คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8568/2548
#267458
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 และมีหนังสือยินยอมให้องค์การค้าของคุรุสภาซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์เป็นผู้รับเงินทดแทนแทนโจทก์ การที่จำเลยโดยสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 มีหนังสือถึงผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาปฏิเสธการจ่ายเงิน ส. ผู้ทำการแทนนายจ้างอุทธรณ์คำสั่ง ดังนี้ แม้จำเลยจะได้แจ้งผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนไปยังผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 และในวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 แต่เมื่อหนังสือยินยอมที่โจทก์มีถึงผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 โจทก์เพียงแต่ยินยอมให้องค์การค้าของคุรุสภารับเงินทดแทนได้โดยตรงจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 เท่านั้น โดยไม่มีข้อความใด ๆ ให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภามีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน การแจ้งของจำเลยทั้งสองครั้งจึงไม่มีผลต่อโจทก์ การนำคดีมาสู่ศาลของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53

โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 โจทก์อ้างว่าปวดบริเวณเอวเป็นอย่างมากและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยมีเหตุเนื่องมาจากโจทก์ทำหน้าที่ตรวจสอบและวัดขนาดคุรุภัณฑ์ ซึ่งจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายคุรุภัณฑ์ที่มีน้ำหนักมากให้แก่นายจ้าง ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นเรื่องขอรับเงินทดแทนกรณีลูกจ้างประสบอันตราย มิใช่ขอรับเงินทดแทนกรณีลูกจ้างเจ็บป่วย จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 14 ที่การเจ็บป่วยของลูกจ้างที่สามารถรับเงินทดแทนได้จะต้องเกิดจากโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน

การที่ศาลแรงงานกลางชั่งน้ำหนักระหว่างคำเบิกความของ ป. ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อผู้ตรวจรักษาโจทก์กับคำเบิกความของ ธ. ซึ่งเป็นอนุกรรมการการแพทย์คนหนึ่งอีกฝ่ายหนึ่งแล้ววินิจฉัยว่า คำเบิกความของ ป. น่าจะรับฟังมากกว่าและเชื่อตามคำเบิกความดังกล่าวว่าโจทก์ประสบอันตรายจากการทำงาน การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยจึงมุ่งประสงค์ให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้ประสบอันตรายจากการทำงานนั่นเอง อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัย 86/2545 ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทน 26,497.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ 86/2545 ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนของจำเลย ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนจำนวน 26,497.66 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 และมีหนังสือยินยอมให้องค์การค้าของคุรุสภาซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์เป็นผู้รับเงินแทนโจทก์ จำเลยโดยสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 มีหนังสือถึงผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาปฏิเสธการจ่ายเงินนายสุชาติผู้ทำการแทนนายจ้างอุทธรณ์คำสั่ง แม้จำเลยได้แจ้งผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนไปยังผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาโดยหนังสือแจ้งไปถึงที่ทำการขององค์การค้าของคุรุสภาในวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 และในวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 ผู้อำนวยการกองทุนเงินทดแทนแจ้งผลคำวินิจฉัยดังกล่าวไปยังผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาด้วย แต่เมื่อหนังสือยินยอมที่โจทก์มีถึงผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 โจทก์เพียงแต่ยินยอมให้องค์การค้าของคุรุสภาซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์รับเงินทดแทนได้โดยตรงจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 เท่านั้น โดยไม่มีข้อความใด ๆ ให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภามีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ดังนั้น การแจ้งของจำเลยทั้งสองครั้งจึงไม่มีผลต่อโจทก์ การนำคดีมาสู่ศาลของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53 ดังจำเลยอุทธรณ์ อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ในข้อต่อไปว่า การเจ็บป่วยของลูกจ้างที่สามารถรับเงินทดแทนได้จะต้องเกิดขึ้นจากโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงานตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 14 อีกทั้งไม่มีเหตุใดมาแทรกแซง ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนของโจทก์ต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 โจทก์อ้างว่าโจทก์ปวดบริเวณเอวเป็นอย่างมากและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยอาการปวดและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดังกล่าวมีเหตุจากโจทก์ทำหน้าที่ตรวจสอบและวัดขนาดคุรุภัณฑ์ซึ่งจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายคุรุภัณฑ์ที่มีน้ำหนักมากให้แก่นายจ้าง ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นเรื่องขอรับเงินทดแทนกรณีลูกจ้างประสบอันตราย มิใช่ขอรับเงินทดแทนกรณีลูกจ้างเจ็บป่วย ดังนั้น เหตุแห่งการประสบอันตรายจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 14 ดังที่จำเลยอ้าง

จำเลยอุทธรณ์ในข้อต่อไปว่า การรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลแรงงานกลางฟังตามคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายประสิทธิ์ซึ่งมิได้ยืนยันอย่างชัดเจนถึงอาการเจ็บป่วยของโจทก์ ส่วนการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการการแพทย์เป็นการวินิจฉัยไปตามหลักวิชาการนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ในการวินิจฉัยข้อนี้ของศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางชั่งน้ำหนักระหว่างคำเบิกความของนายประสิทธิ์ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อผู้ตรวจรักษาโจทก์และให้ความเห็นประกอบเวชระเบียบฝ่ายหนึ่ง กับคำเบิกความของนาวาอากาศเอกธนาซึ่งเป็นอนุกรรมการการแพทย์คนหนึ่งอีกฝ่ายหนึ่งแล้ววินิจฉัยว่า คำเบิกความของนายประสิทธิ์น่ารับฟังมากกว่าและเชื่อตามคำเบิกความดังกล่าวว่าโจทก์ประสบอันตรายจากการทำงาน อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวมุ่งประสงค์ให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้ประสบอันตรายจากการทำงานนั่นเอง อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 14 ม. 53
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิชัย ชูจันทร์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจน์เนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8534/2548
#266643
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งออกหมายจับจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนหมายจับ อ้างว่าคดีขาดอายุความแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำขอของจำเลยที่ 2 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน เพราะคดีต้องพิจารณาต่อไป เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงจำหน่ายคดีชั่วคราว ไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแล้ว การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับ จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และ ป.อ. มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

วันนัดสอบคำให้การจำเลยและสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 2 หลบหนี ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีชั่วคราว โดยหมายจับลงวันที่ 8 กันยายน 2541 ให้จับจำเลยที่ 2 ไปส่งศาลภายในกำหนดอายุความ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2541

วันที่ 20 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า บัดนี้ครบกำหนด 5 ปี เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วยังไม่ได้ตัวจำเลยที่ 2 มาดำเนินคดี สิทธิดำเนินคดีอาญาย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ขอให้ไต่สวนคำร้องและหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำขอ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ในระหว่างศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อคดีขาดอายุความแล้ว หมายจับที่ออกย่อมไม่อาจใช้ได้อีกต่อไปทั้งในหมายจับมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดระบุอยู่แล้ว เมื่อพ้นเวลาดังกล่าวย่อมไม่อาจดำเนินการตามหมายจับได้ในตัวเอง ไม่จำต้องมีคำสั่งเพิกถอนอีก เพราะหมายจับนั้นไม่มีผลทางกฎหมายให้ต้องเพิกถอน ไม่จำต้องไต่สวน ยกคำขอ จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน เพราะคดีจะต้องพิจารณาต่อไป เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงให้จำหน่ายคดีชั่วคราว ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแล้ว ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ไม่มีผลให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิฎีกา แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาของจำเลยที่ 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อินเตอร์เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโกลเด้น เฟรนชิพ คอร์เพอร์เรชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายกำธร พรหมขุนทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8534/2548
#268574
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่งศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน เพราะคดีจะต้องพิจารณาต่อไป เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงให้จำหน่ายคดีชั่วคราว ไม่ใช่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแล้ว ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

วันนัดสอบคำให้การจำเลยและสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 2 หลบหนี ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีชั่วคราว โดยหมายจับลงวันที่ 8 กันยายน 2541 ให้จำเลยที่ 2 ไปส่งศาลภายในกำหนดอายุความ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2541

วันที่ 20 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า บัดนี้ครบกำหนด 5 ปี เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วยังไม่ได้ตัวจำเลยที่ 2 มาดำเนินคดี สิทธิดำเนินคดีอาญาย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ขอให้ไต่สวนคำร้องและหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อคดีขาดอายุความแล้ว หมายจับที่ออกย่อมไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป ทั้งในหมายจับมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดระบุอยู่แล้ว เมื่อพ้นเวลาดังกล่าวย่อมไม่อาจดำเนินการตามกฎหมายได้ในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งเพิกถอนอีก เพราะหมายจับนั้นไม่มีผลทางกฎหมายให้ต้องเพิกถอน ไม่จำต้องไต่สวน ยกคำขอ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ในระหว่างศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อคดีขาดอายุความแล้ว หมายจับที่ออกย่อมไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป ทั้งในหมายจับมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดระบุอยู่แล้ว เมื่อพ้นเวลาดังกล่าวย่อมไม่อาจดำเนินการตามหมายจับได้ในตัวเอง ไม่จำต้องมีคำสั่งเพิกถอนอีกเพราะหมายจับนั้นไม่มีผลทางกฎหมายให้ต้องเพิกถอน ไม่จำต้องไต่สวน ยกคำขอ จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน เพราะคดีจะต้องพิจารณาต่อไป เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงให้จำหน่ายคดีชั่วคราว ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแล้ว ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ไม่มีผลให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิฎีกา แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาของจำเลยที่ 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อินเตอร์เครดิต
แอนด์ ทรัสต์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโกลเด้น เฟรนชิพ คอร์เพอร์เรชั่น จำกัด
กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8492/2548
#266593
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งยกคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กงว 607 พังงา ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องให้จำเลยเช่าซื้อไป ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กงว 607 พังงา ของกลาง เมื่อผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย แต่โจทก์คัดค้าน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งยกคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24 (2) ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
ผู้ร้อง — บริษัถาวรพานิชคอมเมอร์เชียล จำกัด
จำเลย — นายวิเชียรหรือศักดิ์ ชายกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายอธิคม จำปา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8492/2548
#268569
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดมีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อผู้ร้องยื่นคำขอคืนของกลางโดยอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะในการสั่งคำร้องดังกล่าวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตาม มาตรา 25

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กงว 607 พังงา ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องให้จำเลยเช่าซื้อไป ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กงว 607 พังงา ของกลาง เมื่อผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย แต่โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย คดีจึงมีประเด็นพิพาทจะต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ และมีคำสั่งยกคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
ผู้ร้อง — บริษัทถาวรพานิชคอมเมอร์เชียล จำกัด
จำเลย — นายวิเชียรหรือศักดิ์ ชายกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8480/2548
#266520
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นอุทธรณ์มีปัญหาแต่เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 368 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยลงโทษจำเลยข้อหาสนับสนุน ด. กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ฟ้องว่าจำเลยแต่เพียงผู้เดียวที่กระทำความผิด มิได้ฟ้องว่าจำเลยร่วมกับ ด. กระทำความผิดแล้วข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุน ด. ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองหรือเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสนับสนุน ด. ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกขึ้นวินิจฉัยย่อมเป็นข้อเท็จจริงนอกจากที่กล่าวในฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นางโพย แก้วเขียว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางสาวนิดพา กนกภากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
องอาจ โรจนสุพจน์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8450/2548
#268566
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 กฎหมายมุ่งคุ้มครองเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานในทำนองเดียวกันกับพินัยกรรมเป็นสำคัญ มิได้มุ่งถึงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการเป็นเจ้าของกระดาษหรือวัตถุที่ทำให้ปรากฏความหมายเป็นเอกสารซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยความผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์ไว้เป็นการทั่วไปอยู่แล้ว คำว่า "เอาไปเสีย" ตามมาตรา 188 จึงมิได้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกับคำว่า "เอาไปเสีย" ที่ใช้ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 แต่หมายถึงเอาไปจากที่เอกสารนั้นอยู่ในประการที่น่าจะเกิดจากความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนที่อาจขาดเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน

ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีเป็นเอกสารที่โจทก์ร่วมจัดทำขึ้นมอบให้แก่จำเลยที่ 1 นำไปใช้เก็บค่าสินค้าซึ่งหากลูกค้าชำระค่าสินค้าจำเลยที่ 1 จะต้องมอบใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีให้ลูกค้าไป ส่วนสมุดบัญชีเงินฝากโจทก์ร่วมเปิดบัญชีเพื่อประโยชน์ในการหักทอนบัญชีหนี้สินระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่เกิดจากกิจการที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม โดย ว. หรือจำเลยที่ 1 คนใดคนหนึ่งลงชื่อประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมมีสิทธิเบิกถอนเงินได้ และเมื่อหักทอนบัญชีกันแล้วเงินคงเหลือก็คือค่าบำเหน็จตอบแทนการขายซึ่งตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งนับแต่เปิดบัญชีจำเลยที่ 1 เป็นผู้เบิกถอนเงินและเป็นผู้เก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากตลอดมา ดังนั้น แม้ต่อมาโจทก์ร่วมได้ถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ต้องส่งคืนใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีรวมทั้งสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ยึดหน่วงไว้ไม่ยอมส่งคืนอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ร่วม ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในทางแพ่งยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 4 กันยายน 2539 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีจำนวน 8 ฉบับ และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เลขบัญชี 232-1-02838-0 จำนวน 1 เล่ม ของบริษัทศรีไทยฟู้ดส์ เซอร์วิส จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายวันชัย รุ่งภูวภัทร ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่นายวันชัย โรงแรมภูเก็ตคาบาน่า บริษัทแดงพลาซ่า โฮเต็ล จำกัด บริษัทป่าตองเมอร์ลิน จำกัด บริษัทกระบี่รีสอร์ท จำกัด บริษัทป่าตองรีสอร์ท จำกัด บริษัทสงขลารามาเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด บริษัททักษิณสยาม จำกัด และผู้อื่นหรือประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทศรีไทย ฟู้ดส์ เซอร์วิส จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นจำคุก 2 ปี ปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายวันชัย รุ่งภูวภัทร เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมในการจำหน่ายสินค้าโดยตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะนำสินค้าของโจทก์ร่วมไปเสนอขายแก่ลูกค้าทั่วไป เมื่อมีผู้สั่งซื้อ จำเลยที่ 1 จะส่งคำสั่งซื้อไปให้แก่โจทก์ร่วม จากนั้นโจทก์ร่วมจะเป็นผู้ส่งสินค้าไปยังผู้สั่งซื้อตามที่จำเลยที่ 1 แจ้งมาแล้วออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีไว้ จำเลยที่ 1 จะให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องชายไปรับใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีจากโจทก์ร่วมเพื่อนำเอกสารดังกล่าวไปเก็บเงินจากลูกค้าผู้สั่งซื้อ เมื่อถึงวันสิ้นเดือนโจทก์ร่วมจะทำเอกสารใบสรุปยอดจำนวนสินค้าที่จำเลยที่ 1 ส่งคำสั่งซื้อมาและได้ส่งให้แก่ลูกค้าผู้สั่งซื้อแล้วในเดือนนั้น เอกสารนี้จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับราคาขาย ราคาต้นทุน ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและรายการอื่นๆ และจะมีสรุปให้ทราบว่าในเดือนนั้นจำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ร่วมเท่าใด และจำเลยที่ 1 จะได้เงินค่าบำเหน็จในการซื้อขายในเดือนนั้นเท่าใด โดยค่าบำเหน็จนี้จำเลยที่ 1 จะได้รับเมื่อเก็บเงินค่าสินค้าที่ขายได้แล้ว ผลต่างระหว่างราคาขายกับราคาทุนจะตกได้แก่จำลยที่ 1 โจทก์ร่วมต้องส่งเอกสารฉบับนี้ไปให้จำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 3 ของเดือนถัดไป เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเอกสารแล้ว มีสิทธิเลือกชำระหนี้ตามที่โจทก์ร่วมแจ้งมาได้ 2 วิธี ถ้าชำระด้วยเงินเชื่อสามารถกระทำได้ภายใน 90 วัน แต่ถ้าชำระด้วยเงินสดต้องชำระภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดมานั้น ถ้าจำเลยที่ 1 ชำระด้วยเงินสดก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 17 ต่อปี ปี 2539 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม จำเลยที่ 1 ได้เลือกวิธีชำระด้วยเงินสดมาโดยตลอดออกเช็คให้แก่โจทก์ร่วมในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปทุกเดือน เมื่อได้รับแจ้งยอดจำนวนเงินตามเอกสารที่โจทก์ส่งมา ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.4 ถึง ล.10 ในการดำเนินธุรกิจระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1นี้ โจทก์ร่วมได้ยื่นคำขอเปิดบัญชีตามเอกสารหมาย จ.3 ต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาย่อยถนนสุขาภิบาล 3 ซึ่งทางธนาคารได้ออกสมุดคู่ฝากตามเอกสารหมาย ล.3 ให้เป็นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ผู้มีอำนาจถอนเงินจากบัญชีนี้คือนายวันชัยหรือจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อประทับตราโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือสมุดคู่ฝากของบัญชีนี้ตลอดมา เมื่อจำเลยที่ 1 ไปเก็บเงินจากลูกค้าผู้สั่งซื้อที่จะชำระหนี้โดยสั่งจ่ายเช็คจะสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จะนำเช็คมาเข้าเรียกเก็บเงินในบัญชีเอกสารหมาย ล.3 แล้วเบิกถอนเงินจากบัญชีนี้ ในการถอนเงินจำเลยที่ 1 จะลงลายมือชื่อในใบถอนเงินแล้วให้จำเลยที่ 2 นำใบถอนเงินไปประทับตราของโจทก์ร่วมที่ที่ทำงานของโจทก์ร่วม นับตั้งแต่ใช้วิธีการนี้ในการทำธุรกิจกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2536 จนถึงเดือนสิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ถอนเงินจากบัญชีเอกสารหมาย ล.3 นี้ และเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมเรียกเก็บเงินได้ทั้งหมด ในการนำใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ออกไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าผู้สั่งซื้อสินค้าผ่านทางจำเลยที่ 1 นั้น หากใบเสร็จฉบับใดไม่อาจเรียกเก็บเงินได้ ถ้าเป็นลูกค้าใหม่ซึ่งไม่เคยสั่งซื้อมาก่อนโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 จะร่วมกันรับผิดชอบคนละครึ่งแต่ถ้าเป็นลูกค้าเก่าที่เคยสั่งซื้อมาก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบแต่ผู้เดียว กรณีที่มีปัญหาคือเดือนกันยายน ปี 2539 โจทก์ร่วมส่งสินค้าแก่ลูกค้าผู้สั่งซื้อผ่านทางจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 และออกใบเสร็จรับเงินตามเอกสาร ล.12 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มารับใบเสร็จดังกล่าวไป แต่ใบเสร็จเหล่านี้ยังไม่มีการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าผู้สั่งซื้อ วันที่ 5 ตุลาคม 2539 โจทก์ร่วมมีหนังสือตามเอกสาร จ.5 ถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งว่าได้ปลดจำเลยทั้งสองจากการเป็นตัวแทน และให้นำเอกสารและทรัพย์สินของโจทก์ร่วมมาคืนภายใน 7 วัน จำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 16 ตุลาคม 2539 ตามเอกสารหมาย จ.6 ตอบกลับไปยังโจทก์ร่วมว่าให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ค่าตอบแทนการขายให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อน จึงจะยอมคืนให้ ต่อมาวันที่ 21 ตุลาคม 2539 นายวันชัยนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม กฎหมายมุ่งคุ้มครองเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานในทำนองเดียวกับพินัยกรรมเป็นสำคัญ มิได้มุ่งถึงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการเป็นเจ้าของกระดาษหรือวัตถุที่ทำให้ปรากฏความหมายเป็นเอกสารซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยความผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์ไว้เป็นการทั่วไปอยู่แล้ว คำว่า "เอาไปเสีย" มาตรา 188 จึงมิได้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกับคำว่า "เอาไปเสีย" ที่ใช้ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 แต่หมายถึงเอาไปจากที่เอกสารนั้นอยู่ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนที่อาจต้องขาดเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน แต่ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีจำนวน 8 ฉบับ ตามฟ้องนั้นเป็นเอกสารที่โจทก์ร่วมจัดทำขึ้นมอบให้แก่จำเลยที่ 1 นำไปใช้เก็บค่าสินค้าซึ่งหากลูกค้าชำระค่าสินค้า จำเลยที่ 1 จะต้องมอบใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าไป สมุดบัญชีเงินฝากนั้น โจทก์ร่วมเปิดบัญชีเพื่อประโยชน์ในการหักทอนบัญชีหนี้สินระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่เกิดจากกิจการที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม โดยนายวันชัยกรรมการผู้จัดการของโจทก์ร่วมหรือจำเลยที่ 1 คนใดคนหนึ่งลงชื่อประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมมีสิทธิเบิกถอนเงินได้ และเมื่อหักทอนบัญชีกันแล้วเงินคงเหลือก็คือบำเหน็จตอบแทนการขายซึ่งตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งยังได้ความว่านับตั้งแต่เปิดบัญชีเป็นต้นมา จำเลยที่ 1 เป็นผู้เบิกถอนเงินและเป็นผู้เก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวตลอดมา ดังนั้นแม้ต่อมาโจทก์ร่วมได้ถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ร่วม ทำให้สัญญาตัวแทนระงับสิ้นไป จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งคืนใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีรวมทั้งสมุดบัญชีเงินฝากตามฟ้องให้แก่โจทก์ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ยึดหน่วงไว้ไม่ยอมส่งคืนอันเป็นการกระทำที่ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมกล่าวอ้างมาในฎีกา ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในทางแพ่ง ตามพฤติการณ์ที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาดังกล่าว ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทศรีไทยฟู้ดส์ เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — นายมานิตย์ บำเพ็ญธรรมสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8439/2548
#268562
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่าจำเลยตกลงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นอัตราร้อยละ 10 จากจำนวนค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนที่จำเลยได้รับเพิ่มขึ้นตามคำพิพากษา แสดงว่าค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยย่อมขึ้นอยู่กับค่าทดแทนที่จำเลยได้รับ หากจำเลยไม่ได้รับค่าทดแทนโจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนจากจำเลย จึงมีลักษณะที่โจทก์ซึ่งเป็นทนายความเข้ามีส่วนได้ส่วนเสียทางทรัพย์ในผลแห่งคดีความของจำเลยซึ่งเป็นลูกความ แม้จะไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่ก็เป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพทนายความ เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความดำเนินคดีแพ่งต่อกรมทางหลวงกับพวกเรื่องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตกลงค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 50,000 บาท จำเลยชำระค่าใช้จ่ายให้โจทก์แล้ว 30,000 บาท คงค้างอยู่อีก 20,000 บาท ส่วนค่าจ้างว่าความตกลงกันในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนค่าทดแทนที่ได้เพิ่มขึ้นตามคำพิพากษา โจทก์ยื่นฟ้องคดีถึงที่สุดศาลพิพากษาให้จำเลยได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น 504,110 บาท จำเลยได้รับเงินตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่ค้างจำนวน 20,000 บาท และค่าจ้างว่าความ 70,211 บาท รวมเป็นเงิน 90,211 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 90,211 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างว่าความจากส่วนได้ตามคำพิพากษาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,400 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ประกอบอาชีพทนายความ จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11766 และ 11767 ตำบลคลองสวนพลู (ไผ่ลิง) อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้ถูกทางราชการเวนคืนเนื้อที่บางส่วนรวม 126 ตารางวาเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 สายบางปะอิน - พยุหคีรี จำเลยได้รับค่าทดแทนแล้วแต่ยังไม่พอใจค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนด จึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อมาจำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นทนายความให้ฟ้องเรียกค่าทดแทนที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากกรมทางหลวงกับพวกโดยตกลงค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ได้รับแล้ว 30,000 บาท คงค้างอยู่อีกบางส่วน ส่วนค่าจ้างว่าความตกลงให้โจทก์เป็นจำนวนในอัตราร้อยละ 10 จากจำนวนค่าทดแทนที่จำเลยได้รับเพิ่มขึ้นตามคำพิพากษา หลังจากการดำเนินคดีดังกล่าวในศาลคดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์พิพากษาให้กรมทางหลวงกับพวกจ่ายค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นให้จำเลยจำนวน 504,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 702,110 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงว่าจำเลยตกลงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นอัตราร้อยละ 10 จากจำนวนค่าทดแทนที่จำเลยได้รับเพิ่มขึ้นตามคำพิพากษา แสดงว่าค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยย่อมขึ้นอยู่กับค่าทดแทนที่จำเลยได้รับหรือเงินที่จำเลยได้รับ หากจำเลยไม่รับค่าทดแทนหรือเงินรายนี้โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนจากจำเลย สัญญาจ้างว่าความเช่นนี้จึงมีลักษณะที่โจทก์ซึ่งเป็นทนายความเข้ามีส่วนได้ส่วนเสียทางทรัพย์สินในผลแห่งคดีของจำเลยซึ่งเป็นลูกความ ไม่เหมือนสัญญาจ้างว่าความที่คิดค่าจ้างเป็นอัตราร้อยละของทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือพิพาทกันในคดีซึ่งทนายความพึงได้รับค่าจ้างว่าความเป็นจำนวนเงินที่ตายตัวโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลคดีว่าจะแพ้หรือชนะอย่างไร ดังนี้สัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวแม้จะไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่ก็เป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพทนายความ เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย มงคลธง
จำเลย — นางนันทา สุดเกษม
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8400/2548
#268429
เปิดฉบับเต็ม

การฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 มีโทษทางอาญาตามมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ล. มิได้เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความและไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา ๓๓ การที่ ล. เรียงหรือแต่งฟ้องฎีกาให้จำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาซึ่งเกิดจากการกระทำอันไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง กับคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 17 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี 6 เดือน คืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา และมีนางสาวหรือนาง (ไม่ปรากฏชัด) ลำดวน ฟื้นอินต๊ะศรี ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและเขียน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ซึ่งการฝ่าฝืนมาตรา 33 นี้มีโทษทางอาญาตามมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อนางสาวหรือนางลำดวนมิได้เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ และไม่ปรากฏว่าเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 33 การที่นางสาวหรือนางลำดวนเรียงหรือแต่งฟ้องฎีกาให้จำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาซึ่งเกิดจากการกระทำอันไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางเหรียญทองหรือแอ๋ม ปัญญาดี
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8348/2548
#268261
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง จำคุก 8 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดสงขลา มีกำหนดจนกว่าจำเลยจะมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ จึงเป็นกรณีศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124 และมาตรา 6 ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ร่วมไล่แทงผู้ตายก็ดี คำเบิกความของพยานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือก็ดี กรณีมีเหตุลงโทษสถานเบา ลดโทษ รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษก็ดี เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยกับนายซัมซูดิง อาแว ร่วมกันชกต่อยและใช้มีดขนาดกว้างประมาณ 3 นิ้ว ยาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง 1 เล่ม แทงนายวีรชัยหรือตั้น บุญมี ผู้ตาย ถูกที่บริเวณใต้ราวนมซ้ายทะลุปอดอันเป็นอวัยวะสำคัญของผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 และกำหนดโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 168/2544 ของศาลชั้นต้น แล้วนำมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ และบวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 45/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพของความผิดประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดปัตตานีแล้ว ปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง จำคุก 8 ปี แต่เนื่องจากจำเลยกระทำความผิดด้วยความคึกคะนองเพราะความเยาว์วัย หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าให้รับโทษจำคุก ดังนั้นเพื่อสวัสดิภาพและอนาคตจำเลย และเพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนหรือฝึกหัดอาชีพเป็นประโยชน์แก่ตัวจำเลยต่อไป อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนดจนกว่าจำเลยจะมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง จำคุก 8 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนดจนกว่าจำเลยจะมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ จึงเป็นกรณีศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124 และมาตรา 6 ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้ร่วมไล่แทงผู้ตายก็ดี คำเบิกความของพยานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือก็ดี กรณีมีเหตุลงโทษสถานเบา ลดโทษ รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษก็ดี เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
จังหวัดปัตตานี
จำเลย — นาย....
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
วิชา มหาคุณ
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8332/2548
#266463
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำเลยให้การปฏิเสธ ความผิดฐานดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม ป.อ. มาตรา 296 ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา เมื่อท้องที่ศาลจังหวัดหลังสวนยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการ ซึ่งตาม พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 2 และมาตรา 3 บัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดในท้องที่ซึ่งยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการ สำหรับคดีอาญาที่อัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการที่จะให้ใช้บังคับสำหรับคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ใดเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งมีการตราพระราชกฤษฎีกาแล้วและมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2532 คดีนี้จึงอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ให้จำเลยทราบวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 กรณีย่อมถือว่าจำเลยถูกจับในข้อหาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงตั้งแต่วันดังกล่าว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ถ้าไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องขอผัดฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2543 โดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 295, 296

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 296 จำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยในสำนวนการสอบสวนที่ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นเรียกจากพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำเลยให้การปฏิเสธ ความผิดฐานดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม ป.อ. มาตรา 296 ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา เมื่อท้องที่ศาลจังหวัดหลังสวนยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการ ซึ่งตาม พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 2 และมาตรา 3 บัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดในท้องที่ซึ่งยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการ สำหรับคดีอาญาที่อัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการที่จะให้ใช้บังคับสำหรับคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ใดเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 บังคับสำหรับคดีที่เกิดขึ้นในบางท้องที่ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2532 ลงวันที่ 17 เมษายน 2532 โดยบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาได้ระบุให้ใช้บังคับแก่คดีที่เกิดขึ้นในท้องที่อำเภอทุกอำเภอของจังหวัดชุมพร และใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2532 คดีนี้จึงอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ให้จำเลยทราบวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 กรณีย่อมถือว่าจำเลยถูกจับในข้อหาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงตั้งแต่วันดังกล่าว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ถ้าไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องขอผัดฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2543 โดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 2 ม. 3
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายสาธิต เพ็ชรวิเชียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายสมศักดิ์ ผลส่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8332/2548
#268561
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา เมื่อท้องที่ศาลจังหวัดหลังสวนยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการและมีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 บังคับสำหรับคดีที่เกิดขึ้นในบางท้องที่ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2532 ลงวันที่ 17 เมษายน 2532 ระบุไว้ในบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บังคับแก่คดีที่เกิดขึ้นในท้องที่อำเภอทุกอำเภอของจังหวัดชุมพร คดีนี้จึงอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ให้จำเลยทราบวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 ย่อมถือว่าจำเลยถูกจับตั้งแต่วันดังกล่าว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้ฟ้องภายในกำหนด 48 ชั่วโมง โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2543 โดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2538 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยใช้มีดดาบฟันร้อยตำรวจโทโกมล ชินราช ผู้เสียหาย 1 ครั้ง ถูกบริเวณใต้ข้อศอกซ้าย ขณะกระทำตามหน้าที่เข้าระงับเหตุวัยรุ่นทำร้ายร่างกายกัน เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 296

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 จำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยในสำนวนการสอบสวนที่ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นเรียกมาจากพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำเลยให้การปฏิเสธ ความผิดฐานดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา เมื่อท้องที่ศาลจังหวัดหลังสวนยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการซึ่งตามพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 2 และมาตรา 3 บัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดในท้องที่ซึ่งยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการสำหรับคดีอาญาที่อัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการที่จะให้ใช้บังคับคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ใดเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 บังคับสำหรับคดีที่เกิดขึ้นในบางท้องที่ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2532 ลงวันที่ 17 เมษายน 2532 โดยบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาได้ระบุให้ใช้บังคับแก่คดีที่เกิดขึ้นในท้องที่อำเภอทุกอำเภอของจังหวัดชุมพร และใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2532 คดีนี้จึงอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ให้จำเลยทราบวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 กรณีย่อมถือว่าจำเลยถูกจับในข้อหาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงตั้งแต่วันดังกล่าว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้ฟ้องภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ถ้าไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องขอผัดฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2543 โดยไม่ได้ขอผัดฟ้องและพ้นกำหนดเวลาตามบทบัญญัติกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 9 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 9
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายสาธิต เพชรวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8316/2548
#272566
เปิดฉบับเต็ม

การแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 นั้น หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสแก่จำเลย แม้ไม่ได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่า แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการสอบสวนในข้อหาพยายามฆ่าแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288, 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ฯลฯ...ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้มีดเป็นอาวุธฟันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ตามเอกสารหมาย จ.8 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่า คงแจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสเท่านั้น เห็นว่า การแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 นั้น หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสแก่จำเลยแม้ไม่ได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่า แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าด้วยก็เรียกได้ว่ามีการสอบสวนในข้อหาพยายามฆ่าแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายพิชิต แก้วหยองหรือแก้วหย่อง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2548
#266513
เปิดฉบับเต็ม

การประกอบกิจการของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็นรบกวนสิทธิที่จะอยู่อาศัยในเคหะสถานของโจทก์ทั้งสองโดยปกติสุข โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหาย หรือเดือดร้อนรำคาญให้สิ้นไป ได้แก่การดำเนินการให้จำเลยทั้งสองหยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็นหรือหาวิธีป้องกันมิให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็นอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสอง

เมื่อศาลมีคำพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดเสียงดังและพ่นสีส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว หากจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล โจทก์ทั้งสองชอบที่จะให้บังคับคดีได้ ซึ่งย่อมทำให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญจากเสียงดังและกลิ่นเหม็นนั้นระงับสิ้นไป ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์อีกต่อไป

การตั้งโรงงานของจำเลยทั้งสอง แม้จะเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 และสมควรจะย้ายไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมตามที่โจทก์อ้างมา ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกระทำผิดต่อรัฐ พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับและดูแลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานไปอยู่ที่อื่น

ค่าใช้จ่ายในการป้องกันเสียงดังและระงับกลิ่นเหม็น อันได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านโจทก์ทั้งสอง ค่าใช้จ่ายในการกู้เงินมาสร้างบ้านอีกหนึ่งหลัง และค่าใช้จ่ายที่ต้องจ้างคนเฝ้าบ้านนั้น มิใช่ผลธรรมดาที่เกิดจากเหตุกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง แต่เป็นความเสียหายที่ไกลเกินเหตุ ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองทำโครงหลังคารถยนต์ เต็นท์ผ้าใบ งานเกี่ยวกับเหล็ก อะลูมิเนียม ซึ่งก่อให้เกิดเสียงดัง การพ่นสี ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นทำความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์ทั้งสอง ให้ย้ายโรงงานของจำเลยทั้งสองไปตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมหรือสถานที่อื่นตามที่ศาลเห็นสมควรให้ห่างไกลจากบ้านโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจำเลยทั้งสองจะหยุดการกระทำอันเป็นละเมิด และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะหยุดกระทำละเมิด

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงดังและพ่นสีส่งกลิ่นเหม็นก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเงินเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 332/7 ถนนจิระ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2532 ส่วนจำเลยทั้งสองมาเช่าบ้านเลขที่ 332/6 ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านโจทก์ทั้งสองประมาณ 3 เมตร มีถนนซอยคั่นกลางตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2533 ใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการทำหลังคารถยนต์และเต็นท์ผ้าใบ ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2536 จำเลยทั้งสองได้ซื้อที่ดินที่อยู่ติดกับหลังบ้านที่เช่า เนื้อที่ 2 งานเศษ แล้วสร้างอาคารโรงงานเลขที่ 332/8 เป็นสถานที่ประกอบกิจการเพิ่มเติม สำหรับการประกอบกิจการของจำเลยทั้งสองมีการเคาะเหล็ก เชื่อมเหล็กและเจียระไนเหล็ก ส่งเสียงดัง และมีการพ่นสีส่งกลิ่นเหม็นเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายแก่อนามัยและเดือดร้อนรำคาญ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญนั้นให้สิ้นไป โดยไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 อีกด้วย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานอันเป็นสถานที่ประกอบกิจการของจำเลยทั้งสองไปอยู่ที่อื่นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของโรงงานย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยโรงงานอันเป็นทรัพย์สินของตนได้เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า การประกอบกิจการของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็นรบกวนสิทธิที่จะอยู่อาศัยในเคหสถานของโจทก์ทั้งสองโดยปกติสุข สิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหาย หรือเดือดร้อนรำคาญนั้นให้สิ้นไป ได้แก่การดำเนินการให้จำเลยทั้งสองหยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดเสียงดังและสิ่งกลิ่นเหม็นหรือหาวิธีป้องกันมิให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็น อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า กิจการของจำเลยทั้งสองเป็นงานช่างที่ก่อให้เกิดเสียงดังและมีการพ่นสีส่งกลิ่นเหม็น ตราบใดที่โรงงานของจำเลยทั้งสองอยู่ใกล้บ้านของโจทก์ทั้งสอง ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญนั้น เห็นว่า ศาลมีคำพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดเสียงดังและพ่นสีส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือนร้อนรำคาญให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว หากจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล โจทก์ทั้งสองชอบที่จะขอให้บังคับคดีได้ ซึ่งย่อมทำให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญจากเสียงดังและกลิ่นเหม็นนั้นระงับสิ้นลง ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป ส่วนการตั้งโรงงานของจำเลยทั้งสอง แม้จะเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 และสมควรที่ต้องย้ายไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในฎีกา ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกระทำผิดต่อรัฐเพราะการละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสองได้รับการเยียวยาดังกล่าวมาแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับและดูแลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานไปอยู่ที่อื่นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองมีเพียงใด เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการป้องกันเสียงดังและระงับกลิ่นเหม็น อันได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านโจทก์ทั้งสอง ค่าใช้จ่ายในการกู้เงินมาสร้างบ้านอีกหนึ่งหลังและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ้างคนเฝ้าบ้านนั้น มิใช่ผลธรรมดาที่เกิดจากเหตุกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง แต่เป็นความเสียหายที่ไกลเกินเหตุ ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิด ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าได้รับความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยโดยโจทก์ที่ 1 มีอาการหูตึง ประสาทเครียด ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารและภูมิแพ้ และทำให้โจทก์ที่ 2 มีอาการปวดหู เจ็บคอ เสียงแหบ แสบจมูก ประสาทเครียด นอนไม่หลับ และป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ โจทก์ทั้งสองต้องไปให้แพทย์ตรวจรักษาที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ปฏิเสธหรือโต้แย้งอาการเจ็บป่วยของโจทก์ทั้งสอง จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยจริง แต่ที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียสุขภาพอนามัยเป็นเงิน 100,000 บาท นั้น โจทก์ทั้งสองนำสืบลอย ๆ ไม่มีหลักฐานการเสียค่ารักษาพยาบาลมายืนยันให้แน่นอนว่า ได้เสียค่ารักษาพยาบาลไปเมื่อไร และจำนวนเท่าใด จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายส่วนนี้ตามที่กล่าวอ้างมาในฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกสิทธิ์ ขาวสกุล กับพวก
จำเลย — นายชัชวาลย์ เหล่าธรรมยิ่งยง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวธิดารัตน์ พิชญดุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8309/2548
#272561
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองประกอบกิจการโรงงานส่งเสียงดังและมีการพ่นสีส่งกลิ่นเหม็นเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายแก่อนามัยและเดือดร้อนรำคาญอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญให้สิ้นไป โดยไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทนตามมาตรา 1337 อีกด้วย แต่จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของโรงงานย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยโรงงานอันเป็นทรัพย์สินของตนได้ เพียงแต่ต้องอยู่ภายในบังคับแห่งกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น หากจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลที่ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเดือนร้อนรำคาญแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองชอบที่จะขอให้บังคับคดีได้ ซึ่งย่อมทำให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญระงับสิ้นลง การตั้งโรงงานของจำเลยแม้จะเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.โรงงานฯ แต่เป็นการกระทำผิดต่อรัฐ พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับและดูแลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานไปอยู่ที่อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเดือนร้อนรำคาญแก่โจทก์ทั้งสอง โดยการทุบเหล็ก ทุบอะลูมิเนียม เลื่อยเหล็ก โยนเหล็ก เคาะเหล็ก เสียงดังก้องภายในที่อยู่อาศัยของโจทก์ทั้งสอง โดยเฉพาะการเจียระในเหล็กเสียงจะแหลมมาก ทำให้โจทก์ทั้งสองปวดแก้วหู ประสาทชา หูตึง อีกทั้งจำเลยทั้งสองยังใช้น้ำยาเคมี ทินเนอร์ ล้างสี ผสมสี ฉีดพ่นสี ทำให้เกิดละอองสีฟุ้งกระจายส่งกลิ่นเหม็น ทำให้โจทก์ทั้งสองเป็นโรคภูมิแพ้ แสบตา แสบจมูก แสบคอ เจ็บหน้าอก เสียงแหบแห้ง สุขภาพอนามัยทรุดโทรม อยู่กินหลับนอนตามปกติสุขไม่ได้ ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างสาหัส ซึ่งไม่สามารถคำนวณเป็นค่าเงินได้ ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองทำโครงหลังคารถยนต์ เต็นท์ผ้าใบ งานเกี่ยวกับเหล็ก อะลูมิเนียมซึ่งก่อให้เกิดเสียงดัง การพ่นสี ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นทำความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์ทั้งสอง ให้ย้ายโรงงานของจำเลยทั้งสองไปตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมหรือสถานที่อื่นตามที่ศาลเห็นสมควร ให้ห่างไกลจากบ้านของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจำเลยทั้งสองจะหยุดการกระทำอันเป็นการละเมิด และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะหยุดกระทำละเมิด

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองประกอบกิจการด้วยความระมัดระวังเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มีบ้านของเพื่อนบ้านอยู่รายรอบโรงงานของจำเลยทั้งสอง แต่ก็อยู่กันมาอย่างปกติสุข ไม่มีครอบครัวใดได้รับความเดือดร้อนจากการประกอบกิจการของจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ยังได้ออกใบอนุญาตในการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใดๆ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงดังและพ่นสีส่งกลิ่นเหม็น ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเงินเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกา รับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 332/7 ถนนจิระ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2532 ส่วนจำเลยทั้งสองมาเช่าบ้านเลขที่ 332/6 ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านโจทก์ทั้งสองประมาณ 3 เมตร มีถนนซอยคั่นกลางตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2533 ใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการทำหลังคารถยนต์และเต็นท์ผ้าใบ ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2536 จำเลยทั้งสองได้ซื้อที่ดินที่อยู่ติดกับหลังบ้านที่เช่า เนื้อที่ 2 งานเศษ แล้วสร้างอาคารโรงงานเลขที่ 332/8 เป็นสถานที่ประกอบกิจการเพิ่มเติม สำหรับการประกอบกิจการของจำเลยทั้งสอง มีการเคาะเหล็ก เชื่อมเหล็กและเจียระไนเหล็ก ส่งเสียงดังและมีการพ่นสีส่งกลิ่นเหม็น เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายแก่อนามัยและเดือนร้อนรำคาญอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญนั้นให้สิ้นไป โดยไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 อีกด้วย

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานอันเป็นสถานที่ประกอบกิจการของจำเลยทั้งสองไปอยู่ที่อื่นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของโรงงานย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยโรงงานอันเป็นทรัพย์สินของตนได้ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า การประกอบกิจการของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็นรบกวนสิทธิที่จะอยู่อาศัยในเคหสถานของโจทก์ทั้งสองโดยปกติสุข สิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญนั้นให้สิ้นไป ได้แก่ การดำเนินการให้จำเลยทั้งสองหยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็นหรือหาวิธีป้องกันมิให้เกิดเสียงดังและส่งกลิ่นเหม็น อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่ากิจการของจำเลยทั้งสองเป็นงานช่างที่ก่อให้เกิดเสียงดังและมีการพ่นสีส่งกลิ่นเหม็นตราบใดที่โรงงานของจำเลยทั้งสองอยู่ใกล้บ้านของโจทก์ทั้งสอง ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญนั้น เห็นว่า ศาลมีคำพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทั้งสองกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดเสียงดังและพ่นสีส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว หากจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล โจทก์ทั้งสองชอบที่จะขอให้บังคับคดีได้ ซึ่งย่อมทำให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญจากเสียงดังและกลิ่นเหม็นนั้นระงับสิ้นลง ไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป ส่วนการตั้งโรงงานของจำเลยทั้งสอง แม้จะเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 และสมควรที่ต้องย้ายไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในฎีกา ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองกระทำผิดต่อรัฐเพราะการละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสองได้รับการเยียวยาดังกล่าวมาแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองย้ายโรงงานไปอยู่ที่อื่นนั้นชอบแล้ว..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกสิทธิ์ ขาวสกุล กับพวก
จำเลย — นายชัชวาลย์ เหล่าธรรมยิ่งยง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8306/2548
#266477
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ ของโจทก์ทั้งห้า ได้รับการยกให้ที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ทั้งห้าโดยเสน่หา ต่อมาโจทก์ทั้งห้าได้ไปต่อว่าจำเลยในเรื่องที่โจทก์ที่ 2 ถูกจำเลยกล่าวหาว่าย้ายหลักหมุดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ทำให้จำเลยมีโทสะ ด่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า "อีพวกดอกทอง ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของกู มึงออกไป ออกไปจากบ้านกู" นั้น เป็นถ้อยคำซึ่งโดยวิสัยชาวบ้านที่ใช้ด่ากัน ดังนี้ แม้ถ้อยคำเช่นนั้นจะไม่สุภาพและไม่สมควรที่จะกล่าวต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ก็ไม่อาจรับฟังได้ถึงขั้นว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งห้าอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งห้าจึงยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเรียกถอนคืนการให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอเรียกถอนคืนการให้ที่ดินแก่จำเลย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 60772 ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา คืนแก่โจทก์ทั้งห้า โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้า หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 60772 ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา คืนให้แก่โจทก์ทั้งห้า โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งห้า หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทั้งห้าได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 60772 ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 174 ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ทั้งห้าให้แก่จำเลยโดยเสน่หา ซึ่งต่อมาจำเลยได้ดำเนินการให้ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้แก่ตน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า จำเลยได้ประพฤติเนรคุณโดยหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งห้าอย่างร้ายแรง โจทก์ทั้งห้าจึงมีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ที่ดินดังกล่าวหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องและโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปต่อว่าจำเลยเรื่องที่จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำชำเรา บ. ซึ่งเป็นหลานของโจทก์ที่ 1 แต่จำเลยไม่พอใจและด่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า "อีพวกดอกทอง ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของกู มึงออกไป ออกไปจากบ้านของกู" ข้อความดังกล่าวนี้ คำว่า "ดอกทอง" มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 ว่า "หญิงใจง่ายในทางประเวณี (ใช้เป็นคำด่า)" การที่จำเลยซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ ของโจทก์ทั้งห้าได้รับการยกให้ที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ทั้งห้าโดยเสน่หา เนื่องจากจำเลยไม่มีที่อยู่อาศัย และจำเลยยังถูกกล่าวหาและถูกพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นเดียวกันเป็นคดีอาญาในข้อหากระทำชำเรา บ. หลานของโจทก์ที่ 1 และจำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1362/2543 กับจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้ยอมรับว่าได้กระทำชำเรา บ. ย่อมส่อพฤติการณ์ของจำเลยในความประพฤติที่ไม่เหมาะสมและไม่เคารพต่อโจทก์ทั้งห้า แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏเห็นได้ว่า เรื่องที่จำเลยกระทำชำเรา บ. เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2543 ก่อนเกิดเหตุตามฟ้องคดีนี้เกือบสองปี แต่โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยเพิ่งมามีเรื่องบาดหมางใจกันในการที่โจทก์ที่ 2 ถูกจำเลยกล่าวหาว่าย้ายหลักหมุดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของจำเลย ซึ่งพันตำรวจตรีชมพู เจ้าพนักงานประจำสถานีตำรวจภูธรโนนสูง นายทองอยู่ผู้ใหญ่บ้าน พยานโจทก์ทั้งห้า และนายดำผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน พยานจำเลยก็เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงนี้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงน่าเชื่อว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งเรื่องที่ดินเป็นสาระสำคัญ และทำให้จำเลยมีโทสะด่าว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ด้วยถ้อยคำหยาบคายดังกล่าว ซึ่งโดยวิสัยของบุคคลระดับชาวบ้านเช่นนี้ใช้ด่าว่ากัน ดังนี้ แม้ถ้อยคำเช่นนี้จะไม่สุภาพและไม่สมควรที่จำเลยจะกล่าวต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขั้นว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งห้าอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งห้าจึงยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเรียกถอนคืนการให้ที่ดินตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละมัย เหล่ากลาง กับพวก
จำเลย — นายรวย ดีดพิมาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายมนตรี จันทมณีโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปกรณ์ มหรรณพ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8306/2548
#268418
เปิดฉบับเต็ม

เหตุเกิดขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งเรื่องที่ดินระหว่างกันทำให้จำเลยมีโทสะด่าว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ กับจำเลยด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า "อีพวกดอกทองไม่ต้องมายุ่งเรื่องของกู พวกมึงก็ดอกทองเหมือนกัน" ซึ่งโดยวิสัยของบุคคลระดับชาวบ้านเช่นนี้ใช่ด่าว่ากัน แม้ถ้อยคำจะไม่สุภาพและไม่สมควรที่จำเลยจะกล่าวต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขั้นว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งห้าอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ทั้งห้าเสียทีเดียว โจทก์ทั้งห้าจึงยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเรียกถอนคืนการให้ที่ดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 174 เนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 9 ตารางวา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2537 โจทก์ทั้งห้าจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 1 งาน 64 ตารางวา ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 2368 ภายหลังเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 60772 มีเนื้อที่ 1 งาน 35 ตารางวา ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 จำเลยได้ด่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า "อีพวกดอกทอง ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของกู พวกพึงก็ดอกทองเหมือนกัน" คำว่า พวกมึงหมายถึงโจทก์ทั้งห้า ซึ่งเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งห้าอย่างร้ายแรง อีกทั้งจำเลยยังแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้จับกุมโจทก์ที่ 2 ดำเนินคดีโดยกล่าวว่าโจทก์ที่ 2 บุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ทั้งห้าจึงขอเรียกถอนคืนการให้ที่ดินแก่จำเลย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 60772 ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา คืนแก่โจทก์ทั้งห้า โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้า หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 3 และที่ 5 ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องเป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่ได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ทั้งห้า และไม่เคยประทุษร้ายโจทก์ทั้งห้า หรือหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งห้า อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอย่างร้ายแรง โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ที่ดินตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 60772 ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา คืนให้แก่โจทก์ทั้งห้า โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งห้า หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทั้งห้าได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 60772 ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 174 ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ทั้งห้าให้แก่จำเลยโดยเสน่หา ซึ่งต่อมาจำเลยได้ดำเนินการให้ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้แก่ตน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า จำเลยได้ประพฤติเนรคุณโดยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ทั้งห้าจึงมีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ที่ดินดังกล่าวหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องและโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปต่อว่าจำเลยเรื่องที่จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำชำเราเด็กหญิงบุษบา เหล่ากลาง ซึ่งเป็นหลานของโจทก์ที่ 1 แต่จำเลยไม่พอใจและด่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า "อีพวกดอกทอง ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของกู มึงออกไปจากบ้านของกู" ข้อความดังกล่าวนี้ คำว่า "ดอกทอง" มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542 ว่า "หญิงใจง่ายในทางประเวณี (ใช้เป็นคำด่า)" การที่จำเลยซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ ของโจทก์ทั้งห้าได้รับการยกให้ที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ทั้งห้าโดยเสน่หา เนื่องจากจำเลยไม่มีที่อยู่อาศัย และจำเลยยังถูกกล่าวหาและถูกพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นเดียวกันเป็นคดีอาญาในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงบุษบาหลานของโจทก์ที่ 1 และจำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นคดีหมายดำที่ 1362/2543 ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ.7 กับจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้ยอมรับว่าได้กระทำชำเราเด็กหญิงบุษบา ย่อมส่อพฤติการณ์ของจำเลยในความประพฤติที่ไม่เหมาะสมและไม่เคารพต่อโจทก์ทั้งห้า แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏเห็นได้ว่า เรื่องที่จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิงบุษบาเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2543 ก่อนเกิดเหตุตามฟ้องคดีนี้เกือบสองปี แต่โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยเพิ่งมามีเรื่องบาดหมางใจกันในการที่โจทก์ที่ 2 ถูกจำเลยกล่าวหาว่าย้ายหลักหมุดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของจำเลยตามภาพถ่ายหมาย ล.1 และ ล.2 ซึ่งพันตำรวจตรีชมพู สมสุไทย เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอโนนสูง นายทองอยู่ ไหวพริบ ผู้ใหญ่บ้านพยานโจทก์ทั้งห้า และนายดำ บุญหนุน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพยานจำเลยก็เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงนี้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงน่าเชื่อว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งเรื่องที่ดินเป็นสาระสำคัญ และทำให้จำเลยมีโทสะด่าว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ด้วยถ้อยคำหยาบคายดังกล่าว ซึ่งโดยวิสัยของบุคคลระดับชาวบ้านเช่นนี้ใช้ด่าว่ากัน ดังนี้ แม้ถ้อยคำเช่นนั้นจะไม่สุภาพและไม่สมควรที่จำเลยจะกล่าวต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขั้นว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งห้าอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ทั้งห้าเสียทีเดียว โจทก์ทั้งห้าจึงยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเรียกถอนคืนการให้ที่ดินตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละมัย เหล่ากลาง กับพวก
จำเลย — นายรวย ดีดพิมาย
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8305/2548
#266700
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโดยไม่ชำระเงินงวดสุดท้ายที่ต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 สัญญาจึงเลิกกัน จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ผิดนัดชำระในงวดดังกล่าวเพราะโจทก์ยังไม่จัดหาธนาคารให้จำเลยกู้เงินมาชำระค่าที่ดินและอาคารงวดสุดท้ายในวันที่ 1 เมษายน 2540 ประเด็นในคดีจึงมีว่าการที่จำเลยยังไม่ชำระเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 1 เมษายน 2540 ตามที่สัญญาระบุไว้จะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันหรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ถือกำหนดเวลาชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งตามสัญญาระบุไว้ว่าต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นสาระสำคัญ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นในคดี มิได้นอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การแต่อย่างใด

แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจะกำหนดว่าจำเลยต้องชำระเงินค่าที่ดินและอาคารที่เหลือต่อไปอีก 26 งวด ภายในวันที่ 1 ของทุก ๆ เดือน แต่เมื่อจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนดตั้งแต่งวดที่ 8 เป็นต้นมา โจทก์ก็ยินยอมรับไว้โดยมิได้ทักท้วง ทั้งเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาชำระเงินงวดสุดท้ายมาเกือบ 1 ปี โจทก์ยังมีหนังสือแจ้งให้จำเลยจัดส่งเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อสำหรับเงินงวดสุดท้ายจากธนาคารให้โจทก์อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระเงินตามสัญญาเป็นข้อสำคัญ ดังนี้ เมื่อจำเลยยังมิได้ชำระเงินงวดสุดท้ายภายในกำหนดเวลาที่กำหนด จะถือว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเลิกกันทันทีไม่ได้ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์ต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินงวดสุดท้ายภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 เสียก่อน ส่วนหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทไม่ถือว่าเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา ไม่มีผลให้สัญญาเลิกกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท ให้จำเลยส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามไม่ให้จำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 59,800 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 2,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2538 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 235784 ตำบลแพรกษา (แพรกตาสา) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมอาคารเลขที่ 586/97 จากโจทก์ในราคา 1,509,125 บาท จำเลยชำระเงินในวันจอง 15,000 บาท ส่วนที่เหลือ 1,494,125 บาท ผ่อนชำระ 26 งวด งวดแรกชำระในวันทำสัญญา งวดต่อไปทุกวันที่ 1 ของเดือน งวดสุดท้ายวันที่ 1 เมษายน 2540 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคาร จำเลยชำระเงินแก่โจทก์รวม 25 งวด เป็นเงิน 450,500 บาท คงค้างชำระเงินงวดสุดท้าย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยจัดส่งเอกสารแก่โจทก์เพื่อที่จะยื่นขอสินเชื่อสำหรับเงินงวดสุดท้ายจากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) แต่ยังไม่ได้รับสินเชื่อ ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2542 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคาร

โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ถือกำหนดเวลาชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งตามสัญญาระบุไว้ว่าต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นสาระสำคัญ เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องเพราะเป็นคนละประเด็นกับที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโดยไม่ชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายที่ต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 สัญญาจึงเลิกกัน จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ผิดนัดชำระในงวดดังกล่าวเพราะโจทก์ยังไม่จัดหาธนาคารให้จำเลยกู้เงินมาชำระค่าที่ดินและอาคารงวดสุดท้ายตามที่ตกลงไว้ ประเด็นในคดีจึงมีว่าการที่จำเลยยังไม่ชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายในวันที่ 1 เมษายน 2540 ตามที่สัญญาระบุไว้จะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาทำให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันหรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ถือกำหนดเวลาชำระเงินงวดที่ 26 ซึ่งตามสัญญาระบุไว้ว่าต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นสาระสำคัญ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นในคดีมิได้นอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การแต่อย่างใด แม้จะได้วินิจฉัยไปถึงกำหนดเวลาชำระเงินในงวดก่อน ๆ ไว้ด้วยว่าโจทก์ไม่ถือเป็นสาระสำคัญเรื่อยมาด้วยก็ตาม จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระหว่างโจทก์และจำเลยทำให้สัญญาเลิกกันหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวจะกำหนดว่าจำเลยต้องชำระเงินค่าที่ดินและอาคารที่เหลือ 1,494,125 บาท ต่อไปอีก 26 งวด ภายในวันที่ 1 ของทุก ๆ เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2540 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนดตั้งแต่งวดที่ 8 เป็นต้นมา โจทก์ก็ยินยอมรับไว้โดยมิได้ทักท้วง ทั้งเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาชำระเงินงวดสุดท้ายมาเกือบ 1 ปี โจทก์ก็ยังมีหนังสือแจ้งให้จำเลยจัดส่งเอกสารเพื่อที่จะยื่นขอสินเชื่อสำหรับเงินงวดสุดท้ายจากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ไปให้โจทก์อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระเงินตามสัญญาเป็นข้อสำคัญ ดังนี้เมื่อจำเลยยังมิได้ชำระเงินงวดสุดท้ายซึ่งต้องชำระในวันที่ 1 เมษายน 2540 จะถือว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเลิกกันทันทีไม่ได้ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์ต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินงวดสุดท้ายภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เสียก่อน ส่วนหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทไม่ถือว่าเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา ไม่มีผลให้สัญญาเลิกกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมประเทศไทย จำกัด
จำเลย — นายสมชัย บุญเลิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุขุม นามวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8282/2548
#266462
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่สามารถก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จตามกำหนด ขอให้ใช้เงินที่ชำระไปแล้วคืนและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างห้องชุดแล้วเสร็จตามกำหนดในสัญญา โจทก์ผิดสัญญาไม่มารับโอนกรรมสิทธิ์เอง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวบรรยายฟ้องขอเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนพร้อมเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อขายต้องคืนเงินที่ชำระไปแล้วทั้งหมดพร้อมค่าเสียหายแก่โจทก์ หาได้บรรยายฟ้องเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนในฐานะที่เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็หาได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานที่โจทก์ผิดสัญญาไม่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วเป็นเบี้ยปรับ จึงเกินคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 224,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 209,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538 โจทก์ตกลงซื้อห้องชุดโครงการศรีเจริญคอนโดทาวน์ ห้องเลขที่ เอ 701 จำนวน 1 ห้อง ราคา 464,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ต่อมาจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ใบรับรองการก่อสร้างอาคารและเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุดและหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2540 แต่โจทก์ไม่ได้มาจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าว จำเลยจึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากคำฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้องหรือไม่ เรื่องเบี้ยปรับจึงไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ศาลล่างทั้งสองไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องขอเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนพร้อมเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายต้องคืนเงินที่ชำระไปแล้วทั้งหมดพร้อมค่าเสียหายแก่โจทก์ หาได้บรรยายฟ้องเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนในฐานะที่เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็หาได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานที่โจทก์ผิดสัญญาไม่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อขายตามฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว เป็นเบี้ยปรับจึงเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากคำฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 380 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญรัตน์ เอื้อเจริญศรี
จำเลย — บริษัทศรีเจริญพร็อพเพอร์ตี้คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายไพโรจน์ โปเล็ม
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8266/2548
#266495
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ โดยถือผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลประจำงวดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 16 ธันวาคม 2547 และวันที่ 30 ธันวาคม 2547 ตามลำดับเป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ เป็นการกระทำความผิดซึ่งอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ แม้จำเลยจะถูกจับกุมพร้อมด้วยกระดาษโพยสลากกินรวบงวดประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 16 ธันวาคม 2547 และวันที่ 30 ธันวาคม 2547 ในคราวเดียวกันและเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ป.อ. มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางและให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) ป.อ. มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 3 กระทง คงจำคุกรวม 6 เดือน ของกลางให้ริบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทเนื่องจากเจ้าพนักงานจับจำเลยได้ในวันที่ 28 ธันวาคม 2547 และตรวจค้นพบกระดาษโพยสลากกินรวบงวดประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 จำนวน 1 แผ่น กระดาษโพยสลากกินรวบงวดประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2547 จำนวน 1 แผ่น ปะปนอยู่กับกระดาษโพยสลากกินรวบงวดประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2547 จำนวน 74 แผ่นนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติตามคำฟ้อง การที่จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ โดยถือผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลประจำงวดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 16 ธันวาคม 2547 และวันที่ 30 ธันวาคม 2547 ตามลำดับเป็นเลขถูกรางวัลสลากกินรวบ เป็นการกระทำความผิดซึ่งอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ แม้จำเลยจะถูกจับกุมพร้อมด้วยกระดาษโพยสลากกินรวบงวดประจำวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 วันที่ 16 ธันวาคม 2547 และวันที่ 30 ธันวาคม 2547 ในคราวเดียวกันและเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยตามที่ปรากฏในคำฟ้องก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12 (1)
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี
จำเลย — นายสถาพร ทรวงแสวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายวีระพงษ์ ไพศาลธนวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา