คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7354/2546
#266556
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ โดยจำเลยสามารถนำบัตรเครดิตไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการต่าง ๆ ตลอดจนเบิกเงินสดจากตู้เบิกเงินอัตโนมัติซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย โดยโจทก์จะออกเงินทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากจำเลยในภายหลัง สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี เมื่อจำเลยได้นำบัตรเครดิตไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการหลายครั้ง โจทก์แจ้งยอดรายการใช้จ่ายบัตรเครดิตให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีชำระหนี้จำนวนน้อยซึ่งไม่เพียงพอชำระหนี้ เป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์บอกเลิกสัญญาใช้บัตรเครดิตเมื่อเดือนตุลาคม 2540 อายุความจึงเริ่มนับแต่นั้น โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

การที่จำเลยได้ชำระหนี้จำนวน 500 บาท แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2542 ภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้วก็เป็นเพียงกรณีจำเลยไม่สามารถเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความที่ขาดไปแล้วสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยสละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2546)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 5,292.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี ของต้นเงิน 4,306.09 บาท และหนี้จำนวน 37,808.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,934.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความแล้ว ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 43,101.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้วทำให้จำเลยไม่สามารถเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากโจทก์เท่านั้น หาทำให้อายุความที่ขาดไปแล้วสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่ ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยสละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ โดยจำเลยสามารถนำบัตรเครดิตไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการต่าง ๆ ตลอดจนเบิกเงินสดจากตู้เบิกเงินอัตโนมัติ ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งนี้โจทก์จะออกเงินทดรองแทนไปก่อนแล้วจะเรียกเก็บจากจำเลยในภายหลัง จำเลยได้นำบัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้า ค่าบริการ รวมทั้งได้เบิกถอนเงินสดหลายครั้ง โจทก์ได้แจ้งยอดรายการใช้จ่ายบัตรเครดิตให้จำเลยทราบแล้วแต่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีชำระหนี้แต่จำนวนน้อยซึ่งไม่เพียงพอชำระหนี้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาใช้บัตรเครดิตเมื่อเดือนตุลาคม 2540 ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2542 จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 500 บาท เห็นว่า การให้บริการดังกล่าวของโจทก์ โจทก์ได้เรียกเก็บค่าบริการและค่าธรรมเนียมด้วย โจทก์จึงเป็นผู้รับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่จำเลย และการที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ของจำเลยแทนจำเลยไปก่อน แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลังเป็นการเรียกเอาค่าที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองไป ดังนั้น สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ซึ่งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาใช้บัตรเครดิตเมื่อเดือนตุลาคม 2540 แต่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ และศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้จำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 500 บาท ภายหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว ก็เพียงแต่ทำให้จำเลยเรียกเงินจำนวน 500 บาท ดังกล่าวคืนไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ไม่เป็นการรับสภาพหนี้ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (1) และทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยสละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ ตามมาตรา 193/24 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/28 วรรคหนึ่ง ม. 193/14 (1) ม. 193/24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชาญวุฒิหรือสราวุธ อชะเมตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายจงจิต เพชรจันทร์กัน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7275/2546
#50931
เปิดฉบับเต็ม

เดิม น. และจำเลยได้กู้ยืมเงิน ส. น้องโจทก์จำนวน 150,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงกันให้โจทก์นำเงินกู้ยืมตามฟ้องไปชดใช้หนี้แก่ ส. โดยจำเลยยอมกู้ยืมเงินจากโจทก์และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้จำนวน183,300 บาท แก่โจทก์แม้ในวันที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดิน โจทก์จะไม่ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ที่จำเลยมีต่อ ส. แทนจำเลยไป และจำเลยยอมทำสัญญาจำนองที่ดินแทนถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลยแล้ว การกู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมบริบูรณ์ใช้บังคับระหว่างกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน183,380 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีและจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 11505 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เป็นประกันการชำระหนี้ โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย กำหนดไถ่ถอนคืนภายใน 3 เดือนนับแต่วันทำสัญญา จำเลยได้รับเงินกู้ยืมจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ คิดถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยจำนวน 18,338 บาทโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน201,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 183,380 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์จริงแต่ไม่ได้รับเงินกู้ยืมจากโจทก์ในวันจดทะเบียนจำนองที่ดิน เงินกู้ยืมรายนี้มีการกู้ยืมกันตั้งแต่ปี 2542 และชำระคืนไปบ้างแล้ว คงค้างเพียง 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2544จนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11505 ตำบลหนองหญ้าลาด อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยคู่ความไม่โต้เถียงกันว่าโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาจำนองที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ไว้ต่อกัน แต่ในวันทำสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยจะต้องชำระเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ ข้อนี้คดีได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า เดิมนางนิ๊งหน่องและจำเลยได้กู้ยืมเงินนางสมหมาย จานทอง น้องโจทก์ จำนวน 150,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงกันให้โจทก์นำเงินกู้ยืมตามฟ้องไปชดใช้หนี้แก่นางสมหมายโดยจำเลยยอมกู้ยืมเงินจากโจทก์และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้จำนวน 183,300 บาท ตามสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แก่โจทก์ ซึ่งตามคำให้การของจำเลยก็ยอมรับว่าได้มีการกู้ยืมเงินจากโจทก์และได้มีการทำสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 กับโจทก์จริง จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเพราะหากไม่มีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยข้างต้น และจำเลยยังไม่ได้รับเงินกู้ยืมตามที่อ้าง จำเลยคงไม่ยอมทำสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ไปเกือบหมดแล้ว คงค้างอยู่เพียง 20,000 บาท เท่านั้นทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏหลักฐานการชำระหนี้ดังกล่าวแต่อย่างใด เห็นว่า แม้ในวันที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 โจทก์จะไม่ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ที่จำเลยมีต่อนางสมหมายแทนจำเลยไปและจำเลยยอมทำสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แทนในลักษณะเช่นนี้ กรณีย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลยแล้ว การกู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมบริบูรณ์ใช้บังคับระหว่างกันได้ มิใช่ว่าโจทก์และจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันดังที่จำเลยฎีกาขึ้นมาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 650 ม. 702
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เตือน บุญห่อ
จำเลย — นาย เรียน เวชกามา
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7274/2546
#51061
เปิดฉบับเต็ม

ขณะฟ้องคดีโจทก์ยังมิได้ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์คันที่รับประกันภัยเนื่องจากอู่ยังซ่อมไม่เสร็จ แต่การที่โจทก์นำรถยนต์ไปให้อู่ทำการซ่อมและทางอู่ได้รับทำการซ่อมให้ในราคาที่ตกลงกันไว้นั้น โจทก์ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าซ่อมตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งต่อมาทางอู่ได้ทำการซ่อมรถยนต์จนเสร็จและมอบรถยนต์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเรียบร้อยแล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามจำนวนเงินราคาค่าจ้างที่ได้ตกลงไว้กับอู่ โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าของรถยนต์มาเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์จากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดต่อโจทก์ในฐานะโจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ได้จ่ายเงินจำนวนนั้นไป โจทก์จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ให้อู่ไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากโจทก์ฟ้องแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน กค - 627 ปทุมธานีไว้จากนายอดุลย์ จันทร์อำรุง ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 89 - 8453 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2540 นายอดุลย์ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กค - 627 ปทุมธานี ไปตามถนนสายรังสิต - นครนายก จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 89 - 8453 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างหรือกิจการของจำเลยที่ 2 สวนทางมาแล้วเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของนายอดุลย์เป็นเหตุให้นายอดุลย์ได้รับบาดเจ็บสาหัส นางจินตนา จันทร์อำรุงและเด็กชายดนัย จันทร์อำรุง ซึ่งโดยสารมาด้วยถึงแก่ความตาย โจทก์ได้จัดการซ่อมรถยนต์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เสียค่าซ่อมเป็นเงิน 370,000 บาท และจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถให้แก่นายอดุลย์เป็นเงิน 10,000 บาทและในฐานะทายาทของนางจินตนากับเด็กชายดนัยอีกรายละ 10,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ยังไม่จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ จึงไม่มีอำนาจรับช่วงสิทธิ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2540 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 89 - 8453 กรุงเทพมหานครของจำเลยที่ 2 ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กค - 627 ปทุมธานี ของนายอดุลย์ จันทร์อำรุง ได้รับความเสียหาย นายอดุลย์ได้รับบาดเจ็บสาหัสนางจินตนา จันทร์อำรุง และเด็กชายดนัย จันทร์อำรุง ซึ่งโดยสารมาด้วยถึงแก่ความตายโจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ให้แก่นายอดุลย์ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของนางจินตนากับเด็กชายดนัยรวมเป็นเงิน 30,000 บาท และได้นำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าซ่อมที่อู่โดยจ่ายค่าซ่อมรถยนต์ไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2542 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 2 ตุลาคม 2541 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์จากจำเลยทั้งสามได้หรือไม่เห็นว่า แม้ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ยังมิได้ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์คันที่รับประกันภัยเนื่องจากอู่ยังซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวไม่เสร็จก็ตาม แต่การที่โจทก์นำรถยนต์คันที่รับประกันภัยไปให้อู่ทำการซ่อมและทางอู่ได้รับทำการซ่อมให้ในราคาที่ตกลงกันไว้นั้น โจทก์ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าซ่อมให้แก่อู่ผู้ทำการซ่อมตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งข้อเท็จจริงก็ปรากฏต่อมาว่าทางอู่ได้ทำการซ่อมรถยนต์จนเสร็จและมอบรถยนต์ให้แก่นายอดุลย์ไปเรียบร้อยแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามจำนวนเงินราคาค่าจ้างที่ได้ตกลงไว้กับอู่ผู้ทำการซ่อม โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าของรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยมาเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์จำนวนดังกล่าวจากจำเลยทั้งสามได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง

ส่วนปัญหาว่า จำเลยทั้งสามจะต้องชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่โจทก์เพียงใดนั้น ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ ปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า รถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหายในส่วนหน้าทั้งหมดตามภาพถ่ายหมาย จ.8 โจทก์ได้นำไปซ่อมอู่ยอดการช่างเสียค่าซ่อมเป็นเงินทั้งสิ้น 370,000 บาท โจทก์ได้ชำระค่าซ่อมไปครบถ้วนแล้วตามใบเสร็จรับเงินหมาย จ.15 จำเลยที่ 3 ไม่สืบพยานบุคคลโดยส่งกรมธรรม์เอกสารหมาย ล.1 เห็นว่า เมื่อพิจารณาสภาพรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยตามภาพถ่ายหมาย จ.8 แล้วรถยนต์ถูกชนได้รับความเสียหายมากโดยเฉพาะบริเวณตอนหน้า และได้ความจากนายธวัฒน์ เทียนแก้ว ผู้จัดการอู่ยอดการช่างผู้ซ่อมรถยนต์คันนี้ว่า ทางอู่ตกลงซ่อมโดยคิดค่าแรงและค่าอะไหล่แบบราคาเหมาซ่อมเป็นเงิน 370,000 บาท ในการซ่อมจะต้องตัดส่วนหน้าของรถทิ้ง อะไหล่ที่ใช้ซ่อมมีทั้งของเก่าและของใหม่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอะไหล่มือสองมีส่วนที่ยังคงใช้ของเดิมเช่น แผงหลังเครื่อง คัสซี และเครื่องยนต์ซึ่งมีการเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นที่ได้รับความเสียหาย อู่ได้ซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวเสร็จแล้วและได้รับเงินค่าซ่อมจากโจทก์ครบถ้วนแล้วตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.15ส่วนฝ่ายจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า โจทก์ได้เสียค่าซ่อมรถยนต์ไปเป็นเงิน 370,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่โจทก์ แต่เนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เอกสารหมาย ล.1ที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 3 ข้อ 2.3 ระบุให้จำเลยที่ 3 รับผิดในความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกไม่เกิน 250,000 บาท ต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง จำเลยที่ 3 จึงร่วมรับผิดไม่เกินจำนวนเงินดังกล่าว สำหรับดอกเบี้ยของค่าซ่อมรถยนต์ที่โจทก์ขอมานับแต่วันฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดต่อโจทก์ในฐานะโจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้คิดดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ได้จ่ายเงินจำนวนนั้นไป คดีนี้โจทก์จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ให้อู่ไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมรถยนต์แก่โจทก์อีกจำนวน 370,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในค่าเสียหายดังกล่าวจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 227 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอราวัณประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาย ดำริ ม่วงกล่อม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7274/2546
#112746
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้นำรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยซึ่งประกันภัยไว้กับโจทก์ไปซ่อมแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าว แม้ขณะฟ้องโจทก์จะยังไม่ได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวเนื่องจากอู่ยังซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวไม่เสร็จก็ตาม แต่การที่โจทก์นำรถยนต์คันที่รับประกันภัยไปให้อู่ซ่อมและทางอู่ได้รับทำการซ่อมให้ในราคาที่ตกลงกันไว้นั้น โจทก์ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าซ่อมให้แก่อู่ตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าทางอู่ได้ซ่อมรถยนต์จนเสร็จและมอบรถยนต์ให้แก่เจ้าของรถยนต์ไปเรียบร้อยแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามจำนวนเงินราคาค่าจ้างที่ได้ตกลงไว้กับอู่ผู้ทำการซ่อม โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าของรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยมาเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์จำนวนดังกล่าวจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ยังไม่จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ จึงไม่มีอำนาจรับช่วงสิทธิ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๐ เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๘๙ - ๘๔๕๓ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๓ ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ โดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กค - ๖๒๗ ปทุมธานี ของนายอดุลย์ จันทร์อำรุง ได้รับความเสียหาย นายอดุลย์ได้รับบาดเจ็บสาหัส นางจินตนา จันทร์อำรุง และเด็กชายดนัย จันทร์อำรุง ซึ่งโดยสารมาด้วยถึงแก่ความตาย โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถให้แก่นายอดุลย์ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของนางจินตนากับเด็กชายดนัย รวมเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท และได้นำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าซ่อมที่อู่โดยจ่ายค่าซ่อมรถยนต์ไปเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๑ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์จากจำเลยทั้งสามได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ยังมิได้ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์คันที่รับประกันภัย เนื่องจากอู่ยังซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวไม่เสร็จก็ตาม แต่การที่โจทก์นำรถยนต์คันที่รับประกันภัยไปให้อู่ทำการซ่อมและทางอู่ได้รับทำการซ่อมให้ในราคาที่ตกลงกันไว้นั้น โจทก์ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าซ่อมให้แก่อู่ผู้ทำการซ่อมตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งข้อเท็จจริงก็ปรากฏต่อมาว่าทางอู่ได้ทำการซ่อมรถยนต์จนเสร็จและมอบรถยนต์ให้แก่นายอดุลย์ไปเรียบร้อยแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามจำนวนเงินราคาค่าจ้างที่ได้ตกลงไว้กับอู่ผู้ทำการซ่อม โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าของรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยมาเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์จำนวนดังกล่าวจากจำเลยทั้งสามได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๐ วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมรถยนต์แก่โจทก์อีกจำนวน ๓๗๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในค่าเสียหายดังกล่าวจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายดำริ ม่วงกล่อม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7235/2546
#50930
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงินระดับ 8 มีอำนาจในการตัดค่าจ้างหรือลดค่าจ้างแก่พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของโจทก์ตามระเบียบและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีฐานะเป็นฝ่ายบริหารของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543และเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกและกรรมการของสหภาพแรงงาน ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 51 วรรคสอง และมาตรา 56 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการสื่อสารแห่งประเทศไทย และจำเลยที่ 3 เป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนโจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงิน สังกัดสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 5 จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2544 นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยเลขที่ 2352 และกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย ต่อมาประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีหนังสือขออนุมัติต่อจำเลยที่ 1 ให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยเดินทางไปเข้าร่วมประชุมกับประธานกรรมการการสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อรับทราบนโยบายและการดำเนินงานการขยายโครงการ CDMA ในส่วนภูมิภาคในวันศุกร์ที่ 4 มกราคม 2545 ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 3 การสื่อสารแห่งประเทศไทย หลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่และให้กรรมการที่สังกัดในส่วนภูมิภาคมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยแต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยจำนวน 44 คน ตามรายชื่อที่แนบท้ายเข้าร่วมประชุมดังกล่าว โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติงานให้กับการสื่อสารแห่งประเทศไทยยกเว้นกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย ลำดับที่ 43, 44 และ 47 ซึ่งลำดับที่ 43 ก็คือโจทก์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 ข้อ 8 โดยถือตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ว่า "ฝ่ายบริหาร" ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 หมายถึงผู้ว่าการการสื่อสารแห่งประเทศไทย และลูกจ้างอื่นที่เป็น "ผู้บังคับบัญชา" ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 325 ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าการที่โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงินดังกล่าวนั้น โจทก์ไม่มีอำนาจในการจ้าง การเลิกจ้าง ขึ้นค่าจ้าง ตัดค่าจ้างหรือลดค่าจ้างอย่างเด็ดขาดแต่ประการใด โจทก์ต้องรายงานตามลำดับชั้นจนถึงจำเลยที่ 2 โจทก์จึงมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 ข้อ 8 ไม่ได้ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่สั่งว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน (ตามเอกสารหมายเลข 5) และให้โจทก์กลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ด้วย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งที่ 02348/2544 เรื่อง เลื่อนและแต่งตั้งพนักงาน ซึ่งโจทก์ได้เลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งนายไปรษณีย์ (ระดับ 7) เป็นตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงิน (ระดับ 8) ทำให้โจทก์มีฐานะเป็นฝ่ายบริหารเนื่องจากโจทก์เป็นลูกจ้างที่เป็นผู้บังคับบัญชาตามระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 325 พ.ศ. 2541 และข้อบังคับฉบับที่ 3 พ.ศ. 2520 โดยโจทก์มีอำนาจในการตัดค่าจ้างและลดค่าจ้างแล้วรายงานการดำเนินการทางวินัยผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้ว่าการ จึงมีผลให้โจทก์พ้นจากการเป็นสมาชิกและกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยในทันทีตามข้อบังคับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 ข้อ 8 และ 15 และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 51 ดังนั้น จำเลยที่ 2 มีคำสั่งตามฟ้องของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย เนื่องจากโจทก์ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดของจำเลยที่ 1 เดิมโจทก์ดำรงตำแหน่งนายไปรษณีย์ 7 แผนกพัฒนาบุคลากร สังกัดสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์ เขต 5 จังหวัดเชียงใหม่และโจทก์เป็นสมาชิกกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงินระดับ 8 สังกัดเดิม เห็นว่า ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 325 ว่าด้วยการกำหนดสายงาน กลุ่มงาน ตำแหน่ง ระดับ และคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของพนักงานและลูกจ้างการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2541 ข้อ 5 และเอกสารหมายเลข 1 แนบท้ายได้ระบุให้ตำแหน่งหัวหน้าแผนกระดับ 8 อยู่ในลำดับที่ 1 สายงานบริหารและมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชา และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 3 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การตัดเงินเดือน การลดขั้นเงินเดือน การถอดถอน ระเบียบวินัย การลงโทษและการอุทธรณ์การลงโทษของพนักงานและลูกจ้างตลอดจนการกำหนดจำนวนอัตราตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้างของพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ. 2520 หมวด 7 ในเรื่องโทษผิดวินัยและการลงโทษข้อ 69 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "พนักงานและลูกจ้างผู้ใดกระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ตัดค่าจ้าง หรือลดขั้นเงินเดือน หรือลดค่าจ้างตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือนหรือตัดเงินค่าจ้าง" และแม้ว่าเมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยดังกล่าวผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้ว่าการตามที่กำหนดไว้ในข้อ 73 ก็ตาม ก็เป็นเพียงวิธีปฏิบัติเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงขึ้นไปได้พิจารณาถึงความเหมาะสมของการลงโทษอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น หากผู้บังคับบัญชาชั้นสูงขึ้นไปเห็นว่าผู้บังคับบัญชาชั้นต้นสั่งการลงโทษทางวินัยอย่างเหมาะสมแล้วก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข อำนาจสั่งการลงโทษทางวินัยของผู้บังคับบัญชาชั้นต้นตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว มิใช่เป็นเพียงข้อเสนอแนะต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อพิจารณาลงโทษพนักงานหรือลูกจ้างแต่อย่างใด ฉะนั้น การที่โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกงบประมาณและการเงิน ระดับ 8 จึงเป็นการดำรงตำแหน่งระดับผู้บังคับบัญชามีอำนาจในการตัดค่าจ้างหรือลดค่าจ้างแก่พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของโจทก์ตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 325 พ.ศ. 2541 และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 3 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือนการตัดเงินเดือน และการลดขั้นเงินเดือน การถอดถอน ระเบียบวินัย การลงโทษและการอุทธรณ์การลงโทษของพนักงานและลูกจ้าง ตลอดจนการกำหนดจำนวนอัตราตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้างของพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ. 2520 ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงมีฐานะเป็นฝ่ายบริหารของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 และเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกและกรรมการของสหภาพแรงงาน ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 51 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฝ่ายบริหารเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน" และมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "กรรมการสหภาพแรงงานหรืออนุกรรมการสหภาพแรงงานตามมาตรา 55 ต้องเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานนั้น" คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 51 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ลาภบุญ ผลสมบูรณ์
จำเลย — การสื่อสารแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7213/2546
#266834
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลแรงงานใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างแทนการรับกลับเข้าทำงานในกรณีลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานแล้วจะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายหรือจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างถูกเลิกจ้างจนรับกลับเข้าทำงานอีกไม่ได้เพราะมาตรา 49 ไม่ได้ให้อำนาจไว้ แต่คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาโดยชัดแจ้งว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง และได้รับความเดือดร้อนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายจนถึงวันเกษียณอายุ ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ตั้งประเด็นข้อพิพาทมาโดยตรงว่า จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะจ้างแรงงาน ซึ่งกรณีนี้ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายในกรณีดังกล่าว เมื่อฟังได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้ แม้ว่าโจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยก็ตาม

มาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้าง เพื่อมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้ระบุให้ศาลมีอำนาจนับอายุงานต่อเนื่องได้ แต่ก็มิได้บัญญัติห้ามไว้และการนับอายุงานต่อเนื่องเป็นการรักษาสิทธิของลูกจ้างที่มีอยู่แล้วมิให้เสียไปเพราะการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจให้นับอายุงานต่อเนื่องได้ แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้ คงให้นับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยที่ กบ. 02-1-01/989 ลงวันที่ 26 กันยายน 2543 และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมได้รับค่าจ้างเงินเดือนซึ่งได้รับการเลื่อนขั้นประจำปีตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงาน รวมถึงสิทธิสภาพการจ้างต่าง ๆ หากไม่ยอมรับโจทก์กลับเข้าทำงานให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและทำให้โจทก์กับครอบครัวเดือดร้อน เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายจนเกษียณอายุ 60 ปี รวม 336 เดือน เป็นเงิน 3,667,440 บาท ค่าชดเชย 32,745 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 10,915 บาท เงินตอบแทนความชอบในการทำงานที่ควรได้รับหากอยู่จนเกษียณอายุ 180 วัน เป็นเงิน 65,490 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยของเงินทุกจำนวนที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง?พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยที่ กบ. 02-1-01/989 ลงวันที่ 26 กันยายน 2543 ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมโดยให้ได้รับเงินเดือนค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้ายที่โจทก์ได้รับอยู่ก่อนถูกเลิกจ้าง นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 7 ธันวาคม 2542) จนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงานและนับอายุงานต่อเนื่อง โดยให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ที่จะได้ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเสมือนโจทก์ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจให้นายจ้างรับลูกจ้างนั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้แทน โดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณา" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทคุ้มครองลูกจ้างเพื่อมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม แต่ก็ให้อำนาจศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างแทนการรับกลับเข้าทำงานในกรณีที่ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้เท่านั้น เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานแล้ว จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายหรือจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างถูกเลิกจ้างจนรับกลับเข้าทำงานอีกไม่ได้ เพราะมาตรา 49 ไม่ได้ให้อำนาจไว้ แต่คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาชัดแจ้งว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและทำให้โจทก์กับครอบครัวได้รับความเดือดร้อนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายจนถึงวันเกษียณอายุ ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ตั้งประเด็นข้อพิพาทมาโดยตรงว่า จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงาน กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะจ้างแรงงานซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามมิให้โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายในกรณีดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะจ้างแรงงาน มาตรา 575 บัญญัติให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้โจทก์สามารถทำงานให้จำเลยตลอดมา แต่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยได้เลิกจ้างโจทก์อย่างไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ แม้โจทก์จะไม่ได้ทำงานให้จำเลยก็ตาม จึงชอบที่จะกำหนดค่าเสียหายระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานให้โจทก์ แต่การกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวเป็นเรื่องดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่อาจกระทำได้จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางเป็นผู้กำหนด

สำหรับเรื่องการนับอายุงานต่อเนื่องดังได้กล่าวมาแล้วว่าบทบัญญัติในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างเพื่อมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้างได้ แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้ระบุให้ศาลแรงงานมีอำนาจให้นับอายุงานต่อเนื่องได้ แต่ก็มิได้บัญญัติห้ามไว้ อายุงานเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานบางประการ เป็นต้นว่าสิทธิในการได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 การไม่นับอายุงานต่อเนื่องเป็นการทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิที่จะพึงมีพึงได้อันเนื่องมาจากอายุงาน เป็นการไม่คุ้มครองลูกจ้าง ไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 การให้นับอายุงานต่อเนื่องเป็นเพียงการรักษาสิทธิของลูกจ้างที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสียไปเพราะการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจให้นับอายุงานต่อเนื่องได้ แต่จะให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้ เพราะระหว่างนั้นโจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลย คงนับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับอายุงานใหม่ของโจทก์ติดต่อกับอายุงานที่คำนวณถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันก่อนวันเลิกจ้างเป็นต้นไป กับให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นที่ให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยที่ กบ. 02-1-01/989 ลงวันที่ 26 กันยายน 2543 และที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าเสียหายในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นข้อนี้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 35 ม. 49 ม. 51 ม. 54
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต วงศ์นากลาง
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจารุณี ตันตยาคม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7158/2546
#50929
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายโอนสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเช็คพิพาทให้แก่ ส. แล้ว กอปรกับเช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือซึ่งย่อมโอนให้แก่กันได้ด้วยการส่งมอบ ส. จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และนับเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงเมื่อ ธ. เป็นผู้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย การร้องทุกข์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันใดไม่ปรากฏชัดเดือนมกราคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาตราด ลงวันที่ 20 มกราคม 2540 จำนวนเงิน100,000 บาท และเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาตราด ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 200,000 บาท มอบให้นายธนพล เจียวพงษ์พิพัฒน์ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อรถยนต์อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2540 เวลากลางวัน ผู้เสียหายนำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย" การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือให้ใช้เงินจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น และห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรกจำคุก4 เดือน กระทงสอง จำคุก 9 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 13 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นที่ยุติว่าจำเลยซื้อรถยนต์จากผู้เสียหายโดยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อการชำระหนี้ เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คสั่งจ่ายแก่ผู้ถือและมีการนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร โดยเข้าบัญชีของนายสมชาติเจียวพงษ์พิพัฒน์ ซึ่งเป็นน้องชายของผู้เสียหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้เสียหายเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทในขณะที่มีการนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารหรือไม่กล่าวอีกนัยหนึ่งว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงตามกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่าผู้เสียหายเบิกความ (ตอบคำซักถามพนักงานอัยการโจทก์) ว่าผู้เสียหายนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีของนายสมชาติแทนผู้เสียหายที่ธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เรียกเก็บเงินให้แสดงว่าเป็นการนำไปเรียกเก็บเงินแทนผู้เสียหาย ซึ่งแม้จะเบิกความเช่นนั้นจริง แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความคราวตอบคำถามค้านทนายจำเลย ผู้เสียหายกลับยอมรับว่าตนมีบัญชีเงินฝากส่วนตัวและรับว่าเหตุที่มีการนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีของนายสมชาติ เนื่องจากตน (หมายถึงผู้เสียหาย) มีหนี้กับนายสมชาติกอปรกับนายสมชาติเองก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยเช่นกันว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับผู้เสียหายนำมามอบให้เพื่อเข้าบัญชีของตนเป็นการชำระหนี้ที่พี่ชาย (หมายถึงผู้เสียหาย) เป็นหนี้ตนเมื่อข้อเท็จจริงตามที่ตอบคำถามค้านทนายจำเลยของพยานโจทก์ปากสำคัญทั้งสองเป็นปรปักษ์ต่อตนเอง จึงย่อมมีน้ำหนักในการรับฟังข้อเท็จจริงเชื่อว่าผู้เสียหายได้โอนสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นายสมชาติแล้ว แม้พยานโจทก์มิได้เบิกความโดยชัดแจ้งว่าเป็นหนี้สินใดต่อกันก็ตามกอปรกับเช็คพิพาทเป็นเช็คที่สั่งจ่ายแก่ผู้ถือซึ่งย่อมโอนให้แก่กันได้ด้วยการส่งมอบผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายในขณะที่ธนาคารเจ้าของเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจึงเป็นนายสมชาติ และนับเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นนายธนพลในฐานะผู้เสียหายการร้องทุกข์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นาย อารมณ์ สาคเรศ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7146/2546
#50928
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายทำร้ายจำเลยที่ 2 ก่อน จำเลยที่ 1 เข้าช่วยจำเลยที่ 2 โดยผลักผู้ตายล้มลงแต่ผู้ตายลุกขึ้นมาเตะจำเลยที่ 1 ล้มลง ถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายยังคงมีอยู่ การที่จำเลยที่ 2 จับล็อกมือทั้งสองข้างของผู้ตายไว้ จึงเป็นการป้องกันตนหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายอันใกล้จะถึง จำเลยที่ 1 ใช้ขวดแตกที่จำเลยที่ 1 หยิบฉวยได้ใกล้มือแทงผู้ตายเพียง 1 ครั้ง โดยไม่มีโอกาสเลือก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ขวดสุรา 1 ใบ ตีกับพื้นจนแตกเป็นปากฉลามเป็นอาวุธแทงประทุษร้ายร่างกายนายงวนหรือหงาน เสกแสง 1 ครั้ง โดยมีเจตนาฆ่า ถูกที่บริเวณลำคอด้านหน้าและด้านซ้ายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายอย่างแรง เป็นแผลทะลุเส้นเลือดดำใหญ่เป็นเหตุให้เลือดออกมากและนายงวนหรือหงานถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 จำคุก 15 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งว่าเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2542 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยทั้งสองดื่มสุราอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา นายสง่ากับผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านของจำเลยที่ 2 และร่วมดื่มสุรากับจำเลยทั้งสอง จนเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา ผู้ตายกับจำเลยที่ 2 โต้เถียงกันเรื่องกุญแจรถจักรยานยนต์ ผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ต่อสู้ทำร้ายกันจำเลยที่ 1 เข้าช่วยจำเลยที่ 2 และใช้ขวดแทงผู้ตายที่บริเวณลำคอ 1 ครั้ง เป็นบาดแผลตามรายงานการตรวจของแพทย์เอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายหมาย จ.11 ต่อมาวันที่20 เมษายน 2542 ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายหรือไม่ โจทก์มีนายสง่า เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พูดขอกุญแจรถจักรยานยนต์จากผู้ตายเพื่อไปซื้อสุราและกับแกล้ม ผู้ตายบอกว่ากุญแจรถจักรยานยนต์หาย จำเลยที่ 2 ไม่เชื่อจึงเกิดโต้เถียงชกต่อยกันสักครู่จึงหยุด ต่อมาจำเลยที่ 2 พูดขอกุญแจรถจักรยานยนต์จากผู้ตายอีก ผู้ตายปฏิเสธเช่นเดิม จำเลยที่ 2กับผู้ตายจึงชกต่อยกันอีก แต่นายสง่าเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า เมื่อสุราหมด นายสง่าเป็นผู้ออกไปซื้อสุรา จนเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา นายสง่ากับผู้ตายจะไปงานศพนายเบี้ยว แต่หากุญแจรถจักรยานยนต์ไม่พบ ผู้ตายถามจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองบอกไม่เห็น แต่ผู้ตายไม่เชื่อ จำเลยที่ 2 ถอดเสื้อและกางเกงให้ผู้ตายตรวจดู เห็นว่า นายสง่าเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองตรงกับทางนำสืบและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เชื่อว่าเหตุทำร้ายกันเกิดเพราะผู้ตายหากุญแจรถจักรยานยนต์ไม่พบ โดยผู้ตายเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เอาไปนอกจากนี้หากจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายถามหากุญแจรถจักรยานยนต์จำเลยที่ 2 คงไม่ต้องเป็นฝ่ายถอดเสื้อและกางเกงให้ผู้ตายตรวจดูนายสง่ากับผู้ตายจะไปงานศพ แต่หากุญแจรถจักรยานยนต์ไม่พบผู้ตายจึงโกรธและเป็นฝ่ายทำร้ายจำเลยที่ 2 ก่อน นายสง่าเบิกความว่าผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ต่อสู้กัน และตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่า ผู้ตายล็อกคอและตีเข่าถูกจำเลยที่ 2 หลายครั้ง จนจำเลยที่ 2 ทรุดลงกับพื้น จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ถูกประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2เรียกจำเลยที่ 1 ให้ช่วย จำเลยที่ 1 ผลักผู้ตายล้มลง ผู้ตายลุกขึ้นมาและเตะจำเลยที่ 1 จนล้มลง การที่จำเลยที่ 2 เข้ามาจับมือทั้งสองข้างของผู้ตายล็อกไว้ข้างหลังก็เพื่อให้ตนเองและจำเลยที่ 1 พ้นจากภยันตรายอันเกิดจากผู้ตาย หลังจากจำเลยที่ 1 ใช้ขวดแทงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 กับนายสง่ายังคงนั่งดื่มสุราอยู่ที่เดิม แสดงว่าจำเลยที่ 2 และนายสง่าไม่ทราบว่าผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ใช้ขวดแตกแทง ขวดที่จำเลยที่ 1 ใช้แทงเป็นขวดสุราที่ตกอยู่ตรงที่เกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20.30 นาฬิกา มีแสงไฟเพียงสลัว ๆประกอบกับเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีอาการเมาสุราเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่เห็นว่าที่มือของจำเลยที่ 1 มีขวดแตก จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ขวดแตกแทงผู้ตาย ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 2 เพียงจับล็อกมือทั้งสองข้างของผู้ตายไว้ จึงเป็นการป้องกันตนหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายอันใกล้จะถึงและพอสมควรแก่เหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยที่ 1 เข้าช่วยจำเลยที่ 2 โดยผลักผู้ตายล้มลง แต่ผู้ตายลุกขึ้นมาเตะจนจำเลยที่ 1 ล้มลง ถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายยังคงมีอยู่ อาวุธที่จำเลยที่ 1 ใช้แทงผู้ตายเป็นขวดแตกที่จำเลยที่ 1 หยิบฉวยได้ใกล้มือ จำเลยที่ 1 แทงผู้ตายเพียง 1 ครั้ง โดยไม่มีโอกาสเลือกการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย พิกุล แก้วดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7143/2546
#51060
เปิดฉบับเต็ม

กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของ ส. ผู้ซื้อฝากนับแต่โจทก์กับ ส. ได้ทำสัญญาขายฝาก การที่ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชอบ แต่การที่จำเลยร่วมฟ้องขับไล่โจทก์และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระเงินค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยร่วมครบถ้วนแล้ว ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของโจทก์และเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งแม้จะยังมิได้มีการจดทะเบียน ก็ไม่มีผลให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ เพียงแต่ทำให้ไม่บริบูรณ์ถึงขั้นเป็นทรัพยสิทธิ แต่ระหว่างคู่กรณีย่อมมีผลผูกพันต่อกันในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ ทำให้โจทก์มีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองใช้ยันจำเลยร่วมได้ และมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยร่วมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ด้วย เมื่อโจทก์ได้เข้าทำการปรับปรุงบริเวณที่ดินพิพาทตลอดมา เพื่อจะสร้างอาคารโรงเรียนขึ้นใหม่ในลักษณะแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของ การที่จำเลยเข้าไปปลูกเพิงอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยร่วม

คดีก่อนมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยร่วมจะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ต่างกับคดีนี้ที่โจทก์ตั้งประเด็นในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์ได้มาโดยสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ขอให้ขับไล่จำเลยซึ่งอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาท จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ที่ดินพิพาทแม้จำเลยร่วมมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินอยู่ แต่สิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมยังคงมีผลผูกพันต่อกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ การที่โจทก์ได้ใช้สิทธิดังกล่าวเข้าทำการปรับปรุงที่ดินโดยถางหญ้ากับทำความสะอาดภายในบริเวณที่ดินพิพาทอีกครั้งหนึ่งเพื่อเตรียมก่อสร้างอาคารโรงเรียนขึ้นใหม่เป็นการยืนยันว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนกระทั่งถูกจำเลยซึ่งเป็นบริวารของจำเลยร่วมบุกรุกเข้าไปสร้างโรงเรือนลักษณะเป็นเพิงชั้นเดียวฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 20 และ 194 เนื้อที่ 1 งาน8.5 ตารางวา และ 1 งาน 56 ตารางวา ตามลำดับ ซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมีอาณาเขตติดต่อกันโจทก์ได้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาโดยการเช่าซื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 142/2514ของศาลชั้นต้น โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวครบถ้วนเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2516 แล้ว โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2536 จำเลยนำลูกจ้างและบริวารบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนแบบชั้นเดียวลงในที่ดินของโจทก์บริเวณแนวเขตติดต่อระหว่างที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ซึ่งจำเลยทราบดีว่าเป็นที่ดินของโจทก์ ก่อนจำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกโรงเรือนในที่ดินของโจทก์ โจทก์ถมที่ดินทั้งสองแปลงปรับให้สูงขึ้นเพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้เป็นที่ก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนเอกชนของโจทก์ เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนก่อนจึงทำให้โจทก์ไม่สามารถก่อสร้างอาคารเรียนตามที่ได้เตรียมการ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดรายได้ที่โจทก์พึงได้จากการประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน คิดเป็นเงินไม่น้อยกว่าเดือนละ15,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยเพียงเดือนละ 9,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยบุกรุกจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 12 เดือน คิดเป็นค่าเสียหาย 108,000 บาท โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์กับให้ชดใช้ค่าเสียหายแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนโรงเรือนและขนย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 20 และ 194 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ หากจำเลยไม่รื้อถอนและขนย้ายออกไป ให้โจทก์มีสิทธิดำเนินการได้เอง โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 108,000 บาท แก่โจทก์และค่าเสียหายอีกเดือนละ 9,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของนางมาลี นาทวรทัต โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยการเช่าซื้อนั้นไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์ได้อ้างสิทธิดังกล่าวฟ้องนางมาลีที่ศาลชั้นต้นแล้ว แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด จำเลยได้รับอนุญาตจากนางมาลีให้เข้าปลูกสร้างอาคารเพิงพักเพื่อจะทำการค้าจำเลยกระทำการไปโดยทุจริต เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนชี้สองสถานโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางมาลี นาทวรทัต เข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)(ข) ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า โจทก์อ้างเพียงว่าเป็นผู้เช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังไม่ได้เป็นของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นของจำเลยร่วม ซึ่งจำเลยร่วมได้ครอบครองทำประโยชน์ในฐานะเป็นเจ้าของด้วยความสงบและเปิดเผย ที่โจทก์อ้างว่าเช่าซื้อจากจำเลยร่วมนั้น โจทก์เคยฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสัญญาเช่าซื้อ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ไปแล้ว การอ้างสิทธิในคดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ทั้งค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาเกินความเป็นจริง นอกจากนี้โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 10 ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องตามสัญญาเช่าซื้อ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20 และ 194 ตำบลเมืองเหนืออำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 1 งาน 8.5 ตารางวา และ 1 งาน 56ตารางวา ตามลำดับ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีอาณาเขตติดต่อกัน โจทก์ใช้เป็นที่ปลูกสร้างและประกอบกิจการโรงเรียนสีหบัณฑิตของโจทก์ ต่อมาโจทก์นำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปขายฝากไว้ต่อนายสง่า วัชราภรณ์ ซึ่งเป็นสามีจำเลยร่วมและมิได้ไถ่ถอนภายในกำหนด นายสง่าได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยร่วม และจำเลยร่วมได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันหนี้ของนายสง่าซึ่งมีอยู่ต่อธนาคารดังกล่าว ครั้นปี 2514 จำเลยร่วมได้ฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นคดีหมายเลขดำที่ 142/2514 ต่อศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวได้มีการเจรจาและทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันโดยจำเลยร่วมยินยอมให้โจทก์เช่าซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนในราคา 125,000 บาท กำหนดชำระเป็นงวด งวดละ 5,000 บาท หากชำระเสร็จสิ้นจำเลยร่วมยอมให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีและจำเลยร่วมจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุด ต่อมาโจทก์ได้ชำระราคาให้แก่จำเลยร่วมครบถ้วนเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2516 แต่จำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโดยไม่ไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ ยิ่งไปกว่านั้นธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยังได้ฟ้องบังคับจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ของนายสง่าเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 96/2522 ของศาลชั้นต้น โจทก์ได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์คัดค้านการบังคับคดีดังกล่าวและในระหว่างนั้น นายดนัยฤทธิ์ วัชราภรณ์ บุตรจำเลยร่วมเป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้ ในขณะที่ข้อพิพาทในชั้นบังคับคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้เข้าทำการรื้ออาคารโรงเรียนสีหบัณฑิตของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องย้ายโรงเรียนไปยังที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ครั้นเมื่อข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดสำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5828/2534 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2534 แล้วโจทก์ได้ฟ้องจำเลยร่วมให้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพาทยกฟ้องเพราะเหตุว่าโจทก์ไม่ใช้สิทธิบังคับคดีภายในสิบปี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 525/2532 ของศาลชั้นต้นหลังจากนั้นจำเลยได้เข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนลักษณะเป็นเพิงชั้นเดียวขึ้นในบริเวณระหว่างที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยอ้างว่าได้รับอนุญาตจากจำเลยร่วม โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และขอให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตกเป็นของนายสง่าผู้ซื้อฝากนับแต่โจทก์กับนายสง่าได้ทำสัญญาขายฝากเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ครั้นโจทก์ไม่ใช้สิทธิไถ่ถอนในกำหนดแห่งสัญญาโจทก์ย่อมหมดสิทธิไถ่ การที่นายสง่าจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชอบ แต่เมื่อจำเลยร่วมใช้สิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 142/2514 ปรากฏว่าขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณา จำเลยร่วมกับโจทก์ได้เจรจาตกลงและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้แก่โจทก์กับจำเลยร่วม คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระเงินให้แก่จำเลยร่วมครบถ้วนแล้ว โดยผลแห่งข้อกำหนดตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงย่อมตกเป็นของโจทก์และเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งแม้โจทก์จะฎีกาว่า การได้มาซึ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจปรับข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ถูกต้องตามข้อกฎหมายได้ และผลแห่งนิติกรรมดังกล่าวนี้แม้จะยังมิได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็หามีผลให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ดั่งเช่นนิติกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนหรือให้อสังหาริมทรัพย์ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง มาตรา 519 และมาตรา 525 บัญญัติไว้เป็นพิเศษไม่ เพียงแต่ทำให้ไม่บริบูรณ์ถึงขั้นเป็นทรัพยสิทธิตามที่บัญญัติเป็นหลักไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ระหว่างคู่กรณีย่อมมีผลผูกพันต่อกันในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ ทำให้โจทก์มีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงใช้ยันจำเลยร่วมได้และเมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์คือโฉนดที่ดิน โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยร่วมดำเนินการทางทะเบียนโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้อีกโสดหนึ่งด้วย เพื่อให้ความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์ถึงขั้นบริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิสามารถใช้ยันต่อบุคคลทั่วไปได้ แต่การใช้สิทธิเรียกร้องย่อมอยู่ภายใต้บทบังคับแห่งอายุความตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 บัญญัติไว้ การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องโดยฟ้องจำเลยร่วมให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เสียภายในระยะเวลาสิบปีนับแต่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยร่วมครบถ้วนแล้ว เป็นเหตุให้คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หรือการที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดำเนินการบังคับคดีในคดีหมายเลขดำที่ 142/2514 ของศาลชั้นต้น อันเป็นเหตุให้ในคดีหมายเลขแดงที่ 525/2532 ของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยร่วมให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ก็เพียงแต่ทำให้ความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์ยังไม่บริบูรณ์ถึงขั้นเป็นทรัพยสิทธิเท่านั้น แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมแล้วจำเลยร่วมหามีสิทธิใดในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่จะใช้ยันโจทก์ได้ไม่ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5828/2534 ซึ่งพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ในคดีที่โจทก์ร้องขัดทรัพย์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2534 แล้ว ครั้นปลายเดือนเดียวกันนั้นเอง โจทก์ก็ได้นำครูและนักเรียนเข้าทำการปรับปรุงถางหญ้าและทำความสะอาดภายในบริเวณที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตลอดมาถึงประมาณกลางปี 2536 เพื่อจะสร้างอาคารโรงเรียนสีหบัณฑิตขึ้นใหม่ในลักษณะแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ดังปรากฏจากคำเบิกความของนางนิตยา เอี่ยมถือสัตย์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นครูของโรงเรียนดังกล่าวตั้งแต่ปี 2520 จนถึงปัจจุบัน ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.3 ภาพที่ 4 ถึงที่ 6 และจำเลยร่วมซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานก็ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายความโจทก์ในลักษณะทำนองยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวดังนี้ การที่จำเลยเข้าไปปลูกเพิงอยู่ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีอยู่เหนือที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและใช้ยันจำเลยร่วมได้ดังวินิจฉัยมาแล้ว ถือได้ว่าจำเลยเป็นบริวารของจำเลยร่วม ดังนี้ โดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยร่วมและคดีนี้หาได้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 525/2532 ของศาลชั้นต้น ตามที่จำเลยร่วมให้การต่อสู้ไว้และศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ไม่ เพราะคดีดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยร่วมจะต้องดำเนินการทางทะเบียนโดยจดทะเบียนสิทธิที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์หรือไม่เท่านั้น ต่างกับคดีนี้ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องตั้งประเด็นในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่โจทก์ได้มาโดยสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ขอให้ขับไล่จำเลยซึ่งอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 4 ที่เหลือว่าคดีขาดอายุความหรือไม่และโจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไปและเห็นว่า สำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้แม้จำเลยร่วมยังคงมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินอยู่ก็ตาม แต่สิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมยังคงมีผลผูกพันต่อกันในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏดังวินิจฉัยมาแล้วว่าเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5828/2534 โจทก์ได้ใช้สิทธินำครูและนักเรียนเข้าทำการปรับปรุงที่ดินโดยถางหญ้ากับทำความสะอาดภายในบริเวณที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอีกครั้งหนึ่งเพื่อเตรียมก่อสร้างอาคารโรงเรียนสีหบัณฑิตขึ้นใหม่บนที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จนกระทั่งถูกจำเลยซึ่งเป็นบริวารของจำเลยร่วมบุกรุกเข้าไปสร้างโรงเรือนลักษณะเป็นเพิงชั้นเดียว อันเป็นการยืนยันว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมจึงไม่ขาดอายุความ จำเลยและจำเลยร่วมต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งมีเนื้อที่รวมกัน 2 งาน 64.5 ตารางวาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษบริเวณสี่แยก ถนนเทพาตัดกับถนนปลัดมณฑลตามที่คู่ความนำสืบรับกันและที่ปรากฏจากภาพถ่ายหมาย จ.3 ทั้ง 6 ภาพแล้ว เห็นได้ว่าเป็นที่ดินอยู่ในย่านที่เจริญ แต่ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเดือนละ 9,000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่าสูงเกินไปสำหรับที่ดินในต่างจังหวัดเช่นนี้ เห็นสมควรกำหนดให้เดือนละ 6,000 บาท โดยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา 12 เดือน เป็นเงิน 72,000 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมกับบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20 และ 194 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันรื้อถอนโรงเรือนที่ปลูกสร้างออกไป และให้จำเลยกับจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 72,000 บาท และอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและจำเลยร่วมกับบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/9 ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 148 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย แก้ว สีหบัณฑ์
จำเลย — นาย นพดล จันทร์พวง
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาง มาลี นาทวรทัต
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7143/2546
#112886
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกับโจทก์ ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ยอมทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนจากจำเลยร่วม หากโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อเสร็จสิ้น จำเลยร่วมยอมให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันที และจำเลยร่วมจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุด โจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแก่จำเลยร่วมครบถ้วนเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2536 คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โดยผลแห่งข้อกำหนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงย่อมตกเป็นของโจทก์ และเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1229 วรรคหนึ่ง ผลแห่งนิติกรรมดังกล่าวนี้แม้จะยังไม่ได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็หามีผลทำให้นิติกรรม ตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ดังเช่นนิติกรรมซื้อขาย แลกเปลี่ยนหรือให้อสังหาริมทรัพย์ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง มาตรา 519 และมาตรา 525 บัญญัติไว้เป็นพิเศษไม่ เพียงแต่ทำให้ไม่บริบูรณ์ถึงขั้นเป็นทรัพยสิทธิเท่านั้น แต่ระหว่างคู่กรณีย่อมมีผลผูกพันต่อกันในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ ทำให้โจทก์มีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงใช้ยันจำเลยร่วมได้

ส่วนการที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยร่วมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเสียภายในสิบปีตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/30 หรือไม่ใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังเช่นการบังคับคดีภายในสิบปี อันเป็นเหตุให้คดีหมายเลขแดงที่ 525/2532 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ฟ้องจำเลยร่วมให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ก็เป็นเพียงทำให้ความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทของโจทก์ยังไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิเท่านั้น แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมแล้ว จำเลยร่วมหามีสิทธิใดในที่ดินพิพาทที่จะใช้ยันโจทก์ได้ไม่ เมื่อได้ความว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5828/2534 ซึ่งพิพากษาให้เพิกถอนการขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในคดีที่โจทก์ร้องขัดทรัพย์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2534 แล้ว โจทก์ได้นำครูและนักเรียนเข้าปรับปรุงถางหญ้าในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตลอดมาเพื่อสร้างอาคารเรียนในลักษณะแสดงความเป็นเจ้าของโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ดังนี้การที่จำเลยเข้าไปปลูกเพิงในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา)

คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 525/2532 ของศาลชั้นต้น เพราะคดีดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยร่วมจะต้องดำเนินการจดทะเบียนสิทธิที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์หรือไม่เท่านั้น ต่างกับคดีนี้ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องตั้งประเด็นในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่โจทก์ได้มาโดยสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมขอให้ขับไล่จำเลยซึ่งอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง

ส่วนในปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น แม้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงยังมีชื่อจำเลยร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็ตาม แต่สิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมยังคงมีผลผูกพันต่อกันในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ เมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อเตรียมก่อสร้างอาคารเรียนขึ้นใหม่บนที่ดินพิพาท จนกระทั่งถูกจำเลยซึ่งเป็นบริวารของจำเลยร่วมบุกรุกเข้าไปก่อสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2536 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 คดีโจทก์ในส่วนนี้เกี่ยวกับจำเลยร่วมจึงไม่ขาดอายุความ

(ประชุมใหญ่)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐ และ ๑๙๔ มีอาณาเขตติดต่อกัน โจทก์ได้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาโดยการเช่าซื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๒/๒๕๑๔ ของศาลชั้นต้น โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๖ แล้วครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๓๖ จำเลยนำลูกจ้างและบริวารบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์กับให้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนโรงเรือนและขนย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่รื้อถอนและขนย้ายออกไป ให้โจทก์มีสิทธิดำเนินการได้เอง โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ๑๘๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์และค่าเสียหายอีกเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่ใช่ของโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยการเช่าซื้อนั้นไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์ได้อ้างสิทธิดังกล่าวฟ้องนางมาลีที่ศาลชั้นต้นแล้ว แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด จำเลยกระทำการไปโดยสุจริต เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางมาลีเข้าเป็นจำเลยร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) (ข) ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า โจทก์อ้างเพียงว่าเป็นผู้เช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังไม่ได้เป็นของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์อ้างว่าเช่าซื้อจากจำเลยร่วมนั้น โจทก์เคยฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสัญญาเช่าซื้อ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ไปแล้ว การอ้างสิทธิในคดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำ นอกจากนี้โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า ๑๐ ปี นับแต่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องตามสัญญาเช่าซื้อ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐ และ ๑๙๔ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง มีอาณาเขตติดต่อกัน โจทก์ใช้เป็นที่ปลูกสร้างและประกอบกิจการโรงเรียน ต่อมาโจทก์นำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปขายฝากไว้ต่อนายสง่าสามีจำเลยร่วมและมิได้ไถ่ถอนภายในกำหนด นายสง่าได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยร่วม และจำเลยร่วมได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่ธนาคาร ครั้นปี ๒๕๑๔ จำเลยร่วมได้ฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๒/๒๕๑๔ ต่อศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวได้มีการเจรจาและทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันโดยจำเลยร่วมยินยอมให้โจทก์เช่าซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืน หากชำระเสร็จสิ้นจำเลยร่วมยอมให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีและจำเลยร่วมจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุด ต่อมาโจทก์ได้ชำระราคาให้แก่จำเลยร่วมครบถ้วนเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๖ แต่จำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโดยไม่ไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยร่วมใช้สิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๒/๒๕๑๔ ปรากฏว่าขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณา จำเลยร่วมกับโจทก์ได้เจรจาตกลงและทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกัน โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้แก่โจทก์กับจำเลยร่วม คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระเงินให้แก่จำเลยร่วมครบถ้วนแล้ว โดยผลแห่งข้อกำหนดตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ย่อมตกเป็นของโจทก์และเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะฎีกาว่าการได้มาซึ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจปรับข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ถูกต้องตามข้อกฎหมายได้ และผลแห่งนิติกรรมดังกล่าวนี้แม้จะยังมิได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็หามีผลให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ดั่งเช่นนิติกรรมซื้อขาย แลกเปลี่ยนหรือให้อสังหาริมทรัพย์ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง มาตรา ๕๑๙ และมาตรา ๕๒๕ บัญญัติไว้เป็นพิเศษไม่ เพียงแต่ทำให้ไม่บริบูรณ์ถึงขั้นเป็นทรัพยสิทธิตามที่บัญญัติเป็นหลักไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ระหว่างคู่กรณีย่อมมีผลผูกพันต่อกันในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ ทำให้โจทก์มีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงใช้ยันจำเลยร่วมได้ โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยร่วมดำเนินการทางทะเบียนโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องโดยฟ้องจำเลยร่วมให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เสียภายในระยะเวลาสิบปีนับแต่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยร่วมครบถ้วนแล้ว เป็นเหตุให้คดีขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๐ หรือการที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดำเนินการบังคับคดีในคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๒/๒๕๑๔ ของศาลชั้นต้น อันเป็นเหตุให้ในคดีหมายเลขแดงที่ ๕๒๕/๒๕๓๒ ของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยร่วมให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ก็เพียงแต่ทำให้ความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์ยังไม่บริบูรณ์ถึงขั้นเป็นทรัพยสิทธิเท่านั้น แต่ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมแล้วจำเลยร่วมหามีสิทธิใดในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่จะใช้ยันโจทก์ได้ไม่ เมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๒๘/๒๕๓๔ ซึ่งพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในคดีที่โจทก์ร้องขัดทรัพย์เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ แล้ว โจทก์ก็ได้นำครูและนักเรียนเข้าทำการปรับปรุงถางหญ้าและทำความสะอาดภายในบริเวณที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตลอดมาเพื่อจะสร้างอาคารโรงเรียนสีหบัญฑิตขึ้นใหม่ในลักษณะแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ดังนี้ การที่จำเลยเข้าไปปลูกเพิงอยู่ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วม จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีอยู่เหนือที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและใช้ยันจำเลยร่วมได้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นบริวารของจำเลยร่วม ดังนี้ โดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยร่วมและคดีนี้หาได้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๕๒๕/๒๕๓๒ ของศาลชั้นต้น ตามที่จำเลยร่วมให้การต่อสู้ไว้ เพราะคดีดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยร่วมจะต้องดำเนินการทางทะเบียนโดยจดทะเบียนสิทธิที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์หรือไม่เท่านั้น ต่างกับคดีนี้ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องตั้งประเด็นในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่โจทก์ได้มาโดยสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ขอให้ขับไล่จำเลยซึ่งอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนในปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า สำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนี้แม้จำเลยร่วมยังคงมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินอยู่ก็ตาม แต่สิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมยังคงมีผลผูกพันต่อกันในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๒๘/๒๕๓๔ โจทก์ได้ใช้สิทธินำครูและนักเรียนเข้าทำการปรับปรุงที่ดินโดยถางหญ้ากับทำความสะอาดภายในบริเวณที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอีกครั้งหนึ่งเพื่อเตรียมก่อสร้างอาคารโรงเรียนสีหบัณฑิตขึ้นใหม่บนที่ดินพิาพททั้งสองแปลง จนกระทั่งถูกจำเลยซึ่งเป็นบริวารของจำเลยร่วมบุกรุกเข้าไปสร้างโรงเรือนลักษณะเป็นเพิงชั้นเดียว อันเป็นการยืนยันว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมจึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมกับบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐ และ ๑๙๔ ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันรื้อถอนโรงเรือนที่ปลูกสร้างออกไป และให้จำเลยกับจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน ๗๒,๐๐๐ บาท และอีกเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและจำเลยร่วมกับบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1299 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแก้ว สีหบัณฑ์
จำเลย — นายนพดล จันทร์พวง
จำเลยร่วม — นางมาลี นาทวรทัต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายจรูญ นาคเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7117/2546
#112928
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม ป. ได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ป. ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นแจ้งให้หมายโจทก์ทราบเพื่อหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะแล้ว ไม่ปรากฏว่าทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกของโจทก์ยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน และจำเลยก็มิได้มีคำขอให้ศาลมีหมายเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ ป. ถึงแก่กรรม กรณีจำต้องจำหน่ายคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยเพิกถอนบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยกับนางสุพรรณและให้ไปดำเนินการร่วมกับโจทก์ยื่นคำร้องเพื่อขอจดทะเบียบแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๙๘๐ ให้แก่โจทก์กับจำเลยคนละส่วนเท่า ๆ กัน กับให้จำเลยร่วมนำชี้แนวเขตที่ดินให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งแยก หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ถ้าจำเลยไม่สามารถตกลงแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ขอให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้ทั้งหมดแบ่งเป็นส่วนให้เท่า ๆ กัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกนางสุพรรณเข้าเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายประยูรทายาทผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณา นายประยูรผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ถึงแก่กรรมโดยไม่มีบุคคลใดมีคำขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่นายประยูรถึงแก่กรรม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ทนายจำเลยยื่นคำแถลงลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๗ ต่อศาลชั้นต้นว่า นายประยูรผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๖ ปรากฏตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนตายแนบท้ายคำแถลง ศาลชั้นต้นแจ้งให้ทนายโจทก์ทราบเพื่อหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะแล้ว ไม่ปรากฏว่าทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกของโจทก์ยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน และจำเลยก็มิได้มีคำขอให้ศาลมีหมายเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ภายในเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่นายประยูรถึงแก่กรรม กรณีจึงต้องจำหน่ายคดี

ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวผม โพธิ์ขาว โดยนายประยูร โพธิ์ขาว ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสม โพธิ์ขาว
จำเลยร่วม — นางสุพรรณ นัยนิตย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7105/2546
#51043
เปิดฉบับเต็ม

ตามปกติของการซื้อขายปุ๋ยของจำเลยที่ 1 เมื่อมีผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามาขอรับปุ๋ยจำเลยที่ 1 จะส่งมอบปุ๋ยให้โดยมิต้องตรวจสอบว่าผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามาขอรับปุ๋ยเป็นใคร มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ทั้งด้านหลังของใบสั่งจ่ายสินค้ามีข้อความคำเตือน 3 ข้อ โดยข้อหนึ่งระบุว่าต้องให้ผู้โอนลงลายมือชื่อรับรองและด้านล่างมีช่องให้ผู้โอนลงลายมือชื่อด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และลูกค้าที่มาซื้อปุ๋ยมีข้อตกลงโดยปริยายแต่ต้นว่าผู้ซื้อสามารถโอนขายใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่บุคคลใดก็ได้ และจำเลยที่ 1 จะมอบปุ๋ยแก่ผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามาแสดง ใบสั่งจ่ายสินค้าจึงเป็นเอกสารที่อาศัยความไว้วางใจกันในประเพณีในวงการค้าขายปุ๋ยว่า จำเลยที่ 1 สัญญาจะส่งมอบปุ๋ยแก่ผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามารับปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 ดังนั้นโจทก์ในฐานะผู้ครอบครองตั๋วปุ๋ยหรือใบสั่งจ่ายสินค้าซึ่งซื้อปุ๋ยจากจำเลยที่ 2 จึงสามารถนำไปรับหรือเบิกปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 จะยกเหตุส่วนตัวระหว่างร้าน อ. กับจำเลยที่ 2 มาปฏิเสธไม่ส่งมอบปุ๋ยแก่โจทก์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้จำหน่ายปุ๋ยใช้เครื่องหมายตราเกษตร โจทก์มีอาชีพขายสินค้าทุกประเภทในทางเกษตรกรรม โจทก์ซื้อหรือรับโอนสิทธิในสินค้าปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 จากนายรุ่งโรจน์ ชูกิตติวิบูลย์ หรือ "เอก อำนวยยศ" จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นปุ๋ยของจำเลยที่ 1 ที่ได้จำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นหรือแก่จำเลยที่ 2 และได้ออกใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 หรือแก่ผู้รับสินค้าในนามว่า "เอกอำนวยยศ" โจทก์ได้ชำระค่าปุ๋ยให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วน จำเลยที่ 2 ได้โอนสิทธิในใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์รับไปหรือเข้าครอบครองใบสั่งจ่ายสินค้าเพื่อจำหน่ายต่อไปยังบุคคลอื่น ๆ หรือผู้ซื้อคนอื่นเพื่อนำใบสั่งจ่ายสินค้าไปรับสินค้าจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ออกใบสั่งจ่ายสินค้าได้ โจทก์ซื้อปุ๋ยจำนวน 15 ตัน ราคา 75,000 บาท เมื่อโจทก์ติดต่อขอรับสินค้าปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ปฏิเสธอ้างว่าลูกค้าที่สั่งซื้อไม่ชำระเงินค่าปุ๋ยแก่จำเลยที่ 1 และลูกค้าขอให้ระงับการจ่ายปุ๋ยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบปุ๋ย สูตร 16-20-0 ตราเกษตร จำนวน 15 ตัน แก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบหรือส่งมอบไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบปุ๋ยหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยรู้จักหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในการซื้อขายปุ๋ยตามที่โจทก์กล่าวอ้างจำเลยที่ 1 จำหน่ายให้แก่ร้านอำนวยการเกษตร ร้านอำนวยการเกษตรได้ให้จำเลยที่ 1 ออกใบรับสินค้าปุ๋ยในนาม "เอก อำนวยยศ" ซึ่งจะสามารถรับปุ๋ยได้ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้เสียก่อน จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับเงินค่าปุ๋ยจากโจทก์ ร้านอำนวยการเกษตร มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ระงับการจ่ายปุ๋ยอ้างว่าผู้ซื้อยังไม่ชำระค่าปุ๋ย ในขณะเดียวกันร้านอำนวยการเกษตรก็ไม่ชำระค่าปุ๋ยให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จำหน่ายปุ๋ยให้ลูกค้าในราคาตันละ 4,250 บาท จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักหรือติดต่อซื้อขายปุ๋ยกับจำเลยที่ 1 รวมทั้งไม่เคยโอนสิทธิในการซื้อปุ๋ยหรือรับเงินจากโจทก์ ใบสั่งจ่ายสินค้าเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ออกให้ร้านอำนวยการเกษตร จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ โจทก์เป็นผู้กำหนดราคาปุ๋ยตันละ 5,000 บาท ซึ่งมิใช่ราคาขณะซื้อขายกัน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ประสงค์เข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์รับโอนสิทธิในการซื้อสินค้าปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 ซึ่งเป็นสินค้าปุ๋ยพิพาทตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 หรือสำเนาเอกสารหมาย ล.6 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวแก่ร้านอำนวยการเกษตรซึ่งใช้ชื่อในการติดต่อกับจำเลยที่ 1 ว่า "เอก อำนวยยศ" ร้านอำนวยการเกษตรขายใบสั่งจ่ายสินค้าปุ๋ยพิพาทดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ชำระราคาโดยสั่งจ่ายเช็คให้แก่ร้านอำนวยการเกษตรแล้วโอนขายใบสั่งจ่ายสินค้าปุ๋ยพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ชำระราคาแก่จำเลยที่ 2 แล้ว แต่เช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายให้แก่ร้านอำนวยการเกษตรเรียกเก็บเงินไม่ได้ร้านอำนวยการเกษตรจึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ระงับการส่งมอบสินค้าปุ๋ยพิพาทและมิได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ยอมส่งมอบปุ๋ยแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้ครอบครองใบสั่งจ่ายสินค้าตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 โดยได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ออกใบสั่งจ่ายสินค้านั้นส่งมอบสินค้าตามใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ใบสั่งจ่ายสินค้าตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 เป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 นำสืบยอมรับว่า ตามปกติของการซื้อขายปุ๋ย เมื่อมีผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้าเช่นเดียวกับเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 มาขอรับปุ๋ย จำเลยที่ 1 จะส่งมอบปุ๋ยให้โดยมิต้องตรวจสอบว่าผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้าขอรับปุ๋ยเป็นใคร มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 อย่างไรหรือไม่ ทั้งด้านหลังของใบสั่งจ่ายสินค้ามีข้อความ "คำเตือน" 3 ข้อ คือ "1. เพื่อป้องกันการปลอมแปลงใบสั่งจ่ายสินค้านี้ ควรรับโอนจากผู้ที่เชื่อถือได้ หรือผู้เคยค้าประจำเท่านั้น และต้องให้ผู้โอนลงลายมือชื่อรับรองพร้อมทั้งประทับตรา (ถ้ามี) 2. บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในความเสียหาย อันอาจจะเกิดขึ้นระหว่างผู้โอนและผู้รับโอนไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น 3. บริษัทฯ จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีกับผู้ปลอมแปลงใบสั่งจ่ายสินค้านี้ หรือทำให้บริษัทฯ เกิดการเสียหาย" และด้านล่างมีช่องให้ผู้โอนลงลายมือชื่อด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และลูกค้าที่มาซื้อปุ๋ยมีข้อตกลงโดยปริยายแต่ต้นว่าผู้ซื้อสามารถโอนขายใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่บุคคลใดก็ได้ และจำเลยที่ 1 จะมอบปุ๋ยแก่ผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามาแสดง จึงได้มีคำเตือนผู้รับโอนให้ระมัดระวังในเรื่องใบสั่งจ่ายสินค้าปลอมเท่านั้น ใบสั่งจ่ายสินค้าตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 จึงเป็นเอกสารที่อาศัยความไว้วางใจกันในประเพณีในวงการค้าขายปุ๋ยว่า จำเลยที่ 1 สัญญาจะส่งมอบปุ๋ยแก่ผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามารับปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 ดังนั้นโจทก์ในฐานะผู้ครอบครองตั๋วปุ๋ยหรือใบสั่งจ่ายสินค้าตามเอกสารหมาย จ.8 ถึงจ.10 จึงสามารถนำไปรับหรือเบิกปุ๋ยจากจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 จะยกเหตุส่วนตัวระหว่างร้านเอกอำนวยการเกษตร หรือที่ใช้ชื่อในทางการค้าว่า "เอก อำนวยยศ" กับจำเลยที่ 2 มาปฏิเสธไม่ส่งมอบปุ๋ยแก่โจทก์ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 มีสัญญาที่จะต้องส่งมอบปุ๋ยแก่ผู้นำใบสั่งจ่ายสินค้ามาเบิกปุ๋ยแก่ตนตั้งแต่ต้นแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เห็นว่า ในเรื่องนี้มิได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์จึงคิดได้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดเท่านั้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบปุ๋ยตามใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 แก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบหรือส่งมอบไม่ได้ก็ให้ใช้ราคา 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบปุ๋ยหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มงคล ทองบัวศิริไล
จำเลย — บริษัท เอ็น.พี.เค.เคมีเกษตร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7104/2546
#51059
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของย่อมมีสิทธิต่าง ๆ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 บัญญัติไว้ และกรรมสิทธิ์ของโจทก์จะสิ้นสุดลงได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือโดยโจทก์ทำนิติกรรมใด ๆ ให้มีผลเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไป โจทก์มิได้ทำนิติกรรมให้มีผลเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 4 หรือจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 4 ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างอาคารกับจำเลยที่ 1 โดยยอมให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำเลยที่ 4 ได้ทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำไปไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างตกเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 4 แล้ว ก็คงมีผลเฉพาะทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 จะยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงงานจากจำเลยที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้มอบหมายหาได้ไม่ทั้งสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ย่อมมีผลผูกพันก่อให้เกิดบุคคลสิทธิหรือสิทธิเหนือบุคคลเฉพาะจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคู่สัญญา ดังนั้น หากจำเลยที่ 4ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิบังคับตามสัญญาได้เฉพาะแก่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น แต่จะให้มีผลกระทบกระทั่งแก่สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่โจทก์

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ห้ามและขัดขวางมิให้โจทก์เข้ารื้อถอนเอาทรัพย์สินของโจทก์กลับคืนเป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1ซึ่งกระทำไปโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้กระทำเช่นนั้นได้ เป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จึงต้องคืนทรัพย์สินให้แก่โจทก์หรือใช้ราคาและค่าเสียหายอื่น ๆ ด้วย และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ด้วยทั้งนี้ ตามมาตรา 1167 ประกอบด้วยมาตรา 427

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการเดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คอมเพล็กซ์(DIC) ซึ่งจะทำการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมทาวเวอร์ สูง 32 ชั้น บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4628 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัทอัลไลด์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ดีเวลลอพเมนท์ จำกัด ก่อสร้างพื้นฐานรากใต้ดินและพื้นชั้นที่ 1 ของอาคาร บริษัทอัลไลด์ฯ ได้ว่าจ้างช่วงจำเลยที่ 4 ซึ่งมีจำเลยที่ 5 เป็นกรรมการโดยจำเลยที่ 1 ยินยอม ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2538 จำเลยที่ 4 ได้ว่าจ้างโจทก์ทำงานระบบป้องกันดินพัง ขุดดิน สำหรับการก่อสร้างพื้นฐานรากใต้ดินโดยโจทก์มีหน้าที่จัดหาวัสดุ เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำงานรับจ้างตามสัญญา ขอบเขตการทำงานคือ การตอกแผ่นเหล็กเข็มพืด (SHEETPILE)กันดินพังและเสาเหล็กชั่วคราวลงในดิน ค้ำยันแผ่นเหล็ก ขุดดิน ถมทราบก่อนถอนแผ่นเหล็ก การรื้อถอนค้ำยันและแผ่นเหล็กพร้อมทั้งขนย้ายออกจากหน่วยงาน ต่อจากนั้นโจทก์ก็เข้าดำเนินงานโดยได้จัดหาและนำวัสดุอุปกรณ์เข้าไปใช้ดำเนินงานในบริเวณสถานที่ก่อสร้างหลายรายการด้วยกันและได้รื้อถอนกลับคืนมาแล้วบางส่วน คงเหลือวัสดุอุปกรณ์อยู่ในโครงการก่อสร้าง คือ เหล็กบีมสำหรับค้ำยันและรองรับเครื่องจักรในระหว่างการทำงานขนาดกว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร น้ำหนัก 320 ตันราคาตันละ 10,000 บาท เป็นเงิน 3,200,000 บาท แผ่นเหล็กปูพื้นขนาดกว้าง 1.50เมตร ยาว 6 เมตร จำนวน 6 แผ่น ราคาแผ่นละ 15,000 บาท เป็นเงิน 90,000 บาทแผ่นเหล็กสะพาน ขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 6 เมตร จำนวน 70 ชุด ราคาชุดละ26,000 บาท เป็นเงิน 1,820,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,110,000 บาท นอกจากนี้ยังมีวัสดุอุปกรณ์ที่โจทก์ได้เช่ามาจากบริษัทไทยยนต์แทรกเตอร์ จำกัด ซึ่งประกอบด้วยแผ่นเหล็กเข็มพืดความยาว 14 เมตร จำนวน 184 แผ่น น้ำหนักแผ่นละ 840 กิโลกรัม และแผ่นเหล็กเข็มพืดความยาว 16 เมตร จำนวน 273 แผ่น น้ำหนักแผ่นละ 960 กิโลกรัมราคากิโลกรัมละ 14.50 บาท รวมเป็นราคาแผ่นเหล็กเข็มพืด 6,041,280 บาท ต้องชำระค่าเช่าวันละ 9,140 บาท รวมวัสดุอุปกรณ์ที่ยังอยู่ในหน่วยงานก่อสร้างในความควบคุมดูแลของจำเลยทั้งห้าคิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 11,151,280 บาท ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2538 จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 5 ได้แจ้งให้โจทก์ไปรื้อถอนแผ่นเหล็กเข็มพืดเสาเหล็กค้ำยันและวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ ทั้งหมดออกไปจากหน่วยงาน โจทก์ได้เข้าไปในหน่วยงานเพื่อรื้อถอนและขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจไม่ยอมให้โจทก์รื้อถอนอ้างว่างานของจำเลยที่ 4 ยังมีข้อบกพร่องต้องให้จำเลยที่ 4 แก้ไขงานให้สมบูรณ์เสียก่อน จนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน2538 จำเลยที่ 5 แจ้งต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ตกลงกันได้แล้วให้โจทก์ไปรื้อถอน เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2538 โจทก์ได้เข้าไปในหน่วยงานเพื่อรื้อถอนและขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปและขู่ว่าจะดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาบุกรุก โดยอ้างว่าวัสดุอุปกรณ์ที่อยู่ในสถานที่ก่อสร้างทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แล้วตามสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สมคบกันทำสัญญาตกลงให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 4 โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งห้าให้ส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งห้าปฏิเสธ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เฉพาะส่วนทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์อาจนำออกให้เช่าได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 372,000 บาท ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2538 ถึงวันฟ้องขอคิด 15 เดือน เป็นเงิน 5,580,000 บาท ส่วนทรัพย์สินที่โจทก์เช่ามาจากบริษัทไทยยนต์แทรกเตอร์ จำกัด โจทก์ต้องคืนให้แก่ผู้ให้เช่าโดยชดใช้ราคาไปและรับโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของโจทก์ ทรัพย์สินส่วนนี้โจทก์อาจนำออกให้เช่าได้วันละ 9,140 บาท ขอคิดถึงวันฟ้อง 460 วัน เป็นเงิน 4,204,400 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินตามฟ้องคืนโจทก์ตามสภาพเดิมที่ใช้งานได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันใช้ราคาทรัพย์สินและค่าเสียหายรวม 20,935,680 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 372,000 บาท และวันละ 9,140 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างตามฟ้อง เดิมจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัทอัลไลด์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ดีเวลลอพเมนท์จำกัด ก่อสร้างพื้นฐานรากใต้ดินและพื้นชั้นที่ 1 โดยกำหนดให้งานแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ค่าจ้าง 26,000,000 บาท ต่อมาปรากฏว่าบริษัทอัลไลด์ฯดำเนินงานก่อสร้างล่าช้ามากไม่อาจเสร็จตามสัญญา จำเลยที่ 1 จึงบอกเลิกสัญญาแก่บริษัทอัลไลด์ฯ และได้ว่าจ้างจำเลยที่ 4 ทำงานที่เหลือ โดยมีข้อสัญญาว่าผู้รับจ้างจะไม่นำงานทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งไปให้ผู้อื่นรับช่วงอีกทอดหนึ่ง โดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้างก่อน และหากเมื่อผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว บรรดางานที่ผู้รับจ้างทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำมาไว้ ณ สถานที่ทำการจ้างนั้น ผู้รับจ้างยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ว่าจ้าง โดยผู้รับจ้างจะเรียกค่าตอบแทนและค่าเสียหายใด ๆไม่ได้ กำหนดงานแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2538 ค่าจ้าง 14,500,000 บาทจำเลยที่ 4 ทำงานจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2538 ได้งานเพียงร้อยละ 60 จำเลยที่ 1ขอให้จำเลยที่ 4 ทำงานต่อไปจนเสร็จ แต่ถึงกลางเดือนตุลาคม 2538 จำเลยที่ 4 ก็หยุดงาน และเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2538 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยที่ 5ได้เข้าไปในบริเวณก่อสร้างเพื่อขนวัสดุ อุปกรณ์ สัมภาระและเครื่องมือก่อสร้าง จำเลยที่ 3 ไม่ยินยอม และจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 4 ในวันเดียวกัน ในระหว่างทำการก่อสร้างจำเลยที่ 1 ไม่เคยอนุญาตให้บริษัทอัลไลด์ฯ หรือจำเลยที่ 4 ว่าจ้างผู้อื่นให้ทำงานช่วงแต่อย่างใด สัญญาว่าจ้างช่วงระหว่างบริษัทอัลไลด์ฯ กับจำเลยที่ 4 หรือระหว่างจำเลยที่ 4 กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยเห็นหรือรับทราบจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 อาจทำขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 4 แล้ว โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ความจริงโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างหรือผู้ร่วมงานคนหนึ่งของจำเลยที่ 4 เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของวัสดุอุปกรณ์ตามฟ้อง หากโจทก์เป็นผู้จัดหานำมาใช้ในการก่อสร้างก็ถือว่านำเข้ามาในนามของบริษัทอัลไลด์ฯ หรือของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ยอมรับว่า ขณะเลิกสัญญา จำเลยที่ 4 มีวัสดุอุปกรณ์ตามฟ้องบางส่วนอยู่ในบริเวณที่ก่อสร้าง คือ เหล็กบีมสำหรับค้ำยันและรองรับเครื่องจักรขนาดกว้าง 30เซนติเมตรเสาคิงโพสจำนวน 44 ต้น น้ำหนัก 32 ตัน ซึ่งตอกฝังอยู่ใต้ดินบริเวณก่อสร้างอาคารไม่อาจถอนขึ้นมาได้ คานพื้นจำนวน 129 แท่ง แผ่นเหล็กปูพื้นขนาดกว้าง 1.50เมตร ยาว 6 เมตร จำนวน 2 แผ่น แผ่นเหล็กสะพานขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 6 เมตรจำนวน 66 ชุด แผ่นเหล็กเข็มพืดความยาว 14 เมตร จำนวน 184 แผ่น และแผ่นเหล็กเข็มพืดความยาว 16 เมตร จำนวน 273 แผ่น ซึ่งตอกฝังอยู่ใต้ดินรอบบริเวณก่อสร้างเพื่อป้องกันดินพังและการเคลื่อนตัวลึกถึง 14 เมตร หากรื้อถอนจะส่งผลกระทบต่ออาคารข้างเคียง ทำให้เกิดเสียหายแตกร้าว จึงไม่อาจถอนออกได้ รวมราคาวัสดุอุปกรณ์เหล็กที่อยู่ในบริเวณก่อสร้างคิดเป็นเงิน 2,333,000 บาท

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การว่า เดิมจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างบริษัทอัลไลด์ฯก่อสร้างอาคารตามฟ้อง ต่อมาบริษัทอัลไลด์ฯ ได้มาว่าจ้างจำเลยที่ 4 ก่อสร้างเฉพาะพื้นฐานรากใต้ดินและพื้นชั้นที่ 1 ในราคา 23,800,000 บาท และจำเลยที่ 4 ก็ได้ว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำระบบป้องกันดินพัง โจทก์ได้นำวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้มาในสถานที่ก่อสร้างโดยความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 1 และบริษัทอัลไลด์ฯ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทกับบริษัทอัลไลด์ฯ จึงบอกเลิกสัญญาแล้วมาว่าจ้างจำเลยที่ 4 ทำการก่อสร้างต่อไปจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทกับจำเลยที่ 4 จึงเลิกสัญญาโดยไม่ชอบเพราะไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่มีเหตุตามสัญญาหรือตามกฎหมายที่จะบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่เคยตกลงให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องตกไปเป็นของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้จำเลยที่ 4 และโจทก์ขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ออกจากสถานที่ก่อสร้าง จำเลยที่ 4 เคยบอกให้โจทก์นำทรัพย์สินของโจทก์กลับคืนไปก่อนหน้านี้แล้วแต่โจทก์ไม่ดำเนินการ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ยอมคืนทรัพย์สินให้แก่โจทก์โดยอ้างข้อตกลงตามสัญญา เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 5 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแผ่นเหล็กเข็มพืดจำนวน457 แผ่น เป็นเงิน 3,333,120 บาท และใช้ราคาเสาเหล็กน้ำหนัก 32 ตัน เป็นเงิน256,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,589,120 บาท ให้จำเลยที่ 1 คืนแผ่นเหล็กสะพานขนาดกว้าง 1.28 เมตร ยาว 7 เมตร จำนวน 73 แผ่น น้ำหนัก 85 ตัน คานเหล็กและเสาเหล็กขนาดกว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร และหนา 15 มิลลิเมตร รวมน้ำหนัก 73.96 ตัน และแผ่นเหล็กปูพื้นจำนวน 3 แผ่น หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนในราคากิโลกรัมละ 8 บาท หรือตันละ 8,000 บาท ส่วนแผ่นเหล็กปูพื้นให้ใช้ราคาแผ่นละ8,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าขาดประโยชน์จากแผ่นเหล็กเข็มพืดเดือนละ 20,000บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2538 จนกว่าจะใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการเดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลคอมเพล็กซ์ ซึ่งจะก่อสร้างอาคารสูง 32 ชั้น เพื่อทำเป็นอาคารชุด เมื่อเริ่มโครงการจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัทอัลไลด์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ดีเวลลอพเมนท์ จำกัดก่อสร้างพื้นฐานรากใต้ดินและพื้นชั้นที่ 1 แต่บริษัทอัลไลด์ฯ ก่อสร้างล่าช้า จำเลยที่ 1จึงบอกเลิกสัญญา ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 4ให้เข้าก่อสร้างต่อจากบริษัทอัลไลด์ฯ โดยจำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 4 ทำงานต่อไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ก็บอกเลิกสัญญาอีกเพราะจำเลยที่ 4 ก่อสร้างล่าช้าสำหรับงานระบบป้องกันดินพัง ระบบค้ำยัน การขุดและถมดินในบริเวณโครงการของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้ดำเนินการ เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 4 แล้วมีแผ่นเหล็กเข็มพืดและคานเหล็กบางส่วนฝังอยู่รอบ ๆ พื้นที่โครงการทั้งมีเสาเหล็กคานเหล็ก และแผ่นเหล็กกองอยู่ในบริเวณที่ก่อสร้างคดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 โดยคดีสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะโจทก์มิได้ฎีกาขอให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 รับผิด

ปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์สินตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า ทรัพย์สินที่โจทก์นำเข้าไปใช้ในโครงการก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ที่เป็นของโจทก์มีเหล็กบีมหรือเหล็กรูปพรรณขนาดกว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร น้ำหนักรวม 320 ตัน แผ่นเหล็กปูพื้นขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 6 เมตร หนา 1 นิ้ว 6 แผ่น น้ำหนักรวม 12 ตัน และแผ่นเหล็กสะพานขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 6 เมตร รวม 70 ชุด นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินที่โจทก์เช่ามาจากบริษัทไทยยนต์แทรกเตอร์ จำกัด คือ แผ่นเหล็กเข็มพืดขนาดยาว 14เมตร 184 แผ่น แผ่นเหล็กเข็มพืดขนาดยาว 16 เมตร 273 แผ่น ตามสำเนาสัญญาเช่าเหล็กชีทไพล์ ลงวันที่ 7 มกราคม 2538 เอกสารหมาย จ.9 ซึ่งต่อมาเมื่อเกิดข้อพิพาทกับจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ได้ซื้อแผ่นเหล็กเข็มพืดรวม 375 แผ่น จากบริษัทไทยยนต์แทรกเตอร์ จำกัด เป็นเงิน 5,000,000 บาท ตามสำเนาบันทึกการรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.10 จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์มิใช่เจ้าของทรัพย์สินดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบให้รับฟังได้ดังที่อ้าง ทั้งจำเลยที่ 5 ยังเบิกความรับกันกับคำเบิกความของโจทก์ด้วยว่า จำเลยที่ 4 ว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการทำระบบป้องกันดินพัง ตามสัญญาว่าจ้างระบบป้องกันดิน ขุดดิน โครงการเดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คอมเพล็กซ์ เอกสารหมาย จ.5 และโจทก์ได้นำแผ่นเหล็กเข็มพืด ฯลฯ เข้าไปในโครงการด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์สินตามฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 อ้างว่า ตามสัญญาจ้างงานรับเหมาก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมทาวเวอร์ โครงการเดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คอมเพล็กซ์ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 19 กำหนดว่า เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 4 แล้ว บรรดางานที่จำเลยที่ 4 ได้ทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำไปไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างโดยเฉพาะเพื่องานจ้าง จำเลยที่ 4 ยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 จะเรียกร้องค่าตอบแทนและค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้ และตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 12 กำหนดว่า จำเลยที่ 4 สัญญาว่าจะไม่เอางานทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งไปให้ผู้อื่นรับจ้างช่วงอีกทอดหนึ่งโดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 1 ก่อน โจทก์เข้ารับจ้างช่วงจากจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 มิได้อนุญาตเป็นหนังสือ จึงอยู่ในฐานะบริวารหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 4 ต้องผูกพันทำนองเดียวกันกับจำเลยที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 4 แล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามฟ้องย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามฟ้อง โจทก์ย่อมมีสิทธิต่าง ๆ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 บัญญัติไว้ และกรรมสิทธิ์ของโจทก์จะสิ้นสุดลงได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือโดยโจทก์ทำนิติกรรมใด ๆ ให้มีผลเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไป แต่โจทก์มิได้ทำนิติกรรมให้มีผลเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 4หรือจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 4 จะทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 ยอมให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำเลยที่ 4 ได้ทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำไปไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างโดยเฉพาะเพื่องานจ้างตกเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 4แล้วก็ตาม ก็คงมีผลเฉพาะทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวเท่านั้น จำเลยที่ 4 จะยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้มอบหมายหาได้ไม่ ทั้งสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ตามเอกสารหมาย จ.4 ย่อมมีผลผูกพันในระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และก่อให้เกิดบุคคลสิทธิหรือสิทธิเหนือบุคคลเฉพาะจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคู่สัญญา มิได้ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาด้วย ดังนั้น หากจำเลยที่ 4 ผิดสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิบังคับตามสัญญาได้เฉพาะแก่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น แต่จะให้มีผลกระทบกระทั่งแก่สิทธิของโจทก์ไม่ได้ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินตามฟ้องคืนจากจำเลยที่ 1 ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 จึงต้องคืนทรัพย์สินตามฟ้องนั้นให้แก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปเป็นปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในการคืนทรัพย์สินตามฟ้องหรือใช้ราคาและค่าเสียหายด้วยหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นำสืบรับกันฟังได้ว่าเมื่อโจทก์จะเข้าไปรื้อถอนทรัพย์สินตามฟ้องออกจากสถานที่ก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ห้ามและขัดขวางมิให้โจทก์เข้ารื้อถอนโดยอ้างสิทธิตามสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 เอกสารหมาย จ.4 อันเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้ดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำไปโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้กระทำเช่นนั้นได้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จึงต้องคืนทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือใช้ราคาและค่าเสียหายอื่น ๆ ด้วย และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ในการใช้ราคาและค่าเสียหายอื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167ประกอบด้วยมาตรา 427 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ราคาทรัพย์สินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คิดเป็นเงิน 4,884,800 บาท กับค่าเสียหาย 5,200,000 บาทแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1167 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เกรียงไกร วิภามณีรัตน์
จำเลย — บริษัท เดอร์ ดีเวลลอพเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7104/2546
#112885
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 4 ก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 ได้นำงานบางส่วนไปให้โจทก์ดำเนินการ ตามสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 กำหนดว่า เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 4 แล้ว ให้บรรดางานที่จำเลยที่ 4 ทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำไปไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างตกเป็นของจำเลยที่ 1 ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 4 แต่การที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่โจทก์นำเข้าไปดำเนินการ โจทก์ย่อมมีสิทธิต่าง ๆ ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1336 บัญญัติไว้ และกรรมสิทธิ์ของโจทก์จะสิ้นสุดลงได้โดยบทบัญญัติของกฎหมายหรือโดยโจทก์ทำนิติกรรมให้มีผลเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไป ซึ่งโจทก์มิได้ทำนิติกรรมให้มีผลเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 หรือจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ทำสัญญากันดังกล่าวข้างต้น ก็มีผลเฉพาะทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 เท่านั้น จำเลยที่ 4 จะยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้มอบหมายหาได้ไม่ สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ก่อให้เกิดบุคคลสิทธิเฉพาะคู่สัญญา มิได้ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าวให้แก่โจทก์

เมื่อโจทก์จะเข้าไปรื้อถอนทรัพย์สินของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ห้ามและขัดขวางมิให้โจทก์เข้ารื้อถอนโดยอ้างสิทธิตามสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ข้างต้น การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำไปโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้กระทำเช่นนั้นได้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จึงต้องคืนทรัพย์ตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือใช้ราคาและค่าเสียหายอื่น ๆ ด้วย เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ในการใช้ราคาและค่าเสียหายอื่น ๆ ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 ประกอบด้วยมาตรา 427

ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะต้องคืนให้โจทก์คืนแผ่นเหล็กและเสาเข็ม เมื่อระยะเวลานับแต่เกิดข้อพิพาทจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 8 ปี ทรัพย์สินของโจทก์น่าจะเสื่อมสภาพไปจนพ้นวิสัยที่จะคืนในสภาพที่ใช้งานได้ดังเดิมเพื่อมิให้เกิดปัญหาให้ชั้นบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาให้แก่โจทก์โดยไม่กำหนดให้คืนทรัพย์สิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ จะทำการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมทาวเวอร์ สูง ๓๒ ชั้น ได้ว่าจ้างบริษัทอัลไลด์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ดีเวลลอพเมนท์ จำกัด ก่อสร้างพื้นฐานรากใต้ดินและพื้นชั้นที่ ๑ ของอาคาร บริษัทอัลไลด์ฯ ได้ว่าจ้างช่วงจำเลยที่ ๔ ซึ่งมีจำเลยที่ ๕ เป็นกรรมการโดยจำเลยที่ ๑ ยินยอม ต่อมาจำเลยที่ ๔ ได้ว่าจ้างโจทก์ทำงานระบบป้องกันดินพัง ขุดดิน สำหรับการก่อสร้างพื้นฐานรากใต้ดิน โดยโจทก์มีหน้าที่จัดหาวัสดุ เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำงานรับจ้างตามสัญญา ต่อจากนั้นโจทก์ก็เข้าดำเนินงานโดยได้จัดหาและนำวัสดุอุปกรณ์เข้าไปใช้ดำเนินงานในบริเวณสถานที่ก่อสร้างหลายรายการด้วยกันและได้รื้อถอนกลับคืนมาแล้วบางส่วน คงเหลือวัสดุอุปกรณ์อยู่ในโครงการก่อสร้าง คือ เหล็กบีมสำหรับค้ำยันและรองรับเครื่องจักรในระหว่างการทำงาน แผ่นเหล็กปูพื้น แผ่นเหล็กสะพาน นอกจากนี้ยังมีวัสดุอุปกรณ์ที่โจทก์ได้เช่ามาจากบริษัทไทยยนต์แทรกเตอร์ จำกัด รวมวัสดุอุปกรณ์ที่ยังอยู่ในหน่วยงานก่อสร้างในความควบคุมดูแลของจำเลยทั้งห้าคิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น ๑๑,๑๕๑,๒๘๐ บาท ต่อมาจำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๕ ได้แจ้งให้โจทก์ไปรื้อถอนแผ่นเหล็กเข็มพืด เสาเหล็กค้ำยันและวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ ทั้งหมดออกไปจากหน่วยงาน โจทก์ได้เข้าไปในหน่วยงานเพื่อรื้อถอนและขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปและขู่ว่าจะดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาบุกรุก โดยอ้างว่าวัสดุอุปกรณ์ที่อยู่ในสถานที่ก่อสร้างทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ แล้วตามสัญญาระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สมคบกันทำสัญญาตกลงให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของจำเลยที่ ๑ ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๔ โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งห้าให้ส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งห้าปฏิเสธ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินตามฟ้องคืนโจทก์ตามสภาพเดิมที่ใช้งานได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันใช้ราคาทรัพย์สินและค่าเสียหายรวม ๒๐,๙๓๕,๖๘๐ บาท กับค่าเสียหายเดือนละ ๓๗๒,๐๐๐ บาท และวันละ ๙,๑๔๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินเสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างตามฟ้อง เดิมจำเลยที่ ๑ ได้ว่าจ้างบริษัทอัลไลด์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ดีเวลลอพเมนท์ จำกัด ก่อสร้างพื้นฐานรากใต้ดินและพื้นชั้นที่ ๑ ปรากฏว่าบริษัทอัลไลด์ฯ ดำเนินงานก่อสร้างล่าช้ามากไม่อาจเสร็จตามสัญญา จำเลยที่ ๑ จึงบอกเลิกสัญญาแก่บริษัทอัลไลด์ฯ และได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๔ ทำงานที่เหลือ โดยมีข้อสัญญาว่าผู้รับจ้างจะไม่นำงานทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งไปให้ผู้อื่นรับช่วงอีกทอดหนึ่งโดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้างก่อน และหากเมื่อผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว บรรดางานที่ผู้รับจ้างทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำมาไว้ ณ สถานที่ทำการจ้างนั้น ผู้รับจ้างยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ว่าจ้าง โดยผู้รับจ้างจะเรียกค่าตอบแทนและค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้ จำเลยที่ ๔ ทำงานได้งานเพียงร้อยละ ๖๐ จำเลยที่ ๔ ก็หยุดงาน จำเลยที่ ๕ ได้เข้าไปในบริเวณก่อสร้างเพื่อขนวัสดุ อุปกรณ์ สัมภาระและเครื่องมือก่อสร้าง จำเลยที่ ๓ ไม่ยินยอม และจำเลยที่ ๑ ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ ๔ ในวันเดียวกัน ในระหว่างทำการก่อสร้างจำเลยที่ ๑ ไม่เคยอนุญาตให้บริษัทอัลไลด์ฯ หรือจำเลยที่ ๔ ว่าจ้างผู้อื่นให้ทำงานช่วงแต่อย่างใด สัญญาว่าจ้างช่วงระหว่างบริษัทอัลไลด์ฯ กับจำเลยที่ ๔ หรือระหว่างจำเลยที่ ๔ กับโจทก์ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยเห็นหรือรับทราบจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ อาจทำขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ ๔ แล้ว โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ความจริงโจทก์เป็นเพียงลูกจ้างหรือผู้ร่วมงานคนหนึ่งของจำเลยที่ ๔ เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของวัสดุอุปกรณ์ตามฟ้อง หากโจทก์เป็นผู้จัดหานำเข้ามาใช้ในการก่อสร้าง ก็ถือว่านำเข้ามาในนามของบริษัทอัลไลด์ฯ หรือของจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ยอมรับว่า ขณะเลิกสัญญา จำเลยที่ ๔ มีวัสดุอุปกรณ์ตามฟ้องบางส่วนอยู่ในบริเวณที่ก่อสร้าง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงกว่าความเป็นจริง จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดชอบ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า เดิมจำเลยที่ ๑ ตกลงว่าจ้างบริษัทอัลไลด์ฯ ก่อสร้างอาคารตามฟ้อง ต่อมาบริษัทอัลไลด์ฯ ได้มาว่าจ้างจำเลยที่ ๔ ก่อสร้างเฉพาะพื้นฐานรากใต้ดินและพื้นชั้นที่ ๑ และจำเลยที่ ๔ ก็ได้ว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำระบบป้องกันดินพัง โจทก์ได้นำวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้เข้ามาในสถานที่ก่อสร้างโดยความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ ๑ และบริษัทอัลไลด์ฯ ต่อมาจำเลยที่ ๑ มีข้อพิพาทกับบริษัทอัลไลด์ฯ จึงบอกเลิกสัญญาแล้วมาว่าจ้างจำเลยที่ ๔ ทำการก่อสร้างต่อไป จำเลยที่ ๑ มีข้อพิพาทกับจำเลยที่ ๔ จึงเลิกสัญญาโดยไม่ชอบเพราะไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่มีเหตุตามสัญญาหรือตามกฎหมายที่จะบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไม่เคยตกลงในกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องตกไปเป็นของจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมให้จำเลยที่ ๔ และโจทก์ขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ออกจากสถานที่ก่อสร้าง จำเลยที่ ๔ เคยบอกให้โจทก์นำทรัพย์สินของโจทก์กลับคืนไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่โจทก์ไม่ดำเนินการ การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ยอมคืนทรัพย์สินให้แก่โจทก์โดยอ้างข้อตกลงตามสัญญา เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จึงไม่ต้องรับผิด ค่าเสียหายของโจทก์สูงเกินความเป็นจริง และจำเลยที่ ๕ เป็นกรรมการของจำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ราคาแผ่นเหล็กเข็มพืด และใช้ราคาเสาเหล็กรวมเป็นเงิน ๓,๕๘๙,๑๒๐ บาท ให้จำเลยที่ ๑ คืนแผ่นเหล็กสะพาน คานเหล็กและเสาเหล็ก และแผ่นเหล็กปูพื้น หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนในราคาตันละ ๘,๐๐๐ บาท ส่วนแผ่นเหล็กปูพื้นให้ใช้ราคาแผ่นละ ๘,๐๐๐ บาท และให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าขาดประโยชน์จากแผ่นเหล็กเข็มพืดเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่เดือนธันวาคม ๒๕๓๘ จนกว่าจะใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน ๖ เดือน นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการที่สองมีว่า จำเลยที่ ๑ ต้องคืนทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามฟ้อง โจทก์ย่อมมีสิทธิต่าง ๆ ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๖ บัญญัติไว้ และกรรมสิทธิ์ของโจทก์จะสิ้นสุดลงได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือโดยโจทก์ทำนิติกรรมใด ๆ ให้มีผลเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไป แต่โจทก์มิได้ทำนิติกรรมให้มีผลเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ ๔ หรือจำเลยที่ ๑ แม้จำเลยที่ ๔ จะทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ. ๔ ยอมให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ที่จำเลยที่ ๔ ได้ทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำไปไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างโดยเฉพาะเพื่องานจ้างตกเป็นของจำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ ๔ แล้วก็ตาม ก็คงมีผลเฉพาะทรัพย์สินของจำเลยที่ ๔ ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวเท่านั้น จำเลยที่ ๔ จะยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มิได้มอบหมายหาได้ไม่ ทั้งสัญญาระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ ตามเอกสารหมาย จ. ๔ ย่อมมีผลผูกพันในระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ และก่อให้เกิดบุคคลสิทธิหรือสิทธิเหนือบุคคลเฉพาะจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นคู่สัญญา มิได้ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญาด้วย ดังนั้น หากจำเลยที่ ๔ ผิดสัญญาตามเอกสารหมาย จ. ๔ จำเลยที่ ๑ ย่อมใช้สิทธิบังคับตามสัญญาได้เฉพาะแก่จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น แต่จะให้มีผลกระทบกระทั่งแก่สิทธิของโจทก์ไม่ได้ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินตามฟ้องคืนจากจำเลยที่ ๑ ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงต้องคืนทรัพย์สินตามฟ้องนั้นให้แก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ในการคืนทรัพย์สินตามฟ้องหรือใช้ราคาและค่าเสียหายด้วยหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ นำสืบรับกันฟังได้ว่า เมื่อโจทก์จะเข้าไปรื้อถอนทรัพย์สินตามฟ้องออกจากสถานที่ก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ห้ามและขัดขวางมิให้โจทก์เข้ารื้อถอนโดยอ้างสิทธิตามสัญญาระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ เอกสารหมาย จ. ๔ อันเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้อง โดยจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้ดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดังกล่าวเป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ซึ่งกระทำไปโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้กระทำเช่นนั้นได้ ต้องถือว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ จึงต้องคืนทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือใช้ราคาและค่าเสียหายอื่น ๆ ด้วย และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกิจการของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ย่อมต้องร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์ในการใช้ราคาและค่าเสียหายอื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๗ ประกอบด้วยมาตรา ๔๒๗ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด เห็นว่า โจทก์มีเพียงตัวโจทก์มาเบิกความตามข้อกล่าวอ้างของตนเท่านั้น ในส่วนของแผ่นเหล็กเข็มพืด นอกจากจำเลยที่ ๒ จะเบิกความว่ามีแผ่นเหล็กเข็มพืดอยู่ในโครงการของจำเลยที่ ๑ เพียง ๔๕๗ แผ่น แล้ว นายวันชัย ตุลาธิมุตติ ผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทไทยยนต์แทรกเตอร์ จำกัด พยานโจทก์เองยังเบิกความว่า โจทก์เช่าแผ่นเหล็กเข็มพืดจากบริษัทไทยยนต์แทรกเตอร์ จำกัด ๔๕๗ แผ่น ตามสัญญาเช่าเหล็กชีทไพล์ เอกสารหมาย จ. ๙ ซึ่งตรงตามคำฟ้องของโจทก์ ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำนวนแผ่นเหล็กเข็มพืดมี ๔๗๑ แผ่น จึงเกินไปกว่าจำนวนตามคำฟ้อง รับฟังเช่นนั้นไม่ได้ และแสดงให้เห็นได้ต่อไปว่า จำนวนเหล็กที่เหลืออยู่ในโครงการของจำเลยที่ ๑ ตามรายการที่ฝ่ายจำเลยที่ ๑ สำรวจมาตามเอกสารหมาย ล. ๗ เป็นการสำรวจที่ตรงตามข้อเท็จจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของโจทก์ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทำงานในระบบป้องกันดินพังมาเป็นเวลานาน ต้องทำตามแบบของวิศวกรและมีวิศวกรควบคุม ปริมาณวัสดุอุปกรณ์จึงเป็นไปตามที่โจทก์เบิกความนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์เองก็ปรากฏว่าโจทก์ได้รื้อถอนวัสดุอุปกรณ์กลับคืนไปแล้วบางส่วน กรณีย่อมเป็นไปได้ว่าการสำรวจทรัพย์สินของโจทก์สับสนและคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าทรัพย์สินของโจทก์ที่ยังค้างอยู่ในโครงการของจำเลยที่ ๑ มีจำนวนตามเอกสารหมาย ล. ๗ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว สำหรับราคาของเหล็กชนิดต่าง ๆ ควรเป็นเท่าใดนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างที่เลื่อนลอย ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน โจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้มิได้นำสืบถึงราคาเหล็กชนิดต่าง ๆ ที่เป็นของใหม่เพื่อให้เปรียบเทียบได้กับของใช้แล้ว และเหล็กชนิดต่าง ๆ ตามฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าผ่านการใช้งานมานานเพียงใด นายวันชัยพยานโจทก์ก็มิได้เบิกความยืนยันว่าราคาเหล็กชนิดต่าง ๆ ซึ่งตนเบิกความถึงนั้นเป็นราคาของใหม่หรือของใช้แล้ว ส่วนราคาตามที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาก็น่าจะใกล้เคียงกับราคาเศษเหล็กยิ่งกว่าเหล็กที่สามารถใช้งานได้ตามสภาพปกติ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดราคาของเหล็กชนิดต่าง ๆ โดยเฉลี่ยในราคากิโลกรัมละ ๘ บาท จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว สำหรับปัญหาในเรื่องค่าเสียหายของโจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมคืนทรัพย์สินของโจทก์ทั้งหมด ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินเหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในกิจการของโจทก์เองหรือการนำออกให้เช่า สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งในส่วนแผ่นเหล็กเข็มพืดและเหล็กชนิดอื่น ๆ รวมกันเป็นเงินเดือนละ ๘๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ครบกำหนด ๖ เดือน ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เมื่อนับแต่เดือนธันวาคม ๒๕๓๘ จึงเป็นเวลา ๖๕ เดือน เป็นเงิน ๕,๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ระยะเวลานับแต่เกิดข้อพิพาทในคดีนี้จนปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ ๘ ปี แล้ว ทรัพย์สินของโจทก์น่าจะเสื่อมสภาพไปจนพ้นวิสัยที่จะคืนในสภาพที่ใช้งานได้ดังเดิม เพื่อมิให้เกิดปัญหาในชั้นบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันใช้ราคาทรัพย์สินให้แก่โจทก์ไปโดยไม่กำหนดให้คืนทรัพย์สิน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันใช้ราคาทรัพย์สินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คิดเป็นเงิน ๔,๘๘๔,๘๐๐ บาท กับค่าเสียหาย ๕,๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 427 ม. 438 ม. 587 ม. 1167 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงไกร วิภามณีรัตน์
จำกัด — บริษัทเดอร์ ดีเวลลอพเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น คอร์พพอเรชั่น
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7102/2546
#51042
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้มีใจความว่าจำเลยยอมให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินที่เช่าซึ่งเป็นของโจทก์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และจำเลยจะขนย้ายบริวารออกไปและส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนแก่โจทก์ภายในกำหนดดังนี้ เมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วยังมีผู้อยู่อาศัยในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้บังคับคดีแก่ผู้อยู่อาศัยในฐานะบริวารของจำเลยได้ตามสิทธิของโจทก์ในคดีนี้ ส่วนการที่โจทก์สามารถใช้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกข้อหนึ่งที่อาจเข้าร่วมหรือรับสิทธิของจำเลยในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่บุคคลอื่นออกจากอาคารในที่ดินของโจทก์นั้น ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ในอีกทางหนึ่งที่โจทก์อาจเลือกใช้ได้ แต่ไม่จำกัดสิทธิของโจทก์ที่จะขอบังคับคดีในคดีนี้เมื่อมีผู้ร้องหลายรายยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่าตนมิใช่บริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งไปตามรูปคดี เพราะศาลชั้นต้นในคดีนี้กับศาลชั้นต้นในคดีอีก 3 สำนวน ก็คือ ศาลชั้นต้นศาลเดียวกัน ทั้งมิใช่การขอบังคับคดีในคดีอีก 3 สำนวนดังกล่าว การที่จะให้ผู้ร้องทุกรายไปยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษในคดีอีก 3 สำนวน โดยที่ยังมิได้มีการออกหมายบังคับคดีในคดีเหล่านั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา(3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าที่ดินต่างตอบแทนและสัญญาซื้อขายอาคาร โจทก์บอกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้วจะให้จำเลยชำระค่าเสียหายแต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินฉบับลงวันที่20 มีนาคม 2532 ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครฯ กับโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยขนย้ายบริวารออกจากที่ดินที่เช่า จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นคู่ความตกลงกันได้ โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับให้คู่ความปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 จำเลยต้องดำเนินการให้ผู้เช่าที่ดินและอาคารเดิมออกจากสถานที่เช่า แม้คดีที่ฟ้องขับไล่ผู้เช่าเดิมจะอยู่ในชั้นศาลใดและขั้นตอนใด จำเลยจะให้ความร่วมมือต่อโจทก์เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยความเรียบร้อยถึงที่สุดทุกคดี ในกรณีจำเป็น จำเลยจะโอนสิทธิหรือมอบอำนาจหรือยอมให้โจทก์ดำเนินคดีร่วมด้วย ซึ่งคดีที่จำเลยฟ้องผู้เช่าที่ดินและอาคารเดิมคือ คดีหมายเลขแดงที่ 3126/2537 ของศาลชั้นต้นระหว่างบริษัท เอ อาร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัดโจทก์ นางชื่นฤดี เย็นใจประเสริฐ จำเลย ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารที่เช่า พร้อมให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แล้ว อยู่ระหว่างการบังคับคดีคดีหมายเลขแดงที่ 8823/2534 ของศาลชั้นต้น ระหว่างบริษัท เอ อาร์ ดีเวลล็อปเม้นท์จำกัด โจทก์ นางสาวสุมล อมรประภาศิริ จำเลย ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารที่เช่า พร้อมให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แล้ว อยู่ระหว่างการบังคับคดีและคดีหมายเลขแดงที่ 27451/2536 ของศาลชั้นต้นระหว่างบริษัท เอ อาร์ ดี เวลล็อปเม้นท์ จำกัด โจทก์ นางจินตนา ศรีโสภาคย์ จำเลย ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารที่เช่า พร้อมให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แล้ว อยู่ระหว่างการบังคับคดี ปรากฏว่า จำเลยไม่ให้ความร่วมมือแก่โจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีดังกล่าวและบริวารให้ออกจากอาคารที่เช่า ทั้งไม่โอนสิทธิหรือมอบอำนาจหรือให้โจทก์เข้าร่วมบังคับคดีด้วย ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการบังคับคดีดังกล่าวแทนจำเลย

ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำร้องของโจทก์

นางสาวสุมล อมรประภาศิริ และนายเล็ก ตันติพงศ์มงคล ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิอาศัยในอาคารเลขที่ 646/3 แขวงถนนเพชรบุรี เขตพญาไท กรุงเทพฯเพราะผู้ร้องทั้งสองเช่าจากโจทก์ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่ใช่บริวารของจำเลย ขอให้งดการบังคับคดีเกี่ยวกับอาคารดังกล่าว

นางกรรณิกา โกสินทรกุล ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้เช่าอาคารเลขที่ 644/1-2 แขวงถนนบุรี เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ ครั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน 2531 โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินและขายอาคารดังกล่าวให้จำเลย จำเลยฟ้องผู้ร้องแต่ศาลพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องเองก็ฟ้องโจทก์จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้โจทก์จดทะเบียนการเช่าอาคารดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 เมื่อครบกำหนดการเช่าตามที่ได้จดทะเบียนไว้ ผู้ร้องยังคงเช่าอาคารดังกล่าวต่อมาโดยไม่มีกำหนดเวลา ผู้ร้องจึงไม่ใช่บริวารจำเลย ขอให้งดการบังคับคดีเกี่ยวกับอาคารดังกล่าว

นางโปเง็ก แซ่แต้ หรือนางมุกดา องค์วรวิเศษ ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้เช่าอาคารเลขที่ 644/4-5 แขวงถนนเพชรบุรี เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ ครั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน 2531 โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินและขายอาคารดังกล่าวให้จำเลย จำเลยฟ้องผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องต่อสู้คดีจนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลแล้ว ต่อมาผู้ร้องฟ้องโจทก์ว่าผิดสัญญาเช่าทรัพย์แต่ได้ถอนฟ้องไป โจทก์ทำสัญญาให้ผู้ร้องเช่าอาคารดังกล่าวจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 ต่อจากนั้นเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ผู้ร้องจึงไม่ใช่บริวารจำเลย ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีเกี่ยวกับอาคารดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ชอบที่จะนำหมายบังคับคดีในคดีนี้เข้าสวมสิทธิของจำเลยไปดำเนินการบังคับคดีโดยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 3126/2537 คดีหมายเลขแดงที่ 8823/2534 และคดีหมายเลขแดงที่ 27451/2536 ซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาตัดสินคดีในชั้นต้น มีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดอันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นในคดีนี้ไม่มีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีทั้งสามดังกล่าว จึงไม่รับคำร้องของผู้ร้องทั้งสามด้วย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คืนค่าคำร้องให้ผู้ร้องทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะขอให้บังคับคดีแก่บริวารของจำเลยในคดีนี้โดยไม่ต้องไปสวมสิทธิของจำเลยในคดีทั้งสามสำนวนของศาลชั้นต้นที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยในคดีดังกล่าวนั้นได้หรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้มีใจความสำคัญว่า จำเลยยอมให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินที่เช่าซึ่งเป็นของโจทก์นั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และจำเลยจะขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่าและส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนแก่โจทก์ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2539 ดังนี้ เมื่อล่วงพ้นเวลาดังกล่าวแล้วยังมีผู้อยู่อาศัยในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้บังคับคดีแก่ผู้อยู่อาศัยดังกล่าวในฐานะบริวารของจำเลยได้ตามสิทธิของโจทก์ในคดีนี้ดังที่ศาลชั้นต้นก็ได้ออกหมายบังคับคดีให้โจทก์แล้ว ส่วนการที่โจทก์สามารถใช้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกข้อหนึ่งที่อาจเข้าร่วมหรือรับสิทธิของจำเลยในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่บุคคลอื่นนอกจากอาคารในที่ดินของโจทก์นั้นย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ในอีกทางหนึ่งที่โจทก์อาจเลือกใช้ได้ตามแต่โจทก์จะเห็นสมควร แต่ไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะจำกัดสิทธิของโจทก์ที่จะขอบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อมีผู้ร้องหลายรายยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่าตนมิใช่บริวารของจำเลย เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีนี้ปิดประกาศกำหนดเวลาให้ยื่น ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งไปตามรูปคดีเพราะศาลชั้นต้นในคดีนี้กับศาลชั้นต้นในคดีอีก 3 สำนวน ตามที่โจทก์อ้างถึงก็คือศาลชั้นต้นศาลเดียวกัน ทั้งมิใช่การขอบังคับคดีในคดีอีก 3 สำนวนดังกล่าว แต่เป็นการขอบังคับคดีในคดีนี้ การที่จะให้ผู้ร้องทุกรายไปยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษในคดีอีก3 สำนวนดังกล่าวโดยที่ยังมิได้มีการออกหมายบังคับคดีในคดีเหล่านั้นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา(3)และการไต่สวนในคดีนี้เพื่อวินิจฉัยว่า ผู้ร้องแต่ละรายอยู่ในฐานะบริวารของจำเลยหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เพราะเป็นการไต่สวนในคดีเดียวแทนที่จะต้องแยกไปไต่สวนในคดีอีก 3 สำนวน เป็นรายคดีไป ทั้งข้ออ้างตามคำร้องของผู้ร้องแต่ละรายก็เป็นการยกข้ออ้างขึ้นต่อสู้กับโจทก์ในทำนองเดียวกันทั้งสิ้น คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทุกรายแล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นายเลิศ จำกัด
ผู้ร้อง — นางสาว สุมล อมรประภาศิริ กับพวก
จำเลย — บริษัท เอ อาร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7102/2546
#112703
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญายอมระหว่างโจทก์กับจำเลยมีใจความสำคัญว่า จำเลยจะขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่าและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2539 ดังนี้ เมื่อล่วงพ้นเวลาดังกล่าวและยังมีผู้อาศัยในสิ่งปลูกสร้างใน ที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็ชอบที่ขอให้บังคับคดีแก่ผู้อยู่อาศัยในสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในฐานะบริวารของจำเลยได้ ส่วนการที่โจทก์สามารถใช้สิทธิตามสัญญายอมอีกข้อหนึ่งที่ว่า โจทก์อาจเข้าร่วมหรือรับสิทธิของจำเลยในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่บุคคลอื่นออกจากอาคารในที่ดินของโจทก์ก็ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์อีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่มีเหตุผลใดที่จะจำกัดสิทธิของโจทก์ที่จะขอให้บังคับคดีในคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีนี้กับศาลชั้นต้นในคดีอีก 3 สำนวน ที่จำเลยได้ฟ้องขับไล่ผู้ร้องที่ 1 กับพวก และบุคคลอื่นให้ออกจากอาคารในที่ดินของโจทก์ก็คือศาลชั้นต้นศาลเดียวกัน จึงชอบที่โจทก์จะขอออกหมายบังคับคดีในคดีนี้ได้ เมื่อมีผู้ร้องที่ 1 กับพวก ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่าตนมิใช่บริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะไต่สวนและมีคำสั่งไปตามรูปคดีตาม ป.วิ.พ.มาตรา 296 จัตวา (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าที่ดินต่างตอบแทนและสัญญาซื้อขายอาคาร โจทก์บอกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้วและให้จำเลยชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินฉบับลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๓๒ ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครกับโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยขนย้ายบริวารออกจากที่ดินที่เช่า จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นคู่ความตกลงกันได้ โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับให้คู่ความปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการบังคับคดีให้ผู้เช่าที่ดินและอาคารเดิมออกจากสถานที่เช่าแทนจำเลย

ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำร้องของโจทก์

นางสาวสุมล อมรประภาศิริ และนายเล็ก ตันติพงศ์มงคล ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิอาศัยในอาคารเลขที่ ๖๔๖/๓ แขวงถนนเพชรบุรี เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เพราะผู้ร้องทั้งสองเช่าจากโจทก์ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่ใช่บริวารจำเลย ขอให้งดการบังคับคดีเกี่ยวกับอาคารดังกล่าว

นางกรรณิกา โกสินทรกุล ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีเกี่ยวกับอาคารเลขที่ ๖๔๔/๑-๒ ถนนเพชรบุรี แขวงถนนเพชรบุรี เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ดังกล่าว

นางโปเง็ก แซ่แต้ หรือนางมุกดา องค์วรวิเศษ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีเกี่ยวกับอาคารเลขที่ ๖๔๔/๔-๕ แขวงถนนเพชรบุรี เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ชอบที่จะนำหมายบังคับคดีในคดีนี้เข้าสวมสิทธิของจำเลยไปดำเนินการบังคับคดีโดยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ๓๑๒๖/๒๕๓๗ คดีหมายเลขแดงที่ ๘๘๒๓/๒๕๓๔ และคดีหมายเลขแดงที่ ๒๗๔๕๑/๒๕๓๖ ซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาตัดสินคดีในชั้นต้น มีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดอันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นในคดีนี้ไม่มีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีทั้งสามดังกล่าว จึงไม่รับคำร้องของผู้ร้องทั้งสามด้วย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คืนค่าคำร้องให้ผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะขอให้บังคับคดีแก่บริวารของจำเลยในคดีนี้โดยไม่ต้องไปสวมสิทธิของจำเลยในคดีทั้งสามสำนวนของศาลชั้นต้นที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยในคดีดังกล่าวนั้นได้หรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้มีใจความสำคัญว่า จำเลยยอมให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินที่เช่าซึ่งเป็นของโจทก์นั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และจำเลยจะขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่าและส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนแก่โจทก์ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๙ ดังนี้ เมื่อล่วงพ้นเวลาดังกล่าวแล้วยังมีผู้อยู่อาศัยในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้บังคับคดีแก่ผู้อยู่อาศัยดังกล่าวในฐานะบริวารของจำเลยได้ตามสิทธิของโจทก์ในคดีนี้ดังที่ศาลชั้นต้นก็ได้ออกหมายบังคับคดีให้โจทก์แล้ว ส่วนการที่โจทก์สามารถใช้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกข้อหนึ่งที่อาจเข้าร่วมหรือรับสิทธิของจำเลยในคดีที่จำเลยฟ้องขับไล่บุคคลอื่นออกจากอาคารในที่ดินของโจทก์นั้น ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ในอีกทางหนึ่งที่โจทก์อาจเลือกใช้ได้ตามแต่โจทก์จะเห็นสมควร แต่ไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะจำกัดสิทธิของโจทก์ที่จะขอบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อมีผู้ร้องหลายรายยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่าตนมิใช่บริวารของจำเลยเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้ปิดประกาศกำหนดเวลาให้ยื่น ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งไปตามรูปคดี เพราะศาลชั้นต้นในคดีนี้กับศาลชั้นต้นในคดีอีก ๓ สำนวน ตามที่โจทก์อ้างถึงก็คือศาลชั้นต้นศาลเดียวกัน ทั้งมิใช่การขอบังคับคดีในคดีอีก ๓ สำนวน ดังกล่าว แต่เป็นการขอบังคับคดีในคดีนี้ การที่จะให้ผู้ร้องทุกรายไปยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษในคดีอีก ๓ สำนวน ดังกล่าว โดยที่ยัง มิได้มีการออกหมายบังคับคดีในคดีเหล่านั้นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทุกรายแล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (1) ม. 275 ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนายเลิศ จำกัด
กับพวก — นางสาวสุมล อมรประภาศิริ
จำเลย — บริษัทเอ อาร์ ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7087/2546
#50927
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่พิพาท หากศาลเห็นว่าโจทก์ทั้งสี่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นนอกจากทางพิพาทแล้ว โจทก์ทั้งสี่ยอมแพ้คดีหากไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นจำเลยทั้งสองยอมแพ้คดีข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลชั้นต้นในการเดินเผชิญสืบตามที่คู่ความนำชี้ว่านอกจากที่พิพาทที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าเป็นทางแล้ว จำเลยทั้งสองนำชี้มีทางออกสู่ทางสาธารณะอีกสามเส้นทาง ซึ่งแต่ละเส้นทางเป็นทางเดินในสวนมีความกว้างขนาดคนเดินได้ ไม่ใช่ทางเข้าออกของรถยนต์ และต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่น ซึ่งเจ้าของที่ดินไม่ได้ยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะหรือเป็นทางภารจำยอม โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่อาจใช้ทางได้โดยชอบเพื่อออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งมีผลเท่ากับไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าถือไม่ได้ว่าทางดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะตามที่ท้ากัน และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดีตามคำท้านั้น ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่คู่ความท้ากัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วลวดหนามและสิ่งกีดขวางออกจากทางพิพาท ถ้าจำเลยทั้งสองไม่รื้อให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้รื้อถอนเองโดยจำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล โจทก์ที่ 1 มีสิทธิที่จะบังคับคดีต่อไปโดยยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ได้อยู่แล้ว โจทก์ที่ 1 จะขอรื้อถอนเองโดยให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20473 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตั้งบ้านเรือนอยู่เลขที่ 70/1 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 20456 ของนายไข่ ทิพรสหรือทิพย์รส บิดาโจทก์ที่ 2 โดยนายไข่ทำพินัยกรรมยกให้แก่โจทก์ที่ 3 โจทก์ทั้ง 4 ตั้งบ้านเรือนอยู่เลขที่ 70 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 20456 ของนายไข่บิดานายจวน ทิพรส สามีโจทก์ที่ 4 ซึ่งนายไข่ทำพินัยกรรมยกให้แก่เด็กหญิงจินตนา ทิพรส บุตรสาวโจทก์ที่ 4 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 110จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20495 ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ทิศเหนือจดคลองหยวด ทิศใต้จดที่ดินของจำเลยที่ 2 ทิศตะวันออกจดที่ดินของจำเลยที่ 1 และทิศตะวันตกจดที่ดินของนายไข่ ส่วนที่ดินของนายไข่ที่มีบ้านเรือนของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4ปลูกสร้างทิศเหนือจดคลองหยวดและที่ดินของบุคคลอื่น ทิศใต้จดที่ดินของจำเลยที่ 2ทิศตะวันออกจดที่ดินของโจทก์ที่ 1 และทิศตะวันตกจดที่ดินของบุคคลอื่น ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ดินของนายไข่ที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่จึงถูกที่ดินของจำเลยทั้งสองและบุคคลอื่นปิดล้อมทุกด้าน จำเลยที่ 2 ไม่ยอมรื้อรั้วลวดหนามเปิดให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และบริวารเดินออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตามบันทึกเรื่องประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาท เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 กับพี่น้องร่วมกันปิดกั้นที่ดินของจำเลยที่ 1 กว้าง 2 เมตร ยาวจากทิศเหนือมาทิศใต้ 46 เมตร ตามแผนที่พิพาทท้ายฟ้องไม่ให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ครอบครัวของโจทก์ที่ 4 และบริวารออกสู่ทางสาธารณะ นำผลิตผลออกไปจำหน่าย นำสัมภาระต่าง ๆ เข้าไปในที่ดิน ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทตามแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องในกรอบเส้นสีแดงเป็นทางจำเป็นให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วลวดหนามและสิ่งกีดขวางออกจากทางพิพาท ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้รื้อถอนเองโดยจำเลยทั้งสองร่วมเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 20473และ 20456 ตำบลกำแพงเซา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า ทางพิพาทตามฟ้องไม่ใช่ทางจำเป็นที่โจทก์ทั้งสี่จะใช้เป็นทางเข้าออกระหว่างที่ดินโจทก์ทั้งสี่กับถนนสาธารณะ เพราะโจทก์ทั้งสี่ยังมีทางเข้าออกทางอื่นอีกหลายทางทางแรกโดยผ่านที่ดินของนายช่วง กว้าง 8 เมตร รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ซึ่งบิดาโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ทางนี้เข้าออกเป็นเวลา 20 ถึง 30 ปี ทางที่สองโดยผ่านที่ดินของนางช่วย สมศรี ซึ่งใช้เป็นทางเดินเท้าและรถจักรยานยนต์ผ่านได้ ทั้งสามทางดังกล่าวโจทก์ทั้งสี่ยังคงใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะบ้านหยวด-ตำบลท่าดี จนถึงปัจจุบันขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันว่าขอให้ศาลเดินเผชิญสืบ หากศาลเห็นว่าโจทก์ทั้งสี่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นนอกจากทางพิพาทแล้วโจทก์ทั้งสี่ยอมแพ้คดี หากโจทก์ทั้งสี่ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางอื่น จำเลยทั้งสองยอมแพ้คดี โดยคู่ความไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องในกรอบเส้นสีแดงเป็นทางจำเป็นเพื่อประโยชน์ของโฉนดที่ดินเลขที่ 20473 ตำบลกำแพงเซา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วลวดหนาม และสิ่งกีดขวางออกจากทางพิพาท ถ้าจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้รื้อถอนเองโดยจำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 มีปัญหาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตรงตามคำท้าหรือไม่ปัญหานี้ในชั้นพิจารณาโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่พิพาท หากศาลเห็นว่า โจทก์ทั้งสี่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นนอกจากทางพิพาทแล้ว โจทก์ทั้งสี่ยอมแพ้คดี หากไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นจำเลยทั้งสองยอมแพ้คดี ตามรายงานกระบวนพิจารณาศาลชั้นต้นวันที่ 9 มิถุนายน 2542 และข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลชั้นต้นในการเดินเผชิญสืบรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 11 สิงหาคม 2542 ตามที่คู่ความนำชี้นอกจากที่พิพาทที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าเป็นทางแล้วจำเลยทั้งสองนำชี้มีทางออกสู่ทางสาธารณะบ้านหยวด-ท่าดี อีกสามเส้นทางคือ ทางที่หนึ่งผ่านที่ดินของนางเจือ ทางที่สองผ่านที่ดินนางช่วย และทางที่สามผ่านที่ดินของนายช่วง ซึ่งแต่ละเส้นทางเป็นทางเดินในสวนยางพารามีความกว้างขนาดคนเดินได้ ไม่ปรากฏร่องรอยว่าเป็นทางเข้าออกของรถยนต์ และทางเข้าออกดังกล่าวจำต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่น โดยไม่ปรากฏว่าทางดังกล่าวนี้เจ้าของที่ดินได้ยกให้เป็นทางสาธารณะหรือตกเป็นทางภารจำยอมข้อเท็จจริงเช่นนี้ย่อมจะเห็นได้ว่า ทางทั้งสามซึ่งเป็นเส้นทางอื่นที่จะออกสู่ทางสาธารณะบ้านหยวด-ท่าดี นั้น จะต้องผ่านที่ดินสวนยางพาราของนางเจือ นางช่วยและนายช่วง ซึ่งไม่ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินทั้งสามรายนี้ได้ยกที่ดินเป็นทางดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะหรือเป็นทางภารจำยอม โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่อาจใช้ทางทั้งสามนี้ได้โดยชอบเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้ซึ่งมีผลเท่ากับไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ถือไม่ได้ว่าทางออกดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะตามที่ท้ากัน และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดีตามคำท้านั้น ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่คู่ความท้ากัน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษา ฎีกาโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วลวดหนามและสิ่งกีดขวางออกจากทางพิพาท ถ้าจำเลยทั้งสองไม่รื้อให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้รื้อถอนเองโดยจำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนนั้น เห็นว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล โจทก์ที่ 1 มีสิทธิที่จะบังคับคดีต่อไปโดยยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ ได้อยู่แล้ว โจทก์ที่ 1 จะขอรื้อถอนเองโดยให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหาได้ไม่ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทในที่ดินตามโฉนดที่ดินและในที่ดินตามหนังสือรับรองประโยชน์ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องในกรอบเส้นสีแดง (กว้าง 4 เมตร ยาว 46 เมตร) เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20473 ตำบลกำแพงเซา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้วลวดหนามและสิ่งกีดขวางออกจากทางพิพาทคำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 296 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง รัตน์ พงศ์กระทุงหรือทิพรสหรือทิย์รส กับพวก
จำเลย — นาย วิมล พงศ์กระทุง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7087/2546
#112670
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยท้ากันให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่พิพาท หากศาลเห็นว่าโจทก์มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นนอกจากทางพิพาทแล้ว โจทก์ยอมแพ้คดี หากไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะทางอื่น จำเลยยอมแพ้คดี ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีทางสามทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่ทั้งสามทางจะต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่น ซึ่งไม่ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินทั้งสามรายนี้ได้ยกที่ดินเป็นทางดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะหรือเป็นทางภาระจำยอม โจทก์ย่อมไม่อาจใช้ทางทั้งสามได้โดยชอบเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งมีผลเท่ากับไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าถือไม่ได้ว่าทางออกดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะตามที่ท้ากันและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีตามคำท้านั้น ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่คู่ความท้ากัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วลวดหนามและสิ่งกีดขวางออกจากทางพิพาท ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้โจทก์ทั้งสี่เป็นผู้รื้อถอนเองโดยจำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๔๗๓ และ ๒๐๔๕๖ ตำบลกำแพงเซา จังหวัดนครศรีธรรมราช ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า ทางพิพาทตามฟ้องไม่ใช่ทางจำเป็นที่โจทก์ทั้งสี่จะใช้เป็นทางเข้าออกระหว่างที่ดินโจทก์ทั้งสี่กับถนนสาธารณะ เพราะโจทก์ทั้งสี่ยังมีทางเข้าออกทางอื่นอีกหลายทาง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันว่า ขอให้ศาลเดินเผชิญสืบ หากศาลเห็นว่าโจทก์ทั้งสี่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางอื่นนอกจากทางพิพาทแล้ว โจทก์ทั้งสี่ยอมแพ้คดี หากโจทก์ทั้งสี่ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางอื่น จำเลยทั้งสองยอมแพ้คดี โดยคู่ความไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อประโยชน์ของโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๐๔๗๓ ตำบลกำแพงเซา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วลวดหนามและสิ่งกีดขวางออกจากทางพิพาท ถ้าจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนให้โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้รื้อถอนเอง โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ และค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๑ ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลว่าทางสามทางที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าสามารถเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้นั้น ทางที่หนึ่งผ่านที่ดินของนางเจือ ทางที่สองผ่านที่ดินของนางช่วย และทางที่สามผ่านที่ดินของนายช่วง ซึ่งแต่ละเส้นทางเป็นทางเดินในสวนยางพารา มีความกว้างขนาดคนเดินได้ ไม่ปรากฏร่องรอยว่าเป็นทางเข้าออกของรถยนต์ และทางเข้าออกดังกล่าวจำต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่น โดยไม่ปรากฏว่าทางดังกล่าวนี้เจ้าของที่ดินได้ยกให้เป็นทางสาธารณะหรือตกเป็นทางภาระจำยอมแต่อย่างใด โจทก์ที่ ๑ ย่อมไม่อาจใช้ทางทั้งสามนี้ได้โดยชอบเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้ซึ่งมีผลเท่ากับไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ถือไม่ได้ว่าทางออกดังกล่าวเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะตามที่ท้ากันและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดีตามคำท้านั้น ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่คู่ความท้ากัน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษา ฎีกาโจทก์ที่ ๑ ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๐๔๗๓ ตำบลกำแพงเซา อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ของโจทก์ที่ ๑ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้วลวดหนามและสิ่งกีดขวางออกจากทางพิพาท คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัตน์ พงศ์กระทุงหรือทิพรสหรือทิพย์รส กับพวก
จำเลย — นายวิมล พงศ์กระทุง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายธนะพัฒน์ จงเพิ่มวัฒนะผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7080/2546
#112853
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด โดยตกลงว่าจำเลยจะเบิกเงินจากบัญชีกระแสรายวันโดยใช้เช็ค การที่โจทก์นำสืบว่า ยอดหนี้ในบัญชีกระแสรายวันซึ่งใช้เป็นบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดเกิดจากจำเลยเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตของโจทก์แล้วจำเลยนำเซลส์สลิปที่ พ. ซื้อสินค้าจากจำเลยโดยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ไปเรียกเก็บเงินจากโจทก์ โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวฝากเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยและจำเลยใช้เช็คเบิกถอนเงินไปแล้ว ต่อมาโจทก์เรียกเก็บเงินจาก พ. ไม่ได้ โจทก์จึงนำจำนวนเงินดังกล่าวมาหักออกจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยนั้น เป็นการนำสืบที่มาของหนี้ตามบัญชีกระแสรายวันที่โจทก์และจำเลยใช้เป็นบัญชีเดินสะพัดว่าเพราะเหตุใดจำเลยจึงเป็นหนี้โจทก์ โดยโจทก์ยังคงขอให้บังคับจำเลยตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์ฟ้อง มิได้ขอให้บังคับจำเลยตามสัญญาอื่นแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๒๓,๓๑๐.๕๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๒,๘๒๘.๗๗ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๓,๓๑๐.๕๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๒,๘๒๘.๗๗ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑,๕๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัด ประเภทบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ โดยจำเลยใช้เช็คในการเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว และจำเลยเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตของโจทก์ ต่อมาจำเลยนำเซลส์สลิปของนางสาวพัชรินทร์ อภิชาติภุชงค์ ที่มาซื้อสินค้าของจำเลยโดยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ไปเรียกเก็บเงินจากโจทก์ โจทก์ได้นำเงินค่าซื้อสินค้าดังกล่าวเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์จึงนำเงินค่าสินค้าดังกล่าวมาหักทอนกับเงินในบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวทำให้จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลย คำนวณถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวม ๒๓,๓๑๐.๕๑ บาท ?

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นการวินิจฉัยนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด การที่โจทก์นำสืบว่า ยอดหนี้ในบัญชีกระแสรายวันซึ่งใช้เป็นบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดเกิดจากจำเลยเป็นร้านค้าสมาชิกรับบัตรเครดิตของโจทก์ แล้วจำเลยนำเซลส์สลิปที่นางสาวพัชรินทร์ อภิชาติภุชงค์ ซื้อสินค้าจากจำเลยโดยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ไปเรียกเก็บเงินจากโจทก์ โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวฝากเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยและจำเลยใช้เช็คเบิกถอนเงินไปแล้ว ต่อมาโจทก์เรียกเก็บเงินจากนางสาวพัชรินทร์ไม่ได้ โจทก์จึงนำจำนวนเงินดังกล่าวมาหักออกจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลยนั้น เป็นการนำสืบที่มาของหนี้ตามบัญชีกระแสรายวันที่โจทก์และจำเลยใช้เป็นบัญชีเดินสะพัดว่าเพราะเหตุใดจำเลยจึงเป็นหนี้โจทก์ โดยโจทก์ยังคงขอให้บังคับจำเลยตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์ฟ้อง มิได้ขอให้บังคับจำเลยตามสัญญาอื่นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ จึงหาเป็นการวินิจฉัยนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 856
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางเกษมศรี อัครเวสสะพงษ์หรือศิลปวานิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชัย เดชะอังกูร
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7045/2546
#50926
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) มีความมุ่งหมายที่จะให้สิทธิแก่นายจ้างสามารถลงโทษลูกจ้างที่ตั้งใจหรือมีเจตนากระทำการโดยรู้ว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างเท่านั้น มิได้มุ่งเน้นที่ความเสียหายว่าได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพียงใด ซึ่งแตกต่างจากกรณีกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ตั้งใจตามมาตรา 119(3) ที่มีเงื่อนไขว่า ความเสียหายที่นายจ้างได้รับจะต้องถึงขั้นเสียหายอย่างร้ายแรง นายจ้างจึงจะมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ฉะนั้นไม่ว่าการกระทำของโจทก์จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหายแล้วหรือไม่ จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะนำมาเป็นหลักในการวินิจฉัย

หมายแจ้งคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้บริษัทจำเลยใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์ในการผลิตกระดาษในคดีที่บริษัท อ. ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าโรงงานดังกล่าวมีไปถึงบริษัทจำเลย ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลคือ ช. กรรมการผู้จัดการจำเลย โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลมีหน้าที่บริหารงานบุคคลภายในบริษัทจำเลยให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการทำงานและคำสั่งของ ช. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา โจทก์ไม่มีหน้าที่ในการดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว แต่โจทก์ได้แสดงตนเป็นพนักงานของบริษัท อ. ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายปฏิปักษ์กับจำเลย และขอจัดประชุมเพื่อให้พนักงานของจำเลยที่มีอยู่ประมาณ 200 คน สมัครใจว่าจะเป็นลูกจ้างใคร กับทั้งจะนำคนงานบริษัท อ. เข้ามาในโรงงานซึ่งอาจก่อให้เกิดการแตกแยกในหมู่พนักงานของจำเลย และเกิดความเสียหายแก่จำเลยได้ พฤติการณ์ของโจทก์เป็นการทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับจำเลยและมีเจตนาจะให้ความร่วมมือช่วยเหลือฝ่ายตรงข้ามกับจำเลย มิใช่เป็นการกระทำเพื่อให้คำสั่งของศาลเป็นไปโดยถูกต้องและบรรลุผลโดยสุจริตใจ ซึ่งนอกจากเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว ยังเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างอัตราค่าจ้างเดือนละ 12,500 บาท กำหนดจ่ายทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้กระทำผิดและบอกเลิกจ้างให้ทราบล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 75,000บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าถึงคราวถัดไปเป็นเงิน 19,351บาท จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึง 13 กรกฎาคม 2545 เป็นเงิน 5,239 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 19,351 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้าง 5,239 บาท และค่าชดเชย 75,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลประพฤติตนไม่เหมาะสมกับการเป็นลูกจ้าง จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยมีข้อพิพาทกับบริษัท เอ.เอส.เอ.เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัด เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 มีผู้อ้างว่าเป็นพนักงานของบริษัท เอ.เอส.เอ. เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัด พยายามจะเข้ามาภายในบริเวณโรงงานของจำเลย แต่ยามไม่ให้บุคคลดังกล่าวเข้ามา โจทก์ออกคำสั่งให้ยามเปิดประตูแต่ยามไม่ยอม และโจทก์แจ้งต่อนายเสน่ห์ กันทะวงศ์ หัวหน้าคนงานแผนกขนส่งว่าโรงงานไม่ใช่ของจำเลยอีกต่อไป ศาลมีคำสั่งให้คนงานรับเงินเดือนของบริษัท เอ.เอส.เอ.เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัด ใครไม่สมัครงานจะตกงาน และโจทก์บอกว่าตนเป็นพนักงานของบริษัท เอ.เอส.เอ. เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัด แล้ว การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 จำเลยจึงปลดโจทก์ออกโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างจำนวน 5,239 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างจำนวน 5,239 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเช่าโรงงานผลิตกล่องกระดาษจากบริษัท เอ.เอส.เอ.เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัด โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล บริษัท เอ.เอส.เอ. เชียงใหม่กล่องกระดาษจำกัด ฟ้องขับไล่จำเลย และศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยและบริวารใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์ที่ใช้ในการผลิตกระดาษและกล่องกระดาษ มีการส่งหมายแจ้งคำสั่งศาลดังกล่าวถึงนายชัยยงค์ พึ่งรัศมี กรรมการผู้จัดการของจำเลยแล้ว ต่อมาโจทก์พูดกับนายเสน่ห์ขอจัดสถานที่เรียกพนักงานเข้าประชุมเพื่อสอบถามความสมัครใจของพนักงานว่าจะเลือกอยู่กับจำเลย หรือบริษัท เอ.เอส.เอ. เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัดและในวันดังกล่าวโจทก์จะนำพนักงานของบริษัท เอ.เอส.เอ.เชียงใหม่กล่องกระดาษจำกัด เข้ามาในบริษัทจำเลย แต่ยามของบริษัทจำเลยไม่อนุญาต แล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119(2) ที่บัญญัติไว้ว่า นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายจะต้องเป็นเรื่องที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างขึ้นแล้ว และความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำของลูกจ้างโดยตรง และเป็นการกระทำโดยจงใจของลูกจ้างด้วยแต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ความเสียหายยังมิได้เกิดขึ้นจริงเพราะพนักงานทุกคนยังเชื่อฟังคำสั่งของจำเลยและอยู่ปฏิบัติงานให้แก่จำเลยด้วยความสามัคคี มิได้แตกแยกกันแต่อย่างใดนั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119(2) มีความมุ่งหมายที่จะให้สิทธิแก่นายจ้างสามารถลงโทษลูกจ้างที่ตั้งใจหรือมีเจตนากระทำการโดยรู้ว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างเท่านั้น มิได้มุ่งเน้นที่ความเสียหายว่าได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพียงใด ซึ่งแตกต่างจากกรณีกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ตั้งใจตามมาตรา 119(3) ที่มีเงื่อนไขว่า ความเสียหายที่นายจ้างได้รับจะต้องถึงขั้นเสียหายอย่างร้ายแรง นายจ้างจึงจะมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยฉะนั้น ไม่ว่าการกระทำของโจทก์จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหายแล้วหรือไม่ จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะนำมาเป็นหลักในการวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์กระทำการโดยสุจริต เพราะเชื่อว่าโจทก์ จำเลยและพนักงานทุกคนจะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้หยุดเดินเครื่องจักรและให้พนักงานทุกคนได้รับค่าจ้างจากบริษัท เอ.เอส.เอ. เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัด และจำเลยก็มิได้มีคำสั่งโดยตรงถึงโจทก์ ห้ามมิให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอันจะเป็นผลให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และไม่สมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 การกระทำของโจทก์จึงเป็นการกระทำเพื่อให้คำสั่งของศาลเป็นไปโดยถูกต้องและลุล่วงไปด้วยดี มิใช่กระทำเพื่อให้ความร่วมมือกับฝ่ายตรงกันข้ามนั้น เห็นว่าหมายแจ้งคำสั่งศาลมีไปถึงจำเลย ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลคือนายชัยยงค์ พึ่งรัศมี กรรมการผู้จัดการจำเลย โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลมีหน้าที่บริหารงานบุคคลภายในบริษัทจำเลยให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการทำงานและคำสั่งของนายชัยยงค์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา โจทก์ไม่มีหน้าที่ในการดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่าโจทก์ได้แสดงตนเป็นพนักงานของบริษัท เอ.เอส.เอ. เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัด ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายปฏิปักษ์กับจำเลย และขอจัดประชุมเพื่อให้พนักงานของจำเลยที่มีอยู่ประมาณ 200 คน สมัครใจว่าจะเป็นลูกจ้างใคร กับทั้งจะนำคนงานบริษัท เอ.เอส.เอ. เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัด เข้ามาในโรงงานซึ่งอาจก่อให้เกิดการแตกแยกในหมู่พนักงานของจำเลย และเกิดความเสียหายแก่จำเลยได้พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับจำเลยและมีเจตนาจะให้ความร่วมมือช่วยเหลือฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยมิใช่เป็นการกระทำเพื่อให้คำสั่งของศาลเป็นไปโดยถูกต้องและบรรลุผลโดยสุจริตใจ ซึ่งนอกจากเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว ยังเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยอีกด้วย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุรางค์ อักษรวนิช
จำเลย — บริษัท ซี.เค. เชียงใหม่กล่องกระดาษ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา