คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2685/2548
#267955
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยบรรยายถึงการขอเลื่อนคดีของจำเลยในชั้นไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ทุกครั้งว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดการไต่สวนคำร้องเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบต่อไปรวมอยู่ด้วย แม้ตอนท้ายสุดของอุทธรณ์จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีของจำเลยใหม่ตามที่ร้องขอ อุทธรณ์ของจำเลยก็เป็นการอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดการไต่สวนคำร้องอยู่ในตัว ไม่ใช่อุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่แต่เพียงสถานเดียว คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดการไต่สวนคำร้องดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยอุทธรณ์ได้พร้อมคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ซึ่งเป็นคำสั่งวินิจฉัยภายในกำหนด 1 เดือน แต่จำเลยต้องโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งไว้จึงต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์และการพิจารณาคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจากคำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าวเป็นพื้นฐานจึงจะพิจารณาได้ว่าจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะให้พิจารณาคดีใหม่

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา แต่เป็นคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 223

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมและจำนองเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวนแน่นอน เมื่อจำเลยทราบนัดแล้วไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน จำเลยจึงขาดนัดพิจารณาซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 206 วรรคสอง ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,985,375.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,265,480.50 บาท นัดถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,985,375.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,265,480.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 248087 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ผู้รับมอบฉันทะที่จำเลยมอบให้ไปยื่นคำร้องขอถอนทนายความและขอเลื่อนคดีแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบผิดพลาด จำเลยจึงไม่ได้ไปศาลในวันนัดสืบพยาน หากศาลอนุญาตให้พิจารณาคดี จำเลยมีโอกาสที่จะชนะคดีโจทก์ได้ เพราะจำเลยไม่เคยได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวบังคับจำนองไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้มีคำสั่งพิจารณาคดีใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้รับมอบฉันทะจากจำเลยลงลายมือชื่อรับทราบรายงานกระบวนพิจารณาของศาลในวันที่ 26 ธันวาคม 2543 และทนายความจำเลยคนใหม่สามารถตรวจสอบวันนัดได้แต่กลับละเลยเพิกเฉย จำเลยไม่ได้กล่าวโต้แย้งว่าคำตัดสินของศาลไม่ชอบอย่างไร จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ประกอบมาตรา 199 จัตวา ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวนซึ่งตรงกับวันที่ 3 ธันวาคม 2544 ทนายความจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า จำเลยมีธุระสำคัญต้องเดินทางไปต่างจังหวัดและทนายความจำเลยป่วยไม่สามารถมาศาลได้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่สามแล้วเป็นการประวิงคดีให้ชักช้า จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีให้งดการไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 ว่าจำเลยไม่สามารถนำพยานมานำให้เห็นได้ว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดพิจารณาจึงไม่มีเหตุที่จะให้พิจารณาคดีใหม่ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

หลังจากสั่งรับอุทธรณ์แล้ว บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า อุทธรณ์จำเลยฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2545 เป็นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดการไต่สวนพยานจำเลยด้วยหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวบรรยายถึงการขอเลื่อนคดีของจำเลยในชั้นไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ทุกครั้งมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดการไต่สวนคำร้องเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบต่อไปรวมอยู่ด้วย แม้ตอนท้ายสุดของอุทธรณ์จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กลับคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีของจำเลยใหม่ตามที่ร้องขออุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดการไต่สวนคำร้องอยู่ในตัว ไม่ใช่อุทธรณ์คำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่แต่เพียงสถานเดียวดังที่จำเลยฎีกา คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดการไต่สวนคำร้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยอุทธรณ์ได้พร้อมคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งเป็นคำสั่งวินิจฉัยคดีภายในกำหนด 1 เดือน แต่จำเลยต้องโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งไว้จึงต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ สำหรับการพิจารณาคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 นั้นต้องอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจากคำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าวเป็นพื้นฐานจึงจะพิจารณาได้ว่าจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะให้พิจารณาคดีใหม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์จำเลยที่ขอให้พิจารณาใหม่นั้นไม่ชอบเพราะจำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 เนื่องจากคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา แต่เป็นคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง

ฎีกาจำเลยประการที่สองมีว่า การพิจารณาคดีโจทก์ฝ่ายเดียวของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ไม่มีการสืบพยานบุคคล พิจารณาแต่เพียงเอกสารที่โจทก์ส่งเป็นพยานเท่านั้น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมและจำนองเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวนแน่นอน เมื่อจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน จำเลยขาดนัดพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 206 วรรคสอง ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่เห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานได้ ซึ่งบทบัญญัตินี้เป็นกระบวนพิจารณาโดยขาดนัดตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2543 ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2543 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 สิงหาคม 2543 กระบวนพิจารณาโดยขาดนัดจึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยานบุคคลจึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ยกอุทธรณ์จำเลยที่ขอให้พิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 206 ม. 223 ม. 226 ม. 242
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ฯ
จำเลย — นางสาวสมพิศหรือสธนพร สุทธิธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2677/2548
#268178
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยกำหนดเวลาให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลมาวาง แต่จำเลยได้เลือกใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างเวลานั้น แม้การยื่นอุทธรณ์คำสั่งจะพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า ก็ถือได้ว่าจำเลยใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์แทนการนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระ การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยและปรากฏว่ากำหนดระยะเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระได้ล่วงพ้นไปแล้วในระหว่างนั้น โดยศาลอุทธรณ์มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระ นับได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้กำหนดเวลาเพื่อให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลมาวางภายหลังเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์แล้วได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมซึ่งจะทำให้จำเลยสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,634,984.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 11,300 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า จำเลยมิใช่คนยากจนและคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง และให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2544 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง จึงไม่รับอุทธรณ์จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2545 จำเลยยื่นคำร้องจะขอชำระค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมที่จะใช้แทนแก่โจทก์ภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ล่วงเลยกำหนดเวลาแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในชั้นนี้มีว่ามีเหตุที่จะกำหนดระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยกำหนดเวลาให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2544 แต่จำเลยได้เลือกใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในระหว่างเวลาที่จำเลยยังสามารถนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางตามคำสั่งของศาลชั้นต้นได้ แม้การยื่นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจะพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่คำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้าก็ตาม กรณีเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์แทนการนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระตามคำสั่งของศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยและปรากฏว่ากำหนดระยะเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระได้ล่วงพ้นไปแล้วในระหว่างนั้น เมื่อคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาล กรณีเช่นนี้ นับได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้กำหนดเวลาเพื่อให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลมาวางภายหลังเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังแล้วได้ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมซึ่งจะทำให้จำเลยสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่ากรณีเช่นนี้มีผลเป็นการขอขยายระยะเวลาโดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยวางเงินอีกและยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาสมควรสั่งให้ถูกต้อง"

พิพากษากลับ หากจำเลยประสงค์ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อไปให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดเวลา 15 วันนับแต่วันฟังคำพิพากษานี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไทยซัมมิท จำกัด
จำเลย — นายสมชาติ อุบลชาติ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2677/2548
#271231
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยกำหนดเวลาให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในเวลาที่กำหนด แต่จำเลยได้เลือกใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในระหว่างเวลาที่จำเลยยังสามารถนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระตามคำสั่งของศาลชั้นต้นได้ แม้การยื่นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจะพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้าก็ตาม กรณีเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์แทนการนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระตามคำสั่งของศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยและปรากฏว่ากำหนดระยะเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระได้ล่วงพ้นไปแล้วในระหว่างนั้น เมื่อคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาล กรณีเช่นนี้ นับได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้กำหนดเวลาเพื่อให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายหลังเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,634,984.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 11,300 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า จำเลยมิใช่คนยากจนและคดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2544 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2545 จำเลยยื่นคำร้องขอชำระค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมที่จะใช้แทนแก่โจทก์ภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ล่วงเลยกำหนดเวลาแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในชั้นนี้มีว่า มีเหตุที่จะกำหนดระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยกำหนดเวลาให้ จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางต่อศาลภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2544 แต่จำเลยได้เลือกใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในระหว่างเวลาที่จำเลยยังสามารถนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางตามคำสั่งของศาลชั้นต้นได้ แม้การยื่นอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจะพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันวันมีคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้าก็ตาม กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์แทนการนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระตามคำสั่งของศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยและปรากฏว่ากำหนดระยะเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระได้ล่วงพ้นไปแล้วในระหว่างนั้น เมื่อคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาล กรณีเช่นนี้ นับได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้กำหนดเวลาเพื่อให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมศาลมาวางภายหลังเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังแล้วได้ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมซึ่งจะทำให้จำเลยสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่ากรณีเช่นนี้มีผลเป็นการขอขยายระยะเวลาโดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยวางเงินอีกและยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ หากจำเลยประสงค์ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อไปให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยซัมมิท จำกัด
จำเลย — นายสมชาติ อุบลชาติ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2548
#268024
เปิดฉบับเต็ม

ณ. ทำสัญญาแปลงหนี้เงินกู้เป็นการซื้อขายรถยนต์แทน เป็นการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคแรก แต่สัญญาซื้อขายรถยนต์มีข้อตกลงเป็นเงื่อนไขว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นกรณีที่หนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดมีขึ้น หนี้เดิมยังไม่ระงับสิ้นไปตามมาตรา 351 จำเลยในฐานะทายาทของ ณ. จึงต้องรับผิดชดใช้หนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยา จำเลยที่ 2 เป็นบิดาของนายณรงค์ชัย วงศ์อารีย์ นายณรงค์ชัยกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ เมื่อไม่สามารถชำระหนี้ นายณรงค์ชัยจึงขายรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก - 2013 พะเยา ให้โจทก์ในราคา 343,200 บาท แต่นายณรงค์ชัยไม่ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้โจทก์กลับร่วมกับจำเลยทั้งสองนำรถไปซุกซ่อน โจทก์ได้ยื่นฟ้องนายณรงค์ชัยกับจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ต่อมานายณรงค์ชัยถึงแก่ความตาย โจทก์จึงถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทและเป็นผู้ร่วมกันครอบครองรถยนต์ต้องส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์หากไม่สามารถส่งมอบได้ ต้องร่วมกันคืนเงินหรือใช้ราคา 343,200 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 2013 พะเยา ให้แก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้ร่วมกันคืนเงิน 343,200 บาทให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า นายณรงค์ชัยไม่เคยทำสัญญาขายรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ นายณรงค์ชัยกู้ยืมเงินโจทก์แล้วมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันและโจทก์ให้นายณรงค์ชัยลงชื่อในสัญญาซื้อขายที่ยังไม่ได้กรอกข้อความโดยมีข้อตกลงว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันใดๆ สัญญาซื้อขายจึงเป็นเอกสารปลอม ในสัญญาซื้อขายข้อ 2 มีข้อความว่าระหว่างที่ยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2537 และของต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินที่มีผู้ชำระหนี้แทนเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม และ 2 กรกฎาคม 2539 ครั้งละ 10,000 บาท รวมจำนวน 20,000 บาทออก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายณรงค์ชัย วงศ์อารีย์ ที่ตกทอดให้แก่ตน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายณรงค์ชัย วงศ์อารีย์ เป็นสามีของจำเลยที่ 1 และเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 นายณรงค์ชัยได้กู้ยืนเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาทและมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 2013 พะเยา ให้แก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ตามสำเนาภาพถ่ายสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เอกสารหมาย จ.4 ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2538 นายณรงค์ชัยได้กู้ยืมเงินโจทก์อีกจำนวน 60,000 บาท ตามสำเนาภาพถ่ายสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 หลังจากนั้นนายณรงค์ชัยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงรับจะชำระหนี้แทนและได้สั่งจ่ายเงินตามเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาพะเยา ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2538 จำนวนเงิน 343,200 บาท เพื่อชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยพร้อมทั้งค่าเสียหายมอบให้แก่โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินดังปรากฏหลักฐานตามสำเนาภาพถ่ายเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2539 นายณรงค์ชัยได้ทำสัญญาขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 2013 พะเยา ให้แก่โจทก์และได้มอบใบคู่มือจดทะเบียนรถให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันแทนการชำระหนี้ ดังปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 แต่หลังจากนั้นนายณรงค์ชัยไม่ได้ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องนายณรงค์ชัยกับจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์ และนายณรงค์ชัยถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญากู้เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า การที่นายณรงค์ชัยทำสัญญาขายรถยนต์ให้แก่โจทก์แทนการชำระหนี้โดยแปลงหนี้เงินกู้เป็นการซื้อขายรถยนต์แทนนั้นถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคแรก แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อพิเคราะห์สำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.6 แล้ว เห็นว่า มีข้อตกลงเป็นเงื่อนไขระบุไว้ในสัญญาซื้อขายข้อ 2 ว่า ในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นกรณีที่หนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดมีขึ้น หนี้เดิมคือหนี้เงินกู้ยืมตามสำเนาภาพถ่ายสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ยังหาระงับสิ้นไปไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 351 ซึ่งในกรณีนี้ถือได้ว่าโจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือมาแสดงแล้วและไม่เป็นกรณีที่จำต้องติดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็นำสืบยอมรับว่านายณรงค์ชัยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปรวม 2 ครั้ง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 260,000 บาท จริง ดังนั้น จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของนายณรงค์ชัยจึงต้องรับผิดชดใช้หนี้เงินกู้ของนายณรงค์ชัยให้แก่โจทก์ แต่ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600, 1601 ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกความรับผิดของนายณรงค์ชัยในเรื่องการกู้ยืมเงินมาวินิจฉัยอันเป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกประเด็นนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายให้เห็นโดยแจ้งชัดในเรื่องการกู้ยืมเงินเพื่อให้เห็นถึงมูลหนี้เดิมในคดีนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร อีกทั้งโจทก์ยังนำสืบให้เห็นว่าความจริงเป็นดังที่โจทก์บรรยายฟ้องและจำเลยทั้งสองเองก็ยอมรับ ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยความรับผิดของจำเลยทั้งสองในประเด็นนี้จึงไม่เป็นการเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์มานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 351
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต สกุลเจียมใจ
จำเลย — นางนงลักษณ์ วงศ์อารีย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2548
#271232
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ณ. ทำสัญญาขายรถยนต์ให้แก่โจทก์แทนการชำระหนี้โดยแปลงหนี้เงินกู้เป็นการซื้อขายรถยนต์แทน ถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคแรก แต่อย่างไรก็ตาม หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ดังกล่าวมีเงื่อนไขระบุไว้ว่าในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย ดังนั้น จึงถือว่าเป็นกรณีที่หนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นยังมิได้เกิดขึ้น หนี้เดิมคือหนี้เงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 351 ยังไม่ระงับสิ้นไป ซึ่งในกรณีนี้ถือได้ว่าโจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือมาแสดงแล้ว และไม่เป็นกรณีที่จำต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป. รัษฎากรฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยา จำเลยที่ 2 เป็นบิดาของนายณรงค์ชัย นายณรงค์ชัยกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ เมื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ นายณรงค์ชัยจึงขายรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก - 2013 พะเยา ให้โจทก์ในราคา 343,200 บาท แต่นายณรงค์ชัยไม่ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 2013 พะเยา ให้แก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้ร่วมกันคืนเงิน 343,200 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2537 และของต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินที่มีผู้ชำระหนี้แทน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมและ 2 กรกฎาคม 2539 ครั้งละ 10,000 บาท รวมจำนวน 20,000 บาท ออก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายณรงค์ชัย วงศ์อารีย์ ที่ตกทอดได้แก่ตน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายณรงค์ชัย วงศ์อารีย์ เป็นสามีของจำเลยที่ 1 และเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 นายณรงค์ชัยได้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท และมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 2013 พะเยา ให้แก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ตามสำเนาภาพถ่ายสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เอกสารหมาย จ.4 ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2538 นายณรงค์ชัยได้กู้ยืมเงินโจทก์อีกจำนวน 60,000 บาท ตามสำเนาภาพถ่ายสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 หลังจากนั้นนายณรงค์ชัยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงรับจะชำระหนี้แทนและได้สั่งจ่ายเงินตามเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาพะเยา ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2538 จำนวนเงิน 343,200 บาท เพื่อชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยพร้อมทั้งค่าเสียหายมอบให้แก่โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินดังปรากฏหลักฐานตามสำเนาภาพถ่ายเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2539 นายณรงค์ชัยได้ทำสัญญาขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 2013 พะเยา ให้แก่โจทก์และได้มอบใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันแทนการชำระหนี้ ดังปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.6 แต่หลังจากนั้นนายณรงค์ชัยไม่ได้ส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องนายณรงค์ชัยกับจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์ และนายณรงค์ชัยถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญากู้เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า การที่นายณรงค์ชัยทำสัญญาขายรถยนต์ให้แก่โจทก์แทนการชำระหนี้โดยแปลงหนี้เงินกู้เป็นการซื้อขายรถยนต์แทนนั้นถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคแรก แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อพิเคราะห์สำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.6 แล้ว เห็นว่า มีข้อตกลงเป็นเงื่อนไขระบุไว้ในสัญญาซื้อขายข้อ 2 ว่า ในระหว่างที่ผู้ขายยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อให้ถือว่ายังไม่มีการซื้อขาย ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นกรณีที่หนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดมีขึ้น หนี้เดิมคือหนี้เงินกู้ตามสำเนาภาพถ่ายสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ยังหาระงับสิ้นไปไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 351 ซึ่งในกรณีนี้ถือได้ว่าโจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือมาแสดงแล้ว และไม่เป็นกรณีที่จำต้องติดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 วรรคหนึ่ง ม. 351
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต สกุลเจียมใจ
จำเลย — นางนงลักษณ์ วงศ์อารีย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2672/2548
#266408
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การเพื่อต่อสู้คดี และขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้วสืบพยานต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ ต่อไปนั่นเอง จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ด้วย แต่จำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 เมื่อศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ชอบ จึงถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันนายฉัตรชัย ซึ่งทำสัญญายอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แล้วผิดนัดชำระหนี้ เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายที่บ้านเลขที่ 1213/197 ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย โดยจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1213/179 ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้โจทก์จัดทำสำเนาคำฟ้องอีก 1 ชุด เพื่อส่งให้จำเลยใหม่ แต่โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นนัดไว้ล่วงหน้า จำเลยมาศาล แถลงว่าเหตุที่ทราบนัดเนื่องจากเจ้าของบ้านเลขที่ 1213/197 นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องมามอบให้จำเลยก่อนวันนัด 1 วัน จำเลยไม่ประสงค์ที่จะยื่นคำให้การต่อสู้คดี โดยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง แต่ขอเลื่อนคดีออกไปก่อนเพื่อจะเจรจาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตตามที่จำเลยแถลง นัดต่อมาจำเลยขอเลื่อนคดีอีก ครั้นวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 อันเป็นวันนัดที่เลื่อนมา จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การเพื่อต่อสู้คดี และยื่นคำร้องขอให้เรียกนายฉัตรชัยเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยแถลงต่อศาลเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ไว้แล้วว่าไม่ประสงค์จะยื่นคำให้การต่อสู้คดี และรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง จำเลยไม่มีสิทธิขออนุญาตยื่นคำให้การในภายหลังได้อีก เมื่อจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์อีกต่อไปและไม่จำต้องพิจารณาคำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับ แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 534,863 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 424,856 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวของจำเลย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตยื่นคำให้การและขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์) ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยและให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้วสืบพยานต่อไปนั้น อุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ต่อไปนั่นเอง จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและยกฎีกาของจำเลยโดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง 40 บาท และค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวประเทืองหรือกรองทอง สารพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวมาริสา รัฐปัตย์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2672/2548
#268174
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตยื่นคำให้การและขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยและเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้วสืบพยานต่อไปนั้น เท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ต่อไปนั่นเอง จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ด้วย จำเลยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันนายฉัตรชัย ศีลประเสริฐ ซึ่งทำสัญญายอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แล้วผิดนัดชำระหนี้ เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายที่บ้านเลขที่ 1213/197 ซอยลาดพร้าว 94 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย โดยจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1213/179 ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้โจทก์จัดทำสำเนาคำฟ้องอีก 1 ชุด เพื่อส่งให้จำเลยใหม่แต่โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นนัดไว้ล่วงหน้า จำเลยมาศาล แถลงว่าเหตุที่ทราบนัดเนื่องจากเจ้าของบ้านเลขที่ 1213/197 นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องมามอบให้จำเลยก่อนวันนัด 1 วัน จำเลยไม่ประสงค์ที่จะยื่นคำให้การต่อสู้คดี โดยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง แต่ขอเลื่อนคดีออกไปก่อนเพื่อจะเจรจาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตตามที่จำเลยแถลง นัดต่อมาจำเลยขอเลื่อนคดีอีก ครั้นวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 อันเป็นวันนัดที่เลื่อนมา จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การเพื่อต่อสู้คดี และยื่นคำร้องขอให้เรียกนายฉัตรชัยเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยแถลงต่อศาลเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ไว้แล้วว่าไม่ประสงค์จะยื่นคำให้การต่อสู้คดี และรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง จำเลยไม่มีสิทธิขออนุญาตยื่นคำให้การในภายหลังได้อีก เมื่อจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์อีกต่อไป และไม่จำต้องพิจารณาคำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับ แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 534,863 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 424,856 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวของจำเลย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตยื่นคำให้การและขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์) ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยและให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้วสืบพยานต่อไปนั้น อุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ต่อไปนั่นเอง จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและยกฎีกาของจำเลยโดยให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง 40 บาท และค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวประเทือง หรือกรองทอง สารพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2672/2548
#271073
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตยื่นคำให้การและขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมและพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยและให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้วสืบพยานต่อไปนั้น อุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ต่อไป จำเลยจึงต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ด้วย ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยจำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันนายฉัตรชัย ศีลประเสริฐ ซึ่งทำสัญญายอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แล้วผิดนัดชำระหนี้ เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายที่บ้านเลขที่ 1213/197 ซอยลาดพร้าว 94 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย โดยจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1213/179 ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้โจทก์จัดทำสำเนาคำฟ้องอีก 1 ชุด เพื่อส่งให้จำเลยใหม่ แต่โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นนัดไว้ล่วงหน้า จำเลยมาศาล แถลงว่าเหตุที่ทราบนัดเนื่องจากเจ้าของบ้านเลขที่ 1213/197 นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องมามอบให้จำเลยก่อนวันนัด 1 วัน จำเลยไม่ประสงค์ที่จะยื่นคำให้การต่อสู้คดี โดยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง แต่ขอเลื่อนคดีออกไปก่อนเพื่อจะเจรจาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตตามที่จำเลยแถลง นัดต่อมาจำเลยขอเลื่อนคดีอีก ครั้นวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 อันเป็นวันนัดที่เลื่อนมา จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การเพื่อต่อสู้คดีและยื่นคำร้องขอให้เรียกนายฉัตรชัยเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยแถลงต่อศาลเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ไว้แล้วว่าไม่ประสงค์จะยื่นคำให้การต่อสู้คดีและรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง จำเลยไม่มีสิทธิขออนุญาตยื่นคำให้การในภายหลังได้อีก เมื่อจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์อีกต่อไปและไม่จำต้องพิจารณาคำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับ แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 534,863 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 424,856 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวของจำเลย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตยื่นคำให้การและขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์) ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยและให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้วสืบพยานต่อไปนั้นอุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ต่อไปนั่นเอง จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและยกฎีกาของจำเลยโดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวประเทือง หรือกรองทอง สารพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2671/2548
#113210
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ล. กับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและจำเลยถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก แม้ศาลจะพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมทั้งไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ทั้งกรณีดังกล่าวถือว่า ล. และจำเลยปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ดังนั้น โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363

ป.พ.พ. มาตรา 1613 บัญญัติว่า การสละมรดกนั้น จะทำแต่เพียงบางส่วนหรือทำโดยมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไม่ได้ การที่ ล. ยอมแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยก็เพื่อให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดก และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกส่วนอื่น ๆ อีก เป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่า ล. สละมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยกับนายลับเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกของนางกิมฮวย เมื่อปี 2534 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งนายลับกับจำเลยให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวย ต่อมานายลับได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีมรดกอีกคดีหนึ่ง แล้วบุคคลทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยนายลับตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของนางกิมฮวยให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อปี 2543 จำเลยได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลย โดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกดังกล่าวด้วย ขอให้บังคับจำเลยจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้ง 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์ทั้งสามและจำเลยคนละส่วนเท่า ๆ กัน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ศาลมีคำสั่งยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกขายทอดตลาด และนำเงินที่ได้รับจากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันกันคนละส่วนเท่า ๆ กัน และให้จำเลยแบ่งเงินจำนวน 200,000 บาท ให้โจทก์ทั้งสามคนละ 50,000 บาท

จำเลยให้การว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ดังนั้น ทรัพย์สินและเงินสดที่จำเลยได้รับจากนายลับตามสัญญา จึงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลย มิใช่ทรัพย์มรดกของนางกิมฮวย ซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจัดการแบ่งที่ดิน 4 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280, 2033, 3440 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและเลขที่ 1475 ตำบลสามแวง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลย คนละส่วนเท่า ๆ กัน หากจำเลยไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถแบ่งได้ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาด และนำเงินสุทธิที่ได้รับจากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันกันคนละส่วนเท่า ๆ กัน และให้จำเลยแบ่งเงินสดให้โจทก์ทั้งสาม คนละ 50,000 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์คนละ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้ง 4 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280, 2033, 3440 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเลขที่ 1475 ตำบลสามแวง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วน ใน 8 ส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแบ่งเงินสุทธิให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วน ใน 8 ส่วน และให้จำเลยแบ่งเงินมรดกให้โจทก์ทั้งสามคนละ 25,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 4,687.50 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 4,687.50 บาท แก่จำเลย

โจทก์ทั้งสามและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายลับกับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและจำเลยถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก แม้ศาลจะพิพากษาตามยอมแล้ว แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสาม ดังนั้น เมื่อจำเลยและนายลับแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งมีสิทธิรับมรดกเช่นนี้จึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก ย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง และเงินจำนวน 200,000 บาท ที่จำเลยได้รับไปได้ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363

ป.พ.พ. มาตรา 1613 บัญญัติว่า การสละมรดกจะทำแต่เพียงบางส่วนหรือทำโดยมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไม่ได้ การที่นายลับยอมแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยก็เพื่อให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดกและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกส่วนอื่น ๆ อีก เป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่านายลับสละมรดก เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า เจ้ามรดกยังมีนายลับเป็นคู่สมรส นายลับย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกกึ่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (2) อีกกึ่งหนึ่งคงตกได้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยคนละส่วนเท่า ๆ กัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้ง 4 แปลง และเงินสดให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วน ใน 8 ส่วน จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 ม. 1613 ม. 1635 (2) ม. 1719 ม. 1727 วรรคสอง ม. 1745 ม. 1750 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศลิษา อินทรกำแหง กับพวก
จำเลย — นางภัทรพร กิจเพชร
ชื่นอุราหรืออินทรกำแหง — ของนางกิมฮวย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2671/2548
#268022
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง และเงินสดจำนวน 200,000 บาท ที่ ล. แบ่งให้จำเลยเป็นทรัพย์มรดกของ ก. โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมเช่นเดียวกับจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะได้รับมรดกดังกล่าวด้วย การที่ ล. ฟ้องจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่งแล้ว ล. กับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและจำเลยถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก แม้ศาลจะพิพากษาตามยอม เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสาม ดังนั้น เมื่อจำเลยและ ล. แบ่งปันทรัพย์มรดกโดยไม่แบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งมีสิทธิรับมรดกจึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 โจทก์ทั้งสามย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับไปได้ ตามมาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363

ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรนอกสมรสของ ช. โดย ช. ไม่ได้จดทะเบียนรับรองโจทก์ที่ 1 เป็นบุตรนั้น จำเลยไม่ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าโจทก์ที่ 1 เป็นบุตรนั้น จำเลยไม่ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นทายาทโดยธรรมของ ช. เจ้ามรดก จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249

ป.พ.พ. มาตรา 1613 บัญญัติว่าการสละมรดกจะทำแต่เพียงบางส่วนหรือทำโดยมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไม่ได้ การที่ ล. ยอมแบ่งทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นของ ก. ให้แก่จำเลยก็เพื่อให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดกและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกส่วนอื่นๆ อีก เป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่า ล. สละมรดก เมื่อ ก. มี ล. เป็นคู่สมรส ล. ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์พิพาทกึ่งหนึ่งตามมาตรา 1635 (2) อีกกึ่งหนึ่งคงตกได้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยคนละส่วนเท่าๆ กัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยกับนายลับ ชื่นอุรา เป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกของนางกิมฮวย ชื่นอุรา เมื่อปี 2534 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งนายลับ ชื่นอุรา กับจำเลยให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวย ต่อมานายลับได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีมรดกอีกคดีหนึ่ง แล้วบุคคลทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยนายลับตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของนางกิมฮวย คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280, 2033, 3440 และ 1475 รวม 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมมูลค่าประมาณ 750,000 บาท และเงินสดอีก 200,000 บาท ให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อปี 2543 ต่าอมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 จำเลยได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 4 แปลง ดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นของจำเลย โดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกดังกล่าวด้วย ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้ง 4 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ทั้งสามและจำเลยคนละส่วนเท่าๆ กันหากไม่สามารถแบ่งได้ให้ศาลมีคำสั่งยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกขายทอดตลาดมาแบ่งปันกันคนละส่วนเท่าๆ กัน และให้จำเลยแบ่งเงินจำนวน 200,000 บาท ให้โจทก์ทั้งสาม คนละ 50,000 บาท

จำเลยให้การว่า ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งตั้งจำเลยกับนายลับ ชื่นอุรา ให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวย ชื่นอุรา ต่อมานายลับได้ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวย และนายลับตกลงให้ทรัพย์สินและเงินสดแก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ดังนั้น ทรัพย์สินและเงินสดที่จำเลยได้รับจากนายลับตามสัญญา จึงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลย มิใช่ทรัพย์มรดกของนางกิมฮวย ซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามโจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยจัดการแบ่งที่ดิน 4 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280, 2033, 2440 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและเลขที่ 1475 ตำบลสามแวง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลย คนละส่วนเท่าๆ กัน หากจำเลยไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถแบ่งได้ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาด และนำเงินสุทธิที่ได้รับจากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันกันคนละส่วนเท่าๆ กัน และให้จำเลยแบ่งเงินสดให้โจทก์ทั้งสาม คนละ 50,000 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์คนละ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้ง 4 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2280, 2033, 2440 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเลขที่ 1475 ตำบลสามแวง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วน ใน 8 ส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแบ่งเงินสุทธิให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วน ใน 8 ส่วน และให้จำเลยแบ่งเงินมรดกให้โจทก์ทั้งสามคนละ 25,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นต้นจำนวน 4,687.50 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 4,687.50 บาท แก่จำเลย

โจทก์ทั้งสามและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า นางกิมฮวย ชื่นอุรา เจ้ามรดกมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 5 คน คือ นางกิมฮวย นางเล็ก เขียนนิลศิริ มารดาจำเลย นายชูศักดิ์ อินทรกำแหง บิดาโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ก่อนนางกิมฮวยถึงแก่ความตาย มีนายลับ ชื่นอุรา เป็นสามีชอบด้วยกฎหมาย นางกิมฮวยถึงแก่ความตายปี 2534 นายลับสามีได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกนางกิมฮวย นางเล็กมารดาจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้าน แต่ในที่สุดตกลงกันให้จำเลยและนายลับร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวยและศาลได้มีคำสั่งตั้งจำเลยและนายลับเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน หลังจากนั้นทั้งนายชูศักดิ์และนางเล็กได้ถึงแก่ความตาย และในวันที่ 10 มีนาคม 2542 นายลับเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งทรัพย์มรดกหลายรายการ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 696/2543 ของศาลชั้นต้น ต่อมานายลับและจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของนางกิมฮวยกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลโดยนายลับตกลงแบ่งที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 2280, 2033, 3440 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเลขที่ 1475 ให้แก่จำเลย ซึ่งคือที่ดินพิพาทในคดีนี้ และนายลับยังได้ตกลงชำระเงินอีกจำนวน 200,000 บาท แก่จำเลยเป็นค่าสลากออมสินที่นายลับได้รับจากนางกิมฮวยและเป็นค่าที่นายลับเก็บกินผลประโยชน์จากทรัพย์มรดก โดยจำเลยไม่ติดใจในทรัพย์มรดกของนางกิมฮวยอีกและให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาจำเลยได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เอกสารหมาย จ. 6 ถึง จ. 9 โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องแบ่งที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงจากจำเลย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายลับจนศาลพิพากษาตามยอมแล้ว โดยให้จำเลยถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวย และให้นายลับเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียว เมื่อนายลับแบ่งทรัพย์มรดกให้จำเลย หากโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายก็ต้องไปฟ้องร้องเรียกเอาจากนายลับนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง และเงินสดจำนวน 200,000 บาท ที่นายลับแบ่งให้จำเลยเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมฮวย โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมเช่นเดียวกับจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวด้วย การที่นายลับกับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและจำเลยถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก แม้ศาลจะพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสาม ดังนั้น เมื่อจำเลยและนายลับแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งมีสิทธิรับมรดกเช่นนี้จึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงและเงินจำนวน 200,000 บาท ที่จำเลยได้รับไปได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปมีว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรนอกสมรสสของนายชูศักดิ์ โดยนายชูศักดิ์ไม่ได้จดทะเบียนรับรองโจทก์ที่ 1 เป็นบุตรนั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีเพียงประการเดียวว่า นายลับสละสิทธิ์ในส่วนแบ่งมรดกที่ดิน 4 แปลง และเงินสดจำนวน 200,000 บาท หรือไม่ ในข้อนี้โจทก์ทั้งสามฎีกาว่าการที่นายลับทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยโดยยอมแบ่งที่ดินพิพาท 4 แปลง และเงินสดจำนวน 200,000 บาท ให้แก่จำเลยย่อมถือว่านายลับมีเจตนาสละสิทธิ์ในทรัพย์มรดกส่วนนี้แล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1613 บัญญัติว่า การสละมรดกจะทำแต่เพียงบางส่วนหรือทำโดยมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไม่ได้ การที่นายลับยอมแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยก็เพื่อให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดกและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกส่วนอื่นๆ อีก เป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่านายลับสละมรดก เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าเจ้ามรดกยังมีนายลับเป็นคู่สมรส นายลับย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (2) อีกกึ่งหนึ่งคงตกได้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยคนละส่วนเท่าๆ กัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้ง 4 แปลงและเงินสดให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วนใน 8 ส่วน จึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 ม. 1719 ม. 1613 ม. 1745
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศลิษา อินทรกำแหง กับพวก
นางภัทรพร กิจเพชร ในฐานะส่วนตัวและ
ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวย ชื่นอุรา
จำเลย — หรืออินทรกำแหง
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2671/2548
#271221
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสาม จำเลย และ ล. เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก การที่ ล. กับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและจำเลยถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก แม้ศาลจะพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามไม่ได้ให้ความยินยอมทั้งไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสาม ทั้งกรณีดังกล่าวถือว่า ล. และจำเลยปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก ย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363

ป.พ.พ. มาตรา 1613 บัญญัติว่า การสละมรดกนั้นจะทำแต่เพียงบางส่วนหรือทำโดยมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไม่ได้ การที่ ล. ยอมแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยก็เพื่อให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดก และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกส่วนอื่น ๆ อีก เป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่า ล. สละมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยกับนายลับเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิริบทรัพย์มรดกของนางกิมฮวย เมื่อปี 2534 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งนายลับกับจำเลยให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวย ต่อมานายลับได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีมรดกอีกคดีหนึ่ง แล้วบุคคลทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยนายลับตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของนางกิมฮวยให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อปี 2543 ต่อมาจำเลยได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกเป็นของจำเลย โดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งมีสิทธิได้ริบทรัพย์มรดกดังกล่าวด้วย ขอให้บังคับจำเลยจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้ง 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ทั้งสามและจำเลยคนละส่วนเท่า ๆ กัน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ศาลมีคำสั่งยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกขายทอดตลาด และนำเงินที่ได้รับจากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันกันคนละส่วนเท่า ๆ กัน และให้จำเลยแบ่งเงินจำนวน 200,000 บาท ให้โจทก์ทั้งสาม คนละ 50,000 บาท

จำเลยให้การว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ดังนั้น ทรัพย์สินและเงินสดที่จำเลยได้รับจากนายลับตามสัญญา จึงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลย มิใช่ทรัพย์มรดกของนางกิมฮวย ซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจัดการแบ่งที่ดิน 4 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2280, 2033, 3440 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและเลขที่ 1475 ตำบลสามแวง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลย คนละส่วนเท่า ๆ กัน หากจำเลยไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถแบ่งได้ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาด และนำเงินสุทธิที่ได้รับจากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันกันคนละส่วนเท่า ๆ กัน และให้จำเลยแบ่งเงินสดให้โจทก์ทั้งสามคนละ 50,000 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้ง 4 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2280, 2033, 3440 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเลขที่ 1475 ตำบลสามแวง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วน ใน 8 ส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแบ่งเงินสุทธิให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วน ใน 8 ส่วน และให้จำเลยแบ่งเงินมรดกให้โจทก์ทั้งสามคนละ 25,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 4,687.50 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 4,687.50 บาท แก่จำเลย

โจทก์ทั้งสามและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า นางกิมฮวย ชื่นอุรา เจ้ามรดกมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 5 คน คือ นางกิมฮวย นางเล็ก เขียนนิลศิริ มารดาจำเลย นายชูศักดิ์ อินทรกำแหง บิดาโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ก่อนนางกิมฮวยถึงแก่ความตาย มีนายลับ ชื่นอุรา เป็นสามีชอบด้วยกฎหมาย นางกิมฮวยถึงแก่ความตายปี 2534 นายลับสามีได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกนางกิมฮวย นางเล็กมารดาจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้าน แต่ในที่สุดตกลงกันให้จำเลยและนายลับร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวยและศาลได้มีคำสั่งตั้งจำเลยและนายลับเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน หลังจากนั้นทั้งนายชูศักดิ์และนางเล็กได้ถึงแก่ความตาย และในวันที่ 10 มีนาคม 2542 นายลับเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งทรัพย์มรดกหลายรายการ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 696/2543 ของศาลชั้นต้น ต่อมานายลับและจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของนางกิมฮวยกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลโดยนายลับตกลงแบ่งที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 2280, 2033, 3440 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และเลขที่ 1475 ให้แก่จำเลย ซึ่งคือที่ดินพิพาทในคดีนี้ และนายลับยังได้ตกลงชำระเงินอีกจำนวน 200,000 บาท แก่จำเลยเป็นค่าสลากออมสินที่นายลับได้รับจากนางกิมฮวยและเป็นค่าที่นายลับเก็บกินผลประโยชน์จากทรัพย์มรดก โดยจำเลยไม่ติดใจในทรัพย์มรดกของนางกิมฮวยอีกและให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาจำเลยได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.9 โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องแบ่งที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง จากจำเลย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายลับจนศาลพิพากษาตามยอมแล้ว โดยให้จำเลยถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวย และให้นายลับเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียว เมื่อนายลับแบ่งทรัพย์มรดกให้จำเลย หากโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายก็ต้องไปฟ้องเรียกร้องเอาจากนายลับนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง และเงินสดจำนวน 200,000 บาท ที่นายลับแบ่งให้จำเลยเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมฮวย โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมเช่นเดียวกับจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวด้วย การที่นายลับกับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและจำเลยถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกแม้ศาลจะพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอม สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสาม ดังนั้น เมื่อจำเลยและนายลับแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งมีสิทธิรับมรดกเช่นนี้ จึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง และเงินจำนวน 200,000 บาท ที่จำเลยได้รับไปได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีเพียงประการเดียวว่า นายลับสละสิทธิ์ในส่วนแบ่งมรดกที่ดิน 4 แปลง และเงินสดจำนวน 200,000 บาทหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า การที่นายลับทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยโดยยอมแบ่งที่ดินพิพาท 4 แปลง และเงินสดจำนวน 200,000 บาท ให้แก่จำเลย ย่อมถือว่านายลับมีเจตนาสละสิทธิ์ในทรัพย์มรดกส่วนนี้แล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1613 บัญญัติว่า การสละมรดกจะทำแต่เพียงบางส่วนหรือทำโดยมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไม่ได้ การที่นายลับยอมแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยก็เพื่อให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดกและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดกส่วนอื่น ๆ อีก เป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่านายลับสละมรดก เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า เจ้ามรดกยังมีนายลับเป็นคู่สมรส นายลับย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (2) อีกกึ่งหนึ่งคงตกได้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยคนละส่วนเท่า ๆ กัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้ง 4 แปลง และเงินสดให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วนใน 8 ส่วน จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 ม. 1613 ม. 1719 ม. 1745
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศลิษา อินทรกำแหง กับพวก
นางภัทรพร กิจเพชร ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
จำเลย — ผู้จัดการมรดกของนางกิมฮวย ชื่นอุราหรืออินทรกำแหง
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2665/2548
#267953
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามขั้นตอนในการร้องขอให้บังคับคดีแล้ว แม้ในวันที่ 19 ธันวาคม 2536 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอถอนการยึดที่ดินพิพาทและขอถอนการบังคับคดีไปแล้ว แต่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ถอนการบังคับคดีแก่จำเลยโดยให้โจทก์มีอำนาจบังคับคดีต่อไปและระงับการแจ้งถอนการยึดไปยังเจ้าพนักงานที่ดินโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินที่จำเลยนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ แม้เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำแถลงของโจทก์ แต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้น เมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ตามคำแถลงของโจทก์ที่ได้ยื่นไว้เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 ซึ่งยังไม่พ้น 10 ปี นับถัดจากวันครบกำหนดที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมคือวันที่ 1 มิถุนายน 2530 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2529 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,795,250.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมเท่าที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสี่สัญญาว่าจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดวันที่ 31 พฤษภาคม 2530 หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสี่ชำระจนครบ แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 16690, 2108, 10174 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 25 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 12833 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้วโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินดังกล่าว วันที่ 20 มิถุนายน 2533 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12833 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วันที่ 29 ธันวาคม 2536 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินที่ได้ยึดไว้ที่เหลือ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ววันที่ 4 มกราคม 2537 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนคำสั่งที่ถอนการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่โดยให้โจทก์บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษาต่อไปและให้ระงับการแจ้งถอนการยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 และที่ดินโฉนดเลขที่ 16690, 2108, 10174 กับที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 25 และให้คืนเงินค่าธรรมเนียมแก่โจทก์เนื่องจากโจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจากจำเลยทั้งสี่ครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ไม่อาจคืนเงินค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีนี้ต่อไปได้อีก ให้ยกคำแถลง ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2537 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ที่โจทก์แถลงขอถอนการยึดที่ดินที่เหลือที่โจทก์ได้ยึดไว้ทั้งหมดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2536 เป็นไปโดยหลงผิดเพราะจำเลยทั้งสี่มิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่และดำเนินการบังคับคดีนี้ต่อไป ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 12 ธันวาคม 2540 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16690, 2108, 10174 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 25 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 และวันที่ 2 มิถุนายน 2541 โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 ของจำเลยที่ 2 และต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ตามคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2542 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้ร้องยื่นคำแถลงขอนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำขอของผู้ร้องที่ขอให้ยึดที่ดินพิพาทโดยเห็นว่าผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทดังกล่าวภายในกำหนด 10 ปี จึงหมดสิทธิบังคับคดีแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องยังไม่หมดสิทธิในการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่เนื่องจากโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2537 และคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2540 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อไปทำให้ข้อสงสัยว่าโจทก์มีสิทธิบังคับคดีต่อไปอีกหรือไม่ถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีตามคำร้องดังกล่าวที่โจทก์ได้ยื่นไว้ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ยกคำขอบังคับคดีของผู้ร้องไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ตามคำร้องที่ยื่นมาพร้อมกับคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีต่อไปได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีได้ภายใน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพราะการที่จำเลยทั้งสี่ยื่นฎีกาไม่เป็นการทุเลาการบังคับ เมื่อโจทก์มิได้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่จนพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคำแถลงขอบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนผู้ร้อง

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2529 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความแทนโจทก์โดยต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2530 แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโจทก์ขอหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่และได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2536 โจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าจำเลยทั้งสี่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้วขอถอนการยึดที่ดินพิพาท ตามคำแถลงเอกสารหมาย ร.4 และเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คที่จำเลยทั้งสี่ได้นำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนคำสั่งที่ให้ถอนการบังคับคดีโดยให้โจทก์มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อไปและระงับการแจ้งถอนการยึดที่ดินพิพาทไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน ตามคำแถลงเอกสารหมาย ร.5 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำแถลงของโจทก์ ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2537 โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่และบังคับคดีต่อไปจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสี่ครบถ้วน คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นให้โจทก์บังคับคดีได้ต่อไปได้ตามเอกสารหมาย ร.8

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อแรกที่ว่า ผู้ร้องมีสิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี คือ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นต่อไปต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จากนั้นเจ้าหนี้ต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ยึดทรัพย์ลูกหนี้ตามคำแถลง คดีนี้โจทก์ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามขั้นตอนในการร้องขอให้บังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้ในวันที่ 19 ธันวาคม 2536 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอถอนการยึดที่ดินพิพาท และขอถอนการบังคับคดีไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนคำสั่งที่ให้ถอนการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่โดยให้โจทก์มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อไปและระงับการแจ้งถอนการยึดที่ดินพิพาทไปยังเจ้าพนักงานที่ดินโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คที่จำเลยทั้งสี่นำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ร.5 แม้เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำแถลงของโจทก์แต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น เมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลที่ให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ตามคำแถลงของโจทก์ที่ได้ยื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 ตามเอกสารหมาย ร.5 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับถัดจากวันครบกำหนดที่จำเลยทั้งสี่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมคือวันที่ 1 มิถุนายน 2530 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องซึ่งเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายจีนตัง (ยู่หยก) แซ่ตั้งหรือตั้งจินตัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2665/2548
#271075
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี คือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จากนั้นต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ ซึ่งโจทก์ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามขั้นตอนในการร้องขอให้บังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้ในวันที่ 19 ธันวาคม 2536 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอถอนการยึดที่ดินพิพาท และขอถอนการบังคับคดีไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่โดยให้โจทก์มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อไปและระงับการแจ้งถอนการยึดที่ดินพิพาทไปยังเจ้าพนักงานที่ดินโดยอ้างว่าโจทก์ยังไม่ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คที่จำเลยทั้งสี่นำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะยกคำแถลงของโจทก์แต่โจทก์ไม่ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวต่อศาลจนศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ตามคำแถลงของโจทก์ที่ยื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 ซึ่งยังไม่พ้น 10 ปี นับถัดจากวันครบกำหนดที่จำเลยทั้งสี่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมคือวันที่ 1 มิถุนายน 2530 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271

ผู้ร้องเป็นบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ และได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องอันมีต่อจำเลยทั้งสี่มาจากโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินแล้ว ซึ่งการโอนสินทรัพย์ในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้วนั้น พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ มาตรา 7 กำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น การเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามสิทธิเรียกร้องแทนโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสี่ของผู้ร้องจึงเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทั้งผู้ร้องก็ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามคำร้องให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์การเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,795,250.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมเท่าที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสี่สัญญาว่าจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดวันที่ 31 พฤษภาคม 2530 แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 16690, 2108, 10174 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 25 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 12833 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้วโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินดังกล่าว วันที่ 20 มิถุนายน 2533 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินโฉนเลขที่ 12833 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วันที่ 29 ธันวาคม 2536 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินที่ได้ยึดไว้ที่เหลือ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว วันที่ 4 มกราคม 2537 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนคำสั่งที่ถอนการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่โดยให้โจทก์บังคับคดีแด่จำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษาต่อไปและให้ระงับการแจ้งถอนการยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 และที่ดินโฉนดเลขที่ 16690, 2108, 10174 กับที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 25 และให้คืนเงินค่าธรรมเนียมแก่โจทก์เนื่องจากโจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจากจำเลยทั้งสี่ครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ไม่อาจคืนเงินค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีนี้ต่อไปได้อีก ให้ยกคำแถลง ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2537 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ที่โจทก์แถลงขอถอนการยึดที่ดินที่เหลือที่โจทก์ได้ยึดไว้ทั้งหมดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2536 เป็นไปโดยหลงผิดเพราะจำเลยทั้งสี่ยังมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่และดำเนินการบังคับคดีนี้ต่อไป ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 12 ธันวาคม 2540 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16690, 2108, 10174 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 25 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 และวันที่ 2 มิถุนายน 2541 โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 ของจำเลยที่ 2 และต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ตามคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2542 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้ร้องยื่นคำแถลงขอนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำขอของผู้ร้องที่ขอให้ยึดที่ดินพิพาทโดยเห็นว่าผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทดังกล่าวภายในกำหนด 10 ปี จึงหมดสิทธิบังคับคดีแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ยกคำขอบังคับคดีของผู้ร้องไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ตามคำร้องที่ยื่นมาพร้อมกับคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีต่อไปได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีได้ภายใน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพราะการที่จำเลยทั้งสี่ยื่นฎีกาไม่เป็นการทุเลาการบังคับ เมื่อโจทก์มิได้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่จนพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคำแถลงขอบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2529 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความแทนโจทก์โดยต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2530 แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่และได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2536 โจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าจำเลยทั้งสี่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้วขอถอนการยึดที่ดินพิพาทตามคำแถลงเอกสารหมาย ร.4 และเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คที่จำเลยทั้งสี่ได้นำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนคำสั่งที่ให้ถอนการบังคับคดีโดยให้โจทก์มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อไปและระงับการแจ้งถอนการยึดที่พินพิพาทไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน ตามคำแถลงเอกสารหมาย ร.5 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำแถลงของโจทก์ ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2537 โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่และบังคับคดีต่อไปจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสี่ครบถ้วน คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นให้โจทก์บังคับคดีได้ต่อไปได้ตามเอกสารหมาย ร.8

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อแรกที่ว่า ผู้ร้องมีสิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาท หรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี คือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นต่อไปต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จากนั้นเจ้าหนี้ต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำแถลง คดีนี้โจทก์ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามขั้นตอนในการร้องขอให้บังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้ในวันที่ 19 ธันวาคม 2536 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอถอนการยึดที่ดินพิพาท และขอถอนการบังคับคดีไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนคำสั่งที่ให้ถอนการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่โดยให้โจทก์มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อไปและระงับการแจ้งถอนการยึดที่ดินพิพาทไปยังเจ้าพนักงานที่ดินโอยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คที่จำเลยทั้งสี่นำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ร.5 แม้เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำแถลงของโจทก์แต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น เมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลที่ให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ตามคำแถลงของโจทก์ที่ได้ยื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 ตามเอกสารหมาย ร.5 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี นับถัดจากวันครบกำหนดที่จำเลยทั้งสี่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมคือวันที่ 1 มิถุนายน 2530 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ผู้ร้องซึ่งเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อหลังที่ว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2542 และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งอนุญาตโดยผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้จำเลยทั้งสี่ได้มีโอกาสคัดค้านและทำการไต่สวนเสียก่อนเป็นการชอบด้วยโดยกฎหมายหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสี่เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นนี้ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจในการบังคับคดีของผู้ร้องซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสี่มีสิทธิยกปัญหาเช่นว่านี้ในชั้นนี้ได้แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง เห็นว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสี่คดีนี้มาจากโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินแล้ว พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ดังนั้น การเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามสิทธิเรียกร้องแทนโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลยทั้งสี่ของผู้ร้องจึงเป็นไปโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทั้งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต การเข้าสวมสิทธิของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายจีนตัง (ยู่หยก) แซ่ตั้งหรือตั้งจินตัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658/2548
#271068
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 189/2541 ของศาลชั้นต้น รวมเป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือน ในความผิดต่อ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 451/2543 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 คดีถึงที่สุดแล้วซึ่งในคดีดังกล่าวจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2542 อันเป็นวันภายหลังวันที่ 9 มิถุนายน 2539 จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีฯ จำเลยจึงเป็นผู้เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 56 ที่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก1 ปี ฐานหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งศาลชั้นต้นอ่านให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยไม่คัดค้านเป็นอย่างอื่นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 189/2541 ของศาลชั้นต้น รวมเป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือน ในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 451/2543 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 คดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งในคดีดังกล่าวจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2542 อันเป็นภายหลังวันที่ 9 มิถุนายน 2539 จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 จำเลยจึงเป็นผู้เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลฎีกาจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายไพฑูรย์ ลิ้มอำไพ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2652/2548
#268017
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอรับฟังว่า จำเลยในฐานะกรรมการผู้จัดการของบริษัทที่โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นได้เบียดบังยักยอกเช็คพิพาท โจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านในความผิดฐานยักยอก และอ้างว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาขัดแย้งกันไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยนำเงินของบริษัทไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายและได้นำเงินส่วนที่เหลือมาคืน กรณีจึงเป็นยักยอกทำให้บริษัทและผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายโดยเจตนาทุจริต ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรให้ชัดเจน แม้โจทก์จะมีคำขอในท้ายอุทธรณ์ว่า ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องก็ตาม อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อหานี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของบริษัทเทาซันด์ส สไมลส ทราเวล จำกัด ซึ่งมีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 2 กันยายน 2541 จำเลยโดยเจตนาทุจริตเบียดบังเช็ค 25 ฉบับ เข้าบัญชีของบริษัท เพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บเงินตามเช็คทั้ง 25 ฉบับ รวมเป็นเงิน 5,945,959 บาท ที่ลูกค้าของบริษัทเทาซันด์ส สไมลส ทราเวล จำกัด สั่งจ่ายชำระหนี้ให้บริษัท จำเลยครอบครองเช็ค 25 ฉบับ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของบริษัท มีหน้าที่ต้องนำเช็คทั้ง 25 ฉบับ เข้าบัญชีของบริษัท เพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บเงินตามเช็คทั้ง 25 ฉบับ แล้วนำเงินที่เก็บได้เข้าบัญชีของบริษัท แต่จำเลยกลับเบียดบังนำเช็ค 25 ฉบับ ไปเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยและเบียดบังเอาเงินตามเช็คทั้ง 25 ฉบับไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยหรือบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยได้รับความเสียหาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นเหตุให้เช็คทั้ง 25 ฉบับ ไร้ประโยชน์เพราะไม่สามารถนำมาใช้เรียกเก็บเงินได้อีก จึงเป็นการเอาไปเสีย ทำให้เสียหายไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารโดยประการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 352, 353, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 มาด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมานั้นยังไม่พอรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยในฐานะกรรมการผู้จัดการของบริษัทได้เบียดบังยักยอกเช็คพิพาท 25 ฉบับ เป็นเงิน 5,945,959 บาท ดังโจทก์ฟ้อง โจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในความผิดฐานยักยอกดังกล่าว และอ้างว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาขัดแย้งกันไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยนำเงินของจำเลย (ที่ถูกน่าจะเป็นบริษัท) ไปจ่ายค่าใช้จ่าย และได้นำเงินส่วนที่เหลือมาคืน กรณีจึงเป็นยักยอกทำให้บริษัทและผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายโดยจำเลยกระทำปด้วยเจตนาทุจริต ซึ่งล้วนแต่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานยักยอกเท่านั้น ไม่ได้บรรยายโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในท้ายอุทธรณ์โจทก์ได้บรรยายมาแล้วว่าหากจะฟังตามข้ออ้างของจำเลยย่อมทำให้ระบบการควบคุมหรือระบบมอบหมายให้ดูแลงานแทนเสียไปก็เป็นเพียงการสรุปข้อโต้แย้งคัดค้านของโจทก์ในความผิดฐานยักยอกที่โจทก์กล่าวมาในอุทธรณ์ของโจทก์ข้างต้น ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ไม่ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรให้ชัดเจน แม้โจทก์จะมีคำขอในท้ายอุทธรณ์ว่าขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงเหตุผลว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อหานี้ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงไกร ชัยมงคลตระกูล
จำเลย — นายเลสลี่ ยอรช
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2647/2548
#266457
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากบริษัท น. ผู้ขายในประเทศญี่ปุ่น โดยให้ผู้ขายเรียกเก็บค่าสินค้าจากสาขาหรือตัวแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ตกลงใช้เงินคืนให้แก่โจทก์โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บ เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยที่ 1 ยังมิได้ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย ในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัด ซึ่งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าฐานผิดสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เมื่อเบี้ยปรับในรูปดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 นั้นเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน โดยเมื่อคำนึงถึงทางได้เสียของธนาคารโจทก์อันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรให้ลดลงตามสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 โดยให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ลดลงจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เก็บจากลูกค้าทั่วไป ตามประกาศธนาคารโจทก์โดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ตามความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 โดยปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามประกาศธนาคารโจทก์

ป.พ.พ. มาตรา 728 บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้" บทบัญญัติมาตรา 728 ดังกล่าวหาได้มีลักษณะให้การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการที่ผู้รับจำนองต้องทำเองเฉพาะตัวไม่ เมื่อโจทก์มอบอำนาจให้ อ. มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้แทนโจทก์ และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวไว้ตามใบไปรษณีย์ตอบรับแล้ว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์จึงชอบด้วยบทบัญญัติมาตราดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 728
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกรุงเทพผลิตเหล็ก จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644/2548
#270812
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าโจทก์จะไม่ได้จดทะเบียนการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า DAI แต่โจทก์ก็ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาก่อนจำเลย จำเลยเคยติดต่อค้าขายกับโจทก์จึงทราบดีว่า คำว่า DAI เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แต่จำเลยกลับลอกเลียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนำไปขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยเอง การที่จำเลยมายื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi ของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi ดีกว่าจำเลย แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนดังกล่าวไม่ได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 46 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจบังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ห้ามจำเลยใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า DAi กับห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi ดีกว่าจำเลย ให้จำเลยเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 359555 และเพิกถอนคำคัดค้านลงวันที่ 29 มีนาคม 2542 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับห้ามจำเลยใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi และห้ามเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตโซ่รถจักรยานยนต์และโซ่รถจักรยานสามล้อออกจำหน่าย โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า DAIICHI โดยได้จดทะเบียนและขอต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2528 และวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 ตามลำดับ ส่วนจำเลยเคยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAI เพื่อใช้กับสินค้าโซ่รถจักรยานยนต์และโซ่รถจักรยานเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2528 แต่ต่อมาถูกเพิกถอนการจดทะเบียนเพราะมิได้ยื่นคำขอต่ออายุภายในกำหนดเวลา ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำเลยได้มอบหมายให้นายสมชัย วัฒนากุลชัย ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAI อีก แต่ปรากฏว่าโจทก์โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดมิตรกรรมกร (กรุงเทพ) ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi ไว้เมื่อปี 2540 ในวันที่ 29 มีนาคม 2542 จำเลยจึงยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi ดีกว่าโจทก์ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติยื่น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi ดีกว่าจำเลยหรือไม่ พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า โจทก์ตั้งโรงงานผลิตโซ่รถจักรยานยนต์และโซ่รถจักรยานสามล้อออกจำหน่ายตั้งแต่ประมาณปี 2513 และจำหน่ายแพร่หลายทั่วไป โดยใช้คำว่า DAIICHI และคำว่า DAI เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ควบคู่กันตลอดมา ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2528 โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAIICHI และขอต่ออายุการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 โจทก์โดยนายประชา ลีลาประชากุล เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องหมายการค้าคำว่า DAIICHI และใช้คำว่า DAI จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไปในวงการค้า เมื่อเห็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวบนแผ่นประกบข้อโซ่จะเข้าใจได้ทันทีว่าโซ่ดังกล่าวผลิตจากโรงงานของโจทก์แสดงให้เห็นว่าโจทก์ใช้คำว่า DAI เป็นเครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายกับสินค้าดังกล่าวเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของโจทก์ดังกล่าวนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของบุคคลอื่น ถือได้ว่าโจทก์ใช้คำว่า DAI เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้ว ทั้งฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้นำสืบหักล้างข้อที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า DAIICHI และ DAI ควบคู่กันตลอดมาตั้งแต่โจทก์ตั้งโรงงานผลิตโซ่รถจักรยานยนต์และโซ่จักรยานสามล้อเมื่อประมาณปี 2513 ตามที่โจทก์นำสืบ ส่วนจำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า DAI มาตั้งแต่จำเลยไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวคือ ในปี2528 เมื่อโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า DAI มาตั้งแต่ประมาณปี 2513 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า DAI มาก่อนจำเลย นอกจากนี้ยังได้ความว่า จำเลยเคยเป็นลูกค้าของโจทก์โดยจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดโอวอาหลั่ยพาร์ทเซ็นเตอร์และเป็นกรรมการของบริษัทโอวอะไหล่กรุงเทพ จำกัด ซึ่งเคยซื้อโซ่รถจักรยานยนต์จากโจทก์และตัวแทนโจทก์ จำเลยจึงทราบดีว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า DAI เป็นของโจทก์ และได้ความต่อไปว่าพยานเคยทำงานกับโจทก์ตั้งแต่ปี 2524 ถึงปี 2529 ในขณะทำงานกับโจทก์โจทก์มีตัวแทนจำหน่ายอยู่ 3 ราย มีบริษัทภัทรกิจ จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดโอวอะไหล่พาร์ทเซ็นเตอร์เป็นตัวแทนจำหน่ายด้วย จำเลยเองก็ยอมรับว่า จำเลยเคยสั่งซื้อโซ่รถจักรยานยนต์จากโจทก์โดยสินค้าที่โจทก์ส่งมอบให้นั้นใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า DAIICHI วัตถุประสงค์ในการสั่งซื้อคือนำไปขายปลีกให้กับลูกค้า เนื่องจากขณะนั้นจำเลยยังมิได้ตั้งโรงงานผลิตโซ่รถจักรยานยนต์ออกจำหน่ายจนกระทั่งจำเลยได้ก่อตั้งบริษัท ดี.ไอ.อี. (ประเทศไทย) จำกัด จึงผลิตโซ่รถจักรยานยนต์ออกจำหน่าย เมื่อปรากฏว่าบริษัท ดี.ไอ.ดี. (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนในปี 2525 ดังนี้ แสดงว่า ก่อนปี 2525 จำเลยได้ซื้อโซ่จักรยานยนต์ของโจทก์มาจำหน่ายแล้ว และก่อนปี 2525 จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าโซ่รถจักรยานยนต์จากบริษัทพัทรกิจ จำกัด จำเลยเคยตรวจสอบสินค้าที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์และบริษัทพัทรกิจ จำกัด แล้ว พบว่าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า DAIICHI ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนก่อตั้งบริษัท ดี.ไอ.ดี. (ประเทศไทย) จำกัด ในปี 2525 จำเลยได้สั่งซื้อโซ่รถจักรยานยนต์ของโจทก์ซึ่งมีเครื่องหมายการค้าคำว่า DAIICHI มาจำหน่ายแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโซ่รถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่จำเลยซื้อมามีคำว่า DAI ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตีประทับอยู่บนแผ่นประกบโซ่ จำเลยไม่ได้คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าคำว่า DAI ขึ้นมาเอง แต่จำเลยทราบดีว่าคำว่า DAI เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ การที่จำเลยได้ลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวโดยนำไปขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยกับทั้งยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi ของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi ดีกว่าจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า DAI ดีกว่าจำเลย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุที่จะให้จำเลยเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAI หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า DAI มาก่อนจำเลยและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลย การที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAI จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เพราะหากจำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวและนำไปใช้กำกับสินค้าซึ่งเป็นสินค้าเดียวกันกับสินค้าที่โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้ากำกับมาก่อนแล้ว ย่อมจะทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ กรณีจึงมีเหตุที่จะให้จำเลยเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนคำคัดค้านคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2542 และให้ห้ามจำเลยใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi นั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi ดีกว่าจำเลยแล้ว คำคัดค้านคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงย่อมตกไป กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนคำคัดค้านดังกล่าวอีก และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนดังกล่าวไม่ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่อาจบังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ห้ามจำเลยใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi กับห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้"

พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า DAi ดีกว่าจำเลยให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 359555 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (10) ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด
อุตสาหกรรมไทยรอลเลอร์เชน
จำเลย — นายวิเชียร วัฒนากุลชัย
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2636/2548
#113346
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 เกินกำหนด 5 ปี คดีโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดดังกล่าวย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน โดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539 จนเจ้าพนักงานหลงเชื่อออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดและเป็นคุณกว่า พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มาตรา 8 ซึ่งยกเลิกความในมาตรา 14 และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นความผิดกระทงหนึ่ง ส่วนความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนเพราะบัตรประจำตัวประชาชนเดิมหมดอายุ ซึ่งจำเลยกระทำเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 และความผิดฐานใช้หรือแสดงใบรับคำขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2546 เป็นความผิดตาม มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 14 (3) (ที่แก้ไขใหม่) ตามลำดับ จำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตาม (3) เป็นผู้กระทำความผิดตาม (1) ด้วย จึงให้ลงโทษตาม (3) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 14 วรรคสอง และ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย จึงต้องระวางโทษตามมาตรา 14 วรรคสี่ อีกกระทงหนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาจำคุกจำเลยกระทงนี้เพียง 1 ปี เป็นการลงโทษจำคุกต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมาย คือจำคุก 2 ปี นั้น ไม่ถูกต้อง แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลย ศาลฎีกาจึงมิอาจเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 แต่ให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 14 ป.อ. มาตรา 83, 91, 137, 267, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 267, 268 พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 แต่ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 267 และ พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความและใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 267 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267) กระทงเดียวตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง จำเลยกระทำผิดรวมสองกระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีจำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 137 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539 นั้น ความผิดฐานดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (4) แต่จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 เกินกำหนด 5 ปี คดีโจทก์สำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539 จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน โดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539 ซึ่งเจ้าพนักงานได้ออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้มี พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มาตรา 8 ยกเลิกความในมาตรา 14 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตาม มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ จำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย จึงต้องระวางโทษตาม มาตรา 14 วรรคสี่ ระวางโทษ จำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสามแสนบาท โทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดกระทงหนึ่ง ส่วนการกระทำความผิดของจำเลยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 และวันที่ 6 มีนาคม 2546 ภายหลังจาก พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มีผลบังคับใช้แล้ว และเป็นความผิดตามมาตรา 14 (1) และมาตรา 14 (3) ตามลำดับ จำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตาม (3) เป็นผู้กระทำความผิดตาม (1) ด้วย จึงให้ลงโทษตาม (3) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 14 วรรคสอง และเนื่องจากจำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย จึงต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสามแสนบาท ตามมาตรา 14 วรรคสี่ อีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาจำคุกจำเลยกระทงนี้เพียง 1 ปี และลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือน อันเป็นการลงโทษจำคุกต่ำกว่าอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำนั้น ไม่ถูกต้อง แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลย ศาลฎีกาจึงมิอาจเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 แต่ให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดที่จำเลยกระทำเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539 ให้ยกฟ้องเฉพาะความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 จำเลยคงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 เฉพาะความผิดที่กระทำเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546, มาตรา 267, มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267, 83 พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (เดิม) เฉพาะความผิดที่กระทำเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539, ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (เดิม) กระทงหนึ่ง, มาตรา 14 (1) (ที่แก้ไขใหม่) เฉพาะความผิดที่กระทำเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546, มาตรา 14 (3) (ที่แก้ไขใหม่) เฉพาะความผิดที่กระทำเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2546 เมื่อจำเลยเป็นผู้แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จในการขอเปลี่ยนบัตรตาม (1) และเป็นผู้ใช้หรือแสดงบัตรหรือใบรับอันเกิดจากการกระทำดังกล่าวตาม (3) จึงให้ลงโทษตามมาตรา 14 (3) แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 14 วรรคสอง จำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย จึงต้องระวางโทษตามมาตรา 14 วรรคสี่ อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ม. 8 ม. 14
ป.อ. ม. 95 (4) ม. 137
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นางดวงหรือก้าน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเอกชัย มณีรัตน์โรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัชลิต ละเอียด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2626/2548
#113194
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันสั่งซื้อและรับสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างจากโจทก์ตามสำเนาใบสั่งของชั่วคราว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยทั้งสี่มิได้ร่วมกันสั่งซื้อสินค้าและ รับสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างจากโจทก์ตามสำเนาใบสั่งของชั่วคราวและสำเนา ใบสั่งของชั่วคราวดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เท่ากับว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่รับว่าต้นฉบับสำเนาใบสั่งของชั่วคราว ดังกล่าวอยู่ที่จำเลยทั้งสี่ จึงเป็นกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาโดยประการอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ศาลย่อมมีอำนาจที่จะรับฟังสำเนาเอกสารใบส่งของชั่วคราวแทนต้นฉบับเอกสารดังกล่าวได้ โดยโจทก์ไม่ต้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกต้นฉบับเอกสารก่อน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยา และเป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คนในห้างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด จำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 2 นำชื่อของตนไประคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 แต่แรกเริ่มจัดตั้งห้างจำเลยที่ 1 และได้ร่วมกันกู้เงินธนาคารมาก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันและเป็นทุนดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 มาแต่ต้น จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์เสมือนหนึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1082

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1025 ห้างหุ้นส่วนสามัญคือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด ดังนั้นบุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1054 จึงบัญญัติให้รับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญเสมือนเป็นหุ้นส่วน คือต้องรับผิดโดยไม่มีจำกัดจำนวนหนี้ ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองประเภทคือ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดและพวกไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งมีความผิดไม่เท่ากัน จึงไม่อาจนำมาตรา 1054 มาใช้บังคับกับห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ เพราะไม่อาจกำหนดได้ว่าจะต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนประเภทใด จึงได้บัญญัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อบังคับใช้กับผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไว้โดยเฉพาะในมาตรา 1082 โดยให้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่ยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็น ชื่อห้างรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด

จำเลยที่ 4 ไม่ใช่หุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 แม้จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080 จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1025 ม. 1054 ม. 1077 ม. 1080 ม. 1082
ป.วิ.พ. ม. 93 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดแหลมทองพาณิชย์สุรินทร์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดไพประหยัดปิโตรเลียม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายอัคเดช มัชฌิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2626/2548
#270653
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 93 บัญญัติให้รับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐานแต่ก็มีข้อยกเว้นให้รับฟังสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับได้ ตามอนุมาตรา (1) ถึง (3) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันสั่งซื้อและรับสินค้าประเภทน้ำมันเพลิงและวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างจากโจกท์ตามสำเนาใบส่งของท้ายฟ้อง จำเลยให้การต่อสู้ว่ามิได้ร่วมกันสั่งซื้อและรับสินค้าจากโจทก์ตามสำเนาใบส่งของท้ายฟ้อง และสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เท่ากับว่าจำเลยไม่รับว่าต้นฉบับสำเนาใบส่งของอยู่ที่จำเลย จึงเป็นกรณีที่ไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารโดยประการอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับได้ โดยโจทก์ไม่จำต้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกต้นฉบับเอกสารก่อน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 (นางประไพ) เป็นสามีภริยากันและเป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คน ในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันกู้เงินจากธนาคารมาก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและเป็นทุนดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 มาแต่ต้น พฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 2 นำชื่อของตนไประคนเป็นเชื่อห้างจำเลยที่ 1 แต่แรกเริ่มจัดตั้งห้างจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์เสมือนหนึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1082

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1025 ห้างหุ้นส่วนสามัญคือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด ดังนั้น บุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1054 จึงบัญญัติให้รับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญเสมือนเป็นหุ้นส่วนคือต้องรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนหนี้ ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 คือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองประเภท คือผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดและจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งมีความรับผิดไม่เท่ากันจึงไม่อาจนำเอามาตรา 1054 มาใช้บังคับกับห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ เพราะไม่อาจกำหนดได้ว่าจะต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนประเภทใด จึงได้บัญญัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อบังคับใช้กับผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไว้โดยเฉพาะในมาตรา 1082 โดยให้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่ยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด เมื่อจำเลยที่ 4 (นางประหยัด) ไม่ใช่หุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 แม้จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้าง จำเลยที่ 1 ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 740,772.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 740,772.05 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ทั้งนี้ให้หักชำระดอกเบี้ยจำนวน 16,000 บาท

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ใช้ชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดไพประหยัดปิโตรเลียม โดยมีวัตถุประสงค์จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด จำเลยที่ 4 เป็นมารดาของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า สำเนาใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.12 รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 บัญญัติให้รับฟังต้นฉบับเอกสารเป็นพยานหลักฐาน แต่ก็มีข้อยกเว้นให้รับฟังสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารได้ตามอนุมาตรา (1) ถึง (3) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันสั่งซื้อและรับสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและวัสดุอุปการณ์ในการก่อสร้างจากโจทก์ตามสำเนาใบส่งของเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 หรือเอกสารหมาย จ.12 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยทั้งสี่มิได้ร่วมกันสั่งซื้อและรับสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างจากโจทก์ตามสำเนาใบส่งของชั่วคราว และสำเนาใบส่งของชั่วคราวดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เท่ากับว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่รับว่าต้นฉบับสำเนาใบส่งของชั่วคราวดังกล่าวอยู่ที่จำเลยทั้งสี่ จึงเป็นกรณีไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาโดยประการอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) ศาลย่อมมีอำนาจที่จะรับฟังสำเนาเอกสารใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.12 แทนต้นฉบับเอกสารดังกล่าวได้ โดยโจทก์ไม่ต้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกต้นฉบับเอกสารก่อน... พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการค้าของห้างจำเลยที่ 1 ตามสำเนาใบส่งสินค้าชั่วคราวเอกสารหมาย จ.12 และจำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าว ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.13 ถึง จ.19 การที่จำเลยที่ 3 ยอมให้จำเลยที่ 2 นำชื่อของตนไประคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากัน และเป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คน ในห้างจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันกู้เงินธนาคารมาก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันและเป็นทุนดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 มาแต่ต้น พฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 นำชื่อของตนไประคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 แต่แรกเริ่มจัดตั้งห้างจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องเสมือนหนึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1082 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 สั่งซื้อสินค้าโจทก์และสอดเข้าเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 หรือไม่... ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ใบส่งของเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.27 เป็นใบส่งของของบริษัทน้ำมันพีทีไอ จำกัด และบริษัทพีทีไอ จำกัด เป็นผู้ขาย ทำนองว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ขายน้ำมันเชื้อเพลิงตามฟ้อง และไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยที่ 3 ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จึงไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1080 บัญญัติว่า บทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญข้อใดๆ หากมิได้ยกเว้นหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปโดยบทบัญญัติแห่งหมวด 3 นี้ ท่านให้นำมาใช้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วย จึงนำมาตรา 1054 มาใช้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ จำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมในการตั้งห้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ต้น โดยให้ใช้ที่ดินของจำเลยที่ 4 เป็นสถานที่ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันของห้างจำเลยที่ 1 ให้ใช้ชื่อของจำเลยที่ 4 เป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และจ่าสิบเอกอนุพงศ์ แก้วสมนึก กู้เงินจากธนาคารมาลงทุนก่อสร้างสถานีบริการน้ำมัน และค้ำประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อนำมาลงทุนดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 ร่วมกันค้าขายน้ำมันเชื้อเพลิงและบันทึกการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของห้างจำเลยที่ 1 ในสมุดบัญชี และลงลายมือชื่อรับสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อหลายฉบับเป็นการแสดงตนเป็นหุ้นส่วน จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1025 ห้างหุ้นส่วนสามัญคือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด ดังนั้นบุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1054 จึงบัญญัติให้รับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญเสมือนเป็นหุ้นส่วน คือต้องรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนหนี้ ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองประเภทคือ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดและจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งมีความรับผิดไม่เท่ากัน จึงไม่อาจนำมาตรา 1054 มาใช้บังคับกับห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ เพราะไม่อาจกำหนดได้ว่าจะต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนประเภทใด จึงได้บัญญัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อบังคับใช้กับผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไว้โดยเฉพาะในมาตรา 1082 โดยให้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่ยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเมื่อจำเลยที่ 4 ไม่ใช่หุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 แม้จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตระคนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ 1 ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080 จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1025 ม. 1054 ม. 1077 ม. 1080 ม. 1082
ป.วิ.พ. ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดแหลมทองพาณิชย์สุรินทร์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดไพประหยัดปิโตรเลียม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ