คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2733/2548
#271252
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์มรดกของผู้ตายตกได้แก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ซึ่งรวมถึง ล. ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (3) เมื่อ ล. ถึงแก่กรรมภายหลังโดยยังไม่ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกส่วนที่ ล. จะได้รับก็ตกแก่ ป. ผู้สืบสันดาน แต่ปรากฏว่า ป. ถึงแก่กรรมไปก่อน ล. แล้ว ทรัพย์มรดกส่วนที่ ป. จะได้รับก็ตกแก่ผู้ร้องและ ฉ. ผู้สืบสันดานซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่ ป. ตามมาตรา 1639 ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในกองมรดกและเมื่อมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า สมควรแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายไม่มีบุตรและภริยาบิดามารดาของผู้ตายก็ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกได้แก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ซึ่งรวมถึงนางหลงด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (3) เมื่อนางหลงถึงแก่กรรมโดยยังมิได้รับส่วนแบ่งมรดก ดังนั้น ทรัพย์มรดกส่วนที่นางหลงจะได้รับก็ตกแก่นายประกอบผู้สืบสันดาน แต่ปรากฏว่านายประกอบถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ทรัพย์มรดกส่วนที่นายประกอบจะได้รับก็ตกแก่ผู้ร้องและนายฉอ้อนผู้สืบสันดานซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่นายประกอบตามมาตรา 1639 ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในกองมรดก และเมื่อมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 (2) ผู้ร้องและนายฉอ้อนมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเช่นเดียวกับนายเพ็ชรและนางปีพี่ของนายประกอบ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายหรือยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ ทั้ง ๆ ที่ผู้ตายถึงแก่กรรมไปก่อนยื่นคำร้องขอถึง 15 ปี ประกอบกับนายฉอ้อนผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นน้องของผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำคัดค้าน ผู้ร้องจึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้และศาลมีอำนาจแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1711"

พิพากษากลับ ให้แต่งตั้งนายแดงผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชื่นผู้วายชนม์ให้ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 ม. 1639 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายแดง เทียบกลาง
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2721/2548
#268028
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้ยืมที่มีข้อความว่า "พระครู ก. ได้ยืมเงินสดเพื่อจะจ่ายค่าก่อสร้างวัดให้ลุล่วงไปด้วยดี....บาท กำหนดคืนให้หลังทอดกฐินวัดเรียบร้อยแล้ว" เป็นเพียงหลักฐานในการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อพระครู ก. ผู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เท่านั้น มิใช่สัญญากู้ยืมเงินจึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118

หนี้สินที่พระครู ก. ซึ่งรักษาการแทนเจ้าอาวาสจัดจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เป็นหนี้ที่ใช้ในการก่อสร้างกุฎิอันเป็นศาสนสมบัติของวัดจำเลย มิใช่เป็นการกู้ยืมเพื่อตนเอง พระครู ก. กระทำการดังกล่าวแทนจำเลยได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 37 และ 39 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 อีกทั้งเมื่อโจทก์ได้ส่งมอบเงินให้พระครู ก. ซึ่งกระทำแทนจำเลยไปแล้ว สัยญากู้ย่อมบริบูรณ์ การที่จะต้องให้ไวยาวัจกรเป็นผู้เก็บรักษาเงินหรือต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายตามกฎกระทรวงข้อ 6 ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ไม่เกี่ยวกับความบริบูรณ์ของสัญญากู้ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2540 จำเลยโดยพระครูเกษมจิตตาภรณ์ในฐานะรักษาการเจ้าอาวาสและเป็นตัวแทนจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 300,000 บาท และในวันที่ 20 มิถุนายน 2540 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์อีกจำนวน 200,000 บาท เพื่อก่อสร้างกุฏิโดยตกลงจะชำระหนี้คืนหลังจากทอดกฐินประจำปี 2540 แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ โจทก์มีหนังสือทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2540 ถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 524,685 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ในช่วงที่พระครูเกษมจิตตาภรณ์ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดจำเลย พระครูเกษมจิตตาภรณ์จะไปกู้ยืมเงินโจทก์เป็นค่าก่อสร้างถึง 2 ครั้ง เป็นเงิน 500,000 บาท หรือไม่จำเลยไม่ทราบหลังจากพระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้ลาออกจากตำแหน่งไม่เคยแสดงหลักฐานบัญชีรายรับรายจ่ายประจำเดือนโดยใช้แบบของกรมการศาสนาเสนอต่อเจ้าคณะตำบลทั้งพระครูเกษมจิตตาภรณ์ไม่เคยให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของวัด เนื่องจากพระครูเกษมจิตตาภรณ์มิได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดแต่อย่างใด จึงเป็นการขัดต่อกฎกระทรวง ข้อ 6 ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และถึงแม้จะไม่มีไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ก็เป็นหน้าที่ของพระครูเกษมจิตตาภรณ์ต้องทำบัญชีทั้งหลายให้ปรากฏรายรับรายจ่ายของวัด หากว่าพระครูเกษมจิตตาภรณ์เป็นตัวแทนของจำเลยจริงต้องถือว่าเงินที่กู้ยืมตามฟ้องเป็นเงินของวัดจำเลย ซึ่งวัดจะเก็บรักษาเงินได้เพียง 3,000 บาท ในส่วนที่เกิน 3,000 บาท ต้องเก็บรักษาโดยฝากกรมการศาสนา จังหวัด อำเภอ หรือธนาคารหรือนิติบุคคลที่กรมการศาสนาให้ความเห็นชอบ และให้ฝากในนามของวัด แต่ไม่ปรากฏว่าพระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้กระทำการดังกล่าว จึงเป็นการขัดต่อกฎกระทรวงข้อ 5 ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 การกระทำของพระครูเกษมจิตตาภรณ์จึงเป็นการกระทำส่วนตัวไม่มีผลผูกพันจำเลย ทั้งในเอกสารการกู้ยืมเงินทั้งสองฉบับก็ไม่ปรากฏว่าพระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้กระทำในนามของวัดจำเลยแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 24,685 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทวัดในพุทธศาสนาจัดตั้งขึ้นตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเอกสารหมาย จ.8 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 พระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยตามคำสั่งเจ้าคณะตำบลบ้านหม้อ เอกสารหมาย จ.9 ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 พระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.10 โจทก์เคยร้องเรียนไปยังอำเภอพรหมบุรีว่า ในช่วงที่พระครูเกษมจิตตาภรณ์รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดของจำเลยอยู่นั้น พระครูเกษมจิตตาภรณ์กู้ยืมเงินโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ค่าก่อสร้างกุฏิของจำเลย โดยมีการกู้ยืมเงินรวม 2 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 500,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า พระครูจิตตาภรณ์กู้ยืมเงินไปจากโจทก์และเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ และนางพรทิพย์ พรเจริญ เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์รู้จักกับพระครูจิตตาภรณ์ เนื่องจากโจทก์มาเอายารักษาโรค ซึ่งขณะนั้นวัดจำเลยกำลังก่อสร้างกุฏิพระอยู่ พระครูเกษมจิตตาภรณ์บอกแก่โจทก์ว่าเจ้าหนี้กำลังมาทวงหนี้ค่าไม้ก่อสร้างกุฏิ จึงต้องขอยืมเงินโจทก์ไปชำระให้แก่เจ้าหนี้โดยพระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้กู้ยืมเงินโจทก์ไป 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2540 เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2540 เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท ซึ่งการกู้ยืมเงินทั้งสองครั้ง พระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้ทำหลักฐานการกู้ยืมตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ให้ไว้แก่โจทก์ โดยเอกสารดังกล่าวมีนางพรทิพย์ และนางอำนวย ศรีดาวเดือน ภริยาโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นพยานซึ่งพระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้รับเงินไปจากโจทก์แล้ว เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ทั้งสองฉบับนั้นมีข้อความในลักษณะเดียวกันว่า "พระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้ยืมเงินสดเพื่อจะจ่ายค่าก่อสร้างวัดให้ลุล่วงไปด้วยดี....บาท กำหนดคืนให้หลังทอดกฐินวัดเรียบร้อยแล้ว" โดยเอกสารทั้งสองฉบับเห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงหลักฐานในการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อพระครูเกษมจิตตาภรณ์ ผู้ยืม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เท่านั้น หาใช่สัญญากู้ยืมเงินไม่ ดังนั้น เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้มิใช่ลายมือชื่อพระครูเกษมจิตตาภรณ์หรือมีความไม่ชอบของเอกสารดังกล่าวแต่ประการใดจึงต้องรับฟังพยานหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ว่า พระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้กู้ยืมเงินจำนวน 500,000 บาท ไปจากโจทก์จริง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้วินิจฉัยไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปโดยมิต้องย้อนสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งตามปัญหาดังกล่าว โจทก์มีนายประจวบ แสงสุวรรณ ปลัดอำเภอพรหมบุรีหัวหน้าฝ่ายปกครองและพัฒนาเบิกความเป็นพยานโจทก์ได้ความว่า หลังจากโจทก์ร้องเรียนเรื่องที่จำเลยโดยพระครูเกษมจิตตาภรณ์รักษาการเจ้าอาวาสกู้ยืมเงินโจทก์ต่ออำเภอพรหมบุรี ทางอำเภอจึงแต่งตั้งพยานเป็นประธานกรรมการในการสอบสวนหาข้อเท็จจริง โดยมีกรรมการมาจากตัวแทนศึกษาธิการอำเภอ ตัวแทนจำเลย และนางพรทิพย์ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในหลักฐานการกู้ยืมตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 คณะกรรมการเรียกฝ่ายเจ้าหนี้และลูกหนี้มาสอบสวนและไปตรวจดูสถานที่ก่อสร้างของจำเลย ผลการสอบสวนได้ความว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง โดยมีการทำรายงานผลการตรวจสอบหนี้สินในการก่อสร้างกุฏิของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 แล้วรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีทราบตามเอกสารหมาย จ.4 และมีบันทึกข้อตกลงของคณะกรรมการวัดจำเลยตามเอกสารหมาย จ.5 ในเรื่องเบิกถอนเงินจำนวน 500,000 บาท ใช้หนี้คืนโจทก์ เห็นว่า ตามรายงานผลการตรวจสอบหนี้สินในการก่อสร้างกุฏิของจำเลยเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งมีกรรมการที่มาจากตัวแทนอำเภอพรหมบุรีและตัวแทนเจ้าคณะตำบลบ้านหม้อสรุปผลการตรวจสอบว่า หนี้สินที่พระครูเกษมจิตตาภรณ์กู้ยืมเงินโจทก์เป็นหนี้ที่ใช้ในการก่อสร้างกุฏีอันเป็นศาสนสมบัติของจำเลย หาใช่เป็นการกู้ยืมเพื่อตนเองไม่ซึ่งพระครูเกษมจิตตาภรณ์กระทำการดังกล่าวแทนจำเลยได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 37 และ 39 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 อีกทั้งเมื่อโจทก์ได้ส่งมอบเงินให้พระครูเกษมจิตตาภรณ์ซึ่งกระทำแทนจำเลยรับมอบจำนวนเงินที่กู้ไปแล้ว สัญญากู้ย่อมบริบูรณ์ การที่จะต้องให้ไวยาวัจกรเป็นผู้เก็บรักษาเงินหรือต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายตามกฎกระทรวงข้อ 6 ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 นั้น ไม่เกี่ยวกับความบริบูรณ์ของสัญญากู้แต่ประการใด ดังนั้น เมื่อพระครูเกษมจิตตาภรณ์เป็นผู้แทนของจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์มาใช้ในกิจการอันเป็นศาสนสมบัติของจำเลยเช่นนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินกู้ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 37 ม. 39
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำเนียร ศรีดาวเดือน
จำเลย — วัดศรีพรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2721/2548
#270750
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้ยืมที่มีข้อความว่า "พระครู ก. ได้ยืมเงินสดเพื่อจะจ่ายค่าก่อสร้างวัดให้ลุล่วงไปด้วยดี....บาท กำหนดคืนให้หลังทอดกฐินวัดเรียบร้อยแล้ว" เป็นเพียงหลักฐานในการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อพระครู ก. ผู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เท่านั้น มิใช่สัญญากู้ยืมเงินจึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118

หนี้สินที่พระครู ก. ซึ่งรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เป็นหนี้ที่ใช้ในการก่อสร้างกุฏิอันเป็นศาสนสมบัติของวัดจำเลย มิใช่เป็นการกู้ยืมเพื่อตนเอง พระครู ก. กระทำการดังกล่าวแทนจำเลยได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 37 และ 39 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 อีกทั้งเมื่อโจทก์ได้ส่งมอบเงินให้พระครู ก. ซึ่งกระทำแทนจำเลยไปแล้ว สัญญากู้ย่อมบริบูรณ์ การที่จะต้องให้ไวยาวัจกรเป็นผู้เก็บรักษาเงินหรือต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายตามกฎกระทรวงข้อ 6 ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ไม่เกี่ยวกับความบริบูรณ์ของสัญญากู้ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2540 ถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 524,685 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 24,685 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า พระครูเกษมจิตตาภรณ์กู้ยืมเงินไปจากโจทก์และเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 รับฟังพยานหลักฐานได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ทั้งสองฉบับนั้นมีข้อความในลักษณะเดียวกันว่า "พระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้ยืมเงินสดเพื่อจะจ่ายค่าก่อสร้างวัดให้ลุล่วงไปด้วยดี.....บาท กำหนดคืนให้หลังทอดกฐินวัดเรียบร้อยแล้ว" โดยเอกสารทั้งสองฉบับเห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงหลักฐานในการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อพระครูเกษมจิตตาภรณ์ ผู้ยืม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เท่านั้น หาใช่สัญญากู้ยืมเงินไม่ ดังนั้น เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่จำต้องปิดอากรแตมป์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้มิใช่ลายมือชื่อพระครูเกษมจิตตาภรณ์หรือมีความไม่ชอบของเอกสารดังกล่าวแต่ประการใดจึงต้องรับฟังพยานหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ว่า พระครูเกษมจิตตาภรณ์ได้กู้ยืมเงิน จำนวน 500,000 บาท ไปจากโจทก์จริง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานผลการตรวจสอบหนี้สินในการก่อสร้างกุฏิของจำเลยเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งมีกรรมการที่มาจากตัวแทนอำเภอพรหมบุรี และตัวแทนเจ้าคณะตำบลบ้านหม้อสรุปผลการตรวจสอบว่า หนี้สินที่พระครูเกษมจิตตาภรณ์กู้ยืมเงินโจทก์เป็นหนี้ที่ใช้ในการก่อสร้างกุฏิอันเป็นศาสนสมบัติของจำเลย หาใช่เป็นการกู้ยืมเพื่อตนเองไม่ ซึ่งพระครูเกษมจิตตาภรณ์กระทำการดังกล่าวแทนจำเลยได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 37 และ 39 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 อีกทั้งเมื่อโจทก์ได้ส่งมอบเงินให้พระครูเกษมจิตตาภรณ์ซึ่งกระทำแทนจำเลยรับมอบจำนวนเงินที่กู้ไปแล้ว สัญญากู้ย่อมบริบูรณ์ การที่จะต้องให้ไวยาวัจกรเป็นผู้เก็บรักษาเงินหรือต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายตามกฎกระทรวง ข้อ 6 ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2511) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 นั้นไม่เกี่ยวกับความบริบูรณ์ของสัญญากู้แต่ประการใด ดังนั้น เมื่อพระครูเกษมจิตตาภรณ์เป็นผู้แทนของจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์มาใช้ในกิจการอันเป็นศาสนสมบัติของจำเลยเช่นนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 37 ม. 39
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำเนียร ศรีดาวเดือน
จำเลย — วัดศรีพรหมประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายอดิศร คลี่สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิต รัตนะผล
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2697/2548
#113236
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 เป็นการกำหนดให้สิทธิแก่บิดามารดากับบุตรสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างกันได้เท่านั้น ส่วนการดำเนินการร้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูมีบทบัญญัติมาตรา 1565 ซึ่งกำหนดให้พนักงานอัยการเป็นผู้ยกคดีขึ้นว่ากล่าวแล้วยังกำหนดให้บิดาหรือมารดาสามารถนำคดีขึ้นว่ากล่าวได้เองด้วย

บทบัญญัติมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง กำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ซึ่งในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันนั้นย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นตามมาตรา 296

โจทก์จำเลยได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยตกลงให้บุตรอยู่ในความปกครองของโจทก์ แต่มิได้ตกลงว่าโจทก์ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ได้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ฝ่ายเดียวจนกระทั่งบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่ได้ออกไปก่อนนับแต่วันหย่าจนกระทั่งบุตรบรรลุนิติภาวะจากจำเลย เพื่อแบ่งส่วนความรับผิดในฐานะที่เป็นลูกหนี้ร่วมและเข้าใช้หนี้นั้นตามมาตรา 229 (3) แม้ขณะยื่นฟ้องนั้นบุตรจะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสมควรจะเป็นจำนวนเท่าใด ศาลมีอำนาจกำหนดตามมาตรา 1522

การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์มีอายุความ 5 ปีนับแต่วันที่บิดามารดาหรือบิดามารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือในกรณีที่บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูไปฝ่ายเดียว ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายนับแต่วันที่ตนได้ชำระไปซึ่งถือว่าเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/33 (4) ประกอบมาตรา 193/12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าอุปการเลี้ยงดูบุตรจำนวน 2,358,010 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้แก่โจทก์จำนวน 356,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสามคนแก่โจทก์จำนวน 178,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยเคยเป็นภริยาและสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์ขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน คดีถึงที่สุดแล้วแต่ขณะนั้นบุตรทั้งสามยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า มาตรา 1598/38 บัญญัติให้สิทธิบุตรฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาได้ โดยจะต้องให้พนักงานอัยการเป็นผู้ดำเนินการตามมาตรา 1562 บิดาหรือมารดาไม่สามารถฟ้องเรียกเอาจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ด้วยตนเองนั้น เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 เป็นการกำหนดให้สิทธิแก่บิดามารดากับบุตรสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างกันได้เท่านั้น แต่สำหรับการดำเนินการร้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น มีบทบัญญัติมาตรา 1565 บัญญัติไว้เป็นกรณีเฉพาะว่า นอกจากบุตรจะให้พนักงานอัยการเป็นผู้ยกคดีขึ้นว่ากล่าวตามมาตรา 1562 ได้แล้ว ยังกำหนดให้บิดาหรือมารดาก็สามารถนำคดีขึ้นว่ากล่าวเองได้ด้วย นอกจากนี้มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์อันเป็นลูกหนี้ร่วมกันซึ่งในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันนั้นย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นตามมาตรา 296 และแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าโจทก์จำเลยได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้ว โดยตกลงกันให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองของโจทก์ เมื่อมิได้ตกลงกันว่าโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ได้ออกไปก่อนนับแต่วันหย่าจนกระทั่งบุตรบรรลุนิติภาวะจากจำเลย เพื่อแบ่งส่วนความรับผิดในฐานะที่เป็นลูกหนี้ร่วมและเข้าใช้หนี้นั้นตามมาตรา 229 (3) ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสมควรจะเป็นจำนวนเท่าใด ศาลมีอำนาจกำหนดตามมาตรา 1522 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า อำนาจปกครองของโจทก์จำเลยย่อมหมดสิ้นลงเมื่อบุตรทั้งสามบรรลุนิติภาวะ ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสามหลังจากที่บุตรทั้งสามบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินในระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใช้อำนาจปกครอง เมื่อฟ้องเกินกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่อำนาจปกครองสิ้นไป คดีย่อมขาดอายุความตามมาตรา 1581 นั้น เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคแรก บัญญัติให้บิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ฉะนั้นหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จึงย่อมมีอยู่แก่บิดามารดาตลอดไป จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ และถือว่าบิดามารดาเป็นลูกหนี้ร่วมกันซึ่งต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งอาจกำหนดโดยนิติกรรมสัญญาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจึงเป็นการฟ้องเรียกเอาค่าใช้จ่ายที่จำเป็นที่บุตรผู้เยาว์จะพึงได้รับจากบิดามารดาเพื่อการเลี้ยงชีพให้บุตรสามารถมีชีวิตดำรงอยู่ได้ตลอดไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ และรวมถึงค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ด้วย ซึ่งมีอายุความ 5 ปี นับแต่วันที่บิดามารดาหรือบิดามารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือในกรณีที่บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไปเพียงฝ่ายเดียว ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ตนได้ชำระเงินไปซึ่งถือว่าเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/33 (4) ประกอบมาตรา 193/12 กรณีมิใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินในระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใช้อำนาจปกครอง ซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1581

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจำนวน 76,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/33 (4) ม. 229 (3) ม. 296 ม. 1522 ม. 1562 ม. 1564 วรรคหนึ่ง ม. 1565 ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิมล ศิริไพบูลย์
จำเลย — พันตำรวจเอกศรีวิทย์ เจียมเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2697/2548
#271405
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 เป็นการกำหนดให้สิทธิแก่บิดามารดากับบุตรสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างกันได้เท่านั้น ส่วนการดำเนินการร้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูมีบทบัญญัติมาตรา 1565 ซึ่งกำหนดให้พนักงานอัยการเป็นผู้ยกคดีขึ้นว่ากล่าวแล้วยังกำหนดให้บิดาหรือมารดาสามารถนำคดีขึ้นว่ากล่าวได้เองด้วย และบทบัญญัติมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง กำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ซึ่งในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันนั้นย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นตามมาตรา 296 โจทก์จำเลยได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยตกลงให้บุตรอยู่ในความปกครองของโจทก์ แต่มิได้ตกลงว่าโจทก์ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ได้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ฝ่ายเดียวจนกระทั่งบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่ได้ออกไปก่อนนับแต่วันหย่าจนกระทั่งบุตรบรรลุนิติภาวะจากจำเลย เพื่อแบ่งส่วนความรับผิดในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมและเข้าใช้หนี้นั้นตามมาตรา 229 (3) แม้ขณะยื่นฟ้องนั้นบุตรจะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสมควรจะเป็นจำนวนเท่าใด ศาลมีอำนาจกำหนดตามมาตรา 1522

การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์มีอายุความ 5 ปีนับแต่วันที่บิดามารดาหรือบิดามารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ในกรณีที่บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูไปฝ่ายเดียว ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายนับแต่วันที่ตนได้ชำระไปซึ่งถือว่าเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/33 (4) ประกอบมาตรา 193/12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจำนวน 2,358,010 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้แก่โจทก์จำนวน 356,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสามคนแก่โจทก์จำนวน 178,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเคยเป็นภริยาและสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์ขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ขณะนั้นบุตรทั้งสามยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า มาตรา 1598/38 บัญญัติให้สิทธิบุตรฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาได้โดยจะต้องให้พนักงานอัยการเป็นผู้ดำเนินการตามมาตรา 1562 บิดาหรือมารดาไม่สามารถฟ้องเรียกเอาจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ด้วยตนเองนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 บัญญัติว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่าง... บิดามารดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ..." บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดให้สิทธิแก่บิดามารดากับบุตรสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างกันได้เท่านั้น แต่สำหรับการดำเนินการร้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น มีบทบัญญัติมาตรา 1565 บัญญัติไว้เป็นกรณีเฉพาะว่า นอกจากบุตรจะให้พนักงานอัยการเป็นผู้ยกคดีขึ้นว่ากล่าวตามมาตรา 1562 ได้แล้ว ยังกำหนดให้บิดาหรือมารดาก็สามารถนำคดีขึ้นว่ากล่าวเองได้ด้วย นอกจากนี้ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าบิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์อันเป็นลูกหนี้ร่วมกันซึ่งในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันนั้นย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นตามมาตรา 296 และแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าโจทก์จำเลยได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้ว โดยตกลงกันให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองของโจทก์ เมื่อมิได้ตกลงกันว่าโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ได้ออกไปก่อนนับแต่วันหย่าจนกระทั่งบุตรบรรลุนิติภาวะจากจำเลยเพื่อแบ่งส่วนความรับผิดในฐานะที่เป็นลูกหนี้ร่วมและเข้าใช้หนี้นั้นตามมาตรา 229 (3) ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสมควรจะเป็นจำนวนเท่าใด ศาลมีอำนาจกำหนดตามมาตรา 1522 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า อำนาจปกครองของโจทก์จำเลยย่อมหมดสิ้นลงเมื่อบุตรทั้งสามบรรลุนิติภาวะ ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสามหลังจากที่บุตรทั้งสามบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินในระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใช้อำนาจปกครอง เมื่อฟ้องเกินกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่อำนาจปกครองสิ้นไป คดีย่อมขาดอายุความตามมาตรา 1581 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคแรก บัญญัติให้บิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ฉะนั้น หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จึงย่อมมีอยู่แก่บิดามารดาตลอดไป จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ และถือว่าบิดามารดาเป็นลูกหนี้ร่วมกันซึ่งต้องรับผิดเป็นส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งอาจกำหนดโดยนิติกรรมสัญญาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจึงเป็นการฟ้องเรียกเอาค่าใช้จ่ายที่จำเป็นที่บุตรผู้เยาว์จะพึงได้รับจากบิดามารดาเพื่อการเลี้ยงชีพให้บุตรสามารถมีชีวิตดำรงอยู่ได้ตลอดไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ และรวมถึงค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ด้วยซึ่งมีอายุความ 5 ปี นับแต่วันที่บิดามารดาหรือบิดามารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือในกรณีที่บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไปเพียงฝ่ายเดียว ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ตนได้ชำระเงินไปซึ่งถือว่าเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/33 (4) ประกอบมาตรา 193/12 กรณีมิใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินในระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใช้อำนาจปกครอง ซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1581 และแม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรส่วนนี้มาแล้ว เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 แต่ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2538 ศาลแพ่งได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องของโจทก์และมีคำสั่งเป็นไม่รับฟ้องโจทก์ เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว แต่ปรากฏว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ใหม่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งของศาลแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดตามมาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์เพิ่งมายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2539 กรณีจึงต้องนับอายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่ละคนต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันฟ้อง ทั้งนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ได้ชำระไปก่อนวันที่ 30 พฤษภาคม 2534 ซึ่งเกินกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไปอันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จนถึงวันฟ้อง สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรของโจทก์ในส่วนดังกล่าวย่อมเป็นอันขาดอายุความตามมาตรา 193/33 (4) ประกอบมาตรา 193/12"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจำนวน 76,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/33 (4) ม. 229 (3) ม. 296 ม. 1522 ม. 1562 ม. 1564 วรรคหนึ่ง ม. 1565 ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิมล ศิริไพบูลย์
จำเลย — พ้นตำรวจเอกศรีวิทย์ เจียมเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
อมร วีรวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2696/2548
#113351
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มิได้เป็นทายาทของผู้ตายและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายมานานกว่า 10 ปี โดยผู้ตายนั้นมานับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 นับได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายได้ หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกมากที่สุด อันมีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพของผู้ตายไม่สมควรเป็นผู้จัดการทำศพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีพอถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศพผู้ตายได้มีการจัดการฝังแล้วตามหลักศาสนาอิสลามที่ผู้ตายนับถือจึงหมดความจำเป็นที่จะนำศพผู้ตายขึ้นมาจัดการทำศพ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกให้ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจทก์เพื่อจัดการทำศพอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบศพของนางถนอมให้แก่โจทก์และพนักงานสอบสวนเพื่อนำส่งโรงพยาบาลนิติเวชทำการตรวจชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุแห่งการตายและเพื่อโจทก์จะได้นำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งมอบได้ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบศพนางถนอมผู้ตายให้แก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนั้นเห็นสมควรให้เป็นพับและคำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย ภายหลังจากผู้ตายแยกทางกับบิดาโจทก์แล้ว ต่อมาผู้ตายได้มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 10 กว่าปีจนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 นับถือศาสนาอิสลามได้ประกอบพิธีศพผู้ตายตามศาสนาอิสลามและนำไปฝังไว้ที่สุสานมัสยิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งจะต้องจัดการศพและฝังภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมงนับแต่เสียชีวิตตามบทบัญญัติของศาสนา และตามหลักศาสนาอิสลามผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะสมรสกับคนที่นับถือศาสนาอื่นไม่ได้ ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอยู่จะต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามก่อนจึงจะสมรสกับคนที่นับถือศาสนาอิสลามได้ ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจเรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายได้อยู่กินเป็นภริยาจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 10 กว่าปี ผู้ตายมีชื่อในทะเบียนสัปบุรุษประจำมัสยิดจำเลยที่ 2 ประกอบการแต่งกายของผู้ตายที่โพกผ้าคลุมศีรษะอย่างประเพณีหญิงที่นับถือศาสนาอิสลามที่ปรากฏตามภาพถ่ายในหนังสือเดินทางเมื่อปลายปี 2539 แสดงว่าผู้ตายได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนับแต่มาอยู่กินเป็นภริยาจำเลยที่ 1 จนถึงแก่ความตายเมื่อกลางปี 2540 ขณะมีอายุ 65 ปี ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำพิธีศพของผู้ตายตามแบบประเพณีที่ผู้ตายนับถืออยู่ขณะถึงแก่ความตายนับว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องสมควรแก่จารีตประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม ที่บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับผู้ตายจำเป็นต้องเป็นธุระจัดการศพหลังการตายให้และเพื่อสุขอนามัยของชุมชน คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 มิได้เป็นทายาทของผู้ตายและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ตายมานานกว่า 10 ปี นับได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายได้ หากเห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกมากที่สุดอันมีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพของผู้ตายไม่สมควรเป็นผู้จัดการทำศพได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีพอถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศพผู้ตายได้มีการจัดการฝังแล้วตามหลักศาสนาอิสลามที่ผู้ตายนับถือ จึงหมดความจำเป็นที่จะนำศพผู้ตายขึ้นมาจัดการทำศพ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกให้ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจทก์เพื่อจัดการทำศพอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วยนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสีย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 (1) ม. 1635 ม. 1646 ม. 1649
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจตรีชัยธวัช ฤทธิ์เต็ม
จำเลย — นายมณี ลำภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายอดุลย์ ขันทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2696/2548
#268282
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายได้อยู่กินเป็นภริยาจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 10 กว่าปี และเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนับแต่นั้น จนถึงแก่ความตายเมื่อกลางปี 2540 ขณะมีอายุ 65 ปี จำเลยที่ 1 ได้ทำพิธีศพของผู้ตายตามประเพณีที่ผู้ตายนับถือ แม้จำเลยที่ 1 มิได้เป็นทายาทของผู้ตายและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำศพผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ตายมานานกว่า 10 ปี นับได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายได้ หากเห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกมากที่สุดอันมีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพของผู้ตายไม่สมควรเป็นผู้จัดการทำศพได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีพอถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อศพผู้ตายได้มีการฝังแล้วตามหลักศาสนาอิสลาม จึงหมดความจำเป็นที่จะนำศพผู้ตายขึ้นมาจัดการทำศพ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกให้ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจทก์เพื่อจัดการทำศพอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งในจำนวนสามคนของนางถนอมและนายประเสริฐ ฤทธิ์เต็ม จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทมัสยิดตามศาสนาอิสลาม นายประเสริฐและนางถนอมได้แยกทางกันอยู่ ต่อมานางถนอมไปอยู่กินเป็นภริยาจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2540 นางถนอมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 นำศพนางถนอมไปฝังไว้ที่มัสยิดจำเลยที่ 2 โดยพนักงานสอบสวนยังมิได้ทำการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุแห่งการตาย โจทก์และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปขอรับศพของนางถนอมเพื่อนำศพไปชันสูตรหาสาเหตุแห่งการตายและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมให้โจทก์นำศพของนางถนอมไปเนื่องจากสภาพศพของนางถนอมมีรอยฉีกขาดที่บริเวณปาก และมีรอยจ้ำสีแดงที่บริเวณผิวหนัง และโจทก์ทราบว่านางถนอมกับจำเลยที่ 1 มีเรื่องทะเลาะวิวาทตบตีกันเป็นประจำ โจทก์จึงไม่เชื่อว่านางถนอมจะถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุชรา การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นทายาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบศพของนางถนอม ฤทธิ์เต็ม ให้แก่โจทก์และพนักงานสอบสวนเพื่อนำส่งโรงพยาบาลนิติเวชทำการตรวจชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุแห่งการตายเพื่อโจทก์จะได้นำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งมอบได้ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางถนอมผู้ตาย และโจทก์มิได้เป็นผู้จัดการมรดกหรือบุคคลที่ผู้ตายตั้งไว้เพื่อจัดการทำศพของผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพผู้ตาย ผู้ตายกับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม และนับถือศาสนาอิสลามมาตลอด กับได้สั่งเสียมอบหมายจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายก็ให้จำเลยที่ 1 จัดการศพผู้ตายให้ถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคชราเพราะอายุมากแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ทั้งการที่จำเลยทั้งสองจัดการนำศพของผู้ตายไปฝังที่สุสานมัสยิดอิสลามซึ่งถือเป็นศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ไม่อาจขุดศพของผู้ตายขึ้นมาได้เพราะเป็นการผิดหลักการของศาสนาอิสลามอย่างแรง เมื่อโจทก์ไม่ใช่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดก หรือผู้จัดการมรดก หรือบุคคลที่ผู้ตายแต่งตั้งหรือมอบหมายให้เป็นผู้จัดการศพของผู้ตายแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จำนำศพผู้ตายไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั้งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบศพนางถนอม ฤทธิ์เต็ม ผู้ตายให้แก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนั้นเห็นสมควรให้เป็นพับและคำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกาว่า โจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย ภายหลังจากผู้ตายแยกทางกับบิดาโจทก์แล้ว ต่อมาผู้ตายได้มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 10 กว่าปีจนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 นับถือศาสนาอิสลามได้ประกอบพิธีศพผู้ตายตามศาสนาอิสลามและนำไปฝังไว้ที่สุสานมัสยิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งจะต้องจัดการศพและฝังภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมงนับแต่เสียชีวิตตามบทบัญญัติของศาสนา และตามหลักศาสนาอิสลามผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะสมรสกับคนที่นับถือศาสนาอื่นไม่ได้ ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอยู่จะต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามก่อนจึงจะสมรสกับคนที่นับถือศาสนาอิสลามได้ ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจเรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่าผู้ตายได้อยู่กินเป็นภริยาจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 10 กว่าปี ผู้ตายมีชื่อในทะเบียนสัปบุรุษประจำมัสยิดจำเลยที่ 2 ประกอบการแต่งกายของผู้ตายที่โพกผ้าคลุมศีรษะอย่างประเพณีหญิงที่นับถือศาสนาอิสลามที่ปรากฏตามภาพถ่ายในหนังสือเดินทางเมื่อปลายปี 2539 แสดงว่าผู้ตายได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนับแต่มาอยู่กินเป็นภริยาจำเลยที่ 1 จนถึงแก่ความตายเมื่อกลางปี 2540 ขณะที่มีอายุ 65 ปี ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำพิธีศพของผู้ตายตามแบบประเพณีที่ผู้ตายนับถืออยู่ขณะถึงแก่ความตายนับว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องสมควรแก่จารีตประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม ที่บุคคลเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับผู้ตายจำเป็นต้องเป็นธุระจัดการศพหลังการตายให้และเพื่อสุขอนามัยของชุมชน คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 มิได้เป็นทายาทของผู้ตายและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ตายมานานกว่า 10 ปี นับได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายได้ หากเห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกมากที่สุดอันมีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพของผู้ตายไม่สมควรเป็นผู้จัดการทำศพได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีพอถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศพผู้ตายได้มีการจัดการฝังแล้วตามหลักศาสนาอิสลามที่ผู้ตายนับถือ จึงหมดความจำเป็นที่จะนำศพผู้ตายขึ้นมาจัดการทำศพ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกให้ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจทก์เพื่อจัดการทำศพอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสีย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1649
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจตรีชัยธวัช ฤทธิ์เต็ม
จำเลย — นายมณี ลำภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2696/2548
#271380
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ตายมานานกว่า 10 ปี โดยผู้ตายเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 เป็นธุระจัดการทำศพโดยทำพิธีศพของผู้ตายตามแบบพิธีที่ผู้ตายนับถือซึ่งถูกต้องสมควรแก่จารีตประเพณีท้องถิ่น นับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการทำศพของผู้ตายได้ หากเห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกมากที่สุด อันมีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพของผู้ตายไม่สมควรเป็นผู้จัดการทำศพได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศพผู้ตายได้มีการจัดการฝังแล้วตามหลักศาสนาอิสลามที่ผู้ตายนับถือ จึงหมดความจำเป็นที่จะนำศพผู้ตายขึ้นมาจัดการทำศพ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกให้ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจทก์เพื่อจัดการทำศพอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบศพของนางถนอม ฤทธิ์เต็ม ให้แก่โจทก์และพนักงานสอบสวนเพื่อนำส่งโรงพยาบาลนิติเวชทำการตรวจชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุแห่งการตายและเพื่อโจทก์จะได้นำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งมอบได้ ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบศพนางถนอม ฤทธิ์เต็ม ผู้ตายให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกาว่า โจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย ภายหลังจากผู้ตายแยกทางกับบิดาโจทก์แล้ว ต่อมาผู้ตายได้มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 10 กว่าปีจนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 นับถือศาสนาอิสลาม ได้ประกอบพิธีศพผู้ตายตามศาสนาอิสลามและนำไปฝังไว้ที่สุสานมัสยิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งจะต้องจัดการศพและฝังภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่งโมงนับแต่เสียชีวิตตามบทบัญญัติของศาสนา และตามหลักศาสนาอิสลามผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะสมรสกับคนที่นับถือศาสนาอื่นไม่ได้ ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอยู่จะต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามก่อนจึงจะสมรสกับคนที่นับถือศาสนาอิสลามได้ ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจเรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจกท์หรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายได้อยู่กินเป็นภริยาจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 10 กว่าปี ผู้ตายมีชื่อในทะเบียนสัปบรุษประจำมัสยิดจำเลยที่ 2 ประกอบการแต่งกายของผู้ตายที่โพกผ้าคลุมศีรษะอย่างประเพณีหญิงที่นับถือศาสนาอิสลามที่ปรากฏตามภาพถ่ายในหนังสือเดินทางเมื่อปลายปี 2539 แสดงว่า ผู้ตายได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนับแต่มาอยู่กินเป็นภริยาจำเลยที่ 1 จนถึงแก่ความตายเมื่อกลางปี 2540 ขณะมีอายุ 65 ปี ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำพิธีศพของผู้ตายแบบประเพณีที่ผู้ตายนับถืออยู่ขณะถึงแก่ความตาย นับว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องสมควรแก่จารีตประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม ที่บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับผู้ตายจำเป็นต้องเป็นธุระจัดการศพหลังการตายให้และเพื่อสุขอนามัยของชุมชน คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 มิได้เป็นทายาทของผู้ตายและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ตายมานานกว่า 10 ปี นับได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายได้ หากเห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกมากที่สุดอันมีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพของผู้ตายไม่สมควรเป็นผู้จัดการทำศพได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีพอถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศพผู้ตายได้มีการจัดการฝังแล้วตามหลักศาสนาอิสลามที่ผู้ตายนับถือ จึงหมดความจำเป็นที่จะนำศพผู้ตายขึ้นมาจัดการทำศพ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกให้ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจทก์เพื่อจัดการทำศพอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1649
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจตรีชัยธวัช ฤทธิ์เต็ม
จำเลย — นายมณี ลำภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2695/2548
#266325
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนัน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ปรับสถานเดียว 1,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เฉพาะโทษเป็นจำคุกสถานเดียวมีกำหนด 1 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน เป็นกรณีแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ต้องห้ามจำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ป.อ. มาตรา 33, 83 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามสิบเอ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามสิบเอ็ดมีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูกมาตรา 12 (2)), 15 ป.อ. มาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่น ปรับ 2,000 บาท ฐานเข้าเล่น ปรับ 1,600 บาท รวมปรับ 3,600 บาท จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 31 ฐานเข้าเล่น ปรับคนละ 1,600 บาท จำเลยทั้งสามสิบเอ็ดให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงปรับ 1,800 บาท จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 31 คงปรับคนละ 800 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ริบแผ่นโพยบอกราคาต่อรองมวยตู้ของกลาง และให้จำเลยทั้งสามสิบเอ็ดจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับ ยกคำขอให้ริบโทรทัศน์สีของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่น จำคุก 2 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน และปรับ 800 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตาม ป.อ. มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะข้อหาความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาว่ากรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งหมดได้พร้อมของกลางเพียงโทรทัศน์สี จำนวน 1 เครื่อง และแผ่นโพยบอกราคาต่อรองมวยตู้จำนวน 2 แผ่น แม้ผู้เข้าเล่นจะมีจำนวน 31 คน ตามพฤติการณ์ก็ยังไม่อาจแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าเป็นบ่อนการพนันขนาดใหญ่ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษเพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัวเป็นพลเมืองดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แล้วเปลี่ยนเป็นโทษกักขังแทนโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำและเพื่อเป็นการป้องปรามมิให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในทำนองนี้อีก รวมทั้งเพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแลให้จำเลยที่ 1 สามารถกลับตัวได้อย่างแท้จริง จึงเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้อีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย ทั้งเมื่อลงโทษปรับจำเลยที่ 1 แล้ว จึงให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสินบนนำจับในความผิดฐานนี้เสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นอีกสถานหนึ่ง เป็นเงิน 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 1,000 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานเข้าเล่นแล้ว รวมปรับ 1,800 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยที่ 1 ละเว้นความประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีกกับให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายถนอม ทองสิงห์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายเพิ่มศักดิ์ สุริยวนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2695/2548
#271838
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนัน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ปรับสถานเดียว 1,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เฉพาะโทษเป็นจำคุกสถานเดียวมีกำหนด 1 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนเป็นกรณีแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ต้องห้ามจำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามสิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามสิบเอ็ดให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามสิบเอ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก มาตรา 12 (2)),15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่น ปรับ 2,000 บาท ฐานเข้าเล่น ปรับ 1,600 บาท จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 31 ฐานเข้าเล่น ปรับคนละ 1,600 บาท จำเลยทั้งสามสิบเอ็ดให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงปรับ 1,800 บาท จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 31 คงปรับคนละ 800 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบแผ่นโพยบอกราคาต่อรองมวยตู้ของกลาง และให้จำเลยทั้งสามสิบเอ็ดจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับ ยกคำขอให้ริบโทรทัศน์สีของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นจำคุก 2 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน และปรับ 800 บาท ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะข้อหาความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาว่ากรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งหมดได้พร้อมของกลางเพียงโทรทัศน์สีจำนวน 1 เครื่อง และแผ่นโพยบอกราคาต่อรองมวยตู้จำนวน 2 แผ่น แม้ผู้เข้าเล่นจะมีจำนวนถึง 31 คน ตามพฤติการณ์ก็ยังไม่อาจแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าเป็นบ่อนการพนันขนาดใหญ่ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษเพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัวเป็นพลเมืองดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แล้วเปลี่ยนเป็นโทษกักขังแทนโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำและเพื่อเป็นการป้องปรามมิให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในทำนองนี้อีก รวมทั้งเพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือนหรือสอดส่องดูแลให้จำเลยที่ 1 สามารถกลับตัวได้อย่างแท้จริง จึงเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้อีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย ทั้งเมื่อลงโทษปรับจำเลยที่ 1 แล้ว จึงให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสินบนนำจับในความผิดฐานนี้เสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นอีกสถานหนึ่ง เป็นเงิน 2,000 บาท ลงโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 1,000 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานเข้าเล่นแล้ว รวมปรับ 1,800 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ละเว้นความประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีกกับให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมาย มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายถนอม ทองสิงห์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2694/2548
#113224
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคำนิยามคำว่า "ขาย" ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) หมายความรวมถึงสัญญาจะขายด้วย ทำให้เห็นได้ชัดว่าเพียงแต่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเท่านั้น แม้ไม่ได้ไปทำสัญญาซื้อขายกันตามแบบพิธี คือ ไม่ได้ไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ก็ถือได้ว่าเป็นการขายตามคำนิยามดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์ได้ส่งมอบโอนการครอบครองที่ดิน อาคารและส่วนปรับปรุงอาคารให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยยอมรับไว้แล้ว แต่ยังไม่มีการจดทะเบียนการโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็ต้องถือว่าเป็นการขายตาม ป. รัษฎากรแล้ว เมื่อ พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ซึ่งใช้บังคับในขณะมีกรณีพิพาท ตามมาตรา 3 บัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป. รัษฎากร มีดังต่อไปนี้ (5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม การที่โจทก์โอนการครอบครองที่ดิน อาคารและส่วนปรับปรุงอาคารให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่อมเข้าลักษณะการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการแล้ว จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/2 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ. 73.1 เลขที่ ตส 1/02007170/6/000001 ถึง 000006 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2543 และเลขที่ ตส 1/02007170/6/000007 ถึง 000010 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2543 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ศภญ. (อธ.6)/115/2544 ถึงเลขที่ ศภญ. (อธ.6)/123/2544 และเลขที่ ศภญ. (อธ.6)/130/2544 ลงวันที่ 11 กันยายน 2544

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการเป็นผู้ได้รับสัมปทานตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์หนึ่งล้านเลขหมาย ในเขตโทรศัพท์ภูมิภาคกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โจทก์ได้ส่งมอบโอนการครอบครองที่ดิน อาคาร และส่วนปรับปรุงอาคารเพื่อใช้ในกิจการร่วมงานและร่วมลงทุนให้เป็นกรรมสิทธิขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไม่มีการชำระราคาค่าอสังหาริมทรัพย์ การโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิได้มีการจดทะเบียนการโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่อย่างใด รายการมูลค่าของที่ดิน อาคาร ส่วนปรับปรุงอาคารและที่ดินและดอกเบี้ยส่วนปรับปรุง ดอกเบี้ยจ่ายจากการซื้อที่ดินและอาคารที่เจ้าพนักงานของจำเลยรวมไว้ในกระดาษทำการ การคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะของพนักงานประเมินคำนวณจากยอดรายรับแต่ละเดือนภาษี หลังจากหักภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์ชำระไว้ คงเหลือภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มเติมแล้วคิดเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้ง จากนั้นเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นไปยังโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ส่งมอบที่ดิน อาคารและส่วนปรับปรุงอาคารให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดยที่ยังไม่มีการจดทะเบียนการโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เข้าลักษณะเป็นการขายตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) และต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ ป. รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) บัญญัติว่า "ขาย" หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อหรือจำหน่าย จ่าย โอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ ตอบแทนหรือไม่ จึงหมายความรวมถึงสัญญาจะขายด้วยทำให้เห็นได้ชัดว่าเพียงแต่ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันเท่านั้น แม้ไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามแบบพิธีคือไม่ได้ไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็ถือว่าเป็นการขายตามคำนิยามดังกล่าวแล้วด้วยเหตุนี้การที่โจทก์เพียงแต่ส่งมอบโอนการครอบครองที่ดิน อาคารและส่วนปรับปรุงอาคารให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยโดยมิได้มีการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินก็ต้องถือว่าเป็นการขายตาม ป. รัษฎากรแล้ว ส่วนการโอนนั้นเมื่อไม่มีการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจะมีผลเป็นอย่างไรจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนหรือยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. ได้หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกับความรับผิดในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ฉะนั้น เมื่อมี พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป. รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือ หากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ซึ่งใช้บังคับในขณะมีกรณีพิพาท มาตรา 3 บัญญัติว่า ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือกำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป. รัษฎากร มีดังต่อไปนี้ (5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ใน การประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม การที่โจทก์โอนการครอบครองที่ดินอาคารและ ส่วนปรับปรุงอาคารให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่อมเข้าลักษณะการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ที่มีไว้ ในการประกอบกิจการแล้ว จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเทเลโฟนแอนด์เทเลคอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2692/2548
#268027
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นการฟ้องเรียกให้ได้กลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสี่ คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นคดีที่มีคำปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาท และโจทก์ทั้งสี่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ด้วย จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตนเมื่อที่ดินทรัพย์มรดกที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมามีราคา 201,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ที่ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกต้องมีหน้าที่แบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาททุกคนตามส่วนเท่าๆ กัน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิโอนที่ดินมรดกไปเป็นของจำเลยทั้งสี่และ ค. หรือจัดการอย่างใดก็ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมรดก โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดก เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้หยิบยกเรื่องอำนาจฟ้องที่ฝ่าฝืนและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ให้โอนที่ดินดังกล่าวแก่ ค. แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ได้วินิจฉัยในปัญหานี้ก็ดี ล้วนแต่เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 นอกจากนี้การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่โดยอาศัยข้อเท็จจริง เมื่อคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงเช่นนี้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ในข้อกฎหมายที่ว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการที่โอนที่ดินพิพาท เป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม จึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง เนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางคิ้มหรือดิ้ม บุญรอด ผู้ตาย กับนายหลิ่ม บุญรอด มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน ผู้ตายถึงแก่ความตายไปประมาณ 40 ปี แล้วก่อนตายผู้ตายมีทรัพย์สินได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1015 เนื้อที่ 10 ไร่ 20 ตารางวา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ 4 และจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกด้วยการฉ้อฉลใช้อุบายหลอกโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ให้ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินแล้วใส่ชื่อนางสาวคนึง บุญรอด บุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วและจำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ที่ 4 โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการสะดวกในการติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินในการแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาททุกคนรวมทั้งที่ดินในส่วนที่อยู่นอกโฉนดที่ดินพิพาทด้วย แต่จำเลยที่ 1 กลับฉ้อฉลหรือเบียดบังทรัพย์มรดกดังกล่าวโดยโอนใส่ชื่อของจำเลยทั้งสี่และนางสาวคนึงลงในโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 2 เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่ดินพิพาทต่อศาลจังหวัดสุโขทัย ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354 จำเลยทั้งสี่เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนับตั้งแต่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนทายาทคนอื่นตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 3 ปี โดยทำนาได้ข้าวปีละ 4 เกวียน ราคาเกวียนละ 5,000 บาท เป็นเงิน 60,000 บาท และไม่นำมาแบ่งให้แก่ทายาทอื่นคนละส่วนเท่าๆ กัน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 1015 ตำบลบ้านไตรกลาง อำเภอกงไตรลาศ แขวงเมืองศุโขทัยมณฑลพิศณุโลก ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ตามส่วนที่ได้รับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้กระทำการอันเป็นการฉ้อฉลหรือทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ผู้ใด จำเลยที่ 1 ทำไปตามบิดาจัดการไว้ก่อนถึงแก่ความตายซึ่งทายาททั้งหมดทราบดี คำฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้ฟ้องนางสาวคะนึง บุญรอด ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ได้จัดการทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 4 โดยชอบ ส่วนทายาทอื่นไม่ได้จัดการให้เพราะบิดาของจำเลยที่ 1 ได้จัดการยกที่ดินแปลงอื่นให้ไว้ก่อนถึงแก่ความตายแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้ทรัพย์มรดกที่ดินดังกล่าว นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 4 กับนางสาวคะนึงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 4 กับนางสาวคะนึงปฏิบัติต่อกัน จำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่ได้ใช้อุบายหลอกโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ทั้งไม่เคยรับว่าจะแบ่งที่ดินให้แก่ทายาท ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากมิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่านิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 มีนิติกรรมส่วนใดที่ผิดกฎหมายและผิดกฎหมายอย่างไร ทั้งฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวแจ้งชัดว่าจำเลยแต่ละคนครอบครองที่ดินเป็นเนื้อที่เท่าใด ได้ผลผลิตแต่ละคนเป็นจำนวนเท่าใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 1015 ทุ่งเหมือนช้าง ตำบลไกรกลาง อำเภอไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย 1015 ทุ่งเหมืองช้าง ตำบลไกรกลาง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนและกำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกในที่ดินดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 3,000 บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่นั้น เป็นการฟ้องเรียกให้ได้กลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสี่ คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาท และโจทก์ทั้งสี่ก็ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ด้วย จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมาการอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินทรัพย์มรดกที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมามีราคา 201,000 บาท ที่ดินแต่ล่ะส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกต้องมีหน้าที่แบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาททุกคนตามส่วนเท่าๆ กันจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิโอนที่ดินมรดกไปเป็นของจำเลยทั้งสี่และนางสาวคนึง บุญรอด หรือจัดการอย่างใดก็ได้ การกระทำจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมรดก โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดก เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้หยิบยกเรื่องอำนาจฟ้องที่ฝ่าฝืนและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ให้โอนที่ดินกล่าวแก่นางสาวคนึง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ได้วินิจฉัยในปัญหานี้ก็ดี ล้วนแต่เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งสิ้นจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ นอกจากนี้การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่โดยอาศัยข้อเท็จจริงเมื่อคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงเช่นนี้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ในข้อกฎหมายที่ว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการที่โอนที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 เป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุมนั้น จึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งสี่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแหวว สร้อยดี กับพวก
จำเลย — นายน้อย บุญรอด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2692/2548
#271247
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ เป็นการฟ้องเรียกให้ได้ทรัพย์มรดกกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท และโจทก์ทั้งสี่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินทรัพย์มรดกที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันราคา 201,000 บาท ที่ดินของโจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางคิ้มผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายไปประมาณ 40 ปี แล้ว ก่อนตายผู้ตายมีทรัพย์สินได้แก่ที่ดินโฉนดพิพาท จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ 4 และจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกด้วยการฉ้อฉลใช้อุบายหลอกโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ให้ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินแล้วโอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสี่ลงในโฉนดพิพาท ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ดินโฉนดพิพาท ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ตามส่วนที่ได้รับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 1015 ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนและกำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกในที่ดินดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่นั้น เป็นการฟ้องเรียกให้ได้กลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสี่ คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาท และโจทก์ทั้งสี่ก็ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ด้วย จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินทรัพย์มรดกที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมามีราคา 201,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง..."

พิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งสี่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแหวว สร้อยดี กับพวก
จำเลย — นายน้อย บุญรอด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2548
#268026
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 227 และ 228 แห่ง ป.วิ.พ. จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ยังไม่มีสิทธิฎีกา แม้โจทก์จะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้ว หามีสิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาที่ดินตามฟ้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้โจทก์แก้ทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อจำเลย ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้อง และให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 34042 ตำบลคูคต (คลองสองออก) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) เนื้อที่ 9 ไร่ 4 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำคำพิพากษาส่งไปยังศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้โจทก์และจำเลยฟัง พร้อมกับมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้จำเลยชนะคดีตามฟ้องแย้ง โจทก์อุทธรณ์ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องและที่จำเลยฟ้องแย้งด้วย แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลเฉพาะทุนทรัพย์ในส่วนฟ้องแย้ง ดังนั้น ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์มาเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้งดอ่านคำพิพากษาและส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อดำเนินการต่อไป

โจทก์ฎีกาคำสั่ง

ศาลวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพื่อเป็นคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องดังกล่าวเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ยังไม่มีสิทธิฎีกา แม้โจทก์จะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้ว หามีสิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นไม่ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ขึ้นมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 228
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำรัส ทิมอ่อนฯ
จำเลย — นายบุญส่ง อึ่งขาว
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2548
#271242
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่ง ป.วิ.พ. จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 แม้โจทก์จะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้ว ไม่มีสิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์แก้ทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นชื่อจำเลย ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้อง และให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำคำพิพากษาส่งไปยังศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้โจทก์และจำเลยฟัง พร้อมกับมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้จำเลยชนะคดีตามฟ้องแย้ง โจทก์อุทธรณ์ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องและที่จำเลยฟ้องแย้งด้วย แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลเฉพาะทุนทรัพย์ในส่วนฟ้องแย้ง ดังนั้น ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์มาเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้งดอ่านคำพิพากษาและส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อดำเนินการต่อไป

โจทก์ฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องดังกล่าวเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่ง ป.วิ.พ. จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ยังไม่มีสิทธิฎีกา แม้โจทก์จะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีนั้นแล้ว หามีสิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นไม่ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ขึ้นมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 227 ม. 228 ม. 247
ชื่อคู่ความ
นางจำรัส ทิมอ่อน โดยนางละออ กลิ่นประดิษฐ์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายบุญส่ง อึ่งขาว
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2687/2548
#271258
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินหรือไม่ เป็นการกำหนดประเด็นในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะฟ้องคดีเกินกำหนดเวลา เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้จะฟ้องคดีเกินกำหนดเวลา 60 วัน โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องโดยไม่มีผลให้ฟ้องโจทก์เสียไป ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยซึ่งข้อกฎหมายดังกล่าวเพื่อปรับแก่ข้อเท็จจริงในคดีได้ หาได้เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจตรารักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยบุกรุกครอบครองและปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งเป็นสนามเพลาะที่ประชาชนใช้หลบภัยยามสงครามและขอออกโฉนดสำหรับที่ดินดังกล่าว กำนันตำบลวังแขมทำหน้าที่แทนนายอำเภอคลองขลุงได้คัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ จึงสั่งการให้ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลย โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน ให้จำเลยและบริวารออกไปรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาท ห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับที่พิพาทต่อไป

จำเลยให้การว่า ที่พิพาทมิใช่ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่เป็นที่ดินที่จำเลยได้สิทธิครอบครองโดยสุจริต โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนด 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทพร้อมรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับมาว่า เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยว่าแม้โจทก์จะนำคดีมาฟ้องเกินกว่า 60 วัน โจทก์ ก็ยังคงมีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินหรือไม่เป็นการกำหนดประเด็นในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเกินกว่า 60 วันนับแต่วันทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว ซึ่งในการทำคำพิพากษาหากศาลชั้นต้นเห็นว่าถึงแม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้เกินกว่ากำหนดเวลา 60 วัน โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องโดยไม่มีผลทำให้การฟ้องคดีของโจทก์เสียไป ก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยซึ่งข้อกฎหมายดังกล่าวเพื่อปรับแก่ข้อเท็จจริงนั้นได้ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงตรงตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้แล้ว หาได้เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามประเด็นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำเภอคลองขลุง
จำเลย — นางสรินทิพย์ โกสุมา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2548
#267553
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ประเด็นเรื่องฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งมาให้ศาลฎีกาทราบว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสามและจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความไปแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้ปัญหาตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามตกไปด้วย ศาลฎีกาจึงพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากตึกแถวพิพาทและส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพสมบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 702,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลยทั้งสาม ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามนั้นเป็นฟ้องแย้งมีเงื่อนไข ไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามทั้งหมด

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีหนังสือแจ้งมาให้ศาลฎีกาทราบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งต่อศาลฎีกาว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสามและจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้ปัญหาตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามตกไปด้วย คดีจึงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมอาคารตึกแถว จำเลยทั้งสามได้เข้ามาอยู่อาศัยในอาคารตึกแถวดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งปฏิเสธฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาท จำเลยทั้งสามได้เช่าที่ดินและตึกแถวพิพาทจากตัวแทนของผู้มีอำนาจเอาทรัพย์สินออกให้เช่า ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การของจำเลยทั้งสาม ศาลก็ชอบที่จะมีคำพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียได้ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามที่ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์กับผู้มีชื่อได้ร่วมกันกระทำละเมิดข่มขู่ให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทและให้นำเงินไปชำระแก่โจทก์ก็ดี โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลในคดีที่โจทก์กับนายประเสริฐถูกนายสุขเกษมยื่นฟ้องเป็นจำเลยและศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้โจทก์โอนหุ้นรวมทั้งห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางเจือจันทร์ก็ดี การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการละเมิดและรอนสิทธิการเช่าของจำเลยทั้งสามทำให้จำเลยทั้งสามเดือดร้อนไม่สามารถครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทรวมทั้งต้องว่าจ้างทนายความมาดำเนินการแก้ต่างนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสามกล่าวหาว่าโจทก์กระทำละเมิดอันเป็นเรื่องอื่นซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องเดิมไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกรัณฑ์ สุพรรณานนท์
จำเลย — บริษัท เซ่งเฮง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนคร มิ่งมงคล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2548
#267956
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมตึกแถว จำเลยเข้ามาอยู่อาศัยในตึกแถวโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์กับผู้มีชื่อได้ร่วมกันข่มขู่ให้จำเลยออกจากที่ดินและให้นำเงินไปชำระแก่โจทก์ โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลในคดีที่โจทก์กับ ป. ถูก ส. ยื่นฟ้องเป็นจำเลยและศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้โจทก์โอนหุ้นรวมทั้งห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ จ. การกระทำของโจทก์เป็นการละเมิดและรอนสิทธิการเช่าของจำเลย ทำให้จำเลยไม่สามารถครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินรวมทั้งต้องว่าจ้างทนายความมาดำเนินการแก้ต่าง ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำละเมิดอันเป็นเรื่องอื่นซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1532 และ 1531 พร้อมตึกแถวเลขที่ 2 จำเลยทั้งสามเข้ามาอยู่ในตึกแถวดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาตและไม่มีสิทธิใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยทั้งสามจะอยู่ได้เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดือนละ 80,000 บาท นับแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินและตึกแถวของโจทก์คิดเป็นเงิน 346,667 บาท และนับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2545 ถึงวันฟ้อง คิดเป็นเงิน 56,000 บาท กับค่าละเมิดสิทธิของโจทก์ที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ไม่น้อยกว่า 10,000,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 702,667 บาท ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากตึกแถวพิพาทและส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพสมบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 702,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของตึกแถวพิพาท จำเลยทั้งสามได้เช่าตึกแถวพิพาทโดยชอบจากผู้มีชื่อ จำเลยทั้งสามไม่เคยผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามดังกล่าว เป็นการรบกวนและรอนสิทธิการเช่าของจำเลยทั้งสาม ทำให้จำเลยทั้งสามได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าได้ตามปกติ นับแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2545 เป็นต้นมา โจทก์กับผู้มีชื่อร่วมกันกระทำละเมิดต่อจำเลยทั้งสามโดยสั่งให้นักเลงมาข่มขู่ให้จำเลยทั้งสามออกไปจากตึกแถวพิพาท เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2545 และวันที่ 17 ธันวาคม 2545 โจทก์และทนายโจทก์มีหนังสือให้จำเลยทั้งสามออกไปจากตึกแถวพิพาทกับให้นำเงินจำนวนกว่า 10,000,000 บาท ไปชำระ โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยฝ่าฝืนต่อคำสั่งห้ามชั่วคราวในคดีที่โจทก์กับนายประเสริฐถูกฟ้อง ที่ห้ามมิให้โจทก์ทำนิติกรรมหรือจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์มรดกของนางเจือจันทร์ โจทก์ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสามถูกรบกวนสิทธิและต้องว่าจ้างทนายความดำนินคดีจำนวน 300,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลยทั้งสาม ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามนั้นเป็นฟ้องแย้งมีเงื่อนไข ไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามทั้งหมด

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีหนังสือแจ้งมาให้ศาลฎีกาทราบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งต่อศาลฎีกาว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสามและจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2548 ก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้ปัญหาตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามตกไปด้วย ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1532 และเลขที่ 1531 พร้อมอาคารตึกแถวเลขที่ 2 จำเลยทั้งสามได้เข้ามาอยู่อาศัยในอาคารตึกแถวดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งปฏิเสธฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาท จำเลยทั้งสามได้เช่าที่ดินและตึกแถวพิพาทจากตัวแทนของผู้มีอำนาจเอาทรัพย์สินออกให้เช่า ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำให้การของจำเลยทั้งสาม ศาลก็ชอบที่จะมีคำพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียได้ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามที่ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์กับผู้มีชื่อได้ร่วมกันกระทำละเมิดข่มขู่ให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทและให้นำเงินไปชำระแก่โจทก์ก็ดี โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลในคดีที่โจทก์กับนายประเสริฐถูกนายสุขเกษม สุพรรณนานนท์ ยื่นฟ้องเป็นจำเลยและศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้โจทก์โอนหุ้นรวมทั้งห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางเจือจันทร์ก็ดี การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการละเมิดและรอนสิทธิการเช่าของจำเลยทั้งสาม ทำให้จำเลยทั้งสามเดือดร้อนไม่สามารถครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทรวมทั้งต้องว่าจ้างทนายความมาดำเนินการแก้ต่างนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสามกล่าวหาว่าโจทก์กระทำละเมิดอันเป็นเรื่องอื่นซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องเดิมไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกรัณฑ์ สุพรรณานนท์
จำเลย — บริษัทเซ่งเฮง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2548
#271236
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาว่าควรรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลฎีกาทราบว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสามและจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความไปแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้ปัญหาตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามตกไปด้วย ศาลฎีกาจึงพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากตึกแถวพิพาทและส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพสมบูรณ์ และให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 702,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลยทั้งสาม ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามนั้นเป็นฟ้องแย้งมีเงื่อนไข ไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีหนังสือแจ้งมาให้ศาลฎีกาทราบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นจะมีหนังสือแจ้งต่อศาลฎีกาว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสามและจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2548 ก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้ปัญหาตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามตกไปด้วย ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1532 และเลขที่ 1531 พร้อมอาคารตึกแถวเลขที่ 2 จำเลยทั้งสามได้เข้าอยู่ในอาคารตึกแถวดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต ทั้งไม่มีสิทธิใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งปฏิเสธฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาท จำเลยทั้งสามได้เช่าที่ดินและตึกแถวพิพาทจากตัวแทนของผู้มีอำนาจเอาทรัพย์สินออกให้เช่า ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามที่ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์กับผู้มีชื่อได้ร่วมกันกระทำละเมิดข่มขู่ให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทและให้นำเงินไปชำระแก่โจทก์ก็ดี โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลในคดีที่โจทก์กับนายประเสริฐถูกนายสุขเกษม สุพรรณนานนท์ ยื่นฟ้องเป็นจำเลยและศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้โจทก์โอนหุ้น รวมทั้งห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการละเมิดและรอนสิทธิการเช่าของจำเลยทั้งสาม ทำให้จำเลยทั้งสามเดือดร้อนไม่สามารถครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสามกล่าวหาว่าโจทก์กระทำละเมิดอันเป็นเรื่องอื่นซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องเดิม ไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกรัณฑ์ สุพรรณานนท์
จำเลย — บริษัทเซ่งเฮง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2685/2548
#113340
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมและจำนองเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวนแน่นอน เมื่อจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน จำเลยขาดนัดพิจารณา ป.วิ.พ. มาตรา 206 วรรคสอง ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่เห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานได้ ชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,985,375.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,265,480.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,985,375.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,265,480.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 248087 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งพิจารณาคดีใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้รับมอบฉันทะจากจำเลยลงลายมือชื่อรับทราบรายงานกระบวนพิจารณาของศาลในวันที่ 26 ธันวาคม 2543 และทนายความจำเลยคนใหม่สามารถตรวจสอบวันนัดได้ แต่กลับละเลยเพิกเฉย จำเลยไม่ได้กล่าวโต้แย้งว่าคำตัดสินของศาลไม่ชอบอย่างไร จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 207 ประกอบมาตรา 199 จัตวา ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวนซึ่งตรงกับวันที่ 3 ธันวาคม 2544 ทนายความจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่สามแล้วเป็นการประวิงคดีให้ชักช้า จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดการไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 ว่าจำเลยไม่สามารถนำพยานมานำสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดพิจารณา จึงไม่มีเหตุที่จะให้พิจารณาคดีใหม่ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

หลังจากสั่งรับอุทธรณ์แล้ว บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การพิจารณาคดีโจทก์ฝ่ายเดียวของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ไม่มีการสืบพยานบุคคลพิจารณาแต่เพียงเอกสารที่โจทก์ส่งเป็นพยานเท่านั้น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมและจำนองเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวนแน่นอน เมื่อจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน จำเลยขาดนัดพิจารณา ป.วิ.พ. มาตรา 206 วรรคสอง ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่เห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานได้ ซึ่งบทบัญญัตินี้เป็นกระบวนพิจารณาโดยขาดนัดตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2543 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 สิงหาคม 2543 กระบวนพิจารณาโดยขาดนัดจึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานบุคคลจึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ยกอุทธรณ์จำเลยที่ขอให้พิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคสอง ม. 206 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ผู้เข้าสวมสิทธิแทน — โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — นางสาวสมพิศหรือสธนพร สุทธิธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมยศ จันทร์เปล่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา