพันธ์ 2543) และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 26,667 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์มีกำหนดเวลา 1 ปี อัตราค่าเช่าปีละ 320,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้วไม่มีการต่ออายุสัญญาเช่า โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตาม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้นำสืบแล้วว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 อย่างไร จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า " คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น" และมาตรา 142 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง...." ดังนั้น หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ที่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งตามปกติจะจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนที่ตนรับจะลงหุ้น ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวน เนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้าง โจทก์จะต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แต่คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ 1 โดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด จึงถือไม่ได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แม้นำสืบว่า จำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง กรณีไม่อาจให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่งได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเตือนใจ นุ้ยเปี่ยม
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลอสดีโอแอดเวอร์ไทซิ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำวินิจฉัยที่ 28/2549
#415681
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๘/๒๕๔๙

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดลพบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดลพบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสักโจทก์ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตาล จำเลย นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วมต่อศาลจังหวัดลพบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๗๑/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ในช่วงระหว่างวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๑ มิถุนายน๒๕๔๗จำเลยสั่งซื้อผลิตภัณฑ์นมยูเอชที ชนิดจืดไปจากโจทก์หลายรายการ ต่อมาโจทก์ได้จัดส่งผลิตภัณฑ์นมดังกล่าวให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้ว จำเลยยังคงค้างชำระค่าผลิตภัณฑ์นมจากโจทก์อยู่รวมเป็นเงิน ๖๗๑,๘๘๒.๑๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน๖๗๕,๗๔๗.๗๒ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๗๑,๘๘๒.๑๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ได้จัดซื้ออาหารเสริมผลิตภัณฑ์นมจากโจทก์โดยวิธีตกลงราคาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่๓๗)พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยให้จัดส่งแก่ศูนย์การศึกษาพิเศษเขต ๖ โรงเรียนพลร่มอนุสรณ์มิตรภาพที่ ๕๐ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลป่าตาล และโรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล ในช่วงเวลาเปิดการศึกษา และในการทำสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมโจทก์ได้มอบอำนาจและมอบหมายให้นางพรรณนิภาแหยมทิพย์ จำเลยร่วมเป็นผู้ทำสัญญา รวมทั้งดำเนินการยื่นซอง เปิดซองสอบราคา ตกลงต่อรองราคาและรับเช็คโดยสั่งจ่ายเช็คในนามโจทก์ ทำการแทนโจทก์ตลอดมาอันเป็นการดำเนินการแทนในฐานะตัวแทนและตัวแทนเชิดของโจทก์ โจทก์ในฐานะตัวการย่อมต้องผูกพันในผลการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยร่วม จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จึงไม่มีหนี้ค้างชำระแต่อย่างใด ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม และขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การว่า ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีอำนาจดำเนินการในการซื้อซอง ยื่นซอง เปิดซองสอบราคา ทำสัญญาขายผลิตภัณฑ์นมให้แก่จำเลยและรับเช็คจากจำเลยจริงได้รับเช็คค่าผลิตภัณฑ์นมจากจำเลยและส่งมอบให้โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาซื้อขายนมเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาอันเป็นบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดลพบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔๓ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทำสัญญากับโจทก์ในการซื้อขายผลิตภัณฑ์นมยูเอชที เพื่อประสงค์ที่จะแจกให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่รับผิดชอบของจำเลยได้ดื่มนม เป็นการที่จำเลยในฐานะหน่วยงานทางปกครองมีหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนตามความในพระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗มาตรา ๖๗ (๖) จึงเป็นการที่หน่วยงานทางปกครองทำสัญญากับเอกชนให้เข้าดำเนินการจัดให้มีบริการสาธารณะ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับคดีของจำเลยร่วมนั้นตามคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี จำเลยร่วมอาจถูกฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อชดใช้ค่าทดแทนได้หากจำเลยแพ้คดี มูลคดีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวพันกัน คดีในส่วนของจำเลยร่วมจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยเป็นหน่วยงานราชการบริหารส่วนท้องถิ่น แม้จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาของสัญญาซื้อผลิตภัณฑ์นม ซึ่งกระทำเป็นใบสั่งซื้อสินค้า มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อีกทั้งการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมให้เด็กนักเรียนดื่มในโรงเรียน มิใช่วัตถุประสงค์หลักในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา และมิใช่การส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนซึ่งต้องมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และสติปัญญาของเด็กและเยาวชนด้านสังคมและวัฒนธรรมเป็นประการสำคัญ สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง(๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ ความเสมอภาค และความสมัครใจในการทำสัญญาวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหมายให้ได้รับสินค้าตามปริมาณและคุณภาพที่สั่งซื้อ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ระหว่างวันที่ ๓กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตาล จำเลยสั่งซื้อผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีชนิดจืดไปจากโจทก์หลายรายการ โดยโจทก์ได้จัดส่งผลิตภัณฑ์นมให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยยังคงค้างชำระค่าผลิตภัณฑ์นมเป็นเงิน ๖๗๑,๘๘๒.๑๐ บาทขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า ได้จัดซื้ออาหารเสริมผลิตภัณฑ์นมจากโจทก์โดยวิธีตกลงราคาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓๗ ) พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยให้จัดส่งแก่ศูนย์การศึกษาพิเศษเขต ๖โรงเรียนพลร่มอนุสรณ์มิตรภาพที่ ๕๐ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลป่าตาล และโรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล ในช่วงเวลาเปิดการศึกษา และในการทำสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมโจทก์ได้มอบอำนาจและมอบหมายให้นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วมเป็นผู้ทำสัญญารวมทั้งดำเนินการยื่นซอง เปิดซอง สอบราคา ตกลงต่อรองราคา และรับเช็คโดยสั่งจ่ายเช็คในนามโจทก์ ทำการแทนโจทก์ตลอดมาอันเป็นการดำเนินการแทนในฐานะตัวแทนและตัวแทนเชิดของโจทก์โจทก์ในฐานะตัวการย่อมต้องผูกพันในผลการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยร่วม จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จึงไม่มีหนี้ค้างชำระแต่อย่างใด ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม และขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง จำเลยร่วมให้การว่า ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีอำนาจดำเนินการซื้อซอง ยื่นซอง เปิดซองสอบราคา ทำสัญญาขายผลิตภัณฑ์นมให้แก่จำเลยและรับเช็คจากจำเลยจริง ได้รับเช็คค่าผลิตภัณฑ์นมจากจำเลยและส่งมอบให้โจทก์แล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตาลจำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตามมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหาร ส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ รวมทั้งมีหน้าที่ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ตามมาตรา ๖๗(๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงาน ทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาทนี้จึงเป็นสัญญาที่มีจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญา ฝ่ายหนึ่ง แต่สัญญาทางปกครองนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล สำหรับสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาท แม้จะมีจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อโดยโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ขายจะต้องส่งมอบให้แก่โรงเรียนในสังกัดของจำเลยเพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่ม อันเป็นหน้าที่ ส่วนหนึ่งของจำเลยในการส่งเสริมการศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาเด็ก ตามมาตรา ๖๗ (๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลพ.ศ. ๒๕๓๗ ก็ตามแต่ไม่ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์นมที่จำเลยซื้อจากโจทก์นั้นเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จำเลยใช้ในการบริการสาธารณะ คงเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งในการให้บริการสาธารณะของจำเลย สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะเท่านั้น ทั้งสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มี สิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาทจึงมิใช่เป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมในคดีนี้ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสักโจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตาล จำเลย นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสัก
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตาล
จำเลยร่วม — นางพรรณนิภา แหยมทิพย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2549
#415677
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๗/๒๕๔๙

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดลพบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดลพบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสักโจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลโคกกะเทียม จำเลย นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วม ต่อศาลจังหวัดลพบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๒๒/๒๕๔๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๖กันยายน๒๕๔๖ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๖ วันที่ ๕มกราคม ๒๕๔๗ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๔๗ วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ วันที่ ๑ สิงหาคม๒๕๔๗วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๗ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๔๗ และวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ จำเลยซื้อผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบถุง และผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีชนิดจืดขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบกล่อง หลายงวดหลายครั้ง โดยโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันว่าจะชำระราคาให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบผลิตภัณฑ์นมแต่ละงวดการสั่งซื้อภายในกำหนด ๑๕ วัน และอย่างช้าที่สุดไม่เกิน ๒ เดือน ในการซื้อขายโจทก์มอบอำนาจให้นางพรรณิภา หรือนางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วม เป็นผู้ดำเนินการแทน เว้นแต่ในเรื่องการรับเงินค่าสินค้า จำเลยได้รับสินค้าครบถ้วนแล้วยังค้างชำระราคาแก่โจทก์เป็นเงิน ๓๖๔,๓๔๙.๖๐ บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน๓๗๕,๕๐๔.๖๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๖๔,๓๔๙.๖๐ บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ในการทำสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมโจทก์ได้มอบอำนาจและมอบหมายให้นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วมเป็นผู้ทำสัญญา รวมทั้งดำเนินการยื่นซองเปิดซอง สอบราคา ออกใบเสร็จรับเงินและประทับตราสำคัญของโจทก์ทำการแทนโจทก์ตลอดมาอันเป็นการดำเนินการแทนในฐานะตัวแทนและตัวแทนเชิดของโจทก์ โจทก์ในฐานะตัวการย่อมต้องผูกพัน ในผลการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยร่วม จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จึงไม่มีหนี้ค้างชำระแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การว่า ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีอำนาจดำเนินการในการซื้อซอง ยื่นซอง เปิดซองสอบราคา ทำสัญญาขายผลิตภัณฑ์นมให้แก่จำเลยและรับเช็คจากจำเลยจริงได้รับเช็คค่าผลิตภัณฑ์นมจากจำเลยและส่งมอบให้โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาซื้อขายนมเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาอันเป็นบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดลพบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลพ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยซื้อผลิตภัณฑ์นมจากโจทก์โดยกำหนดให้โจทก์ส่งมอบผลิตภัณฑ์นมจืดชนิดถุงและชนิดกล่องที่โรงเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย เห็นได้ว่า การจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมของจำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนในความรับผิดชอบของจำเลยได้ดื่มนมทุกวัน อันเป็นการดำเนินกิจการเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกิจการในวัตถุประสงค์ของจำเลยตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารสภาตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๓ (๖) ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่หน่วยงานทางปกครองมอบให้เอกชนเข้าดำเนินการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับคดีของจำเลยร่วมนั้น ตามคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี จำเลยร่วมอาจถูกฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อชดใช้ค่าทดแทนได้หากจำเลยแพ้คดี มูลคดีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวพันกัน คดีในส่วนของจำเลยร่วม จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลย เป็นหน่วยงานราชการบริหารส่วนท้องถิ่น แม้จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาของสัญญาซื้อผลิตภัณฑ์นม ซึ่งกระทำในรูปแบบของสัญญาซื้อขายและบางครั้งจัดทำเป็นใบสั่งซื้อสินค้า มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่มีเพียงเงื่อนไขข้อกำหนดให้โจทก์ส่งผลิตภัณฑ์นมตามชนิดคุณภาพกำหนดเวลา และสถานที่ที่จำเลยกำหนดเท่านั้น เพียงเพื่อให้ได้สินค้าตามที่ต้องการ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจำเลยมีสิทธิริบหลักประกัน แม้จะมีข้อตกลงแนบท้ายสัญญาว่า โจทก์ต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่กรมปศุสัตว์รับรองให้จำหน่ายนม หรือต้องมีหนังสือรับรองการจำหน่ายนมที่กรมปศุสัตว์ออกให้ รวมทั้งหากกรมปศุสัตว์ตรวจพบว่านมที่จัดซื้อมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน หรือมีการปลอมปนนมผง กรมปศุสัตว์ จะยกเลิกการรับรอง หรือจำเลยยกเลิกสัญญาการจัดซื้อนมได้ทันทีก็ตาม แต่เงื่อนไขดังกล่าวเป็นเงื่อนไขปกติทั่วไปในการซื้อขายสินค้า มิได้แสดงให้เห็นว่าเป็นเอกสิทธิ์ใดที่กำหนดให้จำเลยมีอำนาจเหนือโจทก์ อีกทั้งการจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมให้เด็กนักเรียนดื่มในโรงเรียน มิใช่วัตถุประสงค์หลักในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ ความเสมอภาค และความสมัครใจในการทำสัญญา วัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหมายให้ได้รับสินค้าตามปริมาณและคุณภาพที่สั่งซื้อ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า องค์การบริหารส่วนตำบลโคกกะเทียม จำเลยซื้อผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบถุงและผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีชนิดจืด ขนาด ๒๐๐ ซีซี แบบกล่อง จากโจทก์ หลายงวดหลายครั้งโดยมีข้อตกลงกันว่าจะชำระราคาให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบผลิตภัณฑ์นมแต่ละงวดการสั่งซื้อภายในกำหนด ๑๕ วัน และอย่างช้าที่สุดไม่เกิน ๒ เดือน ในการซื้อขายโจทก์มอบอำนาจให้นางพรรณิภา หรือนางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วม เป็นผู้ดำเนินการแทน เว้นแต่ในเรื่องการรับเงินค่าสินค้า จำเลยได้รับสินค้าครบถ้วนแล้ว ยังค้างชำระราคาแก่โจทก์เป็นเงิน๓๖๔,๓๔๙.๖๐ บาท โจทก์ได้มีหนังสือ ทวงถามให้จำเลยชำระเงินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า ในการทำสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมโจทก์ได้มอบอำนาจและมอบหมายให้ นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วมเป็นผู้ทำสัญญา รวมทั้งดำเนินการยื่นซอง เปิดซองสอบราคาออกใบเสร็จรับเงินและประทับตราสำคัญของโจทก์ทำการแทนโจทก์ตลอดมาอันเป็นการดำเนินการแทนในฐานะตัวแทนและตัวแทนเชิดของโจทก์ โจทก์ในฐานะตัวการย่อมต้องผูกพันในผลการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยร่วม จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จึงไม่มีหนี้ค้างชำระแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยร่วมให้การว่า ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้มีอำนาจดำเนินการในการซื้อซอง ยื่นซอง เปิดซองสอบราคา ทำสัญญาขายผลิตภัณฑ์นม ให้แก่จำเลยและรับเช็คจากจำเลยจริง ได้รับเช็คค่าผลิตภัณฑ์นมจากจำเลยและส่งมอบให้โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ยกฟ้องเช่นกัน

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า องค์การบริหารส่วนตำบลโคกกะเทียม จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตามมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ รวมทั้งมีหน้าที่ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ตามมาตรา ๖๗ (๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาทนี้จึงเป็นสัญญาที่มีจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง แต่สัญญาทางปกครองนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล สำหรับสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาท แม้จะมีจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อโดยโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ขายจะต้องส่งมอบให้แก่โรงเรียนในสังกัดของจำเลยเพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่ม อันเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของจำเลยในการส่งเสริมการศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาเด็ก ตามมาตรา ๖๗ (๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลพ.ศ. ๒๕๓๗ ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าผลิตภัณฑ์นมที่จำเลยซื้อจากโจทก์นั้นเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จำเลยใช้ในการบริการสาธารณะ คงเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งในการให้บริการสาธารณะของจำเลย สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะเท่านั้น ทั้งสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์นมฉบับพิพาทจึงมิใช่เป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมในคดีนี้ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสักโจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลโคกกะเทียม จำเลย นางพรรณนิภา แหยมทิพย์ จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสัก
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลโคกกระเทียม
จำเลยร่วม — นางพรรณนิภา แหยมทิพย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2549
#415680
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๖/๒๕๔๙

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครสวรรค์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ เทศบาลตำบลเกาะสมุย โจทก์ ยื่นฟ้องธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๑๘/๒๕๔๗ความว่าเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๖ บริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาเช่าสะพานท่าเทียบเรือเกาะสมุย จากโจทก์ มีกำหนดเวลาเช่า ๒๐ ปี นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ คิดเป็นค่าเช่าทั้งสิ้น ๖,๖๑๓,๑๙๐ บาท ชำระค่าเช่าเป็นรายปีในอัตราปีละ๒๐๐,๐๐๐ บาท และเพิ่มขึ้นในปีต่อไป ๕ % ของเงินค่าเช่าปีก่อน หากชำระเกินกำหนดเวลาผู้เช่าจะต้องชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระ หากบริษัทผู้เช่าผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีและมีสิทธิริบหลักประกันตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยโดยสำนักงานสาขาจังหวัดนครสวรรค์ได้ทำสัญญาค้ำประกันเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเช่าของบริษัทผู้เช่าดังกล่าวในวงเงิน ๓๓๐,๖๖๐ บาท หากบริษัทผู้เช่าดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งตามสัญญาเช่า จำเลยจะต้องชำระเงิน ๓๓๐,๖๖๐ บาท ให้แก่โจทก์ทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้บริษัทผู้เช่าชำระก่อนบริษัทผู้เช่าได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในท่าเทียบเรือที่เช่าตลอดมา ต่อมาบริษัทผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนดตั้งแต่ค่าเช่าปีที่ ๙ เป็นต้นมา และโจทก์ทราบว่าผู้เช่าเป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี ในต้นเงิน ๓๓๐,๖๖๐ บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์จริง แต่โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้บริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้ตามสัญญา เพราะตามสัญญาข้อ๒๒ กำหนดว่า ถ้าผู้เช่าผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที และเมื่อผู้ให้เช่าได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้เช่ายินยอมให้ผู้ให้เช่าริบหลักประกัน และตามหนังสือสัญญาค้ำประกันได้กำหนดไว้ว่า "หากบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญาเช่าซึ่งโจทก์มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับ หรือค่าเสียหายจากบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) จำเลยจะยอมชำระเงินแทนให้ทันที" โจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา สัญญาเช่าจึงยังไม่เลิกกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทผู้เช่ารับผิดชำระหนี้ และไม่มีสิทธิริบหลักประกันของจำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนประเด็นที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องเพื่อเรียกร้องเอาจากจำเลยมิใช่เกิดจากโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเนื่องมาจากบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ผิดสัญญาเช่า แต่โจทก์ประสงค์จะใช้สิทธิเนื่องมาจากโจทก์ไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวให้ทันกำหนดเวลาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ และเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวที่จะจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินของบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายและพิสูจน์หนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสียก่อนว่าบริษัทผู้เช่ามีความผูกพันและผิดเงื่อนไขผิดสัญญาต่อโจทก์ประการใดเสียก่อน โจทก์จึงจะเกิดสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ยังไม่เกิดสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาเช่าสะพานท่าเทียบเรือเกาะสมุยเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้บริการสาธารณะ สัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เป็นสัญญาทางปกครอง แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง แต่สัญญาค้ำประกันก็เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาเช่าท่าเทียบเรือเกาะสมุยอันเป็นสัญญาหลัก บริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้เพื่อพิสูจน์ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าหรือไม่เพียงใด คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาเช่าดังกล่าวอันเป็นสัญญาหลักก่อน จึงจะมีผลไปถึงสัญญาค้ำประกันต่อไป กรณีพิพาทเกี่ยวกับการให้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจึงควรดำเนินกระบวนพิจารณายังศาลที่มีเขตซึ่งอยู่ในเขตอำนาจเดียวกันกับศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสัญญาหลัก เมื่อสัญญาหลักเป็นสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองคดีพิพาทเกี่ยวกับการให้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกัน จึงอยู่ในอำนาจศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์เห็นว่า แม้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในราชการส่วนท้องถิ่น และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นเอกชนก็ตามแต่จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาเช่าสะพานท่าเทียบเรือเกาะสมุย ระหว่างโจทก์กับบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ถือว่านิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยผูกพันกันตามสัญญาอุปกรณ์ จึงต้องอาศัยข้อพิจารณาจากสัญญาประธานดังกล่าวด้วย เมื่อพิจารณาสัญญาทั้งสองฉบับแล้ว เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์เข้าทำสัญญาทั้งสองฉบับอย่างเสมอภาคกันข้อตกลงตามสัญญาทั้งสองฉบับไม่ได้ให้เอกสิทธิ์แก่โจทก์หรือให้โจทก์มีอำนาจเหนือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด เป็นการตกลงผูกนิติสัมพันธ์กันโดยยึดหลักเกณฑ์ของสัญญาทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงถือไม่ได้ว่าสัญญาเช่าและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกเห็นว่า พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๑บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลตำบลอาจจัดทำกิจการใดๆในเขตเทศบาลดังต่อไปนี้ (๓) ให้มีตลาด ท่าเทียบเรือและท่าข้าม การที่โจทก์ตกลงให้บริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด(มหาชน) ทำสัญญาเช่าสะพานท่าเทียบเรือเกาะสมุยเป็นเวลา ๒๐ ปี เพื่อให้บริการแก่บุคคลทั่วไป เป็นการทำสัญญาที่มีลักษณะให้เอกชนเข้าจัดทำบริการสาธารณะ ประกอบกับข้อกำหนดในสัญญาบางข้อ โดยเฉพาะข้อ ๑๖ ที่กำหนดว่า ในระหว่างอายุสัญญาเช่า ถ้าผู้ให้เช่ามีความจำเป็นจะต้องใช้สถานที่เช่าเพื่อประโยชน์ของรัฐหรือของทางราชการ ผู้เช่ายินยอมให้ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาได้โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน โดยผู้ให้เช่าไม่ต้องเสียค่าตอบแทนหรือค่าเสียหายใดๆ ให้แก่ผู้เช่าทั้งสิ้นข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวให้สิทธิหน่วยงานทางปกครองในการบอกเลิกสัญญาเพียงฝ่ายเดียว แสดงถึงลักษณะพิเศษซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของรัฐที่ไม่อาจพบในสัญญาทั่วไป สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เมื่อสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาเช่าดังกล่าว การพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับการขอให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจึงควรดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลที่มีเขตอำนาจเดียวกันกับศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสัญญาเช่าท่าเทียบเรือเกาะสมุย ซึ่งเป็นสัญญาหลัก คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ สืบเนื่องมาจากจำเลยทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาเช่าสะพานท่าเทียบเรือเกาะสมุยระหว่างบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าหากบริษัทผู้เช่าดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งตามสัญญาเช่าสะพานท่าเทียบเรือเกาะสมุย ฉบับลงวันที่ ๑ ตุลาคม๒๕๓๖ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๑ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องชำระเงิน ๓๓๐,๖๖๐บาท ให้แก่โจทก์ทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้บริษัทผู้เช่าชำระก่อนตามหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารจำเลย ข้อ ๑ (เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๒) ตามฟ้องโจทก์อ้างว่า เมื่อบริษัทเฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ไม่ชำระค่าเช่าปีที่ ๙ ตามกำหนดในสัญญาเช่าฯ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๑ ข้อ ๔ โจทก์ได้ติดตามทวงถามตลอดมาแต่ไม่สามารถติดต่อได้และทราบว่าบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แล้วโจทก์จึงแจ้งริบหลักประกันสัญญาตามสำเนาหนังสือแจ้งริบหลักประกันสัญญา (เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๓) และหนังสือแจ้งยืนยันให้ธนาคารจำเลยชำระหนี้ (เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๔) โดยจำเลยให้การว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน)ยังไม่เลิกกัน เพราะโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาแก่ผู้เช่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย และโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และพิสูจน์หนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีที่บริษัท เฟอร์รี่ไลน์จำกัด (มหาชน) ต้องคำพิพากษาให้ล้มละลาย จึงไม่เกิดสิทธิตามกฎหมาย ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลย ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และเอกสารที่ทั้งโจทก์และจำเลยแนบประกอบ จะเห็นได้ว่าบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นคู่สัญญาเช่าท่าเทียบเรือจากโจทก์ที่เป็นสัญญาหลัก ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลล้มละลาย ซึ่งเป็นศาลชำนัญพิเศษศาลหนึ่งในระบบศาลยุติธรรม จนศาลมีคำพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว ตามสำเนาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและสำเนาคำพิพากษาให้บริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ล้มละลายในคดีหมายเลขแดงที่ ๖๑๒/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๔ และวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๕ตามลำดับ สัญญาค้ำประกันที่จำเลยทำไว้กับโจทก์เพื่อค้ำประกันการเช่าดังกล่าว จำเลยยอมตนเข้าค้ำประกันเป็นไปตามความสมัครใจของจำเลย เป็นการเข้าทำสัญญาภายใต้หลักเสรีภาพของการทำสัญญาทางแพ่ง มีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งโดยแท้และมีผลผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิดต่อโจทก์ หากบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) มีกรณีที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ความผูกพัน

ที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันร่วมกับบริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ที่มีต่อโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่งโดยแท้นั้นเชื่อมโยงกับการที่บริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด (มหาชน) ต้องคำพิพากษาให้ล้มละลาย การที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่บริษัท เฟอร์รี่ไลน์ จำกัด(มหาชน) ต้องคำพิพากษาให้ล้มละลาย และจำเลยให้การต่อสู้ว่าเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ ทำให้ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลล้มละลาย จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙วรรคสอง (๓) พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง เทศบาลตำบลเกาะสมุย โจทก์ ธนาคารเอเซียจำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) นายปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลเกาะสมุย
จำเลย — ธนาคารเอเซียจำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2549
#415676
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๕/๒๕๔๙

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๘ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) โจทก์ ยื่นฟ้อง นางสินีนาถ ไคลมี จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่๕๓๙๘/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ มีวัตถุประสงค์ด้านส่งเสริมกิจการโคนมและด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๑ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยแผนกฝึกอบรม สถาบันวิจัยและพัฒนาโคนมของโจทก์ เดิมระหว่างวันที่ ๑กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๙ จำเลยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๕ ฝ่ายบริการ มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดจ้างตามข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุของโจทก์จนถึงการทำนิติกรรมสัญญาให้ได้มาซึ่งสิ่งของและการจ้างตามสัญญา เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน๒๕๓๘ โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด กระนวนไชยยงค์ก่อสร้าง ทำการก่อสร้างอาคารสำนักงาน บ้านพักและปัจจัยพื้นฐานของโรงงานนมภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดขอนแก่น ค่าจ้างจำนวน ๓๗,๘๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเสนอผู้มีอำนาจเพื่อขออนุมัติจัดจ้างตลอดจนการทำนิติกรรมสัญญาจนเสร็จสิ้น ซึ่งในการทำสัญญาดังกล่าวจำเลยได้รับมอบอากรแสตมป์สำหรับปิดผนึกสัญญาจ้างจากห้างหุ้นส่วนจำกัดกระนวนไชยยงค์ก่อสร้างแล้ว แต่ไม่นำไปปิดผนึกสัญญาตามหน้าที่ ไม่เก็บรักษาอากรแสตมป์ไว้และได้สูญหายไป ต่อมาวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ โจทก์ได้ให้อัยการจังหวัดสระบุรีดำเนินคดีแพ่งกับห้างหุ้นส่วนจำกัดกระนวนไชยยงค์ก่อสร้าง ฐานผิดสัญญาจ้างและเรียกค่าเสียหายปรากฏว่าสัญญาดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงแจ้งให้จำเลยตรวจสอบและจัดส่งอากรแสตมป์ที่ผู้รับจ้างมอบให้ไว้ แต่จำเลยไม่ได้ส่งมอบให้ โจทก์ต้องซื้ออากรแสตมป์ใหม่เพื่อใช้ปิดผนึกสัญญาเป็นจำนวนเงิน ๓๗,๘๐๐ บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิด ผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน จำนวน ๓๗,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำบันทึกส่งสัญญาว่าจ้างพร้อมอากรแสตมป์ให้สำนักผู้อำนวยการเพื่อตรวจร่างสัญญา แผนกกฎหมายส่งกลับมาที่จำเลย จำเลยได้แนบเอกสารตามที่แผนกกฎหมายสั่ง แล้วส่งสัญญาผ่านสำนักผู้อำนวยการเพื่อเสนอให้ผู้อำนวยการลงนามเสร็จแล้ว จึงส่งกลับมาฝ่ายจัดซื้อโดยมีนางทัศนา ร่าเริง เป็นเจ้าหน้าที่จัดเก็บสัญญา ต่อมาวันที่ ๑มกราคม ๒๕๔๐ จำเลยได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกควบคุม อากรแสตมป์สูญหายมิได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย แต่เกิดจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่จัดเก็บสัญญาของโจทก์เอง โจทก์รู้ว่าอากรแสตมป์สูญหายตั้งแต่ปี๒๕๔๑ และรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับถึงวันฟ้องเกิน ๒ ปี จึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ การสอบสวนกระทำโดยมิชอบ การแต่งตั้งคณะกรรมการไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของโจทก์ว่ากระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีไม่มีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานไม่มีลักษณะเป็นคดีแรงงาน อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ แต่น่าจะเป็นคดีปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ และเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แต่โดยที่โจทก์กับจำเลย อยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จากการละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่และความเสียหายของโจทก์เกิดจากการกระทำละเมิดผิดสัญญาจ้างของจำเลย จึงถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ศาลปกครอง จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามนัยมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยพ.ศ.๒๕๑๔ มีวัตถุประสงค์ด้านส่งเสริมกิจการโคนมและด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยแผนกฝึกอบรม สถาบันวิจัยและพัฒนาโคนม ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๕ ฝ่ายบริการ จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดจ้างตามข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุของโจทก์จนถึงการทำนิติกรรมสัญญาให้ได้มาซึ่งสิ่งของและการจ้างตามสัญญา เมื่อโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดกระนวนไชยยงค์ก่อสร้าง ให้ทำการก่อสร้างอาคารสำนักงาน บ้านพักและปัจจัยพื้นฐานของโรงงานนมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่นในวงเงินค่าจ้างจำนวน ๓๗,๘๐๐,๐๐๐บาทจำเลยได้รับมอบอากรแสตมป์สำหรับปิดผนึกสัญญาจ้างจากห้างหุ้นส่วนจำกัดกระนวนฯ แล้ว แต่ไม่นำไปปิดผนึกสัญญาตามหน้าที่ ไม่เก็บรักษาอากรแสตมป์ไว้ และได้สูญหายไป โจทก์ต้องซื้ออากรแสตมป์ใหม่เพื่อใช้ปิดผนึกสัญญาเป็นจำนวนเงิน ๓๗,๘๐๐ บาท เพื่อให้สัญญามีความสมบูรณ์ใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานในการที่โจทก์ให้อัยการจังหวัดสระบุรีดำเนินคดีแพ่งกับห้างหุ้นส่วนจำกัดกระนวนไชยยงค์ก่อสร้าง ฐานผิดสัญญาจ้างและเรียกค่าเสียหายได้ โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิด ผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำบันทึกส่งสัญญาว่าจ้างพร้อมอากรแสตมป์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจร่างสัญญาเมื่อผู้มีอำนาจลงนามเสร็จแล้ว จึงส่งกลับมาฝ่ายจัดซื้อโดยมีนางทัศนา ร่าเริง เป็นเจ้าหน้าที่จัดเก็บสัญญา อากรแสตมป์สูญหายมิได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย แต่เกิดจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่จัดเก็บสัญญาของโจทก์เอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ การสอบสวนและการแต่งตั้งคณะกรรมการกระทำโดยมิชอบ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่าองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โจทก์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ โจทก์จึงเป็นรัฐวิสาหกิจ และเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ด้านส่งเสริมกิจการโคนม เช่น ส่งเสริมการเลี้ยง โคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ ฝึกอบรมบุคคลให้มีความรู้ความชำนาญในการเลี้ยงโคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ การผลิตน้ำนมและเนื้อ การประกอบผลิตภัณฑ์จากน้ำนมและเนื้อ ฯลฯ และด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม เช่นผลิต ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนและให้ซึ่งน้ำนมและเนื้อผลิตภัณฑ์จากน้ำนมและเนื้อ โคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ ตลอดจนอาหารสัตว์ น้ำเชื้อเอ็มบริโอ และอุปกรณ์ต่างๆ ดำเนินธุรกิจบริการเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อและการผลิตผลิตภัณฑ์จากน้ำนมและเนื้อ และดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับธุรกิจอุตสาหกรรมนม ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ มาตรา ๗ โดยมีผู้อำนวยการเป็นผู้แทนโจทก์ในการดำเนินกิจการดังกล่าว การดำเนินกิจการของโจทก์จึงเป็นไปในลักษณะของธุรกิจการค้า ดังนั้นการที่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตกลงเข้าทำงานกับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการไปในเชิงธุรกิจการค้า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับพนักงานย่อมมีขึ้นเพื่อดำเนินกิจการในเชิงธุรกิจการค้าโจทก์กับจำเลยจึงอยู่ในฐานะของนายจ้างกับลูกจ้างและอยู่ภายใต้บังคับของสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายแพ่งทั่วไป และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ เมื่อมูลความแห่งคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์อ้างว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานขณะดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๕ ฝ่ายบริการ มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดจ้างตามข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุของโจทก์จนถึงการทำนิติกรรมสัญญาให้ได้มาซึ่งสิ่งของและการจ้างตามสัญญา ผิดสัญญาจ้างละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย และกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ทำให้ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และ (๕) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) โจทก์ นางสินีนาถ ไคลมี จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2514
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
จำเลย — นางสินีนาถ ไคลมี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 24/2549
#415675
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๔/๒๕๔๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๗ นายประโลม มิตรรัตน์ นางสุนีย์ มิตรรัตน์นายรัตน์ กรดกางกั้น และนางติเหมียหรือตีเหมี้ยหรือเหมีย กรดกางกั้น โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมทางหลวงชนบท จำเลย ต่อศาลแขวงนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘๓-๑๐๘๖/๒๕๔๗ ตามลำดับ ต่อมาศาลมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘๓ -๑๐๘๖/๒๕๔๗ โดยให้เรียกนายประโลมว่า โจทก์ที่ ๑ เรียกนางสุนีย์ว่า โจทก์ที่ ๒ เรียกนายรัตน์ว่า โจทก์ที่ ๓ เรียกนางติเหมียหรือตีเหมี้ยหรือเหมียว่า โจทก์ที่ ๔ คำฟ้องทั้งสี่สำนวนสรุปความได้ว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นบิดามารดาของนางสาวอัจฉรา มิตรรัตน์ ผู้ตายที่ ๑ โจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นบิดาและมารดาของเด็กหญิงกฤษณา กรดกางกั้น ผู้ตายที่ ๒ ยื่นฟ้องคดีต่อศาล ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากจำเลยซึ่งเป็นหน่วยราชการกระทำละเมิด ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลบำรุงรักษาถนน ต้นไม้ หรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ถนน โดยมิได้ตัดแต่งต้นทองหลางซึ่งอยู่บริเวณไหล่ถนนทางหลวงชนบทสาย นศ. ๓๐๕๐ แยกทางหลวงหมายเลข ๔๐๑ - บ้านนอกท่า ซึ่งโคนต้นผุกลวงเป็นโพรงมาเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้ต้นทองหลางหักโค่นล้มทับรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายทั้งสองนั่งซ้อนท้ายมา ทำให้ผู้ตายทั้งสองได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะต้นทองหลางที่เกิดเหตุในคดีนี้ขึ้นอยู่ในเขตทางหลวงชนบท จำเลยไม่ได้เป็นผู้ปลูกและไม่ได้บำรุงรักษา และไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ปลูกเป็นรั้วของชาวบ้าน ก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่ามีเหตุบ่งชี้ว่าจะเกิดภยันตรายหรือจะล้มลงเป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนน เนื่องจากต้นทองหลางดังกล่าวมีลักษณะสมบูรณ์เขียวสด ไม่มีลักษณะจะโค่นล้ม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยไม่ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) (๓)

ศาลแขวงนครศรีธรรมราชเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องอ้างเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นว่าเป็นผลอันเนื่องมาจากการที่จำเลยในฐานะผู้ครอบครองต้นทองหลาง ซึ่งขึ้นอยู่ในเขตทางหลวงชนบท ไม่ตัดแต่งหรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอ ทำให้ต้นทองหลางล้มทับบุตรของโจทก์จำเลยต่อสู้ว่า ก่อนเกิดเหตุไม่มีเหตุบ่งชี้ว่าต้นทองหลางจะเกิดภยันตรายหรือจะล้มลงเป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนในทำนองว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อปัดป้องมิให้เกิดความเสียหายแล้ว คดีจึงต้องพิจารณาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยในการที่ไม่ตัดแต่งหรือบำรุงรักษาต้นทองหลางไม่เพียงพอ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำทางกายภาพ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๕/๒๕๔๕)

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชเห็นว่า คดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่า จำเลยมีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับทางหลวงชนบทหรือไม่ เมื่อพิจารณาตาม ข้อ ๑ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้กำหนดให้กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวงชนบท รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (๒) วิจัยและพัฒนางานก่อสร้าง บูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงชนบท (๓) ดำเนินการจัดทำมาตรฐาน และข้อกำหนดทางหลวงชนบทตลอดจนกำกับและตรวจสอบเพื่อให้มีการดำเนินการตามเกณฑ์มาตรฐานและข้อกำหนด (๔)ดำเนินการฝึกอบรมและจัดทำคู่มือตลอดจนให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับวิศวกรรมงานทางแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (๕) ร่วมมือและประสานงานด้านงานทางกับองค์การและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ (๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรม หรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ประกอบกับมาตรา ๙ และมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ กำหนดว่า ทางหลวงชนบท คือ ทางหลวงนอกเขตเทศบาลหรือเขตสุขาภิบาลที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือกรมทางหลวงชนบทเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะ และบำรุงรักษา และได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงชนบท โดยมีอธิบดีกรมทางหลวงชนบทเป็นเจ้าหน้าที่กำกับ ตรวจตราและควบคุมทางหลวง และงานทางที่เกี่ยวกับทางหลวงชนบทและทางหลวงสุขาภิบาล และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน กำหนดว่า งานทาง หมายความว่า กิจการใดที่ทำเพื่อหรือเนื่องในการสำรวจการก่อสร้าง การขยาย การบูรณะ หรือการบำรุงรักษาทางหลวงหรือการจราจรบนทางหลวง จะเห็นได้ว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงชนบทนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยโดยเฉพาะซึ่งได้แก่ การก่อสร้าง บูรณะ และบำรุงรักษา สำหรับการบำรุงรักษานั้นย่อมหมายรวมถึงการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานทางตามนัยมาตรา ๔แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งรวมถึงการดูแลต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในเขตทางหลวงมิให้เป็นภยันตรายหรืออาจก่อให้เกิดอันตรายทั้งแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและตัวถนนด้วย คดีนี้คู่ความรับกันว่า ต้นทองหลางขึ้นอยู่ในเขตทาง จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยโดยตรงที่จะต้องตรวจดู หรือตัดแต่ง หรือโค่นต้นทองหลาง เพื่อมิให้เกิดภยันตรายได้ และโดยที่อำนาจหน้าที่ดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การที่จำเลยไม่ได้ตรวจดูหรือตัดแต่ง หรือโค่นต้นทองหลางจนเป็นเหตุให้ต้นทองหลางดังกล่าวโค่นทับผู้ตายทั้งสอง ย่อมเป็นผลมาจากการที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองส่วนข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๕/๒๕๔๕ นั้น เป็นกรณีที่กรุงเทพมหานครเข้าไปปักเสาไฟฟ้าในบริเวณลานจอดรถตลาดนัดสนามหลวง ๒ ธนบุรี แต่ไม่ปักยึดให้มั่นคงแข็งแรง เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าดังกล่าวล้มทับรถยนต์ของโจทก์เสียหาย อันถือว่าเป็นการกระทำทางกายภาพ ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ธรรมดา หรือการกระทำละเมิดที่ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงมีความแตกต่างกับข้อเท็จจริงในคดีนี้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นส่วนราชการฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๗) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคมพ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงชนบทหลายประการ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า จำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลบำรุงรักษาถนน ต้นไม้ หรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ถนน มิได้ตัดแต่งต้นทองหลางซึ่งขึ้นอยู่บริเวณไหล่ถนนทางหลวงชนบท โคนต้นผุกลวงเป็นโพรงมาเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้ต้นทองหลางหักโค่นล้มทับรถจักรยานยนต์ ทำให้บุตรของโจทก์ทั้งสี่ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายประโลม มิตรรัตน์ ที่ ๑ นางสุนีย์ มิตรรัตน์ที่ ๒ นายรัตน์ กรดกางกั้น ที่ ๓ และนางติเหมียหรือตีเหมี้ยหรือเหมีย กรดกางกั้น ที่ ๔โจทก์ กรมทางหลวงชนบท จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประโลม มิตรรัตน์ นางสุนีย์ มิตรรัตน์ นายรัตน์
กรดกางกั้น และนางติเหมีย หรือตีเหมี้ย หรือเหมีย
กรดกางกั้น
จำเลย — กรมทางหลวงชนบท
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2549
#415672
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๓/๒๕๔๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานภาค ๙

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานภาค ๙ โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ นายทรงธรรม จั่นทรัพย์ โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ที่ ๑ กรมบัญชีกลางที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแรงงานภาค ๙ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๙๑/๒๕๔๘ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยทั้งสองที่สั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ ๑ กรณีโจทก์กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่อันเนื่องมาจากกรณีสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดนครศรีธรรมราช เขต ๑ อนุมัติจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลผิดระเบียบ เป็นเหตุให้นางสุกานดารักษ์ศรีทอง ลูกจ้างตำแหน่งพนักงานบริการ สังกัดสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอท่าศาลา รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิ ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงิน๑๒๓,๙๓๕.๕๐ บาท โดยจำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอท่าศาลา ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ตรวจสอบการจัดทำสัญญาจ้างนางสุกานดา ทำให้หัวหน้าแผนกธุรการและพัสดุซึ่งมีหน้าที่จัดทำสัญญา ทำสัญญาจ้างและเอกสารแนบท้ายสัญญาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และมีการอนุมัติการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของนางสุกานดาเกินสิทธิจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามส่วนในอัตราร้อยละ ๔๐ เป็นเงินจำนวน ๓๗,๙๕๗.๔๐บาท ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบ หากไม่พอใจมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โจทก์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้กระทำการใดๆ อันถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อจำเลยทั้งสอง เพราะในการทำสัญญาจ้างนางสุกานดา โจทก์ไม่ใช่ผู้มีอำนาจลงนามทำสัญญา และไม่มีหน้าที่สำคัญในการจัดทำเอกสาร ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารทั้งหมดว่าถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ อำนาจหน้าที่ในการลงนามทำสัญญาเป็นของหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัด ส่วนหน้าที่ในการจัดทำ จัดเตรียม และตรวจสอบความถูกต้องของสัญญานั้นเป็นของเจ้าหน้าที่อื่นซึ่งมิใช่โจทก์ โจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเพียงในฐานะพยานในสัญญา ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าโจทก์เป็นผู้อนุมัติการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลผิดพลาด โจทก์ได้พิจารณาจากเอกสารที่ได้จัดทำไว้ เมื่อสัญญาจ้างนางสุกานดาได้มีการลงนามในสัญญาโดยผู้มีอำนาจแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันบังคับใช้โจทก์ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าสัญญานั้นจะทำไว้ถูกต้องหรือไม่ เพียงใด ทั้งตามหน้าที่ในการจัดทำเรื่องการอนุมัติการขอเบิกเงินในแต่ละครั้งนั้นจะมีขั้นตอนการเบิกเงินที่เป็นระบบ โจทก์ได้กระทำการไปโดยความระมัดระวังตามสมควรแก่เหตุแล้ว ทั้งการเรียกให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายกรณีนี้ยังขาดอายุความในการเรียกร้องตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้ว โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลแรงงานภาค ๙ เป็นคดีนี้

อนึ่ง ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานภาค ๙ โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลปกครองสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๐/๒๕๔๘ แต่ศาลปกครองสงขลา มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองที่จะรับไว้พิจารณา ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ แต่อยู่ในเขตอำนาจศาลแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๒ ได้มีเอกสารแจ้งผลให้จำเลยที่ ๑ ทราบถึงความรับผิดทางละเมิดของ ๑. นางสุมาลี ภูวราพันธ์ ๒. นายทรงธรรมจั่นทรัพย์ ๓. นายสมคิด พัฒนไทยานนท์ แล้วให้จำเลยที่ ๑ แจ้งให้บุคคลทั้งสามรับผิด จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙มิใช่การกระทำละเมิดตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. ๒๕๒๒ และมิใช่คำสั่งของพนักงานเกี่ยวกับแรงงานสัมพันธ์ ศาลแรงงานภาค ๙ไม่มีอำนาจรับคดีไว้พิจารณา ขอให้ส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานภาค ๙ ตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ และส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัย

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน และกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวเนื่องกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และ(๕) ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ นั้น ตามคำฟ้องปรากฏเพียงว่าจำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดแก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้แจ้งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ ๒ กับโจทก์มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีลักษณะเป็นคดีแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง รวมถึงคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) บัญญัติให้คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คดีนี้ ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอท่าศาลา สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑หน่วยงานต้นสังกัดซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนราชการฐานะกรมสังกัดกระทรวงการคลัง อันเนื่องมาจากกรณีจำเลยทั้งสองมีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายกรณีโจทก์กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ตรวจสอบการจัดทำสัญญาจ้างนางสุกานดารักษ์ศรีทอง ลูกจ้างในสังกัดสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอท่าศาลา ซึ่งหัวหน้าแผนกธุรการและพัสดุจัดทำสัญญาจ้างและเอกสารแนบท้ายสัญญาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และมีการอนุมัติการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเกินสิทธิ เป็นเหตุให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดนครศรีธรรมราช เขต ๑ ได้รับความเสียหายจากการอนุมัติจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลผิดระเบียบ ซึ่งโจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ โจทก์ไม่ได้กระทำละเมิด ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒และเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสองที่เรียกให้โจทก์ชำระเงินอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.๒๕๓๙ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจกับโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดจำเลยที่ ๑ อยู่ในฐานะการเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน และมูลเหตุในการออกคำสั่งดังกล่าวของจำเลยทั้งสองสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน เป็นผลให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) คดีจึงเข้าข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ซึ่งกรณีจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว ทั้งศาลปกครองและศาลยุติธรรมต่างมีความเห็นพ้องกันว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลในสังกัดศาลยุติธรรม ประเด็นว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑อยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมเป็นอันยุติไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสอง

สำหรับคดีของจำเลยที่ ๒ เป็นกรณีที่ทั้งศาลปกครองและศาลยุติธรรมต่างปฏิเสธว่าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของตนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งตามความเห็นของจำเลยที่ ๒เรียกให้โจทก์ชำระเงินอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นมูลคดีเดียวกันกับการฟ้องคดีจำเลยที่ ๑ แม้จำเลยที่ ๒ กับโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน แต่เมื่อเป็นกรณีพิพาทที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ และเพื่อให้คดีทั้งสองได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียว ทั้งนี้ เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายทรงธรรม จั่นทรัพย์ โจทก์ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จำเลยที่ ๑ กรมบัญชีกลาง จำเลยที่ ๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปัญญา ถนอมรอด (ลงชื่อ) สุวัฒน์ วรรธนะหทัย

(นายปัญญา ถนอมรอด) (นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงธรรม จั่นทรัพย์
จำเลย — สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำกล้ายาง
ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 22/2549
#415671
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๒/๒๕๔๙

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดชัยนาท

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชัยนาทส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๘ นายมนัส การภักดี ที่ ๑ นางวาส สินตะมะที่๒นายเสนาะ การภักดี ที่ ๓ นายหนา การะภักดี ที่ ๔ โจทก์ได้ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ นายบุญนาค การภักดี ที่ ๒ ร้อยตำรวจเอกสมเกียรติ อุดรสอาด ที่ ๓ นายนริศ สำราญรื่น ที่ ๔นางสาวภาณินนาถ การภักดี ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดชัยนาท เป็นคดีหมายเลขดำที่๑๐๑๒/๒๕๔๘ ความว่า ก่อนที่นางเขียว การะภักดี ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ ๒ และโจทก์ทั้งสี่จะเสียชีวิตได้ทำพินัยกรรม ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ต่อหน้าพยาน ๒ คน โดยประสงค์จะยกที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๖๓๐ ตำบลสุขเดือนห้า (กะบกเตี้ย) อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๓๓ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๒ และแต่งตั้งให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม โดยขณะทำพินัยกรรมนางเขียวอยู่ในสภาพวิกลจริต ต่อมา จำเลยที่ ๓ได้ดำเนินการโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากนามสกุลของผู้ทำพินัยกรรมในใบมรณบัตรไม่ตรงกับในพินัยกรรม ซึ่งต่อมาก็ได้รับการรับรองจากปลัดอำเภอกิ่งอำเภอเนินขามว่าเป็นนามสกุลเดียวกันตามคำแนะนำของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยนาท สาขาหันคา และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้จดทะเบียนให้ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นบุตร จากนั้นจำเลยที่ ๕ ได้ประกาศขายที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ทราบเรื่องและเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทของผู้ตายและเป็นผู้ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวมาแต่เดิม โดยแบ่งปันทำกินเป็นส่วนสัดมาไม่น้อยกว่า ๔๐ ปี ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็ทราบดี โจทก์ทั้งสี่จึงได้ขออายัดการเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว และเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะผู้ทำพินัยกรรมมีอายุมากและเจ็บป่วยทุกขเวทนาทั้งมีสภาพวิกลจริต อันทำให้พินัยกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆียะและ โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจเพิกถอนได้ แต่การกระทำของจำเลยที่ ๔ ขณะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์คนหนึ่งคนใดในสี่คนได้ทราบเรื่อง และยินยอมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับหรือข้อกำหนดของจำเลยที่ ๑ โดยประกาศคำขอรับมรดกของจำเลยที่ ๒ และการจัดการมรดกของจำเลยที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๐เมษายน ๒๕๔๑ ณ ที่ว่าการกำนันและบริเวณที่ดินของผู้ขอในเขตพื้นที่ตำบลสุขเดือนห้าซึ่งไม่ใช่ในเขตพื้นที่ตำบลกะบกเตี้ยอันเป็นที่ตั้งของที่ดินตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมและในสำเนาโฉนด อันเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ทั้งสี่สูญเสียโอกาสในการเข้าแย้งสิทธิ จำเลยที่ ๔ จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น จำเลยที่ ๑ เป็นต้นสังกัดของจำเลยที่ ๔ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ถึงที่ ๔ ร่วมกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ทั้งสี่ เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จและให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางเขียว ฉบับวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ และให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๖๓๐ เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๘ โดยมีคำสั่งว่าการประกาศนิติกรรมการให้ของสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยนาท สาขาหันคา เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ให้การว่า จำเลยทั้งห้าไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาล ที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม การทำพินัยกรรมถูกต้องสมบูรณ์โดยจำเลยที่ ๓เป็นผู้จัดทำพินัยกรรมให้ตามแบบของการทำพินัยกรรมตามกฎหมาย มิได้มีเจตนาทุจริตข่มขู่ให้สัญญาหรือหลอกลวงให้ผู้ทำพินัยกรรมหลงเชื่อแต่อย่างใด การรับมรดกและการจดทะเบียนรับโอนที่ดินตามพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมาย ทั้งจำเลยที่ ๒ ได้ชำระหนี้ให้แก่สถาบันการเงินเนื่องจากที่ดินดังกล่าว ติดภาระจำนอง การที่จำเลยที่ ๒ โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ ๕ จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวและไม่มีสิทธิเพิกถอนพินัยกรรมด้วย จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ได้สอบสวนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยปฏิบัติตามกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบของกรมที่ดินแล้วเชื่อว่า จำเลยที่๒ เป็นทายาทโดยพินัยกรรมจริง จึงได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามพินัยกรรมให้จำเลยที่ ๒ จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีในส่วนที่โจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ นั้น อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชัยนาทพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และละเลยในการปฏิบัติตามกฎระเบียบโดยละเว้นไม่มีการประกาศถึงการขอโอนทรัพย์ตามพินัยกรรม ณ ตำบลกะบกเตี้ย อันเป็นตำบลที่ที่ดินตามที่ยกให้โดยพินัยกรรมตั้งอยู่ ซึ่งในประเด็นนี้เป็นการฟ้องให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดในทางละเมิดชดใช้ค่าเสียหายที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) และ (๓) ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องให้ เพิกถอนพินัยกรรมและการจดทะเบียนรับมรดกตามพินัยกรรมนั้นเป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรม สิทธิในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมที่จะต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเด็นดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ประเด็นพิพาททั้งสองประเด็นดังกล่าวนั้นไม่เกี่ยวเนื่องกัน เนื่องจากการเรียกค่าเสียหายในคดีนี้เป็นการฟ้องคดีขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่แยกต่างหากจากการวินิจฉัยว่าพินัยกรรมดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีผลให้ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนรับพินัยกรรมดังกล่าวหรือไม่ ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัยที่ต้องเป็นไปในทางเดียวกัน จึงต้องแยกพิจารณาจากกันในศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ดังนั้น ในประเด็นที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับหรือข้อกำหนดของกรมที่ดินซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ต้องรับผิดจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) และ (๓) ส่วนการขอให้เพิกถอนพินัยกรรมและการจดทะเบียนรับมรดกตามพินัยกรรมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัย คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓/๒๕๔๕

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ และอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ ๑ โดยร่วมมือกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกตามพินัยกรรมให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์คนหนึ่งคนใดในสี่คนทราบเรื่องการโอนที่ดินแปลงพิพาท อีกทั้งละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับหรือข้อกำหนดของกรมที่ดินหรือกระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการประกาศคำขอรับมรดกของจำเลยที่ ๒ และการจัดการมรดกของจำเลยที่ ๓ โดยมิได้มีการปิดประกาศเรื่องดังกล่าวในพื้นที่ตำบลกะบกเตี้ย อำเภอหันคาจังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นท้องที่ที่ที่ดินตามพินัยกรรมตั้งอยู่ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจาณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เห็นว่า ข้อหาและประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ กระทำละเมิด และจำเลยที่ ๑ และที่๔ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่เป็นข้อหาและประเด็นรอง ซึ่งในคดีนี้ข้อหาและประเด็นหลักเป็นกรณีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางเขียว ฉบับลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ หรือไม่และพินัยกรรมฉบับดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งผลของ คำพิพากษาหรือคำสั่งย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสี่โดยตรง ซึ่งการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพินัยกรรมและสิทธิในทรัพย์สินระหว่างคู่กรณีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อศาลยุติธรรมมีอำนาจวินิจฉัยข้อหาและประเด็นหลักแห่งคดีแล้ว ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อหาและประเด็นรองในคดีเดียวกันด้วย ดังนั้นคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว สำหรับคดีนี้ราษฎรทั้งสี่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอกชนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่าทำละเมิด เรียกค่าเสียหาย ให้เพิกถอนพินัยกรรมและให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในโฉนดที่ดินตามพินัยกรรมพิพาททั้งสองศาลมีความเห็นพ้องต้องตรงกันว่า ประเด็นที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมและการจดทะเบียนรับมรดกตามพินัยกรรมนั้น เป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรม สิทธิในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมที่จะต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คงเหลือประเด็นที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าทำละเมิดขอให้ชดใช้ค่าเสียหายอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่อ้างว่า การทำพินัยกรรมยกที่ดินให้จำเลยที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่๔ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดในหน่วยงานของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ร่วมมือกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมรดกตามพินัยกรรมให้แก่จำเลยที่ ๒โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายอย่างลูกหนี้ร่วม ให้เพิกถอนพินัยกรรม และเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินตามพินัยกรรมพิพาท ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ได้สอบสวนพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยปฏิบัติตามกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบของกรมที่ดินแล้วเชื่อว่า จำเลยที่ ๒ เป็นทายาทโดยพินัยกรรมจริง จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามพินัยกรรมให้จำเลยที่ ๒ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ให้การว่า การทำพินัยกรรมถูกต้องสมบูรณ์โดยจำเลยที่ ๓ เป็นผู้จัดทำพินัยกรรมให้ตามแบบของการทำพินัยกรรมตามกฎหมาย มิได้มีเจตนาทุจริตข่มขู่ให้สัญญาหรือหลอกลวงให้ผู้ทำพินัยกรรมหลงเชื่อแต่อย่างใด การรับมรดกและการจดทะเบียนรับโอนที่ดินตามพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยที่ ๒ โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ ๕ จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิ เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวและไม่มีสิทธิเพิกถอนพินัยกรรมด้วย จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ ๒ ตามพินัยกรรมดังกล่าวว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในเรื่องการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า

มาตรา ๑๒๙๘ ทรัพยสิทธิทั้งหลายนั้น ท่านว่าจะก่อตั้งขึ้นได้แต่ด้วยอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น

มาตรา ๑๒๙๙ ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว

ดังนั้น ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์จะก่อตั้งขึ้นได้เฉพาะแต่ด้วยผลทางกฎหมายและต้องทำการจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ โดยกฎหมายกำหนดวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวง ซึ่งการที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้ก็เพื่อรับรองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลและขจัดข้อพิพาทให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยมีเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการให้การจดทะเบียนหรือการกระทำต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ก็จำต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งของบุคคลผู้มาขอจดทะเบียนเป็นสำคัญ สำหรับในเรื่องนี้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามพินัยกรรมดังกล่าวว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ข้อเท็จจริงว่า การทำพินัยกรรมยกที่ดินให้จำเลยที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากได้ความว่า การทำพินัยกรรมถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยที่ ๒ ตามพินัยกรรมพิพาทก็ย่อมจะชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน มีผลให้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โอนไปเป็นของจำเลยที่ ๒ แต่หากการทำพินัยกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยที่ ๒ ตามพินัยกรรมพิพาทก็ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ไม่ตกเป็นของจำเลยที่ ๒ แต่เป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทต่อไป และเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ด้วย ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากพินัยกรรม และสิทธิในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งการที่โจทก์ทั้งสี่ขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ รับผิดในมูลละเมิดร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อย่างลูกหนี้ร่วมด้วยนั้น ก็เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกันและมูลความแห่งคดีเป็น การชำระหนี้ที่แบ่งแยกจากกันมิได้ ดังนั้น ข้อพิพาทในประเด็นนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นายมนัส การภักดี ที่ ๑ นางวาส สินตะมะ ที่๒นายเสนาะ การภักดี ที่ ๓ นายหนา การะภักดี ที่ ๔ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ นายบุญนาค การภักดี ที่ ๒ ร้อยตำรวจเอกสมเกียรติ อุดรสอาด ที่ ๓ นายนริศ สำราญรื่น ที่ ๔ นางสาวภาณินนาถ การภักดี ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนัส การภัคดี ที่1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 21/2549
#415670
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๑/๒๕๔๙

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดสระแก้ว

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสระแก้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๘ นายวิทยา อาลัยรส โจทก์ได้ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ นางสาวคำมา รสหวาน ที่ ๒ นายหก รสหวาน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสระแก้ว เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๔๒/๒๕๔๘ ความว่าโจทก์เป็นเจ้าของสิทธิครอบครองที่ดินตาม ภ.บ.ท.๕ เลขสำรวจที่ ๓/๔๕ หมู่ ๔ ตำบลไทยอุดมอำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ร่วมกับนางสาวผัน รสหวาน จำนวน ๓๗ ไร่ ๒ งาน ๓๔ตารางวา โจทก์เป็นหลานของนางสาวผัน ได้ร่วมกันทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาตลอดโดยปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง จนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓ โจทก์บวชเป็นพระจึงให้นางสาวผันทำประโยชน์แทนชั่วคราว ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ นางสาวผัน ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ขอเข้าทำประโยชน์ในส่วนที่โจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับ นางสาวผันจำนวน ๑๘ ไร่ ๓งาน๑๗ ตารางวา โดยตกลงกันว่าเมื่อโจทก์สึกจากการบวชเป็นพระแล้วจะคืนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์เข้าทำประโยชน์เหมือนเดิม ต่อมาจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นขอรับมรดกสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลงต่อจากนางสาวผันโดยอ้างว่าเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดิน โดยไม่ได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ว่าที่ดินจำนวน ๑๘ ไร่ ๓ งาน ๑๗ ตารางวา เป็นของโจทก์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้มีประกาศสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้วเรื่องการรับมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. ต่อจากผู้ตาย โดยจำเลยที่ ๑ หรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ในการที่ไม่ได้ตรวจสอบหรือสอบสวนว่าที่ดินดังกล่าวเดิมเป็นของโจทก์ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางสาวผัน เพื่อไม่ให้โจทก์มีชื่อมีสิทธิในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ แจ้งว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีสิทธิดีกว่าโจทก์ พร้อมทั้งออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นหนังสือ ส.ป.ก.๔-๐๑ เลขที่ ๙๖๘ แปลงเลขที่ ๑ กลุ่มที่ ๑๕๘๙ หมู่ ๔ ตำบลไทยอุดมอำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว เนื้อที่ ๓๗ ไร่ ๒ งาน ๓๔ ตารางวา การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมาย การกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงเป็นการร่วมกันทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ ในฐานะเป็นนิติบุคคลต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.๔-๐๑ เลขที่ ๙๖๘ แปลงเลขที่ ๑ กลุ่ม ๑๕๘๙ หมู่ ๔ ตำบลไทยอุดม อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว เนื้อที่ ๓๗ ไร่ ๒ งาน ๓๔ ตารางวา โดยให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นจำนวน ๑๘ ไร่ ๓ งาน ๑๗ ตารางวา

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ประกาศของสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้วชอบด้วยกฎหมาย และตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและแนวทางปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การโอนหรือการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเนื่องจากโจทก์เป็นหลานของเกษตรกร อยู่ในลำดับที่ ๔ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของเกษตรกร อยู่ในลำดับที่ ๒ อันเป็นลำดับต้น จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าว คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้วมีมติที่ ๑/๒๕๔๗ เห็นชอบให้จำเลยที่๒ และที่ ๓ เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยทั้งสองกับนางสาวผันเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์มีฐานะเป็นหลาน โจทก์ไม่เคยเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองที่ดินตามใบ ภ.บ.ท. ๕ เลขสำรวจ ๓/๔๕ ไม่เคย มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางสาวผันและไม่เคยร่วมกันทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทกับนางสาวผัน จำเลยทั้งสองกับนางสาวผันร่วมกันครอบครองและทำประโยชน์ เมื่อนางสาวผันถึงแก่ความตาย สิทธิในการทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทก็ย่อมตกทอดมายังจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ เนื่องจากการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.๔-๐๑ ให้แก่บุคคลใด หรือการเพิกถอนสิทธิตามเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.๔-๐๑ หรือไม่นั้นเป็นอำนาจของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้ได้รับมอบเอกสารสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทเท่านั้น ที่ดินแปลงพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ที่นำมาจัดสรรให้กับเกษตรกร ซึ่งตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายโอน เว้นแต่ตกทอดทางมรดก

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งโจทก์อ้างว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเจตนากลั่นแกล้งโจทก์เพื่อไม่ให้มีชื่อสิทธิในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน และขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.๔-๐๑)เลขที่๙๖๘ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสระแก้วพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของสิทธิครอบครอง ภ.บ.ท.๕ เลขสำรวจที่ ๓/๔๕ หมู่ ๔ ตำบลไทยอุดม อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ร่วมกับ นางสาวผัน เนื้อที่ ๓๗ ไร่ ๒ งาน ๓๔ ตารางวา เมื่อนางสาวผันถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ยื่นขอรับมรดกสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลงโดยไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ว่าที่ดินจำนวน ๑๘ ไร่ ๓ งาน ๑๗ ตารางวา เป็นของโจทก์เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้มีประกาศเรื่องการรับมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ต่อจากผู้ตาย โดยจำเลยที่ ๑ หรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ตรวจสอบหรือสอบสวนว่าที่ดินดังกล่าวเดิมเป็นของโจทก์โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางสาวผัน โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการจัดที่ดิน แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ แจ้งแก่โจทก์ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีสิทธิดีกว่าโจทก์พร้อมทั้งออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นส.ป.ก. ๔-๐๑ เลขที่ ๙๖๘ แปลงเลขที่ ๑ กลุ่ม ๑๕๘๙ เนื้อที่ ๓๗ ไร่ ๒ งาน ๓๔ ตารางวาแบ่งเป็นของจำเลยที่ ๒ จำนวน ๑๘ ไร่ ๓ งาน ๑๗ ตารางวา และของจำเลยที่ ๓ จำนวน ๑๘ไร่ ๓ งาน ๑๗ ตารางวา ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่เคยเป็นเจ้าของ สิทธิครอบครองที่ดินตาม ภ.บ.ท.๕ เลขสำรวจ ๓/๔๕ ที่ดินแปลงดังกล่าวจำเลยที่ ๒ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ร่วมกับนางสาวผันมาโดยตลอด จำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวผัน ส่วนโจทก์เป็นเพียงหลานของจำเลยทั้งสองและนางสาวผันเมื่อนางสาวผันถึงแก่ความตาย สิทธิในการทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทย่อมตกได้แก่จำเลยทั้งสอง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำสั่ง ตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาในปัญหาว่า ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ผู้ใดมี สิทธิครอบครองที่พิพาท จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๘ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมและมาตรา ๔ ได้ให้คำนิยามความหมายของ "การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" หมายความว่า การปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการจัด ที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐหรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย ไม่เพียงพอแก่การครองชีพและสถาบันเกษตรกรได้เช่าซื้อ เช่า หรือเข้าทำประโยชน์โดยรัฐให้ ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจน การผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น ซึ่งหมายความว่า จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ อยู่ภายใต้นโยบายมาตรการ ข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน การปฏิรูปที่ดินที่กำหนดโดยคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชน เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ ทั้งคุณสมบัติส่วนบุคคลตามข้อ ๖ และหลักเกณฑ์การคัดเลือกตามข้อ ๗ ซึ่งแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดิน ทั้งกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ทรัพย์สิน ส่วนการสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่คณะกรรมการฯ กำหนด อีกทั้งมาตรา ๓๙ ยังบัญญัติห้ามมิให้บุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดิน แบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังบุคคลอื่นเว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาท หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดิน ฉะนั้น การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตการปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.๔-๐๑) จึงเป็นการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองเพื่อปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินของรัฐเพื่อการเกษตรกรรมเมื่อการออกเอกสาร ส.ป.ก.๔-๐๑ เป็นการกระทบสิทธิของโจทก์ทำให้ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินได้และได้มาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก.๔-๐๑ ที่ออกให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และดำเนินการออกเอกสาร ส.ป.ก.๔-๐๑ ให้แก่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินนั้น จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งออกเอกสาร ส.ป.ก.๔-๐๑ แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นคำสั่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่๓๖/๒๕๔๗

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๘ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้บัญญัติให้ "การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" หมายความว่า การปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเองหรือมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย ไม่เพียงพอแก่การครองชีพและสถาบันเกษตรกรได้เช่าซื้อ เช่าหรือเข้าทำประโยชน์ โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น อันเป็นการให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ใน การประกอบอาชีพเกษตรกรรม การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ อยู่ภายใต้นโยบาย มาตรการ ข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการปฏิรูปที่ดินที่กำหนด โดยคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชนเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ ซึ่งแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนการสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด และพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๙ ก็ยังบัญญัติห้ามมิให้บุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังบุคคลอื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาท หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือสำนักงาน ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจฝ่ายเดียวของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดิน ทำกินเป็นของตนเอง และให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์มากที่สุด พร้อมกับการจัดระบบการผลิตและจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกร อันเป็นการแตกต่างจากการได้ สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์อ้างว่า จำเลยที่๑ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยการรับมรดกสิทธิของนางสาวผันผู้ตาย โดยที่ในการประกาศเรื่องการรับมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. ต่อจากนางสาวผัน จำเลยที่ ๑ หรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ตรวจสอบหรือสอบสวนว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นของโจทก์ ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันกับนางสาวผันจึงฟ้องขอให้เพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก.๔-๐๑ ที่ออกให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดังกล่าวและดำเนินการออกเอกสาร ส.ป.ก.๔-๐๑ ให้แก่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินนั้น เห็นว่า คดีมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา๙วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ดังนั้น มูลพิพาทคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นายวิทยา อาลัยรส โจทก์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ นางสาวคำมา รสหวาน ที่ ๒ นายหก รสหวาน ที่ ๓จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา อาลัยรส
จำเลย — สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่1 กับพวกรวม
6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 20/2549
#415662
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๐/๒๕๔๙

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสวรรคโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างนำชัยมอเตอร์ แอนด์ออดิโอ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองพิษณุโลกเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๐/๒๕๔๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นนิติบุคคล ประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ผู้ฟ้องคดีได้ให้นางประคอง สุราฤทธิ์เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เอ็นเอฟ ๑๐๐ ดีเอ สีแดง-ดำ หมายเลขทะเบียน กพฉ๔๒๗อุตรดิตถ์ มีชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยตกลงให้เช่าซื้อ เป็นเงิน ๔๑,๑๖๐ บาทผ่อนชำระเป็นงวดๆ งวดละเดือน เป็นเวลา ๒๔ งวด ในระหว่างสัญญาเช่าซื้อ เมื่อวันที่ ๔มิถุนายน๒๕๔๘ รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีสัชนาลัยจังหวัดสุโขทัย ยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญา เนื่องจากมีผู้นำรถไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิดและนางประคองผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงอัยการจังหวัดสวรรคโลก เพื่อขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งอัยการจังหวัดสวรรคโลกได้มีหนังสือถึงหัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีสัชนาลัยว่ารถจักรยานยนต์ของกลางคันดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๕ ผู้ฟ้องคดีจึงติดต่อขอรับรถจักรยานยนต์คืนจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีสัชนาลัยผู้เก็บรักษาของกลางเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘ แต่พนักงานสอบสวนไม่คืนให้โดยอ้างว่าหากคืนรถคันดังกล่าวอาจถูกผู้เช่าซื้อฟ้องร้องได้ ผู้ฟ้องคดีจึงได้นำผู้เช่าซื้อและผู้ต้องหาที่นำรถไปกระทำความผิดไปขอรับรถจักรยานยนต์คืน แต่พนักงานสอบสวนก็ยังไม่คืนให้ โดยอ้างว่าคำสั่งคืนของกลางของอัยการจังหวัดสวรรคโลกไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถจักรยานยนต์เพราะผู้ฟ้องคดีอาจนำไปให้ผู้อื่นเช่าได้ในอัตราวันละ ๒๐๐ บาท จึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กพฉ -๔๒๗ อุตรดิตถ์ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีหากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน ๔๖,๑๖๐ บาท พร้อมค่าเสียหายวันละ ๒๐๐บาทนับจากวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘ จนถึงวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีคืนรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ตามระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะ ๑๕ และข้อบังคับการเก็บรักษาของกลางกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๔๘๐ ไม่ได้กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการยึดของกลาง การเก็บรักษาของกลาง ตลอดจนการคืนของกลางให้แก่ผู้ฟ้องคดี การส่งคืนของกลางในแต่ละคดีเป็นอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนั้น ซึ่งในคดีนี้การสั่งไม่คืนของกลางเป็นดุลพินิจของพันตำรวจเอกกฤษณ์ สายทอง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีสัชนาลัย เมื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นเรื่องที่พันตำรวจเอก กฤษณ์ ต้องรับผิดชอบด้วยตนเองไม่เกี่ยวกับผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีประกอบกิจการขายหรือให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์มิได้ให้เช่าทรัพย์สินการกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีจึงไม่ตรงกับการประกอบกิจการค้าของผู้ฟ้องคดี แม้จะมีการนำรถออกให้เช่าก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีผู้มาขอเช่ารถหรือไม่จึงยังไม่มีความเสียหายในส่วนนี้ และเมื่อวันที่๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีสัชนาลัยได้มีหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐานเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปแสดงต่อพนักงานสอบสวนเพื่อขอรับรถคืนแต่ผู้ฟ้องคดีมิได้ไปรับคืน โดยมีหนังสือแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลกแล้วและจะไปรับรถคืนเมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากการคืนสิ่งของที่ยึดไว้ในคดีอาญาเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ อันเป็นเรื่องการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและการพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีอันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการของพนักงานสอบสวนหรือไม่ จะต้องวินิจฉัยในเรื่องละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ศาลปกครองพิษณุโลกเห็นว่า แม้ว่าการสั่งคืนสิ่งของที่ยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาจะเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานและเป็นเรื่องการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาก็ตาม แต่เมื่อเจ้าพนักงานได้ใช้ดุลพินิจสั่งให้คืนแล้ว ผู้ที่เก็บรักษาสิ่งของที่ยึดไว้ก็มีหน้าที่ตามมาตรา ๘๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่จะต้องคืนสิ่งของนั้นให้แก่ผู้ต้องหาหรือให้แก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืน หากไม่คืนก็จะเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ คดีนี้เมื่ออัยการจังหวัดสวรรคโลกมีหนังสือถึงหัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีสัชนาลัยแจ้งว่า รถจักรยานยนต์ของกลางคันดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕แล้วผู้ฟ้องคดีได้ขอรับรถจักรยานยนต์คืนแต่พนักงานสอบสวนไม่คืนให้ โดยอ้างว่าคำสั่งคืนของกลางของอัยการจังหวัดสวรรคโลกไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีให้คืนรถจักรยานยนต์หรือให้ชดใช้ราคารถจักรยานยนต์และชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีอาจนำรถไปให้ผู้อื่นเช่าได้ กรณีจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีไม่กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสวรรคโลกเห็นว่า การที่พนักงานสอบสวนยึดทรัพย์สินของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อและมิได้เป็นผู้ต้องหาในคดีหรือรู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิด โจทก์สามารถขอคืนรถจักรยานยนต์ที่ถูกยึดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา ๘๕หรือร้องขอคืนของกลางต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ ถ้าทรัพย์ยังอยู่ในความครอบครองของพนักงานสอบสวนแม้คดีที่ผู้กระทำความผิดจะยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า การคืนทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เว้นแต่ศาลสั่งเป็นอย่างอื่นบทบัญญัตินี้มิได้บัญญัติให้บุคคลอื่นนอกจากพนักงานสอบสวนหรือศาลที่จะสั่งคืนของกลางได้ดังนั้นเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดและโจทก์ขอของกลางคืน พนักงานสอบสวนชอบที่จะยังไม่คืนรถจักรยานยนต์ของกลางได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ วรรคสาม ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจพนักงานสอบสวนที่จะกระทำได้ซึ่งขั้นตอนนี้ยังคงเป็นขั้นตอนของการดำเนินกระบวนการสอบสวน ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญา กรณีจึงอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อันเนื่องมาจากกรณีรถจักรยานยนต์ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ให้เช่าซื้อและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีสัชนาลัยจังหวัดสุโขทัย ยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญา เนื่องจากมีผู้นำรถไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิดและผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้อัยการจังหวัดสวรรคโลกสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง และอัยการจังหวัดสวรรคโลกมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ แล้ว แต่พนักงานสอบสวนผู้เก็บรักษาของกลางไม่คืนของกลางดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของพนักงานสอบสวนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการยึดของกลาง การเก็บรักษาของกลาง ตลอดจนการคืนของกลาง การส่งคืนของกลางให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนั้น ไม่เกี่ยวกับผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่า การดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญาอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น แม้ว่าในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการอาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย แต่ขั้นตอนใดเป็นการกระทำตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยตรงการกระทำในขั้นตอนนั้นก็ย่อมอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่หากการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเข้าเกณฑ์เป็นการกระทำละเมิดหรือเป็นความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การกระทำนั้นก็จะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง เมื่อคดีนี้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นพนักงานสอบสวนใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายึดรถจักรยานยนต์ของกลางไว้เป็นพยานหลักฐานในคดีและใช้ดุลพินิจไม่ส่งคืนของกลางดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดอำนาจไว้เป็นการเฉพาะ การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม ดังนั้น การฟ้องเรียกค่าเสียหายของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างนำชัยมอเตอร์ แอนด์ออดิโอผู้ฟ้องคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นำชัยมอเตอร์ แอนด์ออดิโอ
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ