คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6828/2546
#50869
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 101 กระทง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยถูกจำคุกในคดีเดิม 12 คดี รวมกันมีกำหนด 20 ปี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจำคุกมา 74 ปี นั้น ปัญหาที่ว่าจำเลยถูกจำคุกในคดีเดิมมาเป็นเวลาเท่าไร จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้อีกหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นข้าราชการตำรวจ ยศนายดาบตำรวจตำแหน่งผู้บังคับหมู่ประจำแผนกการเงินและพัสดุ กองกำกับการ 1 กองกำลังพล กรมตำรวจ (ปัจจุบันเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) มีหน้าที่รับผิดชอบจัดซื้อ จัดหาพัสดุครุภัณฑ์ การซ่อมแซมครุภัณฑ์การเบิกจ่ายเงินค่าซ่อมแซม รวมทั้งค่าเช่าครุภัณฑ์ อาคารและสถานที่ ค่าวัสดุพิมพ์งานในความรับผิดชอบ โดยในการจัดซื้อจัดหาพัสดุและครุภัณฑ์นั้น จำเลยมีหน้าที่จัดทำใบสั่งซื้อและเอกสารต่าง ๆ ประกอบการอนุมัติจัดซื้อวัสดุ และเป็นผู้ติดต่อกับร้านค้าที่เสนอราคาที่ต่ำสุดให้มารับใบสั่งซื้อวัสดุ และเมื่อร้านค้าผู้ขายนำวัสดุสิ่งของมาส่งแล้ว จำเลยมีหน้าที่ลงลายมือชื่อรับสินค้าในใบส่งของและใบแจ้งหนี้ของร้านค้าผู้ขาย และจำเลยมีหน้าที่แจ้งคณะกรรมการตรวจรับการซื้อวัสดุทำการตรวจรับสินค้าวัสดุที่จัดซื้อ กับลงรายการในทะเบียนรับวัสดุ และจัดส่งวัสดุที่จัดซื้อเข้าทะเบียนพัสดุของกองกำลังพล กรมตำรวจ เมื่อระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2531 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม2532 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยปลอมเอกสารเกี่ยวกับการจัดซื้อกระดาษอัดสำเนา ผงหมึก กระดาษไข กระดาษไขปรุ ผงโทนเนอร์ถ่ายเอกสาร กระดาษไขคอมพิวเตอร์ หมึกอัดสำเนา หมึกโรเนียว แฟ้มทำเนียบ กระดาษคาร์บอน ผ้าพิมพ์คอมพิวเตอร์ แฟ้มเจาะรู แฟ้มอ่อน แฟ้มยืด แฟ้มเสนองาน ยางลบหมึก ยางลบดินสอ สมุดปกแข็ง ลวดเย็บกระดาษ ลวดเสียบกระดาษ คลิปหนีบกระดาษ ผ้าหมึกพิมพ์ดีด ผ้าหมึกเครื่องคิดเลข ซองถุงสีน้ำตาลขยายข้าง แผ่นใสพร้อมกรอบ ไม้บรรทัดที่เย็บกระดาษ เข็มปรุกระดาษไข เครื่องรันนิ่งนัมเบอร์ แฟ้มเสนอเซ็น ผงแม่เหล็กถ่ายเอกสาร น้ำยาลบกระดาษไข เครื่องเจาะกระดาษ ที่ถอนลวดเย็บกระดาษ หมึกเติมแท่นประทับตรา สก๊อตเทปใสพร้อมที่ตัดในตัว เครื่องเหลาดินสอ เชือกพลาสติก เชือกป่าน เป็กทองเหลือง ปกเก็บเรื่อง แฟ้มแขวนตู้เอกสาร แฟ้มสันหนา ดินสอ ซองพับซองขาวพับ แผ่นรองเขียน กระดาษไข ปากกาเขียนกระดาษไข แท่นประทับตรา แผ่นดิสเก็ต สมุดปกแข็ง เครื่องเจาะกระดาษ กระดาษถ่ายเอกสาร รวมราคา 1,915,515บาท โดยปลอมลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจลงชื่อในเอกสารขออนุมัติจัดซื้อ แล้วนำไปดำเนินการจัดซื้อวัสดุที่จัดซื้อดังกล่าวจากบริษัทโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษบางปะอินจำกัด ร้านวรเทพ ร้านสินสยาม ร้าน อ.สหชัยสเตชั่นเนอรี่ ร้านอุดมภัณฑ์ ร้านสินไพบูลย์เทรดดิ้ง ร้านชัชพล ร้านอาทรพาณิชย์ โดยจำเลยปลอมลายมือชื่อกรรมการตรวจรับและรับสินค้าวัสดุที่จัดซื้อดังกล่าวแล้วไม่ลงรายการในทะเบียนรับวัสดุและไม่จัดส่งวัสดุที่จัดซื้อเข้าทะเบียนพัสดุของกองกำลังพล กรมตำรวจ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ผู้เสียหาย แต่กลับเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนโดยทุจริตเป็นเหตุให้กรมตำรวจ(สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ได้รับความเสียหายจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 15 - 23/2537 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 161, 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,951,515 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

จำเลยยื่นคำร้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยเคยถูกฟ้องและถูกศาลพิพากษาลงโทษมาแล้ว 12 สำนวนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7049/2533 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3818/2534 ของศาลอาญา คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 15 - 23/2537 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3058/2537 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ รวมทุกคดีคงจำคุก20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) จำเลยเพิ่งพ้นโทษเมื่อวันที่ 29 เมษายน2544 คดีนี้กับคดีก่อนทั้ง 12 สำนวน เป็นความผิดเกี่ยวพันกัน มีพฤติการณ์เดียวกันซึ่งโจทก์สามารถฟ้องจำเลยต่อศาลได้ก่อนจำเลยพ้นโทษ จึงเป็นการทำให้จำเลยต้องได้รับโทษเกินไปจากที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) บัญญัติไว้ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์รับว่า จำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษจริงตามคำร้องและไม่ประสงค์จะนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 15 - 23/2537 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 161, 91 เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ไม่จำต้องปรับบทความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 101 กระทง เป็นจำคุก 505 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 252 ปี 6 เดือนแต่เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) บัญญัติว่า เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 50 ปี จึงให้จำคุกจำเลย 50 ปี ที่จำเลยขอให้รวมโทษจำคุกคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้เป็นจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) นั้น ได้ความตามสำนวนว่า คดีนี้และคดีก่อนซึ่งจำเลยถูกฟ้องและศาลพิพากษาลงโทษและพ้นโทษแล้ว วันเวลาที่เกิดเหตุทุกคดีเกี่ยวเนื่องกัน สถานที่เกิดเหตุแห่งเดียวกัน ผู้เสียหายและจำเลยรายเดียวกัน คดีก่อนเป็นการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ กรณีจึงตกอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) เมื่อรวมโทษของจำเลยในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ คงจำคุก 50 ปี เนื่องจากจำเลยต้องโทษจำคุกคดีก่อนมาแล้ว 20 ปี เมื่อนำมาหักออกจากระยะเวลาจำคุกคดีนี้แล้ว คงจำคุก 30 ปี ทั้งนี้ให้เริ่มนับโทษจำคุกคดีนี้นับแต่วันพิพากษา ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,951,515 บาท แก่ผู้เสียหายคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ในความผิดลักษณะเดียวกันและต่อเนื่องกันนี้โจทก์เคยฟ้องและศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว รวม 12 คดี รวมโทษจำคุกทั้งหมด 74 ปี เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ 50 ปี สามารถหักกลบลบกันได้ โดยจำเลยไม่ต้องรับโทษต่อไปนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 101 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนคดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยถูกจำคุกในคดีเดิม 12 คดี รวมกันมีกำหนด 20 ปี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจำคุกมา 74 ปี นั้น ปัญหาที่ว่าจำเลยถูกจำคุกในคดีเดิมมาเป็นเวลาเท่าไร จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้อีกหรือไม่ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติข้างต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย อำนวย ลาภคล้อยมา
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ประชา ประสงค์จรรยา
ภคพงศ์ วงศ์รีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6824/2546
#112848
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอถอนคำฟ้องของโจทก์คดีนี้อ้างว่า เรื่องตามฟ้องโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยเรื่องราวร้องทุกข์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อมาเมื่อศาลปกครองกลางเปิดทำการเรื่องของโจทก์ได้โอนไปเป็นคดีของศาลปกครองกลางนั้น หากให้ศาลยุติธรรมดำเนินคดีของโจทก์ต่อไปจะเป็นการซ้ำซ้อนกับคดีของโจทก์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง โจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีที่ศาลปกครองเพียงแห่งเดียว เห็นได้ว่า คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีเหตุผลและเป็นสิทธิของโจทก์ ที่จำเลยคัดค้านการถอนคำฟ้องอ้างว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบนั้นเป็นการคาดคะเนของจำเลย ข้อคัดค้านของจำเลยยังไม่มีน้ำหนัก ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๘๗๔ ตำบลวัฒนานคร อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสระแก้ว) โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ตั้งค่ายของกองกำลังบูรพาซึ่งเป็นราชการส่วนหนึ่งของจำเลย โดยจำเลยตกลงจ่ายข้าวสารให้แก่โจทก์เป็นการตอบแทน ต่อมาจำเลยผิดข้อตกลงไม่ยอมจ่ายข้าวสารให้แก่โจทก์ โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยส่งที่ดินคืนแก่โจทก์ จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตถอนคำฟ้อง จำเลยคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องหรือไม่ ตามคำร้องขอถอนคำฟ้องของโจทก์ โจทก์อ้างว่าเรื่องตามฟ้องโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยเรื่องราวร้องทุกข์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อมาเมื่อศาลปกครองกลางเปิดทำการเรื่องของโจทก์ได้โอนไปเป็นคดีของศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๐๐/๒๕๔๔ โจทก์เห็นว่า หากให้ศาลยุติธรรมดำเนินการพิพากษาคดีของโจทก์ต่อไป จะซ้ำซ้อนกับคดีของโจทก์ที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลปกครองกลาง โจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีที่ศาลปกครองกลางเพียงแห่งเดียว จำเลยคัดค้านว่า จากการดำเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์ เชื่อว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบตามข้ออ้าง จึงขอคัดค้านการถอนคำฟ้อง เห็นว่า ขณะนี้คดีของโจทก์ที่โจทก์นำมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นอยู่ระหว่างการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองกลาง การที่โจทก์ประสงค์จะขอถอนฟ้องคดีนี้เพื่อไปดำเนินการทางศาลปกครองกลางเพียงแห่งเดียวย่อมมีเหตุผลและเป็นสิทธิของโจทก์ ที่จำเลยคัดค้านการถอนคำฟ้องอ้างว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบนั้น เป็นการคาดคะเนของจำเลย ข้อคัดค้านของจำเลยยังไม่มีน้ำหนัก การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชด ฉัตรมงคลชาติ
จำเลย — กองทัพบก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายโชคชัย ตั้งรักษาสัตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2546
#51038
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้เท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันได้แก่ บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรือผู้อยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลเหล่านั้นที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ความรับผิดของบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไรต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งกล่าวโดยเฉพาะในส่วนของผู้ค้ำประกันเมื่อหนี้ที่ค้ำประกันมิได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ผู้ค้ำประกันก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดต่อเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ยังมีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ได้เช่นเดิม

ข้อกำหนดในแผนที่ขอร้องหรือขอความร่วมมือจากเจ้าหนี้มิให้ฟ้องผู้ค้ำประกันในระหว่างระยะเวลาบริหารแผน มิใช่กำหนดห้ามฟ้องหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องจากผู้ค้ำประกัน จึงไม่มีสภาพบังคับสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่ต่อผู้ค้ำประกันตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งเพียงใด เจ้าหนี้ย่อมใช้สิทธินั้นได้อย่างเต็มที่ มิได้ถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดในแผน แผนจึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง

การที่แผนกำหนดแบ่งเงินพิเศษสำหรับสินเชื่อใหม่แก่สถาบันการเงินที่ได้นำเงินที่สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับจากโครงการที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ตนแล้วมาให้เป็นสินเชื่อใหม่เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของลูกหนี้ ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนได้ก่อให้เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ในอันที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนจะได้นำเงินไปดำเนินกิจการตามแผน ส่งผลให้กิจการลูกหนี้สามารถแสวงหารายได้ นับว่าจะได้เป็นประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการตามแผน หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/62 หนี้ส่วนนี้ย่อมมีสถานะแตกต่างจากหนี้จำนวนอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและมีการกำหนดไว้ในแผน การที่แผนกำหนดให้มีการคืนหนี้ส่วนนี้ให้แก่สถาบันการเงินก่อน จึงเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งนายวีระวัฒน์ ชลวณิช นายชูเกียรติ วิทยะเตชะกุล นายสิทธิไชย โรจนดิษฐ์ นายประมวลชัย ทวีเศรษฐ์และนายเฉลิมชัย กนกวิบูลย์ศรี ร่วมกันเป็นผู้ทำแผนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2544เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไรที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/56

ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 76 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเงิน 119,502,712.30 บาท ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันแผนจัดให้ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 ซึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ข้อ 1.2 ที่ระบุไว้ในหน้า 34 ข้อ ฌ. ว่า เมื่อแผนได้รับอนุมัติแล้ว ห้ามมิให้ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันได้แก่นายสุเอช ศิวาชัญ นายวีระวัฒน์ ชลวณิช และบริษัทเอ็นเนอร์ยี่ แอนด์อินฟราสตรัคเจอร์ดีวีลอปเม้นท์ จำกัด ในระหว่างการดำเนินการตามแผนและให้ผู้ค้ำประกันข้างต้นรับผิดเฉพาะหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระในส่วนที่เกิดจากหนี้เงินกู้สถาบันการเงิน แต่จะไม่ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันตลอดระยะเวลาบริหารแผนนั้น เป็นการขัดต่อกฎหมายเรื่องความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/60 วรรคสอง ถือได้ว่าเป็นการกำจัดสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะไปเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันในหนี้ส่วนที่เหลือจากที่ได้รับชำระหนี้ตามแผน และเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 เจ้าหนี้สถาบันการเงิน ไม่ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน จากแผนฟื้นฟูกิจการในเรื่องการคืนเงินในรูปการลดทุน มีการชำระหนี้คืนให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มเดียวกันไม่เท่าเทียมกันตามมาตรา 90/58(2) ประกอบมาตรา 90/46(2) กล่าวคือโครงการปัจจุบันในแผนฟื้นฟูกิจการระบุให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และที่ 4 ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 ได้รับชำระหนี้ก่อนบรรดาเจ้าหนี้อื่นในกลุ่มที่ 4 ในอัตราร้อยละ 70 ของกระแสเงินสดสุทธิของโครงการปัจจุบัน และให้เจ้าหนี้ทั้งสามรายข้างต้นได้รับชำระหนี้ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 30 ของกระแสเงินสดสุทธิของโครงการปัจจุบันตามสัดส่วนของมูลหนี้ขณะที่บรรดาเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันได้รับชำระหนี้เฉพาะในส่วนร้อยละ 30 ของกระแสเงินสดสุทธิของโครงการปัจจุบันตามสัดส่วนของมูลหนี้เท่านั้น ส่วนโครงการใหม่ ในแผนฟื้นฟูกิจการระบุให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับชำระหนี้ก่อนบรรดาเจ้าหนี้อื่นในกลุ่มที่ 4 ในอัตราร้อยละ 70 ของเงินจำนวนร้อยละ 30 ร้อยละ 25 หรือร้อยละ 20 แล้วแต่กรณีที่เหลือจากการแบ่งส่วนกำไรสุทธิของโครงการใหม่ให้แก่ผู้สนับสนุนทางการเงินแก่โครงการใหม่ และให้เจ้าหนี้ทั้งสามรายข้างต้นได้รับชำระหนี้ในส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 30ของเงินจำนวนร้อยละ 30 ร้อยละ 25 หรือร้อยละ 20 แล้วแต่กรณี ตามสัดส่วนของมูลหนี้ ขณะที่บรรดาเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันได้รับชำระหนี้เฉพาะในส่วนร้อยละ 30ของเงินจำนวนร้อยละ 30 ร้อยละ 25 หรือร้อยละ 20 แล้วแต่กรณีตามสัดส่วนมูลหนี้เท่านั้น แผนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/60 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ชัดแจ้ง หากแผนระบุยกเว้นความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้แล้วข้อกำหนดดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สำหรับแผนฟื้นฟูกิจการส่วนที่ 8 ข้อ 6(ก)-(ง) แผนมิได้ระบุข้อความที่เป็นการปฏิบัติการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 แตกต่างกันแต่ประการใดส่วนข้อ ฉ. แผนกำหนดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้บางรายในกลุ่มที่ 4 แตกต่างจากเจ้าหนี้รายอื่นในกลุ่มเดียวกันนั้น หนี้ตามข้อ ฉ. เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 90/42 มาตรา 90/42 ทวิ และมาตรา 90/42 ตรีและเป็นเพียงกรณีที่แผนกำหนดแนวทางสำหรับหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเท่านั้น

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่ขัดต่อกฎหมายในเรื่องความรับผิดของผู้ค้ำประกัน และไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิเจ้าหนี้ที่จะไปเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากที่ได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการจากผู้ค้ำประกัน เนื่องจากแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ระบุว่า เมื่อแผนได้รับอนุมัติแล้ว ขอร้องมิให้เจ้าหนี้ฟ้องผู้ค้ำประกันข้อความดังกล่าวเป็นการขอความร่วมมือจากเจ้าหนี้มิให้ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันเท่านั้นไม่ใช่เป็นการห้ามฟ้องร้องแต่อย่างใด ผู้ค้ำประกันยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิด เพราะได้แปลงหนี้เป็นทุนเฉพาะต้นเงิน ส่วนดอกเบี้ยผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิด แผนกำหนดให้ลูกหนี้ชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันอย่างเท่าเทียมกัน รวมตลอดทั้งเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 ด้วย เหตุที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นในกลุ่มหนี้ส่วนที่ได้รับชำระก่อนนั้นคือเงินใหม่ ซึ่งเจ้าหนี้ทั้งสามรายได้รับโอนสิทธิการรับเงินจากลูกหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ทั้งสามรายสามารถยึดเงินดังกล่าวเพื่อนำไปตัดชำระหนี้ได้ แต่เจ้าหนี้ทั้งสามรายยังคงให้เงินแก่ลูกหนี้ในการดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ทุกราย จึงถือว่าเจ้าหนี้ทั้งสามรายได้ให้เงินใหม่แก่ลูกหนี้ จึงมีสิทธิได้รับการคืนเงินก่อนในรูปการลดทุน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่า ข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการหน้าที่ 34 ข้อ ฌ. เรื่อง การค้ำประกันที่ระบุว่า "(1) เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้รับการอนุมัติขอให้ไม่ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันได้แก่... (2) เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้รับการอนุมัติ ผู้ค้ำประกันข้างต้นยังคงมีความรับผิดในมูลหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระส่วนที่เกิดจากหนี้เงินกู้สถาบันการเงิน แต่จะไม่ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันตลอดระยะเวลาบริหารแผน เว้นแต่ไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้(3)..."ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง หรือไม่ ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ตามมาตรา 90/27" วรรคสองบัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย โดยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้นมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ตามมาตรา 90/60 วรรคสอง อันได้แก่ บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรือผู้อยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดชอบบุคคลเหล่านั้นที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนความรับผิดของบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งกล่าวโดยเฉพาะในส่วนของผู้ค้ำประกัน เมื่อหนี้ที่ค้ำประกันมิได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ผู้ค้ำประกันก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดต่อเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ยังมีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ได้เช่นเดิม ซึ่งแผนหน้า 34ข้อ ฌ. เรื่องการค้ำประกัน ข้อ (1) ถึง (3) เมื่อพิจารณาประกอบกับคำชี้แจงและคำแก้อุทธรณ์ของผู้บริหารแผน ซึ่งผู้บริหารแผนยืนยันว่าข้อกำหนดในแผนดังกล่าวเป็นการขอร้องหรือขอความร่วมมือจากเจ้าหนี้มิให้ฟ้องผู้ค้ำประกันในระหว่างระยะเวลาบริหารแผนมิใช่กำหนดห้ามฟ้องหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันกรณีจึงเห็นได้ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมีลักษณะเพียงการขอร้องเจ้าหนี้ มิได้มีสภาพบังคับสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่ต่อผู้ค้ำประกันตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งเพียงใด เจ้าหนี้ย่อมใช้สิทธินั้นได้อย่างเต็มที่ มิได้ถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดในแผนแต่อย่างใด แผนจึงไม่ขัดต่อมาตรา 90/60 วรรคสอง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อไปว่า ข้อเสนอชำระหนี้ตามแผนกำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ตามมาตรา 90/58(2) ประกอบมาตรา 90/42ตรี หรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า แผนจัดให้ผู้คัดค้านอยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 แต่ตามแผนผู้คัดค้านไม่ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกับเจ้าหนี้อื่นในกลุ่มเดียวกัน โดยแผนได้ระบุให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 เหมือนกันได้รับชำระหนี้ก่อนบรรดาเจ้าหนี้อื่นในกลุ่มเดียวกัน ตามแผนส่วนที่ 8 ข้อ 6 ง. และ ฉ. นั้น เห็นว่า ในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งได้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ส่วนที่ 8 ข้อ 6 ก. และ ข. กำหนดไว้ว่า การปรับโครงสร้างหนี้สำหรับเจ้าหนี้สถาบันการเงิน

หนี้เจ้าหนี้สถาบันการเงินได้แก่ "เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 4 ขอเสนอปรับโครงสร้างหนี้ดังนี้

ก. การของดดอกเบี้ยค้างชำระทั้งจำนวนประมาณ 340.2 ล้านบาท เพื่อเป็นการลดหนี้ และชดเชยขาดทุนสะสม เพื่อให้บริษัทมีโครงสร้างด้านหนี้และทุนที่เข้มแข็งขึ้น

ข. การแปลงหนี้เป็นทุน ขอแปลงหนี้เงินต้นทั้งจำนวนเป็นทุนสำหรับหนี้ เจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 4 คือประมาณ 1,091.5 ล้านบาทที่ราคา 10 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะทำให้ส่วนของทุนของบริษัทกลับเป็นบวกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแผนได้รับการอนุมัติ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบริษัทในการประมูลงานในอนาคต

เจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 4 ก็จะเป็นผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมดของบริษัท เช่นนี้ หนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการทุกราย จะมีการของดดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมด ส่วนต้นเงินจะมีการแปลงหนี้ดังกล่าวเป็นทุน โดยออกหุ้นชำระหนี้ในราคาหุ้นละ 10 บาท เช่นนี้แผนจึงกำหนดให้เจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/58(2) ประกอบมาตรา 90/42 ตรี แล้ว ส่วนที่แผนกำหนดแบ่งเงินพิเศษสำหรับสินเชื่อใหม่แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นั้น เนื่องจากสถาบันการเงินทั้งสามดังกล่าวได้นำเงินที่สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับจากโครงการที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ตนแล้วมาให้เป็นสินเชื่อใหม่เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของลูกหนี้ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนได้ก่อให้เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ในอันที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนจะได้นำเงินไปดำเนินกิจการตามแผน ส่งผลให้กิจการลูกหนี้สามารถแสวงหารายได้ นับว่าจะได้เป็นประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการตามแผน หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการแต่อย่างใดตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/62 หนี้ส่วนนี้ย่อมมีสถานะแตกต่างจากหนี้จำนวนอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและมีการกำหนดไว้ในแผน การที่แผนกำหนดให้มีการคืนหนี้ส่วนนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งสามรายก่อน ข้อกำหนดของแผนในส่วนนี้จึงเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางยังไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เป็นการไม่ชอบด้วยข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 มาตรา 14 ศาลฎีกาก็เห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง และการอุทธรณ์คำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ถือว่าเป็นการอุทธรณ์คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลชั้นนี้เกินมา 800 บาท

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินมา 800 บาท แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นให้ความเห็นชอบด้วยแผนในศาลล้มละลายกลางและในชั้นนี้นอกจากที่ศาลฎีกาสั่งคืนให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/60 ม. 90/62
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทศรีอู่ทอง จำกัด
ผู้คัดค้าน — บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2546
#112700
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่ว่า เมื่อแผนได้รับการอนุมัติแล้ว ขอให้ไม่ฟ้องผู้ค้ำประกัน เมื่อพิจารณาประกอบคำชี้แจงและคำแก้อุทธรณ์ของผู้บริหารแผน ซึ่งยืนยันว่าข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการขอร้องหรือขอความร่วมมือจากเจ้าหนี้มิให้ฟ้องผู้ค้ำประกันในระหว่างระยะเวลาบริหารแผน มิใช่กำหนดห้ามฟ้องหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องจากผู้ค้ำประกัน ข้อกำหนดดังกล่าวมีลักษณะเพียงการขอร้องเจ้าหนี้มิได้มีสภาพบังคับสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่ต่อผู้ค้ำประกันตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งเพียงใด เจ้าหนี้ย่อมใช้สิทธินั้นได้อย่างเต็มที่มิได้ถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดในแผนแต่อย่างใด แผนจึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง

หนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการทุกราย มีการของดดอกเบี้ยที่ค้างชำระ ส่วนต้นเงินจะมีการแปลงหนี้เป็นทุน แผนจึงกำหนดให้เจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 (2) ประกอบกับมาตรา 90/42 ตรี แล้ว ส่วนที่แผนกำหนดแบ่งเงินพิเศษสำหรับสินเชื่อใหม่แก่สถาบันการเงิน 3 แห่ง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกลุ่มที่ 4 เช่นกัน เนื่องจากสถาบันการเงินทั้งสามได้นำเงินที่สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับจากโครงการที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ตนแล้วมาให้เป็นสินเชื่อใหม่ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของลูกหนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนได้ก่อให้เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการแต่อย่างใดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/62 หนี้ส่วนนี้ย่อมมีสถานะแตกต่างจากหนี้จำนวนอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและมีการกำหนดไว้ในแผน การที่แผนกำหนดให้มีการคืนหนี้ส่วนนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งสามรายก่อน จึงเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งนายวีระวัฒน์ ชลวณิช นายชูเกียรติ วิทยเตชะกุล นายสิทธิไชย โรจนดิษฐ์ นายประมวลชัย ทวีเศรษฐ์ และนายเฉลิมชัย กนกวิบูลย์ศรี ร่วมกันเป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๔ เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๖ (๒) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๖

ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ ๗๖ ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเงิน ๑๑๙,๕๐๒,๗๑๒.๓๐ บาท ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน แผนจัดให้ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๔ ซึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ข้อ ๑.๒ ที่ระบุไว้ในหน้า ๓๔ ข้อ ฌ. ว่า เมื่อแผนได้รับอนุมัติแล้ว ห้ามมิให้ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันได้แก่นายสุเอช ศิวาชัญ นายวีระวัฒน์ ชลวณิช และบริษัทเอ็นเนอร์ยี่ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ ดีวีลอปเม้นท์ จำกัด ในระหว่างการดำเนินการตามแผน และให้ผู้ค้ำประกันข้างต้นรับผิดเฉพาะหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระในส่วนที่เกิดจากหนี้เงินกู้สถาบันการเงิน แต่จะไม่ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันตลอดระยะเวลาบริหารแผนนั้น เป็นการขัดต่อกฎหมายเรื่องความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๖๐ วรรคสอง ถือได้ว่าเป็นการกำจัดสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะไปเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันในหนี้ส่วนที่เหลือจากที่ได้รับชำระหนี้ตามแผน และเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๔ เจ้าหนี้สถาบันการเงิน ไม่ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน จากแผนฟื้นฟูกิจการในเรื่องการคืนเงินในรูปการลดทุน มีการชำระหนี้คืนให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มเดียวกันไม่เท่าเทียมกันตามมาตรา ๙๐/๕๘ (๒) ประกอบมาตรา ๙๐/๔๖ (๒) กล่าวคือ โครงการปัจจุบัน ในแผนฟื้นฟูกิจการระบุให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๒ และที่ ๔ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๔ และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๔ ได้รับชำระหนี้ก่อนบรรดาเจ้าหนี้อื่นในกลุ่มที่ ๔ ในอัตราร้อยละ ๗๐ ของกระแสเงินสดสุทธิของโครงการปัจจุบัน และให้เจ้าหนี้ทั้งสามรายข้างต้นได้รับชำระหนี้ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ ๓๐ ของกระแสเงินสดสุทธิของโครงการปัจจุบันตามสัดส่วนของมูลหนี้ ขณะที่บรรดาเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันได้รับชำระหนี้เฉพาะในส่วนร้อยละ ๓๐ ของกระแสเงินสดสุทธิของโครงการปัจจุบันตามสัดส่วนของมูลหนี้เท่านั้น ส่วนโครงการใหม่ ในแผนฟื้นฟูกิจการระบุให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับชำระหนี้ก่อนบรรดาเจ้าหนี้อื่นในกลุ่มที่ ๔ ในอัตราร้อยละ ๗๐ ของเงินจำนวนร้อยละ ๓๐ ร้อยละ ๒๕ หรือร้อยละ ๒๐ แล้วแต่กรณี ที่เหลือจากการแบ่งส่วนกำไรสุทธิของโครงการใหม่ให้แก่ผู้สนับสนุนทางการเงินแก่โครงการใหม่ และให้เจ้าหนี้ทั้งสามรายข้างต้นได้รับชำระหนี้ในส่วนที่เหลืออีกร้อยละ ๓๐ ของเงินจำนวนร้อยละ ๓๐ ร้อยละ ๒๕ หรือร้อยละ ๒๐ แล้วแต่กรณี ตามสัดส่วนของมูลหนี้ ขณะที่บรรดาเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันได้รับชำระหนี้เฉพาะในส่วนร้อยละ ๓๐ ของเงินจำนวนร้อยละ ๓๐ ร้อยละ ๒๕ หรือร้อยละ ๒๐ แล้วแต่กรณี ตามสัดส่วนของมูลหนี้เท่านั้น แผนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๖๐ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ชัดแจ้ง หากแผนระบุยกเว้นความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้แล้ว ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ สำหรับแผนฟื้นฟูกิจการส่วนที่ ๘ ข้อ ๖ (ก) - (ง) แผนมิได้ระบุข้อความที่เป็นการปฏิบัติการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๔ แตกต่างกันแต่ประการใด ส่วนข้อ ฉ. แผนกำหนดการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้บางรายในกลุ่มที่ ๔ แตกต่างจากเจ้าหนี้รายอื่นในกลุ่มเดียวกันนั้น หนี้ตามข้อ ฉ. เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๙๐/๔๒ มาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ และมาตรา ๙๐/๔๒ ตรี และเป็นเพียงกรณีที่แผนกำหนดแนวทางสำหรับหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเท่านั้น

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่ขัดต่อกฎหมายในเรื่องความรับผิดของผู้ค้ำประกัน และไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิเจ้าหนี้ที่จะไปเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากที่ได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการจากผู้ค้ำประกัน เนื่องจากแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ระบุว่าเมื่อแผนได้รับอนุมัติแล้ว ขอร้องมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องผู้ค้ำประกัน ข้อความดังกล่าวเป็นการขอความร่วมมือจากเจ้าหนี้มิให้ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการห้ามฟ้องร้องแต่อย่างใด ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิด แผนกำหนดให้ลูกหนี้ชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันอย่างเท่าเทียมกัน รวมตลอดทั้งเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๔ ด้วย เหตุที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นในกลุ่ม หนี้ส่วนที่ได้รับชำระก่อนนั้นคือเงินใหม่ ซึ่งเจ้าหนี้ทั้งสามรายได้รับโอนสิทธิการรับเงินจากลูกหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ทั้งสามรายสามารถยึดเงินดังกล่าวเพื่อนำไปตัดชำระหนี้ได้ แต่เจ้าหนี้ทั้งสามรายยังคงให้เงินแก่ลูกหนี้ในการดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ทุกราย จึงถือว่าเจ้าหนี้ทั้งสามรายได้ให้เงินใหม่แก่ลูกหนี้ จึงมีสิทธิได้รับการคืนเงินก่อนในรูปการลดทุน

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่า ข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการหน้าที่ ๓๔ ข้อ ฌ. เรื่อง การค้ำประกัน ที่ระบุว่า "(๑) เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้รับการอนุมัติ ขอให้ไม่ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันได้แก่? (๒) เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้รับการอนุมัติ ผู้ค้ำประกันข้างต้นยังคงมีความรับผิดในมูลหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระส่วนที่เกิดจากหนี้เงินกู้สถาบันการเงิน แต่จะไม่ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันตลอดระยะเวลาบริหารแผน เว้นแต่ไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ (๓)?" ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๖๐ วรรคสอง หรือไม่ ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๖๐ วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ตามมาตรา ๙๐/๒๗" วรรคสองบัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย" โดยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้นมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ตามมาตรา ๙๐/๖๐ วรรคสอง อันได้แก่ บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรือผู้อยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลเหล่านั้นที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ความรับผิดของบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง กล่าวโดยเฉพาะในส่วนของผู้ค้ำประกัน เมื่อหนี้ที่ค้ำประกันมิได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๘ ผู้ค้ำประกันก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดต่อเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ยังมีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ได้เช่นเดิม ซึ่งแผนหน้า ๓๔ ข้อ ฌ. เรื่อง การค้ำประกัน ข้อ (๑) ถึง (๓) เมื่อพิจารณาประกอบกับคำชี้แจงและคำแก้อุทธรณ์ของผู้บริหารแผน ซึ่งผู้บริหารแผนยืนยันว่าข้อกำหนดในแผนดังกล่าวเป็นการขอร้องหรือขอความร่วมมือจากเจ้าหนี้ มิให้ฟ้องผู้ค้ำประกันในระหว่างระยะเวลาบริหารแผน มิใช่กำหนดห้ามฟ้องหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องจากผู้ค้ำประกัน กรณีจึงเห็นได้ว่าข้อกำหนดดังกล่าวมีลักษณะเพียงการขอร้องเจ้าหนี้ มิได้มีสภาพบังคับ สิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่ต่อผู้ค้ำประกันตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งเพียงใด เจ้าหนี้ย่อมใช้สิทธินั้นได้อย่างเต็มที่ มิได้ถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดในแผนแต่อย่างใด แผนจึงไม่ขัดต่อมาตรา ๙๐/๖๐ วรรคสอง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อไปว่า ข้อเสนอชำระหนี้ตามแผนกำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ตามมาตรา ๙๐/๕๘ (๒) ประกอบมาตรา ๙๐/๔๒ ตรี หรือไม่ ผู้คัดค้านไม่ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกับเจ้าหนี้อื่นในกลุ่มเดียวกัน โดยแผนได้ระบุให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๔ เหมือนกันได้รับชำระหนี้ก่อนบรรดาเจ้าหนี้อื่นในกลุ่มเดียวกัน ตามแผนส่วนที่ ๘ ข้อ ๖ ง. และ ฉ. นั้น เห็นว่า ในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งได้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ส่วนที่ ๘ ข้อ ๖ ก. และ ข. กำหนดไว้ว่า "การปรับโครงสร้างหนี้สำหรับเจ้าหนี้สถาบันการเงิน

หนี้เจ้าหนี้สถาบันการเงินได้แก่ เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๒ และกลุ่มที่ ๔ ขอเสนอปรับโครงสร้างหนี้ดังนี้

ก. การของดดอกเบี้ยค้างชำระทั้งจำนวนประมาณ ๓๔๐.๒ ล้านบาท เพื่อเป็นการลดหนี้ และชดเชยขาดทุนสะสม เพื่อให้บริษัทมีโครงสร้างด้านหนี้และทุนที่เข้มแข็งขึ้น

ข. การแปลงหนี้เป็นทุน ขอแปลงหนี้เงินต้นทั้งจำนวนเป็นทุน สำหรับหนี้เจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๒ และกลุ่มที่ ๔ คือประมาณ ๑,๐๙๑.๕ ล้านบาท ที่ราคา ๑๐ บาทต่อหุ้น ซึ่งจะทำให้ส่วนของทุนของบริษัทกลับเป็นบวกอีกครั้งหนึ่งเมื่อแผนได้รับการอนุมัติ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบริษัทในการประมูลงานในอนาคต

เจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๒ และกลุ่มที่ ๔ ก็จะเป็นผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมดของบริษัท" เช่นนี้ หนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๔ ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการทุกราย จะมีการของดดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมด ส่วนต้นเงินจะมีการแปลงหนี้ดังกล่าวเป็นทุน โดยออกหุ้นชำระหนี้ในราคาหุ้นละ ๑๐ บาท เช่นนี้ แผนจึงกำหนดให้เจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๘ (๒) ประกอบมาตรา ๙๐/๔๒ ตรี แล้ว ส่วนที่แผนกำหนดแบ่งเงินพิเศษสำหรับสินเชื่อใหม่แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นั้น เนื่องจากสถาบันการเงินทั้งสามดังกล่าวได้นำเงินที่สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับจากโครงการที่มีการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ตนแล้วมาให้เป็นสินเชื่อใหม่เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของลูกหนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนได้ก่อให้เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ในอันที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนจะได้นำเงินไปดำเนินกิจการตามแผน ส่งผลให้กิจการลูกหนี้สามารถแสวงหารายได้ นับว่าจะได้เป็นประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการตามแผน หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการแต่อย่างใดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๖๒ หนี้ส่วนนี้ย่อมมีสถานะแตกต่างจากหนี้จำนวนอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและมีการกำหนดไว้ในแผน การที่แผนกำหนดให้มีการคืนหนี้ส่วนนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งสามรายก่อน ข้อกำหนดของแผนในส่วนนี้จึงเป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางยังไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เป็นการไม่ชอบด้วยข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๒๔ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง และการอุทธรณ์คำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ถือว่าเป็นการอุทธรณ์คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง ๒๐๐ บาท ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลชั้นนี้เกินมา ๘๐๐ บาท

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินมา ๘๐๐ บาท แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นให้ความเห็นชอบด้วยแผนในศาลล้มละลายกลางและในชั้นนี้นอกจากที่ศาลฎีกาสั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/58 (2) ม. 90/60 วรรคสอง ม. 90/62
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทศรีอู่ทอง จำกัด
ผู้คัดค้าน — บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6770/2546
#50868
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ซึ่งหาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216

การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์ในคดีก่อนแล้วมีคำวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอย่างใดอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดนั้น เท่ากับว่าศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องคดีก่อนแล้วว่าไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ศาลจะลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้ซึ่งถือได้ว่าศาลชั้นต้นคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยโจทก์ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 161 วรรคท้าย และมาตรา 198 แต่โจทก์กลับมายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ใหม่โดยบรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยเช่นเดียวกับที่ได้บรรยายฟ้องไว้ในคดีก่อนยืนยันว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อีก จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) แม้โจทก์จะยื่นฟ้องใหม่ภายในระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีนั้น ก็ไม่ทำให้เกิดสิทธิที่จะฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวทะเลโลหะภัณฑ์ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อปี 2525 และได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนเมื่อปี 2535 โจทก์ซึ่งเป็นอดีตหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนดังกล่าวได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้า ภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อสรรพากรอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมาทุกปี นับตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจนกระทั่งจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนโดยไม่เคยติดค้างค่าภาษี จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายโดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีระดับ 8 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีระดับ 5 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2542 จำเลยทั้งสองร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีเจตนาทุจริตคิดชั่วกลั่นแกล้งโจทก์ โดยกล่าวหาโจทก์ว่ากระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกล่าวคือ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2534 ถึง 31 ธันวาคม 2534 กล่าวหาว่าโจทก์ไม่ส่งเอกสารสำคัญซึ่งจำเป็นต่อการตรวจสอบเพื่อคำนวณหากำไรสุทธิของกิจการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้ส่งเอกสารรายละเอียดของบัญชีแล้ว ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2535 ถึง 29 ธันวาคม 2535 จำเลยทั้งสองกล่าวหาโจทก์อีกว่าไม่นำเอกสารสำคัญอันจำเป็นต่อการตรวจสอบอย่างเพียงพอที่จะคำนวณหากำไรสุทธิของกิจการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้ส่งเอกสารแสดงรายละเอียดของบัญชีและได้เสียภาษีถูกต้องแล้ว และในเดือนธันวาคม 2535 จำเลยทั้งสองได้ประเมินภาษีซ้ำซ้อน รวมทั้งค่าปรับและเงินเพิ่มอีกจำนวนมาก นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังได้ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคม 2535 ถึงธันวาคม 2535 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีเหตุอันสมควรถือว่าเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์มีรายได้ประเภทดอกเบี้ยจึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งความจริงแล้วโจทก์ไม่เคยประกอบกิจการหรือให้ผู้ใดกู้ยืมเงินโดยจำเลยทั้งสองประเมินกล่าวหาโจทก์ทั้ง ๆ ที่ไม่มีพยานหลักฐานและเป็นความเท็จ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียชื่อเสียงในฐานะพ่อค้าผู้ค้าขายโดยสุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1244/2542 หมายเลขแดงที่ 1064/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในคดีก่อนมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำของจำเลยทั้งสองว่าไม่ได้กระทำความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดอย่างไร ถือไม่ได้ว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับข้อที่โจทก์ตั้งประเด็นมาในคำแก้ฎีกาอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมิได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดตามฟ้องว่าจำเลยมีความผิดหรือไม่มีความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ใหม่ซึ่งกรณีตามฎีกาของจำเลยทั้งสองนี้หาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองส่งขึ้นมาให้ศาลฎีกาพิจารณาจึงชอบแล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1244/2542 หมายเลขแดงที่ 1064/2542 ของศาลชั้นต้น อันเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) หรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองนี้ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีเดียวกับคดีนี้มาครั้งหนึ่งแล้วตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1244/2542 หมายเลขแดงที่ 1064/2542 ของศาลชั้นต้น และในชั้นตรวจคำคู่ความคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "พิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า ในคำฟ้องมิได้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอย่างใด อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดให้ยกฟ้อง" โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว แต่โจทก์กลับยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ใหม่ภายในกำหนดอายุความอุทธรณ์ ศาลฎีกาได้ตรวจคำฟ้องของโจทก์ในคดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1244/2542 หมายเลขแดงที่ 1064/2542 ของศาลชั้นต้นแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2542 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ (ตรวจสอบภาษี) ทั่วราชอาณาจักรได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายโดยจำเลยทั้งสองได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีเจตนาทุจริตคิดชั่วกลั่นแกล้งกล่าวหาโจทก์ต่างกรรมต่างวาระกล่าวคือเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 กล่าวหาโจทก์ว่าไม่ส่งเอกสารสำคัญอันจำเป็นต่อการตรวจสอบอย่างเพียงพอที่จะคำนวณหากำไรสุทธิของกิจการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้ส่งเอกสารรายละเอียดของบัญชีในปีดังกล่าวและเสียภาษีถูกต้องแล้ว และเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2535 กล่าวหาโจทก์ว่าไม่นำเอกสารสำคัญอันจำเป็นต่อการตรวจสอบอย่างเพียงพอที่จะคำนวณหากำไรสุทธิของกิจการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ทั้ง ๆที่โจทก์ได้จัดส่งเอกสารรายละเอียดของบัญชีและเสียภาษีโดยถูกต้องแล้ว ต่อมาในเดือนธันวาคม 2535 จำเลยทั้งสองได้ประเมินภาษีซ้ำซ้อนกับภาษีในปี 2535 รวมทั้งเงินเพิ่มและค่าปรับจำนวนมากโดยกล่าวหาโจทก์ว่า มียอดขายในเดือนดังกล่าวสูงถึง2,497,972.43 บาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์ขาย (สินค้า) ได้เพียง 957,450 บาท และโจทก์เสียภาษีถูกต้องแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองประเมิน ไม่มีหลักฐานแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังได้ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคม 2535 ถึงธันวาคม 2535 โดยกล่าวหาว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวทะเลโลหะภัณฑ์ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนกู้ยืมเงินโดยไม่มีเหตุสมควรถือว่าเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ต้องมีรายได้ประเภทดอกเบี้ยซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ความจริงแล้วห้างหุ้นส่วนดังกล่าวไม่เคยประกอบกิจการให้ผู้ใดกู้ยืมเงิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์ในคดีก่อนแล้วมีคำวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอย่างใด อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดนั้น เท่ากับว่าศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องคดีก่อนแล้วว่าไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องไม่ได้ซึ่งถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำสั่งตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคท้าย และมาตรา 198 บัญญัติไว้ แต่โจทก์กลับมายื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ใหม่โดยบรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองเช่นเดียวกับที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ในคดีก่อนยืนยันว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีก ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) แม้โจทก์จะยื่นฟ้องใหม่ภายในระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีนั้น ก็ไม่ทำให้เกิดสิทธิที่จะฟ้อง จึงชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์เสีย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 216 ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุเทพ สถิตย์เดชกุญชร
จำเลย — นางสาว ลดาวัลย์ แช่มช้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6765/2546
#55028
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 ที่บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภายใน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 40 นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง มิใช่บทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องและเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง

กำหนดระยะเวลา 5 ปี ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 ให้นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ตามมาตรา 40 มิใช่นับแต่วันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอันจะมีผลให้ถือเอาวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นวันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และเครื่องหมายการค้าคำว่า UMILAUFEN เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2537 และวันที่ 19 เมษายน 2539 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 เมษายน2542 จึงเป็นการฟ้องภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ดีกว่าจำเลย และขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ที่จำเลยได้รับโอนจากบริษัท ส. และเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ที่จำเลยได้จดทะเบียนไว้ โจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามสัญญาผู้ถือหุ้น และมิได้ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ตามสัญญาให้ใช้เครื่องหมายการค้า ทั้งมิได้ขอให้บังคับตามสิทธิในสัญญาให้ความช่วยเหลือและบริการทั่วไปทางเทคนิค คำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เกิดจากกรณีพิพาทกันตามข้อสัญญาข้อใดข้อหนึ่งหรืออาศัยสิทธิตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่งตามสัญญาทั้งสามฉบับดังกล่าวอันจะต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดก่อน โจทก์จึงจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และ UMI-LAUFEN สำหรับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และใช้กับสินค้าสุขภัณฑ์มาก่อนจำเลยจึงมีสิทธิดีกว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งสองที่ได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าสุขภัณฑ์ ดังนี้ โจทก์ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ทั้งนี้ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าจำเลยมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามสัญญาที่โจทก์ให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าหรือไม่ เป็นอีกปัญหาหนึ่งและเป็นคนละเรื่องกับการฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสอง ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาให้ใช้เครื่องหมายการค้า และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยได้

โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN โดยใช้กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์มาก่อนที่จำเลยจะใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ของจำเลย แม้โจทก์จะยังมิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย โจทก์ก็เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "LAUFEN" สำหรับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดีกว่าจำเลย ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์นั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFENของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์มาก่อนจำเลยแม้ยังมิได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้านั้นในประเทศไทยโจทก์ย่อมมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ใช้กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดีกว่าจำเลย

โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และคำว่า UMI-LAUFEN ซึ่งใช้กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดีกว่าจำเลย และเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ก็มีคำว่า LAUFEN อันเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายเหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่าLAUFEN ของโจทก์อันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ดังนั้น แม้คำว่า UMI-LAUFEN จะเป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยซึ่งประกอบกิจการผลิตและขายสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ซึ่งใช้กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดีกว่าจำเลย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าUMI-LAUFEN ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศสมาพันธรัฐสวิส ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสุขภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าคำว่า LAUFEN โจทก์เริ่มใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ตั้งแต่ปี 2513 จนมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วโลก จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ทำสัญญากับบริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) บริษัทคอนสตรัคชั่น แอสเซสซอรีส์ จำกัด บริษัทมาโน จำกัด นายสุเมธอินทมระ และบริษัทธนิยะ จำกัด ร่วมกันก่อตั้งบริษัทจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน2539 โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสุขภัณฑ์ที่จำเลยผลิตและจำหน่ายในประเทศไทย เมื่อวันที่ 28ตุลาคม 2536 บริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 254418 ทะเบียนเลขที่ ค17168สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 11 ครอบคลุมสินค้าโถส้วม อ่างล้างหน้า และโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2538 ต่อมาเมื่อวันที่12 มิถุนายน 2540 จำเลยทำสัญญาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมไปโอนทางทะเบียน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีหนังสือขอเพิกถอนการโอนดังกล่าว นอกจากนั้นจำเลยยังได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าUMI-LAUFEN ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 291970 ทะเบียนเลขที่ ค45096 สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 11 โดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ โจทก์เป็นผู้คิดประดิษฐ์และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปโดยใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องสุขภัณฑ์ โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าLAUFEN ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ดีกว่าจำเลยการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ก่อให้เกิดความสับสนหลงผิดในหมู่สาธารณชนและทำให้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN กับสินค้าจำพวกที่ 11 ไม่ได้ ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ดีกว่าจำเลย ให้จำเลยโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 254418 ทะเบียนเลขที่ ค17168 ให้แก่โจทก์ หรือให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวและให้จำเลยตัดคำว่า LAUFEN ออกจากเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 291970 ทะเบียนเลขที่ ค45096 หรือให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ทั้งห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN อีกต่อไป

จำเลยให้การว่า ในการร่วมลงทุนโจทก์และจำเลยทำสัญญาให้ความช่วยเหลือและบริการทั่วไปทางเทคนิค (General Technical Assistance and Service Agreement) เรียกโดยย่อว่าสัญญา GAS และสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าTrademark Use Agreement) เรียกโดยย่อว่าสัญญา TMA โดยโจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN กับสินค้าจำพวกเซรามิคในประเทศไทยคือ โถส้วม อ่างล้าง ห้องน้ำ ห้องส้วม เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ติดผนังสำหรับแขวนหรือเก็บสิ่งของ อ่างอาบน้ำ ถาดรองอาบน้ำ ฉากกั้นห้องอาบน้ำ และถ้วยเก็บแปรงสีฟัน สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาให้ความช่วยเหลือและบริการทั่วไปทางเทคนิค ซึ่งกำหนดให้นำกฎหมายแห่งประเทศสมาพันธรัฐสวิสมาบังคับแก่สัญญา และให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยการเสนอข้อพิพาทต่อคณะกรรมการบริษัทจำเลยก่อนหากไม่ได้ข้อยุติ จึงให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการของหอการค้าระหว่างประเทศ (The International Chamber of Commerce (ICC) ) การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่เสนอข้อพิพาทต่อคณะกรรมการบริษัทจำเลยและอนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ชอบ โจทก์มิได้เป็นของเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN คำว่า LAUFEN เป็นเครื่องหมายการค้าที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยบริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) และได้จดทะเบียนแล้ว ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 254418 ทะเบียนเลขที่ ค17168 สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 11 และจำเลยได้รับโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาโดยสุจริต ต่อมาจำเลยทำสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 254418 ทะเบียนเลขที่ ค17168 ให้แก่โจทก์แต่จำเลยได้แจ้งเพิกถอนการขอจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิในฐานะเป็นเพียงเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มิได้จดทะเบียน อย่างไรก็ตาม โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN กับสินค้าประเภทต่าง ๆ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 สัญญาดังกล่าวยังมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 การที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN เป็นการใช้โดยการรู้เห็นของโจทก์โดยตลอดเนื่องจากโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN แต่ผู้เดียวในประเทศไทย บริษัทจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยว่า บริษัทยูเอ็มไอ-เลาเฟน เครื่องสุขภัณฑ์ จำกัด จึงมีสิทธิใช้คำว่า UMI-LAUFEN (ยูเอ็มไอ-เลาเฟน) เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยได้โดยชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN สำหรับสินค้าจำพวกที่ 11 หรือจำพวกอื่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของโจทก์ดีกว่าจำเลย ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามคำขอเลขที่ 254418 ทะเบียนเลขที่ ค17168 และเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ตามคำขอเลขที่ 291970 ทะเบียนเลขที่ ค45096 คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นโดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันว่าโจทก์ บริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)บริษัทคอนสตรัคชัน แอสเซสซอรีส์ จำกัด บริษัทมาโน จำกัด บริษัทธนิยะ จำกัด และนายสุเมธ อินทมระ ทำสัญญาร่วมลงทุนกันจัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม2537 ตามสัญญาผู้ถือหุ้นพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.5 บริษัทสหโมเสคอุตสาหกรรมจำกัด (มหาชน) ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2537 ตามหนังสือนายทะเบียนเอกสารหมาย จ.8 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2538 บริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ให้แก่จำเลยตามคำขอโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.9 และหนังสือสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.10 และเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2539 โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสุขภัณฑ์ที่จำเลยผลิตในประเทศไทยไม่ว่าเพื่อการจำหน่ายในประเทศไทยหรือการส่งออก ตามสัญญาให้ใช้เครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาเมื่อวันที่ 12มิถุนายน 2540 จำเลยทำสัญญาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ที่ได้รับโอนจากบริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์ ตามหนังสือสัญญาโอนเอกสารหมาย จ.13 แล้วจำเลยกลับทำหนังสือถึงนายทะเบียนขอเพิกถอนการโอนตามหนังสือของจำเลยลงวันที่ 7 กันยายน 2541 เอกสารหมาย จ.15 นอกจากนั้นจำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 11 ตามคำขอเลขที่ 291970 ทะเบียนเลขที่ ค45096 เอกสารหมาย จ.18

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อแรกมีว่าโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และคำว่า UMI-LAUFEN ภายในกำหนดระยะเวลา 5 ปี หรือไม่ เห็นว่า ที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 67 บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภายใน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 40 นั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาให้ผู้มีส่วนได้เสียฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอันเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจฟ้องหาใช่บทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องไม่ และเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จำเลยก็มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ซึ่งกำหนดระยะเวลา 5 ปีนี้มาตรา 67 ดังกล่าวให้นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 40มิใช่นับแต่วันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอันจะมีผลให้ถือเอาวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นวันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏตามหนังสือของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.8 และ จ.17 ว่า นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และเครื่องหมายการค้าคำว่าUMI-LAUFEN เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2537 และวันที่ 19 เมษายน 2539 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2542 จึงเป็นการฟ้องภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชอบแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเกี่ยวกับปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ 2 มีว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดก่อนเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนสัญญาผู้ถือหุ้น ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 ข้อ 22 สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2539 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาให้ความช่วยเหลือและบริการทั่วไปทางเทคนิค ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2539 ข้อ 25 และข้อ 26 ตามเอกสารหมาย จ.5 จ.6 และ ล.2 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ดีกว่าจำเลยและขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ที่จำเลยได้รับโอนจากบริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) และเครื่องหมายการค้า คำว่าUMI-LAUFEN ที่จำเลยได้จดทะเบียนไว้ โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามสัญญาผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.5 และมิได้ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ตามสัญญาให้ใช้เครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.6 ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิในสัญญาให้ความช่วยเหลือและบริการทั่วไปทางเทคนิคเอกสารหมาย ล.2 แต่อย่างใด ข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เกิดจากกรณีพิพาทกันตามข้อสัญญาข้อใดข้อหนึ่งหรืออาศัยสิทธิตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่งตามสัญญาทั้งสามฉบับดังกล่าวอันจะต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดก่อน โจทก์จึงจะมีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้ ดังนี้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้เป็นผู้ชี้ขาดก่อนจึงหาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ 3 มีว่าเมื่อโจทก์ยินยอมให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN กับสินค้าสุขภัณฑ์ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม2545 ตามสัญญาให้ใช้เครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.6 แล้ว โจทก์จะมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามทะเบียนเลขที่ค17168 ที่จำเลยได้รับโอนมาจากบริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) และเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนเป็นเจ้าของตามทะเบียนเลขที่ ค45096 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และ UMI-LAUFEN สำหรับสินค้าจำพวกที่ 11 ชนิดสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าสุขภัณฑ์มาก่อนจำเลยจึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และคำว่า UMI-LAUFEN ดีกว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งสองที่ได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าสุขภัณฑ์ ดังนี้โจทก์ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ทั้งนี้ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าจำเลยมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามสัญญาให้ใช้เครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ เป็นอีกปัญหาหนึ่ง และเป็นคนละเรื่องกับการฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าว ทั้งคดีนี้โจทก์ก็มิได้ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามเอกสารหมาย จ.6 และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFENตามสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และคำว่า UMI-LAUFEN ของจำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ 4 มีว่าจำเลยมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามทะเบียนเลขที่ ค17168 และคำว่า UMI-LAUFENตามทะเบียนเลขที่ ค45096 ซึ่งใช้กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดีกว่าโจทก์หรือไม่ ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายอีโว กีสเลอร์ ที่ปรึกษาทั่วไปของโจทก์และบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายสตีเฟน ชาร์ลส์ คอร์สโซ กรรมการผู้จัดการบริษัทเลาเฟนเอเซีย จำกัด ฮ่องกงว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดภายใต้กฎหมายประเทศสมาพันธรัฐสวิสเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2513 โดยประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าสุขภัณฑ์ทุกประเภทภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยจนมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป โจทก์เป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามหนังสือคู่มือการออกแบบเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.19 และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับสินค้าสุขภัณฑ์ทุกประเภทไว้ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศสมาพันธรัฐสวัส สหราชอาณาจักร แคนาดา สาธารณรัฐอาร์เจนตินา ญี่ปุ่นสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศในเครือสนธิสัญญากรุงปารีสตามบัญชีรายชื่อประเทศที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN เอกสารหมาย จ.20 และโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ในประเทศไทยสำหรับสินค้าจำพวกที่ 19 รายการสินค้า วัสดุก่อสร้างซึ่งทำจากเซรามิค ได้แก่ แผ่นกระเบื้องเซรามิคใช้สำหรับปูพื้นห้องน้ำห้องครัว กระเบื้องปูผนังทำจากเซรามิค กระเบื้องปูพื้นทำจากเซรามิคกระเบื้องมุงหลังคาอิฐ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2538 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค46073 เอกสารหมาย จ.22 โจทก์ทำสัญญาผู้ถือหุ้นร่วมกับบริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทคอนสตรัคชัน แอสเซสซอรีส์ จำกัด บริษัทมาโน จำกัด นายสุเมธ อินทมระ และบริษัทธนิยะ จำกัด เพื่อก่อตั้งบริษัทจำเลย ตามสัญญาผู้ถือหุ้นลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 เอกสารหมาย จ.5 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2539 โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN สำหรับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ที่จำเลยผลิตและจำหน่ายในประเทศไทย ตามสัญญาให้ใช้เครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.6 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2538 จำเลยได้รับโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ซึ่งบริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 11 รายการสินค้า โถส้วม อ่างล้างหน้า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2536 ตามทะเบียนเลขที่ ค17168 เอกสารหมาย จ.7 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2540 จำเลยทำสัญญาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ที่ได้รับโอนมาดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมไปโอนทางทะเบียน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีหนังสือขอเพิกถอนการโอนดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.15 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2538 จำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 11 รายการสินค้า อ่างอาบน้ำ ขาตั้งอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า ขาตั้งอ่างล้างหน้า โถส้วมชักโครก โถส้วมนั่งยอง โถปัสสาวะชาย โถปัสสาวะหญิง ถังน้ำชักโครก ที่รองนั่งและฝาปิดโถส้วม ถาดรองอาบน้ำ ท่อน้ำสำหรับเครื่องสุขภัณฑ์ ตามทะเบียนเลขที่ค45096 เอกสารหมาย จ.18 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ส่วนจำเลยมีนายณัฐชนาเพ็ญชาติ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยมาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า ได้มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ในประเทศไทยครั้งแรกด้วยความตกลงระหว่างหุ้นส่วนก่อนมีการทำสัญญาผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 ประมาณ 1 ปี โดยให้บริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนก่อนจัดตั้งบริษัทจำเลยเนื่องจากบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในขณะนั้น และบริษัทนั้นได้จดทะเบียนคำดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกที่ 11 ตามทะเบียนเลขที่ ค17168 จำเลยได้รับโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามทะเบียนเลขที่ ค17168 มาโดยสุจริตจากบริษัทสหโมเสค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ต่อมาจำเลยทำสัญญาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นให้แก่โจทก์ แต่จำเลยได้แจ้งเพิกถอนการขอจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างโจทก์และจำเลยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2539 โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN สำหรับสินค้าประเภทต่าง ๆ ได้จนถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2545 จำเลยจึงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 การที่โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2538 เป็นการจดทะเบียนสำหรับสินค้าคนละประเภทกับสินค้าของจำเลย จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN โดยการรู้เห็นของโจทก์ตลอดมา จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN แต่ผู้เดียว บริษัทจำเลยใช้ชื่อว่า บริษัทยูเอ็มไอ-เลาเฟน เครื่องสุขภัณฑ์ จำกัด จำเลยจึงมีสิทธิใช้คำว่า UMI-LAUFEN เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยดังกล่าว จำเลยมิได้โต้แย้งว่าโจทก์มิใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์มาก่อนจำเลย เพียงแต่โต้แย้งว่าจำเลยยังมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ซึ่งคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFENโดยอ้างสิทธิตามสัญญาที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่าLAUFEN และอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ในจำพวกที่ 11 โดยโจทก์ยังมิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN สำหรับสินค้าจำพวกที่ 11 ในประเทศไทยเท่านั้น สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามทะเบียนเลขที่ ค17168 จำเลยก็ยอมรับว่าจำเลยทำสัญญาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยแจ้งเพิกถอนการขอจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้านั้นต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าLAUFEN ตามทะเบียนเลขที่ ค17168 โดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าและโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลย แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN โดยใช้กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์มาก่อนที่จำเลยจะใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ของจำเลย แม้โจทก์จะยังมิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN สำหรับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ในประเทศไทย โจทก์ก็เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "LAUFEN" สำหรับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ในจำพวกที่ 11 ดีกว่าจำเลย ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ตามทะเบียนเลขที่ ค45096 ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ในจำพวกที่ 11 นั้น เห็นได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN โดยมีคำว่า LAUFEN อันเป็นสาระสำคัญและลักษณะเด่นของเครื่องหมายเหมือนกันเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFENของจำเลยจึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์มาก่อนจำเลยแม้ยังมิได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้านั้นในประเทศไทย โจทก์ย่อมมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า UMI-LAUFEN ซึ่งคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่าLAUFEN ของโจทก์สำหรับใช้กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดีกว่าจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามทะเบียนเลขที่ ค17168 และคำว่า UMI-LAUFENตามทะเบียนเลขที่ ค45096 ซึ่งใช้กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดีกว่าโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ 5 มีว่าเหตุที่จำเลยไม่ได้โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามทะเบียนเลขที่ ค17168 ให้โจทก์ตามหนังสือสัญญาโอนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.13 เป็นเพราะความผิดของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามทะเบียนเลขที่ ค17168 ตรงตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแก่โจทก์หรือสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งจึงมีผลเป็นการยกฟ้องสำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามทะเบียนเลขที่ ค17168 ไปในตัว เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ปัญหานี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ต่อไป เพราะแม้จะวินิจฉัยให้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยโอนเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ตามทะเบียนเลขที่ ค17168 แก่โจทก์ได้อีก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อสุดท้ายมีว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าว คำว่า UMI-LAUFEN ไม่มีส่วนเหมือนหรือคล้ายกับชื่อบริษัทโจทก์ ไม่ก่อให้เกิดความสับสนหลงผิดในแหล่งกำเนิดของสินค้า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อขอให้เปลี่ยนแปลง ตัดทอน เพิกถอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยหรือไม่ เห็นว่าเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN และคำว่าUMI-LAUFEN ซึ่งใช้กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดีกว่าจำเลยและเครื่องหมายการค้าคำว่าUMI-LAUFEN ก็มีคำว่า LAUFEN อันเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายเหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า LAUFEN ของโจทก์อันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ดังนั้น แม้คำว่าUMI-LAUFEN จะเป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยซึ่งประกอบกิจการผลิตและขายสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ก็ตามแต่เมื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFENซึ่งใช้กับสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ดีกว่าจำเลย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า UMI-LAUFEN ของจำเลยได้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 40 ม. 67
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เครามิค โฮลดิ้ง เอ. จี. เล้าเฟน
จำเลย — บริษัท ยูเอ็มไอ-เลาเฟน เครื่องสุขภัณฑ์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6659/2546
#51037
เปิดฉบับเต็ม

บัญชีระบุพยานโจทก์ระบุพยานอันดับ 1 คือ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยาน พยานอันดับ 2 คือ พ. เมื่อ พ. เป็นโจทก์คดีนี้ซึ่งได้มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องคดีแทน การที่บัญชีระบุพยานโจทก์อ้างทั้งโจทก์และ พ. ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันเป็นคนละอันดับทำให้เห็นได้ว่าพยานอันดับ 1 ที่ทนายโจทก์มุ่งประสงค์จะอ้างเป็นพยานคือ ส. นั่นเองศาลจึงมีอำนาจรับฟังคำเบิกความของ ส. ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์จำนวน 20,000 บาทยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนภายในวันที่3 สิงหาคม 2535 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเพียง 5 ปี เป็นเงิน 15,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 35,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้เงินโจทก์ ลายมือชื่อของผู้กู้ในสัญญากู้เงินไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลชั้นต้นรับฟังคำเบิกความของนางสุกัญญา ปานปุย โดยบัญชีระบุพยานโจทก์มิได้ระบุอ้างนางสุกัญญาเป็นพยานชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามบัญชีระบุพยานโจทก์ลงวันที่ 30 กันยายน 2542 ระบุพยานอันดับ 1 คือ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยาน พยานอันดับ 2 คือ นางพเยาว์ เจิมท่า เมื่อนางพเยาว์เป็นโจทก์คดีนี้ซึ่งได้มอบอำนาจให้นางสุกัญญาฟ้องคดีแทน การที่บัญชีระบุพยานโจทก์อ้างทั้งโจทก์และนางพเยาว์ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันเป็นคนละอันดับทำให้เห็นได้ว่าพยานอันดับ 1 ที่ทนายโจทก์มุ่งประสงค์จะอ้างเป็นพยานคือนางสุกัญญาซึ่งได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์นั่นเองศาลจึงมีอำนาจรับฟังคำเบิกความของนางสุกัญญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พเยาว์ เจิมท่า
จำเลย — นาง สมพิศหรือพรพิศ ชมจิตต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6659/2546
#112731
เปิดฉบับเต็ม

บัญชีระบุพยานโจทก์ระบุว่าอันดับ 1 โจทก์อ้างตนเองเป็นพยาน อันดับ 2 นางพเยาว์ เจิมท่า เมื่อนางพเยาว์เป็นโจทก์คดีนี้ซึ่งได้มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องคดีแทน การที่บัญชีระบุพยานโจทก์อ้างทั้งโจทก์และนางพเยาว์ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันเป็นคนละอันดับทำให้เห็นได้ว่าพยานอันดับ 1 ที่ทนายโจทก์มุ่งประสงค์จะอ้างเป็นพยานคือ ส. ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์นั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจรับฟังคำเบิกความของ ส. ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยกู้เงินโจทก์ ลายมือชื่อของผู้กู้ในสัญญากู้เงินไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ ๑ แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๒) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า การที่ศาลชั้นต้นรับฟังคำเบิกความของนางสุกัญญา ปานปุย โดยบัญชีระบุพยานโจทก์มิได้ระบุอ้างนางสุกัญญาเป็นพยานชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามบัญชีระบุพยานโจทก์ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๒ ระบุพยานอันดับ ๑ คือ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยาน พยานอันดับ ๒ คือ นางพเยาว์ เจิมท่า เมื่อนางพเยาว์เป็นโจทก์คดีนี้ซึ่งได้มอบอำนาจให้นางสุกัญญาฟ้องคดีแทน การที่บัญชีระบุพยานโจทก์อ้างทั้งโจทก์และนางพเยาว์ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันเป็นคนละอันดับทำให้เห็นได้ว่าพยานอันดับ ๑ ที่ทนายโจทก์มุ่งประสงค์จะอ้างเป็นพยานคือนางสุกัญญาซึ่งได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์นั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจรับฟังคำเบิกความของนางสุกัญญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ มีคำพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพเยาว์ เจิมท่า
จำเลย — นางสมพิศหรือพรพิศ ชมจิตต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายนพคุณ ไชยเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6643/2546
#112834
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การที่ปฏิเสธฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง และในคดีแต่ละเรื่องอาจมีประเด็นข้อพิพาทมากกว่าหนึ่งประเด็นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำให้การต่อสู้ของจำเลย ประเด็นใดที่จำเลยให้การไม่ชัดเจนย่อมถือว่าจำเลยมิได้ปฏิเสธในเรื่องนั้นเท่านั้น จะถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อพิพาทอื่นที่จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้แล้วไม่ได้ คำให้การของจำเลยที่ 3 ที่ขัดกันเองเฉพาะประเด็นเรื่องเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 หรือไม่ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 มิได้ปฏิเสธฟ้องโจทก์ในประเด็นนี้เท่านั้น ส่วนประเด็นเรื่องฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้นเป็นคำให้การที่แสดงโดยชัดแจ้งแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยให้ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยและคดีพอวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์วงเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕.๒๕ ต่อปี ส่วนเกินวงเงินอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน ครบกำหนดชำระคืนภายใน ๑๒ เดือน หากจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ยินยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับเงินที่เบิกเกินบัญชีกลายเป็นต้นเงินเบิกเกินบัญชี มีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้ จำเลยที่ ๒ นำบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ เป็นประกันหนี้ดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๓,๒๔๔,๕๒๘.๕๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ในต้นเงิน ๓,๑๗๕,๒๙๑.๙๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดแน่นอนคือภายใน ๑๒ เดือน นับแต่วันทำสัญญา สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจึงสิ้นสุดลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๓๗ และมีผลเท่ากับสัญญาค้ำประกันสิ้นสุดลงด้วย จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องผูกพันหนี้สินที่เกิดขึ้นในภายหลัง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์หักทอนบัญชีเดินสะพัดและนำเงินอายัดมาหักเพื่อชำระหนี้แล้วหรือไม่ อย่างไร เมื่อใด ตามคำฟ้องกล่าวแต่เพียงว่าได้คิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลยที่ ๑ เรื่อยมา ทำให้ไม่ทราบว่าอัตราดอกเบี้ยเท่าใด และเมื่อหักทอนบัญชีแล้วเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยเท่าใด หากโจทก์หักทอนบัญชีและบังคับเอาจากเงินประกัน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก่อน ก็จะไม่มีหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิด อีกทั้งสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ เป็นสัญญาค้ำประกันปลอมโดยลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันมิใช่ลายมือของจำเลยที่ ๓ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓,๒๔๔,๕๒๘.๕๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ในต้นเงิน ๓,๑๗๕,๒๙๑.๙๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๓ ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยเสียค่าขึ้นศาล ๕๐,๐๐๐ บาท ค่าธรรมเนียมศาลนอกจากนี้ได้รับยกเว้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตามคำให้การของจำเลยที่ ๓ ตอนแรกรับว่าจำเลยที่ ๓ ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ จริง แต่คำให้การตอนหลังกลับให้การว่าสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาปลอมโดยลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันมิใช่ลายมือของจำเลยที่ ๓ อันเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดเพราะมิได้ทำสัญญาค้ำประกัน เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ถือว่าคำให้การของจำเลยที่ ๓ ไม่มีประเด็น จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การที่ปฏิเสธฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง และในคดีแต่ละเรื่องอาจมีประเด็นข้อพิพาทมากกว่าหนึ่งประเด็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำให้การต่อสู้ของจำเลย ประเด็นใดที่จำเลยให้การไม่ชัดเจนย่อมถือว่าจำเลยมิได้ปฏิเสธในเรื่องนั้นเท่านั้น จะถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อพิพาทอื่นที่จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้แล้วไม่ได้ ดังนั้น คำให้การของจำเลยที่ ๓ ที่ขัดกันเองเฉพาะประเด็นเรื่องเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ หรือไม่ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๓ มิได้ปฏิเสธฟ้องโจทก์ในประเด็นนี้เท่านั้น ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยที่ ๓ ให้การต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้หักทอนบัญชีเดินสะพัดและนำเงินอายัดมาหักเพื่อชำระหนี้แล้วหรือไม่ อย่างไร เมื่อใด เนื่องจากตามคำฟ้องกล่าวแต่เพียงว่าได้คิดดอกเบี้ยทบต้นกับจำเลยที่ ๑ เรื่อยมา ไม่รู้ในอัตราเท่าใด และไม่รู้ว่าหักทอนบัญชีแล้วเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยเท่าใดนั้นเป็นคำให้การที่แสดงโดยชัดแจ้งแล้วซึ่งศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยให้ แต่เมื่อคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยปัญหานี้ไปเลย เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และบัญชีเดินสะพัด ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน โจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อ ๒ ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เคยค้ากับโจทก์ และได้เปิดบัญชีเดินสะพัดกระแสรายวันกับโจทก์ตั้งแต่เมื่อใด ระบุเลขที่บัญชีกระแสรายวันรวมทั้งข้อตกลงในกรณีที่จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คเกินวงเงิน หากโจทก์ยอมผ่อนผันจ่ายเงินให้ จำเลยที่ ๑ ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี หรือตามอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และยังได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕.๒๕ ต่อปี ส่วนที่เกินวงเงินให้คิดอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน หากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระดอกเบี้ยให้คิดดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีการค้าของธนาคาร ทั้งได้บรรยายว่าจำเลยที่ ๑ ได้เริ่มเป็นหนี้โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๖ และได้หักทอนบัญชีเดินสะพัดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๙ อันเป็นวันที่บัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลง และได้ส่งสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาค้ำประกันแนบมาพร้อมกับคำฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอคำบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสองแล้ว ส่วนรายละเอียดในการคิดดอกเบี้ย และหักทอนบัญชีนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นสืบพยาน การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ มิได้ปฏิเสธในเรื่องนี้เป็นข้อแสดงว่าจำเลยอื่นต่างเข้าใจคำฟ้องของโจทก์เป็นอย่างดี คงมีแต่จำเลยที่ ๓ เท่านั้นที่ยกเรื่องดังกล่าวนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๓ ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเซ็นทรัลพอยท์โปรโมชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6634/2546
#51036
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เยาว์กับจำเลยรักใคร่กันโดยที่จำเลยยังไม่มีภริยามาก่อน จำเลยพาผู้เยาว์ไปอยู่กับจำเลยได้เสียกันเพื่อประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา แต่มารดาจำเลยไม่ยอมรับผู้เยาว์เป็นสะใภ้ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 เวลากลางวันต่อเนื่องกันทั้งกลางวันและกลางคืน จำเลยพรากเอานางสาวโสภิตา ปิ่นตา ผู้เยาว์ อายุ 15 ปี 1 เดือน ซึ่งยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนางพวงปิ่นตา มารดาผู้เสียหาย ทั้งนี้เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319

จำเลยให้การว่า ได้พานางสาวโสภิตา ผู้เยาว์ไปจากความปกครองของผู้เสียหายเพื่ออยู่กินฉันสามีภริยา มิใช่เพื่อการอนาจาร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319วรรคแรก จำคุก 4 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่คงจำคุก3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้นางสาวโสภิตา ปิ่นตา ผู้เยาว์ มีอายุ 15 ปีเศษผู้เยาว์เป็นบุตรของนายสมศรี และนางพวงปิ่นตา ผู้เสียหาย เมื่อปลายปี 2539 ผู้เยาว์ทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ที่ร้านอาหารครัวไผ่งามของมารดาจำเลย ผู้เยาว์ทำงานที่ร้านอาหารได้ประมาณ 20 วัน ก็เลิกทำงานกลับไปอยู่บ้าน จำเลยได้ไปหาผู้เยาว์ทุกวัน แล้วบอกผู้เยาว์ว่าจำเลยจะให้มารดาจำเลยมาสู่ขอผู้เยาว์เป็นภริยา และชักชวนผู้เยาว์ไปอยู่ที่ร้านอาหารด้วยกัน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม2540 ในระหว่างที่ผู้เยาว์อยู่ที่ร้านอาหาร จำเลยกระทำชำเราผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ยินยอมหลายครั้ง แต่เมื่อผู้เยาว์เร่งรัดฝ่ายจำเลยให้ไปสู่ขอตามประเพณี ฝ่ายจำเลยเพิกเฉย จนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 นางพวงผู้เสียหายให้ผู้เยาว์สอบถามมารดาจำเลยเรื่องการสู่ขออีกครั้งหนึ่ง มารดาจำเลยไม่พอใจมีการทะเลาะด่าว่ากันนางพวงผู้เสียหายจึงนำผู้เยาว์ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจพนักงานสอบสวนส่งผู้เยาว์ให้แพทย์ตรวจร่างกาย ปรากฏว่าผู้เยาว์เคยผ่านการร่วมประเวณีและตั้งครรภ์ได้ประมาณ 8 สัปดาห์ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยออกอุบายชักชวนผู้เยาว์เป็นภริยาเพื่อการอนาจารโดยไม่มีเจตนาที่จะรับผู้เยาว์เป็นภริยา เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้เยาว์ได้ความว่าจำเลยผิดนัดไม่ไปสู่ขอต่อบิดามารดาผู้เยาว์ตามที่ตกลงกันไว้ ผู้เยาว์ไปเร่งรัดมารดาจำเลยให้ไปสู่ขอและขู่ว่าจะนำเจ้าพนักงานตำรวจมาจับ มารดาจำเลยด่าว่าผู้เยาว์ว่ามีหลายผัวขับไล่ผู้เยาว์ออกจากบ้าน เมื่อนางพวงผู้เสียหายพาผู้เยาว์ไปแจ้งความ พนักงานสอบสวนไกล่เกลี่ยจำเลยแจ้งว่ายินดีรับผู้เยาว์เป็นภริยา แต่มารดาจำเลยบอกว่าไม่ต้องการได้ผู้เยาว์เป็นสะใภ้ นอกจากนี้ผู้เยาว์ยังได้เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยยืนยันว่า ผู้เยาว์เข้าใจว่าจำเลยตั้งใจรับเลี้ยงผู้เยาว์เป็นภริยาจริง แต่มารดาจำเลยขัดขวางทำให้ไม่สามารถแต่งงานกันได้ เมื่อผู้เยาว์นำผลการตรวจของแพทย์ว่าผู้เยาว์ตั้งครรภ์ให้จำเลยดู จำเลยก็บอกว่าจะรับเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากผู้เยาว์ซึ่งก็ตรงกับที่จำเลยเบิกความว่าจำเลยยังอยากได้ผู้เยาว์เป็นภริยา แต่มารดาจำเลยไม่ต้องการได้ผู้เยาว์เป็นสะใภ้ เห็นได้ว่า จำเลยกับผู้เยาว์รักใคร่ชอบพอกัน จำเลยมารับผู้เยาว์ไปอยู่ที่ร้านอาหารของมารดาจำเลยเพื่อเป็นภริยา แต่ผู้เยาว์เร่งรัดมารดาจำเลยให้ไปสู่ขอต่อบิดามารดาผู้เยาว์ตามประเพณีทำให้มารดาจำเลยไม่พอใจทะเลาะวิวาทกับผู้เยาว์ขับไล่ผู้เยาว์ออกจากบ้านไม่ยอมไปสู่ขอผู้เยาว์เป็นภริยาจำเลย การที่ผู้เยาว์กับจำเลยสมัครรักใคร่กันโดยที่จำเลยยังไม่มีภริยามาก่อน จำเลยได้พาผู้เยาว์ไปอยู่กับจำเลยได้เสียกันก็เพื่อประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา แต่มีเหตุขัดข้องเกิดจากมารดาจำเลยไม่ยอมรับผู้เยาว์เป็นสะใภ้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย สืบสกุล ธุระมนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6634/2546
#112768
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เยาว์กับจำเลยสมัครใจรักใคร่กันโดยที่จำเลยยังไม่เคยมีภริยามาก่อน การที่จำเลยได้พาผู้เยาว์ไปอยู่กับจำเลยและได้เสียกันก็เพื่อประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา แต่มีเหตุขัดข้องเกิดจากมารดาจำเลยไม่ยอมรับผู้เยาว์เป็นสะใภ้ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙

จำเลยให้การว่า ได้พานางสาว ส. ผู้เยาว์ไปจากความปกครองของผู้เสียหายแต่พาไปเพื่ออยู่กินฉันสามีภริยา มิใช่เพื่อการอนาจาร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๙ วรรคแรก จำคุก ๔ ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๓ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นได้ว่า จำเลยกับผู้เยาว์รักใคร่ชอบพอกัน จำเลยมารับผู้เยาว์ไปอยู่ที่ร้านอาหารของมารดาจำเลยเพื่อเป็นภริยา แต่ผู้เยาว์เร่งรัดมารดาจำเลยให้ไปสู่ขอต่อบิดามารดาผู้เยาว์ตามประเพณี ทำให้มารดาจำเลยไม่พอใจทะเลาะวิวาทกับผู้เยาว์ ขับไล่ผู้เยาว์ออกจากบ้านไม่ยอมไปสู่ขอผู้เยาว์เป็นภริยาจำเลย การที่ผู้เยาว์กับจำเลยสมัครรักใคร่กันโดยที่จำเลยยังไม่มีภริยามาก่อน จำเลยได้พาผู้เยาว์ไปอยู่กับจำเลยได้เสียกันก็เพื่อประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา แต่มีเหตุขัดข้องเกิดจากมารดาจำเลยไม่ยอมรับผู้เยาว์เป็นสะใภ้การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสืบสกุล ธุระมนวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวยุรี รัตนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6547/2546
#51035
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสิบยังใช้ทางเดินภารจำยอมในที่ดินของโจทก์เดินผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะอยู่ เมื่อมีการขัดขวางโดยบริษัท ช. ผู้ขายที่ดินให้โจทก์ปิดกั้นทางภารจำยอมจำเลยกับพวกก็ใช้สิทธิฟ้องให้บริษัทดังกล่าวเปิดทางภารจำยอม จนในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมและให้รื้อสิ่งก่อสร้างที่กระทำลงบนทางภารจำยอม ซึ่งอยู่ในระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันเป็นข้อแสดงว่าจำเลยทั้งสิบยังต้องการใช้ทางภารจำยอมและตามรูปการทางภารจำยอมนั้นก็สามารถใช้ได้อยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้ที่ดินภารยทรัพย์พ้นจากภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1394

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 48691 เลขที่ดิน 1087 ตำบลทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวแบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1251 เลขที่ดิน 3 ตำบลวัดพระยาไกร(บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินแปลงภารยทรัพย์ในส่วนทางเดินแนวสะพานไม้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 เลขที่ดิน 19 ตำบลบ้านทวาย(วัดพระยาไกร) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ดินแปลงสามยทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบ โจทก์ซื้อที่ดินมาจากบริษัทเชิงทะเล จำกัด และโจทก์ครอบครองที่ดินมาตั้งแต่ปี 2528 โดยไม่ทราบว่ามีแนวภารจำยอม ซึ่งนับแต่ซื้อมาแนวภารจำยอมนี้ไม่ได้มีการใช้และตามสภาพเดิมเป็นสะพานไม้ แต่ปัจจุบันทำถนนคอนกรีตทับแนวภารจำยอม แนวภารจำยอมจึงใช้ไม่ได้ตามรูปการ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 48691 เลขที่ดิน 1087 ตำบลทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร พ้นจากภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 เลขที่ดิน 19 ตำบลบ้านทวาย (วัดพระยาไกร) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 ให้การว่าจำเลยทั้งสิบเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 เลขที่ดิน 19 ตำบลบ้านทวาย (วัดพระยาไกร) อำเภอยานนาวา(บางรัก) กรุงเทพมหานคร เดิมจำเลยกับพวกเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทเชิงทะเล จำกัดกับพวกเป็นจำเลย ว่าที่ดินของบริษัทเชิงทะเล จำกัด กับพวกตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยทั้งสิบดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีเปิดทางภารจำยอมได้เพียงบางส่วน จำเลยกับพวกจึงใช้ประโยชน์ในทางภารจำยอมบางส่วนนั้นตลอดมา ซึ่งปัจจุบันเจ้าพนักงานบังคับคดียังดำเนินการบังคับคดีในส่วนที่เหลืออยู่โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 48691 มาจากบริษัทเชิงทะเล จำกัด จึงต้องรับเอาทางภารจำยอมบางส่วนที่อยู่ในที่ดินของโจทก์ด้วย โจทก์ไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้สั่งที่ดินของโจทก์บางส่วนพ้นจากทางภารจำยอมของที่ดินจำเลยทั้งสิบได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เว้นแต่ค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้โจทก์ใช้แทนจำเลยทั้งสิบ 3,000 บาท กับให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสิบด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 48691 เลขที่ดิน 1087 ตำบลทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา(บางรัก) กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาจากบริษัทเชิงทะเล จำกัด ที่ดินแปลงนี้แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1251 เลขที่ดิน 3 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา(บางรัก) กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ดินภารยทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 1275 เลขที่ดิน 19 ตำบลบ้านทวาย (วัดพระยาไกร) อำเภอยานนาวา (บางรัก)กรุงเทพมหานคร ของจำเลยทั้งสิบ เมื่อปี 2529 บริษัทเชิงทะเล จำกัด ได้รื้อสะพานไม้ทางภารจำยอมที่จำเลยทั้งสิบใช้เดินจากบ้านพักออกสู่ทางสาธารณะ ปี 2530 จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 10 กับพวกได้เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทเชิงทะเล จำกัด กับพวกให้เปิดทางภารจำยอม และขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้เปิดทางภารจำยอมศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ต่อมาปี 2531 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกเลิกการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงได้มีการปิดกั้นทางภารจำยอม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ครั้นเมื่อวันที่ 12ตุลาคม 2538 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนั้นซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมเพื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 เลขที่ดิน 19 ให้บริษัทเชิงทะเล จำกัด เปิดทางภารจำยอมแต่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางภารจำยอมพิพาทนั้นไม่ใช้และใช้ไม่ได้ตามรูปการแล้วหรือไม่ และโจทก์จะเรียกร้องให้พ้นจากภารจำยอมได้หรือไม่เห็นว่า ทางภารจำยอมที่โจทก์จะเรียกให้พ้นจากภารจำยอมได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1394 ทางภารจำยอมนั้นต้องไม่ใช้และใช้ไม่ได้ตามรูปการตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นได้ความว่า จำเลยทั้งสิบยังคงใช้ทางเดินภารจำยอมในที่ดินของโจทก์ เดินผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะอยู่ เมื่อปรากฏว่ามีการขัดขวางโดยบริษัทเชิงทะเล จำกัด ผู้ขายที่ดินให้โจทก์ปิดกั้นทางภารจำยอม จำเลยกับพวกก็ยังคงใช้สิทธิฟ้องให้บริษัทดังกล่าวเปิดทางภารจำยอมนั้น เพื่อให้จำเลยกับพวกได้ใช้ทางภารจำยอมในที่ดินอันเป็นภารยทรัพย์อยู่ จนในที่สุดศาลฎีกาได้พิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม และให้รื้อสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่กระทำลงบนทางภารจำยอม ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้โจทก์เปิดทางภารจำยอมให้แก่จำเลยกับพวก อันเป็นข้อแสดงว่าจำเลยทั้งสิบยังต้องการใช้ทางภารจำยอมและตามรูปการทางภารจำยอมนั้นก็สามารถใช้ได้อยู่ ฉะนั้นโจทก์จึงหามีสิทธิที่จะเรียกให้ที่ดินภารยทรัพย์พิพาทพ้นจากภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1394 ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1394
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นิรมล โตจิรกุล
จำเลย — นาวาอากาศตรี เทียม ประถมด้วง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6547/2546
#112687
เปิดฉบับเต็ม

ทางภาระจำยอมที่โจทก์จะเรียกให้พ้นจากภาระจำยอมได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1394 ทางภาระจำยอมนั้นต้อง ไม่ใช้และใช้ไม่ได้ตามรูปการ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยยังคงใช้ทางเดินภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะอยู่ เมื่อปรากฏว่ามีการขัดขวางโดยผู้ขายที่ดินให้โจทก์ปิดกั้นทางภาระจำยอม จำเลยกับพวกก็ใช้สิทธิฟ้องให้ผู้ขายที่ดินดังกล่าวเปิดทางภาระจำยอมนั้น เพื่อให้จำเลยกับพวกได้ใช้ทางภาระจำยอมในที่ดินอันเป็นภารยทรัพย์อยู่ ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและให้รื้อสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่กระทำลงบนทางภาระจำยอม ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้โจทก์เปิดทางภาระจำยอมให้แก่จำเลยกับพวกอันเป็นข้อแสดงว่าจำเลยยังต้องการใช้ทางภาระจำยอมและตามรูปการทางภาระจำยอมนั้นก็สามารถ ใช้ได้อยู่ ฉะนั้นโจทก์จึงหามีสิทธิที่จะเรียกให้ที่ดินภารยทรัพย์พิพาทพ้นจากภาระจำยอมตามมาตรา 1394 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๘๖๙๑ พ้นจากภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๕

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๖ ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เว้นแต่ค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้โจทก์ใช้แทนจำเลยทั้งสิบ ๓,๐๐๐ บาท กับให้โจทก์ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนจำเลยทั้งสิบด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๘๖๙๑ โดยซื้อมาจากบริษัทเชิงทะเล จำกัด ที่ดินแปลงนี้แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๕๑ อันเป็นที่ดินภารยทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินสามยทรัพย์ โฉนดเลขที่ ๑๒๗๕ ของจำเลยทั้งสิบ เมื่อปี ๒๕๒๙ บริษัทเชิงทะเล จำกัด ได้รื้อสะพานไม้ทางภาระ จำยอมที่จำเลยทั้งสิบใช้เดินจากบ้านพักออกสู่ทางสาธารณะ ปี ๒๕๓๐ จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๑๐ กับพวก ได้เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทเชิงทะเล จำกัด กับพวก ให้เปิดทางภาระจำยอม ครั้นเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๓๘ ศาลชั้นต้น ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนั้นซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมเพื่อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๗๕ ให้บริษัทเชิงทะเล จำกัด เปิดทางภาระจำยอม แต่การบังคับคดี ยังไม่เสร็จสิ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางภาระจำยอมพิพาทนั้นไม่ใช้และใช้ไม่ได้ตามรูปการแล้วหรือไม่ และโจทก์จะเรียกร้องให้พ้นจากภาระจำยอมได้หรือไม่ เห็นว่า ทางภาระจำยอมที่โจทก์จะเรียกให้พ้นจากภาระจำยอมได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๔ ทางภาระจำยอมนั้นต้องไม่ใช้และใช้ไม่ได้ตามรูปการ ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นได้ความว่าจำเลยทั้งสิบยังคงใช้ทางเดินภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์เดินผ่านออกไปสู่ ทางสาธารณะอยู่ เมื่อปรากฏว่ามีการขัดขวางโดยบริษัทเชิงทะเล จำกัด ผู้ขายที่ดินให้โจทก์ปิดกั้นทางภาระจำยอม จำเลยกับพวกก็ยังคงใช้สิทธิฟ้องให้บริษัทดังกล่าวเปิดทางภาระจำยอมนั้นเพื่อให้จำเลยกับพวกได้ใช้ทางภาระจำยอมในที่ดินอันเป็นภารยทรัพย์อยู่ จนในที่สุดศาลฎีกาได้พิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและให้รื้อสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่กระทำลงบนทางภาระจำยอม ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้โจทก์ เปิดทางภาระจำยอมให้แก่จำเลยกับพวกอันเป็นข้อแสดงว่าจำเลยทั้งสิบยังต้องการใช้ทางภาระจำยอมและตามรูปการทางภาระจำยอมนั้นก็สามารถใช้ได้อยู่ ฉะนั้นโจทก์จึงหามีสิทธิที่จะเรียกให้ที่ดินภารยทรัพย์พิพาทพ้นจากภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๔ ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1394
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิรมล โตจิรกุล
จำเลย — นาวาอากาศตรีเทียม ประถมด้วง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวรพจน์ วัชรางค์กุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6528/2546
#51034
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะได้ลิขสิทธิ์จากการนำลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมารวบรวมหรือประกอบเข้าด้วยกันต้องใช้ความรู้ความสามารถหรือความวิริยะอุตสาหะในระดับหนึ่งโดยมิใช่เป็นการลอกเลียนงานอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้อื่น โจทก์จัดทำเอกสารเพื่อประกอบการเสนอราคารถยนต์ปฏิบัติการตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิดต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยลอกเลียนมาจากแคตตาล็อกของบริษัท พ. ทั้งหมด เพียงจัดเรียงองค์ประกอบให้สวยงามขึ้นเท่านั้นโจทก์มิได้ใช้ความริเริ่มของตนเองเพียงพอจนเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดงานรวบรวมขึ้นจึงไม่ได้ลิขสิทธิ์ ดังนั้น แม้จำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำแคตตาล็อกมาจัดทำเป็นส่วนหนึ่งเอกสารประกอบการเสนอราคาของจำเลยต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นกัน โดยที่บริษัท พ. ไม่ได้อนุญาตให้กระทำได้เพราะจำเลยไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัท พ. ซึ่งหากเป็นการไม่ชอบก็เป็นเรื่องที่จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัท พ. โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 บริษัทพี.ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยต่าง ๆ ในประเทศอังกฤษและประเทศอื่นทั่วโลก จึงได้จัดทำแคตตาล็อกแสดงภาพถ่ายและข้อมูลของสินค้าซึ่งมีข้อความอธิบายคุณสมบัติข้อกำหนดพิเศษของสินค้า พร้อมดัชนีค้นหาออกเผยแพร่และโฆษณาเพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย โดยโฆษณาครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบิร์น ว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม และความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า อันเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย และต่อมาได้โฆษณาเผยแพร่ในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยแคตตาล็อกดังกล่าวเป็นงานวรรณกรรมและงานศิลปกรรมซึ่งได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 บริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และอนุญาตให้โจทก์ใช้เอกสารที่เป็นหนังสือในรูปลักษณ์ต่าง ๆ รวมถึงแคตตาล็อกและข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โจทก์ได้ยื่นซองเสนอราคารถยนต์ปฏิบัติการตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิดพร้อมอุปกรณ์เก็บกู้วัตถุระเบิดต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจัดทำเอกสารประกอบการเสนอราคา แสดงคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าดังกล่าว โดยได้รับอนุญาตจากบริษัทพี. ดับเบิ้ลยู.อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด ในการจัดทำเอกสารโจทก์ได้บรรยายถึงคุณสมบัติและคุณลักษณะของสินค้าในส่วนที่เป็นภาพสีและรายละเอียดของสินค้าโดยใช้เครื่องสแกนเนอร์สแกนภาพสีและคำบรรยายภาษาอังกฤษบางส่วนจากแคตตาล็อกสินค้าของบริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัดมารวบรวมโดยคัดเลือกและจัดลำดับไว้เป็นหมวดหมู่ ตามประเภทของสินค้าในลักษณะที่มิได้เป็นการลอกเลียนผู้ใด โจทก์มีลิขสิทธิ์ในเอกสารประกอบการเสนอราคา โดยถือเป็นงานรวบรวมตามความหมายของมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2544 จำเลยทั้งสองคัดลอกและทำซ้ำภาพถ่ายและ/หรือข้อความจากเอกสารประกอบการเสนอราคาของโจทก์และจากแคตตาล็อกของบริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือบริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด ต่อมาจำเลยนำเอกสารที่จัดทำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปยื่นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยจำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่า เอกสารประกอบการเสนอราคาของจำเลยทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่ได้นำเอกสารนั้นไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือแจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 8, 12,15, 27, 31, 61, 69, 70, 74, 75 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ ให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ และริบสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า เอกสารหมาย จ.10 ซึ่งเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการเสนอราคารถยนต์ปฏิบัติการตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิดต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติในส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยคัดลอกหรือทำซ้ำตามเอกสารหมาย จ.15 เป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จะได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานรวบรวมตามเอกสารหมาย จ.10 นั้น จะต้องได้ความว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมาตามส่วนที่ 2 ว่าด้วยการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ในการที่โจทก์จัดทำเอกสารหมาย จ.10 นั้น จากคำเบิกความของนายชัยสิทธิ์ เชาวกุล พยานของโจทก์ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ตอบทนายโจทก์ถามติงว่า "...ข้อความและข้อมูลของเอกสารหมาย จ.10 นั้น ข้าฯ ได้นำมาจากเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นแคตตาล็อกของบริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด การจัดทำนั้น ข้าฯ ได้ใช้คอมพิวเตอร์นำภาพจากเอกสารหมาย จ.3 มาและได้มีการพิมพ์ข้อความขึ้นใหม่โดยใช้ข้อความจากเอกสารหมาย จ.3 โดยข้าฯ ได้จัดทำเอกสารหมาย จ.10 ขึ้นโดยการจัดเรียงหมวดหมู่สินค้าให้ตรงตามประกาศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อไม่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกิดความสับสน การจัดเรียงตัวอักษรในเอกสารหมาย จ.10 นั้นจะแตกต่างจากเอกสารหมาย จ.3 เนื่องจากข้าฯ จัดเรียงองค์ประกอบให้มีความสวยงามยิ่งขึ้น..." อันแสดงว่าเอกสารหมาย จ.10 ที่โจทก์จัดทำขึ้นนั้นเป็นแต่เพียงโจทก์นำภาพและข้อความมาจากแคตตาล็อกตามเอกสารหมาย จ.3 ที่บริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อโฆษณาสินค้าของบริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด มาจัดเรียงขึ้นใหม่ให้สวยงามเพื่อสะดวกแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในการพิจารณาตามงบเสนอราคาของโจทก์เท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 12 ที่บัญญัติว่า "งานใดมีลักษณะเป็นการนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มารวบรวมหรือประกอบเข้ากัน โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเป็นการนำเอาข้อมูลหรือสิ่งอื่นใด... มารวบรวมหรือประกอบเข้ากัน หากผู้ที่ได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันซึ่งงานดังกล่าวขึ้น โดยการคัดเลือกหรือจัดลำดับในลักษณะซึ่งมิได้ลอกเลียนงานของบุคคลอื่น ให้ผู้ที่ได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันนั้นมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงาน หรือข้อมูลหรือสิ่งอื่นใดของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกนำมารวบรวมหรือประกอบเข้ากัน จะเห็นได้ว่า ผู้ที่จะได้ลิขสิทธิ์จากการนำลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมารวบรวมหรือประกอบเข้าด้วยกัน ต้องใช้ความรู้ความสามารถหรือความวิริยะอุตสาหะในระดับหนึ่งโดยมิใช่มีลักษณะเป็นการลอกเลียนงานอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้อื่น แต่การที่โจทก์จัดทำเอกสารหมาย จ.10 ในส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองทำซ้ำงานตามเอกสารหมาย จ.10 ของโจทก์ตามตารางเปรียบเทียบเอกสารหมาย จ.15นั้น โจทก์ลอกเลียนมาจากแคตตาล็อกเอกสารหมาย จ.3 ทั้งหมด มิได้มีส่วนใดที่จะถือได้ว่าโจทก์ได้ทำหรือก่อขึ้นอันมีลักษณะสร้างสรรค์งานใหม่เลย ส่วนที่โจทก์อ้างว่าได้คัดเลือกและจัดลำดับภาพงานลิขสิทธิ์ของบริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัดใหม่นั้น ก็ได้ความว่าเป็นการจัดเรียงองค์ประกอบให้สวยงามขึ้นเท่านั้น จึงเป็นการปรับปรุงจากงานเดิมเพียงเล็กน้อย ยังไม่พอฟังว่า โจทก์ได้ใช้ความริเริ่มของตนเองเพียงพอจนเป็นส่วนสำคัญก่อให้เกิดงานรวบรวมขึ้น นอกจากนี้นายชัยสิทธิ์พยานโจทก์เบิกความยอมรับว่านอกจากโจทก์จะมีแคตตาล็อกเอกสารหมาย จ.3 แล้ว บุคคลภายนอกยังมีไว้ในครอบครองด้วย ซึ่งน่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะเป็นแคตตาล็อกโฆษณาสินค้าของบริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด ประกอบกับในการที่โจทก์จัดทำเอกสารหมาย จ.10 เพื่อประกอบการเสนอราคารถยนต์ปฏิบัติการตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิดต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายชัยสิทธิ์พยานโจทก์เบิกความว่าทำเป็นความลับ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจำเลยทั้งสองก็เป็นผู้ที่เสนอราคารถยนต์ปฏิบัติการตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิดต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นกัน การที่เอกสารหมาย จ.12 ของจำเลยมีรายการตรงกันกับเอกสารหมาย จ.10 ของโจทก์ในหน้าต่าง ๆ ดังกล่าวมานั้น ก็อาจจะเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองจัดทำขึ้นโดยไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.10 ของโจทก์ เพราะเอกสารหมาย จ.10 เป็นความลับ ทั้งนายชัยสิทธิ์ยังเบิกความอีกว่าผู้เสนอราคาต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องเป็นเจ้าของสินค้าที่เสนอราคา ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะนำเอกสารหมาย จ.3 มาจัดทำเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารหมาย จ.12 โดยที่บริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด ไม่ได้อนุญาตให้กระทำได้เพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ซึ่งหากเป็นการไม่ชอบก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทพี. ดับเบิ้ลยู. อัลเล็น แอนด์ โค จำกัด โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ลิขสิทธิ์งานรวบรวมในเอกสารหมาย จ.10 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดแล้วพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยเทเลโทรล จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.แอนด์ แอสโซซิเอทส์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6513/2546
#112872
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ ก็หมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในข้อหานี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔, ๑๐๘, ๑๑๐, ๑๑๕, ๑๑๗ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๒๕, ๒๗, ๕๙ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทจิ้วฮวด จำกัด และนายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอร่วมเข้าเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ร่วมที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ร่วมที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม ตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๕, ๒๗ และ ๕๙ นั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ ๑ เข้าร่วมเป็นโจทก์หมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ เท่านั้น เมื่อคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมที่ ๑ ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในข้อหานี้ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ ๑ ในข้อหาดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย คงรับวินิจฉัยให้เฉพาะอุทธรณ์ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ เท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 25 ม. 27 ม. 59
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทจิ้วฮวด จำกัด กับพวก
จำเลย — นายศราวุธ ชิติรัตนทรีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6512/2546
#112699
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศโดยทางเรือเดินทะเล โดยจำเลยจะรับตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากโจทก์ไปบรรจุสินค้าที่โรงงานของจำเลย แล้วนำกลับมาส่งมอบแก่โจทก์ที่ลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์เพื่อให้โจทก์ดำเนินการขนส่งทางเรือไปยังต่างประเทศ และโจทก์ได้นำตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าของจำเลยไปฝากไว้ยังท่าเรือแหลมฉบังเพื่อเตรียมการขนส่งทางเรือ เมื่อจำเลยได้ขอยกเลิกการส่งสินค้าโดยขอรับตู้คอนเทนเนอร์กลับไปขนสินค้าออกแล้วนำตู้คอนเทนเนอร์เปล่าส่งคืนโจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิตาม พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 36 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ผู้ขนส่งได้เสียไปเพื่อจัดการในการขนส่งให้แก่โจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตราเดียวกัน และเมื่อพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติอายุความของสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีเช่นนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี มาใช้บังคับ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34 (3) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี ไม่อาจนำมาใช้บังคับกับการรับขนของทางทะเลในกรณีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๕๗,๕๑๘.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๓) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์ โดยใช้ชื่อสายการเดินเรือว่ายูนิกลอรี่ มารีน ไลน์ โจทก์โดยนายลี มัน ชิ ได้มีหนังสือแต่งตั้งบริษัทกรีนสยาม จำกัด เป็นตัวแทนในการรับจองระวางขนส่งสินค้าทางทะเลไปต่างประเทศและในการส่งมอบสินค้าที่ขนส่งทางทะเลเข้ามายังประเทศไทย ตามหนังสือแต่งตั้งเอกสารหมาย จ. ๓ เมื่อระหว่างเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๐ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๔๐ จำเลยติดต่อกับบริษัทกรีนสยาม จำกัด ให้ดำเนินการขนส่งสินค้าจำพวกกระดาษไม่อาบหรือเคลือบ (Uncoated Woodfree) บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์จากประเทศไทยไปต่างประเทศโดยทางเรือเดินทะเล โดยจำเลยต้องมารับตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากบริเวณลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ไปยังโรงงานของจำเลยเพื่อนำสินค้าบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์แล้วนำไปส่งให้แก่โจทก์ที่ลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์เพื่อให้โจทก์นำบรรทุกลงเรือเดินทะเลไปส่งยังต่างประเทศ โดยในช่วงระหว่างวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๐ จำเลยได้รับตู้คอนเทนเนอร์จำนวน ๙ ตู้ ไปจากลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ที่สถานีลาดกระบังเพื่อไปบรรจุสินค้าแล้วนำมาส่งให้โจทก์ และในระหว่างวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๐ จำเลยได้รับตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน ๕ ตู้ ไปจากลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ที่สถานีลาดกระบังเพื่อไปบรรจุสินค้าแล้วนำกลับมาส่งให้โจทก์ โจทก์ได้จัดส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดไปยังลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อรอการขนส่งทางเรือไปยังต่างประเทศ แต่ต่อมาเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ จำเลยได้ขอยกเลิกการส่งสินค้าจำนวน ๕ ตู้คอนเทนเนอร์ช่วงหลัง ในวันที่ ๒๗ และ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ จำเลยได้ขอยกเลิกการส่งสินค้าจำนวน ๙ ตู้คอนเทนเนอร์ในช่วงแรก โดยขอรับตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าทั้ง ๑๔ ตู้ กลับคืนไปในวันดังกล่าว แล้วนำตู้คอนเทนเนอร์เปล่าทั้ง ๑๔ ตู้ ส่งคืนที่ลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ที่สถานีลาดกระบัง การบอกเลิกสัญญาดังกล่าวของจำเลยทำให้โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการยกตู้คอนเทนเนอร์ ค่าฝากตู้คอนเทนเนอร์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นให้แก่บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการท่าเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นเงินรวม ๓๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้ทวงถามจำเลยให้ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๓ ?มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ค่าใช้จ่ายที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้เกิดขึ้นบนบก มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเล จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๓) ซึ่งมีกำหนดอายุความสองปีมาใช้บังคับ จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ มาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศโดยทางเรือเดินทะเล โดยจำเลยจะรับตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากโจทก์ไปบรรจุสินค้าที่โรงงานของจำเลย แล้วนำกลับมาส่งมอบแก่โจทก์ที่ลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์เพื่อให้โจทก์ดำเนินการขนส่งทางเรือไปยังต่างประเทศ และโจทก์ได้นำตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าของจำเลยตามฟ้องไปฝากไว้ยังท่าเรือแหลมฉบังเพื่อเตรียมการขนส่งทางเรือ เมื่อจำเลยได้ขอยกเลิกการส่งสินค้าโดยขอรับตู้คอนเทนเนอร์ตามฟ้องกลับไปขนสินค้าออกแล้วนำตู้คอนเทนเนอร์เปล่าส่งคืนโจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๖ ที่บัญญัติว่า ในระหว่างที่ของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง ผู้ส่งของจะสั่งให้ผู้ขนส่งงดการส่งของนั้นไปหรือส่งกลับคืนมาก็ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ผู้ขนส่งได้เสียไปเพื่อจัดการในการขนส่งให้แก่โจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตราเดียวกัน และเมื่อพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มิได้บัญญัติอายุความของสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีเช่นนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ ซึ่งมีกำหนดอายุความ ๑๐ ปี มาใช้บังคับ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๓) ซึ่งมีกำหนดอายุความ ๒ ปี ไม่อาจนำมาใช้บังคับกับการรับขนของทางทะเลในกรณีนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (3) ม. 626
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิกลอรี่ มารีน คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทเกษตรรุ่งเรืองพืชผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6500/2546
#50740
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินเนื้อที่ 25 ตารางวา ซึ่งมีบ้านปลูกอยู่โจทก์ให้การต่อสู้อ้างสิทธิครอบครองและศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินเนื้อที่ 25 ตารางวา คดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อขอแสดงสิทธิครอบครองในที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทในคดีก่อนด้วย ดังนี้ ในคดีก่อนย่อมไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพิพาทส่วนที่นอกเหนือจากเนื้อที่ 25 ตารางวา ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนอกเหนือจากเนื้อที่ 25 ตารางวา ที่พิพาทกันในคดีก่อนจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) สารบบเล่มที่ 556/415 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน โดยซื้อมาจากนายน้อม วิเชียรศรี เมื่อปี 2518 โจทก์ครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกบ้านและพืชผลอาสินตลอดมาโดยสงบและเปิดเผย ไม่เคยมีบุคคลใดโต้แย้งคัดค้าน ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชแจ้งโจทก์ว่าจำเลยขอแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวนเนื้อที่ 25 ตารางวา ให้แก่โจทก์ อ้างว่าเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1185/2537 การกระทำของจำเลยเป็นการบุกรุกแย่งการครอบครองของโจทก์ โจทก์คัดค้านแล้ว ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเล่มที่ 556/415 หมู่ที่ 4 ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน เป็นของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายน้อม วิเชียรศรี ต่อมาโจทก์จำเลยมีคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1185/2537 ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 25ตารางวา ที่บ้านเลขที่ 98/1 ตั้งอยู่เท่านั้น และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยได้แบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ตามจำนวนเนื้อที่ที่โจทก์ชนะคดี ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1185/2537 เพราะคู่ความเป็นรายเดียวกันและคดีมีประเด็นอย่างเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สารบบเล่มที่ 556/415 หมู่ที่ 4 ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เดิมคดีนี้เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ตีราคาไว้เป็นเงิน 200,000 บาท ตามคำแถลงลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยมิได้คัดค้าน ทั้งยังกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเป็นเงิน 175,000 บาทอีกด้วย พอแปลได้ว่าจำเลยถือว่าที่ดินพิพาทในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามีเฉพาะส่วนที่นอกเหนือจาก 25 ตารางวา ที่พิพาทกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1185/2537 ของศาลชั้นต้น ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่นอกเหนือจากเนื้อที่ 25 ตารางวา เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1185/2537 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ในคดีดังกล่าวจำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินเนื้อที่ 25 ตารางวา ซึ่งมีบ้านเลขที่ 98/1 ปลูกอยู่ อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทในคดีนี้ โจทก์ให้การต่อสู้อ้างสิทธิครอบครองและศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 25 ตารางวา ดังกล่าวคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อขอแสดงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทในคดีก่อนด้วยดังนี้ ในคดีก่อนย่อมไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพิพาทส่วนที่นอกเหนือจากเนื้อที่25 ตารางวา ที่ศาลจะพึงวินิจฉัย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนอกเหนือจากเนื้อที่ 25 ตารางวา ที่พิพาทกันในคดีก่อนจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามที่จำเลยฎีกาสำหรับที่ดินพิพาทในส่วนเนื้อที่ 25 ตารางวา ที่พิพาทกันในคดีก่อนนั้น เมื่อต้องถือว่าที่ดินพิพาทในชั้นฎีกามีเฉพาะส่วนที่นอกเหนือจากที่ดินพิพาทในส่วนนี้ดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในส่วนนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะเป็นคนละประเด็นกับคดีก่อนนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิชัย เลขมาศ
จำเลย — นาย จำนงค์ วิเชียรศรี
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6500/2546
#112622
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนจำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินเนื้อที่ 25 ตารางวา ซึ่งมีบ้านเลขที่ 98/1 ปลูกอยู่ อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทในคดีนี้ โจทก์ให้การต่อสู้อ้างสิทธิครอบครอง และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 25 ตารางวา ดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์จึงฟ้องจำเลยเพื่อขอแสดงสิทธิครอบครองในที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทในคดีก่อนด้วย ดังนี้ ในคดีก่อนย่อมไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพิพาทส่วนที่นอกเหนือจากเนื้อที่ 25 ตารางวา ที่ศาลจะพึงวินิจฉัย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนอกเหนือจากเนื้อที่ 25 ตารางวา ที่พิพาทกันในคดีก่อนจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามที่จำเลยฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) สารบบเล่มที่ ๕๕๖/๔๑๕ หมู่ที่ ๔ ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน เป็นของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยมีคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๑๘๕/๒๕๓๗ ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒๕ ตารางวา ที่บ้านเลขที่ ๙๘/๑ ตั้งอยู่เท่านั้น และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยได้แบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ตามจำนวนเนื้อที่ที่โจทก์ชนะคดี ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๑๘๕/๒๕๓๗ เพราะคู่ความเป็นรายเดียวกันและคดีมีประเด็นอย่างเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) สารบบเล่มที่ ๕๕๖/๔๑๕ หมู่ที่ ๔ ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่นอกเหนือจากเนื้อที่ ๒๕ ตารางวา เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๑๘๕/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ในคดีดังกล่าวจำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินเนื้อที่ ๒๕ ตารางวา ซึ่งมีบ้านเลขที่ ๙๘/๑ ปลูกอยู่ อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทในคดีนี้ โจทก์ให้การต่อสู้อ้างสิทธิครอบครอง และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒๕ ตารางวา ดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์จึงฟ้องจำเลยเพื่อขอแสดงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทในคดีก่อนด้วย ดังนี้ ในคดีก่อนย่อมไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพิพาทส่วนที่นอกเหนือจากเนื้อที่ ๒๕ ตารางวา ที่ศาลจะพึงวินิจฉัย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนอกเหนือจากเนื้อที่ ๒๕ ตารางวา ที่พิพาทกันในคดีก่อนจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามที่จำเลยฎีกา สำหรับที่ดินพิพาทในส่วนเนื้อที่ ๒๕ ตารางวา ที่พิพาทกันในคดีก่อน เมื่อต้องถือว่าที่ดินพิพาทในชั้นฎีกามีเฉพาะส่วนที่นอกเหนือจากที่ดินพิพาทในส่วนนี้ดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในส่วนนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะเป็นคนละประเด็นกับคดีก่อนนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย เลขมาศ
จำเลย — นายจำนงค์ วิเชียรศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6460/2546
#50867
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอเรียกค่าชดเชยจากโจทก์ทั้งห้าในอัตราปีละ 20,000บาท และขอเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุที่ถูกฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเรื่องค่าเสียหายไม่รับ ค่าขึ้นศาลให้คำนวณจากค่าชดเชย20,000 บาท กับค่าขึ้นศาลอนาคต คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยเท่านั้น แต่จำเลยทั้งสองมิได้นำส่งหมายนัดและสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่ฝ่ายโจทก์กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนศาลชั้นต้นพิพากษา จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่โจทก์ทั้งห้าและไม่แจ้งให้ศาลทราบสาเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้องแย้งอันเป็นการทิ้งฟ้องแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(1)

ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ว่า โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่นย่อมได้รับสิทธิที่เจ้าของเดิมมีอยู่แล้วในการใช้ทางพิพาทนั้น โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทเองจนได้ภารจำยอม หาได้บรรยายว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมที่ขายให้โจทก์ที่ 1 ไม่ ฎีกาของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชนะคดีโดยวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม หากโจทก์ที่ 1 ยังติดใจในประเด็นเรื่องทางจำเป็นอยู่ แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ แต่ก็ต้องยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้ตั้งประเด็นในเรื่องทางจำเป็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ย่อมไม่มีประเด็นในเรื่องนี้ชั้นอุทธรณ์ และเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสองต่างเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1791, 916, 917, 1793,278, 2469 และ 2470 ตามลำดับ ที่ดินทางด้านทิศตะวันตกของโจทก์ที่ 1 จดที่ดินของจำเลยที่ 1 และจดทางเดิน โจทก์ทั้งห้ากับพวกใช้ทางเดินกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 100 เมตร เป็นทางเดินสัญจรไปมาเพื่อเข้าและออกจากที่ดินของตนไปสู่ทางสาธารณะถนนสายเลย - ท่าลี่ โดยผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 เป็นเวลากว่า 50 ปี โดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาที่จะใช้ทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งห้า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2540 จำเลยทั้งสองนำดินมาถมทางพิพาทและจำเลยที่ 1 ขุดสระน้ำบริเวณทางพิพาท เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งห้าและชาวบ้านไม่อาจใช้ทางพิพาทเดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองได้ เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโจทก์ทั้งห้าไม่สามารถนำรถยนต์ไปขนข้าวได้ โดยต้องเดินแบกหามเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งห้าและชาวบ้านไม่สามารถใช้ทางอื่นได้ ทำให้เสื่อมความสะดวกในการใช้ทางภารจำยอมและทางจำเป็น โจทก์ทั้งห้าบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองเปิดทางพิพาทและแจ้งต่อเจ้าพนักงานปกครองท้องที่เพื่อทำการไกล่เกลี่ย แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอม ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางภารจำยอมกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 100 เมตร ในที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยาวประมาณ75 และ 25 เมตร ตามลำดับ เพื่อให้โจทก์ทั้งห้าและชาวบ้านใช้เป็นทางเดินต่อไป ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนให้เป็นทางภารจำยอมแก่โจทก์ทั้งห้าภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ก่อนจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งห้าต่างมีที่ดินครอบครองกันเป็นสัดส่วนและมีทางออกโดยไม่ต้องเดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง โดยเฉพาะโจทก์ที่ 1 สามารถเดินผ่านที่ดินของโจทก์ที่ 4 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 ทางด้านทิศตะวันออกและโจทก์ที่ 1 ใช้เส้นทางเดินดังกล่าวอยู่แล้ว ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ถูกปิดล้อมจึงไม่อาจฟ้องบังคับทางจำเป็นเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินจากโจทก์ที่ 4 และนางอุเทืองใจคำ เมื่อปี 2536 เป็นระยะเวลาเพียง 5 ปี จึงยังไม่ได้สิทธิโดยอายุความ เมื่อภารจำยอมที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้างไม่มีการได้ทางนิติกรรม โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อย่อมรับสิทธิที่มีอยู่มาด้วยในขณะทำนิติกรรมซื้อขายที่ดิน และจะยกขึ้นอ้างสิทธิต่อจำเลยทั้งสองมิได้โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีภารจำยอมในที่ดินของจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ทางพิพาทกว้าง 4 เมตร ยาว 100 เมตร โดยในที่ดินของจำเลยที่ 1 ยาว 75 เมตร ในที่ดินของจำเลยที่ 2 ยาว 25 เมตร ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.9 ตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1791 ตำบลท่าลี่ อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาทและไปจดทะเบียนภารจำยอมให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ทางพิพาทคือทางจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ออกสู่ถนนสายเลย - ท่าลี่ ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.9 คดีมีปัญหาข้อแรกเกี่ยวกับคำให้การจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอเรียกค่าชดเชยจากโจทก์ทั้งห้าในอัตราปีละ 20,000 บาท และขอเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุที่ถูกฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเรื่องค่าเสียหายไม่รับค่าขึ้นศาลให้คำนวณจากค่าชดเชย 20,000 บาท กับค่าขึ้นศาลอนาคตคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ดังนี้พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยเท่านั้น ต่อมามีการส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์และสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่ทนายโจทก์ทั้งห้าโดยมิได้กำหนดให้ฝ่ายโจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ทั้งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำส่งหมายนัดและคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่ฝ่ายโจทก์จนเวลาล่วงเลยไปจนศาลชั้นต้นพิพากษา กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่โจทก์ทั้งห้า และไม่แจ้งให้ศาลทราบสาเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้องแย้งอันเป็นการที่จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(1) ประเด็นตามฟ้องแย้งที่ศาลชั้นต้นสั่งรับไว้จึงยุติไป...

ที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่นย่อมได้รับสิทธิที่เจ้าของเดิมมีอยู่แล้วในการใช้ทางพิพาทนั้น โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทเองจนได้ภารจำยอมหาได้บรรยายว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมที่ขายให้โจทก์ที่ 1 ไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้องเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้วินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชนะคดีโดยวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม หากโจทก์ที่ 1 ยังติดใจในประเด็นเรื่องทางจำเป็นอยู่แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ แต่ก็ต้องยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้ตั้งประเด็นในเรื่องทางจำเป็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ย่อมไม่มีประเด็นในเรื่องนี้ในชั้นอุทธรณ์ และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 177 วรรคสาม ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นิกร กาษรสุวรรณ กับพวก
จำเลย — นาย ยุทธ ไชยปะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6460/2546
#112668
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอเรียกค่าชดเชยการใช้ทางจำเป็นจากโจทก์ในอัตราปีละ 20,000 บาท และขอเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุถูกฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเรื่องค่าเสียหายไม่รับค่าขึ้นศาลให้คำนวณจากค่าชดเชย 20,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย ดังนี้ พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยเท่านั้น ต่อมามีการส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ สำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่โจทก์โดยมิได้กำหนดให้ฝ่ายโจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ทั้งจำเลยก็มิได้นำส่งหมายนัด คำให้การ และฟ้องแย้งให้แก่ฝ่ายโจทก์ จนเวลาล่วงเลยไปจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่โจทก์และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันยื่นคำฟ้องแย้ง อันเป็นการที่จำเลยทิ้งฟ้องแย้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 174 (1)

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเองจนได้ภาระจำยอม หาได้บรรยายว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมที่ขายให้โจทก์ไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่นย่อมได้รับสิทธิที่เจ้าของเดิมมีอยู่แล้วในการใช้ทางพิพาทนั้น จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ฟ้องว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและเป็นทางจำเป็นด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม หากโจทก์ยังติดใจในประเด็นเรื่องทางจำเป็นอยู่ แม้โจทก์จะไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ แต่ก็ต้องยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เมื่อโจทก์มิได้ตั้งประเด็นในเรื่องทางจำเป็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ฉะนั้น ประเด็นในเรื่องทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเปิดทางภาระจำยอมกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 100 เมตร ในที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยาวประมาณ 75 และ 25 เมตร ตามลำดับ เพื่อให้โจทก์ทั้งห้าและชาวบ้านใช้เป็นทางเดินต่อไป ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนให้เป็นทางภาระจำยอมแก่โจทก์ทั้งห้าภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ก่อนจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้ทางพิพาทกว้าง 4 เมตร ยาว 100 เมตร โดยในที่ดินของจำเลยที่ 1 ยาว 75 เมตร ในที่ดินของจำเลยที่ 2 ยาว 25 เมตร ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.9 ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ 1791 ตำบลท่าลี่ อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาทและไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... ข้อเท็จจริงที่คู่ความได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ทางพิพาทคือทางจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ออกสู่ถนนสายเลย - ท่าลี่ ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.9 คดีมีปัญหาข้อแรกเกี่ยวกับคำให้การจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอเรียกค่าชดเชยจากโจทก์ทั้งห้าในอัตราปีละ 20,000 บาท และขอเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุที่ถูกฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งเรื่องค่าเสียหายไม่รับ ค่าขึ้นศาลให้คำนวณจากค่าชดเชย 20,000 บาท กับค่าขึ้นศาลอนาคต คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ดังนี้ พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชยเท่านั้น ต่อมามีการส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์และสำเนาคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่ทนายโจทก์ทั้งห้าโดยมิได้กำหนดให้ฝ่ายโจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ทั้งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำส่งหมายนัดและคำให้การและฟ้องแย้งให้แก่ฝ่ายโจทก์จนเวลาล่วงเลยไปจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่โจทก์ทั้งห้าและไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้องแย้งอันเป็นการที่จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (1) ประเด็นตามฟ้องแย้งที่ศาลชั้นต้นสั่งรับไว้จึงยุติไป

ที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่นย่อมได้รับสิทธิที่เจ้าของเดิมมีอยู่แล้วในการใช้ทางพิพาทนั้น โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทเองจนได้ภาระจำยอม หาได้บรรยายว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ทางพิพาทต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมที่ขายให้โจทก์ที่ 1 ไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้วินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชนะคดีโดยวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม หากโจทก์ที่ 1 ยังติดใจในประเด็นเรื่องทางจำเป็นอยู่ แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ แต่ก็ต้องยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้ตั้งประเด็นในเรื่องทางจำเป็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ย่อมไม่มีประเด็นในเรื่องนี้ในชั้นอุทธรณ์ และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1387 ม. 1401
ป.วิ.พ. ม. 174 (1) ม. 177 วรรคสาม ม. 223 ม. 237 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิกร กาษรสุวรรณ กับพวก
จำเลย — นายยุทธ ไชยปะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา