คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2546
#51065
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำคุก 4 ปี แม้จะเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาแก้ทั้งบทลงโทษและโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลย แต่การแก้ไขบทลงโทษเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ด้วย) ลงโทษจำคุก 4 ปี แม้จะเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ทั้งบทลงโทษและโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลย แต่การแก้ไขบทลงโทษเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษ ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นาย ไพรัตน์ ธงภักดิ์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2546
#112770
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง , 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ด้วย) ลงโทษจำคุก 4 ปี แม้จะเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ทั้งบทลงโทษและโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลย แต่การแก้ไขบทลงโทษเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๑๐๒ และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๕ ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำคุก ๔ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก ๕ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูก มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม) ด้วย) ลงโทษจำคุก ๔ ปี แม้จะเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้ทั้งบทลงโทษและโทษจำคุกที่ลงแก่จำเลย แต่การแก้ไขบทลงโทษเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายไพรัตน์ ธงภักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายพลีส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันต์ เกียรติก้อง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8075/2546
#112811
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยจำนองห้องชุดเลขที่ 181/289 ตำบลบางแค อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เป็นประกันหนี้ แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองภายใน 30 วัน ย่อมมีความหมายชัดแจ้งว่าโจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และจัดการไถ่ถอนจำนองภายในเวลาที่กำหนด เมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยทำสัญญาจำนองทรัพย์สินรายอื่นเป็นประกัน ทรัพย์ที่โจทก์จะบังคับจำนองย่อมหมายถึงห้องชุดเลขที่ 181/289 การที่หนังสือบอกกล่าวของโจทก์ระบุหมายเลขห้องชุดเป็นห้องชุดเลขที่ 0289 ตำบลบางแค อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร น่าจะเป็นเพียงการพิมพ์หมายเลขคลาดเคลื่อนเท่านั้น หามีผลทำให้หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด คำบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ชอบด้วยมาตรา 728 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๓๖,๔๗๓.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไปก่อน สามปีต่อครั้ง เป็นเงินครั้งละ ๑,๒๐๔.๘๒ บาท เริ่มชำระครั้งแรกในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๘ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หรือวันที่ขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ดังกล่าว หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินพร้อมดอกเบี้ยต่อโจทก์ ส่วนเงินค่าเบี้ยประกันภัยเป็นข้อเรียกร้องในหนี้อนาคตจึงไม่อาจเรียกได้ และโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไม่ถูกต้อง จึงไม่อาจขอให้บังคับจำนองตามฟ้องได้ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๓๖,๔๗๓.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับแต่วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อความในหนังสือบอกกล่าวของโจทก์แล้วมีความว่า "ตามที่นายศักดิ์ดา พุ่มโพธิงาม และนางสาวชนิดา พุ่มโพธิงาม ได้ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำนวนเงิน ๒๓๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี โดยตกลงชำระดอกเบี้ยพร้อมผ่อนเงินต้นเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๒,๓๕๐ บาท ทั้งนี้โดยท่านได้นำห้องชุดเลขที่ ๐๒๘๙ ตำบลบางแค อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพมหานคร มาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันกับธนาคาร ปรากฏว่าท่านผิดนัดไม่ชำระหนี้ นับถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ท่านมีหนี้ทั้งหมดเป็นต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท ดอกเบี้ย ๘,๘๙๑.๔๔ บาท รวมเป็นเงิน ๒๒๓,๐๗๒.๕๖ บาท ธนาคารจึงขอเรียนมาเพื่อขอให้ท่านนำเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับถัดจากวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ จนถึงวันที่ชำระเสร็จไปชำระให้แก่ธนาคารและไถ่ถอนจำนองให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวฉบับนี้ หากพ้นกำหนดดังกล่าวธนาคารจำเป็นต้องดำเนินคดีกับท่านตามกฎหมายต่อไป" เห็นว่าตามข้อความดังกล่าวมีความหมายโดยชัดแจ้งว่า โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และจัดการไถ่ถอนจำนองภายในเวลาที่กำหนดไว้ ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับตามสัญญาจำนองต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทำสัญญาจำนองทรัพย์สินรายอื่นเป็นประกันหนี้ต่อโจทก์อีก ทรัพย์ที่โจทก์จะบังคับจำนองย่อมหมายถึงห้องชุดเลขที่ ๑๘๑/๒๔๙ ตามสัญญาจำนอง หนังสือบอกกล่าวตามเอกสารหมาย จ. ๑๐ จึงเป็นคำบอกกล่าวบังคับจำนองที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๗๒๘ แห่ง ป.พ.พ. แล้ว การที่โจทก์ระบุหมายเลขห้องชุดเป็นห้องชุดเลขที่ ๐๒๘๙ น่าจะเป็นเพียงการพิมพ์หมายเลขคลาดเคลื่อนเท่านั้น หามีผลทำให้หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอให้บังคับจำนองของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จจึงเกินคำขอของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๓๖,๔๗๓.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ ๑๘๑/๒๘๙ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๑๘๔ ตำบลบางแค อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายศักดิ์ดา พุ่มโพธิงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายจำรัส ศรีธวัชพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2546
#51064
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตทางหลวง แต่ก็มิใช่ตัวทางหลวง ไม่ว่าจะเป็นผิวจราจรหรือทางเท้า ที่ดินของโจทก์จึงมิได้เชื่อมกับถนนกันตังเนื่องจากยังมีที่ดินพิพาทคั่นอยู่ หากโจทก์จะเข้าออกระหว่างที่ดินของโจทก์กับถนนกันตัง โจทก์จะต้องผ่านที่ดินพิพาทเสียก่อนซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำถนนจากที่ดินของโจทก์ต่อเชื่อมกับถนนกันตังโดยผ่านที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินของโจทก์มิได้ติดต่อกับถนนกันตังมาแต่เดิมเนื่องจากมีที่ดินพิพาทคั่นอยู่ และจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทมาก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของตน โจทก์จะอ้างว่าได้รับความเสียหายเป็นพิเศษเนื่องจากจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทกีดขวางทางออกสู่ถนนกันตังหาได้ไม่กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 421 และมาตรา 1337 ในอันที่โจทก์จะขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างและต้นมะพร้าวออกจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4856 มีอาณาเขตทิศเหนือจดทางสาธารณะ ทิศใต้จดทางหลวงแผ่นดินสายที่ 403 (ตอนตรัง - กันตัง) ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกจดที่ดินของบุคคลอื่น เมื่อประมาณปลายปี 2540 โจทก์ประสงค์จะก่อสร้างอาคารลงในที่ดินแปลงนี้แต่จำเลยมาปลูกต้นมะพร้าวขุดบ่อน้ำและก่อสร้างห้องน้ำบนที่ดินทางหลวงดังกล่าวกั้นหน้าที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่สามารถเข้าไปปลูกสร้างอาคาร และไม่สามารถเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ถนนอันเป็นทางสาธารณะได้ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนห้องน้ำ ต้นมะพร้าว ปรับถมบ่อน้ำให้อยู่ในสภาพถนนดังเดิม หากจำเลยไม่กระทำโจทก์จะดำเนินการเองโดยคิดค่าใช้จ่ายจากจำเลย ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามขัดขวางการเข้าออกสู่ที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยปลูกต้นมะพร้าวและสร้างห้องน้ำในที่ดินของจำเลยซึ่งครอบครองต่อจากยายของจำเลยมาเป็นเวลาประมาณ 70 ปีแล้ว มิใช่ทางหลวงอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์เพราะรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4856 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ทิศเหนือจดทางสาธารณะซึ่งเป็นทางหลวงเทศบาล ทิศใต้จดทางหลวงแผ่นดินสายที่ 403 (ตอนตรัง - กันตัง) ซึ่งต่อมาเป็นถนนกันตัง อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครตรังมาตั้งแต่ปี 2526 ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตถนนกันตัง คั่นระหว่างด้านทิศใต้ที่ดินของโจทก์กับทางเท้าและถนนกันตัง จำเลยปลูกสร้างห้องน้ำในที่ดินพิพาทและปลูกต้นมะพร้าวในที่ดินพิพาทไว้ 3 ต้น ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ภาพถ่ายหมาย จ.5 และ ล.3 ถึงล.5 โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมาโดยรับการยกให้จากนางสิวขิ้น พาณิชย์กุล มารดา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2538 ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวยังไม่มีการทำประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดมาก่อน ส่วนจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินสาธารณะมาตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะได้รับยกให้ที่ดินจากนางสิวขิ้น คดีมีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอบังคับจำเลยให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างและต้นมะพร้าวออกไปจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทางหลวง แม้จะเป็นที่ดินสาธารณะที่อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครตรังก็ตามแต่ก็มิใช่ตัวทางหลวง ไม่ว่าจะเป็นผิวจราจรหรือทางเท้า ที่ดินของโจทก์จึงมิได้เชื่อมกับทางหลวงแผ่นดินสายที่ 403 หรือถนนกันตังแต่อย่างใดเนื่องจากยังมีที่ดินพิพาทคั่นอยู่หากโจทก์จะเข้าออกระหว่างที่ดินของโจทก์กับถนนกันตังโจทก์ย่อมจะต้องผ่านที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินสาธารณะเสียก่อนซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำถนนจากที่ดินของโจทก์ต่อเชื่อมกับถนนกันตังโดยผ่านที่ดินพิพาท เห็นได้ว่า เมื่อที่ดินของโจทก์มิได้ติดต่อกับถนนกันตังมาแต่เดิมเนื่องจากมีที่ดินพิพาทคั่นอยู่ และจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทมาก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของตนเช่นนี้ โจทก์จะอ้างว่าได้รับความเสียหายเป็นพิเศษเนื่องจากจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทกีดขวางทางออกสู่ถนนกันตังหาได้ไม่ กรณียังไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และมาตรา 1337 ในอันที่โจทก์จะขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างและต้นมะพร้าวออกจากที่ดินพิพาทได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นเป็นเรื่องของเจ้าของที่ดินที่ติดต่อกับตัวทางสาธารณะโดยตรงข้อเท็จจริงจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องเสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฐิติมา ศรีวัฒนา
จำเลย — นาย ประสิทธิ์หรือขำ ชุดรุ่ง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2546
#112796
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลูกต้นไม้และก่อสร้างห้องน้ำในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะที่คั่นอยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์กับถนนหลวง เมื่อที่ดินของโจทก์มิได้ติดต่อกับถนนหลวงมาแต่เดิมเนื่องจากมีที่ดินพิพาทคั่นอยู่ และจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทมาก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเช่นนี้ โจทก์จะอ้างว่าได้รับความเสียหายเป็นพิเศษเนื่องจากจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทกีดขวางทางออกสู่ถนนสาธารณะหาได้ไม่ กรณียังไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 421 และมาตรา 1337 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้อถอนต้นไม้และสิ่งก่อสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนห้องน้ำ ต้นมะพร้าว ปรับถมบ่อน้ำให้อยู่ในสภาพถนนดังเดิม หากจำเลยไม่กระทำโจทก์จะดำเนินการเองโดยคิดค่าใช้จ่ายจากจำเลย ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามขัดขวางการเข้าออกสู่ที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฐิติมา ศรีวัฒนา
จำเลย — นายประสิทธิ์หรือขำ ชูดรุ่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริง — กันตัง) ซึ่งต่อมาเป็นถนนกันตัง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8005/2546
#266434
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต คำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นว่านี้ยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษายืนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง แม้จำเลยจะอุทธรณ์ขอให้ลงโทษเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ต้องพิจารณาและวินิจฉัยคดีเสียก่อนว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้พิจารณาและวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 ป.อ. มาตรา 58, 83, 91

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำคุกตลอดชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ และให้ลงโทษจำคุกจำเลย 26 ปี 9 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาเช่นว่านี้ยังไม่ถึงที่สุดเว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืน ดังนั้น แม้จำเลยจะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาลงโทษสถานเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็จำต้องพิจารณาและวินิจฉัยคดีเสียก่อนว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพียงแต่พิจารณาตามปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายไชยโชค สังข์ประไพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายอุทิศ เพ็ชรใต้
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายมานัส เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7986/2546
#112807
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้ความว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปกระทำชำเราและอยู่กินกับจำเลยเป็นเวลา 5 เดือน แล้วจำเลยได้สู่ขอและแต่งงานกับผู้เสียหายที่ 2 แต่ภายหลังจากนั้น 3 - 4 วัน ผู้เสียหายที่ 2 กลับไปอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 และแท้งบุตร จำเลยไม่เคยไปเยี่ยมและไปมาหาสู่อีกเลย พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๒๗๗, ๓๑๗

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง, ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก ๕ ปี ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี จำคุก ๗ ปี รวมจำคุก ๑๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ แล้ว จำคุก ๓ ปี ๖ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๙ เดือน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี?

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นฎีกาคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากมารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรและเพื่อการอนาจารหรือไม่? เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๒ มีอายุ ๑๒ ปีเศษ เป็นบุตรเพียงคนเดียวของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดา ผู้เสียหายที่ ๒ อยู่ในความปกครองดูแลและกินอยู่กับผู้เสียหายที่ ๑ ผู้เสียหายที่ ๒ ไม่เคยออกไปเที่ยวที่ใดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ ๑ และโดยลำพังเลย ดังนั้น การที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายที่ ๒ ที่บ้านโดยผู้เสียหายที่ ๑ ไม่อยู่บ้านและไม่ทราบเรื่องตอนเวลาประมาณ ๔ นาฬิกา แล้วพาผู้เสียหายที่ ๒ เดินทางไปจังหวัดนครปฐมและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ จากนั้นจำเลยก็พาผู้เสียหายที่ ๒ เดินทางไปหางานทำที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอยู่กินกับผู้เสียหายที่ ๒ ตลอดมาเป็นเวลาประมาณ ๕ เดือน โดยที่ผู้เสียหายที่ ๒ ไม่รู้เส้นทางที่จะขึ้นรถกลับไปหาผู้เสียหายที่ ๑ ที่บ้าน การกระทำของจำเลยลักษณะนี้ย่อมเป็นการไม่ถูกต้องด้วยทำนองคลองธรรมโดยการพาไปหรือแยกผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งยังเยาว์วัยออกจากการปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ ๑ ผู้เป็นมารดา ซึ่งผู้เสียหายที่ ๑ มิได้อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ ๒ ไปอยู่กินเป็นภริยาจำเลย ถือได้ว่าจำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรได้พรากผู้เสียหายที่ ๒ อายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ ๑ ผู้เป็นมารดาแล้ว อีกทั้งในระหว่างที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ ๒ ไปจากอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ ๑ ผู้เป็นมารดานั้น จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๒ ตลอดมา โดยไม่ได้ให้บิดามารดาจำเลยซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับผู้เสียหายที่ ๑ ไปทำการสู่ขอผู้เสียหายที่ ๒ ให้เป็นภริยาจำเลยให้ถูกต้องตามประเพณีแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อทราบว่าผู้เสียหายที่ ๑ แจ้งความดำเนินคดีแล้ว จำเลยจึงให้บิดามารดาของตนติดต่อผู้เสียหายที่ ๑ สู่ขอผู้เสียหายที่ ๒ ให้เป็นภริยาจำเลยและมีการทำพิธีสู่ขอกันตามประเพณีแล้วเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๓ แต่ภายหลังนั้นจำเลยอยู่กินกับผู้เสียหายที่ ๒ ต่อมาอีก ๓ ถึง ๔ วัน ผู้เสียหายที่ ๒ กลับมาอยู่กับผู้เสียหายที่ ๑ ที่บ้านและแท้งบุตร จำเลยก็ไม่เคยมาเยี่ยมหรือไปมาหาสู่ฉันสามีภริยากับผู้เสียหายที่ ๒ อีกเลย ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ประสงค์ที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหายที่ ๒ อย่างแท้จริง การทำพิธีสู่ขอผู้เสียหายที่ ๒ นั้นก็เพียงเพื่อจะให้หลุดพ้นจากความผิดตามที่ผู้เสียหายที่ ๑ แจ้งความร้องทุกข์ไว้เท่านั้น เมื่อเสร็จพิธีสู่ขอแล้วจำเลยก็มิได้มีใจเยื่อไยดีต่อผู้เสียหายที่ ๒ ทั้งที่ตั้งครรภ์กับจำเลย จนผู้เสียหายที่ ๒ แท้งบุตรก็ไม่เคยพบจำเลยอีก พฤติการณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นการพรากผู้เสียหายที่ ๒ ผู้เยาว์ไปเสียจากผู้เสียหายที่ ๑ ผู้เป็นมารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม แล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง และมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ และให้ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก ๓ ปี ๖ เดือน และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก ๒ ปี ๖ เดือน รวมจำคุก ๕ ปี ๑๒ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ๑๒ เดือน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายสนามหรือต้น ผ่องแผ้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายเลิศพงศ์ อินทรหอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญส่ง ฤกษ์สมบูรณ์ดี
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7982/2546
#266803
เปิดฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจาก ก. เป็นโจทก์ฟ้อง บ. ให้ออกจากบ้านพิพาท ในระหว่างพิจารณา บ. ถึงแก่กรรม ศาลอนุญาตให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองบ้านพิพาทเข้าเป็นคู่ความแทน บ. แม้ต่อมาศาลฎีกาจะยกฟ้องคดีดังกล่าวและผลแห่งคำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ แต่ไม่ได้ทำให้โจทก์ได้สิทธิในบ้านพิพาทแทน บ. โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะคือ บ. มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแทน บ. ในระหว่างพิจารณาเท่านั้น โจทก์มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว เมื่อโจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิในบ้านพิพาทนอกเหนือจากการที่โจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนที่ บ. อย่างไร โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

โจทก์นำสืบว่า ก่อน บ. ถึงแก่กรรม บ. ได้ยกบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ด้วยวาจา โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเรื่องนี้ไว้ แม้ศาลชั้นต้นจะให้โจทก์นำสืบประเด็นดังกล่าวและศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นนี้ไว้ด้วยก็ตาม ก็ไม่ทำให้เกิดเป็นประเด็นนี้ขึ้น เพราะเป็นเรื่องนำสืบนอกฟ้องและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านพิพาท และส่งมอบบ้านพิพาทแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านพิพาทและคืนบ้านพิพาทแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของบ้านพิพาทหรือมีสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดในบ้านพิพาทที่จะมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาท พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางสุทา นกน้อย ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2534 นางกิมใส เป็นโจทก์ฟ้องนายบุญส่ง ให้ออกจากบ้านพิพาท ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1443/2534 ของศาลชั้นต้น ในระหว่างพิจารณานายบุญส่งถึงแก่กรรมศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองบ้านพิพาทเข้าเป็นคู่ความแทนนายบุญส่ง คดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองบ้านพิพาท โจทก์จึงเข้ารับมรดกความแทนนายบุญส่ง เมื่อศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์จึงมีสิทธิโดยชอบที่จะครอบครองบ้านพิพาท จำเลยเข้าครอบครองบ้านพิพาทแทนโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาทแล้วจำเลยไม่ยอมออก ทำให้โจทก์เสียหาย ดังนี้โจทก์เป็นเพียงผู้เข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะคือ นายบุญส่งมีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแทนนายบุญส่งในระหว่างพิจารณาเท่านั้น โจทก์มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย โดยในคดีข้างต้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บ้านของนายบุญส่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินของนางกิมใส นางกิมใสจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ผลแห่งคำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความแต่ไม่ได้ทำให้โจทก์ได้สิทธิในบ้านพิพาทแทนนายบุญส่งไปด้วย เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิในบ้านพิพาทนอกเหนือจากการที่โจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนที่นายบุญส่งอย่างไร โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนนายบุญส่งถึงแก่กรรม นายบุญส่งได้ยกบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ด้วยวาจานั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเรื่องนี้ไว้ แม้ศาลชั้นต้นจะให้โจทก์นำสืบในประเด็นดังกล่าวและศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นนี้ไว้ด้วยก็ตาม ก็ไม่ทำให้เกิดเป็นประเด็นนี้ขึ้น เพราะเป็นการนำสืบนอกฟ้อง และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 55 ม. 142 ม. 145 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประทิน เล้าโสภาภิรมย์ โดยนางสุทา นกน้อย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางเพ็ญจันทร์ แก้วชื่นชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7916/2546
#112979
เปิดฉบับเต็ม

การที่ธนาคารโจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทให้โจทก์เป็นฝ่ายมีสิทธิเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนอัตราใดอัตราหนึ่งในระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้า หรืออัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้ หรืออัตราแลกเปลี่ยนในวันครบกำหนดชำระเงินตามทรัสต์รีซีท เป็นเพียงข้อตกลงเพื่อทำให้โจทก์ไม่ต้องรับภาระในความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินเท่านั้น หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมใช้บังคับกันได้ โจทก์จึงมีสิทธิเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในวันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวนั้นได้

สัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้าหรือแม้จะมิได้นำสินค้าออกขายก็ดี จำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายแก่โจทก์ ตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด (ระบุตัวเลขอัตราดอกเบี้ย) นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ข้อความตามสัญญาข้อ 4 นี้ มีลักษณะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ระบุในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีท และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 กรณีเช่นนี้หากจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาดังกล่าว ย่อมไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ ทั้งในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ ก็มีสัญญาข้อ 7 ระบุถึงการชำระดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดไว้อีกข้อหนึ่ง ดังนี้ เห็นได้ว่าสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 เป็นข้อสัญญาที่ระบุถึงการคิดดอกเบี้ยในช่วงที่จำเลยที่ 1 ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น ในการเรียกดอกเบี้ยนี้โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 (2) หากฝ่าฝืนถือว่ามีความผิดที่ต้องรับโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มาตรา 44 ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มาตรา 14 ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี และส่วนต่างสูงสุดที่จะใช้บวกเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีนั้น และให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนด เว้นแต่ในกรณีลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนั้น โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดสูงสุดได้ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แล้วเท่านั้น หากจำเลยที่ 1 ยังมิได้ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดหรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกด้วยส่วนต่างสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์เท่านั้น แต่ตามสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 ระบุให้สิทธิแก่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยระบุอัตราดอกเบี้ยในขณะทำสัญญาทรัสต์รีซีทเท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญาตามที่ระบุไว้ในประกาศธนาคารโจทก์ จึงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป ตามประกาศธนาคารโจทก์ดังกล่าว สัญญาทรัสต์รีซีทจึงมีการระบุอัตราดอกเบี้ยในลักษณะที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สิทธิแก่โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ก่อนเวลาผิดนัดเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกได้จากลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์ อันเป็นการทำสัญญาฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รวมทั้งโจทก์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด และเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 (2) และ 44 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงในเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

คดีนี้นอกจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตประกอบกับสัญญาทรัสต์รีซีทแล้ว โจทก์ยังฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้ไว้แก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทดังกล่าวด้วย เมื่อปรากฏว่าตั๋วสัญญาใช้เงินตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 นับแต่วันออกตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไป อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนั้นไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์ จึงเป็นอัตราที่โจทก์มีสิทธิคิดได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ ดังนั้น แม้ข้อตกลงตามสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 จะตกเป็นโมฆะดังวินิจฉัยมาข้างต้น แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงในตั๋วสัญญาใช้เงินได้ และที่ตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้สินในวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงิน จำเลยที่ 1 ยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดไว้สำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญาในแต่ละช่วงเวลา แต่อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังนั้น เงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าที่กำหนดไว้เดิมจึงถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ คำนวณเป็นเงินบาทโดยอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันที่มีการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศ (วันออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 21,172,857.20 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี จากต้นเงิน 16,763,761.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงิน 21,172,857.20 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี ของต้นเงิน 16,763,761.30 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดด้วยในวงเงิน 17,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ข้อตกลงในสัญญาทรัสต์รีซีทที่ให้โจทก์เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้า หรืออัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้ หรืออัตราแลกเปลี่ยนในวันครบกำหนดชำระเงินตามทรัสต์รีซีท เป็นข้อตกลงที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบแต่ฝ่ายเดียว จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ และตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์นำมาใช้ในการคิดคำนวณหนี้เงินต่างประเทศเป็นเงินไทยตามคำฟ้องถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยต้องชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ในต่างประเทศเป็นเงินต่างประเทศซึ่งโจทก์อาจจำเป็นต้องใช้เงินไทยเป็นจำนวนที่แลกเป็นเงินต่างประเทศได้เท่ากับจำนวนเงินค่าสินค้านั้นไปก่อนและจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ในภายหลังนั้น เงินไทยที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ควรเท่ากับจำนวนเงินไทยที่โจทก์ต้องใช้ในการชำระค่าสินค้าไปแล้ว หากต้องคิดคำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างจากที่โจทก์ใช้ในการชำระเงินค่าสินค้า ซึ่งไม่แน่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนนั้นจะต่ำกว่าที่โจทก์ใช้คิดคำนวณในขณะชำระเงินค่าสินค้าหรือไม่ ย่อมมีปัญหาความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยนเงินแก่โจทก์ การที่โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์เป็นฝ่ายมีสิทธิเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนอัตราใดอัตราหนึ่งดังกล่าวในการคิดคำนวณหนี้เป็นเงินไทยที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์นั้นก็เป็นเพียงข้อตกลงเพื่อทำให้โจทก์ไม่ต้องรับภาระในความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินดังกล่าวเท่านั้น หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมใช้บังคับกันได้ โจทก์จึงมีสิทธิเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในวันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวนั้นได้โดยชอบ ส่วนปัญหาว่าตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์นำมาใช้ในการคิดคำนวณหนี้เงินต่างประเทศเป็นเงินไทยตามคำฟ้องถูกต้องหรือไม่นั้น โจทก์ได้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่โจทก์จ่ายเงินชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าตามข้อตกลงเลือกอัตราแลกเปลี่ยนเงินดังกล่าวแล้ว ดังนั้น จึงต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันดังกล่าวมาคิดคำนวณหนี้ต้นเงินเป็นเงินบาทที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ และเมื่อพิจารณาถึงหนังสือที่โจทก์แจ้งไปยังจำเลยที่ 1 แสดงถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการที่จะให้สินเชื่อในจำนวนเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่มีการคิดคำนวณเป็นเงินบาทโดยอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นตามเอกสารหมาย ล. 1 ถึง ล. 13 แล้ว มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่โจทก์จ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายเป็นไปตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุในเอกสารหมาย ล. 1 ถึง ล. 13 ซึ่งนำมาใช้ได้กับหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท 13 ฉบับ แต่ปรากฏว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์นำมาใช้ในการคิดคำนวณหนี้ต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ตามที่ระบุรายละเอียดไว้ในรายการภาระหนี้เอกสารหมาย จ. 94 (15 แผ่น) นั้น ระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คิดคำนวณหนี้ที่เกิดจากเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 2120514 , 2120543 , 2120544 , 2120545 , 2120548 , 2120552 , 2120558 , 2120559 และ 2120608 ไว้เป็นอัตราสูงกว่าอัตราในวันที่โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายซึ่งไม่ถูกต้อง จึงต้องคิดคำนวณใหม่ให้ถูกต้อง และตามเอกสารหมาย จ. 95 ยังระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คิดคำนวณหนี้ที่คิดจากเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 2120609 , 2120635 , 2120658 และ 2120659 เป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่ผู้ขายสินค้า ซึ่งแม้จะไม่ถูกต้องเช่นกัน แต่เมื่อโจทก์กลับใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่ามาใช้ในการคิดคำนวณเป็นต้นเงินบาท ทำให้หนี้ต้นเงินบาทที่ได้จากการคิดคำนวณดังกล่าวที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 มีจำนวนน้อยลง ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุต้องแก้ไขจำนวนหนี้ส่วนนี้ ส่วนหนี้ที่เกิดจากเลตเตอร์ออฟเครดิตอีก 1 ฉบับ คือ เลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 2120497 ไม่ปรากฏอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ชำระเงินแก่ผู้ขายอยู่ในเอกสารหมาย ล. 1 ถึง ล. 13 แต่เมื่อเปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนตามช่วงระยะเวลาวันที่โจทก์จ่ายเงินแก่ผู้ขายตามเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับนี้ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนวันอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล. 1 ถึง ล. 13 ดังกล่าวแล้ว น่าเชื่อว่า อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 53.10 บาท ที่โจทก์นำมาใช้ไม่ตรงกับอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงในวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 จึงให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2540 แทน เพราะสามารถตรวจหาเพื่อนำมาใช้ในการคิดคำนวณหนี้ในชั้นบังคับคดีต่อไปได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินตามคำฟ้องที่คิดคำนวณเป็นเงินบาทโดยอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ. 94 จึงไม่ถูกต้อง และแม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะเห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนตามเอกสารหมาย จ. 94 จะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนในวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท ก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันครบกำหนดชำระเงินดังกล่าวได้เพราะเป็นการนอกเหนือจากคำฟ้องของโจทก์ที่ยืนยันว่าโจทก์เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่โจทก์ชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า จำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ในส่วนดอกเบี้ยนั้นโจทก์มีสิทธิคิดคำนวณหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราต่าง ๆ ตามคำฟ้องได้เพียงใดหรือไม่ เห็นว่า ข้อความตามสัญญาข้อ 4 นี้ มีลักษณะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ระบุในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ และกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 กรณีเช่นนี้หากจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาดังกล่าว ย่อมไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ ทั้งในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ ก็มีสัญญาข้อ 7 ระบุถึงการชำระดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดไว้อีกข้อหนึ่ง ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 นี้ เป็นข้อสัญญาที่ระบุถึงการคิดดอกเบี้ยในช่วงที่จำเลยที่ 1 ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น ในการเรียกดอกเบี้ยนี้โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 (2) หากฝ่าฝืนถือว่ามีความผิดที่ต้องรับโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มาตรา 44 และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด แต่เมื่อพิจารณาสัญญาทรัสต์รีซีท 14 ฉบับ กับประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยและส่วนลดในชุดเอกสารหมาย จ. 95 ประกอบกันแล้วปรากฏว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 ดังกล่าวมาข้างต้นระบุให้สิทธิแก่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยระบุอัตราดอกเบี้ยในขณะทำสัญญาทรัสต์รีซีท ฉบับที่ 1 เป็นอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ซึ่งเท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญา ตามที่ระบุไว้ในประกาศธนาคารโจทก์จึงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป ตามประกาศธนาคารโจทก์ดังกล่าว ส่วนสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 ถึงที่ 14 ก็ระบุอัตราดอกเบี้ยขณะทำสัญญาไว้ในข้อ 4 เป็นอัตราร้อยละ 19.5 ทุกฉบับ ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามประกาศธนาคารโจทก์ในชุดเอกสารหมาย จ. 95 ที่ใช้ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว และสูงเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์ในชุดเอกสารหมาย จ. 95 ในช่วงระยะเวลานั้น ๆ เช่นกัน ข้อสัญญาที่ตกลงในเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 ดังกล่าวมานี้ จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงในตั๋วสัญญาใช้เงินได้ และที่ตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้สินในวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินตามที่ระบุไว้จำเลยที่ 1 ยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.50 ต่อปี สำหรับตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับที่ 1 และร้อยละ 19.50 ต่อปี สำหรับตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับที่ 2 ถึง 14 นับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินจนถึงวันที่ชำระเงินเสร็จแก่โจทก์นั้นเท่ากับเป็นการให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดังกล่าวซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดไว้สำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญาในแต่ละช่วงเวลา แต่อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังนั้น เงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าที่กำหนดไว้เดิมจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่ก่อนผิดนัดมีการตกลงอัตราดอกเบี้ยไว้ในอัตราเพียงร้อยละ 10.25 และ 10.50 ต่อปี อันแสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าที่ดีที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำ และโจทก์ได้ประโยชน์น้อย แต่จำเลยที่ 1 กลับผิดนัดชำระหนี้อันทำให้ไม่อยู่ในฐานะลูกค้าที่ดีอีกต่อไป สมควรที่โจทก์ควรได้รับดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป อย่างไรก็ตามการที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดที่เป็นเบี้ยปรับถึงอัตราผิดนัดสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ คือ ร้อยละ 18.50 ต่อปี และร้อยละ 19.50 ต่อปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากนั้น โจทก์ก็ไม่นำสืบพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความเสียหายของโจทก์ที่ควรได้รับดอกเบี้ยที่เป็นเบี้ยปรับสูงเช่นนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือเท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดบวกด้วยหนึ่งในห้าของส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดและอัตราผิดนัดสูงสุด โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดังกล่าวไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ที่มีผลบังคับนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่อัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องต้องไม่เกินร้อยละ 16.50 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ด้วย ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ยซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรให้ลดลงเพราะเป็นเบี้ยปรับนั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่ได้อุทธรณ์ แต่เมื่อหนี้ของจำเลยทั้งสามเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่ได้อุทธรณ์ด้วย

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ให้จำเลยที่ 1 ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับการกำหนดจำนวนหนี้และวิธีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นการไม่ชอบ เพราะหากจำเลยที่ 1 ถามค้านไว้ น่าจะได้ความจริงว่า โจทก์มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพียงใด ชัดเจน อาจทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนไปได้นั้น เห็นได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถามค้านพยานโจทก์แต่อย่างใด เพียงแต่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ และข้อที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอุทธรณ์ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถามค้านพยานโจทก์ ก็ไม่ถือเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในเรื่องการขอเลื่อนคดีว่าการไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีตามเหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างนั้นไม่ชอบอย่างไร อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคแรก ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตประกอบกับสัญญาทรัสต์รีซีทและตั๋วสัญญาใช้เงิน ตามสัญญาทั้ง 14 ชุด จากนั้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดบวกด้วยหนึ่งในห้าของส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดและอัตราผิดนัดสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศธนาคารโจทก์ฉบับต่าง ๆ ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลาทั้งที่ประกาศไว้ก่อนวันฟ้องและหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 55,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 196 ม. 224 ม. 379 ม. 383
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14 (2) ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไทยเวิลด์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7877/2546
#112777
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193 การดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ศาลต้องออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 196 ประกอบมาตรา 193 และถ้าจำเลยได้รับหมายเรียกแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว และพิพากษาโดยเร็วเท่าที่พึงกระทำได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง (3) โดยศาลอาจพิพากษาในวันนัดพิจารณานั่นเอง หรืออาจเลื่อนคดีไปพิพากษาในวันอื่นก็ได้ ดังนั้น การพิจารณาคดีไม่มีข้อยุ่งยาก โจทก์จึงไม่ต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง จึงไม่ชอบ

การดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ป.วิ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง (3) บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า ถ้าจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาตามกำหนดนัด ให้ศาลมีคำสั่งโดยไม่ชักช้าว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วให้ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว การที่จำเลยไม่มาศาล และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง แล้วให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (1) ไปเลย โดยไม่ได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่ข้อยุ่งยากและและให้พิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๔ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ๓๒๖,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๒๕,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๓ เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๔ ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๔ จำเลยทั้งสองมิได้จงใจขาดนัดพิจารณาเนื่องจากในวันดังกล่าว การจราจรในบริเวณศาลแพ่งติดขัดมากทำให้ทนายจำเลยทั้งสองมาถึงห้องพิจารณาคดีเวลา ๑๓.๔๐ นาฬิกา ขณะที่ศาลและคู่ความยังอยู่ในห้องพิจารณาขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วอนุญาตให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คำร้องเป็นเท็จ ไม่ชอบที่ศาลจะยกขึ้นพิจารณาใหม่

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การสิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยทั้งสองโดยขาดนัด ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งจำหน่ายคดีจำเลยทั้งสองเสียจากสารบบความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีชอบหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและให้พิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่โดยนัดพิจารณาในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ เวลา ๙ นาฬิกา เพื่อทำการไกล่เกลี่ย ให้จำเลยทั้งสองให้การและสืบพยานในวันเดียวกัน ถึงวันนัด ทนายโจทก์และผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์ (ที่ถูก นัดพิจารณา) วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา ในวันนัดจำเลยทั้งสองไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวและนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๔ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่มาตรา ๑๙๐ จัตวา มาใช้บังคับ โดยมาตรา ๑๙๓ และมาตรา ๑๙๖ วรรคสอง (๓) บัญญัติให้การดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ศาลต้องออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ยให้การและสืบพยานในวันเดียวกัน และถ้าจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา แล้วจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว และพิพากษาโดยเร็วเท่าที่พึงกระทำได้ โดยศาลอาจพิพากษาในวันนัดพิจารณานั่นเองหรืออาจเลื่อนคดีไปพิพากษาในวันอื่นก็ได้ แต่ต้องกระทำโดยเร็วเท่าที่พึงกระทำได้ ดังนั้น กรณีการพิจารณาคดีไม่มีข้อยุ่งยากจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ มาใช้บังคับ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามมาตรา ๑๙๘ วรรคสอง จึงไม่ชอบ

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง (๓) ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า ถ้าจำเลยได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาศาลตามกำหนดนัด ให้ศาลมีคำสั่งโดยไม่ชักช้าว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาแล้วให้ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว ฯลฯ อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะสำหรับคดีไม่มีข้อยุ่งยากแล้วว่าให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาในกรณีที่จำเลยไม่มาศาล กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นมาจึงจะใช้ดุลยพินิจให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ วรรคสอง มาใช้บังคับแก่คดีโดยอนุโลมได้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองไม่มาศาล และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง และให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) ไปเลย โดยไม่ได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๗

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 ม. 196 ม. 198 ม. 198 ทวิ ม. 199 เบญจ วรรคสี่ ม. 207 ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตรีบุญสร้าง เจียมปรีชา
จำเลย — ร้อยตรีสุจิตต์ อติรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7833/2546
#112776
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทผู้ประกอบการค้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีทั้งประเภทเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดอกเบี้ยที่บริษัทโจทก์ได้รับจากการให้บริษัทในเครือของโจทก์กู้เป็นรายรับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะการกู้ยืมเงินเช่นว่านั้นถือเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) และเป็นกิจการที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/3 แต่อย่างใด ส่วนที่มีคำสั่งกรมสรรพากร ฉบับที่ ป. 26/2534 เรื่องดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่ง ป. รัษฎากร ข้อ 2 ยกเว้นดอกเบี้ยดังกล่าว ไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงยังคงเป็นรายรับจากกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพียงแต่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น เมื่อดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายรับของกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ก็ย่อมถือเป็นรายได้ตามความหมายคำว่า รายได้ ตามข้อ 4 (2) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) เมื่อดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ต้องนำไปคำนวณเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้แต่ละกิจการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าว ข้อ 2 การที่โจทก์ไม่นำรายได้ส่วนที่ไปเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน ๑,๒๕๖,๒๑๗.๘๑ บาท และเบี้ยปรับจำนวน ๓๗๖,๘๖๕.๒๐ บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๖๓๓,๐๘๓.๐๑ บาท นับแต่วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องนำดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับมาจากการที่โจทก์ให้บริษัทในเครือที่โจทก์ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๕ กู้ยืมเงินในแต่ละปีมาเป็นรายได้เพื่อเฉลี่ยภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๙) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อตามมาตรา ๘๒/๖ แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อจะนำภาษีซื้อดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๓ แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์ได้รับมาจากการที่โจทก์ให้บริษัทในเครือเดียวกันกู้ยืมเงิน การกู้ยืมเงินเช่นว่านั้น ถือเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นกิจการที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๑/๒ (๕) และเป็นกิจการที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา ๙๑/๓ แต่อย่างใด ดังนั้น ดอกเบี้ยที่เกิดจากการประกอบกิจการเช่นว่านี้จึงถือว่าเป็นรายรับที่เกิดจากกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่โจทก์อ้างว่าดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวไม่ใช่รายรับของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเพราะมีคำสั่งกรมสรรพากร ฉบับที่ ป. ๒๖/๒๕๓๔ เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา ๙๑/๕ (๕) แห่งประมวลรัษฎากร แต่คำสั่งดังกล่าวนี้เพียงแต่ยกเว้นดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น มิใช่เป็นกรณียกเว้นว่ากิจการให้กู้ยืมเงินเช่นว่านี้ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น มิใช่เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด ดังนั้น ดอกเบี้ยที่เกิดจากกิจการเช่นว่านี้ ยังคงเป็นรายรับจากกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่เป็นแต่เพียงได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น เมื่อดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายรับของกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ก็ย่อมถือเป็นรายได้ตามความหมายของคำว่า รายได้ ตามข้อ ๔ (๒) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๙) ซึ่งระบุว่ารายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายความว่า มูลค่าของฐานภาษีของกิจการประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม รายรับของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และรายรับของกิจการประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนั้น เมื่อดอกเบี้ยที่เกิดจากกิจการให้กู้ยืมเงินของบริษัทในเครือเดียวกันเป็นรายรับของกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จึงเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ ๔ (๒) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๙) ด้วย และเมื่อดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ก็ต้องนำไปคำนวณเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของแต่ละกิจการ ตามที่ระบุไว้ในข้อ ๒ แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าวข้างต้น การที่โจทก์ไม่นำรายได้ในส่วนนี้ไปเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ย่อมทำให้อัตราเฉลี่ยของภาษีซื้อของโจทก์ผิดพลาดไป มีผลทำให้โจทก์ได้รับคืนภาษีซื้อมากขึ้น ซึ่งไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงสามารถคำนวณใหม่และคืนภาษีซื้อให้โจทก์ในจำนวนที่ถูกต้องได้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้งดเบี้ยปรับทั้งหมดที่โจทก์จะต้องชำระตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ศภญ. (อธ. ๑)/๑๐๑/๒๕๔๔ และเลขที่ ศภญ. (อธ.๑)/๑๐๒/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๔ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/3 ม. 82/6 ม. 91/2 (5) ม. 91/3 ม. 91/5 (5)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีอาร์ซี.เอโฮลด์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ภคพงษ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7826/2546
#266451
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนั้น จะเห็นได้ว่าบุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน แม้ข้อเท็จจริงจะฟังตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาก่อนมีการปฏิรูปที่ดินและมิได้เช่าจากโจทก์ แต่เมื่อทางราชการประกาศให้เขตที่ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาททั้งสองย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด เมื่อโจทก์ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองมาแต่เดิมหาได้ไม่

ปัญหาว่าโจทก์ไม่ใช่เกษตรกรและไม่มีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดิน ตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 นั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจและอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหาอาจนำมาอ้างเป็นเหตุให้เสื่อมสิทธิแก่โจทก์ได้ไม่ และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ. 2535 โจทก์จึงสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองต้องไปดำเนินการทางคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเพิกถอนสิทธิของโจทก์ต่อไป หาอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 1,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดิน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ระหว่างการไต่สวนคำร้องขอฎีกาอย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางเหลืองซึ่งเป็นภริยายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางชอ้อนทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฯลฯ ดังนี้ จะเห็นได้ว่าบุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน แม้ข้อเท็จจริงจะฟังตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาก่อนมีการปฏิรูปที่ดินและมิได้เช่าจากโจทก์ แต่เมื่อทางราชการประกาศให้เขตที่ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาททั้งสองย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด เมื่อโจทก์ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองมาแต่เดิมหาได้ไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ไม่ใช่เกษตรกรและไม่มีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดิน ตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 นั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจและอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหาอาจนำมาอ้างเป็นเหตุให้เสื่อมสิทธิแก่โจทก์ได้ไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ. 2535 โจทก์จึงสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองต้องไปดำเนินการทางคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตกรรม เพื่อเพิกถอนสิทธิของโจทก์ต่อไป หาอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาทแทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7) ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทำมา ฉ่ำสูงเนิน โดย นางชอ้อน ขุมคำ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
กับพวก — นายใบ เพียซ้าย โดย นางเหลือง เพียซ้าย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชัชลิต ละเอียด
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2546
#51063
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการบังคับคดีของจำเลยผู้ตายให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมเป็นสิทธิในทรัพย์สินไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงตกทอดไปยังทายาทเมื่อผู้ทรงสิทธิถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และ 1600 ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของจำเลย อีกทั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเข้ารับมรดกความแทนจำเลย และดำเนินการบังคับคดีแก่โจทก์ได้ มิใช่เป็นการเข้าแทนที่คู่ความที่มรณะในระหว่างที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความแทนจำเลยภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้วก็มีสิทธิที่จะยื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาตามยอม โดยจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ถนนรามคำแหง 63 ในส่วนที่เป็นที่ดินของจำเลยบางส่วนตามที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 จากแนวปากซอยถนนรามคำแหงเข้าไปในซอยเป็นระยะ 40 เมตร จำเลยอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางเพื่อนำรถยนต์เข้าออกที่ดินของโจทก์ที่ 1 มีความกว้าง 5 เมตร และถัดจากที่อนุญาตดังกล่าวจำเลยอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางเข้าออกกว้าง 11 เมตร โดยโจทก์ทั้งสองยินยอมให้ค่าใช้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยเป็นเงิน 1,000,000 บาทโจทก์ที่ 1 จะทำการปรับปรุงถนนรามคำแหงตลอดแนวที่ขอให้เป็นความยาว 80 เมตร และในช่วง 40 เมตรแรก โจทก์ที่ 1 จะสร้างรั้วตลอดแนว ระหว่างการก่อสร้างอาคารของโจทก์ที่ 1 จำเลยอนุโลมให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางเข้าออกเดินจนกว่าการก่อสร้างอาคารจะแล้วเสร็จ แต่ในการนี้โจทก์ที่ 1 จะไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการสัญจรและในการค้าของจำเลย โดยศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2538 คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2544 ว่า ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องประสงค์จะขอเข้ารับมรดกความในคดีนี้

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยถึงแก่ความตายหลังจากคดีถึงที่สุดไปแล้วจึงมิได้มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42ทายาทหรือบุคคลใด ๆ ไม่อาจจะเข้ามารับมรดกความแทนจำเลยได้ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย เมื่อศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยผู้ร้องมีสิทธิเข้ารับมรดกความได้แม้จะเป็นเวลาหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป หาใช่การเข้าเป็นคู่ความแทนที่ซึ่งจะต้องอยู่ภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ไม่ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ารับมรดกความแทนจำเลย

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ศาลชอบที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ารับมรดกความแทนจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และ 1600 เมื่อบุคคลใดตายมรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาทและกองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ ซึ่งสิทธิในการบังคับคดีของจำเลยผู้ตายให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้เป็นสิทธิในทรัพย์สิน ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงตกทอดไปยังทายาท เมื่อผู้ทรงสิทธิถึงแก่ความตายผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของจำเลย อีกทั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเข้ารับมรดกความแทนจำเลย และดำเนินการบังคับคดีแก่โจทก์ทั้งสองได้ กรณีนี้หาใช่เป็นการเข้าแทนที่คู่ความที่มรณะในระหว่างที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความแทนจำเลยภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม ผู้ร้องก็ย่อมมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ศรีวราโฮลดิ้งส์ จำกัด กับพวก
ผู้ร้อง — นาย อนันต์ ลงสุวรรณ์
จำเลย — นาย จำปี ลงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2546
#112787
เปิดฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาตามยอม โดยจำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ถนนในส่วนที่เป็นที่ดินของจำเลย และโจทก์ทั้งสองยินยอมชำระค่าใช้ที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธิการบังคับคดีของจำเลยผู้ตายตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสิทธิในทรัพย์สิน ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงตกทอดไปยังทายาทของผู้ตาย ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยและเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยด้วย ย่อมมีสิทธิขอเข้ารับมรดกความแทนจำเลยและดำเนินการบังคับแก่โจทก์ทั้งสองได้ แม้คดีจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม กรณีนี้หาใช่เป็นการเข้าแทนที่คู่ความที่มรณะในระหว่างที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาตามยอม โดยจำเลยตกลงยินยอมให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ถนนในส่วนที่เป็นที่ดินของจำเลยโดยโจทก์ทั้งสองยินยอมให้ค่าใช้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลย โดยศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องประสงค์จะขอเข้ารับมรดกความในคดีนี้

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยถึงแก่ความตายหลังจากคดีถึงที่สุดไปแล้ว จึงมิได้มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ ทายาทหรือบุคคลใด ๆ ไม่อาจจะเข้ามารับมรดกความแทนจำเลยได้ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย เมื่อศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลย ผู้ร้องมีสิทธิเข้ารับมรดกความได้แม้จะเป็นเวลาหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป หาใช่การเข้าเป็นคู่ความแทนที่ซึ่งจะต้องอยู่ภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ ไม่ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ารับมรดกความแทนจำเลย

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ศาลชอบที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ารับมรดกความแทนจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ และ ๑๖๐๐ เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท และกองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามที่กฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ ซึ่งสิทธิในการบังคับคดีของจำเลยผู้ตายให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้เป็นสิทธิในทรัพย์สิน ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงตกทอดไปยังทายาท เมื่อผู้ทรงสิทธิถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของจำเลย อีกทั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเข้ารับมรดกความแทนจำเลย และดำเนินการบังคับคดีแก่โจทก์ทั้งสองได้ กรณีนี้หาใช่เป็นการเข้าแทนที่คู่ความที่มรณะในระหว่างที่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ ดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความแทนจำเลยภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม ผู้ร้องก็ย่อมมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่งศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 วรรคหนึ่ง ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีวราโฮลดิ้งส์ จำกัด กับพวก
ผู้ร้อง — นายอนันต์ ลงสุวรรณ์
จำเลย — นายจำปี ลงสุวรรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7788/2546
#55037
เปิดฉบับเต็ม

มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง แต่ตามคำฟ้องของธนาคารโจทก์ที่ว่า ในทางบัญชีหลังจากจำเลยได้ทำสัญญาและรับบัตรเครดิตไปจากโจทก์จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าและบริการหลายครั้งหลายหนประกอบกับสถานที่รับบัตรเครดิตคือธนาคารโจทก์สาขาหนองคาย ดังนั้น การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตจึงเป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติระหว่างสำนักงานใหญ่กับสาขาหนองคาย เมื่อจำเลยทำสัญญาและรับบัตรเครดิตจากโจทก์สาขาหนองคายอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตไปชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการจนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้องมูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตศาลชั้นต้นที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ตั้งอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 จำเลยยื่นใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกรุงไทย อันเป็นสินเชื่อประเภทหนึ่งที่โจทก์ให้บริการแก่ลูกค้า โดยขอให้โจทก์สาขาหนองคายเป็นผู้จัดส่งเอกสารดังกล่าวมายังสำนักงานใหญ่ของโจทก์ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์สำนักงานใหญ่อนุมัติให้จำเลยเป็นสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตเลขที่ 456-2350-2344-5009วงเงินสินเชื่อ 100,000 บาท โดยจำเลยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการต่าง ๆ เช่นลูกค้าของโจทก์ประเภทนี้ทั่วไป ในทางบัญชีหลังจากจำเลยทำสัญญาและรับบัตรเครดิตไปจากโจทก์ จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าและบริการหลายครั้งหลายหน โจทก์จ่ายเงินให้แก่ร้านค้าตามจำนวนเงินที่จำเลยใช้ไปทุกรอบบัญชี เมื่อตัดยอดการใช้บัตรเครดิตแต่ละรอบการตัดบัญชีโจทก์ส่งรายการใบแจ้งยอดหนี้ให้จำเลยทราบทุกครั้ง จำเลยนำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์เป็นครั้งคราวแล้วไม่นำเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ ทำให้ยอดเงินตามบัญชีจำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตลอดมา โจทก์คิดดอกเบี้ยตามสัญญา แต่จำเลยยังคงใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าและบริการเต็มวงเงินที่โจทก์อนุมัติ ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญา ซึ่งจำเลยได้รับแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 โจทก์สำนักงานใหญ่เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อบัตรเครดิตแก่จำเลยถือว่ามูลคดีเกิด ณ สำนักงานใหญ่ของโจทก์ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จึงขออนุญาตฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นและขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 97,681.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.75 ของต้นเงิน 83,016.48 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องและคำแถลงของโจทก์แล้วสั่งว่าตามคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2544 ว่า สำนักงานใหญ่ของโจทก์จะส่งผลการอนุมัติให้จำเลยตามที่อยู่ของจำเลยในใบสมัคร ซึ่งก็คือจังหวัดหนองคาย ดังนี้ถือว่ามูลคดีเกิดที่จังหวัดหนองคาย เมื่อจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลนี้คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ ไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คำว่า มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่า ในทางบัญชีหลังจากจำเลยได้ทำสัญญาและรับบัตรเครดิตไปจากโจทก์จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าและบริการหลายครั้งหลายหน ประกอบสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกรุงไทยเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 ที่ระบุว่า สถานที่รับบัตรเครดิตคือธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย มิใช่ที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ ดังนั้นการอนุมัติและการออกบัตรเครดิตจึงเป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติระหว่างโจทก์สำนักงานใหญ่กับสาขาหนองคาย เมื่อจำเลยทำสัญญาและรับบัตรเครดิตจากโจทก์สาขาหนองคายอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการจนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้อง หากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้วโจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน เช่นนี้ มูลคดีนี้มิได้เกิดในเขตศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุธา จิวาศักดิ์อภิมาศ
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7757/2546
#55036
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนท้องถิ่นของจำเลยที่ 2 ว่า เด็กหญิง ญ. เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับ บ. เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 หลงเชื่อจึงออกสูติบัตรให้ ไม่มีข้อความตอนใดที่พาดพิงถึงโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของ บ. สูติบัตรที่ออกให้ก็ไม่มีข้อความเกี่ยวพันถึงโจทก์ทั้งสอง การยื่นคำร้องและการแจ้งข้อความขอออกสูติบัตรที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ก็ดี การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ออกสูติบัตรก็ดี จึงไม่เป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองตามกฎหมายแพ่ง และไม่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 แม้หากยังปล่อยให้จำเลยที่ 1 ใช้สูติบัตรเท็จแสดงต่อบุคคลทั่วไป และนำมายื้อแย่งมรดกของ บ. ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการพิสูจน์ไปตามขั้นตอนว่าเด็กหญิง ญ. เป็นบุตรของ บ. จริงหรือไม่ เป็นคดีต่างหาก กรณีเกี่ยวกับสูติบัตรของเด็กหญิง ญ. ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายบุณย์ กัมมารังกูร โจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายบุณย์ กัมมารังกูร ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนท้องถิ่นของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2536 ว่า เด็กหญิงญานี กัมมารังกูร เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับนายบุณย์ กัมมารังกูร เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2534 แต่ยังไม่มีสูติบัตร เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 หลงเชื่อจึงได้ออกสูติบัตรของเด็กหญิงญานีให้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขอให้พิพากษาว่าสูติบัตรของเด็กหญิงญานี กัมมารังกูร ฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2536 เป็นเอกสารเท็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการเพิกถอนสูติบัตรเท็จดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงแทนเจตนาของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ตามคำฟ้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นกรณีจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 หรือไม่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นเรื่องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนท้องถิ่นของจำเลยที่ 2 ว่า เด็กหญิงญานี กัมมารังกูรเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับนายบุณย์ กัมมารังกูร เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 หลงเชื่อจึงออกสูติบัตรของเด็กหญิงญานีให้ เห็นว่า ในการยื่นคำร้องและแจ้งข้อความตามคำฟ้องดังกล่าว ไม่มีข้อความตอนใดที่พาดพิงถึงโจทก์ทั้งสอง สูติบัตรที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ออกให้ก็ไม่มีข้อความเกี่ยวพันถึงโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด การยื่นคำร้องและการแจ้งข้อความขอออกสูติบัตรที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ก็ดี การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ออกสูติบัตรของเด็กหญิงญานีก็ดี จึงไม่เป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองตามกฎหมายแพ่ง และไม่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการเพิกถอนสูติบัตรของเด็กหญิงญานีเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุณย์ และโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุณย์ หากยังปล่อยให้จำเลยที่ 1ใช้สูติบัตรเท็จแสดงต่อบุคคลทั่วไป และนำมายื้อแย่งมรดกของนายบุณย์แล้วจะทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า หากมีกรณีเกิดขึ้นตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการพิสูจน์ไปตามขั้นตอนว่าเด็กหญิงญานีเป็นบุตรของนายบุณย์จริงหรือไม่ เป็นคดีต่างหากกรณีเกี่ยวกับสูติบัตรของเด็กหญิงญานี ยังถือไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้วฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธนา กัมมารังกูร กับพวก
จำเลย — นางสาว อรวรรณ ธนารักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7757/2546
#112725
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่อ้างว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรนาย บ. และโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ของนาย บ. จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนท้องถิ่นของจำเลยที่ 2 ว่า เด็กหญิง ญ. เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับนาย บ. เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 หลงเชื่อจึงออกสูติบัตรของเด็กหญิง ญ. ให้นั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่พาดพิงถึงโจทก์ทั้งสอง สูติบัตรที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ออกให้ก็ไม่มีข้อความเกี่ยวพันถึงโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด การยื่นคำร้องและการแจ้งข้อความขอออกสูติบัตรที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ก็ดี การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ออกสูติบัตรของเด็กหญิง ญ. ก็ดี ไม่เป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองตามกฎหมายแพ่ง และไม่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองจะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าสูติบัตรของเด็กหญิงญานี กัมมารังกูร ฉบับลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๖ เป็นเอกสารเท็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการเพิกถอนสูติบัตรเท็จดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษา ของศาลแสดงแทนเจตนาของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ตามคำฟ้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับ สิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นกรณีจะต้องใช้สิทธิทางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ หรือไม่ ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นเรื่องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องและแจ้งข้อความ อันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนท้องถิ่นของจำเลยที่ ๒ ว่า เด็กหญิงญานี กัมมารังกูร เป็นบุตรของจำเลยที่ ๑ กับ นายบุณย์ กัมมารังกูร เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ หลงเชื่อจึงออกสูติบัตรของเด็กหญิงญานีให้ เห็นว่า ในการยื่นคำร้อง และแจ้งข้อความตามคำฟ้องดังกล่าว ไม่มีข้อความตอนใดที่พาดพิงถึงโจทก์ทั้งสอง สูติบัตรที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ออกให้ก็ไม่มีข้อความเกี่ยวพันถึงโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด การยื่นคำร้องและการแจ้งข้อความขอออกสูติบัตรที่จำเลยที่ ๑ กระทำต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ก็ดี การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ออกสูติบัตรของเด็กหญิงญานีก็ดี ไม่เป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองตามกฎหมายแพ่ง และไม่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ เพิกถอนสูติบัตรของเด็กหญิงญานีเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายบุณย์ และโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุณย์ หากยังปล่อยให้จำเลยที่ ๑ ใช้สูติบัตรเท็จแสดงต่อบุคคลทั่วไป และนำมายื้อแย่งมรดกของนายบุณย์แล้วจะทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า หากมีกรณีเกิดขึ้นตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการพิสูจน์ไปตามขั้นตอนว่าเด็กหญิงญานีเป็นบุตรของนายบุณย์จริงหรือไม่ เป็นคดีต่างหาก กรณีเกี่ยวกับสูติบัตรของเด็กหญิงญานียังถือไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนา กัมมารังกูร กับพวก
จำเลย — นางสาวอรวรรณ ธนารักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายวันชัย เวชพาณิชย์กิจกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7673/2546
#55035
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสั่งซื้อและนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตและส่งออกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้าโดยแสดงความจำนงจะขอคนอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 19 ทวิ โดยวิธีค้ำประกันรวม44 ครั้ง จำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นประกัน เมื่อครบกำหนด1 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยนำสินค้ามาผลิตและส่งออกไปเพียงบางส่วนเป็นการผิดเงื่อนไขเจ้าพนักงานของกรมศุลกากรโจทก์ที่ 1 ได้ประเมินค่าอากรขาเข้าของสินค้าคงเหลือกับเงินเพิ่มและแจ้งให้ผู้ค้ำประกันนำเงินมาชำระผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันแล้วซึ่งเงินตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับมีจำนวนสูงกว่าค่าอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระแต่น้อยกว่าค่าอากรและเงินเพิ่มรวมกัน ในการชำระหนี้สินหลายรายที่ถึงกำหนดชำระพร้อมกันดังกล่าวต้องให้รายที่เก่าที่สุดเป็นอันได้ปลดเปลื้องไปก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 328 วรรคสอง แม้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวาวรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเงินอากรแต่หนี้ค่าอากรก็เป็นหนี้ที่มีมาก่อนเงินเพิ่มจึงเป็นหนี้เก่ากว่าหนี้เงินเพิ่ม ดังนี้ หนี้ค่าอากรย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนหนี้เงินเพิ่ม

เงินเพิ่มที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง มิใช่ดอกเบี้ยและไม่อาจถือเป็นดอกเบี้ยได้ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 มาบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคล โดยเป็นกรมในรัฐบาล มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันที่ 30มิถุนายน 2539 จำเลยได้สั่งซื้อและนำสินค้า (วัตถุดิบ) เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้ารวม 44 ครั้ง และแสดงความจำนงขอคืนอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 19 ทวิ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์สั่งให้จำเลยวางเงินประกันอากรขาเข้าโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางประกัน เมื่อจำเลยได้วางประกันดังกล่าวและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงได้ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไป เมื่อครบกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้นำสินค้าเข้ามาตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 44ฉบับพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจสอบพบว่าจำเลยกระทำผิดเงื่อนไข โดยสินค้าที่นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0103 0027 4704 และ 0103 0057 2011 จำเลยได้ทำการผลิตและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเพียงบางส่วน ส่วนสินค้าที่นำเข้ามาตามใบขนสินค้าที่เหลืออีก 42 ฉบับ จำเลยมิได้ทำการผลิตและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรการที่จำเลยกระทำผิดเงื่อนไขดังกล่าวจึงถือว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตแต่ไม่ได้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้านั้นเป็นการนำเข้าสินค้าเข้ามาเพื่อจำหน่ายหรือผลิตเพื่อจำหน่ายภายในราชอาณาจักร จำเลยจึงไม่ได้รับยกเว้นและมีหน้าที่ชำระค่าอากรให้แก่โจทก์ โดยใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 01030027 4704 มีวัตถุดิบคงเหลือจำนวน 49,606.79 กิโลกรัม มีอากรขาเข้าค้างชำระจำนวน2,642,364.65 บาท ใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0103 0057 2011 มีวัตถุดิบคงเหลือจำนวน 25,606.35 กิโลกรัม มีอากรขาเข้าค้างชำระจำนวน 668,775.84 บาท สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าอีก 42 ฉบับ ที่เหลือมีวัตถุดิบคงเหลือเต็มจำนวน จึงมีค่าอากรขาเข้าค้างชำระตามที่เจ้าพนักงานประเมินไว้ นอกจากนี้การที่จำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขและมิได้ชำระเงินค่าอากรขาเข้าขณะนำเข้า จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรขาเข้าที่ต้องชำระนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าจนถึงวันที่จำเลยนำเงินมาชำระตามใบขนสินค้าทั้ง 44 ฉบับ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยให้นำเงินมาชำระค่าอากรและเงินเพิ่มดังกล่าวและแจ้งให้ธนาคารผู้ค้ำประกันทราบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงได้ทวงถามไปยังธนาคารผู้ค้ำประกันเพื่อให้ชำระหนี้แทนจำเลย ธนาคารผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินตามจำนวนเงินประกันสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 44 ฉบับเมื่อหักเงินประกันที่ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยยังคงค้างชำระค่าอากรขาเข้าเงินเพิ่มภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 3,976,269.37 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มจำนวน3,976,269.37 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าที่ค้างชำระ ตามใบขนสินค้าทั้ง 44 ฉบับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน 2,982,776.55บาท คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ 28พฤศจิกายน 2534 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2534 จำเลยสั่งซื้อและนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตและส่งออกภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้าโดยแสดงความจำนงจะขอคืนอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 19 ทวิโดยวิธีค้ำประกันรวม 44 ครั้ง จำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นประกันเมื่อครบกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยนำสินค้ามาผลิตและส่งออกไปเพียงบางส่วนเป็นการผิดเงื่อนไขเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ได้ประเมินค่าอากรขาเข้าของสินค้าคงเหลือกับเงินเพิ่มและแจ้งให้ผู้ค้ำประกันนำเงินมาชำระผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันแล้วซึ่งเงินตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับมีจำนวนสูงกว่าค่าอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระแต่น้อยกว่าค่าอากรและเงินเพิ่มรวมกัน เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 นำเงินไปหักชำระเงินเพิ่มก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปชำระอากรขาเข้า ซึ่งไม่พอชำระ จำเลยยังคงค้างชำระค่าอากรขาเข้าเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้อง ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลรวมจำนวน 3,976,269.37 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 นำเงินไปหักชำระเงินเพิ่มก่อนชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการชำระหนี้สินหลายรายที่ถึงกำหนดชำระพร้อมกันต้องให้รายที่เก่าที่สุดเป็นอันได้ปลดเปลื้องไปก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง แม้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเงินอากร แต่หนี้ค่าอากรก็เป็นหนี้ที่มีมาก่อนเงินเพิ่มจึงเป็นหนี้เก่ากว่าหนี้เงินเพิ่ม ดังนี้ หนี้ค่าอากรย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนหนี้เงินเพิ่ม ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เงินเพิ่มเปรียบเสมือนดอกเบี้ยโจทก์ย่อมหักหนี้เงินเพิ่มก่อนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 นั้นเห็นว่า เงินเพิ่มกรณีนี้เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวาวรรคหนึ่ง มิใช่ดอกเบี้ยและไม่อาจถือเป็นดอกเบี้ยได้ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 มาบังคับได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินประกันไปหักค่าอากรที่จำเลยค้างชำระก่อนชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 ม. 329
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 19 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท เค้นท์นิตเตอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7673/2546
#112724
เปิดฉบับเต็ม

การชำระหนี้สินหลายรายที่ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน ต้องให้รายที่เก่าที่สุดเป็นอันได้ปลดเปลื้องไปก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง แม้ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่ม เป็นเงินอากร แต่หนี้ค่าอากรเป็นหนี้ที่มีมาก่อนเงินเพิ่ม จึงเป็นหนี้เก่ากว่าหนี้เงินเพิ่ม หนี้ค่าอากรย่อมได้รับการปลดเปลื้อง ไปก่อนหนี้เงินเพิ่ม

เงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง มิใช่ดอกเบี้ยและไม่อาจถือเป็นดอกเบี้ย จึงไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 329 มาใช้บังคับได้ โจทก์จึงไม่อาจนำเงินที่ผู้ค้ำประกันนำมาชำระ มาหักจากหนี้เงินเพิ่มก่อนหนี้ค่าอากรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มจำนวน ๓,๙๗๖,๒๖๙.๓๗ บาท แก่โจทก์ ให้จำเลย ชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าที่ค้างชำระ ตามใบขนสินค้า ทั้ง ๔๔ ฉบับ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน ๒,๙๘๒,๗๗๖.๕๕ บาท ให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๙ จำเลยสั่งซื้อและนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตและส่งออกภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันนำเข้า โดยแสดงความจำนงจะขอคืนอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๑๙ ทวิ โดยวิธีค้ำประกันรวม ๔๔ ครั้ง จำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นประกัน เมื่อครบกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่จำเลยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยนำสินค้ามาผลิตและส่งออกไปเพียงบางส่วนเป็นการผิดเงื่อนไข เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ ๑ ได้ประเมินค่าอากรขาเข้าของสินค้าคงเหลือกับเงินเพิ่มและแจ้งให้ผู้ค้ำประกันนำเงินมาชำระ ผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันแล้วซึ่งเงินตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับมีจำนวนสูงกว่าค่าอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระ แต่น้อยกว่าค่าอากรและเงินเพิ่มรวมกัน เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ ๑ นำเงินไปหักชำระเงินเพิ่มก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปชำระอากรขาเข้า ซึ่งไม่พอชำระ จำเลยยังคงค้างชำระค่าอากรขาเข้า เงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้อง ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลรวมจำนวน ๓,๙๗๖,๒๖๙.๓๗ บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ ๑ นำเงินไปหักชำระเงินเพิ่มก่อนชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการชำระหนี้สินหลายรายที่ถึงกำหนดชำระพร้อมกันต้องให้รายที่เก่า ที่สุดเป็นอันได้ปลดเปลื้องไปก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๘ วรรคสอง แม้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒ จัตวา วรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเงินอากร แต่หนี้ค่าอากรก็เป็นหนี้ที่มี มาก่อนเงินเพิ่มจึงเป็นหนี้เก่ากว่าหนี้เงินเพิ่ม ดังนี้ หนี้ค่าอากรย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนหนี้เงินเพิ่ม ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เงินเพิ่มเปรียบเสมือนดอกเบี้ย โจทก์ย่อมหักหนี้เงินเพิ่มก่อนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๙ นั้น เห็นว่า เงินเพิ่มกรณีนี้เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒ จัตวา วรรคหนึ่ง มิใช่ดอกเบี้ยและไม่อาจถือเป็นดอกเบี้ยได้ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๙ มาบังคับได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินประกันไปหักค่าอากรที่จำเลยค้างชำระก่อนชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 ม. 329
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทเค้นท์นิตเตอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7662/2546
#55034
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ ป.น. และ ศ. ยังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองออกเป็นส่วนสัดในที่ดินกรรมสิทธิ์รวม แต่การใช้ทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมของ ศ. ต้องเป็นการใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของตนเอง การที่ ศ. อนุญาตให้จำเลยใช้ที่ดินปลูกบ้าน นอกจากจะมิใช่เป็นการใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของตนเองตามสภาพปกติแล้วยังเป็นการใช้ที่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ จึงไม่มีสิทธิทำได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนางขาว บำรุง และผู้อื่นอีกหลายคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4687 โดยแยกกันครอบครองเป็นส่วนสัด ต่อมาโจทก์ นางสาวประภาบำรุง นางสาวนาตยา บำรุง ซึ่งเป็นน้องสาวโจทก์ และว่าที่เรือโทประคอง บำรุงได้รับมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของนางขาวโดยว่าที่เรือโทประคองได้ที่ดินเป็นส่วนสัดเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งานที่เหลือเป็นของโจทก์และน้องสาว เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2539 จำเลยขออาศัยที่ดินส่วนของโจทก์และน้องสาวปลูกบ้านอยู่อาศัยเนื้อที่ประมาณ 40 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน 2540 จำเลยจะแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยอีกต่อไป และได้แจ้งให้จำเลยออกไป แต่จำเลยไม่ยินยอมที่ดินพิพาทโจทก์อาจหาประโยชน์ได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อบ้านและสิ่งปลูกสร้างแล้วขนย้ายออกไปจากที่ดินส่วนของโจทก์กับพวกในโฉนดที่ดินเลขที่ 4687 ตำบลไทรน้อย (ทวีวัฒนา) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างแล้วขนย้ายออกไปจากที่ดินส่วนของโจทก์กับพวก

จำเลยให้การว่า ที่ดินเฉพาะส่วนที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมกับน้องสาวและว่าที่เรือโทประคอง (ปัจจุบันคือนาวาโทศักดิ์สิทธิ์) ไม่ได้ระบุส่วนสัดการถือครองของแต่ละบุคคลจำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนาวาโทศักดิ์สิทธิด้วยความยินยอมของนาวาโทศักดิ์สิทธิ์ซึ่งบิดามารดาโจทก์ก็ทราบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทบริเวณกรอบสีม่วงตามแผนที่เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4687 ตำบลไทรน้อย (ทวีวัฒนา) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2540) จนกว่าจะรื้อถอนและขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยก่อนว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ซึ่งในปัญหาข้อนี้จำเลยรับในฎีกาของจำเลยว่า นาวาโทศักดิ์สิทธิ์ถือกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์ นางสาวประภาและนางสาวนาตยาในที่ดินพิพาทโดยยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองออกเป็นส่วนสัด การที่นาวาโทศักดิ์สิทธิ์อนุญาตให้จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมจำเลยจึงมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ" ดังนั้น ถึงแม้จะฟังว่ายังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองออกเป็นส่วนสัดในที่ดินกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ นางสาวประภานางสาวนาตยาและนาวาโทศักดิ์สิทธิ์ตามข้อต่อสู้ของจำเลย แต่การใช้ทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมของนาวาโทศักดิ์สิทธิ์ต้องเป็นการใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของตนเองการที่นาวาโทศักดิ์สิทธิ์อนุญาตให้จำเลยใช้ปลูกบ้าน นอกจากจะมิใช่เป็นการใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของตนเองตามสภาพปกติแล้วยังเป็นการใช้ที่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ จึงไม่มีสิทธิทำได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1360
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ฉลอง บำรุง
จำเลย — นาย อนันต์ บำรุง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา