คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 19/2549
#415669
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๙/๒๕๔๙

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสีคิ้ว

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสีคิ้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ นายบุญฤทธิ์ เกรียงไกรลิบ ที่ ๑ นายไพศาลฉัตรเลขวนิช ที่ ๒ นางอรนุช ตันติวรวงศ์ ที่ ๓ นายกวีศักดิ์ ฉัตรเลขวนิช ที่ ๔ นางพัชราตะวันกาญจนโชติ ที่ ๕ และนายศักดา จริยะธนา ที่ ๖ โจทก์ ยื่นฟ้อง กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๓ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว ที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๕ กรมป่าไม้ ที่ ๖ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๔๓/๒๕๔๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๓๓ โจทก์ทั้งหกได้ร่วมกันซื้อที่ดินรวม ๙ แปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๔๗๖, ๑๐๔๗๗, ๑๐๔๗๘, ๑๐๔๗๙, ๑๐๔๘๐, ๑๐๔๘๑, ๑๐๔๘๒, ๑๐๔๘๓, ๑๐๔๘๔ ตั้งอยู่ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาจากนายทรงพล ตั้งสุณาวรรณ และนางประดับ ตั้งสุณาวรรณ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น๒,๓๕๙,๑๖๕ บาท รวมเนื้อที่จำนวน ๓๙๓ ไร่เศษ ก่อนซื้อที่ดินทั้ง ๙ แปลง ได้ทำการสอบถามสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ตลอดจนสำนักงานป่าไม้จังหวัดนครราชสีมา และประชาชนใกล้เคียง ซึ่งได้รับแจ้งว่าที่ดินดังกล่าวออกโดยถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ต่อมาโจทก์ทั้งหกประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้บุคคลอื่น แต่จำเลยที่ ๔ ไม่สามารถดำเนินการให้ได้และแจ้งว่า โฉนดที่ดิน ๗ แปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๗๖ - ๑๐๔๗๘, ๑๐๔๘๑ - ๑๐๔๘๔มีการออกโฉนดทับที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขาซับประดู่ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ป.ที่ดินดังกล่าวจึงถูกอายัดห้ามจำหน่ายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ ส่วนที่ดินอีก ๒ แปลงที่เหลือ ไม่ผิดแต่ต้องโยงไว้เพื่อตรวจสอบก่อน โดยในการสอบสวนดำเนินคดีอาญา โจทก์ทั้งหกถูกกันไว้ในฐานะพยาน คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินทั้ง ๗ แปลง ตามบันทึกอำเภอสีคิ้ว ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๓๘สรุปผลว่าบริเวณที่ตรวจสอบมีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีลักษณะเป็นที่ราบไม่มีสภาพป่า เป็นพื้นที่เหมาะแก่การเกษตรและไม่เป็นต้นน้ำลำธาร ทั้งไม่เป็นพื้นที่ที่มีภาระผูกพันของกรมป่าไม้ ไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาซับประดู่ และไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ โดยมีการส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดนครราชสีมา(กบร.ส่วนจังหวัด) ในส่วนของการดำเนินคดีอาญาพนักงานสอบสวนเห็นว่าที่ดินทั้ง ๙ แปลง มีอาณาเขตติดเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาซับประดู่ เขามะกอก ตามนัยกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๖๐ (พ.ศ.๒๕๐๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ แต่ต่อมาได้มีการประกาศกำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน และอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๖ มอบป่าเสื่อมโทรมให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาเข้าดำเนินการจัดสรรให้ราษฎรที่ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเองหรือมีแต่ฐานะไม่เพียงพอเข้าทำกินต่อไป ดังนั้นอาณาเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาซับประดู่ - เขามะกอก(บางส่วน) ซึ่งหมายรวมถึงที่ดินทั้ง ๙ แปลงดังกล่าวจะไม่ถูกเพิกถอนและไม่ได้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติอีกต่อไป ทั้งนี้โดยผลของพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน และอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.๒๕๓๔ ออกตามความในพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๒ มาตรา ๒๖(๔) ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งโดยผลของกฎหมายดังกล่าว หากผู้ครอบครองและทำประโยชน์มีสิทธิอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายที่ดิน ก็สามารถทำการรังวัดและพิสูจน์สอบสวนสิทธิเพื่อออกเอกสารสิทธิต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีจึงเป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในการกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา ๓๙(๕) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีมีหลักฐานไม่พอฟ้องจึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสิบเจ็บคนตามข้อกล่าวหา และต่อมาพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้วมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสิบเจ็ดคน โจทก์ทั้งหกจึงมีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อจำเลยที่ ๕ ขอให้พิจารณาและมีคำสั่งรับรองสิทธิในที่ดินดังกล่าวทั้ง ๗ แปลงว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยที่ ๕ ไม่ดำเนินการใดๆ ในเวลาอันควร และเพิกเฉยโจทก์ที่ ๑ จึงมีหนังสือขอทราบผลการพิจารณาไปยังจำเลยทั้งหกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับคำชี้แจงอันเป็นการบ่ายเบี่ยงและโยนความรับผิดชอบกันเอง โดยในการพิจารณาเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลงดังกล่าวสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาพิจารณาเห็นว่า มูลเหตุที่สำนักงาน ป.ป.ป. เห็นควรให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเนื่องจากการโอนโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นการออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย โดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครอง(ส.ค.๑) และที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ ๘ แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ ๕ พ.ศ.๒๔๙๗แต่เมื่อต่อมา มีข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินท้องที่อำเภอสีคิ้ว พ.ศ.๒๕๓๔ มีผลเป็นการเพิกถอนเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยที่ดินทั้ง ๗แปลงดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอีกต่อไป ประกอบกับได้มีมติคณะรัฐมนตรีมอบที่ดินป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้เข้าดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ดังนั้น มูลเหตุที่เพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้เปลี่ยนแปลงไปและคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดนครราชสีมา(กบร.จังหวัด)ได้ประชุมพิจารณาพิสูจน์สิทธิในที่ดินตามหลักเกณฑ์ของ กบร. โดยได้สอบสวนพยานบุคคล ซึ่งต่างให้ถ้อยคำว่า ที่ดินทั้ง ๗ แปลงดังกล่าวเป็นที่ดินที่ได้ทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (๑ธันวาคม ๒๔๙๗) เป็นที่ดินที่อยู่ห่างไกลความเจริญอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เจ้าของที่ดินทำไร่ทำสวนอยู่ในพื้นที่ไม่ทราบข่าวสารของทางราชการ ไม่มีเจตนาฝ่าฝืนการแจ้งการครอบครอง และได้พิสูจน์ร่องรอยการทำประโยชน์ในที่ดินในภาพถ่ายทางอากาศแล้ว ปรากฏว่าผู้เชี่ยวชาญทางศาลวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ มีความเห็นว่าได้มีการเข้าทำประโยชน์ตามสภาพของพื้นที่มาตั้งแต่ก่อนวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๙๖ แต่ปรากฏว่ามีไม้ป่าธรรมชาติขึ้นเป็นกลุ่มๆภายในบริเวณที่ทำประโยชน์ซึ่งเป็นไปตามสภาพการใช้ประโยชน์ในท้องที่อำเภอสีคิ้ว แต่กลับยังคงเพิกเฉยบ่ายเบี่ยงต่อไปว่า ที่ดินพิพาทยังคงอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาซับประดู่ - เขามะกอก และท้ายที่สุดก็แสดงถึงความไม่รับผิดชอบต่อปัญหาที่จำเลยทั้งหมด ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งหกโดยการสรุปผลของฝ่ายจำเลยทั้งหมด เกี่ยวกับการอายัดสิทธิเรียกร้องและการทำนิติกรรมที่ดินในคดีนี้ ก็เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และยังไม่เคยมีแนวปฏิบัติมาก่อนจึงให้ส่งเรื่องหารือ กรมที่ดิน หลังจากรับหนังสือแจ้งดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งหกก็ยังคงติดต่อกับจำเลยทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน เพื่อทราบผลดำเนินการ แต่ไม่ได้รับคำตอบและกลับเพิกเฉยไปในที่สุดที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และมีการออกโฉนดโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ต้องห้ามมิให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายแต่อย่างใด โจทก์ทั้งหกได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาททั้ง ๙ แปลงจากบุคคลภายนอกด้วยความสุจริตและเสียค่าตอบแทน กับทั้งก่อนจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ ได้มีการซักถามตรวจพิสูจน์ความชอบด้วยกฎหมายของที่ดินพิพาทจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจนได้รับคำยืนยันแน่นอน จึงทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งหกจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยทั้งหมดไม่อาจอายัดสิทธิในการทำนิติกรรมในที่ดินพิพาท หรือไม่อาจสั่งการให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว การกระทำของจำเลย ทั้งหก เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ขอให้ศาล มีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง๙ แปลงดังกล่าว และให้มีคำสั่งเพิกถอนยกเลิกคำสั่งห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินทั้ง ๙ แปลงดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทน การแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยทั้งหกให้การว่า โจทก์ทั้งหกและผู้ซึ่งโจทก์ทั้งหกอ้างว่า เป็นผู้โอนสิทธิในที่ดินทั้ง ๗ แปลงนั้นให้แก่โจทก์เป็นผู้ไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายเพราะโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลงดังกล่าว ออกทับที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาซับประดู่และป่าเขามะกอก ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑,๒๓๕ (พ.ศ.๒๕๓๔) และการออกโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลงนี้เป็นการขอออกโฉนดแบบเฉพาะราย โดยบุคคลซึ่งโจทก์ทั้งหกได้รับโอนสิทธิมาไม่ได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ ถือว่าบุคคลเหล่านี้สละสิทธิครอบครอง รัฐมีอำนาจจัดที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ และเมื่อกรมป่าไม้ได้ประกาศให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวข้างต้นเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จึงทำให้ที่ดินแปลงดังกล่าวต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ตามข้อ ๘ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๔๙๗)การดำเนินการออกโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลง ไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๔ (พ.ศ.๒๕๑๕) ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินและออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เพราะได้กระทำไปโดยใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศที่ยังไม่มีใช้ การขอออกโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลงดังกล่าวเป็นการขอออกโฉนดที่ดินผืนใหญ่มีเนื้อที่ถึง๓๙๓ไร่ เพื่อประกอบธุรกิจการค้ามิใช่การขอออกโฉนดตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗มาตรา ๕๙ ทวิ ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งตกค้างการแจ้งการครอบครองให้มีที่ดินตามสมควร พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่ดินแปลงพิพาทเป็นเขตปฏิรูปที่ดินและคำสั่งเด็ดขาดไม่ ฟ้องคดีของพนักงานอัยการไม่อาจยกเลิกเพิกถอนสภาพความเป็นป่าสงวนแห่งชาติของที่พิพาทและไม่อาจยกเลิกความผิดในการออกโฉนดที่ดินทั้ง ๗แปลงทับที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยมิชอบ จำเลยทั้งหกเพียงแต่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าควรเพิกถอนโฉนดทั้ง ๗ แปลงตามมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเท่านั้น ยังไม่ได้มีความเห็นหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลงแต่อย่างใด กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวยังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นของผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิ คำสั่งอายัดสิทธิในการทำนิติกรรมในที่ดินพิพาทเป็นเพียงมาตรการทางปกครอง เพื่อรอคำสั่งว่าจะเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลงตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ป. หรือไม่เท่านั้นโจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งหกได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสีคิ้วพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งหกได้ซื้อที่ดินทั้ง ๙ แปลง ต่อมาประสงค์จะโอนที่ดินทั้ง ๙ แปลง แต่ที่ดินดังกล่าวถูกระงับการจำหน่ายจ่ายโอนเนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าโฉนดเลขที่ ๑๐๔๗๖ - ๑๐๔๗๘, ๑๐๔๘๑ - ๑๐๔๘๔ มีการออกโฉนดทับที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาซับประดู่หรือไม่ ส่วนที่ดินอีก ๒ แปลงที่เหลือ มิได้ถูกสงสัยว่าอยู่ในเขตป่าสงวน แต่ที่ดินติดกันจึงต้องโยงไว้เพื่อตรวจสอบก่อน ซึ่งที่ดินทั้ง ๙ แปลงดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากจำเลยทั้งหกและคณะกรรมการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดนครราชสีมา(กบร.) ตามขั้นตอน ซึ่งสุดท้ายสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาได้มีความเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องข้อกฎหมายและยังไม่เคยมีแนวทางปฏิบัติมาก่อน จึงส่งเรื่องหารือกรมที่ดิน หลังจากเรื่องอยู่ที่กรมที่ดินแล้ว โจทก์ทั้งหกได้ติดต่อจำเลยทั้งหกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเพื่อทราบผลการดำเนินการ แต่ไม่ได้รับคำตอบ จำเลยทั้งหกกลับเพิกเฉยไปในที่สุด การที่ที่ดินทั้ง ๙ แปลงถูกระงับการจำหน่ายจ่ายโอนนั้น เป็นเพียงกรณีหน่วยงานทางปกครองตั้งประเด็นสงสัยว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ เพื่อทำการตรวจสอบเท่านั้น ยังไม่มีการยืนยันโต้แย้งสิทธิว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ทั้งหก อีกทั้งสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นหน่วยงานที่ที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ก็มิได้ทำความเห็น ชี้ชัดว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวน โดยให้ความเห็นว่าโฉนดที่ดินนั้นมีผลใช้บังคับอยู่และเพื่อป้องกัน ความเดือดร้อนของราษฎร ตลอดจนปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ จึงไม่ควรต้องเพิกถอนโฉนดที่ดินในพื้นที่ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งมีผลเป็นการถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติ เทียบเคียงตามนัยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๓๔๑๖๖ ลงวันที่ ๖ตุลาคม ๒๕๔๒ แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นปัญหา ข้อกฎหมายและยังไม่เคยมีแนวทางปฏิบัติมาก่อน จึงส่งเรื่องให้กรมที่ดินเพื่อหารือว่าความเห็นของจังหวัดถูกต้องหรือไม่เท่านั้นโดยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง ๙ แปลงของโจทก์ทั้งหกแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของหน่วยงานทางปกครองที่จะทำการตรวจสอบที่ดินเพื่อ ความถูกต้องในการออกโฉนด แต่การกระทำของหน่วยงานทางปกครองนั้นล่าช้าเกินควร ทำให้โจทก์ ทั้งหกได้รับความเสียหายจากการถูกระงับจำหน่ายจ่ายโอนเพื่อตรวจสอบเท่านั้น คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยถึงสิทธิในที่ดินดังกล่าวอีก จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙(๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ คดีดังกล่าวจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า คดีนี้แม้ยังไม่มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาท ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหก ยื่นคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน ทั้งการที่จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์ทั้งหกออกโฉนดที่ดินทับที่ ป่าสงวนแห่งชาติ ก็เป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินโดยตรง คดีจึงมีประเด็นหลักแห่งคดีเป็น การโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ โจทก์ทั้งหกเป็นเอกชน ยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งหกร่วมกันซื้อที่ดินมีโฉนดจำนวน ๙ แปลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ และมีความประสงค์จะขายที่ดินดังกล่าวในปี พ.ศ.๒๕๓๘ แต่ถูกจำเลยที่ ๔ อายัดห้ามจำหน่ายจ่ายโอน เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าที่ดินของโจทก์ทั้งหกตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๔๗๖ ถึง ๑๐๔๗๘ และ ๑๐๔๘๑ ถึง ๑๐๔๘๔ มีการออกทับที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาซับประดู่หรือไม่ เพื่อดำเนินการเพิกถอนโฉนดทั้ง ๗ แปลงตามมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ(ป.ป.ป.) ที่เห็นว่าการออกโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลงดังกล่าวเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายส่วนที่ดินอีก ๒ แปลงที่เหลือไม่ได้ถูกสงสัยว่าอยู่ในเขต ป่าสงวนแต่ต้องโยงไว้เพื่อตรวจสอบก่อน ทั้งที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินทั้ง ๗ แปลง สรุปผลว่าบริเวณที่ตรวจสอบมีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีลักษณะเป็นที่ราบไม่มีสภาพป่า เป็นพื้นที่เหมาะแก่การเกษตรและไม่เป็นต้นน้ำลำธาร ทั้งไม่เป็นพื้นที่ ที่มีภาระผูกพันของกรมป่าไม้ ไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาซับประดู่ และไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ แต่จำเลยที่ ๔ กลับส่งเรื่องหารือกรมที่ดินเพราะเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายและยังไม่เคยมีแนวปฏิบัติ มาก่อน หลังจากนั้น โจทก์ทั้งหกได้ติดต่อจำเลยทั้งหกเพื่อทราบผลการดำเนินการเรื่อยมา แต่ไม่ได้รับคำตอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง ๙แปลงดังกล่าว และให้เพิกถอนคำสั่งห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินทั้ง ๙ แปลงดังกล่าวด้วย ส่วนจำเลยทั้งหกให้การว่า โจทก์ทั้งหกและ ผู้ซึ่งโอนสิทธิในที่ดินทั้ง ๗ แปลงให้แก่โจทก์ทั้งหก นั้น เป็นผู้ไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะโฉนดที่ดินทั้ง ๗ แปลงดังกล่าวออกทับที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาซับประดู่และ ป่าเขามะกอก ไม่ได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา ๕ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ถือว่าสละ สิทธิครอบครอง รัฐจึงมีอำนาจจัดที่ดินได้และกรมป่าไม้ได้ประกาศให้ที่ดินดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติแล้ว ทั้งการออกโฉนดที่ดินพิพาทไม่ถูกต้องตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้น แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งอายัดห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินแปลงพิพาทของฝ่ายปกครอง อันเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อทำการตรวจสอบก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งหกอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของตน และขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองกรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาท ทั้งฝ่ายจำเลยทั้งหกก็ให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาซับประดู่และป่าเขามะกอก โฉนดที่ดินพิพาทออกโดยทับที่ป่าสงวนดังกล่าวและไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและให้เพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทของฝ่ายปกครองตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ ความเสียก่อนว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นายบุญฤทธิ์ เกรียงไกรลิบ ที่ ๑ นายไพศาล ฉัตรเลขวนิช ที่ ๒ นางอรนุช ตันติวรวงศ์ ที่ ๓ นายกวีศักดิ์ ฉัตรเลขวนิช ที่ ๔ นางพัชราตะวันกาญจนโชติ ที่ ๕ และนายศักดา จริยะธนา ที่ ๖ โจทก์ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๓ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว ที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๕ กรมป่าไม้ ที่ ๖ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญฤทธิ์ เกรียงไกรลิบ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย ที่1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 18/2549
#415668
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๑๘/๒๕๔๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเหตุว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้วศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ นายสมัคร กิจค้า โจทก์ได้ยื่นฟ้องนายสถิตย์สวินทร ที่ ๑ กรมป่าไม้ ที่ ๒ นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ ที่ ๓ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ๔จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๓๘๙/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนจาก จำเลยที่ ๔ ในโครงการคลองเกาะยางฝั่งตะวันออก (กบ.๗๑) ในท้องที่ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ ๓,๓๑๓ ไร่ ระยะเวลา ๑๕ ปีตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๔ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๔ มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำป่าไม้ชายเลนของโจทก์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขสัมปทาน โดยเงื่อนไขสัมปทานกำหนดแบ่งพื้นที่สัมปทานออกเป็นแปลงย่อยจำนวน ๑๕ แปลง และอนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่สัมปทานเพียงปีละ๑แปลง ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนกันยายนของปีถัดไป โจทก์ได้ทำไม้ป่าชายเลนตามข้อกำหนดและเงื่อนไขสัมปทานตลอดมานับแต่วันที่ทำสัญญาสัมปทานจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๓๙ อันเป็นวันสิ้นสุดของรอบปีสัมปทานทำไม้ที่ ๑๐ และเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๙ อันเป็นเดือนเริ่มต้นในรอบปีสัมปทานทำไม้ที่ ๑๑ โจทก์นำเงินค่าเปิดป่ารายปีตามเงื่อนไขสัมปทานข้อ ๑๐ ไปชำระที่สำนักงานป่าไม้จังหวัดกระบี่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับชำระ อ้างว่าจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้ เลขที่ ท.๒๓/๑๓๖ ให้ยืดระยะเวลารับชำระเงินค่าเปิดป่ารายปีตามเงื่อนไขสัมปทานข้อ ๑๐ จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ ต่อมาในวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยมีคำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้ที่ ท.๑/๑ ลงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ ให้ป่าไม้จังหวัดกระบี่ขยายเวลารับชำระเงินค่าเปิดป่ารายปีออกไปจนกว่าจะมีคำสั่งยกเลิกสัมปทาน และให้หัวหน้าหน่วยจัดการป่าชายเลนที่ กบ.๘ (เกาะลันตา) มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ป่าชายเลน และไม่ส่งมอบพื้นที่สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขสัมปทาน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถทำไม้ป่าชายเลนได้ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขสัมปทาน และไม่สามารถตัดฟันต้นไม้ป่าชายเลนในพื้นที่สัมปทานนำมาเผาเป็นถ่านเพื่อนำออกขายในท้องตลาด การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจตามข้อกฎหมายในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ และข้อสัญญาสัมปทานที่โจทก์ได้ทำกับจำเลยที่ ๔ เป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะเรื่องสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนโดยอาศัยอำนาจในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๘ทวิ แต่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายให้ยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนตามพระราชบัญญัติป่าไม้และมติคณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี แต่มาดำเนินการมีคำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้ดังกล่าวเพื่อให้โจทก์หยุดการทำไม้ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขสัมปทาน โดยอ้างข้อสัญญาสัมปทานข้อ ๓๐ ทั้งที่ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ แต่ประการใด หากแต่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓เกรงว่าโจทก์จะขอเวนคืนสัมปทานเพื่อรับเงินชดเชยความเสียหายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๘ อัฏฐ หากมีคำสั่งยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี การกระทำละเมิดต่อโจทก์ของจำเลยที่ ๑ กระทำในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยวันที่จำเลยที่ ๑จะกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมีคำสั่งทางวิทยุในราชการ กรมป่าไม้ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ได้ขออนุมัติความเห็นชอบจากจำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้บังคับบัญชาและมีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำไม้ป่าชายเลนของโจทก์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขสัมปทาน และจำเลยที่ ๓ ก็ได้อนุมัติเห็นชอบให้จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งทางวิทยุอันเป็นมูลเหตุละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ได้กระทำในฐานะที่เป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๔ ดังนั้นจำเลยที่ ๔ จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์จากการกระทำของจำเลยที่ ๓ ด้วย ผลของการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ทำให้โจทก์ได้รับ ความเสียหาย ไม่สามารถเข้าตัดฟันไม้ป่าชายเลนในพื้นที่สัมปทาน ทำให้ขาดรายได้จากการนำไม้ป่าชายเลนในพื้นที่สัมปทานแปลงทำไม้ที่ ๑๑ ถึงแปลงทำไม้ที่ ๑๕ มาเผาถ่านออกขายในท้องตลาดในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นเงินปีละ ๘๐๐,๐๐๐ บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องอีก ๑,๗๔๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายถึงวันฟ้องจำนวน ๕,๗๔๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ติดใจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่เพียง ๔๐๐,๐๐๐ บาท แม้เหตุละเมิดจะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ และโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสี่ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เกินกว่า ๑ ปีนับแต่เกิดเหตุละเมิดก็ไม่ขาดอายุความ เพราะโจทก์เพิ่งทราบว่าคำสั่งระงับการทำไม้ป่าชายเลนของจำเลยที่ ๑ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อโจทก์เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายภายในกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคแรก และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๗๐๒/๒๕๔๘ ต่อศาลจังหวัดกระบี่ คดีอยู่ระหว่างพิจารณา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงต้องนับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๔๘ วรรคสองด้วย กรณีพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า มีอำนาจตามข้อสัญญาสัมปทานข้อ ๓๐ และให้ระงับการทำไม้ป่าชายเลนตามเงื่อนไขสัมปทาน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และมูลละเมิดอันเกิดเป็นข้อพิพาทในคดีนี้โจทก์ได้เคยนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ ๕๔๙/๒๕๔๖ ว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของ ศาลปกครอง โจทก์จึงนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า การที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะอธิบดี กรมป่าไม้ผู้แทนของจำเลยที่ ๒ ซึ่งได้รับมอบอำนาจตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนจากจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๔ แจ้งทางวิทยุให้ยืดระยะเวลาชำระเงินและระงับการทำไม้ไว้ก่อน เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามมติคณะรัฐมนตรี และได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๔ ผู้ให้สัมปทาน อันเป็นการใช้สิทธิตามเงื่อนไขสัมปทานข้อ ๓๐ ในการเพิ่มหรือลดข้อกำหนดหรือเงื่อนไขในสัมปทานได้ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของรัฐ เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของรัฐเพราะป่าไม้ชายเลนถูกทำลายเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาชายทะเลของชาติคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ให้ยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนทั้งหมด คำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ ของจำเลยที่ ๑ โดยได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ ๓ ผู้แทนของจำเลยที่ ๔ ผู้ให้สัมปทานเป็นการใช้สิทธิของผู้ให้สัมปทานตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งยังปรากฏว่าเคยมีคดีที่นายดำเกิงหรือโสพรรณ ผลิภัทร ผู้รับสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนรายหนึ่งเป็นโจทก์นำคดีไปฟ้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อศาลจังหวัดกระบี่ ซึ่งศาลจังหวัดกระบี่มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๔๔/๒๕๔๘ โดยวินิจฉัยว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ การที่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้แทนจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้ให้สัมปทานโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาสัมปทานข้อ๓๐ ซึ่งคู่สัญญามีอำนาจกระทำได้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็น การละเมิดต่อโจทก์ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ก่อนมีการจัดตั้งศาลปกครอง สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมกรณีผิดสัญญาสัมปทานมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ แต่เมื่อมีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นมาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕๑ บัญญัติให้การฟ้องคดีปกครองต้องฟ้องภายใน ๑ ปี นับแต่วันรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี กรณีผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนวันรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่ง การฟ้องคดีคือวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ แต่ศาลปกครองกลางเปิดทำการในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ จึงทำให้คดีผิดสัญญาสัมปทานป่าไม้ชายเลนทุกคดีขาดอายุความที่จะฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยเมื่อนำคดีไปฟ้องยังศาลปกครองก็จะได้รับการวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความ หากนำคดีไปฟ้องยังศาลยุติธรรม ก็จะได้รับคำวินิจฉัยว่าเป็นคดีผิดสัญญาสัมปทานอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ข้อพิพาทในประเด็นผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนจึงเยียวยาเฉพาะผู้รับสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนที่ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมก่อนศาลปกครองเปิดทำการเท่านั้น โจทก์จึงเลือกฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ ให้รับผิดฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ และฟ้องจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ให้รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๖ ต่อ ศาลยุติธรรม เนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อศาลปกครองสงขลาโดยศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยืน

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อศาลปกครองสงขลาเป็น คดีหมายเลขดำที่ ๒๖๒/๒๕๔๕ หมายเลขแดงที่ ๖๖/๒๕๔๖ ว่าคำสั่งของอธิบดีกรมป่าไม้ที่ให้ระงับการทำไม้ป่าชายเลนตามคำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้ ที่ ท. ๑/๑ ลงวันที่ ๑๐มกราคม ๒๕๔๐ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำบังคับให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะหน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาโดยเห็นว่า การกระทำของอธิบดีกรมป่าไม้ในการออกคำสั่งให้ระงับการทำไม้ป่าชายเลนตามคำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้ ที่ ท. ๑/๑ ลงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ นั้นเป็นการใช้สิทธิของผู้ให้สัมปทานตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน หากผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการถูกระงับการทำไม้ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน ก็จะต้องเรียกร้องค่าเสียหายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะคู่สัญญาสัมปทาน มิใช่เรียกร้องจากผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลยที่ ๒) ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าคำสั่งของอธิบดีกรมป่าไม้ที่ให้ระงับการทำไม้ป่าชายเลนตามคำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้ ที่ ท. ๑/๑ ลงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี (จำเลยที่ ๒) ในฐานะหน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ และหากผู้ฟ้องคดีประสงค์จะฟ้องว่าการกระทำของอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นการผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน ฉบับที่ ๑๖๒/๒๕๒๙ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเข้าเกณฑ์ลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ต้องยื่นฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีแต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันเมื่อผู้ฟ้องคดีได้ทราบคำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้เมื่อประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์๒๕๔๐ ผู้ฟ้องคดีอาจบอกเลิกสัญญาและฟ้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผู้ให้สัมปทานต่อศาลได้ภายในกำหนดสิบปี แต่โดยเหตุที่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการและผู้ฟ้องคดีมิได้นำคดีไปฟ้องต่อศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในขณะนั้น เมื่อศาลปกครองเปิดทำการในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองอันเป็นการพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้ว แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงให้อายุความในการฟ้องคดีเริ่มนับตั้งวันที่ศาลปกครองเริ่มเปิดทำการ ตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๕๔/๒๕๔๕ ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๕ จึงเป็นการยื่นฟ้องเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะข้อหาว่าการกระทำของอธิบดีกรมป่าไม้เป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองสงขลา

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้ที่ ท.๑/๑ ลงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ ให้ป่าไม้จังหวัดกระบี่ขยายระยะเวลารับชำระเงินค่าเปิดป่ารายปีตามเงื่อนไขสัมปทานข้อ ๑๐ ออกไปจนกว่าจะมีคำสั่งยกเลิกสัมปทาน และให้หัวหน้าหน่วยจัดการ ป่าชายเลนที่ กบ.๘ (เกาะลันตา) มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ป่า ชายเลน และไม่ส่งมอบพื้นที่สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ตามข้อกำหนดเงื่อนไขสัมปทาน โดยรับอนุมัติจากจำเลยที่ ๓ ผู้แทนของจำเลยที่ ๔ ผู้ให้สัมปทาน เป็นการใช้สิทธิของผู้ให้สัมปทานตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลหรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใดถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหารหรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปยังศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็วในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการ..." มาตรา ๑๒ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด แต่ศาลนั้นไม่รับฟ้องเพราะเหตุว่าคดีดังกล่าว อยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้วหากศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัย โดยให้นำความในมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม" และข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัย ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ บัญญัติว่า "ในกรณีดังต่อไปนี้ คณะกรรมการจะสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความก็ได้ (๒) การส่งเรื่องให้คณะกรรมการมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่พระราชบัญญัตินี้กำหนดไว้" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องกรมป่าไม้ จำเลยที่ ๒ ต่อศาลปกครองสงขลาว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยอ้างว่าอธิบดีกรมป่าไม้ ผู้แทนของจำเลยที่ ๒ ออกคำสั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ป่าชายเลนตามคำสั่งทางวิทยุในราชการกรมป่าไม้ ที่ ท. ๑/๑ ลงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาโดยเห็นว่า การกระทำของอธิบดีกรมป่าไม้ในการออกคำสั่งให้ระงับการทำไม้ป่าชายเลนดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิของผู้ให้สัมปทานตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน หากโจทก์ได้รับความเสียหายก็จะต้องเรียกร้องค่าเสียหายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะคู่สัญญาสัมปทาน จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และหากเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีโจทก์ก็ขาดอายุความ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ว่าการกระทำของอธิบดีกรมป่าไม้เป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองสงขลาว่า มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น โจทก์จึงมายื่นฟ้องเป็นคดีนี้ต่อศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ในมูลละเมิดอันเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ ๒ ทำละเมิดต่อโจทก์อันเป็นข้อหาเดียวกันกับที่ฟ้องยังศาลปกครองสงขลา จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ศาลแพ่งเห็นว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง จึงส่งความเห็นมายังคณะกรรมการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดต่อศาลปกครองสงขลาอันเป็นข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันกับคดีนี้ และศาลปกครองสงขลาเพียงแต่วินิจฉัยว่าการกระทำของอธิบดีกรมป่าไม้ในการออกคำสั่งให้ระงับการทำไม้ป่าชายเลนดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิของผู้ให้สัมปทานตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน หากโจทก์ได้รับ ความเสียหายก็จะต้องเรียกร้องค่าเสียหายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะคู่สัญญาสัมปทาน หรือหากโจทก์ฟ้องว่าอธิบดีกรมป่าไม้กระทำผิดสัญญาสัมปทานก็เข้าหลักเกณฑ์ของข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งคดีขาดอายุความแล้ว ศาลปกครองสงขลาไม่อาจรับฟ้องได้เช่นกัน เห็นได้ว่า ศาลปกครองสงขลายังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาเรื่องเขตอำนาจศาลในการรับฟ้องคดีแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒มาตรา ๑๒ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันมาฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลแพ่ง โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ศาลแพ่งจึงชอบที่จะทำความเห็นเรื่องเขตอำนาจศาลแล้วจัดส่งไปยังศาลปกครองสงขลาเพื่อทำความเห็นต่อไป ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑๙การที่ศาลแพ่งจัดทำความเห็นส่งมายังคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาล โดยที่ยังไม่ได้จัดส่งให้ศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจจัดทำความเห็นก่อนนั้น จึงเป็นการส่งเรื่องต่อคณะกรรมการโดยมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒กำหนดไว้ ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการย่อมมีอำนาจสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจาก สารบบความได้ ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ๒๙(๒)

จึงมีคำสั่งว่า การส่งเรื่องของศาลแพ่งคดีนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ อาศัยอำนาจตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๘
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมัคร กิจค้า
จำเลย — นายสถิตย์ สวินทร ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 17/2549
#415667
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑๗/๒๕๔๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองสงขลา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดตรัง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองสงขลาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘ นายประเสริฐ ชูชม ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๙/๒๕๔๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๔๕ พันตำรวจตรี ปกป้อง ท่อแก้ว กับพวกรวม๘คน ซึ่งอยู่ประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ได้ทำการจับกุมผู้ฟ้องคดีกับพวกรวม ๓ คน ในความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ พร้อมยึดเรือประมงและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้เป็นของกลางซึ่งต่อมาผู้ฟ้องคดีกับพวกถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดตรัง ศาลจังหวัดตรังมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดผู้ฟ้องคดีจึงติดต่อขอรับเรือประมงพร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ถูกยึดไว้เป็นของกลางคืน แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถคืนให้ผู้ฟ้องคดีได้เนื่องจากเรือประมงและอุปกรณ์ต่าง ๆ จมอยู่ใต้น้ำและมีสภาพทรุดโทรมเสียหายมากไม่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ดังเดิมผู้ฟ้องคดีจึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง และมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีและสถานีตำรวจภูธรจังหวัดตรังชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำของพันตำรวจตรี ปกป้อง ท่อแก้ว กับพวก ต่อมาตำรวจภูธรภาค ๙ ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาว่า พันตำรวจตรี ปกป้อง ท่อแก้ว กับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยหลังจับกุมได้ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรังดำเนินการต่อแล้ว จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาของกลางทั้งต่อมาพนักงานสอบสวนได้คืนของกลางให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดในสภาพปกติแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับหนังสือดังกล่าว และเห็นว่าการกระทำของพันตำรวจตรี ปกป้อง ท่อแก้ว กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดี ที่จับกุมผู้ฟ้องคดีกับพวก โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และการละเลยไม่ดูแลทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่เป็นของกลาง ทำให้ทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายก่อนศาลในคดีอาญาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เป็นการกระทำละเมิดทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองสงขลาขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นจำนวนเงิน ๓๔๐,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การจับกุมและการดำเนินคดีต่อผู้ฟ้องคดีของเจ้าพนักงานเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้ฟ้องคดีกับพวกและพนักงานสอบสวนผู้เก็บรักษาของกลางไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การใช้อำนาจจับกุมบุคคลผู้กระทำความผิดซึ่งหน้าและการดูแลรักษาของกลางเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากมีความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้อำนาจดังกล่าวก็เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะตรวจสอบ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ผู้ฟ้องคดียื่นคำชี้แจงว่า คดีนี้เป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับความรับผิดในทางละเมิดที่เกี่ยวเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการละเมิดก็เป็นผลมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติจนเกิดความเสียหายคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองสงขลาเห็นว่า การเก็บรักษาของกลางเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจตามที่กำหนดไว้ในระเบียบการตำรวจภาค ๑ ระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดีลักษณะ ๑๕ การฟ้องเรียกค่าเสียหายกรณีที่ทรัพย์ของกลางเสียหายหรือสูญหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๔๑/๒๕๔๗ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตรังเห็นว่า เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา๘๕บัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานที่ยึดสิ่งของใดไว้ในคดีอาญา มีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุดเมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ดังนั้น การดูแลรักษาของกลางในคดีอาญา เป็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นราษฎรยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐว่า เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีจับกุมผู้ฟ้องคดีกับพวกในความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐พร้อมยึดเรือประมงและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้เป็นของกลางแล้วส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี แต่ศาลจังหวัดตรังมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ผู้ฟ้องคดีติดต่อขอรับเรือประมงพร้อมอุปกรณ์ที่ถูกยึดไว้เป็นของกลางคืน แต่เรือประมงและอุปกรณ์ต่าง ๆ จมอยู่ใต้น้ำมีสภาพทรุดโทรมเสียหายมากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ฟ้องคดีกับพวกโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งยังละเลยไม่ดูแลทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่เป็นของกลาง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำเรือประมงพร้อมอุปกรณ์ไปใช้ประกอบอาชีพได้ จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้ฟ้องคดีกับพวกและพนักงานสอบสวนผู้เก็บรักษาของกลางไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การจับกุมและการดำเนินคดีต่อผู้ฟ้องคดีกับพวกเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่วนการเก็บรักษาของกลางของพนักงานสอบสวนก็เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติคดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่เห็นว่า การดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญาอันอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ดังนั้น แม้ว่าในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการอาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย แต่ขั้นตอนใดเป็นการกระทำตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำในขั้นตอนนั้นก็ย่อมอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่หากการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเข้าเกณฑ์เป็นการกระทำละเมิดหรือเป็นความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒การกระทำนั้นก็จะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง เมื่อคดีนี้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ฟ้องคดีกับพวกในความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ อันเป็นความผิดอาญา โดยใช้อำนาจในการจับกุม ค้น ยึดและพิสูจน์ของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิด จึงเป็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดอำนาจไว้เป็นการเฉพาะ การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าในระหว่างการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีในการจับกุมผู้ฟ้องคดีกับพวกโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และละเลยไม่ดูแลทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่เป็นของกลาง ทำให้ทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม ดังนั้น การฟ้องเรียกค่าเสียหายของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายประเสริฐ ชูชม ผู้ฟ้องคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายประเสริฐ ชูชม
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 16/2549
#415673
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๖/๒๕๔๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๘ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โจทก์ ยื่นฟ้อง นางประภา วิริยะประไพกิจ หรือวิริยประไพกิจ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๘๘/๒๕๔๘ ความว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ พ.ศ. ๒๕๒๘ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกของรัฐในการดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินที่อยู่ในกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มีความมั่นคง และมีเสถียรภาพ และยังมีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ตลอดทั้งอำนาจที่จะลงทุนในกิจการต่างๆ โดยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดการกองทุนตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย เมื่อวันที่๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอลสหวิริยา จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันการเงินแห่งหนึ่งที่อยู่ในกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำสัญญาค้ำประกันภาระหนี้สินของบริษัทดังกล่าวที่มีต่อโจทก์ ทั้งที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาหรือที่จะมีขึ้นในอนาคตโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยก่อนทำสัญญาค้ำประกันระหว่างวันที่ ๔มีนาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ โจทก์ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด ในรูปเงินช่วยเหลือจำนวน๑,๕๓๗,๐๐๐,๐๐๐ บาทและเงินให้กู้ยืมจำนวน ๙๕๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท และหลังทำสัญญาค้ำประกันระหว่างวันที่ ๒๓มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๑ โจทก์ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินในรูปเงินช่วยเหลืออีกจำนวน ๓๓๓,๙๙๖,๔๕๘.๒๖ บาท รวมเป็นเงินช่วยเหลือจำนวน๑,๘๗๐,๙๙๖,๔๕๘.๒๖ บาท สำหรับเงินให้กู้ยืมนั้น ภายหลังโจทก์ได้รับคืนต้นเงินจำนวน๑๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท คงเหลือต้นเงินให้กู้ยืมจำนวน ๘๐๘,๐๐๐,๐๐๐ บาทนอกจากนี้ เมื่อวันที่๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด ยังขอรับเงินลงทุนจากโจทก์จำนวน ๑๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำไปลงทุนในตลาดการเงินระหว่างสถาบันการเงิน ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ เกิดวิกฤตการณ์ ทางการเงินของประเทศ โจทก์ออกมาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบสถาบันการเงินด้วยการรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของสถาบันการเงินที่มีปัญหา รวมถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด ด้วย โดยระหว่างวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๐ โจทก์ได้จ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินรวม ๕๐ ฉบับ ที่ได้รับอาวัลไว้ให้ผู้ฝากเงินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด รวมเป็นเงิน ๓๔๔,๘๔๕,๙๕๘.๘๗ บาท ต่อมากระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยมีประกาศให้สถาบันการเงิน ๑๖ แห่ง รวมถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด ปิดกิจการชั่วคราว และออกมาตรการคุ้มครองผู้ฝากเงินที่สุจริต โดยรับแลกเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทที่ถูกปิดกิจการกับตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) แล้วบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินของตนชำระหนี้ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด หลายร้อยรายเข้าร่วมโครงการดังกล่าว แต่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจจำกัด (มหาชน) ขาดสภาพคล่องไม่สามารถจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากได้ ดังนั้น ระหว่างวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ โจทก์ให้ความช่วยเหลือโดยจ่ายเงินให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ออกให้ผู้ฝากเงินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยาจำกัด ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ๒๖ ฉบับ ชำระหนี้ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย ธนกิจจำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมทั้งโอนสิทธิเรียกร้องและภาระผูกพันตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ รวมต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน ๒,๓๓๖,๔๖๗,๔๙๙.๘๘ บาท นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ มาตรา ๒๙ เบญจ และตามข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยการนำส่งเงินเข้ากองทุน พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดให้สถาบันการเงินทุกแห่งต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนดังกล่าว แต่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด ไม่นำเงินส่งเข้ากองทุนให้โจทก์ งวดเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ จำนวน ๔,๒๒๕,๐๓๙.๐๓ บาท จึงต้องชำระเงินเพิ่มเป็นเงิน๖,๙๗๑,๓๑๔.๔๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๑,๑๙๖,๓๕๓.๔๓ บาท ต่อมาวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๐สถาบันการเงิน ๕๖ แห่ง รวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด ถูกปิดกิจการ และเนื่องจากแผนฟื้นฟูกิจการไม่ผ่านความเห็นชอบ การดำเนินงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด จึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเพื่อขายทรัพย์สิน ชำระบัญชี และชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมด แต่ได้รับอนุมัติให้ได้รับชำระหนี้ในอัตราร้อยละ๒๒.๔๖๒๓ หรือจำนวน ๑,๓๔๑,๔๕๖,๕๐๗.๒๐ บาท โจทก์จึงนำมาเฉลี่ยหักชำระหนี้ประเภทต่าง ๆ แล้ว คงเหลือต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น ๔,๘๕๗,๔๐๕,๑๗๙.๕๑ บาท ต่อมา ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอลฯ ตกเป็นบุคคลล้มละลายตามคำร้องขอของผู้ชำระบัญชี ซึ่งโจทก์ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับชำระจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินช่วยเหลือ เงินกู้ยืม เงินลงทุน หนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามโครงการรับแลกเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงิน หนี้เงินนำส่งเข้ากองทุนและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาหรือข้อตกลงให้ความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด เป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครองอย่างหนึ่ง สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาให้ ความช่วยเหลือทางการเงินดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลหนี้ประธานที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน อันเป็นสัญญาอุปกรณ์ คือหนี้เงินช่วยเหลือ เงินกู้ยืม เงินลงทุน หนี้อาวัลตั๋วสัญญา ใช้เงิน หนี้ตามโครงการรับแลกเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงิน หนี้เงินนำส่งเข้ากองทุนและเงินเพิ่ม เหล่านี้ล้วนเป็นหนี้ระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด ซึ่งมีความเป็นมาตั้งแต่บริษัทดังกล่าวยังไม่ประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ เช่นการให้เงินลงทุนเพื่อให้บริษัทนำไปลงทุนหาประโยชน์ในตลาดการเงินระหว่างสถาบันการเงินต่อมาเมื่อบริษัทมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง โจทก์มีมาตรการช่วยเหลือในรูปของเงินช่วยเหลือหรือเงินให้กู้ยืม เป็นต้น และเมื่อผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้ของบริษัทเกิดความไม่มั่นใจ โจทก์ก็เข้าไปอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินให้ จนในที่สุดเมื่อจำต้องปิดกิจการ โจทก์ก็เข้าไปมีส่วนเป็นแหล่งเงินทุนให้กลไกของรัฐในโครงการรับแลกเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อคุ้มครองผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้ที่สุจริต ส่วนหนี้เงินนำส่งเข้ากองทุนและเงินเพิ่มนั้น ก็เป็นไปตามที่ระบุไว้ในมาตรา๒๙เบญจ ของพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕พ.ศ. ๒๕๒๘ กล่าวคือ เพื่อให้โจทก์มีเงินและทรัพย์สินเพียงพอที่จะดำเนินการตามวัตถุประสงค์ได้ และมูลเหตุที่โจทก์เข้าเป็นคู่สัญญาหรือเป็นเจ้าหนี้ตามมูลหนี้ดังกล่าว ก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๙ ตรี ของพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ว่า เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพและเหตุที่ต้องมีการจัดตั้งกองทุนโจทก์ขึ้น ก็เป็นไปตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนด กล่าวคือ เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือในทางการเงินเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ โดยเฉพาะเมื่อมีวิกฤตการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในระบบสถาบันการเงิน กล่าวโดยสรุปก็คือ เพื่อที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ อันมีผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม ถือเป็นประโยชน์สาธารณะอย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองและมาตรการของโจทก์ที่ออกมาในรูปต่าง ๆ อันก่อให้เกิดภาระหนี้ระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด นั้น เนื่องมาแต่วัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงถือเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครองอย่างหนึ่ง เมื่อมูลหนี้ประธานดังกล่าว เป็นสัญญาทางปกครองแล้ว การที่จะวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ ก็ย่อมต้องอาศัยสัญญาประธานเป็นสำคัญ ดังนั้น สัญญาค้ำประกันในคดีนี้จึงถือเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น ไม่ว่าหนี้นั้นจะเกิดขึ้นหรือมีอยู่แล้วขณะทำสัญญาค้ำประกันหรือจะเกิดขึ้นต่อไปในภายหน้า กรณี ตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลยตามสัญญาค้ำประกัน ซึ่งการที่จะพิจารณาวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยตามหนี้สัญญาค้ำประกัน ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ต้องอาศัยหนี้ตามสัญญาประธานเป็นสำคัญ จึงมีปัญหาต้องพิจารณาในเบื้องต้นก่อนว่า หนี้ตามสัญญาประธาน ซึ่งได้แก่หนี้เงินช่วยเหลือ หนี้เงินให้กู้ยืม หนี้เงินลงทุน หนี้ภาระอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน หนี้ตามโครงการรับแลกเปลี่ยน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และหนี้นำเงินเข้ากองทุนและเงินเพิ่ม ระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด เป็นหนี้ตามสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ การที่สัญญาใดจะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒สัญญานั้นจะต้องมีลักษณะ ดังนี้ ประการแรก คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งต้องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนรัฐ และประการที่สอง สัญญานั้นต้องมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ ตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษแสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการบริการสาธารณะบรรลุผล ดังนั้น หากสัญญาใดเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐมุ่งผูกพันตนกับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และมิได้มีลักษณะเช่นที่กล่าวมาข้างต้น สัญญานั้นย่อมเป็นสัญญาทางแพ่งเมื่อคดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลได้รับการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยพุทธศักราช ๒๔๘๕ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกของรัฐในการดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โจทก์จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด ในรูปของการให้เงินช่วยเหลือ เงินให้กู้ยืม เงินลงทุน การรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน และการรับแลกเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงิน หาได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือมีลักษณะให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงกับโจทก์ แต่มีลักษณะเป็นสัญญาที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด ขอเข้ารับบริการสาธารณะ จากโจทก์เท่านั้นโดยมุ่งผูกพันตนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค สัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด จึงเป็นสัญญาทางแพ่งหาใช่สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนหนี้นำเงินเข้ากองทุนและเงินเพิ่มนั้น เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙เบญจ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ จึงมิใช่หนี้ตามสัญญาทางปกครองเช่นกัน และเมื่อหนี้ตามสัญญาให้ความช่วยเหลือดังกล่าวระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด ซึ่งเป็นหนี้ตามสัญญาประธานไม่ใช่หนี้ตามสัญญาทางปกครอง จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒คดีพิพาทตามสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเดียวกับสัญญาประธาน จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จำเลยยื่นคำร้องเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ โดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ข้อ ๒๔ คัดค้านความเห็นของศาลปกครองที่เห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมว่าไม่น่าจะถูกต้องเนื่องจากศาลปกครองกลางสรุปเนื้อหาคำร้องของจำเลยแต่เพียงว่า จำเลยยื่นคำร้องว่าสัญญาหรือข้อตกลงให้ความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด ซึ่งเป็นสัญญาให้จัดทำบริการสาธารณะจึงเป็นสัญญาทางปกครองอย่างหนึ่ง สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินดังกล่าวย่อมเป็นสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งที่ตามความเป็นจริงในเนื้อหาคำร้องของจำเลย จำเลยมิได้บรรยายแต่เพียงว่าสัญญาหรือข้อตกลงให้ความช่วยเหลือทางการเงินดังกล่าวเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะจึงเป็นสัญญาทางปกครองอย่างหนึ่ง เท่านั้น แต่จำเลยได้แสดงให้เห็นว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามสัญญาค้ำประกันในคดีนี้เป็นสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเพราะสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาประธานที่เป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ และสัญญาค้ำประกันก็เป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพเช่นกัน การที่จำเลยเห็นว่าสัญญาหรือข้อตกลงให้ความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด เป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพเพราะสัญญาหรือข้อตกลงดังกล่าวมีโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง วัตถุประสงค์ของสัญญาหรือข้อตกลงคือการที่รัฐบาลต้องการที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงซึ่งจะเป็นต้นเหตุสำคัญที่จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อไป อันมีผลกระทบในทางลบต่อประโยชน์สาธารณะอย่างมหาศาล โดยให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินเอกชนที่ขาดสภาพคล่องทางการเงินเพื่อให้ประชาชนผู้ฝากเงินเกิดความมั่นใจในสถาบันการเงินและระบบการเงินของประเทศรวมทั้ง การรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศและให้สถาบันการเงินเหล่านั้นสามารถนำเงินช่วยเหลือดังกล่าวไปจ่ายให้แก่ประชาชนผู้ฝากเงินเมื่อมีความต้องการที่จะไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงิน การให้ความช่วยเหลือทางการเงินของโจทก์ แก่สถาบันการเงินเหล่านี้รวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด ด้วย ย่อมถือได้ว่าเป็น การแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะอันเป็นการบริการสาธารณะ ซึ่งแตกต่างจากการกู้ยืมเงินตามปกติในทางธุรกิจเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเอกชนเท่านั้น ระบบกฎหมายของสัญญาหรือข้อตกลงให้ความช่วยเหลือทางการเงินในคดีนี้อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายพิเศษ คือพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ พระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ (ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ. ๒๕๔๐ พระราชกำหนดการปฏิรูปสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ พระราชกำหนดการปฏิรูปสถาบันการเงิน(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นกฎหมายมหาชนที่แตกต่างจากระบบกฎหมายของสัญญากู้ยืมเงินตามปกติในทางธุรกิจของเอกชน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัดที่เกิดขึ้นตามสัญญาหรือข้อตกลงให้ความช่วยเหลือทางการเงินในคดีนี้จึงเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ข้อพิพาท ที่เกิดขึ้นจึงเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง และเมื่อสัญญาค้ำประกันในคดีนี้เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาหรือข้อตกลงให้ความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัดซึ่งเป็นสัญญาประธานแล้ว สัญญาค้ำประกันในคดีนี้จึงเป็นสัญญาทางปกครอง และเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพด้วยเพราะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและข้อตกลงในสัญญาแสดงให้เห็นเอกสิทธิ์ของรัฐเพราะมีข้อสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษประเภทที่ไม่ค่อยพบเห็นได้ในสัญญาตามกฎหมายเอกชน และสัญญาค้ำประกันในคดีนี้โดยแท้จริงแล้วเป็นสัญญาที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริการสาธารณะคือการแทรกแซงของรัฐในทางเศรษฐกิจเพื่อการรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม ความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเงินของสังคม โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประโยชน์สาธารณะ โจทก์จึงเป็นเครื่องมือในการจัดทำการบริการสาธารณะผ่านสถาบันการเงินเหล่านั้น และแม้ว่าศาลปกครองกลางจะนำหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาทางปกครองโดยยึดหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบหลักเกณฑ์ตามที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้กำหนดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ ก็ตาม แต่ก็เป็นการตีความขัดต่อเจตนารมณ์ ที่แท้จริงในการตราบทบัญญัติ มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับคำนิยามของคำว่าสัญญาทางปกครอง มุ่งประสงค์ที่จะให้มีการพัฒนาไปให้ถึง โดยได้มีการตราบทบัญญัติมาตราดังกล่าวโดยใช้คำว่า "สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง..." เพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงในการตราบทบัญญัตินี้อย่างแจ้งชัดว่า มีความประสงค์ที่จะให้เข้าใจตรงกันว่าสัญญาทางปกครองนั้น ไม่ได้มีเพียงสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ เพราะไม่ได้บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความว่า..." แต่อย่างใด อันเป็นการมอบภารกิจให้แก่องค์กรตุลาการในการพัฒนาสัญญาทางปกครองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปโดยใช้หลักเกณฑ์ใน การพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพที่เป็นสากลซึ่งมีที่มาจากประเทศต้นแบบที่ใช้ระบบศาลคู่ซึ่งประเทศไทยได้รับอิทธิพลในทางความคิดเชิงวิชาการกฎหมายมา โดยหลักเกณฑ์สากลในการพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพนั้นมีว่า "สัญญาที่ทำกันระหว่างนิติบุคคลมหาชนกับบุคคลเอกชนนั้นจะเป็นสัญญาทางปกครองได้ ก็ต่อเมื่อสัญญานั้นเป็นนิติกรรมในการบริหารแบบมหาชน ทั้งนี้โดยอาจจะเป็นเพราะสัญญานั้นมีข้อสัญญาที่มีลักษณะพิเศษ หรืออาจจะเป็นเพราะวัตถุแห่งสัญญาหรือวัตถุประสงค์ของสัญญานั้น หรือเป็นเพราะระบบของสัญญานั้นการที่ศาลปกครองกลางได้พิจารณาและให้เหตุผลแต่เพียงว่าสัญญาหรือข้อตกลงที่โจทก์ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด ไม่เป็นสัญญาทางปกครองเพราะสัญญาหรือข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง แต่มีลักษณะเป็นสัญญาที่ขอเข้ารับการบริการสาธารณะจากโจทก์โดยมุ่งผูกพันตนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคเช่นนี้นั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้องเพราะการพิจารณาและให้เหตุผลเช่นนี้เกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปเองว่าสัญญาใดเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพจะต้องเข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่งตามที่กล่าวอ้างข้างต้น หากพิจารณาบทบัญญัติ มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งบัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง..." ย่อมเข้าใจได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งที่จะให้มีการพัฒนาไปให้ถึง จำเลยจึงเห็นว่าสัญญาค้ำประกันในคดีนี้เป็นสัญญาทางปกครองเพราะสัญญาประธานเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพเพราะเข้าลักษณะหรือเข้าองค์ประกอบของความเป็นสัญญาทางปกครองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเป็นทั้งสัญญาทางปกครองโดยสภาพเพราะวัตถุแห่งสัญญาหรือวัตถุประสงค์ของสัญญาและก็ยังเป็นทั้งสัญญาทางปกครองโดยสภาพเพราะระบบของสัญญาในขณะเดียวกัน และยิ่งไปกว่านั้น สัญญาค้ำประกันในคดีนี้เองก็เป็นสัญญาที่เข้าลักษณะหรือเข้าองค์ประกอบของความเป็นสัญญาทางปกครองอย่างครบถ้วนในตัวเองอีกประการหนึ่งด้วยตามบทบัญญัติมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง จำเลยจึงเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๓มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยทำสัญญาค้ำประกันภาระหนี้สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล สหวิริยา จำกัด ทั้งที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาหรือที่จะมีขึ้นในอนาคตไว้ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาโจทก์ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล ฯก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศในเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ ในรูปเงินช่วยเหลือ และเงินให้กู้ยืม ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวโจทก์ได้ออกมาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบสถาบันการเงินด้วยการรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของสถาบันการเงินที่มีปัญหารวมถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล ฯ ซึ่งโจทก์ได้จ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินรวม๕๐ ฉบับ ที่ได้รับอาวัลไว้ให้ผู้ฝากเงินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล ฯ รวมเป็นเงิน๓๔๔,๘๔๕,๙๕๘.๘๗ บาท และเมื่อทางการประกาศให้สถาบันการเงิน ๑๖ แห่ง รวมถึงบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล ฯ ปิดกิจการชั่วคราว และออกมาตรการคุ้มครองผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ที่สุจริต โดยรับแลกเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทที่ถูกปิดกิจการกับตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ในการนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล ฯ ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ๒๖ ฉบับ ชำระหนี้ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ ฯ เมื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ ฯ ขาดสภาพคล่อง โจทก์ก็ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ ฯ รวมต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน ๒,๓๓๖,๔๖๗,๔๙๙.๘๘ บาท กับมีภาระหนี้อีกส่วนหนึ่งที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล ฯ ขาดส่งเงินเข้ากองทุนให้โจทก์ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ มาตรา ๒๙ เบญจ และตามข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วย การนำส่งเงินเข้ากองทุน พ.ศ. ๒๕๔๐ งวดเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ รวมเงินที่ต้องชำระพร้อมเงินเพิ่มจำนวน๑๑,๑๙๖,๓๕๓.๔๓ บาท บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอลฯ จึงมีภาระหนี้สินต่อโจทก์ประกอบด้วยหนี้เงินช่วยเหลือ เงินกู้ยืม เงินลงทุน หนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน หนี้ตามโครงการรับแลกเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงิน และหนี้เงินนำส่งเข้ากองทุนและเงินเพิ่ม ซึ่งเมื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอลฯ ถูกปิดกิจการโจทก์ได้รับชำระหนี้จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินบางส่วนคงเหลือต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น ๔,๘๕๗,๔๐๕,๑๗๙.๕๑ บาท ซึ่ง ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอลฯ ตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว และโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับชำระ จึงฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์

คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า มูลหนี้ตามสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล ฯ อันเป็นมูลหนี้ประธานเป็นสัญญาทางแพ่ง หรือสัญญาทางปกครองเห็นว่า โดยที่มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษา คดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันได้บัญญัติไว้ว่า "สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โจทก์ จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ พ.ศ.๒๕๒๘ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกของรัฐในการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่อยู่ในกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ ตามมาตรา ๒๙ ตรี แห่งพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ พ.ศ. ๒๕๒๘ และยังมีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ตลอดทั้งอำนาจที่จะลงทุนและดำเนินธุรกรรมในกิจการต่าง ๆ อาทิถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง ซื้อขาย เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม รับจำนำ รับจำนอง ให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน รับอาวัล ฯลฯ ตามมาตรา ๒๙ อัฏฐ แห่งพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๐ โจทก์จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ และเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การดำเนินกิจการของโจทก์จึงมีทั้งการใช้อำนาจทางปกครองและการใช้อำนาจในการทำธุรกรรมทางแพ่งทั่วไป หากการดำเนินกิจการใดของโจทก์มีการใช้อำนาจทางปกครองและเกิดข้อพิพาทขึ้น ก็จะอยู่ในอำนาจตรวจสอบของศาลปกครอง แต่หากการดำเนินกิจการใดของโจทก์มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง ก็จะอยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลยุติธรรม สำหรับคดีนี้มูลพิพาทสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอล ฯ ในรูปเงินช่วยเหลือ เงินให้กู้ยืม เงินลงทุน การรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินและการรับแลกเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินโดยคิดค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ยด้วยนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอลฯ ในกรณีนี้จึงเป็นการดำเนินกิจการในการทำธุรกรรมทางแพ่งทั่วไปที่โจทก์มิได้ใช้อำนาจทางปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นไปในลักษณะของการขอเข้ารับบริการจากโจทก์เท่านั้น และมีลักษณะมุ่งผูกพันตนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และแม้สัญญาการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะมีโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งก็ตาม แต่ก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอลฯ จึงเป็นนิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง ที่ศาลยุติธรรมมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา ส่วนหนี้นำเงินเข้ากองทุนและเงินเพิ่มนั้น ก็มิได้เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตามสัญญา แต่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙ เบญจ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ ทั้งการดำเนินการฟื้นฟูกิจการหากแผนฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับกิจการไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินผู้ชำระบัญชีที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินก็จะดำเนินการขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทตลอดจนยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายให้สั่งให้บริษัทตกเป็นบุคคลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๘๘ ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการในทางแพ่ง มูลคดีนี้ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอลฯ ตกเป็นบุคคล ล้มละลายแล้ว เมื่อสัญญาหลักอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ข้อพิพาทคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยซึ่งเป็น ผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซีแอลฯ อันเป็นสัญญาอุปกรณ์ ซึ่งเป็นสัญญา ทางแพ่ง ย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โจทก์ นางประภา วิริยะประไพกิจ หรือวิริยประไพกิจ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๑๐
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
จำเลย — นางประภา วิริยะประไพกิจ หรือวิริยประไพกิจ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2549
#415666
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๕/๒๕๔๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘ นางนงลักษณ์ ถาวดี ที่ ๑ นางวิวัชรินทร์ ถาวดี ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลหนองหอย ที่ ๑ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต ๑ (ภาคเหนือ) จังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๑/๒๕๔๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๐๙๕ เลขที่ดิน ๑๔๗๗ ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๒ กำนันตำบลหนองหอย พร้อมด้วยเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ของอำเภอเมืองเชียงใหม่ ขอให้ผู้ฟ้องคดีบริจาคที่ดินเพื่อเป็นทางสาธารณะเข้าสู่ที่ดินและที่อยู่อาศัยบริเวณนั้น โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า เจ้าของที่ดินทุกแปลงที่ถนนตัดผ่านจะต้องยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะโดยมีความกว้างของถนนที่หักแบ่งให้เป็นทางสาธารณะคนละ ๒ เมตร เท่าๆ กัน และมีความยาวตลอดแนวความยาวของที่ดินแต่ละแปลง ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองตกลงยินยอมสละที่ดินด้านทิศตะวันตก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ผู้ฟ้องคดีได้ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินผลการรังวัดทำให้ทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้สร้างถนนและปักเสาพาดสายไฟฟ้าตามข้อตกลงข้างต้น กล่าวคือ ถนนคอนกรีตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตลอดจนเสาและสายไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งหมดซึ่งการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของอื่นใดที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำบนที่ดินของผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดินในส่วนที่รุกล้ำและชดเชยความเสียหายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซื้อที่ดินส่วนที่เป็นถนนและที่ดินส่วนที่ได้รับผลกระทบหากไม่มีวิธีการแก้ไขด้วยวิธีการใดๆ ในราคา ๗๐๐,๐๐๐ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิด เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างถนนที่พิพาทมาแต่แรก การก่อสร้างถนนได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ขณะที่ยังมิได้ยกฐานะสภาตำบลหนองหอยเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหอย เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๓๔ กำนันตำบลหนองหอยในขณะนั้นได้รับแจ้งความจำนงยินยอมสละที่ดินยกให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ (ถนนดิน) โดยเจ้าของที่ดินแต่ละแปลงได้ทำบันทึกการตกลงยินยอมสละที่ดินเพื่อการดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรคิดเป็นความกว้างของถนนที่หักแบ่งให้เป็นทางสาธารณะคนละ ๒ เมตร เท่าๆ กัน และมีความยาวตลอดแนวความยาวของที่ดินแต่ละแปลง แต่ได้ตรวจสอบพบว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และสามีซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในขณะนั้น ได้แสดงความจำนงยินยอมสละที่ดินด้านตะวันตกเพื่อเป็นถนนสาธารณะประโยชน์ ความกว้างและความยาวของที่ดินมิได้ระบุ แต่ได้ตกลงยกให้ตามที่คณะกรรมการหมู่บ้านเห็นชอบ และในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ทางหมู่บ้านได้รับการจัดสรรงบประมาณผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการก่อสร้างถนนดังกล่าวเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยสร้างตามแนวถนนเดิมที่มีการตกลงยินยอมสละที่ดินเพื่อเป็นทางสาธารณะ ประกอบกับการก่อสร้างถนนได้กำหนดแนวถนนให้ตรงกับสะพานข้ามลำเหมืองพญาคำซึ่งมีอยู่เดิมโดยไม่ทราบแนวเขตของโฉนดแต่ละแปลง งบประมาณในการก่อสร้างดังกล่าวได้จัดสรรโดยตรงสู่หมู่บ้าน มิได้ผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหอยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ในฐานะผู้รับมรดกจากนายดวงคำ ถาวดี สามีของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยินยอมบริจาคหรือสละที่ดินส่วนหนึ่งด้านทิศตะวันตกเพื่อให้เป็นถนนสาธารณะใช้ประโยชน์ร่วมกันความยาวตามกรรมการหมู่บ้านเห็นชอบ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก็ได้ปักเสาพาดสายลงบนทางสาธารณะดังกล่าวตามเจตนาและวัตถุประสงค์ของกรรมการหมู่บ้าน ผู้ร่วมบริจาครายอื่นรวมถึงผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับทราบเหตุในคดีนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ จนถึงปัจจุบัน เมื่อนับเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นปีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองบริจาคให้เป็นทางสาธารณะ และปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ซึ่งเป็นปีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการปักเสาพาดสายไฟฟ้ามาตามทางสาธารณะที่มีผู้บริจาคดังกล่าวข้างต้นตามแนวที่มีอยู่แต่เดิมโดยสุจริตเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปีแล้ว ที่ดินบริเวณนี้จึงตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ ประกอบกับผู้ฟ้องคดีทั้งสองก็ได้รับทราบภาระจำยอมดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นโดยมิได้ทักท้วงแต่ประการใด จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการสำรวจเพื่อให้บริการแก่ประชาชนในบริเวณดังกล่าวเพื่อให้เป็นมาตรฐานและความปลอดภัยตามระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงประสานงานกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อขอชี้แนวเขตของถนนสาธารณะเพื่อจะดำเนินการปักเสาไฟฟ้า ซึ่งแนวถนนดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงพิพาทในคดีนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทราบจากการชี้แนวเขตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าวใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงทำการปักเสาและพาดสายไฟฟ้าเพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในบริเวณนั้นจำนวน ๑ ต้น ส่วนเสาไฟฟ้าอีก ๒ ต้น ตามผังการรุกล้ำที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีได้แนบท้ายคำฟ้องมา มิใช่เป็นเสาไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่อย่างใด อนึ่ง ปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำความตกลงกับผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ในเรื่องรุกล้ำที่ดิน โดยทำการย้ายเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดินจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ได้ปักเสาไฟฟ้าอยู่ในตำแหน่งขอบทางสาธารณะซึ่งมิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี และตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปักเสาไฟฟ้ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีจำนวน ๓ ต้น นั้น ตามข้อเท็จจริงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปักเสาและพาดสายอยู่ในขอบทางสาธารณะเพียง ๑ ต้น ส่วนเสาไฟฟ้าต้นอื่นๆ มิใช่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หากผู้ฟ้องคดีจะคิดค่าเสียหายในการใช้ที่ดินก็คิดเป็นเงินไม่เกิน ๒๐๐ บาท และขอปฏิเสธที่จะซื้อที่ดินพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดี เพราะมิใช่วัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คำฟ้องคดีนี้เป็นการเรียกค่าผลประโยชน์ในการใช้ที่ดินและเป็นเรื่องเกี่ยวกับละเมิดทางแพ่งซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับการใช้ที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าถนนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ก่อสร้างเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีผิดจากข้อตกลง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปักเสาไฟฟ้าเข้ามาในถนนดังกล่าว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจึงนำคดีฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๖๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ที่จะต้องจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก การจัดให้มีถนนจึงเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการสร้างและบำรุงรักษาซึ่งระบบการส่งพลังงานไฟฟ้าตามหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ การตั้งเสาไฟฟ้าเพื่อส่งพลังงานไฟฟ้าจึงเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เมื่อเป็นคดีพิพาทระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับผู้ฟ้องคดี อันเกี่ยวกับการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และตามมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันได้กำหนดว่า ในกรณีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลปกครองมีอำนาจที่จะกำหนดคำบังคับได้โดยการสั่งให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่า คำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ฟังได้ด้วยว่าผู้ถูกฟ้องคดี ๑ ยกข้อต่อสู้ขึ้นว่า สามีของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในขณะนั้นได้ยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะแล้ว ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นทางสาธารณะ มิฉะนั้นตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ ดังนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นทางสาธารณะ หากเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ซึ่งเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และสิทธิในทรัพย์สินซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นราษฎร ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลหนองหอยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต ๑ (ภาคเหนือ) จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๐๙๕ เลขที่ดิน ๑๔๗๗ ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองพร้อมด้วยเจ้าของที่ดินข้างเคียง กำนันตำบลหนองหอย และเจ้าหน้าที่ของอำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้ทำข้อตกลงร่วมกันบริจาคที่ดินเพื่อเป็นทางสาธารณะเข้าสู่ที่ดินและที่อยู่อาศัยบริเวณนั้น โดยเจ้าของที่ดินทุกแปลงที่ถนนตัดผ่านตกลงยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะโดยมีความกว้างของถนนที่หักแบ่งให้เป็นทางสาธารณะคนละ ๒ เมตร เท่าๆ กัน ความยาวตลอดแนวความยาวของที่ดินแต่ละแปลง ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองตกลงยินยอมสละที่ดินด้านทิศตะวันตก แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบว่าการก่อสร้างถนนผิดไปจากข้อตกลง ถนนคอนกรีตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตลอดจนเสาและสายไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งหมด ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการกระทำละเมิด ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของอื่นใดที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำบนที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดินในส่วนที่รุกล้ำและชดเชยความเสียหายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นหรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซื้อที่ดินส่วนที่เป็นถนนและที่ดินส่วนที่ได้รับผลกระทบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิดเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างถนนที่พิพาท แต่ตรวจสอบแล้วพบว่าในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และสามีซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในขณะนั้น ได้แสดงความจำนงยินยอมสละที่ดินด้านตะวันตกของที่ดินเพื่อเป็นถนนสาธารณประโยชน์ ความกว้างและความยาวมิได้ระบุ แต่ตกลงยกให้ตามที่กรรมการหมู่บ้านเห็นชอบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้ยินยอมบริจาคหรือสละที่ดินส่วนหนึ่งด้านทิศตะวันตกเพื่อให้เป็นถนนสาธารณะ ความยาวตามกรรมการหมู่บ้านเห็นชอบตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ และในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการปักเสาพาดสายลงบนทางสาธารณะที่มีผู้บริจาคตามแนวที่มีอยู่แต่เดิมโดยสุจริตเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปีแล้ว โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับทราบเหตุในคดีนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ จนถึงปัจจุบัน ประกอบกับผู้ฟ้องคดีทั้งสองก็ได้รับทราบภาระจำยอมดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นโดยมิได้ทักท้วงแต่ประการใด จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สำหรับการปักเสาและพาดสายไฟฟ้าเพื่อให้บริการแก่ประชาชนบริเวณดังกล่าว เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ดำเนินการปักเสาไฟฟ้าจำนวน ๑ ต้น ตามแนวเขตที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชี้ว่าเป็นทางสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ย้ายเสาไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จำนวน ๑ ต้น ออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเรียบร้อยแล้ว ส่วนเสาไฟฟ้าอีก ๒ ต้น ตามผังการรุกล้ำที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีได้แนบท้ายคำฟ้องมา มิใช่เป็นเสาไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นกรณีที่ยังมีการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และผู้ฟ้องคดีทั้งสองมุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ การที่จะพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดหรือไม่ จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเพียงใด ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางนงลักษณ์ ถาวดี ที่ ๑ นางวิวัชรินทร์ ถาวดี ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหอย ที่ ๑ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต ๑ (ภาคเหนือ) จังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางนงลักษณ์ ถาวดี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหอย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2549
#415665
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๔๙

วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความ ฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ศาลปกครองเชียงใหม่ได้รับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่๑๙/๒๕๔๘ ระหว่าง นายสนิท กันทา ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๙๒ หมู่ ๖ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๗๕ ตารางวา ของบริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัดโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ต้นปีพ.ศ.๒๕๒๕ โดยปลูกบ้านไว้อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า ๒๐ ปีโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านหรือโต้แย้งการครอบครองแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงได้ สิทธิครอบครองตามกฎหมายต่อมาวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๗ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการได้มา โดยการครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ไม่ดำเนินการให้โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้นำหลักฐานหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับจริงมาแสดง เมื่อ ผู้ฟ้องคดียื่นขอออกใบแทน น.ส. ๓ เลขที่ ๙๒ ดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินก็ไม่ออกใบแทนให้โดยอ้างระเบียบกรมที่ดินประกอบกับมาตรา ๖๓ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่กำหนดให้เจ้าของที่ดินที่เป็นเจ้าของโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เท่านั้นที่มีสิทธิขอออกใบแทนได้ ผู้ฟ้องคดีเคยตรวจสอบทางทะเบียนจากกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์แล้วปรากฏว่าบริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด ได้ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเมื่อวันที่๒๙สิงหาคม ๒๕๓๗ ปัจจุบันจึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้ว ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๙๔/๒๕๔๗ ให้พิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำร้องเนื่องจากเห็นว่าผู้โต้แย้งสิทธิคือเจ้าพนักงานที่ดินผู้ฟ้องคดีจึงต้องฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน และตามคำร้องไม่ใช่กรณีที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องใช้สิทธิทางศาล ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการได้มาด้วยการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้งโดยมิได้นำหลักฐานหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับผู้ถือไปแสดงด้วย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ไม่ดำเนินการออกใบแทนและไม่รับจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองให้แก่ผู้ฟ้องคดีเช่นเดิมโดยอ้างมาตรา ๗๒และมาตรา ๗๕ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการที่พนักงานเจ้าหน้าที่อ้างระเบียบในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมภายในบังคับของมาตรา ๗๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนั้นมาตราดังกล่าวบังคับใช้กับกรณีที่ได้ทรัพย์มาโดยนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง ที่คู่กรณีต้องนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ แต่ในกรณีของผู้ฟ้องคดีนั้นเป็นการได้ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๓๖๗, ๑๓๖๙ และ ๑๓๗๐ ซึ่งเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ที่ต้องมีการจดทะเบียนจึงจะใช้ยันบุคคลที่สามได้ ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินมาเกิน ๑ ปี จึงได้สิทธิตามกฎหมาย มีสิทธิขอออกใบแทนและจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครอง ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าระเบียบของอธิบดีกรมที่ดิน ที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่อ้างนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐มาตรา ๔๐, ๒๙ และมาตรา ๒๘ เป็นการสร้างขั้นตอนและภาระให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะ ผู้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยโดยไม่ชอบ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามฝ่าฝืนต่อ ความเป็นจริงเป็นการยากที่จะให้ผู้ฟ้องคดีต้องขวนขวายหาเอกสารคู่ฉบับมาแสดง จึงฟ้องขอให้ยกเลิกระเบียบหรือคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ได้สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ปฏิบัติโดยไม่ออกใบแทนและไม่จดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองให้แก่ผู้ฟ้องคดี และสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้พิจารณาวินิจฉัยคำอุทธรณ์ได้สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการออกใบแทนและจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๕ การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอสังหาริมทรัพย์ต้องนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจดบันทึกสาระสำคัญลงใน น.ส. ๓ ฉบับสำนักงานที่ดินและฉบับเจ้าของที่ดินให้ตรงกัน และในการขอออกใบแทน น.ส. ๓ นั้น ผู้ขอออกจะต้องเป็นเจ้าของหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๓ ประกอบหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓(พ.ศ. ๒๕๓๗) ข้อ ๑๒ และ ข้อ ๑๗ (๓) เมื่อ น.ส. ๓ เลขที่ ๙๒ มีชื่อบริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง การที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองตามมาตรา๑๓๖๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และขอออกใบแทน น.ส. ๓ฉบับดังกล่าวโดยมิได้นำน.ส. ๓ ฉบับเจ้าของที่ดิน คำสั่ง หรือคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว หรือเป็นกรณีศาลได้วิเคราะห์และวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีแล้วรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นมาแสดง พนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่สามารถดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ซึ่งเป็นการปฏิบัติโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การว่า ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองและได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามมาตรา ๑๓๖๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ซึ่งเป็นการได้มาโดยผลของกฎหมายโดยฝ่ายเดียวไม่มีคู่กรณี จึงไม่อาจนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่พิพาทมาแสดงได้อีกทั้งผู้ฟ้องคดีไม่อาจมีคำขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ศาลยุติธรรมมีคำสั่งว่าตนได้มาโดยการครอบครองได้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๗๙/๒๕๔๐ จึงไม่อาจนำคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของศาลมาประกอบคำขอได้

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การเพิ่มเติมว่า การจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ ผู้ขอจดทะเบียนต้องนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินมาแสดงต่อเจ้าพนักงาน ส่วนการออกใบแทน น.ส. ๓ต้องเป็นเจ้าของหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเท่านั้นจึงจะขอออกใบแทนได้ คำสั่งของศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีหมายเลขดำที่ ๑๔๙๔/๒๕๔๗ ไม่ใช่คำสั่งหรือคำพิพากษาที่แสดงว่าผู้ฟ้องคดีได้สิทธิครอบครองในที่ดิน น.ส. ๓ ดังกล่าวโดยการแย่งการครอบครองอันจะทำให้มีสิทธินำคำสั่งศาลมาขอออกใบแทนตามกฎกระทรวง ฉบับที่๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) และผู้ฟ้องคดีชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลได้ เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่นำหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการออกใบแทนและจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองให้จึงเป็นการปฏิบัติ โดยชอบด้วยระเบียบกฎหมายทุกประการ

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่ศาลจะพิจารณาว่าระเบียบหรือคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ได้สั่งวิธีปฏิบัติราชการในการออกใบแทนและการจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือไม่กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖๑/๒๕๔๗

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากผู้ฟ้องคดี ได้ไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๙๒ ซึ่งมีชื่อบริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีได้สิทธิครอบครองตามมาตรา ๑๓๖๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่๓ไม่ดำเนินการให้โดยได้แจ้งต่อผู้ฟ้องคดีว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองตามมาตรา ๑๓๖๗ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ได้นำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่พิพาทมาแสดงและไม่สามารถออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้ตามคำร้องของผู้ฟ้องคดี เพราะผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม น.ส. ๓ ผู้ฟ้องคดีจึงได้ฟ้องคดีนี้และมีคำขอให้ศาลสั่ง เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ไม่จดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการออกใบแทนและจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองในที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่กระทำการออกใบแทน น.ส. ๓ และมีคำสั่งไม่จดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ การที่ศาลปกครองเชียงใหม่จะวินิจฉัยว่าระเบียบหรือคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดิน น.ส. ๓เลขที่ ๙๒ หรือไม่ก็ตาม แต่ในคดีนี้ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงแตกต่างจากคดีตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖๑/๒๕๔๗ นอกจากนี้หากศาลปกครองเชียงใหม่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ผู้ฟ้องคดี ก็อาจไม่มีหนทางอื่นใดจะเยียวยาแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายได้ กล่าวคือผู้ฟ้องคดีไม่อาจยื่นคำร้องฝ่ายเดียวต่อศาลยุติธรรมเพื่อให้มีคำสั่งว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเพื่อนำคำสั่งไปแสดงต่อผู้ถูกฟ้องคดี เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้ใช้สิทธิดังกล่าวทางศาลได้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๘/๒๕๓๗ ครั้นจะยื่นคำฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาทต่อศาลก็ปรากฏว่า บริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด ซึ่งเป็น ผู้ถือครองที่ดิน ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๙๒เป็นบริษัทร้าง ซึ่งนายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๗ กรณีนี้แม้จะสามารถขอให้ศาลยุติธรรมสั่งให้นายทะเบียนสำนักงานหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่กลับจดชื่อให้คืนสถานะนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๔๖ (๖) ได้ แต่ผู้ร้องขอก็ต้องพิสูจน์เหตุตามที่บัญญัติคือ (๑) ขณะถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนบริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด ยังทำการค้าหรือประกอบการอยู่ หรือ (๒) เพื่อความเป็นธรรมของผู้ร้อง ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้แย่งการครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๙๒ จากบริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด ดังนั้น ระหว่างบริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด กับผู้ฟ้องคดีจึงไม่มี นิติสัมพันธ์ต่อกัน ซึ่งไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ผู้ฟ้องคดีจะร้องขอให้ศาลสั่งให้นายทะเบียนกลับจดชื่อ บริษัทบุญเลิศศรีสง่าจำกัด ให้คืนสภาพนิติบุคคลโดยอ้างเหตุเพื่อความเป็นธรรมกับผู้ฟ้องคดี และแม้สมมติว่าศาลมีคำสั่งให้บริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด กลับคืนสภาพนิติบุคคล ผู้ฟ้องคดีก็ไม่อาจฟ้อง บริษัทบุญเลิศศรีสง่าจำกัด ต่อศาลเพื่อบังคับให้บริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองแก่ผู้ฟ้องคดีได้เพราะระหว่างผู้ฟ้องคดีกับบริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙-๒๑๐/๒๕๒๕ สิทธิในทรัพย์สินของบุคคลเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๔๘ ให้การรับรองคุ้มครอง อีกทั้งในมาตรา๒๘ วรรคสอง ยังได้รับรองสิทธิดังกล่าวว่าหากถูกละเมิดย่อมใช้สิทธิทางศาลได้ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้สิทธิครอบครองที่ดินน.ส. ๓ เลขที่ ๙๒ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๓๖๗ และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี จดทะเบียนสิทธิดังกล่าวลงใน น.ส. ๓ และออกใบแทน น.ส. ๓แต่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธจึงถือว่าผู้ฟ้องคดีถูกละเมิดสิทธิและสามารถใช้สิทธิทางศาลได้ เมื่อคดีนี้ไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลยุติธรรมได้เนื่องจากมีข้อกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน แต่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่มีบทบัญญัติห้ามศาลปกครองวินิจฉัยประเด็นสิทธิในทรัพย์สิน ตรงกันข้ามกลับมีระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยการพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ๔๑ วรรคสอง ให้มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวพันกันได้ จึงเห็นว่าแม้คดีนี้มีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่ต้องวินิจฉัยแต่ก็เป็นประเด็นเกี่ยวพันกันที่ศาลปกครองเชียงใหม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงจากความเห็นของศาลปกครองเชียงใหม่และเอกสารท้ายความเห็นดังกล่าวฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองที่ดินตามน.ส. ๓ เลขที่๙๒ หมู่ ๖ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี ต่อมาไปยื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนและขอออกใบแทนที่ดินแปลงดังกล่าว แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ไม่ดำเนินการให้โดยอ้างว่าไม่สามารถออกใบแทนและ จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ตามระเบียบของกรมที่ดิน และตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๓, ๗๒ และ ๗๕ ต่อมาผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ แต่ถูกยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลสั่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกใบแทนและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการได้มาซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวโดยการครอบครองให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามวิธีปฏิบัติราชการและตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๓, ๗๒ และ ๗๕ โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจะพิจารณาว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไปได้ ดังนั้นศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ซึ่งเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และสิทธิในทรัพย์สินที่จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๘, ๑๓๗๕ และ ๑๓๘๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๙๒ หมู่ ๖ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่๑ ไร่ ๒ งาน ๗๕ ตารางวา ของบริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัด ซึ่งถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนตั้งแต่ ปีพ.ศ. ๒๕๓๗ ไว้โดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.๒๕๒๕ และไม่มีผู้ใดคัดค้านหรือโต้แย้งการครอบครอง จึงได้สิทธิครอบครองตามกฎหมาย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองให้ตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอโดยอ้างว่าขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๕ เพราะผู้ฟ้องคดีไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับจริงมาแสดง ทั้งไม่ยอมออกใบแทน น.ส. ๓ ให้เช่นกัน โดยอ้างกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓(พ.ศ. ๒๕๓๗) ว่าเจ้าของที่ดินที่เป็นเจ้าของโฉนดหรือหนังสือรับรอง การทำประโยชน์เท่านั้นที่มีสิทธิขอออกใบแทนได้ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่๑๔๙๔/๒๕๔๗ ให้พิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำร้องเพราะเห็นว่าผู้โต้แย้งสิทธิคือเจ้าพนักงานที่ดิน และตามคำร้องไม่ใช่กรณีที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องใช้สิทธิทางศาลได้ ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำขอจดทะเบียนการได้มาด้วย การครอบครองต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ อีกครั้งหนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็ไม่ดำเนินการให้โดยอ้างเหตุเช่นเดิม ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกอุทธรณ์ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ อ้างนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสร้างขั้นตอนและภาระให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยอุทธรณ์โดยไม่ชอบคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงเป็นการยากที่จะให้ผู้ฟ้องคดีต้องขวนขวาย หาเอกสารคู่ฉบับมาแสดง จึงฟ้องขอให้ยกเลิกระเบียบหรือคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ปฏิบัติโดยไม่ออกใบแทนและไม่จดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองให้แก่ผู้ฟ้องคดี และสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้พิจารณาวินิจฉัยคำอุทธรณ์ให้สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการออกใบแทนและจดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๙๒ มีชื่อบริษัทบุญเลิศศรีสง่า จำกัดเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง การไม่จดทะเบียนการได้มาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ เป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๗๕ ที่ต้องให้นำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับเจ้าของมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจดบันทึกสาระสำคัญให้ตรงกับฉบับสำนักงานที่ดิน ส่วนการไม่ออกใบแทน น.ส. ๓ให้ก็เป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๓ ประกอบหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ข้อ ๑๒ และข้อ ๑๗ (๓) ที่กำหนดให้ผู้ขอจะต้องเป็นเจ้าของหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน จึงเป็นการปฏิบัติโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องดังนั้นแม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ไม่จดทะเบียนสิทธิการได้มาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๖๗ และไม่ออกใบแทน น.ส. ๓ให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามคำร้องขอ แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญและในการออกโฉนดหรือหนังสือเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอื่นใดของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดรวมทั้งปฏิบัติตามกฎ หรือระเบียบของ ผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ออกหนังสือรับรองสิทธิหรือใบแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีและสั่งให้ผู้ฟ้องคดีนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับจริงมาแสดงทั้งยืนยันด้วยว่า เจ้าของที่ดินที่เป็นเจ้าของโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เท่านั้น ที่มีสิทธิขอออกใบแทน จึงมีผลเท่ากับผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอาศัยหลัก จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าว แต่การจะพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงหรือไม่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่เป็นจริง และสามารถนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อแสดงสิทธิในที่ดิน ต่างจากที่ปรากฏในหลักฐานทางทะเบียนได้ ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะออกหนังสือแสดงสิทธิหรือ ใบแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นายสนิท กันทา ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท พลโท(สายัณห์ อรรถเกษม) พลโท (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๘
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสนิท กันทา
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2549
#415664
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๔๙

วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดตรัง

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตรังโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โจมทองศิลา โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานเทศบาลตำบลห้วยยอด จำเลย ต่อศาลจังหวัดตรัง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่๑๔๔๑/๒๕๔๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ทำการรับเหมาก่อสร้างปรับปรุงผิวจราจร ก่อสร้างคันหินทางเท้า วางท่อระบายน้ำ พร้อมบ่อพักและขยายสะพานข้ามคลองห้วยยอดเป็นเงิน ๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๒กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ จำเลยมีหน้าที่ส่งมอบพื้นที่ที่ใช้ในการก่อสร้างในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ แต่เมื่อโจทก์เข้าก่อสร้างตามสัญญาได้เพียงบางส่วนแล้วไม่สามารถก่อสร้างงานได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพื้นที่ที่ใช้ในการก่อสร้างติดอยู่ในแนวเสาไฟฟ้าแรงสูงและติดแนวเขตท่อประปา โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบเพื่อให้จำเลยแก้ไขปัญหาเรื่องเสาไฟฟ้าแรงสูงเมื่อ ๑๙กันยายน ๒๕๔๖ และติดตามผลหลายครั้ง จำเลยแก้ไขปัญหาล่าช้า จนกระทั่งยอมแก้ไขแบบเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้เมื่อ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๗ โจทก์แจ้งจำเลยให้แก้ไขเรื่องแนวท่อประปาเมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ จำเลยแก้ปัญหานี้เสร็จเมื่อ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗โจทก์ส่งงานตามสัญญาเมื่อ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๗ ต่อมาจำเลยเรียกให้โจทก์ชำระค่าปรับที่โจทก์ส่งมอบงานล่าช้าเป็นเวลา ๙๗ วัน เป็นเงิน ๙๐๙,๓๗๕ บาท แต่โจทก์เห็นว่าการส่งมอบงานล่าช้าเกิดจากความบกพร่องในแบบแปลนและการแก้ไขปัญหาของจำเลย ไม่ได้เกิดจากความผิดของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิคิดค่าปรับ จึงโต้แย้งการใช้สิทธิเรียกค่าปรับดังกล่าวและขอชะลอการรับเงินค่าจ้าง รวมทั้งอุทธรณ์ของดค่าปรับต่อจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างก่อสร้างที่โจทก์ได้ทำแล้วเสร็จตามสัญญา ในส่วนค่าปรับที่จำเลยเรียกปรับจากโจทก์จำนวน ๙๐๙,๓๗๕ บาทขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายคิดเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น ๙๘๐,๙๔๑ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์และมีสิทธิคิดค่าปรับจากโจทก์ตามสัญญา เนื่องจากโจทก์ก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด ไม่ดำเนินการก่อสร้างตามงวดงานและหยุดงานบ่อยครั้ง ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการมิใช่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของจำเลยทั้งจำเลยได้หักจำนวนวันที่จำเลยขยายระยะเวลาในการก่อสร้างให้แก่โจทก์ออก ๗๓ วันแล้วโจทก์ยังคงทำงานล่าช้ากว่ากำหนดเป็นเวลา ๙๗ วัน จำเลยจึงมีสิทธิคิดค่าปรับจากโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการผิดสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะอันเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) กำหนดให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง โจทก์จึงต้องยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลปกครอง

โจทก์ทำคำชี้แจงว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการผิดสัญญาจ้าง โดยโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยกรณีที่จำเลยให้โจทก์เสียค่าปรับเป็นเงิน๙๐๙,๓๗๕ บาทโดยอ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งมอบงานล่าช้า อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญา ซึ่งสัญญาดังกล่าวที่โจทก์กับจำเลยทำขึ้นเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดตรัง

ศาลจังหวัดตรังเห็นว่า การที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งมอบพื้นที่ให้กับโจทก์ล่าช้าจึงไม่ต้องเสียค่าปรับให้กับจำเลยตามที่จำเลยเรียกร้อง ดังนั้น คดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซึ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นสำคัญ คดีดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาเห็นว่า มูลพิพาทคดีนี้เกิดจากสัญญาจ้างซึ่งมีโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญา และโดยที่จำเลยเป็นเทศบาลตำบลมีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นอันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และสัญญารับจ้างทำงานก่อสร้างปรับปรุงผิวจราจร คันหินทางเท้า วางท่อระบายน้ำ พร้อมขยายสะพานข้ามคลองห้วยยอด มีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ที่บัญญัติว่า สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับจำเลยเพื่อทำการปรับปรุงผิวจราจร ก่อสร้างคันหินทางเท้า วางท่อระบายน้ำ พร้อมบ่อพักและขยายสะพานข้ามคลอง แต่โจทก์ส่งมอบงานล่าช้า จำเลยจึงเรียกให้โจทก์ชำระค่าปรับ โจทก์เห็นว่าการส่งมอบงานล่าช้าเกิดจากความบกพร่องในแบบแปลนและการแก้ไขปัญหาของจำเลย ไม่ได้เกิดจากความผิดของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิคิดค่าปรับตามสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างก่อสร้างที่โจทก์ได้ทำแล้วเสร็จตามสัญญาในส่วนค่าปรับที่จำเลยเรียกจากโจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยมีสิทธิคิดค่าปรับจากโจทก์ตามสัญญา ความล่าช้าของการก่อสร้างเกิดจากการที่โจทก์เริ่มเข้าทำงานล่าช้ากว่ากำหนด ไม่ทำงานตามงวดงานในสัญญาและไม่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์และจำเลยผูกพันเป็นคู่สัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลย สาระสำคัญของข้อโต้แย้งเป็นการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญาจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ จำเลยเป็นเทศบาลตำบลมีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลตำบลห้วยยอดอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง พ.ศ. ๒๕๓๐ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองตามมาตรา ๕๐ และ ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์รับเหมาก่อสร้างปรับปรุงผิวจราจรก่อสร้างคันหินทางเท้า วางท่อระบายน้ำ พร้อมบ่อพักและขยายสะพานข้ามคลองห้วยยอด ซึ่งถือว่าเป็นสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนโดยตรงโดยรัฐเป็นผู้จัดให้มีขึ้น สัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นบริการสาธารณะ มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้เป็นกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญาพิพาทซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด โจมทองศิลา โจทก์สำนักงานเทศบาลตำบลห้วยยอด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โจมทองศิลา
จำเลย — สำนักงานเทศบาลตำบลห้วยยอด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2549
#415663
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๔๙

วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๘ กรุงเทพมหานคร โจทก์ได้ยื่นฟ้องนายพิสิษฐ์สืบมา ที่ ๑ นางอรพินทร์ สืบมา ที่ ๒ นายจเด็ด อินสว่าง ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๓๓๑/๒๕๔๘ ความว่า จำเลยที่ ๑ เคยรับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของโจทก์ ก่อนจำเลยที่ ๑ จะเกษียณอายุ เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งนักบริหาร ๑๐ (ที่ปรึกษาสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร) รับเงินเดือนเดือนสุดท้ายจำนวน ๕๒,๓๑๐ บาท มีสิทธิได้รับบำนาญเดือนละ ๔๔,๒๑๗.๐๔ บาท แต่โจทก์ได้รับหนังสือร้องเรียนของนายสุรินทร์ สุดเดือน กับพวกรวม ๗ คน ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๔๐ ว่าได้แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ ๑ อยู่ในขณะนั้น ขอให้ระงับการเบิกจ่ายเงินบำเหน็จหรือบำนาญให้จำเลยที่ ๑ ไว้ก่อนจนกว่าคดีจะแล้วเสร็จ โจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่จำเลยที่ ๑ ถูกดำเนินคดีอาญาก่อนเกษียณอายุนั้นหากภายหลังจำเลยที่ ๑ ออกจากราชการด้วยเหตุเกษียณอายุโจทก์ก็ยังมีอำนาจดำเนินการทางวินัยแก่จำเลยที่ ๑ ต่อไปได้ตามมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ และหากผลปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ถูกไล่ออกจากราชการ จำเลยที่ ๑ ก็จะไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จหรือบำนาญ โจทก์จึงให้จำเลยที่ ๑ รับบำนาญโดยมีบุคคลหรือทรัพย์สินมาค้ำประกัน โดยถือปฏิบัติตามแนวหนังสือกระทรวงการคลัง จำเลยที่ ๑ ได้รับบำนาญโดยทำสัญญาการใช้เงินคืนลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๑ และลงวันที่ ๑๒ มีนาคม๒๕๔๔ ไว้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าระหว่างจำเลยที่ ๑ดำรงตำแหน่งนักบริหาร ๑๐ (ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร) โจทก์ได้มีคำสั่ง ที่ ๓๐๓๔/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๑ ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่ จำเลยที่ ๑ กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงในเรื่องร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เรียกเงินจากบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ตอบแทนสำหรับตนเองหรือผู้อื่น และโจทก์ได้มีคำสั่ง ที่ ๘๑๕/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ลงโทษทางวินัยไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นปีงบประมาณที่จำเลยที่ ๑ เกษียณอายุราชการ จำเลยที่ ๑ได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณาอุทธรณ์แล้วให้ยกอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ ทราบแล้ว ตามหนังสือที่ กท ๐๓๐๖/๐๕ ลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๗ โจทก์มีหนังสือที่ กท ๗๐๐๐/๕๔๔๒ลงวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๕ แจ้งให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินบำนาญที่ได้รับไปแล้วจำนวน๒,๓๔๓,๕๐๓.๑๒ บาท ภายใน ๓๐ วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้ง และ แจ้งให้จำเลยที่ ๒ และที่๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันทราบแล้วด้วย แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้คืนเงินบำนาญที่ได้รับตามสัญญาการใช้เงินคืน และฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้รับผิดตามสัญญา ค้ำประกัน ขอให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้เงินคืนเป็นเงิน ๒,๘๕๔,๙๐๐.๔๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๒,๓๔๓,๕๐๓.๑๒ บาท ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑,๘๐๒,๙๖๔.๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน๑,๔๘๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยที่ ๓ ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงิน๙๑๕,๗๒๒.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๕๑,๖๘๙.๖๘ บาทให้แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า นายสุรินทร์ สุดเดือน กับพวกรวม ๗ คน ได้ประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๑ โดยยื่นคำแถลงต่อศาลจังหวัดภูเก็ตว่า ผู้เสียหายทั้งหมดไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๑ เพราะได้รับชำระหนี้แล้ว จึงขอถอนคำร้องทุกข์ศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์จะอาศัยเหตุดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้คืนบำนาญไม่ได้ ยอดเงินที่โจทก์ฟ้องให้คืนไม่ถูกต้อง จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับเงินบำนาญเต็มยอดเดือนละ ๔๔,๒๑๗.๐๔ บาท เพราะถูกหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน๓,๒๕๕.๐๔ บาท คงรับเงินจริงเดือนละ ๔๐,๙๖๒ บาท จำเลยที่ ๑ ต้องคืนเงินเท่าจำนวนที่รับไปจริงเท่านั้น จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๗เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๙/๒๕๔๗ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ กท ๐๓๐๖/๐๕ลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๗ และ ที่ กท ๘๑๕/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ที่ให้ลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ ๑ หากจำเลยที่ ๑ ชนะคดี จำเลยทั้งสามก็ไม่ต้องชำระเงินตามคำฟ้องให้แก่โจทก์ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิที่เรียกให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามกระทำการชำระเงินให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นการฟ้องบังคับให้บุคคลกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙(๕) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งจำเลยที่ ๑ ได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยแล้วด้วย คดีอยู่ระหว่างพิจารณา หากจำเลยที่ ๑ ชนะคดี จำเลยทั้งสามก็ไม่ต้องชำระเงินตามคำฟ้องให้แก่โจทก์

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือสัญญาการใช้เงินคืนกับโจทก์โดยตามสัญญาข้อ ๑. ระบุว่าหากปรากฏว่าในภายหลังว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญ จำเลยที่ ๑ ยอมคืนเงินที่ได้รับให้แก่โจทก์ภายใน ๓๐ วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ สัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นเอกเทศสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งมีผลผูกพันคู่สัญญาและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องคดีโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญามิใช่เป็นการฟ้องคดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญา ที่ให้ไว้แก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ และในขณะเกิดเหตุเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดชดใช้เงินบำนาญพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ กระทำผิดวินัยร้ายแรงในขณะรับราชการจนเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากราชการ โจทก์จึงมีข้ออ้างว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญ และมีหนังสือเรียกให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินบำนาญที่ได้รับไปแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่คืนให้ โดยโต้แย้งว่าคำสั่งไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมายและได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิการได้รับเงินบำนาญของจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๑๖ ประกอบพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า บุคคลที่ระบุไว้ต่อไปนี้ไม่มีสิทธิได้บำเหน็จบำนาญปกติตามพระราชบัญญัตินี้ (๑) ผู้ถูกไล่ออกจากราชการเพราะมีความผิด ดังนั้น เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ออกคำสั่งลงโทษทางวินัยไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการ ซึ่งการจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องคืนเงินบำนาญที่ได้รับไปแล้วตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาคำสั่งของโจทก์ที่ไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการเสียก่อนว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และโดยที่คำสั่งของโจทก์ที่ไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการนั้นเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินบำนาญให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมคืนให้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครองของโจทก์ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งจะต้องวินิจฉัยตามหลักกฎหมายปกครอง นอกจากนั้นแม้หากจะปรากฏในภายหลังว่าคำสั่งไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจำเลยที่ ๑ อาจถูกบังคับให้ต้องคืนเงินบำนาญให้แก่โจทก์ ก็เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นคดีพิพาทที่มีมูลความแห่งคดีเกี่ยวเนื่องกับสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้ไว้แก่โจทก์ ซึ่งจำต้องอาศัยข้อวินิจฉัยในประเด็นหลักแห่งคดีนี้ในการพิจารณาความรับผิดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ด้วย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๗๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการอยู่ในสังกัดโจทก์ ความว่าก่อนจำเลยที่ ๑ จะเกษียณอายุราชการ และมีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จหรือบำนาญนั้น จำเลยที่๑ระงับการจ่ายเงินบำเหน็จหรือบำนาญไว้จนกว่าคดีจะแล้วเสร็จ โจทก์จึงให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาใช้เงินบำนาญคืนแก่โจทก์หากปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ถูกไล่ออกจากราชการในภายหลังโดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันและนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันด้วย แล้วโจทก์ก็จ่ายเงินบำนาญให้แก่จำเลยที่ ๑ ไปพลางก่อน ต่อมาภายหลังจากที่จำเลยที่ ๑ เกษียณอายุไปแล้ว โจทก์ตั้งกรรมการสอบสวนและมีคำสั่งไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ ๑ จะเกษียณอายุ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง แต่คณะกรรมการของโจทก์พิจารณาแล้วมีคำสั่งยกอุทธรณ์ โจทก์จึงมาฟ้องเรียกเงินบำนาญคืนตามสัญญาใช้เงินคืน โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดด้วย ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่าไม่ต้องคืนเงิน ได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ที่ให้ไล่จำเลยที่ ๑ ออกและคำสั่งยกอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๙/๒๕๔๗ แล้ว เห็นว่า เมื่อกรุงเทพมหานคร โจทก์เป็นหน่วยงานราชการ ส่วนท้องถิ่นฟ้องอดีตข้าราชการที่อยู่ในสังกัดของตนเอง จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบังคับบัญชา ทั้งเหตุแห่งการฟ้องคดีก็สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ ออกคำสั่งทางวินัยลงโทษไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการเป็นผลให้จำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิได้รับบำนาญ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๑๖ ประกอบพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ มาตรา ๑๑ (๑) คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และแม้โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะทำข้อตกลงให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินบำนาญหากจะต้องเสียสิทธิในการรับภายหลังเอาไว้ก่อนก็ตาม แต่ในการที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องคืนเงินบำนาญให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า คำสั่งทางวินัยของโจทก์ที่ให้ลงโทษไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นลักษณะของคดีปกครอง ตามมาตรา๒๗๖ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งจำเลยที่ ๑ ได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวด้วยแล้ว ข้อพิพาท ในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง กรุงเทพมหานคร โจทก์ นายพิสิษฐ์ สืบมา ที่๑นางอรพินทร์ สืบมา ที่ ๒ นายจเด็ด อินสว่าง ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — นายพิสิษฐ์ สืบมา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 11/2549
#415661
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๔๙

วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๘ ศาลปกครองพิษณุโลกได้รับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๗๔/๒๕๔๘ระหว่าง นางพา ฤทธิ์ฉ่ำ ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงชัย ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินซึ่งเป็นที่นาจำนวนเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๑ งาน ๒๐ ตารางวาตามหลักฐาน สค. ๑ เลขที่ ๑๗๒ หมู่ ๔ ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี (อำเภอท่าตะโก เดิม) จังหวัดนครสวรรค์ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด แอล ที อาร์ ก่อสร้าง ให้ดำเนินการขุดลอกคลองพร้อมวางท่อระบายน้ำ ผู้รับจ้างได้ขุดลอกคลองซึ่งติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้วนำดินที่ขุดมาถมเป็นคันคลอง ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีตลอดแนวด้านทิศตะวันตก มีความกว้าง ๘ เมตร ยาว๔๔๐ เมตร การขุดลอกคลองและทำคันคลองดังกล่าวจะทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีและราษฎรรายอื่น ๆ เพราะแนวคลองขวาง ทางน้ำ ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีและนายอำเภอไพศาลีแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับการแก้ไข ความเดือดร้อน ขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อคันคลองและถมกลบคลองให้อยู่ในสภาพเดิม

อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลกสั่งให้แยกคดีเป็นสองข้อหาและพิจารณาพิพากษาแยกกันไป โดยข้อหาที่หนึ่งฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองแล้วนำดินที่ขุดลอกไปถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ถือเป็นคดีนี้ ส่วนข้อหาที่สองฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองและทำคันคลองขวางทางน้ำ จะทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีให้แยกเป็นคดีใหม่

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ได้ดำเนินการขุดลอกคลองจริง ตามโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่ประชาชน ซึ่งนายอำเภอไพศาลีผู้มีอำนาจดูแลที่สาธารณะได้ให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ได้นำดินไปถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดี คลองดังกล่าวเป็นคลองสาธารณประโยชน์มีความกว้างประมาณ ๓๐ เมตร ผู้ฟ้องคดีมีเจตนาบุกรุกแนวเขตคลองสาธารณประโยชน์ทำให้พื้นที่ทางราชการเสียหายและไม่อาจพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างเพียงพอ

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ขุดลอกคลองซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้วนำดินที่ขุดมาถมเป็นคันคลองในที่ดินของผู้ฟ้องคดีตลอดแนว ด้านทิศตะวันตก มีความกว้าง ๘ เมตร ยาว ๔๔๐ เมตร ขอศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อคันคลอง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นแนวเขตคลองสาธารณประโยชน์ ดังนั้นคดีนี้จึงต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองโดยชอบ หรือเป็นแนวเขตคลองสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาได้ว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นละเมิดหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินว่าผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากันย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นที่บัญญัติเรื่องนั้นไว้เป็นพิเศษ รวมทั้งต้องพิจารณาประมวลกฎหมายที่ดินประกอบด้วย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๖/๒๕๔๘

ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า สภาพแห่งคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีนั้นเห็นได้ชัดว่า เป็นการโต้แย้งการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งได้ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลพ.ศ. ๒๕๓๗ ในอันที่จะพัฒนาตำบล ทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม จัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก รักษาความสะอาดของทางถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะฯลฯ โดยเฉพาะข้อพิพาทอันเป็นประเด็นสาระสำคัญแห่งคดีนั้นเป็นการปรับไถพื้นที่ตรงบริเวณคันคลองซึ่งต่อเนื่องมาจากการขุดลอกคลองสาธารณะประกอบกับตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีก็ยืนยันถึงความเสียหายแจ้งชัดว่า การขุดลอกปรับปรุงแนวคันคลองดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายเนื่องจากขวางทางน้ำทำให้เกิดน้ำท่วมเข้าที่นาของผู้ฟ้องคดี และได้แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีหยุดดำเนินการแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย อีกทั้งคำขอบังคับของผู้ฟ้องคดีก็เห็นได้ว่ามีเจตนาประสงค์ที่จะให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อคันคลองและกลบถมคลองให้อยู่ในสภาพดังเดิมเช่นก่อนที่จะมีการใช้อำนาจตามหน้าที่นั้น ดังนั้นประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องทั้งหมด แท้จริงแล้วจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวหาผู้ถูกฟ้องคดีว่ากระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งสิ้นหามีประเด็นเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยตรงว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดียกประเด็นนี้ขึ้นอ้างในคำให้การก็เป็นเพียงถ้อยคำฟุ่มเฟือยเพื่อสนับสนุนความชอบธรรมในการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าประเด็นแห่งคดีไม่ใช่กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการใด ๆ เข้าไปในที่ดินผู้ฟ้องคดีโดยตรงแล้วอ้างว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หากแต่เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการขุดลอกคูคลองสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินบุคคลอื่นซึ่งอยู่ใกล้กับคันคลองสาธารณะนั้น เช่นที่ดินผู้ฟ้องคดีนี้ เป็นต้น ดังนั้นจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นราษฎรยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงชัย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินซึ่งเป็นที่นาจำนวนเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๑ งาน ๒๐ ตารางวา ตามหลักฐาน สค. ๑ เลขที่ ๑๗๒ หมู่ ๔ ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ถูกผู้ถูกฟ้องคดีนำดินที่ขุดลอกคลองมาถมเป็นคันคลองในที่ดินดังกล่าวตลอดแนวด้านทิศตะวันตกมีความกว้าง ๘ เมตร ยาว ๔๔๐ เมตร การขุดลอกคลองและทำคันคลองดังกล่าวจะทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีและราษฎรรายอื่น ๆ เพราะแนวคลองขวางทางน้ำ ขอให้รื้อคันคลองและถมกลบคลองให้อยู่ในสภาพเดิม ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ได้ขุดลอกคลองจริงตามโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่ประชาชน แต่ไม่ได้นำดินไปถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ที่ที่นำดินไปถมดังกล่าวเป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่มีความกว้างประมาณ ๓๐ เมตร ซึ่งผู้ฟ้องคดีบุกรุกทำให้พื้นที่ทางราชการเสียหาย ไม่อาจพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างเพียงพอสำหรับคดีนี้อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลกสั่งให้แยกคดีเป็นสองข้อหา โดยข้อหาแรกฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองแล้วนำดินที่ขุดลอกไปถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ถือเป็นคดีนี้ ส่วนข้อหาที่สองฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองและทำคันคลองขวางทางน้ำ จะทำให้น้ำท่วมที่นาของผู้ฟ้องคดีให้แยกเป็นคดีใหม่ ดังนั้น คดีนี้จึงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาเฉพาะข้อหาแรกเท่านั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีนำดินที่ขุดลอกคลองมาถมในที่ดินของตน ขอให้รื้อคันคลองและถมกลบคลองให้อยู่ในสภาพเดิม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ที่นำดินไปถมมิใช่เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่เป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีบุกรุก ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นคลองสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นางพา ฤทธิ์ฉ่ำ ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงชัย ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ติดราชการ

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางพา ฤทธิ์ฉ่ำ
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงชัย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10/2549
#266737
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและเหตุอันไม่เป็นธรรมนั้นต้องเป็นเรื่องร้ายแรง โดยต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ในภาวะวิสัยและพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำความผิด จะถือเอาความรู้สึกนึกคิดของตัวผู้กระทำความผิดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ไม่ได้ แม้จำเลยจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของผู้ตาย และพูดตักเตือนผู้ตายเรื่องการขับรถจักรยานยนต์ในหมู่บ้านว่าไม่ให้ขับเร็วเพราะเกรงว่าจะชนเด็ก แล้วผู้ตายตอบว่าเป็นรถของผู้ตายเองจะยังคงขับเร็ว และพูดท้าทายจำเลยว่า มึงแก่แล้วอย่ามายุ่งกับกูหากแน่จริงให้ลุกขึ้นมา ซึ่งเป็นการแสดงกิริยายโสโอหัง ไม่สมควรที่จะกระทำต่อจำเลยซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ก็ตาม แต่ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลย จึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4,7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 32, 33, 91, 288, 371 และริบปลอกกระสุนปืนและพลาสติกหน้าอัดกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 288, 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูกโดยไม่มีเหตุอันสมควรด้วย) จำคุก 1 ปี ฐานฆ่าผู้อื่น ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ฐานความผิดละกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นเปลี่ยนโทษเป็นจำคุก 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 53 แล้ว จำคุก 25 ปี รวมจำคุก 26 ปี 6 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนและพลาสติกหน้าอัดกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูกโดยไม่มีเหตุอันสมควรด้วย) ให้จำคุก 6 เดือน รวมสองกระทง จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงจำคุก 25 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยมีและพาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปในหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร และใช้อาวุธปืนกระบอกนั้นยิงนายสมจิตร ผู้ตาย 1 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามฟ้อง จำเลยฎีกาในประเด็นแรกในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ จึงเข้าเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 222 ที่บัญญัติว่า "ถ้าคดีมีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน" คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพว่า ขณะที่ผู้ตายและจำเลยกับพวกตั้งวงดื่มสุรากันที่บ้านนางยุพา จำเลยซึ่งเกี่ยวดองเป็นญาติผู้ใหญ่ของผู้ตายได้พูดตักเตือนผู้ตายว่าขับรถจักรยานยนต์ในหมู่บ้านอย่าขับรถเร็วเกรงว่าจะชนเด็ก เป็นเหตุให้ผู้ตายไม่พอใจพูดโต้ตอบว่าเป็นรถของตนเองจะยังขับเร็ว กับได้พูดท้าทายจำเลยว่ามึงแก่แล้วอย่ามายุ่งกับกู หากแน่จริงให้ลุกขึ้นมา พร้อมกับลุกขึ้นยืน จำเลยจึงลุกขึ้นและชักอาวุธปืนออกมายิงใส่บริเวณหัวไหล่ของผู้ตายแล้วเดินลงจากบ้านนางยุพาที่เกิดเหตุไป ดังนี้ เห็นว่า กรณีที่จะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และเหตุอันไม่เป็นธรรมนั้นต้องเป็นเรื่องร้ายแรง โดยต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ในภาวะวิสัยและพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำความผิด กล่าวคือจะถือเอาความรู้สึกนึกคิดของตัวผู้กระทำความผิดเองเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าร้ายแรงหรือไม่ไม่ได้ หากแต่จะต้องถือเอาตามความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์แห่งการพิจารณาว่าในสถานการณ์อย่างนั้นผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ คดีนี้แม้จำเลยจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของผู้ตาย แต่การที่ผู้ตายถูกจำเลยกล่าวตักเตือนเรื่องขับรถจักรยานยนต์เร็วในหมู่บ้านแล้วพูดโต้ตอบจำเลยว่าเป็นรถของตนเองจะยังคงขับเร็ว และพูดท้าทายจำเลยว่ามึงแก่แล้วอย่ามายุ่งกับกู หากแน่จริงให้ลุกขึ้นมา เช่นนี้ตามความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปจะถือได้ว่าผู้ตายได้พูดจาแสดงกิริยายโสโอหัง ไม่สมควรที่ผู้ตายจะกระทำอย่างนั้นต่อจำเลยซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ก็ตาม แต่หาใช่ว่าผู้ตายได้กระทำการอันเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุมากถึง 51 ปี แต่ผู้ตายเพิ่งมีอายุเพียง 35 ปี เท่านั้น ถือว่าเป็นรุ่นลูกหลานซึ่งจะต้องให้ความนับถือจำเลยซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่และเป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้าน แต่ผู้ตายกลับพูดจาลบหลู่ดูหมิ่นจำเลยและท้าทายชวนวิวาทด้วย จึงเป็นการดูหมิ่นญาติผู้ใหญ่ด้วยกิริยาท่าทางอย่างร้ายแรงทำให้จำเลยไม่อาจอดกลั้นโทสะไว้ได้นั้น เท่ากับว่าจำเลยถือเอาความรู้สึกนึกคิดของตนเองเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าการกระทำของผู้ตายเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งหาใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ ทั้งนี้เพราะคุณธรรมทางกฎหมายของ ป.อ. มาตรา 72 ที่ลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะนั้น กฎหมายจะยอมลดหย่อนโทษให้ก็แต่เฉพาะกรณีที่การกระทำความผิดของจำเลยนั้น ตามความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปเห็นว่าผู้ที่อยู่ในภาวะ วิสัย และพฤติการณ์อย่างเดียวกับจำเลยนั้นถือได้ว่าจำเลยผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ หาใช่ถือเอาตามความรู้สึกนึกคิดของตัวจำเลยผู้กระทำความผิดเอง ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ให้จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 9 เดือน ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้วเป็นจำคุก 7 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายชาญหรือชาล ต่วนโต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายสบโชค มีมะแม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโสฬส สุวรรณเนตร์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 10/2549
#415660
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐/๒๕๔๙

วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นางสมใจ กลิ่นชื่น ที่ ๑ นางจำรวน คำประกอบ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงชัย ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๙/๒๕๔๘ สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๐๐ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลสำโรงไชย (สำโรงชัย)อำเภอท่าตะโก (ไพศาลี) จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๑ งาน ๗๕ ตารางวา ได้รับสิทธิครอบครองมาจากบิดาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยครอบครองทำประโยชน์และเสียภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอด ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ทางราชการทำการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำเจ้าหน้าที่ทำการเดินสำรวจปรากฏว่าได้เนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ ๒ งาน ๙๑ตารางวา (ขณะยื่นฟ้องอยู่ระหว่างการดำเนินการออกโฉนดที่ดินของเจ้าหน้าที่) ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีโครงการขุดลอกคลองสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้รับจ้างจากผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำการขุดลอกคลองซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกแล้วนำดินที่ขุดลอกมาถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นเนื้อที่ประมาณ ๓ งาน ๔๕ ตารางวา ทั้งยังขุดคันดินสระน้ำสาธารณะ (สระเพลง) ซึ่งเป็นทางเดินริมสระอยู่ทางทิศใต้ของที่ดินของผู้ฟ้องคดี เพื่อกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเข้าออกที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีนำดินที่ถมออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้วปรับสภาพดินให้เป็นไปตามเดิมและให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดินและค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมเป็นเงิน ๘,๐๐๐ บาท และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีกลบหลุมที่ขุดในบริเวณสระน้ำสาธารณประโยชน์ให้เป็นคันดินกว้างตามเดิม และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำการขุดหลุมในบริเวณดังกล่าวอีก

ต่อมา อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลกมีคำสั่งให้แยกคดีเป็นสองข้อหาและพิจารณาพิพากษาแยกกันไป โดยให้แยกข้อหาที่ฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีขุดคันดินสระเพลง ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเข้าออกที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีนำดินมากลบหลุมที่ขุดให้เป็นเหมือนเดิม ออกเป็นคดีใหม่ คงเหลือข้อหาที่ฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองซึ่งติดอยู่กับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้วนำดินที่ขุดมากลบถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตาม สค.๑จำนวน ๒๔ ไร่ ๑ งาน ๗๕ ตารางวา จริง แต่ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตหวงห้ามของทางราชการทหารตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอโคกสำโรงจังหวัดลพบุรี และอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ พุทธศักราช ๒๔๘๓ ซึ่งในขณะนั้นอำเภอไพศาลีเป็นตำบลหนึ่งอยู่ในเขตปกครองของอำเภอท่าตะโก ย่อมไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้การรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นเพียงการรังวัดเพื่อตรวจสอบการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเพื่อเข้ากระบวนการพิสูจน์สิทธิของอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐเท่านั้นและตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าเมื่อมีการรังวัดที่ดินแล้วปรากฏว่าที่ดินมีเนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๒ งาน๙๑ ตารางวา เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงใบไต่สวนสิทธิเท่านั้น ผู้ฟ้องคดียังมิได้มีสิทธิในที่ดินส่วนเกิน (จากจำนวน ๒๔ ไร่ ๑ งาน ๗๕ ตารางวา) เพราะยังไม่ได้พิสูจน์สิทธิการได้มาว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งตามสภาพข้อเท็จจริงคลองสาธารณะที่ทำการขุดลอกนั้นเดิมมีขนาดความกว้างประมาณ ๓๐ เมตร และเคยใช้เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำ ต่อมาเส้นทางจราจรทางบกสะดวกกว่าจึงเลิกใช้เส้นทางสัญจรทางน้ำ ประกอบกับคลองตื้นเขินราษฎรจึงบุกรุกเข้าไป

ทำประโยชน์และถือสิทธิครอบครอง ผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมที่จะบุกรุกครอบครองเช่นกัน และการขุดลอกคลองของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การว่า การรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดินในครั้งนั้นเป็นการสำรวจรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีได้รับโอนสิทธิครอบครองมาจากผู้มีสิทธิครอบครองคนก่อนซึ่งครอบครองที่ดินมาก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอโคกสำโรง จังหวดลพบุรี และอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ พุทธศักราช ๒๔๘๓ ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ตามแนวเขตที่ปักหลักเขตไว้ต่อเนื่องมาโดยตลอด และไม่มีเจตนาบุกรุกที่ดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง ทั้งคลองสาธารณะที่ทำการขุดนั้นเดิมเป็นทางเกวียน ไม่ใช่คลองสาธารณะตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การเพิ่มเติมว่า ผู้ฟ้องคดียังพิสูจน์ไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีที่ดินจำนวนเนื้อที่เท่าใด เอกสารที่นำมาประกอบการฟ้องเป็นเพียงใบสอบเขตใบไต่สวน และการออกรังวัดดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีไม่ได้แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีไปทำการรังวัดชี้เขต เพราะที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้มีหน้าที่ดูแล การขุดลอกคลองของผู้ถูกฟ้องคดีอยู่ในแนวเขตสาธารณะซึ่งเดิมเป็นคลองสาธารณะ ไม่ใช่ทางเกวียนตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง

ศาลปกครองพิษณุโลกเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ขุดลอกคลองซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้วนำดินที่ขุดมากลบถมทำเป็นถนนในที่ดินของผู้ฟ้องคดีรวมเนื้อที่ประมาณ๓ งาน ๔๕ ตารางวา และมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีนำดินที่ถมออกไปจากดินของผู้ฟ้องคดีพร้อมปรับสภาพดินให้เป็นไปตามเดิมและให้ชดใช้ค่าใช้จ่าย อันเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นแนวเขตคลองสาธารณะเดิม อีกทั้งผู้ฟ้องคดียังพิสูจน์ไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีมีเนื้อที่เท่าใด ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้บุกรุกแนวเขตคลองสาธารณประโยชน์ จึงเห็นได้ว่าคดีนี้ที่ดินบริเวณพิพาท คู่กรณีทั้งสองฝ่ายซึ่งฝ่ายหนึ่งเป็นเอกชนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐยังโต้แย้งกันว่า ผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากัน ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความยุติเบื้องต้นเสียก่อนว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีอันเป็นที่ดินของเอกชน หรือเป็นแนวเขตคลองสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ และพิจารณาถึงความเสียหายของผู้ฟ้องคดีต่อไปได้ การพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากันย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายที่ดินหรือกฎหมายอื่นที่บัญญัติเรื่องนั้นไว้เป็นพิเศษ และศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินได้แก่ ศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดนครสวรรค์เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งใกล้กับสระน้ำสาธารณะ (สระเพลง) และอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคูคลองและปรับแนวดินตรงบริเวณคันคลองสระน้ำสาธารณะดังกล่าว จึงมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีนำดินที่ขุดจากสระน้ำออกจากที่ดินผู้ฟ้องคดี และปรับคันดินตามแนวสระน้ำเหมือนเดิมเช่นก่อนที่จะมีการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีนั้น ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีให้การต่อสู้ทำนองว่ามีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในอันที่จะขุดลอกคูคลองสาธารณะ ทางเดินที่สาธารณะ เพื่อการพัฒนาตำบล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยหาตั้งเป็นประเด็นพิพาทโดยตรงเกี่ยวกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นของตนว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใดไม่ หากแต่เป็นการยกขึ้นกล่าวอ้างลอยๆ ในคำให้การเพื่อสนับสนุนการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ต้นเหตุอันเป็นที่มาของการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการขุดลอกสระน้ำและปรับไถที่ตรงคันคลองสระน้ำนั้นแล้วทำให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินผู้ฟ้องคดี โดยไม่มีประเด็นโดยตรงถึงสิทธิของผู้ฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินที่ครอบครองทำประโยชน์อยู่อีกจึงจะนำคำให้การเกี่ยวกับที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดียกขึ้นกล่าวอ้างอย่างฟุ่มเฟือยมาตั้งเป็นประเด็นโดยตรงเพื่อให้เกิดประเด็นพิพาทขึ้นว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นหาได้ไม่ และเฉพาะอย่างยิ่งคำขอบังคับของผู้ฟ้องคดีที่ให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดินนั้นก็เห็นได้ว่าเกิดจากความเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายทั้งสิ้น ประกอบกับคำขอที่ให้นำดินที่ถมออกจากที่ดินผู้ฟ้องคดีนั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีตามกฎหมายที่ต่อเนื่องมาจากการขุดลอกคูคลองสระน้ำสาธารณะนั้นว่าชอบที่จะกระทำได้หรือไม่ก่อน และโดยอาศัยหลักความชอบด้วยกฎหมายตามบทบัญญัติใดหาไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นกรณีที่ศาลยุติธรรมจำต้องพิจารณาการกระทำอันเป็นการกระทำในทางปกครองหรือนิติกรรมทางปกครองด้วย ทั้งๆ ที่เป็นอำนาจของศาลปกครองล้วนๆ ดังที่ได้แยกเขตอำนาจนี้ไปตลอดจนยังเห็นได้ชัดจากแผนที่ในหนังสือแก้ไขคำฟ้องว่าบริเวณที่มีการขุดหลุมโดยผู้ถูกฟ้องคดีนั้นจะห่างจากที่ตั้งของที่ดินผู้ฟ้องคดีและอยู่ในแนวถนนเดียวกันกับที่ตั้งประปาหมู่บ้านสำโรงชัยซึ่งหามีประเด็นว่าที่ดินผู้ฟ้องคดีเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่เลย หากแต่ประเด็นแห่งคดีทั้งหมดล้วนสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีแล้วก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิของผู้ฟ้องคดีในอันที่จะครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเท่านั้นฉะนั้นกรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นราษฎรยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงชัยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การสรุปได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐาน สค. ๑ เลขที่ ๑๐๐หมู่ ๔ ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ โดยรับโอนสิทธิครอบครองมาจากผู้มีสิทธิครอบครองคนก่อน เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๑ งาน ๗๕ ตารางวา ต่อมาทางราชการทำการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำเจ้าหน้าที่ทำการเดินสำรวจปรากฏว่าได้เนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ ๒ งาน ๙๑ ตารางวา แต่ในการขุดลอกคลองตามโครงการขุดลอกคลองสาธารณประโยชน์ของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้รับจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีได้นำดินที่ขุดลอกคลองมาถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเนื้อที่ประมาณ ๓ งาน ๔๕ ตารางวา ทั้งยังขุดคันดินสระน้ำสาธารณะ (สระเพลง) ซึ่งเดิมใช้เป็นทางเดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่สามารถเข้าออกที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีนำดินที่ถมออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้วปรับสภาพดินให้เป็นไปตามเดิมและให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดินและค่าใช้จ่ายอื่นๆ และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีกลบหลุมที่ขุดในบริเวณสระน้ำสาธารณประโยชน์ให้เป็นคันดินกว้างตามเดิม และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำการขุดหลุมในบริเวณดังกล่าวอีก ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตาม สค. ๑ จำนวน ๒๔ ไร่ ๑ งาน ๗๕ ตารางวา จริง แต่ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตหวงห้ามของทางราชการทหาร และที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าเมื่อมีการรังวัดที่ดินแล้วปรากฏว่าที่ดินมีเนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๒ งาน ๙๑ ตารางวา เป็นเพียงใบไต่สวนสิทธิ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงยังไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนเกิน ทั้งการขุดลอกคลองของผู้ถูกฟ้องคดีอยู่ในแนวเขตสาธารณะซึ่งเดิมเป็นคลองสาธารณะ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้บุกรุกแนวเขตสาธารณประโยชน์ คดีนี้อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลกสั่งให้แยกคดีเป็นสองข้อหา โดยข้อหาแรกฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกคลองซึ่งติดอยู่กับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้วนำดินที่ขุดมากลบถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองให้ถือเป็นคดีนี้ ส่วนข้อหาที่สองฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีขุดคันดินสระเพลง ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเข้าออกที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีนำดินมากลบหลุมที่ขุดให้เป็นเหมือนเดิมให้แยกเป็นคดีใหม่ ดังนั้น คดีนี้จึงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาเฉพาะข้อหาแรกเท่านั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีนำดินที่ขุดลอกคลองมาถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีนำดินที่ถมออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้วปรับสภาพดินให้เป็นไปตามเดิมและให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดินและค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินที่นำดินไปถมมิใช่เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่เป็นคลองสาธารณประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีบุกรุก ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นคลองสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสมใจ กลิ่นชื่น ที่ ๑ นางจำรวนคำประกอบ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงชัย ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ติดราชการ

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

( สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสมใจ กลิ่นชื่น ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงชัย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2549
#415659
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๔๙

วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นายประยูร อัครบวร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๑ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๒ นายทะเบียน ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง สำนักงานทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่๑๓๐๘/๒๕๔๗ความว่า ขณะเกิดเหตุผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือหุ้นและมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี จำกัด ซึ่งมีสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน๒๕๔๗ แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า บริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี จำกัด ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัท โดยอาศัยมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม๒๕๔๗ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการบริษัทหากผู้ฟ้องคดีมีข้อคัดค้านการจดทะเบียนให้ยื่นหนังสือคัดค้านพร้อมเหตุผลและหลักฐานประกอบคำคัดค้าน ภายในเวลา ๑๐ วัน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ได้รับหนังสือคัดค้านภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวหรือคำคัดค้านไม่อาจรับฟังได้หรือหลักฐานประกอบคำคัดค้านไม่อาจเชื่อถือได้ตามกฎหมายผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะตรวจพิจารณาคำขอจดทะเบียนต่อไป แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ระบุที่อยู่ทางไปรษณีย์ของผู้ฟ้องคดีไม่ชัดเจน ทำให้พนักงานไปรษณีย์ไม่สามารถนำส่งให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้ทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รับจดทะเบียนตามคำขอของบริษัทฯ ไปแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจใช้สิทธิคัดค้านการจดทะเบียน ซึ่งต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๗ ลงนามโดยผู้อำนวยการส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลางแจ้งว่าเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่๓ได้มีคำสั่งรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการตามคำขอของบริษัทฯ ไว้แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๑๙ เนื่องจากเห็นว่า การดำเนินการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ข้อบังคับของบริษัทและระเบียบที่เกี่ยวข้อง หากไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ขอให้อุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งภายใน ๑๕วันนับแต่วันได้รับหนังสือ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า คำสั่งรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๑๙ แตผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยืนยันตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนตามคำขอของบริษัทฯไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๗และมาตรา๓๐ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีได้ทราบข้อเท็จจริงและมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอย่างเพียงพอ เพราะหนังสือแจ้งการจดทะเบียนที่มีถึงผู้ฟ้องคดีระบุที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่ทราบถึงการพิจารณารับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังเร่งรัดการรับจดทะเบียนตามคำขอโดยไม่มีเหตุเร่งด่วนหรือเหตุอื่นที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย ทั้งที่ยังไม่ครบกำหนดเวลายื่นหนังสือคัดค้านของผู้ฟ้องคดี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีหนังสือลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ แจ้งการขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ โดยให้ยื่นหนังสือคัดค้านภายใน ๑๐วัน และมีคำสั่งรับจดทะเบียนวันที่ ๑๘ มิถุนายน๒๕๔๗) จึงเป็นการใช้อำนาจที่ขาดความเป็นกลางและไม่รับฟังพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงก่อนพิจารณามีคำสั่งรับจดทะเบียนนอกจากนี้การรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทไม่เป็นไปตามขั้นตอนของข้อบังคับของบริษัท และระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพ.ศ. ๒๕๓๘ และเป็นการจดทะเบียนตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมถึงเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังนี้

๑. ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการตามคำร้องขอของบริษัทฯ

๒. ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยืนยันความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี และ

๓. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากกรณีผู้ฟ้องคดีถูกเลิกจ้างอันเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการ ทำให้ฝ่ายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) อาศัยเป็นช่องทางเรียกประชุมกรรมการบริษัท และมีมติเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีในฐานะลูกจ้างของบริษัทฯเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการผู้จัดการ (ต่อมา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งลงวันที่ ๓๑มกราคม ๒๕๔๘ ไม่รับคำฟ้องในข้อหานี้ไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีพิพาทอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างบริษัทฯ ซึ่งเป็นนายจ้าง กับผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องบางข้อหาดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด)

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ส่งหนังสือแจ้งการจดทะเบียนโดยระบุที่อยู่ของผู้ฟ้องคดีอย่างชัดเจนตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในหนังสือรับรองนิติบุคคล และการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าไม่ทราบเรื่องการพิจารณารับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นการกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธข้อเท็จจริง เพราะบริษัทฯ โดยผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน๒๕๔๗ แจ้งให้ทราบว่าขอคัดค้านการจดทะเบียนแก้ไขเกี่ยวกับกรรมการออกจากตำแหน่งและกรรมการเข้าใหม่ เนื่องจากการดำเนินการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ เมื่อวันที่๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเรียกประชุมของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในวันที่๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗เป็นการเรียกประชุมซ้อนที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๗๔ วรรคสอง ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงทราบถึงสิทธิของตนแต่แรกและได้คัดค้านคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามความประสงค์ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาคำขอและรับจดทะเบียนให้เมื่อวันที่ ๑๘มิถุนายน ๒๕๔๗ เนื่องจากเห็นว่าการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่การจัดประชุมซ้อนตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างทั้งเป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้พิจารณาคำขอจดทะเบียนคำคัดค้านอย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้พิจารณาคำคัดค้าน ตลอดจนคำอุทธรณ์โต้แย้งอย่างรอบคอบคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย อนึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม๒๕๔๗ ต่อศาลแพ่งไว้แล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๓๗๒/๒๕๔๗

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นก่อนว่าการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา๑๑๗๔ วรรคสอง หรือไม่ และมติของที่ประชุมดังกล่าวที่จัดประชุมโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๑๙๕หรือไม่ จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทฯ หรือไม่ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่ามติที่ประชุมดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงจะสามารถพิจารณาคำขอจดทะเบียนของบริษัทฯ ได้

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการตามคำขอของบริษัทฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียน และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยที่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งได้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้คดีนี้มีหลายประเด็นเกี่ยวพันกันโดยมีประเด็นหลักซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นเนื้อหาแห่งคดีที่จะต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีประเด็นที่เกี่ยวพันกันที่จำเป็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นชอบด้วยมาตรา ๑๑๗๔ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ และมติของที่ประชุมดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้ประเด็นดังกล่าวจะเป็นประเด็นที่ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อประเด็นหลักเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ตามข้อ ๔๑ วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓

ศาลแพ่งเห็นว่า แม้คดีนี้จะมีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่๓ที่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ซึ่งถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. ๒๕๓๙จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งได้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การจะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้นั้น จำต้องวินิจฉัยข้อโต้แย้งเกี่ยวกับมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ว่าชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เพราะหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย ถึงแม้คำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ จะได้ดำเนินการโดยถูกต้องและปฏิบัติตามขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการแล้วก็ตาม คำสั่งดังกล่าวก็ยังคงต้องถูกเพิกถอนเพราะเหตุที่มติที่ประชุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้จัดการบริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต่อมา บริษัทฯ ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและอำนาจกรรมการบริษัทโดยอาศัยมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ เมื่อวันที่๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการบริษัท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวแก่ผู้ฟ้องคดีและแจ้งว่าหากมีข้อคัดค้านการจดทะเบียนให้ยื่นหนังสือคัดค้านพร้อมเหตุผลและหลักฐานประกอบภายในเวลาที่กำหนด แต่ระบุที่อยู่ทางไปรษณีย์ของผู้ฟ้องคดีไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ฟ้องคดีทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รับจดทะเบียนตามคำขอของบริษัทฯ ไปแล้วและไม่อาจใช้สิทธิคัดค้านต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีคำสั่งรับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการตามคำขอของบริษัทฯผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่๒ ว่า การจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ นั้นเป็นการเรียกประชุมโดยผู้ถือหุ้น มิใช่โดยผู้จัดการบริษัทฯ การประชุมและมติที่ประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๐๑๙ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ยืนยันตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ทั้งขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทไม่เป็นไปตามขั้นตอนของข้อบังคับบริษัทและระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ. ๒๕๓๘ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการตามคำร้องขอของบริษัทฯ และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ ได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีได้ทราบถึงสิทธิของตนแต่แรกและได้คัดค้านคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่๓ตามความประสงค์แล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาคำขอและรับจดทะเบียนเพราะเห็นว่าการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายมิใช่การจัดประชุมซ้อนตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ทั้งเป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้พิจารณาคำขอจดทะเบียนคำคัดค้านอย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้พิจารณาคำคัดค้าน ตลอดจนคำอุทธรณ์อย่างรอบคอบแล้ว

ดังนั้น เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการของบริษัทฯ ทำให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นกรรมการของบริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี จำกัด เมื่อบริษัทฯ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจการค้า โดยขณะเกิดเหตุมีผู้ฟ้องคดีเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทฯ และอ้างว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การรับจดทะเบียนตามมติที่ประชุมดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยนั้น คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า การประชุมและมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ ๑๗พฤษภาคม ๒๕๔๗ ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทหรือไม่แล้วจึงจะพิจารณาเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนที่พิพาทได้เมื่อบริษัทฯ เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าเพื่อแสวงหากำไรและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก รัฐจึงได้กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้การก่อตั้ง การดำเนินกิจการ ตลอดจนการเลิกกิจการของนิติบุคคลต้องเป็นไปตามขั้นตอนและจดทะเบียน หากมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็ต้องนำความไปแจ้งต่อนายทะเบียนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับรองสิทธิว่านิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมได้และเพื่อเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ถึงสถานะอำนาจหน้าที่ของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นๆ ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายนี้เป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องทางปกครองสถานภาพของผู้ฟ้องคดีจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่จึงต้องเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นหลักซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง มิใช่อยู่ที่การรับจดทะเบียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เมื่อศาลจำต้องพิจารณาถึงสิทธิในทางแพ่งเป็นสำคัญแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายประยูร อัครบวร ผู้ฟ้องคดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๑ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๒ นายทะเบียน ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลางสำนักงานทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ติดราชการ

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๘
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายประยูร อัครบวร
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2549
#415658
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๔๙

วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ นายปัญญวุฒิ การสุทธิ์ โจทก์ได้ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหม ที่ ๑ กองทัพเรือ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๓๓๗/๒๕๔๗ ความว่า โจทก์เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยทั้งสองโดยรับราชการที่กรมช่างโยธาทหารเรือซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดจำเลยที่ ๒ และได้รับพระราชทานยศทหาร ชั้นเรือโทระหว่างโจทก์รับราชการในสังกัดของจำเลยที่ ๒ นั้นได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปช่วยปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดของจำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติงานที่คณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎรเป็นเวลา ๑ปี นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ ก่อนครบกำหนดประธานคณะกรรมาธิการทหารได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ ๑ ขออนุมัติให้โจทก์ช่วยราชการต่อเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องอีกเป็นเวลา ๑ ปี และเมื่อถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดช่วยปฏิบัติราชการโจทก์พร้อมด้วยที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการทหารได้พบและรายงานตัวต่อเจ้ากรมช่างโยธาทหารเรือพร้อมได้ชี้แจงให้ทราบว่าประธานคณะกรรมาธิการทหารได้มีหนังสือขอตัวโจทก์ให้ช่วยราชการอีก ๑ ปี และระหว่างที่ยังรอคำสั่งให้ช่วยราชการโจทก์ขอไปปฏิบัติหน้าที่ที่คณะกรรมาธิการทหารตามคำสั่งของประธานคณะกรรมาธิการทหาร จากนั้นโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อมา กระทั่งเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ ประธานคณะกรรมาธิการทหารแจ้งให้โจทก์ทราบว่าปลัดกระทรวงกลาโหมจะทำหนังสือแจ้ง จำเลยที่ ๒ว่าอนุญาตให้โจทก์อยู่ปฏิบัติราชการชั่วคราวที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมจนถึงวันที่ ๑ตุลาคม ๒๕๔๖ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งไปยังเจ้ากรมกำลังพลทหารเรือซึ่งเป็นส่วนราชการของจำเลยที่ ๒ ว่าจะกลับเข้าปฏิบัติราชการที่กรมช่างโยธาทหารเรือในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ แต่เมื่อประธานคณะกรรมาธิการทหารทราบว่าจำเลยที่ ๒ ไม่อนุมัติให้โจทก์ช่วยราชการต่อ จึงหารือกับปลัดกระทรวงกลาโหมและได้รับคำแนะนำว่าควรขอให้มาช่วยราชการจนครบปีงบประมาณโดยให้ทำหนังสือ ขอช่วยราชการใหม่เป็นระยะเวลา ๓ เดือนนับแต่วันที่ ๑กรกฎาคม ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๖ ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการทหารได้มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ ๑ ขอตัวโจทก์ไปช่วยปฏิบัติงานอีกครั้งหนึ่งโดยจำเลยที่ ๑ แจ้งว่ากำลังพิจารณาดำเนินการอยู่ ครั้นเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ โจทก์ได้ไปรายงานตัวเพื่อกลับไปรับราชการที่กรมช่างโยธาทหารเรือซึ่งเป็นต้นสังกัด แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและพิจารณาลงทัณฑ์โจทก์ กรณีกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการเกินกว่า ๑๕ วัน ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เห็นว่าโจทก์กระทำผิดจริง จึงเสนอปลดและถอดยศโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งให้ปลดโจทก์ออกจากราชการทหารพร้อมกับถอดยศโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ได้หนีราชการทหารในเวลาประจำการเพราะโจทก์ได้แจ้งให้เจ้ากรมช่างโยธาทหารเรือทราบแล้วว่าไม่สามารถปฏิบัติราชการที่ต้นสังกัดได้ เนื่องจากขณะนั้นโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการอยู่ที่คณะกรรมาธิการทหารสภาผู้แทนราษฎร โจทก์จึงมิได้มีเจตนาหนีราชการทหารอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่สำคัญตามประมวลกฎหมายอาญาทหารมาตรา ๔๕ โจทก์จึงไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหาของจำเลยทั้งสองทั้งรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริง ฉบับวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ ก็ไม่ได้สอบปากคำของเจ้ากรมช่างโยธาทหารเรือ เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ ประธานคณะกรรมาธิการทหารและบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งสองปลดโจทก์ออกจากราชการทหารโดยอาศัยมติสภากลาโหม ครั้งที่ ๓/๐๗ ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๐๗ และถอดยศโจทก์ตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ไม่สมควรดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ข้อ๒ นั้น ก็มิใช่การออกคำสั่งโดยอาศัยกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงเป็นการไม่ชอบ โดยก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ไปยังต้นสังกัดโจทก์แล้วแต่ยังไม่ได้รับแจ้งผล การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ ๗๘๙/๒๕๔๖ ลงวันที่๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๖ เรื่องให้ปลดโจทก์ออกจากราชการและประกาศกระทรวงกลาโหมเรื่องพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศโจทก์ออกจากยศทหาร ลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๖และให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งบรรจุโจทก์เข้ารับราชการทหารตามตำแหน่งหน้าที่และยศทหารตามเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมและปฏิบัติงานคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎรมีกำหนด ๑ ปีนับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ ก่อนครบกำหนดดังกล่าวประธานคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎรได้มีหนังสือขอให้โจทก์ช่วยราชการต่อไปอีกมีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ แต่จำเลยที่ ๒ ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งงดให้โจทก์ไปช่วยราชการและให้กลับเข้ารับราชการที่กองทัพเรือในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เมื่อโจทก์มิได้รายงานตัวกลับเข้ารับราชการนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดช่วยปฏิบัติราชการเกินกว่า๑๕ วัน จึงเป็นความผิดฐานหนีราชการทหารตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา ๔๕จำเลยที่ ๒ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีดังกล่าวซึ่งมีมติว่า การกระทำของโจทก์เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยชอบด้วยกฎหมาย หนีราชการในเวลาประจำการและขาดราชการทหารหรือละทิ้งหน้าที่ จำเลยที่ ๒ จึงได้รายงานต่อไปยังจำเลยที่ ๑ เพื่อพิจารณาปลดออกจากราชการและถอดยศโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ จึงได้มีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการเป็นนายทหารกองหนุน ไม่มีเบี้ยหวัด สังกัด กพ.ทร. เนื่องจากการกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการพร้อมกับได้ดำเนินการถอดยศของโจทก์อันเป็นไปตามมติสภากลาโหมและระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ไม่สมควรดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมพ.ศ. ๒๕๐๓ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ การดำเนินการของจำเลยทั้งสองตามฟ้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้เพื่อขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งและประกาศเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปลดโจทก์ออกจากราชการและถอดยศโจทก์ออกจากยศทหารและให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งบรรจุโจทก์เข้ารับราชการตำแหน่งหน้าที่และยศทหารเดิมโดยอ้างว่าคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ ๗๘๙/๒๕๔๖ ฉบับลงวันที่ ๒๔ตุลาคม ๒๕๔๖ เรื่องให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการและประกาศกระทรวงกลาโหมเรื่องพระราชทาน พระบรมราชานุญาตถอดยศโจทก์ออกจากยศทหาร ฉบับลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๖ เป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อพิจารณาตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ ๗๘๙/๒๕๔๖ และประกาศกระทรวงกลาโหมเรื่องพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศ อันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องแล้วจะเห็นได้ว่าคำสั่งและประกาศดังกล่าวระบุถึงสาเหตุที่ปลดโจทก์ออกจากราชการและ ถอดยศโจทก์ออกจากยศทหารเนื่องจากโจทก์กระทำความผิดหนีราชการทหารในเวลาประจำการ มิใช่เป็นการระบุอย่างชัดแจ้งว่าการปลดและถอดยศออกจากราชการทหารสืบเนื่องจากการกระทำความผิดวินัยทหารตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยตรง ดังนั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ อันเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำการปลดโจทก์ออกจากราชการโดยอาศัยมติสภากลาโหมครั้งที่ ๓/๒๕๐๗ ลงวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๐๗ และถอดยศโจทก์ออกจากยศทหาร ตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ไม่สมควรดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. ๒๕๐๗โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้อำนาจศาลปกครองพิจารณาพิพากษาหรือ มีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และคดีพิพาทอื่นตามที่บัญญัติในมาตรา ๙วรรคหนึ่ง แต่โดยที่มาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ได้บัญญัติให้การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง และโดยที่คดีนี้ข้อเท็จจริงจากคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายเนื่องจากจำเลยที่ ๑ โดยปลัดกระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๗๘๙/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๖ ปลดโจทก์ออกจากราชการเป็นทหารกองหนุน ไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการในเวลาประจำการ ซึ่งตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช๒๔๗๖ บัญญัติว่า วินัยทหาร คือการที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร ดังนั้นการที่ทหารไม่มาปฏิบัติราชการหรือหนีราชการทหารจึงเป็นความผิดต่อวินัยทหาร ประกอบกับมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า ทหารผู้ใดกระทำผิดต่อวินัยทหารจักต้องรับทัณฑ์ตามที่ปรากฏในหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ และอาจต้องถูกปลดจากประจำการหรือถูกถอดยศทหาร ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๒ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและพิจารณาลงทัณฑ์โจทก์กรณีกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ และจำเลยที่ ๑ ได้อาศัยอำนาจตามข้อบังคับ กห. ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๒ หมวด ๑ ข้อ ๔ (๒) และคำสั่ง กห. (เฉพาะ) ที่ ๑๓๕/๔๓ ลงวันที่ ๑๕กันยายน ๒๕๔๓ ผนวก ก. ข้อ ๑.๓๖ มีคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๗๘๙/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๔ตุลาคม ๒๕๔๖ ปลดออกจากราชการเนื่องจากกระทำผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการและมีประกาศกระทรวงกลาโหม ลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๖ ถอดยศโจทก์ จึงเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารตามมาตรา ๔ ประกอบมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ คดีพิพาทดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจของ ศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ โจทก์เป็นอดีตข้าราชการทหารยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหม ที่ ๑ กองทัพเรือ ที่ ๒ จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคำให้การสรุปได้ว่า ขณะโจทก์รับราชการที่กรมช่างโยธาทหารเรือซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดจำเลยที่ ๒ ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ ๑ ให้ไปปฏิบัติงานที่คณะกรรมาธิการทหารสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๖เมื่อครบกำหนดประธานคณะกรรมาธิการทหารขอให้ช่วยปฏิบัติงานต่อและแจ้งว่าปลัดกระทรวงกลาโหมจะทำหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๒ ว่าอนุญาตให้โจทก์อยู่ปฏิบัติราชการชั่วคราวที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมจนถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ โจทก์กลับไปรายงานตัวในวันที่ ๑ ตุลาคม๒๕๔๖ แต่ถูกจำเลยที่ ๒ ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและพิจารณาลงทัณฑ์ กรณีกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการเกินกว่า ๑๕ วัน และจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้ปลดโจทก์ออกจากราชการทหารพร้อมกับถอดยศโจทก์ตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอ โจทก์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบเพราะโจทก์มิได้เจตนาหนีราชการทหาร อันเป็นองค์ประกอบความผิดที่สำคัญตามประมวลกฎหมายอาญาทหารมาตรา ๔๕ รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงก็ไม่ได้สอบปากคำของบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย คำสั่งปลดออกจากราชการและถอดยศอาศัยตามมติสภากลาโหมครั้งที่ ๓/๐๗ ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๐๗ และระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ไม่สมควรดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ ข้อ ๒ นั้นมิใช่คำสั่ง กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่๑ เพิกถอนคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการและประกาศถอดยศ และให้จำเลยทั้งสองบรรจุโจทก์กลับเข้ารับราชการทหารตามเดิม จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ มีคำสั่งงดให้โจทก์ไปช่วยราชการและให้กลับเข้ารับราชการในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ แต่โจทก์มิได้รายงานตัวกลับเข้ารับราชการนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดช่วยปฏิบัติราชการเกินกว่า ๑๕ วัน จึงเป็นความผิดฐานหนีราชการทหารตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา ๔๕ จำเลยที่ ๒ จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนซึ่งมีมติว่า การกระทำของโจทก์เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยชอบด้วยกฎหมาย หนีราชการในเวลาประจำการและขาดราชการทหารหรือละทิ้งหน้าที่ จำเลยที่ ๑ จึงมีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการและถอดยศ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑ การดำเนินการของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้ปลดโจทก์ออกจากราชการพร้อมกับดำเนินการถอดยศของโจทก์นั้น เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารหรือไม่เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๖ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "วินัยทหาร คือการที่ทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร" และมาตรา ๗ บัญญัติว่า"ทหารผู้ใดกระทำผิดต่อวินัยทหาร จักต้องรับทัณฑ์ตามวิธีที่ปรากฏในหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ และอาจต้องถูกปลดจากประจำการหรือถูกถอดจากยศทหาร" ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งงดให้โจทก์ไปช่วยราชการและ ให้กลับเข้ารับราชการในวันที่ ๑ กรกฎาคม๒๕๔๖ แต่โจทก์มิได้รายงานตัวกลับเข้ารับราชการนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดช่วยปฏิบัติราชการเกินกว่า ๑๕ วัน กรณีจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และหนีราชการทหารหรือละทิ้งหน้าที่อันเป็นการไม่ประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหารและถือเป็นความผิดต่อวินัยทหาร ต้องรับทัณฑ์อาจต้องถูกปลดจากประจำการหรือถูกถอดจาก ยศทหาร เมื่อจำเลยที่ ๒ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและพิจารณาลงทัณฑ์โจทก์กรณีกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ และจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่๗๘๙/๒๕๔๖ลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๖ ให้ปลดโจทก์ออกจากราชการเนื่องจากกระทำผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ กรณีจึงเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร ซึ่งศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นายปัญญวุฒิ การสุทธิ์ โจทก์กระทรวงกลาโหมที่ ๑ กองทัพเรือ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คมศิลล์ คัด/ทาน

๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปัญญวุฒิ การสุทธิ์
จำเลย — กระทรวงกลาโหมที่ 1กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2549
#266443
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้ไม้สนซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ซึ่งมีขนาดโตพอควร ตีศีรษะผู้เสียหาย 1 ครั้ง โดยเลือกตีที่ศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญ การที่กะโหลกศีรษะแตก มีเลือดคั่งในสมองจากการถูกตี แสดงว่าจำเลยตีอย่างแรง จำเลยย่อมเล็งเห็นผลแห่งการกระทำของตนว่าอาจเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ทั้งตามความเห็นของแพทย์ผู้รักษาหากแพทย์ไม่ผ่าตัดสมองรักษาให้ทันท่วงที ผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า

จำเลยกับผู้เสียหายรับจ้างทำงานก่อสร้างสะพานด้วยกัน ก่อนเกิดเหตุจำเลยเร่งให้เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งและผู้เสียหายทำงาน แล้วโต้เถียงกับผู้เสียหาย จำเลยท้าทายผู้เสียหายให้ขึ้นมาชกกันบนคันคลอง แต่ผู้เสียหายยังคงนั่งก้มหน้าทำงานและพูดว่า จะลุ้นกับรุ่นพ่อ ซึ่งหมายความว่าอยากจะชกต่อยกับจำเลยที่มีอายุรุ่นเดียวกับพ่อของผู้เสียหาย แม้คำพูดเช่นนี้ของผู้เสียหายจะไม่เหมาะสมบ้าง แต่ก็เป็นเพียงการยั่วโทสะจำเลยเท่านั้น การที่จำเลยหยิบไม้เดินลงไปตีศีรษะผู้เสียหายในขณะนั้นจึงไม่ใช่การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 80, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี คำรับของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ การที่จำเลยใช้ไม้สนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งและมีขนาดโตพอสมควร เลือกตีที่บริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญจนกะโหลกศีรษะแตก มีเลือดคั่งในสมองแสดงว่าจำเลยตีผู้เสียหายอย่างแรง จำเลยย่อมเล็งเห็นผลแห่งการกระทำของตนว่าเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ทั้งตามความเห็นแพทย์ยังได้ความว่าหากไม่รักษาทันท่วงทีผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายเนื่องจากได้รับการรักษาทันท่วงที การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดด้วยเหตุบันดาลโทสะหรือไม่ วันเกิดเหตุผู้เสียหายจำเลยกับพวกประมาณ 10 คน ไปรับจ้างนายบุญสมรับเหมาสร้างสะพาน ก่อนเกิดเหตุจำเลยเร่งให้ผู้ร่วมงานคนหนึ่งและผู้เสียหายทำงานให้เร็ว แล้วโต้เถียงกับผู้เสียหาย จำเลยเป็นฝ่ายท้าทายผู้เสียหายเพียงฝ่ายเดียวให้ขึ้นมาชกกันบนคันคลอง โดยผู้เสียหายมิได้รับคำท้าของจำเลยและไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการคุกคามต่อความปลอดภัยในร่างกายของจำเลย ผู้เสียหายเพียงแต่พูดว่า อยากลุ้นกับรุ่นพ่อ ซึ่งคำพูดดังกล่าวมีความหมายว่าอยากต่อยกับรุ่นพ่อ ซึ่งการพูดจาของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเพียงการยั่วโทสะจำเลยเท่านั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง พฤติการณ์ของผู้เสียหายที่แสดงต่อจำเลยยังถือไม่ได้ว่าได้กระทำการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตาม ป.อ. มาตรา 72 การที่จำเลยหยิบไม้เดินลงไปตีศีรษะผู้เสียหายในขณะนั้นจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดด้วยเหตุบันดาลโทสะ

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 72 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายวาย มูลทองสงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 7/2549
#419043
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๔๙

วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่งธนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๗ นายปกรณ์ จำปาทุม ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้อำนวยการเขตบางพลัดที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๓๑/๒๕๔๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรของนางอารี จำปาทุม ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนางเลื่อนมียงค์ เมื่อนางเลื่อนถึงแก่กรรมมีทรัพย์มรดกได้แก่โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๕๗๔ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี โดยมีนางสาวพะเนาว์ มียงค์เป็นผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลแพ่งธนบุรีคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๒๐/๒๕๒๘ ที่ดินดังกล่าวมีนางอารีมารดาของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขออนุญาตซ่อมแซมอาคารเลขที่ ๔๔ ซอยจรัญสนิทวงศ์ ๘๓ ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัดกรุงเทพมหานคร ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ตามหนังสือ ที่ ๙๐๔๘/๔๘๔๙ ลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๖ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓มกราคม ๒๕๔๗นางสาวพะเนาว์ได้โอนมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวให้นางอุไร ผูกไมตรี ทายาทคนหนึ่งของนางเลื่อนและในวันเดียวกันนางอุไรโอนที่ดินที่ได้รับมาให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือที่ กท ๗๔๐๓/๑๙๓๘ ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๗ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนพื้นคอนกรีตโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือ ลงวันที่ ๒๔มีนาคม ๒๕๔๗อุทธรณ์คำสั่งให้รื้อถอนโดยแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้สร้างพื้นคอนกรีตลงบนที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๕๗๔ ที่สร้างพื้นคอนกรีตเดิมเป็นที่ดินมรดกของนางเลื่อน ซึ่งมีนางสาวพะเนาว์ผู้จัดการมรดกถือครองแทนทายาท ๘ คน และได้มีการโอนให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยที่นางอารีและทายาทคนอื่นๆ ไม่ได้ให้ความยินยอมด้วย ขณะที่ผู้ฟ้องคดีเริ่มก่อสร้างจนแล้วเสร็จที่ดินดังกล่าวไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งก่อนดำเนินการผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขออนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และได้รับอนุญาตให้ดำเนินการ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่๑ ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือที่กท๗๔๐๓/๔๖๐๙ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน๒๕๔๗ แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายแล้วให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว เพราะการโอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๕๗๔ ให้เป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นการโอนที่ดินมรดกโดยไม่ชอบจากผู้จัดการมรดกซึ่งไม่มีสิทธิที่จะโอนที่ดินมรดกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน ผู้โอนที่ดินให้เป็นที่สาธารณประโยชน์จึงไม่อาจกระทำได้ตามหลักกฎหมายที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โดยนางอารีได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสาวพะเนาว์ นางอุไร และกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้เพิกถอนการโอนมรดก ตามคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๗๑/๒๕๔๗ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีจึงขัดกับหลักกฎหมายดังกล่าว เป็นการออกคำสั่งโดยไม่สุจริต เพื่อจะกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีให้รื้อถอนพื้นคอนกรีตที่มิใช่ทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะสร้างลงบนที่ดินดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือ ที่ กท๗๔๐๓/๑๙๓๘ ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๗ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามหนังสือ ที่ กท ๗๔๐๓/๔๖๐๙ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๗

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำให้การและคำให้การเพิ่มเติมว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานของที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ ๓๙๕๗๔ ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อยจังหวัดธนบุรี ปรากฏว่า นางอุไรได้จดทะเบียนโอนให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยถูกต้องตามกฎหมาย และราษฎรแจ้งว่าได้รับความเดือดร้อนจากการที่ผู้ฟ้องคดีได้ก่อสร้างอาคารบางส่วนขวางทางเดินสาธารณะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการก่อสร้างพื้นระเบียงในที่ดินสาธารณะจริงดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีสร้างพื้นคอนกรีตรุกล้ำที่สาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งที่ กท ๗๔๐๓/๑๙๓๘ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๗ ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่สาธารณะและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่ง ที่ กท ๗๔๐๓/๔๖๐๙ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี โดยมิได้กลั่นแกล้งและเป็นการออกคำสั่งโดยสุจริต คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองกลางมีความเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม จึงให้คู่ความจัดทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ผู้ฟ้องคดีได้ทำความเห็นชี้แจงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า ประเด็นหลักแห่งคดีนี้ ต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะก่อสร้างพื้นคอนกรีตลงบนที่ดินโฉนดเลขที่๓๙๕๗๔ หรือไม่ โดยไม่ต้องพิจารณาเรื่องของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะไม่ได้พิพาทแย่งตัวทรัพย์ที่ดิน

แต่อย่างใด คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนพื้นคอนกรีตอยู่บนพื้นฐานหลักกฎหมายปกครองอย่างไร การพิจารณาประเด็นแห่งคดีต้องพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้มีคำสั่งโดยสุจริตหรือไม่ ไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใด คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำความเห็นชี้แจงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า ประเด็นหลักแห่งคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า แม้มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากคำสั่งให้รื้อถอนพื้นคอนกรีตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ตาม แต่ประเด็นหลักแห่งคดีจะต้องพิจารณาว่า การโอนโฉนดที่ดินเลขที่๓๙๕๗๔ ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางเลื่อนผู้ตายให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และกรณีดังกล่าวนางอารีมารดาผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องร้องต่อศาลแพ่งธนบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๗๑/๒๕๔๗ โดยมีคำขอให้เพิกถอนการโอนมรดกโฉนดที่ดินเลขที่ดังกล่าวและคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลยุติธรรม ซึ่งโดยลักษณะข้อพิพาทที่ฟ้องร้องในศาลยุติธรรมเป็นข้อพิพาทเดียวกันกับที่นำมาฟ้องในคดีนี้ กรณีจึงเป็นคำฟ้องขอให้ศาลปกครองกลางวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งมาตรา ๙แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแพ่งธนบุรีเห็นว่า คดีหมายเลขดำที่ ๓๐๗๑/๒๕๔๗ ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๗ ว่า "ที่ดินพิพาทมีราคา ๑๑๐,๖๐๐ บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์คดีนี้ เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนี้ คืนคำฟ้องให้ไปยื่นต่อศาลที่มีอำนาจ..'' คดีถึงที่สุดแล้ว ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ ๓๒๐๓/๒๕๔๗ ของศาลแพ่งธนบุรีสำหรับคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งที่ กท ๗๔๐๓/๑๙๓๘ ลงวันที่ ๑๕มีนาคม๒๕๔๗ ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนพื้นคอนกรีตซึ่งได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างแล้วออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่๓๙๕๗๔ ซึ่งตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้สิทธิออกคำสั่งโดยไม่สุจริตกลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดีให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาล ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยการออกคำสั่งโดยไม่สุจริตหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควร จึงเป็นคดีปกครองตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องผู้อำนวยการเขตบางพลัดที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรของนางอารี จำปาทุม ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนางเลื่อน มียงค์ เมื่อนางเลื่อนถึงแก่กรรมมีทรัพย์มรดกได้แก่โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๕๗๔ ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี โดยมีนางสาวพะเนาว์ มียงค์ เป็นผู้จัดการมรดก มารดาผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขออนุญาตซ่อมแซมอาคารซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อมานางสาวพะเนาว์ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้แก่นางอุไร ผูกไมตรี ทายาทคนหนึ่งของนางเลื่อน และนางอุไรก็ได้โอนให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหนังสือที่ กท ๗๔๐๓/๑๙๓๘ ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๗แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนพื้นคอนกรีตอ้างว่าก่อสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเพราะเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ได้สร้างพื้นคอนกรีตลงบนที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ดินที่สร้างพื้นคอนกรีตเดิมเป็นที่ดินมรดกของนางเลื่อน ซึ่งมีนางสาวพะเนาว์ผู้จัดการมรดกถือครองแทนทายาทได้มีการโอนให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยทายาทคนอื่นๆ ไม่ได้ให้ความยินยอม จึงเป็นการโอนโดยไม่ชอบ และมารดาผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือที่ กท ๗๔๐๓/๔๖๐๙ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การสรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการตรวจสอบหลักฐานโฉนดที่ดินพิพาทปรากฏว่าการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ถูกต้องตามกฎหมาย คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการโอนที่ดินมรดกให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิโดยชอบที่จะสร้างพื้นคอนกรีตลงบนที่ดินพิพาท แม้คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าคำสั่งดังกล่าวตามฟ้องของผู้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในที่ดินของมารดาและประโยชน์ใช้สอยในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยตรง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายปกรณ์ จำปาทุม ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการเขตบางพลัดที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายปกรณ์ จำปาทุม
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการเขตบางพลัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2549
#415656
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๖/๒๕๔๙

วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๗ บริษัท คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ ๑ บริษัท เอสที เพาเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุพรรณีมาร์เก็ตติ้ง ที่ ๑ การประปานครหลวง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๕๖๓/๒๕๔๗ความว่า จำเลยที่ ๒ เป็นรัฐวิสาหกิจ มีอำนาจหน้าที่สำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ ผลิต จัดส่งและจำหน่ายน้ำประปา เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาเลขที่ E - TR(BK)-๗ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองให้บริการจัดซื้อและติดตั้งเครื่องสูบน้ำพร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสำหรับสถานีสูบส่งน้ำบางเขน ภายใต้โครงการพัฒนาระบบการประปาของกรุงเทพมหานครโครงการ ๗ และเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๒ทำสัญญาจ้างเลขที่ ๐๒๖๓๐๕๘๔๖ ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ทำงานกำจัดตะกอนพร้อมงานที่เกี่ยวข้องบริเวณโรงงานผลิตน้ำบางเขน เพื่อประโยชน์ในการผลิตน้ำประปาของจำเลยที่ ๒ ในเดือนธันวาคม ๒๕๔๖ โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ ๒ ได้นำเครื่องสูบน้ำพร้อมอุปกรณ์ไปติดตั้งในโรงสูบน้ำของจำเลยที่ ๒ ซึ่งอยู่ติดกับบ่อตากตะกอนที่จำเลยที่ ๑ ดำเนินการขุดลอกตะกอนอยู่ ต่อมา วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ ขอบคันดินบ่อตากตะกอนของจำเลยที่ ๒ พังทลายลงเพราะปราศจากการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพแข็งแรง เป็นเหตุให้น้ำและโคลนในบ่อตากตะกอนไหลเข้าท่วมบริเวณโรงสูบน้ำบางเขนและประตูน้ำของงานตามสัญญาที่โจทก์ทั้งสองทำไว้กับจำเลยที่ ๒ ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการติดตั้งเสียหายหลายรายการได้แก่ เครื่องสูบน้ำ มอเตอร์ อุปกรณ์ควบคุมประตูน้ำ วาล์วและทรัพย์สินอื่นๆ โจทก์ทั้งสองต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำและทำความสะอาด เปลี่ยนแปลงซ่อมแซมอุปกรณ์ รวมทั้งติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ครอบครองบ่อตากตะกอนร่วมกับจำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินจำนวน๗๐,๔๔๗,๐๐๘.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ประมาทเลินเล่อ แต่บ่อตากตะกอนของจำเลยที่ ๒ แตกพังทลายเพราะมีผู้รับจ้างของจำเลยที่ ๒ รายอื่นทำการก่อสร้างโรงงานสูบน้ำ และหอปรับความดันทำให้เกิดการสั่นสะเทือนบริเวณดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของความเสียหาย จำเลยที่๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเกิน ๑ ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุควาจำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลพื้นที่บ่อตากตะกอน จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุที่เกิดขึ้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง และค่าเสียหายตามฟ้องเกินกว่าความเป็นจริง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

โจทก์ทั้งสองยื่นคำชี้แจงว่า สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ มิใช่สัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแพ่งเห็นว่ ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดจากการที่ขอบคันดินบ่อตากตะกอนในบริเวณโรงสูบน้ำของจำเลยที่ ๒ พังทลายลง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิใช่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ ๒ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. ๒๕๑๐ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. ๒๕๑๐ บัญญัติให้จำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการบริการสาธารณะเกี่ยวกับการสำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา ผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ การที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ทำงานกำจัดตะกอนพร้อมงานที่เกี่ยวข้องบริเวณโรงงานผลิตน้ำบางเขน เพื่อประโยชน์ในการผลิตน้ำประปา จึงเป็นการกระทำโดยใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ดำเนินการขุดลอกตะกอนบริเวณโรงงานผลิตน้ำบางเขน เป็นเหตุให้ขอบคันดินบ่อตากตะกอนพังทลายลงเพราะปราศจากการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพแข็งแรง ทำให้น้ำและโคลนในบ่อตากตะกอนไหลเข้าท่วมบริเวณโรงสูบน้ำบางเขน และทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการติดตั้งตามสัญญาเลขที่ E - TR (BK) - ๗ ได้รับความเสียหายหลายรายการ โจทก์ทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่าโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ เอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าทำละเมิดโดยโจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับจ้างจัดซื้อและติดตั้งเครื่องสูบน้ำพร้อมอุปกรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๒ ที่บริเวณโรงงานผลิตน้ำบางเขน นอกจากนี้จำเลยที่ ๒ ยังว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ดำเนินการกำจัดตะกอนโดยมีบ่อตากตะกอนอยู่ติดกับโรงงานสูบน้ำดังกล่าว ต่อมาขอบคันดินของบ่อตากตะกอนพังทลายเป็นเหตุให้น้ำและโคลนในบ่อไหลเข้าท่วมโรงงานสูบน้ำทำให้มอเตอร์ และอุปกรณ์อื่นของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิด ส่วนจำเลยที่๒ เป็นเจ้าของบ่อตากตะกอนจึงต้องร่วมกันรับผิดด้วย คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าการทำละเมิดตามฟ้องเป็นการทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ เห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้เกิดจากขอบคันดินของบ่อตากตะกอนพังทลาย แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นผู้รับจ้างทำการขุดลอกตะกอนให้แก่จำเลยที่ ๒ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ก็เป็นเพียงเอกชนผู้รับจ้างเท่านั้น มิใช่หน่วยงานทางปกครอง ทั้งการละเมิดตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์นั้นก็เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ทำการขุดลอกบ่อตากตะกอนตามสัญญาที่ทำไว้กับจำเลยที่ ๒ มิใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด และแม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์คงเพียงแต่ให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ครอบครองสถานที่ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ดังนั้น คดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทอันเกิดจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัท คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ ๑ บริษัท เอสที เพาเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ ๒ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุพรรณีมาร์เก็ตติ้ง ที่ ๑การประปานครหลวง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคูโบต้า คอร์ปอเรชั่นจำกัด ที่ 1กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนสุพรรณีมาเก็ตติ้ง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2549
#415655
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๔๙

วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดสกลนคร

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสกลนครโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งความเห็นให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๗ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร โจทก์ ยื่นฟ้องนายสุวิทย์ เดชภูมี ที่ ๑ กับพวก รวม ๒ คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดสกลนคร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ กับพวก ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่โจทก์อันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครกับพวก ได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยการปลอมลายมือชื่อนายไชยา กิ่งชัยวงค์ เจ้าของร้านรัตติยาพานิชย์ และนางนันทา แจ่มบุญมาเจ้าของร้านวิลาวรรณ์พาณิชย์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าแข่งขันเสนอราคาขายวัสดุ (มุ้ง) และแข่งขันกับร้านประยงค์ ซึ่งมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายประยงค์ อิงเอนุ เจ้าของร้านให้เป็นผู้เสนอราคา ในการจัดซื้อวัสดุของโจทก์ตามโครงการป้องกันไข้เลือดออกในเขตพื้นที่อำเภอวานรนิวาสจังหวัดสกลนคร ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมการเปิดซองราคาหลงเชื่อว่า นายไชยาและนางนันทาเป็นผู้ยื่นซองและเสนอราคาต่อโจทก์ และราคาที่ร้านประยงค์เสนอเป็นรายที่ต่ำสุดและเหมาะสม ทำให้โจทก์ตกลงซื้อมุ้งจากร้านประยงค์ ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นการจัดซื้อที่มีราคาแพงกว่าปกติ ซึ่งโจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงฟ้องคดีต่อศาลเป็นคดีนี้

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การจัดซื้อมุ้งจำเลยที่ ๑ ได้ลงนามเป็นผู้ซื้อในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์โดยตรวจสอบความถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยใช้ราคาท้องตลาดตามที่เจ้าหน้าที่รายงานเป็นเกณฑ์ในการซื้อเนื่องจากมุ้งที่จะจัดซื้อไม่มีกำหนดไว้ในราคามาตรฐานพัสดุและจำเลยที่ ๑ ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบว่าลายมือชื่อของผู้ยื่นซองสอบราคาเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าลายมือชื่อของผู้ยื่นซองจะเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้ร่วมรู้เห็นใดๆ ทั้งสิ้น โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามที่กล่าวอ้าง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ และในการเสนอขายมุ้งให้แก่โจทก์ในนามของร้านประยงค์นั้นก็มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ จำเลยที่ ๒ทำการยื่นซองเสนอราคาต่อโจทก์เป็นการทำการค้าโดยสุจริต และไม่ได้ปลอมแปลงเอกสารของนายไชยาและนางนันทา ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ทั้งโจทก์จะเข้าทำสัญญากับผู้ใดย่อมเป็นไปตามระเบียบของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ต่อมา จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม เนื่องจากเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑กระทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะที่จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในหน่วยงานของโจทก์ โดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการในการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง เนื่องจากตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นเรื่องที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองแล้ว และโจทก์ฟ้องคดีว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันทำละเมิดที่มีมูลหนี้เป็นอย่างเดียวกัน กรณีเดียวกันจึงไม่อาจแยกพิจารณาพิพากษาเฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๒ ที่ศาลจังหวัดสกลนครได้

ศาลจังหวัดสกลนครเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองขอนแก่น

ศาลปกครองขอนแก่นเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตใช้อำนาจหน้าที่ทำให้โจทก์เสียหาย กรณีจึงถือเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายประยงค์ เจ้าของร้านประยงค์ ซึ่งมีฐานะเป็นเอกชน จำเลยที่ ๒ จึงมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การกระทำของจำเลยที่ ๒ อันทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงมิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องที่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่า ขณะเกิดเหตุ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร โจทก์ ทำการจัดซื้อวัสดุ (มุ้ง) ตามโครงการป้องกันไข้เลือดออกในเขตพื้นที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร โดยวิธีการสอบราคา แต่จำเลยที่ ๑ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครในขณะนั้น ได้ร่วมกันกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนและเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสนอราคารายหนึ่ง (ร้านประยงค์) กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการปลอมแปลงลายมือชื่อบุคคลอื่นเข้ายื่นซองและเสนอราคา ทั้งที่บุคคลดังกล่าวไม่ได้เข้าเป็นผู้เสนอราคาในการสอบราคาดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการเปิดซองราคาของโจทก์หลงเชื่อว่ามีผู้เสนอราคาในราคาที่สูงกว่าจำเลยที่ ๒ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการตกลงซื้อวัสดุ (มุ้ง) จากจำเลยที่๒ในราคาที่สูงกว่าปกติ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่าไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ดังนั้น คดีนี้ โจทก์เป็นหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดและเอกชนอันเนื่องมาจากการทำละเมิด ศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นสอดคล้องกันว่าคดีในส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ เป็นเอกชนมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นกรณีโจทก์ฟ้องคดีอันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันทำละเมิด ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีทั้งสองจึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัดังนั้นคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร โจทก์นายสุวิทย์ เดชภูมี ที่ ๑ นายวีระศักดิ์ หล้าพิศาล ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นายสุวิทย์ เดชภูมี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2549
#415654
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๔๙

วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้วศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๘ พลอากาศเอก เทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ นายศรีสุข จันทรางศุ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๔๕/๒๕๔๘ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดโดยเปลี่ยนทุนของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเป็นหุ้น ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมกิจการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยานจำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ ขณะที่จำเลยที่๑ เป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาของจำเลยที่ ๑ เข้าทำสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารในฐานะผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) กับจำเลยที่ ๑ ด้วยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังโดยอาศัยกฎและระเบียบต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานของรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๓ มีกำหนดเวลา ๔ ปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ถึงวันที่ ๓๑ตุลาคม ๒๕๔๘โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้โจทก์ทำหน้าที่บริหารงานของจำเลยที่ ๑ ให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อให้มีบทบาทยิ่งขึ้นในการส่งเสริมและพัฒนากิจการของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ตกลงจ่ายค่าตอบแทนปีละ ๑,๘๑๓,๒๐๐ บาท แบ่งจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ ๑๕๑,๑๐๐ บาท เมื่อทำงานครบ ๑ ปี จำเลยที่ ๑ อาจจะเพิ่มค่าตอบแทนคงที่ต่อเดือนให้แก่โจทก์และยังจะพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนผันแปรรายปีให้แก่โจทก์ในอัตราไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของค่าตอบแทนรวมในแต่ละปี ตามระดับผลการประเมินผลงานตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ กำหนดและถือว่าการจ้างบริหารดังกล่าวมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน ไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ และกฎหมายอื่นทำนองเดียวกัน และไม่ถือว่าโจทก์เป็นพนักงานหรือลูกจ้าง โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ตามสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารต่อเนื่องมาจนกระทั่งจำเลยที่ ๑ ได้แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ได้รับการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความรู้ความสามารถ ตามสัญญาจ้างและแนวนโยบายของคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ด้วยดีเรื่อยมา คณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ ให้ปรับค่าตอบแทนคงที่ (เงินเดือน) ตามสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารให้แก่โจทก์จากเดิมเดือนละ ๑๕๑,๐๐๐ บาท เป็นเดือนละ ๕๑๒,๐๐๐ บาท โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ เป็นต้นไป และต่อมาในการประชุมของคณะกรรมการจำเลยที่ ๑ครั้งที่ ๔/๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ได้ลงมติเห็นชอบการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ โดยโจทก์ได้รับคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดี ทำให้โจทก์ได้รับการปรับค่าตอบแทนคงที่ประจำปีงบประมาณ ๒๕๔๕ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๘ ของค่าตอบแทนคงที่ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ เป็นต้นไป และโจทก์จะได้รับค่าตอบแทนผันแปรในปีงบประมาณ ๒๕๔๕ อีกร้อยละ ๒๐ ของค่าตอบแทนรวม และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์๒๕๔๖ คณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ได้ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานล่วงหน้าเป็นรายปีประกอบสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารประจำปีงบประมาณ ๒๕๔๖ ที่โจทก์เสนอ ซึ่งจำเลยที่ ๒ในฐานะประธานกรรมการของจำเลยที่ ๑ ได้รับทราบและอนุมัติแผนการดำเนินงานล่วงหน้าดังกล่าวของโจทก์ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๖ การที่คณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ลงมติเห็นชอบในการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ อนุมัติให้ปรับค่าตอบแทนคงที่ค่าตอบแทนผันแปรและเห็นชอบแผนการดำเนินงานล่วงหน้าของโจทก์ดังกล่าว แสดงว่าจำเลยทั้งสองและคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและปฏิบัติงานเป็นไปตามสัญญาจ้างเป็นผู้บริหาร ต่อมาจำเลยที่ ๒ มีหนังสือที่ ทอท.๒๒๔๘/๒๕๔๖ ลงวันที่๔ เมษายน ๒๕๔๖ แจ้งให้โจทก์ทราบในเวลากลางคืนของวันเดียวกันว่าที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท. ครั้งพิเศษที่ ๒/๒๕๔๖ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกจ้างโจทก์โดยมีผลนับแต่วันลงมติเป็นต้นไปโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือจ่ายค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ตามเงื่อนไขสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารข้อ ๑๑.๔ (๒) โดยให้เหตุผลว่า คณะกรรมการ ทอท. ได้รับทราบว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารในเรื่องสำคัญ คือ ได้ให้ข่าวต่อพนักงานที่ห้องประชุมเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๖ ว่าถูกกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจทางการเมือง ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับงานจ้างปรับปรุงทางวิ่งท่าอากาศยานภูเก็ตและเชียงใหม่โดยใช้วิธีพิเศษโดยมิชอบ ปล่อยให้พนักงาน ทอท. จัดชุมนุมและแต่งชุดดำไว้ทุกข์และมีพนักงาน ทอท. บางส่วนเดินทางไปยื่น ข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับโจทก์ในเรื่องที่ยังไม่ส่งผลกระทบและเกิดขึ้นกับตัวโจทก์ที่ทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๖ โดยที่โจทก์ได้รับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวล่วงหน้าแล้ว แต่ก็มิได้มีการป้องกันหรือห้ามการชุมนุมแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวข้างต้นเป็นการผิดเงื่อนไขสัญญาจ้างเป็นผู้บริหาร ข้อ ๒ ข้อ ๓.๒ ข้อ ๓.๓ และข้อ ๖ เป็นเหตุให้คณะกรรมการ ทอท. ได้รับความเสียหาย โดยเสื่อมเสียชื่อเสียง อาจถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากพนักงาน ทอท. หรือประชาชนทั่วไป ทอท. และกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ได้รับความเสียหาย เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นองค์กรที่ขาด การบริหารจัดการที่ดี กระทบต่อชื่อเสียงขององค์กร ขาดความเชื่อถือจากสาธารณชน และส่งผลกระทบต่อการจะนำหุ้นของทอท. เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไปในอนาคต โจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามเงื่อนไขสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารในข้อใด ๆ กับจำเลยที่ ๑ ตามข้ออ้าง นอกจากนี้สัญญาจ้างเป็นผู้บริหารยังเป็นสัญญาสำเร็จรูปซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้กำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้าโดยโจทก์ไม่มีอำนาจต่อรองหรือทางเลือกอื่นใดขณะที่ทำสัญญา ข้อสัญญาข้อที่๑๓,๑๔ และ๑๖ เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๓, ๔, ๕, ๘ ประกอบมาตรา ๑๐ จำเลยทั้งสองบอกเลิกการจ้างโจทก์โดยไร้เหตุผล ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมิได้เป็นไปตามข้อกำหนดเงื่อนไขสัญญาจ้าง ถือว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันผิดสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารกับโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ศักดิ์ศรี วงศ์ตระกูล เพราะโจทก์เป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงสังคมธุรกิจ ก่อนถูกเลิกจ้างโจทก์ยังเป็นประธานกรรมการบริษัทอื่นอีกหลายบริษัท ทั้งยังเคยรับราชการโดยตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองผู้บัญชาการทหารอากาศ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายฐานผิดสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารและค่าตอบแทนตามสัญญาจ้างดังกล่าวแก่โจทก์ ดังนี้ จำเลยที่ ๑ ต้องชำระค่าตอบแทนตามสัญญาจ้างแก่โจทก์เดือนละ ๕๑๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันที่บอกเลิกจ้างเป็นผู้บริหาร เป็นเงิน ๑๕,๗๘๖,๖๖๖.๖๖ บาท จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง ศักดิ์ศรี และวงศ์ตระกูลแก่โจทก์ ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทนอกจากนี้โจทก์ยังได้รับความเสียหายในทางทำมาหาได้ในการประกอบอาชีพการงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากสัญญาจ้างดังกล่าวได้ห้ามโจทก์ประกอบอาชีพหลังจากสัญญาสิ้นสุดเป็นเวลา ๑๒ เดือน ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงต้องชำระเงินแก่โจทก์ ๙๘,๑๘๙,๒๙๘.๒๖ บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องอีก ๗๔,๐๕๓.๗๑ บาท รวม๙๘,๒๖๓,๓๕๑.๙๗ บาท และจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาททั้งนี้ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกต่อศาลปกครองกลางในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเหตุเลิกจ้างตามสัญญาจ้างเป็นผู้บริหาร เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๖ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๒๙/๒๕๔๖ ศาลปกครองมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยให้เหตุผลว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๖ เมื่อเวลาล่วงเลยมานานกว่า ๑ ปี ๙ เดือนแล้ว แต่ศาลปกครองสูงสุดก็ยังมิได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษา โจทก์เกรงว่าหากปล่อยให้เนิ่นนานไปอีกโดยไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนว่าอุทธรณ์ของโจทก์จะได้รับตัดสินเมื่อใด โจทก์ยิ่งจะได้รับ ความเสียหายมากยิ่งขึ้น โจทก์จึงได้ยื่นหนังสือขอถอนอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ ๒๓มีนาคม ๒๕๔๘ และฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ต่อศาลแพ่ง ขอให้พิพากษาว่าสัญญาจ้างเป็นผู้บริหาร ข้อ ๑๓, ๑๔ และข้อ ๑๖ เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ และแก้ไขให้เป็นธรรมแก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ค่าตอบแทนที่ค้างชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารเป็นเงิน๒,๔๗๖,๖๘๕.๓๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน๒,๔๐๒,๖๓๑.๖๐บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ค่าตอบแทนตามสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารแก่โจทก์เดือนละ ๕๑๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ เป็นเงิน ๑๕,๗๘๖,๖๖๖.๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะในขณะทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ นั้น จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยที่ ๑ แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๔๒ ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วย การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ ไม่ทำให้สัญญาจ้างเป็นผู้บริหารซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองสิ้นสภาพ การเป็นสัญญาทางปกครองแต่อย่างใด เพราะสิทธิพิเศษของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าโจทก์ตามสัญญาจ้างดังกล่าวยังคงมีอยู่และดำรงอยู่ต่อไปเพื่อให้การประกอบกิจการท่าอากาศยานบรรลุผล ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)พ.ศ. ๒๕๔๕ นอกจากนี้สัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารในตำแหน่งผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการท่าอากาศยานซึ่งถือเป็นกิจการอันเป็นสาธารณูปโภคประการหนึ่ง คือการเดินอากาศ ซึ่งเป็นกิจการอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชน ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงเป็นกิจการทางปกครอง ดังนั้น การว่าจ้างบุคคลใดบุคคลหนึ่งทำหน้าที่บริหารการดำเนินกิจการทางปกครองของจำเลยที่ ๑ จึงถือเป็นสัญญาทางปกครองด้วยเพราะนโยบายและแนวทางการบริหารของ ผู้รับจ้างตามสัญญาจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและความผาสุกของประชาชน แตกต่างกับสัญญาจ้างพนักงานของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เห็นได้จากพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ บัญญัติขั้นตอน การสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารและความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานผู้ว่าจ้างกับผู้บริหารไว้เป็นพิเศษ ต่างกับการจ้างพนักงานทั่วไป กล่าวคือได้บัญญัติยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายบางประเภทโดยมาตรา ๘จัตวา แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้การจ้างตามสัญญาดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาที่ไม่เท่าเทียมกันมีการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ที่จะเป็นผู้บริหารได้ การว่าจ้างผู้ใดเป็นผู้บริหารจะต้องดำเนินการสรรหาตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ และสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ก็เป็นสัญญาที่มีลักษณะพิเศษให้เอกสิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายผู้ว่าจ้างเป็นอย่างมาก จำเลยที่ ๒ กระทำการตามมติของคณะกรรมการ ทอท. ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมพ.ศ.๒๕๔๐ ไม่ใช้บังคับกับสัญญาทางปกครอง สัญญาจ้างเป็นผู้บริหารมิใช่สัญญาสำเร็จรูปการบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารถูกต้องตามข้อสัญญา โจทก์มิได้รับความเสียหายใด ๆฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่อำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครองด้วยเหตุผลตามคำให้การข้างต้น

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ฟ้องคดีเรื่องผิดสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.๒๕๔๐และขอให้ชำระค่าตอบแทนกับค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลปกครองนั้น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกได้ร่วมกันกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเมิด ไม่สุจริต เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และมีคำขอให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม มูลหนี้ที่ฟ้องจึงต่างกับมูลหนี้คดีนี้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ขอให้ยกคำร้อง

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกรวม ๑๒ คน ต่อศาลปกครองกลางมาแล้ว แต่ศาลไม่รับฟ้อง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (จำเลยที่ ๑) เป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน จำกัด ถึงแม้จะมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๔แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ก็ตาม แต่มิใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา ดังนั้นตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองได้เฉพาะในกรณีที่เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และเฉพาะเมื่อได้กระทำการโดยใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ ประกอบกับวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่๑ที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด ถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (จำเลยที่ ๑) ได้รับมอบหมายให้ประกอบกิจการเกี่ยวกับท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจการทางปกครอง ดังนั้น ในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑(จำเลยที่ ๑) กระทำการที่เป็นการดำเนินกิจการ ท่าอากาศยาน หรือที่เกี่ยวกับกิจการท่าอากาศยาน โดยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับหน่วยงานหรือบุคคลใด จึงจะถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑(จำเลยที่ ๑) กระทำการในฐานะหน่วยงานทางปกครอง แต่ในกรณีที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (จำเลยที่ ๑) ทำสัญญาจ้างบุคคลใดเป็นผู้บริหารหรือเป็นพนักงานไม่อาจถือได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑(จำเลยที่ ๑) กระทำการที่เป็นการดำเนินกิจการท่าอากาศยาน หรือเกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับกิจการท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นกิจการทางปกครองโดยตรง และไม่อาจถือเป็นการกระทำในฐานะหน่วยงานทางปกครอง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (จำเลยที่ ๑) ไม่ได้กระทำการในฐานะหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างเป็นผู้บริหารที่ทำขึ้นระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (จำเลยที่ ๑)ผู้ว่าจ้าง กับผู้ฟ้องคดี (โจทก์) ผู้รับจ้าง จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง เพราะไม่มีคู่สัญญาฝ่ายใดเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓(จำเลยที่ ๒) ถึงที่ ๑๒ ในฐานะประธานกรรมการและกรรมการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีมติเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีพร้อมทั้งได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ไม่ได้กระทำการในฐานะเป็นคณะบุคคลที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง จึงไม่มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยเช่นกันตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแล ด้านนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (จำเลยที่ ๑) ไม่ได้กระทำการใดในทางปกครองต่อผู้ฟ้องคดี จึงไม่เป็นคดีพิพาททางปกครอง ดังนั้น เมื่อได้ความว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสองไม่ได้กระทำการต่อผู้ฟ้องคดีในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่อาจถือว่าการเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการกระทำทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิด ตามความในมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๑) (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เดิมจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยพ.ศ. ๒๕๒๒ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยาน กิจการของจำเลยที่ ๑จึงเป็นกิจการเดินอากาศ ซึ่งเป็นกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค ซึ่งกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖มกราคม๒๕๑๕ อีกด้วย แม้ต่อมาได้แปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภท บริษัทมหาชนจำกัดโดยเปลี่ยนทุนของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเป็นหุ้น มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ นับแต่วันที่ ๓๐กันยายน๒๕๔๕ เป็นต้นไป แต่มาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ บัญญัติให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจได้รับยกเว้น มีสิทธิพิเศษหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือกฎหมายอื่นได้บัญญัติไว้ให้แก่ ทอท. ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารในตำแหน่งผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ตามสัญญาจ้างเป็นผู้บริหารฉบับวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ นั้น ก่อนที่จะทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารโจทก์เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหา ตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ แล้ว สัญญาว่าจ้างเป็นผู้บริหารฉบับดังกล่าวมีข้อสัญญาว่าจำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ปฏิบัติงานบริหาร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำหน้าที่บริหาร ทอท. ให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อให้มีบทบาทยิ่งขึ้นในการส่งเสริมและพัฒนากิจการของ ทอท. โดยการบริหารงานจะต้องบรรลุเป้าหมายตามที่คณะกรรมการ ทอท. กำหนด และให้ถือว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เป็นการจ้างบริหารเพื่อมุ่งผลสำเร็จของงาน มิใช่สัญญาจ้างแรงงาน ไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน และกฎหมายอื่นทำนองเดียวกันและไม่เป็นผลให้ผู้รับจ้างมีฐานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ให้ผู้รับจ้างเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของผู้ว่าจ้างทุกตำแหน่ง เห็นได้ว่า วัตถุแห่งสัญญาเป็นการว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบริการสาธารณะโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพและพัฒนายิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีข้อสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ว่าจ้างเหนือกว่าผู้รับจ้าง เป็นต้นว่า ผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติตามมติคณะกรรมการ ทอท. ที่ได้ยับยั้งหรือสั่งการเมื่อเห็นว่าผู้รับจ้างปฏิบัติงานใด ๆ ขัดต่อมติของคณะกรรมการ หรือเป็นไปในทางที่อาจเสียประโยชน์ของทอท. ผู้รับจ้างสัญญาว่าจะทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้างจนครบกำหนดเวลา หากผู้รับจ้างบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดอายุสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ว่าจ้าง โดยที่ผู้รับจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีที่ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดอายุสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรแต่อย่างใด ซึ่งนอกจากจะแสดงว่าผู้ว่าจ้างมีอำนาจเหนือกว่าผู้รับจ้างแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าวัตถุแห่งสัญญาซึ่งเป็นการว่าจ้างให้ผู้รับจ้างทำบริการสาธารณะ ผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติตลอดไปจนตลอดอายุสัญญาไม่ว่าจะประสบปัญหาหรืออุปสรรคเพียงใด เพื่อให้การบริการสาธารณะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและบรรลุผล นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดสิทธิ ผู้รับจ้างซึ่งเป็นเอกชนอีกว่า คณะกรรมการของ ทอท. จะพิจารณาประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างทุกปี ในกรณีที่ผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างไม่เป็นไปตามแผนการดำเนินงานล่วงหน้าเป็นรายปีที่ผู้รับจ้างเสนอและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ทอท. แล้ว คณะกรรมการ ทอท.จะแจ้งให้ผู้รับจ้างปรับปรุงประสิทธิภาพและการปฏิบัติงาน หากผู้รับจ้างไม่ดำเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงให้เป็นที่พอใจของคณะกรรมการ ทอท. ภายในสองเดือน ให้ถือว่าผู้รับจ้างผิดสัญญา และผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ การพิจารณาของคณะกรรมการ ทอท. ดังกล่าวให้ถือว่าเป็นที่สุด หลังจากสัญญาสิ้นสุดลงเป็นเวลา ๑๒ เดือน ผู้รับจ้างจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจหรือหน่วยงานใด ๆ ที่จะได้รับประโยชน์จากการที่ผู้รับจ้างนำความรู้หรือข้อมูลไปใช้ให้ก่อประโยชน์ต่อหน่วยงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในฐานะใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในกรณีมีข้อขัดแย้ง มีข้อสงสัยในการปฏิบัติตามสัญญา คณะกรรมการ ทอท. เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยตีความ และให้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด และเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ผู้รับจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายต่อผู้ว่าจ้าง ข้อสัญญาที่ให้ผู้ว่าจ้างมีอำนาจเหนือผู้รับจ้างและจำกัดสิทธิของผู้รับจ้างดังกล่าว ขัดต่อเสรีภาพและความเสมอภาคในการทำสัญญาทางแพ่ง จึงเป็นข้อสัญญาที่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ โดยมีวัตถุแห่งสัญญาเพื่อให้การบริการสาธารณะอันเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองบรรลุผลดังนั้นสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะประธานคณะกรรมการ ทอท. มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างโดยอ้างว่าโจทก์ประพฤติผิดสัญญา ทั้งที่ความจริงแล้วโจทก์มิได้ประพฤติผิดสัญญา ทำให้โจทก์เสียหาย และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคำให้การคดีนี้สรุปได้ว่าแต่เดิมจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยาน ตามพระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารกิจการของจำเลยที่ ๑ มีกำหนดเวลา ๔ ปี นับแต่วันที่ ๑พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ถึง ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑แปรสภาพนิติบุคคลเป็นบริษัทมหาชน จำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ และมีพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔ บัญญัติให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจได้รับยกเว้นมีสิทธิพิเศษหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยหรือกฎหมายอื่นได้ หลังจากนั้นวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑เลิกจ้างโจทก์ โจทก์เห็นว่า การเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมาฟ้องเรียกค่าตอบแทนค้างชำระและค่าเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า การเลิกจ้างชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือไม่ และสัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้บริหารกิจการของจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติไว้ว่า "หน่วยงานทางปกครอง หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง" และ "สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ" ขณะทำสัญญาพิพาท จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยานอันเป็นบริการสาธารณะโดยมีการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อให้บริการสาธารณะดังกล่าวบรรลุผล แม้ขณะเกิดข้อพิพาทคดีนี้ จำเลยที่ ๑ ได้แปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจไปเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดแล้วก็ตาม แต่จำเลยที่ ๑ ก็ยังคงมีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยานเช่นเดิม ทั้งยังมีอำนาจ ได้รับยกเว้น มีสิทธิพิเศษหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยหรือกฎหมายอื่นได้ ตามมาตรา ๔แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง โจทก์ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่มีอำนาจสั่งการต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ ย่อมเป็นผู้แสดงเจตนาใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองแทนจำเลยที่ ๑ ด้วย สัญญาพิพาท จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าจ้างให้โจทก์เข้าเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ เพื่อดำเนินกิจการประกอบและส่งเสริมการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยานอันเป็นบริการสาธารณะให้บรรลุผล สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง พลอากาศเอก เทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์ โจทก์บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ นายศรีสุข จันทรางศุ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

๑๑
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลอากาศเอก เทอดศักดิ์ สัจะรักษ์
จำเลย — บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2549
#415653
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๔๙

วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสกลนคร

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

ศาลปกครองขอนแก่นได้รับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ๓๙๐/๒๕๔๖ ระหว่าง นายพิมล เสมอพิทักษ์ ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร ที่ ๑ กรมประมง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๔๓๖, ๖๘๙๓, ๖๔๘๗ ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร และที่ดินตามใบจองทะเบียนเล่ม ๖๙ ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร โดยด้านทิศใต้ของโฉนดแปลงแรกมีแนวเขตจดกับบริเวณหนองหาร ซึ่งที่ดิน ทั้งสี่แปลงดังกล่าวถูกน้ำหนองหารท่วมในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวทุกปีตั้งแต่ที่ทางราชการสร้างประตูระบายน้ำหนองหาร (ประตูน้ำสุรัสวดี)เป็นต้นมา และได้ร้องขอผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาระดับน้ำหนองหารให้ระบายน้ำลดระดับน้ำหนองหารลงให้อยู่ในแนวขอบเขตหนองหารทุกปี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการแต่ก็ยังไม่เพียงพอและเป็นไปอย่างล่าช้าเกินสมควร ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายต้นข้าวล้มรวงข้าวจมน้ำเสียหาย การเก็บเกี่ยวและลำเลียงข้าวยากลำบาก การหาคนรับจ้างเกี่ยวข้าวหายากและค่าแรงงานก็สูง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีลดระดับน้ำหนองหารลงอยู่ระดับ ๑๕๖.๔๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางก่อนวันที่๑๕ พฤศจิกายนของทุกปี และให้ลดระดับน้ำหนองหารลงอยู่ระดับ ๑๕๖.๒๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางก่อนวันที่ ๑ มีนาคมของทุกปี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า การก่อสร้างประตูระบายน้ำอาศัยอำนาจการบริหารจัดการแหล่งน้ำตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พุทธศักราช ๒๔๘๔ โดยกำหนดให้พื้นที่หนองหารเป็นพื้นที่บำรุงพันธุ์สัตว์น้ำมีเนื้อที่ประมาณ๑๑๐,๐๐๐ ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดพื้นที่อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันมีจำนวนเนื้อที่ลดลงเหลือเพียงประมาณ ๗๗,๐๐๐ ไร่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอตั้งข้อสังเกตว่าโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นเอกสารสิทธิที่ทางราชการออกให้เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๓ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่ได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสกลนครจังหวัดสกลนคร พุทธศักราช ๒๔๘๔ น่าเชื่อว่าเป็นการได้มาจากการเข้าถือครองใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ดินตื้นเขินในบริเวณหนองหาร การเปิดปิดประตูระบายน้ำคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนที่อาศัยแหล่งน้ำเป็นสำคัญมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใดให้ได้รับความเดือดร้อน และน้ำบริเวณหนองหารก็ลดลงโดยธรรมชาติเนื่องจากนำน้ำไปใช้ประโยชน์ในสาธารณูปโภคด้านต่าง ๆ สำหรับที่นาของผู้ฟ้องคดีในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวน้ำยังคงท่วมอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีตั้งข้อหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐระบายน้ำออกจากหนองหารล่าช้าเกินสมควร ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การต่อสู้ว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่พิพาททั้ง ๓ แปลง น่าเชื่อว่าได้มาจากการถือครองที่ดินตื้นเขินในบริเวณหนองหาร ซึ่งเป็นการต่อสู้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ออก โฉนดที่ดินบุกรุกเขตในบริเวณหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสกลนครฯ พุทธศักราช ๒๔๘๔ คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสกลนครฯพุทธศักราช ๒๔๘๔ หรือไม่ จึงจะพิจารณาต่อไปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายและเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองหรือไม่ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดสกลนครพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกรมประมง จึงถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาระดับน้ำในหนองหารตามที่กฎหมายกำหนด ทำการระบายน้ำในหนองหารล่าช้าเกินสมควร เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ซึ่งประเด็นหลักแห่งคดีมีเพียงว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีหน้าที่รักษาระดับน้ำในหนองหารได้ปฏิบัติหน้าที่ในการระบายน้ำในหนองหารล่าช้าเกินสมควร อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เท่านั้น หาจำต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของ ผู้ฟ้องคดีไม่ เนื่องจากไม่มีประเด็นดังกล่าว โดยในข้อนี้จะเห็นได้จากคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งให้การต่อสู้แต่เพียงว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นเอกสารสิทธิที่ทางราชการออกให้เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นการออกให้ภายหลังจากที่ได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์ หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พ.ศ.๒๔๘๔จึงน่าเชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้โฉนดที่ดินมาเนื่องจากการเข้าถือครองใช้ประโยชน์ที่ดินตื้นเขินในบริเวณหนองหารอันเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นว่า ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสกลนครจังหวัดสกลนคร พ.ศ. ๒๔๘๔ หรือไม่ ดังนั้น หาจำต้องพิจารณาถึงสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีไม่ คดีนี้จึงไม่เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร ที่ ๑ กรมประมง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาระดับน้ำในหนองหารตามที่กฎหมายกำหนด ทำการระบายน้ำในหนองหารล่าช้าเกินสมควรไม่ควบคุมรักษาระดับน้ำให้เหมาะสม ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๔๓๖, ๖๘๙๓, ๖๔๘๗ ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร และที่ดินตามใบจองทะเบียนเล่ม ๖๙ ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ของผู้ฟ้องคดีถูกน้ำหนองหารท่วมในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวทุกปี และได้รับความเดือดร้อนเสียหายต้นข้าวล้มรวงข้าวจมน้ำเสียหาย การเก็บเกี่ยวและลำเลียงข้าวยากลำบาก การหาคนรับจ้างเกี่ยวข้าวหายากและค่าแรงงานก็สูง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีลดระดับน้ำหนองหารลงอยู่ระดับ ๑๕๖.๔๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางก่อนวันที่ ๑๕ พฤศจิกายนของทุกปี และให้ลดระดับน้ำหนองหารลงอยู่ระดับ ๑๕๖.๒๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางก่อนวันที่ ๑มีนาคมของทุกปี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การก่อสร้างประตูระบายน้ำอาศัยอำนาจการบริหารจัดการแหล่งน้ำตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พุทธศักราช๒๔๘๔ ที่กำหนดให้พื้นที่หนองหารเป็นพื้นที่บำรุงพันธุ์สัตว์น้ำมีเนื้อที่ประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ ไร่ ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๑๕ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดพื้นที่อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันมีจำนวนเนื้อที่ลดลงเหลือเพียงประมาณ ๗๗,๐๐๐ ไร่ การเปิดปิดประตูระบายน้ำคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนที่อาศัยแหล่งน้ำเป็นสำคัญ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใดให้ได้รับความเดือดร้อนสำหรับที่นาของผู้ฟ้องคดีในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวน้ำยังคงท่วมอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและบริหารจัดการแหล่งน้ำหนองหารเพื่อประโยชน์ในการบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พุทธศักราช ๒๔๘๔ ประกอบพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ ทำการระบายน้ำใน หนองหารล่าช้าเกินสมควรและไม่ควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสม ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่น้ำท่วมที่ดินของผู้ฟ้องคดี เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งการระบายน้ำได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้เจตนากลั่นแกล้งผู้ใดให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นายพิมล เสมอพิทักษ์ ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร ที่ ๑ กรมประมง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ)วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายพิมล เสมอพิทักษ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร
ที่1กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2549
#415652
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๔๙

วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดไชยา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

ศาลปกครองกลางรับโอนเรื่องร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาตามมาตรา ๑๐๓ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๗/๒๕๔๔ ระหว่าง นายเสนีย์ หรือเสนีย์อนุชิต ถาวรเศรษฐ ผู้ฟ้องคดีเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาไชยา ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดี ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒และสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาไชยา ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. ๓ก.)เลขที่ ๑๙๘๒ ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีโดยมีสาเหตุมาจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำการโดยทุจริตไม่นำเอาที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองทั้งหมดเข้าไปอยู่ในรูปแผนที่ ทำให้รูปแผนที่ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและได้มีการสร้างรูปถนนสาธารณประโยชน์ขึ้นในที่ดินดังกล่าว โดยคลาดเคลื่อนด้วย และเมื่อเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ เจ้าหน้าที่ดังกล่าวก็พยายามสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จปลอมเอกสารการสอบสวนสิทธิที่ดินของ ผู้ฟ้องคดีและเอกสารอื่น ๆ แล้วทำการแยกการออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒เป็น๓แปลง ลบคูน้ำสาธารณประโยชน์ออกจากแผนที่ที่ดิน ผู้ฟ้องคดีไม่ยอมรับการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวและขอให้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่ยอมดำเนินการ จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่ง ดังนี้

๑. ให้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่๑๙๘๒ ซึ่งออกโดยไม่ชอบเพื่อสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนและลงโทษผู้กระทำผิด พร้อมทั้งเร่งรัดให้ออกโฉนดที่ดินส่วนที่เหลือโดยเร็ว

๒. ให้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่๙๔๑ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อสั่งเพิกถอนและลงโทษผู้กระทำผิด

๓. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดเจ้าหน้าที่สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่มีพฤติการณ์กระทำผิด

๔. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดเจ้าหน้าที่สังกัดกรมการปกครองที่มีพฤติการณ์กระทำผิด

๕. ให้ผู้ฟ้องคดีสามารถล้อมรั้วในที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีเพื่อความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน

๖. ให้ผู้ฟ้องคดีใช้เอกสารสิทธิเดิมในการเป็นหลักฐานการขออนุญาตดำเนินกิจการต่าง ๆ ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี

๗. ให้ผู้ฟ้องคดีสามารถก่อสร้างสะพานไม้ชั่วคราวเพื่อเดินข้ามคลองชลประทาน

๘. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่๔๕๘ ให้แก่นางวัลลี ไชยจันทร์ และพวก

๙. ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาถอดถอนนายสำเนา พัฒนุ่น และนายประภาส ช่วยยิ้ม กรรมการสภาตำบลเลม็ด ออกจากตำแหน่ง

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ทั้งนี้เพราะเห็นว่าเป็นคำฟ้องที่มีรายการไม่ครบถ้วนและไม่ชัดเจน ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าผู้ฟ้องคดีประสงค์จะฟ้องต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรายใดในการกระทำหรือข้อหาใด และได้สั่งให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไขคำฟ้องและให้มายื่นคำฟ้องใหม่แล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีมิได้ดำเนินการยื่นฟ้องใหม่ ต่อมาผู้ฟ้องคดีขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือให้ฟ้องคดีใหม่ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือฟ้องคดีใหม่โดยเห็นว่าหากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ผู้ฟ้องคดีชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคำฟ้องไว้พิจารณาเฉพาะในประเด็นการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และในประเด็นที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ ได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีนำ น.ส. ๓ จำนวน ๑๑ แปลง มาเป็นหลักฐานในการยื่นคำขอรวม น.ส. ๓และเปลี่ยนเป็น น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว การรังวัดไม่ผิดแปลงและไม่รุกล้ำที่ดินของบุคคลอื่น ทั้งผู้ฟ้องคดีก็ได้ลงลายมือชื่อท้ายบันทึกการสอบสวน และเจ้าของที่ดินข้างเคียงรับรองเขตที่ดินที่รังวัดว่าถูกต้อง ต่อมานายอำเภอไชยาประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านแต่ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้านจึงได้มีการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนกรณีการออกโฉนดนั้น ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้นำเดินสำรวจ แต่เหตุที่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินบางแปลงได้เป็นเพราะเหตุขัดข้องทั้งในส่วนของผู้ฟ้องคดีเองและในส่วนที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบข้อบกพร่อง โดยที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๘๙๑ และ๙๔๐ มีการนำเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดเป็นเลขที่ดิน ๕๖ และ ๕๗ ตามลำดับให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้มีการแก้ไขแนวเขตของรูปแผนที่และจำนวนเนื้อที่ดินในโฉนดให้แตกต่างไปจากหลักฐานการเดินสำรวจ และในส่วนของ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ มีการนำเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินเป็น ๓แปลง คือ แปลงเลขที่ดิน ๒๘, ๔๖ และ ๕๕ ซึ่งแปลงเลขที่ดิน ๒๘ และ ๔๖ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบปฏิบัติโดยแจกโฉนดให้ผู้ฟ้องคดีแล้ว ส่วนแปลงเลขที่ดิน ๕๕ มีรอยขูด ลบ แก้ไขแนวเขตรูปแผนที่และจำนวนเนื้อที่ดินในโฉนดที่ดินให้แตกต่างไปจากหลักฐานการเดินสำรวจ ซึ่งเป็นการแก้ไขโดยลายมือของผู้ฟ้องคดี ทั้งที่ไม่มีการโต้แย้งแนวเขตรูปแผนที่มาก่อน และเมื่อผู้ฟ้องคดีขอให้ช่างรังวัดเพื่อทราบแนวเขตที่แน่นอน ผู้ฟ้องคดีกลับไม่ยอมนำชี้แนวเขตด้านทิศใต้ทั้งผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีการออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๙๔๑ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแปลงเลขที่ดิน ๕๖ และ ๕๗ และที่ดินแปลงเลขที่ดิน ๒๙ ทับซ้อนที่ดินแปลงเลขที่ดิน ๕๖ การที่ไม่แจกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นปัญหาที่เกิดจากผู้ฟ้องคดีเอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้มีเจตนาละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดให้แก่ ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด

ผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินทั้งหมด ๔๖ แปลง เมื่อได้เริ่มเข้าไปพัฒนาที่ดินดังกล่าวก็เริ่มเกิดปัญหาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐทำแผนที่ระวางที่ดินข้างเคียงให้เกิดปัญหากับที่ดินของผู้ฟ้องคดี มีการสร้างหลักฐานโดยมิชอบทำให้แปลงที่ดินทับซ้อนกันมีการเปลี่ยนที่ตั้งของแปลงที่ดินทำให้เนื้อที่ดินขาดหาย และแนวเขตที่ดินไม่ถูกต้องตามที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง ดังนั้น เมื่อมีการรวม น.ส. ๓ บางแปลงเพื่อเปลี่ยนเป็น น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒จึงทำให้ที่ตั้ง รูปแผนที่และ เนื้อที่ดินไม่ถูกต้องตามหลักฐานเดิมและตามเขตที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองอยู่ และเมื่อมีการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยทุจริตสร้างใบไต่สวนเท็จ สร้างแผนที่ไม่ตรงแนวเขต มีการรุกล้ำโดยที่ข้างเคียง ผู้ฟ้องคดีจึงมีคำขอให้ยกเลิกการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทุกแปลง เพราะให้เจ้าหน้าที่แก้ไขแล้วมิได้ดำเนินการให้ ทั้งได้พยายามให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีได้รับเอกสารสิทธิในที่ดินไม่ว่าจะเป็น น.ส. ๓ ก. หรือโฉนดที่ดินที่ถูกต้อง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับยืนยันมาตลอดว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ ออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงแสดงว่ามีการละเลยในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่จะพิจารณาว่า น.ส.๓ก.เลขที่ ๑๙๘๒ ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาก่อนว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิในที่ดินในขอบเขตเพียงใด จำนวนเนื้อที่เท่าใดก่อน กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๔/๒๕๔๕

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จะมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ และที่นำเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินว่ามีขอบเขตเพียงใด เนื้อที่เท่าใด แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวหาในเรื่องแรกว่า เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่๒ ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการออก น.ส. ๓ ก.ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยการออกคำสั่งโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวหาในเรื่องที่สองว่า เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งการออกโฉนดที่ดินจากการเดินสำรวจอยู่ในอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่๒ ละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าว ข้อหานี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกันตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.๒๕๔๒

ศาลจังหวัดไชยาพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาไชยา ออก น.ส. ๓ก.เลขที่ ๑๙๘๒ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้แปลงที่ดินทับซ้อนกันเนื้อที่ดินขาดหาย แนวเขตไม่ถูกต้อง และละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การโต้แย้งว่า ได้ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ โดยชอบแล้ว มิได้รังวัดผิดพลาดรุกล้ำที่ดินบุคคลอื่น สำหรับกรณีที่ยังไม่อาจออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ แต่มีเหตุขัดข้องจากผู้ฟ้องคดีเองและเจ้าหน้าที่ตรวจพบข้อบกพร่องโดยในส่วนของน.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ พบว่ามีรอยขูด ลบ แก้ไขแนวเขตรูปแผนที่และจำนวนเนื้อที่ดินในโฉนดที่ดินโดยผู้ฟ้องคดีให้ต่างไปจากหลักฐานการเดินสำรวจ และเมื่อมีการขอให้รังวัดใหม่ผู้ฟ้องคดีกลับมีปัญหากับเจ้าของที่ดินข้างเคียงในการนำชี้แนวเขตด้านทิศใต้ การที่จะพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ จำต้องพิจารณาให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นยุติก่อนว่า สิทธิครอบครองในที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีเพียงใด น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ มีพื้นที่ทับซ้อนที่ดินแปลงอื่นมีเนื้อที่ขาดหาย และมีแนวเขตถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งสภาพในที่ดินที่แท้จริงเป็นอย่างไร อันจะมีผลเกี่ยวเนื่องไปถึงการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดิน น.ส. ๓ ก. แปลงดังกล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่ได้ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีโดยทุจริตสร้างใบไต่สวนเท็จ สร้างแผนที่ไม่ตรงแนวเขต รุกล้ำที่ข้างเคียง หรือจะมีปัญหาข้อขัดข้องจากความบกพร่องของผู้ฟ้องคดีเองโดยแก้ไขเอกสารหลักฐานการเดินสำรวจให้ผิดไปจากความเป็นจริง ดังที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่สองโต้แย้ง ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยสิทธิของบุคคลในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ สรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาไชยา ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ก.) เลขที่๑๙๘๒ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดี โดยเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำการโดยทุจริตทำแผนที่ระวางที่ดินข้างเคียงให้เกิดปัญหากับที่ดินของผู้ฟ้องคดี สร้างหลักฐานโดยมิชอบทำให้แปลงที่ดินทับซ้อนกัน เปลี่ยนแปลงที่ตั้งของแปลงที่ดินทำให้เนื้อที่ที่ดินขาดหายและแนวเขตที่ดินไม่ถูกต้อง ตามที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง และเมื่อเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยทุจริตสร้างใบไต่สวนเท็จ สร้างแผนที่ไม่ตรงแนวเขต มีการรุกล้ำโดยที่ข้างเคียงผู้ฟ้องคดีไม่ยอมรับการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวและขอให้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่ยอมดำเนินการ จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๘๒ เพื่อสั่งแก้ไขหรือ เพิกถอนและลงโทษผู้กระทำผิด พร้อมทั้งเร่งรัดให้ออกโฉนดที่ดินส่วนที่เหลือโดยเร็ว อันเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยที่ ๒ และเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กระทำการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับพิพาทได้กระทำโดยชอบ และการออกโฉนดก็ได้กระทำโดยชอบแล้วเช่นกัน แต่ที่ล่าช้าเป็นเพราะผู้ฟ้องคดีแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี ระหว่าง นายเสนีย์ หรือเสนีย์อนุชิต ถาวรเศรษฐ ผู้ฟ้องคดีเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาไชยา ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ลงชื่อ) วิชัย วิวิตเสวี

(นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ) (นายวิชัย วิวิตเสวี)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) อัครวิทย์ สุมาวงศ์

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สายัณห์ อรรถเกษม (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สายัณห์ อรรถเกษม) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

พรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

วัชรินทร์ คัด/ทาน

๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1),(2)
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายเสนีย์ หรือเสนีย์ อนุชิต ถาวรเศรฐ
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎธานี สาขาไชยา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ