คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2839/2548
#113277
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกตกลงช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมีข้อความว่า จำเลยตกลงนำรถยนต์ของนายมนูที่เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ไปทำการตรวจซ่อมให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติ โดยจะทำการซ่อมให้เสร็จภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่รับรถไปจากพนักงานสอบสวน และตกลงช่วยเหลือเป็นค่าสินไหมให้แก่นายมนูที่ได้รับบาดเจ็บเป็นเงิน 1,000 บาท กับค่าสิ่งของที่นายมนูซื้อนำมากับรถและได้รับความเสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท และตอนท้ายมีข้อความว่า คู่กรณีจะไม่มีการเรียกร้องหรือฟ้องร้องค่าเสียหายใด ๆ อันเกิดจากเรื่องนี้อีกทั้งทางแพ่งและอาญา มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้เชิดให้นายมนูเป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำบันทึกดังกล่าว โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องในมูลละเมิดจากจำเลย คงได้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 852

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 382,850 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 346,550 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา 907.50 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามบันทึกตกลงช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับโจทก์คดีนี้มีข้อความระบุว่า จำเลยตกลงนำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ป - 1033 ลำปาง ของนายมนู ซึ่งเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ไปทำการตรวจซ่อมให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติ โดยจะทำการซ่อมให้เสร็จภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่รับรถไปจากพนักงานสอบสวน และตกลงช่วยเหลือเป็นค่าสินไหมให้แก่นายมนูที่ได้รับบาดเจ็บเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท กับเป็นค่าสิ่งของที่นายมนูซื้อนำมากับรถและได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท และตอนท้ายมีข้อความว่า คู่กรณีจะไม่มีการเรียกร้องหรือฟ้องร้องค่าเสียหายใด ๆ อันเกิดจากเรื่องนี้อีกทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งคู่กรณีโดยนายมนูและจำเลยได้ลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าว แม้เอกสารดังกล่าวจะระบุว่าเป็นบันทึกตกลงช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อความตามบันทึกดังกล่าวแล้ว เห็นว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ซึ่งนายมนูผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากโจทก์เบิกความว่า หลังเกิดเหตุจำเลยได้ทำบันทึกตกลงว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่พยาน และโจทก์เบิกความว่า หลังทราบข่าวรถชน โจทก์รีบเดินทางไปที่เกิดเหตุแต่ไม่พบนายมนู พบแต่รถยนต์ของโจทก์ โจทก์มอบให้นายมนูไปตกลงกับจำเลยเรื่องค่าซ่อมรถและค่าเสียหาย และโจทก์ยอมรับบันทึกดังกล่าว ทั้งโจทก์และนายมนูยังเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ได้มอบให้จำเลยนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อมที่อู่ในกรุงเทพมหานคร โจทก์และนายมนูเคยไปดูรถที่อู่เห็นรถจอดทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ได้ซ่อม ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้เชิดให้นายมนูเป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องในมูลละเมิดจากจำเลย คงได้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานิตย์ วรรณารักษ์
จำเลย — ร้อยตำรวจโทประจวบ ขันทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมพล กาญจนมา
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2839/2548
#271314
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกตกลงช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่างจำเลยกับ ม. มีข้อความระบุว่าจำเลยตกลงนำรถยนต์ของ ม. ซึ่งเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ไปทำการตรวจซ่อมให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติ และตกลงช่วยเหลือเป็นค่าสินไหมให้แก่ ม. ที่ได้รับบาดเจ็บตอนท้ายมีข้อความว่า คู่กรณีไม่มีการเรียกร้องหรือฟ้องร้องค่าเสียหายใดอันเกิดจากเรื่องนี้อีกทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งคู่กรณีโดย ม. และจำเลยได้ลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าว ถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และพฤติการณ์หลังเกิดเหตุที่โจทก์มอบให้ ม. ไปตกลงกับจำเลยเรื่องค่าซ่อมรถและค่าเสียหายและโจทก์ยอมรับบันทึกดังกล่าว จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้เชิดให้ ม. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องในมูลละเมิดจากจำเลย คงได้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 852

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 382,850 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 346,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าบันทึกตกลงช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่างจำเลยกับนายมนู วรรณารักษ์ ตามเอกสารหมาย จ.8 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีผลให้ความรับผิดของจำเลยที่มีต่อโจทก์ในมูลละเมิดระงับสิ้นไปหรือไม่ ตามบันทึกตกลงช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเอกสารหมาย จ.8 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับโจทก์คดีนี้มีข้อความระบุว่าจำเลยตกลงนำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ป - 1033 ลำปาง ของนายมนู ซึ่งเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ไปทำการตรวจซ่อมให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติ โดยจะทำการซ่อมให้เสร็จภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่รับรถไปจากพนักงานสอบสวน และตกลงช่วยเหลือเป็นค่าสินไหมให้แก่นายมนูที่ได้รับบาดเจ็บเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท กับเป็นค่าสิ่งของที่นายมนูซื้อนำมากับรถและได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท และตอนท้ายมีข้อความว่า คู่กรณีจะไม่มีการเรียกร้องหรือฟ้องร้องค่าเสียหายใดอันเกิดจากเรื่องนี้อีกทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งคู่กรณีโดยนายมนูและจำเลยได้ลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าว แม้เอกสารหมาย จ.8 จะระบุว่าเป็นบันทึกตกลงช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อความตามบันทึกดังกล่าวแล้ว เห็นว่า เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งนายมนูผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจากโจทก์เบิกความว่า หลังเกิดเหตุจำเลยได้ทำบันทึกตกลงว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่พยานตามเอกสารหมาย จ.8 และโจทก์เบิกความว่า หลังทราบข่าวรถชน โจทก์รีบเดินทางไปที่เกิดเหตุแต่ไม่พบนายมนูพบแต่รถยนต์ของโจทก์ โจทก์มอบให้นายมนูไปตกลงกับจำเลยเรื่องค่าซ่อมรถและค่าเสียหายตามบันทึกเอกสารหมาย จ.8 และโจทก์ยอมรับบันทึกดังกล่าว ทั้งโจทก์และนายมนูยังเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ได้มอบให้จำเลยนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อมที่อู่ในกรุงเทพมหานคร โจทก์และนายมนูเคยไปดูรถที่อู่เห็นรถจอดทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้ซ่อม ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้เชิดให้นายมนูเป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามบันทึกเอกสารหมาย จ.8 โจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะเรียกร้องในมูลละเมิดจากจำเลย คงได้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานิตย์ วรรณารักษ์
จำเลย — ร้อยตำรวจโทประจวบ ขันทอง
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2835/2548
#266350
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 52 วรรคสี่ กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เสนอคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำร้องแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 โจทก์ต้องเสนอคดีต่อศาลภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 เป็นการเสนอคดีต่อศาลเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ที่ให้โจทก์รื้อถอนอาคาร

ระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสิบ โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 7 และที่ 9 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 7 และที่ 9 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะมีการแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2541 โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 แต่โจทก์มิได้เสนอคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ที่มิได้โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้ออกคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนอาคารของโจทก์เลขที่ 85 หมู่ที่ 13 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนที่ต่อเติม โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1/2541 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์และแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบ ตามหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 17 เมษายน 2541 ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 4 และ 5 ตามลำดับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 52 วรรคสี่ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 17 บัญญัติว่า "ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้เสนอคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์" ส่วน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 มิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 52 วรรคสี่แต่ประการใด ฉะนั้น ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 52 วรรคสี่ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 17 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1/2541 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบตามหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 17 เมษายน 2541 และโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 โจทก์จึงต้องเสนอคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์คือภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 เป็นการเสนอคดีต่อศาลเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุวรรณา สุดกรยุทธ์
จำเลย — นายบุญช่วย ภู่เทพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายคมกฤช เทียนทัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิต รัตนะผล
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2804/2548
#271304
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มีการประกาศใช้บังคับ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ ยกเลิกความในมาตรา 15 และ มาตรา 66 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามกฎหมายเดิม มาตรา 15 วรรคสอง เป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 15 วรรคสาม (2) จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ซึ่งตามฟ้องของโจทก์ได้ความเพียงว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 55 เม็ด น้ำหนัก 4.880 กรัม และอีก 1 ชิ้นไม่ทราบน้ำหนักเท่านั้นไม่เข้าข้อสันนิษฐานตาม มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ที่ว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งพยานโจทก์ชุดจับกุมเบิกความแต่เพียงว่า ค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ดอยู่ในถุงพลาสติกม้วนอยู่ใต้กางเกงชั้นในวางอยู่ที่พื้นข้างตู้ใส่พระเครื่อง และค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 50 เม็ดใส่ถุงพลาสติกซ่อนอยู่ใต้ดินในเล้าหมู ส่วนที่กล่าวอ้างว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคงมีเพียงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนเท่านั้น โดยไม่มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายจ่ายแจกให้แก่ผู้ใด ที่ไหน อย่างไร แม้โจทก์จะนำสืบว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ แต่คำรับสารภาพดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยในการรับฟัง นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบว่าจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมซ้อม โดยมีบันทึกข้อความซึ่งพยาบาลเทคนิครับรองอาการบาดเจ็บของจำเลย ทั้งจำเลยอ้างว่าจำเลยไม่เคยลงลายมือชื่อในเอกสารใดให้เจ้าพนักงานตำรวจ ดังนั้น บันทึกการตรวจค้นจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาจึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง คงรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ดไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โจทก์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 2 เดือน เป็นเวลา 1 ปี และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกสุชาย ศรอารา จับกุมจำเลย และยึดเมทแอมเฟตามีนรวม 55 เม็ด เป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2545 ดังนั้น จึงเท่ากับว่าในขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิม มาตรา 15 วรรคสองเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 15 วรรคสาม (2) จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ดังนั้น การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 55 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ย่อมเป็นการกล่างอ้างอันเป็นผลร้ายแก่จำเลยเนื่องจากโจทก์มีหน้าที่นำสืบเพื่อพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไป ให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งตามฟ้องของโจทก์ก็ได้ความเพียงว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 55 เม็ด น้ำหนัก 4.880 กรัม และอีก 1 ชิ้นไม่ทราบน้ำหนักเท่านั้น จึงไม่เข้าข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น โจทก์ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อพยานโจทก์ชุดที่ไปจับกุมจำเลยคือ ร้อยตำรวจเอกสุชาย ศรอารา และสิบตำรวจตรีสุรพจ เขาแก้ว เบิกความแต่เพียงว่า พ้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ดอยู่ในถุงพลาสติกใสม้วนอยู่ใต้กางเกงชั้นในวางอยู่ที่พื้นข้างตู้ใส่พระเครื่อง และค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 50 เม็ดบรรจุถุงพลาสติกใสมีซิปปิดเปิดในตัว ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงินห่อด้วยกระดาษสีเขียวซึ่งเป็นกระดาษสั่งจองไม้ยูคาลิปตัส อยู่ในถุงพลาสติกมีหูหิ้วอีกชั้นหนึ่ง และใช้หนังยางพันโดยรอบไว้ซ่อนอยู่ใต้ดินในเล้าหมู โดยสิบตำรวจตรีสุรพลเป็นผู้ค้นพบ ส่วนที่กล่าวอ้างว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคงมีแต่คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.2 และในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.10 เท่านั้น โดยไม่มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายจ่ายแจกให้แก่ผู้ใด ที่ไหน อย่างไร แม้โจทก์จะนำสืบว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพแต่คำรับสารภาพดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยในการรับฟัง นอกจากนี้จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมซ้อมโดยคนหนึ่งเข้ามาบีบคอ อีกคนหนึ่งใช้มือล้วงเข้าไปในปากจนหายใจไม่ออกและปัสสาวะไหลออกมา จำเลยจึงกัดมือผู้จับกุม จากนั้นผู้จับกุมทุบจำเลยจนหมดสติโดยจำเลยมีบันทึกข้อความเรื่องผู้ต้องขังหญิงอ้างว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจซ้อมตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งมีพยาบาลเทคนิค 2 รับรองว่าตรวจพบตาอักเสบแดงทั้งสองข้าง (แดงมาก) แก้มซ้ายบวม บริเวณปากมีรอบแผลแตก ทั้งจำเลยเบิกความว่าจำเลยไม่เคยลงลายมือชื่อในเอกสารใดให้เจ้าพนักงานตำรวจ ดังนั้น บันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.2 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาตามเอกสารหมาย จ.10 จึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 55 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง อย่างไรก็ตามพยานทั้งสองของโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่าพยานทั้งสองให้จำเลยพาตรวจค้นภายในบ้าน พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด อยู่ในถุงพลาสติกใสม้วนอยู่ใต้กางเกงชั้นในวางอยู่ที่พื้นข้างตู้ใส่พระเครื่อง ภายในบ้านของจำเลยโดยมีจำเลยนำตรวจค้น และสิบตำรวจตรีสุรพล เป็นผู้ค้นพบ และจำเลยรับว่าเป็นของตนเอง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยแต่เพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ดไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 15 ที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 67 นั้น กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไข ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรีบบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นางทองดี ใสกระจ่าง
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2797/2548
#113273
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 4 กับยึดรถยนต์ซึ่งจำเลยทั้งสี่ใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง เมื่อจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังว่ารถยนต์ของกลางที่ยึดจากจำเลยที่ 4 เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 จำเลยที่ 4 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้เถียงว่ามิได้ใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เพราะมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 เป็นการมิชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยและพิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของจึงเป็นการมิชอบเช่นกัน และโจทก์หามีสิทธิฎีกาต่อมาไม่ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 โดยให้บังคับคดีลงโทษจำเลยที่ 4 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ป.อ. มาตรา 83 ริบของกลางทั้งหมด เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 356/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสอง (เดิม)), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 83 จำคุกคนละ 22 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 11 ปี และบวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 356/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรลา หมายเลข 0 - 9858 - 5540 โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0 - 9888 - 4230 รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน เพชรบูรณ์ ต - 3907 และรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน ผ - 5835 เพชรบูรณ์ ของกลาง

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ผ - 5835 เพชรบูรณ์ ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จำนวน 1,588 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจับจำเลยที่ 4 กับยึดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน ผ - 5835 เพชรบูรณ์ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง เมื่อจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง และศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังว่ารถยนต์ของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 4 เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 จำเลยที่ 4 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้เถียงว่า จำเลยที่ 4 มิได้ใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เพราะมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 เป็นการมิชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยและพิพากษาให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของจึงเป็นการมิชอบเช่นกัน และโจทก์หามีสิทธิฎีกาต่อมาไม่ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาและอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 โดยให้บังคับคดีลงโทษจำเลยทั้งสี่ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายประจบ พูลสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายวิชัย เตชะศิริสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2784/2548
#113341
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้ ช. เพื่อเป็นหลักประกัน ช. และโจทก์ได้ร่วมกันฉ้อฉลจำเลยโดยโจทก์นำเช็คพิพาทไปลงวันที่แล้วนำไปเรียกเก็บเงินนั้น เป็นคำให้การที่ไม่แสดงโดยชัดแจ้งว่าโจทก์คบคิดกับ ช. ฉ้อฉลจำเลยอย่างไร จึงไม่มีประเด็นเรื่องการโอนด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตามมาตรา 916 ที่จะนำสืบ เมื่อเช็คพิพาทเป็นตราสารที่โอนเปลี่ยนมือกันได้ ช. ผู้ทรงย่อมมีสิทธิโอนเช็คพิพาทให้โจทก์โดยโจทก์หาจำต้องมีนิติสัมพันธ์กับจำเลย ทั้งเช็คพิพาทสั่งจ่ายให้ผู้ถือ เบื้องต้นต้องถือว่าโจทก์ผู้ทรงรับโอนเช็คพิพาทมาโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะจดวันออกเช็คตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คพิพาทซึ่งจำเลยไม่ลงวันสั่งจ่ายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 989 จำเลยผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ตามมาตรา 914

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็ค ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายนำมาแลกเงินสดจากโจทก์รวม 3 ฉบับ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน โจทก์นำไปเข้าบัญชีเพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 358,526.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 356,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยไม่เคยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่นายชรินทร์เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ แต่นายชรินทร์กลับคบคิดกับโจทก์ฉ้อฉลจำเลย โดยโจทก์นำเช็คพิพาทไปลงวันที่แล้วนำไปเรียกเก็บเงินตามเช็คเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 358,526.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 356,300 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทรับผิดชำระเงินตามเช็คซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ทรงนำไปเรียกเก็บเงินไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้ จำเลยผู้ถูกฟ้องในมูลเช็คพิพาทหาอาจต่อสู้โจทก์ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อนนั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะมีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 916 ประกอบมาตรา 989 ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยไม่เคยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่นายชรินทร์เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ แต่นายชรินทร์คบคิดกับโจทก์ฉ้อฉลจำเลย โดยโจทก์นำเช็คพิพาทไปลงวันที่แล้วนำไปเรียกเก็บเงินเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น จำเลยมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าโจทก์คบคิดกับนายชรินทร์ฉ้อฉลจำเลยอย่างไร เช็คเป็นตราสารที่โอนเปลี่ยนมือกันได้ นายชรินทร์ซึ่งเป็นผู้ทรงก็ย่อมมีสิทธิโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ผู้รับโอนเช็คพิพาทหาจำต้องมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยไม่ ทั้งการโอนก็ทำได้เพียงส่งมอบให้กันเนื่องจากเช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินแก่ผู้ถือ และในเบื้องต้นต้องถือว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทมาโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายและทำการโดยสุจริตย่อมมีสิทธิที่จะจดวันออกเช็คตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คพิพาทซึ่งจำเลยมิได้ลงวันสั่งจ่ายได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 989 เมื่อคำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งว่ามีการคบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร จึงเป็นคำให้การที่ไม่มีประเด็นจะนำสืบ และคดีวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดนัดต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914, 989 ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 900 ม. 905 ม. 910 ม. 914 ม. 916 ม. 989
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรติรัตน์ ไชยสูรยกานต์
จำเลย — นางกมลพร ศุขโต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายชุมพล กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2784/2548
#268077
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คชำระเงินตามเช็คซึ่งเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยผู้ถูกฟ้องในมูลเช็คหาอาจต่อสู้โจทก์ด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อนนั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะมีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 916 ประกอบมาตรา 989 ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยไม่เคยสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่ ช. เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ แต่ ช. คบคิดกับโจทก์ฉ้อฉลจำเลย โดยโจทก์นำเช็คไปลงวันที่แล้วนำไปเรียกเก็บเงินเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น จำเลยมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าโจทก์คบคิดกับ ข. ฉ้อฉลจำเลยอย่างไร เช็คเป็นตราสารที่โอนเปลี่ยนมือกันได้ ช. ซึ่งเป็นผู้ทรงก็ย่อมมีสิทธิโอนเช็คให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ผู้รับโอนเช็คหาจำต้องมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยไม่ ทั้งการโอนก็ทำได้เพียงส่งมอบให้กันเนื่องจากเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินแก่ผู้ถือ และต้องถือว่าโจทก์รับโอนเช็คมาโดยสุจริตตามมาตรา 5 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงและทำการโดยสุจริตย่อมมีสิทธิที่จะจดวันออกเช็คตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คซึ่งจำเลยมิได้ลงวันสั่งจ่ายได้ ตามมาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 989 เมื่อคำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งว่ามีการคบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร จึงเป็นคำให้การที่ไม่มีประเด็นจะสืบและคดีวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์จำเลย

จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเมื่อธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดนัดต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914, 989 ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านโป่ง ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายนำมาแลกเงินสดจากโจทก์รวม 3 ฉบับ เป็นเงิน 356,300 บาท เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน โจทก์นำไปเข้าบัญชีเพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 358,526.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 356,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันจำเลยไม่เคยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่นายชรินทร์ ศรีศิริวัฒน์ เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ แต่นายชรินทร์กลับคบคิดกับโจทก์ฉ้อฉลจำเลย โดยโจทก์นำเช็คพิพาทไปลงวันที่แล้วนำไปเรียกเก็บเงินตามเช็คเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 358,526.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 356,300 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทรับผิดชำระเงินตามเช็คซึ่งโจทก์ในฐานะผู้ทรงนำไปเรียกเก็บเงินไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้ จำเลยผู้ถูกฟ้องในมูลเช็คพิพาทหาอาจต่อสู้โจทก์ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อนนั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะมีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 ประกอบมาตรา 989 ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยไม่เคยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่นายชรินทร์ ศรีศิริวัฒน์ เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ แต่นายชรินทร์คบคิดกับโจทก์ฉ้อฉลจำเลย โดยโจทก์นำเช็คพิพาทไปลงวันที่แล้วนำไปเรียกเก็บเงินเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น จำเลยมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าโจทก์คบคิดกับนายชรินทร์ฉ้อฉลจำเลยอย่างไร เช็คเป็นตราสารที่โอนเปลี่ยนมือกันได้ นายชรินทร์ซึ่งเป็นผู้ทรงก็ย่อมมีสิทธิโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ผู้รับโอนเช็คพิพาทหาจำต้องมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยไม่ ทั้งการโอนก็ทำได้เพียงส่งมอบให้กัน เนื่องจากเช็คพิพาทมาโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายและทำการโดยสุจริตย่อมมีสิทธิที่จะจดวันออกเช็คตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คพิพาทซึ่งจำเลยมิได้ลงวันสั่งจ่ายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 989 เมื่อคำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งว่ามีการคบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร จึงเป็นคำให้การที่ไม่มีประเด็นจะสืบ และคดีวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดนัดต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914, 989 ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 224 ม. 910 ม. 914 ม. 916
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรติรัตน์ ไชยสูรยกานต์
จำเลย — นางกมลพร ศุขโต
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2781/2548
#271279
เปิดฉบับเต็ม

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้องครบทุกงวดแล้ว แม้จะชำระค่างวดล่าช้าไม่ตรงกำหนด แต่ผู้ร้องก็รับค่าเช่าซื้อจนครบทุกงวดตามสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ได้บอกเลิกสัญญา ถือว่ากำหนดเวลาชำระเงินไม่เป็นสาระสำคัญ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อของกลางจึงตกเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. ทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 และตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 3 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก่อน แม้ตามข้อ 9 ของสัญญาเช่าซื้อจะให้ผู้ร้องคิดดอกเบี้ยของเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและค่าใช้จ่ายในการไปเก็บเงินดังกล่าวได้ ผู้ร้องก็ต้องไปเรียกร้องเอากับห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. ซึ่งก็ไม่แน่ว่าผู้ร้องจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวได้ตามสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ ทั้งข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เงื่อนไขที่จะไม่ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางตกเป็นสิทธิแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. แม้ผู้ร้องจะยังมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางตามหนังสือแสดงการจดทะเบียน ผู้ร้องก็มิใช่เจ้าของแท้จริง จึงไม่มีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 6, 10, 14, 15, 61, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบรถยนต์บรรทุกของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้สั่งคืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรร์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลาง เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2536 ผู้ร้องได้ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดรามิศรการดินเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกของกลางในราคา 1,313,000 บาท ตกลงชำระเงินในวันทำสัญญา 53,500 บาท ที่เหลือผ่อนชำระงวดละ 35,000 บาท รวม 36 งวด ห้างหุ้นส่วนจำกัดรามิศรการดินได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนทุกงวดแล้ว เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 เช่าซื้อคือ สัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าโดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว และตามข้อ 3 ของสัญญาเช่าชื้อ กรรมสิทธิ์และสิทธิการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่เช่าซื้อตกเป็นของผู้เช่าซื้อ เมื่อผู้เช่าซื้อชำระเงินค่างวดเต็มตามราคาเช่าซื้อและตรงตามวันกำหนดชำระเงิน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดรามิศรการดินได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้องครบทุกงวดแล้ว แม้จะชำระค่างวดล่าช้าไม่ตรงกำหนด แต่ผู้ร้องก็รับค่าเช่าซื้อจนครบทุกงวดตามสัญญาเช่าซื้อแล้วโดยไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ถือว่ากำหนดเวลาชำระเงินค่าเช่าซื้อไม่เป็นสาระสำคัญ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อของกลางจึงตกเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดรามิศรการดินทันทีตามกฎหมายและตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวโดยไม่จำต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก่อน แม้ตามข้อ 9 ของสัญญาเช่าซื้อจะให้ผู้ร้องคิดดอกเบี้ยของเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและค่าใช้จ่ายในการไปเก็บเงินดังกล่าวได้ผู้ร้องก็ต้องไปเรียกร้องเอากับห้างหุ้นส่วนจำกัดรามิศรการดินซึ่งก็ไม่แน่ว่าผู้ร้องจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวได้ตามสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ ทั้งข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เงื่อนไขที่จะไม่ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกของกลางตกเป็นสิทธิแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรามิศรการดิน ตามข้อ 3 ของสัญญาเช่าซื้อ แม้ผู้ร้องจะยังมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลาง ผู้ร้องก็มิใช่เจ้าของแท้จริง จึงไม่มีสิทธิขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัทอึ้งง่วนไต๋อีซูซุเซลล์ จำกัด
จำเลย — นายนิยม อยู่แล้ว
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2775/2548
#270779
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์ และคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 364, 335 ประกอบมาตรา 336 ทวิ และมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยนั้น ก็เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยสถานใด เพียงใด และเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควร และเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลยต่อไปเท่านั้น มิใช่มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบพยานว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ทั้งศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น และแม้ตาม พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาฯ มาตรา 13 ศาลจะมีอำนาจรับฟังรายงานของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ตาม แต่ก็เป็นการรับฟังเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องโทษและวิธีการที่จะดำเนินการแก่จำเลยเท่านั้น มิได้เป็นการับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย จึงนำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติมาเป็นเหตุยกฟ้องของโจทก์แม้เพียงบางส่วนก็ไม่ได้ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติมาวินิจฉัยว่าการกระทำผิดของจำเลยครั้งนี้ไม่ปรากฏเหตุอันจะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ และยกฟ้องโจทก์บางส่วนนั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 335, 336 ทวิ, 364 ริบชะแลง ไขควง และรถจักรยานยนต์ของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 12037/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 364 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 335 (3) (8) วรรคสองประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ให้บวกโทษจำคุก 9 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 12037/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุกรวม 2 ปี 12 เดือน ริบชะแลงและไขควงของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น มิใช่เป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้เป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งของการลักทรัพย์โดยตรง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ให้ยกคำขอส่วนนี้เสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง มาตรา 364 ลงโทษตามมาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือนรวมจำคุก 1 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติมาวินิจฉัยว่าการกระทำผิดของจำเลยไม่มีเหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ นั้น ชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนพิพากษาซึ่งจำเลยทราบรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วไม่ค้าน ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาคดีโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำเลยตามฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก็เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยสถานใด เพียงใด และเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลยต่อไปเท่านั้น มิใช่มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบพยานว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ทั้งศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น แม้ตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 ศาลจะมีอำนาจรับฟังรายงานของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบก็ตาม แต่ก็เป็นการรับฟังเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องโจทก์และวิธีการที่จะดำเนินการแก่จำเลยเท่านั้น มิได้เป็นการรับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย จึงนำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติมาเป็นเหตุยกฟ้องของโจทก์แม้เพียงบางส่วนไม่ได้ ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติมาวินิจฉัยว่าการกระทำผิดของจำเลยครั้งนี้ไม่ปรากฏเหตุอันจะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ และยกฟ้องโจทก์บางส่วนนั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านแล้วไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยแต่อย่างใดเลยว่าจำเลยอาจไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ทั้งยังมีรายงานประวัติการกระทำผิดของจำเลยว่านอกจากความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นำโทษมาบวกเข้ากับคดีนี้แล้ว จำเลยยังเคยต้องโทษจำคุกในความผิดฐานลักทรัพย์มาก่อนถึง 2 ครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องยืนยันให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยในการกระทำผิดครั้งนี้เป็นอย่างดีอีกด้วยกรณีจึงไม่จำต้องให้มีการสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นใดๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ทวิ ม. 364
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทวีโชคหรือตือ มะลิแย้ม
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2771/2548
#113361
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ฝ่ายจำเลยเวนคืนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืน แต่ฝ่ายจำเลยไม่ดำเนินการให้จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้อง หลังจากนั้นฝ่ายจำเลยมาตกลงซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืน กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามมาตรา 10 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ในเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้จัดซื้อต้องจ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายมาอนุโลมใช้บังคับเพื่อคำนวณหาวันที่โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยได้ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีก็ชอบที่จะให้ฝ่ายจำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,789,106.83 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 12,160,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 315,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน (แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ตามที่โจทก์ขอ) นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 204396 ด้านทิศเหนือซึ่งเหลืออยู่เนื้อที่ 21 ตารางวา ในอัตราตารางวาละ 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 840,000 บาท พร้อมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ขอให้ฝ่ายจำเลยเวนคืนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 แต่ฝ่ายจำเลยไม่ดำเนินการให้จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2541 หลังจากนั้นเกือบ 1 ปี ฝ่ายจำเลยเพิ่งมาตกลงซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนในส่วนเนื้อที่ 21 ตารางวา ของโจทก์ในราคาตารางวาละ 35,000 บาท กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามมาตรา 10 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ในเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้จัดซื้อต้องจ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายมาอนุโลมใช้บังคับเพื่อคำนวณหาวันที่โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยได้ เพราะบทบัญญัติในส่วนนี้ใช้บังคับสำหรับกรณีที่มีการตกลงทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ก่อนนำคดีมาฟ้องศาล เมื่อศาลพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ฝ่ายจำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นนับจากวันที่มีการทำสัญญาซื้อขายไปอีกหนึ่งร้อยยี่สิบวัน สำหรับคดีนี้โจทก์ไม่พอใจที่ฝ่ายจำเลยเพิกเฉยไม่เวนคืนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล โดยที่ฝ่ายจำเลยยังไม่ได้ตกลงซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนของโจทก์ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีก็ชอบที่จะให้ฝ่ายจำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจึงชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระราคาที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 204396 เนื้อที่ 21 ตารางวา เพิ่มขึ้นอีก 105,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอของต้นเงิน 840,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2542 และดอกเบี้ยตามนัยดังกล่าวข้างต้นของต้นเงิน 105,000 บาท นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 20 ม. 26 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเปรมเทพ จำกัด
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิโรจน์ มณีธนวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
วิชัย วิวิตเสวี
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2771/2548
#271288
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยเวนคืนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนคราวก่อน แต่จำเลยไม่ดำเนินการจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้อง และหลังจากนั้นอีก 1 ปี จำเลยเพิ่งมาตกลงซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืน เนื้อที่ 21 ตารางวา ราคาตารางวาละ 35,000 บาท กรณีเช่นนี้ไม่อาจนำบทบัญญัติตามมาตรา 10, 11 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้จัดซื้อจะต้องจ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายมาอนุโลมใช้บังคับเพื่อคำนวณหาวันที่โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยได้ เพราะบทบัญญัติในส่วนนี้ใช้บังคับสำหรับกรณีที่มีการตกลงทำสัญญาซื้อขายอสังหาริทรัพย์กันได้ก่อนนำคดีมาฟ้องศาล เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ฝ่ายจำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยในจำนวนค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นนับจากวันที่มีการทำสัญญาซื้อขายไปอีกหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่สำหรับคดีนี้โจทก์ไม่พอใจที่ฝ่ายจำเลยเพิกเฉยไม่เวนคืนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยจำเลยยังไม่ได้ตกลงซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนของโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีก็ชอบที่จะให้ฝ่ายจำเลยชำระดอกเบี้ยนับจากวันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองเวนคืนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนในราคาตามท้องตลาด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,789,106.83 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 12,160,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 315,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน (แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ตามที่โจทก์ขอ) นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 (อธิบดีกรมทางหลวง) ซื้อที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 204396 ด้านทิศเหนือซึ่งเหลืออยู่เนื้อที่ 21 ตารางวา ในอัตราตารางวาละ 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 840,000 บาท พร้อมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 204396 ของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วนเป็นเหตุให้มีที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเนื้อที่ 21 ตารางวา และอีกส่วนหนึ่งเนื้อที่ 131 ตารางวา โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองเวนคืนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนทั้งหมดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2541 โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเวนคืนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนในราคาตารางวาละ 80,000 บาท ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ ได้ตกลงซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 204396 ในส่วนเนื้อที่ 21 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 35,000 บาท จากโจทก์ ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงยินยอมเอกสารหมาย ล.22 และโจทก์ได้รับเงินไปแล้วเป็นเงิน 735,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2542 ตามสำเนาใบสำคัญรับเงินเอกสารหมาย ล.23 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดราคาที่ดินเนื้อที่ 21 ตารางวา ที่จำเลยทั้งสองซื้อไปเป็นตารางวาละ 50,000 บาท ส่วนที่ดินเนื้อที่ 131 ตารางวา จำเลยทั้งสองไม่จำต้องเวนคืนหรือจัดซื้อ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินเนื้อที่ 21 ตารางวา จากโจทก์ในราคาตารางวาละ 40,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ดินเนื้อที่ 21 ตารางวา ที่เหลือจากการเวนคืนควรมีราคาเท่าใด เห็นว่า ในกรณีที่เจ้าของที่ดินร้องขอให้เจ้าหน้าที่จัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง นั้น อัตราเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนควรจะเป็นอัตราเดียวกันกับอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่ยุติแล้วสำหรับที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืน หาใช่อัตราที่ดินแปลงอื่นที่มีการซื้อขายหรือถูกเวนคืนตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ทั้งตามโจทก์นำสืบได้ความแต่เพียงว่า เมื่อที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนและโจทก์ไม่พอใจในอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ตารางวาละ 35,000 บาท โจทก์จึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ วินิจฉัยเพิ่มเป็นตารางวาละ 40,000 บาท และรัฐมนตรีฯ เห็นชอบด้วย ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินมากไปกว่าที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยกำหนดราคาที่ดินที่จำเลยทั้งสองซื้อจากโจทก์ในอัตราตารางวาละ 40,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เมื่อใด เห็นว่า คดีนี้โจทก์ขอให้ฝ่ายจำเลยเวนคืนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.10 และ ล.18 แล้ว แต่ฝ่ายจำเลยไม่ดำเนินการให้จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2541 หลังจากนั้นเกือบ 1 ปี ฝ่ายจำเลยเพิ่งมาตกลงซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนในส่วนเนื้อที่ 21 ตารางวา ของโจทก์ในราคาตารางวาละ 35,000 บาท กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามมาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ในเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้จัดซื้อต้องจ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายมาอนุโลมใช้บังคับเพื่อคำนวณหาวันที่โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยได้ เพราะบทบัญญัติในส่วนนี้ใช้บังคับสำหรับกรณีที่มีการตกลงทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ก่อนนำคดีมาฟ้องศาล เมื่อศาลพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ฝ่ายจำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นนับจากวันที่มีการทำสัญญาซื้อขายไปอีกหนึ่งร้อยยี่สิบวัน สำหรับคดีนี้โจทก์ไม่พอใจที่ฝ่ายจำเลยเพิกเฉยไม่เวนคืนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยที่ฝ่ายจำเลยยังไม่ได้ตกลงซื้อที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนของโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีก็ชอบที่จะให้ฝ่ายจำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 204396 ด้านทิศเหนือเนื้อที่ 21 ตารางวา ในอัตราตารางวาละ 40,000 บาท เป็นเงิน 840,000 บาท พร้อมชำระดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จนั้น เห็นว่าคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานในสำนวนเพราะผู้ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 และโจทก์ได้รับเงินไปบางส่วนเป็นจำนวน 735,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2542 แล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินดังกล่าวในอัตราตารางวาละ 40,000 บาท เพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมอีกตารางวาละ 5,000 บาท ซึ่งคิดเป็นเงิน 105,000 บาท ก็จะต้องกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินในส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้พร้อมกับดอกเบี้ยตามจำนวนเงินต้นที่โจทก์มีสิทธิได้รับแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาไม่เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและพิพากษาใหม่ แต่เห็นสมควรวินิจฉัยโดยแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระราคาที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 204396 เนื้อที่ 21 ตารางวา เพิ่มขึ้นอีก 105,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอของต้นเงิน 840,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2542 และดอกเบี้ยตามนัยดังกล่าวข้างต้นของต้นเงิน 105,000 บาท นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเปรมเทพ จำกัด
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
วิชัย วิวิตเสวี
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2548
#113201
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างบ้านลงบนที่ดินของจำเลยทั้งสองเพื่อพักร่วมกันกับจำเลยที่ 2 ทั้งข้อเท็จจริงตามที่ฟังได้ความยังปรากฏว่าระหว่างดำเนินการก่อสร้างจำเลยทั้งสองยังร่วมกันเข้าไปตรวจดูความเรียบร้อยของงาน มีการสั่งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องและแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบ แม้จำเลยที่ 2 จะลงลายมือในสัญญาฐานะผู้ว่าจ้างก็ตาม แต่พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นยินยอมและมุ่งผูกพันตนตามสัญญากับโจทก์ หนี้ค่าก่อสร้างบ้านจึงผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,514,648.21 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและเฉพาะจำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 713,810.85 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง (ที่ถูก คือ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2)

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 223,196.20 บาท แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องโจทก์เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ กับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2538 จำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านในที่ดินของจำเลยทั้งสอง ตกลงค่าจ้างรวมสัมภาระวัสดุก่อสร้างเป็นเงิน 5,268,038 บาท กำหนดสร้างเสร็จวันที่ 18 มีนาคม 2539 วันทำสัญญาโจทก์ได้รับเงินล่วงหน้าจำนวน 526,803.80 บาท ค่าจ้างที่เหลือจำเลยทั้งสองจะชำระให้โจทก์ทันทีเมื่องานเสร็จไปตามงวด ในสัญญาจำเลยทั้งสองมีสิทธิจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหรือลดงานจากรูปแบบแปลนได้โดยต้องตกลงคิดราคากันใหม่เป็นคราว ๆ ไป ระหว่างก่อสร้างนั้นจำเลยทั้งสองได้สั่งแก้ไขเพิ่มเติมงานด้วยวาจาหลายครั้ง มีการเปลี่ยนแปลงวัสดุก่อสร้างด้วย ซึ่งงานส่วนที่เพิ่มเติมเกี่ยวกับเสาหลังบ้านและชายคารับบันได โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 310,618 บาท ส่วนค่าจ้างของงานที่จำเลยทั้งสองสั่งแก้ไขเพิ่มเติมด้วยลายลักษณ์อักษรเป็นเงิน 577,262 บาท โจทก์ก็ได้รับจากจำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาเดือนกันยายน 2538 โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 เป็นค่าจ้างของงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 6 และต้นเดือนธันวาคม 2538 โจทก์ได้ขอเบิกเงินสำหรับงานงวดที่ 7 ต่อโจทก์ จำเลยปฏิเสธ จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้บุคคลอื่นทำงานที่เหลือต่อไปจนแล้วเสร็จ คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 ได้รู้เห็นโดยเป็นพยานลงชื่อในสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านลงในที่ดินของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 รู้เห็นยินยอมและมุ่งผูกพันในสัญญาก่อสร้างกับโจทก์ในฐานะอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงชื่อคู่สัญญาในสัญญาจ้างผู้เดียวก็ตาม หนี้ค่าก่อสร้างบ้านที่จำเลยทั้งสองมุ่งหมายจะได้อยู่อาศัยต่อไปย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 แม้จะไม่ได้ลงชื่อในสัญญาก็ตาม ดังนี้โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1ให้ร่วมรับผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาในข้อนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 655,281.65 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวุฒิพล สุวรรณธนรัชต์
จำเลย — นายไชยยันต์ พรพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวบังเอิญ เนียมศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ปัญญา สุทธิบดี
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2548
#270677
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อเป็นพยานในสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านลงในที่ดินของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 รู้เห็นยินยอมและมุ่งผูกพันในสัญญาก่อสร้างกับโจทก์ในฐานะอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงชื่อคู่สัญญาในสัญญาจ้างผู้เดียวก็ตาม หนี้ค่าก่อสร้างบ้านที่จำเลยทั้งสองมุ่งหมายจะได้อยู่อาศัยต่อไปย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 ดังนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ร่วมรับผิดตามสัญญาดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างบ้านพักอาศัยลงบนที่ดินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาโดยมิชอบ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินตามมูลค่างานที่โจทก์ทำไปเป็นเงิน 5,093,992.71 บาท จำเลยทั้งสองได้ชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,579,344.50 บาท จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระอีก 1,514,648.21 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,514,648.21 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และเฉพาะจำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 713,810.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 223,196.20 บาท แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องโจทก์เสีย กับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 ได้รู้เห็นโดยเป็นพยานลงชื่อในสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านลงในที่ดินของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 รู้เห็นยินยอมและมุ่งผูกพันในสัญญาก่อสร้างกับโจทก์ในฐานะอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงชื่อคู่สัญญาในสัญญาจ้างผู้เดียวก็ตาม หนี้ค่าก่อสร้างบ้านที่จำเลยทั้งสองมุ่งหมายจะได้อยู่อาศัยต่อไปย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 แม้จะไม่ได้ลงชื่อในสัญญาก็ตาม ดังนี้โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ร่วมรับผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 655,281.65 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 587 ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวุฒิพล สุวรรณธนรัชต์
จำเลย — นายไชยยันต์ พรพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ปัญญา สุทธิบดี
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2548
#271278
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมายและสั่งริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ กับโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ของกลาง และบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำเลยที่ 1 ด้วยเท่านั้น โดยไม่ได้มีคำขอให้ริบเงินจำนวน 82,500 บาท ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบของกลางโดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าให้ริบของกลางอะไรบ้าง จึงย่อมหมายถึงเฉพาะของกลางที่โจทก์กล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์เข้าใจว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบเงินจำนวน 82,500 บาท ด้วยจึงได้หยิบยกปัญหาว่าเงินของกลางจำนวน 82,500 บาท มิได้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ซึ่งได้ใช้เฉพาะความผิดในคดีนี้ขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้เป็นว่าไม่ริบเงินจำนวน 82,500 บาท โดยให้คืนเจ้าของ จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 292 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ของกลาง กับบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามฟ้องโจทก์จริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรม ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 21 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 10 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือนของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 171/2545 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี ของกลางให้ริบ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมกับโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นสามกระทง จำคุกคนละ 6 ปี 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 บวกโทษในคดีก่อนเข้าด้วย เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี ไม่ริบเงิน 82,500 บาท และให้คืนเจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาไม่ริบเงินของกลางจำนวน 82,500 บาท และให้คืนเจ้าของนั้นเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์มีคำขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และขอให้ศาลได้สั่งริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ กับโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ของกลาง และบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 171/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำเลยที่ 1 ด้วยเท่านั้น โดยไม่ได้มีคำขอให้ริบเงินจำนวน 82,500 บาท ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบของกลางโดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าให้ริบของกลางอะไรบ้าง จึงย่อมหมายถึงเฉพาะของกลางที่โจทก์กล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เข้าใจว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบเงินจำนวน 82,500 บาทด้วย จึงได้หยิบยกปัญหาว่าเงินของกลางจำนวน 82,500 บาท มิได้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ซึ่งได้ใช้เฉพาะความผิดในคดีนี้ขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้เป็นว่าไม่ริบเงินจำนวน 82,500 บาท โดยให้คืนเจ้าของ จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนที่เกี่ยวกับเงินจำนวน 82,500 บาท ที่สั่งให้คืนเจ้าของนั้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นายน้อย เวรุวาปี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2760/2548
#270662
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยและมารดาครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมานานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ ป. เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อ ล. เข้าเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. จำเลยก็ยังเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทตลอดมานั้น ถือได้ว่าจำเลยครอบครองแทนทายาทของ ป. ทุกคน เพราะยังไม่มีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่ทายาทโดยชัดเจน แต่เมื่อ ล. ดำเนินการขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อแบ่งแก่ทายาทของ ป. มารดาจำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของ ป. ปฏิเสธไม่ยอมรับที่ดินที่แบ่งแยกให้โดยยืนยันต่อทายาทอื่นๆ ว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว จะไม่ยินยอมยกให้ใคร จึงเป็นการแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยชัดเจนว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนแล้ว และเมื่อภายหลังจาก ก. รับโอนที่พิพาทจาก ล. ผู้จัดการมรดกแล้ว ก. ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด กลับปล่อยให้จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองตลอดมา เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองได้รับโอนที่ดินพิพาทจาก ก. เกินกว่า 10 ปี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

การที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจาก ก. โดยรู้ดีว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาก่อนแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตอันจะมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง การับโอนที่ดินพิพาทของโจทก์ เป็นการทำให้จำเลยผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อนเสียเปรียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 21265 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 21264 จำเลยได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้ว โรงเรือน ศาลพระภูมิออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ยอมดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการแทนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และห้ามจำเลยพร้อมบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 21265 และ 21264 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2667 เป็นกรรมสิทธิ์ของนางเปลื้อง มากเพ็ชร ซึ่งขณะมีชีวิตอยู่ได้มอบที่ดินโฉนดเลขที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวให้นายเย็นและนางยุกซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยครอบครองทำกิน นายเย็นและนางยุกได้ปลูกสร้างบ้านและศาลพระภูมิบนที่ดินและได้ทำประโยชน์โดยทำไร่และสวนในที่ดินทั้งแปลงตั้งแต่ปี 2514 ต่อมานางเปลื้องถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2528 นางลมูล ตันตยาทร ผู้จัดการมรดก ได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยรวม 6 แปลง แล้วแบ่งให้แก่ทายาท โดยจำเลยได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 21264 นางกาญจนา บูรณะพิมพ์ ได้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 21265 หลังจากนั้นจำเลยพร้อมกับบิดามารดายังคงครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 21265 ติดต่อกับเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 21265 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์ทั้งสองรับโอนที่ดินดังกล่าวโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้ว ห้องน้ำ และศาลพระภูมิออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21265 ห้ามมิให้จำเลยพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาประการแรกว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบี้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21265 เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2667 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเปลื้อง มากเพ็ชร นางเปลื้องเป็นมารดาของนางยุก แซ่ฉั่ว นางลมูล ตันตยาทร นางละมัย และนางเกี๊ยว แซ่ตั้ง ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางยุก นางเปลื้องถึงแก่ความตายเมื่อปี 2518 ต่อมา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางลมูลเป็นผู้จัดการมรดกของนางเปลื้อง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2528 นางลมูลได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2667 ออกเป็นแปลงย่อยรวม 6 แปลง เพื่อจะแบ่งให้แก่ทายาทของนางเปลื้องทุกคน จำเลยและนางยุกมารดาของจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานกว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่นางเปลื้องยังมีชีวิตอยู่แม้เมื่อนางลมูลเข้าเป็นผู้จัดการมรดกของนางเปลื้องจำเลยก็ยังเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ซึ่งฟังได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทของนางเปลื้องทุกคนเพราะขณะนั้นยังไม่มีการแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทโดยชัดเจน จนเมื่อนางลมูลดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2667 ออกเป็น 6 แปลง เพื่อจะแบ่งให้แก่ทายาทของนางเปลื้องดังกล่าว แต่นางยุกมารดาของจำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนางเปลื้องปฏิเสธไม่ยอมรับที่ดินที่แบ่งแยกให้ โดยอ้างยืนยันต่อทายาทอื่นๆ ของนางเปลื้องว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว จะไม่ยินยอมยกให้ใคร อันเป็นการแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยชัดเจนว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนแล้ว และเมื่อปรากฏว่าหลังจากนางกาญจนาจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางลมูลในฐานะผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2528 นางกาญจนาก็ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด กลับปล่อยให้จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา การครอบครองของจำเลยจึงเป็นการครอบครองโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ นับถึงวันที่โจทก์ทั้งสองรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางกาญจนา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว

ปัญหาข้อต่อมาว่า โจทก์ทั้งสองรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางกาญจนาโดยสุจริตหรือไม่ ได้ความว่า ก่อนที่โจทก์ทั้งสองจะรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนางกาญจนาโจทก์ทั้งสองได้ไปตรวจดูที่ดินพิพาทก่อน ต่อมาในวันที่มีการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อจะซื้อขายกัน จำเลยได้ต่อว่าโจทก์ทั้งสองว่าซื้อที่ดินพิพาทมาได้อย่างไรโดยไม่สอบถามจำเลยก่อน เป็นนัยว่าโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาโดยมิชอบ ทั้งที่จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองอยู่ ดังนี้การที่โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางกาญจนา ทั้งที่รู้ดีว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนแล้ว เป็นการรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตอันจะมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง การที่โจทก์ทั้งสองรับโอนที่ดินจากนางกาญจนา จึงทำให้จำเลยผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบ ตามที่จำเลยยกขึ้นเป็นขึ้นต่อสู้ไว้แล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง ม. 1300 ม. 1367 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไชยเชษฐ มะจุเงิน กับพวก
จำเลย — นางสาวสุนีย์ แซ่ฉั่ว
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2752/2548
#271267
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2545 แต่วันครบกำหนดฎีกาตรงกับวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2545 จำเลยจึงมีสิทธิยื่นฎีกาในวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2545 และแม้จำเลยยื่นคำแถลงขอถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 และได้รับเอกสารที่ขอถ่ายในวันที่ 27 มิถุนายน 2545 ก็ตาม แต่เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับเอกสารที่ขอถ่ายจนถึงวันที่จำเลยมีสิทธิยื่นฎีกาแล้วปรากฏว่ายังมีเวลาเหลืออยู่อีก 18 วัน ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จะทำคำฟ้องฎีกายื่นต่อศาลได้ทัน ที่จำเลยอ้างเหตุในการขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาว่า ทนายจำเลยได้ศึกษาข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์แล้วปรากฏว่ามีหลายประเด็นที่แตกต่างไปจากข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นซึ่งทนายจำเลยต้องทำรายงานเสนอคณะกรรมการบริษัทจำเลยพิจารณาอนุมัติยื่นฎีกา ระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอที่คณะกรรมการบริษัทจำเลยจะพิจารณาอนุมัติยื่นฎีกาและทนายจำเลยไม่สามารถจัดทำฎีกายื่นต่อศาลได้ทันนั้น ก็ไม่ปรากฏว่านับแต่วันที่จำเลยได้รับเอกสารที่ขอถ่ายจนถึงวันที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาคือวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 ทนายจำเลยได้ดำเนินการไปถึงไหน เรื่องอยู่ในขั้นตอนใด และมีข้อขัดข้องอย่างไรที่ทำให้ทนายจำเลยไม่สามารถยื่นฎีกาภายในเวลาที่ยังเหลืออยู่อีก 6 วันได้ทัน ถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาซื้อขายห้องชุด ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลย 7,676,927.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน 5,388,368 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2545

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่า จำเลยขอถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 แต่เพิ่งได้รับเอกสารที่ขอถ่ายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2545 ทนายจำเลยได้ศึกษาข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ปรากฏว่ามีหลายประเด็นที่แตกต่างไปจากข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นซึ่งทนายจำเลยต้องทำรายงานเสนอคณะกรรมการบริษัท จำเลยพิจารณาอนุมัติยื่นฎีกา ระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอที่คณะกรรมการบริษัทจำเลยจะพิจารณาอนุมัติยื่นฎีกา และทนายจำเลยไม่สามารถจัดทำฎีกายื่นต่อศาลได้ทัน ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2545 ศาลชั้นต้นเห็นว่าที่จำเลยอ้างว่าเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ขอถ่ายเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2545 แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ช้าเป็นเพราะเหตุใด จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ประกอบกับได้ความจากเจ้าหน้าที่ศาลประจำศูนย์ชั้น 6 ที่ศาลชั้นต้นเรียกมาสอบถามว่าเจ้าหน้าที่ได้ถ่ายสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยเสร็จตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2545 แต่จำเลยมารับในภายหลัง การรับสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ช้าจึงไม่ใช่กรณีที่เป็นพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยยื่นคำแถลงขอถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 และได้ติดตามขอรับสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 27 มิถุนายน 2545 จึงได้รับ จำเลยมิได้ละเลยเพิกเฉยแต่อย่างใด ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลย และอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาตามขอ หรือมีคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อมีคำสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นให้เจ้าหน้าที่ศาลประจำศูนย์ชั้น 6 รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยดังกล่าว เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า โจกท์และจำเลยได้ยื่นคำร้องขอถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ศูนย์ปฏิบัติงานชั้น 6 ทางศูนย์ฯ ได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จพร้อมกันเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2545 ในทางปฏิบัติทางศูนย์ฯ จะบอกให้คู่ความมาขอรับเอกสารที่ขอถ่ายใน 7 วัน หลังจากยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารแล้ว จำเลยมิได้มาติดต่อขอรับเอกสารที่ขอถ่ายจนกระทั่งวันที่ 28 มิถุนายน 2545 จำเลยจึงมาติดต่อขอรับเอกสารที่ขอถ่าย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่จำเลยตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2545 แต่วันครบกำหนดฎีกาตรงกับวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2545 จำเลยจึงมีสิทธิยื่นฎีกาในวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2545 ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่จำเลยอ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาว่าจำเลยยื่นคำแถลงขอถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 และได้รับเอกสารที่ขอถ่ายในวันที่ 27 มิถุนายน 2545 ก็ตาม แต่เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับเอกสารที่ขอถ่ายจนถึงวันที่จำเลยมีสิทธิยื่นฎีกาแล้วปรากฏว่ายังมีเวลาเหลืออยู่อีก 18 วัน หากจำเลยและทนายจำเลยมีความตั้งใจจริงก็อยู่ในวิสัยที่จะทำคำฟ้องฎีกายื่นต่อศาลได้ทันเนื่องจากทนายจำเลยได้ว่าคดีนี้มาตั้งแต่ต้นและคดีก็มิได้มีความยุ่งยากซับซ้อนเป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ตาม หากมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งเป็นเหตุการณ์นอกเหนือการบังคับของจำเลยมาขัดขวางทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นฎีกาภายในเวลาที่เหลืออยู่ดังกล่าวได้ทัน จำเลยก็สามารถขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่จำเลยอ้างเหตุในการขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาว่า ทนายจำเลยได้ศึกษาข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์แล้วปรากฏว่ามีหลายประเด็นที่แตกต่างไปจากข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นซึ่งทนายจำเลยต้องทำรายงานเสนอคณะกรรมการบริษัทจำเลยพิจารณาอนุมัติยื่นฎีกา ระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอที่คณะกรรมการบริษัทจำเลยจะพิจารณาอนุมัติยื่นฎีกาและทนายจำเลยไม่สามารถจัดทำฎีกายื่นต่อศาลได้ทันนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านับแต่วันที่จำเลยได้รับเอกสารที่ขอถ่ายจึงถึงวันที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาคือวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 ทนายจำเลยได้ดำเนินการไปถึงไหน เรื่องอยู่ในขั้นตอนใด และมีข้อขัดข้องอย่างไรที่ทำให้ทนายจำเลยไม่สามารถยื่นฎีกาภายในเวลาที่ยังเหลืออยู่อีก 6 วันได้ทัน ทั้งที่รูปคดีมิได้มีความยุ่งยากหรือซับซ้อนเป็นพิเศษแต่อย่างใด เหตุที่อ้างมาในคำร้องถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ได้ และศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจทำคำสั่งไปได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวนคำร้องเสียก่อน เพราะการไต่สวนไม่เป็นประโยชน์แก่คดีแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเดชา คุปต์ถาวรฤกษ์
จำเลย — บริษัทสาธรเรีย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2737 -ที่ 2751/2548
#113293
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนตามเช็คเอกสารหมาย จ. 1 ถึง จ. 12 รวมทั้งสิ้นจำนวน 15,467,184 บาท ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงกันโดยโจทก์ตกลงลดหนี้แก่จำเลยจำนวน 467,184 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 15,000,000 บาท ให้จำเลยผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละ 1,000,000 บาท โดยทำหลักฐานเป็นสัญญากู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 13 ถึง จ. 26 และ จ. 56 ไว้ ถือเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ เช็คพิพาทตามสำเนาเช็คทั้งสิบห้าฉบับลงวันที่สั่งจ่ายตรงกับวันถึงกำหนดชำระเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 13 ถึง จ. 26 และ จ. 56 ฟังได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้โดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 ในเช็คจำนวน 15 ฉบับ โดยแยกฟ้องเป็น 15 สำนวน และมีคำขอให้นับโทษของจำเลยแต่ละสำนวนต่อกัน ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสิบห้าสำนวนเข้าด้วยกัน การกระทำของจำเลยในแต่ละสำนวนเป็นความผิดต่างกรรมกัน การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การออกเช็คของจำเลยทั้ง 15 ฉบับ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 และลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน โดยเรียงกระทงลงโทษซึ่งศาลถือว่ามีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อ แม้ศาลล่างทั้งสองจะปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 91 มาด้วยนั้น ย่อมหมายความว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้ง 15 สำนวน สำนวนละ 6 เดือน แล้วนับโทษแต่ละสำนวนต่อกันตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง เพียงแต่อ้างบทมาตราผิดพลาดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบห้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสิบห้าสำนวนว่าโจทก์และให้เรียกจำเลยทั้งสิบห้าสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ป.อ. มาตรา 92 และนับโทษจำเลยทั้งสิบห้าสำนวนต่อเนื่องกัน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสิบห้าสำนวน

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสิบห้าสำนวน แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 โดยจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 90 เดือน และเมื่อศาลเรียงกระทงลงโทษจำเลยอันมีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อตามคำขอในฟ้องโจทก์แล้ว จึงไม่จำต้องสั่งให้นับโทษต่ออีก

จำเลยทั้งสิบห้าสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสิบห้าสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 หรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนตามเช็คเอกสารหมาย จ. 1 ถึง จ. 12 รวมทั้งสิ้นจำนวน 15,467,184 บาท ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงกันโดยโจทก์ตกลงลดหนี้แก่จำเลยจำนวน 467,184 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 15,000,000 บาท ให้จำเลยผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละ 1,000,000 บาท โดยทำหลักฐานเป็นสัญญากู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 13 ถึง จ. 26 และ จ. 56 ไว้ ถือเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่เช็คพิพาทตามสำเนาเช็คทั้งสิบห้าฉบับลงวันที่สั่งจ่ายตรงกับวันถึงกำหนดชำระเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 13 ถึง จ. 26 และ จ. 56 ฟังได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ โดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ในเช็คจำนวน 15 ฉบับ โดยแยกฟ้องเป็น 15 สำนวน และมีคำขอให้นับโทษของจำเลยแต่ละสำนวนต่อกัน ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสิบห้าสำนวนเข้าด้วยกัน การกระทำของจำเลยในแต่ละสำนวนเป็นความผิดต่างกรรมกัน การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการออกเช็คของจำเลยทั้ง 15 ฉบับ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน โดยเรียงกระทงลงโทษซึ่งศาลถือว่ามีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อ แม้ศาลล่างทั้งสองจะปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 91 มาด้วยนั้น ย่อมหมายความว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้ง 15 สำนวน สำนวนละ 6 เดือน แล้วนับโทษแต่ละสำนวนต่อกันตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง เพียงแต่อ้างบทมาตราผิดไป ซึ่งศาลฎีกาย่อมแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 6 เดือน นับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 972/2542, 546/2542, 315/2542, 4038/2541, 3935/2541, 3692/2541, 3691/2541, 3837/2541, 3231/2541, 2496/2541, 2489/2541, 1518/2541, 1113/2541, 122/2541 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3956/2540 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ คำขอให้เพิ่มโทษให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
ป.อ. ม. 22 ม. 91
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแสง แสงเจริญสุขเลิศ
จำเลย — นางณัฐริกา ภู่อุดมศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายกำธร พรหมขุนทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2737 -ที่ 2751/2548
#271841
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 15,467,184 บาท ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงกันโดยโจทก์ตกลงลดหนี้แก่จำเลย 467,184 บาท ส่วนที่เหลือ 15,000,000 บาท ให้จำเลยผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละ 1,000,000 บาท โดยทำหลักฐานเป็นสัญญากู้ยืมเงินไว้ ถือเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ เมื่อเช็คพิพาทลงวันที่สั่งจ่ายตรงกับวันถึงกำหนดชำระเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงิน จึงถือได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ โดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

ศาลล่างพิพากษาว่าการออกเช็คของจำเลยทั้ง 15 ฉบับ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 และลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน โดยเรียงกระทงลงโทษซึ่งศาลถือว่ามีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อ ดังนั้น แม้ศาลล่างจะปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 91 มาด้วยนั้น ย่อมหมายความว่า ศาลล่างพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้ง 15 สำนวน สำนวนละ 6 เดือน แล้วนับโทษแต่ละสำนวนต่อกันตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เพียงแต่อ้างบทมาตราผิดพลาดไป ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าสำนวนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และนับโทษจำเลยทั้งสิบห้าสำนวนต่อเนื่องกัน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสิบห้าสำนวน

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสิบห้าสำนวน แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 90 เดือน และเมื่อศาลเรียงกระทงลงโทษจำเลยอันมีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อตามคำขอในฟ้องโจทก์แล้ว จึงไม่จำต้องสั่งให้นับโทษต่ออีก

จำเลยทั้งสิบห้าสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสิบห้าสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 หรือไม่ ... เห็นว่า จำเลยรู้จักกับนายมิ่นเมื่อปี 2536 โดยเพื่อนแนะนำ ต่อมาจำเลยว่าจ้างนายมิ่นก่อสร้างอาคาร ส่วนนายกิตติเป็นหลานจำเลยรู้จักนายมิ่นเพราะจำเลยแนะนำ ความสัมพันธ์ระหว่างนายมิ่นกับจำเลยและนายกิตติเพียงเท่านั้น ไม่เชื่อว่าทั้งสองคนจะตกลงให้นายมิ่นยืมเช็คเป็นเงินจำนวนมากเช่นนั้น ทั้งเช็คที่ให้นายมิ่นยืมนั้นจำเลยไม่ได้กรอกข้อความยิ่งเป็นข้อพิรุธขาดเหตุผลไม่น่ารับฟังเป็นอย่างยิ่ง ส่วนนางอุบลจำเลยไม่นำมาเป็นพยาน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้นำเช็คเอกสารหมาย จ. 1 ถึง จ. 12 ไปแลกเงินกับโจทก์ ฉะนั้น ที่จำเลยอ้างว่าเช็คพิพาทจำนวน 15 ฉบับ จำเลยออกให้แก่โจทก์แทนนายมิ่นไปก่อน เพื่อไม่ให้โจทก์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจมาจับนายมิ่นจึงไม่น่ารับฟังเช่นกัน จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนตามเช็คเอกสารหมาย จ. 1 ถึง จ. 12 รวมทั้งสิ้นจำนวน 15,467,184 บาท ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงกันโดยโจทก์ตกลงลดหนี้แก่จำเลยจำนวน 467,184 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 15,000,000 บาท ให้จำเลยผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละ 1,000,000 บาท โดยทำหลักฐานเป็นสัญญากู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 13 ถึง จ. 26 และ จ. 56 ไว้ ถือเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ เช็คพิพาทตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ. 27 จ. 29 จ. 31 จ. 33 จ. 35 จ. 37 จ. 39 จ. 41 จ. 43 จ. 45 จ. 47 จ. 49 จ. 51 จ. 53 และ จ. 57 ลงวันที่สั่งจ่ายตรงกับวันถึงกำหนดชำระเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 13 ถึง จ. 26 และ จ. 56 ฟังได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ โดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ในเช็คจำนวน 15 ฉบับ โดยแยกฟ้องเป็น 15 สำนวน และมีคำขอให้นับโทษของจำเลยแต่ละสำนวนต่อกัน ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสิบห้าสำนวนเข้าด้วยกัน การกระทำของจำเลยในแต่ละสำนวนเป็นความผิดต่างกรรมกัน การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการออกเช็คของจำเลยทั้ง 15 ฉบับ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน โดยเรียงกระทงลงโทษซึ่งศาลถือว่ามีผลเสมือนเป็นการนับโทษต่อ แม้ศาลล่างทั้งสองจะปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วยนั้น ย่อมหมายความว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้ง 15 สำนวน สำนวนละ 6 เดือน แล้วนับโทษแต่ละสำนวนต่อกันตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง เพียงแต่อ้างบทมาตราผิดพลาดไป ซึ่งศาลฎีกาย่อมแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 6 เดือน นับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 972/2542, 546/2542, 315/2542, 4038/2541, 3935/2541, 3692/2541, 3691/2541, 3837/2541, 3231/2541, 2496/2541, 2489/2541, 1518/2541, 1113/2541, 122/2541 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3956/2540 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ คำขอให้เพิ่มโทษให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแสง แสงเจริญสุขเลิศ
จำเลย — นางณัฐริกา ภู่อุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2733/2548
#266425
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายไม่มีบุตรและภริยา บิดามารดาของผู้ตายก็ถึงแก่กรรมไปหมดแล้วทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกได้แก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายซึ่งรวมถึง ล. ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (3) เมื่อ ล. ถึงแก่กรรมภายหลังโดยยังไม่ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกส่วนที่ ล. จะได้รับก็ตกแก่ ป. ผู้สืบสันดาน แต่ปรากฏว่า ป. ถึงแก่กรรมไปก่อน ล. แล้ว ทรัพย์มรดกส่วนที่ ป. จะได้รับก็ตกแก่ผู้ร้องและ ฉ. ผู้สืบสันดานซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่ ป. ตามมาตรา 1639 ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในกองมรดกและเมื่อมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชื่น จงอ้อมกลางผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า สมควรแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายไม่มีบุตรและภรรยา บิดามารดาของผู้ตาย ก็ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกได้แก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ซึ่งรวมถึงนางหลงด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (3) เมื่อนางหลงถึงแก่กรรมโดยยังมิได้รับส่วนแบ่งมรดกดังนั้น ทรัพย์มรดกส่วนที่นางหลงจะได้รับก็ตกแก่นายประกอบผู้สืบสันดาน แต่ปรากฏว่านายประกอบถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ทรัพย์มรดกส่วนที่นายประกอบจะได้รับก็ตกแก่ผู้ร้องและนายฉอ้อนผู้สืบสันดานซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่นายประกอบตามมาตรา 1639 ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในกองมรดกและเมื่อมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 (2) ผู้ร้องและนายฉอ้อนมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เช่นเดียวกับนายเพ็ชรและนางปี่พี่ของนายประกอบ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายหรือยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ ทั้ง ๆ ที่ ผู้ตายถึงแก่กรรมไปก่อนยื่นคำร้องขอถึง 15 ปี ประกอบกับนายฉอ้อนผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นน้องของผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำคัดค้าน ผู้ร้องจึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้และศาลมีอำนาจแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1711 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องขอ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้แต่งตั้งนายแดง ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชื่น ผู้ตาย ให้ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 (3) ม. 1639 ม. 1711 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายแดง เทียบกลาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายคมกฤช กนกประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2733/2548
#268030
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายไม่มีบุตรและภริยา บิดามารดาของผู้ตายก็ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกได้แก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ซึ่งรวมถึง ล. ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (3) เมื่อ ล. ถึงแก่กรรมโดยยังมิได้รับส่วนแบ่งมรดก ทรัพย์มรดกส่วนที่ ล. จะได้รับจึงตกแก่ ป. ผู้สืบสันดาน แต่ ป. ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ทรัพย์มรดกส่วนที่ ป. จะได้รับจึงตกแก่ผู้ร้องและ ฉ. ผู้สืบสันดานซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่ ป. ตามมาตรา 1639 ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในกองมรดกมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 (2) เมื่อผู้ร้องและ ฉ. มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเช่นเดียวกับพี่ของ ป. แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายหรือยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ทั้งๆ ที่ผู้ตายถึงแก่กรรมไปก่อนยื่นคำร้องถึง 15 ปี ประกอบกับ ฉ. ก็มิได้ยื่นคำคัดค้านผู้ร้องจึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกและศาลมีอำนาจแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตามมาตรา 1711

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นายชื่น จงอ้อมกลาง ผู้ตาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางหลง เทียบกลาง ซึ่งเป็นมารดาของนายประกอบ เทียบกลาง บิดาผู้ร้อง ผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2530 ก่อนถึงแก่กรรมมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 20 หมู่ที่ 13 ตำบลพลสงคราม อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมก่อนนางหลง ทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่นางหลงและเมื่อนายประกอบบิดาผู้ร้องถึงแก่กรรมก่อนนางหลงผู้ร้องจึงเป็นผู้รับมรดกแทนที่นายประกอบ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก และไม่ได้เป็นบุคคลผู้ต้องห้ามตามกฎหมาย การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติฟังได้ว่า ผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางหลง เทียบกลาง ซึ่งเป็นมารดาของนายประกอบ เทียบกลาง บิดาของผู้ร้อง ผู้ตายไม่มีบุตรและภริยาได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2530 ส่วนนางหลงถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2534 และนายประกอบถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2507 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่าสมควรแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายไม่มีบุตรและภริยา บิดามารดาของผู้ตายก็ถึงแก่กรรมไปหมดแล้วทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกได้แก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ซึ่งรวมถึงนางหลงด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) เมื่อนางหลงถึงแก่กรรมโดยยังมิได้รับส่วนแบ่งมรดก ดังนั้น ทรัพย์มรดกส่วนที่นางหลงจะได้รับก็ตกแก่นายประกอบผู้สืบสันดาน แต่ปรากฏว่านายประกอบถึงแก่กรรมไปก่อนแล้วทรัพย์มรดกส่วนที่นายประกอบจะได้รับก็ตกแก่ผู้ร้องและนายฉอ้อนผู้สืบสันดานซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่นายประกอบตามมาตรา 1639 ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในกองมรดกและเมื่อมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 (2) ผู้ร้องและนายฉอ้อนมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เช่นเดียวกับนายเพ็ชร และนางปีพี่ของนายประกอบ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายหรือยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ ทั้งๆ ที่ผู้ตายถึงแก่กรรมไปก่อนยื่นคำร้องขอถึง 15 ปี ประกอบกับนายฉอ้อนผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นน้องของผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำคัดค้าน ผู้ร้องจึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้และศาลมีอำนาจแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องขอ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้แต่งตั้งนายแดง เทียบกลาง ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชื่น จงอ้อมกลาง ผู้วายชนม์ ให้ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 ม. 1639 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายแดง เทียบกลาง
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา